The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชาวเลดรอรุณรัตน์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by raynou2448, 2021-10-01 09:08:16

ชาวเลดรอรุณรัตน์

ชาวเลดรอรุณรัตน์



อรุณรตั น สรรเพช็ ร

ศศ.บ., ศศ.ม., Ph.D.

กลุมผสู นใจประวตั ิศาสตรเมอื งภเู กจ็
๓๐ กนั ยายน ๒๕๖๔

บทที่ ๑



บทนาํ

ภมู ิหลงั
ประเทศไทยมคี วามหลากหลายทางประวตั ิศาสตร์ ภาษา และวฒั นธรรมของประชาชน

ในชาติ นอกจากประชากรไทยทวั ไปแลว้ ยงั มีกลุ่มชาติพนั ธุ์ทีหลากหลายกระจายอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ มี
ภาษา วฒั นธรรมและประเพณีทีแตกต่างกันไปจากชนกลุ่มใหญ่ ซึงเป็ นกลุ่มชาติพันธุ์ทีมีวฒั นธรรม
ประเพณีเป็ นอตั ลกั ษณ์ของตนเอง ตงั ถินฐานกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ใน ๖๗ จงั หวดั จาํ นวน ๕๖
กลุ่ม มีประชากร รวมประมาณ ๖,๑๐๐,๐๐๐ คน หรือร้อยละ ๙.๖๘ ของประชากรประเทศ จาํ แนกพืนที
ตามลกั ษณะการตงั ถินฐานได้ ๔ กลุม่ คือ กลมุ่ ทีตงั ถินฐานบนพืนทีสูงหรือชนชาวเขา กลุ่มทีตงั ถินฐานบน
พืนทีราบ กลุ่มชาวเล และกลุ่มอาศยั ในป่ า “กลุ่มชาติพนั ธุ์บนพืนทีสูง” ตงั ถินฐานตามแนวเทือกเขาบน
พืนทีสูงทางภาคเหนือ เป็ นสังคมเกษตรกรรมทีอาศยั ป่ าเป็นหลกั “กลุมชาติพนั ธุ์บนพืนทีราบ” เป็นกลุ่ม
ชาติพนั ธุ์กลุ่มใหญ่ทีมีวถิ กี ารดาํ รงชีวิตคลา้ ยคลึงกบั คนไทยทวั ไป มีอาชีพเกษตรกรรมเป็ นหลกั “กลุ่มชาติ
พนั ธุ์ทีตงั ถินฐานตามหมู่เกาะหรือชายฝังทะเล” เรียกว่า “ชาวเล” มีวถิ ีชีวิตอยู่ทงั บนเกาะและในทะเล มี
อาชีพประมง เป็นหลกั นอกจากนียงั มีกลุ่มชาติพนั ธุ์กลุ่มเลก็ ทีอาศยั ในป่ า ดาํ รงชีวิตดว้ ย การล่าสัตวแ์ ละ
เกบ็ ของป่ า (กล่มุ ชาติพนั ธุพ์ ืนทีในจงั หวดั ลาํ ปาง ๒๕๖๓ : หนา้ ๙)

ในภาคใตข้ องประเทศไทย มีกลุ่มชาติพนั ธุช์ าวเลทีมีอตั ลกั ษณท์ างวฒั นธรรม ภาษา วิถี
ชีวิต ภูมิปัญญา ความเชือ และประเพณีเป็นของตวั เอง กระจายกนั ตงั หลกั แหล่งถินฐาน ดงั ที กนก ชู
ลกั ษณ์ (๒๕๓๑) ( “การแต่งงานของชาวเล,” ใน ประเพณีเกาะภูเกต็ . หนา้ ๘๒ - ๘๘.) กล่าวถึงการตงั
หลกั แหล่งของชาวเลในภาคใตข้ องประเทศไทย สรุปไดว้ า่ ชาวเลเขา้ มาตงั หลกั แหล่งตามชายฝังทะเล
และหมเู่ กาะต่าง ๆ ของฝังทะเลตะวนั ตกเมือใดนนั ไม่มีหลกั ฐานทีแน่ชดั รู้เพียงวา่ ชาวเลเขา้ มาอย่ใู น
ประเทศไทยเป็นเวลามากกว่าร้อยปี สันนิษฐานจากหลกั ฐานทียงั เหลืออยใู่ นปัจจุบนั คือ สถานทีต่าง ๆ ที
ชาวเลอาศยั และเคยอาศยั เรียกเป็นภาษาชาวเลเกือบทงั สิน จึงสนั นิษฐานวา่ ชาวเลน่าจะเป็นคนพืนเมอื ง
ดงั เดิมของเกาะ ส่วน เขมชาติ เทพไชย และวิสิฎฐ์ มะยะเฉียว (๒๕๒๘) “ชาวเล,” รูสมแิ ล ๘(๒) :
๕๔ – ๖๓; มกราคม – เมษายน) กล่าวถึงการกระจายตวั ของชาวเลในภาคใต้ สรุปไดว้ า่ ชาวเลกระจาย
อยตู่ ามจงั หวดั ต่าง ๆ ดงั นี จงั หวดั ภูเก็ต จงั หวดั กระบี จงั หวดั พงั งา จงั หวดั ระนอง และจงั หวดั สตูล

นฤมล อรุโณทยั และคณะ. (๒๕๕๗) (ทกั ษะวฒั นธรรมชาวเล ร้อยเรืองราวชาวเล – มอ
แกน มอแกลน และอรู ักลาโวย้ ผกู้ ลา้ แห่งอนั ดามนั หนา้ ๒๙. ) ไดแ้ บ่งกลุ่มชาวเลในเมืองไทยไว้ ๓ กลุม่
ดงั นี อรู ักลาโวย้ (Urak Lawoi) มอแกลน (Moklen) และมอแกน (Moken)



ชาวเลอุรักลาโวย้ เป็ นหนึงในสามชาติพนั ธุ์ชาวเลในประเทศไทยทีมีอตั ลกั ษณ์ทางภาษา
สงั คม วฒั นธรรม ประเพณี การแต่งกาย ทีโดดเด่นแตกต่างจากกลุ่มชาติพนั ธุ์อืน อาศยั ตงั ถินฐานบนเกาะ
แก่งหรือชายฝัง มีวิถีชีวติ ผูกพนั กบั ทอ้ งทะเล เป็ นคนรักสงบ ชอบสนุกสนาน มีการติดต่อสัมพนั ธ์ และ
แต่งงานดว้ ยกนั ระหวา่ งกลุ่ม มีความสามคั คี และเคารพนบั ถือผอู้ าวุโสอย่างเคร่งครัด ลกั ษณะครอบครัว
ของชาวเล ส่วนมากเป็นครอบครัวเดียว เพราะบา้ นมีขนาดเล็ก ลูกทีแต่งงานแลว้ จะปลูกบา้ นใกล้ ๆ กบั
บา้ นของพ่อแม่ ผชู้ ายออกไปทาํ งานหาเลียงครอบครัว ผูห้ ญิงจะทาํ หนา้ ทีแมบ่ า้ น ดูแลบา้ น และเลียงลูก
ในชุมชนชาวเล ผูห้ ญิงจะเป็นใหญใ่ นการตดั สินใจเรืองต่าง ๆ ของครอบครัว การดาํ เนินชีวิต ชาวเล จะมี
เอกลกั ษณ์เป็นของตวั เอง ในแบบทีชาวเลเป็ น มีความรู้ความเชียวชาญในเรืองการทาํ ประมง หาหอย หาปู
ตกหมึก ตกปลา ตามฤดูต่าง ๆ เชียวชาญดา้ นการไหลเชียวของกระแสนาํ ทะเล สามารถบอกตาํ แหน่งของ
กระแสนาํ วนได้ ชาวเลส่วนใหญ่ดาํ รงชีพดว้ ยการทาํ ประมงเป็ นหลกั เช่น ตกเบ็ด วางลอบ ออกอวน ดาํ
นาํ หาของทะเล เช่น ปะการัง กลั ปังหา เปลือกหอย ปลาสวยงาม และรับจา้ งเจา้ ของกิจการทีมีเรืออวน
ออกอวน เป็ นตน้ ผูช้ ายชาวเลมีความชาํ นาญในการดาํ นาํ และต่อเรื อ ส่วนเด็กและผูห้ ญิงจะมีความ
ชาํ นาญการตกเบด็ และหาหอย

ชาวเลส่วนใหญ่มีความเชือเรืองผเี หนียวแน่นมาก ชาวเลเชือวา่ การเจ็บป่ วยเกิดจาก “ผีกิน”
ซึงชาวเลจะมผี อี ยู่ ๒ ประเภท คือ ผบี รรพบุรุษ เรียกวา่ “ดาโต๊ะ” และผีจากธรรมชาติ เรียกว่า “ผีชิน”
ทุกชุมชนของชาวเลจะมี “ศาลประจาํ ชุมชน” ชาวเลนบั ถือผีสางเทวดา และวิญญาณบรรพบุรุษ มีความ
เชือทางไสยศาสตร์ โชคลาง เช่น การทาํ เสน่ห์ การขอทีขอทาง การขบั ไล่ภมู ิผีปี ศาจ เป็ นตน้ ซึงชาวเล
จดั เป็นกลุ่มชาติพนั ธุ์ของไทยทีดาํ รงชีวิตแบบดงั เดิม มีวิถีชีวิตผกู พนั กบั ธรรมชาติและสิงเหนือธรรมชาติ
อยา่ งเหนียวแน่น

จงั หวดั กระบี เป็ นหนึงในจงั หวดั ฝังอนั ดามนั ทีมีชาวเลกลุ่มอุรักลาโวย้ อาศยั อยู่มานาน จาก
รายงานของกระจายอยู่ตามพืนทีต่าง ๆ ดงั นี อาํ เภอเมืองกระบี ทีแหลมตง เกาะพีพี อาํ เภอเกาะลนั ตามี
ชุมชนชาวเลกระจายอยู่ตามบริเวณต่างๆ ได้แก่ บ้านศาลาด่าน บา้ นคลองดาว บ้านในไร่ บา้ น
หัวแหลม และบา้ นสังกะอู้ อาํ เภอเหนือคลอง ทีเกาะจาํ กระจายอยู่ในชุมชนเกาะจํา ชุมชนกลาโหม
ชุมชนบา้ นกลาง และชุมชนติงไหร มีจาํ นวนประชากร ๑,๓๕๕ คน ๔๘๑ ครัวเรือน (มูลนิธิชุมชนไทย
๒๕๖๓ หนา้ ๒ กรณีชุมชนทอ้ งถินดงั เดิมกลุ่มชาติพนั ธุ์ชาวเล) ซึงมีวิถีชีวิตดงั เดิมผูกพนั กบั ทะเล มีความ
เป็นอยู่อยา่ งสงบสุข

ปัจจุบนั กลุ่มชาติพนั ธุ์ชาวเลในจงั หวดั กระบีมีปัญหาเหมือนชาวเลเผ่าอืน ๆ ในประเทศไทยที
ไดร้ ับผลกระทบจากการพฒั นาสมยั ใหม่ การขยายตวั ของเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ การขยายตวั ของอาํ นาจรัฐ
และธุรกิจท่องเทียวอนั ทาํ ใหร้ ะบบเศรษฐกิจแบบยงั ชีพภายในชุมชนเปลียนไปเป็ นระบบการผลิตเพือ



การคา้ ทาํ ให้สังคม เศรษฐกิจ และวฒั นธรรมเปลียนแปลง เกิดอาชีพทีหลากหลายในชุมชน เช่น อาชีพ
รบั จา้ งทาํ งานในรีสอร์ท อาชีพนายหนา้ ดา้ นการเมืองการปกครอง ชาวเลมีส่วนร่วมในการพฒั นาหมู่บา้ น
มากขึน หนา้ ทีของผูน้ าํ ชุมชนในอดีตคือ "โต๊ะหมอ" ถูกลดบทบาทลง มีการรับเอาวฒั นธรรมภายนอกเขา้
มาปฏิบตั ิ วฒั นธรรมประเพณีบางอยา่ งคนในชุมชนเขา้ ร่วมนอ้ ยลง แตด่ ว้ ยพืนฐานความเป็นกลุ่มชาติพนั ธุ์
ทีมีบรรพบุรุษร่วมกนั ความเป็ นเครือญาติในชุมชน ทาํ ใหช้ าวเลรกั ษาอตั ลกั ษณท์ างชาติพนั ธุ์ผ่านความเชือ
ประเพณี พิธีกรรม ภาษา และวิถีการดํารงชีวิต ซึงไม่เข้มข้นเหมือนในอดีต (เยาวลกั ษณ์ (๒๕๔๕). การ

เปลียนแปลงทางสั งคม-เศ รษฐกิ จ และวัฒน ธรรม : ศึกษากรณี ชาวเลสั งกาอู้ อ.เกาะลันตา จ.กระบี.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั . บทคดั ยอ่ )

จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากลุ่มชาติพนั ธุ์ชาวเล ทีเป็ นกลุ่มชาติพันธุ์ดังเดิม มีวิถีชีวิต
วฒั นธรรมทีเป็นอตั ลกั ษณ์ กาํ ลงั ประสบปัญหาจากหลายปัจจยั ทีเสียงต่อการสูญหาย จึงเป็นสาเหตุหลกั ใน
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลประวตั ิความเป็ นมาของกลุ่มชาติพนั ธุ์ชาวเลในจงั หวดั กระบี ทีตงั แหลง่ ทีอยอู่ าศยั
พืนทีทาํ กิน พืนทีทางจิตวิญญาณ จาํ นวนประชากร ภาษา วฒั นธรรม การแต่งกาย ประเพณี เทศกาล
พิธีกรรม คติความเชือตาํ นาน ศิลปะการแสดง ศิลปิ น ภูมิปัญญาทอ้ งถิน การละเล่น วิถีชีวิต การประกอบ
อาชีพ อาหารท้องถิน และสภาพปัญหาอุปสรรคในแต่ละพืนที อนั จะเป็ นประโยชน์ต่อการศึกษาและ
สืบค้นทางวิชาการต่อไป หน่วยงานราชการและเอกชนสามารถใชผ้ ลการศึกษาเป็ นขอ้ มลู ประกอบการ
พฒั นาคุณภาพชีวิตของชาวเลให้สอดคลอ้ งและเหมาะสมกบั สภาพปัญหาและวิถีชีวิตในปัจจุบนั เป็ น
ประโยชน์ในทางวิชาการทีจะใชเ้ ป็นเอกสารอา้ งอิงและเป็ นแนวทางในศึกษาเรืองทาํ นองเดียวกนั หรือใน
ประเดน็ อืนกบั กลุ่มชาติพนั ธุอ์ ืน ๆ ต่อไป

:



บทที ๒
เอกสารและงานวจิ ัยทีเกยี วข้อง

ประวตั คิ วามเป็ นมาของชาวเล
นกั วชิ าการหลายคนไดศ้ ึกษาเกียวกบั ชาวเลไว้ ซึงพอจะประมวลไดด้ งั นี

ชาตพิ นั ธ์ุ
ชาวเลเป็นชือเรียกของกลุ่มชาตพิ นั ธุ์กลุ่มหนึง ซึงเป็นกล่มุ ชนพืนเมอื งดงั เดิมของชาติมลายู

ทีหลงเหลืออยู่ ชาวมลายเู รียกชาวเลวา่ “โอรัง ละอตุ ” แปลวา่ “คนทะเล” (ราชบณั ฑิตยสถาน.
(๒๕๑๒) สารานุกรมไทยฉบบั บณั ฑิตยราชสถาน เล่มที ๑๐. หนา้ ๖๒๒๕)

ชนกลุ่มนีมีวฒั นธรรม ภาษาพูดและประเพณีเป็นของตนเอง มีความเป็นอย่เู รียบง่าย ชีวติ
ผกู พนั กบั ทะเล มคี วามรักพวกพอ้ ง อาศยั รวมกลุ่มอย่ดู ว้ ยกนั ยดึ ถือวฒั นธรรมประเพณีของกลุม่ มี
ความถนัดในการประกอบอาชีพประมง ชาวเลในประเทศไทยอาศยั อยู่บริเวณชายหาดเกาะ หรือ
ตามแนวชายฝังทะเลฝังตะวนั ตกทางภาคใต้ บริเวณทะเลอนั ดามนั นอกจากในประเทศไทยแลว้ ยงั
มีชาวเลอาศยั อยใู่ นประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ อนิ โดนีเซีย และพมา่

ประทีป ชุมพล (ประทีป ชุมพล. (๒๕๒๔) “ชาวเลขอ้ สงั เกตบางประการเกียวกบั สงั คมชีวติ
และการศึกษา,” แลใต.้ ๕(๒) : ๒๔ กุมภาพนั ธ์ – พฤษภาคม ) อุทยั หิรัญโต (อุทยั หิรัญโต.
(๒๕๑๖) “เรืองของชาวนาํ ,” กระบี ๑.ปฐมฤกษ์ :๔๗-๕๐; มกราคม)และประเทือง เครือ
หงส์ (ประเทือง เครือหงส์.(๒๕๓๙) ชาวเล (ชาวนาํ ) ในเมืองไทย. หนา้ ๕๒) กล่าวถึงเผา่ พนั ธุ์
ของชาวเลสอดคลอ้ งกนั สรุปไดว้ า่ ชาวเลมลี กั ษณะคลา้ ยมองโกล มีส่วนสูงใกลเ้ คียงกบั คนไทย ผวิ
กรา้ นดาํ มสี ่วนคลา้ ยคลึงกบั ชาวมลายูมาก สนั นิษฐานวา่ ชาวเลเป็นเชือชาติมองโกลเช่นเดียวกบั
พวกอินเดียแดง จีน พม่าไทย มลายู อินโดนีเซีย และซาไก ในทางชาติพนั ธุ์วทิ ยาชาวเลจดั อยใู่ น
กลุ่มพวกเมเลนีเซียนซึงมีถินฐานอยใู่ นแถบหมเู่ กาะทะเลใตข้ องมหาสมทุ รแปซิฟิ ก เรียกชาวเลวา่ ซี



ยิปซี (SEA GYPSY) เนืองจากเป็ นพวกทีอพยพเร่ร่อนทาํ มาหากินไม่เป็นหลกั แหล่ง มีการอพยพ
เคลือนยา้ ยโดยอาศยั เรือเป็ นพาหนะไม่มีถินทีอยอู่ าศยั เป็นของตนเองแน่นอน

