The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สามัคคีเภทคำฉันท์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Neta inini, 2023-09-23 12:43:04

สามัคคีเภทคำฉันท์

สามัคคีเภทคำฉันท์

เภทคำฉันท์ สามัคคี สามัคคีคือทีมทีมใครทีมมัน สามัคคีคือพลัง สะระณัง คัจฉามิ สามัคคีแทนคุณ สาระของคุณคือผม สามัคคีคือพังปังปังปังกาลามังซักผ้า สามัคคีต้องรักกันสานสัมพันธ์ฉันรักเธอ สามัคคีคือพวกเขา ส่วนสามเราคือรักสามเศร้า ความสามัคคีปรองดอง แต่ขอจองเธอคนเดียว ความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว เธอคนเดียวเป็นหนึ่งในใจ สามัคคีเภทคำ ฉันท์ เขาคนนั้นคือฉันได้ไหมสามัคคีเภทคำ ฉันท์ แล้วคำ พูดฉันเธอเคยฟังบ้างมั้ยสามัคคีเภทคำ ฉันท์ ใครคนนั้นที่ใจเธอต้องการสามัคคีเภทคำ ฉันท์ คืนวันจันทร์ไปเที่ยวกันไหม“สามัคคีเภทคำ ฉันท์ รักเธออนันต์ไม่มีวันจบ”สามัคคีสร้างชาติส่วนเทอสร้างแต่ความทรงจำ สามัคคีอยู่ในสายเลือดหัวใจเลือกสูบฉีดให้เธอ


จัดทำ โดย พัชญา โชติกเสถียร 20460 เลขที่17 เอกออกแบบ บัวบูชา ไชยสุนันท์ 20552 เลขที่19 เอกออกแบบ ชนกนันท์นันทไพบูลย์ 20604 เลขที่ 20 เอกออกแบบ วลัยพรรณ ซื่อธนาพรกุล 20671 เลขที่ 21 เอกออกแบบ หทัยชนกภูมิเขต 20721 เลขที่ 22 เอกออกแบบ แทนขวัญ ผิวขำ 20734 เลขที่ 23 เอกออกแบบ สาริศา คู่บารมี 24158 เลขที่ 27 เอกออกแบบ กัญญ์กวีปิยะวรรณกร 24161 เลขที่ 30 เอกออกแบบ พีรญา อินทรรักษา 24162 เลขที่ 31 เอกออกแบบ ภูริชญา กมลเปรมปิยะ 24262 เลขที่ 32 เอกออกแบบ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10.


สารบัญ บทที่1ภูมิหลังของเรื่อง 1.1ประวัติผู้แต่ง ชิตบุรทัต 1.2 ที่มาของเรื่อง 1.3 จุดประสงค์ในการแต่ง บทที่ 2 รูปแบบคำ ประพันธ์ บทที่ 3 เนื้อเรื่อง บทที่ 4 คุณค่าของวรรณคดี 4.1 ด้านเนื้อหา 4.2 ด้านวรรณศิลป์ 4.3 ด้านสังคม บทที่ 5 ข้อสอบทบทวน บรรณานุกรม 1-3 4-7 8-9 10-14 15 16


ประวัติผู้แต่ง ชิต บุรทัต บทที่1 นายชิต บุรทัต เกิดเมื่อวันที่๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นบุตร นายชู นางปริก ได้รับการศึกษาขั้นต้นจากบิดาซึ่งเป็นเปรียญ ๕ ประโยค และได้เข้าเรียนในโรงเรียนวัดราชบพิธเป็นแห่งแรก แล้วย้ายมา เรียนต่อจนสำ เร็จชั้นมัธยมบริบูรณ์ที่โรงเรียนวัดสุทัศน์ ขณะนั้นอายุได้ ๑๕ปี บิดาจึงจัดการให้บวชเป็นสามเณร ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมา ราม พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงเป็นอุปัชฌาจารย์ นายชิตบุรทัต เป็นผู้รักเรียนมีความรู้ในภาษา บาลีและฝึกฝนภาษาอังกฤษด้วยตนเองจนอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ นายชิตเริ่มการประพันธ์เมื่ออายุ๑๘ปีขณะนั้นได้กลับมาบวชเป็นสามเณรอีกเป็นครั้งที่สอง ณ วัดเทพศิรินทราวาสและได้ย้ายไปอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร จึงได้อุปสมบทที่วัดนี้ในฐานะเป็นศิษย์ของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส สามเณรชิตได้สร้างงานประพันธ์โดยใช้นามปากกา เป็นครั้งแรกว่า “เอกชน” จนเจริญรุ่งโรจน์ขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว ในขณะที่สามเณรชิตมีอายุเพียง๑๘ปี ก็ได้รับอาราธนาจากองค์สภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ ให้เข้าร่วมแต่งฉันท์สมโภชพระมหาเศวตฉัตรในงานพระราชพิธีฉัตรมงคลรัชกาลที่๖ พ.ศ. ๒๔๕๔ ด้วย ผู้หนึ่ง ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๔๕๘นายชิตบุรทัตซึ่งอยู่ในเพศฆราวาสแล้วได้ส่งบทประพันธ์กาพย์ปลุกใจลงใน หนังสือพิมพ์ “สมุทรสาร” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรต้นฉบับเดิม พอพระ ราชหฤทัยเป็นอันมากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าหน้าที่ขอถ่าพภาพเจ้าของบทกาพย์ปลุกใจลง พิมพ์ประกอบด้วย นายชิตใช้นามสกุลเดิมว่า ชวางกูร ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงได้รับพระราชทานนามสกุลว่า “บุรทัต” และในปีเดียวกันนั้นเองนายชิตบุรทัตได้สมรสกับจั่นแต่หามีบุตรธิดาด้วยกันไม่นามปากกา ของชิตบุรทัต คือ “เจ้าเงาะ” “เอกชน” “แมวคราว” ใช้ในการประพันธ์บทความต่าง ๆ ในหน้า หนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ เสมอมาจนตลอดนายชิต บุรทัตถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๕ด้วยโรคลำ ไส้พิการ ณ บ้านถนนวิสุทธิกษัตริย์ รวมอายุได้๕๐ปี สำ นักงานสุดท้ายที่ ประจำ อยู่คือหนังสือพิมพ์เอกชน 1


