จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. ประโยชน์ของพรรณไม้ในการจัดสวน 2. การแบ่งประเภทพรรณไม้ที่ใช้ในการจัดสวนได้ 3. เลือกใช้พรรณไม้ในการจัดสวนได้ ในการจัดสวนหรือจัดสถานที่ อาคาร บ้านเรือน ต่างๆ สิ่งที่ส าคัญที่จะช่วยให้พื้นที่เกิดคุณค่า และความงามนั้น สิ่งที่สามารถบ่งบอกลักษณะของสวนได้แก่ พรรณไม้ นักจัดสวนจะต้องค านึงถึง พรรณไม้ที่ที่จะน ามาใช้ในสวนแต่ละประเภท ซึ่งบางครั้งการเลือกใช้พันธุ์ไม้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความ สวยงามเพียงอย่างเดียว แต่พรรณไม้ชนิดต่างๆยังสามารถแก้ปัญหาให้กับพื้นที่ที่ต้องการจัดสวนได้ การจะเลือกพรรณไม้มาใช้ในการออกแบบนั้น ควรรู้จักชื ่อของพรรณไม้ประเภท ความต้องการ สภาพแวดล้อม การดูแลรักษา และลักษณะเฉพาะของพรรณไม้แต่ละชนิดให้มากที่สุดเนื่องจากพรรณ ไม้เป็นสิ ่งมีชีวิต ที ่มีการเจริญเติบโตอยู ่ตลอดเวลา ดังนั้นผู้ออกแบบและนักจัดสวนควรศึกษา รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อการน าไปใช้ให้ตรงกับความต้องการ เป็นป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ สวนในภายหลัง และตอบสนองประโยชน์ในการใช้งานให้มากที่สุด ประโยชน์ของต้นไม้ในการจัดสวน เอื้อมพร วีสมหมาย (2554) กล่าวว่าการปลูกต้นไม้ให้ประโยชน์แก่มนุษย์ทั่วไปในการจรรโลง จิตใจ เพราะการใช้เวลาในการท าสวนที่ตนเองชื่นชอบ ก็สามารถสร้างความสุขใจให้เกิดขึ้นได้การ ปลูกเลี้ยงต้นไม้ด้วยตนเอง จะช่วยสร้างความอดทนอดกลั้นให้เกิดขึ้นโดยผู้ปลูก คือต้องเรียนรู้ที่จะ เข้าใจธรรมชาติ และรอเวลาในการเจริญเติบโตของต้นไม้ ในการผลิตดอกออกผล เมื่อถึงเวลานั้น ความสุขใจก็จะเกิดขึ้น ธรรมชาติในการปลูกเลี้ยงต้นไม้จะช่วยฝึกฝนนิสัยเราให้พัฒนาขึ้นตามกาลเวลา ที่ผ่านไป ต้นไม้ชนิดใดที่ปลูกเลี้ยงยากก็จะแสดงความอดทนของผู้ปลูกมากขึ้นตามล าดับ เช่นการปลูก เลี้ยงไม้ดัดและบอนไซของไทยในยุคก่อน ซึ่งมีการแข่งขันในแบบของการดัดต้นไม้ที่ถือว่าเรียนยาก ที่สุด และเป็นความภูมิใจของผู้เลี้ยงเมื่อประสบผลส าเร็จ การปลูกต้นไม้ท าให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีใน ครอบครัวและเพื่อนบ้านได้ เพราะได้ท ากิจกรรมร่วมกันและท าให้เกิดกิจกรรมต่อเนื่อง คือการดูแล บทที่ 2 การจ าแนกพรรณไม้
รักษาต้นไม้นั้นๆ การปลูกต้นไม้ได้ให้ประโยชน์มากมายทั้งด้านจิตใจ สุขภาพสิ่งแวดล้อมสังคมและทั้ง ยังเป็นอาหารที่ดีที่สุดของมนุษย์อีกด้วย คุณค่าของต้นไม้ในแง่นิเวศวิทยา 1. ต้นไม้ในสวนและสนามหญ้าสามารถดักจับฝุ่นละออง และฟอกอากาศ การกรองฝุ่น ละอองของต้นไม้เกิดขึ้น โดยใบ ผิวกิ่งและก้านต้นไม้จะช่วยเป็นตัวซับ ดูดจับฝุ่นละอองและทรายที่มี อนุภาคขนาดเล็กเอาไว้ดูดซับกลิ่น หมอกควัน ฝุ่นละออง เมื่อเกิดการคายน ้าของใบไม้ฝุ่นละอองเล็ก ๆ ตกลงสู่พื้นดินและยังช่วยลดมลทัศน์หรือมลพิษทางสายตาหรือบดบังสิ่งที่ไม่น่ามอง 2. ต้นไม้ช่วยให้ร่มเงา ลดอุณหภูมิ และลดความร้อนให้กับอาคาร โดยการปลูกต้นไม้ใน ทิศที่แสงอาทิตย์ส่องถึง เพื่อเป็นการให้ร่มเงาแก่อาคาร ช่วยลดความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวอาคารได้ดีและ ช่วยลดอุณหภูมิรอบอาคารได้ 2-4 องศาเซลเซียส ทั้งนี้หากต้องการปลูกต้นไม้ใกล้อาคาร ไม่ควรเลือก ต้นไม้ที่มีระบบรากผิวดิน เช่น จามจุรี หูกระจง มะขาม เนื่องจากจะท าให้โครงสร้างของอาคารหรือ ระบบสาธารณูปโภคเสียหาย นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดพลังงานและแก้ปัญหาเนื่องจากภาวะโลกร้อน โดยต้นไม้จะคายน ้าออกมาในขณะที่มีการหายใจท าให้อุณหภูมิโดยรวมลดลงซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้า ภาพที่ 2.1 ต้นไม้ในเมืองช่วยสร้างร่มเงาให้กับพื้นที่ ลดความร้อนและลดอุณหภูมิ ที่มา : ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 3. ต้นไม้ช่วยลดหรือเพิ่มความเร็วลม ปลูกต้นไม้ที่มีทรงพุ่มสูงให้พุ่มชิดกันตรงต าแหน่งที่มี ลมแรงจะช ่วยเป็นแนวกันลมพายุและลมหนาวให้กับมนุษย์และพืชผลได้ดี ในช ่วงที ่เกิดสึนามิใน ประเทศไทยแนวต้นสนทะเลจะช่วยบรรเทาแรงคลื่นพายุและลงได้ดีช่วยให้เกิดความเสียหายน้อยกว่า จุดอื่นๆการปลูกต้นไม้ในลักษณะนี้ควรเลือกปลูกต้นที่เพาะจากเมล็ดซึ่งมีระบบรากแก้วจะช่วยยึดแนว ชายฝั่งและพื้นที่ได้ดีกว่าต้นไม้ที่ปลูกจากกิ่งตอนหรือปักช า
4. ต้นไม้ช่วยบรรเทาไอเค็ม บริเวณชายฝั่งเพื่อกรองไอเค็มจากทะเล และช่วยให้ต้นไม้ที่ใช้ ในงานจัดสวนใกล้ชายหาดเสียหายน้อยลง โดยการปลูกสนทะเล มะพร้าว ปอทะเล จิกทะเล เป็นต้น ภาพที่ 2.2 ต้นไม้ริมทะเลช่วยกรองไอเค็มจากทะเล ลดความแรงของลมทะเล ที่มา : ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 5. ต้นไม้สามารถลดแรงปะทะคลื่นน ้าจากทะเลและการสัญจรทางน ้า รวมทั้งชลอการ การซะล้างหน้าดิน และการไหลบ่าของน ้า ระบบรากของต้นไม้จะช่วยยึดดินและดูดซับน ้าไว้ระบบ นิเวศที่ดีเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เช่น นก และแมลงต่าง ๆ โดยเฉพาะต้นไม้บริเวณป่าชายเลนจะเป็นที่ พักอาศัยของสัตว์น ้าในวัยอ่อนอีกด้วย การปะทะชายฝั่งของคลื่นน ้าส่งผลต่อการลดการกัดเซาะชายฝั่ง ต้นไม้ที่สามารถปลูกบริเวณน ้าเค็มหรือกร่อยเช่น โกงกาง แสม ล าพู ฝาดแดง ฝาดขาว เสม็ดแดง เสม็ดขาว เป็นต้น ภาพที่ 2.3 การใช้พืชพรรณเพื่อลดแรงปะทะของคลื่นน ้า และการปลูกพืชเพื่อลดการพังทลายของ หน้าดิน ที่มา : ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560)