ฉนั ทสั ทองช่วย ( (๒๕๒๘) “ชาวเลและภาษาชาวเลเกาะสิเหร่,” ในรายงานการสมั มนา
ประวตั ิศาสตร์ถลาง. หนา้ ๒๕๕) กล่าวถึงชาวเล สรุปไดว้ า่ ชาวเลเรียกตนเองวา่ โมเคน็
(Moken)หรือเมาเคน็ (MAWKEN) สิงคโปร์เรียกโอรังเลาต์ (ORANG LAUT) หรือรายตั
(RAYAT) หรือยรู ู (YURU) ในสุมาตราเรียกรายตั (RAYAT) หรือ กวั ลา (KUALA) ชาวพมา่
เรียกวา่ เซลงั (SELANG) เซลอง (SELONG) หรือเซลอน (SELON) และในขอ้ เขียนของยี.อี.เยรินี
(ย.ี อี.เยรินี. (๒๕๓๓) วเิ คราะหเ์ คา้ เงือนประวตั ิศาสตร์ถลาง. แปลและเรียบเรียงโดย สุเทพ ปาน
ดิษฐ์ และสมหมาย ปิ นพทุ ธศิลป์ .หนา้ ๕) เรียกวา่ ชาวนาํ

เจน จรจดั ( (นามแฝง) (๒๕๒๕) “อูรักลาโวย้ วญิ ญาณอิสระแห่งทอ้ งทะเล,”. อสท. ๒๒
(๓) ๔๗- ๔๘ ; มีนาคม) กล่าวถึงชาวเลทีเกาะบอร์เนียว เรียกวา่ ดยคั ทะเล (SEA DYAK)

เดวดิ โฮเกน (Hogan) (Hogen,David W. “Men Of The Sea : Coastal Tribes Of South
Thailand’s West Coasts,” Journal Of The Siam Society.) กล่าวถึงประวตั ิความเป็นมาของชาวเล
สรุปไดว้ า่ ชาวเลเป็นเผา่ พนั ธุ์ทีมีในราวศตวรรษที ๑๗ เรียกวา่ “Orang Selat” หมายถึง ชนผอู้ าศยั อยู่
ตามช่องแคบ ซึงเป็ นพวกเดียวกบั พวกมอเกน็ ในปัจจุบนั เป็นพวกเร่ร่อนอยูใ่ นทะเลตามเกาะตา่ ง ๆ

ประพนธ์ เรืองณรงค์ ((๒๕๑๗) “ชาวนาํ ทีเกาะอาดงั ” วทิ ยาสาร. : ๓๒ - ๓๘ ; เมษายน)
กล่าวถึงชาวเลสรุปไดว้ า่ ชาวเลน่าจะเป็นบรรพบุรุษของชนชาติมลายผู สมกบั ชาติอืน ๆ ในระหวา่ ง
เกาะชวา เกาะสุมาตรา ส่วนอีกขอ้ สนั นิษฐานหนึงกล่าววา่ ชาวเลน่าจะอพยพมาจากบริเวณประเทศ
มาเลเซีย จากการศึกษาประวตั ิความเป็นมาของชาวเลโดยอาศยั การเปรียบเทียบรูปร่าง ลกั ษณะทาง
กายภาพ เพือตงั ขอ้ สนั นิษฐานเกียวกบั เชือชาติชาวเล ถกู จดั ใหอ้ ย่ใู นกลุ่มมาลาโย-โปลีนีเซียน หรือกลุม่
ชนพวกเมลานีเซียน (ประสิทธิ เอือตระกูลวทิ ย์ (๒๕๓๔) “พธิ ีกรรมและความเชือของชาวเล : ศึกษาจาก
ภาพเขียนสี สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ในภาคใตข้ องประเทศไทย” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบณั ฑิต
ภาควิชาโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร. )

นฤมล อรุโณทยั และคณะ. (๒๕๕๗) ทกั ษะวฒั นธรรมชาวเล ร้อยเรืองราวชาวเล – มอ
แกน มอแกลน และอรู ักลาโวย้ ผกู้ ลา้ แห่งอนั ดามนั หนา้ ๒๗.) กล่าวถึงชาวเล สรุปไดว้ า่ ชาวเล หมายถึง
กลุ่มชาติพนั ธุห์ รือชนพืนเมืองทีมภี าษาและวฒั นธรรมเฉพาะทีผกู พนั กบั ทะเลและวิถชี ีวิตชายฝัง



ทศั นะของนกั วิชาการดงั กลา่ ว สรุปไดว้ า่ ชาวเล หมายถึงกลุ่มชาติพนั ธุ์หรือชนพืนเมือง
ดงั เดิมทีอาศยั อยตู่ ามริมฝังทะเลและหมู่เกาะต่าง ๆ มีวฒั นธรรมและภาษาเฉพาะของตนเอง มีวถิ ีชีวติ ที
ผกู พนั กบั ทอ้ งทะเล

ชาวเลในประเทศไทยแบ่งออกเป็ นกล่มุ ไดด้ งั นี
อาภรณ์ อุกฤษณ์ (๒๕๓๒) (“พิธีลอยเรือ : ภาพสะทอ้ นสงั คมและวฒั นธรรมของชาวเล
กรณีศึกษาชุมชนบา้ นหวั แหลม เกาะลนั ตา จงั หวดั กระบี”, หนา้ ๑๕ - ๑๖) แบ่งกลุ่มชาวเลในประเทศ
ไทยออกเป็ น ๒ กลุม่ ตามแนวคติชนวิทยา โดยอาศยั ตาํ นานและคาํ บอกเล่าของชาวเลเป็นหลกั ดงั นี
๑.ชาวเลกลุ่มมอแกน (Moken) แบ่งเป็น ๒ กลุ่มยอ่ ย ไดแ้ ก่

๑.๑ มอแกนปเู ลา (MokenPulau) หมายถึง มอแกนเกาะหรือทีเรียกกนั วา่ สิงหท์ ะเล
๑.๒ มอแกนตามบั (Mokentamub) หมายถึง มอแกนบกหรือทีเรียกกนั ว่ามอแกนข
ละ หรือสิงห์บก มอแกนทงั สองกล่มุ นี ใชภ้ าษามอแกนเป็นภาษาพูด โดยมีภาษามอแกนปูเลาเป็ น
ภาษากลาง ส่วนภาษามอแกนตามบั เป็นภาษาทอ้ งถิน
๒. ชาวเลกล่มุ อรู ักลาโวย้ (Uraklawoi) ชาวเลกลุ่มนีใชภ้ าษาอรู ักลาโวย้ เป็นภาษาพูดไม่มี
ภาษาเขียน
นฤมล อรุโณทยั และคณะ. (๒๕๕๗) (ทกั ษะวฒั นธรรมชาวเล ร้อยเรืองราวชาวเล – มอ
แกน มอแกลน และอูรักลาโวย้ ผกู้ ลา้ แห่งอนั ดามนั หนา้ ๒๙. )ไดแ้ บ่งกลุ่มชาวเลในเมืองไทยไว้ ๓ กลุม่
ดงั นี
1. อูรักลาโวย้ (Urak Lawoi)
2. มอแกลน (Moklen)
3. มอแกน (Moken)
อภนิ นั ท์ บวั หภกั ดี (๒๕๓๑) (“มอแกน.ชาวเลกลุ่มสุดทา้ ย,”อสท.๒๘(๑๑) : ๙๒ – ๑๐๕ ;
มิถนุ ายน.) กล่าวถึงชาวเลในประเทศไทย สรุปไดว้ า่ ชาวเลแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
๑.กลุ่มอุรังลาโวย้ หรืออรู ัก ลาโวย้ ๒.กลุ่มมอเกลน็ ๓.กลุ่มมอแกน (มอเก็น) หรือสิงห์
หรื อมาซิง
ประพนธ์ เรืองณรงค์ (๒๕๑๗) (“ชาวนาํ ทีเกาะอาดงั ” วทิ ยาสาร. : ๓๒ - ๓๘ ; เมษายน)
กล่าวถึงชาวเลสรุปไดว้ า่ แบ่งออกเป็ น ๓ พวก คือ พวกมะละกา พวกลิงคา และพวกมาซิงหรือพวก
สิงห์



ทศั นะของนกั วิชาการดงั กลา่ ว สรุปไดว้ า่ ชาวเลแบ่งออกได้ เป็น ๓ กลุ่ม ดงั นี กลุ่มอุรักลาโวย้
กลุ่มมอแกน และกลุ่มมอแกลน

ชาวเลกลุ่มอุรักลาโว้ย
เป็นกลุ่มชาติพนั ธุท์ ีอพยพโยกยา้ ยบ่อย เปลียนถินทีอยไู่ ปเรือย ๆ จากเกาะในอินโดนีเซีย

มาเลเซีย เรือยมาจนถึงเมืองไทย เดิมชาวอูรักลาโวย้ อาศยั อยูใ่ นทะเล ดาํ รงชีวิตดว้ ยการหาปลาตามเกาะ
แก่งต่าง ๆ มีนิสยั กลวั คนแปลกหนา้ “อรู กั ลาโวย้ ” มีรากศพั ทจ์ ากภาษามลายู แปลวา่ “ คนทะเล” ภาษา
ราชการไทยเรียกวา่ “ชาวไทยใหม่”

นฤมล ขนุ วชี ่วย และมานะ ขุนวชี ่วย (๒๕๕๓) (ชีวิตและวฒั นธรรมชาวเลอรุ ักลาโวย้ แห่ง
ทอ้ งทะเลอนั ดามนั . หนา้ ๑๒) กล่าวถึงความเป็ นมาของชาวเลอรุ ักลาโวย้ สรุปไดว้ า่ อุรักลาโวย้ เป็น
เผา่ พนั ธุ์ดงั เดิมกลุ่มหนึงของคาบสมทุ รอนั ดามนั เดิมอาศยั อย่แู ถบช่องแคบมะละกา ประเทศมาเลเซีย
ต่อมาบรรพบุรุษไดอ้ พยพมาสร้างหลกั ปักฐานทีเกาะลนั ตา ชาวอรุ กั ลาโวย้ เรียกเกาะนีว่า ปาตยั ซาตกั หรือ
ปูเลาตอขา้ หมายถึง เกาะทีมีหาดทรายเป็นแนวยาว และเกาะนีเหมาะแก่การหลบลมมรสุม ต่อมาชาวเลได้
อพยพไปตงั ถินฐานในทีอืน ๆ เช่น เกาะจาํ เกาะพีพี เกาะสิเหร่ หาดราไวย์ เกาะอาดงั และเกาะลิเป๊ ะ ชาวเล
จึงถือว่า เกาะลนั ตาเป็นเมืองหลวงทีเป็ นศนู ยก์ ลางของชาวเลอรุ ักลาโวย้

จากการศกึ ษาของนกั วชิ าการหลายทา่ นเกียวกบั แหล่งทีมาและเชือชาติของชาวเล
สนั นิษฐานวา่ ชาวเลอรุ ักลาโวย้ น่าจะมีความเกียวพนั กบั ดินแดนแถบประเทศมาเลเซีย ซึงเป็ นถินกาํ เนิด
ของบรรพบุรุษชาวเลหรือเป็นดินแดนส่วนหนึงของเสน้ ทางการอพยพของชาวเล เพราะจากความเชือของ
กลุ่มชาวเลมตี าํ นานและคาํ บอกเล่า โดยเฉพาะตาํ นานเทือกเขา “ฆนู ุงฌรึ ัย” ซึงชาวเลอรู ักลาโวย้ ถือวา่
เป็นดินแดนศกั ดิสิทธิทีบรรพบุรุษอาศยั อยู่ คือ ภูเขาเคดาห์ในรฐั ไทรบุรี ประเทศมาเลเซีย

ทีตงั แหล่งทีอย่อู าศัย
กนก ชูลกั ษณ์ (๒๕๓๑) ( “การแต่งงานของชาวเล,” ใน ประเพณีเกาะภูเก็ต. หนา้ ๘๒ -

๘๘.) กลา่ วถึงการตงั หลกั แหล่งของชาวเลในภาคใตข้ องประเทศไทย สรุปไดว้ า่ ชาวเลเขา้ มาตงั หลกั
แหล่งตามชายฝังทะเล และหม่เู กาะต่าง ๆ ของฝังทะเลตะวนั ตกเมือใดนนั ไม่มหี ลกั ฐานทีแน่ชดั รู้
เพียงว่าชาวเลเขา้ มาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลามากกวา่ ร้อยปี สันนิษฐานจากหลกั ฐานทียงั เหลืออยใู่ น
ปัจจุบนั คือ สถานทีต่าง ๆ ทีชาวเลอาศยั และเคยอาศยั เรียกเป็ นภาษาชาวเลเกือบทงั สิน จึงสันนิษฐาน
วา่ ชาวเลน่าจะเป็นคนพืนเมืองดงั เดิมของเกาะ



เขมชาติ เทพไชย และวสิ ิฎฐ์ มะยะเฉียว (๒๕๒๘) “ชาวเล,” รูสมิแล ๘(๒) : ๕๔ – ๖๓
; มกราคม – เมษายน) กล่าวถึงการกระจายตวั ของชาวเลในภาคใต้ สรุปไดว้ ่า จงั หวดั ภเู กต็ ในเขต
อาํ เภอเมอื งภูเกต็ มีกลุ่มชาวเลทีบา้ นราไวย์ เป็นชาวเลกลุ่มอรู กั ลาโวย้ (Urak Lawoi) และกลุ่มสิงห์
หรือมาซิงหรือมอเก็น(มอแกน) เกาะสิเหร่ หรือแหลมตุ๊กแก และสะปํา เป็นชาวเลกลุ่มอรุ ักลาโวย้ ใน
เขตอาํ เภอถลาง ทีบา้ นเหนือ (บา้ นหินลูกเดียว) และบา้ นแหลมหลา (ท่าฉตั รไชย) เป็นชาวเลกล่มุ มอ
เกลน็ จงั หวดั กระบีมีกลุ่มชาวเลทีเกาะพพี ี เกาะลนั ตา ซึงมีชุมชนชาวเลกระจายอยตู่ ามบริเวณต่างๆ
ไดแ้ ก่ บา้ นศาลาดา่ น บา้ นคลองดาว บา้ นในไร่ บา้ นหวั แหลม และบา้ นสังกะอู้ ส่วนจงั หวดั พงั งา มี
กลุ่มชาวเลที หมเู่ กาะพระทอง เกาะยา่ นเชือก หม่เู กาะสุรินทร์ ในอาํ เภอคุระบุรี บา้ นนาํ เคม็ บา้ น
บางขยะ และบา้ นบางสัก ในอาํ เภอตะกวั ป่ า บา้ นลาํ ปี ในอาํ เภอทา้ ยเหมือง เป็ นชาวเลกลมุ่ มอเกลน็
(Moklen) ในจงั หวดั ระนองมชี าวเลอาศยั อยทู่ ีเกาะสินไห่ เกาะลกู ลดั และเกาะเหลา เป็นชาวเลกลุ่มมอ
เกน็ (Moken) ส่วนจงั หวดั สตูล มีชาวเลอาศยั อยทู่ ี ๒ เกาะหลกั คือ เกาะลิเป๊ ะ และหมเู่ กาะบโุ หลน
พืนทีทาํ กนิ

แหล่งทาํ กินของชาวเลอรุ ักลาโวย้ ไดแ้ ก่ ทอ้ งทะเล เกาะแก่งต่าง ๆ และหนา้ หาด (มูลนิธิชุมชน
ไทย เครือข่าวชาวเล “วิกฤตชุมชนชาวเล : เมอื “พืนทีทางกายภาพและจิตวญิ ญาณ” ถูกคุกคาม สาํ นกั
ข่าวอิศรา ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕) สอดคลอ้ งกบั นฤมล อรุโณทยั พลาเดช ณ ป้อมเพชร และจิระวรรณ์
บรรเทาทกุ ข์ (๒๕๔๙ หนา้ ๒) ทีกล่าววา่ ชาวเลเดินทางไปทาํ กินตามเกาะและชายฝังทะเล เคลือนยา้ ย
บ่อยครัง จึงมีแหล่งทีพกั ชวั คราว เรียกวา่ “บากดั ”
พืนทีทางจติ วญิ ญาณ

ชาวเลอรุ ักลาโวย้ ราไวย์ จะมีบาลยั หรือหลาโต๊ะ ซึงเปรียบเสมือนศาลเพียงตา ทีใชส้ กั การะสิง
ศกั ดิสิทธิของชุมชน คือ โต๊ะแดง (อรุณรตั น์ สรรเพช็ ร ๒๕๖๒ หนา้ ๔๖) สอดคลอ้ งกบั นฤมล อรุโณทยั
พลาเดช ณ ป้อมเพชร และจีราวรรณ์ บรรเทาทกุ ข์ (๒๕๔๙ หนา้ ๕๘) กล่าวถึงสิงศกั ดิสิทธิทีปกป้อง
คุม้ ครองชุมชนแหลมตุ๊กแก คือ โต๊ะตามีและโต๊ะปิ ราห์ ทีมีศาลอยู่บนเนินขา้ งหมบู่ า้ น ส่วนชาวเลบา้ นสะ
ปํ า จะมีหลาโต๊ะปิ ราห์ โตะ๊ ตูงง โตะ๊ ตามี โต๊ะอีตาํ โตะ๊ จีตาบูมี โตะ๊ สิตีอาวา โตะ๊ ซีบูมา เป็นพืนทีทางจิต
วญิ ญาณ (พวงผกา เชาวนไ์ วย์ ๒๕๕๙ หนา้ ๒๑) ชุมชนชาวเลบา้ นในไร่ จะมศี าลเจา้ โตะ๊ บาหลิว เป็ น
พืนทีประกอบพิธีกรรม และบา้ นหวั แหลม พืนทีประกอบพิธีกรรมจะอยู่ทีบา้ นหวั แหลมกลาง (นฤมล ขุน
ชูช่วย และวรี ะ ขนุ ชูช่วย ๒๕๕๓ หนา้ ๕๑) ส่วนชาวเลทีเกาะหลีเป๊ ะ จะมีศาลเจา้ โต๊ะฆีรี ตงั อยูบ่ ริเวณหวั
เกาะ (พิไลวรรณ ประฤติ ๒๕๕๘ หนา้ ๑๐๓) และพืนทีสุสาน (ฌีไร)้ ก็เป็ นพืนทีทางจิตวิญญาณ
เชน่ เดียวกนั
ประชากร

๑๐

ชาวเลบา้ นราไวย์ มีประชากร ๙๐๐ คน ชาวเลบา้ นแหลมตุ๊กแก มีจาํ นวนประชากร ๓,๐๖๔ คน
ชาวเลบา้ นสะปํ ามีประชากร ๒๓๗ คน รวมชาวเลอรุ ักลาโวย้ ในจงั หวดั ภเู กต็ ๓,๒๐๑ คน (จารุวฒั น์ นวล
ใย ๒๕๖๔ หนา้ ๒๘) และชาวเลสตูล ๓ ชุมชน มจี าํ นวนประชากร ๑,๓๕๕ คน (มูลนิธิชุมชนไทย
๒๕๖๓)
ภาษา

