วัย คู่มือสำหรับการพยาบาล ปี
ก่อนเรียน 3-6
วิชา
การพยาบาลสุขภาพเด็กและวัยรุ่น1 (๑๐๘๒๐๑๖๔)
การเจริญเติบโตและพัฒนาการ
ของเด็กวัยก่อนเรียน
การเจริญเติบโตของเด็กวัยก่อนเรียน
การเจริญเติบโตของร่างกายโดยทั่วไป
รูปร่างและสัดส่วนของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงไปจากวัย
ทารกค่อนข้างมาก มีอัตราการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับ
วัยทารก จากรูปร่างที่เคยอ้วนกลมศรีษะใหญ่ตัวใหญ่ จะค่อยค่อยยืด
ออก ใบหน้าและศีรษะจะเล็กลงเมื่อเทียบกับขนาดของลำตัว แขน
ขา ลำตัวและข้อจะเรียวและยาวขึ้น กล้ามเนื้อและประสาทสัมผัสทำ
หน้าที่ได้ดีขึ้น
น้ำหนัก
การเพิ่มของน้ำหนักเกิดจากการเจริญเติบโตของ
กระดูกและกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ น้ำหนักของเด็กจะเพิ่ม
รวดเร็วในระยะสองถึงสามปีแรก ต่อมาอายุช่วงสี่ถึงเจ็ดปีน้ำ
หนักตัวจะเพิ่มน้อยลง
ส่วนสูง
ในเด็กวัยก่อนเรียนจะมีส่วนสูงเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจาก
การเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อและลำตัว ในช่วงอายุ3ปีควร
มีส่วนสูง 80 เซนติเมตร ขึ้นไป
การเจริญเติบโตของศรีษะ
เมื่ออายุได้สามปีขนาดศรีษะจะโตเป็นร้อยละ 90 ของขนาด
ศรีษะผู้ใหญ่หรือประมาณ 50 เซนติเมตร หลังจาก 3 ปีไปแล้ว ศรีษะ
จะเจริญเติบโตช้ามาก คือมีขนาดใหญ่ขึ้น 1 เซนติเมตร ทุกๆสามปี
ขนาดของศีรษะจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับขนาดของสมอง กล่าว
คือ เด็กที่มีศรีษะเจริญเติบโตดีเป็นปกติจะมีสมองเจริญเติบโตดี
เมื่อเด็กอายุ 3 ปีสมองจะมีจำนวนเครือข่ายเส้นใยประสาทนับล้าน
ล้านเครือข่ายล้านล้านจุดเชื่อมต่อกันมากกว่าผู้ใหญ่ 2เท่า
การพัฒนาของฟัน
ในช่วงวัยก่อนเรียน ช่วงอายุ 3 ปีฟันน้ำนมจะขึ้น
ครบทั้ง 20 ซี่แล้วและจะมีฟันชุดที่ 2 ซึ่งเป็นฟันแท้จะ
เริ่มขึ้นเมื่ออายุประมาณ 6 ปี
พัฒนาการของเด็กวัยก่อนเรียน
พัฒนาการทางร่างกาย
พัฒนาการของเด็กวัย 3 ปี ชอบกระโดอยู่ไม่นิ่ง ชอบเล่นซุกชนตามธรรมชาติ
ยังไม่เล่นรวมกับเพื่อนๆ กระโดด 2 เท้าคล่องขึ้น ขี่จักรยาน 3 ล้อได้คล่องและ
ทรงตัวได้ดีกว่าในขวบปีที่ 2 เขียนวงกลมได้ ต่อแท่งไม้สี่เหลี่ยมสูง 9 – 10 ชิ้น
ได้ เมื่ออายุเพิ่มขึ้นในวัยประมาณ 4 – 6 ปีเด็กวัยนี้จะมีความคล่องตัวเพิ่มขึ้น
การเดินและการวิ่งว่องไวขึ้น สามารถควบคุมและบังคับการทรงตัวได้ดี กระโดด
ข้ามเขย่งปลายเท้า ยืนขาเดียวได้ เด็กวัยนี้จึงพร้อมที่จะออกกําลังกาย เพื่อ
พัฒนากล้ามเนื้อให้แข็งแรง การสัมผัส หรือการใช้มือมีความละเอียดขึ้น ควรให้
