รายงานวจิ ัยในชน้ั เรยี น
ผลกจิ กรรมแนะแนวเพอ่ื พัฒนาการรู้จักและเขา้ ใจตนเองของ
นักเรียนมัธยมศึกษาปีท่ี 3
นางพาฝัน จติ รื่น
ตำแหน่งครู
ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564
กลุม่ กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี นแนะแนว
โรงเรียนกำแพงวิทยา อำเภอละงู จงั หวดั สตลู
สำนกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษามัธยมศกึ ษาสงขลา สตูล
ก
ชื่อเรื่อง ผลกิจกรรมแนะแนวเพ่อื พัฒนาการร้จู ักและเข้าใจตนเองของนกั เรยี นมธั ยมศึกษาปที ี 3
ผูว้ ิจยั นางพาฝัน จิตร่นื
กล่มุ สาระฯ กิจกรรมพฒั นาผูเ้ รียนแนะแนว
ปกี ารศกึ ษา 2564
บทคัดย่อ
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษา ปีที่ 3 และ
เปรียบเทียบการรู้จกั และเข้าใจตนเองของนักเรียนมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 กอ่ นและหลังการเข้า ร่วมกิจกรรมแนะแนว
เพอ่ื พฒั นาการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมธั ยมศึกษาปที ่ี 3
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกำแพงวิทยา อำเภอละงู
จังหวัดสตูล ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 จำนวน 4 ห้อง รวมทง้ั ส้นิ จำนวน 147 คน โดยสุม่ แบบเจาะจงใช้
เวลาทั้งสิ้น 3 คาบ คาบละ 50 นาทีโดยใช้การวิจัยแบบแบบสอบถามการรู้จักและเข้าใจตนเอง กับกิจกรรมแนะ
แนวเพื่อพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลคือ t-
test
ผลการวจิ ัยสรปุ ไดด้ ังนี้ 1. การรจู้ ักและเข้าใจตนเองของนักเรยี นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ทง้ั โดยรวมและราย
ด้าน คือ ด้านความต้องการและความรู้สึกของตนเอง ด้านการแสงหาแบบอย่างที่ดีและเหมาะสมกับตนเอง
ดา้ นความสนใจ ความถนัดดา้ นที่เกี่ยวข้องกับการเรยี นและอาชีพ ดา้ นความรกั นบั ถอื ตนเองและผู้อนื่ และด้าน
การแก้ปัญหาอยู่ในระดบั ปานกลาง 2. การรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรยี นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ภายหลังการเข้า
ร่วมกิจกรรม แนะแนวเพื่อพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพิ่มสูงขึ้นอย่างมี
นัยสาํ คัญทางสถิติท่รี ะดับ .01
ข
สารบัญ
หนา้
บทคดั ยอ่ ………………………………………………………………………………………………………………………………………. ก
สารบญั ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข
สารบญั ตาราง…………………………………………………………………………………………………….………………………… ค
บทท่ี 1 บทนำ……………………………………………………………….…………………………………………….………………… 1
1
ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา…………….…………………………………………………………………….. 1
วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั …………………………………..…………………………………………………………………… 1
สมมติฐานของงานวจิ ยั ………………………………………..……………………………………………….………………… 2
ขอบเขตของการวจิ ยั ……………………………………………..………………………………………………………………. 3
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ทเี่ กีย่ วขอ้ ง……………….………………………………………………………………………… 3
เอกสารเกีย่ วกบั การใช้แบบสอบถามและกิจกรรมแนะแนว………………………………………………………… 4
งานวจิ ยั ท่เี กย่ี วข้อง………………………………………………………………………………………………………………… 5
บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนนิ การวิจยั ………………………….………………………………………………………..………………………… 5
ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง…………………………………………………………………………………………………….. 5
เคร่อื งมอื ท่ีใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู …………………………………………………………………………………….. 5
ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาเครื่องมือ………………………………………………………………………………………. 6
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ……………………………………………………………………………………………………………. 7
การวิเคราะห์ขอ้ มูล………………………………………………………………………………………………………………… 8
บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล………………………………………………………….……………………………………………. 8
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู …………………………………………………………………………………………………………….. 11
บทท่ี 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ……………………..…………………………………………….……………….. 11
สรุปผลการวิจยั ……………………………………………………………………………………………………………………… 11
อภิปรายผล…………………………………………………………………………………………………………………………… 13
ข้อเสนอแนะ…………………………………………………………………………………………………………………………. 14
บรรณานุกรม……………………………………………………………………………………………………………………………….. 15
ภาคผนวก……………………………………………………………………………….…………………………………………….……… 16
ภาคผนวก ก รายช่อื ผู้เชย่ี วชาญเปน็ ผตู้ รวจสอบเคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ยั .……………..………………….. 18
ภาคผนวก ข เคร่ืองมอื ทใี่ ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู …………………………………………………………………. 33
ภาคผนวก ค การการหาคุณภาพเครื่องมือทใี่ ช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล……………………………………… 35
ภาคผนวก ง ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล………………………………………………………………………………………… 38
ภาคผนวก จ แผนการจดั การเรียนร้.ู ...................................................................................................
ค
สารบัญตาราง
ตารางที่ หน้า
1 แสดงแบบแผนการวจิ ัย……..................................................................................................................6
2 คา่ เฉลี่ย สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน และระดบั ของการรจู้ ักและเขา้ ใจตนเองของนกั เรยี น
มธั ยมศึกษาปที ี่ 3.................................................................................................................................8
3 แสดงคา่ เฉลย่ี คา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐานและระดับของการร้จู ักและเขา้ ใจตนเองของนักเรยี น
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ก่อนและหลงั การเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนว............................................................9
4 ผลการเปรียบเทยี บก่อนและหลังการเขา้ รว่ มกจิ กรรมแนะแนวเพ่ือพฒั นาการรู้จัก
และเข้าใจตนเอง............................................................................................................... ..................10
1
บทที่ 1
บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา
ปัจจบุ ันโลก มีการเปลีย่ นแปลงอยา่ งรวดเร็วทัง้ ทางด้านเศรษฐกิจ สงั คม เทคโนโลยี และ ข้อมูลขา่ วสาร
ที่สามารถจะเชื่อมโยงต่อถึงกันได้ในระดับนานาชาติ ไม่มีพรมแดน ไม่มีอะไรมาขีดกั้น ก่อให้เกิดการเรียนรู้
แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและสังคมอันนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ มากมาย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำ
ให้บุคคลต้องปรับตัวเพือ่ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง เมื่อ บุคคลไม่สามารถปรบั ตวั ปรับใจให้สอดคล้องกบั
การเปลี่ยนแปลงได้จะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพจิต ของบุคคลเหล่านั้น และหากปล่อยไว้ให้สภาพการณ์น้ีดำเนนิ
ต่อไปอาจพัฒนาไปเป็นโรคจิตได้ การที่ คนเราจะมีความสุขในการดำเนินชีวิตได้นั้นต้องได้รับการตอบสนอง
ความต้องการพื้นฐานเสียก่อน คือ ความต้องการทางร่างกาย ความต้องการความมั่นคง ความต้องการความรัก
การเป็นที่ยอมรับ และการเป็นเจ้าของแล้วจึงจะสามารถพฒั นาถึงขั้นสูงสุดได้คือ ความตระหนักรู้ในตนเอง ผู้ท่ี
จะนับ ถือตนเองและผู้อืน่ ได้ จำเปน็ ตอ้ งรู้จกั และเข้าใจตนเอง ดว้ ยการเร่มิ ค้นหาสว่ นที่ดีท่ีมีอยู่ในตน เมื่อ ค้นหา
ส่วนดีได้ย่อมทำให้เกิดความรักและรับรู้ว่าในชีวติ นี้มีสิ่งที่ดี จึงจะเกิดความภาคภูมิใจตามมา การค้นหาส่วนทีด่ ี
ดว้ ยการรบั รู้วา่ สิ่งใดทำใหต้ นมีความสขุ สิ่งใดเปน็ ความตอ้ งการของตน (เทดิ ศักดิ์ เดชคง . 2542: 15)
จากการที่ผู้วิจัยได้สอนวิชาแนะแนวนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และสังเกตนักเรียน ช่วงชั้นที่ 3 พบว่า
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 มีพฤติกรรมดังต่อไปนี้ นักเรียนส่วนใหญ่ขาดความ เชื่อมั่นและมั่นใจในตนเอง ไม่
กล้าที่จะแสดงออก ไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการเรียนการสอนหรือการทำกิจกรรมของโรงเรียน กลุ่มเพื่อนมี
อิทธิพลอย่างยิ่ง ยอมปฏิบัติตามกลุ่มมากกว่าพ่อ แม่ หรือครู หนีเรียน ต่อต้านสังคม ปัญหาการคบเพื่อนต่าง
เพศ เมือ่ ผู้วิจยั ไดส้ ัมภาษณน์ ักเรยี น พบวา่ บางคร้งั นกั เรยี นจะเกิดความรสู้ กึ หงดุ หงดิ โดยไมท่ ราบ สาเหตุ เวลา
โมโหมกั จะใชถ้ ้อยคาํ ทีร่ ุนแรง กลุ่มเพอ่ื นมีอิทธพิ ลอย่างยงิ่ ตอ่ การตัดสินใจ ไม่รวู้ ่าตนเองมสี ว่ นดี อะไรบ้างและไม่
ค่อยอยากทำกิจกรรมเพราะคิดว่าตนเองคงทำได้ไม่ดีและมีคนที่เก่งกว่าตนเองมาก ซึ่งผลจากการสัมภาษณ์
นักเรียน ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในส่วนของกิจกรรมแนะแนว มาใช้
ในการพฒั นาการ ร้จู กั และเข้าใจตนเองของนักเรยี นระดบั ชว่ งชัน้ ที่ 3 ในระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3
วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
1.เพือ่ ศกึ ษาการรจู้ กั และเขา้ ใจตนเองของนักเรียน
2.เพ่อื เปรยี บเทียบการรู้จักและเขา้ ใจตนเองของนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 กอ่ นและหลงั การเขา้ รว่ ม
กจิ กรรมแนะแนวเพ่อื พัฒนาการรูจ้ กั และเขา้ ใจตนเองของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3
สมมติฐานของงานวิจัย
นักเรียนร้จู กั และเข้าใจตนเองเพม่ิ สงู ขนึ้ ภายหลงั จากทไ่ี ดเ้ ข้า ร่วมทำกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาการ
รจู้ กั และเข้าใจตนเองของนักเรียน
2
ขอบเขตของการวิจัย
ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ช้ัน
มัธยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนกำแพงวิทยา อำเภอละงู จงั หวดั สตลู ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 รวม 147 คน
กลมุ่ ตัวอยา่ ง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3ที่มีคะแนนแบบสอบถามการรู้จัก
และ เข้าใจตนเอง ตั้งแต่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 25 ลงมาและเป็นผู้สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวเพื่อ พัฒนาการ
รู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน เป็นนักเรียนชาย 5 คน และนักเรียนหญิง
15 คน
เน้ือหาทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
เนื้อหารายวิชาแนะแนว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง เพิ่มความรู้สู่ความถนัด ซึ่งมี
รายละเอียดเกี่ยวกับการรู้จักตนเองในเรื่องการเรียนเกี่ยวกับรายวิชาที่ตนเองเรียนได้ดี มีความถนัด และมีการ
แสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องให้เต็มตามศักยภาพ จะช่วยให้ผู้เรียนเป็นข้อมูลในการ
