The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by shooter.zero0, 2021-12-22 07:44:15

รายงานผลการวิจัย

นักเรียนก้าวทันยุติการรังแกในโรงเรียน และ โซเชียลมีเดีย






ดำาเนินงานโดย




มูลนิธิรักษ์ไทย และสำ�นักง�นคณะกรรมก�รก�รศึกษ�ขั้นพื้นฐ�น



ภ�ยใต้งบประม�ณกองทุนพัฒน�สื่อปลอดภัยและสร้�งสรรค์

ร�ยง�นผลก�รวิเคร�ะห์ข้อมูล



การสำารวจการรังแกกันในโรงเรียน


ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา



กรกฎาคม 2563



บทนำา




ปัญหาการรังแกกันในโรงเรียน เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความรุนแรงในสังคมท้งในประเทศไทยและต่าง


ประเทศ เป็นปัจจัยสำาคัญประการหนึ่งที่ส่งผลต่อการเกิดปัญหาทางพฤติกรรมและสุขภาพจิตของเด็ก ทั้งฝ่ายที่ถูก









กระทา ฝ่ายท่เป็นผ้กระทา และฝ่ายท่ร้เห็นการรังแก ผ้ใหญ่ท่ไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหานี้ มักเห็นเป็น
เรื่องปกติหรือเป็นเรื่องเล็กน้อย ถือเอาว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตและการเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมของเด็ก บ้าง
ถึงกับกล่าวว่าการถูกรังแกจะทำาให้เด็กเข้มแข็งหรือแกร่งขึ้น รู้จักแก้ปัญหาและเอาตัวรอดได้ แต่ในความเป็นจริง
และจากสถิติหรือการวิจัยจำานวนมากในหลายประเทศท่วโลก พบว่าการถูกรังแกส่งผลร้ายท้งในระยะสั้นและระยะ


ยาว ได้แก่การสูญเสียความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ความรู้สึกเศร้าหรือโดดเดี่ยว แปลกแยก (เช่นการดูถูกเหยียด




หยาม ล้อเลียนส่วนท่พิการหรือแตกต่างจากคนอื่น ตอกยาถึงความอ่อนด้อย แตกต่าง บกพร่อง การไม่ยอมให้ร่วม
กลุ่มหรือร่วมกิจกรรม) ความวิตกกังวลหรือหวาดกลัว ไม่มีสมาธิในการเรียน (เมื่อถูกข่มขู่ คุกคาม ทำาร้าย แย่ง


ชิงสิ่งของ) บางคร้งถึงกับต้องย้ายโรงเรียนหนีหรือออกจากโรงเรียนกลางคัน และแม้กระท่งการฆ่าตัวตายหรือฆ่าผู ้


รังแกหลังจากที่อดทนและสะสมความโกรธแค้นมานาน ซึ่งจะปรากฎเป็นข่าวในสื่อมวลชนเป็นครั้งคราว ในระยะ


ยาวอาจส่งผลไปถึงการมีปัญหาด้านความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ภาวะซึมเศร้า การสูญเสียความมั่นใจ หรือแม้กระท่ง

การเกิดบาดแผลทางใจหรือเรื่องฝังใจจากความทรงจำาที่เลวร้าย ที่ติดตามไปรบกวนจิตใจไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนาน






หลายปีแล้วก็ตาม สำาหรับผ้กระทาหรือผ้รังแกหากไม่ได้รับการตักเตือนหรือแทรกแซงให้หยุดการกระทาก็จะเกิด
ความร้สึกฮึกเหิม คึกคะนองว่ามีอำานาจ ไม่เกรงกลัวใคร ไม่ยอมทาตามระเบียบของโรงเรียน อาจมีพฤติกรรมรุนแรง





มากย่งข้น มีความเสี่ยงต่อการล้มเหลวในการเรียนสูงข้น และในวัยผู้ใหญ่จะมีความเสี่ยงต่อการทาผิดกฎหมายหรือ

ประกอบอาชญากรรมสูงขึ้น สร้างความเดือดร้อนเสียหายให้แก่สังคมต่อไป ส่วนผู้ที่เห็นเหตุการณ์การรังแกกัน ก็
อาจเกิดความกังวลต่อความปลอดภัยของตนเอง หรือในทางตรงกันข้ามหากเห็นเป็นประจำาจนรู้สึกชิน ก็อาจเกิด

ทัศนคติว่าการรังแกคนที่อ่อนแอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา และเริ่มมีพฤติกรรมรังแกบ้าง เป็นการทำาให้ปัญหารุนแรง

ขึ้นอีก หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข พฤติกรรมการรังแกย่อมแพร่หลายมากขึ้น รุนแรงมากขึ้น


หากพิจารณาปัญหาการรังแกกันในโรงเรียนเทียบเคียงกับปัญหาความรุนแรงระหว่างบุคคลในสังคม จะเห็น


ได้ว่าปัญหาความรุนแรงในสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงต่อเด็ก ต่อสตรี ตลอดไปจนถึงการกดข ี ่



ขมเหง เอารดเอาเปรยบคนทดอยอำานาจหรอดอยโอกาส ดอยฐานะทางเศรษฐกจและสังคม ล้วนเปนแบบแผน









เดียวกันกับพฤติกรรมการรังแกทั้งสิ้น ซึ่งได้มีผู้ให้คำานิยามไว้ว่า การรังแกกันคือ

“การรังแกกันเกิดขึ้นเมื่อคนๆ หนึ่งถูกกระทำาซ้ำาๆ และต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จากพฤติกรรมในทางลบ


โดยคนอีกคนหนึ่งหรืออีกกลุ่มหนึ่ง (Olweus, 1993)”





คำาว่า “พฤติกรรมในทางลบ” หมายถึงการที่คนๆ หนึ่งกระทำาโดยเจตนา ให้อีกคนหนึ่งบาดเจ็บหรือไม่

สบาย โดยการสัมผัสทางร่างกาย โดยทางวาจา หรือโดยวิธีอื่น ๆ และการที่จะใช้คำาว่าการรังแกกันนี้ ควรจะเป็น





สถานการณ์ท่ท้งสองฝ่ายมีกาลังหรืออำานาจไม่เท่ากัน คือผู้ถูกรังแกจะมีความยากลำาบากท่จะป้องกันตัวหรือหมด

หนทางช่วยเหลือตนเองเมื่อเผชิญหน้ากับคนที่เป็นผู้ข่มเหงรังแก



ดังนั้น ตามคำาจำากัดความนี้ การรังแกกันจึงมีลักษณะเฉพาะ 3 ประการดังต่อไปนี้


• พฤติกรรมนั้นมีลักษณะก้าวร้าว หรือ “ประสงค์ร้าย”

• เกิดขึ้นซ้ำา ๆ หรือต่อเนื่องกันไปในช่วงเวลาหนึ่ง


• เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลซึ่งมีระดับกำาลังหรืออำานาจที่ไม่เท่าเทียมกัน





การรังแกกันนั้นมักจะเกิดขึ้นโดยที่ฝ่ายผู้ถูกกระทำาไม่ได้ยั่วยุหรือกระตุ้นให้อีกฝ่ายหนึ่งลงมือ และอาจแยก

ประเภทของการรังแกได้อีกว่า เป็นการรังแกโดยตรง คือการทำาร้ายอย่างเปิดเผยโดยทางร่างกายหรือวาจา และ


การรังแกทางอ้อม ในรูปของการโดดเดี่ยวทางสังคม การไม่ยอมให้ร่วมกลุ่ม การปล่อยข่าวลือหรือกุเรื่องที่ทำาให้

ฝ่ายผู้ถูกกระทำาได้รับความเกลียดชัง รังเกียจ หรือการทำาสิ่งอื่น ๆ ที่เป็นการทำาร้ายกันอย่างไม่ออกหน้า


อาจให้คำาจำากัดความของการรังแกกันอย่างย่อ ๆ ว่า เป็นพฤติกรรมด้านลบที่ทำาซ้ำา ๆ หรือ “ประสงค์ร้าย” ของ
















นักเรยนคนหนึงหรอกลุมหนึง โดยมุงเปาหมายไปทนักเรยนหรอบคคลอีกคนหนึงซงไม่สามารถปกปองตวเองจาก


การกระทำานั้นได้
เหตุผลของคาจำากัดความท่บอกว่าการรังแกเป็นการกระทาต่อคนท่ปกป้องตัวเองไม่ได้ คือเพราะคนท่รังแกจะ





เลือก “เหยื่อ” ที่อ่อนแอกว่า ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และผู้รังแกค่อนข้างมั่นใจ
ว่าจะไม่ต่อสู้หรือไม่มีทางสู้ได้ เพราะเมื่อไหร่ที่สู้ได้ก็จะกลายเป็นการทะเลาะวิวาท ไม่ใช่การรังแกกันอีกต่อไป
การรังแกอีกรูปแบบหนึ่งที่พบบ่อยในปัจจุบันและเห็นได้ชัดว่าผู้ถูกกระทำาไม่มีทางสู้ ก็คือการรังแกผ่านสื่ออี

