วิเคราะห์หลักสูตร
ตัวชีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง
รายวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ ม.5
นางสาวเฟาซียะห์ ดือเระ
กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โรงเรียนคณะราษฎรบำรุ ง จังหวัดยะลา
สำนั กงานเขตพื้นที่การศึ กษามัธยมศึ กษาเขตยะลา
กลุม่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์
บทนำ
ตวั ชวี้ ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ
พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ น้ี ได้กำหนดสาระ
การเรียนรอู้ อกเป็น ๔ สาระ ได้แก่ สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
สาระที่ ๓ วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ และสาระท่ี ๔ เทคโนโลยี มสี าระเพม่ิ เติม ๔ สาระ ได้แก่
สาระชวี วทิ ยา สาระเคมี สาระฟสิ กิ ส์ และสาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ซง่ึ องคป์ ระกอบของหลกั สตู ร
ทั้งในด้านของเน้ือหา การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้น้ัน
มีความสำคัญอย่างย่ิงในการวางรากฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละระดับช้ัน ให้มี
ความตอ่ เนื่องเช่อื มโยงกนั ตัง้ แต่ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๑ จนถึงชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๖ สำหรบั กลมุ่ สาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ที่ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียน
เป็นพ้ืนฐาน เพ่ือให้สามารถนำความรู้น้ีไปใช้ในการดำรงชีวิตหรือศึกษาต่อในวิชาชีพที่ต้องใช้
วทิ ยาศาสตรไ์ ด้ โดยจดั เรยี งลำดบั ความยากงา่ ยของเนอ้ื หาแตล่ ะสาระในแตล่ ะระดบั ชน้ั ใหม้ กี ารเชอ่ื มโยง
ความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด
ท้ังความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญทั้งทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษท่ี ๒๑ ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความร
ู้
ด้วยกระบวนการสบื เสาะหาความรู้ สามารถแกป้ ญั หาอย่างเป็นระบบ สามารถตดั สินใจ โดยใช้ข้อมลู
หลากหลายและประจักษ์พยานท่ตี รวจสอบได้
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ตระหนักถึงความสำคัญ
ของการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธ์ิต่อผู้เรียนมากท่ีสุด จึงได้จัดทำตัวช้ีวัด
และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ข้ึน เพื่อให้สถานศึกษา ครูผู้สอน
ตัวชว้ี ัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
ตลอดจนหนว่ ยงานตา่ ง ๆ ได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหนงั สือเรยี น คมู่ ือครู สือ่ ประกอบการเรยี น
การสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผล โดยตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑ ที่จัดทำขึ้นนี้ได้ปรับปรุงเพื่อให้มีความสอดคล้องและเช่ือมโยงกันภายในสาระ
การเรียนรู้เดียวกัน และระหว่างสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตลอดจน
การเชื่อมโยงเนื้อหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ด้วย นอกจากน้ียังได้ปรับปรุงเพ่ือให้มี
ความทันสมัยต่อการเปล่ียนแปลง และความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการต่าง ๆ และทัดเทียมกับ
นานาชาติ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ สรปุ เปน็ แผนภาพได้ ดังน
ี้
สาระที่ ๒
วิทยาศาสตรก์ ายภาพ
- มาตรฐาน ว ๒.๑ - ว ๒.๓
สาระท่ี ๑
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ สาระที่ ๓
วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ
วิทยาศาสตร์
วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
- มาตรฐาน ว ๑.๑ - ว ๑.๓
- มาตรฐาน ว ๓.๑ - ว ๓.๒
สาระท่ี ๔
เทคโนโลย
ี
- มาตรฐาน ว ๔.๑ - ว ๔.๒
วิทยาศาสตร์เพ่ิมเตมิ • สาระชวี วทิ ยา • สาระเคม ี • สาระฟิสิกส
์
• สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
ตัวช้ีวัดและสาระการเรียนร้แู กนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
เปา้ หมายของวทิ ยาศาสตร
์
ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุด
เพอื่ ใหไ้ ดท้ ง้ั กระบวนการและความรู้ จากวธิ กี ารสงั เกต การสำรวจตรวจสอบ การทดลอง แลว้ นำผลทไี่ ด้
มาจดั ระบบเปน็ หลักการ แนวคดิ และองค์ความรู้
การจดั การเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์จึงมีเป้าหมายที่สำคญั ดงั นี้
๑. เพอื่ ใหเ้ ข้าใจหลักการ ทฤษฎี และกฎทเี่ ป็นพื้นฐานในวชิ าวทิ ยาศาสตร
์
๒. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์และข้อจำกัดในการศึกษา
วชิ าวทิ ยาศาสตร์
๓. เพื่อใหม้ ที ักษะที่สำคัญในการศึกษาคน้ ควา้ และคิดค้นทางเทคโนโลย
ี
๔. เพ่ือให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์
และสภาพแวดล้อมในเชิงทมี่ ีอิทธิพลและผลกระทบซึ่งกนั และกัน
๕. เพอ่ื นำความรู้ ความเขา้ ใจ ในวชิ าวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยไี ปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์
ตอ่ สงั คมและการดำรงชวี ิต
๖. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และ
การจัดการ ทักษะในการส่อื สาร และความสามารถในการตัดสนิ ใจ
๗. เพื่อให้เป็นผู้ท่ีมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยา่ งสร้างสรรค
์
เรียนรูอ้ ะไรในวทิ ยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ท่ีเน้นการ
เชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้
กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
ทุกข้ันตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับช้ัน
โดยกำหนดสาระสำคญั ดงั น้
ี
ตวั ช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
✧ วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ เรยี นรเู้ กยี่ วกบั ชวี ติ ในสง่ิ แวดลอ้ ม องคป์ ระกอบของสง่ิ มชี วี ติ
การดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ
และววิ ฒั นาการของสง่ิ มีชวี ติ
✧ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ เรยี นรเู้ กยี่ วกบั ธรรมชาตขิ องสาร การเปลย่ี นแปลงของสาร
การเคลอ่ื นที่ พลังงาน และคลน่ื
✧ วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ เรยี นรเู้ กย่ี วกบั องคป์ ระกอบของเอกภพ ปฏสิ มั พนั ธ
์
ภายในระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ
เปล่ยี นแปลงลมฟ้าอากาศ และผลต่อสิ่งมชี วี ติ และส่งิ แวดลอ้ ม
✧ เทคโนโลยี
● การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู้เก่ียวกับ เทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต
ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