เด็กช่วยเหลือตนเองและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เมื่อเด็กต้องใช้ เวลาอยู่กับผู้ใหญ่ และ
เล่นกับเพื่อน เด็กสามารถแต่งตัว หวีผม แปรงฟัน ล้างหน้า ใส่รองเท้า ผูกเชือก
รองเท้าได้
พัฒนาการทางอารมณ์
เด็กวัยนี้มักจะเป็นคนเจ้าอารมณ์ หงุดหงิดโมโหง่าย โมโหร้ายอย่างไม่มี
เหตุผล มักขัดขืนและดื้อรั้นต่อพ่อแม่อยู่เสมอ เมื่อเด็กได้คบค้าสมาคมกับ
เพื่อนๆ อาการดังกล่าวจะค่อยๆ หายไป นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับอารมณ์เลี้ยง
ดูของพ่อแม่เป็นสำคัญอีกด้วย เด็กวัยนี้มักแสดงอาการโกรธด้วยการร้องไห้
ทุบตีสิ่งกีดขวาง ทิ้งตัวลงนอน ถ้ารู้สึกตัวก็จะวิ่งหนี หลบซ่อนตัว เด็กบางคน
ที่มีน้องใหม่อาจอิจฉาน้องก็จะแสดงออกคล้ายๆ กับเวลาเด็กโกรธหรืออาจมี
พฤติกรรมถอยกลับไปเหมือนตอนยังเล็กอยู่ เช่น ปัสสาวะรดที่นอน เป็นต้น
ลักษณะเด่นอีกอย่างของเด็กวัยนี้ คือ เด็กมักจะตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ
และมีคำถามต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงความฉลาด
ของเด็กวัยนี้ นอกจากนี้เด็กได้รับการตอบสนองความต้องการอย่างสม่ำเสมอ
จะเป็นเด็กอารมณ์ดี ร่าเริงแจ่มใส หัวเราะและยิ้มง่าย และมักแสดงความรัก
อย่างเปิดเผยด้วยการโอบกอด
พัฒนาการทางสังคม
เด็กอายุ 3 ปี : ชอบจินตนาการ ชอบเล่นนอกบ้านมากขึ้น ชอบพูดประโยคคำถาม ที่ไหน ทำไม อย่างไร
ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านได้ ช่วยหยิบของให้น้อง รักแม่และติดแม่
เด็กอายุ 4 ปี : เด็กเริ่มเข้าโรงเรียน จากครอบครัวสู่สังคมในโรงเรียน เด็กจะมีเพื่อนมากขึ้น เรียนรู้การ
ปรับตัว ต้องการมีเพื่อน รักคุณครู เด็กจะชอบเล่นกับเพื่อนเพศเดียวกันมากกว่าเพื่อนต่างเพศ การเล่น
เมื่อมีข้อขัดแย้ง ไม่นานก็จะกลับมาเล่นด้วยกัน
เด็กอายุ 5 ปี : เด็กเรียนรู้การเข้าสังคม มีมารยาทในการพูดและการแสดงออกมากขึ้น สามารถเล่นกับ
เพื่อนโดยไม่เลือกเพศ เล่นเกมที่มีกติกาแบบง่าย ๆ ได้ ชอบเล่นบทบาทสมมติเรื่องใกล้ตัว เช่น เล่นเลียน
แบบชีวิตในนิทาน เล่นขายของ และแสดงเป็นบุคคลต่าง ๆ ที่เด็กชอบ เป็นต้น
เด็กอายุ 6 ปี : เด็กวัยนี้มีการเจิญเติบโตด้านร่างกายมากขึ้น มักชอบเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกันเป็นกลุ่ม ๆ
ละ 3-4 คน บางครั้งการเล่นอาจมีการแยกเพศบ้างสามารถเล่นเกมที่มีกติกามากขึ้น รู้จักการรอคอย เรียน
รู้มายาทและการแบ่งบันมากขึ้น
พัฒนาการทางสติปัญญา
ในวัยนี้เด็กจะรู้คำศัพท์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากและเข้าใจความหมายของคำเหล่านั้นได้ดี เด็กจะแสดงความฉลาด
ของตนเองออกมาโดยการพูดโต้ตอบกับผู้ใกล้ชิด ซึ่งเรื่องที่พูดก็มักจะเป็นเรื่องของตนเองและคนที่เข้าไป
เกี่ยวข้องกับตน เด็กวัยนี้จะมีความจำดีและในช่วงปลายวัยถ้าได้รับการฝึกหัดให้อ่านและเขียนหนังสือ เด็กก็
สามารถจะทำได้ดีด้วย
วิธีการประเมินการเจริญเติบโต
ตัวบ่งชี้การเจริญเติบโต
1.การเจริญเติบโตของร่างกายทั่วไป
2.น้ำหนัก
3.ส่วนสูง
4.ศีรษะและสมอง
5.ฟัน
สูตรคำนวณน้ำหนักจากอายุ 1-6 ปี
[อายุ (ปี) x 2 ] + 8
เด็กอายุ 2-5 ปี น้ำหนักขึ้น 2.3 - 2.5 กก./ปี
สูตรคำนวณส่วนสูงจากอายุ 2-12 ปี
[อายุ (ปี) x 6] + 77
เด็กอายุ2-5ปี ส่วนสูงเพิ่มขึ้น
เด็กชาย : เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 6-7 ซม./ปี
เด็กหญิง : เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 6-7ซม/ปี
การเจริญเติบโตของศีรษะ (เส้นรอบศีรษะ)
โดยประมาณ 2 ปี : 47ซม และ 5 ปี : 50ซม.
การส่งเสริมโภชนาการในเด็กวัยก่อนเรียน
ความต้องการสารอาหาร
เด็กวัยนี้ต้องการพลังงานต่อวัน วันละ 1,300-1,600 KCAL.
คำนวณได้จากสูตรคำนวณพลังงานโดยมีสูตรดังนี้
1,000 KCAL สำหรับปีเเรก +(100 KCAL x อายุ)
*REF : LABPLUSONE.THAI-FORUM.NET
อาหารเสริมตามวัย
- นม LOW FAT 2-3 แก้ว/วัน
- ผักผลไม้สดทุกวัน ตามฤดูกาล เช่น กล้วยน้ำว้า 2 ผลกลาง
- ส้มเขียวหวาน 2 ผลกลาง เพื่อช่วยให้เด็กได้รับ เช่น
VIT-A ,VIT-C ,ใยอาหาร
- ซีเรียลโฮเกรน
*REF :WWW.KU.AC.TH
การส่งเสริมโภชนาการในเด็กวัยก่อนเรียน
เด็กวัยนี้ เริ่มมีกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น เช่น เล่นกีฬา ดังนั้นร่างกายจึงต้องการสาร
อาหารต่างๆ ในปริมาณที่เหมาะสม และควรทานให้ครบทั้ง 3 มื้อที่หลากหลาย อาจมีอาหารว่างเสริม
ระหว่างวันแต่ไม่ควรเกิน 2 มื้อ ดื่มนม 2-3 แก้วต่อวัน และควรให้เด็กได้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ ส่วนสาร
อาหารที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ ได้แก่
สารอาหารประเภทโปรตีน : เนื้อสัตว์ นม ไข่ เมล็ดถั่วหรือธัญพืช มีส่วนสำคัญสำหรับการพัฒนาของ
ร่างกายและสมองของเด็กในวัยนี้ รวมทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ
ของร่างกาย ให้พลังงานและช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย
สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต : ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน และผลิตภัณฑ์จากข้าว-แป้ง เป็นสาร
อาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยทำให้เด็กวัยนี้มีกำลังและแรงในการเคลื่อนไหว เพื่อประกอบ
กิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ได้ตลอดเวลา
สารอาหารประเภทเกลือแร่ : พืช ผักชนิดต่างๆ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและมีความต้านทานโรค มักอยู่
ในส่วนต่างๆ ของผัก เช่น ใบ ดอก ผล ลำต้น หัวเหง้า นอกจากนี้ใบของผักยังมีไฟเบอร์ใยอาหาร ช่วย
ในเรื่องระบบการขับถ่าย และสร้างการหมุนเวียนของระบบทางเดินอาหารให้ดียิ่งขึ้น
สารอาหารประเภทวิตามิน : ผลไม้ต่างๆ ช่วยบำรุงสุขภาพของผิวหนังให้สดใส รวมถึงช่วยให้ระบบการ
ย่อยและการขับถ่ายเป็นปกติ ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง มีความต้านทานโรคสูง
สารอาหารประเภทไขมัน : ไขมันจากพืชและสัตว์ เป็นสารอาหารที่สำคัญ เพราะนอกจากจะให้พลังงาน
แล้ว ยังให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย และช่วยในเรื่องการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่
วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินดี และวิตามินเค ช่วยป้องกันการกระทบกระเทือนของอวัยวะภายใน
เกลือเเร่เเละวิตามินที่จำเป็น ได้เเก่ กรดโอเมก้า 3 หรือ DHA โฟเลตเเละวิตามินบี 12 โคลีน ธาตุเหล็ก
ไอโอดีน วิตามินเอ บี ซี ดี อี เเละ เค เป็นต้น
แนวทางการป้องกันอุบัติเหตุ
และการช่วยเหลือตามวัย
1.การพลัดตกหกล้มและการชนกระแทก
จากการปีนป่ายตู้เพื่อหยิบสิ่งของ การปีนป่ายต้นไม้ เครื่องเล่นต่างๆ หรือการ
ชนกระแทกจากการวิ่งเล่นกับเพื่อนหรือเล่นกีฬา ทำให้เกิดการฟกช้ำ ข้อเท้า
แพลง บางครั้งอาจรุนแรงทำให้กระดูกหัก หรือพิการเสียชีวิตจาดการที่สมอง
เพิ่มหัวเรื่องได้รับบาดเจ็บเป็นต้นควรเลี่ยงไม่ให้เด็กเล่นที่ที่ไม่ปลอดภัยหรือ
ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
2.ไฟฟ้าช็อต ไฟฟ้าดูดไฟไหม้และความร้อนลวก
สาเหตุจากการแหย่หรือเล่นปลั๊กไฟหรือสายไฟ หรือแม้กระทั่งการสัมผัสสายไฟ
ที่ชำรุดด้วยพัฒนาการของเด็กวัยนี้ที่ชอบอยากรู้อยากเห็นหรือมีพฤติกรรม
เลียนแบบตามผู้ใหญ่เป็นต้น หรือจากการเผอเรอของผู้ใหญ่ ดังนั้นควรเก็บสาย
ไฟไว้ห่างมือเด็กควรไว้เป็นที่เป็นทางไม่ให้เด็กสามารถเล่นได้
3.การจมน้ำ
เด็กวัยนี้ต้องระวังการจมน้ำในแหล่งใกล้บ้านเช่นสระว่ายน้ำ สระนํ้า คลอง บ่อ
เป็นต้น เด็กมักไปเล่นน้ำกันตามลำพังหรือบางเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะเด็กเดิน
เล่นกับเพื่อนหยอกล้อกับเพื่อนแล่วตกลงหปในคลองที่ไม่มีที่กั้น ผู้ปกครองควร
ไม่ให้เด็กอยู่กับเพื่อนของเขาตามเพียง2คนต้องมองดูอย่างใกล้ชิด
4.การบาดเจ็บที่ตา
สาเหตุจากการเล่นปืนที่มีลูกกระสุนชนิดต่างๆ เช่น ปืนอัดลม ปืนลูกดอก
เป็นต้น ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการซื้อปืนของเล่นที่ไม่มีลูกกระสุนหรือลูกดอก
