The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน้าที่ของส่วนต่างๆ ของพืชดอก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by plaii.301240, 2022-03-08 01:01:34

หน้าที่ของส่วนต่างๆ ของพืชดอก

หน้าที่ของส่วนต่างๆ ของพืชดอก

Keywords: Plant

หนา้ ท่ีของสว่ นตา่ งๆ
ของพืชดอก

พืชดอก มโี ครงสรา้ งภายนอกทสี่ ำคญั ไดแ้ ก่ ราก ลำต้น ใบ และดอก ซึง่ สว่ นต่างๆ แต่ละสาวนล้วนมี

หนา้ ทสี่ ำคญั แตกต่างกันและตอ้ งทำงานประสานกนั อยา่ งเป็นระบบ เพ่ือใหพ้ ืชดำรงชีวติ อยู่ได้
นักเรยี นสามารถศึกษารายละเอียดของสว่ นตา่ งๆ ของพชื ในแตล่ ะสว่ นได้ ดังนี้

ราก เป็นส่วนของพชื ท่ีเจริญเติบโตลงดนิ และแผข่ ยายออกไป มีสขี าวหรอื สนี ้ำตาล ทำหนา้ ทยี่ ึดลำตน้ ของพชื

ใหต้ งั้ งตรงอย่บู นดินไม่ให้โคน่ ล้ม ช่วยดูดนำ้ และแรธ่ าตุจากดนิ เพอ่ื ลำเลียงไปเลย้ี งส่วนต่างๆ ของพืช รากของ
พชื แต่ละชนิดจะมีลักษณะแตกต่างกนั ไป โดยจำแนกประเภทไดห้ ลายเกณฑ์ ดงั น้ี

แบ่งตามลักษณะราก รากแก้ว
มีลกั ษณะช่วงโคนรากโตแล้วค่อยๆ เรียวเลก็ ลงไป
จนถงึ ชว่ งปลายราก

รากฝอย รากแขนง

เปน็ รากเสน้ เล็กๆ ที่มีขนาดโตสม่ำเสมอ และงอก เปน็ รากทีเ่ จริญเตบิ โตออกมาจากรากแกว้ และแตก
ออกมาเปน็ กระจุก แขนงยาวออกไป

แบง่ ตามหน้าทพ่ี ิเศษ

รากสังเคราะห์แสง เป็นรากท่ี รากเกาะ เป็นรากทีแ่ ตกออกมา
แตกออกมาจากข้อของลำต้นแล้ว จากขอ้ ของลำต้น ทำหน้าทย่ี ึด
หอ้ ยลงมาในอากาศสามารถ เกาะส่ิงตา่ งๆ เช่น กลว้ ยไม้
สังเคราะหด์ ้วยแสงได้ เช่น ไทร พลูด่าง กาฝาก เปน็ ตน้
กลว้ ยไม้ เปน็ ต้น

รากสะสมอาหาร เปน็ รากท่ีทำหน้าท่ี รากค้ำจุน เป็นรากท่ีงอกจากโคน
สะสมอาหารประเภทแป้ง นำ้ ตาล หรอื ตน้ หรือกงิ่ บนดนิ แลว้ หยง่ั ลงในดนิ
โปรตีนเอาไวภ้ ายใน ทำใหร้ ากมีลักษณะ ทำหนา้ ท่ีช่วยพยุงไมใ่ ห้ลำต้นของ
อวบอว้ นมกั เรยี กวา่ หวั เช่น มันแกว พชื ล้มไดง้ า่ ย เช่น โกงกาง
หัวผกั กาด กระชาย แครร์ อต มัน เตยทะเล ชวนชม เป็นตน้
สำปะหลงั เป็นตน้

ลำต้น เป็นสว่ นของพชื ท่ชี ูกงิ่ ใบ ดอก และผลของพืช ทำหน้าท่ีลำเลียงน้ำแรธ่ าตุ และอาหารไปสูส่ ่วนต่างๆ

ของพืชพชื ใชร้ ากดดู นำ้ และแรธ่ าตจุ ากดิน แล้วลำเลยี งผ่านลำต้นและก่ิงไปยังส่วนต่างๆ ของพชื เพอ่ื ใหพ้ ืชใชใ้ น
กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง และลำเลยี งอาหารที่พืชสรา้ งขึ้นจากใบไปยังส่วนต่างๆ ของพชื ซง่ึ ชอ่ งทางใน
การลำเลยี งน้ำ แรธ่ าตุอาหารของพชื เรยี กว่า ท่อลำเลยี ง โดยประกอบด้วย 2 ส่วน คอื

ท่อลำเลียงนำ้ (Xylem) เป็นกลมุ่ เซลลท์ ี่
เรียงต่อกันเป็นทอ่ ยาวตั้งแตร่ ากไปยังลำตน้
กง่ิ และใบ โดยทำหนา้ ท่ีลำเลยี งน้ำและแร่
ธาตุทพ่ี ืชดูดจากรากไปยังส่วนตา่ งๆ ของพชื
และลำเลยี งนำ้ ไปสูใ่ บ เพอ่ื ใชใ้ นกระบวนการ
สังเคราะหด์ ว้ ยแสง

ท่อลำเลยี งอาหาร (Phloem) เป็นกลุ่มเซลล์
ที่เรยี งตวั กนั เปน็ ท่อยาวแทรกอย่คู ูก่ ับท่อ
ลำเลียงน้ำ ทำหน้าท่ีลำเลียงอาหารทีพ่ ชื สร้าง
ขน้ึ ท่ใี บจากกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง
ไปเล้ยี งสว่ นต่างๆ ของพชื

พืชแต่ละชนิดจะมีลักษณะของลำต้นแตกต่างกนั โดยลำต้นของพชื สามารถแบ่งตามตำแหนง่ ท่ี
อยใู่ ด้ 2 ประเภท ดงั น้ี

1. ลำต้นเหนอื ดนิ สามารถแบง่ ตามลกั ษณะและขนาดของลำตน้ ได้เป็น 3 ชนิด ดงั น้ี

• ตนั ไม้ยืนต้น เช่น ชมพู่ ไทร สกั ลีลาวดี เปน็ ตนั
• ตน้ ไมพ้ มุ่ เชน่ แกว้ เข็ม กระถนิ ชะอม เปน็ ตน้
• ต้นไมล้ ้มลกุ เช่น ข้าวโพด ดาวเรอื ง อ้อย ผกั บุง้ จนี เป็นตน้

ตัวอย่าง ลำต้นเหนอื ดนิ

ฟกั ทอง มะพรา้ ว ไผ่ มะขาม

2. ลำต้นใต้ดนิ ลำตน้ ของพชื สว่ นใหญม่ ักถูกเขา้ ใจผดิ ว่าเปน็ ราก เน่อื งจากมีรากแตกออกมาจากลำตน้
เหลา่ นัน้ ซง่ึ มีลกั ษณะเหมือนกับรากแขนงแตกออกมาจากรากแกว้ พืชทม่ี ลี ำตน้ ใตด้ ิน เช่น ขงิ ข่า มนั
ฝรัง่ พุทธรกั ษากล้วย หวั กระเทยี ม หอมแดง เผือก แห้ว ขมน้ิ เปน็ ต้น

ตัวอย่าง ลำต้นใต้ดนิ

มันฝรงั่ หอมแดง ข่า กระเทียม เผอื ก

ใบ เป็นสว่ นของพืชท่ีเจรญิ เติบโตและยืน่ ออกมาจากดา้ นขา้ งของลำตน้ บริเวณข้อ ใบของพชื ทำหน้าที่สำคัญ

คือ การคายน้ำ หายใจ และสรา้ งอาหาร โดยใช้การสงั เคราะหด์ ้วยแสง สำหรับการเจริญเตบิ โตของพืช

แผ่นใบ
กา้ นใบ

หใู บ ขอบใบ
เสน้ กลางใบ

เสน้ ใบ

ปากใบ

ทำหนา้ ทหี่ ายใจ โดยมกี าร
แลกเปลี่ยนแก๊สทางปาก
ใบ และคายนำ้ ออกมาทาง
ปากใบ

คลอโรฟิลล์ ทำหนา้ ท่ี ดูดกลนื พลงั งาน ปากใบปิด ปากใบเปิด
แสงจากดวงอาทติ ย์

ใบพชื โดยทวั่ ไป สามารถแบง่ ออกเปน็ 2 พวกใหญๆ่ ตามโครงสรา้ ง ดังน้ี

1. ใบเดยี่ ว เปน็ ใบทป่ี ระกอบด้วยตวั ใบเพียงใบเดียว ซง่ึ ตดิ อย่บู นก้านใบที่แตกออกจากก่ิงหรอื
ลำตน้ เช่น ใบมะม่วง ใบชมพู่ ใบเข็ม ใบกลว้ ย เปน็ ต้น

ใบมะมว่ ง ใบชบา ใบชมพู่ ใบกล้วย

2. ใบประกอบ เป็นใบทีป่ ระกอบดว้ ยใบเลก็ ๆ หลายๆ ใบ ตดิ อยู่กับกา้ นใบ 1 กา้ น เชน่ ใบมะขาม
ใบกระดิน ใบมะยม ใบกหุ ลาบ เป็นตน้

ใบมะยม ใบกระถนิ ใบสะเดา ใบกหุ ลาบ

นอกจากนี้ ใบของพืชบางชนิดจะมีการเปลี่ยนแปลงของใบ เพื่อทำหน้าที่พิเศษนอกเหนือจาก
การสังเคราะหด์ ้วยแสง เชน่

• เปลี่ยนเป็นหนาม เช่น กระบองเพชร เปน็ ต้น
• เปลี่ยนเปน็ ใบประดับหรือใบดอก เชน่ เฟอื่ งฟ้า เป็นต้น
• เปลยี่ นเปน็ กบั ดกั แมลง เช่น กาบหอยแครง เป็นต้น

ตน้ กาบหอยแครง

ดอก พืชดอกตา่ งๆ เมื่อเจรญิ เตบิ โตเต็มทแ่ี ลว้ จะสรา้ งดอก ซง่ึ เป็นส่วนประกอบของพืชทท่ี ำหน้าท่สี บื พนั ธ์ุ

โดยการสร้างเซลล์สบื พันธ์ุเพศผู้ และเซลล์สืบพันธ์ุเพศเมีย แลว้ ทำใหเ้ กดิ เปน็ ต้นพืชตน้ ใหม่ได้ ดอกของพืช
แต่ละชนดิ มรี ปู รา่ งและสีแตกตา่ งกนั ไป

ส่วนประกอบของดอก กลบี ดอก

เกสรเพศเมยี ทำหนา้ ที่ ห่อหุ้มเกสรขณะท่ีเกสรยังอ่อนอยู่
ทำหนา้ ที่ สรา้ งเซลล์สืบพนั ธ์ุเพศเมีย มักมีสีสันสวยงาม หรือมีกลิ่นหอมเพื่อช่วย
ลอ่ แมลงใหม้ าผสมเกสร

เกสรเพศผู้ กลีบเล้ยี ง
ทำหน้าทีส่ ร้างเซลล์สบื พนั ธุ์เพศผู้
ทำหน้าทหี่ อ่ หมุ้ สว่ นของดอกในขณะทย่ี งั ตมู อยู่
เพ่ือปอ้ งกนั อันตรายจากแมลง