และศาสตร์อื่น ๆ เพ่ือแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ
เชิงวิศวกรรม เลือกใชเ้ ทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสมโดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบตอ่ ชีวติ สังคม และส่งิ แวดล้อม
● วทิ ยาการคำนวณ เรยี นรเู้ กย่ี วกบั การคดิ เชงิ คำนวณ การคดิ วเิ คราะห์ แกป้ ญั หา
เป็นข้ันตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสอื่ สาร ในการแก้ปัญหาท่พี บในชวี ติ จริงไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
สาระและมาตรฐานการเรยี นร
ู้
สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิต
กบั สงิ่ มชี วี ติ และความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสง่ิ มชี วี ติ กบั สง่ิ มชี วี ติ ตา่ ง ๆ ในระบบนเิ วศ
การถ่ายทอดพลังงาน การเปล่ียนแปลงแทนท่ีในระบบนิเวศ ความหมายของ
ประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
รวมท้ังนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของส่ิงมีชีวิต การลำเลียงสารเข้า
และออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ
ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ี
ของอวัยวะต่าง ๆ ของพชื ที่ทำงานสมั พันธก์ นั รวมทั้งนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพนั ธกุ รรม การเปลยี่ นแปลงทางพนั ธกุ รรมทมี่ ผี ลตอ่ สงิ่ มชี วี ติ ความหลากหลาย
ทางชีวภาพและววิ ฒั นาการของส่ิงมีชวี ิต รวมทั้งนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน
์
ตวั ชวี้ ดั และสาระการเรียนรแู้ กนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
สาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ
สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาต
ิ
ของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิด
ปฏิกิรยิ าเคมี
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงท่ีกระทำต่อวัตถุ ลักษณะ
การเคล่อื นทแ่ี บบตา่ ง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติ
ของคลน่ื ปรากฏการณท์ ีเ่ กย่ี วข้องกับเสียง แสง และคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า รวมทง้ั
นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
สาระท่ี ๓ วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ
กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ
ที่ส่งผลตอ่ สง่ิ มชี ีวิต และการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลง
ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า
อากาศและภมู ิอากาศโลก รวมท้ังผลตอ่ สงิ่ มชี ีวิตและสิ่งแวดลอ้ ม
สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพ่ือการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง
อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ
ศาสตร์อ่ืน ๆ เพ่ือแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์
ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
โดยคำนึงถงึ ผลกระทบตอ่ ชวี ิต สงั คม และส่ิงแวดล้อม
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น
ข้ันตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้
การทำงาน และการแกป้ ญั หาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร้เู ท่าทนั และมจี รยิ ธรรม
ตวั ชวี้ ัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ
ของสสารกบั โครงสรา้ งและแรงยดึ เหนีย่ วระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ
ของการเปลย่ี นแปลงสถานะของสสาร การเกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคม
ี
ชนั้
ตวั ชีว้ ัด
สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.๑
๑. อธบิ ายสมบตั ทิ ่ีสงั เกตได้ของวสั ดุทีใ่ ช้ทำวตั ถ
ุ • วสั ดทุ ใ่ี ช้ทำวตั ถุทเี่ ปน็ ของเล่น ของใช้ มีหลายชนดิ
ซง่ึ ทำจากวสั ดชุ นดิ เดยี วหรอื หลายชนดิ ประกอบกนั เชน่ ผ้า แก้ว พลาสตกิ ยาง ไม้ อิฐ หิน กระดาษ
โดยใชห้ ลักฐานเชงิ ประจักษ์
โลหะ วัสดแุ ตล่ ะชนดิ มสี มบตั ทิ ีส่ ังเกตไดต้ า่ ง ๆ
๒. ระบชุ นิดของวัสดุและจดั กล่มุ วัสด
ุ
เช่น สี น่มุ แขง็ ขรุขระ เรียบ ใส ขนุ่ ยืดหดได้
ตามสมบตั ิที่สงั เกตได้
บิดงอได
้
• สมบตั ทิ ส่ี งั เกตไดข้ องวสั ดแุ ตล่ ะชนดิ อาจเหมอื นกนั
ซ่งึ สามารถนำมาใชเ้ ปน็ เกณฑใ์ นการจดั กลมุ่
วัสดไุ ด้
• วัสดุบางอยา่ งสามารถนำมาประกอบกัน เพือ่
ทำเปน็ วตั ถุตา่ ง ๆ เช่น ผา้ และกระดมุ ใชท้ ำเส้อื
ไมแ้ ละโลหะ ใชท้ ำกระทะ
ป.๒
๑. เปรยี บเทยี บสมบตั ิการดูดซับนำ้ ของวสั ดุโดยใช้ • วัสดแุ ตล่ ะชนิดมสี มบัติการดูดซับนำ้ แตกตา่ งกนั
หลกั ฐานเชิงประจักษ์ และระบกุ ารนำสมบัต
ิ จงึ นำไปทำวตั ถเุ พอื่ ใชป้ ระโยชนไ์ ด้แตกต่างกัน เชน่
การดดู ซบั นำ้ ของวสั ดไุ ปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการทำวตั ถุ ใชผ้ ้าทีด่ ดู ซับน้ำได้มากทำผา้ เช็ดตัว ใชพ้ ลาสติก
ในชวี ติ ประจำวนั
ซง่ึ ไมด่ ูดซับน้ำทำร่ม
๒. อธิบายสมบัติทสี่ งั เกตได้ของวัสดทุ ่ีเกิดจาก • วสั ดบุ างอย่างสามารถนำมาผสมกันซ่งึ ทำใหไ้ ด้
การนำวสั ดมุ าผสมกนั โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ
์ สมบัตทิ เี่ หมาะสม เพื่อนำไปใชป้ ระโยชนต์ าม
ตอ้ งการ เชน่ แป้งผสมนำ้ ตาลและกะทิ ใชท้ ำ
ขนมไทย ปนู ปลาสเตอร์ผสมเย่อื กระดาษใชท้ ำ
กระปกุ ออมสนิ ปูนผสมหิน ทราย และน้ำใชท้ ำ
คอนกรตี
38 ตวั ชวี้ ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
ชนั้
ตวั ชวี้ ัด
สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
๓. เปรยี บเทียบสมบตั ทิ ส่ี งั เกตได้ของวสั ดุ เพ่อื นำ • การนำวสั ดมุ าทำเปน็ วตั ถใุ นการใช้งานตาม
มาทำเปน็ วัตถุในการใช้งานตามวตั ถปุ ระสงค์ วัตถุประสงคข์ ึ้นอยู่กับสมบตั ขิ องวัสดุ วัสดุที่ใช้
และอธิบายการนำวัสดทุ ีใ่ ช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ แลว้ อาจนำกลบั มาใช้ใหมไ่ ด้ เชน่ กระดาษใชแ้ ลว้
โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจักษ์
อาจนำมาทำเปน็ จรวดกระดาษ ดอกไมป้ ระดษิ ฐ์
๔. ตระหนกั ถงึ ประโยชน์ของการนำวสั ดทุ ใ่ี ชแ้ ล้ว
ถงุ ใสข่ อง
กลบั มาใชใ้ หม่ โดยการนำวัสดทุ ีใ่ ชแ้ ลว้ กลับมา
ใช้ใหม ่
ป.๓
๑. อธบิ ายว่าวตั ถปุ ระกอบขน้ึ จากชิน้ ส่วนย่อย ๆ • วัตถอุ าจทำจากช้นิ สว่ นยอ่ ย ๆ ซง่ึ แตล่ ะช้นิ
ซึ่งสามารถแยกออกจากกนั ได้และประกอบกัน มีลกั ษณะเหมอื นกนั มาประกอบเข้าดว้ ยกนั เม่อื
เปน็ วตั ถชุ ิน้ ใหม่ได้ โดยใชห้ ลักฐานเชงิ ประจกั ษ
์ แยกชนิ้ ส่วนย่อย ๆ แต่ละชิน้ ของวตั ถอุ อกจากกัน
สามารถนำชนิ้ ส่วนเหลา่ นน้ั มาประกอบเป็นวัตถุ
ชน้ิ ใหมไ่ ด้ เช่น กำแพงบา้ นมกี ้อนอิฐหลาย ๆ
ก้อนประกอบเขา้ ด้วยกนั และสามารถนำก้อนอฐิ
