รายงานวจิ ยั ในชน้ั เรยี น
การพฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนรายวิชาภมู ศิ าสตร์ เรื่อง ธรณีภยั พิบตั ิ โดยใช้ชดุ
กจิ กรรม รว่ มกบั วิธสี อนแบบกระบวนการทางภูมิศาสตร์ 5 ข้ัน สาหรบั นักเรียน
ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4
นางสรุ ภี ลดั เลยี
ตาแหนง่ ครู
ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
โรงเรียนกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จังหวดั สตลู
สานกั งานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษามัธยมศกึ ษาสงขลา สตลู
ก
ชอื่ เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาภูมิศาสตร์ เรื่อง ธรณีภัยพิบัติ โดยใช้ชุดกิจกรรม
ร่วมกบั วธิ ีสอนแบบกระบวนการทางภมู ิศาสตร์ 5 ขน้ั สาหรับนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
ผู้วจิ ัย นางสุรภี ลัดเลยี
กลุ่มสาระฯ สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
ปีการศกึ ษา 2564
บทคัดย่อ
งานวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมเรื่องธรณี
ภยั พิบตั ิ ร่วมกับวธิ ีสอนแบบกระบวนการทางภูมศิ าสตร์ 5 ข้ัน ในการพฒั นาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนของนักเรยี น
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4
กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวจิ ัยคร้ังนี้ เปน็ นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรยี นกาแพงวิทยา อาเภอละงู
จังหวดั สตูล ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 จานวน 1 หอ้ งเรียน ไดแ้ ก่ นกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 4/1 จานวน
36 คน โดยสุ่มแบบเจาะจง ใช้เวลาทดลองท้ังสน้ิ 2 คาบ คาบละ 50 นาที โดยใช้แผนการวิจัยแบบ One-group
Pretest-Posttest Design เคร่อื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ประกอบด้วย 1) ชดุ กจิ กรรมเรือ่ งธรณภี ยั พบิ ัติ จานวน 1 ชุด
2) แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนเร่ือง ธรณีภัยพิบตั ิ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิตทิ ดสอบค่า t แบบไม่อิสระ
ตอ่ กัน (t-test for Dependent Samples)
ผลการวิจัยพบว่า การประเมินผลการเรียนรู้ก่อนและหลังใช้ชุดกิจกรรมเร่ืองธรณีภัยพิบัติ ร่วมกับวิธี
สอนแบบกระบวนการทางภูมิศาสตร์ 5 ขั้น มีคะแนนเฉลย่ี หลังใช้ชุดกจิ กรรมสูงกว่าก่อนใช้ชุดกิจกรรม และเมื่อ
ทดสอบคะแนนเฉลยี่ ด้วยสถิติ t-test พบวา่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลงั ใชช้ ุดกิจกรรมสูงกว่ากอ่ นใชช้ ดุ กจิ กรรม
อย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05
ข
สารบัญ
หนา้
บทคดั ย่อ………………………………………………………………………………………………………………………………………. ก
สารบญั ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข
สารบญั ตาราง…………………………………………………………………………………………………….………………………… ค
บทที่ 1 บทนา……………………………………………………………….…………………………………………….………………… 1
1
ความเปน็ มาและความสาคัญของปญั หา…………….…………………………………………………………………….. 2
วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั …………………………………..…………………………………………………………………… 2
สมมติฐานของงานวจิ ัย………………………………………..……………………………………………….………………… 2
ขอบเขตของการวจิ ยั ……………………………………………..………………………………………………………………. 3
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง……………….………………………………………………………………………… 3
เอกสารเกี่ยวกบั แบบฝึกทักษะ………………………………………………………………………………………………… 9
งานวจิ ัยท่เี กยี่ วข้อง………………………………………………………………………………………………………………… 11
บทที่ 3 วิธีดาเนินการวิจยั ………………………….………………………………………………………..………………………… 11
รปู แบบการวจิ ยั …………………………………………………………………………………………………………………….. 11
ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง…………………………………………………………………………………………………….. 11
เครอ่ื งมือที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล…………………………………………………………………………………….. 11
ข้นั ตอนการสรา้ งและพัฒนาเคร่อื งมือ………………………………………………………………………………………. 14
การเก็บรวบรวมข้อมูล……………………………………………………………………………………………………………. 15
การวิเคราะห์ขอ้ มลู ………………………………………………………………………………………………………………… 17
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล………………………………………………………….……………………………………………. 17
ผลการวิเคราะห์ข้อมลู …………………………………………………………………………………………………………….. 18
บทท่ี 5 สรุป อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ……………………..…………………………………………….……………….. 18
สรุปผลการวจิ ยั ……………………………………………………………………………………………………………………… 18
อภิปรายผล…………………………………………………………………………………………………………………………… 19
ขอ้ เสนอแนะ…………………………………………………………………………………………………………………………. 20
บรรณานุกรม……………………………………………………………………………………………………………………………….. 21
ภาคผนวก……………………………………………………………………………….…………………………………………….……… 22
ภาคผนวก ก แผนการจัดการเรียนรู้...................................……………………………..………………………….. 23
ภาคผนวก ข เคร่อื งมอื ท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู …………………………………………………………………. 26
ภาคผนวก ค การหาคณุ ภาพเครื่องมือทีใ่ ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล………………………………………. 31
ภาคผนวก ง การคานวณและการแปลผลค่า IOC...............................................................................
ค
สารบัญตาราง
ตารางท่ี หนา้
1 ผลการเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นก่อนและหลงั ใช้ชดุ กจิ กรรมแบบฝึกทักษะการแกโ้ จทย์
ปัญหาทางพันธุศาสตร์……………………………………………………………………………………………………………..12
ง
1
บทท่ี 1
บทนา
ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2544 ได้กล่าวถึงหมวด 4 แนวการ
จัดการศึกษา มาตรา 22 หลักการจัดการศึกษา ต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ เรียนรู้พัฒนา
ตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริม ให้ผู้เรียนสามารถพัฒนา
ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ มาตรา 23 สาระการเรียนรู้เน้นความสาคัญทั้งความรู้ คุณธรรม
กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการ ตามความเหมาะสมแต่ละระดับการศึกษา ในเร่ืองเกี่ยวกบตนเองและ
ความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ตลอดจนประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทย การเมืองการปกครอง
ความรู้ และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งเร่ืองการจัดการด้านพลศึกษา ด้านภาษาการ
ประกอบอาชีพ และการดารงชีวิตอย่างมีความสุข การใช้ การกีฬา ภูมิปัญญาไทยและการประยุกต์ใช้ มาตรา
24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องจัดเนื้อหา สาระ และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัด และ
ความแตกต่างของผู้เรียน ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และประยุกต์ใช้เพื่อ
ป้องกนและแก้ไขปัญหา ให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริงฝึกการปฏิบัติให้ทาได้ คิดเป็น ทาเป็น รักการ
อ่าน และเกิดการใฝ่รู้ อย่างต่อเน่ือง ผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างสมดุล รวมท้ังปลูกฝังคุณธรรม
ค่านิยม และ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงคไ์ วใ้ นทุกวิชา ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศสภาพแวดลอ้ ม สื่อการเรียน
อานวยความสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งน้ีผู้สอน
และผู้เรียนอาจเรยี นรู้ไปพร้อมกัน จากสื่อและแหล่งเรียนรู้ท่ีหลากหลาย บิดามารดา ผู้ปกครอง และชุมชน มี
ส่วนร่วมในการจัดการเรยี นรูใ้ หเ้ กดิ ข้ึนได้ทุกเวลา ทุกสถานท่ี (กรมวิชาการ, 2545)
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนท่ีสมบูรณ์และ
สมดุลทั้งด้านจิตใจ ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ ความสามารถในด้าน
วิชาการวิชางาน และวิชาชวี ิต เพ่ือให้สามารถดารงชวี ิตอยู่ในสังคมได้อย่าง มีความสุข พง่ึ ตนเองได้ อยู่ร่วมกับ
ผู้อ่ืนอย่างสร้างสรรค์ พัฒนาสังคม และส่ิงแวดล้อม การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีสนองต่อหลักสูตร
นโยบายและความตอ้ งการของผู้เรียน ควรเนน้ ให้ ผู้เรียนได้ทากิจกรรมการเรยี นรู้ในรูปแบบต่าง ๆ เรียนรู้ด้วย
ตนเอง จัดการเรียนท่ีสนองความแตกต่างในความสามารถ ความถนัดและความสนใจของผู้เรียน เรียนรู้จาก
การปฏิบัติจริงและการให้ ประสบการณ์การเรียนท่ีสัมพันธ์กับชีวิตจริงรวมท้ังการใช้ส่ือและเทคโนโลยีที่
ทันสมัยหรือท่ี เรียกว่าจัดกระบวนการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551)
สอดคล้องกับ วัชรา เล่าเรียนดี (2554) ที่กล่าวถึงส่ิงจาเป็นในการจัดการศึกษา ในยุคปัจจุบันคือ การ
ส่งเสริมและ พัฒนาให้ผู้เรียน มีความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีทักษะในการคิดอย่างมี
วิจารณญาณและคิด สร้างสรรค์ (Critical and Creative Thinking) เด็กและเยาวชนจะต้องได้รับการเตรียม
ความพร้อมเพ่ือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning) มีทักษะการคิด (Thinking skills) มีวิธีการ
แสวงหาความรู้ และสร้างความรู้ได้ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเน่ืองและสร้างสรรค์ (Gough,
1991) โดยมีนักการศึกษาท้ังในและต่างประเทศ เห็นด้วยกันว่า ควรมีการส่งเสริมและพัฒนา
ความสามารถในการคิด อย่างมีวิจารณญาณและคิดสร้างสรรค์ให้กับนักเรียนได้ด้วยการจัดการเรียนการสอน
และการฝกึ ปฏบิ ัติ (วชั รา เลา่ เรยี นดี, 2554)
2
จากการจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 พบว่า จากการวิเคราะห์สภาพ
ปัญหาด้านการเรียนสาระภูมิศาสตร์ ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนกาแพงวิทยา ที่ผ่านมาพบว่า
นักเรียน มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนค่อนข้างต่า ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 เพียงร้อยละ 70 ของนักเรียนท้ังหมด
และมีจุดท่ีควรพัฒนาคือ ตามกระบวนการและทักษะทางภูมิศาสตร์ซ่ึงพบว่า นักเรียนมีปัญหาในด้านทักษะ
จะเห็นได้จากการทาแบบฝึกหัด แบบทดสอบย่อย และการตอบคาถามในชั้นเรียน โดยข้อคาถามท่ีวัดความรู้
ความจาและ ความเข้าใจน้ัน นักเรียนส่วนใหญ่สามารถตอบคาถามเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ข้อ