ตดั สินใจเลือกแนวทางศึกษาตอ่ และประกอบอาชพี ไดเ้ หมาะสมสอดคล้องกับตนเอง
ระยะเวลาท่ีใช้
ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 3 สัปดาห์ๆละ 1 คาบ รวม 3 คาบๆละ
50 นาที โดยดำเนินการทำแบบสอบถามก่อนเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 1 คาบและหลังการเข้าร่วมกิจกรรม
จำนวน 1 คาบ
ตวั แปรท่ศี ึกษา
ตัวแปรตน้
กจิ กรรมแนะแนวเพ่ือพฒั นาการรจู้ กั และเขา้ ใจตนเองของนักเรียนมธั ยมศึกษาปีท่ี 3
ตัวแปรตาม
การร้จู ักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3
ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ ับ
- การรจู้ ักและเขา้ ใจตนเองของนักเรียน
- การใช้กิจกรรมแนะแนวสามารถ สง่ ผลให้นักเรียนเกิดการเปลย่ี นแปลงทศั นคติ พฤติกรรม ทีม่ ีตอ่ การ
ร้จู ักและเข้าใจตนเองได้
3
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กย่ี วข้อง
การใช้แบบสอบถามและกิจกรรมแนะแนวเพ่อื พัฒนาการรจู้ กั และเขา้ ใจตนเองของนักเรียนมธั ยมศึกษา
ปีท่ี 3 ในการวจิ ัยครงั้ น้ี ผวู้ ิจยั ได้ศึกษาค้นควา้ เอกสารและงานวจิ ัยทเี่ กยี่ วข้องและได้ศึกษาคน้ คว้า ตามหวั ข้อ
ต่อไปนี้
1.เอกสารท่เี ก่ียวกบั การใช้แบบสอบถามและกิจกรรมแนะแนว
1.เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมแนะแนว ความหมายของกิจกรรมแนะแนว กระทรวงศึกษาธิการ
(2559: 1) กล่าวว่า กิจกรรมแนะแนว หมายถึง กิจกรรมที่ส่งเสริม และพัฒนาความสามารถของผู้เรียนให้
เหมาะสมตามความแตกต่างระหว่างบุคคล สามารถค้นพบ และพัฒนาศักยภาพของตนเองเสริมสร้างทักษะชีวิต
วุฒิภาวะทางอารมณ์ การเรียนรู้ในทางพหุ ปัญญา และการสร้างสัมพันธภาพที่ดี ซึ่งผู้สอนทุกคนต้องทำหน้าท่ี
แนะแนวให้คำปรึกษาด้านชีวิต การศึกษาต่อและการพัฒนาตนเองสู่โลกอาชีพและการมีงานทำ คอทแมน อา
ชบาย และเดอร์กราฟ (สมร ทองดี และปราณี รามสูตร.2559:11;
2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเข้าใจตนเอง (Self-Understanding) ความหมายของการเข้าใจตนเอง
พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยตุ โต. 2560: 2) ไดก้ ลา่ วถงึ อตั ตัญญตุ า ซ่ึงเปน็ คณุ สมบัตขิ อ้ ที่ 3 ของการเปน็ คนสมบูรณ์
แบบ ในสัปปรุ สิ ธรรม 7 ว่า อตั ตัญญุตา คือ รจู้ กั ตน หมายถึง การรตู้ าม ความเป็นจริงว่า ตัวเรานั้น
ว่าโดยฐานะ ภาวะเพศ กําลังความรู้ ความถนัด ความสามารถ และ คุณธรรม เป็นต้น บัดนี้ เท่าไร อย่างไร แล้ว
ประพฤติให้เหมาะสม และรู้จักแก้ไขปรับปรุง ส่งเสริม ทำการต่าง ๆ ให้สอดคล้องถูกจุด ตรงทางที่จะให้เจริญ
งอกงามบังเกดิ ผลดี
3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ ความหมายของกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ ช่อลัดดา
ขวัญเมือง (2560: 221-222) กล่าวว่า เป็นกระบวนการจัดกิจกรรมให้บุคคลได้ ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกัน มี
การศึกษาพฤติกรรมของตนเอง ของผู้อื่นและของกลุ่ม จากการทำงาน ร่วมกันจนเกิดการเรียนรู้ทีเ่ ป็นประโยชน์
ตอ่ การสรา้ งสมั พันธภาพ และประสิทธภิ าพในการทำงาน รว่ มกัน เพื่อจะได้นําไปใช้ในการพฒั นาตนเอง พัฒนา
กลมุ่ ต่อไป
4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกรณีตัวอย่าง ความหมายของกรณีตัวอย่าง วัฒนาพร ระงับทุกข์
(2560: 33) กล่าวว่า กรณีตัวอย่างเป็นวิธีการสอน ซึ่งใช้กรณีหรือ เรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงมาดดั แปลง และใช้
เป็นตัวอย่างในการเรียน ให้ศึกษาวิเคราะห์และอภิปราย เพื่อสร้างความเข้าใจ และฝึกฝนหาทางแก้ปั ญหาน้ัน
วิธีการนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้รูจ้ ักคิดและ พิจารณาข้อมูลที่ตนได้รับอย่างถีถ่ ้วน การอภิปรายจะช่วยให้ผู้เรยี นได้มี
โอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลซ่ึง กันและกันรวมทง้ั การนําเอากรณีตา่ ง ๆ ทค่ี ลา้ ยคลงึ กบั ชวี ิตจริง ซึ่งมีส่วนช่วยให้การ
เรียนการสอนมี ความหมายสำหรับผู้เรียนมากยิ่งขึ้น จากความหมายของกรณีตัวอย่างดังกล่าว พอจะสรุปได้
ว่า กรณีตัวอย่าง หมายถึง วิธีการ สอน ซึ่งใช้สื่อ อันได้แก่ กรณี เรื่องราว ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริง นํา มา
ดัดแปลงให้สอดคล้องกับ เรื่องที่ต้องสอน แล้วเสนอเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาวิเคราะห์
และอภิปรายกัน เพื่อสร้างความเข้าใจ และฝึกฝนหาทางแก้ไขปัญหานั้นอันจะทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะใน
เร่ืองการั คดิ วเิ คราะห์ ใหเ้ หตุผล และตัดสนิ ใจ
4
2. งานวจิ ัยที่เกีย่ วข้อง
รัศมี โพนเมืองหล้า (2559: 84) ได้ศึกษาการเห็นคุณค่าในตนเองของเด็กปัญญาเลิศที่มีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนตํ่ากว่าความสามารถที่แท้จริงจากการจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ ผลสรุปได้ว่า นักเรียนที่ได้คะแนน
การเห็นคุณค่าในตนเองก่อนและหลังการทดลองแตกต่างกัน โดยก่อนการจัด กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์นักเรียนมี
คะแนนการเหน็ คุณค่าในตนเองอยู่ระหว่าง17–37 คะแนน คะแนน เฉลี่ยของกล่มุ เท่ากับ 28.6 และหลังจากการ
ได้รับการจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์นักเรียนมีคะแนนการ เห็นคุณค่าในตนเองระหว่าง 29 – 40 คะแนน คะแนน
เฉลยี่ นของกล่มุ เทา่ กับ 34.2 มผี ลต่างของ คะแนนกอ่ นและหลังการได้รบั กจิ กรรมกลุ่มอยู่ระหว่าง 1 – 12 และมี
ค่าเฉล่ียของผลต่างของคะแนน เทา่ กบั 5.6 และผลการเปรียบเทียบการเห็นคุณค่าในตนเองของเด็กปัญญาเลิศท่ี
มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนตํ่ากว่าความสามารถที่แท้จริงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ .01 หลังการเข้าร่วม
กิจกรรมกลุ่มสัมพนั ธ์
ธนินทร จํานงผล (2559: 55) ได้ทำการศึกษา การใช้กรณีตัวอย่างท่ีมีต่อการให้ เหตุผลเชิงจริยธรรม
ด้านความเมตตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดภาษี เขต วัฒนา กรุงเทพมหานคร พบว่า
ภายหลังการทดลอง นักเรียนมีเหตุผลเชิงจริยธรรมด้านความ เมตตากรุณาเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .01 รติกร ธัญญะอุดม (2560: 51) ไดศ้ ึกษาผลของการใช้เกมการศึกษามิติสัมพันธ์ทม่ี ี ต่อการคิดเชิง
เหตุผล ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนสุเหร่าดอนสะแก เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร พบว่า
นักเรียนมกี ารคิดเชงิ เหตผุ ลไดม้ ากขึน้ หลงั จากไดร้ ับการใชเ้ กมการศึกษา มติ ิสมั พันธ์ อยา่ งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติท่ี
ระดบั
ชนิดา สุวรรณศรี(2559: 80)ได้ศึกษาโปรแกรมในการ เพิ่มความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองโดยการฝึก
ทักษะทางสังคมเพื่อลดความวิตกกังวลในเด็กทุพพล ภาพ จำนวน 13 คน มีการให้ความรู้และทักษะแก่
ผู้ปกครอง ในการช่วยให้เด็กพัฒนาการความรู้สึก เห็นคุณค่าในตนเอง ใช้เวลาในการฝึก 8 เดือน การฝึก
ประกอบด้วย การฝึกทักษะทางสังคม การลด ความวิตกกังวลและโปรแกรมการส่งเสรมิ ความรูส้ ึกเห็นคุณค่าใน
ตนเอง ผลการวิจัยแสดงว่าเด็ก ทุพพลภาพมีความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองสูงขึ้น มีความวิตกกังวลลดลงและมี
การพฒั นาทางสังคม สงู ขนึ้ .
จากเอกสารและผลงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง สรปุ ได้วา่ การใชก้ ิจกรรมแนะแนวสามารถ ส่งผลใหน้ ักเรียน
เกิดการเปลยี่ นแปลงทศั นคติ พฤติกรรม ท่ีมตี ่อการรจู้ ักและเข้าใจตนเองได้ ดงั น้ัน ผวู้ จิ ยั จงึ มีจึงมีความประสงค์
ทีจ่ ะศึกษาผลการการใชก้ ิจกรรมแนะแนวเพอ่ื พฒั นาการรู้จักและเข้าใจ ตนเองของนักเรยี นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3
โดยนาํ แนวคดิ ดงั กล่าวมาประยุกต์ใช้ในการสร้างเครื่องมือ กจิ กรรมแนะแนวและแบบสอบถามเพื่อพฒั นาการ
รู้จกั และเข้าใจตนเองของนักเรยี นข้นึ
5
บทท่ี 3
วธิ ดี ำเนนิ การวิจัย
ในการศกึ ษาคร้ังนี้ เปน็ การศึกษาผลของกิจกรรมแนะแนวเพ่อื พฒั นาการรู้จักและเข้าใจ ตนเองของ
นกั เรียนมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ซ่ึงมขี ั้นตอนและรายละเอยี ด ดงั น้ี
1. ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง
ประชากร
ประชากรทีใ่ ช้ในการวจิ ยั ครัง้ นี้ ได้แก่นักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกำแพงวิทยา อำเภอละงู
จงั หวดั สตูล ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน รวม 147 คน
กลุ่มตวั อย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3ที่มีคะแนนแบบสอบถามการรู้จกั
และ เข้าใจตนเอง ตั้งแต่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 25 ลงมาและเป็นผู้สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวเพื่อ พัฒนาการ
รู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน เป็นนักเรียนชาย 5 คน และนักเรียนหญิง
15 คน
2. เครอื่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
1.แบบสอบถามการร้จู ักและเข้าใจตนเอง
2.กิจกรรมแนะแนวเพ่ือพฒั นาการรจู้ กั และเข้าใจตนเองของนกั เรยี นมัธยมศึกษาปีที่ 3
3.แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่1 เรอ่ื งเพ่ิมพนู ความรสู้ คู่ วามถนัด
3. ขัน้ ตอนการสร้างเคร่ืองมอื
1.แบบสอบถามการรู้จักและเข้าใจตนเอง มีลำดับขั้นตอนการสรา้ ง ดงั นี้
1.1 ผวู้ จิ ยั ศึกษารายละเอียดจากทฤษฎี เอกสาร และงานวจิ ัยที่เกย่ี วขอ้ งกบั การ รู้จกั และเขา้ ใจตนเอง
เพือ่ ใชเ้ ป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถามให้ครอบคลมุ นิยามศพั ท์เฉพาะ
1.2 ผูว้ ิจัยสรา้ งแบบสอบถามการเข้าใจตนเอง ให้สอดคล้องและครอบคลุมนยิ าม ศัพท์เฉพาะจำนวน
50 ขอ้
1.3 ผู้วิจัยนําแบบสอบถามการเขา้ ใจตนเองทส่ี ร้างขน้ึ ไปหาความเทีย่ งตรงเชงิ ประจักษ์โดยให้
ครอู ามีน๊ะ ทองดำ ครแู นะแนว โรงเรียนควนโดนวทิ ยาตรวจสอบรายละเอยี ดแลว้ จึงนําไปให้ครูสชุ าฎา ศรีอำ
ภรณ์ ครูแนะแนว โรงเรียนควนกาหลงวิทยาคม “นิคมวัฒนา” ครูวรรณา บูสมาด ครูแนะแนว โรงเรียนละงู
พทิ ยาคมตรวจสอบ ความสอดคล้องระหวา่ งวตั ถปุ ระสงค์ เนือ้ หา นิยามศัพท์เฉพาะแล้วนาํ แบบสอบถามท้ัง 50
ข้อมาปรบั ปรุงแกไ้ ขตาม ข้อเสนอของผทู้ รงคุณวุฒกิ ่อนนําไปใช้
1.4 นําแบบสอบถามการเข้าใจตนเอง ทผี่ า่ นการตรวจสอบความเทยี่ งตรง เชิงประจักษ์ของผู้เชย่ี วชาญ
3 ท่าน ไปทดลองใช้ (Try Out) กบั นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรยี นกำแพงวทิ ยา อำเภอละงู จงั หวัด
สตลู ซ่ึงมีลกั ษณะใกล้เคยี งกับกลุม่ ตัวอยา่ ง จำนวน 100 คน แลว้ นาํ มาตรวจวิเคราะหห์ าค่าอำนาจจําแนก
เปน็ รายขอ้ โดยใช้ เทคนิค 25 เปอร์เซ็นตซ์ ่ึงแบ่งนักเรยี น 25 เปอรเ์ ซ็นต์ ทไ่ี ด้คะแนนสูง และ 25 เปอร์เซ็นต์
ท่ไี ด้ คะแนนตํ่า นําค่าเฉลีย่ รายขอ้ ของทงั้ สองกล่มุ มาทดสอบนัยสาํ คญั ทางสถิติ โดยใชส้ ูตร t–test แลว้
คดั เลอื กขอ้ ทมี่ ีคา่ t ระหว่าง 2.12 – 6.92 ไดจ้ ำนวน 47 ข้อ มาใช้ในการทดลอง
6
1.5 นาํ แบบสอบถามการเข้าใจตนเองท่ีคดั เลอื กไว้ มาหาค่าความ เชอ่ื ม่ัน โดยใช้สัมประสทิ ธแิ อลฟา
ของครอนบรัค ได้คา่ ความเช่ือมน่ั ท้ังฉบบั เท่ากับ .868
1.6 นาํ แบบสอบถามการเข้าใจตนเองที่ไดห้ าค่าอำนาจจําแนกและคา่ ความเชื่อมั่นแล้วนําไปใช้ในการ
