The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-Book การถอดองค์ความรู้โครงการพลิกโฉม-1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Wasan Naksanee, 2023-05-30 09:56:41

E-Book การถอดองค์ความรู้โครงการพลิกโฉม-1

E-Book การถอดองค์ความรู้โครงการพลิกโฉม-1

0 E-Book ถอดองค์ความรู้ชุมชน ด าเนินงานภายใต้โครงการ การพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง เพื่อสร้างความยั่งยืนของชุมชนเชิงพื้นที่ กิจกรรม การสร้างมูลค่าและคุณค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพเชิงสร้างสรรค์สู่การพึ่งพาตนเอง ได้อย่างยั่งยืนด้วยแนวคิด “จอมบึง Happy Model” โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ภายใต้โปรแกรม 16 แผนงานวิจัยด้านการยกระดับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในสถาบันอุดมศึกษา แผนงานย่อย : การพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาและการผลิตก าลังคนขั้นสูง ด้าน ววน. เพื่อการขับเคลื่อนการพลิกโฉมสถาบันอุดมศึกษาตามกลุ่มยุทธศาสตร์ เดือน พฤษภาคม 2566


1 สารบัญ หน้า ส่วนที่ 1 บริบทเชิงพื้นที่ต าบลจอมบึง 2 1.1 ข้อมูลทั่วไป 2 1.2 แหล่งท่องเที่ยว เทศกาล งานประเพณี และกิจกรรมพิเศษในชุมชน 5 1.3 ผลการประเมินศักยภาพเชิงพื้นที่และแนวทางกลยุทธ์ในการพัฒนา 16 ส่วนที่ 2 แนวคิดการด าเนินโครงการการพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อสร้างความยั่งยืน 20 2.1 เป้าหมายของข้อเสนอโครงการจอมบึง Happy Model 20 2.2 การออกแบบกิจกรรมด้วยแนวคิดเชิงออกแบบ 24 2.3 การออกแบบกิจกรรมด้วยแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยชุมชน 30 ส่วนที่ 3 ผลการถอดองค์ความรู้ 33 3.1 ผลการด าเนินงานโครงการ 33 3.2 แนวปฏิบัติที่ดีจากการด าเนินโครงการ 44 3.3 ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะ 46


2 ส่วนที่ 1 บริบทเชิงพื้นที่ต าบลจอมบึง 1.1 ข้อมูลทั่วไป ประวัติความเป็นมาของต าบลจอมบึง จากร่องรอยหลักฐานและค าบอกเล่าสืบต่อกันมากล่าวว่า อ าเภอจอมบึง เป็นพื้นที่หนึ่งที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสถ้ าจอมพล เมื่อ พ.ศ. 2438 (ร.ศ. 114) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ตั้งเป็นกิ่งอ าเภอจอมบึง วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2438 (ร.ศ. 114) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงม้าพระที่นั่ง เสด็จพระราชด าเนินจากค่ายหลวงถึงที่ประทับร้อนปากช่อง ทุ่งพิทาบเสด็จประทับเสวยเช้า เวลาเช้า 4 โมง เสด็จจากที่ประทับร้อนถึงค่ายหลวงที่ประทับแรมต าบลจอม บึง (บริเวณที่ว่าการอ าเภอจอมบึงกับสถานีต ารวจภูธรอ าเภอจอมบึงในปัจจุบัน) ต่อมา วันที่ 20 ธันวาคม เสด็จพระราชด าเนินที่พักพระสงฆ์ และเขากลางเมืองประทับเสวยเช้าที่เชิงเขาและทรงพระราชด าเนินลง ประพาสในถ้ าบนเขากลางเมืองนั้น ทรงพระราชด าริที่จะให้มีเครื่องหมายระลึกถึงการเสด็จพระราชด าเนิน จึงทรงพระอักษรไว้ที่ปากถ้ า คือ จ ป ร 114 พระราชทานนามถ้ าว่า “ถ ้ำจอมพล” โปรดเกล้าให้ช่างสลัก ศิลาตามตัวอักษรวันที่ 21 ธันวาคม เวลาบ่าย 4 โมง เสด็จทรงม้าพระที่นั่ง ไปทอดพระเนตรบึงทรงพระราช ด ารัสว่า “นี่หรือบึง สวยงำมดี ต่อไปจะเจริญ ต่อไปให้เรียกว่ำ จอมบึง” วันที่ 22 ธันวาคม ทรงม้าพระที่ นั่งเสด็จพระราชด าเนินกลับ และจากปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านเล่า พร้อมกับการส ารวจค้นคว้าทางโบราณคดีของผู้รู้ได้พบ หลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้ของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ก าหนดอายุได้ไม่น้อยกว่า 4,000 ปี กระจัด กระจายอยู่โดยรอบทุ่งจอมบึง เริ่มต้นด้วยคนสมัยหินใหม่ตอนต้นพบขวานหินกะเทาะที่บ้านหนองบัว วังมะเดื่อ วัดจอมบึง หนองบ้านเก่า บ้านเกาะนอก และบ้านปากบึง ต าบลจอมบึง นอกจากนี้ที่เนินชัฏ หนองบัวค่ายริมทุ่งจอมบึง มีร่องรอยขวานหินกะเทาะ ขวานหินขัด ของผู้คนสมัยหินจนถึงสมัยโลหะตอน ปลาย จนได้รับเอาวัฒนธรรมจากคูบัวและเขางู พัฒนาขึ้นเป็นชุมชนสมัยทราวดี เมื่อประมาณพุทธศวรรษ ที่ 13 – 14 ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่า ต าบลจอมบึงเป็นพื้นที่ที่มีความส าคัญตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ต้นประวัติศาสตร์ ทวารวดีจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมา ฯพณฯ จอมพลผิน ชุณหวัณ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางมาเปิดป้ายกิ่งอ าเภอจอมบึง เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2497 มีการ เจริญเติบโตของเมืองเพิ่มมากขึ้นจนได้รับการยกระดับให้เป็นอ าเภอจอมบึง มากระทั่งถึงปัจจุบัน ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดราชบุรี ระยะห่างจากจังหวัดราชบุรี ประมาณ 23 กิโลเมตร และห่างจากที่ว่าการอ าเภอจอมบึงประมาณ 2 กิโลเมตร และมีระยะห่างจากกรุงเทพมหานคร ระยะทาง 123 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที โดยประมาณ


3 ภาพที่ 1.1 แผนที่แสดงพื้นที่ต าบลจอมบึง


4 ลักษณะภูมิประเทศ พื้นที่เป็นที่ลุ่มตอนกลางของต าบลจอมบึง พื้นที่ส่วนบริเวณรอบนอกเป็น ที่ราบสูงสลับเนินเขา ในฤดูฝนน้ าจะหลากมารวมกันบริเวณทุ่งจอมบึง ซึ่งอยู่ตอนกลางของต าบลท าให้ บริเวณพื้นที่ตอนกลางของต าบลท าให้บริเวณพื้นที่ตอนกลางของต าบลเหมาะแก่การท านา ส่วนบริเวณรอบ นอกเหมาะแก่การเพาะปลูกพืชไร่ ลักษณะดิน ลักษณะของดินเป็นดินร่วน การใช้ที่ดิน พื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ในการประกอบอาชีพ ด้านเกษตรกรรมและใช้เป็นที่อยู่อาศัย และในส่วนของพื้นที่ที่ตัดถนนสายหลักประชาชนเจ้าของพื้นที่ได้ใช้ ในการประกอบพาณิชยกรรม ลักษณะภูมิอากาศ สภาพอากาศร้อนชื้น ฤดูฝนได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม ฤดูหนาวมีห้วงสั้นๆ ประมาณกลางเดือนพฤศจิกายนถึงเดือน ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ฤดูร้อนมีห้วงระหว่างกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม สถานภาพด้านความเป็นอยู่ ต าบลจอมบึงมีประชากรอาศัยทั้งสิ้น 15,644 คน ตามทะเบียน บ้านมีบ้านเรือนอาศัยทั้งสิ้น 7,620 หลังคาเรือน มีทั้งหมด 12 หมู่บ้าน ดังนี้หมู่ที่ 1 ชุมชนบ้านเกาะ, ชุมชน หนองบ้านเก่า หมู่ที่ 2 ชุมชนบ้านท าเนียบ หมู่ที่ 4 ชุมชนหนองบัวหน้าถ้ า หมู่ที่ 5 บ้านตลาดควาย หมู่ที่ 6 บ้านชุกหว้า หมู่ที่ 7 บ้านหนองมะค่า หมู่ที่ 8 บ้านรางม่วง หมู่ที่ 9 บ้านหนองขนาก หมู่ที่ 10 บ้านแสน กะบะ หมู่ที่ 11 บ้านหนองกระทุ่ม หมู่ที่ 12 บ้านดงไผ่และ หมู่ที่ 13 บ้านปากบึง การนับถือศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่ในเขตพื้นที่ นับถือศาสนาพุทธในอัตราร้อยละ 98 ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 2 นับถือศาสนาคริสต์ ระบบเศรษฐกิจ ข้อมูลจากรายงานข้อมูลความจ าเป็นพื้นฐาน ปี 2562 พบว่า รายได้โดยเฉลี่ยของประชากร จ านวน 110,063.12 บาท/คน/ปี รายได้โดยเฉลี่ยของครัวเรือน จ านวน 335,002.01 บาท/ครัวเรือน/ปี รายจ่ายโดยเฉลี่ยของประชากร จ านวน 84,540.79 บาท/คน/ปี รายจ่ายโดยเฉลี่ยของครัวเรือน จ านวน 257,319.01 บาท/ครัวเรือน/ปี หมายเหตุที่มาของข้อมูล : รายงานการจัดท าสถานภาพต าบล (Tambon Profile) โครงการยกระดับ เศรษฐกิจและสังคมรายต าบลแบบบูรณาการ (1 ต าบล 1 มหาวิทยาลัย) (มหาวิทยาลัยสู่ต าบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ) ต าบลจอมบึง อ าเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี(2564)


5 1.2 แหล่งท่องเที่ยว เทศกาล งานประเพณี และกิจกรรมพิเศษในชุมชน จากทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่ต าบลจอมบึง พบว่า มีความโดดเด่นด้านภูมิปัญญา ประเพณีและ วัฒนธรรม ยังคงปรากฏหลักฐานรากเหง้าของวิถีการด าเนินชีวิตแบบดั้งเดิมเอาไว้จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังมี แหล่งวัฒนธรรมประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับฐานทรัพยากรเดิมจนท าให้เกิดเป็นรูปแบบใหม่ ที่หลากหลาย ดังนี้ แหล่งท่องเที่ยว 1) สวนสัตว์เปิดเขาประทับช้าง ตั้งอยู่ ด้านหลังสวนพฤกษศาสตร์พันธุ์ไม้ในวรรณคดี (ตรงกัน ข้ามกับถ้ าเขาบิน) เป็นศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์ป่าเขาประทับช้างตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของต าบลปากช่อง อ าเภอ จอมบึง เป็นสวนสัตว์เปิดในช่องว่างระหว่างเขา มีพื้นที่ราว 26 ไร่ มีการแสดงพันธุ์สัตว์ป่านานาชนิด ซึ่งส่วน ใหญ่เป็นสัตว์ที่ได้รับการบริจาคหรือถูกจับยึดมาได้ น ามาอภิบาลและขยายพันธุ์ สามารถซื้ออาหารไปให้สัตว์ ป่าได้ ภายในบรรยากาศร่มรื่นเสมือนเดินอยู่กลางป่าท่ามกลางฝูงสัตว์ โดยไม่เสียค่าเข้าชม เปิดทุกวัน เวลา 08 .30 – 16 .00 น . ติดต่อสอบถ ามได้ที่หม ายเลขโท รศัพท์ 087 026 2026 (ข้อมูลจ าก : เว็บไซต์http://www.เที่ยวราชบุรี.com) ที่มา : เพจราชบุรี บ้านเรา 2) สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน จังหวัดราชบุรีตั้งอยู่ต าบลรางบัว อ าเภอจอมบึง เป็นสวนสัตว์ ในหุบเขา ดูแลโดยหน่วยงานราชการ เนื่องด้วยท าเลที่มีความเหมาะสมส าหรับตั้งเป็นสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ ป่าและยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี ภายในมีสัตว์ป่าหลายชนิด สัตว์ที่รับเข้ามาดูแล ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่จ าเป็นต้องได้รับการจัดการ เช่น สัตว์ที่ได้จากการจับกุมการลักลอบค้าสัตว์ป่า เป็นต้น ซึ่งมีจ านวนมากและต้องใช้งบประมาณการจัดการเลี้ยงดูสูง ทางหน่วยงานจึงเปิดให้ผู้สนใจเป็นพ่อแม่ อุปถัมภ์ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมฟรี และสามารถน าอาหารเลี้ยงสัตว์ที่สถานีฯ จัดเตรียมไว้ให้โดยบริจาค ใส่ตู้เท่าไหร่ก็ได้ เพลิดเพลินกับการให้อาหารสัตว์ พักผ่อนเดินเล่นในบรรยากาศสวนป่า เนื้อที่ 2,180 ไร่ เปิดทุกวัน 8.00-16.00 น. ติดต่อสอบถามโทร. 081 705 4278 ติดตามข้อมูลได้ที่เพจ : สถานีเพาะเลี้ยง สัตว์ป่าเขาสน จังหวัดราชบุรี(ข้อมูลจาก: เว็บไซต์http://www.เที่ยวราชบุรี.com)