จากกำแพงบา้ นมาประกอบเป็นพนื้ ทางเดนิ ได
้
๒. อธบิ ายการเปล่ียนแปลงของวัสดเุ มื่อทำให
้
• เมอ่ื ให้ความรอ้ นหรือทำใหว้ ัสดรุ ้อนขึน้ และเมอื่
รอ้ นข้ึนหรือทำใหเ้ ยน็ ลง โดยใชห้ ลักฐาน
ลดความรอ้ นหรือทำให้วัสดุเยน็ ลง วัสดจุ ะเกดิ
เชิงประจักษ์
การเปลีย่ นแปลงได้ เช่น สเี ปลีย่ น รูปร่างเปล่ียน
ป.๔
๑. เปรียบเทียบสมบตั ทิ างกายภาพดา้ นความแข็ง • วสั ดแุ ต่ละชนดิ มีสมบัติทางกายภาพแตกต่างกนั
สภาพยดื หยนุ่ การนำความรอ้ น และการนำไฟฟา้ วัสดุท่มี คี วามแข็งจะทนต่อแรงขูดขดี วสั ดุทม่ี ี
ของวสั ดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจกั ษจ์ าก
การทดลองและระบุการนำสมบตั ิเรือ่ งความแขง็ สภาพยดื หยุ่นจะเปล่ียนแปลงรปู รา่ งเมอ่ื มีแรง
สภาพยดื หยนุ่ การนำความรอ้ น และการนำไฟฟา้ มากระทำและกลับสภาพเดมิ ได้ วสั ดทุ ี
่
ของวัสดุไปใช้ในชวี ิตประจำวันผ่านกระบวนการ นำความร้อนจะรอ้ นได้เร็วเม่อื ไดร้ บั ความรอ้ น
ออกแบบช้นิ งาน
และวสั ดทุ นี่ ำไฟฟา้ ได้ จะใหก้ ระแสไฟฟา้ ผา่ นได้
๒. แลกเปลีย่ นความคดิ กับผอู้ นื่ โดยการอภปิ ราย ดงั น้นั จึงอาจนำสมบัติต่าง ๆ มาพจิ ารณาเพอ่ื ใชใ้ น
เกี่ยวกบั สมบัตทิ างกายภาพของวัสดุอยา่ งมี กระบวนการออกแบบชน้ิ งานเพ่ือใชป้ ระโยชน
์
เหตุผลจากการทดลอง
ในชีวิตประจำวนั
ตัวชวี้ ดั และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) 39
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
ช้ัน
ตัวชวี้ ดั
สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
๓. เปรยี บเทยี บสมบตั ขิ องสสารทงั้ ๓ สถานะ จาก • วัสดเุ ปน็ สสารเพราะมีมวลและตอ้ งการทอ่ี ยู่
ข้อมูลท่ไี ดจ้ ากการสังเกตมวล การตอ้ งการทอ่ี ยู่ สสารมีสถานะเปน็ ของแขง็ ของเหลว หรอื แก๊ส
รปู ร่างและปรมิ าตรของสสาร
ของแข็ง มีปรมิ าตรและรูปร่างคงท่ี ของเหลวมี
๔. ใชเ้ ครือ่ งมอื เพ่ือวัดมวล และปรมิ าตร
ปริมาตรคงท่ี แตม่ ีรูปร่างเปล่ยี นไปตามภาชนะ
ของสสารทั้ง ๓ สถานะ
เฉพาะสว่ นทีบ่ รรจขุ องเหลว ส่วนแก๊สมีปรมิ าตร
และรูปรา่ งเปลี่ยนไปตามภาชนะที่บรรจ
ุ
ป.๕
๑. อธบิ ายการเปล่ยี นสถานะของสสาร เมื่อทำให้ • การเปล่ยี นสถานะของสสารเป็นการเปลี่ยนแปลง
สสารรอ้ นข้ึนหรือเยน็ ลง โดยใช้หลกั ฐาน
ทางกายภาพ เม่ือเพ่มิ ความรอ้ นใหก้ บั สสารถงึ
เชิงประจักษ
์ ระดบั หนงึ่ จะทำใหส้ สารท่ีเปน็ ของแข็งเปลย่ี น
สถานะเป็นของเหลว เรียกวา่ การหลอมเหลว
และเมอื่ เพมิ่ ความรอ้ นตอ่ ไปจนถงึ อกี ระดบั หนงึ่
ของเหลวจะเปล่ยี นเปน็ แก๊ส เรียกวา่
การกลายเปน็ ไอ แตเ่ มอ่ื ลดความรอ้ นลงถงึ ระดบั หนงึ่
แก๊สจะเปลีย่ นสถานะเป็นของเหลว เรยี กวา่
การควบแนน่ และถา้ ลดความรอ้ นต่อไปอีกจนถึง
ระดับหนง่ึ ของเหลวจะเปล่ียนสถานะเป็นของแข็ง
เรียกว่า การแขง็ ตวั สสารบางชนิดสามารถ
เปลยี่ นสถานะจากของแขง็ เปน็ แกส๊ โดยไม่ผ่าน
การเปน็ ของเหลว เรียกว่า การระเหิด ส่วนแกส๊
บางชนดิ สามารถเปล่ยี นสถานะเปน็ ของแข็ง
โดยไมผ่ า่ นการเปน็ ของเหลว เรยี กวา่ การระเหดิ กลบั
๒. อธบิ ายการละลายของสารในนำ้ โดยใชห้ ลักฐาน • เมอ่ื ใสส่ ารลงในนำ้ แล้วสารน้นั รวมเปน็
เชงิ ประจกั ษ
์ เนอ้ื เดียวกนั กบั นำ้ ทวั่ ทุกส่วน แสดงวา่ สารเกิด
การละลาย เรียกสารผสมท่ไี ด้วา่ สารละลาย
40 ตวั ชีว้ ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
ชน้ั
ตัวชว้ี ัด
สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
๓. วเิ คราะหก์ ารเปลีย่ นแปลงของสารเมื่อเกดิ การ • เมอ่ื ผสมสาร ๒ ชนดิ ขนึ้ ไปแล้วมสี ารใหม่เกดิ ขึ้น
เปล่ียนแปลงทางเคมี โดยใช้หลักฐาน
ซง่ึ มสี มบตั ิต่างจากสารเดิมหรือเมอื่ สารชนดิ เดียว
เชิงประจกั ษ์
เกดิ การเปลย่ี นแปลงแล้วมสี ารใหม่เกิดข้ึน
การเปลี่ยนแปลงน้เี รยี กว่า การเปลีย่ นแปลง
ทางเคมี ซง่ึ สังเกตไดจ้ ากมีสีหรอื กลิน่ ต่างจาก
สารเดิม หรอื มีฟองแก๊ส หรือมีตะกอนเกิดขึน้
หรือมกี ารเพ่ิมขน้ึ หรือลดลงของอณุ หภมู
ิ
๔. วิเคราะห์และระบุการเปล่ียนแปลงทผ่ี ันกลบั ได้ • เมื่อสารเกดิ การเปลี่ยนแปลงแลว้ สารสามารถ
และการเปลย่ี นแปลงที่ผันกลับไม่ได้
เปลี่ยนกลับเปน็ สารเดมิ ได้ เป็นการเปล่ยี นแปลง
ทผี่ นั กลบั ได้ เชน่ การหลอมเหลว การกลายเปน็ ไอ
การละลาย แต่สารบางอย่างเกดิ การเปล่ยี นแปลง
แลว้ ไม่สามารถเปลย่ี นกลับเป็นสารเดมิ ได้
เปน็ การเปล่ียนแปลงทผ่ี ันกลบั ไม่ได้ เช่น
การเผาไหม้ การเกดิ สนมิ
ป.๖
๑. อธบิ ายและเปรียบเทยี บการแยกสารผสม
• สารผสมประกอบดว้ ยสารตง้ั แต่ ๒ ชนดิ ขนึ้ ไปผสมกนั
โดยการหยิบออก การรอ่ น การใชแ้ มเ่ หล็กดึงดูด เช่น น้ำมันผสมนำ้ ขา้ วสารปนกรวดทราย วธิ กี าร
การรนิ ออก การกรอง และการตกตะกอน
ทีเ่ หมาะสมในการแยกสารผสมข้นึ อยูก่ บั ลักษณะ
โดยใช้หลกั ฐานเชิงประจักษ์ รวมทงั้ ระบวุ ิธี
และสมบตั ิของสารที่ผสมกนั ถ้าองคป์ ระกอบของ
แกป้ ัญหาในชีวิตประจำวนั เกยี่ วกบั การแยกสาร
สารผสมเป็นของแข็งกบั ของแขง็ ท่ีมขี นาด
แตกตา่ งกันอยา่ งชดั เจน อาจใชว้ ธิ กี ารหยบิ ออก
หรือการร่อนผ่านวสั ดุทีม่ ีรู ถา้ มสี ารใดสารหนึ่ง
เป็นสารแมเ่ หล็กอาจใชว้ ธิ ีการใช้แม่เหล็กดึงดูด
ถ้าองคป์ ระกอบเป็นของแข็งที่ไม่ละลายใน
ของเหลว อาจใช้วธิ กี ารรนิ ออก การกรอง หรอื
การตกตะกอน ซง่ึ วธิ ีการแยกสารสามารถนำไปใช้
ประโยชนใ์ นชีวติ ประจำวันได
้
ตวั ชว้ี ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) 41
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
ช้นั
ตัวชวี้ ัด
สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ม.๑
๑. อธบิ ายสมบตั ทิ างกายภาพบางประการของ
• ธาตแุ ต่ละชนดิ มสี มบัติเฉพาะตัวและมีสมบตั ิ
ธาตโุ ลหะ อโลหะ และกึง่ โลหะ โดยใชห้ ลักฐาน
ทางกายภาพบางประการเหมือนกันและ
เชิงประจกั ษท์ ่ไี ดจ้ ากการสงั เกตและการทดสอบ บางประการต่างกัน ซ่งึ สามารถนำมาจัดกลุม่ ธาตุ
และใชส้ ารสนเทศที่ได้จากแหล่งขอ้ มูลต่าง ๆ เปน็ โลหะ อโลหะ และกง่ึ โลหะ ธาตโุ ลหะมจี ดุ เดอื ด
รวมทงั้ จัดกลุ่มธาตเุ ปน็ โลหะ อโลหะ และ
จดุ หลอมเหลวสงู มผี วิ มนั วาว นำความร้อน
กงึ่ โลหะ
นำไฟฟา้ ดงึ เปน็ เสน้ หรอื ตเี ปน็ แผน่ บาง ๆ ได้ และ
มคี วามหนาแน่นทง้ั สูงและตำ่ ธาตุอโลหะ
มจี ดุ เดือด จดุ หลอมเหลวต่ำ มผี วิ ไม่มันวาว
ไมน่ ำความร้อน ไม่นำไฟฟา้ เปราะ แตกหักง่าย
และมีความหนาแน่นตำ่ ธาตุกึ่งโลหะมีสมบตั
ิ
บางประการเหมอื นโลหะ และสมบตั ิบางประการ
เหมือนอโลหะ
๒. วเิ คราะหผ์ ลจากการใชธ้ าตโุ ลหะ อโลหะ กงึ่ โลหะ • ธาตโุ ลหะ อโลหะ และกง่ึ โลหะ ทส่ี ามารถแผร่ งั สไี ด้
และธาตุกัมมันตรังสี ทมี่ ตี อ่ สง่ิ มีชวี ิต สง่ิ แวดลอ้ ม จัดเปน็ ธาตุกัมมันตรงั สี
เศรษฐกจิ และสงั คม จากข้อมลู ทีร่ วบรวมได้
• ธาตมุ ที ง้ั ประโยชนแ์ ละโทษ การใช้ธาตโุ ลหะ
๓. ตระหนักถึงคุณคา่ ของการใชธ้ าตุโลหะ อโลหะ อโลหะ กึง่ โลหะ ธาตุกัมมันตรงั สี ควรคำนึงถงึ