ผลงานของนายชิต บุรทัต 1.2 ที่มาของเรื่อง “สามัคคีเภทคำฉันท์” เกิดจากวิกฤตการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศในสมัยรัชกาลที่ 6 เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1, กบฏร.ศ. 130 ประกอบกับคนไทยในสมัยนั้นได้รับการศึกษามากขึ้นทำให้เกิดแนว ความคิด เกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองที่หลากหลาย จึงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของบ้านเมืองทำให้ในช่วง ดังกล่าวมักเกิดความนิยมแต่งวรรณคดีปลุกใจให้รักชาติสามัคคีเภทคำฉันท์ก็เป็นวรรณคดีเรื่องหนึ่งที่มุ่ง ชี้ให้เห็นความสำคัญของความสามัคคีการรวมเป็นหมู่คณะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันสามัคคีเภทคำฉันท์จึง ถือเป็นวรรณคดีที่มีเนื้อหาเป็นคติสอนใจ วรรณคดีเรื่องนี้มีเค้าเรื่องมาจากสุมังคลวิลาสินี อรรถกถาทีฆนิกายมหาวรรค แสดงข้อสุภาษิตว่า ด้วยโทษแห่งการแตกความสามัคคี ประกอบด้วยคำฉันท์ ๑๙ ชนิด และกาพย์ฉบัง คำฉันท์เป็นคำ ประพันธ์ที่บังคับครุลหุ มีที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต คำฉันท์ในภาษาไทยรับและดัดแปลงจากคัมภีร์ วุตโตทัยภาษาบาลี แต่มีการเพิ่มสัมผัสสระและจัดแบ่งวรรคให้ชัดเจนยิ่งขึ้น งานกวีนิพนธ์ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทคำฉันท์ มีทั้งที่แต่งขึ้นด้วยจินตนาการของความเป็นกวี ชม ธรรมชาติคติสอนใจบทสดุดีเฉลิมพระเกียรติและวรรณคดีเรื่องยาวเกี่ยวกับชาดก เช่นกำเนิดแห่งสตรีคำ โคลงความรักของแม่ฉันท์เฉลิมพระเกียรติงานพระเมรุทองท้องสนามหลวง กรุงเทพฯคำฉันท์ตาโป๋คำ ฉันท์คติของพวกเราชาวไทย อุปมาธรรมชาติข้าพเจ้านั่งอยู่ชายทะเลนิราศนครราชสีมา ชีวิตเราเปรียบ ด้วยนกบินลิลิตพระเจ้ากรุงธนบุรีกกุฎวานิชคำโคลง เวทัพพชาดกคำฉันท์และสามัคคีเภทคำฉันท์เป็นต้น นับว่านายชิต บุรทัตเป็นกวีเอกที่มีชื่อเสียงรุ่งโรจน์คนหนึ่ง ใช้เวลาทั้งหมดของชีวิตด้วยการแต่งบท กวีต่าง ๆนานาชนิดจนอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีกวีคนใดในสมัยเดียวกันจะทำงานในเชิงกวีนิพนธ์ได้มากและมีชื่อ เสียงแพร่หลายในหมู่ประชาชนชาวไทยได้เท่ากวีเอกผู้นี้ในสมัยนั้น โดยเฉพาะงานชิ้นเอกของท่านคือ สามัคคีเภทคำฉันท์ มีฉันท์อยู่ถึง๑๙ ชนิด มีลีลาในการแต่งที่ไม่อาจมีกวีใดเทียบได้ ทั้งการเลือกใช้ ถ้อยคำและสำนวนโวหารอย่างไพเราะ ขณะเดียวกันก็เคร่งครัดต่อกฎเกณฑ์ของคำประพันธ์ นับว่าเป็นผล งานที่มีคุณค่าในวรรณคดีนิพนธ์ สามารถใช้เป็นแบบอย่างแห่งการแต่งฉันท์ได้เป็นอย่างดี 2


