E-BOOK
ชีววิทยา
นางสาวจินตภา เกดิ แสง
เลขที6่ ม.5/7
เสนอ
คณุ ครพู ชรกมล พลู ลาย
โรงเรยี นอยธุ ยาวิทยาลยั
บทที่13
ระบบยอ่ ยอาหาร
1.กระเพาะอาหาร (Stomach) เป็นอวัยวะที่อยู่ต่อจากหลอดอาหาร ต้ังบรเิ วณใต้ทรวงอกของคนเรา
2.การย่อย (Digestion) หมายถึงการแปรสภาพของสารอาหารท่ีมโี มเลกุลใหญ่และละลายน้าไมไ่ ด้
ใหเ้ ป็นสารอาหารทม่ี ีโมเลกุลเล็กลงจนสามารถละลายน้า
3.เกลอื น้าดี (Bile Salt) มีหน้าท่ีตีให้ไขมัน(Fat) แตกตวั เปน็ หยดเล็กๆ
4.คอหอย (Pharynx) เป็นทอ่ อยู่ระหว่างด้านหลงั ของช่องปากและหลอดลม บริเวณน้ีเป็นจุดเชื่อม
ระหวา่ งหลอดลมกับหลอดอาหาร
5.โคลอน (Colon) เป็นลา้ ไสใ้ หญส่ ว่ นทีย่ าวท่ีสดุ ประกอบดว้ ยล้าไสใ้ หญข่ วา ล้าไส้ใหญก่ ลางและ
ลา้ ไส้ใหญซ่ ้าย มีหน้าทดี่ ูดซึมน้าและพวกวิตามนิ บ1ี 2 ทแ่ี บคที่เรยี ในล้าไสใ้ หญ่สร้างข้ึน
บทที่13
ระบบย่อยอาหาร
6.เจจนู มั (Jejunum) เป็นส่วนที่ต่อจาก Duodenum ยาวประมาณ 2 ใน 5 หรอื ประมาณ 3-4
เมตร เป็นส่วนท่ีมีการดูดซึมอาหารมากที่สุด
7.ซีกัม (Caecum) หรอื กระเปาะลา้ ไส้ใหญ่ เป็นล้าไส้ใหญส่ ว่ นแรก ตอ่ จากลา้ ไสเ้ ล็กส่วนไอ
เลียม ทา้ หนา้ ทีร่ ับกากอาหารจากลา้ ไส้เล็ก ที่ซกี ัมมีส่วนของไสต้ ่งิ ยน่ื ออกมา
8.ตับออ่ น (Pancreas) ผลิตนา้ ย่อยลเิ พส ย่อยไขมันแตกตวั ให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล
น้ายอ่ ยทริปซิน ย่อยโปรตีนให้เปน็ พอลิเพปไทดแ์ ละไดเพปไทด์ น้บย่อยคาร์บอกซิเพปพิเดส
ย่อยเพปไทดใ์ ห้เปฯ็ กรดอะมิโน น้าย่อยอะไมเลส ยอ่ ยเช่นเดียวกบั น้าย่อยอะไมเลสในปาก
9.ทวารหนกั (Anus) โดยมกี ล้ามเน้อื หรู ูด 2 อัน ควบคมุ การปิดเปิดของทวารหนัก กล้ามเนื้อหู
รูดดา้ นในถูกควบคุมโดยระบบประสาทอตั โนมัติ
10.เทนทาเคลิ ( Tentacle ) รยางค์ท่ียนื่ ยาวออกมาจากส่วนหวั หรือบรเิ วณปากของสตั ว์ไม่มี
กระดกู สันหลังบางชนิด เช่น ไฮดรา เพือ่ รับความรู้สกึ หรอื ใช้จบั อาหาร
บทที1่ 4
ระบบหายใจ
1.การหายใจเข้า (Inspiration) กะบงั ลมจะเลื่อนต้า่ ลง กระดูกซ่โี ครงจะเล่ือนสูงขึน้
2.การหายใจออก (Expiration) กะบงั ลมจะเลือ่ นสงู กระดูกซโี่ ครงจะเล่อื นต่า้ ลง
3.โรคมะเร็งปอด (Lung cancer) เกดิ จากการเจริญเติบโตของเซลลท์ ี่ผิดปกตอิ ยา่ งรวดเรว็ และไม่