6 ที่มา : เพจสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน จังหวัดราชบุรี 3) พิพิธภัณฑ์มงคลนาวิน ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดถ้ าสิงโตทอง ต าบลปากช่อง อ าเภอจอมบึง พิพิธภัณฑ์มงคลนาวินก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2557 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ เป็นสถาปัตยกรรมพระราชนิยมใน สมัยรัชกาลที่ 3 เน้นความเรียบง่ายแต่แข็งแรงเพื่อให้ประชาชนได้มาศึกษาและกราบไหว้ โดยแบ่งการจัด แสดงเป็น 2 ชั้น ได้แก่ ชั้นที่ 1 ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ องค์ผู้ทรงบัญญัติ พระราชบัญญัตินามสกุล เป็นห้องสมุด มีหนังสือหลายประเภท เช่น หนังสือวิชาการ หนังสือกฎหมาย ชั้นที่ 2 มีรูปภาพติดฝาผนังเป็นภาพพุทธประวัติ จะจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งของอดีตสมเด็จพระสังฆราช 19 พระองค์และ พระอริยสงฆ์ 18 องค์สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นโดยมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ และ ท่านผู้หญิง มณฑินี มงคลนาวิน เข้าชมฟรีเปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น. ติดตามข้อมูลได้ที่เพจ : พิพิธภัณฑ์มงคล นาวิน หรือ โทรศัพท์ : 082 380 2785 (ข้อมูลจาก: เว็บไซต์http://www.เที่ยวราชบุรี.com) ที่มา : เพจพิพิธภัณฑ์มงคลนาวิน


7 4) ตลาดอมยิ้มวิถีไทยย้อนยุค วัดวาปีสุทธาวาส ตลาดวิถีไทยย้อนยุค 8 ชาติพันธ์ ตั้งอยู่ในวัดวาปี สุทธาวาส ต าบลจอมบึง ณ ศูนย์วัฒนธรรม 8 ชาติพันธุ์ อ าเภอจอมบึง เป็นตลาดชุมชนที่น าสินค้าพืชผลผลิต มาจ าหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว และบริเวณภายในวัด พระพุทธรูปปูนปั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมร สี) พร้อมพญานาค ให้นักท่องเที่ยวได้สักการะกราบไหว้ เปิดให้บริการ ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ เวลา 10.00 – 16.00 น. ที่มา : เพจ LUN SHUTTER และ เพจ Chalaem Boonlum 5) ถ้ าจอมพลและสวนรุกขชาติตั้งอยู่บริเวณสวนรุกขชาติจอมพล ติดกับมหาวิทยาลัยราชภัฎ หมู่บ้านจอมบึง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ส าคัญของจังหวัดราชบุรี ในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2438 (ร.ศ. 114) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสถ้ าจอมพล ทรงพระราชด าริที่จะให้มีเครื่องหมาย ระลึกถึงการเสด็จพระราชด าเนิน จึงทรงพระอักษรไว้ที่ปากถ้ า คือ จ ป ร 114 พระราชทานนามถ้ าว่า “ถ ้ำจอมพล” โปรดเกล้าให้ช่างสลักศิลาตามตัวอักษรไว้ปากทางเข้าถ้ า ต่อมาได้มีพระบรมวงศานุวงศ์หลาย พระองค์เคยเสด็จพระราชด าเนิน ณ ถ้ าแห่งนี้มีความกว้าง 30 เมตรยาว 240 เมตร สูง 25 เมตร ภายในถ้ า ยังมีหินงอกหินย้อยที่วิจิตรงดงามอีกหลายจุด ได้แก่ ธารศิลา สร้อยระย้า แส้จามรี ท้องพระโรง ประสิทธิ เทวา เกศาสลวย และผาวิจิตร ยามแสงแดดส่องลงมาภายในถ้ าจะดูสวยงาม อีกทั้งยังมีพระพุทธรูปปาง ไสยาสน์องค์ใหญ่ที่ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ประดิษฐานอยู่ ที่มา : เว็บไซต์http://www.เที่ยวราชบุรี.com


8 6) อ่างเก็บน้ าเขื่อนไม้เต็ง เป็นอ่างเก็บน้ าธรรมชาติกักเก็บน้ าเพื่อการเกษตรและประปา ฟื้นฟูระบบ นิเวศต้นน้ า แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ า และช่วยลดปัญหาน้ าท่วม ท าให้ระบบนิเวศต้นน้ าดีขึ้นแล้ว ก็ยัง ท าให้น้ ากลับมาเต็มอ่าง สร้างโดยกรมชลประทาน ในปี พ.ศ. 2538 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 199 ตาราง กิโลเมตร ในเขตอ าเภอจอมบึงและอ าเภอบ้านคา จุดเด่นของอ่างเก็บน้ าห้วยไม้เต็งคือ ในช่วงที่มีน้ าเยอะ ๆ จะมีน้ าล้นออกมาเกินสันเขื่อนคล้ายกับน้ าตก ท าให้ชาวบ้าน นักท่องเที่ยวนิยมไปเล่นน้ า พักผ่อน ชมนก ช่วงเวลาแนะน าคือ ช่วงเย็น เพราะอากาศไม่ร้อนเป็นจุดแวะพักยามเย็นดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่สวยงาม ที่มา : เว็บไซต์http://www.เที่ยวราชบุรี.com 7) เขาทะลุมิติตั้งอยู่ต าบลรางบัวและต าบลจอมบึง ด้านบนของเขาทะลุมิติ ลักษณะเป็นถ้ า ซึ่งเพดานถ้ าทะลุลงมาเป็นช่อง เกิดเป็นซุ้มประตูหินโค้งขนาดใหญ่ 2 โพรง เส้นทางขึ้นจากเชิงเขาถึงปากถ้ า ระยะทางประมาณ 200 เมตร เป็นเส้นทางเดินธรรมชาติ มีต้นไม้น้อยใหญ่ปกคลุมตลอดทางเดิน และต้องใช้ ความระมัดระวังในการเดิน เนื่องจากทางเดินมีหินกรวดตลอดทางเดินอาจท าให้ลื่นได้ โดยเฉพาะขาเดินลง จากเขาเพราะบางช่วงมีความสูงชัน ระหว่างทางจะมีเชือกให้จับไต่เวลาเดินขึ้นและลง ควรแต่งกายให้ เหมาะสมใส่รองเท้าผ้าใบในการขึ้นเขา เหมาะส าหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกิจกรรม Soft Adventure เมื่อ ขึ้นไปถึงด้านบนเขาและมองลอดผ่านกรอบซุ้มประตูหิน สามารถมองเห็นทัศนียภาพของธรรมชาติและวิว เทือกเขาสลับซับซ้อนอยู่ไกล ๆ จนท าให้มีความรู้สึกเหมือนมองทะลุไปอีกมิติ จึงเป็นที่มาของชื่อ “เขาทะลุ มิติ” ซึ่งเป็น 1 ใน 25 แหล่งท่องเที่ยว Unseen New Series ช่วงเวลาที่แนะน าคือ เวลา 16.00-18.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ก าลังจะตกดิน จะมองเห็นแสงอาทิตย์ส่องมาตรงช่องเขาพอดี จึงท าให้ที่นี่เป็น อีกจุดหนึ่งในการชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามของจังหวัดราชบุรี การเดินทาง ถ้ าเขาทะลุอยู่ไม่ไกลจาก กทม. ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 ชั่วโมง สามารถใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 3087 (ราชบุรี-สวนผึ้ง) ระยะทาง ประมาณ 20 กิโลเมตร จะถึงปากบึง เลี้ยวขวาใช้ถนนสายบ้านบึง สอบถามข้อมูล องค์การบริหารส่วน ต าบลรางบัว โทร. 0 3273 9046 (ข้อมูลจาก: เว็บไซต์https://thai.tourismthailand.org/Attraction)


9 ที่มา : เพจ Chalaem Boonlum 8) ส านักสงฆ์เขาสามประแจ ตั้งอยู่ ต าบลจอมบึง อ าเภอจอมบึง ในอีตดเป็นที่พักสงฆ์และมี พระสงฆ์มาจ าวัดอยู่ จนต่อมา ปี พ.ศ. 2553 จึงได้มีการก่อตั้งเป็นส านักสงฆ์ ภายในวัดมีสิ่งศักดิ์เป็นที่เคารพ บูชาและขอพรเพื่อให้โชคลาภของชุมชนในพื้นที่ ประกอบด้วย พระสมณโคดม เป็นพระพุทธพระพุทธรูป ปางประทานพรู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ ตั้งอยู่กลางแจ้ง มีความสูงประมาณ 3 เมตร หน้าตัก ประมาณ 2 เมตร สร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ.2555 มีวิหารพระประจ าวัน และ ถ้ าสามประแจเป็นถ้ าขนาดเล็ก มีทางบันไดปูน ขึ้นลงสะดวกสะดวก นอกจากนี้รอบส านักสงฆ์เป็นที่พักอาศัยของค้างคาวแม่ไก่ที่จะนอน ห้อยหัวบนต้นไม้ตอนกลางวันและบินออกหากินในเวลาค่ า เป็นอีกหนึ่งจุดที่สร้างความ Amazing ให้แก่ผู้ที่ ได้พบเห็น ที่มา : เพจ Chalaem Boonlum 9) ป่าชุมชนเขาล้าน ตั้งอยู่หมู่ 9 ต าบลจอมบึง อ าเภอจอมบึง บนเนื้อที่ 437 ไร่ เป็นป่าประเภท พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มีสภาพทั่วไปคือ เป็นป่าเบญจพรรณ มีต้นไม้ปกคลุมค่อนข้างหนาแน่น พันธุ์ไม้ที่ พบเป็นจ านวนมากได้แก่ ไผ่รวก พยอม มะค่าแต้ แดง โมกมัน สะเดา ขี้เหล็ก ยอป่า ผักหวานป่า ฯลฯ และ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ เช่นกระรอก กระแต งู ผึ้ง แย้ นก ฯลฯ สภาพป่ามีศักยภาพเหมาะสม ในการจัดท าโครงการป่าชุมชน เพื่อประโยชน์ของชุมชน เห็นควรให้ขยายระยะเวลาการด าเนินโครงการป่า ชุมชน ตามแนวทางของกรมป่าไม้ต่อไป เลขที่หนังสืออนุมัติโครงการ : ทส1605.33/6912 ปีที่ขึ้นทะเบียน : 2554 (ข้อมูลจาก: เว็บไซต์https://forestinfo.forest.go.th)