6. การปลูกต้นไม้ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวในแนวตั้ง เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวบริเวณผนังอาคาร ที่เรียกว่า ผนังเขียว (Green wall) เพิ่มความสวยงามด้านสุนทรียภาพลดการสะท้อนและแผ่รังสีความ ร้อน เข้าสู่ภายในอาคารยิ่งมีปริมาณมากของใบปกคลุมมากก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการลดความร้อน ได้มากจึงเป็นการช่วยประหยัดพลังงานให้กับอาคาร และยังช่วยลดอุณหภูมิในอาคารท าให้ประหยัด พลังงานได้อีกด้วย ภาพที่ 2.4 ต้นไม้แนวตั้งช่วยลดความร้อนและประหยัดพลังงานให้กับอาคาร ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 7. ต้นไม้จะช่วยช่วยดูดพิษสารประเภทโลหะหนัก โดยการดูดเอาอนุสารที่เป็นโลหะหนัก จากอากาศเข้าไปทางปากใบเป็นจ านวนมาก ต้นไม้ช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์ แสงและจะปล่อยก๊าซออกซิเจนดังนั้นเราจึงควรปลูกต้นไม้ให้เพิ่มขึ้นเพราะจะแก้ปัญหาเรื่องภาวะ เรือนกระจกได้ดี โดยต้นไม้จะดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศให้เป็นคาร์บอนในเนื้อไม้ ต้นไม้ที่มี พื้นที ่ผิวใบ 150 ตารางเมตรจะสามารถผลิตออกซิเจนให้เพียงพอส าหรับ 1 คนใน 24 ชั ่วโมง (เดชา บุญค ้า, 2543) 8. ต้นไม้จะช่วยลดมลพิษทางเสียง ในแง่จิตวิทยาแล้ว ต้นไม้จะช่วยลดเสียงรบกวนได้จริง ควรมีผิวสัมผัสใบละเอียด ทรงพุ่มแน่น หรือลักษณะใบกว้างโดยให้มีทรงพุ่มสูง 2 เมตร พุ่มใบหนา 3 เมตรจะช่วยลดเสียงตัดหญ้าของเพื่อนบ้านลงร้อยละ 40 รวมไปถึงต้นไม้ที่มี มีพุ่มสูง 12 เมตรพุ่มใบ หนา 30 เมตร ปลูกซ้อนกันหลายชั้นจะช่วยลดเสียงวิ่งในท้องถนนได้ร้อยละ 50 (เดชา บุญค ้า, 2543)
ภาพที่ 2.5 ต้นไม้ช่วยลดมลพิษทางเสียงรบกวนจากการสัญจรบนท้องถนน ที่มา : ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) ภาพที่ 2.6 ต้นไม้ช่วยลดมลพิษทางน ้า ที่มา : ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 9. ต้นไม้ช่วยในการการดูดซับมลพิษทางอากาศและบ าบัดน ้าเสีย การดูดซับ การพิษทางอากาศ ผิวใบ กิ่งก้าน และล าต้นของต้นไม้จะท าหน้าที่ดูดซับมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศจากท่อไอเสีย รวมทั้งไอน ้ามันจากระบบคมนาคม ทางน ้ารากพืชจะ ท าหน้าที่ดักจับโลหะหนักและสารแขวนลอย ตะกอนมลพิษทางน ้าบางส่วนจะติดมากับรากของพืช และบางส่วนตกตะกอนสู่ด้านล่างของแหล่งน ้า พืชที่ช่วยในการบ าบัดน ้า เช่น พุทธรักษา คล้าน ้า ช่อ ครามน ้า เป็นต้น 10. การตกแต่งสวนและปลูกต้นไม้ในสถานที ่ต ่างๆ ช่วยสร้างกิจกรรมให้เกิดการ ปฏิสัมพันธ์กันในสังคม และช่วยสร้างจิตส านึกของการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชน เช่นการออกก าลัง กาย การสังสรรค์ร ่วมกันในสวน การประกวดหรือแข ่งขันกันตกแต ่งสถานที ่ในสวนหน้าบ้านหรือ
ส านักงาน ให้สวยงาม และยังเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้จากธรรมชาติในสวนโดยการมีป้ายบอกชื่อและ ประโยชน์ของพืชชนิดนั้นๆ เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้ที่มีความหลากหลาย ภาพที่ 2.7 การปลูกต้นไม้สร้างจิตส านึกก่อให้เกิดความสามัคคีในการท างานร่วมกัน ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 11. ธุรกิจการปลูกต้นไม้ก่อให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจ การปลูกต้นไม้เพื่อการค้า ทั้งไม้ ยืนต้น ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล สามารถค้าขายในแหล ่งค้าต้นไม้ต่าง ๆ เพื ่อตอบสนองผู้บริโภคที่ ต้องการจัดภูมิทัศน์หรือใช้ต้นไม้ในการตกแต่งสวน หรือท าสวนผลไม้ต่างๆ ภาพที่ 2.8 การปลูกต้นไม้สร้างให้เกิดอาชีพ ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) ลักษณะเฉพาะของพรรณไม้ที่ควรค านึง 1. พรรณไม้แต่ละชนิดมีความต้องการปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กับการเจริญเติบโต การดูแล บ ารุงรักษา เพื่อความมีชีวิตรอดแตกต่างกัน
2. มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หมายถึงมีการเจริญเติบโต มีความสูง ทรงพุ่ม การแผ่กิ่ง ก้าน การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสีผิวสัมผัส ผิวเปลือก ความโปร่งความทึบ ผล ดอก การมีกลิ่นหอม ใน แต่ละฤดูกาลของแต่ละปีที่แตกต่างกัน 3. มีการขยายพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศ และไม่อาศัยเพศ เพื่อเพิ่มจ านวนพืชให้มากขึ้นและ ยังคงลักษณะประจ าพืชพันธุ์ไว้ 4. พืชสามารถปลดปล่อยพลังงานและสะสมพลังงาน ในรูปของการเปลี่ยนแปลงพลังงาน เพราะพลังงานมีผลต่อการด ารงชีวิตอยู่และการเจริญเติบโตของพืช 5. มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การเอนเข้าหาแสง การเจริญเติบโตในทางความ สูงเพื่อรับแสง การผลัดใบในช่วงฤดูแล้ง 6. มีการสร้างสารประกอบอินทรีย์ ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงการหายใจ จะเห็นได้ว่าการที่จะน าเอาพรรณไม้ น ามาใช้ประโยชน์ในงานจัดสวน ควรต้องมีการดูแล บ ารุงรักษาตลอดเวลาและต่อเนื่อง หากต้นไม้ตายเราควรมีการเตรียมความพร้อมในการเตรียมปลูก พืชทดแทน จากแนวคิดที่ว่าพรรณไม้เป็นสิ่งมีชีวิตนั้นบางชนิดมีวงจรชีวิตฤดูเดียวหรือเกิดการตายต่อ เนื่องมาจากสาเหตุต่างๆดังนั้นจึงต้องตระหนักเสมอว่าพืชพรรณเป็นสิ่งมีชีวิตและเป็นองค์ประกอบ ของงานจัดสวนที่มีการเปลี่ยนแปลงและเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่งการดูแลบ ารุงรักษาและ การเตรียมพันธุ์ไม้ส าหรับปลูกทดแทนจึงเป็นสิ่งจ าเป็นและขาดไม่ได้ การจ าแนกพันธุ์ไม้ในการจัดสวน การจ าแนกพรรณไม้ในการจัดสวนเป็นสิ่งส าคัญ เพื่อให้นักจัดสวนได้เข้าใจและเลือกใช้พรรณ ไม้ได้อย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน (สมจิต โยธะคง , 2553) 1. การจ าแนกตามประโยชน์ใช้สอย การจ าแนกประโยชน์การใช้สอย เป็นการจ าแนกตามลักษณะการน