คาถามที่วัดทักษะทางภูมิศาสตร์ พบว่านักเรียนน้ันไม่สามารถที่จะวิเคราะห์และตอบคาถามในบทเรียนนั้น ๆ
ได้ ครูผู้สอนจึงจัดทาข้อตกลงในการพัฒนางานประเด็นท้าท้าย การพัฒนาทักษะทางภูมิศาสตร์ของนักเรียน
รายวิชาภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยใช้ชุดกิจกรรมเร่ืองธรณีภัยพิบัติ ร่วมกับวิธีสอนแบบ
กระบวนการทางภูมิศาสตร์ 5 ขั้น ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการ
จดั การเรยี นรู้ตอ่ ไป
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
1. เพอ่ื เปรียบเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนของนกั เรียนก่อนและหลังการใช้ชดุ กจิ กรรมเรือ่ งธรณี
ภยั พิบัติ ร่วมกบั วธิ ีสอนแบบกระบวนการทางภมู ศิ าสตร์ 5 ขน้ั ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี นกาแพงวิทยา
สมมติฐานของงานวิจัย
1. นักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4/1 ทีไ่ ด้รบั การจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรม เรอื่ งธรณภี ยั พิบัติ
ร่วมกับวิธีสอนแบบกระบวนการทางภูมิศาสตร์ 5 ข้ัน จะช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่า
กอ่ นเรยี น
ขอบเขตของการวิจยั
ประชากร
ประชากรทีใ่ ช้ในการวจิ ัย ไดแ้ ก่ นกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/1 โรงเรยี นกาแพงวิทยา
จงั หวัดสตลู ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 จานวน 1 หอ้ งเรยี น มนี กั เรยี น 36 คน (เนอ่ื งจากสอนนกั เรียน
ห้องเดยี ว)
เน้ือหาท่ีใช้ในการวิจัย
เน้อื หาในสาระการเรียนร้ภู ูมศิ าสตร์ ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 2 เรอ่ื ง ธรณี
ภัยพบิ ตั ิ ตามหลักสูตรการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง 2560) และหลกั สูตร
สถานศกึ ษาของโรงเรยี นกาแพงวิทยา
ระยะเวลาทีใ่ ช้
ระยะเวลาในการวจิ ัยภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 จานวน 3 คาบๆละ 50 นาที
ตัวแปรทีศ่ กึ ษา
ตวั แปรตน้ การจัดการเรียนรู้ เรื่องธรณีภัยพิบัติโดยใช้ชุดกิจกรรมร่วมกับวิธีสอนแบบ
กระบวนการทางภูมศิ าสตร์ 5 ขนั้
ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรู้เร่ืองธรณีภัยพิบัติโดยใช้ชุด
กิจกรรมร่วมกับวิธีสอนแบบกระบวนการทางภูมิศาสตร์ 5 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีท่ี 4/1 โรงเรียน
กาแพงวิทยา
ประโยชน์ทไ่ี ด้รับ
1. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นในรายวิชาภมู ศิ าสตร์เพ่มิ สูงข้ึน
3
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ทเี่ กี่ยวข้อง
การใช้ชดุ กจิ กรรม เร่ืองธรณีภัยพิบัติรว่ มกบั วิธีสอนแบบกระบวนการทางภูมศิ าสตร์ 5 ขน้ั เพ่อื พฒั นา
ผลการเรียนรู้วชิ าภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ผู้วจิ ัยไดศ้ ึกษาค้นควา้ เอกสารและงานวจิ ัยต่างๆ
ดังน้ี
1. เอกสารเกย่ี วกับชุดกจิ กรรม
2. งานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วข้อง
1. เอกสารเกยี่ วกับชุดกิจกรรม
1.1 ความหมาย
ชุดกิจกรรมเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาอย่างหนึ่ง ท่ีรวบรวมสื่อ กระบวนการ และ
กิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อเปน็ สือ่ กลางระหว่างผสู้ อนกบั ผู้เรยี น ให้เกิดการเรียนรแู้ ก่ผู้เรียนตามจุดประสงค์
อยา่ ง มีประสิทธภิ าพ จดุ เด่นของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ คือ สนองวตั ถุประสงคข์ องหลกั สูตรการศึกษา
ขน้ั พ้ืนฐาน ท่ีเน้นการฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และประยุกต์ความรู้มา
ใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหา ทาให้สามารถแก้ปัญหาทางการศึกษาเก่ียวกับการเรียนการสอนได้ เป็นการจัด
กิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทาได้ คิดเป็น ทาเป็น ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนอย่าง
ต่อเนื่องผสมผสานสาระการเรียนรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนและสมดุลกัน ปลูกฝังคุณธรรมค่านิยมท่ีดีงาม
และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้เป็น คาใหม่ยังไมม่ ีนักการศึกษาท่านใดให้ความหมายไว้
แต่มีผู้ให้ความหมายของคาบางคาท่ีมีลักษณะและความหมายใกล้เคียงกัน คือ ชุดการสอนหรือชุดการเรียน
การสอน ชุดการสอนเป็นคาในภาษาอังกฤษที่เรียกชื่อต่างกัน เช่น Learning Package Instruction
Package หรือ Instruction Kits ซึ่งมีนักการศึกษาหลายท่าน ได้ให้ความหมายของชุดการสอนหรือชุด
กจิ กรรมไวด้ งั นี้
สุวิทย์ มูลคา และอรทัย มูลคา (2550, หน้า 51) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็น กระบวนการ
เรียนรู้จากชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นสื่อการสอนที่เป็นลักษณะของส่ือประสม (multimedia) เป็นการใช้สื่อ
ตั้งแต่สองชนิดข้ึนไปร่วมกัน เพ่ือให้นักเรียนได้รับความรู้ที่ต้องการ โดยอาจจัดตั้งสาหรับหน่วยการเรียนตาม
หวั ข้อเนือ้ หาและประสบการณ์ของแตล่ ะหน่วยที่ต้องการให้ นักเรียนได้เรียนรู้ อาจจัดเอาไว้เป็นชุดๆ บรรจุใน
กล่อง ซองหรือกระเป๋า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แต่ละชุดประกอบด้วย เนื้อหาสาระ บัตรคาส่ัง ใบงาน วัสดุ
อุปกรณ์ เอกสาร ใบความรู้เครื่องมือหรือ ส่ือที่จาเป็นสาหรับจัดกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งแบบประเมินผลการ
เรียนรู้
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2551, หน้า 14-15) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หรือ ชุดการ
สอน
ตรงกับภาษาอังกฤษว่า (instructional package) เป็นสื่อประสมประเภทหนึ่งซ่ึง มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเรื่องที่
สอน แม้ชุดการเรียนการสอนจะเป็นเรอื่ งท่ีค่อนข้างใหม่สาหรับบางคน แตน่ ักการศึกษาไทยไดม้ ีแนวคิดการทา
ชุดการเรียนการสอนมาเป็นเวลานาน แม้จะยังไม่มีคาว่า ชุดการเรียนการสอนข้ึนมาก็ตาม ชุดการเรียนการ
สอนเป็นส่ือประสมท่ีได้จัดระบบการผลิตและ การนาส่ือการสอนท่ีสอดคล้องกับวิชา หน่วย หัวเรื่อง และ
วตั ถุประสงคเ์ พ่ือชว่ ยให้การเปล่ยี น พฤตกิ รรมการเรียนมปี ระสิทธิภาพ
4
วรวิทย์ นิเทศศิลป์ (2551, หน้า 269) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หรือชุดการสอนหมายถึง
ระบบการผลิตและนาส่ือประสมท่ีสอดคล้องมาใช้กับวิชาหรือหน่วยหรือหัวเรื่องเพ่ือช่วยให้ การเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมการเรียนรเู้ ป็นไปอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพย่งิ ขึ้น
สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553, หน้า 14) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมเป็นนวัตกรรมที่ครูใช้ประกอบ
การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยผู้เรียนศึกษาและใช้สื่อต่างๆ ในชุดกิจกรรมที่ผู้สอนสร้างข้ึน ชุดกิจกรรม
เป็นรูปแบบของการสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ซ่ึงประกอบด้วยคาแนะนาให้ผู้เรียนทากิจกรรมต่างๆ
อย่างมีข้ันตอนที่เป็นระบบชัดเจน จนกระทั่งนักเรียนสามารถบรรลุตามจุดประสงค์ ท่ีกาหนดไว้ โดยผู้เรียน
เปน็ ผูศ้ กึ ษาชุดกิจกรรมดว้ ยตนเอง ผู้สอนเปน็ เพยี งทป่ี รกึ ษาและใหค้ าแนะนา
กฤษมันต์วัฒนาณรงค์ (2554, หน้า 107) กล่าวว่า ชุดการสอน คือ ส่ือและวิธีการสอน
ทน่ี ามาใชส้ าหรับการสอนของผสู้ อนและใชส้ าหรบั การเรียนของผเู้ รียน ประกอบด้วยสื่อการสอน ทั้งในรูปของ
วัสดุอุปกรณ์และเทคนิควิธีการต่างๆ ซ่ึงมีกระบวนการพัฒนาอย่างเป็นระบบบนฐาน ของทฤษฎีการเรียนรู้
และมกี ารตรวจสอบประสทิ ธิภาพกอ่ นนาไปใช้และใช้ได้ผลดใี นศูนย์ การเรียน
นาถอนงค์ กางถัน (2555) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นสื่อการสอนที่จะช่วยสร้าง
ความมั่นใจและความพร้อมให้แก่ครูเพราะชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีการจัดระบบการใช้ส่ือ ผลิตส่ือ และ
กิจกรรมการเรียนรู้รวมทั้งมีข้อแนะนาการใช้สาหรับครูโดยท่ีครูผู้น้ันไม่จาเป็นต้องมีความชานาญมากนัก ก็
สามารถใชส้ อื่ น้ไี ด้เลย ทาใหค้ รูมคี วามพร้อมในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้จงึ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียน
การสอน
1.2 ลกั ษณะของชดุ กจิ กรรมท่ีดี
นักการศึกษาไดเ้ สนอแนวคิดเกยี่ วกับลักษณะของชุดกิจกรรมท่ีดี ไวด้ ังนี้
ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ (2546) ได้เสนอความสัมพันธภ์ ายในชดุ การสอนเปน็ แผนภมู ิ ดงั นี้
1. สาระสาคญั
2. จดุ ประสงค์
3. เนื้อหา
4. กิจกรรมการเรยี นการ
สอน
5. ส่ือการเรียนการสอน
6. การวดั และประเมนิ ผล
วัลลภ กันทรพั ย์ (2547) ได้ใหก้ ารเสนอแนะว่า ชดุ กจิ กรรม หรอื ชดุ การสอนทดี่ ีมลี ักษณะ 4
ประการ ดังนี้
1. เปน็ ชุดการสอนทมี่ ีกจิ กรรมใหผ้ เู้ รยี นได้ลงมือปฏบิ ัตมิ ากทส่ี ดุ โดยครเู ปน็ เพียง
ผชู้ ี้นา ส่งเสริมหรือกระต้นุ ให้ผู้เรียนดาเนนิ กจิ กรรมใหเ้ ป็นตามความมุ่งหมาย
5
2. เปน็ ชดุ การสอนที่เปดิ โอกาสให้ผูเ้ รียนเป็นผู้ค้นพบคาตอบ หรอื คาถามสาเรจ็ ด้วย
ตนเอง โดยครลู ดบทบาทจากผบู้ อกคาตอบมาเปน็ ผูค้ อยกระต้นุ คาถาม หรอื ปัญหาทาใหผ้ เู้ รยี นคิดแกป้ ญั หา
หรือหาแนวทางไปสู่ความสาเร็จจากการทากจิ กรรมด้วยตนเอง
3. เป็นชุดการสอนทีเ่ น้นทักษะกระบวนการ มงุ่ ให้ผู้เรียนเกิดการเรยี นร้ใู นการ
ทางานเปน็ กระบวนการ และนากระบวนการไปใชจ้ รงิ
4. เป็นชุดการสอนทีส่ ่งเสรมิ การใชว้ สั ดุอุปกรณ์ทจี่ ัดหาได้ในทอ้ งถน่ิ หลกี เลยี่ งการ
ใช้วสั ดุ อุปกรณส์ าเร็จรปู ราคาสูง
ทองสขุ รวยสูงเนิน (2549) ไดก้ ล่าววา่ ลักษณะชดุ การสอนทดี่ ี ตอ้ งสามารถ
นาไปใชใ้ ห้ เกิดผลได้จริง พัฒนานกั เรยี นใหม้ ีความสามารถสูงข้ึน บรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ตามทหี่ ลกั สตู รกาหนด
แนวทางในการพิจารณาคุณภาพของชุดการสอน มดี งั น้ี
1. ความสมั พันธ์สอดคล้องของรายละเอยี ดต่างๆในหัวข้อของชุดการสอน
ไดแ้ กส่ าระสาคญั จดุ ประสงค์เนื้อหา กิจกรรมการเรยี นการสอน สอ่ื การเรียนการสอน การวัดผลทุกหัวขอ้ ต้อง
สมั พันธ์ สอดคล้องกัน เออ้ื อานวยกันและกนั โดยเฉพาะอย่างย่งิ รายการต่างๆ ท่ีต้องสัมพันธโ์ ดยตรง
2. ความสอดคล้องเหมาะสมกบั หลักการ จดุ หมายของหลักสูตรต่อการนา
หลกั สตู รไปใช้ได้แก่การใหผ้ เู้ รียนนาประสบการณไ์ ปใชป้ ระโยชนใ์ นการดารงชีวติ การสร้างนิสัยทด่ี ีการมี
ทกั ษะที่ จาเป็นตา่ งๆต่อการดารงชีวติ สามารถพฒั นาตนเองครอบครัว และท้องถน่ิ จงึ มีประเดน็ ท่สี าคัญที่
ต้องพจิ ารณาคุณภาพของชุดการสอนในหนว่ ยการเรยี น ดังนี้