10 ที่มา : เพจ Chalaem Boonlum 10) แหล่งการเรียนรู้บ้านมีดบิน ตั้งอยู่หมู่ที่ 13 ต าบลจอมบึง อ าเภอจอมบึง เป็นแหล่งรวมความรู้ เรื่องกระบวนการตีมีด โดยมีนายอุเทน ไม่ล่าใคร เป็นผู้ที่มีความสามารถในการประกอบอาชีพเป็นช่างตีมีด โดยเฉพาะงานมีดเหล็กหลาย ประสบความส าเร็จจากความเชี่ยวชาญการสร้างอาวุธโบราณ มีดเหล็กลาย มีดสาดทองแดง ของที่ระลึกจากเหล็ก ขวานโทมาฮอด และอุปกรณ์ทางการเกษตร ขนเกิดองค์ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ด้านช่างตีมีด และได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ชุมชนและเครือข่ายช่างตีมีดที่มี ความสนใจทั่วประเทศ รวมเป็นแกนน าการจัดกิจกรรมในเครือข่ายทั่วประเทศผ่านกล่มรวมพลคนท ามีดและ ได้รับเชิญเป็นวิทยากรเพื่อพัฒนาทักษะงานตีมีดให้กับบุคคลต่าง ๆ จนท าให้เกิดเครือข่ายช่างมีดขึ้น แหล่ง เรียนรู้นี้ได้รับการพัฒนาและยกระดับโดยคณะท างาน U2T for BCG ต าบลจอมบึง เทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง เปิดให้บริการหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการการท ามีด สามารถจอง ช่วงเวลาเรียนได้ทั้งเป็นรายบุคคลหรือหมู่คณะ ติดต่อ นายอุเทน ไม่ล่าใคร เบอร์โทรศัพท์ 094 – 992 8979 เหรือเฟสบุ๊ค อุเทน ไม่ล่าใคร (ข้อมูลจาก: หนังสือ E-Book “แหล่งการเรียนรู้บ้านมีดบิน จัดท าโดย คณะท างาน U2T for BCG ต าบลจอมบึง) ที่มา : หนังสือ E-Book “แหล่งการเรียนรู้บ้านมีดบิน จัดท าโดยคณะท างาน U2T for BCG ต าบลจอมบึง


11 11)ไร่สุขพ่วง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 107 หมู่ 10 ต าบลจอมบึง อ าเภอจอมบึง เดิมเป็นวิสาหกิจ ชุมชนไร่สุขพ่วงเกษตรอินทรีย์วิถีไทยที่ต่อมา ได้เปลี่ยนเป็น “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างสรรค์รักษ์จอมบึง” เมื่อ วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2566 เพื่อขยายการท ากิจกรรมทั้งการผลิตสินค้าและ การให้บริการ โดยมีกิจกรรมย่อยได้แก่การผลิตพืชไร่ พืชสวน พืชผัก อาทิ อ้อย ลูกหม่อน สับปะรด กล้วย พืชไร่ พืชสวน พืชผัก และพืชอื่น ๆ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร การแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหารประเภท เชื่อม กวน อบ ตากแห้ง และการถนอมอาหาร การท าเครื่องดื่มพร้อมทาน ผงส าเร็จ ผงชา การให้บริการด้านการ ท่องเที่ยวโยชุมชน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ท่องเที่ยวตาม ฐานเศรษฐกิจพอเพียง และการผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพและบริการนวดเพื่อสุขภาพโดยอยู่บนพื้นฐานของ การเกษตรทฤษฎีใหม่ด้วยบันได 9 ขั้น สู่ความพอเพียง คือ พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น พอได้ท าบุญ พอ ได้ท าทาน พอได้เก็บรักษา พอได้ท าธุรกิจ และ พอเพียงด้วยการสร้างเครือข่าย จากความโดดเด่นที่มี กับ ความต้องการที่จะพัฒนาต่อยอดให้เป็นศูนย์การการเรียนรู้ส าหรับคนทุกช่วงวัย (Learning for All) หรือ ห้องปฏิบัติการชุมชน หรือ ศูนย์การเรียนรู้นอกห้องเรียนในเครือข่ายของมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอม บึง จึงได้ พัฒนายกระดับให้เป็นสถานที่แบ่งปันความรู้ หรือ การช่วยเหลือให้เกษตรกรในพื้นที่ให้มีรายได้ เสริมเพ่มขึ้น หากสนใจมาศึกษาดูงาน หรือ การฝึกทักษะอาชีพเสริม หลักสูตรสัมมาชีพ ทั้งการแปรรูป การ ประกอบอาหารคาว หวาน ของทานเล่น และการจัดบริการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวอ าเภอจอมบึง สามารถติดต่อจองใช้บริการได้ที่ นายอภิวรรษ สุขพ่วง โทรศัพท์ 089 379 8950 หรือ เพจ Aphiwat Sukphoang (ไร่สุขพ่วง จอมบึง ราชบุรี) ที่มา : เพจ Aphiwat Sukphoang (ไร่สุขพ่วง จอมบึง ราชบุรี)


12 เทศกาล งานประเพณี และกิจกรรมพิเศษในชุมชน 1) งานสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่5 สืบสานประเพณีของดีจอมบึง จัดขึ้นในเดือนธันวาคมของทุกปีณ ที่ว่าการอ าเภอจอมบึง เพื่อเป็นการเพื่อร าลึกถึงพระมหา กรุณาธิคุณของ รัชกาลที่5 นับตั้งแต่เสด็จประพาส มณฑลราชบุรีระหว่างวันที่ 19-21 ธันวาคม 2438 หรือ รัตนโกสินทร์ศก 114 โดยพระองค์ได้เสด็จมาประทับแรม ที่ต าบลจอมบึง 3 วัน 3 คืน โดยในครั้งนั้น ทรงมี พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวอ าเภอจอมบึง 4 ประการ ได้แก่ พระราชทานนามถ้ ามุจรินทร์ในเขา กลางเมืองให้ใหม่ว่า “ถ้ าจอมพล” ทรงจารึกพระบรมมหานามาภิไธยย่อ จปร.114 ไว้ที่ปากถ้ าจอมพล ทรงพระราชทานนามท้องทุ่งชาตรีให้ใหม่ว่า “ทุ่งจอมบึง” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะต าบล จอมบึงขึ้นเป็นกิ่งอ าเภอจอมบึงต่อมาส่วนราชการ อ.จอมบึง ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ่อค้า ประชาชน ทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมกันสร้างพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 และได้อัญเชิญพระบรมรูปขึ้นประดิษฐาน ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอ าเภอจอมบึง เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดีต่อพระพุทธเจ้า หลวง อันเป็นที่รักยิ่งของประชาชนชาวไทย และเพื่อความเป็นสิริมงคลของชาวอ าเภอจอมบึงจึงได้จัดงาน สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 เป็นประจ าทุกปีเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมร าลึกถึงพระมหา กรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 รวมทั้งเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของอ าเภอจอมบึงและเป็นการเชื่อมความสามัคคีระหว่างหน่วยงานของรัฐ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนชาวอ าเภอจอมบึงตลอดมา ที่มา : เพจ พันธุ์ แก้วนุ้ย


13 2) งานวิ่งจอมบึงมาราธอน จัดขึ้นในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมกราคม “จอมบึงมาราธอน” เป็นงานวิ่งที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากนักวิ่งเพื่อสุขภาพทั่วประเทศ เป็นงานวิ่งในต านาน ก่อก าเนิดขึ้นในปีพ.ศ. 2528 โดยอาจารย์ของวิทยาลัยครูหมู่บ้านจอมบึงกลุ่มหนึ่งที่มี ความสนใจการวิ่งเพื่อสุขภาพ ครั้งนั้นมีผู้เข้าร่วมไม่ถึง 100 คน ในระยะทางวิ่ง 10 กิโลเมตร เติบโตจนเป็น สนามวิ่งระยะมาราธอน 42.195 กิโลเมตรในปัจจุบัน งานวิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นงานวิ่งประเพณีของชาวจอมบึง ตลอดจนนักวิ่งเพื่อสุขภาพจากทั่วประเทศที่กล่าวขานกันว่า "จอมบึงเป็นสนามที่นักวิ่งทุกคนควรมาสัมผัส สักครั้งในชีวิต" และกล่าวถึงบรรยากาศการจัดสนามว่าเป็นการแข่งขัน “มาราธอนชาวบ้าน แต่ มาตรฐานสากล” สนามวิ่งนี้ถือได้ว่ามีอายุการจัดงานต่อเนื่องและยาวนานที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันจอม บึงมาราธอนเป็นสนามแข่งขันอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยที่นักวิ่งจากทั่วประเทศ ทั้งนักวิ่งเก่า นักวิ่งใหม่ นัก วิ่งสูงอายุและนักวิ่งรุ่นเยาว์วางแผนว่าจะเข้าร่วม อย่างไรก็ตามเป็นความท้าทายของนักวิ่งหน้าใหม่ที่ต่าง กล่าวต่อๆกันว่า“มาราธอนแรก ต้องที่จอมบึง” ที่มา : เพจ Chombueng Marathon 3) งานวิ่งเขาประทับช้างเทรล จัดขึ้นทุกเดือนมิถุนายน ของทุกปี ความเป็นมาของเขาประทับช้างเทรลเริ่มมาจากการแข่งขัน “จอมบึงมาราธอน” ที่อ าเภอจอม บึง จังหวัดราชบุรีงานวิ่งเล็ก ๆ ในปีพ.ศ.2528 ที่ได้บ่มเพาะจิตส านึกในการออกก าลังกายของประชาชนใน ละแวกนั้นและประสบความส าเร็จในระดับหนึ่ง ในปีพ.ศ.2531 คณะท างานในขณะนั้นจึงได้ขยายผลเพิ่ม กิจกรรมการวิ่งและขี่จักรยาน ขึ้นที่ “สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีบ้านจอมบึง” (เดิมคือ สวนพฤกษศาสตร์ วรรณคดีภาคกลาง) และเขาประทับช้าง ซึ่งอยู่บริเวณรอยต่อของอ าเภอเมืองและอ าเภอจอมบึง โดยใช้ วโรกาสภายหลังจากที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเปิดสวนฯ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2531 ภายใต้การใช้ชื่อในการจัดการแข่งขันว่า “วิ่งชมสวนมวลไม้ในวรรณคดี” กิจกรรมที่จัดขึ้นใน ขณะนั้น เป็นกิจกรรมแบบ “ครอสคันทรี่ (Cross-country)” คือ วิ่งและขี่จักรยานไปในภูมิประเทศ บนพื้นดิน หิน ลูกรัง ผ่านป่าไม้และภูเขา เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เข้ามาออกก าลังกาย ในท่ามกลางธรรมชาติโดยจะมีกิจกรรมที่สัมพันธ์กับวรรณคดีเช่น การขับเสภา การพูดสุนทรพจน์และ


14 ดนตรีไทย โดยก าหนดจัดกิจกรรมในวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมิถุนายน เป็นประจ าทุกปี(ข้อมูล จาก: https://thai.tourismthailand.org/Events-and-Festivals) ที่มา : เพจเขาประทับช้าง เทรล Kao Pratubchang Trail - KPTC Trail 4) งานวิ่ง รพ.ยุพราช จอมบึง Chombueng Crown Prince Hospital Half Marathon เป็นกิจกรรมงานบุญผ่านงานวิ่งจัดขึ้นโดยทีมของมูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จ พระสังฆราช โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง จังหวัดราชบุรี ร่วมกับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จอมบึง ภายใต้แนวคิด “ RUN FOR THE ONE WE LOVE” หรือ"มิตรภาพและการแบ่งปัน" เป็นกิจกรรม การวิ่งออกก าลังกายเพื่อสร้างสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรมตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่ยึดหลักการ “การสร้างสุขภาพ” น า “การซ่อมสุขภาพ”โดยใช้แนวคิดการใช้พลังแห่งความรัก น าไปสู่การแบ่งปัน ความรักในที่นี้อาจมีหลายรูปแบบ ทั้งความรักของคนในครอบครัว ความรักของหนุ่มสาว ความรักของ เพื่อน อีกทั้งรวมไปถึงความรักในเพื่อนมนุษย์ ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักคือการแบ่งปัน สู่ผู้ด้อยโอกาส โดยมี รูปแบบทั้งการร่วมบริจาคสิ่งของที่จ าเป็นให้แก่เด็กผู้ยากไร้ในพื้นที่ การจัดหารายได้เพื่อสมทบทุนจัดซื้อ ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งเป็นในการต่อลมหายใจให้ใครหลายคน เช่นผู้ป่วยถุงลมอุดกั้น ผู้ป่วยระยะ สุดท้าย ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง เป็นต้น (ข้อมูลจาก: https://race.thai.run/CCPHHalfMarathon)


15 ที่มา : เพจ Chombueng Crown Prince Hospital Half Marathon 5) งานวิ่งคุรุราษฏร์มินิมาราธอน โรงเรียนคุรุราษฎร์รังสฤษฏ์เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้ ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่าและครู บุคลากรของโรงเรียน จัดงานวิ่งมินิมาราธอนภายใต้แนวคิดเสริมสร้างสุขภาพ ร่างกายที่ดีด้วยการออกกก าลังกายและร่วมสมทบทุนมูลนิธิรวมน้ าใจโรงเรียนคุรุราษฎร์รังสฤษฏ์ได้มีการ จัดขึ้นครั้งแรกในวันที่ 20 ธันวาคม 2563 และครั้งที่ 2 วันที่ 30 ตุลาคม 2565 ซึ่งนักวิ่งสามารถติดตาม รายละเอียดการจัดกิจกรรมงานวิ่งได้ที่ เพจ Kururat minimarathon เป็นงานวิ่งระดับชุมชนที่อบอุ่น ประทับใจ ที่มา : เพจ Kururat minimarathon


16 1.3 ผลการประเมินศักยภาพเชิงพื้นที่และแนวทางกลยุทธ์ในการพัฒนา ผลการศึกษาศักยภาพเชิงพื้นที่ร่วมกับชุมชน ด้านการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community Base Tourism) ผ่านการด าเนินโครงการการพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อสร้างความยั่งยืน โดยมี อาจารย์ ดร. ทัศนีย์ นาคเสนีย์ (2565) ได้ใช้เครื่องมือตามเกณฑ์ประเมินศักยภาพเชิงพื้นที่ CBT Thailand จ านวน 6 ด้าน พบว่า ต าบลจอมบึงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในระดับดี (2.03) จ าแนกรายด้าน ได้ตามตาราง ตารางที่ 1.1 การประเมินศักยภาพเชิงพื้นที่ต าบลจอมบึง อ าเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ล าดับ ด้าน คะแนนที่ได้ (เต็ม 4) ระดับ คะแนน 1 ด้านที่ 1 การบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน 1.06 พอใช้ 2 ด้านที่ 2 การจัดการเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตที่ดี 1.88 พอใช้ 3 ด้านที่ 3 การอนุรักษ์และส่งเสริมมรกดกทางวัฒนธรรมชุมชน 2.33 ดี 4 ด้านที่ 4 การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอย่าง เป็นระบบและยั่งยืน 2.90 ดี 5 ด้านที่ 5 คุณภาพการบริการการท่องเที่ยวโดยชุมชน 2.21 ดี 6 ด้านที่ 6 การส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และการท างานร่วมกัน ระหว่างชุมชนและผู้ประกอบการด้านการเข้าถึงตลาด และท างานร่วมกับผู้ประกอบการน าเที่ยวภายนอก 1.83 พอใช้ ศักยภาพเชิงพื้นที่ตามเกณฑ์ ประเมินศักยภาพเชิงพื้นที่ CBT Thailand 2.03 ดี จากการประเมินศักยภาพตามตารางที่ 1.1 พบว่า ต าบลจอมบึงเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทางด้าน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืนในระดับดี ที่มีค่าคะแนนสูง 2.90 จากคะแนนเต็ม 4 คะแนน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประชากรส่วนมากท าการเกษตร แปรรูปพืชผลทาง การเกษตร จึงท าให้ยังคงมีร่อยรอยหลักฐานและวิถีการด าเนินชีวิตที่เป็นการอนุรักษ์และส่งเสริมมรกดกทาง วัฒนธรรมชุมชนที่มีพื้นฐานการเกษตรอยู่ ดังแผนภาพ


17 ภาพที่ 1.2 ผลการประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวชุมชนต าบลจอมบึง อ าเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี จากผลการประเมินศักยภาพเชิงพื้นที่ ผู้ศึกษาจึงได้ท าการรวบรวมปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละ ช่วงเวลาที่ผ่านมา มาวิเคราะห์เป็นรายข้อตามปัจจัยภายในและภายนอก (SWOT Analysis) และท าการ คัดเลือก/ระบุปัญหาหรือ ความต้องการของชุมชน (Problem Identification) ด้วยกระบวนการ 1) จัดท า เวทีประชุมกลุ่มย่อยในพื้นที่ 5 เวที ประกอบ ผู้ประกอบการอาหาร ผู้จ าหน่ายสินค้าในตลาดอมยิ้ม สมาชิก กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ส านักงานเทศบาลเมืองจอมพล และ แกนน าจัดตั้งกลุ่มโฮมสเตย์และ 2) จัดล าดับ ความส าคัญของปัญหา จาก Google Form ท าให้ได้มาซึ่งข้อมูลผลการวิเคราะห์ SWOT ของต าบลจอมบึง พบข้อมูล ดังต่อไปนี้ จุดแข็ง 1) สภาพพื้นที่มีมีสภาพแวดล้อมที่ดีมีความเป็นธรรมชาติทุ่ง นา ป่า เขา คลอง ไร่มันส าปะหลัง และไร่อ้อย 2) การเดินทางเข้าถึงสะดวก มีเส้นทางสัญจรเข้าถึงทุกครัวเรือน และอยู่ห่างตัวเมืองราชบุรีเพียง 30 กิโลเมตร 3) ตั้งอยู่ในพื้นที่เชื่อมต่อเส้นทางท่องเที่ยวในชุมชน เส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตร และเส้นทางการ ท่องเที่ยวเชิงกีฬา ด้วย จักรยานและการวิ่ง 4) มีปราชญ์ชุมชนที่มีองค์ความรู้ภูมิปัญญาที่หลากหลาย 1.06 1.88 2.33 2.90 2.21 1.83 ด้านที่ 1. การบริหารจัดการการ ท่องเที่ยวโดยชุมชน ด้านที่ 2. การจัดการเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตที่ดี ด้านที่ 3. การอนุรักษ์และส่งเสริมมร กดกทางวัฒนธรรมชุมชน ด้านที่ 4. การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ด้านที่ 5. คุณภาพการบริการการ ท่องเที่ยวโดยชุมชน ด้านที่ 6.การส่งเสริมการ ประชาสัมพันธ์และการท างาน ร่วมกันระหว่างชุมชนและ… ศักยภาพท่องเที่ยวชุมชนต าบลจอมบึง อ าเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี


18 5) เป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นในเรื่องราววัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น 8 ชาติพันธุ์ที่มีความเป็น เอกลักษณ์ทั้ง อาหาร การแต่งกาย ที่พักอาศัย ประเพณีภาษา อาชีพ ความเชื่อ และศิลปะพื้นบ้าน โดยเฉพาะ ไทยทรงด า (ลาวโซ่ง) 6) มีผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวแสดงความเชื่อมโยงกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทอผ้าขาวม้า การเย็บหน้าหมอน การจักสานไม้ไผ่ และการท าการเกษตรอินทรีย์ตามวิถีแห่งความ พอเพียง 7) ชุมชนมีความพร้อมในการพัฒนาอาชีพการเกษตรไปสู่การแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ ผลิตและสร้างรายได้ให้ชุมชน ได้แก่การแปรรูปกล้วย อ้อย และผลไม้ตามฤดูกาล 8) ค่าครองชีพไม่แพง ราคาสินค้าและบริการถูก บริการดีสะอาด และปลอดภัย 9) ชุมชนมีประสบการณ์การเป็นเจ้าบ้านที่ดีและผู้ร่วมจัดกิจกรรมมหกรรมกีฬาเนื่องจากได้รับการ ส่งเสริมให้มีกิจกรรมทางการทองเที่ยวทั้ง การท่องเที่ยวเชิงเกษตร และ การท่องเที่ยวชุมชน ได้แก่ การ ท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ในแหล่งเกษตรตามวิถีพอเพียง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภูมิปัญญาในการท า การเกษตรของชุมชน การท่องเที่ยวเชิงกีฬา ได้มีการจัดกิจกรรมการออกก าลังกายและท่องเที่ยวในชุมชน เช่น การปั่นจักรยาน และ การวิ่งทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น จุดอ่อน 1) ผลิตภัณฑ์ของชุมชนที่จ าหน่ายยังไม่เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเพราะขาดบุคคลากรที่มีความรู้ สามารถในการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายและตรงตามความต้องการของตลาดผู้บริโภคได้ 2) ผลิตภัณฑ์และบริการส่วนมากยังไม่ได้มาตรฐาน 3) บุคลากรขาดองค์ความรู้ที่จะน าภูมิปัญญาไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ ผลิตภัณฑ์และบริการไปสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ของชุมชน 4) ขาดการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ต าบลจอมบึงแบบเชื่อมโยง เพื่อ เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเองได้ 5) ขาดการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ต าบลจอมบึงแบบเชื่อมโยง 6) ขาดการสร้างการสื่อสารทางการตลาดเพื่อประชาสัมพันธ์บอกเล่าเรื่องราว (Story to tell) ของ ดีของเด่นของชุมชน 7) ไม่มีมาตรการการลดมลภาวะของสิ่งแวดล้อมเป็นมลพิษ กลิ่น ฝุ่น การระเบิดหินและการจัดการ ขยะ 8) ปัญหา Over Carrying Capacity ในการจัดกิจกรรมกีฬามวลชน : วิ่งจอมบึงมาราธอน วิ่ง ยุพราช วิ่งเขาประทับช้างเทรล วิ่งคุรุราษฏร์และ วิ่งอมยิ้ม 9) ชาวบ้านยังขาดความรู้ทางธุรกิจ ด้านการบริหารงาน การตลาด การเงิน ในการด าเนินธุรกิจการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ 10) ระบบการบริหารจัดการขยะในพื้นที่ไม่เรียบร้อย


19 11) การควบคุมปริมาณสุนัขและลิง ที่ท าให้เกิดความเดือดร้อนจากการรุกรานและการท าให้พื้นที่ สกปรก โอกาส 1) การสนับสนุนให้เป็นพื้นที่จัดมหกรรมกีฬาที่ยาวนาน งานวิ่ง ปั่นจักรยานและมวยไทย ในต านาน 2) นโยบายการขับเคลื่อนประเทศการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาสังคม และการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 3) พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง ชีวิตวิถีใหม่ดูแลสุขภาพมากขึ้น 4) พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนเป็นการเดินทางท่องเที่ยวในชนบท การเดินทางท่องเที่ยวเพื่อสร้างประสบการณ์ให้ตนเอง และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น 5) การเติบโตของตลาดท่องเที่ยวชนบท การส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT) 6) การเข้าถึงข้อมูลสะดวกมากขึ้น (Digitalization) อุปสรรค 1) การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า (COVID-19) 2) การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น แรงงานเยาวชนลดลง 3) สภาพภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยน คือ ร้อนยาวนาน ฝนทิ้งช่วง ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ภาวะน้ าขัง น้ าท่วม รอการระบาย 4) การเคลื่อนย้ายแรงงานเข้ามาของคนต่างถิ่น ความเป็นชุมชนชนบทเสื่อมหายการอพยพถิ่นฐาน สร้างฟาร์มเลี้ยงหมูของผู้ประกอบการ ในหมู่บ้านใกล้เคียงที่อพยพหนีน้ าท่วม ปี2554 มีแนวโน้มมากขึ้น 5) การอพยพย้ายมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่อ าเภอจอมบึงเพิ่มมากขึ้นท าให้สังคมชนบทหดหายมีความ เป็นสังคมเมืองเข้ามาแทนที่ 6) การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระดับท้องที่ ท้องถิ่น ภูมิภาค ประเทศ


20 ส่วนที่ 2 แนวคิดการด าเนินโครงการการพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อสร้างความยั่งยืน 2.1 เป้าหมายของข้อเสนอโครงการจอมบึง Happy Model ภายใต้การด าเนินโครงการ “กำรสร้ำงมูลค่ำและคุณค่ำเพิ่มให้สินค้ำเกษตรเพื่อสุขภำพเชิง สร้ำงสรรค์สู่กำรพึ่งพำตนเองได้อย่ำงยั่งยืนด้วยแนวคิด “จอมบึง Happy Model” มีเป้าหมายสูงสุด คือการหาแนวทางการจัดการเชิงกระบวนตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ การผลิต การพัฒนา สูตรแปรรูปอาหารจากพืชท้องถิ่นที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชนเพื่อชุมชน ที่รวมตัวกัน ผลิต แปรรูป จ าหน่าย ผ่านกิจกรรม คาราวานอาหารเพื่อสุขภาพ ( Healthy Foods Caravan) ที่เปรียบเสมือนหน้าร้านเพิ่มช่องทางการรับรู้ การจ าหน่ายสินค้าจากเกษตรกรผู้ผลิตเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ สะดวก การสร้างเวทีเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การ Upskill /Reskill / New Skill รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต “จอมบึง Happy Model” ต้นแบบ โดยมี 3 วัตถุประสงค์ คือ วัตถุประสงค์ของโครงการ 1) เพื่อพัฒนาเมนูอาหารแปรรูปจากพืชท้องถิ่นที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเชิง สร้างสรรค์ 2) เพื่อจัดตั้งลานภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต 3) เพื่อสร้างเครือข่ายผู้จ าหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านกิจกรรม คาราวานอาหารเพื่อสุขภาพสู่การพึ่งพา ตนเองได้อย่างยั่งยืน กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ ครั้งนี้คือ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไร่สุขพ่วง กลุ่มเกษตรกร ปลอดภัย กลุ่มผู้ประกอบการค้าขายรายย่อย ต าบลจอมบึง จ านวนอย่างน้อย 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านชุกหว้า บ้านตลาดควาย บ้านแสนกระบะ และประชาชนผู้สนใจทั่วไป จ านวน 15 คน ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ในการด าเนินโครงการครั้งนี้มี 4 มิติ ได้แก่ 1) เศรษฐกิจ มุ่งหวังให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาเมนูอาหารแปรรูปจากพืช ท้องถิ่นที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเชิงสร้างสรรค์อย่างน้อย 15 เมนู มีผู้ประกอบการเกษตรกร เข้ามามีส่วนร่วมไม่น้อยกว่า 15 ราย และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านกิจกรรม Road Show : คาราวานอาหารเพื่อสุขภาพ (Healthy Food) เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 5% 2) สังคม มุ่งหวังให้ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ เกิดความสามัคคีของคนในชุมชนในการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกัน ณ ลานวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การ Upskill /Reskill / New Skill รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง 3) ศิลปะและวัฒนธรรม มุ่งหวังให้เกิดการค้นหาภูมิปัญญา ถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อสืบสานภูมิ ปัญญาด้านการเกษตร อาหาร สมุนไพร ของบรรพบุรุษ


21 4) การศึกษา มุ่งหวังเพื่อสร้างโอกาสให้ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิค ผ่าน หลักสูตรระยะสั้น การสร้างมูลค่าและคุณค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัยเชิงสร้างสรรค์สู่การพึ่งพา ตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยแนวคิด “จอมบึง Happy Model” 5) สิ่งแวดล้อม มุ่งหวังให้ทุกกิจกรรมใช้เทคนิคการสร้างความตระหนักรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดใช้โฟม พลาสติก การใช้พลังงานทางเลือก การลดปริมาณขยะ การคัดแยกและการจัดการขยะ (Zero Waste) ผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับ ประกอบด้วย 1) หนังสือเล่มเล็ก แบบ E-Book ชุดถอดองค์ความรู้ชุมชน “องค์กรแห่งความสุข : จอมบึง Happy Model” จ านวน 1 เรื่อง 2) Clip VDO การประกอบอาหารจากพืชท้องถิ่นจอมบึง จ านวน 1 ชุด 3) ห้องเรียนชุมชนต้นแบบ จ านวน 1 แหล่ง 4) บันทึกข้อตกลงกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในการเป็นเครือข่าย แหล่งเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยราช ภัฏหมู่บ้านจอมบึง จ านวน 1 ฉบับ 5) บูรณาการกับรายวิชา หลักสูตร ศศ.บ.การท่องเที่ยวฯ TI62710 การจัดการท่องเที่ยวเชิง เกษตร จ านวน 1 รายวิชา 6) การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ อย่างน้อย 1 แหล่ง อาทิ แจ้งข้อมูลข่าวสารและการท า กิจกรรมผ่านเพจไร่สุขพ่วง แผนการด าเนินงาน ในการด าเนินงานครั้งมีระยะเวลา 8 เดือน เริ่ม 1 กรกฎาคม 2565 สิ้นสุด 28 กุมภาพันธ์ 2566 แต่ผู้จัดท าโครงการได้ขออนุมัติขยายเวลาด าเนินการถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2566 กิจกรรม ระยะเวลา ก.ค. 65 ส.ค. 65 ก.ย. 65 ต.ค. 65 พ.ย. 65 ธ.ค. 65 ม.ค. 66 ก.พ. 66 1) การประชุมกลุ่มย่อยกับภาคีความร่วมมือ เพื่อวางแผนการท างานอย่างเป็นระบบ 2) อบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเมนูอาหาร แปรรูปจากพืชท้องถิ่นที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมเชิงสร้างสรรค์ 3) จัดเสวนาเพื่อจัดตั้งลานวัฒนธรรมแห่งการ เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การเรียนรู้ตลอด ชีวิต


22 กิจกรรม ระยะเวลา ก.ค. 65 ส.ค. 65 ก.ย. 65 ต.ค. 65 พ.ย. 65 ธ.ค. 65 ม.ค. 66 ก.พ. 66 มี.ค. 66 เม.ย. 66 พ.ค. 66 4) ประชุมและติดตามผลงานตาม แผนการสร้างเครือข่ายผู้จ าหน่าย สินค้า และแผนการด าเนิน กิจกรรม คาราวานอาหารเพื่อ สุขภาพ 5) ทดลองเชิงปฏิบัติการภาคสนาม คาราวานอาหารเพื่อสุขภาพ 6) จัดท าเวทีถอดองค์ความรู้ “จอมบึง Happy Model” และการประเมินผลตอบแทนทาง สังคม (SROI) 7) รายงานผลการจัดท าโครงการ กรอบแนวคิดในการด าเนินโครงการ จากรายงานการจัดท าสถานภาพต าบล (Tambon Profile) โครงการยกระดับเศรษฐกิจ และสังคมรายต าบลแบบบูรณาการ ปี พ.ศ. 2564 ของต าบลจอมบึง (U2T ต าบลจอมบึง คณะเทคโนโลยี อุตสาหกรรม) พบว่ามีโจทย์ที่ควรพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน 5 ข้อส าคัญ คือ 1) การสร้างอาชีพที่ มั่นคงให้แก่ชาวบ้านในต าบลจอมบึง 2) การผลักดันประชาชนที่ว่างงานให้มีความรู้ในการประกอบอาชีพใน ด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว 3) การสร้างศูนย์เรียนรู้ต าบลเพื่อเป็นที่ศึกษาหา ความรู้และแนวทางประกอบอาชีพของประชาชน 4) มีการสอนประชาชนให้รู้จักการท าบัญชีครัวเรือนเพื่อ ป้องกันปัญหาความยากจน และ 5) สอนให้ประชาชนรู้จักการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกเกษตร ทฤษฎีใหม่ ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต สาขาวิชาการท่องเที่ยวและการบริการ คณะวิทยาการจัดการ ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน ไร่สุขพ่วง และกลุ่มเกษตรแปรรูปในต าบลจอมบึง ต่างได้เล็งเห็นว่า ต าบลจอมบึงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้าน การเกษตร มีศูนย์เรียนรู้การปลูกเกษตรทฤษฎีใหม่หลายแห่ง มีแหล่งเรียนรู้ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ปลูก เกษตรทฤษฎีใหม่ มีปราชญ์ชุมชนที่มีภูมิปัญญาทางด้านการเกษตรดั้งเดิมมากมาย แต่ยังขาดการเชื่อมโยง ให้เกิดกิจกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาด้านอาชีพเกษตรที่ผลิตมากได้น้อย การช่วยเหลือผู้ว่างงานที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า (COVID-19) การส่งเสริมการมีงานท า เตรียมการลด ภาวะการพึ่งพึงของผู้สูงวัย และการจัดท าเวทีชุมชนเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่มอาชีพเกษตรร่วมกัน ในการนี้จึงขอเสนอโครงการ “สร้างมูลค่าและคุณค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพเชิงสร้างสรรค์สู่การ พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยแนวคิด “จอมบึง Happy Model” ที่มีกรอบแนวคิดดังภาพ


23 ภาพที่ 2.1 กรอบแนวคิดการด าเนินโครงการ Happy Model” (สสส., 23 มีนาคม 2552) จากภาพที่ 1 ตามแนวคิดการสร้างองค์กรแห่งความสุข “Happy Model” (สสส., 23 มีนาคม 2552) ที่เชื่อว่า ความสุขเป็นพื้นฐานของมนุษย์ ดังนั้นคนที่มีสุขภาพดีดูแลตนเองไม่เป็นภาระแก่ใคร มีน้ าใจ ช่วยเหลือผู้อื่น มีคุณธรรม กตัญญู มีการเรียนรู้เป็นมืออาชีพในงานตนเอง รักและดูแลครอบครัว รักและ ดูแลองค์กร/สังคม ย่อมเป็นผลลัพธ์ของบุคคลที่สามารถบริหารสมดุลแห่งความสุขได้ครบถ้วนตาม องค์ประกอบ HAPPY 8 คือ ความสุขแปดประการ อันประกอบไปด้วย Happy Body สุขภาพดีHappy Heart น้ าใจงาม Happy Relax การผ่อนคลาย Happy Brain หาความรู้Happy Soul การมีคุณธรรม หิริ โอตัปปะ Happy Money การที่สามารถจัดการรายรับ รายจ่ายของตนเองได้Happy Family ครอบครัวที่ ดีและ Happy Environmentสิ่งแวดล้อมดี 1. สุขภาพดี 2. น้ าใจงาม 3. การผ่อน คลาย 4. หาความรู้ 5. มีคุณธรรม 6. จัดการ การเงินได้ 7. ครอบครัวดี 8. สิ่งแวดล้อมดี จอมบึง องค์กร แห่งความสุข “Caravan Healthy Foods Truck” ลดปริมาณขยะ สร้างแหล่งพลังงานใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การร่วมท ากิจกรรม ของครอบครัวเดี่ยว และครอบครัวขยาย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เกษตรปลอดภัย เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ การช่วยเหลือเยียวยา รับฟังปัญหา สร้างโอกาส การบ าบัดฟื้นฟู ด้วยลาน ภูมิปัญญา หนังสือเล่มเล็ก ถอดองค์ความรู้ ชุมชน บูรณาการการสร้างการมีส่วนร่วม บ้าน วัด ราชการ สถาบันการศึกษา การลดรายจ่าย สร้างรายได้ Caravan Healthy Foods Truck


24 2.2 การออกแบบกิจกรรมด้วยแนวคิดเชิงออกแบบ การด าเนินโครงการเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ผู้จัดโครงการจึงได้ใช้แนวคิดทางวิชาการมา ประยุกต์ใช้ คือ กระบวนการคิดเชิงออกแบบส าหรับการแก้ไขปัญหาเชิงสร้างสรรค์ (Design Thinking Process for Creative Problem Solving) ในการด าเนินงานนอกจากจะน าหลักการบริหารจัดการแบบโมเดลเชิงตรรกะ (Logic Model) เพื่อน ามาฉายภาพให้เห็นถึงเส้นทางความส าเร็จแล้ว กระบวนการคิดเชิงออกแบบส าหรับการแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์ (Design Thinking) ได้น ามาเป็นเครื่องมือส าคัญ กระบวนการคิดเชิงออกแบบที่ได้รับการยอมรับและถูกน าไปใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกคือ กระบวนการคิดออกแบบของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Standford University) ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ ผู้น า ทางความคิดเกี่ยวกับการออกแบบโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (human-centered design) การคิด ออกแบบของดี-สคูล มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดประกอบไปด้วยการท างาน 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การท าความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (Empathize) 2) การก าหนดกรอบของโจทย์(Define) 3) การสร้างความคิด (Ideate) 4) การสร้างต้นแบบ (Prototype) 5) การทดสอบ (Test) ภาพที่ 2.2 ขั้นตอนของกระบวนการคิดเชิงออกแบบของ ดี-สคูล ที่มา กัลยา ตันติยาสวัสดิกุล (2563) EMPATHIZE DEFINE IDEATE PROTOTYPE TEST


25 ผู้เขียนจึงได้ท าการศึกษาและน ามาประยุกต์ใช้ในพื้นที่เพื่อออกแบบเชิงกระบวนการแก้ไขปัญหา ตามขั้นตอนของกระบวนการคิดเชิงออกแบบของ ดี-สคูล พบว่า 5 ขั้นตอนของกระบวนการคิดเชิงออกแบบของ ดี-สคูล “จอมบึง Happy Model” ภาพที่ 2.3 การประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบของ ดี-สคูลกับจอมบึง Happy Model จากภาพที่ 2.3 ผู้เขียนได้เข้าไปศึกษาอย่างลึกซึ้งร่วมกับสมาชิกในชุมชนเพื่อด าเนินกิจกรรม จอมบึง Happy Model ตามเป้าหมายที่ก าหนดไว้ 1) การท าความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (Empathize) ด้วยกลุ่มสมาชิก จอมบึง Happy Model มีชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม 15 ครัวเรือน ซึ่ง สมาชิก ทั้งหมดอาศัยอยู่ในอ าเภอจอมบึงเป็นคนในพื้นที่โดยก าเนิดเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมจากชนบทเป็น สังคมกึ่งเมือง ที่ผู้คนดั้งเดิมเริ่มหายไปกลุ่มคนรุ่นใหม่ คนต่างพื้นที่เข้ามาแทนที่ เมื่อจ าแนกบุคลิกภาพ (Persona) ของสมาชิกรายประเด็นพบว่า 1.1) พฤติกรรม ส่วนมากมีอาชีพหลักคือเกษตรกร อาชีพรองคือการใช้เวลาว่าง น าผลผลิต พืชเกษตรที่มีอยู่ในชุมชนมาแปรรูปเพื่อยืดอายุถนอมอาหาร และท าให้เกิดมูลค่าแทนการเหลือทิ้ง Empathize • พฤติกรรม • ความเป็นอยู่ • อากัปกิริยา • ความเชื่อ/ ความหวังลึก ๆ • การยึดถือ • การคลุกคลี • การเข้าไปมี ส่วนร่วมกับ กิจกรรมในชีวิต จริง • ทัศนคติ Define • สร้างการรับรู้ • สร้างความ ชัดเจนให้กับ ความท้าทายที่ เราก าลังเผชิญ อยู่ • ความต้องการ ของ กลุ่มเป้าหมาย • ภาพของปัญหา • ความสัมพันธ์ เชื่อมโยง • ระดมสมอง • จุดประกาย ความคิด Ideate • ความคิดแปลก ใหม่ • ไอเดีย สร้างสรรค์ • สร้าง แนวความคิด • สร้างนวัตกรรม โดยชุมชน • สร้างทางออก • สร้างทางเลือก • สร้าง แบบจ าลอง Prototype • การสร้าง ต้นแบบการ บริหารจัดการ จ าแนกตาม กิจกรรม จอมบึง Happy Model Test • การลงมือ ปฏิบัติจริง • การประเมิน ตนเองกับชุมชน ต้นแบบ • การปรับปรุง/ พัฒนา • สรุปผลการ ทดสอบ


26 1.2) ความเป็นอยู่สมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดีด้วยมีความขยัน ประกอบอาชีพหลักและอาชีพ เสริม เพื่อสร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัว เนื่องจากมีต้นทุนที่ไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับราคา ท้องตลาด เพราะสินค้าส่วนมากร้อยละ 85 เป็นสินค้าที่มาจากไร่ของตนเองและซื้อจากเกษตรกรในชุมชน/ ร้านค้าชุมชนในหมู่บ้าน 1.3) อากัปกิริยา ด้วยสมาชิกมีพื้นฐานเป็นชาวบ้านที่มาตั้งถิ่นฐานดั้งเดิมตั้งแต่บรรพบุรุษ ดังนั้นจึงรู้จักกันถึงแม้พื้นที่ต าบลจอมบึงจะมี13 หมู่บ้านชุมชนก็ยังรู้จักกันดีมีความเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือซึ่ง กันและกัน และการให้ความร่วมมือช่วยเหลือจะปรากฏให้เห็นมากมายในงานบุญตามเทศกาลงานประเพณี อาทิเข้าพรรษ ออกพรรษา หรือ การถวายผ้าป่าในงานวันกฐิน 1.4) ความเชื่อ/ความหวังลึก ๆ สมาชิกที่มารวมตัวกันต่างต้องการการสร้างการยอมรับและ ความเชี่ยวชาญของตนเองที่สามารถพัฒนาเทคนิค องค์ความรู้ภูมิปัญญาการแปรรูปพืชท้องถิ่นให้มี เอกลักษณ์เฉพาะ และต่างมีความหวังที่จะสามารถจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดทั้งในพื้นที่และต่าง พื้นที่อาทิการหมัก ดอง เชื่อม การสกัด การท าผง การท าแห้ง เป็นต้น 1.5) การยึดถือ มุ่งมั่นยึดถือความเป็นสมาชิกเป็นส าคัญ กลุ่มชุมชนที่มาท างานร่วมกิจกรรม จอมบึง Happy Model ต่างเคารพซึ่งกันและกัน มีการก าหนดกติกา กระจายความรับผิดชอบ ซึ่งต่างยึดถือ กฎของกลุ่มเป็นส าคัญ 1.6) การคลุกคลีการท ากิจกรรมด้วยกันอย่างต่อเนื่อง คลุกคลีอยู่ด้วยกันทุกวันเสาร์– อาทิตย์หรือทุก ๆ กิจกรรมงาน ท าให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ ห่วงใย มีน้ าใจและเอื้อเฟื้อต่อกันและกัน 1.7) การเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในชีวิตจริง การเข้าไปเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ผู้เขียนในฐานะอาจารย์ต้องเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนเพื่อน าข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์สร้างความเข้าใจ เข้าถึงข้อมูลและตัวบุคคลจึงมาร่วมกันวางแผนพัฒนา ตามศาสตร์พระราชาในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงได้ให้ แนวทางไว้ 1.8) ทัศนคติในการท างานร่วมกับคนหมู่มากสิ่งที่ส าคัญและจ าเป็นคือการสร้างทัศนคติเชิง บวก การช่วยเหลือแบ่งปัน จิตอาสาช่วยงานส่วนรวมทั้งต่อนเองและสมาชิกทั้ง 15 คนของทีมจอมบึง Happy Model เป้าหมายส าคัญคือ การมารวมกลุ่มกันเพื่อท ากิจกรรมสร้างสรรค์ช่วยเหลือชุมชนและการ จ าหน่ายสินค้าคุณภาพดีที่ผลิตและจ าหน่ายโดยสมาชิก ซึ่งมีไร่สุขพ่วงเป็นฐานก าลังการรวมกลุ่ม เนื่องจากมี อุปกรณ์และองค์ความรู้ตลอดจนสถานที่กว้างขวางเพียงพอต่อการท ากิจกรรมกลุ่ม การรวมกลุ่มของสมาชิก ที่มาด้วยใจและจิตอาสาร่วมพัฒนาตลาดอมยิ้ม ตลาดวิถีไทยย้อนยุคจอมบึง และออกร้านค้าในรูปแบบของ คาราวานเพื่อสร้างการรับรู้ให้ลูกค้า/ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย


27 2) การก าหนดกรอบของโจทย์(Define) ในส่วนของการน ามาสู่การก าหนดกรอบของโจทย์ในการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ ผู้เขียนในฐานะ ผู้ไปมีส่วนร่วมกับชุมชนในพื้นที่ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกทั้งที่แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วน ร่วม พบว่า มี 7 ขั้นตอนของการคิด วางแผน ก่อนทดลองลงมือท า ดังนี้ 2.1) สร้างการรับรู้แกนน าชุมชนท าการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงการเข้ามาร่วมท า กิจกรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาของชุมชน ตลอดจนการสร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชนที่เป็นที่อยู่ที่อาศัยของ ทุกคน ซึ่งขั้นตอนนี้เรียกว่า การสร้างการรับรู้ รวมไปถึง การสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ ของการร่วมคิด ร่วมท า ร่วมแก้ไขปัญหากับชุมชนของอาจารย์สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ซึ่ง อาจารย์ ดร.ทัศนีย์ นาคเสนีย์ ผู้เขียน ได้น าโครงการตามเป้าหมายของมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ลงไปในพื้นที่ต าบลจอมบึง อันประกอบไปด้วย 2 ส่วนใหญ่คือ 1) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไร่สุขพ่วงเกษตร อินทรีย์ วิถีไทย และ ตลาดอมยิ้ม ตลาดวิถีไทยย้อนยุคจอมบึง 2.2) สร้างความชัดเจนให้กับความท้าทายที่เราก าลังเผชิญอยู่ เมื่อสร้างการรับรู้แล้ว 2.3) ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ผู้เขียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการประชุมกับแกนน า เพื่อรับรู้ถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย อันจะท าให้มองเห็นภาพความต้องการที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่ง สามารถสรุปได้เป็นประเด็นดังนี้ 2.4) ภาพของปัญหา เมื่อรับรู้ปัญหาท าให้เห็นภาพของปัญหาและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะ สามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาประเด็นต่าง ๆ ได้ ดังเช่น 2.5) ความสัมพันธ์เชื่อมโยง เมื่อทราบถึงความต้องการของชุมชน น ามาออกแบบเพื่อกไข ปัญหา จากแผนภาพของปัญหาตามความส าคัญเร่งด่วน น ามาสู่การสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่าง คน ของ และ ตลาด ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนที่สามารถท าได้ในแต่ละช่วงเวลา 2.6) ระดมสมอง เมื่อผู้เขียนร่วมกับแกนน าของทั้ง 2 กลุ่มได้น าแผนภาพความเชื่อมดยงใน การร่วมคิด ร่วมท า ร่วมแก้ไขปัญหามาประชุมหารือ ระดมสมองถึงวิธีการแก้ไขปัญหาแต่ละขั้นตอน เพื่อ วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาที่ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือผลกระทบทางลบให้แก่กลุ่มผู้มี ส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ในชุมชน 2.7) จุดประกายความคิด เมื่อสมาชิกจอมบึง Happy Model มาอยู่ร่วมกันด้วยองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ประสบการณ์ดานต่าง ๆ ของสมาชิกได้รับการยอมรับและเป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดความรู้ให้สมาชิก และผู้ที่สนใจทั่วไปแล้ว ในระหว่างการสื่อสารถ่ายทอดองค์ความรู้ ได้แก่ให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่จุด ประกายให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ต่อยอดมาจากผลิตภัณฑ์เดิม อาทิ กาแฟน้ าอ้อยสด การท าข้าวทิพย์ การท าตุ๊กตาชาโคล์ เป็นต้น 3) การสร้างความคิด (Ideate) การปลุกพลังภูมิปัญญาเป็นสิ่งส าคัญที่จะท าให้เกิดการถ่ายทอด จากความรู้ในตนเองไปสู่การเรียนรู้ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์และการบริการ ที่แตกต่างไปจากเดิม ในช่วงสถานการณ์วิถีใหม่ภายหลังสถานการณ์COVID-19 ได้แพร่ระบาดและคลี่คลาย ลง