าไปใช้งาน ตามความ ต้องการและส่วนต่างๆของพรรณไม้ที่จะน าไปใช้โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆดังต่อไปนี้ 1.1 ไม้ดอก Flowering Plants พรรณไม้ในกลุ่มนี้เน้นการใช้ประโยชน์ที ่ดอกเป็น ส าคัญ โดยไม่ได้ค านึงถึงลักษณะของล าต้นหรือใบเข้ามาประกอบ ดังนั้นในกระบวนการผลิตจึงเน้น ทางด้านการท าให้ได้ปริมาณดอกจ านวนมาก และคุณภาพของดอกที ่จะน าไปใช้งานเป็นหลัก โดยทั่วไปแล้วพันธุ์ไม้กลุ่มนี้มักมีดอกที่ติดอยู่กับต้นซึ่งจะสวยงามมากกว่าเมื่อตัดดอกออกมา ท าให้มี การน าไปใช้ในการจัดสถานที่และตกแต่งบริเวณ นอกจากนั้นแล้วบางชนิดยังสามารถน ามาใช้ประดับ แปลงได้แต่ไม่เหมาะส าหรับการใช้ลักษณะของการตัดดอกเนื่องจากดอกมีลักษณะที่บอบบางในกลุ่ม ของไม้ดอกยังแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆดังต่อไปนี้
1.1.1 ไม้ตัดดอก คือพันธุ์ไม้ที ่ปลูกเพื ่อตัดดอกหรือช ่อดอกเพื ่อน าไปใช้งานจัด ตกแต ่งสถานทีหรือจ าหน ่าย เช ่น กุหลาบ กล้วยไม้เยอบีร ่า เบญจมาศ คาร์เนชั ่น ไฮเดรนเยีย ซ่อนกลิ่นฝรั่ง เป็นต้น ภาพที่ 2.9 การใช้ไม้ตัดดอกเพื่อน าไปใช้งาน ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 1.1.2 ไม้ดอกกระถาง คือพันธุ์ไม้ที่มีขนาดรูปทรงที่กระทัดรัด มีสีของดอกโดดเด่น ออกดอกค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ฤดูเดียว น ามาปลูกในกระถางหรือภาชนะปลูกอย่างเหมาะ กับขนาดของภาชนะปลูก เหมาะส าหรับพื้นที่จ ากัด หรือวางตกแต่งเพื่อสร้างจุดเด่นให้พื้นที่ เช่น การ จัดสวนในอาคาร ไม้ดอกกระถางบางชนิดอาจเป็นชนิดเดียวกับไม้ตัดดอก แตกต่างกันเพียงสายพันธุ์ที่ เหมาะสมและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น พิทูเนีย เบญจมาศแคระ เทียนญี่ปุ่น บีโกเนีย เป็นต้น ภาพที่ 2.10 ไม้ดอกกระถาง ที่มา : ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 1.1.3 ไม้ดอกประดับแปลง (ภาพที่ 2.11) คือ ไม้ดอกที่ปลูกลงดินประดับแปลงตาม สถานที่ต่าง ๆ หรือปลูกเป็นกลุ่ม (ภาพที่ 2.12) ซึ่งมีลักษณะโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับไม้ดอกกระถาง
โดยลักษณะเด่นของไม้ดอกประดับแปลงที่ชัดเจนคือ ปลูกได้ง่ายด้วยเมล็ดเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มี การดูแลต ่าสามารถติดเมล็ดได้ง่าย และเมล็ดงอกได้ดีเมื่อร่วงลงสู่ดินบางชนิดอาจเป็นพืชฤดูเดียวบาง ชนิดอาจเป็นพืชข้ามฤดูพืชในกลุ่มนี้ได้แก่ดาวกระจาย ลิ้นมังกรดอก บีโกเนีย ผกากรองเลื้อย กระดุม ทอง ฟอร์เก๊ตมีน็อต ดัลเบิร์กเดซี่ บลูซัลเวีย และบาหยา (เบญจรงค์ 5 สี) เป็นต้น ภาพที่ 2.11 ไม้ดอกประดับแปลง ที่มา : ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) ภาพที่ 2.12 ตัวอย่างการปลูกไม้ดอกประดับแปลงแบบเป็นกลุ่ม ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 1.2 ไม้ใบประดับ หมายถึงพันธุ์ไม้ที่มีลักษณะของทรงต้นหรือใบหรือสีสันของใบอย่างใด อย่างหนึ่งหรือหลายลักษณะร่วมกันมีความสวยงามโดดเด่นอยู่ในต้นเดียวกันโดยทั่วไปแล้วไม้ใบมักมี การใช้ประโยชน์ทางด้านการประดับตกแต่งสถานที่โดยไม่ต้องท าเป็นส่วนของดอกทั้งนี้เนื่องจากดอก ผีเสื้อ ดัลเบิร์ก เดซี่ บลูซัลเวีย ดาวกระจายฝรั่ง ดาวเรือง เบญจรงค์ 5 สี
มักจะมีลักษณะที่ไม่หลุดดินหรือสวยงามในกลุ่มของไม้ใบสามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อยซะวัตถุประสงค์ การใช้งานดังนี้ 1.2.1 ไม้ตัดใบ (ภาพที่ 2.13) พรรณไม้ในกลุ่มนี้มีความสวยงามของใบ และมีความ คงทนเมื่อตัดออกจากต้น จึงเป็นที่นิยมในการน าใบมาใช้ร่วมกับการจัดดอกไม้เช่น ซานาดู โปร่งฟ้า ปริกน ้าค้าง เฟิร์นใบมะขาม หมากผู้หมากเมีย เป็นต้น ภาพที่ 2.13 ตัวอย่างไม้ตัดใบ ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) ซานาดู ปริกน ้าค้าง เฟิร์นใบมะขาม หน้าวัวใบ (เจอร์แมนนิอาย) อโกลนีมา (แสงจันทรา) เฟิร์นข้าหลวงหลังลาย ฟิโลเดรนดรอน (พลูด่าง,พลูทอง) ฟิโลเดรนดรอน (มูนไลท์) ฟิโลเดรนดรอน (ซันไลท์) อโกลนีมา (พาร ่ารวย) ภาพที่ 2.14 ตัวอย่างไม้ใบกระถาง ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560)
1.2.2 ไม้ใบปลูกในกระถาง (ภาพที ่ 2.14) โดยมีรูปแบบของใบสวยงามหรือใบ ประดับ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นไม้ใบที่มีความโดดเด่นของ รูปร่าง รูปทรง ขนาด สีสันปลูกให้ เหมาะสมกับสัดส่วนกับขนาด รูปร่าง และรูปทรงของกระถาง สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก อาคาร เหมาะกับสถานที่ที่ไม่สามารถปลูกลงดินได้ เช่น น าไปใช้เพื่อประดับในอาคาร ปลูกปรับบริเวณมุม อาคาร หรือสร้างจุดเด่นให้บริเวณมุมอับ ตัวอย่างพรรณไม้ เช่น อโกลนีมา เฟิร์น กวักมรกต หน้าวัวใบ ปริกหางกระรอก บอนสี สัปปะรดสี เป็นต้น 1.2.3 ไม้ใบประดับแปลง (ภาพที่ 2.15) ใช้ประโยชน์ทางด้านการตกแต่งสถานที่ โดยปลูกลงดินมีลักษณะเด่นที่ใบหรือทรงต้นเป็นหลัก พันธุ์ไม้เหล่านี้มักจะขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยการตัด ช า ตอนกิ่ง และแยกหน่อ เช่น ฤาษีผสม ใบเงิน ใบทอง ใบนาค ผักเป็ดแดง ผักเป็ดเขียว การะเกดหนู เตยด่าง ภาพที่ 2.15 ตัวอย่างไม้ใบประดับแปลง ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) บีโกเนีย หูปลาช่อน นางพญาคล้าทอง พลูฉลุ เตยด่าง เศรษฐีเรือนนอก หนวดปลาหมึกแคระด่าง