ก่งึ โลหะ ธาตกุ ัมมนั ตรงั สี โดยเสนอแนวทาง
ผลกระทบตอ่ สง่ิ มีชีวิต สงิ่ แวดล้อม เศรษฐกิจ
การใชธ้ าตุอยา่ งปลอดภยั ค้มุ คา่
และสงั คม
๔. เปรยี บเทยี บจดุ เดอื ด จดุ หลอมเหลวของสารบรสิ ทุ ธ์ิ • สารบรสิ ุทธปิ์ ระกอบด้วยสารเพียงชนดิ เดียว
และสารผสม โดยการวัดอณุ หภูมิ เขยี นกราฟ ส่วนสารผสมประกอบดว้ ยสารต้ังแต่ ๒ ชนิด
แปลความหมายขอ้ มลู จากกราฟ หรอื สารสนเทศ
ขนึ้ ไป สารบรสิ ทุ ธแ์ิ ตล่ ะชนดิ มสี มบตั บิ างประการ
ทเ่ี ป็นคา่ เฉพาะตัว เชน่ จดุ เดอื ดและ
จุดหลอมเหลวคงท่ี แตส่ ารผสมมีจดุ เดือด
และจุดหลอมเหลวไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับชนดิ และ
สดั สว่ นของสารทผ่ี สมอยดู่ ว้ ยกนั
42 ตวั ชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
ชน้ั
ตัวชีว้ ดั
สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๕. อธิบายและเปรยี บเทยี บความหนาแนน่ ของ
• สารบริสทุ ธแิ์ ต่ละชนดิ มีความหนาแน่น หรือ
สารบรสิ ุทธิ์และสารผสม
มวลตอ่ หน่ึงหน่วยปรมิ าตรคงที่ เป็นคา่ เฉพาะ
๖. ใช้เครือ่ งมอื เพ่อื วดั มวลและปริมาตรของ
ของสารนน้ั ณ สถานะและอุณหภูมหิ นึง่
แตส่ ารผสมมีความหนาแนน่ ไม่คงท่ีขึ้นอยู่กับชนิด
สารบริสทุ ธ์แิ ละสารผสม
และสัดส่วนของสารทผี่ สมอยู่ด้วยกัน
๗. อธบิ ายเกีย่ วกบั ความสมั พันธร์ ะหว่างอะตอม
• สารบริสทุ ธแ์ิ บ่งออกเปน็ ธาตุและสารประกอบ
ธาตุ และสารประกอบ โดยใช้แบบจำลอง
ธาตปุ ระกอบดว้ ยอนภุ าคที่เลก็ ทีส่ ดุ ทยี่ ังแสดง
และสารสนเทศ
สมบตั ิของธาตนุ ้นั เรียกว่า อะตอม ธาตแุ ต่ละชนิด
ประกอบดว้ ยอะตอมเพียงชนิดเดียวและไม่
๘. อธิบายโครงสร้างอะตอมท่ปี ระกอบดว้ ย สามารถแยกสลายเปน็ สารอื่นไดด้ ้วยวธิ ีทางเคมี
โปรตอน นิวตรอน และอิเลก็ ตรอน โดยใช
้ ธาตเุ ขยี นแทนดว้ ยสัญลักษณธ์ าตุ สารประกอบ
แบบจำลอง
เกดิ จากอะตอมของธาตตุ งั้ แต่ ๒ ชนดิ ขึน้ ไป
รวมตวั กันทางเคมีในอตั ราสว่ นคงที่ มสี มบตั
ิ
แตกตา่ งจากธาตทุ เ่ี ปน็ องคป์ ระกอบ สามารถ
แยกเป็นธาตไุ ด้ด้วยวิธที างเคมี ธาตุและ
สารประกอบสามารถเขยี นแทนไดด้ ว้ ยสตู รเคมี
• อะตอมประกอบดว้ ยโปรตอน นวิ ตรอน และ
อิเลก็ ตรอน โปรตอนมีประจุไฟฟา้ บวก ธาต
ุ
ชนดิ เดียวกันมจี ำนวนโปรตอนเทา่ กันและเปน็
คา่ เฉพาะของธาตนุ น้ั นวิ ตรอนเปน็ กลางทางไฟฟา้
สว่ นอเิ ลก็ ตรอนมีประจไุ ฟฟา้ ลบ เมื่ออะตอม
มจี ำนวนโปรตอนเทา่ กบั จำนวนอเิ ลก็ ตรอน
จะเปน็ กลางทางไฟฟ้า โปรตอนและนวิ ตรอน
รวมกันตรงกลางอะตอมเรียกวา่ นิวเคลยี ส
ส่วนอิเลก็ ตรอนเคลอ่ื นท่อี ยู่ในทวี่ ่างรอบนวิ เคลียส
ตัวชี้วดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) 43
ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
ชั้น
ตัวชี้วดั
สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๙. อธบิ ายและเปรียบเทียบการจดั เรยี งอนุภาค
• สสารทุกชนิดประกอบด้วยอนุภาค โดยสาร
แรงยดึ เหน่ียวระหวา่ งอนุภาค และการเคล่ือนที่ ชนดิ เดยี วกนั ทม่ี สี ถานะของแข็ง ของเหลว แก๊ส
ของอนภุ าคของสสารชนิดเดียวกันในสถานะ จะมกี ารจัดเรียงอนุภาค แรงยดึ เหนย่ี วระหวา่ ง
ของแขง็ ของเหลว และแกส๊ โดยใชแ้ บบจำลอง
อนภุ าค การเคลอื่ นทข่ี องอนภุ าคแตกต่างกัน
ซึง่ มผี ลตอ่ รูปรา่ งและปรมิ าตรของสสาร
• อนุภาคของของแข็งเรยี งชดิ กัน มแี รงยึดเหน่ยี ว
ระหวา่ งอนุภาคมากท่สี ดุ อนุภาคส่นั อยกู่ บั ท่ี
ทำใหม้ ีรปู รา่ งและปริมาตรคงที่
• อนุภาคของของเหลวอยใู่ กลก้ ัน มแี รงยดึ เหนย่ี ว
ระหวา่ งอนภุ าคนอ้ ยกวา่ ของแขง็ แตม่ ากกวา่ แกส๊
อนภุ าคเคลือ่ นทีไ่ ดแ้ ต่ไม่เป็นอสิ ระเท่าแกส๊ ทำให้
มรี ปู รา่ งไม่คงที่ แต่ปริมาตรคงท
ี่
• อนภุ าคของแกส๊ อยหู่ ่างกันมาก มีแรงยึดเหน่ียว
ระหวา่ งอนุภาคนอ้ ยทสี่ ุด อนภุ าคเคล่ือนที่ได้
อยา่ งอสิ ระทุกทศิ ทาง ทำให้มรี ปู รา่ งและปรมิ าตร
ไม่คงท่ี
๑๐. อธบิ ายความสมั พันธ์ระหว่าง
• ความร้อนมผี ลตอ่ การเปล่ยี นสถานะของสสาร
พลังงานความร้อนกับการเปลย่ี นสถานะ
เมือ่ ให้ความร้อนแก่ของแขง็ อนุภาคของของแขง็
ของสสาร โดยใช้หลกั ฐานเชิงประจกั ษแ์ ละ จะมพี ลังงานและอณุ หภมู เิ พมิ่ ขน้ึ จนถงึ ระดบั หนงึ่
แบบจำลอง
ซงึ่ ของแขง็ จะใชค้ วามรอ้ นในการเปลีย่ นสถานะ
เป็นของเหลว เรียกความรอ้ นท่ีใช้ในการเปล่ยี น
สถานะจากของแขง็ เปน็ ของเหลววา่ ความรอ้ นแฝง
ของการหลอมเหลว และอุณหภูมขิ ณะ
เปลี่ยนสถานะจะคงที่ เรียกอณุ หภูมิน้ีว่า
จดุ หลอมเหลว
44 ตัวชว้ี ัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
ชน้ั
ตัวชี้วัด
สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
• เมอ่ื ใหค้ วามรอ้ นแกข่ องเหลว อนภุ าคของของเหลว
จะมพี ลงั งานและอณุ หภมู เิ พมิ่ ขนึ้ จนถึงระดับหนง่ึ
ซึง่ ของเหลวจะใชค้ วามรอ้ นในการเปลยี่ นสถานะ
เปน็ แกส๊ เรยี กความร้อนท่ใี ชใ้ นการเปลี่ยนสถานะ
จากของเหลวเปน็ แก๊สวา่ ความรอ้ นแฝงของ
การกลายเปน็ ไอ และอุณหภมู ขิ ณะเปลย่ี นสถานะ
จะคงที่ เรียกอุณหภูมนิ วี้ า่ จดุ เดอื ด
• เมอื่ ทำใหอ้ ุณหภมู ขิ องแกส๊ ลดลงจนถึงระดบั หนงึ่
แก๊สจะเปล่ียนสถานะเป็นของเหลว เรียกอณุ หภูมิ
นว้ี ่า จุดควบแน่น ซง่ึ มีอุณหภูมิเดียวกบั จดุ เดอื ด
ของของเหลวนั้น
• เมอ่ื ทำใหอ้ ณุ หภูมขิ องของเหลวลดลงจนถงึ
ระดบั หนง่ึ ของเหลวจะเปลย่ี นสถานะเปน็ ของแขง็
เรียกอณุ หภูมินว้ี า่ จดุ เยือกแข็ง ซง่ึ มอี ุณหภมู
ิ
เดยี วกบั จดุ หลอมเหลวของของแขง็ นนั้
ม.๒
๑. อธบิ ายการแยกสารผสมโดยการระเหยแหง้
• การแยกสารผสมใหเ้ ปน็ สารบริสุทธิ์ทำไดห้ ลายวิธี
การตกผลึก การกลัน่ อย่างงา่ ย
ขน้ึ อยกู่ ับสมบตั ขิ องสารน้ัน ๆ การระเหยแหง้ ใช้
โครมาโทกราฟแี บบกระดาษ การสกดั ด้วย
แยกสารละลายซ่ึงประกอบดว้ ยตัวละลายทเ่ี ปน็
ตวั ทำละลาย โดยใช้หลักฐานเชงิ ประจักษ
์ ของแข็งในตวั ทำละลายท่ีเปน็ ของเหลว โดยใช้
๒. แยกสารโดยการระเหยแห้ง การตกผลกึ
ความร้อนระเหยตัวทำละลายออกไปจนหมด
เหลอื แตต่ วั ละลาย การตกผลึกใช้แยกสารละลาย
การกลัน่ อยา่ งงา่ ย โครมาโทกราฟแี บบกระดาษ
การสกดั ดว้ ยตวั ทำละลาย
ทปี่ ระกอบด้วยตัวละลายท่ีเปน็ ของแข็งใน
ตวั ทำละลายทเ่ี ปน็ ของเหลว โดยทำใหส้ ารละลายอม่ิ ตวั
แล้วปล่อยให้ตวั ทำละลายระเหยออกไปบางสว่ น
ตวั ละลายจะตกผลกึ แยกออกมา การกลนั่ อยา่ งงา่ ย
ใช้แยกสารละลายทป่ี ระกอบดว้ ย
ตวั ช้ีวัดและสาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง กลุม่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) 45
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
ชั้น
ตัวชี้วัด
สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ตัวละลายและตัวทำละลายท่เี ป็นของเหลวที่มี
จุดเดอื ดต่างกันมาก วธิ ีนี้จะแยกของเหลวบรสิ ทุ ธิ์
ออกจากสารละลายโดยใหค้ วามรอ้ นกบั สารละลาย
ของเหลวจะเดือดและกลายเป็นไอแยกจาก
สารละลายแล้วควบแนน่ กลับเป็นของเหลว
อกี ครั้ง ขณะที่ของเหลวเดอื ด อุณหภูมขิ องไอจะ