ฉนั ทสั ทองช่วย (๒๕๒๘) “ชาวเลและภาษาชาวเลเกาะสิเหร่ หนา้ ๒๕๘) ไดใ้ หข้ อ้ สรุปใน
ดา้ นภาษาวา่ ชาวเล เป็นชาติพนั ธุ์ทีมีภาษาพูด แต่ไม่มภี าษาเขียน ภาษาชาวเลเป็ นภาษาหนึงในภาษา
ตระกูลออสโตรนีเซียน (Austronesian)หรือภาษามลาโย-โปลีเนเซียน(Malayo - Polynesian) ซึงมพี วกชวา
บาหลี มาดูรีส มกั กะสัน บูกสั ตามเกาะต่าง ๆ ใช้ ภาษาของชาวเลมีสาํ เนียงคลา้ ยภาษามลายแู ละ
อินโดนีเซีย คาํ พดู บางคาํ คลา้ ยภาษามลายู ภาษาทีใชพ้ ดู กม็ ีคาํ ศพั ทน์ อ้ ย เป็นคาํ ศพั ทท์ ีสร้างขึนมาเพือใช้
ในชีวิตประจาํ วนั และอาชีพการงาน ซึงสอดคลอ้ งกบั อาภรณ์ อุกฤษณ์ (๒๕๓๑) “ตาํ นานชาวเล” เมือง
โบราณ ๔(๓) ๑๗ : กรกฎาคม – กนั ยายน ๒๕๓๑) ทีกล่าวถึงภาษาชาวเล สรุปไดว้ า่ ชาวเลไม่มีการจด
บนั ทึก การถา่ ยทอดเรืองราวเกียวกบั บรรพบุรุษใหล้ ูกหลานรับรู้จึงใชน้ ิทาน หรือตาํ นานโดยเล่าจากปาก
ต่อปาก

ตวั อยา่ งคาํ ในภาษาอรุ กั ลาโวย้ เช่น เกอตบั แปลวา่ ปู, อีกดั แปลว่า ปลา, กากีแปลวา่ เทา้ ,
บูบูอ้ ีกดั แปลวา่ ไซดกั ปลา, บางา แปลวา่ หมอ้ , บีตกั แปลว่า ดาว,ซรัยแปลวา่ ตะไคร้ เป็ นตน้
วฒั นธรรม

ชาวเลอุรกั ลาโวย้ มีสังคม วฒั นธรรม ไดแ้ ก่ การแต่งกาย ประเพณี เทศกาล พิธีกรรม คติ
ความเชือตาํ นาน ศิลปะการแสดง ภูมปิ ัญญาทอ้ งถิน การละเลน่ วิถชี ีวติ การประกอบอาหารทอ้ งถิน สรุป
ไดน้ ี

เขมชาติ เทพไชย พูลศรี รตั นหิรัญ และรวยรืน รัตนพงศ์ (๒๕๒๙) ( “ชาวเล,” ใน
สารานุกรมวฒั นธรรมภาคใต้ เล่ม ๓. หนา้ ๙๖๓ – ๙๗๓ กล่าวถึงสังคมและวฒั นธรรมของชาวเล สรุป
ไดว้ า่

- ความสัมพนั ธ์กบั สังคมภายนอก ชาวเลติดต่อสัมพนั ธ์กบั สังคมภายนอกมานาน โดย
การแลกเปลียนสินคา้ และอาหาร และชาวเลหลายกลุ่มมีการแต่งงานกบั คนในท้องถิน ในชุมชนของ
ชาวเลทุกกลุ่มจะมีผูน้ ําในชุมชนเพือคอยประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ เช่น ผูใ้ หญ่บ้าน ผูช้ ่วย
ผูใ้ หญ่บา้ น กรรมการหมบู่ า้ น สมาชิก อบต. เป็ นตน้ และมีผูน้ าํ ตามธรรมชาติ คือ “โต๊ะ” หรือหมอ

๑๑

นาํ มนต์ประจาํ ชุมชน ซึงมีหน้าทีประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ และมีบทบาทในการรักษาพยาบาล กลุ่มทีมี
อิทธิพลต่อความเป็ นอยขู่ องชาวเล อีกกลุ่มคือ กลุ่มนายทุน เจา้ ของทีดิน และพ่อคา้

- ความสัมพนั ธใ์ นครอบครัว สามแี ละภรรยาจะช่วยเหลือกนั ภรรยาจะเป็นผดู้ ูแลเงินทังหมด
ทีสามหี ามาไดแ้ ละจะเป็นผตู้ ดั สินใจในการใชจ้ ่ายเงินของครอบครัว สงั คมชาวเลจะใหค้ วามเคารพพอ่ แม่
ป่ ูย่า ตายาย และญาติผใู้ หญ่ เพือนบา้ นจะอยกู่ นั เหมือนเครือญาติ มีความผูกพนั ฉนั ท์ญาติ (นฤมล ขนุ วชี ่วย
และมานะ ขนุ วีช่วย (๒๕๕๓) ชีวิตและวฒั นธรรมชาวเลอรุ ักลาโวย้ แห่งทอ้ งทะเลอนั ดามนั . สาํ นกั งาน
คณะกรรมการวฒั นธรรมแห่งชาติ กระทรวงวฒั นธรรม หนา้ ๕๓)

ประเพณี
- ประเพณลี อยเรือ ภาษาอรู ักลาโวย้ เรียกว่า “ปื อลาจกั ” เป็นงานประเพณีประจาํ ปี ทีสาํ คญั

ทีสุดของชาวอรู ักลาโวย้ จดั ขึนในช่วงคืนวนั เพญ็ เดือน ๖ และเดือน ๑๑ ของทุกปี ซึงเป็นช่วงเปลียนผา่ น
ของฤดูกาล พิธีลอยเรือมีระยะเวลา ๓ วนั ๓ คืน เพือขจดั ปัดเป่ าสิงชวั ร้ายในครอบครัวและชุมชน
รายละเอียดของพิธีในแต่ละชุมชนจะไมเ่ หมอื นกนั ทีเดียว บางชุมชนก็ไม่มีพิธีลอยเรือแต่มพี ิธีอืน เช่น ทีหาด
ราไวย์ จงั หวดั ภเู ก็ต มีพิธีอาบนาํ มนตท์ ีบา้ นราไวย์ เป็นตน้

- ประเพณอี าบนํามนต์ หมู่บา้ นชาวเลราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเกต็ จดั ขึนในช่วงเวลาเดียวกบั
ประเพณีลอย เชือกนั วา่ จะช่วยชาํ ระสิงทีไมด่ ีใหห้ ลุดพน้ ไปจากตวั เอง ครอบครัว และชุมชน

- ประเพณีแต่งงาน ชาวเลนิยมแต่งงาน เมืออายุยงั นอ้ ย หนุ่มสาวจะมีอิสระในการเลือกคู่
การใชช้ ีวิตคู่อยใู่ นลกั ษณะผวั เดยี วเมยี เดียว การหยา่ รา้ งจะมีนอ้ ยมาก ชาวเลนิยมแต่งงานกบั คนในกลุ่ม
เดียวกนั หรือแต่งงานกบั ชาวเลต่างถินทีบรรพบุรุษเป็นญาติกนั หรือเคยอาศยั อยดู่ ว้ ยกนั มาก่อน(นฤมล ขนุ วี
ช่วย และมานะ ขนุ วีช่วย (๒๕๕๓) ชีวิตและวฒั นธรรมชาวเลอรุ ักลาโวย้ แห่งทอ้ งทะเลอนั ดามนั .สาํ นกั งาน
คณะกรรมการวฒั นธรรมแห่งชาติ กระทรวงวฒั นธรรม หนา้ ๕๓) ส่วนนฤมล อรุโณทยั และคณะ (๒๕๕๗)
กล่าวถึงประเพณีแตง่ งานของชาวอรุ ักลาโวย้ ไวว้ า่ เมือชายหญิงชอบพอกนั และตดั สินใจทีจะใชช้ ีวติ อยู่
ร่วมกนั พอ่ แม่ฝ่ ายชายกไ็ ปสู่ขอฝ่ ายหญิง และตกลงเรืองสินสอด ในแต่งงานเจา้ บ่าวจะนาํ สินสอดทีไดต้ กลง
กนั ไว้ เช่น ธนบตั ร และเหรียญ สร้อย แหวนทอง เป็นตน้ นฤมล อรุโณทยั และคณะ. (นฤมล อรุโณทยั
และคณะ. (๒๕๕๗) ทกั ษะวฒั นธรรมชาวเล ร้อยเรืองราวชาวเล – มอแกน มอแกลน และอรู ักลาโวย้ ผูก้ ลา้
แห่งอนั ดามนั หนา้ ๒๒๗-๒๒๘ )

-ประเพณงี านศพ เมือมีคนตาย ชาวเลทุกครอบครัวจะส่งตวั แทนไปบา้ นคนตาย นาํ
ขา้ วสาร นาํ ตาล หรือสิงของอืน ๆ มาช่วยเจา้ ภาพ ส่วนศพจะฝังในวนั ทีตาย ถา้ ไม่ทนั กเ็ ก็บไว้ ๑ คืน ก่อนนาํ
ร่างใส่โลงจะอาบนาํ ผตู้ ายโดยเพศเดียวกนั ช่วงกลางคืนจะมีการเฝ้าศพ ดว้ ยการก่อกองไฟหรือจุดตะเกยี งไว้
หนา้ ศพและตอ้ งไมใ้ หแ้ สงไฟนนั ดบั รุ่งขึนจึงแห่ศพเพือนาํ ไปฝัง บริเวณทีฝังจะปลูกตน้ มะพร้าวเป็น

๑๒

สญั ลกั ษณ์ (อรุณรัตน์ สรรเพช็ ร (๒๕๖๒) วิถีชีวติ ชาวเลชุมชนบา้ นราไวย์ อาํ เภอเมือง จงั หวดั ภเู กต็ หนา้
๔๔-๔๕)

-ประเพณปี ื อตัดฌีไร้ เป็ นการตกแต่งหลุมศพหรือเปรว และทาํ ความสะอาดหลุมฝังศพ ใน
วนั ขา้ งขึน เดือน ๕ ช่วงเวลาใกลเ้ คียงกบั เทศกาลเชงเมง้ ของธรรมเนียมจีน (อรุณรตั น์ สรรเพช็ ร (๒๕๖๒)
วถิ ีชีวิตชาวเลชุมชนบา้ นราไวย์ อาํ เภอเมือง จงั หวดั ภเู กต็ หนา้ ๔๕-๔๖)

-ประเพณที าํ บุญเดือนสิบ ชาวเลชุมชนบา้ นสะปํา อาํ เภอเมือง จงั หวดั ภเู กต็ จะเดินทางไปขอ
ขา้ วสารจากพีนอ้ งชาวเลทีจงั หวดั พงั งา เพือเอาขา้ วสารนนั มาไหวใ้ นทะเล เป็นการทาํ บุญใหบ้ รรพบุรุษให้
มารับส่วนบุญ (พวงผกา เชาวนไ์ วย์ (๒๕๕๙) หนา้ ๒๔)

-ประเพณกี นิ ข้าวกลางบ้าน จดั ขึนในวนั ๑๓ คาํ เดือนปี ของทุกปี เพือเป็นการทาํ บุญใหเ้ จา้ ที
เจา้ ทางทงั บนบกและในทะเล โดยชาวบา้ นจะนาํ อาหารมารบั ประทานร่วมกนั กลางหมู่บา้ นและเผาใบไม้
เพือสะเดาะเคราะห์ (จารุวฒั น์ นวลใย (๒๕๖๔) ขอ้ มูลภูมิปัญญากลุ่มชาติพนั ธุ์ชาวเลภูเก็ต สาํ นกั งาน
วฒั นธรรมจงั หวดั ภเู กต็ หนา้ ๑๖ )

พธิ ีกรรม ชาวเลมีพิธีกรรมทีเกียวขอ้ งกบั ชีวติ ประจาํ วนั ดงั ต่อไปนี

การเกดิ คนทอ้ งตอ้ งไปฝากครรภก์ บั หมอตาํ แย โดยนาํ หมาก ๓ คาํ พลู ๓ – ๕ ใบ และ
เงินไม่จาํ กดั จาํ นวนให้กบั หมอตาํ แย ชาวเลจะนิยมคลอดลูกทีบา้ นก่อนคลอดชาวเลจะนาํ ขา้ วสาร ๑
กระป๋ องเลก็ ดา้ ยดิบ ๑ ไจ เทียน ๑ เล่ม หมาก ๕ คาํ พลู ๕ ใบ และนาํ เงินแลว้ แต่จะให้ โดยนาํ ของทงั หมด
ใส่ลงในกระสอบราด มอบใหห้ มอตาํ แย หลงั จากคลอดเดก็ แลว้ จะโกนผมไฟเมือเดก็ มีอายคุ รบ ๑ เดือน

การกนิ ข้าวล่าง เป็ นพธิ ีกรรมทีเชือวา่ สามารถป้องกนั โรค หรือสิงอปั มงคลได้ จะทาํ ตอ่ เมือ

มีเหตุร้ายหรือมีโรคภยั ไขเ้ จบ็ ทีเกิดจากหมอประจาํ หมู่บา้ นฝันรา้ ยวา่ จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึนในชุมชน
มกั จะสอดคลอ้ งกบั การเกิดโรคหรือคนในขุมชนลม้ ตาย ซึงเชือวา่ เกิดจากมีคนในชุมชนทาํ ผอดผี จึงตอ้ งทาํ
พิธีขอขมาลาโทษ

การแก้บน (อฆู ยั นียจั ) เมือชาวเลไดบ้ นบานหรือพนั ธะสัญญาไวก้ บั สิงศกั ดิสิทธิ เมือสาํ เร็จ
ตามทีไดบ้ นบานไว้ ก็ตอ้ งทาํ ตามสัญญา เช่น บนบานวา่ ใหห้ ายป่ วยแลว้ จะไปนอนหาดหรือนอนเกาะ กต็ อ้ ง
ทาํ ตามทีไดส้ ญั ญาไว้ การแกบ้ นของชาวเลราไวยจ์ ะทาํ ในเดือนมีนาคม เป็นเวลา ๓ วนั และจะนอนเฉพาะ
วนั ขึน ๗-๘-๙ คาํ (อรุณรัตน์ สรรเพช็ ร (๒๕๖๒) วิถีชีวิตชาวเลชุมชนบา้ นราไวย์ อาํ เภอเมือง จงั หวดั ภูเกต็

หนา้ ๔๔) พวงผกา เชาวนไ์ วย์ (๒๕๕๙) ไดก้ ลา่ วถึงการแกบ้ นของชาวเลบา้ นสะปํ า จงั หวดั
ภูเก็ต ไวว้ า่ เป็นการบวงสรวงดว้ ยสิงของหรือการละเลน่ ตามทีบรรพบุรุษชอบหรือนบั ถือ เช่น ชอบดูรองเงง็
ชอบกินอาหารประเภทไหน (หนา้ ๒๗) การแกบ้ นดว้ ยดนตรีรูเงก เมือประสบผลสาํ เร็จตามทีไดบ้ นบานไว้

๑๓

พธิ ีกรรมแกบ้ นจะจดั ขึนในช่วงขึน ๑ คาํ ถึง ๑๕ คาํ ของทุกเดือน ไมน่ ิยมจดั ขา้ งแรมเพราะเชือวา่ เป็นเดือน
ดบั ทาํ อะไรไมเ่ จริญรุ่งเรือง (จารุวฒั น์ นวลใย เฉลิมศกั ดิ พิกลุ ศรี และเรวดี อึงโพธิ ดนตรีรูเงกในพิธีกรรม
แกบ้ นของกล่มชาติพนั ธุอ์ รุ กั ลาโวย้ หนา้ ๒๓)

พิธีตูละบาหลา เป็ นพิธีสะเดาะเคราะหข์ องชาวเล ในกรณีทีมสี ิงไมด่ ี สิงชวั ร้าย สิงร้ายแรง
เกิดขึนในชุมชน เช่น ในชุมชนมคี นตายมาก พิธีนีจะทาํ ในช่วงเดือน ๔ โดยการสร้างเรือกบั หยวกกลว้ ย ตดั
ผม ตดั เลบ็ ใส่ไปในเรือ ของเซ่นไหว้ ไดแ้ ก่ ขา้ วเหนียวเหลือง ขา้ วเหนียว (พวงผกา เชาวนไ์ วย์ (๒๕๕๙) วิถี
ชีวติ ชาวเลชุมชนบา้ นสะปํา อาํ เภอเมือง จงั หวดั ภเู กต็ หนา้ ๒๔)

พิธีไหว้เรือ ของชาวเลอุรักลาโวย้ บา้ นแหลมตุ๊กแกและบา้ นหาดราไวย์ ช่วงเวลา ๑-๑๕ คาํ
เดือน ๓ พิธีไหวท้ ะเล ช่วงเวลา ๓-๑๕ คาํ เดือน ๔ (จิรวฒั น์ นวลใย (๒๕๖๔) ขอ้ มลู ภูมิปัญญากลุ่มชาติ
พนั ธุช์ าวเลภูเกต็ สาํ นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ภูเก็ต หนา้ ๑๖ )

คตคิ วามเชือ ชาวเลมีความคติเชือในเรืองต่อไปนี
- ความสามารถของโตะ๊ หมอในเรืองการบาํ บดั รักษาโรคโดยใชว้ ิธีการทางไสยศาสตร์
- หา้ มนาํ คาถาอาคมทีใชใ้ นการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ มาท่องเล่น เพราะจะทาํ ใหค้ าถา

เสือม
- ไมก้ างเขนทีใชใ้ นพิธีลอยเรือ ซึงชาวเลเชือวา่ ไมก้ างเขนทีใชใ้ นพิธีลอยเรือสามารถเป็น

กาํ แพงป้องกนั ไม่ใหผ้ ีทีลอยไปกบั เรือกลบั มาขึนฝังไดอ้ ีก
- เรืองผี ชาวเลเชือวา่ ผีมี ๒ ประเภท คือ “กราโม” ซึงเป็ นผีทีช่วยคมุ้ ครองดูแล และช่วย

ใหม้ ีความสงบสุขในชุมชน ส่วน “ปิ ลาเกล” เป็ นผญี าตพิ ีนอ้ งทีคอยช่วยเหลือเช่นเดียวกบั กราโม
- การเกิดชาวเลเชือวา่ ทุกคนเกิดจากนาํ อสุจิ ถา้ บุคคลภายนอกเรียกวา่ ชาวนาํ ชาวเลจะ

ไมพ่ อใจ พวงผกา เชาวนไ์ วย์ (๒๕๕๙) กล่าวถึง ความเชือเรืองการเกิดของของชาวเลสะปํา ไวว้ า่
หญิงชาวเลทีตงั ครรภจ์ ะตอ้ งดแู ลตวั เองและปฏิบตั ิตามความเชือ เช่น ห้ามเดินเลน่ นอกบา้ นหลงั พระอาทิตย์
ตกดิน เพราะผตี ายายจะติดตวั มา ถา้ จาํ เป็นตอ้ งออกไปให้พามีดไป หา้ มผกู เชือกหวั เรือเพราะเชือวา่ จะทาํ ให้
คลอดยาก เป็นตน้ ( หนา้ ๒๕ – ๒๖)