วิจัยต่อไป
2. กิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียน มัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นกิจกรรมที่ผู้วิจัย
สร้างขึ้นมาใช้ในการเสริมสร้างและพัฒนาการรู้จักและเข้าใจ ตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยให้
นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกภายในกลุ่ม มีการ ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยใช้กิจกรรมกลุ่ม มีเทคนิคคือ
กจิ กรรมกลุม่ บทบาทสมมติ กรณตี ัวอย่าง และเกม โดยมลี ำดับขนั้ ในการสร้าง ดงั น้ี
2.1 ศึกษาบทความ เอกสาร และงานวิจัยท่ีเก่ยี วข้องกบั พัฒนาการเข้าใจตนเอง กิจกรรมกลมุ่
บทบาทสมมติ กรณตี วั อย่าง และเกม เพอ่ื นํามาเปน็ แนวทางในการสรา้ งชดุ กิจกรรมแนะแนวเพ่ือพัฒนาการ
รู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรยี นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3
2.2 สรา้ งกิจกรรมแนะแนวเพื่อพฒั นาการรูจ้ ักและเขา้ ใจตนเองของนักเรยี น มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 โดย
กำหนดจุดมุ่งหมาย เนือ้ หา ระยะเวลาที่ใช้ สถานท่ี กจิ กรรม ใหส้ อดคล้อง กบั นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
2.3 นาํ กจิ กรรมแนะแนวเพือ่ พฒั นาการรจู้ ักและเขา้ ใจตนเองของนักเรียนมัธยม ศึกษาปีที่ 3 ทส่ี ร้างขนึ้
ไปให้ครทู ่ีปรกึ ษา 3 ท่าน ได้แก่ ครอู ามนี ๊ะ ทองดำ ครูสุชาฎา ศรีอำภรณ์ ครูวรรณา บสู มาด พจิ ารณา
ตรวจสอบ ความสอดคล้องระหวา่ งวัตถปุ ระสงค์ เนอ้ื หา นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ กจิ กรรม วิธดี ำเนนิ การ และการ
ประเมินผล จากน้ันผ้วู จิ ยั นาํ โปรแกรมไปปรับปรงุ แก้ไขตามข้อเสนอแนะต่อไป
2.4 ผู้วจิ ัยนํากจิ กรรมแนะแนวเพือ่ พัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียน มัธยมศึกษาปที ี่ 3 ไป
ดำเนนิ การทดลองในแผนการจัดการเรยี นรู้ที1่ เร่ืองเพิ่มพนู ความรู้สคู่ วามถนดั โดยจัดกจิ กรรม 3 คร้งั ครง้ั ละ 50
นาที ระหว่างวันท่ี 9 พฤศจิกายน 2564 – 23 พฤศจิกายน 2564
4. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ผ้วู จิ ยั ดำเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มูล ดังน้ี
1. ใหน้ กั เรียนระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ตอบแบบสอบถามการรู้จกั และเข้าใจตนเอง และเข้ารว่ มกจิ กรรมแนะ
แนวเพอ่ื พัฒนาการรจู้ กั และเขา้ ใจตนเองของนกั เรียนมัธยมศึกษาปีท่ี 3
การวิจัยครัง้ นี้เป็นการวจิ ัยเชิงทดลอง โดยดำเนนิ การทดลองแบบ One Group Pretest Posttest Design
ตาราง 1 แสดงแบบแผนการวิจยั แบบ One - Group Pretest - Posttest Design
สอบก่อนการทดลอง ทดลอง สอบหลงั การทดลอง
T1 X T2
ความหมายของสัญลกั ษณ์
T1 แทน การทดสอบกอ่ นการทดลอง เปน็ Pretest
T2 แทน การทดสอบหลงั การทดลอง เป็น Posttest
X แทน การเข้ารว่ มทำกิจกรรมในชดุ กิจกรรมแนะแนวเพ่ือพัฒนาการร้จู กั และเข้าใจตนเองของ
นักเรยี นมัธยมศึกษาปีที่ 3
7
5. การวิเคราะห์ข้อมูล
การวเิ คราะห์ขอ้ มูลมดี งั นี้
1.ศึกษาการรจู้ กั และเขา้ ใจตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3
2.เปรียบเทียบคะแนนการรูจ้ ักและเขา้ ใจตนเองของนักเรยี นก่อนและหลังได้รว่ ม กิจกรรมแนะแนวเพอื่
พฒั นาการรจู้ ักและเข้าใจตนเองของนักเรยี นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ในการวิเคราะหข์ ้อมลู และการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าครังน้ี ผวู้ ิจยั ไดก้ ำหนด
สัญลกั ษณ์ท่ีใช้แทนความหมาย ดงั นี้
N แทน จำนวนนกั เรียนทเ่ี ป็นประชากร
n แทน จำนวนนกั เรยี นในกลุม่ ตวั อยา่ งที่เข้าร่วมโปรแกรม
( X ) แทน ค่าเฉลย่ี
S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
t แทน ค่าสถติ ทิ ใ่ี ช้พจิ ารณาใน t – test for Dependent Samples
∑ แทน ผลรวมของผลต่างของคะแนนแบบสอบถามก่อนและหลงั การทดลอง
∑ 2แทน ผลรวมของผลตา่ งกาํ ลงั สองของคะแนนแบบสอบถามก่อนและหลังการทดลอง
P แทน ระดับนยั สาํ คัญทางสถติ ิ
** แทน ระดบั นยั สาํ คัญทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .01
การนาํ เสนอผลการศกึ ษาค้นคว้า
สถิตทีใ่ ช้ในการวเคราะห์ข้อมูล
1. สถิตพน้ื ฐาน ได้แก่
1.1 คา่ เฉล่ยี ( X )
1.2 ค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)
2. สถิตสําหรบั วิเคราะห์คณุ ภาพของเครื่องมือ
2.1 การหาค่าอำนาจจาํ แนกเปน็ รายขอ้ ของแบบสอบถามการรูจ้ ักและเขา้ ใจตนเอง ของ
นักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 โดยใช้ T-test เทคนิค 25 เปอรเ์ ซน็ ต์ของกลมุ่ สงู และกลุ่มต่าํ
2.2 การหาค่าความเช่ือมั่นของแบบสอบถามการรูจ้ ักและเขา้ ใจตนเองของนักเรยี นช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 โดยใชส้ ตู รสมั ประสทิ ธิแอลฟา ของครอนบคั (Cronbach) (พวงรตั น์ ทวีรัตน์)
3. สถิตสำหรับทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบการรู้จกั และเขา้ ใจตนเองของนกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่
3 กอ่ นและหลงั การ เข้ารว่ มกิจกรรมแนะแนวเพ่ือพัฒนาการรจู้ กั และเข้าใจตนเองของนักเรียนมธั ยมศึกษาปที ่ี 3
โดยใช้ T-test Dependent
8
บทที่ 4
ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
การวิจัยครั้งนีม้ ีวตั ถุประสงค์ของการวจิ ัยเพื่อศึกษาการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียน เปรียบเทียบ
การรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนก่อนและหลัง การเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาการรู้จักและเข้าใจ
ตนเองของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ซ่งึ ผู้วิจัยนำเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดังต่อไปน้ี
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ผลการศึกษาคน้ ควา้ 1.ผลการศึกษาการรจู้ กั และเข้าใจตนเองของนักเรียนมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ดงั
แสดงผล การวเิ คราะหใ์ นตาราง
ตาราง 2 คา่ เฉล่ยี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับของการรูจ้ ักและเข้าใจตนเองของนกั เรียน
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 (N = 147 คน)
การรจู้ ักและเขา้ ใจตนเองของนักเรียน มธั ยมศึกษาปีที่ 3 x S.D ระดบั
1.ด้านความตอ้ งการและความรสู้ ึกของตนเอง 3.41 0.71 ปานกลาง
2.ดา้ นการแสวงหาแบบอยา่ งท่ีดีและเหมาะสมกบั ตนเอง 3.37 0.61 ปานกลาง
3.ด้านความสนใจ ความถนัดด้านทีเ่ กี่ยวข้องกับการเรียนและอาชีพ 3.37 0.69 ปานกลาง
4.ดา้ นความรักนับถอื ตนเองและผู้อนื่ 3.31 0.64 ปานกลาง
5.ดา้ นการแกป้ ัญหา 3.49 0.59 ปานกลาง
การรูจ้ กั และเข้าใจตนเองของนักเรียน มัธยมศึกษาปีท่ี 3 3.39 0.52 ปานกลาง
จากตาราง 2 พบว่า การรู้จกั และเขา้ ใจตนเองของนกั เรียนมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ท้ังโดยรวม และรายดา้ น
คอื ด้านความตอ้ งการและความร้สู ึกของตนเอง ดา้ นการแสวงหาแบบอย่างท่ีดีและ เหมาะสมกบั ตนเอง ด้าน
ความสนใจ ความถนดั ด้านท่ีเก่ียวข้องกบั การเรียนและอาชพี ด้านความรกั นบั ถอื ตนเองและผอู้ ื่น และดา้ นการ
แกป้ ัญหา อยู่ในระดับปานกลาง
9
2. ผลการเปรียบเทียบการร้จู ักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 กอ่ นและ หลังการเข้า
ร่วมกิจกรรมแนะแนวเพ่อื พัฒนาการร้จู ักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาปที ี่ 3
ตาราง 3 แสดงคา่ เฉลยี่ คา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐานและระดบั ของการรู้จักและเขา้ ใจตนเองของนักเรียน
มัธยมศึกษาปีที่ 3 กอ่ นและหลงั การเขา้ ร่วมกจิ กรรมแนะแนวเพอ่ื พัฒนาการร้จู ักและเขา้ ใจตนเองของนักเรียน
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 (n = 20 คน)
การรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียน มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 กอ่ นการทดลอง ระดับ หลงั การทดลอง ระดบั
x S.D x S.D
1.ด้านความตอ้ งการและความรูส้ ึกของตนเอง 2.73 0.41 ปานกลาง 3.60 0.36 มาก
2.ด้านการแสวงหาแบบอยา่ งที่ดีและเหมาะสมกบั ตนเอง 2.68 0.39 ปานกลาง 3.54 0.28 มาก
3.ดา้ นความสนใจความถนัดด้านที่เก่ียวข้องกับการเรียนและอาชีพ 2.67 0.47 ปานกลาง 3.55 0.37 มาก
4.ด้านความรักนบั ถือตนเองและผูอ้ น่ื 2.68 0.41 ปานกลาง 3.62 0.33 มาก
5.ด้านการแกป้ ัญหา 2.90 0.49 ปานกลาง 3.64 0.44 มาก
การรูจ้ กั และเขา้ ใจตนเองของ นักเรียนมธั ยมศึกษาปีที่ 3 2.73 0.18 ปานกลาง 3.59 0.19 มาก
จากตาราง 3 พบวา่ กอ่ นการเข้ารว่ มกิจกรรมการรู้จักและเขา้ ใจตนเองของนักเรียน มธั ยมศึกษาปีท่ี 3
ระดับการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ท้ังโดยรวมและ รายด้านอยู่ในระดับปานกลาง
ส่วนหลังการเข้าร่วมกิจกรรมการรู้จกั และเข้าใจตนเองของนักเรียน มัธยมศึกษาปีที่ 3 ระดับการรู้จักและเข้าใจ
ตนเองของนักเรียนมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ทังโดยรวมและ รายดา้ นของนักเรียนมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 อยใู่ นระดบั มาก
10
ตาราง 4 เปรียบเทียบการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ก่อนและหลังการ
เข้ารว่ มกจิ กรรมแนะแนวเพ่ือพัฒนาการร้จู ักและเข้าใจตนเองของนกั เรยี นมธั ยมศึกษา ปีที่ 3 (n = 20 คน)
. t
การรู้จักและเขา้ ใจตนเองของ นักเรยี นมัธยมศึกษาปที ่ี 3 กลุ่มทดลอง x S.D D .D
1.ด้านความต้องการและความร้สู ึกของตนเอง กอ่ นทดลอง 2.73 0.41
17.46 16.33 16.32**
หลงั ทดลอง 3.60 0.36
2.ด้านการแสวงหาแบบอย่างทดี่ ีและเหมาะสมกับตนเอง กอ่ นทดลอง 2.68 0.39
17.26 15.57 20.55**
หลงั ทดลอง 3.54 0.28
3.ด้านความสนใจ ความถนัดด้านทเี่ กยี่ วข้องกับ ก่อนทดลอง 2.64 0.47
การเรยี นและอาชพี กอ่ นทดลอง 17.58 16.90 14.24**
หลงั ทดลอง 3.55 0.37
4.ดา้ นความรกั นับถอื ตนเองและผอู้ ื่น ก่อนทดลอง 2.68 0.41
18.76 19.10 14.90**
หลังทดลอง 3.62 0.33
5.ดา้ นการแกป้ ัญหา กอ่ นทดลอง 2.90 0.49
14.79 12.15 13.09**
หลงั ทดลอง 3.64 0.44
การรู้จักและเขา้ ใจตนเองของ นกั เรยี นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ก่อนทดลอง 2.73 0.18
17.17 14.96 35.98**
หลังทดลอง 3.59 0.19
จากตาราง 4 พบว่า การรจู้ ักและเข้าใจตนเองของนักเรยี นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 หลังการเขา้ ร่วมการ
รูจ้ ักและเข้าใจตนเองของนักเรยี นมัธยมศึกษาปที ่ี 3 ทง้ั โดยรวมและรายดา้ นเพมิ่ สูงข้ึนอย่าง มีนัยสาํ คัญทางสถิติ
ทรี่ ะดบั .01
11
บทที่ 5
สรปุ ผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ
งานวิจัยเรื่อง ผลกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3
ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษา ปีที่ 3 และเปรียบเทียบการ
รู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาการ
ร้จู ักและเขา้ ใจตนเองของนกั เรยี นมัธยมศึกษาปีที่ 3
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกำแพงวิทยา อำเภอละงู
จังหวดั สตลู ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 จำนวน 4 ห้อง ไดแ้ ก่นกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 36