แนวทางการป้องกันอุบัติเหตุ
และการช่วยเหลือตามวัย
5.การได้รับสารพิษ
จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และความประมาทของผู้ดูแลเช่น การใส่สารพิษใน
กระป๋องนํ้าอัดลมทำให้เด็กเข้าใจผิดแล้วนำมารับประทานเป็นต้น การป้องกันคือ
ไม่นำสารพิษในขวดที่เด็กคิดว่านำมารับประทานได้และควรเลี่ยงไม่ให้เด็กเห็น
ควรเก็บไว้เป็นที่
6.การบาดเจ็บจากสัตว์กัด
การบาดเจ็บจากสัตว์กัด เช่น แมว สุนัข โดยที่เด็กเล่นกับสัตว์อย่างไม่ระมัดระวัง
ควรไม่ให้เด็กเล่นกับสัตร์กรือไม่ควรเลี้ยงภายในบ้านเพราะอาจเป็นตัวนำพาหะ
โรคนำมาสู่เด็กได้
7.อุบัติเหตุจากยานพาหนะ
สาเหตุจากรถโดยสารหรือรถประจำทางหรือรถส่วนตัวเกิดอุบัติเหตุหรือ
เด็กพลัดตกจากรถ อาจเกิดการบาดเจ็บที่รุนแรงได้ควรให้เด็กนั่งที่นั่งนิรภัย
สำหรับเด็ก ผู้ดูแลควรดูเด็กอย่างใกล้ชิด
กำหนดการให้วัคซีน
อายุ 4-6 ปี
DTwP
[วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-
บาดทะยัก-ไอกรน]
OPV
[วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ]
สำหรับวัคซีนที่ต้องให้มากกว่า 1 ครั้ง หาก
เด็กมารับวัคซีนครั้งต่อไปล่าช้า สามารถ
ให้วัคซีนครั้งต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้น
ครั้งที่ 1 ใหม่
วัคซีนทุกชนิด ถ้าไม่สามารถเริ่ม
ให้ตามกำหนดได้ ก็เริ่มให้ทันทีที่
พบครั้งแรก
กรณีเด็กที่มารับ
วัคซีนล่าช้าควรทำ
อย่างไร ?
กรณีให้วัคซีนแก่ผู้ที่ได้รับวัคซีน
ไม่ครบถ้วนหรือล่าช้า เด็กจะได้
รับวัคซีนตามกำหนดครบ
ภายในระยะเวลา 1 ปี จากนั้นให้
วัคซีนต่อเนื่องตามที่กำหนดใน
กำหนดการให้วัคซีนปกติ
อ้างอิง
Usama Singhasem. (28 กรกฎาคม 2560). วัยก่อนเรียน 3-6 ปี,
จาก.https://prezi.com/hajsr6zlmfxo/3-6/
บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) . (2565). สอนลูกให้เอาใจเขามา
ใส่ใจเรา,จาก.https://www.amarinbabyandkids.com/parenting/toddler/teach-
empathy-to-your-kids/
BY PENQUIN CE ON . (2 พฤษภาคม 2560). โภชนาการสำหรับเด็กวัย 3-6 ปีที่ควรได้รับ,
จาก.https://portal.weloveshopping.com/blog/nutrition-for-children-ages-3-6
จัดทำโดย
นางสาวอธิชา แจ่มปัญญา 64010032
นางสาว อภินันท์ คำหวาน 64010033
นางสาว ศุภานัน สมบัติวงศ์ 64010086
นางสาว สุชาดา ศิริเวศ 64010088
นางสาวมาริษา เบิกบาน 64010153
นางสาว เอวิตรา อาจจุฬา 64010176
นางสาวอณิตญา จันทร์สว่าง 64010168
นางสาวอรลดา เรียบเรียง 64010171
นางสาวไอยดา นามจัด 64010177
นางสาวศศิกานต์ วีระวงศ์ 64010199
นางสาวอาภาศิริ บุญครอง 64010204