1.3 จุดประสงค์ในการแต่ง สามัคคีเภทคำฉันท์แต่งขึ้นเพื่อมุ่งสรรเสริญธรรมแห่งความสามัคคีเป็นแก่นของเรื่อง และหลักธรรมข้อ นี้ไม่ล้าสมัย สามารถยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่หมู่ชนที่มีความพร้อมเพรียงกันพัฒนาสังคมหากนำมา ประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง หลักธรรมสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงการแตกความสามัคคีกันระหว่างเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีเป็นสาเหตุนำ ไปสู่การเสียแคว้นวัชชีแก่พระเจ้าอชาตศัตรูผู้ครองแคว้นมคธทั้งที่แต่เดิมนั้นกษัตริย์ลิจฉวีทุกองค์ล้วนตั้ง มั่นอยู่ในธรรมที่เรียกว่า 'อปริหานิยธรรม' คือ ธรรมอันเป็นไปเพื่อเหตุแห่งความเจริญฝ่ายเดียว ผู้ปฏิบัติจัก ไม่เป็นไปในทางเสื่อมอันได้แก่ เมื่อมีกิจใดเกิดขึ้นก็ประชุมกันปรึกษาในกิจนั้น เมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุมเมื่อเลิกก็พร้อมเพรียงกันเลิก และพร้อมเพรียงกันกระทำกิจอันควร ทำ ถือมั่นตามขนบธรรมเนียมหรือประเพณีอันดีอันชอบที่มีอยู่ ไม่เลิกถอนหรือดัดแปลงเสียใหม่ มีความเคารพยำเกรงผู้ที่อยู่ในฐานะเป็นผู้ใหญ่ทั้งเชื่อถือกระทำตามถ้อยคำบัญชาและคำแนะนำสั่ง สอนของผู้เป็นใหญ่นั้น ไม่ประทุษร้ายข่มเหงบุตรและภริยาของกันและกันด้วยประการใดๆ ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นต่อเจดียสถานหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และการกระทำพลีกรรมบวงสรวงก็กระทำตามควร อำนวยความคุ้มครองป้องกันแก่พระอรหันต์บรรดาที่มีอยู่ในแว่นแคว้นวัชชีให้เป็นสุขและปราศจาก ภยันตราย 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 3


รูปแบบคําประพันธ์ สัททุลวิกกีฬิตฉันท์๑๙ เป็นฉันท์ที่มีลีลาการอ่านสง่างามเคร่งขรึมมีอำ นาจดุจเสือ ผยอง ใช้แต่งสำ หรับบทไหว้ครูบทสดุดี ยอพระเกียรติ วสันตดิลกฉันท์๑๔เป็นฉันท์ที่มีลีลาไพเราะ งดงามเยือกเย็นดุจเม็ดฝนใช้สำ หรับ บรรยายหรือพรรณนาชื่นชมสิ่งที่สวยงาม อุปชาติฉันท์๑๑นิยมแต่งสำ หรับบทเจรจาหรือบรรยายความเรียบๆ อีทิสังฉันท์ ๒๑เป็นฉันท์ที่มีจังหวะกระแทกกระทั้นเกรี้ยวกราด โกรธแค้นและอารมณ์ รุนแรง เช่นรักมาก โกรธมาก ตื่นเต้นคึกคะนองหรือพรรณนาความสับสน อินทรวิเชียรฉันท์๑๑เป็นฉันท์ที่มีลีลาสวยงามดุจสายฟ้าพระอินทร์มีลีลาอ่อนหวานใช้ บรรยายความหรือพรรณนาเพื่อโน้มน้าวใจให้อ่อนโยนเมตตาสงสาร เอ็นดู ให้อารมณ์ เหงาและเศร้า วิชชุมมาลาฉันท์๘หมายถึง ระเบียบแห่งสายฟ้า เป็นฉันท์ที่ใช้ในการบรรยายความ สามัคคีเภทคำ ฉันท์แต่งด้วยคำ ประพันธ์ประเภทฉันท์๑๙ ชนิด กาพย์๑ชนิด คือ บทที่ 2 4 พยางค์ที่มีเสียงหนักมีลักษณะ ดังนี้ - ประสมด้วยสระเสียงยาวในแม่ก กา และสระอำ ไอ ใอ เอา เช่น ฟ้า ไกล - พยางค์ที่มีตัวสะกด เช่นแก้ว ลบร่วง ครุ (.........) ลหุ (.........) พยางค์ที่มีเสียงเบามีลักษณะ ดังนี้ - ประสมด้วยสระเสียงสั้นในแม่ก กา เช่นจะ พระมิ - พยัญชนะตัวเดียว เช่นธบ ณ