คน นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 จำนวน 38 คน นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 3/3 จำนวน 35 คน นกั เรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 3/4 จำนวน 38 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 147 คน โดยสุ่มแบบเจาะจงใช้รูปแบบการวิจัย One -
Group Pretest - Posttest Design เครื่องมือทใ่ี ช้ในการวจิ ยั แบบสอบถามการรู้จักและเข้าใจตนเอง กิจกรรม
แนะแนวเพื่อพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเองและแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง เพิ่มพูนความรู้สู่ความถนัดของ
นักเรียนมธั ยมศึกษาปีที่ 3
วธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ผูว้ ิจยั ดำเนนิ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล โดยใหน้ กั เรยี นระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่
3 ตอบแบบสอบถามการรูจ้ ักและเข้าใจตนเอง และเข้ารว่ มกิจกรรมแนะแนวเพอื่ พัฒนาการรู้จักและเขา้ ใจ
ตนเองของนักเรยี นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3
การวิเคราะหข์ ้อมูล ศกึ ษาการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรยี นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 เปรียบเทียบคะแนน
การรู้จักและเขา้ ใจตนเองของนักเรยี นก่อนและหลงั ไดร้ ว่ มกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง
ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีท่ี 3
สรปุ ผลการวิจัย
การรู้จกั และเข้าใจตนเองของนักเรยี นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ทั้งโดยรวมและรายดา้ นคือ ด้านความต้องการ
และความรู้สึกของตนเอง ด้านการแสวงหาแบบอย่างที่ดีและเหมาะสมกับตนเอง ด้านความสนใจ ความถนัด
ด้านที่เกย่ี วข้องกับการเรยี นและอาชีพ ด้านความรักนับถือตนเองและผู้อื่น และด้านการแก้ปัญหา พบว่าอยู่ใน
ระดับปานกลาง การรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรยี นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังการเขา้ ร่วมกิจกรรมแนะแนวเพื่อ
พัฒนาการรจู้ กั และเขา้ ใจตนเองของนักเรยี นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 เพ่มิ สูงข้นึ อย่างมนี ยั สําคญั ทางสถติ ิท่รี ะดับ .01
อภิปรายผล
การศึกษาค้นคว้าคร้งั นี้มีจุดมุ่งหมายเพ่ือศึกษาการรจู้ กั และเข้าใจตนเองของนักเรียน มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3
และเปรยี บเทียบการรจู้ ักและเข้าใจตนเองของนักเรยี นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ก่อนและ หลังการเข้าร่วมกจิ กรรมแนะ
แนวเพ่อื พัฒนาการรู้จกั และเข้าใจตนเองของนกั เรยี นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ผลการศึกษาค้นควา้ ปรากฏ ดังน้ี
1. การรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อ
พิจารณาการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นรายด้านคือ ด้าน ความต้องการและ
ความรู้สึกของตนเอง คือสามารถบอกถึงความต้องการ ความรู้สึกของตนเองและ บอกถึงความรู้สึกต่อสิ่งท่ีเกิด
ข้ึนกับตนเอง ด้านการแสวงหาแบบอย่างที่ดีและเหมาะสมกับตนเอง คือสามารถระบุแบบอย่างที่ดีที่ตนเองช่ืน
ชมและยดึ ถือ เปรยี บเทียบได้ว่าสิ่งใดเปน็ แบบอยา่ งท่ีดีที่มี ความเหมาะสมกับตนเอง ด้านความสนใจ ความถนัด
12
ด้านท่เี กย่ี วขอ้ งกับการเรยี นและอาชีพ คือมี ความตังใจในดา้ นการเรียน รู้ว่าตนเองมีแนวโนม้ ทจ่ี ะสามารถเรียน
ในวิชาใดได้ดี รู้ว่าอาชพี ใด เหมาะสมกบั ความต้องการและความสามารถของตน ดา้ นความรกั นับถือตนเองและ
ผู้อื่น คือ สามารถบอกถึงความภาคภูมิใจ ชื่นชมและเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น และด้านการแก้ปั ญหาคือ
สามารถบอกได้ว่าสิ่งใดคือปัญหาโดยระบุปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ ตลอดจนมีแนวทางในการแก้ไขปัญหา
พบว่าทกุ ดา้ นอยใู่ นระดับปานกลาง จากผลการวจิ ยั แสดงให้เห็นว่านกั เรียนยงั ไมม่ ี การรูจ้ กั และเข้าใจตนเองมาก
เท่าที่ควร ทั้งนี้เป็นเพราะการรู้จักและเข้าใจตนเองของบุคคลนั้นมี ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรู้จักและเข้าใจ
ตนเองน้ันจะประกอบด้วย พันธกุ รรม คอื ลกั ษณะทางกายภาพและลักษณะทางสติปัญญา และสง่ิ แวดล้อม เด็ก
ในในวัยนี้เริ่มที่จะเห็นความสำคัญของ เพื่อน มีความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมากขึ้น มีการทำงานร่วมกัน
ชว่ ยเหลอื ซ่งึ กนั และกนั ต้องการ เปน็ ที่ยอมรับของเพอื่ น เร่ิมสนใจเพื่อนและการสร้างมิตรภาพ มีความเขา้ ใจดี
ว่าเพ่อื นมคี วามรสู้ ึก ต่อตนเองอย่างไร สอดคล้องกับคํากล่าวของ สพุ ัตรา สุภาพ (2559: 71) ที่กลา่ วว่า วัยรุ่น
พยายาม ที่จะยอมรับและคล้อยตามความคิดเห็น การกระทำทุกอย่างของเพื่อนผู้เป็นทรี่ ักใคร่และนิยมยก ย่อง
ของกลุ่ม ทง้ั ๆที่บางคร้ังอาจรสู้ ึกไม่เตม็ ใจกต็ าม
การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ประเมินผลการเข้าร่วมกิจกรรม โดยสังเกตจากความร่วมมือใน การปฏิบัติ
กิจกรรม ซึ่งนักเรียนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีความกระตือรือร้นและสนใจในการเข้า ร่วมกิจกรรม ทั้งนี้
เป็นเพราะว่าผู้วิจัยจัดกิจกรรมในลักษณะ กลุ่มสัมพันธ์ บทบาทสมมติ กรณี ตัวอย่าง และเกม ซึ่งเปิดโอกาส
ให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรม ได้แลกเปลี่ยนความ คิดเห็นซึ่งกันและกันอย่างอิสระ นักเรียน
เกดิ ความสนกุ สนานจากกจิ กรรม สามารถทจี่ ะนาํ ไป ประยุกต์ใชใ้ นชีวติ ประจำวันได้ นอกจากนผี้ ู้วิจยั ไดใ้ ห้ความ
เป็นกันเองกับนักเรียน ทำให้นักเรียนมี ความไว้วางใจและอบอุ่นในการเข้าร่วมกิจกรรม นักเรียนจึงมีความพงึ
พอใจและมาเข้าร่วมกิจกรรม อย่างสม่ำเสมอ เกิดความเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกัน เกิดความซาบซึ้ง เกิด
การเรยี นรเู้ ก่ยี วกับ การร้จู กั และเข้าใจตนเองซ่งึ มผี ลทำใหก้ ารรู้จักและเขา้ ใจตนเองเพิ่มสงู ข้นึ
สอดคล้องกับผลการศึกษาของสุวิภา ภาคย์อัต (2560 : 36 – 39) ได้ศึกษาวิจัยโดยมี จุดมุ่งหมายเพื่อ
พัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองด้วยกิจกรรมกลุ่มของนิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒ กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิต
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2559 ชั้น ปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์ที่อาสาสมัคร
เข้าร่วมกับการฝึกอบรมทำการสุ่มนิสิตมาจำนวน 40 คน แบ่งเป็นนิสิตชาย 20 คน และ นิสิตหญิง 20 คน เพื่อ
เข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 10 คน โดยให้กลุ่มทดลองได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาการตระหนักรู้ใน
ตนเองจำนวน 9 ครั้ง ส่วนกลุ่มควบคุม ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเอง ผลการวิจัย
พบว่า
1. นิสิตทีไ่ ด้รบั การพัฒนาตระหนักรู้ในตนเองดว้ ยกิจกรรมกลุ่มในกลุ่มทดลองมีการ ตระหนักรู้ในตนเอง
สูงกวา่ นิสติ ทไ่ี ม่ไดร้ ับการพัฒนาเม่ือส้ินสุดการอบรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถติ ิ ท่ี .05
2. นิสิตหญงิ ท่ไี ด้รบั การพฒั นาพัฒนาตระหนักรู้ในตนเองดว้ ยกิจกรรมกลุ่มมีการ ตระหนักรู้ในตนเองสูง
กว่านิสิตชายที่ได้รับการพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองด้วยกิจกรรมกลุ่มเมื่อ สิ้นสุดการพัฒนาอย่างมีนัยสําคัญ
ทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05
ดังนั้น จากการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้จึงสรุปได้ว่า กิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาการรู้จักและเข้าใจ
ตนเองของนักเรียนมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 มผี ลทำใหน้ กั เรียนมีการรจู้ ักและเขา้ ใจตนเองเพ่ิม สูงข้นึ
13
ข้อเสนอแนะ
1.ขอ้ เสนอแนะท่วั ไป
1.1 ผทู้ จี่ ะนาํ กิจกรรมแนะแนวเพ่อื พฒั นาการรจู้ ักและเขา้ ใจตนเองของนักเรียน มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ไปใช้
นั้นควรทำการศึกษาถึงเทคนิค วิธีการต่าง ๆ ให้เข้าใจอย่างถูกต้องและ ชัดเจนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่
ผเู้ รียน
1.2 กจิ กรรมแนะแนวเพ่ือพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียน สามารถนาํ ไปใช้ประกอบการจัด
กิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี นได้ โดยควรปรบั ใช้ให้เข้ากับบรบิ ทของสภาพโรงเรียนและชว่ ง วัยของนกั เรยี น
1.3 ภายหลงั การเขา้ รว่ มกจิ กรรมแนะแนวพัฒนาการรู้จักและเขา้ ใจตนเองของนกั เรียน มัธยมศึกษาปีที่
3 นักเรยี นมีการรจู้ ักและเข้าใจตนเองโดยรวมอยู่ในระดับสูง จึงควรมกี ารติดตาม ผลเปน็ ระยะเพ่ือดูว่านักเรียน
มีการรู้จักและเข้าใจตนเองเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เพียงใด และหากมี การเปลี่ยนแปลงโดยมีแนวโน้มที่ลดลงก็
ควรมกี ารจัดกิจกรรมเพอ่ื เปน็ การปรับปรงุ และฟื้นฟู ตอ่ ไป
14
บรรณานุกรม
กณุ ฑลี จรยิ าปยุกต์เลศิ และคณะ. (2560). รายงานผลการวจิ ยั การใชก้ จิ กรรมกลุ่มสัมพันธ์ เพือ่ พัฒนา
มโนภาพแห่งตน ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนตน้ . ชลบรุ :ี คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลยั บรู พา.
ธัญลกั ษณ์ ลีชวนคา้ . (2559). การคิดวจิ ารณญาณของเด็กปฐมวยั ที่เล่นเกมการศึกษามิติสมั พันธ์.
ปริญญานิพนธ์
กศ.ม.(การศกึ ษาปฐมวยั ). กรงุ เทพฯ: บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ. ถา่ ยเอกสาร
องั คณา เมตลุ า. (2559). ผลการใช้ชดุ กจิ กรรมแนะแนวแบบบรู ณาการทีม่ ีต่อการรจู้ ักและเหน็ คุณค่าใน
ตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนสหราษฎรร์ ังสฤษดิ จงั หวดั นครพนม. วทิ ยานิพนธ์
ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต(การแนะแนว). นนทบรุ ี: มหาวิทยาลัย สุโขทยั ธรรมาธิราช
ทศวร มณีศรขี ํา. (2560). ศาสตรก์ ารสอน องค์ความรูเ้ พื่อการจัดการกระบวนการเรยี นรทู้ มี่ ี ประสิทธภิ าพ.
พมิ พ์คร้งั ท่ี 5. กรงุ เทพฯ: สาํ นกั พมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั
15
ภาคผนวก
16
ภาคผนวก ก
รายช่อื ผเู้ ชยี่ วชาญเปน็ ผตู้ รวจสอบเครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจัย
17
รายช่ือผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครอื่ งมือวจิ ยั
1.ครอู ามนี ๊ะ ทองดำ
ครูชำนาญการพิเศษ
ครผู ้สู อนครูแนะแนว โรงเรียนควนโดนวิทยา อำเภอควนโดน จงั หวดั สตลู
2.ครูสุชาฎา ศรอี ำภรณ์
ครชู ำนาญการ
ครผู ูส้ อนครแู นะแนว โรงเรียนควนกาหลงวทิ ยาคม “นิคมวฒั นา อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล
3.ครูวรรณา บสู มาด
ครูชำนาญการ
ครผู ้สู อนแนะแนว โรงเรยี นละงพู ิทยาคม อำเภอละงู จงั หวัดสตลู
18
ภาคผนวก ข
เคร่อื งมอื ทใ่ี ช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
19
แบบสอบถาม การรจู้ กั และเข้าใจตนเอง
ช่อื – สกุล.............................................................ชน้ั ........... โรงเรียน...........................................