2.1 จุดประสงคส์ อดคล้องกับระดับความสามารถของผเู้ รยี นมลี าดับความ
ตอ่ เนื่องจาก งา่ ยไปหายากเป็นพนื้ ฐานแก่กนั และกัน ครอบคลมุ พัฒนาการทุกดา้ นและตอบสนองต่อ
จดุ ประสงค์ ปลายทางในหลกั สตู ร
2.2 เนอ้ื หาสาระมคี วามสอดคล้องกับระดบั ความสามารถของผเู้ รยี น มีลาดบั
ความสาคญั ต่อเนื่องจากง่ายไปยาก เปน็ พืน้ ฐานแก่กนั และกัน ครอบคลมุ พัฒนาการทุกด้านและตอบสนอง
จุดประสงคป์ ลายทางในหลักสตู ร
2.3 รายละเอียดเน้ือหา เปน็ รายละเอยี ดเน้ือหาที่อย่บู นพ้ืนฐานบริบทของ
ชมุ ชน ท้องถน่ิ ทีน่ ักเรยี นอาศัยอยู่ หรอื เกยี่ วกบั การดารงชวี ติ ของนักเรียน
2.4 กจิ กรรมการเรยี นรู้เป็นกจิ กรรมที่ให้ผูเ้ รยี นลงมือปฏิบตั คิ ้นหาความรสู้ รปุ
ความรู้ และไดข้ ้อคน้ พบตา่ งๆ ดว้ ยตนเอง
2.5 กิจกรรมการเรยี นร้ผู ่านกระบวนการสาคัญตา่ งๆ คอื กระบวนการพัฒนา
ทางปญั ญา สังคมและทักษะปฏิบัติมขี น้ั ตอนของกิจกรรมตอ่ เนือ่ งกนั
2.6 สอ่ื การสอนหางา่ ย ใช้ประโยชน์จากแหล่งทรัพยากรในทอ้ งถ่ิน หรอื โรงเรียน
2.7 เหมาะสมกบั บรบิ ทของโรงเรยี นทจ่ี ะดาเนนิ กิจกรรมได้อยา่ งราบรื่น จากแนวคดิ
เกยี่ วกับลักษณะของชดุ กิจกรรมทดี่ พี อสรปุ ได้ว่า การสรา้ งชุดกิจกรรมจะตอ้ ง คานึงถึงความตอ้ งการ ความ
ถนัดความสามารถความสนใจของผเู้ รียนที่มีลักษณะแตกต่างระหว่าง บุคคล เน้นการจัดการเรียนการสอนท่ีให้
ผู้เรียนทากิจกรรมการเรยี นรู้ด้วยตนเอง ดงั นน้ั ในการสร้าง ชุดกิจกรรม จงึ ควรพิจารณาถึงความเหมาะสม คอื
ไมย่ ากหรืองา่ ยจนเกินไป และควรมีหลากหลาย แบบโดยการจดั แบบฝึกจากง่ายไปหายาก เพอ่ื เปน็ การดึงดดู
ความสนใจของผ้เู รียน ใช้แบบฝึกสน้ั ๆ เพ่ือไมเ่ กดิ ความเบ่ือหน่าย เพ่ือใหบ้ รรลจุ ุดมงุ่ หมายอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
1.3 หลกั การสร้างชดุ กิจกรรม
นกั การศึกษาได้กลา่ วถงึ หลักการและขัน้ ตอนในการสร้างชุดกจิ กรรมไวด้ งั นี้
ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ (2546) ได้กลา่ วถงึ การผลติ ชุดการสอนต้องดาเนนิ การ 4 ขัน้ ตอน คือ
6
1. การวเิ คราะห์เนื้อหา เป็นการจาแนกเนื้อหาวชิ าออกเปน็ หน่วยแยกยอ่ ยลงไปจนถงึ หน่วย
ระดบั บทเรียน ส่ิงท่ีครตู อ้ งทาในการวิเคราะหเ์ นอื้ หา คือ กาหนดหน่วยการสอน กาหนดหัวเรอื่ ง และ กาหนด
มโนมิติ
2. การวางแผนการสอน เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าว่า เมื่อครเู ริม่ การสอนโดยใชช้ ุดการสอน
จะตอ้ งทาอะไรบา้ งตามลาดับก่อนหลงั
3. การผลิตสือ่ การสอน เป็นการผลิตสื่อการสอนประเภทต่างๆ ตามที่ได้กาหนดไวใ้ น แผน
การสอน
4. การทดสอบประสทิ ธิภาพของชดุ การสอนเป็นการประเมินคุณภาพของชดุ การสอน ด้วย
การน าชดุ การสอนไปทดลอง แล้วปรับปรงุ ใหม้ ีคณุ ภาพตามเกณฑ์ที่กาหนดไว้
อรอนงค์ ฟ้าคะนอง (2548, อ้างในอัฐวุฒิ คาแสน, 2554, น. 7-8) ได้สรุปขั้นตอนในการ สร้างชุด
กจิ กรรมวทิ ยาศาสตรไ์ วด้ ังนี้
1. ช่ือชดุ กิจกรรม
2. กาหนดความคิดรวบยอดและหลกั การ
3. กาหนดวัตถุประสงค์
4. กาหนดกิจกรรมการเรียนการสอน
5. กาหนดแบบประเมนิ ผล
6. เลอื กและผลติ ส่ือการสอน
7. หาประสิทธภิ าพของชดุ กจิ กรรม
8. นาชุดกิจกรรมไปทดลองใช้
จันทร์จิรา รัตนไพบูลย์ (2549, น. 48) การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้น้ัน ผู้สร้างจะต้อง รู้จักการ
สร้างชุดกิจกรรมกอ่ นว่า ต้องมีการดาเนินการอยา่ งไร ซงึ่ ข้ันตอนในการดาเนนิ การ มดี งั นี้
ขัน้ ที่ 1 วเิ คราะหเ์ นื้อหา ไดแ้ ก่การกาหนดหนว่ ย หัวเรื่อง และมโนมติ
ขั้นท่ี 2 การวางแผน วางแผนลว่ งหน้า กาหนดรายละเอยี ด
ขัน้ ที่ 3 การผลิตสอ่ื การเรียนเปน็ การผลติ ส่อื ประเภทต่างๆ ทก่ี าหนดไว้ในแผน
ขั้นท่ี 4 หาประสิทธิภาพเป็นการประเมินคุณภาพของชุดกิจกรรมโดยนาไปทดลอง ใช้ปรับปรุง ให้มี
คณุ ภาพตามเกณฑท์ ่กี าหนดไว้
สุวิทย์ มูลคา (2552, อ้างใน สิรดา เอ่ียมมา, 2555, น. 22) ได้เสนอขั้นตอนในการสร้างชุด กิจกรรม
ไว้ดังน้ี
1. กาหนดเร่ืองเพื่อทาชุดกิจกรรม อาจกาหนดตามเร่ืองในหลักสูตร หรือกาหนด เร่ืองใหม่ข้ึนมาก็ได้
การจัดแบง่ เรอ่ื งยอ่ ยจะขน้ึ อย่กู ับเนอื้ หา และลักษณะการใชช้ ดุ กจิ กรรมนั้นๆ
2. กาหนดหมวดหมูเ่ นอ้ื หาและประสบการณ์
3. จัดเป็นหน่วยการสอน จะแบ่งเป็นกี่หน่วย หน่วยหนึ่งๆ จะใช้เวลานานเท่าใดควร พิจารณาให้
เหมาะสมกบั วยั และระดับชน้ั ของผ้เู รียน
4. กาหนดหวั เรือ่ ง จดั แบง่ หนว่ ยการสอนเปน็ หวั ขอ้ ยอ่ ยๆ เพือ่ สะดวกแก่การเรียนรู้
5. กาหนดความคิดรวบยอดหรือหลักการ ต้องกาหนดให้ชดั เจนว่าจะให้ผู้เรียนเกิด ความคิดรวบยอด
หรือสามารถสรุปหลกั การ แนวคดิ อะไร
6. กาหนดจดุ ประสงคก์ ารสอน ซึ่งเป็นจุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
7. กาหนดกิจกรรมการเรียน ต้องกาหนดให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ซึ่งจะเป็น แนวทางในการ
เลือกและผลิตสื่อการสอน กิจกรรมการเรียน
8. กาหนดแบบประเมินผล ต้องออกแบบใหต้ รงกับจุดประสงค์
9. เลอื กและผลิตสือ่ การสอน
7
10. สร้างขอ้ สอบกอ่ นและหลงั เรยี นพร้อมท้งั เฉลย
11. หาประสทิ ธภิ าพของชุดกจิ กรรม
12. นาชุดกิจกรรมไปใช้ โดยมีขั้นตอนการใช้ดังนี้ ขั้นทดสอบก่อนเรียน ขั้นนาเข้าสู่ บทเรียน
ขั้นประกอบกจิ กรรมการเรียน ขน้ั สรปุ บทเรยี น และขั้นประเมนิ ผลการเรียน
ชยั วฒั น์ สทุ ธริ ัตน์(2554, น. 438-439) กล่าวว่า ข้ันตอนการสรา้ งชุดกจิ กรรม มดี งั น้ี
1. กาหนดหมวดหมู่เน้ือหาและประสบการณ์ โดยกาหนดเป็นหมวดหมู่วิชาหรือ บูรณาการเป็น
แบบสหวทิ ยาการตามความเหมาะสม
2. กาหนดหนว่ ยการสอนโดยแบง่ เนื้อหาออกเป็นหน่วยทคี่ รูสามารถถ่ายทอดให้ นกั เรยี นแต่ละครัง้
3. กาหนดหัวเร่ือง ผู้สอนจะต้องกาหนดว่าในการสอนแต่ละหน่วยควรให้ ประสบการณ์อะไรแก่
ผู้เรยี นบา้ ง
4. กาหนดมโนทัศนแ์ ละหลกั การ ซงึ่ จะสอดคล้องกับหนว่ ยและหวั เรอ่ื ง
5. กาหนดวัตถุประสงคใ์ ห้สอดคลอ้ งกบั หัวเร่ือง
6. กาหนดกจิ กรรมใหส้ อดคล้องกับวัตถุประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม ซึง่ เป็นแนวทางการ เลือกและการผลิต
สอ่ื การเรยี น
7. กาหนดแบบวดั และประเมนิ ผล โดยจะต้องประเมินผลให้ตรงกับจดุ ประสงค์ท่ี กาหนดไว้
8. เลอื กและผลิตส่อื การเรียน วัสดุ อุปกรณ์
9. หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม เพื่อเป็นการประกันว่าชุดกิจกรรมที่สร้างข้ึนมามีประสิทธิภาพ
ในการสอน ผู้สร้างจาเป็นต้องกาหนดเกณฑ์ล่วงหน้า โดยคานึงถึงหลักการท่ีว่าการ เรียนรู้เป็นกระบวนการ
เพือ่ ชว่ ยให้การเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนบรรลผุ ลตามวตั ถุประสงค์
10. การใช้ชุดกิจกรรม ชุดกิจกรรมที่ได้ปรับปรุงแล้ว และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ที่ต้ังไว้ สามารถ
นาไปสอนผู้เรียนได้ โดยกาหนดข้ันตอนการใช้คือ ข้ันทดสอบความรู้เดิม ขั้นนาเข้าสู่ บทเรียน ข้ันดาเนินการ
จดั กจิ กรรม ขนั้ สรปุ บทเรียน และแบบทดสอบหลงั เรยี น เพื่อสงั เกตการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมการเรยี นรู้
สรุปไดว้ ่า ขัน้ ตอนการสร้างชุดกจิ กรรม
ขัน้ ที่ 1 กาหนดเรอ่ื งหรือเนือ้ หาท่ีจะใช้ในการทากจิ กรรม
ขัน้ ท่ี 2 วางแผนวา่ แตล่ ะกิจกรรมควรครอบคลมุ เนอื้ หาและพฒั นาทักษะใด
ขน้ั ท่ี 3 กาหนดวัตถปุ ระสงค์ของแต่ละกิจกรรมใหส้ อดคลอ้ งกบั เนอ้ื หา
ขน้ั ท่ี 4 กาหนดระยะเวลาในการท ากจิ กรรมแตล่ ะกจิ กรรม เพอ่ื ชว่ ยในการจดั วาง เนือ้ หา
ข้ันท่ี 5 ออกแบบและจัดทาชุดกจิ กรรม
ขน้ั ท่ี 6 หาประสิทธิภาพของชดุ กิจกรรมและนาชดุ กิจกรรมไปปรับปรงุ แก้ไข
ประโยชน์ของชุดกจิ กรรม
ธงชยั ต้นทพั ไทย (2548, อ้างใน พฤทธิ มาเนตร, 2553, น. 19) ไดก้ ลา่ วถงึ ประโยชน์ของ ชุดกิจกรรม
ไว้ว่า เป็นส่ือการสอนท่ีมีคุณภาพ เพ่ือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ของการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ของผู้สอน และ
ส่งเสริมพัฒนาให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีโอกาสฝึกปฏิบัติและ แสดงความคิดอย่างสร้างสรรค์
ทักษะการส่ือสารทางวิทยาศาสตร์ตามศักยภาพ ของแต่ละบุคคลได้ อย่างเต็มความสามารถ โดยเน้นผู้เรียน
เป็นสาคญั เพื่อให้ผ้เู รยี นมีคุณลกั ษณะสมบูรณท์ ง้ั ดา้ นความรู้ เปน็ คนดแี ละมีความสุข เสริมสรา้ งมนุษยสัมพนั ธ์
แบบกัลยาณมิตรกับผอู้ ื่นจากการศึกษาประโยชน์ ของชุดกจิ กรรม
ศิรินภา อิฐสุวรรณศิลป์ (2548, อ้างใน เครือวัลย์ แสงโสดา, 2556, น. 36) สรุปประโยชน์ ของชุด
กิจกรรมการเรียนรู้ไว้ดังน้ี
1. ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะช่วยให้นักเรียนเข้าใจบทเรียน ได้แจ่มกระจ่าง
ยิ่งขึ้น
2. ช่วยลดภาระผสู้ อน เพราะมีการจัดเตรยี มลาดบั ข้ันตอนเรียบร้อยแล้ว
8
3. ช่วยในการสอนนกั เรียนทมี่ ีความสามารถหรอื สนใจแตกต่างกัน
4. ช่วยรักษามาตรฐานการเรียนรู้ เพราะผู้ท่ีเรียนจากชุดกิจกรรมการเรียนรู้จะได้รับ ความรู้ใน
มาตรฐานเดยี วกนั
5. มีการวัดและการประเมินผลความก้าวหน้าของนักเรียนอย่างสม่าเสมอสร้าง ทัศนคติท่ีดีต่อการ
เรยี นรู้แกน่ กั เรียน
6. เปิดโอกาสใหน้ กั เรยี นไดแ้ สดงความคิดเห็น ฝกึ ฝนการตัดสินใจ และแสวงหา ความรดู้ ้วยตนเอง
7. มคี วามรับผดิ ชอบต่อตนเอง และสังคม
8. ใชไ้ ดก้ ับทกุ ระดบั การศกึ ษา
9. เรา้ ความสนใจของนักเรียนไดม้ ากจากส่ือทห่ี ลากหลาย
นิธิวดี เพยี รรกั กิจการค้า (2554, น. 31) ได้สรุปว่า ประโยชนข์ องชุดกิจกรรม มดี งั นี้
1. ชว่ ยให้เกดิ การเรยี นการสอนทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ
2. นักเรยี นสามารถคน้ คว้าด้วยตนเอง
3. นักเรยี นไดป้ ฏิบตั กิ จิ กรรมดว้ ยตนเอง
4. นกั เรียนไดฝ้ ึกการท างานเป็นกลุ่ม
5. ทาใหน้ ักเรียนไมเ่ บือ่ หนา่ ยในการเรียน
6. ช่วยลดภาระงานของครผู สู้ อน
สรปุ ได้ว่า ประโยชน์ของชดุ กิจกรรม มดี งั น้ี
1. ชว่ ยกระต้นุ ใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรยี นรู้
2. ชว่ ยให้ผูเ้ รียนได้ฝึกทกั ษะการคิดได้ดว้ ยตนเอง
3. ชว่ ยดงึ ดดู ความสนใจ
4. ทาให้นกั เรียนไม่เบอื่ เวลาเรยี น
5. ช่วยพัฒนาศกั ยภาพของผเู้ รียนได้
6. ชว่ ยใหน้ ักเรยี นได้ ปฏิบตั กิ ิจกรรมนัน้ ดว้ ยตนเอง
7. ช่วยให้ผ้เู รียนเขา้ ใจเนื้อหาท่ีเรยี นได้
8. ใหน้ กั เรียนสามารถนาความรใู้ นเรอ่ื งทไ่ี ด้ ไปใชใ้ นการแก้ปญั หา
9. เป็นการสอนที่เน้นผูเ้ รียนเปน็ ศนู ยก์ ลาง
2. กระบวนการทางภูมศิ าสตร์ 5 ข้ัน
การนากระบวนการทางภมู ศิ าสตร์มาออกแบบการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
กระบวนการทางภูมิศาสตร์ สามารถใชเ้ ป็นแนวทางในการจดั กิจกรรมทสี่ อดคล้องการเรียนรแู้ บบสบื สอบ และ