สามารถควบคุมได้ ท้าใหเ้ กดิ เป็นกลมุ่ กอ้ นของเซลล์ทีผ่ ิดปกติ ซึ่งจะตรวจพบได้เมื่อมีขนาดใหญ่ มี
จา้ นวนมาก และแพร่ไปตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย
4.หลอดลม (trachea) เป็นส่วนหนึง่ ของระบบหายใจ มีหนา้ ที่หลัก คือ การน้าส่งอากาศจากภายนอก
ร่างกายเข้าสปู่ อดเพ่ือทา้ หนา้ ท่ีในการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนเข้าสู่เลือด
5.หลอดลมฝอย (Bronchiole) เป็นแขนงยอ่ ยของหลอดลมของปอด หลอดลมฝอยเหล่าน้ีบางสว่ น
นอกจากจะสามารถน้ากา๊ ซเข้าสปู่ อดไดแ้ ลว้ ยังสามารถทา้ หน้าที่ในการแลกเปล่ียนก๊าซได้ดว้ ย แต่ไม่
เป็นหน้าท่ีหลักเหมอื นถงุ ลม
บทท่ี14
ระบบหายใจ
6.โรคปอดบวม (Pneumonia) หมายถงึ ภาวะปอดซ่ึงเกดิ การอกั เสบ ซงึ่ อาจเป็นเชอ้ื แบคทีเรยี เชื้อ
ไวรสั ซงึ่ ในสภาวะทผ่ี ิดปกติอาจจะเกิดจาก เชือ้ รา และ พยาธิ
7.ท่อลม (alveolar duct) เป็นท่อสว่ นสุดท้ายของส่วนท่ีมีการแลกเปล่ยี นแก๊ส ซ่งึ จะไปสิ้นสดุ ทถ่ี งุ
ลม
8.รจู มูก (Nostril) คือรูท่ีเป็นทางผ่านเข้าออกของอากาศเข้าสู่โพรงจมกู จากน้นั อากาศจะถูก
ส่งผา่ นเขา้ ไปยงั หลอดลมและเข้าส่ปู อดเพื่อทา้ การแลกเปลี่ยนแก๊ส นอกจากอากาศแล้ว รจู มกู ยัง
เป็นทางออกของน้ามูก
9.โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema) เป็นโรคทอี่ ยู่ในกลมุ่ ของโรคปอดอุดกั้นเร้ือรัง เกดิ จากการ
อักเสบและแตกของเนือ้ ปอดท่ีบริเวณถุงลมปอด ท้าให้เนื้อปอดมีถงุ ลมเลก็ ๆ มากมาย
10.ระบบหายใจ(Respiration system) คือ ระบบท่รี ่างกายแลกเปล่ยี นแกส๊ โดยรา่ งกายจะรบั แก๊ส
ออกซเิ จนทีอ่ ยู่ภายนอกเข้าสูร่ ่างกาย และขับแก๊สคาร์บอนไดออกไซดอ์ อกจากรา่ งกาย อวยั วะที่
สา้ คญั ในระบบนีไ้ ด้แก่จมูก หลอดลม ปอด กลา้ มเน้ือกระบงั ลมและกระดกู ซ่โี ครง
บทที1่ 5
ระบบหมนุ เวียนเลือดและระบบน้าเหลือง
1.กล้ามเนือหวั ใจ (Cardiac muscle) เปน็ กล้ามเนื้อทีพ่ บท่ีหวั ใจและเสน้ เลือดใหญ่บรเิ วณทตี่ ดิ กับ
หัวใจเท่าน้ันการเตน้ ของหวั ใจแตล่ ะจังหวะหมายถึงกล้ามเนื้อหวั ใจมีการหดตัวและคลายตัว
2.เซลลเ์ ม็ดเลือดขาว (Leukocyte) มีลักษณะค่อนข้างกลม ไม่มสี แี ละมีนิวเคลียส เม็ดเลือดขาวใน
ร่างกายมีอยู่ด้วยกันหลายชนดิ หน้าที่ ท้าลายเชื้อโรคหรอื สารแปลกปลอมท่เี ข้ามาสรู่ ่างกาย
3.เซลล์เมด็ เลือดแดง (Erythrocyte) มีลกั ษณะคอ่ นข้างกลมตรงกลางจะเว้าเขา้ หากัน ( คล้ายขนม
โดนัท ) เน่ืองจากไมม่ ีนิวเคลยี ส องคป์ ระกอบสว่ นใหญเ่ ป็นสารประเภทโปรตนี ที่เรียกว่า “
ฮโี มโกลบิน
4.น้าเหลอื ง (Lymph) เป็นของเหลวทีซ่ มึ ผ่านผนังเส้นเลือดฝอยออกมาอยู่ระหวา่ งเซลลห์ รอื รอบ ๆ
เซลล์ ตอ่ มาของเหลวบางสว่ นกลับเข้าสู่หลอดน้าเหลือง เรยี ก น้าเหลือง
5.นวิ โทรฟิล (Neutrophil) เป็นเม็ดเลือดขาวชนดิ ที่มีจ้านวนมากที่สดุ ท้าหน้าท่ตี ่อต้านเชอื้ แบคทีเรีย
(Bacteria) และเชื้อรา
บทที่15
ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดและระบบ
6.เบโซฟิล (Basophil) เป็นเม็ดเลือดขาวที่มบี ทบาทเกี่ยวกบั การอกั เสบและภาวะภูมิแพ้เช่นเดียวกบั เม็ด
น้าเหลอื งเลือดขาวชนิดอีโอซโิ นฟลิ เบโซฟลิ มกั พบในปริมาณเพียงเล็กน้อยในกระแสเลือด
7.เพลตเลต หรือเกร็ดเลอื ด (Platelet หรอื PLT) เปน็ เมด็ เลอื ดที่มีขนาดเลก็ ที่สุด มขี นาดเลก็ กว่าเม็ด
เลอื ดแดง เกล็ดเลอื ดท้าหน้าท่ีเก่ียวกบั การทา้ ใหเ้ ลือดแข็งตวั
8.หลอดเลอื ดเวน (Venous blood vessels) หลอดเลือดชนดิ น้ี จัดตัวอยใู่ นร่างกายคล้ายกับอารเ์ ทอรี
และมกั พบอยู่เป็นคูข่ นานกับหลอดเลอื ดอาร์เทอรี
9.แอนตเิ จน (Antigen) หมายถงึ สง่ิ แปลกปลอมท่ีเมอื่ เข้าสูร่ า่ งกายแล้วจะกระตุ้นใหร้ ่างกายสร้าง
แอนตบิ อดี (Antibody)โดยแอนติเจนจะท้าปฏกิ ริ ิยาจ้าเพาะกับแอนติบอดีบางชนดิ
10.หลอดน้าเหลือง (Lymph vessel) เป็นหลอดหรือทอ่ ท่ีมีผนังบางและมีโครงสร้างคล้ายหลอดเลอื ด ท้า
หน้าที่ขนส่งนา้ เหลอื ง เป็นสว่ นเสรมิ ของระบบหวั ใจและหลอดเลอื ด
บทท1่ี 6
ระบบภูมคิ ้มุ กัน
1.ทอกซอยด์ (Toxoid) คอื วัคซีนท่ผี ลติ โดยการนา้ สารพิษของแบคทเี รยี ทเ่ี ป็นสว่ นส้าคัญในการกอ่ โรค
มาท้าให้หมดฤทธ์แิ ต่ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดภูมิคุม้ กันโรคได้
2.เซลล์ทีผชู้ ่วย (Helper T cell; TH) ท้าหนา้ ท่ีกระตุน้ ลิมโฟไซต์ชนิดบี ใหส้ รา้ งแอนติบอดที จ่ี า้ เพาะต่อ
ชนดิ แอนตเิ จน ท้ังยังท้าหน้าทกี่ ระตุ้นการท้างานของเซลล์ทชี นิดอ่นื ๆ ดว้ ย
3.เซลล์บี (B cells) ท้าหน้าทผี่ ลิตภมู คิ มุ้ กนั ชนดิ สารน้าทีเ่ รียกว่า แอนติบอดี โดยที่ B cell จะถูก
กระตนุ้ ดว้ ยแอนติเจน แล้วจึงเปลย่ี นเป็น plasma cells เพ่อื สรา้ งแอนตบิ อดีจ้าเพาะต่อแอนติเจนนน้ั
4.ไซโทไคน์ (Cytokine) คือ โปรตีนขนาดเล็ก สร้างจากเซลล์เมด็ เลอื ดขาวและเซลลต์ ่างๆ ในร่างกาย
ท้าหน้าทส่ี ่ือสารระหว่างเซลลต์ า่ งๆ ในระบบภมู คิ ุ้มกัน มีบทบาททัง้ ในกลไกการตอ่ ตา้ นหรอื ท้าลายส่งิ
แปลกปลอมแบบไมจ่ ้าเพาะและแบบจ้าเพาะ
5.เซลล์แมสต์ (Mass cell) เป็นเซลล์ทีม่ ีรูปร่างกลมหรอื รี ในไซโทรพลาสซึมมแี กรนลู ท่บี รรจุสาร
histamine และ heparin เอาไว้ โดยแมสต์เซลลม์ ลี กั ษณะใกล้เคียงกับเซลลเ์ ม็ดเลือดขาวทม่ี ชี ่ือว่าเบ
โซฟิลมากจึงเคยถูกเข้าใจว่าเป็นเบโซฟิลทีอ่ อกมาจากหลอดเลือด
บทท่ี16
ระบบภมู ิคุ้มกนั
6.ภมู ิคุ้มกันกอ่ เอง (active immunization) เป็นภูมิคุ้มกนั ที่เกิดจากร่างกายได้รับแอนติเจน หรือเช้ือโรค
ท่ีอ่อนก้าลังลงซ่ึงไม่ท้าอันตรายต่อสขุ ภาพ โดยน้ามาฉีด กนิ หรือทาทีผ่ ิวหนัง กระตนุ้ ให้ร่างกายสรา้ ง
แอนตบิ อดีหรือภมู คิ ุ้มกันขนึ้
7.ภูมคิ มุ้ กนั รับมา (passive immunization) เปน็ ภูมคิ ุ้มกนั ทไ่ี ด้มาจากการสกดั จากเลือดของส่งิ มชี วี ิต
แล้วนา้ มาฉดี ให้ร่างกายต้านทานโรคได้ทันที
8.ระบบภูมิคมุ้ กัน (immune system) คือระบบที่ประกอบขน้ึ จากโครงสร้างและกระบวนการทาง
ชีวภาพหลายอย่างประกอบกัน มีหน้าทค่ี อยปกปอ้ งร่างกายของสงิ่ มีชวี ติ จากส่งิ แปลกปลอมโดยเฉพาะ
จุลชพี กอ่ โรค
9.โรคภูมแิ พ้ (Allergy) เป็นโรคท่ผี ู้ปว่ ยมีอาการแพ้ ไอ จาม คัดจมูก นา้ มกู น้าตาไหล คันรอบดวงตา
ระคายเคืองท่วั ใบหน้า มผี ดผ่ืนคนั แดงตามผิวหนงั ผวิ หนงั ลอกอกั เสบ หรอื อาจแพร้ ุนแรงถงึ ข้ัน
ท้องร่วง แนน่ หนา้ อก หายใจไม่ออก
10.วคั ซนี (Vaccine) คอื สารชนิดหนึ่งที่ฉีดเข้าไปรา่ งกาย เพอ่ื สร้างภูมิคมุ้ กนั โรคตา่ งๆ สว่ นใหญ่ท้ามา
จากเช้อื โรค แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ทา้ จากเชื้อโรคทต่ี ายแล้วมีสารของเชอ้ื โรคมาฉีดเข้าตัวเรา และ
ทา้ จากเช้อื โรคทีอ่ อ่ นแอ ท้าให้มนั สลบพษิ จะได้ไม่รุนแรง
บทท่ี17
ระบบขับถ่าย
1. กรวยไต (pelvis) เป็นส่วนที่อยูต่ รงสว่ นเว้าของไตเป็นที่รวมของนา้ ปสั สาวะท่ีมาจากแคลกิ ซส์ ว่ น
ของกรวยไตจะเป็นสว้ นท่ตี อ่ กับทอ่ ไตอีกทีหนง่ึ
2.กระเพาะปสั สาวะ (urinary bladder) เป็นอวัยวะท่ีมีผนังเป็นกล้ามเนือ้ เรียบ อยู่หลังหัวหนา่ ว เมอ่ื
ไม่มนี ้าปสั สาวะรปู ร่างคล้ายหัวเรอื บดตดั แต่ส่วนมาก กระเพาะปัสสาวะมีน้าปสั สาวะอยเู่ สมอ
3.การขบั ถ่ายปสั สาวะ (Micturition reflex) เป็นการกา้ จัดปัสสาวะทถี่ กู เกบ็ สะสมอยใู่ นกระเพาะ
ปัสสาวะ โดยกระเพาะปสั สาวะประกอบดว้ ยกล้ามเน้อื ท่ีมคี วามยืดหยุ่นมาก
4.โกลเมอรูลสั (Glomerulus) กลมุ่ เสน้ เลือดฝอยอย่แู นบชิดกับโบวแ์ มนแคปซูล โดยผนังของโกล
เมอรลู ัสทา้ หน้าท่ีเป็นเยอ่ื กรองให้พลาสมาของเลอื ด ผ่านเขา้ สโู่ บว์แมนแคปซลู
5.ไดยูเรติก (Diuretic) คือ สารขับปสั สาวะ สารนี้มีสมบัติท้าใหเ้ ซลลท์ อ่ หนว่ ยไตสูญเสียน้าออกไป
มากกว่าการดดู กลบั น้าเข้ามา
บทที่17
ระบบขับถา่ ย
6.ไต (Kidney) เป็นอวยั วะขนาดเท่ากา้ ปนั้ อยใู่ นช่องทอ้ งสองด้านของกระดกู สันหลังส่วนบ้ันเอว มี
หน้าทีห่ ลักคือกรองของเสียทอี่ ยใู่ นเลือด ดูดซึมกลับสารที่มีประโยชน์ รกั ษาสมดลุ ของเหลว ผลิต
ฮอร์โมนเพื่อควบคุมความดันโลหติ และผลิตเซลล์เมด็ เลอื ดแดง
7.ท่อไต (Ureter) เปน็ กล้ามเน้ือลกั ษณะท่อบางๆ ต่อจากไตท้งั สองขา้ งเพื่อน้าปัสสาวะจากไตลงสู่
กระเพาะปัสสาวะ
8.เนโฟรสโตม (nephrostome) มลี กั ษณะคลา้ ยปากแตรภายในมีซีเลยี โบกพัดเอาของเสยี พวก
แอมโมเนยี และยเู รีย ซ่งึ อยู่ในช่องว่าง ของล้าตวั เข้าสู่ปากแตร
9.น่วิ ในไต (Kidney Stones) คอื โรคทเี่ กดิ จากแร่ธาตุแขง็ ชนิดตา่ ง ๆ ท่รี วมตัวกันเป็นกอ้ น ก้อนนิว่ มี
ชนิดและขนาดที่แตกต่างกนั ไป โดยมกั เกดิ ขึน้ บรเิ วณไต แตพ่ บไดต้ ลอดระบบทางเดินปัสสาวะ และมี
โอกาสเกดิ ไดส้ ูงหากปัสสาวะมคี วามเข้มข้นจนแรธ่ าตุต่าง ๆ ตกตะกอนจับตวั เป็นน่ิว
10.ตอ่ มใตส้ มองสว่ นหลัง (posterior pituitary gland) ประกอบดว้ ย มเี ดียน เอมีเนนส์ (median
eminence) สว่ นท่มี ีเส้นประสาทอยมู่ ากเรยี กว่าพารส์ เนอโวซา (pars nervosa) ทั้งสองส่วนเช่อื มดว้ ย
ส่วนทส่ี าม คือก้านอนิ ฟันดิบิวลมั (infundibulum) ซ่งึ ถา้ เป็นภาพสามมิตจิ ะเห็นวา่ มรี ูปรา่ งคลา้ ยกรวย