ภาพที่ 2.16 ตัวอย่างไม้แคระและไม้ดัด ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 1.2.4 ไม้ดัดและไม้แคระ (ภาพที่ 2.16) คือความสวยงามจากรูปร่างหรือรูปทรง ของล าต้น กิ่งก้านดอก ผล ที่เกิดจากการจัดส่งหรือตัดแต่ง ตามความต้องการของผู้ปลูกโดยปลูกลงดิน หรือกระถางก็ได้โดยมากไม้แคระนิยมจะมีลักษณะเลียนแบบรูปทรงธรรมชาติและปลูกในกระถางเพื่อ ควบคุมขนาดของต้นไม้ให้ได้ตามต้องการ 2. จ าแนกตามความต้องการแสง แบ่งออกได้ดังนี้ ภาพที่ 2.17 ตัวอย่างไม้ที่ให้ดอกสวยงามกลางแจ้ง ที่มา : ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) กุหลาบวาเลนไทน์ ลิ้นมังกรดอก (Snap Dragon) ประทัดจีน กุหลาบหิน ถั่วบราซิล แฮปปี้เนส
ภาพที่ 2.18 ตัวอย่างไม้ที่ให้ใบสวยงามกลางแจ้ง ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 2.1. พรรณไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีในที่กลางแจ้ง Outdoor Plants พรรณไม้จ าพวกนี้ ต้องการแสงแดดยาวนานกว่าต้นไม้ชนิดอื่น เมื่อได้รับแสงแดดที่เพียงพอจะให้ดอกผล หรือสีของใบที่ สวยงาม พรรณไม้ให้ดอกสวยงามเมื่ออยู่กลางแจ้ง (ภาพที่ 2.17) ได้แก่ กุหลาบ ลิ้นมังกรดอก แพร เซี่ยงไฮ้เยอบีร่า เฟื่องฟ้า แฮปปี้เนส ดาวเรือง ทานตะวัน ชบา พู่ระหง ชาปัตตาเวีย ประทัดจีน เข็ม ชวนชม ถั่วบราซิล เป็นต้น พันธุ์ไม้ที่ให้ใบสวยงาม (ภาพที่ 2.18) ได้แก่ เทียนทอง มันส าปะหลังด่าง โกสน ไผ่ด่าง สนต่างๆ เตยด่าง ไทรยอดทอง หูปลาช่อน ฤาษีผสม คริสตินา พลับพลึงทอง เป็นต้น 2.2 พรรณไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีเมื่ออยู่ในร่ม Indoor Plant (ภาพที่ 2.19) เป็นไม้ที่ ต้องการแสงในการเจริญเติบโตน้อยเช่น ไม้ตระกูลฟิโลเดนดรอน ไม้ตระกูลเฟิร์น ไม้ตระกูลอโกลนีมา ไม้ตระกูลพรม ไม้ตระกูลบอน ไม้ตระกูลสาวน้อยประแห้ง ไม้ตระกูลคล้า แดงสิงคโปร์ เทียนทองค า ชบาด่าง สนหอม เตยด่าง พลับพลึงทอง ฟิโลเดรนดรอน (พลูฉลุ) เฟิร์นโอซาก้า เฟิร์นกนกนารี
ภาพที่ 2.19 ตัวอย่างไม้ที่ให้ใบสวยงามในร่ม ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 3. จ าแนกตามความต้องการน ้าความชื้น 3.1 ต้องการน ้าในปริมาณมากที่สุด ไม้น ้า Aquatic Plant ได้แก่ Water-Lily กก บัว 3.2 ต้องการน ้าในปริมาณมากได้แก่ เฟิร์น เตย พุทธรักษา ปักษาสวรรค์ 3.3 ต้องการน ้าในปริมาณปานกลางได้แก่กุหลาบ เยอบีร่า เข็มแก้ว 3.4 ต้องการน ้าในปริมาณน้อยได้แก่แคคตัส กระบองเพชร 4. การจ าแนกตามลักษณะของทรงต้น แบ่งออกได้ดังนี้ จามรีอาระยานิมิตสกุล (2546) และเอื้อมพรและคณะ (2540) กล ่าวว ่า ต้นไม้ใน ธรรมชาติจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและดินฟ้าอากาศในแต่ละ ท้องถิ่น นั้น ๆโดยทั ่วไป มีการแบ ่งต้นไม้ตามลักษณะโครงสร้างของล าต้น โดยพิจารณาจากลักษณะ ทาง กายภาพ ในด้านรูปทรง ขนาด ลักษณะ การเจริญเติบโต รวมถึงคุณสมบัติของดอก ผลใบ การ จัด องค์ประกอบของกิ่งก้าน ใบ และล าต้น เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือกใช้ดังต่อไปนี้ 4.1 ไม้ต้น (Tree) พืชที่มีเนื้อไม้มากเป็นไม้เนื้อแข็ง เจริญเติบโตตั้งตรงขึ้นไปเป็น อิสระ โดยไม่ต้องอาศัยพาดพิงวัสดุอื่นในการเจริญ มีล าต้นเจริญจากตายอดเป็นล าต้นเดียวตั้งตรง ขึ้นไปจาก พื้นดินระยะหนึ่งแล้วจึงแตกกิ่งก้านสาขาแผ่ออกเป็นทรงพุ่มที่เจริญอยู่ปลายยอด มีความ สูงตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไปจนถึง 15 เมตร หรือมากกว่ามีอายุมากกว่า 1 ปีมีเนื้อไม้ซึ่งอาจเป็นไม้เนื้ออ่อนหรือไม้ เนื้อแข็งก็ได้มีรูปทรงแตกต่างกัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ไม้ประเภทผลัดใบ และไม่ผลัดใบ ปลูก เพื่อใช้ประโยชน์ในการให้ร่มเงา ช่วยบังตา และปลูกเพื่อกันลม รูปแบบของการปลูกต้นไม้ยืนต้น มี หลายรูปแบบ ดังนี้(ภาพที่ 2.20) อโกลนีมา (พาร ่ารวย) บอนกระดาดด า คล้าม้าลาย
ภาพที่ 2.20 การปลูกไม้ยืนต้นแบบเดี ่ยว (ภาพ A), แบบกลุ ่ม (ภาพ B), แบบเป็นแถว (ภาพ C), แบบสวนป่า (ภาพ D) และปลูกอย่างเป็นระเบียบ (ภาพ E) ที่มา : ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 4.1.1 การปลูกเป็นต้นดี่ยวๆ เป็นการปลูกที่ต้องการเป็นไม้ประธาน เน้นจุดเด่นที่มี ความส าคัญโดยมีรูปทรงที่สวยงาม หรือ มีลักษณะพิเศษเฉพาะ เช่น มีดอกที่สวยงาม เป็นต้น 4.1.2 การปลูกเป็นกลุ่ม โดยปลูกเป็นกลุ่มต้นไม้จ านวนแตกต ่างกันไป ตามเเนว ต่างๆ เช่น กลุ่ม 3 ต้น กลุ่ม 5 ต้น หรือมากกว่า โดยเลือกพรรณไม้ชนิดเดียวกัน และมีขนาดที่ใกล้เคียง กัน 4.1.3 การปลูกเป็นแถวเป็นแนว เป็นการปลูกเรียงกันไป ตามแนวต่างๆ เช่น แนว ถนน แนวทางเดิน แนวรั้ว โดยการปลูกในสองฝั่งถนน ควรปลูกในแนวทแยงกัน A B C D E A
4.1.4 การปลูกแบบสวนป่า เป็นการปลูกไม้ยืนต้นที่ต่างชนิด และต่างขนาดกันโดย การปลูกไม่เป็นระเบียบ โดยจ าลองให้เหมือนกับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ตามป่าทั่วไป 4.1.5 การปลูกไม้ให้เป็นระเบียบ เป็นการปลูกพรรณไม้ยืนต้นที่ควรเป็นพรรณไม้ ชนิดเดียวกัน ขนาดใกล้เคียงกัน เป็นแถว หรือเป็นกลุ่มอย่างมีระเบียบ เพื่อความสะดวกในการจัดการ การถางวัชพืช หรือการปลูกเพื่อการค้า ในการน าพรรณไม้ยืนต้นมาปลูกในงานจัดสวน ควรพิจารณา ในประเด็นต่างๆ เช่น การ ก าหนดระยะปลูก ควรก าหนดให้มีความเหมาะสมกับพรรณไม้ เช่น การปลูกตกแต่งริมรั้ว หรือปลูก ข้างบ้าน อาคาร ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2 - 5 เมตร เพื่อป้องกันการแผ่กระจายของระบบราก ชอนไชเข้าท าความเสียหายต่อรั้วบ้าน อาคารได้ ในการปลูกตกแต่งเป็นแถวริมถนน ควรมีระยะปลูก ไม่ควรน้อยกว่า 8 เมตร ควรเตรียมหลุมปลูกให้ลึกและกว้างไม่น้อยกว่า 80-100 เซนติเมตร ดินที่ใช้ ปลูกควรมีลักษณะโป ่ง ร ่วนซุย โดยอาจใช้ ดินผสมกับปุ๋ยคอก ทรายหยาบ และขี้เถ้าแกลบ ใน อัตราส่วน 3:1:1:1 เป็นดินปลูก เมื่อน ากล้าไม้หรือต้นไม้ลงหลุมปลูกแล้วให้ให้กลบดินให้พูนขึ้นมา เล็กน้อยเพื่อป้องกันน ้าท่วมขังอันเนื่องมาจากการยุบตัวของดิน เมื่อปลูกเสร็จแล้ว ควรรดน ้าให้ชุ่ม และท าการค ้ายันต้นไม้เพื่อป้องกันต้นไม้ล้ม โดยหากเป็นกล้าไม้ขนาดเล็ก อาจใช้ไม่ไผ่ผ่าซีกปักใกล้กับ กล้าไม้ และน าเชือกผูกยืดระหว่างหลักไม้ไผ่ กับกล้าไม้นั้น 4.2 ไม้พุ่ม (Shrub) ได้แก่ พันธุ์ไม้ชนิดที่มีเนื้อไม้สูงไม่เกิน 6 เมตรเป็น พืชที่มีเนื้อไม้ แต่มีขนาดเล็กกว่าไม้ยืนต้น มีหลายล าต้นที่แยกจากดิน หรือมีการแตกกิ่งก้านสาขาในระดับ ใกล้กับผิว ดิน ท าให้ดูเป็นกอหรือเป็นพุ่ม มีอายุมากกว่า 1 ปีใช้ปลูกเป็นแนวเพื่อใช้ประโยชน์เป็นรั้ว สร้าง จุดเด่นให้พื้นที่ หรือเพื่อแสดงอาณาเขตไม้พุ่มบางชนิดสามารถตัดแต่งรูปทรงของพุ่มใบได้ให้เป็น ระเบียบ (ภาพที่ 2.21) 4.2.1 ไม้พุ่มสูง เป็นไม้ที่นิยมปลูกเพื่อใช้เป็นผนังหรือรั้วสูงเพื่อบังสายตา การสร้าง พื้นที่อิสระ สร้างมุมมองในงานภูมิทัศน์สามารถในเป็นจุดเด่นในกลุ่มไม้พุ่มเตี้ย ไม้คลุมดิน ปลูกเป็น กลุ ่มใหญ ่ระหว ่างไม้ระดับสูง เพื ่อไล ่ระดับความสูง สร้างกลุ ่มเลียนแบบสวนป ่าให้ร ่มเงา เป็นไม้ ประธานในสวนหย่อม 4.2.2ไม้พุ่มกลาง เป็นไม้ที่นิยมน ามาปลูกออกแบบจัดเป็นรั้วต้นไม้ ไม่ควบคุมทรง สร้างมุมมองระดับสายตาซึ่งเป็นส่วนประกอบระหว่างไม้พุ่มสูงไม้ต้นเล็ก สามารถน ามาใช้เป็นต้นเดี่ยว หรือกลุ่มใหญ่ เพื่อแสดงขอบเขต เพื่อบังสายตา 4.2.3 ไม้พุ ่มเตี้ย เป็นไม้ที ่นิยมใช้ออกแบบเพื่อแบ ่งพื้นที ่ออกเป็นส่วนๆ จัดเชื ่อม ระหว่างไม้ขนาดต่างๆ ให้เกิดความแตกต่างระหว่างไม้ขนาดแตกต่างกัน ตามหลักการจัดสวนอยู่ใน กลุ่มไม้ระดับต ่าสามารถปลูกเป็นต้นเดี่ยวหรือกลุ่มใหญ่ นิยมปลูกริมทางเดินและก าแพง ใช้เป็นแนว ก าหนดเส้นทางเดินในสวน
ภาพที่ 2.21 การปลูกฉากบังสายตาด้วยไม้พุ่มสูง พู่จอมพล (ภาพ A), การสร้างจุดเด่นให้พื้นที่ด้วย ไม้พุ่มกลาง ลั่นทมใบลูกศร (ภาพ B), การตัดแต่งรั้วจากไม้พุ่มกลาง ชาฮกเกี้ยน และ โมงพวงร่วมกับหลิวทองเพื่อสร้างระดับที่แตกต่าง (ภาพ C และ D), การปลูกไม้พุ่มเตี้ย หนวดปลาหมึกแคระด่าง บริเวณขอบทางเดินเท้า (ภาพ E) และการปลูกไม้พุ่มหลาย ระดับลดหลั่นสร้างมิติให้พื้นที่ (ภาพ E) ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 4.3 ไม้เลื้อย (Vine) ได้แก่ พืชที ่ต้องอาศัยสิ ่งค ้าจุนเพื ่อยึดเหนี ่ยว พาดพิงในการ เจริญเติบโต อาจมีเนื้อไม้หรือไม่มีเนื้อไม้ก็ได้โดยทั่วไปจะเจริญเติบโตด้านยาวมากกว่าด้านกว้าง โดย ใช้ล าต้น กิ ่งก้าน หรือมือเกาะพันหรือยึดเหนี่ยว นิยมปลูกเกาะกับระแนง ซุ้ม หรือผนัง เพื ่อใช้ A B C D E F
ประโยชน์เป็นรั้ว บังให้เกิดร ่มเงา เลื้อยขึ้นซุ้มเพื ่อน าสายตาตามเส้นทางเดิน บังให้เกิดความเป็น ส่วนตัว หรือบังสิ่งที่ไม่น่ามอง และเลื้อยขึ้นแนวผนังเพื่อลดอุณหภูมิให้กับสิ่งปลูกสร้าง (ภาพที่ 2.22) ภาพที่ 2.22 การปลูกไม้เลื้อยเพื่อให้เกิดร่มเงา (พวงคราม ภาพ A), การปลูกไม้เลื้อยขึ้นซุ้มเพื่อน า สายตาตามเส้นทางเดิน (มาลัยทอง ภาพ B), การปลูกไม้เลื้อยขึ้นซุ้มระแนงอ (พวงโกเมน ภาพ C) และการปลูกไม้เลื้อยเพื่อสร้างแนวก าแพง (เหลืองชัชวาลย์ ภาพ D) ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) ปริกหางกระรอก อาจูก้า โคลงเคลงเลื้อย A B C D
ภาพที่ 2.23 ตัวอย่างไม้คลุมดิน ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 4.4 ไม้คลุมดิน (Ground cover) พันธุ์ไม้ที ่มีพุ ่มเตี้ย ไม่มีเนื้อไม้ สูงประมาณ 0.50 เมตร มีการเจริญเติบโตทางแนวแผ่ราบ ส่วนใหญ่มีการเจริญเติบโตแบบแตกกอ แตกหน่อ หรือแผ่ เลื้อยไปตามผิวดิน (ภาพที ่ 2.23) สามารถปกคลุมพื้นดินได้รวดเร็ว ขยายพันธุ์ง ่าย แผ ่ขยายออก ด้านข้างเร็ว ช ่วยรักษาหน้าดิน ความชื้นในดิน มีอายุยาวนาน ไม ่ต้องการการดูแลรักษามากนัก แข็งแรงคงทน 4.5 ไม้ล้มลุก (Herb) พืชที่ไม่มีเนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน ล าต้นไม่แข็งแรง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ (วีระชัย ณ นคร, ปราณี เอื้อชูเกียรติ, 2548) 4.5.1 ไม้ล้มลุกปีเดียว (Annual Herb) เป็นพืชอายุไม่เกิน 1 ปี นับแต่เมล็ดเริ่มงอก ล าต้นเริ่มเจริญเติบโต ออกดอก ติดเมล็ด แล้วตาย ส ่วนใหญ ่เป็นไม้ดอกสีสันสวยงามตามฤดูกาล (ภาพที่ 2.24) เช่น พิทูเนีย ผีเสื้อ ดาวเรือง บานชื่น สร้อยไก่ ทานตะวัน ภาพที่ 2.24 ตัวอย่างไม้ล้มลุกปีเดียว ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) ถั่วบราซิล กระดุมทองเลื้อย หลิวใบเลื้อย ผีเสื้อ ยิปโซ พิทูเนีย
4.5.2 ไม้ล้มล ุกข้ามปี (Biennial Herb) เป็นพืชที ่มีอาย ุ 2 ปี โดยปีแรกจะ เจริญเติบโตทางล าต้นและใบ แล้วออกดอกออกผลในปีที ่ 2 จึงจะตาย (ภาพที ่ 2.25) เช ่น กล้วย ประดับ กล้วยบัว ไม้ตระกูลผักกาด กะหล ่าประดับ ภาพที่ 2.25 ตัวอย่างไม้ล้มลุกข้ามปี ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 4.5.3 ไม้ล้มลุกหลายปี (Perennial Herb) เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุมากกว่า 2 ปี และ ออกดอกออกผลทุกปี (ภาพที่ 2.26) เช่น แพงพวยฝรั่ง สาระแหน่ หน้าวัว พลับพลึง ลิ้นมังกรใบ เฟิร์น เกือบทุกชนิด หญ้าน ้าพุ เป็นต้น กล้วยบัว ปูเล่ (กะหล ่าประดับ) สาระแหน่ ลิ้นมังกรใบยาว เฟิร์นเขากวาง พลับพลังตีนเป็ด หน้าวัวดอก หญ้าน ้าพุ ภาพที่ 2.26 ตัวอย่างไม้ล้มลุกหลายปี ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560)