คงที่ โครมาโทกราฟแี บบกระดาษเป็นวธิ กี ารแยก
สารผสมที่มปี ริมาณนอ้ ยโดยใช้แยกสารท่ีมสี มบตั ิ
การละลายในตวั ทำละลายและการถกู ดดู ซับด้วย
ตัวดดู ซบั แตกตา่ งกัน ทำให้สารแตล่ ะชนิด
เคลอื่ นทีไ่ ปบนตัวดดู ซับไดต้ า่ งกัน สารจึงแยก
ออกจากกนั ได้ อตั ราส่วนระหวา่ งระยะทางท่สี าร
องค์ประกอบแตล่ ะชนิดเคล่อื นที่ไดบ้ นตวั ดดู ซบั
กบั ระยะทางท่ีตัวทำละลายเคลอื่ นทีไ่ ด้ เปน็
ค่าเฉพาะตวั ของสารแตล่ ะชนิดในตัวทำละลาย
และตัวดูดซับหนง่ึ ๆ การสกดั ด้วยตัวทำละลาย
เปน็ วธิ ีการแยกสารผสมทมี่ ีสมบตั กิ ารละลายใน
ตัวทำละลายท่ตี ่างกัน โดยชนิดของตวั ทำละลาย
มผี ลตอ่ ชนิดและปริมาณของสารท่สี กัดได้
การสกดั โดยการกลนั่ ด้วยไอน้ำ ใช้แยกสาร
ทีร่ ะเหยงา่ ย ไมล่ ะลายนำ้ และไมท่ ำปฏิกริ ยิ า
กบั น้ำออกจากสารทรี่ ะเหยยาก โดยใช้ไอนำ้
เปน็ ตัวพา
46 ตัวช้ีวดั และสาระการเรียนรูแ้ กนกลาง กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
ช้นั
ตัวชี้วัด
สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
๓. นำวธิ กี ารแยกสารไปใชแ้ กป้ ญั หาในชวี ติ ประจำวนั • ความรดู้ ้านวทิ ยาศาสตร์เก่ียวกับการแยกสาร
โดยบูรณาการวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ บรู ณาการกบั คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี โดยใช้
เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร
์ กระบวนการทางวศิ วกรรม สามารถนำไปใช
้
แก้ปญั หาในชวี ติ ประจำวนั หรอื ปัญหาทีพ่ บใน
ชุมชนหรอื สรา้ งนวตั กรรม โดยมีขนั้ ตอน ดงั น
ี้
- ระบปุ ญั หาในชวี ิตประจำวนั ท่เี ก่ียวกับการ
แยกสารโดยใชส้ มบตั ทิ างกายภาพ หรอื นวตั กรรม
ทตี่ อ้ งการพฒั นา โดยใช้หลกั การดังกลา่ ว
- รวบรวมข้อมลู และแนวคดิ เกีย่ วกบั การแยกสาร
โดยใช้สมบตั ทิ างกายภาพทีส่ อดคล้องกับปญั หา
ทีร่ ะบุ หรือนำไปสูก่ ารพัฒนานวตั กรรมนน้ั
- ออกแบบวิธกี ารแก้ปัญหา หรือพัฒนานวตั กรรม
ท่ีเกยี่ วกับการแยกสารในสารผสม โดยใช้สมบัติ
ทางกายภาพ โดยเช่อื มโยงความรู้ด้าน
วิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี และ
กระบวนการทางวศิ วกรรม รวมทัง้ กำหนดและ
ควบคุมตวั แปรอย่างเหมาะสม ครอบคลมุ
- วางแผนและดำเนนิ การแก้ปญั หา หรือพฒั นา
นวัตกรรม รวบรวมขอ้ มูล จดั กระทำขอ้ มูล
และเลอื กวธิ ีการสอื่ ความหมายทเ่ี หมาะสม
ในการนำเสนอผล
- ทดสอบ ประเมินผล ปรับปรงุ วิธีการแกป้ ญั หา
หรอื นวัตกรรมท่ีพัฒนาขึน้ โดยใช้หลกั ฐาน
เชิงประจกั ษ์ทีร่ วบรวมได้
- นำเสนอวธิ กี ารแก้ปัญหา หรอื ผลของนวัตกรรม
ท่ีพฒั นาขึน้ และผลท่ีได้ โดยใช้วธิ กี ารสอ่ื สาร
ทเ่ี หมาะสมและน่าสนใจ
ตวั ชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) 47
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
ชั้น
ตวั ชว้ี ดั
สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
๔. ออกแบบการทดลองและทดลองในการอธิบาย • สารละลายอาจมสี ถานะเปน็ ของแขง็ ของเหลว
ผลของชนดิ ตัวละลาย ชนิดตวั ทำละลาย และแกส๊ สารละลายประกอบด้วยตวั ทำละลาย
อณุ หภมู ทิ ม่ี ตี อ่ สภาพละลายไดข้ องสาร รวมท้ัง และตวั ละลาย กรณสี ารละลายเกดิ จากสารท่ีมี
อธบิ ายผลของความดนั ทีม่ ีตอ่ สภาพละลายได้ สถานะเดยี วกนั สารทม่ี ีปริมาณมากทสี่ ุดจดั เป็น
ของสาร โดยใชส้ ารสนเทศ
ตวั ทำละลาย กรณสี ารละลายเกดิ จากสารทมี่ ี
สถานะตา่ งกนั สารท่ีมีสถานะเดยี วกนั กับ
สารละลายจดั เป็นตัวทำละลาย
• สารละลายทตี่ ัวละลายไมส่ ามารถละลายในตวั
ทำละลายได้อกี ท่ีอุณหภูมหิ นึง่ ๆ เรยี กวา่
สารละลายอ่ิมตวั
• สภาพละลายไดข้ องสารในตัวทำละลาย เปน็ คา่ ท่ี
บอกปริมาณของสารที่ละลายไดใ้ นตัวทำละลาย
๑๐๐ กรัม จนได้สารละลายอ่ิมตัว ณ อุณหภมู ิ
และความดนั หน่งึ ๆ สภาพละลายได้ของสาร
บง่ บอกความสามารถในการละลายไดข้ องตวั ละลาย
ในตวั ทำละลาย ซึ่งความสามารถในการละลาย
ของสารขนึ้ อยกู่ บั ชนดิ ของตวั ทำละลายและ
ตวั ละลาย อณุ หภมู ิ และความดัน
• สารชนดิ หนง่ึ ๆ มสี ภาพละลายไดแ้ ตกตา่ งกนั ใน
ตวั ทำละลายท่ีแตกตา่ งกนั และสารตา่ งชนดิ กัน
มสี ภาพละลายไดใ้ นตวั ทำละลายหนงึ่ ๆ ไมเ่ ทา่ กนั
• เมอื่ อณุ หภูมสิ งู ขึ้น สารส่วนมาก สภาพละลายได้
ของสารจะเพิม่ ขน้ึ ยกเว้นแก๊สเมอื่ อณุ หภูมิสูงขึ้น
สภาพการละลายได้จะลดลง สว่ นความดันมีผล
ต่อแก๊ส โดยเมอื่ ความดนั เพม่ิ ขน้ึ สภาพละลายได้
จะสูงขนึ้
• ความรู้เกี่ยวกับสภาพละลายไดข้ องสาร เมือ่
เปลี่ยนแปลงชนิดตัวละลาย ตัวทำละลาย และ
อณุ หภมู ิ สามารถนำไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ติ ประจำวนั
เช่น การทำน้ำเชื่อมเข้มข้น การสกัดสารออกจาก
สมนุ ไพรให้ไดป้ ริมาณมากท่ีสุด
48 ตัวชวี้ ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
ช้นั
ตัวช้วี ัด
สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๕. ระบปุ รมิ าณตัวละลายในสารละลาย ในหน่วย • ความเขม้ ขน้ ของสารละลาย เป็นการระบุปรมิ าณ
ความเข้มข้นเป็นร้อยละ ปรมิ าตรตอ่ ปริมาตร ตัวละลายในสารละลาย หนว่ ยความเข้มข้น
มวลต่อมวล และมวลตอ่ ปริมาตร
มหี ลายหน่วย ที่นยิ มระบเุ ปน็ หน่วยเป็นร้อยละ
๖. ตระหนกั ถึงความสำคญั ของการนำความรเู้ ร่อื ง ปรมิ าตรตอ่ ปรมิ าตร มวลตอ่ มวล และมวล
ความเข้มข้นของสารไปใช้ โดยยกตวั อยา่ งการใช้ ตอ่ ปริมาตร
สารละลายในชวี ิตประจำวันอย่างถูกต้อง
• รอ้ ยละโดยปรมิ าตรตอ่ ปริมาตร เป็นการระบุ
และปลอดภัย
ปรมิ าตรตัวละลายในสารละลาย ๑๐๐ หน่วย
ปริมาตรเดยี วกนั นยิ มใช้กบั สารละลายทเ่ี ปน็
ของเหลวหรอื แกส๊
• ร้อยละโดยมวลตอ่ มวล เป็นการระบมุ วล
ตัวละลายในสารละลาย ๑๐๐ หน่วยมวลเดียวกัน
นิยมใช้กับสารละลายทม่ี ีสถานะเป็นของแขง็
• ร้อยละโดยมวลต่อปรมิ าตร เปน็ การระบมุ วล
ตัวละลายในสารละลาย ๑๐๐ หน่วยปรมิ าตร
นิยมใช้กับสารละลายที่มตี วั ละลายเป็นของแข็ง
ในตัวทำละลายทเ่ี ปน็ ของเหลว
• การใช้สารละลาย ในชวี ติ ประจำวนั ควรพิจารณา
จากความเขม้ ขน้ ของสารละลาย ข้ึนอยู่กบั
จุดประสงค์ของการใช้งาน และผลกระทบตอ่
สิ่งชวี ิตและส่งิ แวดล้อม
ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรยี นร้แู กนกลาง กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) 49
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
ชนั้
ตวั ชี้วดั
สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ม.๓
๑. ระบสุ มบัตทิ างกายภาพและการใชป้ ระโยชน์ • พอลเิ มอร์ เซรามกิ และวสั ดุผสม เป็นวสั ดทุ ่ีใช้
วสั ดปุ ระเภทพอลเิ มอร์ เซรามิก และวสั ดุผสม มากในชวี ิตประจำวนั
โดยใชห้ ลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ และสารสนเทศ
• พอลเิ มอร์เปน็ สารประกอบโมเลกุลใหญ
่
๒. ตระหนักถงึ คณุ คา่ ของการใชว้ ัสดปุ ระเภท
ทีเ่ กิดจากโมเลกุลจำนวนมากรวมตัวกันทางเคมี