การเรยี นรู้โดยใช้ปญั หาเปน็ ฐาน อกี ท้ังยังเป็นการส่งเสริมใหเ้ กิดพัฒนาทักษะการสงั เกต ทกั ษะการแปลความ
ข้อมลู ทางภูมศิ าสตร์ การใชเ้ ทคโนโลยแี ละการสถิติพ้ืนฐานเพ่อื นามาสู่ข้อสรปุ ท่เี ป็นองค์ความรทู้ เี่ ป็นการ
เรยี นรทู้ ม่ี คี วามหมายสาหรับผเู้ รยี น โดยการนากระบวนการทางภูมศิ าสตร์มาใชใ้ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
ประกอบด้วยด้วยขนั้ ตอนดงั ต่อไปน้ี
1. การตง้ั คาถามเชิงภมู ิศาสตร์
การศึกษาภูมศิ าสตรจ์ ะต้องอาศัยความสามารถในการตง้ั คาถามเกี่ยวกับวา่ คาถามที่ใชศ้ ึกษาในวชิ า
ภูมิศาสตร์จะเป็นคาถามทเี่ ป็นเอกลกั ษณ์ของตัวเอง โดยเป็นปญั หาเกยี่ วกบั คาถามท่ีถามวา่ ทไี่ หน และเพราะ
เหตุใดจงึ ต้องเป็นท่ีน่ัน (Where and Why There) จงึ เปน็ สิ่งสาคญั อยา่ งย่งิ ท่ีนักเรยี นจะต้องพัฒนาและฝึก
ทักษะเกย่ี วกับการต้ังคาถามแนวคาถาม
2. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
9
ข้อมลู ท่ีใชใ้ นการศกึ ษาภูมิศาสตร์ เรยี กวา่ สารสนเทศภมู ศิ าสตร์ (Geographic Information) เป็น
ข่าวสารขอ้ มลู ทีม่ รี ายละเอียดเกยี่ วกบั ทาเลที่ต้ัง ลกั ษณะทางกายภาพและมนุษย์บนทาเลทต่ี ้งั เหล่านนั้
เมือ่ นักเรยี นต้ังคาถามเชงิ ภูมิศาสตร์ นักเรยี นจะต้องรวบรวมขอ้ มลู จากการอา่ นและแปลความหมายจากแผนท่ี
ภาพถ่าย ข้อมูลสถิติ ข้อมูลเชิงปรมิ าณและเชิงคุณภาพ รวมถงึ การเก็บข้อมูลจากการสอบถาม การออก
ภาคสนาม และการอ้างองิ จากเอกสารการออกภาคสนาม นบั วา่ มีความสาคัญเป็นอย่างมากในการศึกษาทาง
ภมู ศิ าสตร์ เปน็ การฝึกทักษะการสงั เกตในพนื้ ทีจ่ ริง จากการสมั ภาษณ์ การสอบถาม การบนั ทึกภาพ การออก
ภาคสนามจะช่วยกระตุ้นให้ความอยากรู้อยากเหน็ เพลิดเพลิน ชว่ ยให้เกดิ การเรยี นร้เู ชงิ รุก (Active
Learning) จากการเก็บขอ้ มูลจะทาใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจลกั ษณะทางกายภาพและกิจกรรมของมนุษยท์ ี่เกิดขึ้นในที่
ต่างๆ
3. การจัดการข้อมลู
นกั เรยี นทาแผนผัง Timeline แสดงชว่ งเวลาของประเพณีและเทศกาลของไทยในภูมภิ าคต่างๆ เพื่อ
วิเคราะหค์ วามสัมพนั ธร์ ะหวา่ งฤดูกาลกบั ประเพณีเม่อื นักเรียนไดข้ ้อมลู แล้ว กต็ ้องดาเนินจัดการและนาเสนอ
ออกไปด้วยวธิ ีการต่างๆ เพ่ือใหง้ ่ายต่อการวิเคราะห์ขอ้ มูล เพราะข้อมูลทีไ่ ด้อาจจะกระจดั กระจาย และไม่
เพียงพอ นักเรยี นจะต้องนาข้อมูลมาจาแนก และจดั กลุ่มให้อยู่ในรปู แบบแผนภาพ แผนผงั แผนท่ี และกราฟ
ทาให้เหน็ ภาพสรปุ ทช่ี ดั เจน ในการจัดการข้อมูลน้นั นักเรยี นตอ้ งมีความคดิ สรา้ งสรรคใ์ นการออกแบบวธิ ีการ
นาเสนอข้อมลู ทีเ่ ป็นระบบการทาแผนที่เปน็ วธิ ีการทีน่ ิยมมากในการจัดการข้อมลู ด้วยการเขยี นข้อความหรือ
บันทึกจากการสารวจท่ตี ้องการนาเสนอไวใ้ นแผนที่
4. การวิเคราะห์ข้อมลู
การวเิ คราะห์ข้อมูล เป็นการศึกษารปู แบบ ความสัมพนั ธ์ และความเชื่อมโยงทีเ่ กิดขน้ึ ของ
ปรากฏการณต์ ่างๆ ทางภมู ิศาสตร์ ตลอดจนศึกษาแนวโนม้ ความสมั พันธ์ และความต่อเน่ืองของปรากฏการณ์
หาความสมั พันธ์สอดคล้องกนั และลักษณะทคี่ ลา้ ยกันระหว่างพนื้ ที่ เปรียบเทยี บกับข้อมูลจากแผนท่ี กราฟ
แผนภาพ ตาราง และอืน่ ๆ ด้วยการใช้สถิตอิ ยา่ งง่ายๆ เพ่ือใหไ้ ด้คาตอบสาหรับคาถาม
5. การสรปุ ขอ้ มลู เพอ่ื หาคาตอบ
การสรปุ คาตอบบนฐานข้อมูลท่ีถกู เก็บรวบรวม จดั การและการวิเคราะห์อยา่ งเป็นขั้นตอน โดยอา้ งอิง
ขอ้ มูล ด้วยการนาเสนอดว้ ยวาจาและข้อเขยี น แสดงคาตอบท่แี สดงออกถงึ ความสามารถในการใหเ้ หตผุ ล และ
ความสามารถในการส่ือสารท่ีชดั เจน
2. งานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวข้อง
อ้อยทิพย์ ผลเพ่ิม (2534,น.76) ท่ีสร้างชุดการสอนวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง ความกตัญญูกตเวที
และการเลีย้ งดบู ิดามารดา สาหรบั นักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 ผลการวจิ ัยพบว่าผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนของ
กลุ่มทดลองสงู กว่ากล่มุ ควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ ี่ .05
ณัฐชฎา ชัชวาล (2543) ได้ทาการวิจัยการศึกษาผลของการใช้ชุดการสอนสิ่งแวดล้อมศึกษาขอ ง
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้ชุดการสอนส่ิงแวดล้อมศึกษาของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น ในด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมกลุ่ม
ตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา2542 โรงเรียนขามแก่นวิทยา อาเภอ
เมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จานวน 60 คน ไดม้ าโดยการสมุ่ ตวั อยา่ งงา่ ย ผลการวจิ ยั พบว่า นักเรียนกลมุ่ ที่
ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการสอนสิ่งแวดล้อมศึกษามีความรู้และมีเจตคติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมสูงกว่านักเรียน
กลุ่มที่ไดร้ ับการสอนปกติอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ.01 และมีการปฏิบัติเก่ียวกับการอนรุ กั ษ์สิง่ แวดลอ้ ม
สูงกว่าอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05
ชรินรัตน์ จติ ตสุโภ และคณะ (2553) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดกจิ กรรม เร่อื ง หน่วยส่ิงมีชีวิต
และชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรส์ าหรับช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจยั ได้แก่
10
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียน ไผ่วงวิทยา อาเภอวิเศษชัยชาญ
จังหวัดอ่างทอง จานวน 30 คน เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 15 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับการ
จัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมเรื่อง หน่วยส่ิงมีชีวิตและ ชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สาหรับช้ัน
มธั ยมศึกษาปีที่1 และ กลุ่มควบคุม ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรม กล่มุ สาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.22/81.25 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียนรู้วิชา วิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ . 05 ผลการ
เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยชุดกิจกรรม
เร่ือง หน่วยสิ่งมีชีวิตและชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สาหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าการ
จัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .05
ธญั ญธร ครฑุ สุวรรณ (2554) ได้ทาการวจิ ัยเรือ่ ง การพฒั นาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์เร่ือง
สารและสมบัติของสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 กลุ่มเป้าหมายคอื นกั เรยี นช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านอาเลา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ภาค
เรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2554 จานวน 15 คน ซ่ึงได้มาโดย การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
ผลการวิจัยพบว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เร่ืองสารและสมบัติของสารกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 86.27/89.83 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ท่ีต้ัง
ไว้ ค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของนักเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง
สารและสมบัติ ของสาร กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
เรอื่ ง สารและสมบตั ิ ของสาร กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 อยใู่ นระดับ มากที่สดุ
11
บทท่ี 3
วธิ ีดาเนนิ การวิจัย
การใช้ชุดฝึกทักษะเร่ือง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้วิชาภูมิศาสตร์
ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ผู้วิจัยได้มีวิธกี ารดาเนินการวิจัย ดังน้ี
1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
2. เครอ่ื งมือทใี่ ช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
3. ขัน้ ตอนการสร้างและพัฒนาเครอ่ื งมอื
4. การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
5. การวิเคราะหข์ ้อมลู
1. ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง
ประชากร
ประชากรท่ีใชใ้ นการศึกษาในคร้ังน้ี เป็นนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4/1 โรงเรียนกาแพง
วิทยา จงั หวดั สตูล ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 จานวน 1 หอ้ งเรียน มีนักเรยี น 36 คน (เนื่องจากสอน
นักเรียนหอ้ งเดียว)
2. เครอื่ งมือทีใ่ ชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูล
2.1 ชดุ กจิ กรรม
2.2 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น เรอื่ ง ธรณีภัยพบิ ตั ิ
2.3 แผนการจัดการเรยี นรู้
3. ข้ันตอนการสรา้ งเครอ่ื งมอื
1. ชุดกิจกรรม เรอ่ื ง ธรณภี ยั พบิ ัติ
1) ข้นั สรา้ ง
1.1) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ฉบับ
ปรับปรงุ 2560 หลักสูตรสถานศึกษา หลักการ แนวคิด ทฤษฎแี ละงานวิจัยท่ีเกี่ยวกบั ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้
1.2) วิเคราะห์เนื้อหา และกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยเรียงเนื้อหาจากง่าย
ไปสเู่ น้ือหาทย่ี ากตามลาดับ
1.3) พิจารณากาหนดกรอบผลการเรียนรู้ เน้ือหา กิจกรรม สื่อประกอบการสอน
และการวดั ผลประเมินผล
1.4) สร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ธรณีภัยพิบัติ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยให้
สัมพันธ์กับเนื้อหา และร่วมกับแผนการจัดการเรียนรู้ จานวน 3 ช่ัวโมง จานวน 1 ชุด ซึ่งในชุดกิจกรรม
ประกอบไปด้วย
(1) ช่อื กจิ กรรม
(2) คานา
(3) สารบัญ
(4) คาช้ีแจงการใช้ชุดกิจกรรม เพ่ือบอกข้ันตอนการทากิจกรรมต่างๆ ให้นักเรียน
ทราบ
(5) สาระและผลการเรยี นรู้
12
(6) แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
(7) ใบความร้เู ป็นส่ิงท่ีบอกเนอ้ื หาของบทเรียนทีน่ ักเรยี นจะตอ้ งศึกษา
(8) แบบฝึกทักษะ ให้นักเรียนทาจากหลังศึกษาใบความรู้ เพื่อตรวจสอบความรู้
ทีน่ กั เรยี นได้รบั โดยให้ชว่ ยกนั ทาเปน็ กลุ่ม
(9) แบบทดสอบหลงั เรยี น
(10) ภาคผนวก ได้แก่ เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน เฉลยแบบฝึกทักษะ และเฉลย
แบบทดสอบหลงั เรยี น
2) ขั้นนาไปใช้