ตํานาน/นิทาน

ชาวอรุ กั ลาโวย้ บางกลุ่มมีตาํ นานเทือกเขา “ฆนู ุงฌึรัย” ดินแดนศกั ดิสิทธิทีชาวอรุ กั ลาโวย้ ตอ้ งทาํ พิธี
ลอยเรือไปเซ่นสรวงทุกครังทีถึงฤดูมรสุมพดั เปลียนทิศทาง เชือกนั วา่ เมือ ๕๐๐-๖๐๐ ปี ก่อน เคยเป็นทีตงั ถิน
ฐานของบรรพบุรุษชาวอรุ ักลาโวย้ ก่อนทีจะอพยพเดินเรือเขา้ สู่น่านนาํ ประเทศไทย (อาภรณ์ อุกฤษณ์
๒๕๓๒ ส่วน จรัส ง๊ะสมนั (๒๕๓๔) ไดศ้ ึกษานิทานชาวเลจงั หวดั สตูล (การศึกษานิทานชาวเลจงั หวดั สตูล
วิทยานิพนธป์ ริญญามหาบณั ฑิตสาชาไทยคดีศึกษา มหาวทิ ยาศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา หนา้ ๖๒ ) ผล

๑๔

การศึกษาพบว่า มีนิทานบางเรืองกล่าวถึงโจรสลดั เช่น เรืองหาดทรายดาํ กล่าวถึงโจรสลดั ปลน้ เรือสาํ เภา
ขนขา้ วสารมาขึนฝังทีเกาะลงั กาวี แต่ถกู “วะลี” (คนศกั ดิสิทธิ) สาปขา้ วสารใหเ้ ป็นเมด็ ทรายสีดาํ อยบู่ นหาด
ของเกาะแห่งนี เรียกว่า “หาดทรายดาํ ” อรุณรตั น์ สรรเพช็ ร (๒๕๖๒)ไดศ้ ึกษา วถิ ีชีวติ ชาวเลชมุ ชนบา้ นรา
ไวย์ อาํ เภอเมือง จงั หวดั ภเู ก็ต ภูเกต็ : สาํ นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ภเู ก็ต หนา้ ๔๗) ผลการศึกษาพบวา่ มี
นิทานพืนบา้ นเรือง พะยูน ซึงภาษาอุรักลาโวย้ เรียกวา่ ดุหยง หมายถึงหญิงสาวหรือผหู้ ญิงแห่งทอ้ งทะเล มี
เรืองเลา่ วา่ มีผหู้ ญิงตงั ครรภ์ แลว้ อยากกินหญา้ ทะเลมาก สามีจึงไปหาหญา้ ทะเลมาให้ แต่นางกินเท่าไหร่ก็
ไม่อิม นางจึงเดินลงไปในนาํ เพือหาหญา้ ทะเลกินเอง เมือนาํ ทะเลขึนมา นางก็ไดก้ ลายเป็นปลาพะยนู นาง
ไดบ้ อกกบั สามวี ่า เมือไหร่ทีตอ้ งการพบนาง ใหป้ ักเสาไมล้ งไปในทะเลหนึงเสา และใหเ้ รียกหานาง นางก็
จะมาหาสามีทีเสาไมอ้ นั นนั

ศิลปะการแสดง /ศิลปิ น

๘.๑ รองเง็ง หรือชาวเล เรียกวา่ “รูเงก” สยามรัฐ (๒๕๖๒) อนรุ ักษร์ ากเหงา้ ชาวเลอรุ ักลาโวย้
“รองแงง็ ชาวเล” ออนไลน์ ๒๙ เมษายน) กล่าวถึงรองแงง็ ไวว้ ่า เป็นการแสดงทีมีเอกลกั ษณ์โดดเด่นและมี
ลกั ษณะเฉพาะพืนที ชาวเลในจงั หวดั สตลู ภูเกต็ และกระบี ใชภ้ าษามลายขู บั ร้องเนือหาเกียวกบั
สภาพแวดลอ้ มของผคู้ นบนเกาะ ส่วน สาวติ ร์ พงศว์ ชั ร์ (๒๕๓๗) (รองแง็ง : ระบาํ พืนเมอื งในภาคใตข้ อง
ไทย วิทยานิพนธม์ หาบณั ฑิต , ศิลปกรรมศาสตร์ (นาฏยศิลป์ ) จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั บณั ฑิตวทิ ยาลยั :
บทคดั ยอ่ ) กล่าวถึงการราํ รองเงง็ ไวว้ า่ ท่ารําของชาวเลคงไดแ้ รงบนั ดาลใจจากการเคลือนไหวของสัตว์
ทะเลและไดร้ ูปแบบจากการรํารองเงง็ ทีนิยมในภาคใต้ รองเง็งมเี พลงหลกั ๕ เพลง คือ ลากดู ูวอ สะ ปาอีตู้
เมาะอินงั เจ๊ะชูโล่ง อายมั ดีเต๊ะ นฤมล อรุโณทยั และคณะ (๒๕๕๗) (หนา้ ๒๑๙) กล่าวถึงเครืองดนตรีของ
รองเงง็ จะมซี อ (ไวโอลิน) รํามะนา ฉิง กรับ กลอง และฆอ้ ง นิยมแสดงในงานลอยเรือ

๘.๒. ฆาโญกหรือรํามวยกาหยง เป็นศิลปะการป้องกนั ตวั ดว้ ยมือเปลา่ และเทา้ ซึงสืบทอด
มาจากวฒั นธรรมมลายู แสดงในโอกาสต่างๆ ไดแ้ ก่ พิธีไหวค้ รูบูชาครู พิธีการแกบ้ น มีเครืองดนตรี
ประกอบ คือ ปี กาหยง กลองทน โหม่ง ไมแ้ กระ

๘.๓. การแสดงบรานา หรือดนตรีบรานา (ราํ มะนา) ใชป้ ระกอบพิธีกรรมและเพือความ
บนั เทิงในงานลอยเรือและพธิ ีทาํ นาํ มนต์

ภูมปิ ัญญาท้องถิน
อรุณรัตน์ สรรเพช็ ร (๒๕๖๒) ไดศ้ ึกษาวิถีชีวิตชาวเลชุมชนบา้ นราไวย์ อาํ เภอเมือง

จงั หวดั ภูเกต็ หนา้ ๓๙ – ๔๑) ผลการศึกษา พบวา่ ชาวเลราไวยม์ ีภูมิปัญญาทีสมั พนั ธก์ บั วิถีชีวติ และใชใ้ น
การทาํ มาหากิน ดงั นี

๑๕

๙.๑ การสังเกตกระแสนาํ เป็นความชาํ นาญเฉพาะตวั ในช่วงเวลาทีนาํ ลง ภาษาชาวเล
เรียกวา่ ฌาลดั นูอาเยนะมือนีเลฮปี หมายถึง ทิศทางการไหลของกระแสนาํ ซึงเป็ นตวั กาํ หนดปรากฎการณ์
ธรรมชาติหลายอย่าง และจะช่วยกาํ หนดพืนทีทาํ กิน เช่น ช่วงนาํ ลงจะดาํ นาํ ดา้ นหลงั เกาะ (ทิศตะวนั ตก)
เพราะกระแสนาํ ไม่เชียว จะไดเ้ กบ็ หาของทะเลใตน้ าํ และเมือถึงช่วงนาํ ขึน กจ็ ะเปลียนมาดาํ นาํ ทีหนา้ เกาะ
(ทิศตะวนั ออก) เพราะกระแสนาํ จะวนกลบั

๙.๒ กระแสนาํ เยน็ (อาเยบือแฌะ) นาํ จะลึกประมาณ ๕ – ๖ เมตร นาํ จะเยน็ และข่นุ ขน้
ชาวเลจะสงั เกตผิวนาํ ดา้ นบน มองเห็นเกลียวคลืนหนา เป็ นเสน้ ยาว ช่วงนีนาํ จะขึนชา้ กว่าปกติ ตอนนาํ ลง
จะลงมากกวา่ ปกติ ทาํ ให้การมองเห็นตวั ปลา การพรางตวั การดาํ นาํ ทาํ ไดย้ าก

๙.๓ นาํ ขึน – นาํ ลง (อาเยปาซกั – อาเยซูโรจ) ชาวเลจะคาํ นวณช่วงเวลานาํ ขึนลงไดแ้ ม่นยาํ
โดยใชว้ ธิ ี อา่ นนาํ จาํ ลม อ่านฟ้าจาํ ดาว (ลีฮจั อาเยจบั ลาเงน ลีฮจั ลาแงะจบั บีตกั ) โดยการดูดวงจนั ทร์
ประกอบ ในรอบ ๑ วนั จะมีนาํ ขึนลง ๒ ครัง โดยเฉลียครังละ ๖ ชวั โมง โดยแต่ละวนั นาํ จะขึนลงชา้ กวา่ กนั
วนั ละประมาณ ๕๐ นาที และมีการสังเกตดินบริเวณชายหาด ถา้ ผวิ ดินดา้ นบนแหง้ แสดงวา่ นาํ ลงนานแลว้
และนาํ กาํ ลงั จะกลบั ขึนมาอีกรอบ หรือสังเกตจากคราบนาํ ทีเป็นแอ่งขาว ๆ ทีติดอยู่ตามพืนดิน เมอื ถึงเวลา
นาํ ขึน คราบนาํ จะถูกซดั เขา้ มากอ่ น สอดคลอ้ งกบั วิไลวรรณ ประพฤติ (๒๕๕๘ หนา้ ๙๙ – ๑๐๑) ได้
กล่าวถึงภูมปิ ัญญาของชาวเลเกาะหลีเป๊ ะ เกียวกบั การสงั เกตแหล่งทีอยอู่ าศยั ของสตั ว์ โดยสังเกตจาก นาํ
เดิน, การบินของนกนางนวลสีดาํ กลางทะเล, กองหินประการัง,สีนาํ , คลืนลม, ยอดคลืนสีขาวหวั แตก, ทศิ
ทางการวา่ ยนาํ ของปลา, เสียงนกรอ้ ง

๙.๔ การจกั สานเตยทะเล(ลาํ เจียก) เป็ นภาชนะ เช่น สมกุ (หมุก, กอตะ้ ) ไวใ้ ส่ใบยาสูบ ใส่
สิงของเบ็ดเตลด็ ใส่หมากพลู (หมุกหมะ), ใส่เสือผา้ และกระสอบเตย เป็นตน้ ลวดลายทีปรากฏบน
ภาชนะจกั สาน ไดแ้ ก่ ลายสอง ลายสาม และลายลูกแกว้ ส่วนชาวเลเกาะหลีเป๊ ะมจี กั สานหัตกรรม
เครืองมือประมง, เสือ, ตะกร้า, ฝาบา้ น และกระดง้ (พไิ ลวรรณ ประพฤติ ๒๕๕๘ หนา้ ๕๕)
๑๐. การละเล่น

การละเลน่ ส่วนใหญไ่ ดร้ ับอิทธิพลจากการเรียนในระบบโรงเรียนของรัฐ เช่น การดีด
ลูกแกว้ อีมอญซ่อนผา้ แข่งตะกร้อ แข่งจบั ปลา เล่นโดดยาง เล่นฟุตบอลชายหาด เล่นดอกกลอ้ ง และ เล่น
ขายขา้ วแกง เป็นตน้ (อรุณรัตน์ สรรเพช็ ร ๒๕๖๒, หนา้ ๔๙-๕๒)
๑๑. วถิ ีชีวติ

ชาวเลอุรกั ลาโวย้ มีวถิ ีชีวิตดา้ นวฒั นธรรมปัจจยั ๔ อยา่ ง ไดแ้ ก่
๑๑.๑ ทีอย่อู าศัย

๑๖

ชาวเลอรุ กั ลาโวย้ เกาะหลีเป๊ ะ จะสร้างบา้ นแบบยกพืนสูง ตวั เรือนเดียว สร้างดว้ ยวสั ดุ
ทีหาไดบ้ นเกาะ เช่น ไมไ้ ผ่ มะพร้าว เป็ นตน้ (พิไลวรรณ ประเพฤติ ๒๕๕๘ หนา้ ๕๔) ส่วน ชาวเลบา้ นสะ
ปํ า สร้างบา้ นโดยปักเสาลงไปในทะเล สูงประมาณ ๓-๕ เมตร ใชเ้ สาไมว้ างบนฐานปูน พืนบา้ นปูดว้ ยไม้
กระดาน มีประตู หนา้ ต่าง ฝาบา้ นกนั ดว้ ยสังกะสี ไม้ หรือแผน่ ไมส้ าํ เร็จรูป หลงั คามุงดว้ ยสงั กะสี และ
กระเบือง หนา้ บา้ นจะมีชานยืนออกมา บา้ นจะต่อเรียงรายกนั ออกไป โดยมีสะพานไมห้ รือสะพาน
คอนกรีตเชือมต่อกนั ในแตล่ ะหลงั (พวงผกา เชาวนไ์ วย ๒๕๕๙ หนา้ ๑๒)

๑๑.๒ อาหาร
อาหารหลกั ของชาวเลอรุ กั ลาโวย้ แหลมตก๊ แก เกาะสิเหร่ อาํ เภอเมือง จงั หวดั ภูเกต็ จะ

เป็นอาหารทะเลทีหามาไดเ้ องเป็นส่วนใหญ่ อาหารคาวทีนิยมรับประทานคู่กบั ขา้ วสวย ไดแ้ ก่ ฆลู ยั อาซบั
(แกงส้ม) กือตบั รือบุช, อีกดั รือบุช (ปตู ม้ , ปลาตม้ ), ซูเปา อีกดั บรานา(ห่อหมกปลาหูชา้ ง), แกงกะทิ,
กราบู ซี)ย ลูละ(ยาํ หอยนมสาว), กราบู ซีโป้ย กูยอ่ ย (ยาํ ลินทะเล), มะนกั ลูกชืน อีกดั กะกะ๊ (ทอดมนั ปลา
ลูกทดั ) อาหารหวาน ไดแ้ ก่ ตือโปก ปี ซกั กือปิ (ขนมกลว้ ยทอดหรือกลว้ ยขยาํ ) ตือโปก โล่ย ปูโล่ย (ขนม
หวั ลา้ น) (นฤมล อรุโณทยั พลาเดช ณ ป้อมเพชร และ จีระวรรณ์ บรรเทาทกุ ข์ ๒๕๔๙ หนา้ ๔๕-๕๔)
ส่วนอาหารของชาวเลอรุ ักลาโวย้ บา้ นราไวย์ อ.เมอื ง จงั หวดั ภูเกต็ จะนิยมรับประทานขา้ วเป็นอาหารหลกั
ส่วนกบั ขา้ วส่วนใหญ่กจ็ ะเป็ นอาหารทะเลทีหามาได้ เช่น ปลาทอด แกงสม้ ปลาเปรียวหวาน มีเนือหมู ไก่
และเนือววั เป็นบางมือ นาํ หมูหรือไก่มาผดั กบั ผกั ต่าง ๆ หรือ แกงเผด็ ผดั เผด็ เช่น ผดั เผด็ ปลากระป๋ อง หอย
ตม้ กินกบั นาํ พริก เช่น หอยนางรม หอยพง ปูมา้ หรือปูดาํ ก็ตม้ กินเช่นกนั ส่วนแมงวายมีลกั ษณะคลา้ ย
ปลาหมึก จะนาํ ไปหนั เป็นชินเลก็ ๆ และนาํ มาตม้ กิน กงุ้ นาํ มาตม้ ยาํ ทอดมนั กุง้ สะตอผดั กะปิ กุง้ ผกั
เหลียง ผดั ไข่ ปิ งงบเหลง(ลกั ษณะคลา้ ยกุง้ ) ส่วนชาวเลเกาะหลีเป๊ ะ นิยมรับประทานกลว้ ยตม้ คลุกมะพร้าว
เป็นอาหารเชา้ และรบั ประทานขา้ ว เป็นหลกั หรือบางมือก็ทดแทนกบั เผือก มนั (พิไลวรรณ ประพฤติ
๒๕๕๘ หนา้ ๕๕)

อาหารหวาน ไดแ้ ก่ ขนมหลากา้ เป็ นขนมทีทาํ ดว้ ยแป้งขา้ วเหนียว ปันเป็ นกอ้ นกลม ๆ
ตม้ ใส่นาํ ขิง ขนมจูจ้ ุน (ขนมฝักบวั ) ขนมแป้งคลา้ ย ๆ ขนมโค.ขา้ งในใส่ไส้มะพร้าว,ขนมสาววา (อรุณรัตน์
สรรเพช็ ร ๒๕๖๒, หนา้ ๕๙-๖๐)

๑๑.๓ การรักษาโรค
อรุณรัตน์ สรรเพช็ ร (๒๕๔๑,หนา้ ๘๑-๘๓) ไดศ้ ึกษาการบาํ บดั รักษาโรคของชาวเล
ในจงั หวดั ภูเก็ต พบว่า การบาํ บดั รกั ษาโรคของชาวเลในจงั หวดั ภูเกต็ ประกอบดว้ ย

๑๗

๑.ขนั ก่อนการรักษา แบ่งการปฏิบตั ิออกเป็ น ๖ ขนั ตอน ดงั นี ๑. การวนิ ิจฉยั โรค หมอ
จะพูดคุยสอบถามอาการจากผปู้ ่ วยหรือญาติ สงั เกตอาการ ๒. การจดั ขนั หมากครู หรือการตงั เชียน ๓
การบนบาน ๔. การหาและการเตรียมสมุนไพร เพือนาํ ไปประกอบเป็นยา ๕ การเตรียมตวั ของหมอ ๖.
การเตรียมตวั ของผปู้ ่ วย

๒.ขนั การบาํ บดั รักษา
๒.๑ การรักษาดว้ ยเวชบาํ บดั ดว้ ยการใชส้ มนุ ไพรหลากหลายชนิดแตกต่างตาม

อาการของโรค ส่วนใหญจ่ ะใชส้ มนุ ไพรสดในการรักษา โดยใชว้ ธิ ีการบาํ บดั รักษา ดงั นี วธิ ีทา
ผกั บุง้ ทะเลตาํ ใหพ้ อแตกคนั เอาเฉพาะนาํ ทาบริเวณทีถูกพิษปลา วธิ ีรมควนั เอากิงไมแ้ หง้ มาสุมไฟ ให้
ผปู้ ่ วยนอนบนแคร่ทีควนั ไฟสามารถผา่ นได้ และให้ผปู้ ่ วยสวมเสือผา้ นอ้ ยชิน รักษาผปู้ ่ วยทีถูกพษิ ตะขาบ
หรือผึงกดั ตอ่ ย วิธีพอก ตน้ ไมยราบตาํ ให้ละเอียด พอกบริเวณทีเป็นหิด วิธีกิน ใบยาหมู (ใบฝรัง) เคียว
กินดิบ ๆ รักษาอาการทอ้ งเสีย วธิ ีพน่ ขา้ วสารเคียวใหล้ ะเอียดพ่นลงบริเวณทีถูกไฟไหมห้ รือนาํ ร้อนลวก
วิธีบว้ น ใบแกม้ หมอ (เหงือกปลาหมอ) ตม้ จนนาํ เป็นสีเขยี วนาํ มาอมแลว้ บว้ นปาก รกั ษาอาการปวดฟัน วธิ ี
อดุ ขนเม่นทะเลนาํ มาฝนใหเ้ ป็นผงผสมกบั เกลือและพริกไทยป่ นนาํ มาละลายให้เขา้ กนั นาํ มาอดุ ฟันทีเป็น
รู รกั ษาอาการปวดฟัน วิธีลา้ ง ตะปูนาํ มาเผาไฟใหร้ ้อนแลว้ แช่ในโอง่ ทีมีนาํ แลว้ ใชน้ าํ นนั มาลา้ งหนา้ รักษา
โรคตาแดง วิธีหยอด ใบลินห่านคนั เอาเฉพาะนาํ นาํ มาหยอดหู รักษาโรคหูนาํ หนวก วธิ ีประคบ ยอดออ่ น
ของตน้ มะขามนาํ มาตม้ พออุ่น ๆ ใชน้ าํ มาห่อผา้ ใชป้ ระคบตามร่างกาย รักษาไขห้ วดั วธิ ีหมกั ใบนอ้ ยหน่า
ตาํ ใหล้ ะเอียดผสมกบั สุราขาว นาํ มาหมกั ผม เพือกาํ จดั เหา

๒.๒ การบาํ บดั รักษาดว้ ยจิตบาํ บดั เป็นการบาํ บดั รักษา ดว้ ยวิธีการทางไสยศาสตร์
เพราะชาวเลเชือวา่ โรคบางโรคทีหาสาเหตุไม่ไดเ้ กิดจาก “ผีกิน” จึงตอ้ งให้โตะ๊ หมอเป็ นผบู้ าํ บดั รักษา
วิธีการรักษา มีดงั นี การปัดรังควานประกอบคาถา, การปัดรงั ควานประกอบคาถาควบคู่กบั การบีบนวด
และทานาํ มนั , การเสกคาถากาํ กบั สมนุ ไพร, การทาํ นาํ มนต์ และการเขา้ ทรง

๒.๓ การบาํ บดั รักษาดว้ ยกายบาํ บดั เป็ นการบาํ บดั รกั ษาดว้ ยการบีบนวด เช่น เป็นลม
หมดสติ ปวดศรีษะ การประคบ เชน่ ฟกชาํ ผหู้ ญิงเพิงคลอดบุตร และการทานาํ มนั

๒.๔ การปฏิบตั ิตามขอ้ หา้ ม ผปู้ ่ วยตอ้ งปฏิบตั ิตามคาํ สังของหมอ เช่น หา้ มกินของ
แสลงต่อโรค เป็ นตน้

๓. ขนั หลงั การบาํ บดั รักษา จะมีการจดั ขนั หมากบูชาครู, ใหค้ ่าสมนาคุณหมอ และ
แกบ้ น

๑๘

นฤมล ขนุ วีช่วย และมานะ ขุนวีช่วย (๒๕๕๓,หนา้ ๕๔-๕๔) (ชีวติ และวฒั นธรรม
ชาวเลอุรกั ลาโวย้ แห่งทอ้ งทะเลอนั ดามนั . สาํ นกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแห่งชาติ กระทรวง
วฒั นธรรม) กล่าวถึงการรักษาโรคของชาวเลอรุ ักลาโวย้ สรุปไดว้ า่ การรักษา ส่วนใหญ่จะรักษาโดยโตะ๊
หมอ เพราะชาวเลเชือวา่ การเจ็บป่ วยไม่สบายเกิดจาก “ผกี ิน” โตะ๊ หมอจึงตอ้ งทาํ หนา้ ทีขบั ไล่หรือเชิญผใี ห้
ออกจากร่างกายผปู้ ่ วย ดว้ ยการใชเ้ วทยม์ นต์ เป่ าคาถาอาคม หรือดเู ทียน ซึงโตะ๊ หมอสามารถติดต่อกบั
วิญญาณบรรพบุษไดจ้ นผสู้ าเหตแุ ละอาการของผปู้ ่ วย ตลอดจนวิธีรักษา และบางโรคก็ใชส้ มุนไพรจากป่ า
มาใชร้ ักษาโรค ส่วนเยาวนิต ศรีละมุล (๒๕๔๑) (ศึกษาวฒั นธรรมเกียวกบั ปัจจยั พืนฐานการดาํ รงชีวิตของ
ชาวเลเกาะลิเป๊ ะ ตาํ บลเกาะสาหร่าย อาํ เภอเมือง จงั หวดั สตูล วิทยานิพนธ์สาขาไทยคดีศึกษา
มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ สงขลา ) ผลการศึกษาพบวา่ ชาวเลจะรักษาโรคดว้ ยสมนุ ไพรควบคู่กบั
การรกั ษาแผนปัจจุบนั โดยส่วนใหญ่จะรักษาดว้ ยสมุนไพรทางทะเล เช่น เชือว่า หอยจุบ๊ แจงแกน้ ิว ขบั
ปัสสาวะ บาํ รุงกระดูก ปลิงทะเลรักษาปวดกระดูก ปวดขอ้ ได้ เป็นตน้ พิไลวรรณ ประพฤติ กล่าวถึงชาวเล
เกาะหลีเป๊ ะ วา่ ใชส้ มุนไพรในการรักษาตา่ ง ๆ เช่น วา่ นหางจระเข้ (แกพ่ พุ อง), แมย่ า่ นาง(แกง้ สู วดั ), บะยยุ้
(แกพ้ ษิ งู), สะเดา (แกเ้ บาหวาน), ลอลอ(แผลในปาก), ตะขบ(ยาระบาย) ผกั บุง้ ทะเล(แกพ้ ิษแมงกระพรุน
ไฟ), มะขาม(ลอดอาการเจ็บจากปลากระเบน), ใบนอ้ ยหน่า (แกไ้ ข)้ (พไิ ลวรรณ ประพฤติ ๒๕๕๘ หนา้
๑๔๕)

๑๑.๔ การแต่งกาย
ไวยิง ทองบือ และคณะ (๒๕๒๖,หนา้ ๗๐) (ไวยิง ทองบือ และคณะ. “มอแกน มอ
แกลน อรุ กั ลาโวย้ ” ใน เครืองแต่งกายกลุ่มชาติพนั ธุ์ในประเทศไทย ) กลา่ วถึงการแต่งกายของอุรกั ลาโวย้
สรุปไดว้ ่า ในอดตี จะแต่งกายไม่มากชืน สวมใส่เครืองประดบั เหมือนชนพืนเมืองอืน ๆ ผชู้ ายชาวเลอุรักลา
โวย้ จะนุ่งโสร่ง ผหู้ ญิงจะใส่ผา้ ซินกระโจมอก ปัจจบุ นั ชาวเลอุรักลาโวย้ จะแต่งกายเหมือนชาวบา้ นทวั ไป
ผชู้ าย นุ่งกางเกงทรงกระบอก (ขากว๊ ย) สวมใส่เสือเชิตหรือเสือยดื ผหู้ ญิงไดป้ ระยกุ ตช์ ุดแต่งกายแบบมลายู
และอินเดีย มาเป็นชุดแต่งกายของตนเอง นิยมสวมผา้ ถุง และสวมเสือทีมีลายดอกไมส้ ีสันโดดเด่น เกลา้ ผม
มวยและทดั ดอกไม้ ใส่เครืองประดบั ทีทาํ จากเปลือกหอยและไข่มุก ส่วน สาวิตร์ พงศว์ ชั ร์ และยทุ ธพงศ์
ตน้ ประดู่ (๒๕๖๑) (การศึกษากลุ่มชนพืนเมือง กรณีศึกษาจงั หวดั ภูเก็ต พงั งา กระบี สู่งานสร้างสรรค์
ระบาํ ชาติพนั ธุอ์ นั ดามนั สืบคน้ จาก https://so๐๕.tci-thaijo.org บทคดั ยอ่ ) ผลการวิจยั พบวา่ การแต่งกาย
ของกลุ่มชาติพนั ธุ์ชาวเล ผชู้ ายจะนุ่งผา้ ขาวมา้ หรือสวมกางเกงเล มีผา้ ขาวมา้ คาดเอว เปลือยท่อนบน
ผหู้ ญิงจะนุ่งผา้ ปาเต๊ะกระโจมอก เมอื ติดต่อกบั สงั คมภายนอก ผหู้ ญิงจะนิยมสวมเสือและนุ่งผา้ ปาเตะ๊ แบบ

๑๙

ชาวจีนและชาวไทย นิยมสวมเสือผา้ สีฉุดฉาด ปัจจุบนั การแต่งกายเปลียนแปลงไมม่ ากนกั เมือออกไป
ติดต่อกบั คนขา้ งนอกจะแต่งกายเรียบร้อยขึน ส่วนวยั รุ่นจะรับเอาวฒั นธรรมการแต่งกายแบบทนั สมยั จาก
สงั คมภายนอกไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว และ เยาวนิตย์ ศรีละมุล (๒๕๔๑) (ศึกษาวฒั นธรรมเกียวกบั ปัจจยั พืนฐาน
การดาํ รงชีวติ ของชาวเลเกาะลิเป๊ ะ ตาํ บลเกาะสาหร่าย อาํ เภอเมือง จงั หวดั สตูล วทิ ยานิพนธส์ าขาไทยคดี
ศึกษา มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา) ผลการศึกษาพบวา่ เครืองนุ่งห่มของชาวเล จะแต่งกาย
แบบเรียบง่าย ผชู้ ายสวมกางเกงขายาว ไม่นิยมสวมเสือ ผหู้ ญิงสวมเสือผา้ เหมอื นคนเมือง ผหู้ ญิงทีแต่งงาน
แลว้ จะนุ่งผา้ ถุงผนื เดียวไมส่ วมเสือ ส่วนเด็ก ๆ แลว้ แต่พ่อแม่จะจดั หาให้ ส่วนการแต่งกายในโอกาสพิเศษ
เช่น งานแต่งาน งานพิธีลอยเรือ ผชู้ ายและผหู้ ญิงจะสวมเสือผา้ สะอาดเรียบร้อย และสวมรองเทา้
๑๒. การประกอบอาชีพ

ชาวเลอุรกั ลาโวย้ ประกอบอาชีพประมงเป็ นหลกั โดยการใชเ้ ครืองมือประมงอยา่ งงา่ ย เช่น
วางลอบ ขนาดใหญ่ในนาํ ลึก หรือดาํ นาํ จบั ปลาโดยใชม้ อื เปลา่ (นฤมล หิญชีระนนั ทน์ อรุโณทยั ๒๕๕๖,
หนา้ ๖๒) การทาํ ไซปลา ไซปลาหมีก อวนปู อวนปู อวนกุง้ อวนจบั กงุ้ เคย ตกปลา ทอดแห ปัจจุบนั
ประกอบอาชีพอนื ๆ ดว้ ย ไดแ้ ก่ รับจา้ งทวั ไป เป็นลูกจา้ งในโรงแรมหรือบริษทั ทวั ร์ ทาํ หนา้ ทีคนสวน
แมบ่ า้ น ผชู้ ่วยในครัว พนกั งานเสิร์ฟ คนขบั เรือ เพาะปลูก คา้ ขาย (นฤมล ขนุ ชูช่วย และวีระ ขนุ ชูช่วย
๒๕๕๓,หนา้ ๕๕-๖๑) ส่วนพไิ ลวรรณ ประพฤติ (๒๕๕๘ หนา้ ๕๔) กล่าวถึงการประกอบอาชีพของ
ชาวเลวา่ ทาํ การทาํ ประมงแบบยงั ชีพ ตลอดปี ช่วงหนา้ แลง้ จะทาํ ประมงแบบ “บากดั ” ใชเ้ วลา ๒ – ๓วนั
หรือหลายเดือน โดยใชเ้ ครืองมือประมงทีทาํ ขึนเองแบบง่าย ๆ ไดแ้ ก่ เรือ ฉมวก เบด็ ทาํ เกษตรบนเกาะ
เช่น ปลูกขา้ ว มะพร้าว
๑๓. สภาพปัญหาและอปุ สรรค

มูลนิธิชุมชนไทย (๒๕๕ วิกฤติชีวิตชาวเล หนา้ ๑๕-๒๗) ไดร้ วบรวมสภาพปัญหาของชาวเล สรุป
ไดด้ งั นี ความมนั คงดา้ นทีอยอู่ าศยั พืนทีสุสานและพืนทีทางจิตวิญญาณถูกคุกคาม ทีทาํ กินดงั เดิมในทะเล
ดา้ นสุขภาพ การไร้สญั ชาติ และไม่มีสิทธิขนั พืนฐาน ดา้ นการศึกษา ดา้ นอคตทิ างชาตพิ นั ธุ์ และดา้ น
วฒั นธรรมทอ้ งถิน

๓.๒ ชาวเลกล่มุ มอแกน
ประวตั คิ วามเป็ นมา

จากการศึกษาของ นฤมล อรุโณทยั และคณะ.(๒๕๕๗) ( ทกั ษะวฒั นธรรมชาวเล ร้อยเรืองราว
ชาวเล – มอแกน มอแกลน และอรู ักลาโวย้ ผกู้ ลา้ แห่งอนั ดามนั หนา้ ๓๗) สรุปไดว้ า่

๒๐

ชือมอแกนเป็นคาํ ทียอ่ มาจากคาํ วา่ “ละมอ”(ภาษามอแกน แปลวา่ จมนาํ ) และ “แกน” เป็นชือของ
นอ้ งสาวราชินีชิเปี ยน ผคู้ รองแวน่ แควน้ หนึงริมฝังทะเล ในตาํ นานเก่าแก่ของมอแกน ไดเ้ ลา่ วา่ นอ้ งสาว
ของราชินีไดแ้ ย่งคนรักของพีสาว จึงถกู สาปแช่งใหต้ นเองและพรรคพวกตอ้ งมชี ีวิตเร่ร่อนอยู่ในทะเล ซึง
ชีวิตของชาวมอแกนจะเดินทางไปตามเกาะตา่ ง ๆ จึงถูกกล่าวขานว่ามีชีวติ คลา้ ยกลุ่มยิปซี มีทีพกั อาศยั อยู่
ไม่เป็ นหลกั แหล่ง เรียกวา่ “Sea gypsy” หรือ “ยปิ ซีทะเล” เป็นชาวเลกลุ่มหนึงสืบเชือสายมาจากโปโต
มาเลย(์ Proto Malay) ชาวมอแกนเรียกตวั เอง วา่ มอแกน, บะซิง, มาซิงคนอนื จะเรียกชาวมอแกนวา่ ชาวเล,
ชาวนาํ , ชาวไทยใหม่, บะซิง, มาซิง, มอแกนปเู ลาหรือมอแกนปอลาว, ชาวเกาะ, มอแกนเล, มอแกนเกาะ,
สิงห์
การกระจายตวั

ชาวเลมอแกนร่อนเร่อยู่ในทะเล อาศยั อยตู่ ามหมู่เกาะ และชายฝังทะเลตงั แต่หมู่เกาะมะริด
ในเมียนมาร์ ลงไปทางใตแ้ ละทางตะวนั ออกในหมู่เกาะของทะเลซูลู ประเทศฟิ ลิปิ นส์ รวมถึงชายฝังของ
ประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในหม่เู กาะมะริด ประเทศเมียนมาร์ และทะเลอนั ดามนั ในประเทศไทย
ทตี งั แหล่งทีอยู่อาศัย

มอแกนอาศยั ตามเกาะตา่ ง ๆ เช่น เกาะเหลา เกาะสินไห่ เกาะชา้ ง และเกาะพยาม จงั หวดั
ระนอง หมู่เกาะสุรินทร์ จงั หวดั พงั งา และบา้ นราไวย์ จงั หวดั ภูเกต็

ประชากร
มีประชากรประมาณ ๒,๑๐๐ คน

ภาษา
มอแกนมีภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน ภาษามอแกน ภาษามอเกน็ ภาษาเมาเกน็ ภาษาบาซิง

หรือ เซลุง, ซาลอง, ซะโลน และชาวเกาะ เป็นภาษาในตระกลู ภาษาออสโตรนีเชียน ภาษามาลาโย-
โพโลนีเชียน สาขามาเลยอ์ ิก ซึงพูดกนั ทางใตข้ องประเทศพมา่ ลงมา ตงั แต่เมืองมะริดลงมาทางใต้
พบมากในบริเวณเกาะของพม่าภาคใต้ และคาบสมุทรเมกยุ ไปจนถึงจงั หวดั ระนอง จงั หวดั พงั งา
จงั หวดั ภูเก็ต และจงั หวดั กระบี

ตวั อย่างภาษามอแกน
ก่าบาง แปลวา่ เรือ, บีดวก แปลวา่ ดาว,เอาะเกนแปลวา่ ทะเล, จีญมั จอนกะ แปลวา่ ฉนั
กินขา้ วแลว้

๒๑

พืนทีทํากนิ
ชาวเลมอแกนจะมีพืนทีทาํ กินอยู่บริเวณชายฝัง และเกาะแก่งต่าง ๆ ในทะเลอนั ดามนั แถบ

จงั หวดั พงั งา ระนอง และภเู ก็ต
พืนทีทางจติ วิญญาณ

สุสาน และศาลโตะ๊ หมอ จะเป็นสถานทีศกั ดิสิทธิทางจิตวญิ ญาณของชาวมอแกน
วฒั นธรรม

ประเพณี
การแตง่ งาน
ชายหญิงมอแกนแต่งงานอยู่ดว้ ยกนั ตงั แต่อายยุ งั นอ้ ย มีการเกียวพาราสีเหมือนหนุ่มสาว
ทวั ไป เมือรักชอบพอกนั ผใู้ หญ่เหน็ พร้อมทงั สองฝ่ายกอ็ นุญาตใหไ้ ปอยดู่ ว้ ยกนั ฝ่ ายชายจะเขา้ ไปอยบู่ า้ น
ฝ่ ายหญิง เมืออยู่ร่วมกนั สักระยะ กย็ า้ ยออกจากบา้ นฝ่ ายหญิงเพือไปสร้างครอบครัวใหม่ ค่าสินสอด
แลว้ แต่ฐานะของแต่ละคน ผชู้ ายบางคนกไ็ มม่ ีให้ บางคนก็ใหเ้ ป็นสร้อยคอ กาํ ไล เงิน การครองเรือน ยึด
ประเพณีผวั เดียวเมียเดียว จะไมเ่ ปลียนคู่ครอง นอกจากสามีหรือภรรยาเสียชีวติ ลง หรือมีปัญหาขดั แยง้ กนั
อยา่ งรุนแรงจึงแยกจากกนั
พธิ ีกรรม
การฉลองเสาวญิ ญาณบรรพบุรุษ (เหน่เอน็ หล่อโบง)
จดั ขึนในเดือน ๕ ทางจนั ทรคติ ช่วงเปลียนผา่ นระหวา่ งฤดูแลง้ เขา้ สู่ฤดฝู น เป็นพิธีฉลอง
เสาวิญญาณบรรพบุรุษ " บวงสรวงบูชาผีและวญิ ญาณบรรพบุรุษ งานจะจดั เป็นเวลา ๓ วนั ๓ คืน และมี
การลอยก่าบางจาํ ลอง ซึงเชือวา่ เป็นการลอยความทุกข์และโรคภยั ไขเ้ จ็บใหพ้ น้ จากครอบครัว และจาก
ชุมชน
พิธีศพ เมือมีคนตาย เพือนบา้ นกจ็ ะช่วยกนั เฝ้าศพ เพือไม่ใหญ้ าติพีนอ้ งรู้สึกเศร้าและ
เดียวดาย จะมกี ารร้องราํ ทงั คืน อาจจะเฝ้าคืนเดยี วหรือ ๒-๓ คืน กน็ าํ ศพไปฝังทีสุสาน ก่อนจะขดุ หลุมก็
ขอทีเจา้ ทีเนจา้ ทางก่อน เมือนาํ โลงศพหยอ่ นในหลุ่มกเ็ อาขา้ วสาร นาํ สร้อยคอ พริก ถว้ ยชาม หมอ้ ขา้ ว
ของใชต้ า่ ง ๆ ของผูต้ ายใส่ไปใหค้ รบถว้ น
ความเชือ ชาวมอแกนจะเชือในเรือง ดงั นี
การเกดิ