อินทรวงศ์ฉันท์ ๑๒ เป็นฉันท์ที่มีลีลาตอนท้ายไม่ราบเรียบคล้ายกลบทสะบัดสะบิ้ง ใช้ ในการบรรยายความหรือพรรณนาความ วังสัฏฐฉันท์๑๒ เป็นฉันท์ที่มีสำ เนียงอันไพเราะเหมือนเสียงปี่ มาลินีฉันท์๑๕เป็นฉันท์ที่ใช้ในการแต่งกลบทหรือบรรยายความที่เคร่งขรึมเป็นสง่า ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒ เป็นฉันท์ที่มีลีลางามสง่าดุจงูเลื้อย นิยมใช้แต่งบทที่ดำ เนิน เรื่องอย่างรวดเร็วและคึกคัก มาณวกฉันท์๘เป็นฉันท์ที่มีลีลาผาดโผนสนุกสนานร่าเริง และตื่นเต้นดุจชายหนุ่ม อุเปนทรวิเชียรฉันท์๑๑เป็นฉันท์ที่มีความไพเราะใช้ในการบรรยายบทเรียบๆ สัทธราฉันท์ ๒๑มีความหมายว่าฉันท์ยังความเลื่อมใสให้เกิดแก่ผู้ฟัง จึงเหมาะเป็น ฉันท์ที่ใช้สำ หรับแต่งคำ นมัสการ อธิษฐานยอพระเกียรติหรืออัญเชิญเทวดา ใช้แต่ง บทสั้นๆ สาลินีฉันท์๑๑เป็นบทที่มีคำ ครุมาก ใช้บรรยายบทที่เป็นเนื้อหาสาระเรียบๆ อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑ เป็นฉันท์ที่เหมาะสำ หรับใช้บรรยายบทเรียบๆ แต่ไม่ใคร่มีคนนิยม แต่งมากนัก โตฏกฉันท์ ๑๒ เป็นฉันท์ที่มีลีลาสะบัดสะบิ้งเหมือนประตักแทงโค ใช้แต่งกับบทที่ แสดงความโกรธเคือง ร้อนรนหรือสนุกสนานคึกคะนอง ตื่นเต้นและเร้าใจ กมลฉันท์ ๑๒ หมายถึง ฉันที่มีความไพเราะเหมือนดังดอกบัว ใช้กับบทที่มีความตื่น เต้นเล็กน้อยและใช้บรรยายเรื่อง จิตรปทาฉันท์ ๘ เป็นฉันท์ที่เหมาะสำ หรับบทที่น่ากลัว เอะอะ เกรี้ยวกราด ตื่นเต้น ตกใจและกลัว สุรางคนางค์ฉันท์ ๒๘ มีลักษณะการแต่งคล้ายกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ แต่ต่างกันที่ มีข้อบังคับ ครุ ลหุ เพิ่มขึ้นมา ทำ ให้เกิดความไพเราะมากยิ่งขึ้น เหมาะสำ หรับ ข้อความที่คึกคักสนุกสนานโลดโผนตื่นเต้น กาพย์ฉบัง ๑๖เป็นกาพย์ที่มีลีลาสง่างาม ใช้สำ หรับบรรยายความงามหรือดำ เนิน เรื่องอย่างรวดเร็ว 5


จอมทัพมาคธราษฎร์ธยาตรพยุหกรี ธาสู่วิสาลี นคร โดยทางอันพระทวารเปิดนรนิกร ฤๅรอต่อรอน อะไร คำ ประพันธ์ประเภทฉันท์คือ คำ ประพันธ์ที่กำ หนดครุ ลหุและสัมผัสเพื่อให้เกิดความไพเราะ และ อารมณ์ความรู้สึกตามลีลาของฉันท์แต่ละชนิด สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวับสลับพรรณ ช่อฟ้าตระการกลจะหยัน จะเยาะยั่วทิฆัมพร วสันตดิลกฉันท์๑๔ เป็นฉันท์ที่มีลีลางดงาม ไพเราะ เยือกเย็นดุจเม็ดฝนในฤดูฝน ใช้สำ หรับบทบรรยายและ พรรณนา ชมเชยสิ่งที่งดงามให้ผู้ฟังรู้สึกไพเราะซาบซึ้งใจ สัททุลวิกกีฬตฉันท์๑๙ หนึ่งบทมี 19 พยางค์แบ่งเป็น 3 วรรค วรรคแรก 12 พยางค์วรรคสอง 5 พยางค์และวรรค สุดท้าย 2 พยางค์ส่งสัมผัสแบบ กลอนสังขลิก ิ 6 เขยื้อนขยับริน ระยะกลิ่นก็กำจาย กาแฟกระอวลอาย และละเมียดละมุนมาน กรุ่นคล้ายจะคลายปลด บริบทสภาพการณ์ และดลฤดีดาล สติชื่นกระชุ่นจินต์ อินทรวิเชียรฉันท์๑๑ หนึ่งบทจะมี๔บาทแต่ละบาทแบ่งเป็น ๒ วรรค วรรคหน้ามี๕ พยางค์วรรคหลังมี๖ พยางค์ (รวมเป็น๑๑ พยางค์ในหนึ่งบาท)


เขยื้อนขยับริน ระยะกลิ่นก็กำจาย กาแฟกระอวลอาย และละเมียดละมุนมาน กรุ่นคล้ายจะคลายปลด บริบทสภาพการณ์ และดลฤดีดาล สติชื่นกระชุ่นจินต์ ภูบดีสดับอุปายตาม ณวาทวัสสการพราหม ณบังอาจ เกินประมาณเพราะการณ์ละเมิดประมาท บควรจะขัดบรมราช วโรงการ อีทิสังฉันท์๒๐ เป็นฉันท์ที่มีลีลางดงามไพเราะ เยือกเย็นดุจเม็ดฝนในฤดูฝนใช้สำ หรับบทบรรยายและ พรรณนา ชมเชยสิ่งที่งดงามให้ผู้ฟังรู้สึกไพเราะซาบซึ้งใจ อุปชาติฉันท์๑๑ หนึ่งบทจะมี๔บาทแต่ละบาทแบ่งเป็น ๒ วรรค วรรคหน้ามี๕ พยางค์วรรคหลังมี๖ พยางค์ (รวมเป็น๑๑ พยางค์ในหนึ่งบาท) อุปชาติฉันท์๑๑ หนึ่งบทจะมี๔บาทแต่ละบาทแบ่งเป็น ๒ วรรค วรรคหน้ามี๕ พยางค์วรรคหลังมี๖ พยางค์ (รวมเป็น๑๑ พยางค์ในหนึ่งบาท) 7 สดับประกาศิต ระบุกิจวโรงการ จึ่งราชสมภาร พจนาถประภาษไป เราคิดจะใคร่ยก พยุห์พลสกลไกร ประชุมประชิดชัย รณรัฐวัชชี