2.1) นาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องธรณีภัยพิบัติ ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4/1 จานวน 36 คน โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล ภาคเรียนท่ี 2
ปกี ารศึกษา 2564
2. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนท่เี รียนโดยใช้ชดุ กิจกรรม ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยมี
ข้ันตอนการสร้างดงั นี้
1) ขั้นสร้าง
1.1) ศกึ ษาเนอ้ื หาเร่ือง ธรณภี ัยพิบัติ และกาหนดจุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1.2) สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ โดยครอบคลุม
เน้ือหา และจุดประสงคก์ ารเรยี นร้เู น้ือหาวชิ าภมู ิศาสตร์ เรื่อง ธรณภี ัยพิบตั ิ แบบปรนยั จานวน 20 ข้อ
2) ขน้ั พัฒนา
2.1) เสนอแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนเรื่อง ธรณภี ยั พิบัติ ต่อผู้เชย่ี วชาญ
จานวน 3 ท่าน เพ่ือหาดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามรายข้อกับวัตถุประสงค์หรือจุดประสงค์ท่ี
ต้องการวัด โดยพจิ ารณาว่าข้อสอบแตล่ ะข้อมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์หรือไม่ (IOC) โดยกาหนดคะแนน
ความเหน็ ดังนี้
+1 แน่ใจว่า ข้อสอบสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้
0 ไม่แนใ่ จว่า ขอ้ สอบสอดคล้องกับจดุ ประสงค์การเรียนรู้
-1 แนใ่ จว่า ขอ้ สอบไมส่ อดคล้องกับจุดประสงค์การเรยี นรู้
แล้วบันทึกผลการพิจารณาของผู้เช่ียวชาญในแต่ละข้อ ถ้าดัชนีทค่ี านวณได้มากกว่า
หรือเท่ากับ 0.5 แสดงว่าข้อสอบข้อนั้นเป็นตัวแทนของจุดประสงค์นั้น ส่วนข้อท่ีได้ดัชนีน้อยกว่า 0.5 นามา
ปรบั ปรุงแก้ไข
2.2) เม่ือปรับปรุงแก้ไขและคัดเลือกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนแล้ว
จากนน้ั จดั ทาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นฉบบั สมบูรณ์
3) ขน้ั นาไปใช้
3.1) นาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นไปทดลองใชก้ ับนกั เรยี น
กลุ่มเปา้ หมายช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 4/1 จานวน 36 คน โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จงั หวดั สตูล ภาคเรียน
ที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 เพื่อเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลตอ่ ไป
13
3. แผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมร่วมกับการจัดการเรียนรู้ร่วมกับวิธีสอนแบบ
กระบวนการทางภมู ิศาสตร์ 5 ขั้น เรื่องธรณีภยั พบิ ัติ ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 จานวน 1 แผน 3 ชั่วโมง ผู้ศึกษาได้
ดาเนินการสร้างและพัฒนาดงั นี้
1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับการจดั การเรียนรู้แบบกระบวนการทางภูมศิ าสตร์ 5 ขั้น
รวมทงั้ เอกสารงานวจิ ัยท่ีเกยี่ วข้อง
2. ศกึ ษาวิธีการจัดการเรยี นรู้ จากเอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กี่ยวขอ้ ง เพื่อเป็นแนวทางในการ
สรา้ งแผนการจดั การเรยี นรู้ เร่อื ง ธรณภี ัยพิบัติ โดยใช้ชดุ กิจกรรมรว่ มกบั การจัดการเรยี นรู้ร่วมกับวิธสี อนแบบ
กระบวนการทางภมู ิศาสตร์ 5 ขั้น
3. ศึกษาผลการเรียนรู้จากหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรยี นกาแพงวิทยา กล่มุ สาระการเรียนรู้
สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 โดยใหส้ อดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั
พน้ื ฐานพุทธศักราช 2551ฉบับปรับปรุงพทุ ธศักราช 2560 แลว้ นาผลการเรียนร้มู าจดั ทาคาอธบิ ายรายวิชา
โครงสรา้ งรายวชิ า
4. เขยี นแผนการจัดการเรยี นรู้ เรอื่ ง ธรณีภยั พิบตั ิ โดยใช้ชุดกจิ กรรมรว่ มกับการจดั การเรียนรู้
ร่วมกบั วิธีสอนแบบกระบวนการทางภูมศิ าสตร์ 5 ขั้น สาหรบั นักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 โดยกาหนดหวั ข้อ
ดังต่อไปน้ี
4.1 มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วดั
4.2 สาระสาคัญ
4.3 จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1) ดา้ นความรู้
2) ด้านทกั ษะ/กระบวนการ
3) ด้านคณุ ลักษะอันพึงประสงค์
4.4 สาระการเรยี นรู้
4.5 สมรรถนะสาคญั
4.6 คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
4.7 ชนิ้ งาน/ภาระงาน
4.8 กจิ กรรมการเรยี นรู้
4.9 ส่ือการเรียนรู้/แหลง่ การเรยี นรู้
4.10 การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้
4.11 บันทกึ ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
4.12 ความเห็นและขอ้ เสนอแนะของผู้บริหาร
5. นาแผนการจดั การเรยี นรู้ เรื่อง ธรณีภยั พบิ ตั ิ โดยใช้โดยใช้ชดุ กิจกรรมรว่ มกับการจดั การ
เรยี นรู้รว่ มกับวิธีสอนแบบกระบวนการทางภูมิศาสตร์ 5 ขน้ั สาหรับนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 4 ท่ีผศู้ ึกษาสรา้ ง
เสร็จแล้วเสนอตอ่ ผ้เู ชี่ยวชาญ จานวน 3 คน เพ่ือตรวจสอบความถูกต้อง ความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้
ระหวา่ งผลการเรียนรู้ จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ กจิ กรรมการเรยี นรู้ สอ่ื การเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ โดยใช้
แบบประเมินทีผ่ ศู้ ึกษาสร้างขึ้น ซึ่งได้กาหนดคะแนนตามเกณฑข์ องลเิ คิร์ท (Likert) เป็นแบบมาตราส่วน
ประมาณคา่ (Rating Scale) 5 ระดับ ดงั นี้
14
คะแนน 5 หมายถึง เหมาะสมมากทสี่ ดุ
คะแนน 4 หมายถงึ เหมาะสมมาก
คะแนน 3 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง
คะแนน 2 หมายถงึ เหมาะสมน้อย
คะแนน 1 หมายถึง เหมาะสมน้อยท่สี ุด
6. นาคะแนนท่ไี ด้จากการประเมนิ แผนการจดั การเรียนรู้ เร่อื ง ธรณีภยั พบิ ัติ โดยใช้โดยใช้ชดุ
กิจกรรมร่วมกบั การจดั การเรยี นรู้รว่ มกับวิธสี อนแบบกระบวนการทางภมู ิศาสตร์ 5 ขน้ั สาหรับนกั เรยี นช้นั
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ที่ผู้ศึกษาได้เสนอต่อผเู้ ชยี่ วชาญทั้ง 3 คน มาหาค่าเฉลย่ี โดยใช้เกณฑ์การประเมนิ ดังนี้
(พิสณุ ฟองศรี. 2549: 185)
ค่าเฉลยี่ 4.51–5.00 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด
คา่ เฉลี่ย 3.51–4.50 หมายถงึ เหมาะสมมาก
ค่าเฉลี่ย 2.51–3.50 หมายถงึ เหมาะสมปานกลาง
คา่ เฉลีย่ 1.51–2.50 หมายถงึ เหมาะสมน้อย
ค่าเฉลี่ย 1.00–1.50 หมายถงึ เหมาะสมน้อยที่สดุ
7. ปรบั ปรุงแผนการจดั การเรียนรู้ เรื่อง ธรณภี ยั พิบัติ โดยใช้โดยใช้ชุดกิจกรรมร่วมกบั การจดั การ
เรยี นรู้ร่วมกับวิธสี อนแบบกระบวนการทางภมู ศิ าสตร์ 5 ขัน้ สาหรับนกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 4 ตามท่ี
ผูเ้ ชยี่ วชาญเสนอแนะ
8. จดั พิมพ์แผนการจดั การเรียนรู้ เรื่อง ธรณีภัยพิบัติ โดยใช้โดยใช้ชดุ กิจกรรมรว่ มกับการจดั การ
เรยี นรู้ร่วมกับวิธีสอนแบบกระบวนการทางภูมิศาสตร์ 5 ข้นั สาหรับนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ฉบับสมบูรณ์
จานวน 1 แผน 3 ช่ัวโมง เพ่ือนาไปใช้กับกลุ่มประชากรซง่ึ เป็นนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 4/1 ภาคเรยี นท่ี 2 ปี
การศึกษา 2564
4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
การศกึ ษาในครัง้ น้ี ผศู้ กึ ษาได้ดาเนนิ การทดลองตามลาดบั ข้ันตอน ดังนี้
1. จดั ปฐมนเิ ทศสรา้ งความเข้าใจในการจัดการเรยี นรู้กบั กลุ่มประชากร ซงึ่ เป็นนกั เรยี นชั้น
มัธยมศกึ ษา ปีที่ 4/1 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล จานวน
36 คน โดยช้ีแจงถึงบทบาทของครูผู้สอน บทบาทของนักเรียน วตั ถปุ ระสงค์ และข้อตกลงตา่ งๆ ในการจัดการ
เรียนรู้ เพอ่ื ใหน้ ักเรยี นปฏบิ ัตไิ ด้ถูกต้อง และเปน็ ไปในทิศทางเดยี วกนั
2. ทดสอบก่อนเรียน เพื่อวัดความรู้ของนักเรียนดว้ ยแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวชิ า
ภูมศิ าสตร์ เร่ือง ธรณีภยั พิบตั ิ โดยใช้โดยใช้ชดุ กิจกรรมรว่ มกบั การจดั การเรียนรู้ร่วมกบั วิธีสอนแบบ
กระบวนการทางภูมิศาสตร์ 5 ข้ัน สาหรบั นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 4 จานวน 20 ข้อ ใชเ้ วลาในการทดสอบ
25 นาที แล้วบันทกึ คะแนนที่ไดเ้ ป็นคะแนนทดสอบกอ่ นเรียน (Pretest)
3. ดาเนินการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ เร่อื ง ธรณภี ยั พิบัติ โดยใช้โดยใช้ชุดกิจกรรมร่วมกบั การจัดการ
เรียนรู้ร่วมกับวิธสี อนแบบกระบวนการทางภูมิศาสตร์ 5 ข้ัน สาหรบั นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4/1 ภาคเรียน
ที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรยี นกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล จานวน 36 คน ใชเ้ วลาในการจดั
กิจกรรมการเรียนรจู้ านวน 3 ชัว่ โมง
15
4. ผู้ศึกษาแจง้ ให้นักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนกาแพง
วิทยา อาเภอละงู จังหวดั สตูล จานวน 36 คน ทราบวา่ จะดาเนนิ การทดสอบหลังเรียน เพือ่ วัดความรขู้ อง
นักเรยี นด้วยแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาภมู ศิ าสตร์ เร่ือง ธรณีภัยพบิ ตั ิ จานวน 20 ขอ้ ใชเ้ วลา
ในการทดสอบ 30 นาที โดยทาการทดสอบในคาบซอ่ มเสรมิ ในคร้งั ต่อไป
5. ทดสอบหลงั เรียน เพื่อวัดความรขู้ องนักเรียนดว้ ยแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิชา
ภมู ศิ าสตร์ เรอ่ื ง ธรณภี ัยพบิ ัติ จานวน 20 ข้อ ใชเ้ วลาในการทดสอบ 30 นาที โดยทาการทดสอบในคาบซ่อม
เสรมิ
5.6 นาคะแนนในข้อ 5 ท่ไี ดม้ าบนั ทึกเป็นคะแนนทดสอบหลังเรยี น (Posttest)
5.7 นาผลท่ีได้จากการทดสอบกอ่ นเรียน (Pretest) การทดสอบหลงั เรียน (Posttest) มาดาเนินการ
วิเคราะห์ข้อมูลในลาดบั ต่อไป
5. การวิเคราะห์ข้อมลู
เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นระหวา่ งก่อนและหลังการจดั การเรียนรู้เร่ือง ธรณภี ัยพิบตั ิ โดยใช้
โดยใช้ชุดกิจกรรมรว่ มกบั การจัดการเรยี นรู้รว่ มกบั วิธสี อนแบบกระบวนการทางภมู ศิ าสตร์ 5 ขนั้ สาหรับ
นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4/1 โดยใชส้ ถติ ิ t-test for Dependent Samples
6. สถิตทิ ่ใี ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู
1. สถิติพ้ืนฐาน
1.1 หาค่าเฉลีย่ ( X ) ใชส้ ตู ร (ลว้ น สายยศ และองั คณา สายยศ. 2538: 73)
X = X
N
เมอื่ X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
N แทน จานวนนกั เรยี นทงั้ หมด
1.2 หาค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนโดยใชส้ ูตร (ลว้ น สายยศ และ
อังคณา สายยศ. 2538: 79)
S.D. = N X2 – X2
N(N–1)
เมอ่ื X แทน คะแนนนักเรียนแต่ละคน
X2 แทน ผลรวมของกาลังสองของคะแนนนักเรียนแต่ละคนในกลมุ่ ประชากร
X แทน ผลรวมท้งั หมดของคะแนนของข้อสอบทัง้ ฉบับ