ดังนั้นเมื่อจะน าไม้ล้มลุกมาใช้จะต้องค านึงถึงช่วงเวลาที่จะต้องมีการสลับเปลี่ยนต้นไม้เมื่อหมดอายุลง หรือมีช่วงเวลาพักตัว ไม่สามารถคงสภาพสวยงามได้ ตลอดเวลา และหากปลูกในพื้นที่ก็จะต้องการ ดูแลรักษามาก 4.6 ไม้เนื้ออ ่อนขนาดเล็ก (Bryoids) พืชพวกนี้จะขึ้นเกาะติดอยู ่กับพื้นดิน หรือ เกาะติดกับล าต้นของต้นไม้อื่น ได้แก่ พวกตะไคร่ และมอส (ภาพที่ 2.27) ภาพที่ 2.26 ตัวอย่างไม้เนื้ออ่อนขนาดเล็ก ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) 4.7 พืชที่อาศัยอยู่กับพืชชนิดอื่น (Epiphytes) อาศัยเกาะอยู่บนพืชอื ่นโดยมิได้ดูด อาหารจากพืชชนิดนั้น ไม่ใช่พวกกาฝากหรือ Parasite แต่ยึดเกาะพืชอื่นเพื่อการยึดเหนี่ยว เนื่องจาก ไม่จ าเป็นต้องใช้ดิน หรือวัสดุปลูกในการเจริญเติบโต หรือหยั่งราก เช่น กล้วยไม้เฟิร์น สัปปะรดสี หม้อข้าวหม้อแกงลิง เคราฤาษี (ภาพที่ 2.28) ซึ่งต้องอาศัยเกาะอยู่บนต้นไม้อื่น เฟิร์นชายผ้าสีดา การจัดพรรณไม้อิงอาศัยร่วมกัน (กล้วยไม้ เฟิร์น เคราฤาษี และสัปปะรดสี) ภาพที่ 2.26 ตัวอย่างไม้อิงอาศัย ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560)
4.8 ไม้น ้า (Aquatic Plant) เป็นพรรณไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีบริเวณที่มีน ้าบริเวณชาย น ้า หรือพื้นที่ชื้นแฉะ (ภาพที่ 2.29) เช่น กก บอน บัวไม้น ้า คล้าน ้า อะเมซอน ช่อครามน ้า เหงือกปลา หมอ กกญี่ปุ่น กกอียิปต์ กกลังกา กกราชินี แว่นแก้ว กระจับ (ภาพที่ 2.30) เป็นต้น ภาพที่ 2.29 พรรณไม้ที่เจริญเติบโตบริเวณที่มีน ้า ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) บัวหลวงสัตตบงกช ฝาดแดง เสม็ดขาว โกงกางใบเล็ก คล้าน ้าช่อห้อย ช่อครามน ้า พุทธรักษา ภาพที่ 2.30 ตัวอย่างไม้น ้า ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560)
4.9 ไม้อวบน ้า (Succulent) คือ พืชที่กักเก็บน ้าไว้ในเซลล์ตามส่วนต่างๆ ของต้น ท าให้ ดูอวบหนา เพื่อให้เติบโตและด ารงชีวิตอยู่ได้ในสภาพที่แห้งแล้งในธรรมชาติบางชนิดมีวิวัฒนาการเพื่อ การอยู่รอดโดยเปลี่ยนใบเป็นหนามเพื่อลดการคายน ้า หรือมีขนปกคลุมบริเวณใบเพื่อดักจับความชื้น ในอากาศ (ภาพที่ 2.31) เช่น ว่านหางจรเข้ กุหลาบหิน กระบองเพชร ลิ้นมังกรใบ และชวนชม เป็น ต้น (ภวพล ศุภนันทนานนท์, ชนินทร์ โถรัตน์และพิชญะ วัชจิตพันธ์, 2560) ส านักพิมพ์บ้านและสวน ภาพที่ 2.30 ตัวอย่างไม้อวบน ้า ที่มา :ศรีนรินทร์ ริยาพันธ์ (2560) การเลือกพันธุ์ไม้ในการจัดสวน ขวัญชัย (2536) กล่าวว่าพันธุ์ไม้มีมากมายหลายชนิด มีคุณสมบัติที่แตกต่างไปจากวัสดุอื่นๆ ในทางสถาปัตยกรรม พันธุ์ไม้เป็นสิ่งมีชีวิต มีการเจริญเติบโตต้องการสภาพแวดล้อมเฉพาะตัว มีการ เสื่อมโทรมล้มตาย ตามธรรมชาติและอายุขัยของมัน การเลือกใช้พรรณไม้ในการออกแบบนั้นต้อง พิจารณาถึงรายละเอียดทั่วๆไป ตั้งแต่การรู้จักชื่อพรรณไม้ประเภท ความต้องการสภาพแวดล้อม การ ปลูกร่วมกับพืชพรรณอื่นๆ การดูแลรักษา รูปลักษณ์ที่เข้ากับบรรยากาศและเนื้อหาของสวนได้ถ้า ผู้ออกแบบยึดหลักในการพิจารณาก าหนดต้นไม้ดังนี้จะท าให้สามารถเลือกปลูกต้นไม้ได้อย่างถูกต้อง ตามวัตถุประสงค์และในการเลือกพันธุ์ไม้เพื่อใช้ในการออกแบบจัดสวน ควรพิจารณาในเรื่องต่อไปนี้ 1. จุดมุ่งหมายในการปลูก (Purpose) 1.1 ปลูกเพื่อเป็นร่มเงา (Plant shade) ต้องพิจารณาถึง - ขนาดและชนิดพันธุ์ที่เหมาะสมกับความต้องการ - พื้นที่ที่ต้องการร่มเงา - ทิศทางแสงแดด
- เวลาที่ต้องการร่มเงา 1.2 ปลูกเพื่อเป็นกรอบภาพหรือน าสายตา (Plant Frame) ภาพที่ไม่มีกรอบท าให้ สายตาเคลื่อนที่ไปในมุมกว้าง ไร้ขอบเขต กรอบภาพเป็นสิ ่งที่ช่วยจัดภาพ เพื่อกันสิ ่งที ่ไม ่ต้องการ ออกไป มีผลต่อการมองดีขึ้น นอกจากนี้ พรรณไม้ต่าง ๆ ยังสามารถท าหน้าที่ในการน าสายตาหรือ บังคับทิศทางได้อีกด้วย 1.3 ปลูกเพื่อบังตาหรือเป็นฉากหลัง (Plant Screen) มีวัตถุประสงค์คือ - ใช้แบ่งส่วนต่างๆของสวนออกจากกัน - ใช้บังตาเพื่อเกิดความเป็นส่วนตัว - ใช้เป็นฉากปิดกั้นทัศนียภาพหรือมุมมองที่ไม่น่าดู 1.4 ปลูกเพื่อเป็นฉากหลัง (Background) ต้นไม้ที่ปลูกเป็นฉากหลังต้องไม่เด่นกว่า ต้นไม้ที่ปลูกในระยะหน้า แต่ต้องเป็นในลักษณะเสริมสิ่งที่อยู่ข้างหน้าให้เด่นขึ้น ลักษณะของพันธุ์ไม้ที่ ใช้เป็นฉากหลังมีดังนี้ - สีสันของใบไม่ฉูดฉาด - ควรมีใบเล็ก ผิวสัมผัสละเอียดถึงปานกลาง - ควรเป็นไม้ที่มีกิ่งก้านเรียวเล็กอ่อนช้อย - ในการปลูกเพื่อแบ่งเขตพื้นที่ (Plant Dividing) การปลูกควรพิจารณาเลือกเป็น ไม้ โตเร็วอายุยืนอย่างน้อย 2-3 ปี เพื่อที่จะไม่จ้องรื้อถอนถอนบ่อย เป็นพันธุ์ไม้ที่โตรอบด้าน ไม่เฉพาะ แต่ทางสูง สามารถตัดแต่งเพื่อให้เกิดแนวได้ 1.5 ปลูกเพื่อกันลมหรือกรองเสียง ลักษณะเป็นแนวไม้ที่ไม่ทึบแน่น แต่จะยอมให้ลม หรือเสียงผ่านได้ในปริมาณที่ต้องการ จึงควรพิจารณาดังนี้ - ขนาดและความแน่นของทรงพุ่มที่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์นี้ - เจริญเติบโตเร็ว ไม่ผลัดใบ - ทิศทางลม ความรุนแรงของเสียงและฝุ่น - ความสวยงามทางรูปทรงที่สามารถปลูกเข้ากับไม้พันธุ์อื่นๆได้ 1.6 การปลูกพืชเพื่อคลุมดิน (Plant Cover) ในการจัดสวนไม่ควรปล่อยให้เห็นพื้นดิน โล่งๆ ควรหาพันธุ์ไม้ปิดบัง ถ้าสภาพพื้นที่ไม่เอื้ออ านวยในการปลูก ก็ควรหาวัสดุอื่นๆ เช่น กรวด หิน อิฐ มาปูแทน 2. การพิจารณาทางกายภาพของพันธุ์ไม้(Physical Properties of Plant) 2.1 รูปทรง (Form) ส ่วนส าคัญในการเลือกคือ พันธุ์ไม้ที ่มีรูปทรงสวยงาม เข้ากับ ลักษณะและเนื้อหาของสวน รูปทรงเป็นลักษณะที ่เด ่นชัดของพืชพันธุ์ เนื ่องจากพืชแต ่ละชนิดมี ลักษณะทรงพุ ่มที ่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต ่างกัน ผู้ออกแบบควรรู้จักรูปทรงที ่แท้จริงตาม
