การ ปฏิวัติ ฝรั่งเศส
ปฏิวัติฝรั่งเศส จัดทำโดย นางสาวสุภัสรา เชื้อผู้ดี รหัสนักศึกษา ๖๔๑๐๑๒๑๒๒๘๐๐๒ สาขาสังคมศึกษา วิทยาลัยการฝึกหัดครู เสนอ ผศ.ดร.วรรณพร บุญญาสถิตย์ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์สากล ( ๑๖๔๒๓๑๔ ) มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ภาคการศึกษาที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖
ก คำนำ การปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789-1799 เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญเหตุการณ์หนึ่ง ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ที่แสดงให้เห็นถึงความเร่าร้อน และพลังอุดมการณ์อันแรงกล้า ในการสร้างระบบรัฐที่ได้มอบ เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ให้กับประชาชนทุกคนในแผ่นดินฝรั่งเศส และหยั่งรากแนวคิดอันเป็นเสรีของ มวลชน ลงไปในแผ่นดินฝรั่งเศสและยุโรปได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม การปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นประวัติศาสตร์บทหนึ่ง ที่ถูกนำมาศึกษาต่อ ขยายความ รวมทั้ง นำเสนออย่างตรงไปตรงมา หรือนำเสนออย่างมีจุดประสงค์ทางการเมือง จนในบางครั้งอาจ ไม่ได้ตรงกับข้อเท็จจริง บางประการและเข้าใจสถานการณ์ตอนนั้นอย่างไม่ชัดเจน สร้างความรู้สึกและอารมณ์ในการศึกษารับรู้ทาง ประวัติศาสตร์และนำไปสู่การสร้างอคติต่อกันในสังคมปัจจุบัน โดยอ้างอิงบริบทที่ถูกนำเสนออย่างมีจุดประสงค์ และละเลยข้อเท็จจริงบางประการที่สำคัญไป ในรางานเล่มนี้ข้าพเจ้าจึงมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงหลายๆ ประการที่สำคัญรวมทั้งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงจากการศึกษาประวัติศาสตร์ให้ ได้มากที่สุดเพื่อที่เราจะได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์อย่างปราศจากอคติและนำบทเรียนไปพัฒนาปัจจุบันกับอนาคต สืบต่อไป พร้อมนำเสนอถึงมรดกทั้งสิ่งที่เจริญงอกงามและบาดแผลร้ายที่การปฏิวัติฝรั่งเศสได้มอบไว้ให้แก่ฝรั่งเศส และมนุษยชาติ รวมถึงเกร็ดต่างๆ รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์สากล ข้าพเจ้าได้ข้อมูลจากหนังสือ The French Revolution,ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส,ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมฝรั่งเศส,ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส จากผู้รู้และ ข้าพเจ้าขอขอบคุณผู้เขียนที่ให้ข้อมูลทั้งหมดแก่ข้าพเจ้า พร้อมด้วยความร่วมมือจากอาจารย์ที่ได้แนะนำการทำ รายงานฉบับนี้ด้วย หวังว่ารายงานนี้จะเป็นประโยชน์และแนวทางการศึกษาการปฏิวัติฝรั่งเศสที่นับเป็นช่วงเวลา ประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เป็นหมุดหมายสำคัญของพัฒนาการของมนุษยชาติและเป็นเหตุการณ์ ที่ได้มอบมรดกส่งทอดสู่ชนรุ่นหลัง แก่ผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และถ้ารายงานฉบับนี้มีความผิดพลาดประการ ใด ข้าพเจ้าขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย สุภัสรา เชื้อผู้ดี สิงหาคม ๒๕๖๖
ข สารบัญ คำนำ ก สารบัญ ข บทนำ ๑ การปฏิวัติฝรั่งเศส ๒ - ฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 - ฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 สาเหตุของการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 ๓ การประชุมสภาฐานันดรในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1789 ๖ สภาแห่งชาติ ๗ การทำลายคุกบาสติล ๘ เหตุการณ์La Grande Peur ๙ ผลกระทบของการปฏิวัติฝรั่งเศสปี ค.ศ. 1789 ๑๑ บรรณานุกรม ๑๒ ภาคผนวก ๑๓