วนั ท.ี่ ......... เดอื น....................................... พ.ศ. ............ -----------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------
คําชีแ้ จง
1.แบบสอบถามฉบบั น้ีมีข้อความที่เป็นคําถามจำนวน 47 ขอ้ จัดทำขึ้นเพื่อสอบถาม ความคิดเห็นของนักเรียน
จงึ ขอความรว่ มมือจากนักเรียนตอบตามความเปน็ จรงิ และตรงกับ ความร้สู กึ ของนักเรียนมากที่สุด
2.ในการตอบใหน้ กั เรยี นเลือกตอบวา่ ข้อความใดเปน็ ความจรงิ สำหรับนกั เรียนมากน้อย
3. แบบสอบถามฉบบั นี้ไมม่ ขี ้อใดถูกหรอื ผดิ ดงั น้นั นักเรียนอย่าวติ กกังวลตอ่ การตอบคําถามและการ ตอบนจ้ี ะ
ไม่มผี ลกระทบเสียหายต่อนกั เรยี นแตอ่ ย่างใดเพียงใด โดยทำเครือ่ งหมาย (√) ใน ข้อความแตล่ ะข้อทน่ี ักเรยี น
เลอื ก ดงั นี้
จรงิ มากทีส่ ดุ หมายถงึ ข้อความนัน้ ตรงกบั ตวั นกั เรียนมากทีส่ ดุ
จริงมาก หมายถึง ขอ้ ความน้ันตรงกับตัวนกั เรยี นมาก
จริงปานกลาง หมายถึง ข้อความนน้ั ตรงกับตวั นักเรยี นปานกลาง
จริงน้อย หมายถงึ ข้อความนนั้ ตรงกับตวั นกั เรียนน้อย
จริงนอ้ ยทสี่ ดุ หมายถึง ขอ้ ความนนั้ ตรงกับตวั นักเรียนน้อยทสี่ ดุ
ข้อ ข้อความ จรงิ จริง จริง จรงิ จรงิ
มาก มาก ปาน นอ้ ย น้อย
ทส่ี ุด กลาง ท่ีสดุ
ด้านความตอ้ งการและความรูส้ กึ ของตนเอง
1. เมอ่ื ฉนั ทำส่งิ ใดแล้วได้รบั การยอมรับฉันจะมี ความสุข
2. ฉนั จะมีความสุขเมื่อฉนั ไดใ้ นส่ิงท่ฉี นั ต้องการ เชน่ ความรัก ความเอาใจ
ใส่จากครอบครัว สิง่ ของที่ อยากได้ เป็นตน้
3. ตอนนฉี้ นั รู้สกึ ว่าฉันมีความสขุ เพราะฉันได้ทุกอยา่ ง ทต่ี ้องการแล้ว
4. ฉันร้สู ึกวา่ ตัวฉันเปน็ คนเก่ง มีความสามารถหลาย อยา่ ง เชน่ เรียนเก่ง
ร้องเพลงเกง่ กีฬาเก่ง เปน็ ต้น
20
ข้อ ข้อความ จริง จริง จรงิ จริง จริง
มาก มาก ปาน นอ้ ย นอ้ ย
ทสี่ ุด กลาง ที่สุด
5. ฉันรู้สกึ ว่าตวั ฉนั ไม่มคี วามสามารถอะไรเลย
6. ฉันสามารถบอกถึงความรสู้ ึกที่มตี ่อตนเองได้ เช่น ภมู ิใจ ดใี จ เสียใจ
ท้อแท้ เปน็ ต้น
7. ฉันรู้สึกว่าฉนั ยังไม่รวู้ ่าตัวฉนั เป็นแบบใด เช่น เก่ง ไมเ่ ก่ง
มคี วามสามารถในเรื่องใด
8. เวลาทีฉ่ ันถูกคดั เลือก หรือให้ทำกจิ กรรมต่าง ๆ ของโรงเรยี นฉนั รู้สกึ ดี
ภาคภมู ใิ จ
9. เวลาท่ฉี นั อยู่กับพ่อ แม่ เพ่ือน ฉันร้สู ึกดเี สมอ
ด้านการแสวงหาแบบอย่างท่ีดแี ละเหมาะสมกบั ตนเอง
10. บดิ ามารดาเปน็ แบบอยา่ งทด่ี สำหรบั ฉัน
11. ฉันเชื่อฟงั คำส่ังสอนของพ่อแม่และครูอาจารย์ เพราะทา่ นเป็น
แบบอย่างทีฉ่ ันชืน่ ชม
12. ฉนั แต่งกายตามระเบยี บของโรงเรยี นตามเพ่ือนที่ แตง่ กายถูกระเบยี บ
13. ฉันสามารถเปรยี บเทยี บแบบอยา่ งพฤติกรรมเพื่อน ในกลมุ่ ว่าใครเปน็
แบบอยา่ งทด่ี แี ละไม่ดี
14. ฉนั ไมส่ ามารถเปรยี บเทยี บแบบอย่างพฤติกรรม เพ่ือนในกลุม่ ว่าใครเป็น
แบบอย่างทีด่ ีและไม่ดี
15. ฉนั เลือกทจ่ี ะเลยี นแบบพฤตกิ รรมทด่ี ขี องเพ่อื น เชน่ มีน้ำใจ ตงั้ ใจเรยี น
แต่งกายถกู ระเบยี บ
16. ฉนั เลอื กท่ีจะแต่งกายชุดนักเรียนตามแบบเพอื่ น เช่นใสเ่ สือ้ ออกนอก
กางเกง ใส่รองเท้าเหยียบสน้ นุ่งกระโปรงสน้ั ซอยผม เป็นต้น
17. ฉันสามารถเลือกแบบอย่างท่ีดีของคนอืน่ มาเปน็ แบบอยา่ งทด่ี ีท่ี
เหมาะสมกันตนเองได้
21
ขอ้ ขอ้ ความ จรงิ จรงิ จรงิ จริง จรงิ
มาก มาก ปาน น้อย น้อย
18. ฉนั ไม่สามารถเลอื กแบบอยา่ งทดี่ ที เี่ หมาะสมกับ ตนเองได้ ทสี่ ุด กลาง ที่สดุ
19. ฉนั มกั จะนาํ แบบอย่างที่ดที ฉี่ ันเหน็ ของผู้อน่ื มาปรับ ให้เหมาะสมกบั
ตนเองเสมอ
ด้านความสนใจความถนัดด้านทเี่ กย่ี วข้องกับการเรียนและอาชีพ
20. ฉนั หาขอ้ มูลท่ีเกยี่ วข้องกับอาชีพทส่ี นใจ จากแหลง่ ความรู้ ต่างๆ เชน่
นติ ยสาร ห้องสมุด อนิ เตอรเ์ นต็ เปน็ ตน้
21. ฉนั อยากท่ีจะเรยี นรหู้ รืออบรมในเรือ่ งของอาชีพท่ี ฉันสนใจ
22. ฉันรู้วา่ ฉนั สามารถทำคะแนนวชิ าใดไดด้ ี และวิชาใด ไม่ได้ดี
23. ฉันไมร่ ้วู ่าฉันสามารถทำคะแนนวิชาใดได้ดี และวิชา ใดไม่ได้ดี
24. ฉันรู้ว่าอาชพี ใดทีเ่ หมาะสมกับความต้องการของฉนั
25. ฉนั ชอบค้นควา้ เพิม่ เติมในวิชาท่ีฉันชอบ
26. ฉันต้ังใจเรียนในวิชาที่ฉนั สนใจ
27. ฉันสามารถทำคะแนนวชิ าทฉี่ ันชอบไดด้ ี
28. ฉันรู้วา่ ฉันมีความถนัดด้านใดและสามารถนําความ ถนัดนน้ั ไปใช้
ประกอบอาชีพท่ฉี ันสนใจได้
29. ฉนั ไม่ร้วู า่ อาชพี ใดท่ีเหมาะสมกบั ตนเอง
ด้านความรักนบั ถือตนเองและผ้อู นื่
30. ฉันมีความภาคภูมิใจท่ไี ดช้ ว่ ยเหลอื เพื่อน ๆ
31. ฉนั ชอบช่วยเหลอื โดยการให้ความรู้และการแนะนาํ กบั เพือ่ น
32. ฉนั ภาคภูมใิ จเม่ือได้ทำความดี
33. ฉันรสู้ กึ ชน่ื ชมเพื่อนเม่ือเพ่ือนกลา่ วรายงานหนา้ หอ้ งได้ดี
34. ฉันภาคภูมิใจในผลการเรียนของตนเอง
22
ขอ้ ข้อความ จรงิ จรงิ จริง จริง จรงิ
มาก มาก ปาน นอ้ ย น้อย
ทส่ี ุด กลาง ที่สดุ
35. ฉันเคยพูดแสดงความยนิ ดีกบั เพื่อนเม่อื เพื่อน ประสบความสำเร็จ เช่น
สอบได้คะแนนดี เลน่ กีฬา ได้เหรยี ญทอง เป็นตน้
36. ฉนั รูส้ กึ ภูมใิ จเม่ือเวลาที่เพ่ือนมีปญั หาแลว้ มาั ปรกึ ษาหรือขอความ
ช่วยเหลือ
37. ฉนั ไม่คอ่ ยไดพ้ ูดชื่นชมหรอื ให้กําลงั ใจผู้อืน่ เช่น “ยนิ ดีดว้ ยนะ” “เกง่ จงั
เลย”
38. เวลาท่ีเพอ่ื นประสบความสำเรจ็ ฉันช่นื ชมเพื่อน ด้วยความจริงใจ
ด้านการแกป้ ญั หา
39. เวลาที่ฉนั เกดิ ปัญหาฉันรูว้ ่าสิ่งใดทท่ี ำใหเ้ กิดปัญหา
40. เมอื่ เกิดปัญหาขนึ้ ฉันมักไม่รูว้ ่าส่งิ ใดท่ที ำใหเ้ กิดปญั หา
41. ฉนั มักมีแนวทางในการแกไ้ ขปัญหาทีถ่ ูกต้องเสมอ
42. ฉันตัดสินใจแกป้ ัญหาโดยใชเ้ หตุผลเป็นสำคญั
43. เมอ่ื มปี ัญหาเร่อื งการเรยี นฉันจะแกป้ ัญหาโดยการถามครูในวิชาเรียนที่
ไม่เข้าใจ
44. เม่อื ฉันมปี ัญหากับเพ่ือน ฉันมกั ไม่รูว้ ่าสาเหตเุ กดิ จากส่งิ ใด
45. เวลาท่ีฉนั มีปัญหา เพ่ือนจะเป็นคนบอก ฉนั มักถามเพอ่ื นเสมอว่า
ปัญหาของฉันเกิดจากอะไร
46. เมื่อมปี ัญหาฉันมักโทษคนอื่นเสมอ
47. ฉันไม่กลา้ ถามครูในวชิ าทีเ่ รยี นไมเ่ ขา้ ใจ
23
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบสอบถามการรู้จักและเขา้ ใจตนเอง กำหนดไว้ ดงั น้ี
ข้อความท่ีมีความหมายทางบวก ไดแ้ ก่ ข้อ1,2,3,4,6,8,9,10,11,12,13,15,17,19,20,
21,22,24,25,26,27,28,30,31,32,33,34,35,36,38,39,41,42 และ 43 ให้คะแนน ดงั นี้
จริงมากท่ีสดุ ให้ 5 คะแนน
จริงมาก ให้ 4 คะแนน
จริงปานกลาง ให้ 3 คะแนน
จริงนอ้ ย ให้ 2 คะแนน
จรงิ นอ้ ยทสี่ ดุ ให้ 1 คะแนน
ข้อความท่ีมีความหมายทางลบ ไดแ้ ก่ ข้อ 5,7,14,16,18,23,29,37,40,44,45,46 และ 47 ใหค้ ะแนน ดงั น้ี จรงิ
มากที่สดุ ให้ 1 คะแนน
จรงิ มาก ให้ 2 คะแนน
จรงิ ปานกลาง ให้ 3 คะแนน
จริงนอ้ ย ให้ 4 คะแนน
จริงนอ้ ยทส่ี ดุ ให้ 5 คะแนน
เกณฑก์ ารจดั ระดับคะแนนการรูจ้ ักและเข้าใจตนเอง
ค่าเฉลยี่ 4.51-5.00 หมายถงึ ระดบั คะแนนการร้จู กั และเข้าใจตนเองระดับมากท่ีสดุ
ค่าเฉลยี่ 3.51-4.50 หมายถึงระดับคะแนนการรู้จักและเข้าใจตนเองระดับมาก
ค่าเฉลีย่ 2.51-3.50 หมายถงึ ระดบั คะแนนการรจู้ ักและเข้าใจตนเองระดับปานกลาง
คา่ เฉลย่ี 1.51-2.50 หมายถึงระดับคะแนนการร้จู ักและเข้าใจตนเองระดบั น้อย
คา่ เฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึงระดับคะแนนการรู้จกั และเขา้ ใจตนเองระดับน้อยที่สุด
24
กจิ กรรมแนะแนว เพอื่ พัฒนาการรจู้ กั และเข้าใจตนเองของนกั เรียนมธั ยมศึกษาปที ่ี 3
1. การรูจ้ กั และเขา้ ใจตนเองด้านความต้องการและความร้สู ึกของตนเอง
จุดมงุ่ หมาย 1. เพ่ือใหน้ ักเรยี นบอกถงึ ความต้องการของตนเองวา่ สง่ิ ใดที่ทำใหต้ นมีความสขุ
2. เพ่ือใหน้ กั เรียนสามารถบอกถงึ ความรู้สึกต่อตนเอง
3. เพือ่ ให้นักเรยี นสามารถบอกถึงความรสู้ ึกต่อสิง่ ท่ีเกดิ ขน้ึ กับตนเอง เทคนคท่ีใช้ิ กลมุ่ สมั พันธ์
ชอื่ กจิ กรรม ฉนั เป็นเช่นไร ส่ือทใ่ี ช้
ใบงานเรอื่ ง น่ีหรือตัวฉนั
วธิ ีดำเนินการ
ข้นั นํา
1. นกั เรียนหลบั ตาทำสมาธิหายใจเขา้ ท้องพอง หายใจออกท้องยบุ ให้กำหนด รู้อยูต่ ลอดเวลาถงึ ลมหายใจเข้า
และออก พิจารณาตนเอง 1 – 2 นาที วา่ ท่ีผ่านมาสิ่งใดบา้ งที่ทำให้ ตนมีความสุข และนักเรียนมคี วามรู้สึกต่อ
ตนเองอยา่ งไร
2. ผูว้ ิจยั ให้นกั เรียนแต่ละคนบอกว่ามีสิง่ ใดบ้างที่ทำใหต้ นมีความสขุ และบอก ความรู้สึกที่เกิดขนึ้ กับตนเอง และ
ความรสู้ กึ ที่นักเรยี นมตี ่อตนเอง
ข้นั กิจกรรม
1. ผวู้ ิจยั ใหน้ ักเรยี นปฏบิ ัตใิ บงาน “นหี่ รอื ตวั ฉนั ”
2. เม่ือทำใบงานเสรจ็ ผู้วิจัยใหน้ กั เรยี นแบง่ กลุ่มเป็นกลมุ่ ย่อย กลุม่ ละ 5 – 6 คน อภิปรายแลกเปล่ียนคาํ ตอบ
ของตนกบั เพ่ือนวา่ เหมือนกนั หรอื แตกต่างกันเพราะเหตใุ ด และตอบ คาํ ถามได้มากหรือน้อยแค่ไหน เพราะเหตุ
ใด ขั้นวิเคราะห์และอภิปราย ผู้วิจยั ให้นักเรียนในกล่มุ ช่วยกนั อภิปรายให้ได้เปน็ ข้อสรุปของกล่มุ วา่ จาก
กจิ กรรมนน้ี ักเรียนได้ขอ้ คิดและมคี วามรู้สึกอย่างไร แล้วสง่ ตัวแทนกล่มุ นําเสนอหนา้ ชั้นเรยี น
ขั้นสรปุ และนาํ หลกั การไปประยกุ ตใ์ ช้
1. ผ้วู จิ ยั ให้นกั เรยี นชว่ ยกันสรปุ สิ่งท่ีได้จากกจิ กรรม โดยใชค้ ําถาม ดงั น้ี
1.1 นักเรยี นไดข้ ้อคิดอะไรบ้างจากกิจกรรมน้ี
1.2 การทนี่ ักเรยี นได้รู้วา่ สิ่งใดท่ีทำใหต้ นมีความสุข และรับรู้ความรู้สึกที่เกดิ ข้ึนกับตนเอง มปี ระโยชนต์ อ่
นกั เรยี นอยา่ งไรบา้ ง
1.3 นักเรียนจะนําความรู้สกึ และประโยชนท์ ่ไี ดร้ บั จากกจิ กรรมไปประยุกต์ใช้ ในชีวติ ประจำวนั ไดอ้ ยา่ งไร
ข้ันประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากความสนใจและความร่วมมือในการปฏิบตั ิกจิ กรรมฉนั เปน็ เชน่
2.สงั เกตจากการแสดงความคิดเหน็ เกย่ี วกบั ความต้องการและความร้สู ึกของตนเอง และการสรปุ ของนกั เรียน
25
ใบงานเรือ่ ง “น่ีหรือตวั ฉัน”
คาํ ช้แี จง นกั เรียนเติมข้อความใหส้ มบรู ณจ์ นไดภ้ าพความเขา้ ใจเกย่ี วกับตนเอง
1. ฉนั เพ่งิ เรียนรู้ว่าฉัน ..................................................................... ..........………….............................................