ธรรมชาติของต้นไม้แต่ละชนิด โดยเฉพาะเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ว่ามีรูปทรงอย่างไร และรู้ว่าสามารถที่ จะควบคุมทรงพุ่มได้ตามต้องการหรือไม่อาจโดยวิธีการตัดแต่งหรือบังคับด้วยการปรับสภาพแวดล้อม ต่างๆการเลือกใช้พันธุ์ไม้ทางรูปทรงนี้ต้องพิจารณาถึงผลทางด้านมุมมองด้วย (Visual Effect) เช่น ใน การมองดูในระยะไกล จะเห็นเป็นเพียงกลุ่มหรือทิวไม้ที่รวมกันเหมือนเงาด า แต่เมื่อมองดูในระยะใกล้ จะสามารถมองรายละเอียดได้ชัดเจนขึ้น ดังนั้นหากจ าเป็นต้องดูในระยะใกล้ควรเลือกรูปทรงให้มี ความประสานกลมกลืนกัน ลักษณะพื้นที่ก็มีส่วนในการเลือกรูปทรงของพันธุ์ไม้ด้วย การเลือกพันธุ์ไม้ ต้องให้เข้ากับลักษณะของพื้นที่ที่ปลูก เช่น พื้นที่ภูเขาควรใช้พันธุ์ไม้ที่มีรูปทรงตั้งจึงจะดูสวย เพื่อให้ เข้ากับยอดเขาสูงและโขดหินในพื้นที่ เป็นต้น 2.2 ผิวสัมผัส (Texture) ส่วนของผิวเปลือกของล าต้น หรือพื้นผิวโดยรอบทรงพุ่ม เป็น ส่วนที่แสดงออกถึงลักษณะทางผิวสัมผัสของพันธุ์ไม้ซึ่งจะให้ความรู้สึกละเอียด หยาบหรือปานกลาง การแยกแยะลักษณะของผิวสัมผัสนั้น จะใช้สายตาเป็นเครื่องก าหนด เช่น ถ้าใบมีลักษณะเล็กฝอย ผิวสัมผัสจะละเอียด ถ้าใบใหญ ่หนา ผิวสัมผัสจะหยาบ ความหยาบละเอียดของใบพืช เป็นความ แตกต่างด้านผิวสัมผัส ซึ่งจะให้ความรู้สึกแตกต่างกันออกไป 2.3 สี(Color) เป็นสิ่งส าคัญในการก าหนดรูปแบบและเนื้อหาของสวน คนส่วนมาก มักจะสนใจสีของต้นไม้มากกว่าลักษณะทางกายภาพอื่นๆ เพราะสีจะให้ความรู้สึกและรับรู้ได้รวดเร็ว สี ของพืชพันธุ์อาจได้จากใบ ดอกและผล โดยปกติต้นไม้ในสวนมักมีสีเขียวเป็นหลัก แต่ในธรรมชาติยัง สามารถเห็นสีอื่นๆของพันธุ์ไม้ได้ปัญหาที่ส าคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องทราบถึงช่วงเวลาของการ ออกดอก การผลัดใบ การเปลี่ยนสีใบของพืชแต่ละชนิด แต่ละฤดูกาล เพื่อเป็นข้อมูลในการออกแบบ การเลือกใช้สีในสวนได้ถูกต้อง 2.4 กลิ่นหอม (Fragrance) กลิ่นหอมเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ช่วยสร้างบรรยากาศของ สวน แต่กลิ่นหอมของดอกไม้มีหลายกลิ่น บางชนิดหอมแรง บางชนิดหอมอ่อนๆ จึงต้องเลือกต าแหน่ง ในการจัดวางด้วย เช่น กลิ่นหอมแรงไม่ควรปลูกบริเวณที่นั่งพักผ่อน ควรปลูกห่างออกไป ส่วนกลิ่น หอมอ่อนๆ สามารถปลูกใกล้ที่พักอาศัยได้และควรรู้ถึงเวลาช่วงบานของดอกช่วงเวลาส่งกลิ่น ซึ่งจะ แตกต ่างกันไปตามแตะละชนิดพันธุ์แต ่ไม ่ควรปลูกไม้หอมหลายๆชนิดหลายกลิ ่นรวมกัน ควรจะ กระจายกันปลูกให้อบอวลทั่วพื้นที่มากกว่า 2.5 ขนาด (Size) ควรรู้ถึงความสูง ขนาด และทรงพุ่มที่ต้นไม้โตเต็มที่ตามธรรมชาติ และที่สามารถควบคุมตกแต่งได้เพื่อที่จะรู้จังหวะการจัดวาง ให้เกิดความสวยงาม ตามระดับความ สูงต ่าของต้นไม้ที่แตกต่างกัน และขนาดของทรงพุ่ม ใบที่แผ่คลุมไปถึง ท า ให้ทราบถึงระยะปลูกที่ เหมาะสม 3. พิจารณาถึงอัตราการเจริญเติบโต (Rate of Growth) หมายถึง ความสามารถในการ เจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิด ซึ่งจะไม่เหมือนกัน บางชนิดใกล้เคียงกัน บางชนิดแตกต่างกันมาดังนั้น
ในการก าหนดพันธุ์ไม้ลงในแบบควรค านึงถึงการเจริญเติบโตอีก 10-20 ปีข้างหน้าด้วยเพื่อการจัดวางที่ เหมาะสม และสามารถประมาณระยะปลูกระหว่างต้น (Spacing) ได้ 4. การพิจารณาความต้องการด้านสภาพแวดล้อม (Environment) สภาพแวดล้อมที่มี ผลต่อการเจริญเติบโตโดยทั่วไปมีดังนี้ 4.1 อุณหภูมิ(Temperature) สามารถแบ่งพืชตามอุณหภูมิได้3 ประเภท 4.1.1 พืชที่ต้องการอุณหภูมิต ่าหรือเย็น เป็นพืชเมืองหนาว เช่น ซัลเวีย ไฮเดรนเยีย แอฟริกันไวโอเลต คาร์เนชั่น เป็นต้น 4.1.2 พืชที ่ต้องการอุณหภูมิปานกลาง เป็นพืชเขตอบอุ ่น กลางวันต้องการแดด ค่อนข้างจัด เช่น พวงแสดต้น ลิ้นกระบือ บานบุรีเหลือง แสงจันทร์โยทะกา เป็นต้น 4.1.3 พืชที่ต้องการอุณหภูมิสูง จัดเป็นพืชเขตร้อน กลางวันต้องการแดดจัด เช่นไม้ เมืองร้อนทั่วๆไป เช่น หางนกยูงฝรั่ง นนทรีเป็นต้น นอกจากอุณหภูมิจะมีผลทางด้านการเจริญเจริญเติบโตแล้ว ยังมีผลโดยตรงต่อการ ออกดอก ออกผล การผลัดใบ พืชบางชนิดอาจมีสีเปลี่ยนไปเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน เช่น หมากผู้หมากเมีย จะมีสีใบสดใสขึ้นเมื่ออุณหภูมิลดลง เป็นต้น 4.2 แสงสว่าง (Light) เป็นสิ่งหนึ่งที่มีความจ าเป็นต่อพืชเป็นอย่างมาก เราสามารถ แบ่งพืชตามความต้องการแสง ได้3 ประเภท ได้แก่ 4.2.1 พืชที่สามารถเจริญได้ดีในสภาพที่แดดจัดหรือเต็มวัน มักเป็นไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม หรือไม้ดอกโดยทั่วๆไป 4.2.2 พืชที่โตได้ดีในสภาพแดดครึ่งวัน หรือแดดผ่านการกรองประมาณ 50 %มี ลักษณะร า ไร หรือเป็นพืชที่ทนแดดได้เฉพาะช่วงเช้าถึงเที่ยงเท่านั้น 4.2.3 พืชที่ต้องการแสงน้อยหรือพืชในร่ม เป็นพืชที่ไม่ทนต่อแดดจัดโดยตรงมักเป็น พืชที่ให้ใบสวยงาม พันธุ์ไม้เหล่านี้หากมีความจ าเป็นต้องอยู่ที่เดียวกัน ควรปลูกแบบพึ่งพาอาศัยกันเช่น ปลูกไม้ใหญ่ที่ชอบแดดเป็นไม้ให้ร่มเงาแล้วปลูกพืชในร่มหรือต้องการแดดอ่อนๆไว้ชั้นล่าง เป็นต้น 4.3 ดิน (Soil) การเลือกพันธุ์ไม้ควรให้สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพดินในบริเวณ พื้นที่ หรือในบางกรณีต้องปรับปรุงดินให้มีลักษณะตรงกับความต้องการของพืชแต่ละชนิด ดังนั้นควรมี การศึกษาถึงคุณสมบัติของดินพอสมควรทั้งทางกายภาพ และทางเคมีของดิน แต่อย่างไรก็ตาม ในการ เลือกพันธุ์ไม้ควรเลือกพันธุ์ไม้ให้เข้ากับชนิดของดิน มิใช่แก้คุณภาพของดินให้เข้ากับพันธุ์ไม้ ข้อคิดในการเลือกวัสดุพืชพรรณ การดูแลบ ารุงรักษาพืชพรรณทุกชนิดที่เลือกต้องพิจารณาถึงการดูแลบ ารุงรักษาควรเน้นพืช พรรณที่มีการดูแลรักษาง่าย ซึ่งพิจารณา ได้ดังนี้