การจำแนกประเภทของดอก

ใช้ส่วนประกอบของดอกเป็นเกณฑ์ ใชเ้ กสรเพศผูแ้ ละเกสรเพศเมยี เปน็ เกณฑ์

ดอกสมบูรณ์ ดอกสมบูรณ์เพศ
มสี ว่ นประกอบครบ 4 ส่วน ไดแ้ ก่ กลบี เลี้ยง กลีบดอก มีเกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมยี อยใู่ นดอกเดียวกัน เชน่
เกสรเพศผู้ เกสรเพศเมยี เชน่ ดอกบวั ดอกพริก ดอก ดอกบัว ดอกขา้ ว ดอกมะเขือ ดอกชบา ดอกกุหลาบ
มะเขอื ดอกชบา ดอกกุหลาบ ดอกแพงพวย เปน็ ต้น ดอกกล้วยไม้ เปน็ ตน้

ดอกไม่สมบรู ณ์ ดอกไมส่ มบรู ณ์เพศ

มสี ่วนประกอบไม่ครบ 4 ส่วน เช่น ดอกมะระ ดอก มเี กสรเพศผู้ และเกสรเพศเมยี เพียงอยา่ งเดียวใน
บวบ ดอกตำลึง ดอกฟักทอง ดอกมะพร้าว ดอก ดอกหน่งึ ดอก เชน่ ดอกบวบ ดอกตำลงึ ดอกมะยม
มะละกอ เปน็ ตน้ ดอกมะละกอ ดอกฟกั ทอง ดอกข้าวโพด เป็นต้น

ผล เป็นส่วนทเี่ จรญิ เติบโตเปล่ยี นแปลงมาจากรงั ไข่ ภายหลังจากทด่ี อกได้รบั การปฏิสนธแิ ล้ว ประเภทของ

ผลแบ่งเปน็ ผลเดี่ยว ผลกลมุ่ และผลรวม ส่วนรังไข่ หรอื ออวุล เจรญิ เตบิ โตเปน็ เมล็ด

ผลทำหน้าท่ีห่อหุม้ ต้นอ่อนและเมลด็ ผนังรังไขช่ ั้นนอกสดุ เจริญเปน็ เปลือกของผล บางชนิดออ่ นน่มุ บางชนิด
อาผจลหไนมาแ้ แบลง่ ะเแปข็น็งม3าชกนดิ

ผลเด่ียว เปน็ ผลทเี่ กดิ จากรังไขอ่ นั เดยี ว ผลกลุ่ม เป็นผลที่เกิดจากกลุ่มของรังไขท่ ่อี ยู่
ทอี่ ยู่ภายในดอกเดียว ลกั ษณะเด่นของ ภายในดอกเดียวกัน และอยู่บนฐานรองดอก
ผลเดี่ยวคือ มีรังไข่เพียง 1 อันใน 1 เดยี วกนั โดยทีร่ ังไข่แตล่ ะอนั เป็นผลย่อยหน่ึง
ดอก ถ้ารังไข่มีไข่อ่อนอันเดียว จะเป็น ผล แต่เม่ือผลเหล่านั้นอย่อู ัดกันแน่น ทำให้ดู
ผลทม่ี เี มล็ดเดียว เชน่ มะม่วง มะปราง คล้ายเป็นผลเดีย่ ว เชน่ นอ้ ยหน่า สตรอเบอร่ี
แต่ถา้ มีไขอ่ อ่ นหลายอนั จะเป็นผลเด่ยี ว แต่ผลบางชนิดอยู่กันอย่างไม่อัดแน่น เห็น
ทีม่ ีเมล็ดหลายเมล็ด เช่น องุ่น แตงโม แยกออกเป็นผลเลก็ ๆ เชน่ กระดังงา การเวก

ผลรวม เกิดจากดอกช่อที่มีรังไข่ของ
ดอกแต่ละดอก เมื่อได้รับการปฏิสนธิ
ผนังรังไข่จะเชื่อมรวมกันมองคล้ายผล
เด่ยี ว เช่น ขนนุ สาเก สับปะรด มะเด่ือ
เป็นต้น


Click to View FlipBook Version