เนื้อเรื่อง บทที่ 3 พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงครองแคว้นมคธมีราชคฤห์เป็นเมืองหลวง ต้องการขยาย อาณาจักรไปยังแคว้นวัชชีอันมีกษัตริย์ลิจฉวีปกครอง แต่พระองค์ทราบว่ากษัตริย์ลิจฉวีทุก พระองค์ล้วนทรงมั่นอยู่ใน- ธรรมที่เรียกว่า “อปริยหานิยธรรม ๗” คือธรรมอันเป็นไปเพื่อ เหตุแห่งความเจริญ พระองค์จึงวางแผนให้วัสสการพราหมณ์ที่เป็นอำ มาตย์คนสนิทไปเป็น ไส้ศึก วัสสการพราหมณ์ยอมทนรับราชอาญาด้วยทุกขเวทนาแสนสาหัสถึงแก่สลบ เมื่อถูก เนรเทศออกจากแคว้นมคธก็เดินทางมุ่งตรงไปเมืองเวสาลี กษัตริย์ลิจฉวีทรง ตั้งให้เป็นครู สอนศิลปวิทยาแก่บรรดาราชกุมาร วัสสการพราหมณ์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเต็มใจและ เอาใจใส่จนเป็นที่ไว้ใจในหมู่กษัตริย์ลิจฉวี หลังจากนั้นวัสสการพราหมณ์จึงได้ดำ เนินอุบายเพื่อทำ ลายความพร้อมเพรียงและ ความสามัคคีของกษัตริย์ลิจฉวี โดยวัสสการพราหมณ์ คอยส่งเสริมเหตุแห่งการทะเลาะ วิวาทให้บังเกิดขึ้นในหมู่ ราชกุมารอยู่เนืองนิตย์ จนกระทั่งที่สุดราชกุมารทุกองค์ก็แตกความ สามัคคีเป็นเหตุให้วิวาทกัน แตกร้าวก็ลามไปถึงบรรดาพระราชบิดาผู้ซึ่งเชื่อถ้อยคำ โอรสของ ตน หลังจากเวลาผ่านไป ๓ ปี ความสามัคคี ถูกทำ ลายสิ้น วัสสการพราหมณ์จึงให้คน ลอบไปกราบทูลพระเจ้าอชาตศัตรู ทิชงค์ชาติฉลาดยล คะเนกลคะนึงการ กษัตริย์ลิจฉวีวาร ระวังเหือดระแวงหาย เหมาะแก่การณ์จะเสกสรร ปวัตน์วัญจโนบาย มล้างเหตุพิเฉทสาย สมคัรสนธิ์สโมสร ครั้นล่วงสามปีประมาณมา สหกรณประดา ลิจฉวีรา ชทั้งหลาย สามัคคีธรรมทำ ลาย มิตรภิทนะกระจาย สรรพเสื่อมหายน์ ก็เป็นไป ต่างองค์ทรงแคลงระแวงใน พระราชหฤทยวิสัย ผู้พิโรธใจ ระวังกันฯ 8


พระเจ้าอชาตศัตรู ก็กรีธาทัพสู่เมืองเวสาลี เมื่อพวกชาวเมืองเวสาลีตกใจกลัวภัยมุขมนตรีจึงได้ตี กลองให้บรรดากษัตริย์ลิจฉวีมาประชุมเพื่อยกกองทัพเข้าต่อสู้ศึก แต่เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีไม่มีผู้ใดเข้าที่ ประชุมแม้แต่คนเดียว อีกทั้งประตูเมืองก็ไม่มีใครสั่งให้ปิด พระเจ้าอชาตศัตรูจึงสามารถยึดครองเมืองเว สาลีได้โดยง่าย เหตุการณ์ตอนที่นำ มาเรียนเริ่มตั้งแต่ตอนที่วัสสการพราหมณ์ เข้าไปอยู่ในเมืองเวสาลี และเห็นว่าเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีนั้นหายระแวงตนแล้วจึงเริ่มทำ อุบาย โดยในขณะที่ตนสอนวิชา ความรู้อยู่นั้นก็เรียกโอรสของกษัตริย์ลิจฉวีองค์หนึ่งมาอยู่ด้วยสองต่อสอง แล้วถามด้วยคำ ถามง่ายๆ ว่า วัวควายนั้นเขานำ มาไว้ไถนาใช่หรือไม่เมื่อโอรสองค์นั้นกลับมา เพื่อนโอรสองค์อื่นๆก็พากันซักถามว่า อาจารย์เรียกไปทำ อะไร โอรสองค์นั้นจึงตอบไปตามความจริง แต่ไม่มีใครเชื่อ คิดว่าโกหก จังเกิดความไม่ ไว้วางใจกันวัสสการพราหมณ์ได้ยุยงด้วยวิธีการเช่นนี้เรื่อยๆจนกระทั่งโอรสทั้งหลายต่างโกรธเคืองกันไม่ ไว้ใจกันและเมื่อโอรสแต่ละองค์นำ เรื่องไปเล่าให้พระบิดาฟัง พระบิดาก็พลอยเชื่อโอรสของตนโกรธโอรส องค์อื่นจึงทำ ให้เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีผิดใจกันจนในที่สุดกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหมดก็แตกความสามัคคีที่เคยยึด มั่นในอปริหานิยธรรมก็เริ่มเสื่อมคลาย เคยประชุมกันเป็นประจำ ก็ไม่มีใครเห็นความสำ คัญ วัสสการพรา หมณ์เห็นว่าสมควรแก่เวลาที่จะเข้าตีเมืองเวสาลีแล้ว ก็ส่งข่าวให้พระเจ้าอชาตศัตรูทราบ พระเจ้าอชาต ศัตรูก็ยกทัพมาตีเมืองเวสาลีได้อย่างง่ายดาย 9


คุณค่าของวรรณคดี 4.1 ด้านเนื้อหา 4.2 ด้านวรรณศิลป์ สอนให้เห็นโทษของการแตกความสามัคคีที่ไม่ได้มีผลกระทบต่อบุคคลเท่านั้นแต่ยังมีผลถึงสังคมส่วน รวมด้วยนอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นความสำ คัญของการใช้สติปัญญาให้เกิดผล โดยไม่ต้องใช้กำ ลังอีกด้วย มีการประพันธ์ที่ใช้ภาษาเข้าใจง่ายทำ ให้ผู้อ่านเห็นภาพที่ผู้ประพันธ์ต้องการจะสื่อได้อย่างชัดเจนเป็น วรรณคดที่ได้รับการยกย่องว่ามีความไพเราะงดงามเป็นที่นิยมเนื่องจากมีการเล่นสัมผัสในทั้งสัมผัสอักษร และสัมผัสสระอย่างไพเราะ แต่งเป็นคำ ประพันธ์ประเภทฉันท์โดยใช้ฉันท์ชนิดต่างๆ ถึง๑๘ชนิด โดยลีลาของฉันท์แต่ละ ชนิดที่นำ มาแต่งนั้นล้วนแต่เหมาะสมกับเนื้อเรื่องเป็นอย่างยิ่ง เช่นตอนที่บรรยายเนื้อเรื่องถึง การดำ เนินอุบายของวัสสการพราหมณ์ ใช้ฉันท์ชื่อภุชงคประยาตฉันท์ซึ่งมีความหมายว่า ฉันท์ที่มีลีลาประดุจการคืบคลานของพระยานาค เป็นฉันท์ที่มีจังหวะจะโคนที่สม่ำ เสมอ เสมือนมีการเคลื่อนไหวที่ฟังดูนุ่มนวล เหมาะแก่การบรรยายเรื่อง ส่วนฉันท์อื่นๆที่นำ มาใช้ สลับกันไปแต่ละฉันท์นั้นล้วนแล้วแต่ไพเราะและเหมาะสมทั้งสิ้น ・ การสรรคำ เป็นการเลือกใช้คำ ที่สื่อความคิดและอารมณ์ได้อย่างงดงามเช่น การเลือกใช้คำได้ถูกต้องตรงตามความหมายที่ต้องการ มีการใช้คำที่ประณีตเป็นพิเศษ เมื่อกล่าวถึงสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ พระมหากษัตริย์ครูอาจารย์จะใช้คำศัพท์ภาษาบาลีสันสกฤตซึ่งถือว่าเป็นภาษาสูงต้องแปลความทุก คำ เช่นในบทประณามพจน์ทำให้ถ้อยคำเกิดความขลังและศักดิ์สิทธิ์ ดังบทประพันธ์ ๏ พร้อมเบญจางคประดิษฐ์สฤษฏิสดุดี กายจิตวจีไตร ทวาร ๏ กราบไหว้คุณพระสุคตอนาวรณญาณ ยอดศาสดาจารย์ มุนี บทที่ 4 การเลือกใช้คำได้เหมาะแก่ลักษณะคำประพันธ์กวีมีความสามารถในการประพันธ์อย่างยิ่ง โดย เลือกสรรคำฉันท์ชนิดต่างๆมาใช้สลับกันอย่างเหมาะสมกับเนื้อเรื่องแต่ละตอนเช่นลักษณะของอีทิสัง ฉันท์๒๐ ซึ่งมีลีลากระแทกกระทั้นแสดงอารมณ์โกรธที่นำมาใช้ตอนพระเจ้าอชาตศัตรูแสร้งบริภาษ วัสสการพราหมณ์เมื่อวัสสการพราหมณ์ทูลทัดทานเรื่องการศึก ดังบทประพันธ์ 10