1. การร่วงของใบ ส าหรับไม้ใบกว้างควรเลือกชนิดที ่ไม ่ผลัดใบหรือผลัดใบตามฤดูกาล ดีกว่าเลือกชนิดไม้ที่ใบทยอยร่วงตลอดเวลา 2. การร่วงของดอก พรรณไม้บางชนิดเวลาออกดอกสวยงามมากแต่ช่วงเวลาบานสั้นมาก เช่น เหลืองอินเดีย ชมพูพันธุ์ทิพย์ เวลาดอกร่วง กระจาย กรณีไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาควรเป็นไม้ที่ให้ดอก ตลอดทั้งปี โดยดอกบานแซมใบ บานทน ถ้าเป็นพรรณไม้ที่ดอกร่วงควรเป็นพรรณไม้ที่ดอกร่วงพร้อม กันดีกว่าทยอยร่วง 3. การร่วงของผล เลือกพรรณไม้ที่มีผลร่วงยากดีกว่าผลร่วงง่าย ผลร่วงพร้อมกันดีกว่า ทยอยร่วง ผลร่วงไม่ฟุ้งกระจายดีกว่าผลร่วงแล้วเปลือกของผลเมล็ดแตกฟุ้งกระจาย 4. ความแน่นของใบ ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ต้องมีใบแน่นเพื่อให้เกิดร่มเงาป้องกัน แสงแดด ช่วยสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม ท าให้ภูมิอากาศในบริเวณดีขึ้น ช่วยลดมลภาวะที่เป็นพิษ ยกเว้น การเลือกปลูกต้นไม้ใหญ่ในบริเวณสนามหญ้า ใบโปร่งดีกว่าใบแน่นเพราะสนามหญ้าต้องการแสงสว่าง ส่องถึง เพื่อใช้แสงในการปรุงอาหารเช่นเดียวกับพืชพรรณชนิดอื่น ๆ 5. โครงสร้างของราก ถ้าเป็นต้นไม้ใหญ่ควรมีระบบรากลึกทั้งรากค ้าจุน รากแขนงและราก ฝอย เพราะจะช่วยพยุงล าต้น หาอาหารได้ในระดับลึกใต้ผิวดิน และไม่ต้องแย่งอาหารกับพืชที่มีระบบ รากตื้น เช่น หญ้าสนาม พืชคลุมดิน ไม้พุ่ม ไม้ยืนต้นขนาดเล็กระดับล่าง ถ้าโครงสร้างของระบบราก ตื้นและบางส่วนคอยอยู่ระดับผิวพื้นอาจท าลายพื้นผิวดาดแข็งให้แตกร้าวได้ 6. อัตราการเจริญเติบโต อัตราการเจริญเติบโตเป็นคุณสมบัติเฉพาะของไม้แต ่ละชนิด ในทางภูมิทัศน์ ไม้ที่มีอัตราการเจริญเติบโตช้าดีกว่าพรรณไม้ที่มีการเจริญเติบโตเร็ว ไม้เจริญเติบโตเร็ว เหมาะส าหรับเป็นพืชเศรษฐกิจ เพราะการเจริญเติบโตช้า สะดวกในการดูแลบ ารุงรักษา การตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่ง และให้ความสวยงามยาวนาน 7. ทนทานต่อโรค โรคพืชมีส่วนส าคัญที่ท าให้พืชชะงักการเจริญเติบโต ท าให้คุณภาพของ พืชต้นนั้น ๆ ด้อยค่าลงขณะเดียวกันต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบ ารุงรักษามากขึ้น พืชพรรณที่มีความทนทานสามารถเจริญเติบโตได้ในขอบเขตของพื้นที่ที่กว้างขวางในพื้นที่ที่ มีข้อจ ากัดในด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความชื้นในดิน และความชื้นในบรรยากาศ อิทธิพลของ แสง อิทธิพลของลม และข้อจ ากัดในพื้นที่ปลูก (สมจิต โยธะคง, 2540) สรุปบทที่ 2 พรรณไม้ในการจัดสวน การเลือกพรรณไม้ในการจัดสวนจะต้องค านึงถึงประโยชน์และวัตถุประสงค์เป็นส าคัญ การน า พรรณไม้มาใช้ควรเลือกใช้พรรณไม้ที ่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นถิ ่นเพราะจะช ่วยให้เป็นการ ประหยัดทั้งงบประมาณ เวลา และแรงงาน อีกทั้งในด้านการดูแลรักษา เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันตาม แนวเศรษฐกิจพอเพียง และไม่เป็นการท าลายสภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อม การใช้พรรณไม้ที่มีความ กลมกลืนกับสภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อมเดิมยังเป็นการสร้างคุณค่าให้กับพื้นถิ่นและเป็นการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติได้อีกประการหนึ ่ง และสิ ่งส าคัญคือการเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานที ่ การ เจริญเติบโตของพรรณไม้ก็เป็นสิ่งส าคัญในการเลือกใช้ หากไม่มีการวางแผนที่ดีแล้ว อาจเกิดการ เสียหายในภายหลังได้(ระพี ริยาพันธ์, 2555)
เอกสารอ้างอิง กรมโยธาธิการและผังเมือง. 2556. เวบไซต์ www.dpt.or.th)กรมอาชีวศึกษา. 2533. คู่มือการสอน ชกษ 3144 การจัดสวน. หน่วยศึกษานิเทศน์ กรม อาชีวศึกษา. ขวัญชัย จิตส ารวย. 2540. การออกแบบ เขียนแบบการจัดสวน. กรุงเทพมหานคร : โสภณการ พิมพ์. พชร เลิศปิติวัฒนา. 2558. วารสารวิชาการ ศิลปะสถาปัตยกรรมศาสตร์ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2558 . มหาวิทยาลัยนเรศวร. วรวุฒิ แก้วสุก. 2555. Tropical Rainforest & European Garden. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์บ้านและสวน. สมจิต โยธะคง. 2538. การวางผังตกแต่งบริเวณ. กรุงเทพมหานคร : บริษัท รวมสาสน์ (1977) จ ากัด. สมจิต โยธะคงและนารีรัตน์ สีระสาร. 2553. เอกสารการสอนชุดวิชาพืชสวนประดับในการจัดภูมิ ทัศน์หน่วยที่ 1-7. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. นนทบุรี : ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช. สวนแนวตั้ง. 2560. Vertical Garden [ออนไลน์]. URL http://www.livingdd.com/verticalgarden-3/(สืบค้นเมื่อ วันที่ 17 เมษายน 2560) สวนดาดฟ้า. 2560. Roof Garden [ออนไลน์]. URL http://www. faed.mju.ac.th/download /get_file (สืบค้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2560) สวนชื้น. 2560. Tropical rain forest [ออนไลน์]. URL http://www. baanlaesuan.com /blogs/tropicalgarden. (สืบค้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2560)
สวนหลังคา. 2560. Roof-garden [ออนไลน์]. URL http://www. scgbuildingmaterials.com /th/LivingIdea/NewBuild (สืบค้นเมื่อ วันที่ 17 เมษายน 2560) สวนอังกฤษ. 2560. Englishgarden [ออนไลน์]. URL http://www. baanlaesuan.com /blogs/ englishgarden. (สืบค้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560) เอื้อมพร วีสมหมาย (2554) การขุดล้อม เอื้อมพร วีสมหมาย. 2530. หลักการจัดสวนในบ้าน. กรุงเทพมหานคร : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์ จ ากัด. (ภวพล ศุภนันทนานนท์, ชนินทร์ โถรัตน์ และพิชญะ วัชจิตพันธ์, 2560) ส านักพิมพ์บ้านและสวน (กรมโยธาธิการและผังเมือง, 2556; เวบไซต์ www.dpt.or.th) (ส านักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ, 2548) สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ. กรุงเทพฯ: บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง