The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by hartater, 2022-03-04 21:53:00

WHAT-2

WHAT-2

พระพทุ ธสิหังคปฏิมากร พระประธานในพระวหิ ารหลวง

มีพระราชประสงค์จะถมพื้นที่ให้สูงขึ้น จึงทรงใช้ไหกระเทียมที่นำมาจากเมืองจีน หรือเศษเครื่องกระเบื้องถ้วย ชาม ที่
แตกหักมาถมที่แทนดินและทราย ที่อาจจะทำให้พื้นทรุดตัวในภายหลังได้ (วัสดุดังกล่าวมีเนื้อแกร่ง ไม่ผุ ไม่หดตัว และมี
นำ้ หนกั เบาจึงเท่ากบั การใชเ้ สาเขม็ ทส่ี ร้างดว้ ยคอนกรตี เสริมเหล็ก ในปัจจุบันนั่นเอง)
วิธีการหาไหกระเทยี ม และเครือ่ งถ้วยกระเบ้อื งท้ังหลายเปน็ จำนวนมากๆ นนั้ พระองคท์ รงใช้วิธอี อกประกาศบอกบุญเรย่ี ไร
ใหป้ ระชาชนนำไหกระเทยี มมาร่วมพระราชกุศล โดยเกบ็ คา่ ผ่านประตูเปน็ ไหกระเทยี ม ไหขนาดเลก็ ขวด ถำ้ ชา และเครื่อง
กระเบื้องอื่นๆ และทรงอนุญาตให้ประชาชไปดูการนำไหลงฝัง เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดว่าพระองค์จะทรงใช้ไหกระเที ยม
เหลา่ น้ันบรรจเุ งินทองฝงั ไว้ในวัด

43

44

ปาสาณเจดยี ์ พระเจดียห์ ินออ่ นทรงลงั กาองค์ใหญ่
เม่อื สร้างเสรจ็ แลว้ จึงได้เปลี่ยนเปน็ “วดั ราชประดษิ ฐส์ ถติ มหาสมี าราม” เพ่อื ให้เหมาะสมกบั เป็นท่ีประดิษฐาน

หลักศิลา ซึ่งเป็นสีมามีจารกึ คาถาบาลี และภาษาไทย ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์รวม ๑๐ หลัก ปรากฏในประกาศเมื่อ พ.ศ.
๒๔๑๑

เรื่องประกาศให้เรียกนามวัดราชประดิษฐ์ให้ถูกอนึ่ง ในอดีตได้มีผู้เรียกวัดราชประดิษฐว์ ่า วัดราชบัณฑิต บ้าง
หรอื วดั ทรงประดษิ ฐ์ บ้าง ซึ่งไมถ่ กู ตอ้ งกับท่พี ระราชทานนามไว้ จึงทรงกำชับวา่ ใหเ้ รียกช่ือวดั ว่า “วดั ราชประดิษฐ์” หรือ
“วัดราชประดิษฐส์ ถิตยม์ หาสีมาราม” ถงึ กบั ทรงออกประกาศใหท้ ราบโดยท่วั กันวา่ ต่อไปถ้ามีผู้อุตริเรยี กชื่อวัดผิดหรือเขียน
ช่ือวัดไม่ตรงกับที่ทรงตั้งช่อื ไวค้ อื “วัดราชประดษิ ฐส์ ถติ

45

มหาสีมาราม” แล้วให้ปรับผู้นั้นเป็นเงิน ๒ ตำลึง เพื่อเอาเงินมาซื้อทรายโปรย ในประกาศฉบับนี้มีข้อความน่าอ่านมาและ
เป็นฐานในแงข่ องประวตั ิศาสตรโ์ บราณคดี จงึ ขอคัดลอกนำมาลงใหอ้ า่ นทัง้ ฉบับ ดงั น้ี

ดา้ นหน้าประตทู างเขา้ พระวิหารหลวง
ประกาศใหเ้ รียกนามวดั ราชประดษิ ฐ์ฯ ใหถ้ กู ณ วันจนั ทร์ เดอื น ๙ ข้นึ ๑ ค่ำ ปมี ะโรง สัมฤทธศิ ก มพี ระบรมราชโองการบา
รพระบัณฑรู สรุ สิงหนาท ให้ประกาศแกข่ ้าทูลฉลองธุลพี ระบาทฝ่ายหนา้ ฝา่ ยใน ผใู้ หญ่ผูน้ อ้ ยทุกหมทู่ ุกกรมทกุ พนักงาน และ
พระสงฆ์สามเณร ทวยราษฎร์ทั้งปวงในกรุงเทพฯ แลหัวเมืองให้ทราบทั่วกัน พระอารามซึ่งทรงบริจาคพระราชทรัพย์ให้
จดั ซื้อที่ แลว้ ทรงสถาปนาสรา้ งขึ้นในทิศตะวนั ออกของพระบรมมหาราชวัง พระราชทานนามไว้ว่า วดั ราชประดษิ ฐส์ ถิตมหา
สีมาราม ตามธรรมเนียมโบราณซึ่งเคยมีมาในเมืองใหญ่ๆ ที่ตั้งเป็นกรุงมหานคร อย่างเมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลก เมือง
พิษณโุ ลก และกรงุ เก่า คือ มีวัดมหาธาตุ วัดราชประดษิ ฐ์ และวดั ราชบรุ ณะ เปน็ ของสำหรบั เมืองทุกเมอื ง

46

และนามชอื่ วดั ราชประดิษฐ์ในครงั้ นีแ้ ต่เดมิ เรมิ่ แรก
สร้างก็ได้โปรด ให้เขียนในแผ่นกระดาษปักไว้เป็น
สำคัญ ภายหลังโปรดให้จาฤกชื่อนั้นลงในเสาศิลา
ติดตามกำแพงนัน้ กม็ ี แต่บัดนีม้ ีผู้เรยี กและเขียนลง
ในหนังสือตามดำริห์ของตนเองว่าวัดราชบัณฑิต
บ้าง วัดทรงประดิษฐ์บ้าง เปล่ียนแปลงไปไม่
ถูกต้องตามชื่อที่พระราชทานไว้แต่เดิม ทำให้เป็น
สองอย่างสามอย่างเหมือนขนานชื่อขน้ึ ใหม่
เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้สืบต่อไป ห้ามอย่าให้ใคร
เรียกร้องและกราบบังคมทูลพระกรุณา และเขียน
ลงในหนังสือบัตรหมายในราชการต่างๆ ให้ผิดๆ
ไป จากชือ่ ทีพ่ ระราชทานไว้น้ันเป็นอันขาด
ให้ใช้ว่าวัดราชประดิษฐ์ ฤาว่าให้สิ้นชื่อว่า วัดราช
ประดิษฐส์ ถิตมหาสมี าราม ใหย้ ัง่ ยนื คงอยดู่ ังน้ี