๏ เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไรทุทาษสถุลฉนี้ไฉนก็มาเปน ๏ ศึกบถึงและมึงก็ยังมิเห็นจะน้อยจะมากจะยากจะเย็นประการใด การเลือกใช้คำโดยคำนึงถึงเสียง กวีได้ดัดแปลงฉันท์บางชนิดให้มีความแตกต่างไปจากเดิมทำให้มีความ ไพเราะมากขึ้น สามัคคีเภทคำฉันท์มีการใช้คำที่มีเสียงเสนาะ ดังนี้ 1. การใช้คำ เพื่อให้เกิดเสียงเสนาะ โดยการหลากคำ คือ ใช้คำ ที่มีความหมายเดียวกันเหมือนกันหรือคล้ายกันเช่น แถวถัมภโดรณสร้าง ระยะนางจรัลมี ชลคูประตูวรบุรี ณ ระหว่างพระพารา เรียงป้อมและปักธุชระราย พิศค่ายก็แน่นหนา เสาธงสถิตธวชมา รุตฌบกสะบัดปลาย คำ ว่า ถัมภโดรณ และนางจรัลหมายถึง เสาที่ปักเป็นระยะเท่าๆกันธุช ธงธวชหมายถึง ธง ซึ่งการหลากคำ จะทำ ให้ผู้อ่านไม่เบื่อ ได้ความรู้เพิ่มเติมและแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนมีความรอบรู้อักษรศาสตร์ 2. การเล่นเสียงสัมผัสทั้งในและนอก ในฉันท์ของนายชิตบุรทัตมีทั้งสัมผัสในและสัมผัสนอก โดยเฉพาะสัมผัส ในมีทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษร แพรวพราว คล้ายกับความไพเราะของกลอนเช่น ภายใต้เศวตฉัตรรัตน์ ก็จรัสจรูญเรือง ตั้งราชอาสนประเทือง วรมัญจบรรจถรณ์ ห้อยย้อยประทีปอุบะประทิ่น รสกลิ่นก็เอมอร อาบอบตรลบกระแจะขจร ดุจทิพย์สุมาลัย คำ ที่สัมผัสในวรรค เช่นฉัตร-รัตน์, จรัส- จรูญ, มัญจ–บรรจ,ห้อย- ย้อย , (อุ)บะ-ประ(ทิ่น) เอม-อร, อาบ-อบ, อบ–ตรลบ, กระแจะ-ขจร มีการเล่นเสียงพยัญชนะ เช่น ทิชงชาติฉลาดยล คะเนกลคะนึงการ กษัตริย์ลิจฉวีวาร ระวังเหือดระแวงหาย คะเนกล–คะนึงการ, ระวังเหือด–ระแวงหาย 11


การใช้โวหาร สามัคคีเภทคำ ฉันท์มีความไพเราะงดงามอันเกิดจากสารที่กวีใช้ศิลปะใน การถ่ายทอดความหมายของเนื้อหา โดยการใช้สำ นวนโวหาร และการใช้ภาพพจน์ เพื่อให้ผู้อ่าน จินตนาการเห็นภาพชัดเจนเข้าใจและเกิดอารมณ์คล้อยตามดังนี้ ๒.๔.๑การใช้บรรยายโวหาร ใช้คำ ให้เห็นภาพชัดเจนตามลำ ดับเหตุการณ์ รวดเร็ว ไม่เยิ่นเย้อ เข้าใจง่าย ๒.๔.๒ การใช้พรรณนาโวหาร เป็นการสร้างมโนภาพให้ผู้อ่านเกิดภาพขึ้นในใจ หรือมองเห็นภาพ บรรยากาศตามที่กวีต้องการ เช่น ตอนที่กวีพรรณนาชมความงามของพระราชวัง ของกรุงราชคฤห์ ๒.๔.๓ การใช้อุปมาโวหาร เป็นการกล่าวเปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและมองเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ๒.๔.๔ การใช้คำ ง่าย ในบทที่กล่าวถึงเหตุการณ์ปกติธรรมดาทำ ให้ใจได้ทันทีเช่น จะถูกผิดกระไรอยู่ มนุษย์ผู้กระทำ นา และคู่โคก็จูงมา ประเทียบไถมิใช่หรือ ในที่นี้มีคำ ยากเพียง ๑ คำ คือ ประเทียบ - เทียบ แม้ว่าเป็นคำ ที่ต้องหาความหมาย แต่ก็ไม่ยาก เพราะใช้อยู่เสมอนอกนั้นเป็นคำ ไทยแท้ที่เข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องแปล 12


4.3 ด้านสังคม มีการกล่าวถึง ส่วนประกอบต่างๆของปราสาทเช่นช่อฟ้า บราลี นภศูล หางหงส์ เป็นต้น ดังกวีได้ พรรณนาความงดงามของปราสาทที่มีสามยอด ดังตัวอย่าง ๏ สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวับสลับพรรณ ช่อฟ้าตระการกลจะหยัน จะเยาะยั่วทิฆัมพร ๏ บราลีพิลาศศุภจรูญู นพศูลประภัสสร หางหงส์ผจงพิจิตร งอน ดุจ กวักนภาลัย สะท้อนภาพการปกครองโดยระบอบสามัคคีธรรมและการประพฤติตามวัฒนธรรม ๗ ประการ (อปริ หานิยธรรม) ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ส่งผลให้เกิดความเจริญของหมู่คณะฝ่ายเดียว ไม่มีทางเสื่อมเลย ได้แก่ หมั่นประชุมกันอยู่เนืองนิตย์ เมื่อมีภารกิจก็ประชุมปรึกษาหารือกันโดยไม่เบื่อหน่าย การประชุม ยึดมั่นในจารีตประเพณีอันดีงามประพฤติดีปฏิบัติตามโดยไม่ดัดแปลง เมื่อผู้ใหญ่ให้โอวาทสั่งสอนผู้น้อยย่อมปฏิบัติตามด้วยความเคารพ ไม่ทำร้ายข่มเหงบุตรและภรรยาผู้อื่น ไม่ลบหลู่ดูแคลนเจดียสถานที่ตนเคารพสักการะและทำพิธีบวงสรวงตามประเพณี ให้ความคุ้มครองป้องกันพระอรหันต์ในแคว้นวัชชี 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. สะท้อนภาพการพิพากษาคดีและการลงโทษ การลงโทษสมัยโบราณ มีการโบย การโกนผมประจาน และการประกาศขับไล่ตามพระราชโองการ (เนรเทศ) ดังตัวอย่าง เสื่อมสีสะผมเผ้า สิรีเปล่าประจานตัว เป็นเยี่ยงประหยัดกลัว ผิมลักจะหลาบจำ เสร็จกิจประการกัลป์ ปนพลันประกาศทำ ปัพพาชนียกรรม ดุจดังราชโองการ 13