๒๒

เมือผหู้ ญิงมอแกนคลอดลูก หมอตาํ แยจะเป็นผทู้ าํ คลอด ไม่มีพธิ ีกรรมใด ๆ พอ่ แม่ยงั ไม่
กลา้ ตงั ชือลูก เพราะไม่รูว้ า่ ลูกจะมีชีวิตรอดหรือไม่ การตงั ชือพอ่ แมจ่ ะตอ้ งมนั ใจว่าลกู จะมชี ีวติ รอด จึงจะ
ตงั ชือให้

การตาย
ความเชือเรืองชีวติ หลงั ความตายชาวมอแกนจะถือวา่ การทีคนตายไปแลว้ เป็ นคนทีหมด
ทุกขห์ มดกรรม ไมต่ อ้ งมาลาํ บากเหมือนคนทียงั มีชีวิตอยู่ ในงานศพของชาวมอแกนจะไมม่ ีความ
โศกเศรา้ จะมงี านรืนเริงตลอดทงั คืน
ดนิ นําป่ าเขา
ชาวมอแกนเชือเรืองเกียวกบั ภตู ิทะเล ความเชือดงั เดิมเรืองวิญญาณ เชือว่าสิงศกั ดิสิทธิ
รวมถึงผบี รรพบรุ ุษและผตี ่าง ๆ ในธรรมชาติ มีอาํ นาจในการบนั ดาลใหเ้ กิดผลร้ายผลดี ปกป้องคุม้ ครอง
หรือทาํ ใหเ้ จบ็ ป่ วยได้ ดงั นนั จึงตอ้ งติดต่อกบั วิญญาณดว้ ยการเขา้ ทรง และเซ่นไหว้
ข้อห้าม
ชาวมอแกนเชือวา่ ถา้ สามีออกไปหารังนก หา้ มภรรยาหวีผม แต่งตวั ออกไปเทียว ปัดกวาด
พบั เสือ เพราะจะทาํ ใหส้ ามปี ระสบอบุ ตั ิเหตุ (นฤมล หิญชีระนนั ท์ อรุโณทยั ชีวติ พวกเราชาวทะเล ก่ามอย
ออลางมอแกน ก่ามี อรู ักลาโวย้ ๒๕๕๖,หนา้ ๓๖)

ตํานาน/นทิ าน
มอแกนมีตาํ นานเกียวกบั คลืนเจด็ ชนั หรือคลืนใหญท่ ีชาวมอแกนเรียกวา่ “หละบูน” เชือ
กนั วา่ เป็นคลืนยกั ษก์ ินคน ทีจะมากวาดลา้ งทาํ ความสะอาดแผน่ ดินจากความสกปรกของขยะและ
สิงก่อสร้าง และความชวั ร้ายต่าง ๆ และมีนิทานเรือง นกกระสากบั หอยดู่กนู (หอยลิน ลินทะเล หรือหอย
แปดเกลด็ ) เป็ นนิทานทีสอนว่าอยา่ ดถู ูกคนอืนหรือผทู้ ีดอ้ ยกวา่ ตน
ศิลปะการแสดง
ชาวมอแกนมีความสามารถในการร่ายรําและขบั ร้องเพลงโตต้ อบทีใชป้ ฏิภาณไหวพริบ
ประกอบการตีราํ มะนา ฉิง และเครืองสีทีเรียกวา่ กาติง เนือหาของเพลง กลา่ วถึงการเดินทางไปยงั
สถานทีต่าง ๆ เช่น เกาะสองของพม่า การทาํ มาหากิน เพลงมอแกน หรือเพลงวนั เดซา เป็นเพลงรอ้ งภาษา
มอแกน ใชร้ ้องในพิธีฉลองวิญญาณบรรพบุรุษ
ภูมปิ ัญญาท้องถิน

๒๓

ชาวมอแกนมีวิถีหากินกบั ทะเลมากกว่าบนฝัง จึงมีความเชียวชาญเกียวกบั การเดินเรือ การ
ดูทิศทางโดยอาศยั ดวงดาว ลม ฝน และคลืน โดยสงั เกตลกั ษณะกอ้ นเมฆ นาํ ทะเล ขอบฟ้า การสังเกตเสียง
นกรอ้ ง รวมทงั การวา่ ยดาํ นาํ และการทาํ มาหากินทางทะเล มคี วามรู้เกียวกบั ป่ าและพืชพรรณไมท้ ี
หลากหลายในป่ า และชาวมอแกนยงั มีหตั ถกรรมการสานเสือเตย สมกุ หมาก ไวใ้ ชใ้ นครัวเรือนอีกดว้ ย
วถิ ชี ีวิต ชาวมอแกนมีวิถีชีวติ ตามวฒั นธรรมปัจจยั ๔ ดงั ต่อไปนี

ทีอยู่อาศัย
ในอดีตชาวมอแกน อาศยั อยใู่ นเรือทีเรียกวา่ “ก่าบาง” เรือนีมีอตั ลกั ษณ์ทีโดดเดน่ คือ “ง่าม”
หรือรอยหยกั เวา้ ทีหวั เรือและทา้ ยเรือ ใชป้ ี นและกา้ วขึนลงเรือเมือมอแกนลงทะเลเพือว่ายนาํ และดาํ นาํ เป็น
ทีจบั ยึดเวลาลากเรือขึนและลงหาด ปัจจบุ นั ชาวมอแกนใชไ้ มก้ ระดานทาํ เรือเพราะมีความแข็งแรงคงทน
มากกวา่ เรือไมร้ ะกาํ ทีมีอายุการใชง้ านเพยี ง ๓-๖ เดือน
ปัจจุบนั ชาวเลมอแกนสร้างบา้ นบนชายหาด เรียกบา้ นว่า “ออมา๊ ก” มีลกั ษณะเป็นบา้ นเสา
ไม้ ยกพนื สูง มีบนั ไดไวข้ ึนลง หลงั คามุงดว้ ยใบคอ้ ฝาผนงั กนั ดว้ ยใบคอ้ หรือใบหนามเตย นาํ มาเยบ็ ให้
ติดกนั เรียกวา่ “แชง” บา้ นหนั หนา้ ไปทางทิศตะวนั ออก – ตก และสร้างห่าง ๆ กนั ปูพนื บา้ นดว้ ยไม้
กระดานหรือฟากไมไ้ ผ่ ( สมเกียรติ สัจจารักษ(์ ๒๕๕๔) (แนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้เพือรกั ษาอตั
ลกั ษณ์ชาวเลมอแกน วทิ ยานิพนธ์ศึกษาศาสตร์ดุษฎบี ณั ฑิต บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศิลปากร หนา้
๑๑๔)

อาหาร
ชาวเลมอแกนจะไดอ้ าหารสดจากทะเล เช่น ปลา หมึก หอยทีเกาะอยตู่ ามโขดหิน เจาะมา

ปรุงอาหาร โดยการตม้ หรือผดั กบั นํามนั และพืชทีอยบู่ ริเวณทีพกั เช่น เผอื กมนั นาํ มาเผา ผกั หวานป่ า
ยอดหวาย เป็นตน้ เครืองปรุงหลกั ไดแ้ ก่ พริกแห้ง หอม ตะไคร้ เกลือ กะปิ

การรักษาโรค
ชาวมอแกนยงั รักษาความเชือดงั เดิมเรืองสิงศกั ดิสิทธิ วิญญาณบรรพบุรุษ และวญิ ญาณ

ต่าง ๆ ในธรรมชาติ วา่ มีอาํ นาจลีลบั ในการปกป้องคุม้ ครองและทาํ ใหเ้ จบ็ ป่ วยได้ การเจ็บป่ วยหนัก ๆ โต๊ะ
หมอ หรือ “ออลางปุตี” จะมาเขา้ ทรงและเซ่นไหวว้ ิธีต่าง ๆ มีการใชส้ มุนไพรควบคู่กนั ในบางโรค
และมีหมอตาํ แย (เอบูมบายาย) เป็นผทู้ าํ คลอดใหค้ นทีจะคลอดลูก และมกี ารอยไู่ ฟเพือใหม้ ดลกู เขา้ อเู่ ร็ว

การแต่งกาย

๒๔

ผหู้ ญิงนุ่งกระโจมอกดว้ ยผา้ โสร่งหรือผา้ ถุง ไม่สวมเสือ ปัจจุบนั แต่งกายเหมือนคน
พืนเมืองมากขึน ผหู้ ญิงนุ่งผา้ ถงุ สวมเสือ บางคนใชเ้ ครืองสาํ อางและสวมเครืองประดบั ในอดีต ผชู้ ายนุ่ง
โสร่งลวดลายคลา้ ยผา้ โสร่งพมา่ นุ่งแบบผา้ เตียว (คลา้ ยโจงกระเบน) ไม่สวมเสือ ปัจจุบนั หนั มานุ่งกางเกง
และสวมเสือ
การประกอบอาชีพ

ชาวมอแกนจะหากินกบั ทะเล งมหอย จบั ปู แทงปลา ตกปลา ดาํ ปลิงทะเล และสตั วท์ ะเล
ต่าง ๆ เครืองมือจบั สตั วใ์ นอดีต ไดแ้ กซ่ ูม (เหลก็ ๓ ง่ามตอ่ ดา้ มดว้ ยไมไ้ ผ่ใชแ้ ทงปลาขณะอยบู่ นเรือ) แลม้
(เหลก็ แหลมต่อดา้ มดว้ ยไมไ้ ผใ่ ชแ้ ทงปลาขณะดาํ นาํ ) กอโด (เหลก็ เขียหอยตามซอกหิน) แป๊ ะตอก (เหลก็
สาํ หรับเจาะหอยตามโขดหิน) ไกววาด (ไมห้ วายสาํ หรับแหยล่ งในรูจบั เพรียงทรายตามชายหาด)
(สมเกียรติ สจั จารักษ์ (๒๕๕๔) หนา้ ๑๓๐) ทาํ ประมงนาํ ตืน, “รับจา้ งนายทุน” งมสิงของในทะเล เช่น
เปลือกหอยแปลก ๆ หรือรับจา้ งทวั ไป
ปัญหาและอปุ สรรค

โครงการพฒั นาระบบฐานขอ้ มูลเพือเสริมสรา้ งความเขม้ แขง็ ให้แก่ชนเผา่ พืนเมืองใน
ประเทศไทย (ชนเผา่ พืนเมืองมอแกน มปป.หนา้ ๑๐) กล่าวปัญหาและอปุ สรรคของชาวมอแกน สรุปได้
ดงั นี

๑.ปัญหาการไร้สญั ชาติ ทาํ ใหข้ าดสิทธิขนั พืนฐานหลายอยา่ ง
๒. ปัญหาการขาดความมนั คงดา้ นทีอยูอ่ าศยั
๓. ปัญหาพืนทีท ามาหากินจ ากดั
๔. ปัญหาความไม่เขา้ ใจ ไม่เห็นคุณค่าในวิถีวฒั นธรรมทาํ ใหเ้ กิดการถูกดูแคลน เอารัดเอา
เปรียบ หรือไมไ่ ดร้ ับความใส่ใจ

๓.๓ ชาวเลมอแกลน
ประวตั คิ วามเป็ นมา

นฤมล อรุโณทยั และคณะ (๒๕๕๗ หนา้ ๑๒๒-๑๖๙) และ โครงการพฒั นาระบบ
ฐานขอ้ มลู เพือเสริมสร้างความเขม้ แข็งใหแ้ ก่ชนเผา่ พืนเมืองในประเทศไทย Development of
community knowledge-based database system for empowering the most marginalized and

๒๕

vulnerable indigenous groups in Thailand (ชนเผา่ พืนเมอื งมอแกน มูลนิธิชนเผาพืนเมืองเพือ
การศึกษาและสิงแวดลอม (ม.ก.ส) หนา้ ๒-๑๐) ไดก้ ล่าวถึงชาวเลมอแกลน สรุปไดว้ า่

ชาวมอแกลนตงั ถินฐานอยูใ่ นประเทศไทยตงั แต่สมยั บรรพบุรุษ หมู่บา้ นของชาวมอแกลน
ตงั อยชู่ ายฝังทะเลหรือดา้ นในแผ่นดิน ไดต้ งั หลกั แหล่งอยกู่ บั ทีแทนการอพยพโยกยา้ ย ชุมชนดงั เดิมอยใู่ น
พืนทีริมฝังทะเลของจงั หวดั พงั งา เช่น ทีริมทะเลบางสกั เป็นทีอยอู่ าศยั ของชาวมอแกลนมาก่อนทีจะมี
อุตสาหกรรมเหมืองแร่เขา้ มาใชพ้ ืนที บรรพบุรุษของชาวมอแกลนเลา่ วา่ ชาวมอแกลนน่าจะอพยพมาจาก
บา้ นในหยง อาํ เภอตะกวั ทุ่ง จงั หวดั พงั งา แลว้ มาตงั ถินฐานทีบา้ นลาํ ปี บา้ นเกาะนก บา้ นทบั ปลา บางส่วน
ก็มาตงั ถินฐานบริเวณบางสกั ที “นากก” บุกเบิกพืนทีทาํ สวน ทาํ ขา้ วไร่ ทาํ ประมง หาปลา ปู กงุ้ หอย และ
สตั วท์ ะเลอืนๆ เกบ็ ผกั ผลไมป้ ่ า ต่อมากย็ า้ ยมาที ทุ่งเคด็ นายาว และพืนทีอืนๆ ในบริเวณนี
การกระจายตัว

ชุมชนมอแกลน กระจายตวั ตามชุมชน ในพืนทีจงั หวดั พงั งา และภเู กต็ ดงั นี เกาะนก ขนิม
คลองญวนใต้ ลาํ แก่น ทุ่งหวา้ นาํ เคม็ ลาํ ปี หินลาด ทบั ปลา บา้ นท่าใหญ่ บางสกั -ทบั ตะวนั บนไร่ บา้ น
นาํ เค็ม ท่าปากแหว่ง บางขยะ ท่าแป๊ ะโยย้ ทุ่งดาบ เทพประทาน ท่าฉตั รไชย หินลูกเดียว
พืนทีทํากนิ

ชาวมอแกลนส่วนใหญท่ าํ ประมงหาสตั วท์ ะเลตามชายฝัง ชายหาดและตามป่ าชายเลน
ชุมชนทีอาศยั อยรู่ ิมฝังทะเลทีมีหาดทรายและแนวปะการัง จะหาปลา กุง้ หอยชนิดต่าง ๆ และปลาหมึกสาย
นอกจาก อาชีพประมงแลว้ ชาวมอแกลนยงั ทาํ ไร่ ทาํ นา บางชุมชนเลียงสตั ว์ เช่น ไก่และหมู หลงั จากทีเริม
มีการทาํ สวนมะพร้าว สวนยางพารา อตุ สาหกรรมเหมืองแร่ดีบุก ชาวมอแกลนกม็ าทาํ งานรับจา้ งเพือแลก
กบั ขา้ วและของจาํ เป็นอนื ๆ เมืออุตสาหกรรมการท่องเทียว การคา้ และ การบริการเติบโตขึนในพืนทีริมฝัง
ทะเลอนั ดามนั ชาวมอแกลนในชุมชนทีไม่ห่างจากแหล่งท่องเทียว กท็ าํ งานรับจา้ งมากขึน

พืนทีทางจติ วิญญาณ
หลาโต๊ะ และสุสาน จะเป็ นพืนทีสําคญั ทางจติ วิญญาณของชาวมอแกลน

ประชากร
จาํ นวนประชากรของชาวเลเผา่ มอแกลน มีดงั นี เกาะนก ๑๘๙ คน ขนิม ๗๓ คน คลองญวนใต้ ๔๘

คน ลาํ าแก่น ๑๑๒ คน ลาํ ปี ๑๓๐ คน หินลาด ๑๐๘ คน ทบั ปลา ๒๐๑ คน บางสกั -ทบั ตะวนั ๑๓๔ คน
บนไร่ ๘๙ คน บา้ นนาํ เคม็ ๓๘ คน ท่าปากแหว่ง ๘๑ คน บางขยะ ๑๒๖ คน ทา่ แป๊ ะโยย้ ๘๐ คน ทุ่ง

๒๖

ดาบ ๓๓ คน เทพประทาน๓๒ คน ท่าฉตั รไชย ๓๐๓ คน หินลูกเดียว ๙๐ คน รวม ๑,๘๖๗ คน (ทีมา จาก
การส ารวจโครงการ kpemic ระหวา่ งปี พ.ศ. ๒๕๕๙ – ๒๕๖๐)
ภาษา

ชาวเลมอแกลน มแี ต่ภาษาพดู ไม่มภี าษาเขียน ชาวมอแกลนใชภ้ าษาใกลเ้ คียงกบั มอแกนและ
สามารถสือสารกนั ได้ แต่มอแกลนจะไดร้ ับอิทธิพลจากภาษาไทยมากกวา่ มอแกน