ถ้าผู้ใดได้อ่านและฟังคำประกาศนี้แล้วขัดขืนใช้
ผดิ เพี้ยนเปล่ยี นแปลงไปจะใหป้ รบั ไหมแก่ผู้นนั้ เป็น
เงินตรา ๒ ตำลึง มาซื้อทรายโปรยในพระอาราม
วัดราชประดิษฐน์ ั้นแล
ประกาศมา ณ วนั จันทร์ เดอื น ๙ ขนึ้ ๑ ค่ำ ปมี ะโรง สมั ฤทธศิ ก

47

พระวิหารหลวง
• การปฏสิ ังขรณ์พระอารามในสมัยรัชกาลที่ ๕

เมื่อสิ้นสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้
เจา้ อยู่หัว รชั กาลที่ ๕ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชา่ งปฏสิ งั ขรณ์ส่ิงชำรุดทรุดโทรมทั่วทงั้ พระอาราม เสรจ็ แลว้ ได้โปรดเกล้าฯ ให้
แบ่งพระบรมอฐั ขิ องรชั กาลท่ี ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั พระบรมชนกนาถ บรรจุลงในกลอ่ งศิลาแล้วนำมา
ประดษิ ฐานไวภ้ ายใน พระพุทธอาสน์
ณ พระวิหารหลวง ตามพระกระแสรับส่ังของพระองค์

การอัญเชิญพระบรมอัฐขิ องพระเจา้ แผ่นดินพระองค์ก่อนๆ ไปประดษิ ฐานในท่ีอนั สมควรนัน้ ก็เพื่อปอ้ งกันมิให้
พระบรมอัฐิเหลา่ นั้นตอ้ งกระจัดกระจายไปอยู่ในที่ต่างๆ เพราะว่าในขณะที่พระราชโอรส และพระราชธิดา ผู้ที่ทรงรับแบง่
พระบรมอฐั ิน้นั ไปรกั ษาไว้ ขณะยงั ทรงพระชนม์อย่กู ็ไมเ่ ป็นไร

แตถ่ ้าสิน้ พระชนม์ไปแล้วจะขาดผูร้ กั ษาตอ่ ดว้ ยผทู้ จ่ี ะมารับมรดกจะนิยมศรทั ธาในพระบรมอฐั ิน้ันๆ หรือไม่ ก็
ไม่ทราบได้ อนึ่ง การประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระเจ้าอยู่หัวไว้เป็นท่ีเป็นทางนั้น ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเขา้
สักการบชู า หรอื บำเพ็ญกศุ ลอทุ ศิ ถวายตามอัธยาศยั ได้สะดวกอกี ด้วย

ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมพระบรม
อัฐิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อนๆ จำนวน ๓ รัชกาล บรรจุลงในกล่องศิลาแล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้
ภายใน พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถวดั สำคัญประจำรัชกาล ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองคน์ ้นั ทรง
สรา้ งหรอื บรู ณะไว้ คอื

พระพุทธสิหังคปฏิมากร พระประธานในพระวิหารหลวง ภายในพระพุทธอาสน์เป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิ
(บางสว่ น) ของรัชกาลที่ ๔ สว่ นด้านหลังคอื พระโกศพระศพสมเด็จพระสังฆราช (สา ปสุ สฺ เทโว)

48

พระบรมอฐั ใิ นพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลก รชั กาลท่ี ๑ ประดษิ ฐานไวท้ ว่ี ัดพระเชตพุ นวมิ ลมังคลา
ราม พระบรมอัฐใิ นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หลา้ นภาลยั รชั กาลท่ี ๒ ประดิษฐานไวท้ ่วี ัดอรุณราชวราราม พระบรมอัฐใิ น
พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจ้าอยหู่ วั รัชกาลที่ ๓ ประดษิ ฐานไวท้ ว่ี ัดราชโอรสาราม ส่วนพระบรมอฐั ใิ นพระองค์น้ัน ทรงมี
พระราชประสงคจ์ ะให้บรรจุไว้ท่ีพระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระวหิ ารหลวง ณ วัดราชประดษิ ฐส์ ถิตมหาสีมาราม ที่
พระองคไ์ ด้ทรงสรา้ งข้ึนดงั กลา่ วแลว้

49

“หอไตร” ปราสาทยอดปรางค์แบบขอม

• การสรา้ งปราสาทยอดปรางค์แบบขอม
ในสมยั รัชกาลท่ี ๖ พ.ศ. ๒๔๕๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจา้ อยูห่ วั ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ให้สร้าง

ปราสาทยอดปรางคแ์ บบขอมข้นึ ๒ หลงั ต้งั อยู่บนลานไพที ด้านตะวนั ออกและดา้ นตะวนั ตกของพระวหิ าร ปราสาททั้งสอง
หลงั นี้ มีรูปรา่ งส่วนสดั คล้ายกนั มากและมีขนาดเท่าๆ กนั

50

เดิมที ที่ตรงที่สร้างปราสาททั้งสองหลังนี้ เป็นเรือนไม้ สร้างในคราวเดียวกับการสร้างวัด ครั้นถึงรัชกาลที่ ๖
เรือนไม้ทั้งสองก็ชำรุดทรุดโทรมลง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้โปรดเกล้าฯให้ช่างกรมศิลปากรร้ือ
สร้างใหม่เป็นปราสาทยอดปราค์แบบขอม สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับด้วยลวดลายสวยงามมาก ผู้ออกแบบ
ปราสาทยอดปรางคแ์ บบขอม กล่าวกันว่าเป็นฝมี ือของ พระยาจนิ ดารังสรรค์ ผ้เู คยออกแบบและสร้างอนสุ าวรียร์ ูปปรางค์ ๓
ยอด แบบขอมในสุสานหลวงวดั ราชบพธิ สถิตมหาสีมาราม มากอ่ น ในส่วนรายละเอียดของปราสาททั้งสองหลังนนั้ มดี งั นี้

“หอพระจอม” ปราสาทยอดปรางคแ์ บบขอม

51

หลงั ทอี่ ยู่ดา้ นทศิ ตะวนั ออก หนา้ บนั ของซมุ้ ประดับด้วยรปู ปน้ั ปูนนนู เปน็ ภาพพระพทุ ธประวตั ิ ปางประวตั ิ และ
เสดจ็ ดับขนั ธปรินิพพาน ภายในปราสาทหลงั น้ใี ชเ้ ป็นทีเ่ กบ็ พระไตรปฎิ ก และคัมภีร์ต่างๆ จึงเรียกกันวา่ “หอไตร”

ส่วนหลังที่อยู่ด้านทิศตะวันตกนั้น ยอดปรางค์ประดับด้วยพรหมสี่หน้า หันไปทางทิศทั้งสี่ หน้าบันของซุ่ม
ประดับภาพปนู ปั้นรปู พระนารายณบ์ รรทมสินธต์ุ ามวรรณคดีพระนารายณ์จะต้องบรรทมอยู่บนหลังพญานาค แต่ที่หน้าบัน
ของปราสาทหลงั นีก้ ลับเปน็ รูปพระนารายณบ์ รรทมสนิ ธบ์ุ นหลังมงั กร เบอ้ื งหลงั มีพระลกั ษมี และเศียรนาคแผพ่ ังพานภายใน
ปราสาทใชเ้ ปน็ ทปี่ ระดษิ ฐาน พระบรมรูปหลอ่ รัชกาลท่ี ๔พระบรมรปู ยนื เต็มพระองค์ และขนาดเท่าพระองคจ์ ริงจึงเรียกกัน
ว่า “หอพระจอม”
ปาสาณเจดีย์ พระเจดียห์ ินออ่ นทรงลงั กาองคใ์ หญ่

52

• ปชู นียวัตถุ-ปูชนียสถานของวดั ราชประดษิ ฐ์ฯ

วดั ราชประดิษฐ์ฯ ถงึ แม้จะเป็นพระอารามหลวงทม่ี ขี นาดเลก็ ท่สี ุด ซึ่งมีเนอ้ื ที่ตงั้ ของวดั อยเู่ พยี ง ๒ ไร่ ๒ งาน กบั
๙๘ ตารางวาเท่านั้น แต่ภายในบริเวณวัดได้บรรจุเอาความสวยงามวิจิตรตระการตาเป็นสง่าภาคภูมิไม่น้อยไปกว่าพระ
อารามหลวงอ่นื ๆ ที่มบี รเิ วณพระอารามใหญ่กวา่ เลย

ดงั จะเหน็ วา่ เมอ่ื กา้ วพ้นประตูวัดทางดา้ นทศิ เหนอื ซึ่งมบี านประตูเปน็ ไมส้ ักสลกั เป็นรูป “เซีย่ วกาง” มีลักษณะ
เป็นนักรบจนี หนวดยาวหนา้ ตาขึงขัง นายทวารบาลตามคตินิยมของจนี กำลังรำงา้ วอยู่บนหลงั สงิ หโ์ ต กจ็ ะเหน็ “พระวิหาร
หลวง” ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นไพที ทรวดทรงทั่วไปสวยงามมาก มีมุขหน้าและหลัง ทั้งหลังประดับด้วยหินอ่อนตลอด
หลังคามงุ ดว้ ยกระเบื้องสีส้มอ่อนๆ

“ประตูเซยี่ วกาง” ตามคตนิ ยิ มของจนี อยู่ดา้ นหนา้ วัด

53

มชี อ่ ฟา้ ใบระกา ประดบั เสรมิ ด้วยพระวหิ ารหลวง ทำให้เดน่ ประดุจตงั้ ตระหงา่ นอยบู่ นฟากฟา้ นภาลัย หน้าบัน
ทัง้ ดา้ นหน้าและดา้ นหลังเป็นรูปมหาพชิ ยั มงกุฎบนพระแสงขรรค์ ซ่ึงมีพานแวน่ ฟา้ รองรับมหาพชิ ยั มงกฎุ และพระขรรคน์ ั้น

พานแวน่ ฟ้าประดษิ ฐานอยบู่ นหลังชา้ ง ๖ เชือก ทั้งสองขา้ งประดบั ดว้ ยฉตั ร ๕ ช้ัน พืน้ ของหน้าบันเป็นลายกนก
ลงรกั ปดิ ทองทั้งหมด

ตัวหน้าบันเป็นไม้สักแกะสลักเป็นลวดลายดังกล่าวนั้น นับว่าเป็นหน้าบันที่งดงามวิจิตรพิสดาร เป็นยอดของ
สถาปตั ยกรรมอนั ดบั หนึง่ ของประเทศไทย

ซมุ้ หน้าตา่ งพระวิหารหลวง ทรงมงกฎุ ประดับด้วยเคร่อื งแขวนพวงกลาง

54

ซุม้ ประตูและซมุ้ หน้าต่างทกุ บานประดบั รูปลายปูนป้นั ลงรกั ปดิ ทองติดกระจกสเี ป็นรปู ทรงมงกฎุ ตัวบานประตู
หน้าต่างสลกั ด้วยไม้สกั เป็นลายก้านแย่ง ซอ้ นกันสองชน้ั ลงรักปดิ ทองติดกระจกสี ทำให้ดงู ดงามย่ิงขึน้

พระประธานในพระวหิ ารหลวง มีพระนามว่า พระพทุ ธสิหงั คปฏมิ ากร เป็นพระพทุ ธรูปปางสมาธิ มีหนา้ ตกั ราว
๑ ศอก ๖ น้ิว ประดษิ ฐานอยบู่ นฐานชุกชภี ายใต้ษุษบก ซ่ึง พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว รชั กาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ
ให้หล่อจำลองจากพระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
กรุงเทพมหานครเน่ืองจากทรงโปรดปรานในพุทธลกั ษณะและทรงมพี ระราชศรทั ธาเป็นพิเศษจึงอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ
พระวหิ ารหลวง วัดราชประดษิ ฐ์ฯ แห่งนีแ้ ละถวายพระนามพระพทุ ธรูปองค์น้วี ่า “พระพทุ ธสหิ ังคปฏมิ ากร”

อนึ่ง ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตแล้วพระบาทสมเด็จพระจุ ลจอมเกล้า
เจา้ อย่หู วั รัชกาลที่ ๕ จึงโปรดเกลา้ ฯ ใหอ้ ัญเชิญ พระบรมอฐั ิ (บางส่วน) ของสมเด็จพระบรมชนกนาถพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั รัชกาลที่ ๔มาบรรจุภายในพระพุทธอาสน์ของ “พระพทุ ธสิหังคปฏิมากร”

55

บานประตพู ระวิหารหลวง
สลักดว้ ยไมส้ ักเป็นลายกา้ นแยง่ ลงรกั ปิดทอง ประดบั กระจกสี
ทั้งนี้ แม้วัดราชประดิษฐ์ฯ จะเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ แต่ “ประตูเซี่ยวกาง” ก็เป็นศิลปะที่ยังคง
ไดร้ บั อทิ ธิพลจากจีนอยู่ คำวา่ เซ่ียวกาง สันนษิ ฐานวา่ มาจากคำวา่ “เซา่ กงั ” ทีแ่ ปลวา่ ยนื ยาม นั่นเอง
วัดราชประดิษฐ์ฯ เป็นพระอารามหลวงที่ไม่มีพระอุโบสถ มีเฉพาะพระวิหารหลวงใช้ประกอบพิธีสังฆกรรม
ดังนั้น พระวหิ ารหลวงจงึ ถือวา่ เป็นพระอุโบสถของวัดด้วย

56

ในพระวิหารหลวงมีภาพเขยี นจิตรกรรมฝาผนงั ฝมี ือของขรัวอนิ โขง่ ทว่ี าดเปน็ รปู เกี่ยวกบั พระราชพธิ ี ๑๒ เดือน
นบั เปน็ ภาพวาดทม่ี ีคา่ ยิ่ง โดยรัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใหว้ าดไว้ เพราะทำใหค้ นรุ่นหลงั ไดท้ ราบถึงเรอื่ งราวใน
อดีต อย่างเช่นพระราชพิธีเดอื นอ้าย หรือเดือนธันวาคม จะมีพธิ ตี รษุ เลย้ี งขนมเบ้อื ง ซ่ึงในปัจจบุ ันนไ้ี ม่มแี ล้ว

ซมุ้ หนา้ ต่างพระวหิ ารหลวง ทรง

57

นอกจากนีย้ ังมีภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังจำลองเหตุการณ์เปน็ พระรูปรัชกาลที่ ๔ ทรงเสด็จไปทอดพระเนตร
สรุ ิยุปราคาตามความจริงนนั้ พระองค์เสด็จไปท่ตี ำบลหว้ากอ เมืองประจวบคีรขี นั ธ์

เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ซึ่งพระองค์ทรงคำนวนได้อย่างถูกต้อง แต่ในภาพนี้ได้วาดฉากให้เปน็ การ
ทอดพระเนตรทพี่ ระทีน่ ั่งอมรินทรวนิ จิ ฉยั

ด้านหลังพระวิหารหลวงมีพระเจดยี ์ทรงลังกาองคใ์ หญ่ คือ ปาสาณเจดีย์ เป็นเจดยี ท์ รงกลมฐานส่เี หลยี่ ม กอ่ อิฐ
ถือปูน ภายนอกประดับด้วยกระเบื้องหินอ่อนทั้งองค์ เป็นที่มาของคำว่า ปาสาณเจดีย์ ซึ่งหมายถึงเจดีย์หินและด้านหนา้
ปาสาณเจดีย์ เปน็ ทปี่ ระดิษฐาน

พระรปู หล่อของสมเด็จพระสงั ฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ซึ่งหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ประดับดว้ ยกระเบือ้ งหินอ่อน ใน
ท่านั่งแสดงพระธรรมเทศนา ฝีมือช่างชาวสวิส ชื่อ เวนิงซึ่งการสร้างพระวิหารและมีพระเจดีย์อยู่ด้านหลังนี้ถือเป็นแบบ
แผนการสรา้ งวดั ของรชั กาลที่ ๔ เพราะถือว่าเมือ่ ไหวพ้ ระประธานในพระวหิ ารแล้ว ก็จะไดไ้ หวพ้ ระเจดยี ์ไปด้วยพร้อมกันใน
คราวเดียว
ภาพเขยี นจิตรกรรมฝาผนังเก่ียวกบั พระราชพธิ ี ๑๒ เดอื น

58

นอกจากนี้แล้วยังมีสถาปัตยกรรมอื่นๆ ภายในวัดทีส่ ำคัญอันน่าชมยิ่ง เช่น พระปรางค์ขอม ตั้งอยู่บนพื้นไพที
ด้านหลังพระวหิ ารหลวง ป็นปราสาทก่ออฐิ ถอื ปูน ทรงสีเ่ หลี่ยม มียอดปรางคแ์ บบขอม

ภายในบรรจุ พระอังคารของสมเดจ็ พระสงั ฆราช (สา ปุสฺสเทโว)สรรี งั คารของพระสาสนโสภณ (ออ่ น อหงิ ฺสโก)
และ สรีรังคารของพระพรหมมุนี (แย้ม อุปวิกาโส) อดีตเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ทั้ง ๓ รูปด้านข้างถัด
จาก “หอพระจอม” ออกไป คอื ศาลาการเปรยี ญ ตงั้ อยู่ทางด้าน

ทิศตะวันตกของพระวิหารหลวง เป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว ลักษณะสถาปตั ยกรรมแบบโบสถ์ขนาดเล็กของ
กรีกโบราณ เพดานประดับด้วยดวงตราประจำพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ บริเวณนี้เป็น เขตหวง
ห้ามสำหรับสตรี หรือเขตสังฆาวาส อันเปน็ บริเวณท่ีห้ามสตรีผ่านเข้าออกมาตัง้ แต่สมยั รชั กาลท่ี ๔ จนถึงปจั จุบันเนือ่ งจาก
เปน็ บริเวณท่ีต้ังกฏุ ิสงฆ์ มีป้ายปิดทป่ี ระตวู ่า ห้ามสตรเี พศผา่ น ดว้ ยเพราะธรรมยุตกิ นกิ ายนั้นเครง่ ครดั ในพระธรรมวินัยมาก

“หอพระจอม” ทีป่ ระดิษฐานพระบรมรูปหลอ่ รัชกาลที่ ๔

59

60

บทท8่ี

วดั เบญจมบพติ รดุสิตวนารามราชวรวหิ าร

วัดเบญจมบพิตรดุสติ วนาราม เดิมชอื่ วดั แหลม หรอื วัดไทรทอง และได้รับพระราชทานนามจากรัชกาลที่ 5 ใหม่

ว่า วัดเบญจมบพติ รดุสติ วนาราม หมายถึง “วัดของพระเจา้ แผน่ ดินรชั กาลที่ 5”

ความเปน็ มา วดั เบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เดิมเปน็ วดั โบราณ มีชื่อวา่ "วดั แหลม" หรือ "วัดไทรทอง" ไม่ปรากฏหลกั ฐาน

ว่าสร้างในสมัยใด จนถึงปี พ.ศ.๒๓๖๙ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ จึงปรากฏชื่อขึ้นใน
ประวตั ศิ าสตร์ เมอื่ เจ้าอนวุ งศผ์ ้คู รองนครเวียงจนั ทน์ ประเทศราชของไทย ได้กอ่ การกบฎยกทพั มาตีไทย

61

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์
(พระองคเ์ จ้าพนมวนั พระเจ้าลกู ยาเธอ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหน้านภาลัย กับเจ้าจอมศิลา ต้นราชสกุล พนมวัน)
เป็นผูบ้ ญั ชาการ

กองทพั ในสว่ นการรักษาพระนคร โดยทรงต้งั กองบญั ชาการอยู่ในบรเิ วณ "วัดแหลม" หรอื "วัดไทรทอง" นี้
เมอ่ื เสร็จสิน้ การปราบกบฏแล้ว พระเจา้ บรมวงศ์เธอกรมพระพิพธิ โภคภเู บนทร์ พรอ้ มด้วยพระเชษฐภคินี พระ

ขนิษฐภคินี และพระกนิษฐภาดา ร่วมเจ้าจอมมารดาอีก ๔ พระองค์ ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้น ประมาณปี พ.ศ.๒๓๗๐ -
๒๓๗๑ แล้วทรงสร้างพระเจดีย์ ๕ องค์ รายด้านหนา้ วดั เป็นอนสุ รณค์ ร้นั ถงึ สมยั รชั กาลที่ ๔ ปรากฏในพระราชพงศาวดารวา่
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดเบญจบพิตร" ซึ่งมีความหมายว่าเป็นวัดของ
เจา้ นาย ๕ พระองค์ หรอื วดั ทเ่ี จ้านาย ๕ พระองคท์ รงปฏิสงั ขรณข์ ึน้

62

ภายในวดั นน้ั งดงามด้วยสถาปตั ยกรรม และศลิ ปะไทยทีส่ มบูรณ์ โดยมีสมเดจ็ พระบรมวงศ์เธอกรมพระยานริศ
รานุวัดติวงศ์เป็นผู้ออกแบบ ที่น่ีเปน็ วัดที่มีความสวยงามมากทีส่ ุดวดั หนงึ่ ของประเทศไทยเลยกว็ ่าได้ ซึ่งมีสถานทส่ี ำคญั ต่างๆ
ในวดั มากมายอยา่ ง ศาลาสี่สมเดจ็ หอระฆังบวรวงศ์ พระทนี่ ัง่ ทรงธรรม พระทนี่ ั่งผนวช พระวิหารสมเด็จ ศาลาอุรพุ งศ์ และ
อน่ื ๆ อีกมากมาย

เรมิ่ สถาปนาในปพี ทุ ธศักราช ๒๔๔๑ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว รชั กาลที่ ๕ มพี ระราชประสงค์
จะทรงสร้างพระราชอุทยาน เป็นที่ประทับแรมสำราญพระราชอิริยาบถในวันสุดสัปดาห์ จึงโปรดเกล้าฯใหจ้ ัดซื้อท่ีบรเิ วณ
ดา้ นทศิ เหนือของ

พระบรมมหาราชวงั ระหว่างคลองสามเสนกบั คลองผดงุ กรุงเกษม ซึ่งเปน็ ทส่ี วนและทงุ่ นา ตามราคาจากราษฎร
ด้วยพระราชทรพั ย์สำหรับใชจ้ า่ ยการในพระองค์ พระราชทานนามว่า "สวนดสุ ติ "

63

โปรดเกล้าฯให้เริ่มลงมือตัดไม้ ปรบั พื้นท่เี พื่อสร้างสวนดสุ ิต เมอ่ื วันท่ี ๑๖ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๑ และได้ทำ
การสบื มาจนกระทง่ั ถงึ วันท่ี ๑ มนี าคม พ.ศ.๒๔๔๒ จึงได้เสด็จเถลงิ พลบั พลาเปน็ คร้ังแรก

64

การสรา้ งสวนดุสิต ได้ใชพ้ ื้นทข่ี องวดั ดสุ ติ หรอื วดั ดุสิดาราม ท่ีอยู่ในสภาพชำรดุ ทรุดโทรม มภี ิกษุอยเู่ พยี ง ๑ รูป
เป็นที่สร้างพลับพลา และที่วัดร้างอีกวัดหนึ่งตัดเป็นถนนภายในสวนดุสิตดว้ ย ประกอบกับมี "วัดเบญจบพิตร" ที่ชำรุดทรุด
โทรมอยู่ใกล้เขตพระราชฐานด้านทิศใต้ด้วย จึงมีพระราชดำริที่จะทรงทำ "ผาติกรรม" สถาปนาวัดข้ึ นใหม่ โดยมีพระราช
ประสงค์สำคัญคอื

65

๑. เพื่อแสดงว่าพระองค์ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก เมื่อทรงใช้ที่วัดสร้างพระราชอุทยาน ก็ทรงทำ "ผาติ
กรรม" สร้างวัดข้ึนทดแทนตามประเพณี โดยสรา้ งเพยี งวัดเดยี ว แต่ทำใหเ้ ปน็ พเิ ศษ วิจติ รงดงาม สมควรที่จะเป็นวัดอยู่ใกล้
เขตพระราชฐาน

๒. เปน็ ท่แี สดงแบบอย่างทางการชา่ งของสยามประเทศ โดยโปรดเกลา้ ฯใหส้ มเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟ้า
กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ออกแบบก่อสร้างพระอุโบสถพร้อมพระระเบียงอย่างวิจิตรงดงามด้วยแบบอย่างศิลปะและ
สถาปตั ยกรรมไทยโบราณ

๓. เป็นพิพิธภัณฑท์ ีร่ วบรวมพระพุทธรูปโบราณสมยั และปางต่าง ๆ ที่สร้างขึน้ ทั้งในและตา่ งประเทศ แสดงให้
ประชาชนเหน็ เป็นแบบอย่าง ภายในพระระเบียง ซุ้มมุขหลงั พระอโุ บสถ และซ้มุ มขุ ด้านนอกพระระเบียง

๔. เป็นทเ่ี ลา่ เรยี นพระปริยตั ิธรรมและวชิ าช้ันสูงซึ่งทรงเรียกว่า "คอเลซ" (College) เปน็ การเกอื้ กูลแกค่ ณะสงฆ์
มหานิกาย

๕. เปน็ พระบรมราชานุสาวรยี แ์ หง่ พระองค์ โดยเมอ่ื สถาปนาขน้ึ แลว้ พระราชทานนามใหมว่ ่า "วัดเบญจมบพิตร"
ซึ่งหมายถึงวัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ ๕ กับได้ทรงแสดงพระราชประสงค์ไว้ว่า เมื่อพระองค์สวรรคตและถวายพระ
เพลิงพระบรมศพแล้ว ให้นำพระสรีรางคารไปบรรจุไว้ใต้รัตนบัลลังก์พระพุทธชินราช ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยหู่ ัว รัชกาลที่ ๖ ไดโ้ ปรดเกล้าฯให้จดั พระราชพธิ ีบรรจพุ ระสรีรางคารตามพระราชประสงค์

เม่อื เร่ิมการสถาปนา โปรดเกล้าฯให้ร้ือถอนส่ิงก่อสร้างในวดั เดิมทัง้ หมด ปรบั พ้ืนทกี่ อ่ สร้าง สังฆเสนาสน์สำหรับพระสงฆ์
สามเณรอยอู่ าศัยได้ ๓๓ รปู เทา่ กับปีที่ทรงครองราชสมบัติ โดยทรงมอบหมายให้ เจา้ พระยาวรพงษพ์ ิพฒั น์ (ม.ร.ว.เยน็ อศิ ร
เสนา เมื่อครั้งเปน็ เจา้ หม่ืนเสมอใจราช) เป็นผู้รบั ผดิ ชอบ กับโปรดเกล้าฯให้สรา้ งพระอุโบสถชั่วคราว เป็นอาคารไม้หลังคา
มงุ จาก เพ่อื ทำสงั ฆกรรมไปพลางก่อน

วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๒ ซึ่งเป็นวันเสด็จเถลิงพลับพลาประทับแรมที่สวนดุสิตครั้งแรก พระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดเบญจมบพิตร ทรงประเคนประกาศพระบรมราชูทิศถวายที่
วิสุงคามสีมา แก่สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) วัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งเป็นประธานสงฆ์ สมเด็จพระวันรัต อ่าน
ประกาศพระบรมราชูทิศในท่ีประชมุ สงฆ์ ซ่งึ ปรากฏขอ้ ความในประกาศพระบรมราชูทิศตอนหนง่ึ ว่า

"....ทรงพระราชทานนามวดั วัดเบญจมบพติ ร แสดงลำดบั รชั กาลในมหาจกั รีบรมราชวงศ…์ ."

จึงถือได้ว่า วันที่ ๑ มีนาคม ๒๔๔๒ เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศสถาปนาวัดเบญจม
บพิตรขนึ้ แล้วได้ดำเนนิ การก่อสรา้ งเป็นลำดบั มา

66

ถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๓ เมื่อการก่อสร้างสังฆเสนาสน์แล้วเสร็จตามพระราชประสงค์ในขั้นแรก จึงโปรดให้แห่
พระสงฆส์ ามเณร ๓๓ รูป ซึ่งโปรดให้คัดเลือกได้แล้ว และให้รวมฝึกอบรมอยู่ท่ีวดั มหาธาตยุ ุวราชรังสฤษฏ์ิ ไปอยูว่ ดั เบญจม
บพิตร เมือ่ วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๔๔๓ และในคราวนี้เองได้พระราชทานทว่ี ดั เพิม่ เตมิ และสร้อยนามต่อทา้ ยช่อื วดั วา่ "ดุสติ วนา
ราม" เรยี กรวมกันวา่ "วัดเบญจมบพติ รดสุ ติ วนาราม"

ในส่วนพระอุโบสถถาวร และพระระเบยี ง โปรดเกลา้ ฯใหส้ มเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานรศิ รา
นวุ ัดติวงศ์ (พระองคเ์ จา้ จติ รเจรญิ ต้นราชสกลุ จติ รพงศ์) เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ เป็นสถาปนกิ เขยี นแบบแปลนแผนผัง
และเรม่ิ การก่อสร้างต่อไปพรอ้ ม ๆ กับการกอ่ สร้างเสนาสนะอน่ื ๆ

พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล บุตรพระยาราชสงคราม ทดั ) ชา่ งกอ่ สรา้ งฝีมอื ดีทสี่ ดุ ในขณะนนั้ ไดด้ ำเนินการ
ก่อสรา้ งมาตามลำดบั จนถงึ วนั ที่ ๒๓ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๕๓ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั ก็เสด็จสวรรคต การ
กอ่ สร้างสงั ฆเสนาสนอ์ น่ื ๆ ยงั ไม่แลว้ เสรจ็ ครบถว้ นตามแผนผงั ที่ทรงวางไว้ การประดับตกแต่งพระอโุ บสถบางสว่ นและสงั ฆ
เสนาสน์บางแห่ง ยงั ไมแ่ ล้วเสร็จสมบรู ณต์ ามพระราชประสงค์

67

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงดำเนินการต่อมา โดยโปรดเกล้าฯให้ยกช่อฟ้า
ใบระกาหางหงส์ขนึ้ และเมื่อหินอ่อนทีพ่ ระบาทสมเดจ็ พระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้สั่งซื้อจากประเทศ
อิตาลีเข้ามาถึงแล้ว ก็โปรดเกล้าฯให้ประดับในส่วนที่ยังค้างอยู่จนเรียบร้อย กับให้ช่างกรมศิลปากรเขียนผนังภายในพระ
อโุ บสถดว้ ยสนี ำ้ มนั เปน็ ลายไทยเทพนมพมุ่ ขา้ วบณิ ฑส์ ีเหลอื งบนพ้นื ขาว ดงั ปรากฏอยใู่ นปจั จุบนั

พระอุโบสถวดั เบญจมบพิตรและพระระเบียงที่ประดับตกแต่งแล้ว จึงวิจิตรงดงามสมบูรณ์แบบด้วยศลิ ปะและ
สถาปัตยกรรมไทยโบราณอย่างน่าอัศจรรย์ย่งิ สว่ นพระอโุ บสถไมช้ ั่วคราวหลงั เดมิ โปรดเกลา้ ฯให้ร้อื ไปสร้างเป็นพระอุโบสถ
วัดวิเวกวายพุ ัด บางปะอิน จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา

นอกจากนี้ ที่นีย่ ังเปน็ ทีต่ ัง้ ของพิพธิ ภณั ฑ์สถานแหง่ ชาติ วัดเบญจมบพิตร ซง่ึ เป็นพิพธิ ภัณฑ์ที่สร้างขึ้นในรัชสมัย
ของรัชกาลที่ 5 เพอ่ื จดั แสดงพระพุทธรูปทัง้ ใน และนอกประเทศอกี ดว้ ย

• ทอ่ี ยู่ : 69 ถนนพระรามท่ี 5 แขวงดุสิต เขตดสุ ติ กรุงเทพฯ
• เปดิ ให้เขา้ ชม : 08.30-17.30 น.
• โทร : 08-8565-7565

68

69

บทที9่

วดั ชนะสงครามราชวรวิหาร

ความเปน็ มา วดั ชนะสงครามเปน็ พระอารามหลวงชั้นโทชนิดราชวรวหิ ารสร้างมาตง้ั แตส่ มัยอยธุ ยา แต่เดมิ บรเิ วณรอบ ๆ

วัดเป็นทุ่งนาค่อนข้างกวา้ งใหญ่ จึงเรียกว่า “วดั กลางนา” สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงบรู ณะปฏฺสังขรณ์
ใหม่ทั้งพระอาราม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงแต่งตั้งพระราชาคณะฝ่ายรามัญสำหรับพระนคร
เช่นเดียวกับสมยั อยธุ ยา โดยโปรดใหพ้ ระสงฆร์ ามญั มาอยู่วัดนี้ จงึ เรยี กชื่อวัดว่าวดั ตองปู เลยี นแบบเดยี วกับวัดตองปูซึ่งเป็น
วัดพระรามญั ในสมัยอยุธยา แต่อกี กระแสหน่ึงกล่าวว่าช่ือวัดตองปูมาจากชาวรามัญ หมู่บ้านตองปู ซึ่งเคยอยู่ในหงสาวดีได้
เข้ามาต้ังถน่ิ ฐานในเมอื งไทย จงึ นำชอ่ื วัดทตี่ นยดึ ถอื เป็นทพ่ี ึ่งทางใจมาตั้งดว้ ย วัดกลางนาจึงเปลยี่ นช่อื เป็นวัดตองปูตามความ
เคยชนิ ของชาวบา้ นตองปู ต่อมาเม่อื ทรงมชี ยั ชนะขา้ ศกึ จึงพระราชทานนามว่า “วัดชนะสงคราม”

70

ในสมัยรชั กาลที่ 2 สมเดจ็ พระบวรราชเจา้ มหาเสนานุรกั ษ์เม่อื ไดร้ ับการสถาปนาเปน็ กรมพระราชวังบวรสถาน
มงคลแล้ว ได้โปรดให้ซ่อมแซมพระราชมณเฑยี รโดยรื้อพระที่นั่งพิมานดสุ ิดานำไม้มาสร้างกุฏิ ในสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดให้
บูรณะวัดชนะสงครามมาแล้วเสรจ็ ในสมยั รัชกาลที่ 4

พร้อมทั้งทรงสร้างกุฏิใหม่ แล้ว
เสร็จในปี 2396 และโปรดให้ทำการฉลอง
ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดให้บูรณะซ่อมแซม
และปฏิสังขรณ์หลังคาพระอุโบสถและทรง
ปรารภที่จะสร้างที่บรรจุพระอัฐิสำหรับ
เจ้านายฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคลแต่ยัง
ไม่ไสร้างที่ใดกส็ นิ้ รัชกาล ต่อมาสมยั รัชกาลที่
6 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวงไดพ้ ระราชทาน
อทุ ิศพระราชทรพั ย์ส่วนพระองค์ ใหก้ ่อสร้าง
ที่บรรจุพระอัฐิที่เฉลียงท้ายพระอุโบสถวัด
ชนะสงคราม โดยกั้นผนังระหว่างเสาท้าย
พระอโุ บสถเปน็ ห้องทำเป็นคูหา 5 ช่อง คูหา
หนึ่งเจาะเป็นช่องเล็ก ๆ สำหรับบรรจุพระ
อัฐเิ จา้ นายตามรชั กาล การก่อสรา้ งแล้วเสร็จ
ในสมัยรัชกาลที่ 7 สำหรับการ
บูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถได้มีมาจนถึง
รชั กาลปัจจุบัน

71

ลักษณะทางสถาปตั ยกรรมที่สำคญั
พระอุโบสถ กอ่ อิฐถอื ปูนเปน็ อาคารส่ีเหล่ยี มผืนผ้า แบ่งเปน็ 13 ห้องเสา ไมม่ ีพาไล ฐานพระอุโบสถเปน็ ฐานบัว