สามัคคีเภทคำฉันท์ได้สะท้อนให้เห็นสภาพสังคมว่า จะต้องมีความสามัคคีจึงจะอยู่รอดได้ เมื่อใดก็ตาม ที่ความเป็นปึกแผ่นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติถูกทำลาย เมื่อนั้นบ้านเมืองจะ ระส่ำระสาย ขาดความเป็นเอกภาพ ต่างคนต่างหวาดระแวงกันขาดความไว้ใจกันทำให้ฝ่ายตรงข้ามมี โอกาสโจมตีได้ง่ายนับว่าเป็นอุทาหรณ์ที่ผู้อ่านต้องนำไปเป็นเครื่องเตือนใจว่า การคบคนและการไว้ วางใจบุคคลอื่นนั้นต้องใช้วิจารณญาณไตร่ตรองให้รอบคอบมิฉะนั้นจะนำผลร้ายมาสู่ตนได้เหมือน บรรดากษัตริย์ลิจฉวีแห่งแคว้นวัชชีที่มิได้ไตร่ตรองเหตุผลให้รอบคอบทรงหลงกลศัตรูรับวัสสการพรา หมณ์ไว้จนเป็นเหตุให้เสียแคว้นวัชชีในที่สุด 14


ข้อสอบทบทวน ก. พุทธศาสนา ข.ศาสนาพราหมณ์ ค.ประวัติศาสตร์ ง. สารคดี ก. โทษของความไม่กล้าหาญ ข. โทษของความไม่กตัญญู ค. โทษของความไม่สามัคคี ง. โทษของการไม่ช่วยเหลือผู้อื่น บทที่ 5 ก. ราชคฤห์ ข. เวสาลี ค. กุสินารา ง. พาราณสี ก. กษัตริย์ลิจฉวีอ่อนแอ ข. กษัตริย์ลิจฉวีขาดวิจารณญาณ ก. แย่งเครื่องเทศ ข. แย่งพื้นที่อุดมสมบูรณ์ริมฝั่งแม่น้ำ คงคา ค. แย่งเมืองปาฏลิคาม ง. แย่งเส้นทางค้าขาย 1. เรื่องสามัคคีเภทคำ ฉันท์มี ความเกี่ยวข้องกับข้อใด 3. เมืองหลวงของแคว้นวัชชีมีชื่อว่าอะไร 5. สาเหตุสำ คัญที่ทำ ให้แคว้นวัชชีต้องพ่ายแพ้คือข้อใด 4. แคว้นมคธและวัชชีวิวาทกันด้วยเรื่องใด 2. ข้อใดคือข้อคิดของเรื่อง สามัคคีเภทคำ ฉันท์ ค. แคว้นวัชชีมีกำ ลังน้อย ง. แคว้นวัชชีถูกล้อมจนขาดเสบียงอาหาร 15


• ครูณัฐชยา เพ็ชรรัตน์./(2565).//ใบความรู้เรื่องสามัคคีเภทคำฉันนท์./สืบค้น 23 กันยายน 2566,//https://sites.google.com/a/watpa.ac.th/krunatchaya/bi-khwam-rureuxng-samakhkhi-pheth-kha-chanth • trueปลูกปัญญา./(2553).//สามัคคีเภทคำฉันท์./สืบค้น 23 กันยายน 2566,//https://www.trueplookpanya.com/blogdiary/1575 • Admin./(2562).//10 เรื่องน่ารู้จากสามัคคีเภทคำฉันท์-เกร็ดความรู้จากวรรณคดี./สืบค้น 23 กันยายน 2566,/ /https://campus.campus-star.com/variety/113938.html • วิกิพีเดีย./(2566).//ฉันท์./ สืบค้น 23 กันยายน 2566,//https://th.wikipedia.org/wiki/ ฉันท์#:~:text=วัดพระเชตุพนฯ)-,สัททุลลวิกกีฬิตฉันท์,ส่งสัมผัสแบบกลอนสังขลิก • Unknown./(2556).//สามัคคีเภทคำฉันท์./สืบค้น 23 กันยายน 2566,//http://samakkeepeatchant.blogspot.com/2013/12/blog-post_3919.html • Black Sword./(2565).//อุปชาติฉันท์๑๑./สืมค้น 23 กันยายน 2566,// https://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=14169.0 • อาจารย์ดร.บัวลักษณ์นาคทรงแก้ว./(ม.ป.ป).//สามัคคีเภทคำฉันท์./สืบค้น 23 กันยายน 2566,//http://elsd.ssru.ac.th/bualak_na/pluginfile.php/74/mod_page/intro/ สามัคคีเภทคำฉันท์-60.pdf บรรณานุกรม 16


Click to View FlipBook Version