๑ บทนำ แม้อาณาจักรฝรั่งเศสจะมีความเข้มแข็งและยิ่งใหญ่เพียงใด แต่บาดแผลและความอ่อนล้าจากสงครามก็ ปรากฎออกมาให้เห็นมากมาย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่มากชั้นเป็นทบทวี อีกทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำของชนชั้นใน สังคมก็ยิ่งต่างกว้างขึ้นทุกวัน ประชาชนชาวฝรั่งเศสต้องเผชิญกับปัญหาที่รุมเร้าโดยไม่ได้รับการแก้ไขหรือบรรเทา ให้ดีขึ้น การปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 เกิดขึ้นสำเร็จละก้าวรุดหน้าต้องอาศัยพลังในสภาและนอกสภา เหตุการณ์ที่ส่งผล ต่อการเปลี่ยนระบอบไปอย่างสิ้นเชิง ในการศึกษาค้นคว้า “ปฏิวัติฝรั่งเศส” ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติที่มาของการปฏิวัติ ขอบเขตของทุนนิยมทางการค้า เกษตรกรรมของฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ความเสื่อมของระบอบเก่า รวมถึง การตีความเหตุการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศส
๒ การปฏิวัติฝรั่งเศส การปฏิวัติฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1789 เป็นการปฏิวัติใหญ่ที่เกิดขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ การเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าทางการเมืองในยุโรป โดยมีต้นเหตุทางด้านการคลังเป็นสาเหตุพื้นฐาน เช่นเดียวกันกับ สาเหตุของการปฏิวัติเพื่อประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกา การปฏิวัติฝรั่งเศสในครั้งนี้เป็นการปฏิวัติโดยกลุ่มชน ชั้นกลาง ที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองโดยการล้มการปกครองในระบอบเก่า (ANCIENT REGIME) หรือการปกครองในระบอบสมบูรณญาสิทธิราชย์ (ABSOLUTISM) การปฏิวัติในครั้งนี้ยังได้มีการขยายอิทธิพล แนวความคิดของการปฏิวัติเข้าไปยังประเทศอื่นๆ ของยุโรป ฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 กษัตริย์ฝรั่งเศสยุค ‘ปกครองบนเตียง’ สู่ชนวนเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส ภายหลังจาก ที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1715 พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 พระราชนัดตาได้ทรงครองบัลลังก์สืบต่อมา เป็นระยะเวลาถึง 59 ปี พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ไม่ทรงสนพระทัยงานทางด้านการปกครองเท่าที่ควร และทรงขาด ความเป็นผู้นำดังเช่นพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 งานทางด้านการปกครองส่วนใหญ่จึงอยู่ภายใต้การกำกับและดูแลโดย องค์ผู้สำเร็จราชการ อัครมหาเสนาบดีหรือนางสนมเอก ทางด้านการเมืองภายในประเทศ ขุนนางเริ่มกลับมามีอำนาจอีกครั้ง มีการจัดตั้ง ซาลอง ขึ้นเพื่อใช้เป็น สถานที่แลกเปลี่ยนแนวความคิดทางด้านปรัชญา ซึ่งในเวลาต่อมาจึงเริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ทางการ เมืองที่เกิดขึ้นในเวลานั้น ทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ ฝรั่งเคสได้เข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์สงครามกับอังกฤษ พระเจ้าหลุยส์ ที่ 15 เสด็จสวรรคตด้วยโรคฝีดาษ ฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงเป็นความหวังของประชาชนฝรั่งเศส ซึ่งคิดว่าพระองค์ทรงจะสามารถทำให้ ประชาชนมีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งพระองค์ก็ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทำให้เป็นเช่นนั้น แต่ด้วยบุคลิกที่ทรงอ่อนแอ และการที่พระองค์ไม่ทรงกล้าตัดสินพระทัยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จึงทำให้สมัยการ ปกครองของพระองค์ไม่แตกต่างไปจากสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 จากพฤติกรรมดังกล่าวจึงเป็นหนทางนำไปสู่ สาเหตุของการเกิดการปฏิวัติในเวลาต่อมา
๓ สาเหตุของการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 ปัญหาทางด้านการเมือง การปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มขึ้นเมื่อการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงมีอำนาจเป็นล้นพ้นไม่มีขอบเขต และทรงอยู่เหนือกฎหมายของบ้านเมือง หลายครั้งที่ พระองค์ไม่ทรงสนพระทัยประชาชนของพระองค์เลย อีกทั้งประเทศฝรั่งเศสเองไม่มีรัฐธรรมนูญ ทำให้การปกครอง เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนไม่ได้รับการคุ้มครอง จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการจลาจลขึ้นภายหลัง ฝรั่งเศส ต้องกลายเป็นประเทศที่มีปัญหาทางเศรฐกิจอย่างมากเนื่องจากการบริหารที่ล้มเหลว ปัญหาทางเศรษฐกิจ ฝรั่งเศสต้องประสบกับปัญหาการฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดจากค่าใช้จ่ายในการ สงครามต่างๆ โดยเฉพาะในสงการประกาศอิสรภาพของชาวอเมริกัน ระหว่าง ค.ศ. 1776-1781 เพื่อสนับสนุนให้ ชาวอาณานิคมอเมริกาต่อสู้กับอังกฤษ ด้วยเหตุนี้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จึงมีนโยบายเก็บภาษีอากรจากประชาชนจึง สร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนกลุ่มต่างๆ การใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยที่สะสมมานาน ตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 จนถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งทรงมีพระราชินีพระนามว่าพระนางมารี อังตัวเนตต์ ที่ทรงนิยมใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ในพระราชสำนัก การเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาสู่ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้เกิด วิกฤติทางการเกษตร ราคาอาหารสูงขึ้นไม่สมดุลกับค่าแรงที่ได้รับ และการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดชนชั้นใหม่ขึ้น คือชนชั้นกลาง(พ่อค้า นายทุน) ซึ่งมีส่วนในการปฏิวัติครั้งนี้ ปัญหาทางด้านสังคม ความเหลื่อมทางสังคมซึ่งเป็นสังคมแบบชนชั้น โดยฐานะในสังคมแล้วแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือชนชั้นอภิสิทธิ์และชนชั้นสามัญชน แต่ในทางปฏิบัติกลับแบ่งออกเป็น 3 ชนชั้น หรือ 3 ฐานันดร การรับอิทธิพลทางความคิดของชาวต่างชาติจากการที่ฝรั่งเศสเข้าไปช่วยสหรัฐอเมริกาทำสงคราม ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ ทำให้ได้รับแนวความคิดทางด้านเสรีภาพกลับมาด้วย อิทธิพลทางความคิดได้มาจาก นักปราชญ์ พวกสามัญชนเป็นกลุ่มที่สามารถเข้ากันได้ดี เพราะต่างก็ขาดอภิสิทธิ์ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางสังคม เหมือนกัน ภายหลังจากการแบกภาระของประเทศมาเป็นเวลานาน เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงเปิดประชุมสภา ฐานันดรในปี ค.ศ. 1789 ปัญหาความแตกต่างทางสังคมจึงถูกหยิบยกขึ้นมาแก้ไขจนกลายมาเป็นชนวนที่ก่อให้เกิด การปฏิวัติไปในที่สุด
๔ ยุโรปในปีค.ศ. 1789 ที่มา A History Of Our World ตูรโกต์ (TURGOT) ปัญหาทางด้านการคลังเป็นปัญหาที่สะสมกันมาเป็นเวลานาน เมื่อพระเจ้าหลุยส์ ที่ 16 ทรงเข้ารับ ตำแหน่ง พระองค์ทรงแต่งตั้งตูรโกต์ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการคลัง ดูรโกต์ได้ทำการปฏิรูปทาง เศรษฐกิจโดยการยกเลิกตำแหน่งราชการที่ไม่มีความจำเป็นลง ปฏิรูปการเก็บภาษี ส่งเสริมการผลิตทางด้าน การเกษตร และพยายามกอบกู้ฐานะความเชื่อถือทางด้านการคลังของประเทศขึ้นมาใหม่ เมื่อดูรโกต์เสนอให้มีการ ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมตามกฎของระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ และเสนอให้ยกเลิกการยกเว้นไม่เก็บภาษีจาก พวกขุนนาง ทำให้กลุ่มผู้มีอิทธิพล เช่น สภาปาลมองค์ แห่งปารีส และพวกข้าราชสำนักไม่พอใจจึงรวมตัวกัน โดยมี พระราชินีมารี อังตัวเนตต์ (MARIE ANTOINETTE) เป็นผู้นำร่วมกันคัดค้านนโยบายปฏิรูปทางด้านการคลังของ ตูรโกต์ต่อมาความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับตูรโกต์ก็เริ่มเลวลง เมื่อตูรโกต์ได้กราบทูลพระเจ้าหลุยส์
๕ ที่ 16 ว่า "อย่าทรงลืมพะยะค่ะว่าความอ่อนแอนี่เองที่ทำให้พระเจ้าชาลส์ที่ 1 พระเศียรขาด" ในปี ค.ศ.1776 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงปลดตูรโกต์ออกจากตำแหน่ง เนคเคอร์ (NECKER) หลังจากที่ทรงปลดตูรโกต์ออกจากตำแหน่งแล้ว พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ทรงแต่งตั้งเนคเคอร์ อดีตนาย ธนาคารชาวสวิสเข้าดำรงตำแหน่งแทน เนคเคอร์ทำการปฏิรูประบบการคลังของฝรั่งเศสแบบค่อยเป็นค่อยไปโดย ใช้วิธีการประหยัดค่าใช้จ่ายและหารายได้เข้ารัฐ แต่เนคเคอร์ก็ยังต้องกู้เงินเพื่อให้การสนับสนุนต่อสงคราม ประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ทำให้เขาต้องตัดค่าใช้จ่ายในราชสำนักลง จึงทำให้เขาถูกโจมตีจาก พระนาง มารี อังตัวเนตต์ และพวกข้าราชสำนัก ในที่สุดเนคเคอร์จึงขอลาออกในปี ค.ศ. 1781 โดยทิ้งปัญหาทางด้านการ คลั่งของประเทศฝรั่งเศสเอาไว้ ในขณะที่มีสภาพที่ตกต่ำกว่าตอนที่เขาเริ่มเข้ามารับตำแหน่ง คาลอนน์ (CALONNE) ในปี ค.ศ. 1783 คาลอนน์ ซึ่งเป็นคนโปรดของราชสำนักเข้ารับตำแหน่งเสนาบดีคลัง จึงพยายามเอาใจ พวกอภิสิทธิ์ชนโดยการเพิ่มงบประมาณให้แก่ราชสำนัก การใช้จ่ายเงินงบประมาณเป็นไปอย่างฟุ่มเฟือยด้วยการกู้ เงินเพื่อแสดงออกให้เห็นถึงความมั่งคั่งทางการคลังของประเทศ พอถึงปี ค.ศ.1786 คาลอนน์ก็ไม่สามารถหาแหล่ง เงินกู้มาเป็นค่าใช้จ่ายของประเทศ ฝรั่งเศสกำลังตกอยู่ในสภาพล้มละลาย คาลอนน์จึงต้องนำเอาวิธีการของตูรโกต์ กับเนคเคอร์กลับมาใช้โดยเสนอการปฏิรูปการเก็บภาษีจากประชาชนทุกกลุ่มและยังเสนอให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เปิดประชุมสภาอภิสิทธิ์ชน โดยหวังจะได้รับความร่วมมือจากพวกชนชั้นอภิสิทธิ์ สภาอภิสิทธิ์ชนได้เปิดประชุมที่ พระราชวังแวร์ซายส์ ในปี ค.ศ.1787 และได้ลงมติไม่ยอมรับนโยบายปฏิรูปการเก็บภาษีของคาลอนน์นอกจากนี้ยัง เสนอแนะให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ปลดคาลอนน์ออกจากตำแหน่ง นโยบายปฏิรูปการเก็บภาษีของคาลอนน์ยังทำให้ ไม่เป็นที่พอใจ ต่อราชสำนักจึงเป็นสาเหตุทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงปลดคาลอนน์ออกจากตำแหน่งไปในที่สุด เดอ บริแอนน์ (DE BRIENNE) พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงแต่งตั้ง เดอ บริแอนน์สังฆราชแห่งดูกูส ซึ่งเป็นคนโปรดของพระราชินีเข้ารับ ตำแหน่งแทนคาลอนน์ แต่ เดอ บริแอนน์ ก็ไม่สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาทางด้านการคลังของประเทศ เขาจึงต้อง นำเอานโยบายปฏิรูปการเก็บภาษีของคาลอนน์กลับมาใช้ แต่ก็ถูกต่อต้านจากสภาปาลมองค์แห่งปารีส และสภา อภิสิทธิ์ชน จึงทำให้สภาทั้งสองดังกล่าวถูกยุบไปในเวลาต่อมา ส่วนตามท้องถนนฝูงชนซึ่งได้รับความเดือดร้อนจาก ปัญหาทางเศรษฐกิจเริ่มก่อการจลาจล เดอ บริแอนน์ จึงเสนอให้เรียกประชุมสภาปาลมองค์อีกครั้งในปี ค.ศ. 1787 โดยขอต่อรองว่า ถ้าสภาปาลมองค์ยอมรับพระราชกฤษฎีกาเงินกู้ฉบับใหม่ รัฐบาลก็จะเรียกประชุมสภา ฐานันดร ในปี ค.ศ. 1792 แต่สภาปาลมองค์ขอต่อรองให้เรียกประชุมสภาฐานันดรในปี ค.ศ. 1789 เดอ บริแอนน์ จึงหันไป ขอความสนับสนุนจากที่ประชุมขององค์การศาสนา แต่ที่ประชุมขององค์การศาสนาก็เรียกร้องให้มีการเปิดการ ประชุมสภาฐานันดรในปี ค.ศ. 1789 เช่นเดียวกับข้อเรียกร้องของสภาปาลมองค์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จึงทรงยอม
๖ อ่อนตามข้อเรียกร้องโดยทรงสัญญาจะเรียกประชุมสภาฐานันดร ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1789 หลังจากนั้น เดอ บริแอนน์จึงถูกปลดออกจากตำแหน่ง พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงเรียกเนคเคอร์กลับมารับคำแหน่งเสนาบดี กระทรวงการคลังอีกครั้งในปี ค.ศ. 1788 การประชุมสภาฐานันดร ปี ค.ศ. 1789 การประชุมสภาฐานันดรในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1789 การประชุมสภาฐานันดรเป็นไปตามพันธสัญญาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1789 เมื่อเปิดประชุมก็เกิดปัญหาขึ้นแต่เริ่มแรกโดยเฉพาะปัญหาในเรื่องของการออกเสียงว่าจะให้มีการออกเสียงเป็น กลุ่ม หรือออกเสียงเป็นรายหัว กลุ่มฐานันดรที่ 3 เรียกร้องให้มีการออกเสียงเป็นรายหัวเพราะในอดีตกลุ่มฐานันดร ที่ 1 และ 2 มักจะร่วมมือกันจนทำให้ข้อเรียกร้องของกลุ่มฐานันดรที่ 3 ต้องตกไป เพราะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เมื่อมีการ ลงมติออกเสียงจุดมุ่งหมายของการเรียกประชุมสภาฐานันดรในครั้งนี้ก็เพื่อขอมติอนุมัติพระราช-บัญญัติระบบ ภาษีใหม่ ซึ่งกลุ่มชนชั้นอภิสิทธิ์มีความมั่นใจว่าจะสามารถใช้สภาฐานันดรเป็นเครื่องมือคัดค้านพระราชบัญญัติฉบับ นี้ แต่ปรากฎว่าเมื่อเปิดประชุมสภาฐานันดรแล้วกลับไม่สามารถตกลงกันได้ในปัญหาเรื่องของการออกเสียง จึงทำ ให้ ซีแยส กับ มิราโบ ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มฐานันดรที่ 3 เรียกร้องความเสมอภาคภายในกลุ่มฐานันดร โดยขอให้ มีการออกเสียงเป็นรายหัว เมื่อข้อเรียกร้องของกลุ่มฐานันดรที่ 3 ไม่เป็นที่ยอมรับจากกลุ่ม 2 ฐานันดร 1 กลุ่ม ฐานันดรที่ 3 จึงแยกตัวออกจากที่ประชุมและประกาศว่ากลุ่มฐานันดร ที่ 3 คือตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน ฝรั่งเศส
๗ สภาแห่งชาติ ในวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ.1789 กลุ่มฐานันดรที่ 3 ได้ประกาศแยกตัวออกเป็นสภาแห่งชาติ เพราะถือว่า กลุ่มเป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ กลุ่มอภิสิทธิ์ซนจึงเรียกร้องให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 สั่งปิดห้อง ประชุมที่กลุ่มฐานันดรที่ 3 ร่วมประชุมกันอยู่ ต่อมาในวันที่ 20 มิถุนายน กลุ่มฐานันดรที่ 3 จึงย้ายไปประชุมที่ สนามเทนนิส และได้ร่วมสาบานต่อกันว่าจะไม่ยอมแพ้และจะไม่ยอมแยกจากกัน จนกว่าจะได้รับชัยชนะตาม หลักการที่ได้เรียกร้องเอาไว้ และยังเรียกร้องให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใช้ในการปกครองประเทศเมื่อทรงทราบถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จึงทรงรับสั่งให้สภาฐานันดรแยกประชุมกันเป็นกลุ่ม แต่ก็ไม่มีผู้ใดปฏิบัติ ตาม อย่างไรก็ตามสภาแห่งชาติของกลุ่มฐานันดรที่ 3 ยังคงมีการประชุมกันอยู่ต่อไป โดยรัฐบาลไม่สามารถใช้ อำนาจบังคับให้เป็นไปในทางปฏิบัติ ในขณะเดียวกันความวุ่นวายได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในกรุงปารีสเนื่องจาก ปัญหาการขาดแคลนอาหาร ทำให้อาหารมีราคาสูงจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อพวกว่างงาน ซึ่งได้ก่อความวุ่นวายขึ้น ทั่วไป ส่วนพวกชาวนาก็ปฏิเสธไม่ยอมเสียภาษี ในเวลาต่อมาความวุ่นวายได้ขยายตัวออกไปทั่วประเทศ โดยรัฐบาล ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ การทำลายคุกบาสติล
๘ การทำลายคุกบาสติล ภายหลังจากที่ความวุ่นวายได้ขยายตัวออกไปทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันฝูงซนชาวปารีสก็ได้รับข่าวลือว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กำลังจะส่งกองทหารเข้าปราบปรามความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในกรุงปารีส ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1789 ฝูงชนซาวป่ารีสจึงร่วมมือกันทำลายคุกบาสติล ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้คุมขังนักโทษการเมือง และถือเป็น สัญญาลักษณ์ของการปกครองในระบอบเก่า แต่มีนักโทษเหลืออยู่ในคุกเพียง 7 คน การกระทำดังกล่าวถือเป็นจุด เริ่มตันของการปฏิวัติภายหลังจากนั้นการปฏิวัติจึงได้ขยายตัวออกไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว ความสำคัญของการ บุกทำลายคุกบาสตีล ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดของการ ปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 เพราะกษัตริย์ ขุนนาง และชนชั้นสูง ต้องยอมสระอำนาจ ให้แก่สมัชชาแห่งชาติและพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลงทาง การเมืองและการปกครองครั้งนี้การปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส กินเวลาในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1789-1799 (พ.ศ. 2332- 2342) ในการโค่นล้มระบอบกษัตริย์หลังจากสถาปานาระบอบสาธารณรัฐแล้ว ไม่นานมีการแย่งชิงอำนาจรัฐ ระหว่างกลุ่มชนชั้นปกครองด้วยกันเอง จนนำมาสู่ ค.ศ.1799 นายพล นโปเลียน โบนาปาร์ต ยึดอำนาจจากคณะ มนตรีและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกงสุลคลแรกของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจสูงสุด นโปเลียน ดำรงตำแหน่งกงสุลในปี ค.ศ.1799-1803 ก่อนที่นโปเลียน จะสถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิในเวลาต่อมา หลังจากนั้นฝรั่งเศสต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองอีกหลายครั้งสลับกันระหว่างแบบกษัตริย์ กับแบบสาธารณรัฐ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงความคิดทางการเมืองและแนวคิดในการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว พบว่าสถานะ หรือฐานันดรไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความคิด กรรมาธิการส่วนใหญ่เป็นฝ่ายที่สนับสนุนกษัตริย์ สนับสนุนรัฐธรรมนูญที่ มีเนื้อหาแบบระบบการเมืองการปกครองของอังกฤษ และสนับสนุนระบบสองสภา มีเพียงซีแยต เท่านั้นที่ต่อต้าน ระบบสองสภา และยืนยันว่าระบบสภาเดียวเท่านั้นที่สอดคล้องกับหลักการอำนาจอธิปไตยของชาติแม้สมาชิกสภา แห่งชาติต่างเห็นพ้องร่วมกันว่าประเทศฝรั่งเศสจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญกำหนดกฎเกณฑ์ในการปกครองประเทศให้ แน่นอนชัดเจน เพื่อให้พ้นไปจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจและการกดขี่ของรัฐบาล และเป็นภารกิจของพวกเขาที่ ต้องจัดทำรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จตามคำสาบานที่ให้ไว้ ณ สนามเทนนิส แต่ “รัฐธรรมนูญ” คือ เป้าหมายร่วมกัน เท่านั้น ส่วนเนื้อหาของ “รัฐธรรมนูญ” จะเป็นเช่นใด ก็ต้องถกเถียงกันอย่างหนัก และเป็นประเด็นชิงไหวชิงพริบ ช่วงชิงเอาชนะกัน จนนำมาซึ่งการแบ่งสมาชิกสภาออกเป็นฝ่ายก้าวหน้าและฝ่ายอนุรักษ์นิยมการจัดทำรัฐธรรมนูญ แต่ละฉบับไม่อาจหลีกหนีแรงกดดันจากสภาพการเมืองในช่วงเวลานั้นได้ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับแรกของ ฝรั่งเศสก็เช่นเดียวกัน การปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 และเหตุการณ์ทางการเมืองต่อเนื่องจากนั้นมีผลชี้นำทิศทางการ จัดทำรัฐธรรมนูญ ในช่วงฤดูร้อน 1789 การเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภา ทั้งในเมืองและในชนบท มีส่วนสำคัญในการ กดดันให้สภาแห่งชาติต้องยกเลิกระบอบอภิสิทธิ์และตราคำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ภายหลังเหตุการณ์ ทลายคุก Bastille เกิดกระแสข่าวลือลามไปทั่ว โดยเฉพาะในชนบท ทำให้ชาวนาจำนวนมากตระหนกตกใจลุกขึ้น
๙ ก่อขบถในหลายพื้นที่ เกิดกระแสรวมหมู่ชักชวนกันให้ไปบุกยึดทรัพย์สินและที่ดินของพระและขุนนาง นอกจากนี้ ยังเข้าไปยึดหอจดหมายเหตุที่ดินเพื่อทำลายหนังสือแสดงอภิสิทธิ์เหนือที่ดินของพวกเจ้าที่ดิน เราเรียกเหตุการณ์นี้ ว่า “La Grande Peur” หรือ “ความกลัวรวมหมู่ขนานใหญ่” เหตุการณ์ La Grande Peur เหตุการณ์La Grande Peur กดดันให้สภาแห่งชาติต้องพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับระบบอภิสิทธิ์ที่ให้แก่พระและขุนนาง ในเวลานั้นสภา แห่งชาติกำลังจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากสถานการณ์ทางการเมืองภายนอกสภาสับสนอลหม่านแบบนี้ ก็อาจ ทำให้การเมืองในสภาดำเนินต่อไปไม่ได้ และขบวนการปฏิวัติที่ชนชั้นกระฎุมพีเป็นผู้ถางทางเริ่มต้นอาจหลุดมือไป จากพวกเขาได้ ดังนั้นสภาแห่งชาติจึงจำเป็นต้องหาหนทางให้เหตุการณ์ความวุ่นวายภายนอกอันเกิดจากข่าวลือ ต่างๆ นานายุติลงให้จงได้สภาแห่งชาติมีสองทางเลือก ทางเลือกแรก คือ การยืนยันหลักกรรมสิทธิ์ หากเลือก วิธีการนี้ ก็หมายความว่าจำเป็นต้องควบคุมและปราบปรามการก่อขบถในพื้นที่ต่างๆ อันอาจทำให้ชาวนาตั้งตน เป็นศัตรูกับระบบฟิวดัลมากขึ้นและอาจไม่พอใจสภาแห่งชาติไปด้วยได้ทางเลือกที่สอง คือ สร้างระบบการ ช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและคนจน ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นดอกผลความสำเร็จด้วย สถานการณ์ที่ข่าวลือทำงานไปทั่วเช่นนี้ ทางเลือกนี้ก็ไม่อาจเหมาะสมกับการแก้ไขปัญหา
๑๐ การประชุมสภาสมัชชาธรรมนูญแห่งชาติในคืนวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1789 กล่าวกันว่า วันที่ 4 สิงหาคม 1789 คือ วันยกเลิกระบบอภิสิทธิ์และสิ้นสุด ระบบฟิวดัล และเป็นวันสำคัญ ในการปฏิวัติฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาลงไปในรายละเอียดแล้ว พบว่า ระบบอภิสิทธิ์และระบบฟิวดัลนั้น ไม่ได้สิ้นสุดลงทันที ดังจะเห็นได้จากกฎหมายลงวันที่ 4 6 7 8 และ 11 สิงหาคม 1789 ประกาศรับรองไว้อย่าง กว้างๆ เท่านั้น โดยในมาตราแรก ยืนยันว่า สภาแห่งชาติทำลายระบบฟิวดัลทั่วทั้งหมด ส่วนมาตราถัดๆ ไป เป็น การยกเลิกอภิสิทธิ์ต่างๆ ในหลายเรื่อง เช่น ภาษี ที่ดิน ทรัพย์สิน ระบบศาล แต่กฎหมาย ไม่ได้กำหนดเงื่อนไข กระบวนการ และวิธีการในการยกเลิกอภิสิทธิ์เหล่านี้ จึงเกิดปัญหาตามมาว่าจะใช้เกณฑ์อะไรในการจำแนก ทรัพย์สินที่ถือครองตามระบบอภิสิทธิ์? รัฐสามารถยึดคืนได้ทันทีหรือต้องจ่ายค่าทดแทน? กระบวนการในการ ทยอยยกเลิกอภิสิทธิ์ต้องทำอย่างไร? ดังนั้น สภาแห่งชาติต้องทยอยออกกฎหมายเพื่อขยายรายละเอียดตามมา ตั้งแต่ 1790 จนถึงปี 1793 โดยสภา Convention ในสมัยสาธารณรัฐ ออกกฎหมายลง วันที่ 17 มิถุนายน 1793 ประกาศยกเลิกอภิสิทธิ์ทั้งหมดตามระบบฟิวดัลโดยรัฐไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนคืนแม้ระบบอภิสิทธิ์และระบบฟิวดัลไม ได้หายไปในชั่วข้ามคืน ถึงกระนั้น เหตุการณ์ในวันที่ 4 สิงหาคม 1789 ก็เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้คนได้สำนึกถึงความเป็น ปัจเจกบุคคล มีอิสระในการตัดสินใจ เสมอภาคเท่าเทียมกัน ความคิดเช่นนี้ได้แพร่หลายออกไปยังภาคสังคมมาก ขึ้น ไม่ใช่จำกัดเฉพาะในหมู่นักปฏิวัติเท่านั้นหลังจากตรากฎหมายประกาศยกเลิกระบบอภิสิทธิ์และระบบฟิวดัลใน
๑๑ วันที่ 4 สิงหาคม 1789 แล้ว ในวันเดียวกันนั้น สภาแห่งชาติได้ลงมติว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องเริ่มต้นจาก การตราคำประกาศสิทธิเสียก่อน โดยนอกจากจะสนองตอบต่อความคิดเรื่องสิทธิและเสรีภาพที่ชี้นำการปฏิวัติแล้ว ยังมุ่งหมายให้คำประกาศสิทธินี้เป็นกรอบเบื้องต้นของการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับอีกด้วย ผลกระทบของการปฏิวัติฝรั่งเศสปี ค.ศ. 1789 1. เป็นการทำลายการปกครองในระบอบเก่า หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่อำนาจอธิปไตยของ ประชาชน 2. เกิดการยกเลิกธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาตั้งแต่สมัยกลาง เช่น ระบบศักดินา- สวามิภักดิ์ ระบบฐานันดร ระบบอภิสิทธิ์ และระบบทาส 3. ศาสนจักรในฝรั่งเศสถูกดึงเข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ และยังเป็นการตัดอำนาจ สันตะปาปาออกจาก การควบคุมศาสนจักรในฝรั่งเศส 4. กลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์จากการปฏิวัติได้แก่ กลุ่มอภิสิทธิ์ซน กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ได้แก่ กลุ่มชน ชั้นกลาง ชาวนา และกรรมกร 5. เป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพทำให้ประชาชนได้มาซึ่งสิทธิ และเสรีภาพ ซึ่งประชาชนไม่เคยได้รับ มาก่อนในอดีต 6. ทำให้เกิดความรู้สึกชาตินิยมเข้ามาแทนที่ ลักษณะท้องถิ่นนิยม ซึ่งได้ดำเนินสืบทอดกันมาตั้งแต่ยุค กลาง 7. แนวความคิดของการปฏิวัติฝรั่งเศสได้แพร่หลายเข้าไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งจะเป็นการก่อตัวของลัทธิ เสรีนิยม และลัทธิซาตินิยมในประเทศยุโรปอื่นๆ ในเวลาต่อมา
๑๒ บรรณณานุกรม เอี่ยม ฉายางาม. ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 - 1848. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช พิมพ์ครั้ง ที่ ๑ , ๒๕๒๓ พีรวุฒิเสนามนตรี. The French Revolution ปฏิวัติฝรั่งเศส. กรุงเทพฯ: ยิฟซี กรุ๊ป, ๒๕๖๒ ชนาทิพย์เกสะวัฒนะ. ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมฝรั่งเศส. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ๒๕๔๓ ปิยบุตร แสงกนกกุล. ปฏิวัติฝรั่งเศส 1789: จากการกำเนิดขึ้นของสภาแห่งชาติจนถึงการจัดทำประกาศสิทธิ มนุษยชนและพลเมือง, ในรวมบทความวิชาการในวาระ 70 ปี วรวิทย์ กนิษฐะเสน. กรุงเทพฯ: พิมพ์ครั้งที่ ๒, ๒๕๖๑ ปิยบุตร แสงกนกกุล. ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส. กรุงเทพฯ: มติชน พิมพ์ครั้งที่ ๒, ๒๕๖๕ ดอยล์, วิลเลียม. ปฏิวัติฝรั่งเศส : ความรู้ฉบับพกพา. แปลโดย ปรีดี หงษ์สต้น. กรุงเทพฯ: บุ๊คสเคป, ๒๕๖๔
๑๓ ภาพผนวก การประหารพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส
๑๔ ภาพล้อเลียน: ฐานันดรที่สาม คำปฏิญาณสนามเทนนิส
๑๕