N แทน จานวนนักเรยี นในกลุม่ ประชากร
16
2. สถิตทิ ่ีใช้หาคุณภาพของเคร่ืองมือ
หาดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ และแบบสอบถาม โดยใชส้ ูตร (พวงรัตน์ ทวีรัตน.์ 2540:
177)
IOC = R
N
เมื่อ R แทน คะแนนผู้เชย่ี วชาญแต่ละคน
R แทน ผลรวมของคะแนนผเู้ ช่ียวชาญทั้งหมด
N แทน จานวนผูเ้ ชี่ยวชาญท้งั หมด
3. สถติ ทิ ีใ่ ช้ในการทดสอบสมมติฐาน
ใชก้ ารทดสอบคา่ ทีแบบไม่อสิ ระ (t-test for Dependent Samples) เพื่อเปรยี บเทียบ
ผลสมั ฤทธิก์ ่อนและหลงั การจัดการจดั การเรียนรู้ เรื่อง ธรณีภยั พบิ ัติ โดยใช้โดยใช้ชดุ กิจกรรมร่วมกับการจดั การ
เรยี นรู้รว่ มกับวิธีสอนแบบกระบวนการทางภมู ศิ าสตร์ 5 ข้ัน สาหรับนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 4 จากสตู รของ
เฟอร์กสู นั (Ferguson. 1981: 180)
t= D ; df = n–1
nD2 – D2
n–1
เม่อื t แทน ค่าสถิติที่ใช้พิจารณาใน t–Distribution
D แทน ความแตกต่างของคะแนนรายคู่
D แทน ผลรวมของความแตกตา่ งระหวา่ งคะแนนการทดสอบหลงั และ
ก่อนการจัดการเรยี นรู้ เร่ือง ธรณภี ยั พิบตั ิ โดยใช้โดยใช้ชดุ กจิ กรรมรว่ มกบั
การจัดการเรยี นรู้รว่ มกับวิธีสอนแบบกระบวนการทางภูมิศาสตร์ 5 ข้ัน
สาหรับนักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4
D2 แทน ผลรวมของกาลงั สองของความแตกต่างระหวา่ งคะแนนการ
ทดสอบหลงั และก่อนการจัดการเรยี นรู้เรื่อง ธรณภี ัยพิบัติ โดยใช้โดยใช้
ชุด
กิจกรรมรว่ มกบั การจัดการเรียนรู้รว่ มกับวิธีสอนแบบกระบวนการทาง
ภูมศิ าสตร์ 5 ขั้น สาหรบั นักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
n แทน จานวนนักเรียนกลุ่มประชากร
17
บทที่ 4
ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
การวิจยั คร้ังนีม้ วี ัตถปุ ระสงค์เพือ่ เปรียบเทียบผลสมั ฤทธกิ์ ่อนและหลงั การใช้ชดุ กิจกรรมการ
เรยี นรู้เร่ือง ธรณีภัยพิบตั ิ โดยใช้โดยใช้ชุดกจิ กรรมรว่ มกับการจัดการเรียนรู้รว่ มกับวิธีสอนแบบกระบวนการทาง
ภมู ศิ าสตร์ 5 ขั้น สาหรับนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4/1 ซึ่งผูว้ จิ ยั นาเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล ดงั ต่อไปนี้
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
ผลการวเิ คราะหเ์ ปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียน
กาแพงวิทยา ก่อนและหลังการใช้ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ ดงั น้ี
ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะหเ์ ปรียบเทยี บผลสัมฤทธิท์ างการเรียนของนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4/1
โรงเรียนกาแพงวิทยา กอ่ นและหลงั การใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ดงั น้ี
การทดสอบ n คะแนนเต็ม x̅ S. D. t-test
ก่อนเรยี น 36 20 2.55 2.03 16.99
หลังเรียน 36 20 4.86 1.56
*p < .05
* มีนยั สาคญั ทางสถติ ริ ะดบั .05
จากตารางที่ 1 พบว่านักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4/1 ที่เรียนรู้จากชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ธรณี
ภัยพิบตั ิ โดยใช้โดยใช้ชดุ กิจกรรมรว่ มกับการจดั การเรียนรู้รว่ มกบั วิธีสอนแบบกระบวนการทางภมู ิศาสตร์ 5 ข้ัน
วิชาภูมิศาสตร์ โรงเรียนกาแพงวิทยา มีค่าเฉลี่ย (x̅ ) ก่อนเรียนเท่ากับ 2.55 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
เท่ากับ 2.03 มีค่าเฉลี่ย (x̅ ) หลังเรียนเท่ากับ 4.86 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน(S.D.) เท่ากับ1.56 แสดงใหเ้ ห็นว่า
นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และเม่ือเปรียบเทียบค่าความแตกต่างระหว่าง
คะแนนกอ่ นเรียนและหลังเรียน พบว่า มคี วามแตกตา่ งกนั อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิ ท่รี ะดับ 0.05
18
บทท่ี 5
สรปุ ผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
สรุปผลการวจิ ยั
1. นกั เรียนท่ีเรยี นดว้ ยชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เรื่องธรณีภัยพิบัติ ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4/1 โรงเรียน
กาแพงวทิ ยา มผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นหลังเรยี นสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .05
อภปิ รายผล
จากการศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองธรณีภัยพิบัติ ชั้น
มธั ยมศึกษาปที ี่ 4/1 สามารถอภปิ รายผลได้ ดังน้ี
1. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้
ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เรอ่ื ง ธรณภี ยั พิบตั ิ สาหรบั นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 4 พบว่า นกั เรียนชั้น มัธยมศึกษา
ปีที่ 4/1 ท่ีเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ธรณีภัยพิบัติ สาหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี 4 มี
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ซ่ึงเป็นไปตาม
สมมติฐาน ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะ ชุดกิจกรรมมีกิจกรรมที่หลากหลายใน การเรียนรู้ นักเรียนได้ฝึกด้วยการทา
กจิ กรรมที่หลากหลาย ซึ่งเปน็ กจิ กรรมท่สี นองตอบตอ่ ความสนใจ และความสามารถของนักเรียนทาให้นกั เรยี น
มีความสนใจ กระตือรือร้นในการเรียน มีส่วนร่วม และ กล้าแสดงออกในการร่วมกิจกรรมในการสืบเสาะหา
ความรู้ โดยท่ีนักเรียนได้ดาเนินกิจกรรมด้วยตนเอง คือ นักเรียนสามารถทดสอบตัวเองดูก่อนว่ามี
ความสามารถอยู่ในระดับใด หลังจากนั้นก็จะเริ่มต้นเรียนในส่ิงที่เขาไม่รู้ เป็นการท้าทายให้เกิดความอยากรู้
เม่อื เรียนจบแล้วนกั เรียนสามารถทดสอบความรู้ความเขา้ ใจด้วยตนเองได้ และทราบผลการเรียนของตนเองได้
ทันทีตลอดเวลา นักเรียนจะมีโอกาสได้พบปะหารือกับผู้สอนมากขึ้น เพราะผู้เรียนเรียนด้วยตนเอง ผู้สอนก็มี
เวลา ให้คาปรกึ ษากบั ผูม้ ปี ญั หาในขณะทใี่ ช้ชดุ กิจกรรม
นอกจากนั้นชุดกิจกรรมที่สร้างข้ึน สร้างจากหลักการเรียนรู้ คือ ความสามารถของบุคคลใน
การเรียนรู้ การปรับตัวต่อปัญหาอย่างเหมาะสม และความสามารถในอันท่ีจะทากิจกรรมต่าง ๆได้อย่าง มี
จุดหมายและมีคุณค่า สามารถคิดอย่างมีเหตุผล สามารถปรับตัวเข้ากับส่ิงแวดล้อม และสังคมอย่าง มี
ประสิทธิภาพทาให้ชุดกจิ กรรมท่ีสร้างข้ึนน่าสนใจและท้าทายความสามารถทาให้ผูเ้ รียนสนุกสนานไม่ รูส้ ึกเบ่ือ
หน่าย ซึ่งการนาเสนอที่แปลกใหม่ทาให้สามารถดึงดูดความสนใจตลอดเวลา ผู้เรียนเกิด ความอยากรู้อยาก
เหน็ ทีจ่ ะสืบเสาะหาความรใู้ นลักษณะของความตอ้ งการท่ีจะเรียนรู้ส่ิงต่าง ๆ ที่ แปลกใหม่ จากเหตุผลดังกลา่ ว
จึงส่งผลให้นักเรยี นท่เี รียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ธรณีภัยพิบัติ สาหรับนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่
4 มีความรู้ความเข้าใจทาให้มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยของอ้อยทิพย์ ผลเพ่ิม
(2534,น.76) ท่ีสร้างชุดการสอนวิชาพระพุทธศาสนา เร่ือง ความกตัญญูกตเวทีและการเลี้ยงดูบิดามารดา
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่ม
ควบคุมอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ .05 กนกวลี แสงวจิ ิตรประชา(2550) ทไ่ี ด้วจิ ัยเรื่อง การพฒั นาชดุ กจิ กรรม
การเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ วิชา วิทยาศาสตร์พ้ืนฐาน เร่ือง หน่วยของชีวิตและชีวิตพืช
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวิทยา นุกูลนารี สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
เพชรบูรณ์ เขต 1 พบว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของ นักเรียนท่ีเรียนด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตาม
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ วิชาวิทยาศาสตร์พ้ืนฐาน เร่ือง หน่วยของชีวิตและชีวิตพืช หลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับ ทศพันธ์ คงเกิด (2551) ที่ได้วิจัยเร่ือง การ
19
พัฒนาชุดกิจกรรมฝึก กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้พันธุกรรม สาหรับนักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรียนกุดบาก
ขอ้ เสนอแนะ
1. ครูควรอธบิ ายแนะนาข้ันตอน ประโยชนแ์ ละความสาคัญของการทาแบบฝึกทักษะใหผ้ ู้เรยี น
ไดร้ บั ทราบ พร้อมท้ังอธบิ ายถึงความสาคัญของทักษะหรือคณุ สมบัติของผู้เรยี นทต่ี อ้ งการพฒั นาควบคู่ไปกบั
การพัฒนาดา้ นผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของผเู้ รียนให้ผเู้ รยี นเขา้ ใจตรงกัน
2. การเรียนการสอนจะสาเรจ็ ได้ดว้ ยดี ตอ้ งอาศยั ความร่วมมอื จากทกุ ฝา่ ย ดังนัน้ การทาข้อตกลงกัน
อย่างชัดเจนถึงจดุ ประสงค์ท่ีต้องการ เป็นเร่ืองสาคัญเพราะจะไปสู่การจัดการเรียนการสอนที่มีประสทิ ธภิ าพ
สูงสุด
3. การนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ธรณีภัยพิบัติ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ไปใช้
ครูผู้สอนควรศึกษารายละเอียดของชุดกิจกรรมทุกองค์ประกอบอย่างละเอียด เพ่ือจะได้ เข้าใจทาความเข้าใจ
และนาไปใชไ้ ดอ้ ย่างถูกตอ้ งและเกดิ ประสทิ ธิผลตามทมี่ ุง่ หวงั ไว้
4. ผู้ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ธรณีภัยพิบัติ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ควรมีการ
ยืดหยุ่นเวลาในการจดั กิจกรรมการเรยี นรใู้ หเ้ หมาะสม
5. การสร้างชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องธรณีภัยพิบัติ สาหรบั นักเรียนช้ันมัธยมศึกษา ปีที่ 4 ควรเลอื ก
เนื้อหาที่เกย่ี วข้องกับชีวิตประจาวันของนักเรียน เช่ือมโยงเน้ือหากบั กลุ่มการเรียนรอู้ ่ืน ควรนาสื่อประเภทชุด
กิจกรรมที่สร้างข้ึนนี้ไปเผยแพร่ให้กับคณะครูในโรงเรียน เพ่ือเป็นแนวทางในการทาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ใน
วชิ าอ่นื ๆ ต่อไป
20
บรรณานุกรม
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2543). การจัดกระบวนการเรียนรู้ทผ่ี ้เู รยี นสาคญั ท่ีสดุ ตามพระราชบัญญตั ิ
การศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พค์ ุรุสภา
________. (2550). คู่มอื พัฒนาสือ่ การเรียนรู้. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์คุรสุ ภา.
________. (2551). หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรงุ เทพฯ :
กระทรวงฯ
________. (2552). แนวทางการจดั การเรยี นรู้ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : กระทรวงฯ.
ทศิ นา แขมมณี. (2557). ศาสตร์การสอน องคค์ วามรู้เพื่อการจัดการเรียนรทู้ ่มี ปี ระสิทธิภาพ.
กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
บญุ เกอื ควรหาเวช. (2545). นวตั กรรมการศึกษา. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ
บญุ ชม ศรีสะอาด. (2545). การพฒั นาการสอน. กรงุ เทพฯ : สุวีรยิ าสาส์น.
________. (2548). การวจิ ยั สาหรบั คร.ู กรงุ เทพฯ : สุวรี ยิ าสาสน์ .
พวงรตั น์ ทวรี ตั น์. (2543). วธิ กี ารวจิ ยั ทางพฤตกิ รรมศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์. กรงุ เทพฯ :
มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ.
ระพินทร์ โพธ์ิศร.ี (2553). การสร้างและวิเคราะห์คณุ ภาพเคร่ืองมอื สาหรับการวิจัย. อุตรดติ ถ์ :
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
วาโร เพ็งสวสั ดDิ . (2546). การวิจัยในช้ันเรยี น. กรงุ เทพฯ : สวุ รี ยิ าสาส์น.
สมนกึ ภัททิยธน.ี (2551). การวดั ผลการศกึ ษา. กาฬสนิ ธุ์ : ประสานการพิมพ์.
อทุ ุมพร จามรมาน. (2549). การพฒั นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน. นนทบุรี :
มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
21
ภาคผนวก
22
ภาคผนวก ก
(รายช่อื ผ้เู ช่ียวชาญตรวจสอบเครอ่ื งมือการวจิ ัย)
1. นางเพญ็ ศรี พิพฒั น์วรสกุล
ครชู านาญการพเิ ศษ
ครูผู้สอนวชิ า โลกดาราศาสตรแ์ ละอวกาศ โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล
2. นางสาวนลินี หวงั สบู
ครชู านาญการพเิ ศษ
ครผู ู้สอนวิชา สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม โรงเรยี นกาแพงวิทยา อาเภอละงู จงั หวัดสตลู
3. นายชยั ศักด์ิ ระเดน่
ครชู านาญการพเิ ศษ
ครผู สู้ อนวชิ า คณติ ศาสตร์ โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จังหวดั สตูล
23
ภาคผนวก ข
เครื่องมอื ทใี่ ช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
แบบทดสอบเร่ือง ธรณภี ยั พิบตั ิ
รายวชิ าภูมิศาสตร์ รหสั วชิ า ส31103 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 4
1. สภาพภมู ิประเทศแบบใดเออื้ ต่อการก่อให้เกิดพายุทอร์นาโดในประเทศสหรฐั อเมริกา
ก. ภเู ขาสงู ข. เนนิ เขาเตีย้
ค. ทรี่ าบกว้างใหญ่ ง. ทีร่ าบสูงระหวา่ งภเู ขา
2. เพราะเหตุใดเม่ือพายสุ งบแลว้ จึงไมค่ วรรีบเดินทาง ควรรอเวลาอกี อย่างน้อย 3 ชวั่ โมง
ก. มักมลี มแรงและมีฝนตกหนักได้อีก
ข. รอฟงั ประกาศจากหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง
ค. ต้องวางแผนการเดินทางเพื่อความปลอดภยั
ง. รอให้ระดบั น้าลดลงและความเรว็ ของลมคงทเี่ สยี ก่อน
3. เพราะเหตุใดบริเวณพืน้ ที่ราบลุม่ จึงเกิดปญั หาอุทกภัยเปน็ ประจาทุกปี
ก. แม่นา้ ตน้ื เขนิ
ข. พน้ื ที่มขี นาดกว้างขวาง
ค. พน้ื ดินเปน็ ดนิ เหนียวอมุ้ น้า
ง. เป็นพน้ื ทีต่ า่ ทาใหร้ ะบายน้าไม่ทนั
4. ก่อนเกดิ อุทกภัยนกั เรยี นคิดวา่ ขอ้ ใดควรปฏบิ ตั เิ พื่อเตรยี มความพร้อม
ก. ปลกู พนั ธุ์ไม้ปกคลุมพ้ืนดนิ
ข. ขอความช่วยเหลือจากหนว่ ยงานตา่ ง ๆ
ค. นาถงุ เกลอื มาทาเขื่อนเพื่อป้องกันน้าท่วม
ง. ตดั สะพานไฟและปิดแกส๊ หุงต้มใหเ้ รียบร้อย
5. สิง่ ใดเปน็ สาเหตุที่ทาให้เกิดปัญหาภัยแล้งในดินแดนประเทศไทยในปัจจุบัน
ก. ฝนไมต่ กตอ้ งตามฤดูกาล
ข. บรรยากาศชนั้ โอโซนถกู ทาลาย
ค. ระดบั นา้ ในแมน่ ้าลดลงอยา่ งต่อเนื่อง
ง. การเปล่ยี นแปลงของระดบั อุณหภูมลิ ดลง
6. ขอ้ ใดเปน็ ผลกระทบด้านสังคมในสถานการณ์การเกิดภัยแลง้
ก. ท่ดี ินถูกทงิ้ ร้าง
ข. ประชากรละทิง้ ถ่นิ ฐาน
ค. ขาดแคลนนา้ เพ่ือบริโภค
ง. ขาดแคลนผลผลติ เพื่อบรโิ ภค
24215
7. ลักษณะพน้ื ท่ีขอ้ ใดทาให้เกดิ ไฟปา่ ลกุ ลามได้รวดเร็วและรนุ แรงทีส่ ุด
ก. ทีร่ าบ ข. ที่ลาดชนั
ค. ท่ีแหง้ แลง้ แบบทะเลทราย ง. ทรี่ าบเนินสงู
8. เพราะเหตุใดประเทศออสเตรเลียจงึ มกั เกิดสถานการณไ์ ฟป่าเปน็ ประจา
ก. มีทาเลท่ีต้ังอยใู่ กล้เส้นศูนย์สูตร
ข. มลี ักษณะกายภาพเป็นที่ราบสงู
ค. มกี ระแสนา้ อุน่ ไหลผ่านทกุ ทิศทาง
ง. มตี ้นยูคาลิปตัสที่มีนา้ มันเป็นเชอ้ื ไฟ
9. บริเวณใดต่อไปนี้เปน็ จดุ เสี่ยงต่อการเกดิ แผ่นดินไหว
ก. หุบเขาลึก ข. เชงิ เขาลาดชนั
ค. ที่ราบสงู ง. รอยเล่ือนมพี ลงั
10. ถ้าเกิดแผ่นดินไหวอย่างรนุ แรงในขณะท่นี ักเรยี นยนื อยกู่ ลางห้องโล่ง นกั เรยี นจะปฏิบตั ติ นอย่างไร
ก. ยืนนงิ่ ๆ อยูก่ ลางห้อง
ข. รีบวง่ิ ลงลฟิ ต์ใหเ้ ร็วท่สี ุด
ค. ยืนชิดเสาบรเิ วณมมุ หอ้ งใหม้ ากที่สุด
ง. รบี หลบสง่ิ ของทจ่ี ะพงั ลงมาไปรอบ ๆ ห้อง
11. การมีปรากฏการณภ์ ูเขาไฟปะทุอย่างต่อเนื่องสอดคลอ้ งกับขอ้ ความใด
ก. ใตด้ นิ ร้อนจงึ ต้องระบายความร้อน
ข. เมือ่ รอยแยกได้รบั ความร้อนจะระเบดิ
ค. ภายในโลกได้รับความรอ้ นสูงจงึ เกิดแรงระเบดิ
ง. ภายในเปลือกโลกยงั มีหินหนืดหลอมละลายอยแู่ ละพยายามระบายความร้อน
12. สถานการณภ์ เู ขาไฟปะทุขอ้ ใดสัมพันธ์กับแหลง่ ท่เี กิด
ก. ภูเขาไฟมาโยน – ฟิลิปปินส์
ข. ภเู ขาไฟเมอราปี – มาเลเซีย
ค. ภเู ขาไฟกรากะตัว – จาการต์ า
ง. ภเู ขาไฟเตอรเ์ รียลบา – อินโดนีเซีย
13. ลกั ษณะทางกายภาพแบบใดบ่งบอกวา่ อาจเกิดสนึ ามิ
ก. ชายฝั่งปราศจากคลื่น
ข. ชายฝงั่ ทะเลเวา้ แหว่งเกินไป
ค. การลดระดบั น้าทะเลท่ผี ิดปกติ
ง. การเพ่มิ ระดับนา้ ทะเลอย่างรวดเร็ว
14. ถ้าเราอยู่ในเรือทจ่ี อดอยใู่ นอ่าวรมิ ฝั่งทะเล เราควรทาอย่างไรเมื่อเกดิ สนึ ามิ จึงจะปลอดภยั ท่สี ุด
ก. ทิง้ เรือแลว้ วงิ่ หนขี น้ึ ฝ่ัง
ข. รีบนาเรือออกจากฝง่ั ทันที
ค. นาเรอื ขนึ้ ฝัง่ แลว้ หลบอยใู่ นเรอื
ง. แจ้งเจา้ หน้าทเ่ี พ่ือขอความชว่ ยเหลอื
225
15. ขอ้ ใดเสย่ี งต่อการเกดิ ดนิ ถลม่ ในพน้ื ท่ีลาดชัน
ก. การตัดไม้ทาลายป่า
ข. การสร้างเข่ือนก้นั น้า
ค. การปลูกพชื เมืองหนาว
ง. การเกบ็ ของปา่ และลา่ สตั ว์
16. สาเหตุการเกดิ แผน่ ดนิ ถล่มขอ้ ใดมาจากการกระทาของมนษุ ย์
ก. แผน่ ดนิ ไหว
ข. การขุดดินบรเิ วณไหลเ่ ขา
ค. ฝนตกหนกั บรเิ วณเชิงเขา
ง. การกัดเซาะของริมฝง่ั แม่น้า
17. การทดลองระเบิดนวิ เคลยี รเ์ ป็นสาเหตทุ าใหเ้ กดิ ภยั พิบตั ิทางธรรมชาติข้อใด
ก. ภัยแลง้ ไฟปา่
ข. ไฟปา่ อุทกภยั
ค. วาตภัย ภูเขาไฟ
ง. สนึ ามิ แผ่นดนิ ไหว
18. เพราะเหตุใดแผน่ ดนิ ไหวในประเทศไทยจึงมผี ลกระทบค่อนข้างนอ้ ย
ก. พน้ื ทีส่ ว่ นใหญเ่ ป็นหนิ ทราย
ข. อย่ไู กลจากมหาสมทุ รแปซิฟิก
ค. อยหู่ ่างจากรอยตอ่ ของแผ่นเปลอื กโลก
ง. แผน่ ดินเป็นทร่ี าบล่มุ จานวนมากจึงมีความยืดหยนุ่
19. ปัจจยั ทางกายภาพข้อใดทาใหเ้ กิดปัญหาดา้ นภยั พบิ ตั ิทางธรรมชาตทิ ั้งในประเทศไทย
และภมู ภิ าคต่าง ๆ ของโลก
ก. ดิน น้า ลม
ข. บรรยากาศภาค
ค. ธรณภี าค อทุ กภาค
ง. ลักษณะภูมิประเทศ ลกั ษณะภูมิอากาศ
20. แผน่ ดนิ เปน็ ที่ราบลมุ่ จานวนมากได้รับผลกระทบจากการเกิดแผ่นดนิ ไหวในหมู่เกาะ
ของประเทศญ่ปี ุ่นจนทาให้เกิดคล่นื ยักษส์ นึ ามิ คือข้อใด
ก. เกิดโคลนถล่มทบั หมบู่ ้านชาวประมง
ข. เกดิ น้าท่วมฉับพลนั ในหมบู่ ้านชายทะเล
ค. เกิดวาตภัยอย่างรนุ แรงทาใหท้ ้องทะเลป่นั ป่วน
ง. เกดิ พายุฝนกระหนา่ ทาให้บ้านเรือนไดร้ ับความ
26235
ภาคผนวก ค
การหาคุณภาพเคร่อื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
แบบประเมินสาหรับผู้เชยี่ วชาญตรวจสอบคุณภาพของเคร่อื งมือ
แบบทดสอบเรือ่ ง ธรณีภยั พิบตั ิ