พอลเิ มอร์ เซรามิก และวสั ดุผสม โดยเสนอแนะ เชน่ พลาสตกิ ยาง เสน้ ใย ซงึ่ เปน็ พอลเิ มอรท์ ีม่ ี
แนวทางการใช้วสั ดอุ ย่างประหยดั และคุ้มคา่
สมบัติแตกตา่ งกนั โดยพลาสติกเปน็ พอลิเมอรท์ ่ี
ข้ึนรูปเป็นรปู ทรงต่าง ๆ ได้ ยางยืดหย่นุ ได ้
สว่ นเสน้ ใยเปน็ พอลเิ มอรท์ สี่ ามารถดงึ เปน็ เสน้ ยาวได้
พอลิเมอรจ์ ึงใช้ประโยชน์ได้แตกตา่ งกัน
• เซรามิกเป็นวัสดทุ ีผ่ ลติ จาก ดนิ หิน ทราย และ
แร่ธาตตุ า่ ง ๆ จากธรรมชาติ และส่วนมากจะผ่าน
การเผาที่อุณหภมู สิ ูง เพ่ือให้ได้เนื้อสารทแ่ี ข็งแรง
เซรามิกสามารถทำเปน็ รปู ทรงต่าง ๆ ได้ สมบัติ
ท่วั ไปของเซรามิกจะแขง็ ทนต่อการสึกกร่อน
และเปราะ สามารถนำไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ เชน่
ภาชนะทเ่ี ปน็ เครอ่ื งปน้ั ดนิ เผา ชน้ิ สว่ นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส
์
• วสั ดุผสมเปน็ วัสดทุ ี่เกดิ จากวัสดุต้ังแต่ ๒ ประเภท
ทมี่ สี มบตั แิ ตกตา่ งกนั มารวมตวั กนั เพื่อนำไปใช้
ประโยชนไ์ ดม้ ากขน้ึ เชน่ เสอื้ กันฝนบางชนิด
เปน็ วสั ดผุ สมระหวา่ งผา้ กบั ยาง คอนกรตี เสรมิ เหลก็
เปน็ วัสดผุ สมระหวา่ งคอนกรีตกับเหลก็
• วัสดบุ างชนิดสลายตวั ยาก เช่น พลาสติก การใช้
วสั ดุอย่างฟุ่มเฟอื ยและไม่ระมัดระวงั อาจก่อ
ปัญหาตอ่ สิง่ แวดลอ้ ม
50 ตวั ชว้ี ัดและสาระการเรยี นร้แู กนกลาง กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
ช้ัน
ตวั ชว้ี ัด
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
๓. อธบิ ายการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี รวมถงึ การจดั
• การเกิดปฏิกิริยาเคมีหรอื การเปลีย่ นแปลงทาง
เรียงตัวใหมข่ องอะตอมเมือ่ เกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี เคมีของสาร เป็นการเปลี่ยนแปลงทท่ี ำให้เกดิ
โดยใชแ้ บบจำลองและสมการขอ้ ความ
สารใหม่ โดยสารทเี่ ขา้ ทำปฏกิ ริ ยิ า เรยี กวา่ สารตงั้ ตน้
สารใหมท่ เ่ี กดิ ขนึ้ จากปฏิกริ ยิ า เรียกว่า ผลติ ภัณฑ์
การเกดิ ปฏิกิริยาเคมสี ามารถเขียนแทนไดด้ ้วย
สมการข้อความ
• การเกิดปฏกิ ิริยาเคมี อะตอมของสารต้งั ต้นจะมี
การจัดเรียงตวั ใหม่ ได้เป็นผลติ ภัณฑ์ ซงึ่ มีสมบัติ
แตกต่างจากสารตง้ั ต้น โดยอะตอมแตล่ ะชนิด
กอ่ นและหลงั เกิดปฏิกิริยาเคมมี ีจำนวนเทา่ กนั
๔. อธิบายกฎทรงมวล โดยใชห้ ลักฐานเชิงประจักษ์
• เมื่อเกิดปฏิกิรยิ าเคมี มวลรวมของสารตงั้ ตน้
เทา่ กบั มวลรวมของผลติ ภัณฑ์ ซง่ึ เปน็ ไปตาม
กฎทรงมวล
๕. วเิ คราะหป์ ฏกิ ิรยิ าดดู ความรอ้ น และปฏิกิรยิ า • เมอื่ เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี มกี ารถ่ายโอนความร้อน
คายความร้อน จากการเปลย่ี นแปลงพลงั งาน ควบคไู่ ปกบั การจดั เรยี งตวั ใหมข่ องอะตอมของสาร
ความร้อนของปฏิกิรยิ า
ปฏกิ ริ ยิ าทมี่ กี ารถา่ ยโอนความรอ้ นจากสง่ิ แวดลอ้ ม
เขา้ สรู่ ะบบเป็นปฏิกริ ิยาดูดความรอ้ น ปฏิกิริยา
ทม่ี กี ารถา่ ยโอนความร้อนจากระบบออกส
ู่
สง่ิ แวดลอ้ มเปน็ ปฏกิ ริ ยิ าคายความรอ้ น โดยใช้
เครื่องมอื ท่เี หมาะสมในการวดั อณุ หภูมิ เช่น
เทอรม์ อมิเตอร์ หวั วัดท่สี ามารถตรวจสอบ
การเปล่ียนแปลงของอณุ หภมู ไิ ดอ้ ยา่ งต่อเน่อื ง
ตวั ช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) 51
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
ช้นั
ตัวชวี้ ัด
สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
๖. อธบิ ายปฏกิ ริ ยิ าการเกิดสนมิ ของเหล็ก ปฏกิ ิรยิ า • ปฏกิ ิริยาเคมที ่พี บในชีวิตประจำวันมีหลายชนิด
ของกรดกบั โลหะ ปฏกิ ริ ิยาของกรดกับเบส และ เชน่ ปฏิกิริยาการเผาไหม้ การเกิดสนิมของเหลก็
ปฏกิ ิรยิ าของเบสกับโลหะ โดยใช้หลักฐานเชงิ ปฏิกิริยาของกรดกบั โลหะ ปฏิกิรยิ าของกรดกบั
ประจกั ษ์ และอธบิ ายปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม ้
เบส ปฏิกิริยาของเบสกับโลหะ การเกิดฝนกรด
การเกดิ ฝนกรด การสังเคราะหด์ ้วยแสง โดยใช้ การสังเคราะหด์ ้วยแสง ปฏิกิรยิ าเคมสี ามารถ
สารสนเทศ รวมท้งั เขียนสมการขอ้ ความแสดง เขียนแทนได้ดว้ ยสมการขอ้ ความ ซ่ึงแสดงช่ือของ
ปฏกิ ิริยาดงั กล่าว
สารตง้ั ตน้ และผลิตภณั ฑ์ เชน่
เชอื้ เพลงิ + ออกซเิ จน → คารบ์ อนไดออกไซด์ + นำ้
ปฏกิ ิริยาการเผาไหม้เปน็ ปฏกิ ิรยิ าระหวา่ งสารกบั
ออกซิเจน สารทีเ่ กดิ ปฏกิ ิรยิ าการเผาไหม
้
ส่วนใหญเ่ ป็นสารประกอบทีม่ คี าร์บอนและ
ไฮโดรเจนเป็นองคป์ ระกอบ ซง่ึ ถ้าเกดิ การเผาไหม้
อยา่ งสมบูรณ์ จะได้ผลิตภณั ฑ์เป็น
คารบ์ อนไดออกไซดแ์ ละนำ้
• การเกดิ สนมิ ของเหลก็ เกดิ จากปฏกิ ริ ยิ าเคมี
ระหว่างเหล็ก น้ำ และออกซิเจน ไดผ้ ลิตภัณฑ์
เปน็ สนิมของเหล็ก
• ปฏิกิรยิ าการเผาไหม้และการเกิดสนิมของเหลก็
เป็นปฏกิ ิริยาระหว่างสารต่าง ๆ กบั ออกซเิ จน
• ปฏกิ ริ ยิ าของกรดกบั โลหะ กรดทำปฏกิ ริ ยิ ากบั
โลหะไดห้ ลายชนิด ได้ผลิตภัณฑ์เปน็ เกลอื ของ
โลหะและแกส๊ ไฮโดรเจน
• ปฏกิ ริ ยิ าของกรดกบั สารประกอบคารบ์ อเนต
ได้ผลิตภัณฑเ์ ปน็ แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์
เกลอื ของโลหะ และนำ้
• ปฏกิ ิริยาของกรดกบั เบส ได้ผลิตภัณฑ์เปน็ เกลอื
ของโลหะและน้ำ หรอื อาจไดเ้ พียงเกลอื ของโลหะ
• ปฏกิ ิรยิ าของเบสกับโลหะบางชนดิ ไดผ้ ลติ ภณั ฑ์
เป็นเกลอื ของเบสและแก๊สไฮโดรเจน
• การเกดิ ฝนกรด เปน็ ผลจากปฏิกิรยิ าระหว่าง
นำ้ ฝนกบั ออกไซดข์ องไนโตรเจน หรือออกไซด์
ของซัลเฟอร์ ทำใหน้ ำ้ ฝนมสี มบัติเปน็ กรด
• การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพชื เปน็ ปฏกิ ริ ยิ า
ระหว่างแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์กับนำ้ โดยมี
แสงช่วยในการเกดิ ปฏิกิรยิ า ได้ผลติ ภัณฑเ์ ปน็
น้ำตาลกลโู คสและออกซิเจน
52 ตัวชวี้ ัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
ชน้ั
ตวั ชีว้ ัด
สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
๗. ระบปุ ระโยชน์และโทษของปฏกิ ริ ิยาเคม
ี • ปฏกิ ิริยาเคมีที่พบในชีวติ ประจำวันมที ง้ั ประโยชน์
ทมี่ ตี ่อสง่ิ มชี ีวติ และสงิ่ แวดลอ้ ม และยกตวั อย่าง และโทษต่อสิง่ มีชีวติ และส่งิ แวดลอ้ ม จงึ ต้อง
วธิ กี ารปอ้ งกนั และแกป้ ญั หาทเี่ กดิ จากปฏกิ ริ ยิ าเคมี ระมดั ระวังผลจากปฏกิ ริ ยิ าเคมี ตลอดจนร้จู ักวิธี
ทีพ่ บในชวี ิตประจำวัน จากการสบื ค้นขอ้ มูล
ปอ้ งกนั และแก้ปญั หาท่เี กิดจากปฏกิ ริ ิยาเคมที ีพ่ บ
๘. ออกแบบวิธแี ก้ปญั หาในชวี ิตประจำวนั โดยใช้ ในชวี ติ ประจำวนั
ความรเู้ ก่ียวกบั ปฏิกริ ยิ าเคม ี
• ความรู้เกย่ี วกบั ปฏกิ ริ ิยาเคมี สามารถนำไปใช้
โดยบูรณาการวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจำวนั และสามารถบรู ณาการ
เทคโนโลยี และวศิ วกรรมศาสตร์
กบั คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์
เพอื่ ใชป้ รับปรุงผลิตภัณฑใ์ ห้มคี ณุ ภาพ
ตามต้องการหรอื อาจสรา้ งนวตั กรรมเพอ่ื ปอ้ งกนั