28 3.1) ความคิดแปลกใหม่ ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานโดยมีพืชท้องถิ่นเป็นส่วนผสม อาทิ ทองม้วนสดรสโกโก้ กุ๊ยช่ายงาด า เมนูอาหาร Super Food ที่มีส่วนผสมของผงผัก คะเน้าเคล ต าลึง และผักกูด 3.2) ไอเดียสร้างสรรค์การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพืชสมุนไพรให้มีมูลค่าเพิ่ม อาทิ การท า แชมพูสมุนไพรที่มีส่วนผสมของผิวมะกรูด ย่านาง และดอกอัญชัญ ซึ่งล้วนแต่เป็นพืชที่เกิดขึ้นเองโดย ธรรมชาติและน ามาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ปลอดภัยให้ผู้บริโภคใช้ 3.3) สร้างแนวความคิด การรวมกลุ่มท ากิจกรรมของสมาชิก จอมบึง Happy Model ท าให้ เกิดแนวความคิดในการย่อยอดขยายผลทั้งรูปแบบการให้บริการ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ การยกระดับ สร้างมูลค่าเพิ่มจากพืชท้องถิ่น 3.4) สร้างนวัตกรรมโดยชุมชน ภูมิปัญญาการแปรรูปก่อให้เกิดการสร้างนวัตกรรมชุมชน โดยเฉพาะองค์ความรู้ การถนอมรักษาอาหารให้สามารถมีใช้ได้ตลอดทั้งปีโดยไม่มีสารวัตถุกันเสีย หรือ นวัตกรรมภูมิปัญญาการแปรรูอาหารที่ลดปริมาณการเหลือทิ้งตามแนวคิด Zero Waste 3.5) สร้างทางออก การรวมกลุ่มกันท าให้เห็นแนวทางการแก้ไขปัญหา กรณีตลาดอมยิ้ม ซบเซาลงเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิค ผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้าไม่มีรายได้ ดังนั้นจอมบึง Happy Model จึงกลายเป็นทางออกให้สมาชิกและพ่อค้าแม่ค้าในตลาดอมยิ้มได้ต่อลมหายใจในการ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวที่ตลาดอมยิ้มเพิ่มมากขึ้น เพื่อหนุนเสริมให้ พ่อค้า แม่ค้าที่มีอยู่เดิมมีรายได้จากการจ าหน่ายสินค้ามาช่วยเหลือครอบครัวได้ระดับหนึ่ง 3.6) สร้างทางเลือก สมาชิกได้ออกแบบกิจกรรมเพื่อสร้างทางเลือกบริหารความเสี่ยงในการ จ าหน่ายสินค้าทั้งจ าหน่ายหน้าร้านด้วยการออกร้าน จ าหน่ายออนไลน์ทั้งช่องทางประชาสัมพันธ์กลุ่มและ ส่วนตัว 3.7) สร้างแบบจ าลอง สมาชิกหลังจากที่ได้ท ากิจกรรมร่วมกันตามแบบจ าลองที่สร้างขึ้นทั้ง การออกจ าหน่ายหน้าร้าน ออนไลน์และการออกคาราวาน ท าให้ได้ข้อเสนอแนะที่ดีอันจะน าไปสู่การ ปรับปรุงการท างานร่วมกันไปในทางที่ดีขึ้น การแสดงความรับผิดชอบ การแสดงความรัก ความสามัคคีเป็น หมู่คณะที่ดีต่อกัน 4) การสร้างต้นแบบ (Prototype) การสร้างต้นแบบการบริหารจัดการจ าแนกตามกิจกรรม จอมบึง Happy Model ซึ่งถือได้ ว่าการท ากิจกรรมร่วมกันเปรียบเสมือนเป็นการสร้างห้องเรียนในชุมชนต้นแบบดังเช่นอดีตข้าราชการครู แม่ ดาวเรือง สุขพ่วง ได้กล่าวว่า “จำกอดีตสอนนักเรียนในห้องเรียนเมื่อเกษียณอำยุรำชกำรกลับมำมี ควำมสุขอีกครั งที่ได้สอนชำวบ้ำนในห้องเรียนชุมชน” ดังนั้นจากการท ากิจกรรมกลุ่มท าให้เกิดเป็น ต้นแบบของห้องเรียนที่เน้นการปฏิบัติโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เกิดกิจกรรมการสอน การท ากิจกรรม ให้แก่ผู้สนใจ ผู้มาศึกษาดูงาน เกิดการรับรู้ของคณะผู้มาศึกษาดูงานทั้งในจังหวัด ต่างจังหวัดและเครือข่าย ในประเทศเพิ่มมากขึ้น


29 5) การทดสอบ (Test) 5.1) การลงมือปฏิบัติจริง ในการลงมือปฏิบัติจริงด้วย 55 กิจกรรม ตลอดระยะเวลาของการด าเนินงาน 8 เดือน ท าให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสมาชิก มีการมอบหมายงาน มีการช่วยเหลืองานกัน และมีการให้ เกียรติในการท างานร่วมกัน ท าให้เห็นความสามารถและศักยภาพของสมาชิกที่สามารถบริหารจัดการ กิจกรรมงานต่าง ๆ ทั้งการออกนิทรรศการ การจัดเลี้ยง การต้อนรับอย่างมีความรับผิดชอบที่ดีต่อกัน 5.2) การประเมินตนเองกับชุมชนต้นแบบ (Best Practice) เมื่อด าเนินกิจกรรมเสร็จสิ้น สมาชิกจะมานั่งพูดคุยถึงผลการด าเนินงาน ผิดพลาด อะไร หรือ ต้องปรับปรุงตรงไหน เพื่อจะท าให้งานออกมาดียิ่งขึ้น จุดเด่นของการท างานร่วมกันคือ เมื่อมี ข้อผิดพลาดหรือมีคนแนะน าเพื่อแก้ไข สมาชิกจะขอบคุณและน้อมรับเพื่อมาพูดคุยและแก้ไขให้งานดียิ่ง ๆ ขึ้นไปเพื่อให้เกิดข้อบกพร่องน้อยที่สุด 5.3) การปรับปรุง/พัฒนา ก่อนการด าเนินกิจกรรมถัดไป สมาชิกจะเตือนและคอบก าชับเพื่อนสมาชิกด้วยกัน ถึงจุดบกพร่องหรือจุดที่ควรแก้ไขจากครั้งที่ผ่านมาเพื่อปรับปรุงพัฒนางานในครั้งต่อไป โดยเฉพาะการศึกษา พฤติกรรมของลูกค้า/นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายเป็นส าคัญ เพื่อจะได้ออกแบบการให้บริการที่สอดคล้องกับ ความต้องการอยู่เสมอ 5.4) การสรุปผลการทดสอบ ในการท างานร่วมกันของสมาชิกนอกจากจะด าเนินการตามขั้นตอน PDCA (Plan Do Check Action) แล้วการสรุปผลการทดสอบ ท าให้ทราบถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความสามารถ ของเพื่อนสมาชิกในการด าเนินงานร่วมกันก่อให้เกิดการสรุปถึงการมอบหมายงานตามความถนัดจึงท าให้ สมาชิกท างานด้วยความผู้กพันและสามัคคี หวังดีต่อกันเป็นอย่างดี


30 2.3 การออกแบบกิจกรรมด้วยแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยชุมชน การด าเนินโครงการเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ผู้จัดโครงการจึงได้ใช้แนวคิดทางวิชาการมา ประยุกต์ใช้ คือ แนวคิดการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยชุมชน (Enhancing of Creative Community-Based Tourism การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) เป็นรูปแบบของการท่องเที่ยว ซึ่งเปลี่ยนแปลง ไปจากการท่องเที่ยววัฒนธรรมอย่างมีนัยยะส าคัญ อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและ สังคม ซึ่งตอบสนองกับความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตของกลุ่มคนกลุ่มใหม่ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เป็น การท่องเที่ยวที่ให้ความส าคัญกับความผูกพันของนักท่องเที่ยว (Gust) กับผู้ถูกท่องเที่ยวส่งเสริมการเข้าไปมี ส่วนร่วมอย่างจริงจัง (Host) ผ่านประสบการณ์ที่มาจากการเรียนรู้ ซึ่งรูปแบบและลักษณะของการท่องเที่ยว ดังกล่าวนี้ จะเปิดโอกาสให้กับนักท่องเที่ยวและเจ้าบ้านได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาศักยภาพและการ สร้างสรรค์ของตนไปร่วมกันซึ่งจะก่อให้เกิดความจดจ าประทับใจอย่างลึกซึ้ง ในพื้นที่ของการท่องเที่ยว การ ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์นี้ให้ค าตอบใหม่สอดรับกับนิยมของนักท่องเที่ยวปัจจุบันไม่เพียงแต่ต้องการมองดู สังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากตน แต่มีความประสงค์ที่จะลงมือท าเพื่อเรียนรู้ท าความเข้าใจในมรดก ทางวัฒนธรรมของพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้ง พร้อมกันกับพัฒนาศักยภาพของตนผ่านการปฏิบัติกิจกรรม ทางศิลปะวัฒนธรรมของพื้นที่ท่องเที่ยวและเพื่อที่จะได้รับแรงบันดาลใจใหม่ ๆภายหลังกลับไปด าเนินชีวิต ปกติGreg Richards ยังเสนอองค์ประกอบของคุณลักษณะของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ซึ่ง ประกอบด้วยคุณลักษณะเฉพาะ 6 ประการ ได้แก่ 1) เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่เพิ่มทักษะให้กับนักท่องเที่ยว (The rise of skilled consumption) ซึ่งการพัฒนาทักษะของนักท่องเที่ยวสามารถเกิดขึ้นได้จากการที่นักท่องเที่ยวเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม การท่องเที่ยว 2) เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีสินค้าหลัก คือ “ประสบการณ์ที่เกิดจากการเข้าร่วมกิจกรรมการ ท่องเที่ยว” (The experience economy) ประสบการณ์จะกลายเป็นสินค้า โดยที่ไม่เบียดเบียนทรัพยากร จากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อมาเป็นสินค้าให้แก่นักท่องเที่ยวต่อไป 3) เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนจากการขายทรัพยากรการท่องเที่ยวที่จับต้องได้สู่ทรัพยากร การท่องเที่ยวที่จับต้องไม่ได้แต่คงไว้ซึ่งประสบการณ์และทักษะ (Shift from tangible to intangible tourism resources) สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นสินค้าทดแทนที่ทรงคุณค่าแก่นักท่องเที่ยว 4) เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนจากสินค้าที่เป็นวัฒนธรรมระดับสูงไปสู่สินค้าที่เป็นวัฒนธรรม ประจ าวัน (Shift from high culture to everyday culture) โดยที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้ง่าย ชุมชนสามารถใช้วิถีชุมชนที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ าวันน าเสนอเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยว ได้ส่งผลให้วัฒนธรรมชุมชนมีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป 5) เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรมการท่องเที่ยว ร่วมกับชุมชนท้องถิ่นโดยที่นักท่องเที่ยวจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมซึ่งเป็นวิถีประจ าวัน หรือวัฒนธรรมของ ชุมชน (More active, engaging experiences) ซึ่งสามารถแบ่งปันและสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้แก่ทั้ง ชุมชน และตัวนักท่องเที่ยวเอง


31 6) เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่ต้องมีความโดดเด่นแตกต่าง (Places to make themselves more distinctive) โดยใช้ทรัพยากรการท่องเที่ยวดึงมาเป็นจุดขายที่ส าคัญ เพื่อสร้างความแตกต่าง ความ เป็นเอกลักษณ์ให้กับแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ (Richards, G. and Raymond, C., 2000) ภาพที่2.4 องค์ประกอบของคุณลักษณะของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่มา : Richards, G. and Raymond, C., 2000 ในกรณีของการด าเนินโครงการการสร้างมูลค่าและคุณค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ เชิงสร้างสรรค์สู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยแนวคิด “จอมบึง Happy Model”สามารถสรุปได้ถึงการ น าแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ใน 6 องค์ประกอบมาประยุกต์ใช้ได้ดังนี้ การท่องเที่ยวเชิง สร้างสรรค์ (Creative Tourism) เพิ่มทักษะ (Skill Consumption) เน้นประสบการณ์ (Experience Economy) สินค้าท่องเที่ยวที่จับ ต้องไม่ได้ (Tangible to intangible) เน้นวัฒนธรรม ประจ าวัน (High culture to everyday culture) เน้นการมีส่วนร่วม (More active, engaging experience) เน้นเอกลักษณ์ เฉพาะท้องถิ่น (More distinctive)


32 1) การเพิ่มทักษะ ประกอบด้วย การเพิ่มทักษะให้แก่สมาชิกกลุ่มจอมบึง Happy Model จ านวน 15 รายด้วยการ Reskill ส าหรับผู้ที่ต้องการองค์ความรู้ในการแปรรูปอาหาร การท าการเกษตร และการเป็น วิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้มาศึกษาดูงาน/มาเรียนรู้ในศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน และ Upskill ให้แก่สมาชิกที่มีองค์ความรู้ด้านการเกษตร สมุนไพร และการแปรรูป อยู่แล้วแต่ต้องการพัฒนาให้ดีขึ้น อาทิ การถนอมอาหารให้มีอายุยาวมากขึ้น การสร้างมูลค่าเพิ่มจากพืช/สินค้าชุมชนให้มีความทันสมัยตรงตาม ความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 2) เน้นประสบการณ์ใช้กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ด้วยการท ากิจกรรมร่วมกันไม่ว่าจะ เป็นการประชุม หรือ การอบรมเชิงปฏิบัติการร่วมกันของสมาชิก จะมีการถ่ายทอดประสบการณ์ให้สมาชิก ได้เรียนรู้และฝึกฝนจนท าเป็นแล้วจึงน าไปพัฒนาต่อยอดให้มีคุณลักษณะพิเศษตามเอกลักษณ์ของตนเอง อาทิ การแปรรูพริกแกงสูตรต่าง ๆ การเปรรูปกระเจี๊ยบแดงให้มีความหลากหลาย เป็นต้น 3) สินค้าท่องเที่ยวที่จับต้องไม่ได้น าเข้าสู่กิจกรรมเล่าเรื่องราว Story Telling ของชุมชน การเล่า เรื่องเป็นเสน่ห์ของชุมชนและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเที่ยวชม มาซื้อสินค้าและมาเรียนรู้ในแหล่ง เรียนรู้ของชุมชนในเครือข่าย ท าให้เกิดความผู้กันและกลับมาซ้ าจากความผูกพัน ผ่านการเล่าเรื่องพูดคุย 4) เน้นวัฒนธรรมประจ าวัน ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชนต าบลจอมบึงเน้นการบูรณาการ กับวิถีเกษตรธรรมชาติ 5) เน้นการมีส่วนร่วม ท ากิจกรรมร่วมกันอยู่เป็นประจ าและถอดบทเรียน รับฟังเสียงสะท้อนกลับ ถึงผลการด าเนินงานที่เป็นวัฒนธรรมวิถีชีวิตธรรมชาติเป็นฐาน 6) เน้นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น ร่วมกันค้นหาความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในพื้นที่ เพื่อสร้าง จุดเด่นที่ดึงดูดใจด้วยการนวิถีเกษตรปลอดภัยจากพืชพื้นถิ่นเข้ามาเป็นสิ่งน าเสนอเรื่องราวถึงเอกลักษณ์ ท้องถิ่น