2. ฉนั ยอมรับวา่ ฉัน ...................................................................................... ..........…………................................
3. ฉนั รสู้ ึกมคี วามสุขที่ฉนั ................................................................................ ..........………….............................
4. ฉันร้สู ึกมคี วามทุกข์ใจเมือ่ ฉันรู้ว่า.................................................................................... ..........…………...........
5. ฉันรสู้ ึกแปลกใจท่ีพบว่าฉัน .......................................................... ..........…………............................................
6. ฉนั สังเกตพบว่าฉนั ............................................................................................................... ..........…………...
7. ฉันจะต้องทำอะไรบางอย่างเกีย่ วกบั ตวั ฉนั ในด้านทฉ่ี ัน .............................................................…………..........
8. ฉันจำได้ว่าฉนั ……………………………………………………………………………….................................…………..……….
9 ฉันเรียนรใู้ หมว่ ่าฉนั …………………………………………………………………………….......................……..........…………..
10. ฉันไมเ่ คยรู้สึกมากอ่ นเลยวา่ ฉัน ……………………………………………………………………...........................………….
11. ฉนั รู้สึกลาํ บากใจท่ีเชื่อวา่ ฉนั ……………………………………………………………..........................................…………
12. ฉันรสู้ กึ สบายใจทฉ่ี ัน ……………………………………………………………….............................................……………….
13. ฉนั เชื่อมนั่ วา่ ฉนั ……………………………………………………………………………………............................……………….
14. ฉนั คน้ พบตวั เองว่าฉัน …………………………………………………………………………….............................………………
15. ฉันจะดีใจมากถ้าฉัน ………………………………………………………………………………............................……………….
26
2. การรู้จักและเข้าใจตนเองด้านการแสวงหาแบบอยางทด่ี ีและเหมาะสมกับตนเอง
จดุ มงุ่ หมาย
1. เพอื่ ให้นักเรยี นสามารถระบุแบบอย่างท่ีดที ี่ตนเองช่ืนชมและยึดถือ
2. เพอ่ื ให้นักเรียนสามารถเปรียบเทียบไดว้ ่าส่งิ ใดเป็นแบบอยา่ งที่ดี และไมด่ ี
3. เพื่อให้นักเรียนสามารถวิเคราะหแ์ ละเลือกแบบอย่างทดี่ ีท่เี หมาะสมกบั ตนเอง
เทคนิคทใี่ ช้ กลุม่ สัมพันธ์
ช่อื กจิ กรรม เลือกอยา่ งมเี หตุผล
ส่ือที่ใช้ ใบงาน
วธิ ีดำเนินการ
ขั้นนํา
1.นักเรียนแต่ละคนปฏิบัติตามใบงาน “เลือกอยา่ งมีเหตผุ ล”
2. นกั เรียนแต่ละคนรายงานคําตอบหนา้ ช้ันเรยี น
ข้นั กิจกรรม
นักเรียนแบง่ กลุ่มเป็นกลุม่ ย่อย กลุม่ ละ 5 – 6 คน ชว่ ยกันอภปิ รายสรปุ ขอ้ คดิ หรือ ประสบการณท์ ี่ได้
จากกจิ กรรมนี้ ใหไ้ ดเ้ ปน็ ข้อสรุปของกลมุ่ สง่ ตวั แทนนําเสนอหนา้ ชัน้ เรยี น
ขนั้ สรุปและนําหลกั การไปประยกุ ตใ์ ช้
นักเรียนศึกษาแนวสรุปกิจกรรมจากผู้วจิ ัย
ขน้ั ประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากความสนใจและความรว่ มมอื ในการปฏบิ ตั ิกิจกรรมของนักเรยี น
2. สงั เกตจากการแสดงความคดิ เหน็ และการสรปุ ของนักเรียน
27
ใบงานเรอื่ ง “เลือกอยางมีเหตุผล่ ”
คําชแ้ี จง นกั เรียนใช้เวลา 7 นาที เลือก 1 ส่งิ จาก 2 ส่ิง พร้อมแสดงเหตผุ ลประกอบ ห้ามนกั เรียน ไม่เลือกเลย
หรือเลอื กทัง้ 2 สิง่ เขยี นคาํ ตอบลงในตาราง
จาก 2 ส่ิง คาํ ตอบเลอื ก 1 ส่ิง เหตผุ ลทีเ่ ลือก
1. แกงจดื หรอื แกงเผด็
2. เสื้อหรือกางเกง
3. ประตูหรอื หน้าตา่ ง
4. ผเู้ กบ็ เงินหรือผใู้ ช้เงนิ
5. ดอกกหุ ลาบหรือดอกมะลิ
6. รถยนตห์ รอื รถไฟ
7. ดาราภาพยนตรห์ รือนักร้อง
8. โทรทัศน์หรอื วิทยุ
9. บา้ นหรือหอ้ งแถว
10. ดนตรีไทยหรือดนตรีสากล
11. สนุ ขั หรือแมว
12. ความรหู้ รือทรัพย์สมบัติ
13. รอ้ นหรือหนาว
14. ครูหรือนักเรียน
15. สงิ โตหรอื สุนขั จิ้งจอก
28
3. การร้จู ักและเขา้ ใจตนเองดา้ นความถนัดด้านทเ่ี กีย่ วข้องกับการเรียนและอาชพี
จุดมงุ่ หมาย
1. เพื่อใหน้ ักเรียนสามารถระบแุ บบอยา่ งทด่ี ที ตี่ นเองช่ืนชมและยดึ ถือ
2. เพอ่ื ให้นักเรยี นสามารถเปรยี บเทียบไดว้ ่าส่ิงใดเปน็ แบบอย่างที่ดี และไมด่ ี
3. เพื่อใหน้ ักเรยี นสามารถวเิ คราะหแ์ ละเลือกแบบอยา่ งทีด่ ีทเี่ หมาะสมกบั ตนเอง เทคนิคท่ีใช้ กรณี
ตัวอย่าง
ช่อื กจิ กรรม แสวงหาแบบอย่าง
สือ่ ท่ใี ช้ 1. เอกสารประกอบกรณตี วั อย่างเรอื่ ง “ เดก็ งมลูกกอลฟ์ ” 2. ใบงาน เรือ่ ง แสวงหาแบบอยา่ ง
วธิ ีดำเนินการ
ข้นั นํา ผวู้ จิ ัยซักถามกบั นกั เรยี นถงึ บุคคลทน่ี กั เรียนใชย้ ึดถือเปน็ แบบอย่างในการดำเนินชวี ติ ว่านกั เรยี นมี
บคุ คลเหลา่ น้นั หรือไม่ ถา้ มีคือใคร และนําสง่ิ ใดมายึดถือเปน็ แบบอยา่ งในการ ดำเนินชีวติ
ขั้นกิจกรรม
1. ผ้วู จิ ยั นาํ เอกสารประกอบกรณีตัวอย่างเรื่อง “ เด็กงมลกู กอล์ฟ ” ให้นกั เรียน ศึกษา อ่าน วเิ คราะห์
บุคคลตวั อย่าง
2. เมื่อนักเรยี นไดศ้ ึกษา อา่ น วิเคราะหแ์ ล้ว ใหน้ ักเรยี นตอบคาํ ถามในใบงาน แสวงหาแบบอยา่ ง ขนั้
วเิ คราะหแ์ ละอภิปราย ให้นกั เรยี นแสดงความคดิ เห็นร่วมกัน ว่าเมอื่ นักเรียนได้ศกึ ษาชีวิตของ ธงชยั ใจดี
นักเรียนมคี วามรู้สึกอย่างไร และสิ่งใดทีน่ ักเรยี นจะนําไปเป็นแบบอย่างในการดดำเนนิ ชวี ิต
ขนั้ สรปุ และนาํ หลักการไปประยกุ ตใ์ ช้ ให้นักเรียนชว่ ยกันสรุปสง่ิ ท่ีไดจ้ ากกจิ กรรม และการนําไปประยุกตใ์ ช้
ไดแ้ ก่ นักเรียนได้ขอ้ คิดอะไรจากกจิ กรรม นักเรียนจะนาํ ความร้แู ละแบบอยา่ งที่ได้จากกจิ กรรมนีไ้ ปใช้ ประโยชน์
ในชีวติ ประจำวนั ไดอ้ ย่างไร
ขั้นประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากความสนใจและความรว่ มมือในการปฏิบตั ิกิจกรรมแสวงหาแบบอยา่ ง
2. สงั เกตจากการมีส่วนร่วมในการการแสดงความคิดเห็น
3. การทำใบงานเรื่อง เด็กงมลกู กอล์ฟ
29
ใบงาน แสวงหาแบบอย่าง
1. เรือ่ งราวของ ธงชัย ใจดี ใหข้ ้อคดิ ในการดำเนินชีวติ ในสังคมปัจจุบันได้อย่างไร
............................................................................................................................. ........................
.......................................................................................... ...........................................................
............................................................................................................................. ........................
.....................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................
............................................................................................................................... ......................
2. นกั เรยี นคิดว่าสิ่งใดบา้ งท่ีทำใหช้ วี ิตปัจจบุ ันของตนเองมีความสขุ
.....................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................
............................................................................................................................. ........................
........................................................................................................ .............................................
............................................................................................................................. ........................
.....................................................................................................................................................
3. นักเรียนคิดว่าวธิ กี ารใดท่ีสามารถทำใหช้ ีวติ ของตนเองและครอบครวั มคี วามสุขได้ นักเรยี นชว่ ย
เลา่ วิธีท่จี ะทำใหส้ ่งิ ท่ีคดิ เป็นจริงข้นึ มาให้เพอ่ื น ๆ ฟังด้วย
..................................................................................................................................... ................
.................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ........................
.....................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................
....................................................................................................................................................