และแกป้ ญั หาทเี่ กดิ ขนึ้ จากปฏิกริ ยิ าเคมี โดยใช้
ความรเู้ กย่ี วกบั ปฏกิ ริ ยิ าเคมี เชน่ การเปลยี่ นแปลง
พลงั งานความร้อนอนั เนือ่ งมาจากปฏิกริ ิยาเคมี
การเพิม่ ปริมาณผลผลติ
ม.๔
-
-
ม.๕
๑. ระบวุ า่ สารเป็นธาตหุ รอื สารประกอบ และอยใู่ น • สารเคมที กุ ชนิดสามารถระบุได้ว่าเป็นธาตหุ รือ
รปู อะตอม โมเลกลุ หรือไอออนจากสูตรเคม
ี สารประกอบ และอยู่ในรูปของอะตอม โมเลกุล
หรือไอออนได้ โดยพจิ ารณาจากสูตรเคม
ี
๒. เปรยี บเทยี บความเหมอื นและความแตกตา่ ง
• แบบจำลองอะตอมใชอ้ ธบิ ายตำแหนง่ ของโปรตอน
ของแบบจำลองอะตอมของโบร์กบั แบบจำลอง นิวตรอน และอิเล็กตรอนในอะตอม โดยโปรตอน
อะตอมแบบกล่มุ หมอก
และนวิ ตรอนอยรู่ วมกนั ในนวิ เคลยี ส สว่ นอเิ ลก็ ตรอน
เคลื่อนทร่ี อบนิวเคลยี ส ซ่งึ ในแบบจำลองอะตอม
ของโบร์ อิเล็กตรอนเคล่ือนท่เี ปน็ วง โดยแต่ละวง
มรี ะยะห่างจากนิวเคลยี สและมพี ลังงานตา่ งกนั
และอเิ ล็กตรอนวงนอกสุด เรียกวา่
เวเลนซ์อเิ ลก็ ตรอน
• แบบจำลองอะตอมแบบกลมุ่ หมอก แสดงโอกาส
ทจ่ี ะพบอเิ ลก็ ตรอนรอบนิวเคลยี สในลักษณะ
กลุม่ หมอก เน่ืองจากอเิ ล็กตรอนมีขนาดเลก็ และ
เคลอ่ื นทีอ่ ย่างรวดเรว็ ตลอดเวลา จงึ ไมส่ ามารถ
ระบตุ ำแหนง่ ทแี่ น่นอนได้
ตัวชว้ี ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) 53
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
ชั้น
ตัวช้วี ดั
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
๓. ระบจุ ำนวนโปรตอน นิวตรอน และอเิ ลก็ ตรอน • อะตอมของธาตเุ ปน็ กลางทางไฟฟา้ มจี ำนวน
ของอะตอม และไอออนที่เกิดจากอะตอมเดียว
โปรตอนเท่ากับจำนวนอเิ ล็กตรอน การระบุชนิด
ของธาตพุ ิจารณาจากจำนวนโปรตอน
• เมอื่ อะตอมของธาตมุ กี ารใหห้ รอื รบั อเิ ลก็ ตรอน ทำให้
จำนวนโปรตอนและอเิ ล็กตรอนไม่เทา่ กัน
เกิดเป็นไอออน โดยไอออนทม่ี ีจำนวนอเิ ลก็ ตรอน
นอ้ ยกวา่ จำนวนโปรตอน เรียกว่า ไอออนบวก
ส่วนไอออนทมี่ จี ำนวนอเิ ล็กตรอนมากกว่า
โปรตอน เรียกวา่ ไอออนลบ
๔. เขียนสัญลกั ษณน์ ิวเคลยี ร์ของธาตแุ ละระบุการ • สัญลกั ษณน์ วิ เคลยี ร์ ประกอบด้วยสญั ลักษณ์ธาตุ
เป็นไอโซโทป
เลขอะตอมและเลขมวล โดยเลขอะตอมเปน็
ตัวเลขทแ่ี สดงจำนวนโปรตอนในอะตอม เลขมวล
เปน็ ตวั เลขทแ่ี สดงผลรวมของจำนวนโปรตอนกับ
นวิ ตรอนในอะตอม ธาตุชนดิ เดยี วกนั แตม่
ี
เลขมวลตา่ งกนั เรยี กวา่ ไอโซโทป
๕. ระบุหมู่และคาบของธาตุ และระบุว่าธาตเุ ปน็ • ธาตจุ ัดเป็นหมวดหม่ไู ด้อย่างเปน็ ระบบ โดยอาศัย
โลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ กลุ่มธาตเุ รพรเี ซนเททีฟ ตารางธาตุ ซึ่งในปัจจบุ นั จดั เรียงตามเลขอะตอม
หรอื กลมุ่ ธาตแุ ทรนซิชนั จากตารางธาต
ุ และความคลา้ ยคลึงของสมบตั ิ แบง่ ออกเป็นหมู่
ซงึ่ เปน็ แถวในแนวตงั้ และคาบซงึ่ เปน็ แถวในแนวนอน
ทำให้ธาตทุ มี่ สี มบตั เิ ปน็ โลหะ อโลหะและกงึ่ โลหะ
อย่เู ปน็ กล่มุ บริเวณใกล้ ๆ กัน และแบง่ ธาตุออก
เปน็ กลมุ่ ธาตเุ รพรเี ซนเททฟี และกลมุ่ ธาตแุ ทรนซชิ นั
๖. เปรยี บเทียบสมบตั กิ ารนำไฟฟา้ การให้และรับ • ธาตใุ นกลุ่มโลหะ จะนำไฟฟ้าได้ดี และมแี นวโน้ม
อเิ ล็กตรอนระหวา่ งธาตุในกล่มุ โลหะกับอโลหะ
ใหอ้ เิ ลก็ ตรอน สว่ นธาตุในกลมุ่ อโลหะ จะไมน่ ำ
ไฟฟ้า และมแี นวโน้มรับอิเลก็ ตรอน โดยธาต
ุ
เรพรเีซนเททฟี ในหมู่ IA - IIA และธาตแุ ทรนซชิ นั ทกุ ธาตุ
จดั เป็นธาตใุ นกลุ่มโลหะ ส่วนธาตเุ รพรีเซนเททฟี
ในหมู่ IIIA - VIIA มที ง้ั ธาตใุ นกลมุ่ โลหะและอโลหะ
ส่วนธาตเุ รพรีเซนเททีฟในหมู่ VIIIA จัดเป็นธาตุ
อโลหะทง้ั หมด
54 ตัวชี้วัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง กล่มุ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
ชั้น
ตัวช้ีวดั
สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
๗. สบื คน้ ข้อมูลและนำเสนอตัวอยา่ งประโยชน์และ • ธาตเุ รพรเี ซนเททฟี และธาตุแทรนซิชัน
อนั ตรายที่เกิดจากธาตเุ รพรีเซนเททีฟและ
นำมาใช้ประโยชนใ์ นชีวติ ประจำวันไดห้ ลากหลาย
ธาตแุ ทรนซชิ นั
ซ่ึงธาตบุ างชนดิ มสี มบัติทเี่ ป็นอันตราย จงึ ตอ้ ง
คำนึงถงึ การปอ้ งกันอนั ตรายเพอื่ ความปลอดภัย
ในการใช้ประโยชน
์
๘. ระบวุ า่ พนั ธะโคเวเลนต์เป็นพันธะเดีย่ ว พนั ธะคู่ • พนั ธะโคเวเลนต์ เปน็ การยดึ เหน่ยี วระหว่าง
หรอื พันธะสาม และระบุจำนวนคอู่ เิ ล็กตรอน อะตอมด้วยการใชเ้ วเลนซอ์ เิ ล็กตรอนร่วมกัน เกิด
ระหว่างอะตอมค่รู ่วมพันธะ จากสตู รโครงสรา้ ง
เป็นโมเลกุล โดยการใชเ้ วเลนซ์อเิ ลก็ ตรอนรว่ มกัน
๑ คู่เรียกว่า พันธะเด่ยี ว เขียนแทนดว้ ยเสน้ พันธะ
๑ เสน้ ในโครงสรา้ งโมเลกลุ สว่ นการใช
้
เวเลนซ์อเิ ลก็ ตรอนรว่ มกนั ๒ คู่ และ ๓ คู่ เรยี กวา่
พนั ธะคู่ และพนั ธะสาม เขยี นแทนด้วยเสน้
พนั ธะ ๒ เส้น และ ๓ เสน้ ตามลำดับ
๙. ระบุสภาพข้วั ของสารท่ีโมเลกุลประกอบด้วย • สารที่มีพนั ธะภายในโมเลกลุ เป็นพนั ธะโคเวเลนต์
๒ อะตอม
ทง้ั หมดเรยี กวา่ สารโคเวเลนต์ โดยสารโคเวเลนต์
๑๐. ระบสุ ารที่เกิดพนั ธะไฮโดรเจนได้จากสตู ร ทีป่ ระกอบด้วย ๒ อะตอมของธาตชุ นิดเดยี วกนั
โครงสรา้ ง
เปน็ สารไม่มขี วั้ ส่วนสารโคเวเลนต์ ทป่ี ระกอบ
๑๑. อธิบายความสมั พนั ธร์ ะหว่างจดุ เดอื ดของสาร ด้วย ๒ อะตอมของธาตุต่างชนดิ กนั เป็นสาร
มีขว้ั สำหรับสารโคเวเลนต์ที่ประกอบดว้ ยอะตอม
โคเวเลนต์กบั แรงดงึ ดูดระหวา่ งโมเลกลุ ตาม
สภาพข้วั หรือการเกิดพันธะไฮโดรเจน
มากกว่า ๒ อะตอม อาจเป็นสารมีข้วั หรือไมม่ ขี ้วั
ขึน้ อยกู่ ับรูปร่างของโมเลกุล ซงึ่ สภาพข้ัวของ
สารโคเวเลนตส์ ง่ ผลต่อแรงดงึ ดดู ระหวา่ งโมเลกุล
ท่ีทำให้จุดหลอมเหลวและจุดเดือดของสาร
โคเวเลนตแ์ ตกต่างกนั นอกจากน้สี ารบางชนิด
มจี ุดเดือดสูงกวา่ ปกติ เน่อื งจากมีแรงดงึ ดดู
ระหว่างโมเลกลุ สงู ที่เรยี กวา่ พันธะไฮโดรเจน
ซ่งึ สารเหลา่ น้ีมพี ันธะ N-H O-H หรือ F-H
ภายในโครงสรา้ งโมเลกลุ
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) 55
ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
ชั้น
ตวั ช้ีวัด
สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๑๒. เขียนสตู รเคมีของไอออนและสารประกอบ
• สารประกอบไอออนกิ สว่ นใหญเ่ กดิ จากการรวมตวั กนั
ไอออนกิ
ของไอออนบวกของธาตุโลหะและไอออนลบของ
ธาตุอโลหะ ในบางกรณีไอออนอาจประกอบด้วย
๑๓. ระบุวา่ สารเกิดการละลายแบบแตกตวั หรือ
กล่มุ ของอะตอม โดยเมอ่ื ไอออนรวมตัวกันเกดิ
ไมแ่ ตกตวั พรอ้ มใหเ้ หตผุ ลและระบวุ า่ เป็นสารประกอบไอออนิกจะมสี ดั สว่ นการรวมตวั
สารละลายทไ่ี ดเ้ ปน็ สารละลายอิเลก็ โทรไลต์ เพื่อทำให้ประจขุ องสารประกอบเป็นกลางทาง
หรือนอนอเิ ล็กโทรไลต
์ ไฟฟ้า โดยไอออนบวกและไอออนลบจะจดั เรยี งตวั
สลับตอ่ เนอ่ื งกนั ไปใน ๓ มติ ิ เกดิ เป็นผลึกของสาร
ซง่ึ สตู รเคมขี องสารประกอบไอออนกิ ประกอบดว้ ย
สญั ลักษณ์ธาตุท่ีเปน็ ไอออนบวกตามดว้ ย
สัญลักษณ์ธาตทุ ี่เปน็ ไอออนลบ โดยมีตวั เลขที่