เลคโทรนิค เช่น สื่อสังคมผ่านอินเตอร์เน็ต ด้วยการปล่อยข่าวลือ สร้างและเผยแพร่เนื้อหาท่ก่อให้เกิดความอับอาย
หรือเสียหาย หรือข่มขู่ให้หวาดกลัว ผู้รังแกสามารถกระทำาได้โดยไม่ต้องแสดงตัว ทำาซ้ำาได้อย่างง่ายดาย ทำาได้ไม่
ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ต้องเห็นหน้าหรือพบตัว และผู้ถูกกระทำาไม่สามารถลบหรือกำาจัดเนื้อหาที่สร้างความอับอายหรือ
เสียหายได้

ก�รรังแกกันพบได้บ่อยเพียงใด

เนื่องจากในระยะเวลาประมาณ 20 ปีที่ผ่านมานี้ปัญหาการรังแกกันได้รับความสนใจมากขึ้น มีความตระหนัก





ในวงการสุขภาพจิตและการศึกษามากข้น ถึงผลกระทบท่ร้ายแรงของการรังแกกัน จึงมีการศึกษาวิจัยเก่ยวกับ
เรื่องนี้มากขึ้นตลอดมาจนถึงปัจจุบัน มีการรวบรวมสถิติของการรังแกกันไว้หลายแห่งจากหลายประเทศทั่วโลก ดัง

ตัวอย่างต่อไปนี้

• จากรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ NHK World – Japan ของญี่ปุ่น กล่าวว่าการรังแกกันของนักเรียนใน


ญี่ปุ่นพบมากขึ้นทุกปีตลอดมา เมื่อปี ค.ศ. 2016 (สี่ปีที่แล้ว) สำารวจพบว่านักเรียถูกรังแกถึง 320,000


ราย เพิ่มข้นมากกว่าปีก่อนหน้าถึงเกือบหน่งแสนราย (https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/en/news/


backstories/76/?cid=nwd-adwords-all_site_dsa-201905-000) และจากการสำารวจอีกคร้งหนึ่ง

ในปีที่แล้วกับนักเรียน 2,334 คนในชั้นประถมสี่ถึงมัธยมสามในโรงเรียนหกแห่ง พบว่านักเรียนรายงาน


ว่าถูกรังแก 35.8% (Osuka et all, 2019)


• การสำารวจในสหรัฐอเมริกาพบว่านักเรียนหนึ่งในห้าคน (20.2%) รายงานว่าถูกรังแก (National Center

for Educational Statistics, 2019 )



• นักเรียนชายจะถูกรังแกด้วยการทาร้ายร่างกายมากกว่านักเรียนหญิง (6% vs. 4%) ในขณะท่นักเรียนหญิง
จะถูกรังแกมากกว่านักเรียนชายในรูปของการปล่อยข่าวลือให้เสียหาย (18% vs. 9%) และถูกกีดกันไม่ให ้


เข้าร่วมกลุ่มหรือร่วมกิจกรรม (7% vs. 4%) (National Center for Educational Statistics, 2019)

• ในจำานวนนักเรียนที่ถูกรังแก พบว่า 13% ถูกล้อเลียน ดูถูกเหยียดหยาม 13% ถูกปล่อยข่าวลือให้เสีย

หาย 5% ถูกผลัก ขัดขา หรือถ่มน้ำาลายใส่ 5% ถูกกีดกันไม่ให้ร่วมกิจกรรม (National Center for


Educational Statistics, 2019)


• การรังแกกันเกิดขึ้นที่ทางเดินหรือบันได (43%) ในห้องเรียน (42%) ในโรงอาหาร (27%) ในสนามหรือ

พื้นที่ภายในโรงเรียน (22%) ทางอินเตอร์เน็ตหรือมือถือ (15%) ห้องน้ำาหรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า (12%)

และในรถขณะเดินทางไปกลับจากโรงเรียน (8%) (National Center for Educational Statistics, 2019)


• รัฐบาลอเมริกันเริ่มเก็บข้อมูลระดับประเทศเรื่องการรังแกกันในโรงเรียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ซึ่งในปีนั้น


พบว่ามีความชุกอยู่ประมาณ 28% (U.S. Department of Education, 2015 )

• ฃจากการรวบรวมงานวิจัยทุกชิ้นที่ค้นได้ จะพบว่าอัตราความชุกมีตั้งแต่ 9% ถึง 98% เมื่อนำางานวิจัย

ทั้งหมดที่ค้นได้มาคัดสรรค์โดยวิธีวิจัยที่เรียกว่า meta-analysis ให้เหลือ 80 ชิ้นแล้ววิเคราะห์อีกครั้งเพื่อ


ดูอัตราการรังแกกัน (ทั้งการถูกรังแกและการเป็นผู้รังแก) สำาหรับนักเรียนในช่วงอายุ 12-18 ปี จะได้ค่า


เฉลี่ยเป็นค่าความชุกอยู่ที่ 35% สำาหรับการรังแกในความหมายที่เข้าใจกันทั่วไป และ 15% สำาหรับการ

รังแกกันผ่านอินเตอร์เน็ตหรือสื่ออีเลคโทรนิค (Modecki, Minchin, Harbaugh, Guerra, & Runions,

2014 )




• ฃการสำารวจท่วประเทศคร้งแรกในประเทศไทย โดยใช้แบบสอบถามกับนักเรียนในช้นประถม 4 ถึงช้น


มัธยม 3 จำานวน 2,990 คน จากทุกภาคของประเทศ (สมบัติ ตาปัญญา 2549) พบว่าประมาณ 38
เปอร์เซ็นต์ (1,156 คน) บอกว่า “เคยถูกรังแกเดือนละ 2-3 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้น” และ 20 เปอร์เซ็นต์

(600 คน) บอกว่าถูกรังแก “สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง” หรือถูกรังแกเป็นประจำานั่นเอง มีนักเรียนที่ยอมรับ


ว่าตนเองเคยรังแกเพื่อนตั้งแต่ 2-3 ครั้งขึ้นไปจนถึงสัปดาห์ละ 3-4 ครั้งประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ (756


คน) และมีคนที่บอกว่าเคยทำาเพียง 1-2 ครั้งอีก 38 เปอร์เซ็นต์ (1,147 คน) ซึ่งหากพิจารณาว่าคนที่

ไม่อยากบอกว่าตนเองรังแกเพื่อน หรือถูกรังแก อาจจะมีอีกมาก เพราะตามปกติย่อมไม่มีใครอยากพูดถึง

เรื่องที่ตนเองทำาไม่ดี หรือถูกรังแก


• จากการวิจัยในเร่องนี้พบว่านักเรียนจำานวนมากเมื่อถูกรังแก (ประมาณ 30-60 เปอร์เซ็นต์) จะไม่กล้าบอก


ผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนหรือที่บ้าน (Olweus & Solberg, 1998)


ผลกระทบจากการรังแกกัน




• นักเรยนทถกรงแกจะมีความเสียงเพิมขนตอการเกดอาการซมเศรา วตกกงวล มีปญหาในการนอน มีสัมฤทธ ์ ิ














ผลทางการเรียนลดต่ำาลง และอาจออกจากโรงเรียนกลางคัน (Centers for Disease Control, 2019 )
• นักเรียนที่เป็นทั้งผู้ถูกรังแกและเป็นผู้รังแกด้วย จะมีความเสี่ยงต่อการมีปัญหาทางสุขภาพจิตและปัญหา
พฤติกรรม มากกว่านักเรียนท่เป็นเพียงผู้ถูกรังแก หรือเป็นเพียงผู้รังแกอย่างเดียว (Centers for Disease

Control, 2019 )
• นักเรียนที่เป็นผู้ถูกรังแกรายงานว่าการถูกรังแกมีผลต่อความรู้สึกต่อตนเอง (27%) ต่อความสัมพันธ์กับ
เพื่อน ๆ และครอบครัว (19%) ต่อการเรียน (19%) และต่อสุขภาพร่างกาย (14%) (National Center
for Educational Statistics, 2019 )



• นักเรียนท่ถูกรังแกจะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายเช่นปวดศีรษะและปวดท้อง มากกว่าเพื่อนท่ไม่ถูก
รังแกสองเท่า (Gini & Pozzoli, 2013 )

• เยาวชนที่ตำาหนิตัวเองและสรุปว่าเขาสมควรแล้วที่จะถูกรังแก จะมีความเสี่ยงมากกว่าเด็กทั่วไปที่จะเกิด


ผลกระทบทางลบ เช่น เกิดอาการซึมเศร้า ตกเป็นเหยื่อของการรังแกที่ต่อเนื่องยาวนาน และมีปัญหาใน

การปรับตัว (Perren, Ettakal, & Ladd, 2013 )




ก�รรังแกผ่�นอินเตอร์เน็ต (Cyberbullying)



• ในกลุ่มนักเรียนอายุ 12 – 18 ที่รายงานว่าถูกรังแกที่โรงเรียน จะมี 15% ที่บอกว่าถูกรังแกผ่านทาง

อินเตอร์เน็ตหรือมือถือ (National Center for Educational Statistics, 2019 )


• การรังแกผ่านอินเตอร์เน็ตจะพบมากท่สุดในนักเรียนระดับมัธยมต้น ตามด้วยนักเรียนระดับมัธยมปลาย

และนักเรียนประถม (Centers for Disease Control, 2019 )


• เปอร์เซ็นต์ของคนที่เคยถูกรังแกแบบ cyberbullying เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า (จาก 18% เป็น 37%)

ระหว่างปี พ.ศ. 2550-2562 (Patchin & Hinduia, 2019 )


• การรังแกแบบนี้แสดงออกมากท่สุดโดยการใช้คาพูดวิพากษ์วิจารณ์หรือดูถูกเหยียดหยาม (25%) และ


ปล่อยข่าวลือให้เสียหาย (22%) (Patchin et al., 2019 )


• ในการรังแกแบบออนไลน์นี้ เด็กผู้หญิงจะรายงานว่าถูกปล่อยข่าวลือมากกว่า ในขณะที่เด็กผู้ชายจะถูกขู่

ว่าจะทำาร้ายมากกว่า (Patchin et al., 2019 )


• คนที่ถูกรังแกทางอินเตอร์เน็ต ก็มักจะถูกรังแกในชีวิตจริงด้วย (Hamm, Newton, & Chisholm, 2015)




ก�รรังแกนักเรียนที่พิก�รหรือบกพร่องท�งร่�งก�ย สติปัญญ� หรือท�งก�รเรียนรู้


• นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นเด็กออทิสติก มีความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรม มี


ความบกพร่องทางสุขภาพร่างกาย ทางการพูดหรือภาษา จะรายงานว่าถูกรังแกมากกว่านักเรียนท่วไป

(Rose & Gage, 2016 )















• นักเรยนทเปนนักเรยนการศกษาพิเศษเมือถกรงแกจะถกขมขไม่ใหฟ้องครมากกวานักเรยนทวไปสองเทา







(Davis & Nixon, 2010 )

ก�รรังแกนักเรียนที่ถูกมองว่�มีคว�มหล�กหล�ยท�งเพศ (LGBTQ)



• 70.1% ของนักเรียนที่เป็น LGBTQ จะถูกรังแกทางวาจา (เช่น ถูกเรียกขานด้วยคำาหยาบ ถูกข่มขู่) ใน

ระยะเวลาหนึ่งปีก่อนการสำารวจ (Kosciw, Greytak, Zongrone, Clark, & Truong, 2018 )

• 28.9% ของนักเรียนที่เป็น LGBTQ จะถูกรังแกทางร่างกาย (เช่น ถูกผลัก ถูกกระแทก) ในระยะเวลา


หนึ่งปีก่อนการสำารวจ (Kosciw et al., 2018 )


• 48.7% ของนักเรียนท่เป็น LGBTQ จะถูกรังแกทางอินเตอร์เน็ต ในระยะเวลาหนึ่งปีก่อนการสำารวจ(Kos-

ciw et al., 2018 )

• 59.5% ของนักเรียนที่เป็น LGBTQ จะรู้สึกไม่ปลอดภัยในโรงเรียน (Kosciw et al., 2018 )


• ในกลุ่มนักเรียนที่เป็น LGBTQ ที่รายงานว่าคิดจะลาออกจากโรงเรียนกลางคัน 42.2% บอกว่าสาเหตุที่


อยากลาออกเป็นเพราะถูกข่มขู่คุกคามที่โรงเรียน (Kosciw et al., 2018 )


ก�รถูกรังแกและก�รฆ่�ตัวต�ย





• มีความสัมพันธ์ท่ชัดเจนระหว่างการถูกรังแกและพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย และมีปัจจัยอื่นเก่ยวข้องด้วย
เช่น อาการซึมเศร้า พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง และการเสพสารเสพติด (Reed, Nugent, & Cooper,


2015 )

• ข้อสรุปจากการวิจัยแบบ meta-analysis หรือการวิเคราะห์ข้อมูลโดยสรุปจากงานวิจัยหลายชิ้น พบว่า


นักเรียนที่ถูกรังแกจะมีความคิดอยากฆ่าตัวยตายสูงกว่านักเรียนทั่วไป 2.2 เท่า และพยายามลงมือฆ่าตัว

ตายสูงกว่านักเรียนทั่วไป 2.6 เท่า (Gini & Espelage, 2014 )




ก�รรังแกกันพบได้บ่อยเพียงใด


มีการวิจัยในประเทศนอร์เวย์พบว่า เด็กที่มีประวัติชอบรังแกผู้อื่น เมื่ออายุถึง 24 ปีจะติดคุกซ้ำา ๆ อย่างน้อย


3 ครั้ง มากกว่าเด็กที่ไม่มีประวัติรังแกผู้อื่นถึง 4 เท่า (Olweus, 1993) คำาอธิบายของปรากฎการณ์นี้ก็คือนักเรียน

ที่ชอบรังแกผู้อื่นมักจะได้รับผลประโยชน์จากพฤติกรรมเช่นนี้ ได้แก่การเกรงกลัวหรือยกย่องจากเพื่อน ๆ การได้





มาซ่งเงินและสิ่งของ (จากการข่มข่รีดไถผ้ถูกรังแก) การไม่ต้องทาตามกฎระเบียบโดยไม่ถูกตักเตือนหรือลงโทษ
(เช่น ในกรณีที่นักเรียนเป็นลูกของผู้มีอิทธิพลหรือฐานะตำาแหน่งทางสังคมสูง ครูและผู้บริหารเกรงใจ ไม่กล้าตัก

เตือน) นักเรียนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้จึงเกิดความรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษที่จะทำาสิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่กลัวผลกระทบ





ท่จะเกิดข้น ประกอบกับพัฒนาการของสมองในวัยร่นท่บริเวณของสมองท่เก่ยวกับการได้รับความพอใจทางานได ้



ดีกว่าสมองส่วนที่ใช้ในการระมัดระวังและควบคุมตัวเอง จึงส่งผลให้มีพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายมากขึ้น และนำาไป
สู่การประกอบอาชญากรรมในที่สุด

กฎหม�ยป้องกันก�รรังแกกัน


จากปัญหาและผลกระทบจากการรังแกกันซึ่งนำาไปสู่ความเสียหายอย่างรุนแรง เช่น การฆ่าตัวตาย การ





ฆาตกรรม จึงมีการออกกฎหมายเพื่อป้องกันการรังแกกันข้นในบางประเทศ เช่นท่สหรัฐอเมริกา ท่รัฐฟลอริด้ามีการ
ออกกฎหมายชื่อ “Jeffrey Johnston Stand Up for All Students Act” ในปี ค.ศ. 2008 หลังจากที่มีนักเรียน



ช่อเจฟร่ จอห์นสันฆ่าตัวตายเพราะถูกรังแก (http://www.leg.state.fl.us/Statutes/index.cfm?App_mode=Dis-
play_Statute&Search_String=&URL=1000-1099/1006/Sections/1006.147.html) ในรัฐแมสซาชูเซท ก็ได ้


มีการออกกฎหมายต่อต้านการรังแกกันในปี ค.ศ. 2010 (http://www.wbur.org/2010/03/11/senate-bullying)

ซึ่งเป็นผลจากการฆ่าตัวตายของนักเรียนที่ถูกรังแกเช่นเดียวกัน


ในประเทศฟิลิปปินส์ ก็มีการออกกฎหมายป้องกันการรังแกกันในปี ค.ศ. 2013 (https://www.lawphil.



net/statutes/repacts/ra2013/ra_10627_2013.html) ใจความสำาคัญของกฎหมายเหล่านีคอการบงคบให ้


โรงเรียนต้องมีนโยบายที่จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดการรังแกกันขึ้น เช่น การอบรมครู นักเรียน ผู้ปกครอง และเมื่อมี



การรังแกกันเกิดข้นจะต้องมีการดาเนินการช่วยเหลือนักเรียนท่ถูกรังแก และขัดขวางแทรกแซงหรือลงโทษนักเรียน
ผู้รังแก เขตพื้นที่การศึกษาจะต้องทำางานกับนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ผู้บริหารโรงเรียน ผู้รักษากฎหมาย ในการ














ปองกนการรงแกกัน เขตพืนทการศกษาจะตองรายงานตอหน่วยงานทเกยวของ และแจ้งผูปกครองของนักเรียนท้ง



ฝ่ายที่กระทำาและถูกกระทำา ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น หากการรังแกกันนั้น เข้าข่ายการทำาผิดกฎหมาย ผู้อำานวย
การโรงเรียนจะต้องแจ้งความต่อตำารวจเพื่อให้ดำาเนินคดี หากโรงเรียนไหนไม่ทำาตามกฎหมายนี้จะได้รับผลกระทบ
ต่าง ๆ เช่นถูกตักเตือน ถูกตัดงบประมาณ หรือมีผลต่อการขึ้นเงินเดือน เลื่อนตำาแหน่งของครูและผู้บริหาร

ในประเทศไทยมีกฎหมายที่ใช้คาว่า “รังแก” อยู่ในกฎหมายอาญามาตรา 44, 397 โดยให้รายละเอียด

ว่า “ผู้ใดในท่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกานัล กระทาด้วยประการใด ๆ อันเป็นการรังแกหรือข่มเหงผ้อื่น



หรือกระทำาให้ผู้อื่นได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำาคาญ ต้องระวางโทษจำาคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน
1,000 บาท หรือทั้งจำาทั้งปรับ” แต่ในทางปฏิบัติ น่าจะเป็นเรื่องการรบกวนความสงบหรือสร้างความเดือดร้อนใน
ท่สาธารณะมากกว่าการรังแกกันในโรงเรียน ซ่งปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการยังไม่มีนโยบายหรือแนวปฏิบัติในเร่อง



นี้อย่างชัดเจน


จากสถิติการสำารวจและงานวิจัยจำานวนมากดังท่ได้ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น เป็นข้อบ่งช้ท่ชัดเจนว่าปัญหา


การรังแกกันเป็นปัญหาท่ร้ายแรงและเกิดข้นกับนักเรียนจำานวนมาก สามารถส่งผลกระทบต่อนักเรียน โรงเรียน

และสังคม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในปัจจุบันการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ในประเทศไทยยังมีอยู่ค่อนข้างน้อย การ



สำารวจคร้งนี้จึงน่าจะช่วยให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ของการรังแกกันในโรงเรียนในประเทศไทยในปัจจุบัน และ
นำาไปสู่การป้องกันและแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพได้

วิธีก�รสำ�รวจ


ผู้ดำาเนินการสำารวจได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิรักษ์ไทย และความร่วมมือจากสำานักงานคณะกรรมการ


การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ในการคัดเลือกโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศไทย




โดยประมาณให้ได้สัดส่วนท่ใกล้เคียงกันระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และต้งอย่ท้งในเขต

เมืองและเขตชนบท แล้วติดต่อประสานงานให้แต่ละโรงเรียนนำานักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ห้า และมัธยมศึกษา
ปีที่สอง ตอบแบบสอบถามซึ่งได้เตรียมไว้ให้ในหน้าเวปไซท์ เมื่อนักเรียนตอบครบตามที่กำาหนดไว้แล้ว ก็นำาข้อมูล


มาวิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุปต่อไป



เครื่องมือที่ใช้ในก�รสำ�รวจ


เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถามจำานวน 4 ชุด ดังต่อไปนี้


• แบบประเมินการรังแกกันในโรงเรียน

• แบบประเมินการรังแกกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (cyber bullying) เช่น ผ่านการใช้อินเตอร์เน็ตด้วย


คอมพิวเตอร์ แทปเล็ต และมือถือ

• แบบประเมินวิธีการอบรมสั่งสอนนักเรียน


• แบบประเมินความสุขสบายในวัยรุ่น





การเพิ่มแบบสอบถามอีกสองชุดที่นอกเหนือไปจากเรื่องการรังแกกัน คือ แบบประเมินวิธีการอบรมสั่งสอน

นักเรียน และแบบประเมินความสุขสบายในวัยรุ่น มาจากเหตุผลที่ว่า การเลี้ยงดูหรืออบรมสั่งสอนเด็กจะมีความ


สัมพันธ์กับพฤติกรรมการรังแกกันของนักเรียน คือหากนักเรียนได้รับการอบรมสั่งสอนด้วยความก้าวร้าวรุนแรง




มีการลงโทษท้งทางร่างกายและจิตใจ จะส่งผลให้นักเรียนก้าวร้าว เห็นการทาร้ายผ้อื่นเป็นเร่องท่ชอบธรรมและ


สามารถทำาได้ (ทำาตามที่ผู้ใหญ่ทำาตัวอย่างให้เห็น) และนำาไปสู่พฤติกรรมการรังแกเด็กที่อ่อนแอกว่าต่อไป หรือเด็ก

อีกจำานวนหน่งท่มีประสบการณ์คล้ายกันอาจเกิดผลกระทบแบบตรงกันข้าม คือเกิดการสูญเสียความเช่อมั่นหรือ


ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง มีภาพลักษณ์เกี่ยวกับตัวเองในทางลบ เพราะอาจมีบุคลิกแบบยอมคน ไม่กล้ายืนหยัด

ในสิทธิและศักดิ์ศรีของตนเอง ส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นผู้ถูกรังแกมากขึ้น ส่วนแบบสอบถามเรื่องความ




สุขสบาย มาจากแนวคิดท่ว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กันระหว่างความร้สึกสุขสบายกับการถูกรังแกและถูกลงโทษด้วย
คือเมื่อถูกลงโทษหรือถูกรังแกมาก ความรู้สึกสุขสบายก็ย่อมลดน้อยลง

ก�รวิเคร�ะห์ข้อมูล



เป็นการคำานวณหาค่าร้อยละของคำาตอบที่บ่งชี้ให้เห็นความคิดหรือพฤติกรรมต่าง ๆ ตามที่แบบสอบถาม

กำาหนดไว้ โดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์สถิติ SPSS




ขน�ดกลุ่มตัวอย่�ง


จำานวนนักเรียนที่ตอบแบบสอบถาม 23,787 คน

ประถมศึกษาปีที่ห้า 9,876 (41.5)


มัธยมศึกษาปีที่สอง 13,911 (58.5%)





แบ่งตามเพศ คือ หญิง 59.1% ชาย 40.5% อื่นๆ 0.4%





แบ่งตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ คือ ภาคกลาง 32.7% ภาคตะวันออก 8.7% ภาคเหนือ 16.2% ภาคอีสาน 27.1%

ภาคใต้ 9.1% และภาคตะวันตก 6.3%




ผลก�รวิเคร�ะห์ข้อมูล


พฤติกรรมก�รรังแก


แบบสอบถามเรื่องการรังแกกันจะประกอบด้วยคำาถาม 38 ข้อ สอบถามเกี่ยวกับด้านต่าง ๆ ของพฤติกรรม

การรังแกกัน ทั้งจากการเป็นผู้ถูกรังแก และผู้รังแก เช่น เป็นพฤติกรรมการรังแกแบบไหน เกิดขึ้นที่ไหน บ่อยแค่










ไหน ใครเป็นคนทา เมือถูกรังแกแล้วได้แจ้งครหรือผ้ปกครองและไดรบความช่วยเหลือหรอไม่ ทัศนคติตอการรังแก
เป็นอย่างไร ฯลฯ ข้อมูลจากคำาตอบที่ได้รับนำามาคำานวณโดยอาศัยเกณฑ์ดังต่อไปนี้
ตัวเลือกสำาหรับข้อคำาถามส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการรังแกกันคือ
• ฉันไม่เคยถูกรังแกที่โรงเรียนเลย

• เคยเกิดขึ้น 1-2 ครั้ง เท่านั้น


• เกิดขึ้นเดือนละ 2-3 ครั้ง

• สัปดาห์ละครั้ง


• สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง




การคดคะแนนจะทาโดยการรวมค่าเปอรเซนตจากสามตัวเลือกหลังเพือกาหนดวาเปนการรังแกกนทเกดขน













ผลที่ได้แสดงให้เห็นความถี่และลักษณะของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรังแกกันดังต่อไปนี้

จากคำาถามที่แสดงให้เห็นภาพรวมของการรังแกกัน คือ นักเรียนเคยถูกรังแกที่โรงเรียนบ่อยแค่ไหน ได้คำา

ตอบที่แสดงให้เห็นว่า นักเรียนชั้น ป. 5 ถูกรังแกสูงถึง 40.6% ส่วนนักเรียนชั้น ม. 2 ถูกรังแก 29.1%


หากคิดเป็นภาพรวม จะพบว่านักเรียนประมาณหนึ่งในสามหรือ 33.9% ถูกรังแกเป็นประจำา ดังที่แสดงไว้

ในแผนภูมิต่อไปนี้



แผนภูมิที่ 1 ก�รรังแกกันในภ�พรวม

ก�รถูกรังแกเมื่อแยกต�มเพศ

พบว่าในชั้น ป.5 นักเรียนที่บอกว่าเป็น “เพศอื่น ๆ” จะถูกรังแกมากที่สุด คือ 58.9% ซึ่งสอดคล้องกับ




ข้อสังเกตท่มักถูกกล่าวอ้าง ว่านักเรียนกลุ่มท่มีความหลากหลายทางเพศจะตกเป็นเป้าของการรังแกค่อนข้างมาก
นักเรียนชายจะถูกรังแกมากกว่านักเรียนหญิง ทั้งในระดับ ป.5 (42.1%) และ ม.2 (38.9%) ดังแผนภูมิต่อไปนี้








แผนภูมิที่ 2 ก�รรังแกกันแยกต�มเพศ

ก�รถูกรังแกแยกต�มพื้นที่

เมื่อแยกวิเคราะห์ข้อมูลโดยแบ่งตามภาค จะพบว่าภาคเหนือมีอัตราการถูกรังแกสูงที่สุด (45.9% สำาหรับ


ชั้น ป. 5 และ 21.7% สำาหรับชั้น ม. 2) ตามด้วยภาคอีสานและภาคตะวันออก และภาคกลาง ส่วนภาคใต้และ

ภาคตะวันตกจะน้อยกว่าภาคอื่น ๆ แต่ก็ยังอยู่ในระดับประมาณหนึ่งในสามของนักเรียน โดยทุกภาคเด็กชายจะถูก


รังแกมากกว่าเด็กหญิง และนักเรียนชั้น ป. 5 จะถูกรังแกมากกว่านักเรียนในชั้น ม. 2 ดังแผนภูมิต่อไปนี้




แผนภูมิที่ 3 ก�รถูกรังแกแยกต�มพื้นที่

บริเวณที่ถูกรังแก
















ในการปองกนการรงแกกนในโรงเรยน การมีขอมูลวาการรงแกกนเกดขนทไหนของบรเวณโรงเรยน จะมี





ประโยชน์ในการช่วยให้วางแผนการดาเนินงานได้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพย่งข้น เช่น บริเวณไหนท่เกิดเหต ุ

บ่อยคร้ง ครูจะต้องจัดการให้มีการสอดส่องดูแลให้มากข้น ไม่ปล่อยให้นักเรียนอย่ตามลำาพังในบริเวณน้น การ




สำารวจครั้งนี้พบว่าข้อมูลคล้ายกันกับที่ได้จากการสำารวจในปี พ.ศ. 2549 คือพบมากที่สุดในห้องเรียนเวลาที่ครูไม่
อยู่ (26.8%) ที่สนาม (16%) ในห้องเรียนเวลาครูอยู่ (12.3%) ตามทางเดินและบันได (11.8%) ในโรงอาหาร
(8%) และในห้องน้ำาโรงเรียน (7%) ตามที่แสดงไว้ในแผนภูมิต่อไปนี้
แผนภูมิที่ 4 พฤติกรรมต่�ง ๆ ที่ใช้ในก�รรังแก

ก�รเปรียบเทียบระหว่�งอัตร�ก�รถูกรังแก กับก�รเป็นผู้กระทำ�ก�รรังแก


การเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างสองส่วนของแบบสอบถาม คือระหว่างการรายงานว่าถูกรังแกแบบไหนมาก





น้อยเพียงใด สามารถนำามาเปรียบเทียบกับคาตอบท่นักเรียนให้ในส่วนท่ถูกถามว่าได้กระทาการรังแกด้วยพฤติกรรม






เหล่านั้นด้วยหรือไม่ เพื่อดูวาสอดคล้องกันหรอขดแย้งกัน ซ่งจากข้อมูลทไดก็พบว่าการรายงานของนักเรียนทงสอง



ส่วนสอดคล้องกัน ถือเป็นข้อบ่งชี้ว่าข้อมูลที่ได้มามีความน่าเชื่อถือได้ ดังจะเห็นได้ในแผนภูมิต่อไปนี้
แผนภูมิที่ 5 ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่�งก�รถูกรังแกกับก�รกระทำ�ก�รรังแก

ก�รเปรียบเทียบระหว่�งอัตร�ก�รถูกรังแก กับก�รเป็นผู้กระทำ�ก�รรังแก

การเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างสองส่วนของแบบสอบถาม คือระหว่างการรายงานว่าถูกรังแกแบบไหนมาก






น้อยเพียงใด สามารถนำามาเปรียบเทียบกับคาตอบท่นักเรียนให้ในส่วนท่ถูกถามว่าได้กระทาการรังแกด้วยพฤติกรรม






เหล่านั้นด้วยหรือไม่ เพื่อดูวาสอดคล้องกันหรอขดแย้งกัน ซ่งจากข้อมูลทไดก็พบว่าการรายงานของนักเรียนทงสอง



ส่วนสอดคล้องกัน ถือเป็นข้อบ่งชี้ว่าข้อมูลที่ได้มามีความน่าเชื่อถือได้ ดังจะเห็นได้ในแผนภูมิต่อไปนี้

บริเวณที่ถูกรังแก

ในการป้องกันการรังแกกันในโรงเรียน การมีข้อมูลว่าการรังแกกันเกิดขึ้นที่ไหนของบริเวณโรงเรียน จะมี





ประโยชน์ในการช่วยให้วางแผนการดาเนินงานได้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพย่งข้น เช่น บริเวณไหนท่เกิดเหต ุ



บ่อยคร้ง ครูจะต้องจัดการให้มีการสอดส่องดูแลให้มากข้น ไม่ปล่อยให้นักเรียนอย่ตามลำาพังในบริเวณน้น การ


สำารวจครั้งนี้พบว่าข้อมูลคล้ายกันกับที่ได้จากการสำารวจในปี พ.ศ. 2549 คือพบมากที่สุดในห้องเรียนเวลาที่ครูไม่
อยู่ (26.8%) ที่สนาม (16%) ในห้องเรียนเวลาครูอยู่ (12.3%) ตามทางเดินและบันได (11.8%) ในโรงอาหาร

(8%) และในห้องน้ำาโรงเรียน (7%) ตามที่แสดงไว้ในแผนภูมิต่อไปนี้



แผนภูมิที่ 6 บริเวณที่เกิดก�รรังแกกัน

ก�รแจ้งเหตุหรือขอคว�มช่วยเหลือเมื่อถูกรังแก

ข้อมูลจากคำาถามที่ว่า “เมื่อถูกรังแกนักเรียนได้บอกใครบ้าง?” จะช่วยให้บอกได้ว่าคนที่นักเรียนไว้วางใจหรือ


คิดว่าน่าจะช่วยได้คือใครบ้าง ข้อมูลเช่นนี้ก็จะเป็นประโยชน์ในการออกแบบโครงการป้องกันการรังแกเช่นเดียวกัน

จากการสำารวจครั้งนี้ พบว่าคนที่นักเรียนบอกมากที่สุดคือเพื่อน (25.9) ตามด้วยครูประจำาชั้น (18.7%) พี่น้อง


(10.9%) และคนอื่น ๆ (8.7%) ในขณะที่จะบอกพ่อแม่น้อยกว่า (7.9%) และบอกผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ที่โรงเรียน

น้อยที่สุด (3.7%) เมื่อดูตัวเลขรวมแล้วจะพบว่านักเรียนที่ถูกรังแกแล้วบอกคนอื่นให้ทราบจะมีเพียง 27.8% หรือ




ประมาณหนึ่งในสี่เท่านั้น ผ้ท่ออกแบบโปรแกรมการป้องกันการรังแกกันจึงไม่ควรคาดหวังว่าจะป้องกันการรังแกกัน
ได้โดยการให้คนที่ถูกรังแกมาแจ้งเหตุ เพราะประมาณสามในสี่ของผู้ถูกรังแกจะไม่บอกใคร สถิติเช่นนี้สอดคล้อง


กับสถิติของการถูกข่มขืนหรือทารุณกรรมทางเพศ ซึ่งผู้ถูกกระทำาจำานวนน้อยมากจะแจ้งเหตุ ส่วนใหญ่เป็นเพราะ

ความหวาดกลัว ความอับอาย หรือไม่มั่นใจว่าใครจะช่วยเหลือได้ การถูกรังแกก็เช่นเดียวกัน ผู้ถูกกระทำานอกจาก


จะวิตกกังวล หวาดกลัว หรือซึมเศร้าแล้ว บ่อยครั้งผู้รังแก (เช่นเดียวกับผู้กระทำาความรุนแรงแบบอื่น ๆ) มักจะ




ข่มข่ไม่ให้ไปบอกใคร หากไม่เช่ออาจถูกทาร้ายอีก การป้องกันความรุนแรงระหว่างบุคคลจึงมักจะไม่เน้นท่การให้ผู้ถูก

กระทาแจ้งเหตุเพียงอย่างเดียว แต่จะให้ความสำาคัญกับบุคคลแวดล้อมและเพิ่มความร้ เพิ่มทักษะในการแทรกแซง


ช่วยเหลือ หรือแจ้งเหตุให้คนกลุ่มนี้ด้วย



แผนภูมิที่ 7 คนที่บอกให้ทร�บเมื่อถูกรังแก

ก�รแทรกแซงหรือช่วยเหลือจ�กเพื่อน

จากคำาถามที่ว่า “เมื่อมีคนถูกรังแก นักเรียนคนอื่น ๆ เคยพยายามห้ามหรือหยุดการกระทำาเช่นนั้นบ่อยแค่


ไหน?” คำาตอบที่ได้จะเป็นกราฟที่คล้ายแบบที่มีการแจกแจงปกติ (normal curve) แต่จะมีลักษณะที่เบ้ไปข้างที่

การแทรกแซงน้อย (แทบไม่เคย / นาน ๆ ครั้ง) มากกว่าด้านที่ให้ความช่วยเหลือมากกว่า (บ่อย ๆ / แทบทุก



คร้ง) แสดงให้เห็นว่าการเข้าแทรกแซงขัดขวางหรือช่วยเหลือผู้ถูกรังแกยังมีค่อนข้างน้อย การรณรงค์หรือสร้าง
ความตระหนักถึงผลร้ายของการรังแกกัน และการเพิ่มทักษะในการแทรกแซงขัดขวางการรังแก หรือการมอบหมาย


อำานาจและความรับผิดชอบให้แกนนำานักเรียนและครูทำางานในด้านนี้จึงมีผลดีต่อการป้องกันการรังแกกัน




แผนภูมิที่ 8 ก�รแทรกแซงขัดขว�งก�รรังแกโดยเพื่อนนักเรียน

ก�รมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง


จากคำาถามที่ว่า “เมื่อถูกรังแก ผู้ปกครองเคยติดต่อกับโรงเรียนเพื่อพยายามห้ามหรือหยุดการรังแกไหม?”



แสดงให้เห็นว่าผ้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ได้ติดต่อกับโรงเรียน ซ่งอาจหมายถึงการไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของ
ปัญหา หรืออาจเป็นผลจากการที่มีนักเรียนเพียงจำานวนน้อย (7.9%) ที่เล่าให้ผู้ปกครองฟังว่าถูกรังแก ซึ่งหมาย


ถึงว่าโรงเรียนท่มีนโยบายป้องกันการรังแกกันจะต้องพยายามช่วยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการป้องกันการรังแก

กันให้มากขึ้น





แผนภูมิที่ 9 ก�รมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง

ทัศนคติของนักเรียนต่อก�รรังแกกัน


จากคำาถาม “นักเรียนคิดอย่างไรเมื่อเห็นเพื่อนถูกรังแก?” คำาตอบสำาหรับข้อเลือกที่มีให้ มีตั้งแต่ “สมควร

แล้ว” “ไม่รู้สึกอะไร” “สงสารนิดหน่อย” ไปจนถึง “สงสารและอยากช่วย” เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนมี


ทัศนคติที่สนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการรังแกกัน ซึ่งข้อมูลที่ได้มาก็บ่งชี้ว่าส่วนใหญ่ของนักเรียน (53.1%) ไม่เห็น

ด้วยกับการรังแกกันและอยากช่วยเหลือผู้ถูกรังแก นักเรียนอีกหนึ่งในสี่ (25.2%) สงสารคนที่ถูกรังแก มีนักเรียน





จำานวนน้อย (10.5%) ท่ไม่ร้สึกอะไรกับเร่องนี้และนักเรียนท่ร้สึกว่าการถูกรังแกนั้นสมควรแล้วหรือเห็นด้วยกับ


การรังแกมีอยู่ 11.2%


แผนภูมิที่ 10 ทัศนคติของนักเรียนต่อก�รรังแกกัน

คำาตอบจากข้อคำาถามที่ว่า “ถ้ามีเพื่อนที่นักเรียนไม่ชอบ ถูกรังแก นักเรียนจะเข้าร่วมรังแกด้วยไหม?” เป็น


ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นทัศนคติของนักเรียนต่อการรังแกกัน ซึ่งข้อมูลที่ได้ก็สอดคล้องกับข้อมูลก่อนหน้า

นี้ คือนักเรียนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการรังแกกัน แต่สิ่งที่อาจน่ากังวลอยู่ก็คือ ยังมีนักเรียนส่วนหนึ่งแม้จะไม่มาก




นัก ท่เห็นด้วยและอาจเข้าร่วมรังแกเพื่อน จำานวนพอกันกับนักเรียนท่เห็นว่าการถูกรังแกนั้นสมควรแล้วจากแผนภูมิ
ก่อนหน้านี้





แผนภูมิที่ 11 ก�รร่วมรังแกเพื่อนที่กำ�ลังถูกรังแกอยู่

คำาถามอีกข้อหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันนี้ ซึ่งเป็นการประเมินทัศนคติต่อการรังแกกัน คือคำาถามว่า “นักเรียน


เคยทำาอย่างไรเมื่อเห็นเพื่อนกำาลังถูกรังแก?” และมีตัวเลือกคือ “เข้าร่วม” “ไม่ได้ทำาอะไร คิดว่าปกติ” “มองดูเฉย



ๆ “ “ไม่ได้ทาอะไรแต่ควรช่วย” และ “พยายามช่วย” ข้อมูลท่ได้ก็จะมีลักษณะคล้ายกับข้อก่อนหน้าน้ คือมีนักเรียน

จำานวนหนึ่งเห็นดีกับการรังแกกัน (“เข้าร่วมรังแกด้วย”) หรือยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและ

จะพยายามช่วยนักเรียนที่ถูกรังแก ดังจะเห็นได้ในแผนภูมิต่อไปนี้





แผนภูมิที่ 12 ปฏิกิริย�ของนักเรียนเมื่อเห็นเพื่อนถูกรังแก

คว�มกลัวหรือวิตกกังวลว่�จะถูกรังแก

หากพิจารณาจากมุมมองว่าโรงเรียนควรเป็นสถานที่ซึ่งนักเรียนรู้สึกปลอดภัยและมีความสุขเพื่อจะได้เรียนรู้


ได้อย่างเต็มที่ การมีพฤติกรรมรังแกกันในโรงเรียนย่อมขัดขวางหรือทำาลายความรู้สึกเช่นนี้ และส่งผลเสียต่อการ

เรียน การสำารวจครั้งนี้ จากคำาถามที่ว่า “พบว่ามีนักเรียนเพียงประมาณหนึ่งในสาม (36.7%) เท่านั้น ที่ไม่กลัว















การถูกรังแก แตทเหลือมีตงแตกลัวเป็นบางครงไปจนถงกลัวมาก ๆ ซงยอมส่งผลกระทบในทางลบตอนักเรยนอยาง


แน่นอน การกำาจัดปัญหาการรังแกกันจึงมีความสำาคัญมาก เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว
แผนภูมิที่ 13 คว�มรู้สึกกลัวก�รถูกรังแกของนักเรียน






















ก�รเข้�แทรกแซงหรือจัดก�รปัญห�ของครู


ข้อบ่งชี้ประการหนึ่งว่าครูหรือโรงเรียนได้ให้ความสำาคัญกับปัญหาการรังแกกันหรือไม่ ดูได้จากข้อมูลต่อไปนี้



ซ่งคล้ายกันกับข้อมูลใน แผนภูมิท่ 8 การแทรกแซงขัดขวางการรังแกโดยเพื่อนนักเรียน คือครูส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจทา

ซึ่งอาจจะมาจากความไม่ตระหนักต่อผลกระทบของการรังแก หรือมีทัศนคติที่ยอมรับการรังแกกันของนักเรียนก็ได้



แผนภูมิที่ 14 ก�รจัดก�รปัญห�ก�รรังแกกันโดยครู

ก�รรังแกกันผ่�นสื่อสังคมออนไลน์ (cyber bullying)

การประเมินการรังแกกันประเภทนี้ ได้ทำาโดยใช้แบบสอบถามที่มีคำาถาม 7 ข้อ คือ


1. นักเรียนเคยถูกรังแกผ่านสื่อสังคมออนไลน์บ่อยแค่ไหนในปีที่ผ่านมา

2. นักเรียนเคยถูกล้อเลียนโดยการตั้งชื่อ ตั้งฉายา เผยแพร่ในสื่อทางอินเตอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือ ที่ทำาให้


อับอายหรือไม่?

3. นักเรียนเคยถูกปล่อยข่าวลือโดยการนำารูปหรือข้อความไปเผยแพร่ผ่านสื่อให้เสียหายหรือไม่?




4. นักเรียนเคยถูกข่มข่หรือคุกคามว่าจะทาอันตรายหรือทาร้ายด้วยวิธีการต่าง ๆ หรือใช้ถ้อยคาหยาบคาย


ดูถูก เหยียดหยาม โดยผ่านสื่อทางอินเตอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือหรือไม่?
5. นักเรียนเคยถูกกีดกันหรือบล็อกไม่ให้เข้ากลุ่ม หรือถูกลบชื่อออกจากกลุ่มโดยไม่ขออนุญาตก่อนหรือไม่?

6. นักเรียนเคยถูกแอบอ้างช่อแล้วใช้ช่อโพสต์ภาพ วิดีโอ หรือข้อความท่สร้างความเสียหายให้นักเรียนเอง



หรือไม่?

7. นักเรียนเคยถูกแอบใช้รหัสผ่านเพื่อเข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ของนักเรียนเอง เพื่อ


สร้างความเสียหายและเจตนากลั่นแกล้งให้อับอายหรือไม่?


และมีข้อเลือกสำาหรับการตอบคือ

• ไม่เคยถูกรังแกเลย


• 1-2 ครั้ง

• 3-5 ครั้ง


• 6-10 ครั้ง

• มากกว่า 10 ครั้ง


ส่วนตัวเลือกสำาหรับการตอบ มีห้าระดับ คือ


• ไม่เคยถูกรังแกเลย

• 1-2 ครั้ง


• 3-5 ครั้ง

• 6-10 ครั้ง


• มากกว่า 10 ครั้ง

และการคิดคะแนนเพื่อถือว่ามีการรังแกเกิดขึ้นจะใช้สามตัวเลือกหลัง (3-5 ครั้ง 6-10 ครั้ง มากกว่า 10 ครั้ง)

ผลที่ได้คือ พบว่าการรังแกประเภทนี้โดยเฉลี่ยพบอยู่ที่ 7.1% และสิ่งที่ถูกกระทำามากที่สุดก็คือการถูกล้อเลียน (9%)


และโดยรวมแล้วนักเรียนชั้น ป. 5 จะถูกรังแกมากกว่านักเรียนชั้น ม. 2 ซึ่งสอดคล้องกับการรังแกทั่วไปที่แสดงผล

ไว้ข้างต้นเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้ในแผนภูมิต่อไปนี้ (ตัวเลขที่ให้ไว้ในกราฟคือตัวเลขรวมของนักเรียนทั้งหมดที่ได้รับ


การสำารวจ)

แผนภูมิที่ 15 ก�รรังแกกันผ่�นสื่อสังคมออนไลน์ (cyberbullying)














































วิธีก�รอบรมสั่งสอนที่ครูใช้กับนักเรียน


จากการศึกษาวิจัยจำานวนมาก โดยเฉพาะการศึกษาเรื่องการเรียนรู้เชิงสังคม (social learning) ของนักจิต

วิทยาชื่ออัลเบริ์ต แบนดูร่า (Bandura,1977; McLeod, 2013) แสดงให้เห็นว่าเด็กเรียนรู้พฤติกรรมต่าง ๆ จาก





การสังเกตคนรอบตัว โดยเฉพาะผ้ใหญ่ท่เลี้ยงดูหรือใช้เวลาอย่กับเด็กเป็นเวลานาน คือผ้ปกครองและครู แล้วทาตา


มอย่าง รวมไปถึงการซึมซับเอาทัศนคติและค่านิยมของผู้ใหญ่ไปด้วย เด็กที่ได้เห็นตัวอย่างของการใช้ความรุนแรง
ในการแก้ปัญหา เช่น การดุด่า เฆี่ยนตี จึงมีโอกาสที่จะเลียนแบบพฤติกรรมดังกล่าว และนำาไปใช้กับคนอื่น ๆ ใน

รูปของการทะเลาะวิวาทและการรังแกด้วย การประเมินว่าเด็กมีประสบการณ์ดังกล่าวมากน้อยเพียงใดจึงอาจใช ้


เป็นข้อบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการรังแกผู้อื่นได้

แบบสอบถามเพื่อประเมินประสบการณ์ของการได้รับการอบรมสั่งสอนจากครู ประกอบไปด้วยข้อคำาถาม 12


ข้อ โดยมีคำาถามนำาว่า “ในปีที่ผ่านมานี้ครูได้ทำาสิ่งต่อไปนี้หรือไม่?” แล้วให้นักเรียนเลือกตอบว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่

สำาหรับข้อความต่อไปนี้


1. งดสิทธิพิเศษ

2. อธิบายเหตุผล


3. มอบหมายให้ทำาอย่างอื่น

4. จับตัวเขย่า


5. ตะโกน ตวาด

6. เฆี่ยน ทุบตี ฟาดที่ก้นด้วยฝ่ามือ

7. ตีก้นด้วยสิ่งของเช่นไม้เรียว


8. บอกว่านักเรียนโง่ ขี้เกียจ

9. ชกหรือตบที่ใบหน้า หัว หู


10. ตีหรือฟาดที่มือ แขน ขา

11. ซ้อมหรือทุบตีด้วยสิ่งของหลายครั้ง


12. นักเรียนเชื่อว่าการอบรมนักเรียนให้ได้ดี ครูจำาเป็นต้องลงโทษทางร่างกาย


จะเห็นได้ว่าสามข้อแรกเป็นวิธีการสั่งสอนหรือจัดการพฤติกรรมเด็กในเชิงบวก ไม่ใช้ความรุนแรง ข้อ 4-11



เป็นวิธีท่ใช้ความรุนแรง และข้อสุดท้าย เป็นการประเมินทัศนคติของนักเรียน ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการลงโทษ
ด้วยการทำาร้ายร่างกาย ได้ข้อมูลดังที่ปรากฎในแผนภูมิต่อไปนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้ว่านักเรียนประมาณ 39%


- 85% จะรายงานว่าครูได้ใช้วิธีเชิงบวกในการอบรมสั่งสอน แต่ก็ยังมีการใช้ความรุนแรงต่อนักเรียนอยู่ ตั้งแต่

4.8% (ทุบตีหลายครั้ง) จนถึง 31.1% (ดุด่าว่าโง่ ขี้เกียจ) ประมาณหนึ่งในสี่ของนักเรียนยังถูกตีก้นด้วยไม้เรียว


และฟาดที่แขนขา ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับเดียวกันระหว่างนักเรียนชั้น ป. 2 และ ม. 5 ยกเว้นการใช้ความรุนแรง

ทางวาจา (ตวาด ดุด่าว่าโง่ ขี้เกียจ จะเห็นได้ว่าจะเกิดขึ้นกับนักเรียนชั้นม. 5 มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเคยมี


ผู้สันนิฐานไว้ว่าเมื่อเด็กโตขึ้น การลงโทษทางร่างกายจะลดลง (เพราะเด็กมีวุฒิภาวะสูงขึ้น ปัญหาพฤติกรรมแบบ

ซนหรือวุ่นวายลดลง หรือเด็กตัวโตขึ้นทำาให้ไม่เหมาะสมที่จะใช้กำาลังในการลงโทษ) แต่การใช้วาจาอย่างรุนแรงจะ


ไม่ลดลงหากครูยังมีทัศนคติที่เห็นด้วยกับการลงโทษเด็กอยู่ ข้อมูลที่น่าสังเกตประการสุดท้ายสำาหรับการประเมินนี้

ก็คือข้อมูลจากคำาถามข้อ 12 ที่สอบถามความเชื่อของนักเรียน ว่าเห็นด้วยกับการลงโทษทางร่างกายหรือไม่ ซึ่ง


พบว่า 27.3% เห็นด้วย และอาจสันนิษฐานต่อได้ว่า นักเรียนกลุ่มนี้น่าจะมีความเสี่ยงต่อการมีพฤติกรรมก้าวร้าว

รุนแรงหรือรังแกเพื่อน และเมื่อโตขึ้นก็อาจใช้วิธีเดียวกันนี้ต่อไปกับคนรอบตัวต่อไปซึ่งเป็นผลกระทบระยะยาวของ


การใช้ความรุนแรงในการอบรมสั่งสอนนักเรียนนั่นเอง

แผนภูมิที่ 16 ก�รอบรมสั่งสอนนักเรียนของครู
















































คว�มสุขสบ�ยของนักเรียน

แบบประเมินความสุขสบายของวัยรุ่น (EPOCH) เป็นการประเมินลักษณะ 5 ด้านของการมีความสุขสบาย





คือ การมีใจจดจ่อหรือมีสมาธิอย่กับสิ่งท่ทา (Engagement) ความพากเพียรพยายามทาให้สำาเร็จหรือไม่ท้อถอยเมื่อ

พบอุปสรรค (Perseverance) การมองโลกในแง่ดี (Optimism) การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบตัว (Connect-
edness) และการมีความสุข (Happiness) มีข้อคำาถามทั้งหมด 25 ข้อ แบ่งออกเป็นส่วนละ 5 ข้อ ดังตัวอย่าง

คำาถามต่อไปนี้


• เวลาที่ฉันกำาลังอ่านหรือเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ฉันมักจะเพลิดเพลินจนลืมเวลา (Engagement)


• หากฉันได้เริ่มทำาอะไรแล้ว ฉันจะต้องทำาให้เสร็จ (Perseverance)


• ฉันคิดว่าจะมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับชีวิตฉัน (Optimism)

• เมื่อมีปัญหา ฉันมีคนที่จะยืนอยู่เคียงข้าง (Connectedness)

• ฉันมีความสุขกับชีวิตมาก (Happiness)


ใช้วิธีคิดคะแนนดังต่อไปนี้


• เกือบไม่เคยเลย 1 บางครั้ง 2 บ่อยครั้ง 3 บ่อยมาก 4 เกือบตลอดเวลา 5

• โดยมีช่วงคะแนนจากแต่ละพื้นที่ (domain) = 5 – 25 คะแนน


• แล้วนำาคะแนนที่ได้มาหาค่าเฉลี่ยของแต่ละพื้นที่

ผลที่ได้แสดงว่านักเรียนที่ตอบแบบสอบถามนี้ มีสมาธิ ความจดจ่อ ความใส่ใจกับงานต่ำา (engagement)

= 9 ส่วนพื้นที่อื่น ๆ เหลือ อยู่ในระดับปานกลาง = 13-17 และไม่มีความแตกต่างกันระหว่างสองระดับชั้น


(ตัวเลขที่ให้ไว้คือตัวเลขสำาหรับภาพรวม) ดังจะเห็นได้ในแผนภูมิต่อไปนี้




แผนภูมิที่ 17 คว�มสุขสบ�ยของนักเรียน



















































ส่วนทน่าสังเกตประการหนึงคอ เมือวิเคราะหขอมูลดวยการแยกเพศ จะพบวานักเรยนเพศ “อืน ๆ” มี Optimism,




Connectedness, Happiness ตากวาอีกสองกลุม (สอดคล้องกับขอมูลทบงวานักเรยนกลุมนีถกรงแกมากกวากลุ่ม












อื่น) ดังที่เห็นในแผนภูมินี้
แผนภูมิที่ 18 คว�มสุขสบ�ยของนักเรียน แยกต�มเพศ

สรุปและอภิปร�ยผล



จากข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมมานี้ อาจกล่าวได้ว่าปัญหาการรังแกกันในโรงเรียนในช่วงเวลาอย่างน้อยสิบปี





มาน้ยังไม่ลดน้อยลง และมีแนวโน้มว่าอาจจะรุนแรงข้น ด้วยปัจจัยเสี่ยง (risk factor) ท่เพิ่มสูงข้นจากสภาพ
แวดล้อมทางสังคมที่มีตัวอย่างของการใช้ความรุนแรงให้เห็นตลอดเวลา สื่อที่นำาเสนอความรุนแรงในลักษณะที่ส่ง
เสริมหรือยกย่องการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้พ่อแม่มีเวลาเอาใจใส่ดูแลลูก


อย่างใกล้ชิดน้อยลง เพราะต้องทำางานหนักเพื่อความอยู่รอด การขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงดูเด็กในเชิง

บวก และผลร้ายของการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก ผู้ปฏิบัติงานหรือผู้มีวิชาชีพด้านการศึกษาและสุขภาพจิตควรจะ


ต้องให้ความสนใจกับปัญหาความรุนแรงต่อเด็กให้มากข้น และทางานเพื่อป้องกันและยุติความรุนแรงเช่นนี้อย่าง


เต็มกำาลัง สถานการณ์ของการรังแกกันในโรงเรียนอาจสรุปได้ดังนี้


• ปัญหาการรังแกกันยังมีอยู่มากในโรงเรียน (นักเรียนประมาณ 1 ใน 3 ถูกรังแกเป็นประจำา)


• นักเรียนประถมถูกรังแกมากกว่านักเรียนมัธยม (40% / 29%)

• นักเรียนชายถูกรังแกมากกว่านักเรียนหญิง


• นักเรียนเพศอื่น ๆ ในระดับประถมถูกรังแกมาก (58.9%)

• สถานการณ์ไม่ต่างจากการสำารวจในปี พ.ศ. 2549 กับนักเรียน 3,000 คนจากทุกภาค เช่น


• การล้อเลียนและดูถูกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ยังพบมากกว่าการรังแกแบบอื่น ๆ


• สถานที่พบการรังแกมากที่สุดคือ ในห้องเรียนเวลาครูไม่อยู่ ในสนามโรงเรียน ในห้องเรียนเวลาครู

อยู่ ทางเดินบันได


• ครูและผู้ปกครองยังมีบทบาทน้อยในการจัดการปัญหา

• การรังแกผ่านสื่อหรือแบบออนไลน์ (cyberbullying) พบว่าอยู่ในระดับต่ำา ประมาณ 7%


• การล้อเลียนผ่านสื่อออนไลน์ยังพบมากที่สุด 9% (เหมือนการรังแกในห้องเรียน)




ปัจจัยเสี่ยงต่อการรังแกกันในโรงเรียนประการหนึ่งท่สำาคัญคือการอบรมสั่งสอนเด็กด้วยความรุนแรง เพราะ





เป็นแบบอยางใหเดกเหนว่าการทารายคนอืน ๆ ท่มีกาลังน้อยกวาหรอไม่มีทางสู้ เป็นเร่องชอบธรรม และเมื่อซมซบ









เอาทัศนคติเช่นนี้ไปแล้ว นักเรียนก็จะนำาไปใช้กับคนอื่น ๆ ต่อไป ข้อมูลท่ได้แสดงให้เห็นว่า การใช้ความรุนแรงทาง

วาจายังมีอยู่ประมาณ 22-31% การใช้ความรุนแรงทางร่างกายยังมีอยู่ประมาณ 14-26% และนักเรียน 27%
เชื่อว่าการเฆี่ยนตีเป็นสิ่งจำาเป็น ซึ่งหมายถึงว่านักเรียนเหล่านี้ได้รับเอาความเชื่อเช่นนี้ไปแล้ว และมีความเสี่ยงที่
จะใช้ความรุนแรงกับคนอื่น ๆ ต่อไปอีกในอนาคต

นักเรียนมีภาวะความสุขสบายอยู่ในระดับปานกลาง และมีความจดจ่อหรือสมาธิกับสิ่งที่ทำาในระดับต่ำา อาจ








มีปจจัยเสรมคอการท่ในปจจุบนนักเรียนใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แทปเล็ต และมือถือคอนขางมาก สือเหล่านี ้



เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ทาให้ไม่สามารถจดจ่อกับอะไรนาน ๆ ได้ อาจส่งผลกระทบไปถึงสุขภาวะอื่น ๆ เช่น ความ





พากเพียรและการมีความสัมพันธ์ท่ดีกับคนรอบตัวด้วย ส่วนท่น่าเป็นกังวลในเร่องนี้ก็คือการท่นักเรียน “เพศอื่น ๆ”
มีภาวะความสุขสบายต่ำากว่านักเรียนกลุ่มอื่น ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการถูกรังแกมากกว่ากลุ่มอื่นด้วย
ข้อเสนอแนะ
จากข้อสรุปของการสำารวจครั้งนี้ ที่พบว่าปัญหาการรังแกกันยังไม่ลดน้อยลงไปจากเมื่อสิบกว่าปีก่อน แสดง


ให้เห็นว่ายังไม่มีการดาเนินการเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาท่จริงจัง ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพเพียงพอ ข้อเสนอ

แนะจากการสำารวจครั้งนี้จึงน่าจะเป็นดังต่อไปนี้ คือ


• กระทรวงศึกษาธิการควรให้ความสนใจกับการป้องกันการรังแกกันให้มากข้นอีก ด้วยการสนับสนุนกิจกรรม


ด้านนี้ และการออกกฎระเบียบเพื่อบังคับให้โรงเรียนต้องมีนโยบายและแนวปฏิบัติท่จะป้องกันการรังแกกัน

ในโรงเรียน คล้ายกับในประเทศอื่น ๆ ท่ยกระดับไปจนถึงการออกกฎหมายบังคับให้ทุกโรงเรียนต้องปฏิบัต ิ


ตามในการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้

• ควรเพิ่มความตระหนักและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย (ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง สาธารณชน)


ด้วยการให้ความร้และเผยแพร่ข้อมูล สร้างความตระหนักในสังคมต่อความร้ายแรงของปัญหา โดยเฉพาะ


ผลกระทบต่อสุขภาพจิตและสัมฤทธ์ผลทางการเรียน ปัญหาความสัมพันธ์ในชีวิต เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด

ที่มองว่าการรังแกกันเป็นเรื่องเล็กน้อยของเด็ก ๆ และไม่มีผลร้าย

• ควรให้ความสนใจกับการป้องกันปัญหาความรุนแรงโดยรวม จากข้อมูลท่พบว่านักเรียนจำานวนหนึ่งซ่งอาจ


มากถึงหนึ่งในสี่ มีทัศนคติที่เห็นชอบกับการรังแกหรือการใช้ความรุนแรงกับคนอื่น ๆ แล้ว


• ควรให้ความสนใจกับการแก้ปัญหาความรุนแรงบนฐานของเพศภาวะ (gender-based violence) มาก


ขึ้น จากข้อมูลที่พบว่านักเรียนเพศอื่น ๆ จะถูกรังแกมากกว่านักเรียนทั่วไป

การทำางานด้านการป้องกันที่ได้ผลดีควรทำางานจากหลายมิติเป็นแบบองค์รวม ได้แก่การป้องกันความรุนแรง


ทุกรูปแบบในโรงเรียน (ยุติการลงโทษ ละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีนักเรียน ยุติการรังแกกัน) การปลูกฝังวัฒนธรรม

และค่านิยมของการดูแล ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ ร่วมมือกัน มากกว่าการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศหรือเอาชนะคน


อื่น ๆ การปลูกฝังทัศนคติของการเคารพในสิทธิและศักด์ศรีของผู้อื่น และการให้ความร้กับสาธารณชนให้ตระหนัก


ถึงความร้ายแรงของปัญหา ควรสนับสนุนการวิจัยด้านนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์เพิ่มมากขึ้น


ว่าการยุติความรุนแรงในโรงเรียน ส่งผลดีต่อสังคมโดยรวมได้อย่างไร และกำาหนดนโยบายให้โรงเรียนทำากิจกรรม

ด้านนี้ โดยมีการติดตามประเมินผลอย่างจริงจังต่อไป

บรรณ�นุกรม




สมบัติ ตาปัญญา (2549) การสำารวจพฤติกรรมการรังแกกันของนักเรียนและทัศนคติต่อการลงโทษและ

พฤติกรรมการสร้างวินัยของครูในโรงเรียน สำานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรุงเทพฯ





Bandura, A. (1977). Social learning theory. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall.





Gianluca Gini and Tiziana Pozzoli (2013). Bullied Children and Psychosomatic Problems: A Me-


ta-analysis. Pediatrics October 2013, 132 (4) 720-729; DOI: https://doi.org/10.1542/peds.2013-0614





McLeod, S. (2013). Bandura - Social Learning Theory. Retrieved from www.simplypsychology.org/

bandura.html





Olweus, D. (1993). Bullying at school: What we know and what we can do. Oxford: Blackwell


Publishers.





Olweus, D., & Solberg, M. (1998). Cross-cultural study of bully/victim problems in school: Final

report for Norway to Japanese Ministry of Education. In Y. Morita, & H. Soeda (Eds.), School


bullying around the world. Japanese Ministry of Education.





Osuka, Yuko & Nishimura, Tomoko & Wakuta, Manabu & Takei, Nori & Tsuchiya, Kenji. (2019).

Reliability and validity of the Japan Ijime Scale and estimated prevalence of bullying among 4th


through 9th graders: a large-scale school-based survey. Psychiatry and Clinical Neurosciences.

73. 10.1111/pcn.12864.





Student Reports of Bullying: Results From the 2017 School Crime Supplement to the National


Crime Victimization Survey. U.S. DEPARTMENT OF EDUCATION. NCES 2019-054. JULY 2019

[https://nces.ed.gov/pubs2019/2019054.pdf]




Click to View FlipBook Version