ลกู แกว้ หลังคาทำเปน็ ชัน้ ลด 3 ชน้ั มุงกระเบอี้ งเคลือบสี ประดบั ดว้ ยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบนั เจาะเปน็ ชอ่ งหนา้ ตา่ ง
บานหน้าต่างเป็นลายเทพพนมเหนอื บานหนา้ ตา่ งเปน็ ลายพระนารายณ์ทรงครฑุ ลวดลายพน้ื หนา้ บนั แตกตา่ งกนั คอื หนา้ บัน
ด้านหน้าลายพื้นเปน็ ลายเทพพนม ส่วนหนา้ บนั ดา้ นหลงั ลายพืน้ เป็นลายก้านแย่งใบเทศ ประดับกระจกสีปิดทอง ซุ้มประตู
หน้าต่างซอ้ นสองช้นั เป็นลายกา้ นขดปนู ป้ันบานหนา้ ต่างดา้ นในเปน็ ภาพเขยี นทวารบาล บานประตูด้านนอกเป็นไม้แกะสลกั
ปิดทองลายก้านแย่ง บานหน้าต่างด้านนอกลงรักสีดำ ไม่มีลวดลาย ด้านหลังพระอุโบสถข้างหลังพระประธานเป็นเฉลียง
กนั้ หอ้ งทำเป็นคูหาทบี่ รรจอุ ฐั เิ จา้ นายฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคล เจาะเป็นช่อง ๆ มีคันทวยรองรบั ชายคา โดยรอบพระ
อุโบสถเป็นลวดลายเถาวัลย์พันตลอดคันทวย ใบเสมาพระอุโบสถจะติดที่ผนังตรงมุมด้านนอกทั้ง 4 มุม และผนังด้านใน
นอกจากใบเสมาติดผนังแล้วยังมีใบเสมาตั้งบนแทน่ อีก 1 แห่ง หลังพระราชานุสาวรยี ์ของสมเด็จพระบวรราชเจา้ มหาสุรสงิ
หนาท ใบเสมานเี้ ป็นใบคอดตรงเอว มลี ายท่กี ลางอก 4 ใบ ต้ังบนฐานแก้วรองรับด้วยฐานบวั อีกชั้นหนง่ึ

72

พอเราเข้าไปข้างในเราจะพบกับพระประธานปางมารวชิ ัยขนาดใหญต่ ั้งโดดเดน่ เปน็ สงา่ เป็นประธานของอาคาร
ล้อมรอบด้วยพระพุทธรูปขนาดเล็กอีก 15 องค์ รวมเป็น 16 องค์ พระประธานองค์นีม้ ีพระนามว่า พระพุทธนรสีห์ตรีโลก
เชฏฐ์ มเหธิศกั ดิ์ ปชู นยี ะชยนั ตะโคดม บรมศาสดาอนาวรญาณ หรอื ท่ีชาวบา้ นนิยมเรยี กว่า ‘หลวงพ่อป’ู่

พระองค์นี้เป็นพระประธานเดิมมาตั้งแตค่ รั้งยงั
เป็นวัดปลายนา ดังนั้น จึงยังคงพุทธศิลป์แบบพระพุทธรูป
ศิลปะอยุธยาเอาไว้ และถือเป็นพระปฏิมาทีศ่ ักดิส์ ิทธ์แิ ละมี
ความสำคัญอย่างมาก เพราะมีตำนานกล่าวว่าก่อนที่สมเด็จ
พระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทออกรบ พระองค์เสด็จมา
สักการะพระพุทธรูปองค์นี้และทรงไดร้ ับชัยชนะทกุ ครง้ั และ
ยังมีเรื่องเล่า หลังสงครามเกา้ ทพั พระองค์ทรงเปล่ยี นฉลอง
พระองค์และทรงถวายฉลองพระองค์ลงยันต์คลุมองค์พระ
ประธานและโปรดให้แม่ทัพนายกองทำเช่นกัน เพื่อถวาย
เปน็ พทุ ธบูชากอ่ นจะโปรดเกล้าฯ ใหโ้ บกปนู ทับไวอ้ ีกช้ันหนง่ึ

ศาลาราย ปจั จุบนั เปล่ียนแปลงไปมากเนื่องจาก
ทางวัดต้องการเปล่ียนสภาพใหเ้ ปน็ สำนกั เรยี นของพระภิกษุ
สงฆ์ มีการกั้นห้อง เปลีย่ นแปลงเสาแตส่ ภาพเดมิ น่าจะมที าง
ขน้ึ หลังละ 2 ข้าง ดา้ นหนึ่งของศาลารายจะกอ่ ทบึ และเช่ือม
ด้วยกำแพงโดยรอบ หลังคาลด 1 ชั้น เคลือบกระเบื้องสี
ด้านที่ก่อผนังทึบจะเจาะเป็นช่องหน้าต่าง อีกด้านหนึ่งเปดิ
โลง่

พระเจดีย์ ตั้งอยู่มุมด้านหน้าทั้งสองข้างของเขตพุทธาวาส
ลักษณะเปน็ เจดียเ์ หลย่ี มย่อมุมไม้ 20 ทรงจอมแห เปน็ เจดีย์
ก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ พระเจดีย์กลมอีก 2 องค์ อยู่
ด้านหลังพระอุโบสถ ลักษณะเป็นเจดีย์ฐานสูงมีทางขึ้นทาง
เดยี ว บนฐานทต่ี ้ังเจดยี ท์ างเดินโดยรอบทั้ง 2 องค์

73

ภาคผนวก

บรรณานุกรม

วิกิพเี ดีย (wikipedia.org)
Google.com
https://travel.trueid.net/



วดั ไทยในกรุงเทพฯท่ีสวยงามนนั้ มี
มากมายนา่ คน้ หาและพรอ้ มท่จี ะให้
ทกุ ทา่ นไดส้ มั ผสั กบั บรรยากาศวิว

ทิวทศั นท์ ่สี วยงามในสมยั ก่อน

ราคา 199

สำนักพมิ พ:์ บรษิ ทั โกอนิ เตอรไ์ กล จำกัด (มหาชน) 138 ต.โซ่ อ.โซพ่ ิสัย จ.บึง
กาฬ 38170


Click to View FlipBook Version