รายวชิ าธรณีโลกสตูล ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 4
คาชแ้ี จง : แบบประเมินฉบับนใ้ี ชส้ าหรบั ทา่ นซง่ึ เป็นผู้เชยี่ วชาญในการตรวจสอบวา่ ข้อคาถามแต่ละข้อมคี วาม
สอดคล้องกับตัวชี้วดั หรือไม่ โดยมเี กณฑ์การประเมนิ ดังนี้
ให้คะแนน +1 หมายถึง แน่ใจวา่ ขอ้ สอบวดั ตวั ชวี้ ัดน้นั
ให้คะแนน 0 หมายถงึ ไมแ่ น่ใจว่าข้อสอบวดั ตัวชี้วัดนน้ั
ให้คะแนน -1 หมายถงึ แน่ใจวา่ ข้อสอบไมว่ ัดตัวชวี้ ัดน้นั
คะแนนประเมนิ จาก
ผลการเรียนรู้ ขอ้ สอบ ผู้เช่ยี วชาญ ขอ้ เสนอแนะ
+1 0 -1
1. สภาพภมู ปิ ระเทศแบบใดเอื้อต่อการก่อใหเ้ กดิ
พายุทอร์นาโดในประเทศสหรัฐอเมรกิ า
ก. ภเู ขาสูง
ข. เนินเขาเตยี้
ค. ทร่ี าบกวา้ งใหญ่
ง. ท่รี าบสงู ระหว่างภเู ขา
2. เพราะเหตใุ ดเม่อื พายสุ งบแลว้ จึงไม่ควรรบี
เดนิ ทาง ควรรอเวลาอกี อย่างน้อย 3 ชว่ั โมง
ก. มกั มีลมแรงและมฝี นตกหนกั ไดอ้ ีก
ข. รอฟังประกาศจากหน่วยงานทเี่ ก่ียวข้อง
ค. ต้องวางแผนการเดินทางเพ่อื ความ
ปลอดภยั
ง. รอให้ระดบั นา้ ลดลงและความเรว็ ของลม
คงท่เี สียก่อน
3. เพราะเหตุใดบรเิ วณพ้นื ที่ราบลุ่มจงึ เกดิ ปญั หา
อุทกภยั เป็นประจาทุกปี
ก. แมน่ า้ ตื้นเขนิ
ข. พน้ื ทีม่ ีขนาดกว้างขวาง
ค. พ้นื ดินเปน็ ดินเหนียวอุม้ น้า
ง. เป็นพน้ื ท่ีต่าทาให้ระบายน้าไม่ทัน
27245
คะแนนประเมนิ จาก
ผลการเรยี นรู้ ข้อสอบ ผู้เชีย่ วชาญ ขอ้ เสนอแนะ
+1 0 -1
4. ก่อนเกิดอุทกภยั นักเรียนคิดว่าข้อใดควร
ปฏิบตั ิเพื่อเตรยี มความพรอ้ ม
ก. ปลกู พันธไุ์ ม้ปกคลุมพ้ืนดนิ
ข. ขอความชว่ ยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ
ค. นาถงุ เกลอื มาทาเข่อื นเพื่อป้องกันน้าทว่ ม
ง. ตัดสะพานไฟและปิดแก๊สหงุ ตม้ ให้
เรยี บรอ้ ย
5. สงิ่ ใดเป็นสาเหตุท่ีทาให้เกิดปัญหาภัยแลง้ ใน
ดินแดนประเทศไทยในปจั จุบัน
ก. ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล
ข. บรรยากาศช้นั โอโซนถูกทาลาย
ค. ระดบั น้าในแมน่ า้ ลดลงอยา่ งตอ่ เน่ือง
ง. การเปล่ยี นแปลงของระดับอณุ หภูมลิ ดลง
6. ขอ้ ใดเปน็ ผลกระทบดา้ นสังคมในสถานการณ์
การเกดิ ภัยแล้ง
ก. ที่ดินถกู ทิ้งร้าง
ข. ประชากรละท้ิงถนิ่ ฐาน
ค. ขาดแคลนน้าเพอ่ื บริโภค
ง. ขาดแคลนผลผลิตเพือ่ บรโิ ภค
7. ลกั ษณะพ้นื ที่ข้อใดทาใหเ้ กิดไฟปา่ ลุกลามได้
รวดเรว็ และรนุ แรงท่ีสุด
ก. ท่ีราบ
ข. ทลี่ าดชัน
ค. ท่แี ห้งแล้งแบบทะเลทราย
ง. ทรี่ าบเนินสูง
8. เพราะเหตุใดประเทศออสเตรเลียจงึ มกั เกิด
สถานการณ์ไฟป่าเป็นประจา
ก. มีทาเลทีต่ ั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร
ข. มลี ักษณะกายภาพเปน็ ทีร่ าบสงู
ค. มีกระแสนา้ อุ่นไหลผ่านทกุ ทิศทาง
ง. มีตน้ ยูคาลปิ ตัสทม่ี นี า้ มนั เป็นเชื้อไฟ
25258
คะแนนประเมนิ จาก
ผลการเรยี นรู้ ขอ้ สอบ ผเู้ ชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะ
+1 0 -1
9. บริเวณใดต่อไปนเี้ ป็นจุดเสยี่ งตอ่ การเกดิ
แผ่นดนิ ไหว
ก. หุบเขาลกึ
ข. เชงิ เขาลาดชนั
ค. ทรี่ าบสูง
ง. รอยเลือ่ นมพี ลงั
10. ถ้าเกิดแผ่นดนิ ไหวอยา่ งรุนแรงในขณะที่
นักเรียนยนื อยู่กลางหอ้ งโลง่ นกั เรยี นจะปฏิบัติ
ตนอยา่ งไร
ก. ยืนน่งิ ๆ อยกู่ ลางห้อง
ข. รบี วงิ่ ลงลิฟตใ์ ห้เรว็ ทส่ี ุด
ค. ยืนชิดเสาบรเิ วณมมุ หอ้ งให้มากทีส่ ุด
ง. รีบหลบสงิ่ ของทีจ่ ะพังลงมาไปรอบ ๆ ห้อง
11. การมปี รากฏการณภ์ เู ขาไฟปะทอุ ยา่ ง
ต่อเนื่องสอดคลอ้ งกบั ข้อความใด
ก. ใต้ดนิ รอ้ นจึงตอ้ งระบายความรอ้ น
ข. เมอ่ื รอยแยกได้รับความร้อนจะระเบดิ
ค. ภายในโลกไดร้ บั ความร้อนสงู จึงเกิดแรง
ระเบดิ
ง. ภายในเปลือกโลกยังมหี ินหนดื หลอม
ละลายอย่แู ละพยายามระบายความร้อน
12. สถานการณภ์ เู ขาไฟปะทุข้อใดสัมพนั ธก์ ับแหล่ง
ท่ีเกดิ
ก. ภูเขาไฟมาโยน – ฟิลปิ ปนิ ส์
ข. ภเู ขาไฟเมอราปี – มาเลเซยี
ค. ภเู ขาไฟกรากะตวั – จาการ์ตา
ง. ภเู ขาไฟเตอร์เรียลบา – อินโดนีเซยี
13. ลกั ษณะทางกายภาพแบบใดบง่ บอกวา่ อาจ
เกดิ สนึ ามิ
ก. ชายฝง่ั ปราศจากคล่นื
ข. ชายฝงั่ ทะเลเว้าแหว่งเกินไป
ค. การลดระดับน้าทะเลทผ่ี ดิ ปกติ
ง. การเพม่ิ ระดับน้าทะเลอยา่ งรวดเร็ว
29265
คะแนนประเมนิ จาก
ผลการเรยี นรู้ ขอ้ สอบ ผเู้ ชยี่ วชาญ ขอ้ เสนอแนะ
+1 0 -1
14. ถ้าเราอย่ใู นเรือท่ีจอดอยใู่ นอ่าวรมิ ฝั่งทะเล
เราควรทาอย่างไรเม่ือเกิดสนึ ามิ จึงจะปลอดภัย
ท่สี ุด
ก. ท้งิ เรือแลว้ วิง่ หนีขน้ึ ฝัง่
ข. รีบนาเรือออกจากฝั่งทนั ที
ค. นาเรือขึน้ ฝัง่ แล้วหลบอยใู่ นเรอื
ง. แจง้ เจา้ หน้าทีเ่ พอ่ื ขอความชว่ ยเหลอื
15. ข้อใดเสี่ยงต่อการเกดิ ดนิ ถลม่ ในพ้ืนท่ลี าดชัน
ก. การตดั ไม้ทาลายป่า
ข. การสรา้ งเข่อื นก้นั นา้
ค. การปลูกพชื เมืองหนาว
ง. การเก็บของป่าและลา่ สตั ว์
16. สาเหตุการเกดิ แผ่นดินถล่มขอ้ ใดมาจากการ
กระทาของมนษุ ย์
ก. แผ่นดนิ ไหว
ข. การขดุ ดินบรเิ วณไหล่เขา
ค. ฝนตกหนักบริเวณเชงิ เขา
ง. การกัดเซาะของรมิ ฝ่งั แม่น้า
17. การทดลองระเบดิ นิวเคลียร์เปน็ สาเหตทุ าให้
เกดิ ภัยพบิ ตั ทิ างธรรมชาติข้อใด
ก. ภยั แลง้ ไฟป่า
ข. ไฟปา่ อุทกภัย
ค. วาตภัย ภเู ขาไฟ
ง. สนึ ามิ แผ่นดินไหว
18. เพราะเหตุใดแผน่ ดินไหวในประเทศไทยจงึ มี
ผลกระทบค่อนข้างน้อย
ก. พืน้ ทส่ี ่วนใหญ่เปน็ หินทราย
ข. อยไู่ กลจากมหาสมทุ รแปซฟิ กิ
ค. อยหู่ า่ งจากรอยตอ่ ของแผน่ เปลอื กโลก
ง. แผ่นดนิ เปน็ ทร่ี าบล่มุ จานวนมากจึงมี
ความยืดหยนุ่
32075
คะแนนประเมนิ จาก
ผลการเรยี นรู้ ข้อสอบ ผ้เู ช่ียวชาญ ข้อเสนอแนะ
+1 0 -1
19. ปจั จยั ทางกายภาพข้อใดทาให้เกิดปัญหาด้าน
ภยั พิบัติทางธรรมชาติท้ังในประเทศไทย และ
ภมู ิภาคตา่ ง ๆ ของโลก
ก. ดิน นา้ ลม
ข. บรรยากาศภาค
ค. ธรณีภาค อทุ กภาค
ง. ลักษณะภมู ปิ ระเทศ ลกั ษณะภมู ิอากาศ
20. แผน่ ดนิ เป็นทีร่ าบลุม่ จานวนมากได้รับ
ผลกระทบจากการเกิดแผ่นดินไหวในหมเู่ กาะ
ของประเทศญีป่ ่นุ จนทาให้เกิดคล่ืนยักษ์สึนามิ
คอื ข้อใด
ก. เกิดโคลนถล่มทับหมู่บ้านชาวประมง
ข. เกิดนา้ ทว่ มฉับพลนั ในหมบู่ า้ นชายทะเล
ค. เกดิ วาตภัยอยา่ งรนุ แรงทาใหท้ ้องทะเล
ปั่นป่วน
ง. เกดิ พายุฝนกระหนา่ ทาใหบ้ ้านเรือนได้รับ
ความ
31285
ภาคผนวก ง
การคานวณและการแปลผลคา่ IOC
แบบทดสอบเรอ่ื ง ธรณภี ัยพิบตั ิ
รายวชิ าภูมศิ าสตร์ รหัส ส31103
ระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
ข้อสอบข้อท่ี คะแนนความเห็นของผู้เช่ียวชาญ รวม คา่ IOC แปลผล
คนท่ี 1 คนที่ 2 คนท่ี 3 ใช้ได้
ใช้ได้
1 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
ใช้ได้
2 +1 +1 +1 3 1 ใชไ้ ด้
ใชไ้ ด้
3 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
ใช้ได้
4 +1 +1 +1 3 1 ใชไ้ ด้
ใชไ้ ด้
5 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
ใช้ได้
6 +1 +1 +1 3 1 ใชไ้ ด้
ใชไ้ ด้
7 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
ใช้ได้
8 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
ใชไ้ ด้
9 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
ใชไ้ ด้
10 +1 +1 +1 3 1
11 +1 +1 +1 3 1
12 +1 +1 +1 3 1
13 +1 +1 +1 3 1
14 +1 +1 +1 3 1
15 +1 +1 +1 3 1
16 +1 +1 +1 3 1
17 +1 +1 +1 3 1
18 +1 +1 +1 3 1
19 +1 +1 +1 3 1
20 +1 +1 +1 3 1
295