แสดงจำนวนไอออนแต่ละชนดิ เปน็ อตั ราสว่ น
อยา่ งตำ่
• สารจะละลายนำ้ ไดเ้ ม่อื องคป์ ระกอบของสาร
สามารถเกดิ แรงดึงดดู กบั โมเลกุลของน้ำได ้
โดยการละลายของสารในนำ้ เกดิ ได้ ๒ ลกั ษณะ
คอื การละลายแบบแตกตวั และการละลายแบบ
ไมแ่ ตกตัว การละลายแบบแตกตวั เกดิ ขน้ึ กบั สาร
ประกอบไอออนกิ และสารโคเวเลนต์บางชนดิ
ทม่ี สี มบตั ิเปน็ กรดหรอื เบส โดยเมื่อสารเกิด
การละลายแบบแตกตวั จะได้ไอออนทีส่ ามารถ
เคลือ่ นทไี่ ด้ ทำให้ไดส้ ารละลายทนี่ ำไฟฟา้
ซึ่งเรยี กวา่ สารละลายอิเล็กโทรไลต์ การละลาย
แบบไมแ่ ตกตวั เกดิ ข้ึนกบั สารโคเวเลนต์ทมี่ ขี ัว้ สูง
สามารถดงึ ดูดกับโมเลกุลของน้ำได้ดี โดยเมือ่ เกิด
การละลายโมเลกลุ ของสารจะไม่แตกตัวเป็น
ไอออน และสารละลายท่ไี ดจ้ ะไม่นำไฟฟ้า
ซ่งึ เรียกวา่ สารละลายนอนอิเลก็ โทรไลต์
56 ตวั ช้วี ัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
ช้นั
ตวั ชี้วดั
สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
๑๔. ระบสุ ารประกอบอนิ ทรยี ป์ ระเภทไฮโดรคารบ์ อน • สารประกอบอินทรยี เ์ ป็นสารประกอบของ
ว่าอม่ิ ตัวหรอื ไม่อิม่ ตวั จากสูตรโครงสรา้ ง
คาร์บอนสว่ นใหญพ่ บในสิ่งมชี ีวิต มีโครงสรา้ ง
หลากหลายและแบ่งไดห้ ลายประเภท เนื่องจาก
ธาตคุ าร์บอน สามารถเกิดพันธะกบั คาร์บอน
ดว้ ยกนั เองและธาตอุ นื่ ๆ นอกจากนพ้ี นั ธะระหวา่ ง
คาร์บอนยงั มีหลายรปู แบบ ไดแ้ ก่ พันธะเดี่ยว
พันธะคู่ พนั ธะสาม
• สารประกอบอินทรีย์ทมี่ เี ฉพาะธาตคุ าร์บอนและ
ไฮโดรเจนเปน็ องคป์ ระกอบ เรยี กว่า สารประกอบ
ไฮโดรคาร์บอน โดยสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน
อม่ิ ตวั มีพนั ธะระหว่างคาร์บอนเปน็ พนั ธะเดี่ยว
ทกุ พันธะในโครงสรา้ ง ส่วนสารประกอบ
ไฮโดรคารบ์ อนไมอ่ ิ่มตัวมีพนั ธะระหว่างคาร์บอน
เปน็ พันธะคหู่ รอื พันธะสามอย่างนอ้ ย ๑ พนั ธะ
ในโครงสรา้ ง
๑๕. สืบคน้ ข้อมูลและเปรียบเทยี บสมบตั ิ
• สารที่พบในชวี ิตประจำวนั มีทั้งโมเลกุลขนาดเลก็
ทางกายภาพระหวา่ งพอลเิ มอรแ์ ละมอนอเมอร์ และขนาดใหญ่ พอลเิ มอรเ์ ป็นสารที่มโี มเลกุล
ของพอลเิ มอรช์ นิดนัน้
ขนาดใหญท่ ่ีเกดิ จากมอนอเมอร์หลายโมเลกุล
เช่ือมต่อกันด้วยพันธะเคมี ทำให้สมบัติทาง
กายภาพของพอลิเมอร์แตกตา่ งจากมอนอเมอร
์
ทเ่ี ปน็ สารตงั้ ตน้ เชน่ สถานะ จดุ หลอมเหลว
การละลาย
๑๖. ระบุสมบัตคิ วามเปน็ กรด-เบส
• สารประกอบอินทรียท์ ่มี หี มู่ -COOH สามารถ
จากโครงสรา้ งของสารประกอบอนิ ทรยี ์
แสดงสมบตั คิ วามเปน็ กรด สว่ นสารประกอบอนิ ทรยี ์
ทม่ี ีหมู่ -NH2 สามารถแสดงสมบัติความเปน็ เบส
ตวั ชวี้ ัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) 57
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
ชน้ั
ตวั ชวี้ ัด
สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
๑๗. อธิบายสมบตั ิการละลายในตัวทำละลายชนดิ • การละลายของสารพจิ ารณาได้จากความมขี ว้ั ของ
ต่าง ๆ ของสาร
ตวั ละลายและตวั ทำละลาย โดยสารสามารถ
ละลายไดใ้ นตัวทำละลายที่มีขว้ั ใกลเ้ คียงกนั
โดยสารมขี ั้วละลายในตวั ทำละลายทม่ี ขี วั้
สว่ นสารไมม่ ขี ว้ั ละลายในตัวทำละลายทีไ่ มม่ ขี ั้ว
และสารมขี ว้ั ไม่ละลายในตวั ทำละลายทไ่ี ม่มขี ้ัว
๑๘. วิเคราะหแ์ ละอธิบายความสมั พนั ธร์ ะหว่าง • โครงสรา้ งของพอลเิ มอรอ์ าจเปน็ แบบเสน้ แบบกง่ิ
โครงสร้างกบั สมบตั เิ ทอรม์ อพลาสติกและ
หรอื แบบร่างแห โดยพอลิเมอรแ์ บบเส้นและ
เทอรม์ อเซตของพอลเิ มอร์ และการนำ
แบบกิ่ง มีสมบัตเิ ทอร์มอพลาสติก สว่ นพอลิเมอร์
พอลเิ มอร์ไปใชป้ ระโยชน์
แบบร่างแห มีสมบัติเทอร์มอเซต จึงมกี ารใช้
ประโยชนไ์ ด้แตกต่างกัน
๑๙. สบื ค้นขอ้ มูลและนำเสนอผลกระทบของการใช้ • การใช้ผลติ ภัณฑพ์ อลเิ มอรใ์ นปริมาณมากกอ่ ให้
ผลติ ภณั ฑพ์ อลเิ มอร์ที่มตี อ่ ส่งิ มชี วี ิตและ
เกดิ ปญั หาทสี่ ง่ ผลกระทบตอ่ สง่ิ มชี วี ติ และสง่ิ แวดลอ้ ม
สง่ิ แวดล้อม พร้อมแนวทางปอ้ งกนั หรือแก้ไข
ดงั น้นั จงึ ควรตระหนักถงึ การลดปริมาณการใช้
การใช้ซำ้ และการนำกลบั มาใช้ใหม่
๒๐. ระบุสูตรเคมขี องสารตัง้ ต้น ผลติ ภณั ฑ์ และ • ปฏิกิรยิ าเคมีทำให้เกดิ การเปลีย่ นแปลงของสาร
แปลความหมายของสญั ลกั ษณใ์ นสมการเคมี โดยปฏิกริ ิยาเคมอี าจให้พลงั งานความรอ้ น
ของปฏิกริ ยิ าเคม
ี พลังงานแสง หรอื พลงั งานไฟฟา้ ทส่ี ามารถนำไป
ใช้ประโยชน์ในดา้ นต่าง ๆ ได
้
• ปฏิกิริยาเคมแี สดงได้ด้วยสมการเคมี ซงึ่ มีสตู รเคมี
ของสารตง้ั ต้นอยทู่ างดา้ นซา้ ยของลกู ศร และ
สตู รเคมขี องผลิตภัณฑ์อยทู่ างดา้ นขวา โดยจำนวน
อะตอมรวมของแตล่ ะธาตทุ างด้านซ้ายและขวา
เทา่ กนั นอกจากนสี้ มการเคมยี งั อาจแสดงปจั จยั อนื่
เชน่ สถานะ พลังงานทเี่ กีย่ วขอ้ ง ตัวเร่งปฏิกิริยา
เคมีทใ่ี ช้
58 ตวั ช้วี ัดและสาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
ชัน้
ตัวชี้วดั
สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
๒๑. ทดลองและอธบิ ายผลของความเข้มขน้
• อตั ราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมีขน้ึ อยกู่ ับความเขม้ ข้น
พ้ืนที่ผวิ อุณหภูมิ และตวั เรง่ ปฏิกิรยิ า
อุณหภมู ิ พน้ื ทผ่ี วิ หรอื ตวั เรง่ ปฏกิ ริ ิยา
ทม่ี ผี ลต่ออตั ราการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี
• ความรเู้ กย่ี วกบั ปจั จยั ทมี่ ผี ลตอ่ อตั ราการเกดิ
๒๒. สบื คน้ ข้อมลู และอธบิ ายปัจจัยทม่ี ีผลต่ออตั รา ปฏิกิริยาเคมีสามารถนำไปใช้ประโยชนใ์ นชีวิต
การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมที ี่ใช้ประโยชน์ในชวี ิต ประจำวนั และในอุตสาหกรรม
ประจำวันหรอื ในอุตสาหกรรม
๒๓. อธบิ ายความหมายของปฏกิ ิริยารีดอกซ
์ • ปฏิกริ ยิ าเคมีบางประเภทเกิดจากการถ่ายโอน
อเิ ล็กตรอนของสารในปฏกิ ริ ยิ าเคมี ซึ่งเรียกว่า
ปฏกิ ิรยิ ารดี อกซ์
๒๔. อธิบายสมบตั ิของสารกัมมนั ตรังสี และคำนวณ • สารทีส่ ามารถแผร่ งั สีได้เรียกว่า สารกมั มันตรงั สี
ครง่ึ ชีวิตและปริมาณของสารกมั มันตรงั ส
ี ซ่ึงมนี วิ เคลียสทสี่ ลายตวั อย่างตอ่ เนอ่ื ง ระยะเวลา
ที่สารกัมมนั ตรงั สีสลายตัวจนเหลือครง่ึ หนึ่ง
ของปรมิ าณเดมิ เรียกว่า ครึ่งชีวติ โดยสาร
กัมมันตรงั สีแต่ละชนิดมีค่าครึ่งชวี ติ แตกต่างกนั
๒๕. สบื คน้ ขอ้ มลู และนำเสนอตวั อย่างประโยชน์ • รงั สีทีแ่ ผ่จากสารกมั มันตรังสมี ีหลายชนดิ เชน่
ของสารกมั มนั ตรังสีและการปอ้ งกนั อันตราย
แอลฟา บตี า แกมมา ซงึ่ สามารถนำมาใชป้ ระโยชน์
ที่เกิดจากกัมมนั ตภาพรงั สี
ไดแ้ ตกต่างกัน การนำสารกมั มันตรงั สแี ตล่ ะชนิด
มาใช้ ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อส่ิงมีชีวติ
และสง่ิ แวดลอ้ ม รวมทงั้ มกี ารจดั การอยา่ งเหมาะสม
ม.๖
-
-
ตัวชี้วดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กล่มุ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) 59
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