33 ส่วนที่ 3 ผลการถอดองค์ความรู้ 3.1 ผลการด าเนินงานโครงการ การด าเนินโครงการครั้งนี้เป็นไปตามแผนการด าเนินงาน โดยใช้ใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมกับ ชุมชนกลุ่มเป้าหมาย จ านวน 15 คน ตลอดระยะเวลาโครงการ ได้มีการจัดกิจกรรมร่วมกันทั้งหมด 55 กิจกรรม ดังแสดงไว้ในภาคผนวก จ าแนกได้เป็นกิจกรรมหลักได้ 8 กระบวนงาน ดังนี้ ภาพที่3.1 ขั้นตอนการจัดกิจกรรม สร้างความเข้าใจ กับแกนน า ประชุมกลุ่มย่อย อบรม เชิงปฏิบัติการ พัฒนาการผลิตและ แปรรูปอาหาร ออกงานคาราวาน/ นิทรรศการ ถ่ายทอดองค์ ความรู้ ประเมินผลการ ด าเนินโครงการ สร้างเครือข่ายและ ประชาสัมพันธ์ องค์กร


34 ภาพที่ 3.2 สัดส่วนการจัดกิจกรรม


35 ประกอบด้วย 1) กิจกรรมประชุมกลุ่มย่อย จ านวน 7 ครั้ง การประชุมอย่างต่อเนื่องทั้งที่เป็นทางการและไม่ เป็นทางการท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคลของสมาชิก ที่มีความการกล้าคิด กล้าแสดงออก สามารถ น้อมรับข้อเสนอแนะเพื่อน าไปปรับปรุงพัฒนาการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งท าให้เกิด ความสามัคคี ความสนิทเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ห่วงใย มีน้ าใจ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน


36 2) กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ ในระหว่างการด าเนินกิจกรรม ผู้เข้าร่วมโครงการเข้ารับการ พัฒนาตนเอง จ านวน 6 ครั้ง เพื่อให้การบริหารมีคุณภาพและมาตรฐาน ทั้งการอบรมเชิงปฏิบัติการการแปร รูปอาหาร การสานตะกร้าพลาสติก การท าน้ ายาแชมพูสมุนไพร ท าน้ าอเนกประสงค์ และการเป็นนักสื่อ ความหมายเล่าเรื่องจากองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวตนให้แก่สาธารณะชนที่สนใจได้รับความรู้


37 3) กิจกรรมพัฒนาการผลิตและแปรรูปอาหารจากพืชผักพื้นถิ่น จ านวน 2 ครั้ง ได้แก่ การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเมนูอาหารแปรรูปจากพืชท้องถิ่นที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเชิง สร้างสรรค์กลุ่มสตรีไร่สุขพ่วง รวมตัวกันจัดท าเมนูพริกแกง 5 สูตรโดยใช้พืชพื้นถิ่นที่ปลอดภัยจากสวน/แปลงปลูก ของเกษตรกรในอ าเภอจอมบึงมาแปรรูปเป็น 1) พริกแกงเผ็ด 2) แกงเขียวหวาน 3) แกงส้ม 4) แกงเหลือง และ 5) คั่วกลิ้ง ที่สามารถจ าหน่ายได้ทั้งหน้าร้านและออนไลน์


38 4) กิจกรรมออกงานคาราวานจ าหน่ายสินค้าและออกนิทรรศการร่วมกับภาคีเครือข่าย จ านวน 21 ครั้ง ที่สร้างรายได้เสริมให้สมาชิก 15 คน ๆ ละ 300 – 1,500 บาท/ครั้ง รวมทั้งหมดเฉลี่ย 283,500 บาท


39 5) กิจกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อเสริมหนุนด้านการศึกษาให้เยาวชน กลุ่มสตรีและผู้สูงวัย ในชุมชน ที่จัดขึ้นทั้งในและนอกสถานที่ จ านวน 11 ครั้ง มีผู้เข้ารับบริการเฉลี่ย ครั้งละ 20 - 30 คน เฉลี่ย รวม 275 คน


40 6) กิจกรรมประเมินผลการด าเนินโครงการ ตลอดการท าโครงการได้มีการประเมินผลการ ด าเนินงาน จ านวน 2 ครั้ง ด้วยเครื่องมือ SROI และ ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการแหล่ง เรียนรู้


41


42 จากผลการประเมินมูลค่าการเปลี่ยนแปลงและผลตอบแทนจากการโครงการฯ พบว่าา เมื่อ น ามาวิเคราะห์ถึงผลตอบแทนทางสังคม (SROI Ratio) มาใช้จากการเขียนโปรแกรม Microsoft Excel บูรณาการกับองค์ความรู้ทางการเงินและการบัญชีขั้นพื้นฐานในการจัดท าการประเมินผลตอบแทนทาง สังคม (SROI) และฟังก์ชั่น NPV ในอัตรา การคิดลด 3.5% โดยใช้ปี พ.ศ. 2566 เป็นฐาน พบว่า โครงการฯ มีผลตอบแทนทางสังคม (SROI) เป็นผลบวกมีค่าเท่ากับ 2.38 หมายความว่า ในมูลค่าเงิน 1 บาท ได้ท า ประโยชน์ให้กับสังคมเท่ากับ 2.38 บาท ชี้ให้เห็นว่า ด าเนินงานของโครงการเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเชิง พื้นที่นั้น มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา สามารถช่วย ชุมชนและแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจชุมชน สังคม และการศึกษา ได้อย่างแท้จริง ส าหรับข้อเสนอแนะใน การติดตามประเมินผลครั้งต่อไป คือ ควรมีการจัดท าการรายงานผลตอบแทนทางด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม


43 7) กิจกรรมสร้างเครือข่ายและการประชาสัมพันธ์องค์กร จ านวน 6 ครั้ง ซึ่งมีทั้งการลงนามความ ร่วมมือ และความอนุเคราะห์จากพันธมิตรฝ่ายข่าว คุณพันธุ์ แก้วนุ้ย คุณจรรยา แก้วนุ้ย คุณวัฒนา อ่วม เนตร ในการภาพถ่าย ท าข้อมูลในรูปวิดีโอเพื่อการเผยแพร่ไปยังส านักข่าวอื่น ๆ ทั้งสื่อออนไลน์และเพจ เฟสบุ๊ค ดังนี้


44 3.2 แนวปฏิบัติที่ดีจากการด าเนินโครงการ


45 จากแผนภาพแนวปฏิบัติที่ดีในการด าเนินโครงการการสร้างมูลค่าและคุณค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร เพื่อสุขภาพเชิงสร้างสรรค์สู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยแนวคิด “จอมบึง Happy Model” เป็นการ พัฒนาต่อยอดจากแนวคิดความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม เกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ พลังงานวัสดุและเคมีชีวิภาพ (BCG Economy) พัฒนาอย่างสร้างสรรค์สู่การ ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (BCG Tourism) อันเกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ในชุมชนกับองค์ ความรู้เชิงวิชาการ ที่ค้นพบว่า มีการต่อยอดภูมิปัญญาการประกอบอาชีพเกษตรกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเมื่อได้รับผลกระทบจากสารเคมีในภาคการเกษตร กลุ่มผู้น าเกษตรกรได้ปรับวิธีการท าเกษตรแบบ ปลอดภัยและเกษตรทฤษฎีใหม่ด้วยบันได 9 ขั้น ประกอบด้วย 1) พอกิน 2) พอใช้ 3) พออยู่ 4) พอร่มเย็น 5) ท าบุญกับศาสนาพ่อแม่ ครอบครัว 6) ท าทาน เหลือกินก็แบ่งปัน 7) เก็บไว้เมื่อขาด 8) ค้าขาย 9) เครือข่ายกองก าลังเกษตรโยธิน จากข้อค้นพบถึงการมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนท าให้เกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยว จ านวน 6 เส้นทาง ได้แก่ 1) เส้นทางท่องเที่ยว UNSEEN จอมบึง 2) เส้นทางท่องเที่ยว ปั่น 4 เขา 3) เส้นทางท่องเที่ยววิถีเกษตรบันได 9 ขั้น สู่ความพอเพียง 4) เส้นทางท่องเที่ยวเชิงศรัทธา 5) เส้นทางท่องเที่ยวเชิงกีฬา 6) เส้นทางท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ นอกจากเส้นทางท่องเที่ยวในต าบลจอมบึงแล้ว ยังค้นพบแนวทางการสร้างโมเดลใหม่ของการ พัฒนาการท่องเที่ยวจอมบึง 5 แนวทาง ดังนี้ 1) การจัดท าแผน/โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน 2) การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว 3) การพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและบริการให้ได้มาตรฐาน 4) การจัดตั้งกลุ่มธุรกิจชุมชนในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนต าบลจอมบึง 5) การออกแบบกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงทรัพยากรท่องเที่ยวรองรับการท่องเที่ยวเพื่อ คนทั้งมวล (Tourism for All)


46 3.3 ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะ 1) ด้วยแนวทางการด าเนินงานเป็นนโยบายในการพัฒนาจังหวัดราชบุรี อาทิ การยกระดับเกษตรและ การท่องเที่ยว ของส านักงานเกษตรจังหวัดราชบุรี การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร “Farm to Table” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การส่งเสริมและพัฒนาสินค้าชุมชนให้ได้มาตรฐานของส านักงานพัฒนา ชุมชนจังหวัดราชบุรี และการส่งเสริมให้แหล่งท่องเที่ยวได้รับมาตรฐานการท่องเที่ยวชุมชน (CBT) ท าให้การ ด าเนินโครงการมีความสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของภาคส่วนต่าง ๆ ของจังหวัดราชบุรี แต่ไร่สุขพ่วง ในฐานะแหล่งเรียนรู้ชุมชน ที่มีความพร้อมในด้านกิจกรรม (Activity) แต่ยังไม่เพียงพอในการรองรับทั้ง ความสะดวกสบายในการจัดประชุมและการเดินทางเข้าถึง ดังนั้นจึงเป็นข้อจ ากัดในการพัฒนาให้ถึง เป้าหมาย ซึ่งยังคงต้องการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ด้วยเป้าหมายสูงสุดของ การพัฒนาคือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อสังคมอย่างแท้จริง 2) กลุ่มสมาชิกมีองค์ความรู้ ภูมิปัญญาด้านการท าอาหาร การแปรรูปพืชผลทางการเกษตรมากมาย แต่ สินค้าที่คิดค้นขึ้นมาใหม่นั้นยังไม่ได้ขอรับการรับรองมาตรฐาน อย. หรือ มาตรฐาน OTOP ด้วยข้อจ ากัดด้าน มาตรฐานต่าง ๆ ที่กลุ่มยังไม่สามารถด าเนินการได้ด้วยขาดงบประมาณในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง อาคาร ผลิต ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือ เมื่อสินค้าได้มาตรฐานสามารถเพิ่มช่องทางในการจัดจ าหน่ายที่นอกจากหน้าร้าน เป็นช่องทางออนไลน์และช่องทางร้านค้าของฝากของที่ระลึกที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ 3) ปริมาณการสั่งซื้อไม่แน่นอน ส่งผลให้การวางแผนยากต้อการผลิตเนื่องจากเป็นสินค้าประเภท อาหารของททานเล่นที่ควรรับประทานสดใหม่


Click to View FlipBook Version