ตวั อยา่ งคาํ ภาษามอแกลน
ญาํ จอน หมายถึง กินขา้ ว ดกาตาํ ไล้ หมายถึง จะไปไหน
วฒั นธรรม
ประเพณี
-แต่งงาน เมือหนุ่มสาวชาวมอแกลนชอบพอกนั จนตดั สินใจใชช้ ีวิตคู่ดว้ ยกนั พ่อแม่บางคน
เห็นสมควรใหล้ กู มีคู่ครอง ผชู้ ายกจ็ ะใหผ้ อู้ าวโุ สไปสู่ขอผหู้ ญิงให้ ในอดีต สินสอดทองหมนั ไดแ้ ก่ ผา้ ถุง
๒ – ๓ ผนื หมากพลู ๙๙ คาํ เงินหนกั หนึงชงั (ประมาณ ๑.๒ กิโลกรัม) เป็นเหรียญเงินทีมรี ูตรงกลางนาํ มา
รอ้ ยเชือกให้เป็นพวงขนาดเท่าพวงมาลยั ก่อนจะตกลงปลงใจอยดู่ ว้ ยกนั ฝ่ายหญิงจะลองใจฝ่ ายชายดว้ ย
การให้หาบนาํ มาเติมจนเตม็ ตุ่ม ถางหญา้ ถางไร่ หรือช่วยงานอืน ๆ
-นอนหาด เป็นงานประเพณีประจาํ ปี ของชาวมอแกลนบา้ นแหลมหลาหรือบา้ นท่าฉตั รไชย และ
บา้ นหินลกู เดียว จงั หวดั ภูเก็ต จดั ขึนในช่วงวนั ขึน ๑๓-๑๕ ค่ าเดือน ๓ เป็นเวลา ๓ วนั ๓ คืน เป็นการ
แสดงเคารพต่อสิงศกั ดิสิทธิในพืนที คือ พอ่ ตาหินลูกเดียว การบูชาสิงศกั ดิสิทธิทางทะเล การแกบ้ น
สะเดาะเคราะห์
-รับบุญสารทเดือนสิบ จดั ขึนช่วงวนั แรม ๑ คาํ ถงึ วนั แรม ๑๕ ค่ า เดือน ๑๐ ทางจนั ทรคติ ชาวไทย
ปักษใ์ ตจ้ ะไปทาํ บุญทีวดั เพืออุทิศส่วนกศุ ลส่งใหก้ บั บรรพบุรุษผูล้ ่วงลบั ชาวมอแกลนจะไปรับบุญ
ขา้ วสาร ขนม และเงิน ใส่ในชอบหรือสอบ หรือกระบุงทีสานกบั ใบเตยหนาม ในอดีตมีการนาํ สิงของจาก
ทะเลไปแลกเปลียนกนั ดว้ ย
-ลอยเรือ ของชาวมอแกลน บา้ นแหลมหลา ภเู กต็ จัดขึนช่วง ๑๕ คาํ เดือนหกและเดือนสิบเอด็ มีการ
สร้างเรือลอยเคราะห์ ตดั ผมตดั เลบ็ ใส่ในเรือ มีการร้องเพลงและร่ายรํา เป็นการสะเดาะเคราะห์ ให้พน้ จาก
โรคภยั ใหเ้ จา้ ทีเจา้ ทางปกป้องคุม้ ครอง เรือของชาวเลมอแกนแหลมหลาทาํ ดว้ ยหยวกกลว้ ยใบเรือทาํ ดว้ ย
ผา้ ขาวมา้
พธิ ีกรรม

๒๗

พิธีสกั การะวญิ ญาณบรรพบุรุษ หรือ ตายายถว้ ย เป็ นพธิ ีไหวต้ ายายทีอยใู่ นถว้ ย จดั ขึนใน
เดือนสี ทางจนั ทรคติทุกปี ในเวลากลางวนั จะจดั บริเวณป่ าใกลห้ มู่บา้ น มผี ูเ้ ฒา่ ชาวมอแกลนเป็ นผปู้ ระกอบ
พิธี ช่วงกลางคืนเป็นพิธีของแตล่ ะครอบครัว

ไหวพ้ อ่ ตาสามพนั หนา้ ศาลเป็นประจาํ ปี ในเดือนสีทางจนั ทรคติ มเี สาไมไ้ ผส่ ูงทีมียอดเป็น
รูปนกและประดบั ธงผา้ สีขาวยาวอยู่ ดา้ นหนา้ ศาล ปัจจุบนั ถูกคนั ดว้ ยถนน ภาพศาลพ่อตาสามพนั บริเวณ
หนา้ หาดบางสัก

ไหวพ้ ่อตาหลวงจกั ร เป็นพิธีกรรมมราจดั ทุกปี ในเดือนหา้ ทางจนั ทรคติ
การแกบ้ น
ทาํ บุญเดือนสิบ
งานศพ จะมีการอาบนาํ ศพ และฝังศพภายใน ๑ วนั
พธิ ีเชงเมง้ เป็นพิธีไหวบ้ รรพบุรุษ ทาํ ในช่วงเดือน ๔
ความเชือ
ชาวมอแกลนมีความเชือเกียวกบั สิงศกั ดิสิทธิทีเป็น “วญิ ญาณบรรพบุรุษ” และ “วญิ ญาณ
ในธรรมชาติ” วิญญาณบรรพบุรุษและบุคคลสาํ คญั ของกลมุ่ หรือชุมชนของชาวมอแกลน ไดแ้ ก่ “พอ่ ตา
สามพนั ” “พอ่ ตาหลวงจกั ร” “พ่อตาหินกอง” “พ่อตาหินลูกเดียว”

. ตาํ นาน/นทิ าน
ชาวมอแกลนมีตาํ นานเรืองพ่อตาสามพนั บรรพบรุ ุษของชาวมอแกลน ผเู้ ป็นทหารกลา้ ใน

ราชสาํ นกั โบราณ ปกครองแถบจงั หวดั นครศรีธรรมราชในปัจจุบนั พ่อตามสามพนั มีพีนอ้ งผชู้ ายสองคน
ถกู กลนั แกลง้ ใหอ้ อกไปผจญภยั ยงั แดนไกล แต่รอดมาไดท้ กุ ครังโดยมีปลากระเบนยกั ษใ์ หน้ งั บนหลงั จน
มาถึงฝังบา้ นบางสัก จงั หวดั พงั งา ส่วนนิทานมี เรือง “เกาะเหา” ทีสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงเหตุการณน์ าํ ท่วมใหญ่
นิทานกล่าวถึงหลงั เกิดภยั พิบตั ิก็มีแผน่ ดินผดุ ขึนมาจากทะเล ชาวมอแกลนเรียกเกาะทีเกิดขึนใหมว่ ่า “บุ
โลย่ ” แปลวา่ “เหา” ต่อมาเกิดฝนตกใหญจ่ นนาํ ทะเลท่วมแผน่ ดิน ผูค้ นก็หนีไปอยใู่ นถาํ ทีในเกาะ คนทีปี น
เขา้ ถาํ ไมท่ นั ก็กลายเป็นเต่าและปลาพะยนู เมือนาํ ทะเลลดผคู้ นก็แยกยา้ ยออกจากเกาะแห่งนี ขา้ ง ๆ “เกาะ
เหา” มีเกาะเลก็ ๆ ชือ “เกาะผี” เปรียบเสมือนสมอทียึด “เกาะเหา” ไว้ และยงั มีนิทาน เรือง “ผหี ลงั โวง
หรือผีหลงั โหว”่
การดาํ รงชีวติ ชาวมอแกลนมีวิถีการดาํ รงชีวิตตามวฒั นธรรมปัจจยั ๔ ดงั นี

๒๘

ทีอย่อู าศัย
บา้ นแบบดงั เดิมเป็นเรือนไมไ้ ผ่ หลงั คามุงดว้ ยใบจาก ใบคอ้ หรือใบไมท้ ีหาไดง้ า่ ยใน
ทอ้ งถิน ทรงสูงมีใตถ้ ุน ฝากนั ดว้ ยไมไ้ ผ่ขดั แตะ มีบนั ไดไมไ้ ผพ่ าดขึนบา้ นและสามารถยกตวั บนั ไดออกได้
เพือป้องกนั สตั วร์ ้ายหรือสตั วป์ ่ า พืนทีภายในทาํ เป็นโถงโล่งไม่ไดก้ นั แบ่งเป็นหอ้ ง ยกเวน้ บริเวณครัว
ต่อมากม็ ีการกนั หอ้ งแบ่งพืนทีใชส้ อยภายในบา้ นอยา่ งเป็ นสัดส่วนมากขึน และมีหอ้ งนาํ แยกจากตวั บา้ น
ชาวมอแกลนรุ่นใหม่นิยมปลูกบา้ นเรือนคอนกรีตเป็นบา้ นชนั เดียว หลงั คามุงกระเบืองหรือสงั กะสี
อาหาร
อาหารของชาวมอแกลนส่วนใหญ่เป็นอาหารหีหาไดเ้ องใกลช้ ุมชน ป่ าชายเลน คลอง นาํ มา
ประกอบอาหารทีไม่ยงุ่ ยาก เช่น ผดั แกง ตม้ ยา่ ง คลา้ ยชาวบา้ นทวั ไป
การแต่งกาย
ผชู้ ายมอแกลนจะนุ่งผา้ ขาวมา้ หรือสวมกางเกงขายาว ส่วนผหู้ ญิงจะใส่เสือคอกระเชา้ และ
สวมผา้ ถุง โดยผหู้ ญิงจะซือเสือผา้ จากภายนอก
การรักษาโรค
ในอดีตเมือเกิดการเจ็บป่ วย ชาวมอแกลนจะใชร้ ักษาโดยใชไ้ สยศาสตร์ โดยโตะ๊ หมอ
เพราะเชืออาการเจ็บป่ วยเกิดจากผพี ลอย แปละใชส้ มนุ ไพรในการรักษา เช่น นาํ หิงหอ้ ยมาควั ในกระทะ
แลว้ บดทาํ ยาแกห้ อบใหเ้ ด็กกิน (พวงผกา เชาวนไ์ วย ๒๕๖๐ หนา้ ๒๒-๒๓)
ศิลปะการแสดง
ชาวเลมอแกลนมีศิลปะการแสดง ไดแ้ ก่ มวยกาหยง โนรากาบง รองเงง็ เพลงราํ มะนา เพลง
กล่อมเด็ก และเพลงลอยเรือ
วถิ ชี ีวติ การประกอบอาชีพ
ชาวเลมอแกนส่วนใหญป่ ระกอบอาชีพประมง เช่น หาหอย ตกเบด็ วางลอบ และดาํ นาํ หาของ
ทะเล ปัจจุบนั ชาวเลในวยั หนุ่มสาวจะทาํ งานในสถานประกอบการ เช่น โรงแรม ทาํ หนา้ ทีแมบ่ า้ น ผชู้ ่วย
กกุ๊ พนกั งานเสริฟ และ บริษทั ทวั ร์ เช่น ขบั เรือสปี ดโบ๊ท เป็นตน้
สภาพปัญหา
ปัจจุบนั ชาวเลมอแกลนมีปัญหา ความมนั คงดา้ นทีดินทีอยู่อาศยั ทีทาํ กิน พืนทีทางจิตวิญญาณ
การสูญเสียวฒั นธรรมดงั เดิม

๒๙

เอกสารเกยี วกบั จงั หวดั กระบี
จากการการศึกษาเรือง “กลุ่มชาติพนั ธุช์ าวเล จงั หวดั กระบี” มีเอกสารทีเกียวกบั จงั หวดั

กระบี ดงั นี

รายงานสถานการณ์ทางสังคม จงั หวดั กระบี พ.ศ.๒๕๖๔ (๒๕๖๔) (หนา้ ๘-) บรรยายสรุป
จงั หวดั กระบี (krabi.go.th) ไดก้ ล่าวถึงจงั หวดั กระบี สรุปไดด้ งั นี

สภาพทัวไปของจงั หวดั กระบี

๑.๑ ประวตั คิ วามเป็ นมา

จงั หวดั กระบี ตงั ขึนประมาณปี พ.ศ.๒๔๑๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว

รัชกาลที ๕ ไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหย้ กฐานะขึนเป็นเมืองปกาสัย และทรงพระราชทาน

นามวา่ “เมืองกระบี” เมอื ไดป้ ระกาศตงั ขึนเป็ นเมืองแลว้ โปรดเกลา้ ฯใหต้ งั ทีทาํ การอยู่ทีตาํ บลกระบี
ใหญ่ (บา้ นตลาดเก่า) ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๑๘ ไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้แยกเมอื งกระบี

ออกจากการปกครองของเมืองนครศรีธรรมราช เป็นเมอื งจตั วาขึนตรงต่อกรุงเทพฯ และในปี พ.ศ.
๒๔๔๓ ไดย้ า้ ยทีตงั เมืองไปอยู่ตาํ บลปากนาํ อยู่ใกลป้ ากอ่าวเป็ นร่องนาํ ลึก เรือใหญ่สามารถเขา้
เทียบท่าไดส้ ะดวกเป็นทีตงั ศาลากลางจงั หวดั จนถึงปัจจบุ นั นี
๑.๒ ลกั ษณะทางกายภาพ

๑.๒.๑ทตี งั และอาณาเขต
จงั หวดั กระบีเป็ นจงั หวดั ทีมีทรัพยากรท่องทียวทางธรรมชาติ และมรดกทางวฒั นธรรมทีเก่าแก่ การ
ผสมผสานการดาํ รงชีวติ ของผูค้ นทีต่างเชือชาติ ต่างศาสนา และความเชือทีแตกต่างอยา่ งกลมกลืน ตงั อยทู่ างดา้ นฝัง
ทะเลตะวนั ตกของภาคใตต้ ิดกบั ทะเลอนั ดามนั อยหู่ ่างจากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงแผน่ ดินประมาณ ๘๑๔
กิโลเมตร มีพนื ที ทงั หมด ๔,๗๐๘.๕๑๒ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๒,๙๔๒,๘๒๐ ไร่ มีอาณาเขตติดต่อกบั

จงั หวดั ใกลเ้ คียง ดงั นี จดจงั หวดั พงั งา และจงั หวดั สุราษฎร์ธานี
ทศิ เหนือ

ทศิ ใต้ จดจงั หวดั ตรงั และทะเลอนั ดามนั
ทศิ ตะวนั ออก จดจงั หวดั นครศรีธรรมราช และจงั หวดั ตรัง

ทิศตะวนั ตก จดจงั หวดั พงั งา และทะเลอนั ดามนั
จงั หวดั กระบีประกอบไปดว้ ย ๘ อาํ เภอ ดงั นี อาํ เภอเมืองกระบี อาํ เภอเหนือคลอง อาํ เภอคลองท่อม
อาํ เภอเกาะลนั ตา อาํ เภอปลายพระยา อาํ เภออา่ วลกึ อาํ เภอปลายพระยา อาํ เภอลาํ ทบั และอาํ เภอพนม

๓๐

๑.๒.๒ ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ
สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูนทีมีลกั ษณะโดด ๆ เตีย ๆ มบี ่อนาํ ร้อน และแอง่
นาํ ทีเกิดจากการยุบตวั ของพืนดิน สลบั กบั พืนทีลูกคลืนลอนลาด และทีราบเชิงเขาบริเวณตอนบน
ของพืนที มีพืนทีชายฝัง ดา้ นทิศตะวนั ตก และยงั ระกอบดว้ ยหมู่เกาะนอ้ ยใหญ่ จาํ นวน ๑๕๔ เกาะ
แต่มีประชากรอาศยั อยู่เพียง ๑๓ เกาะ เกาะทีสาํ คญั ไดแ้ ก่ เกาะลนั ตา เป็ นทีตงั ของอาํ เภอเกาะลนั ตา
และเกาะพีพี ซึงอยใู่ นเขตอาํ เภอเมือง เป็นสถานทีท่องเทียวทีสวยงามติดอนั ดบั ของโลก
๑.๒.๓ลกั ษณะภูมอิ ากาศ
จงั หวดั กระบี มีภูมิอากาศแบบมรสุมในเขตร้อน และไดร้ ับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวนั ตก
เฉียงใตแ้ ละลมมรสุมตะวนั ออกเฉียงเหนือ ทาํ ใหม้ ีฝนตกชุกตลอดปี และมีเพยี ง ๒ ฤดู
ฤดรู ้อน เริมตงั เดือนมกราคมจนถึงเดือนเมษายน
ฤดูฝน เริมตงั แต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนธนั วาคม

๑.๖ ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ ม
๑.๖.๑ ดิน ลกั ษณะดิน สภาพทรัพยากรดินของจงั หวดั กระบีประกอบดว้ ยกลุ่มชุดดิน ๒๑ กลุ่ม

ลกั ษณะดินจะแตกต่างกนั ตามธรณีสณั ฐานและวตั ถุตน้ ก าเนิดดิน ผืนดินทีใชเ้ พาะปลูกเป็นดินเหนียวและ
ดินร่วนระบายน้ าไดด้ ี ใชใ้ น การเกษตรกรรม พืชเศรษฐกิจทีส าคญั จากขอ้ มูลพืนทีปลูกพืชเศรษฐกิจของ
จงั หวดั กระบี คือ ยางพารา เป็นพืชที ปลกู มากทีสุด ประมาณ ๙๒๕,๙๓๐ ไร่ ปาลม์ นาํ มนั เป็นพืชเศรษฐกิจ
อนั ดบั ๒ จงั หวดั โดยมีพืนทีเพาะปลกู ประมาณ ๘๙๑,๒๔๓ ไร่

๑.๖.๒ ป่ าไมแ้ ละสัตวป์ ่ า จาํ นวนพืนทีป่ าไม้ (อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน ป่ าสงวนฯ) จงั หวดั
กระบี มีเนือที ๒,๙๔๒,๘๒๐ ไร่ มพี ืนทีป่ าสมบูรณ์ เนือที ๖๑๕,๔๐๐ ไร่ คิดเป็น ร้อยละ ๒๐.๙๑ ของพืนที
จงั หวดั สภาพป่ าไมส้ ่วนใหญ่เป็ นป่ าดิบชืนและป่ าเบญจพรรณ พนั ธุ์ไมท้ ีสาํ คญั ของจงั หวดั กระบี ไดแ้ ก่
ตะเคียนทอง กนั เกรา หลุมพอ ยางนา เคียม พะยอม

ป่ าสงวนแห่งชาติจาํ นวน ๔๕ ป่ า เนือที ๑,๔๑๕๙๕๒ ไร่ ส่วนหนึงมอบใหส้ ํานกั งานปฏิรูป
ทีดินเพือ การเกษตร (สปก.) เนือที ๕๖๐,๖๒๗ ไร่ คงเหลือพืนทีป่ า ๘๕๕,๓๒๕ ไร่

อุทยานแห่งชาติมีจาํ นวน ๔ แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติเขาพนมเบญจา อุทยานแห่งชาติหาด
นพรัตน์ ธารา – หมู่เกาะพีพี อุทยานแห่งชาติหม่เู กาะลนั ตา และอุทยานแห่งชาติธารโบกธรณี รวมเนือ
๔๒๒,๕๑๒ – ๐ – ๖๘ ไร่

๓๑

๓. เขตรักษาพนั ธุส์ ัตวป์ ่ า มี ๒ แห่ง คือเขตรักษาพนั ธุส์ ัตวป์ ุาคลองพระยา และเขตรักษาพนั ธุ์
สตั วป์ ุา เขาประ – บางคราม รวมเนือที ๑๙๓,๙๘๘ ไร่ อยใู่ นเขตทอ้ งทีจงั หวดั กระบี ๑๔๐,๑๘๘ ไร่)

๔. เขตห้ามล่าสัตวป์ ่ า จาํ นวน ๑ แห่ง ไดแ้ ก่ เขตห้ามล่าสตั วป์ ่ าทุ่งทะเลอยใู่ นทอ้ งทีตาํ บลเกาะ
กลาง อาํ เภอเกาะลนั ตา เนือที ๓๐,๖๓๓ ไร่