30
เอกสารประกอบกรณตี วั อยา่ งเรอ่ื ง “เดก็ งมลกู กอลฟ์ ”
ผมวงิ่ เล่นอยใู่ นสนามกอล์ฟต้ังแต่เด็ก เพราะบา้ นอยู่ติดกับสนามกอล์ฟในจงั หวัดลพบุรี พอเห็นนักกอล์ฟตีลูกตก
น้ำผมก็รู้สึกเสียดายและคิดว่าน่าจะลงไปเก็บขึ้นมาขาย ผมจึงเริ่มงมลูกกอล์ฟ ขายมาตั้งแต่นั้นเมื่ออายุราวสิบ
ขวบ ผมไปงมลูกกอล์ฟเฉพาะวันหยุดเสาร์อาทิตย์ บางวนั งมได้แคล่ ูกสองลูก บางวนั ก็ไม่ได้ เลย เพราะมีเด็กอื่น
ซ่ึงอย่หู มู่บ้านใกลเ้ คียงเขา้ มาแย่งงมในบ่อเดยี วกัน ถ้าเปน็ ลูกกอลฟ์ สภาพเกา่ ทางสนามจะรับซ้อื ในราคาลกู ละ 3
บาท ส่วนลกู ใหม่ยีห่ ้อดีขายไดล้ ูกละ 5 บาท ครัง้ หนงึ่ ในช่วงการ แข่งขนั ผมงมหาลูกกอล์ฟคนเดียวท้ังวันได้มาก
ถึง 20 ลูก ขายได้เงิน 100 บาท ซึ่งผมดีใจมาก เพราะถือเป็นเงินจำนวนมากโขสำหรับเด็กอายุขนาดนั้น เงินที่
ได้มาผมใช้เป็นค่าขนมไปโรงเรียน โดยไม่ต้องขอพ่อแม่ บ้านผมฐานะยากจน ผมเป็นลูกคนสุดทอ้ งและมีพี่อีก 6
คน พอ่ แม่จะสอนเสมอ ว่า ถา้ ลกู คนไหนสามารถทำงานสจุ รติ หาเงนิ เลีย้ งตัวเองและครอบครวั ได้ก็ต้องชว่ ยกันทำ
ต้องอดทน
ไม่ยอ่ ท้อต่อความยากลําบาก พออายุ 13 ขวบ บางครัง้ ผมก็ทำงานเป็นแคดด้ีเสรมิ ในสนาม กอล์ฟไปด้วย อย่าง
ช่วงมีการแข่งขัน ผมเคยได้ค่าจ้าง 50 บาท ต่อการออกรอบ 18 หลุม ระหว่าง นั้นก็ได้ดูการเล่นในเกมการ
แข่งขันซึง่ นา่ สนใน ผมจำมาฝึกเล่น โดยใชม้ ือทำทา่ เหมือนตีกอล์ฟ ตอน นัน้ ยังไมม่ ีไม้กอลฟ์ เป็นของตัวเอง จาก
ประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่ในสนามกอล์ฟทำให้ผมเริ่มสนใจกีฬาชนิดนี้อย่างจริงจัง มากขึ้น โดยเริ่มหัดตีจากไม้
กอล์ฟที่ประดิษฐ์เองอันแรก ผมใช้หัวเหล็กเบอร์ 3 ที่คนตีหักทิ้งไว้ข้าง สนามมาประกอบกับด้ามไม้ไผ่เหลาผูก
ติดกัน ซึ่งใช้ได้ดีเหมือนไม้กอล์ฟทั่วไป ทุกวันนี้ ผมก้าวมาเป็นนักกอล์ฟอาชีพ ทุกครั้งที่ได้เงินรางวัลจากการ
แข่งขนั ผมจะดีใจ และภมู ใิ จเหมือนตอนที่ได้เงนิ จากการขายลูกกอล์ฟท่ีงมขนึ้ มาได้ ผมรู้ว่าน่ันคือผลตอบแทนท่ี
เกิด จากความตั้งใจจริง ความอดทน และการต่อสู้กับความยากจน ด้วยการทำงานมาตั้งแต่เด็กจึงทำให้ ผมมี
วันน้ี ธงชัย ใจดี : เปน็ นกั กอลฟ์ มอื หนึ่งของประเทศไทย และโปรกอล์ฟอนั ดบั หน่ึงของเอเชยี
ทีม่ า : รกั ขิต รัตนจมุ พฏ และจงจิตร บิวแคนแนน. “ งานแรกในชีวิต ”
31
4. การร้จู กั และเข้าใจตนเองดา้ นความรกั และนบั ถือตนเองและผอู้ น่ื และการแก้ปัญหา
จดุ มงุ่ หมาย
1. เพอ่ื ใหน้ ักเรยี นบอกถึงความดีของผอู้ ื่นและแสดงความช่นื ชมผูอ้ ื่นได้
2. เพ่อื ให้นักเรียนรู้สกึ ภูมิใจในผลการเรยี น ในการทำความดี และสามารถใหค้ วามชว่ ยเหลอื ผู้อื่นได้
เทคนิคท่ใี ช้ บทบาทสมมติ
ชอื่ กจิ กรรม ยกย่องชมเชยเพ่ือน
ส่ือที่ใช้ เอกสารบทบาทสมติ เรอื่ ง “ การยกย่องชมเชยเพื่อน ” วิธีดำเนินการ
ขน้ั นํา ผวู้ ิจัยให้นกั เรยี นเล่าประสบการณ์ในการยกย่องชมเชยเพอ่ื น เม่ือเพอ่ื นประสบ ความสำเร็จ และแสดง
ความคดิ เหน็
ขน้ั กิจกรรม
ผ้วู จิ ัยสร้างสถานการณ์ทเ่ี ปน็ ปัญหาเกีย่ วกบั การแสดงออกทไี่ ม่เหมาะสม และ บอกวัตถุประสงคท์ ี่
ต้องการให้นกั เรยี นทราบและแจกเอกสารบทบาทสมมติ เรื่องการยกยอ่ งชมเชย เมอื่ เพื่อนประสบความสำเร็จ
ขั้นวิเคราะหแ์ ละอภิปราย
1. เมอื่ นกั เรยี นไดแ้ สดงจบแลว้ ผู้วิจัยใหน้ กั เรียนวเิ คราะหแ์ ละอภปิ ราย แลกเปล่ียน ประสบการณ์รว่ มกนั เก่ยี วกับ
การแสดงของนักเรียนวา่ เป็นอย่างไร โดยไม่มุ่งเน้นวา่ จะแสดงดหี รือไม่ และการแสดงครั้งนมี้ ีประโยชน์กับ
นักเรียนอย่างไร
2. ผู้วิจัยใหน้ กั เรยี นบอกถึงความรูส้ กึ ท่ีไดร้ บั จากการกลา่ วคํายกย่องชมเชยเพ่อื น และการกล่าวตอบรบั คาํ ยกย่อง
ชมเชยจากเพื่อน
ขั้นสรุปและนําหลกั การไปประยกุ ตใ์ ช้ ผ้วู ิจยั ให้นักเรียนช่วยสรุปขอ้ คดิ และประโยชน์ทีไ่ ดร้ ับในการยกย่อง
ชมเชยเพอ่ื น เม่ือเพ่ือนประสบความสำเรจ็
ข้นั ประเมนิ ผล
1. สังเกตจากความสนใจและความรว่ มมอื ในการปฏบิ ัติกิจกรรมการยกย่องชมเชย เพื่อน
2. สังเกตจากการมสี ว่ นรว่ มในการการแสดงความคิดเห็น
32
เอกสารบทบาทสมมติ เร่ือง การยกย่องชมเชยเพ่ือน
อัญชลี สมชาย สุนีย์ เป็นนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เรียนอยูห่ ้องเดยี วกัน น่ังคุยกัน อยู่ในห้องเรียน
ไดพ้ ูดคยุ กันเกยี่ วกับเรอ่ื งที่ อัญชลีจะไปเปน็ ตัวแทนในการแขง่ ขนั การประกวดวาด ภาพท่ีอำเภอ ในระหวา่ งท่ีได้
พูดคุยกันนั้นเกิดการถกเถียงกับสมชาย และเมื่ออัญชลีได้ไปแข่งขัน ประกวดวาดภาพที่อำเภอและได้ชนะเลิศ
กลับมา จึงได้รับคําชมเชยจากเพื่อนๆ แต่สมชายไม่เห็น ด้วย และคอยพูดให้เพื่อนท้อใจ เพื่อน ๆ ไม่เห็นด้วยจึง
ต่อว่าสมชาย และถกเถียงกันจนเสียงดังไป ถึงนอกห้อง ทำให้ครูประจำชั้นเดินเข้ามาและตักเตือนให้นักเรียน
เขา้ ใจกัน และสมชายต้องเตรียม ตวั ไปแขง่ ขันตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ แตห่ าคนช่วยตวิ ไมไ่ ด้ครปู ระจำช้ันจึง
ใหเ้ พื่อน ๆ ช่วยกัน สุนยี ์ และอญั ชลี เป็นผ้รู ับอาสาจะชว่ ยติวให้ ทำให้สมชาย สุนยี ์ และอญั ชลเี ข้าใจกันดี
บทบาทของสนุ ีย์ สนุ ีย์ เป็นนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 6 เปน็ เพือ่ นสนิทกับอญั ชลี และเป็นผู้ทีเ่ หน็ ใจ เพ่ือน
เขา้ ใจเพื่อน และช่ืนชมยกยอ่ งในสง่ิ ที่เพื่อนประสบความสำเรจ็ เสมอ และไดม้ ีการถกเถยี งกบั สมชาย ชอบพดู วา่
เพอื่ น ไมค่ ่อยให้ความช่ืนชมในส่ิงทเ่ี พื่อนประสบความสำเร็จ และในท่ีสุดกเ็ ขาใจ กันดีข้ึนกับสมชาย และช่วยติว
การตอบปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์ใหส้ มชาย
บทบาทของอัญชลี อัญชลี เปน็ นกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เป็นเพอ่ื นท่ีสนิทของสนุ ีย์ และเปน็ นักเรยี นท่ีมี
ฝมี อื ในการวาดภาพเข้าประกวดจนชนะเลิศในการแข่งขนั ระดับอำเภอ และไดร้ บั ใหเ้ ปน็ ตวั แทนไป แข่งขันการ
ประกวดวาดภาพในระดับจงั หวดั เป็นนักเรียนท่ีเรยี นดีและช่วยติวปัญหาทาง วิทยาศาสตรใ์ ห้กบั สมชาย
บทบาทของสมชาย สมชายเปน็ นกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ไมค่ ่อยแสดงความยนิ ดี หรือยกย่องใคร มักจะ ตอ่
วา่ เพ่อื นเสมอ จนทำใหเ้ กิดการเถยี งกันกบั สุนยี ์ และต่อมาจึงเขา้ ใจกนั ดีขึ้น เม่ือครปู ระจำชน้ั ตักเตือน และ
สมชายได้รบั เลอื กให้เปน็ ตัวแทนในการเขา้ แข่งขนั ตอบปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์ โดย ได้รับการชว่ ยเหลอื จากสนุ ยี ์
และอญั ชลี เป็นผู้ติวให้ อละสมชายจึงขอโทษสนุ ีย์และอญั ชลีในสิ่งท่ี ตนเองไม่ค่อยชนื่ ชมยินดี เม่อื เพื่อนประสบ
ความสำเร็จ
33
ภาคผนวก ค
การหาคุณภาพเคร่อื งมอื ที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
34
1.ผู้วิจยั ศกึ ษารายละเอียดจากทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยทเ่ี กย่ี วข้องกับการรู้จักและเขา้ ใจตนเองเพ่ือ
ใชเ้ ปน็ แนวทางในการสรา้ งแบบสอบถามให้ครอบคลมุ นิยามศพั ท์เฉพาะ
2.ผู้วจิ ัยสรา้ งแบบสอบถามการเขา้ ใจตนเองใหค้ ลอดคล้องและครอบคลุมนิยาม ศัพทเ์ ฉพาะจำนวน 47
ขอ้
3.ผู้วจิ ยั นำเสนอแบบสอบถามการรจู้ กั และเข้าใจตนเองท่ีสร้างขึน้ ไปหาความเที่ยงตรงเชิงประจกั ษโ์ ดย
ให้ครูอมีน๊ะ ทองคำ ครูแนะแนวโรงเรยี นควนโดนวทิ ยาตรวจสอบรายละเอียดจงึ นำไปใช้ ครูสชุ าฎา ศรีอำภรณ์
ครูแนะแนวโรงเรยี นควนกาหลงวทิ ยาคม นิคมวฒั นา ครวู รรณา บสู มาด ครูแนะแนวโรงเรยี นละงูพิทยาคม
ตรวจสอบ ความสอดคล้องระหวา่ งวตั ถุ เน้อื หา นิยามศัพทเ์ ฉพาะแล้วนำแบบสอบถามท้งั 47 ขอ้ มาปรบั ปรุง
แกไ้ ขตามขอ้ เสนอของผูท้ รงคุณวุฒกิ ่อนนำไปใช้
35
ภาคผนวก ง
ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู
36
ค่าเฉล่ยี การรูจ้ กั และเข้าใจตนเองของนักเรียนมธั ยมศึกษาปีที่ 3
(จากจำนวนคําถามท้ังสน้ิ 47 ข้อ) ก่อนการเข้ารว่ มกจิ กรรมแนะแนวเพอ่ื พฒั นาการรูจ้ กั และเข้าใจตนเอง
ของนกั เรยี นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 (n=20 คน)
คนที่ ค่าเฉลย่ี การรู้จกั และเข้าใจตนเองของนักเรียนมธั ยมศึกษาปีที่ 3 รายดา้ น รวม
ด้านที่ 1 ด้านที่ 2 ดา้ นท่ี 3 ดา้ นท่ี 4 ดา้ นท่ี 5
1 2.38 2.00 2.22 3.33 2.50 2.49
2 3.13 3.00 2.33 2.67 3.00 2.83
3 2.50 2.92 2.89 3.00 3.00 2.86
4 2.90 3.25 3.44 2.33 2.83 2.95
5 3.43 2.63 2.42 2.67 3.11 2.85
6 3.00 2.60 2.89 2.33 2.83 2.73
7 3.00 2.89 3.00 2.90 2.67 2.89
8 3.00 2.75 2.58 2.89 2.80 2.80
9 2.00 2.60 2.25 2.33 2.89 2.41
10 2.80 2.75 2.67 2.50 3.86 2.92
11 2.60 2.75 2.58 2.67 3.33 2.79
12 2.60 2.75 1.89 2.00 2.50 2.35
13 2.43 2.88 2.00 2.67 3.00 2.60
14 1.90 2.22 3.00 3.60 3.57 2.86
15 2.71 3.33 2.88 2.92 2.50 2.87
16 3.20 2.13 3.67 2.56 3.00 2.91
17 2.86 2.75 2.50 2.33 2.67 2.62
18 2.10 2.38 2.44 3.00 3.00 2.58
19 3.14 2.40 3.88 2.89 1.50 2.66
20 2.86 2.63 2.42 2.00 3.50 2.68
37
คา่ เฉล่ียการรู้จกั และเข้าใจตนเองของนักเรยี นมัธยมศึกษาปีท่ี 3
(จากจำนวนคําถามทงั้ สนิ้ 47 ขอ้ ) หลงั การเขา้ รว่ มกจิ กรรมแนะแนวเพ่ือพัฒนาการรจู้ ักและเข้าใจตนเอง
ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีท่ี 3 (n=20 คน)
คนที่ ค่าเฉล่ยี การรูจ้ กั และเขา้ ใจตนเองของนักเรยี นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 รายดา้ น รวม
ด้านที่ 1 ดา้ นท่ี 2 ด้านท่ี 3 ดา้ นท่ี 4 ด้านที่ 5
1 2.88 3.00 3.00 3.89 2.80 3.11
2 3.83 3.67 3.33 3.75 3.63 3.64
3 3.75 3.83 3.75 3.56 3.67 3.71
4 4.00 3.83 4.00 3.33 3.70 3.77
5 3.89 3.57 3.56 3.67 3.63 3.66
6 3.78 3.83 3.71 3.44 3.58 3.67
7 3.92 3.67 3.58 3.92 3.83 3.78
8 3.86 3.57 3.67 3.56 3.63 3.66
9 3.00 3.67 2.75 3.00 3.67 3.22
10 3.83 3.56 3.67 3.42 4.58 3.81
11 3.88 3.67 3.58 3.63 3.83 3.72
12 3.80 3.75 3.33 3.56 3.14 3.52
13 3.22 3.67 3.44 3.67 3.56 3.51
14 2.89 2.88 3.56 4.67 4.57 3.71
15 3.56 3.83 3.67 3.57 3.17 3.56
16 3.83 3.33 4.58 3.75 3.67 3.83
17 3.67 3.63 3.33 3.22 3.63 3.50
18 3.13 3.22 3.44 3.67 3.75 3.44
19 3.70 3.13 3.83 3.57 2.89 3.42
20 3.58 3.56 3.25 3.50 3.92 3.56
38
ภาคผนวก จ
แผนการจัดการเรียนรู้
39
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 1
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี น รหสั วชิ า ก23902 รายวชิ าแนะแนว
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 3 ผเู้ รยี นสามารถปรบั ตวั ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและอยรู่ ว่ มกบั ผอู้ น่ื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
เรอื่ ง เพิ่มพนู ความรสู้ คู่ วามถนดั เวลาเรยี น 3 ชวั่ โมง
ชอื่ ผสู้ อน นางพาฝนั จติ รนื่
............................................................................................................................. ......................................
1.มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐานท่ี 3 ใหผ้ ู้เรยี นสามารถปรบั ตวั ได้อย่างเหมาะสมและอยู่ร่วมกับผอู้ ื่นได้อยา่ งมีความสุข
ตวั ชวี้ ดั
3.1 ปรับตวั ดา้ นการเรียนได้อย่างเหมาะสม
2.สาระสำคัญ
การรูจ้ ักตนเองในเรื่องการเรียนเกี่ยวกับรายวิชาที่ตนเองเรียนไดด้ ี มีความถนัด และมกี ารแสวงหาความรู้
เพื่อพัฒนาตนเองเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องให้เต็มตามศักยภาพ จะช่วยให้ผู้เรียนเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือก
แนวทางศกึ ษาตอ่ และประกอบอาชพี ได้เหมาะสมสอดคล้องกบั ตนเอง
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ (K,P,A)
ความรู้ (K)
บอกรายวิชาท่ีนักเรยี นไดด้ ีและมีความถนดั ได้
ทักษะ/กระบวนการ (P)
บอกวธิ ีการพัฒนาตนเองตามรายวิชาที่เรยี นได้ดแี ละมีความถนดั ได้
คณุ ลกั ษณะ (A)
ประเมินตนเองเพ่ือพฒั นาในรายวชิ าทม่ี คี วามถนัดให้เต็มศักยภาพ
3.สาระการเรยี นรู้
แสวงหาความรู้ในรายวชิ าที่ตนถนัดและพัฒนาใหเ้ ต็มศักยภาพ
4.สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
1.ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา
ถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและ
ประสบการณอ์ ันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมท้งั การเจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและลดปัญหา
ความขัดแย้งตา่ ง ๆ การเลอื กรับหรือไมร่ ับข้อมูลข่าวสารดว้ ยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้
วธิ ีการสอื่ สาร ท่มี ปี ระสิทธภิ าพโดยคำนึงถึงผลกระทบทม่ี ีตอ่ ตนเองและสังคม
40
2.ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่าง
สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ
เพื่อการตัดสนิ ใจเก่ยี วกับตนเองและสงั คมได้อย่างเหมาะสม
3.ความสามารถในการแก้ปญั หา เป็นความสามารถในการแกป้ ัญหาและอปุ สรรคต่าง ๆ ท่ีเผชญิ ได้อย่าง
ถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพั นธ์และการ
เปล่ียนแปลงของเหตุการณต์ ่าง ๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา
และมกี ารตัดสินใจท่มี ปี ระสทิ ธิภาพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบท่เี กดิ ขน้ึ ต่อตนเอง สังคมและส่ิงแวดล้อม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน
การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันใน
สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง
เหมาะสม การปรับตัวใหท้ ันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลีย่ งพฤตกิ รรม
ไม่พึงประสงค์ทส่ี ่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น
5.คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1.ซือ่ สตั ยส์ ุจรติ
2.มวี นิ ัย
3.ใฝเ่ รยี นรู้
6.ชน้ิ งาน/ภาระงาน
1.ใบงาน เรอื่ ง ความสามารถทางการเรยี นของฉนั
2.แบบสอบถาม การรู้จกั และเข้าใจตนเอง
7.กจิ กรรมการเรยี นรู้
วธิ สี อนแบบการพัฒนาทกั ษะ/กระบวนการแกป้ ัญหา โดยการจัดสถานการณ์ หรือปญั หา หรือเกมส์ที่
นา่ สนใจ ท้าทายให้อยากคดิ อาจเริ่มด้วยปัญหาทผี่ เู้ รียนสามารถใชค้ วามรู้ที่เรยี นมาแล้วมาประยุกต์ก่อน
ต่อจากนน้ั จึงเพิ่มสถานการณ์หรือปญั หาทีแ่ ตกตา่ งจากทเ่ี คยพบมา
1.ขน้ั นำเขา้ สบู่ ทเรยี น
นำสนทนาเร่อื งประสบการณ์การเรยี นรู้ ปญั หาอปุ สรรค ผลการเรียน และความรูส้ ึกของนักเรยี นท่มี ีต่อ
การเรยี นในระดับชัน้ ท่ีผา่ นมา
2.ขน้ั สอน
ชวั่ โมงท่ี 1
1.ครูยกสุภาษติ ที่วา่ “การเดินทางหม่นื ล้ีสำคญั ท่กี า้ วแรก” แลว้ ใหน้ ักเรยี นรว่ มกันอภปิ รายถงึ
ความหมายของสภุ าษิตดังกล่าว และครูเพิ่มเตมิ ใหน้ ักเรียนเหน็ ถึงความสำคัญของการร้จู กั ตนเองและการพฒั นา
ตนเอง โดยสอดแทรกกิจกรรมแนะแนวการรู้จกั และเข้าใจตนเองดา้ นความต้องการและความรูส้ ึกของตนเอง
ดา้ นการแสวงหาแบบอยา่ งท่ีดแี ละเหมาะสมกบั ตนเอง ดา้ นความสนใจและความถนัดด้านที่เก่ยี วข้องกับการ
เรยี นและอาชีพ
2.ครแู จกใบงาน เรื่อง ความสามารถทางการเรยี นใหน้ ักเรยี นแต่ละคน
41
3.นักเรียนแบง่ กล่มุ กลุ่มละ5-6คน ตามกล่มุ สาระท่นี กั เรียนไดด้ ี และมคี วามถนดั แล้วรว่ มอภปิ รายคิด
หาวธิ กี ารแสวงหาความรใู้ ห้ลึกซ้งึ ในรายวชิ าทีเ่ รยี นไดด้ ีและมคี วามถนดั เตรยี มนำเสนอแกส่ มาชิกในชว่ั โมงถดั ไป
ชว่ั โมงที 2
1.ครูทบทวนเกีย่ วกับวิธีการแสวงหาความรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพที่กลุ่มไดค้ ิดมาและสอดแทรกกิจกรรม
แนะแนวการร้จู ักและเข้าใจตนเองดา้ นความรักนับถอื ตนเองและผอู้ ่ืนและด้านการแก้แกป้ ัญหา
2.ตัวแทนแตล่ ะกลุ่มนำเสนอวธิ ีการแสวงหาความรู้ตามข้อสรปุ ของกลมุ่
3.ร่วมกันอภปิ รายคุณค่าของการแสวงหาความรู้เพ่ิมเติมในรายวชิ าที่นกั เรียนมีความถนดั
4.ใหน้ ักเรียนทำแบบสอบถาม การรจู้ ักและเขา้ ใจตนเอง
4.ครูชแ้ี จงเพ่ิมเติมวา่ ปจั จยั สำคญั ทท่ี ำใหน้ ักเรียนเรียนดี และสามารถพฒั นาตนเองไปสู้เป้าหมายท่ีตั้งไว้
สำเรจ็ คอื การร้จู กั และเขา้ ใจตนเอง พฒั นานสิ ยั และการเรยี นของตนเองก่อน
5.มอบหมายให้นักเรียนแต่ละคนกำหนดวิธีการของตนเอง โดยเลือกจากการนำเสนอของกลุ่มนำไป
ปฏิบตั ิ
ช่ัวโมงท่ี 3
1.ชวนสนทนาเกี่ยวกับการรู้จกั และเข้าใจตนเองในแต่ละด้านของนักเรียน เพื่อเป็นแนวทางในการเพ่ิม
ทกั ษะทางด้านความถนัดในการเรียนของนักเรยี น
2.ถามนักเรียนเกยี่ วกบั ขอ้ คดิ ทไ่ี ดจ้ ากกจิ กรรม ซึ่งควรได้แก่
7.1 การร้จู กั และเขา้ ใจตนเองทำใหศ้ กั ยภาพเพิม่ ข้นึ ในวชิ าทถี่ นดั
7.2 การรู้จักและเข้าใจตนเองเป็นวิธีการพฒั นาศกั ยภาพ ทจี่ ะนำไปใช้ในวิชาอนื่ ๆตอ่ ไป
3.ข้นั สรปุ
ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปกิจกรรมการรู้จักและเข้าใจตนเอง สามารถช่วยให้ผู้เรียนเป็นข้อมูลในการ
ตดั สินใจเลอื กแนวทางศึกษาต่อและประกอบอาชพี ไดเ้ หมาะสมสอดคล้องกบั ตนเอง
8.สอื่ /อปุ กรณ/์ แหลง่ เรยี นรู้
กิจกรรมแนะแนว เพื่อพัฒนาการรูจ้ ักและเข้าใจตนเองของนักเรยี นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3
42
9. การวดั ผลและการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
การประเมนิ ผล(ด้าน) วธิ กี ารวดั เครอ่ื งมอื การวดั เกณฑ์การประเมนิ
(จดุ ประสงค์การเรียนร)ู้
ความรู้ (K) - ตรวจใบงาน - แบบบนั ทึก - ใบงาน เรอื่ ง ความสามารถทางการเรียน
บอกรายวชิ าทนี่ ักเรยี นได้ดีและ -สรุประดับคุณภาพ ระดับคุณภาพ ของฉัน
มีความถนดั ได้ การปฏบิ ตั งิ าน การปฏิบตั ิงาน มีข้อมลู 3 ขอ้ ระดับคณุ ภาพ ดี
ทักษะ/กระบวนการ (P) รายบุคคล มีขอ้ มลู 2 ขอ้ ระดบั คุณภาพ พอใช้
บอกวิธีการพฒั นาตนเองตาม มขี ้อมลู 1 ขอ้ ระดับคณุ ภาพ ปรับปรงุ
รายวชิ าทเ่ี รยี นไดด้ ีและมีความ - แบบสอบถาม การรู้จกั และเขา้ ใจตนเอง
ถนดั ได้ เกณฑ์การให้คะแนนแบบสอบถามการ
คณุ ลกั ษณะ(A) รู้จกั และเข้าใจตนเอง กำหนดไว้ ดังน้ี
ประเมนิ ตนเองเพ่ือพฒั นาใน ข้อความทม่ี ีความหมายทางบวก ไดแ้ ก่ ข้อ
รายวิชาท่มี คี วามถนดั ใหเ้ ต็ม 1,2,3,4,6,8,9,10,11,12,13,15,17,19,20,
ศักยภาพ 21,22,24,25,26,27,28,30,31,32,33,34,
35,36,38,39,41,42 และ 43 ให้คะแนน
ดงั นี้
จริงมากทส่ี ุด ให้ 5 คะแนน
จรงิ มาก ให้ 4 คะแนน
จรงิ ปานกลาง ให้ 3 คะแนน
จริงนอ้ ย ให้ 2 คะแนน
จริงนอ้ ยท่ีสดุ ให้ 1 คะแนน
ข้อความทม่ี ีความหมายทางลบ ได้แก่ ข้อ
5,7,14,16,18,23,29,37,40,44,45,46
และ 47 ใหค้ ะแนน ดังนี้
จรงิ มากที่สุด ให้ 1 คะแนน
จริงมาก ให้ 2 คะแนน
จรงิ ปานกลาง ให้ 3 คะแนน
จรงิ น้อย ให้ 4 คะแนน
จรงิ นอ้ ยทีส่ ดุ ให้ 5 คะแนน
10. ความคิดเหน็ ของหวั หนา้ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
............................................................................................................................. ....................................................
........................................................................................................................... ......................................................
ลงช่ือ
(นางยวุ ดี โอมณี)
หวั หน้ากลุ่มกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียน
43
11. ความคิดเหน็ รองผอู้ ำนวยการฝา่ ยบรหิ ารวชิ าการ
องคป์ ระกอบของแผนการจัดการเรยี นรู้..................................................................................................................
มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชี้วัด/ผลการเรยี นรสู้ อดคลอ้ ง............................................................................................
สาระสำคญั ครอบคลุมชดั เจน..................................................................................................................................
สาระการเรียนรมู้ คี วามถกู ต้องตามหลักวิชาการ.....................................................................................................
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรมู้ ีความชดั เจนครอบคลุม 3 ด้าน..........................................................................................
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น.....................................................................................................................................
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค.์ .....................................................................................................................................
ระบุภาระงาน/ช้นิ งาน.............................................................................................................................................
กจิ กรรมการเรยี นรู้เนน้ ผ้เู รยี นเป็นสำคญั ................................................................................................................
สื่อและอปุ กรณ์การเรยี นร.ู้ ......................................................................................................................................
การวดั และการประเมินตามจดุ ประสงคก์ ารเรยี นร้.ู ................................................................................................
บันทึกหลังสอน.......................................................................................................................................................
เสนอสง่ แผนการจดั การเรียนร้ตู ามขัน้ ตอนระบบงาน.............................................................................................
ลงชือ่
(นายอบั ดลรอศักด์ิ มณโี ส๊ะ)
รองผู้อำนวยการกลุ่มบรหิ ารวิชาการ
12. ความคิดเหน็ ผอู้ ำนวยการโรงเรยี น
อนุญาตใหใ้ ชจ้ ัดการเรียนการสอนได้
ควรปรบั ปรุง คือ
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื
(นายสริ วฒุ ิ ยนุ ุย้ )
ผ้อู ำนวยการโรงเรียนกำแพงวิทยา
44
13. บนั ทึกหลงั การจัดกจิ กรรมการเรยี นรแู้ ผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 1
13.1 ผลการจัดการเรยี นรู้ (ตามจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้)
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
13.2 แนวทางแกป้ ญั หานกั เรยี นทไ่ี มผ่ า่ นตวั ชว้ี ดั /ผลการเรยี นรหู้ รอื จดุ ประสงค์
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ………………………………………
(นางพาฝนั จิตร่ืน)
ครูผสู้ อน
วนั ที่ 23 เดอื น พฤศจิกายน พ.ศ 2564