๕. พืนทีป่ าชายเลน บริเวณริมฝังทะเลในพืนที ๕ อาํ เภอ ไดแ้ ก่ อาํ เภอเมืองกระบี อาํ เภออา่ วลกึ
อาํ เภอเหนือคลอง อาํ เภอคลองท่อม และอาํ เภอเกาะลนั ตา เนือทีประมาณ ๒๒๑,๙๐๐ ไร่

1.3 ข้อมูลการปกครอง/ประชากร
๑.๓.๑ ข้อมลู การปกครอง
จงั หวดั กระบีมขี อ้ มูลการปกครอง ประกอบดว้ ย ๘ อาํ เภอ ๕๓ ตาํ บล ๓๘๙ หมู่บา้ น ๑

องคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั ๑ เทศบาลเมอื ง ๑๒ เทศบาลตาํ บล และ ๔๘ อบต.
๑.๓.๒ ข้อมลู ประชากรและครัวเรือน
จงั หวดั กระบี มีจาํ นวนประชากรทงั สิน ๔๖๓,๕๓๙ คนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็ นร้อย

ละ ๕๐.๓๑ เพศชายคิดเป็นร้อยละ ๔๙.๖๙

ศาสนา
ประชากรจงั หวดั กระบี นบั ถือศาสนาพุทธ ๖๑.๖๖% ศาสนาอิสลาม๓๘.๐๖ % ศาสนา

คริสต์ ๐.๒๑ % ศาสนาซิกส์ ๐.๐๕ % ศาสนาอืนๆ ๐.๐๒ % โดยมีวดั ๘๑ แห่ง ทีพกั สงฆ์ ๓๓ แห่ง
มัสยิด ๑๘๖ แห่ง โบสถ์คริ สตจักร ๘ แห่งศูนย์อบรมจริ ยธรรมฯ ๑๑๖ แห่ง และศูนย์
พระพทุ ธศาสนาฯ ๖ แห่ง

การศึกษา

ในปี การศึกษา ๒๕๕๘ มีจาํ นวนโรงเรียนในเขตความรับผดิ ชอบของสํานกั งานเขตพืนที ๆ

จาํ นวน ๒๖๐ โรงเรียน (ในจาํ นวนนีมีโรงเรียนของเอกชน จาํ นวน ๔๑ โรงเรียน ) สาํ หรับจาํ นวน
โรงเรียนในเขตความรับผิดชอบของ อปท.มีจาํ นวนทงั สิน ๑๕ โรง (โรงเรียนทีเปิ ดสอนในระดบั
อนุบาล – ระดับประถมศึกษา จาํ นวน ๑๔ โรง และระดับมธั ยมศึกษา จาํ นวน ๑ โรง) ระดับ
มธั ยมศึกษา จาํ นวน ๑๗ โรง ระดบั การศึกษาตามอธั ยาศยั (กศน.) จาํ นวน ๘ แห่ง ระดบั วิทยาลยั
(ปวช./ปวส.) จาํ นวน ๕ แห่ง ระดบั มหาวทิ ยาลยั จาํ นวน ๑ แห่ง

๑.๕ ประเพณีและวฒั นธรรม

๓๒

ลิเกป่ า เป็ นการแสดงพืนบา้ นทีดดั แปลงมาจากลิเกสิบสองภาษา ลิเกป่ าเป็ นการแสดงที
ประสานวฒั นธรรมหลากหลายเขา้ ดว้ ยกนั อาทิ ดนตรีจะใชร้ ํามะนา ทบั โหม่ง กลอง ฉิง บทกลอน
จะมีการประสมทาํ นองมโนราหก์ บั เพลงบุรันยาวา

หนังตะลงุ แสดงใหเ้ ห็นการผสมผสานกบั วฒั นธรรมอินเดีย ในจงั หวดั กระบี มีศิลปิ นหนงั
ตะลุงหลายคณะ

มโนราห์ การแสดงพืนบา้ นของจงั หวดั ทางภาคใตท้ ีขึนชือทีแสดงถึงวฒั นธรรมของชาว
ภาคใตเ้ ป็นอยา่ งดี

รองเง็งและเพลงตนั หยง ไดร้ ับอิทธิพลจากมลายู ซึงดดั แปลงมาจากโปรตุเกสอีกทอดหนึง
เดิมเพลงรองเงง็ นิยมแสดงในบา้ นขนุ นาง ภายหลงั ชาวบา้ นนาํ มาเล่นและพฒั นาดดั แปลงมาเป็นเนือ
รอ้ งภาษาไทย เรียกวา่ เพลงตนั หยง

ประเพณลี อยเรือชาวเล
จดั ตรงกบั วนั เพญ็ เดือน ๖ และวนั เพญ็ เดือน ๑๑ ของทุกปี ทีเกาะลนั ตานบั เป็นงาน

ประเพณีเก่าแก่ของชาวเลทีหาดูไดย้ าก งานนีจดั ตรงกบั วนั เพ็ญเดือน ๖ และวนั เพญ็ เดือน ๑๑ ของ
ทุกปี โดยกลุ่มชาวเลในบริเวณเกาะลนั ตาและเกาะใกลเ้ คียงจะมาชุมนุมกนั ทําพิธีลอยเรือเพือ
สะเดาะเคราะห์ ณ ชายหาดใกล้ ๆ กบั บา้ นศาลาด่าน ในพิธีจะมีการร้องรําทาํ เพลง มีการร่ายรํารอบ
ลาํ เรือดว้ ยจงั หวะและทาํ นองเพลงรองเงง็

งานประเพณสี ารทเดือนสิบ
เดือนสิบเป็ นประเพณีสําคญั ของชาวใตเ้ พืออุทิศส่วนกุศลใหบ้ รรพบุรุษผลู้ ่วงลบั

ไปแลว้ ขนมทีขาดไม่ไดค้ ือ ขนมลา ขนมเจาะหู ขนมพอง ขนมบา้ และขนมกงหรือขนมไข่ปลา

เทศกาลกระบีเบกิ ฟ้าอนั ดามนั
จัดตรงกับ เดือนพฤศจิ กายนของทุ กปี เพื อส่ งเส ริ มการท่องเที ยวและ

ประชาสัมพนั ธ์จงั หวดั เป็ นงานเปิ ดฤดูกาลท่องเทียวของจงั หวดั เริมจดั ครังแรกเมือปี พ.ศ. ๒๕๓๙
มีกิจกรรมรืนเริงและการแสดงทางวฒั นธรรมมากมาย

เทศกาลลานตาลนั ตา
จดั ขึนเพือเป็ นการประชาสัมพนั ธ์ และส่งเสริมการท่องเทียวเกาะลนั ตา อนุรักษ์

วฒั นธรรมทอ้ งถิน ทีมวี ฒั นธรรมประเพณีทีหลากหลาย

๓๓

คําขวญั ประจําจงั หวดั
กระบีเมืองน่าอยู่ ผคู้ นน่ารัก

ตราประจําจังหวดั

รูปกระบีไขว้ เบืองหลงั มีภูเขาและทะเล กระบีไขว้ หมายถึง อาวธุ โบราณซึงมีผคู้ น้ พบในทอ้ งที
จงั หวดั จาํ นวน ๒ เล่ม ภเู ขา หมายถึง เขาพนมเบญจาซึงเป็นภูเขาสูงสุดของกระบี ซบั ซ้อนกนั ถึง ๕
ยอด จึงเรียกวา่ พนมเบญจา มีเมฆปกคลุมตลอดเวลา และกนั เขตแดนกบั จงั หวดั อืน ส่วนทะเล
หมายถึง อาณาเขตอีกดา้ นหนึงของกระบีซึงติดกบั ฝังทะเลอนั ดามนั หรือมหาสมทุ รอินเดีย

ต้นไม้ประจาํ จงั หวดั

ตน้ ทุง้ ฟ้า (Alstonia macrophylla)
จากขอ้ มูลขา้ งตน้ แสดงใหเ้ ห็นวา่ จงั หวดั กระบี มีความอดุ มสมบูรณ์ ลอ้ มรอบดว้ ยทะเล
ภเู ขาและทรัพยากรป่ าไม้ มปี ระชากรทีเป็นชาวไทยพทุ ธ ชาวไทยมุสลิม และชาวเล เป็ นสงั คมพหุ
วฒั นธรร มทีเกือกูลซึงกนั และกนั และจงั หวดั กระบียงั มีกลุ่มชาติพนั ธุ์ชาวเลโอรังลาโวยจ ทีมีอตั ลกั ษณ์
โดดเดน่ น่าศึกษา การทีจะศึกษาเรืองกลุ่มชาติพนั ธุ์ชาวเลในจงั หวดั กระบี นนั ผูศ้ ึกษาจาํ เป็นตอ้ งมคี วามรู้
ความเขา้ ใจถึงสภาพแวดลอ้ มและวฒั นธรรมของกลุ่มชาติพนั ธุช์ าวเลในจงั หวดั กระบี ซึงเป็นประโยชน์ใน
การนาํ ไปใชว้ เิ คราะห์ในดา้ นต่าง ๆ ดงั นี ประวตั ิความเป็นมาของกลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์กระบี ทีตงั แหล่งทีอยอู่ าศยั
พืนทีทาํ กิน พืนทีทางจิตวิญญาณ จาํ นวนประชากร ภาษา วฒั นธรรม การแต่งกาย ประเพณี เทศกาล
พธิ ีกรรม คติความเชือตาํ นาน ศิลปะการแสดง ศิลปิ น ภูมปิ ัญญาทอ้ งถิน การละเล่น วิถีชีวติ การประกอบ
อาชีพ อาหารทอ้ งถิน และสภาพปัญหาอปุ สรรคในแต่ละพืนที

เอกสารและงานวิจยั ทีเกียวขอ้ งทีไดศ้ ึกษาคน้ ควา้ ไดแ้ ก่ เอกสารทีเกียวขอ้ งกบั จงั หวดั กลุ่มชาติพนั ธุ์
ชาวเล เอกสารทีเกียวขอ้ งกบั จงั หวดั กระบี ทาํ ใหเ้ ขา้ ใจประเดน็ ทีศึกษาไดช้ ดั เจนมากขึน และเป็นขอ้ มูล
สาํ คญั ทีนาํ ไปใชป้ ระกอบการวเิ คราะหเ์ รืองกลุ่มชาติพนั ธุ์ชาวเลใน จงั หวดั กระบี ในประเดน็ ต่าง ๆ ตามที
กาํ หนดไว้

๓๔

ดร.อรุณรัตน์ สรรเพช็ ร

ผลงาน

๑. งานวจิ ยั
ซรู ีตา มะยี และอรุณรตั น์ สรรเพช็ ร (๒๕๖๔) ภูมิปัญญาด้านการรักษาโรคของหมอพืนบา้ น อําเภอยะหา จงั หวัดยะลา ภเู ก็ต : มหาวิทยาลยั ราชภฏั ภเู ก็ต
อรุณรตั น์ สรรเพ็ชร (๒๕๔๑) การบาํ บัดรกั ษาโรคของชาวเล สงขลา : มหาวิทยาลยั ทกั ษิณ
อรุณรตั น์ สรรเพ็ชร (๒๕๖๒) วถิ ีชวี ิตชาวเลบ้านราไวย์ อาํ เภอเมือง จงั หวัดภเู ก็ต ภูเก็ต : สาํ นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ภูเก็ต
อาซีละห์ ตหู ยง อรุณรตั น์ สรรเพช็ ร และรุง่ รตั น์ ทองสกลุ (๒๕๖๔) การสืบทอดและการดํารงอยขู่ องประเพณีเขา้ สุหนัตชาย-หญิง อําเภอยะหา จังหวัดยะลา ภูเก็ต : มหาวทิ ยาลยั ราช
ภฏั ภูเก็ต
๒. บทความวิชาการ
อรุณรตั น์ สรรเพ็ชร (๒๕๖๓) แหล่งทอ่ งเทยี วตาํ บลศรีสนุ ทร ๑๐ แหลง่ ภูเก็ต : เทศบาลตาํ บลศรสี ุนทร

คน้ ใน Welcome to Phuket Data - LINK ขอ้ มลู แหลง่ ทอ่ งเทยี วตาํ บลศรสี นุ ทร
อรุณรตั น์ สรรเพช็ ร และเลียบ ชนะศกึ (๒๕๕๑) การรักษาโรคของคนภูเก็ต

คน้ ใน Welcome to Phuket Data - การรกั ษาโรคของคนภเู ก็ต
อรุณรตั น์ สรรเพ็ชร (๒๕๖๓) สบิ แหลง่ ศิลปวัฒนธรรมจังหวัดภเู กต็ ภเู ก็ต : สาํ นกั งานศิลปะวฒั นธรรม

มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ภเู ก็ต
คน้ ใน สิบแหล่งศิลปวฒั นธรรมภเู ก็ต มอภ.จห.14921 สภท.1198 - Google Photos
อรุณรตั น์ สรรเพ็ชร และคนอนื ๆ (๒๕๖๑) จดหมายเหตภุ เู ก็จ ภเู ก็ต : กลุ่มผสู้ นใจประวตั ิศาสตรเ์ มอื งภเู กจ็
คน้ ใน Welcome to Phuket Data - ภเู กจ็ : จดหมายเหตุ สมหมาย ปินพทุ ธศลิ ป์ บรรณาธิการ
อรุณรตั น์ สรรเพ็ชร (๒๕๕๒) เหมืองแร่ภูเกต็ ภเู ก็ต : พพิ ิธภณั ฑเ์ หมอื งแร่ภเู กต็ ๑๒ หนา้
อรุณรตั น์ สรรเพช็ ร และคนอนื ๆ (๒๕๔๘) ถลาง ภูเก็จ และ ภเู ก็ต ภูเก็ต : กลุ่มผสู้ นใจประวตั ิศาสตร์
เมอื งภเู กจ็
อรุณรตั น์ สรรเพช็ ร (๒๕๕๑) ชาวเลมอแกลน๊ บ้านแหลมหลา ภูเก็ต : กลุ่มผสู้ นใจประวตั ิศาสตร์
เมอื งภเู กจ็ คน้ ใน Welcome to Phuket Data - ชาวเลมอแกล๊นบา้ นแหลมหลา
อรุณรตั น์ สรรเพ็ชร (๒๕๖๐) หลเี ป๊ ะบอกเลา่ ภูเก็ต : กลุม่ ผสู้ นใจประวตั ิศาสตรเ์ มอื งภเู กจ็
คน้ ใน Welcome to Phuket Data - หลีเป๊ ะบอกเล่า
๓.ผลงานอนื ๆ
คณะทาํ งานจดั ทาํ ระบบเวป็ ไซดฐ์ านขอ้ มูลองคค์ วามรูแ้ ละภมู ปิ ัญญาทอ้ งถนิ ใน 5 จงั หวดั ภาคใตฝ้ ังอนั ดามนั วิทยาลยั ชมุ ชนภเู ก็ต มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร,์ 2560
ทปี รึกษางานวิจัย
รุง่ รตั น์ ทองสกลุ . (2564) การสือสารอตั ลกั ษณท์ างคติชนเพือสง่ เสรมิ การทอ่ งเทยี วของอาํ เภอเกาะยาว จงั หวดั พงั งา. สาํ นกั งานการวจิ ยั แหง่ ชาติ (วช.)
ทปี รึกษางานวิจัยนกั ศกึ ษาสาขาวิชาภาษาไทยชันปี ที 4 คณะมนษุ ยศาสตรและสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ภเู กต็
เกวลี สง่ ศร.ี (2564) ขนมในวัฒนธรรมของชาวไทยเชือสายจีน จังหวดั ภูเกต็ .ภูเก็ต : มหาวิทยาลยั ราชภฏั ภเู ก็ต
นาตีญา แมฮะ.(2564) ภาพสะทอ้ นทปี รากฏจากการละเลน่ ของเด็กในอาํ เภอยะหา จังหวัดยะลา. ภูเก็ต : มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ภเู ก็ต
อาซลี ะ ตหุ ยง. (2564) ประเพณใี นรอบชวี ิตของชาวไทยมุสลมิ อาํ เภอยะหา จังหวัดยะลา. ภเู กต็ : มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ภูเกต็
ซรู ีตา มะยี. (2564)การบาํ บดั รักษาโรคแบบพนื บ้านของชาวไทยมุสลิม อําเภอยะหา จงั หวัดยะลา. ภูเก็ต : มหาวิทยาลยั ราชภฏั ภเู ก็ต
ไซนูญ โตะ๊ มิ.(2564) อาหารในวัฒนธรรมของชาวไทยมุสลมิ อาํ เภอยะหา จังหวัดยะลา.ภเู ก็ต : มหาวิทยาลยั ราชภฏั ภเู ก็ต

วทิ ยากรบรรยายใหผ้ ู้เข้าอบรมมัคคุเทศกบ์ ตั รเงนิ บัตรภูมิภาค รายวชิ า
-กลุ่มชาติพนั ธแุ์ ละชุมชนทอ้ งถิน
- สินคา้ พนื เมอื งและของทีระลึกทอ้ งถิน
- พฤตกิ รรมนกั ทอ่ งเทียวและการสือสารขา้ มวฒั นธรรม
- การสือความหมายและการเสริมสรา้ งประสบการณก์ ารทอ่ งเทยี ว
- วฒั นธรรม เทศกาลและงานประเพณี
วทิ ยากร
-นกั เล่าเรอื งชมุ ชน สาํ นกั งานพฒั นาชุมชนจงั หวดั ภเู ก็ต
-นกั เล่าเรอื งชมุ ชน มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ภเู ก็ต
-โครงการเยาวชนคา่ ยสมานฉนั ท์ สาํ นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ระนอง
-โครงการภมู คิ มุ้ กนั ของสงั คมในมติ ิวฒั นธรรม สาํ นกั งานจงั หวดั ภเู ก็ต
-ทวั รป์ ระวตั ศิ าสตรถ์ ลาง สาํ นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ภเู ก็ต

อาจารยพ์ เิ ศษ
รายวชิ าศิลปวฒั นธรรมไทย,/ วฒั นธรรมอาเซียน วิทยาลยั อาชีวศกึ ษาภูเก็ต
รายวชิ าภูมปิ ัญญาทอ้ งถิน /ประเพณปี ระจาํ ถนิ โปรแกรมมวฒั นธรรมศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ภเู กต็
รายวชิ าวฒั นธรรมไทย, การเมอื งการปกครองของไทย วทิ ยาลยั เทคนคิ ถลาง
รายวชิ าพืนฐานวฒั นธรรมไทย,/ พงั งาศกึ ษา วิทยาลยั ชมุ ชนพงั งา
รายวชิ าอาเซียนศกึ ษา โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลยั ภเู ก็ต
รายวชิ าการวิจยั เบอื งตน้ สาขาวขิ าภาษาไทย มหาวิทยาลยั ราชภฏั ภเู ก็ต


Click to View FlipBook Version