พระพุทธศาสนา กับการแก้ปัญหา และพัฒนา
สารบัญ หน้าประวัติความเป็นมานิกายสำ คัญคัมภีร์ขิงศาสนาหลักคำ สอนพื้นฐานพิธีกรรมและวันสำ คัญศาสนาคอิสลามประวัติความเป็นมา 2นิกายสำ คัญ 4คัมภีร์ขิงศาสนา 5หลักคำ สอนพื้นฐาน 6พิธีกรรมและวันสำ คัญ 9ศาสนาคคริสต์ประวัติความเป็นมานิกายสำ คัญคัมภีร์ขิงศาสนาหลักคำ สอนพื้นฐานพิธีกรรมและวันสำ คัญศาสนาพราหมณ์-ฮินดูประวัติความเป็นมานิกายสำ คัญคัมภีร์ขิงศาสนาหลักคำ สอนพื้นฐานพิธีกรรมและวันสำ คัญศาสนาสิข131718192022262728323639394142
ศาสานาคริสต์ 1
1.ศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม (นับถือพระเจ้าองค์เดียว) คือ พระยาห์เวห์ เป็น พระเจ้าสูงสุด และมีพระเยซูเป็นศาสดานำ พระ วจนะของพระเจ้ามาสั่งสอนประชาชน 1.1ประวัติความเป็นมา ศาสนาคริสต์มีถิ่นกำ เนิดในดินแดนปาเลสไตน์ หรือประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน มีวิวัฒนาการ มา จากศาสนายูดาห์หรือศาสนายิว ศาสดาของศาสนา คริสต์ คือ พระเยซู บิดาของท่านเป็น ช่างไม้ชื่อโย เซฟ มารดาชื่อนางมารีอาหรือมาเรีย ซึ่งชาวคริสต์ เชื่อว่านางเป็นหญิงพรหมจารีและ ตั้งครรภ์ด้วย อานุภาพของพระเจ้า พระเยซูเติบโตที่หมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองนาซาเรธ แคว้นกาลิลีในวัยเยาว์พระองค์เป็นผู้ที่สนใจเรื่อง ศาสนธรรมและเป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาดเป็น อย่างมาก พออายุย่างเข้า ๓๐ ปี พระองค์ได้พบกับ นักบุญโยฮันและได้รับศีลล้างบาปตามลัทธิของโย ฮัน 2
ต่อจากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปประทับที่ป่าเปลี่ยว แห่งหนึ่ง เพื่อบำ เพ็ญศีลภาวนา เจริญสมาธิ และ นมัสการพระเจ้า เมื่อกลับมาได้ประกาศหลักธรรม คำ สั่งสอนเพื่อนำ ไปสู่การหลุดพ้นและสู่สันติสุข อย่างแท้จริง เมื่อประกาศศาสนาได้ ๓ ปี พวกศาสนจารย์เดิม เห็นว่า การประกาศศาสนาของพระเยซู เป็น อันตรายต่อพวกตน จึงใส่ความและฟ้องร้องต่อ ทางการ จนในที่สุดพระองค์ถูกจับและ ถูกประหาร ชีวิตโดยการตรึงไม้กางเขน พระเยซูสิ้นพระชนม์ เมื่อพระชนมายุได้ ๓๓ พรรษา อย่างไรก็ตาม เมื่อ พระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว บรรดาสาวกต่างๆ ก็ช่วย กันเผยแผ่คำ สอนของ พระองค์สืบต่อมา ทั้งนี้ใน ปัจจุบันมีผู้นับถือศาสนาคริสต์กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก 3
๑.๒ นิกายสําคัญ (3) นิกายโปรเตสแตนต์ เป็น นิกายที่ แยกออกมาจากนิกายโรมันคาทอลิก เป็น นิกายที่ถือว่าศรัทธาของแต่ละคนที่มีต่อ พระเจ้าสำ คัญมากกว่าพิธีกรรม นิกายนี้มี เพียง ไม้กางเขนเป็นเครื่องหมายแห่ง ศาสนาเท่านั้น (1) นิกายโรมันคาทอลิกเป็น นิกายที่ยึดมั่นในหลักคำ สอน ของพระเยซูคริสต์เชื่อใน บรรดานักบุญต่างๆ (2) นิกายออร์ทอดอกซ์เป็น นิกายที่ แยกออกมาจากนิกายโรมันคาทอลิก เชื่อในเรื่องตรีเอกานุภาพ รูปแบบ พิธีกรรม ระเบียบเกี่ยวกับบาทหลวง 4
1.3 คัมภีร์ทางศาสนา คัมภีร์ของศาสนาคริสต์ เรียกว่า คัมภีร์ไบเบิล (Bible) เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากเป็น พระ วจนะของพระเจ้า แบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ พระ ธรรมเดิมหรือพันธสัญญาเดิม (Old Testament) กล่าวถึงความเป็นมาของจักรวาล มนุษย์ ชนชาติยิว รวมถึงบทสวดบทสดุดีต่างๆ และพระธรรมใหม่หรือ พันธสัญญาใหม่ (New Testament) ซึ่งกล่าวถึง ชีวิตและคำ สอนของ พระเยซู 5
๑.๔ หลักค่าสอนพื้นฐาน (1) บัญญัติ 10 ประการ เป็นหลักธรรมที่พระเจ้า ประทานให้แก่ชาวยิวผ่านทาง โมเสส ศาสนาคริสต์ ซึ่งสืบเนื่องมาจากศาสนายูดาห์ก็ยอมรับหลักการนี้ไว้ ด้วย บัญญัติ 10 ประการ 1.จงนมัสการพระเจ้าแต่เพียงองค์เดียว 2.อย่าออกนามพระเจ้าโดยไม่สมเหตุ 3.จงนับถือวันพระเจ้าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ 4.จงนับถือบิดามารดา 5.อย่าฆ่าคน 6.อย่าผิดประเวณี 7.อย่าลักทรัพย์ 8.อย่าใส่ความนินทา 9.อย่าคิด ชอบ 10.อย่าโลภสิ่งของผู้อื่น 6
(2) หลักตรีเอกานุภาพ ศาสนาคริสต์ เชื่อว่ามี พระเจ้าองค์เดียว แต่มี 3 สถานภาพ ได้แก่ พระ บิดา คือ ผู้สร้างโลก มนุษย์และ สรรพสิ่ง พระ บุตร คือ พระเยซูคริสต์ และพระจิต คือ พระเจ้า ในฐานะที่ปรากฏในจิตวิญญาณ ของมนุษย์เพื่อ เกื้อหนุนให้มนุษย์มีคุณธรรม ความดี (3) หลักความรัก หมายถึง ความ เมตตา กรุณา เสียสละ และให้อภัย ศาสนาคริสต์ สอนว่ามนุษย์ ทุกคนล้วนเป็นบุตรพระเจ้า ดังนั้น จึงควรรักกัน เสมือนพี่น้อง และควรให้ความรัก แก่ทุกคนแม้ กระทั่งศัตรู 7
(4) อาณาจักรพระเจ้า จุดมุ่งหมายสูงสุดของชาว คริสต์ คือ การเข้าไปสู่อาณาจักร พระเจ้า (Kingdom of God) ใครก็ตามที่มีจิตใจบริสุทธิ์ รัก และเมตตาเพื่อนมนุษย์ ปฏิบัติตาม บัญญัติ 10 ประการ และมีศรัทธาในพระเจ้าและพระเยซู คริสต์ จะได้เข้าไปสู่อาณาจักรพระเจ้า สัญลักษ์ประจำ ศาสานา ไม้กางเขน 8
1.5 พิธีกรรมและวันสำ คัญ พิธีกรรมทางศาสนาของศาสนาคริสต์ เรียกว่า “พิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์" ซึ่งประกอบด้วยพิธีกรรม สำ คัญๆ ได้แก่ 1. ศีลล้างบาป หรือศีลจุ่ม (ศีลบัพติศมา) เป็น พิธีกรรมแรกที่ผู้จะเป็นคริสต์ศาสนิกชน จะต้อง รับ เพื่อเป็นการล้างบาปมลทินต่างๆ ที่มีมาแต่ กำ เนิด 2. ศีลกำ ลัง เป็นพิธีเพื่อแสดงว่าพระจิตเสด็จเข้า สู่จิตใจของผู้นั้นแล้ว และเป็นการยืนยันถึง การ ยอมรับนับถือศาสนาคริสต์ 9
3.ศีลมหาสนิท ชาวคริสต์จะไปร่วมกันทำ พิธีที่โบสถ์ ทุกวันอาทิตย์ เพื่อระลึกถึงชีวิตและ คำ สอนของพระ เยซู 4.ศีลแก้บาป คือ พิธีกรรมที่ชาวคริสต์จะไปสารภาพ บาปกับบาทหลวง 5.ศีลเดิมคนไข้ เป็นพิธีกรรมที่บาทหลวงเจิมน้ำ มัน ให้แก่คนไข้ จะได้มีกำ ลังใจที่จะเอาชนะ ความเจ็บ ป่วย 6. ศีลบวช หรือศีลอนุกรม คือ พิธีบวชสำ หรับผู้ที่จะ เป็นบาทหลวง 7.ศีลสมรส คือ พิธีสมรสที่ต้องกระทำ ต่อหน้า บาทหลวง 10
ศาสนาอิสลาม 11
2. ศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาสำ คัญศาสนาหนึ่งของ โลก เป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม นับถือ พระเจ้าองค์เดียว คือ พระอัลลอฮฺ โดยมีท่านนบีมุ ฮัมมัดเป็นศาสดาและเป็นผู้ประกาศ ศาสนา ผู้นับถือศาสนาอิสลามเรียกว่า “มุสลิม” (แปลว่า ผู้แสวงหาสันติหรือผู้นอบน้อมต่อ พระประสงค์ของ พระเจ้า) มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติศาสนกิจเหมือน กันหมด จึงไม่มีนักบวช (มีแต่ อิหม่ามเป็นผู้นำ ใน การนมัสการพระเจ้า) และมิได้แบ่งแยกแนวทาง ปฏิบัติระหว่างศาสนิกชนกับ นักบวช 12
2.1 ประวัติความเป็นมา ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ถือกำ เนิดขึ้นในนครมัก กะฮฺประเทศซาอุดีอาระเบียหลังพุทธศักราชประมาณ 1,113 ปี นบีมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตองค์สุดท้ายที่พระอัลลอฮฺทรง เลือกให้เป็นผู้นำ ข้อบัญญัติทางศาสนามาเผยแผ่แก่ มวลมนุษย์ท่านเป็นชาวอาหรับกำ เนิดที่เมืองมักกะฮฺ มารดาชื่ออามีนะฮ์เป็นชนเผ่ากุรอยชท่านศาสดาเป็น กำ พร้าตั้งแต่เยาว์วัย ในเวลาต่อมาจึงต้องไปอยู่ใน ความ อุปการะของอาบูฏอลิบผู้เป็นลุง โดยช่วยลุง เลี้ยงปศุสัตว์ ค้าขาย และทำ งานอื่นๆ ในครอบครัว เมื่อโตเป็นหนุ่มได้ไปทํางานกับนางคอดีญะเศรษฐิ นีหม้าย โดยทำ หน้าที่ควบคุมกองคาราวานสินค้าไป ขายยังประเทศใกล้เคียง ซึ่งในเวลาต่อมาทั้งสองก็ได้ แต่งงานกันและมีบุตรธิดา ด้วยกัน 6 คน 13
ในสมัยที่ท่านศาสดาถือกำ เนิดขึ้นนั้น สังคมอาหรับ อยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมมาก - ท่านจึงพยายามหา ทางแก้ไขปัญหาในสังคมที่ ท่านพบเห็นอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่ ท่านหลบไปหาความสงบ วิเวกในบริเวณถ้ำ าบน ภูเขา รอฮฺเทวทูตญิบรออีล ก็ได้น่าโองการของ พระเจ้า (พระอัลลอฮฺ) มา ประทานแก่ท่าน ท่านศาสดามุฮัมมัดจึงเริ่มประกาศ ศาสน กะอ์บะฮ์อจุดหมายในการ ผินหน้าไปของ มุสลิมขณะละหมาด 14
คนแรกที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามก็คือนางคอดีญะฮฺ ผู้เป็นภรรยาทั้งนี้การประกาศศาสนาใน ช่วงแรกเต็ม ไปด้วยความยากลำ บากและถูกต่อต้าน เพราะศาสนา อิสลามทำ ให้ผู้มีอิทธิพลสูญเสียผลประโยชน์รวมทั้ง ทำ ให้คนทั่วไปซึ่งนับถือรูปเคารพต่างๆ ขัดเคือง หลังจากที่ประกาศศาสนาได้ 13 ปีท่านศาสดากับ สาวกได้ลี้ภัยจากการตามล้างผลาญของชาวเมืองมักกะฮฺ ไปอยู่ที่เมืองมะดีนะฮ์ โดยปีที่ท่านศาสดามุฮัมมัด อพยพมาอยู่ที่เมือง มะดีนะฮ์นี้ ถือเป็นการเริ่มต้นนับ ศักราชอิสลามเรียกว่าฮิจเราะห์ศักราช (ฮ.ศ.) จน กระทั่งถึง พ.ศ. 1173 ท่านศาสดาก็ได้สามารถรวบรวม ผู้คนกลับไปยึดเมืองมักกะฮฺไว้ได้ โดยปราศจาก การ สู้รบให้เสียเลือดเนื้อ โดยสั่งให้ทำ ลายรูปเคารพ ต่างๆ และประกาศนิรโทษกรรมแก่ชาวเมืองที่เคย เป็นปฏิปักษ์ต่อท่าน 15
ก่อนที่จะกลับไปยังเมืองมะดีนะฮ์ ซึ่งต่อมาภายหลัง ชนอาหรับเผ่าต่างๆ และประเทศข้างเคียงก็ได้ส่ง ทูตเข้ามาขอเป็นพันธมิตรบ้าง เพื่อขอรับนับถือ ศาสนาอิสลามบ้าง ศาสนาอิสลามจึงได้แผ่ขยาย อิทธิพลไปยังดินแดนต่างๆ ได้แก่ ดินแดนตะวัน ออกกลาง อินเดียและที่อื่นๆ นับแต่บัดนั้น ท่านศาสดามุฮัมมัดถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 1175 ตรง กับ ฮ.ศ. 11 ในขณะที่ท่านศาสดา มีชีวิตอยู่ตั้งแต่ เป็นเด็กเลี้ยงแพะจนกระทั่งเป็นศาสดาและเป็น ประมุขแห่งประชาชาติอาหรับ ท่านได้ดำ รงตน เป็นผู้เสมอต้นเสมอปลาย อยู่ง่าย กินง่าย มีความ เมตตากับทุกคน โดยเฉพาะคนที่ ยากไร้และ ต่ำ ต้อย ไม่ถือยศศักดิ์ มีความยุติธรรมและความ ซื่อสัตย์เป็นเลิศจนได้รับฉายา ตั้งแต่สมัยเป็น หนุ่มว่า “อัลลามีน” ซึ่งแปลว่า ผู้ซื่อสัตย์ 16
2.2 นิกายสําคัญ นิกายสำ คัญๆ ของศาสนาอิสลามมีดังนี้ 1.นิกายซุนนี้หรือซุนนะห์ เคร่งครัดการปฏิบัติตาม คัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะห์เท่านั้น ยอมรับผู้นำ 4 คนแรก ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดท่านศาสดา 2. นิกายชีอะห์ นิกายนี้ถือว่าท่านอาลี บุตรเขยของ ศาสดามุฮัมมัดคนเดียวเท่านั้นเป็นผู้นำ ที่ ถูกต้อง 3. นิกายคอวาริจญ์ ถือว่าผู้จะเป็นคอลีฟะห์นั้นต้องมา จากการเลือกตั้งเสรี 4.นิกายวาฮาบี ตั้งขึ้นกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถือว่า พระคัมภีร์อัลกุรอานศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เคารพพระ อัลลอฮฺองค์เดียว ไม่เชื่อว่าท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นผู้ แทนพระอัลลอฮฺ 17
2.3 คัมภีร์ทางศาสนา คัมภีร์ทางศาสนา เรียกว่า คัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์นี้ ถือว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้าที่ได้ ประทานแก่มวล มนุษย์ผ่านทางศาสดานบีมุฮัมมัด คัมภีร์อัลกุรอาน แปลว่า คัมภีร์ สาธยายมนต์ มี 30 ภาค 114 บท เป็นแนวทางการปฏิบัติสำ หรับบุคคล และสังคม สำ หรับภาษาที่ใช้บันทึกคัมภีร์อัลกุรอาน คือ ภาษาอาหรับ ทั้งนี้ปัจจุบันได้มีการแปล คัมภีร์ อัลกุรอานเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลก ชาวมุสลิมถือว่า คัมภีร์นี้เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะทุกคำ ทุกตัว อักษรเกิดจากพระอัลลอฮฺ เป็นความจริงที่บริสุทธิ์ และเป็นธรรมนูญสําหรับชีวิต 18
2.4 หลักคำ สอนพื้นฐาน ศาสนาอิสลามมีพิธีกรรมและหลักคำ สอนเพื่อให้ ปฏิบัติตาม ดังนี้ (1) หลักศรัทธา 6 ประการ ได้แก่ ศรัทธาต่อพระ อัลลอฮฺ ศรัทธาต่อเทพบริวาร ของพระอัลลอฮฺ (เทวทูต) ศรัทธาในพระคัมภีร์ทั้งหลาย ศรัทธาต่อ บรรดาศาสนทูต ศรัทธาใน วันพิพากษา และ ศรัทธาในการกำ หนดสภาวะของโลก (2) หลักปฏิบัติ 5 ประการ การปฏิบัติพิธีกรรม ทางศาสนาอิสลามจะปฏิบัติ ในสถานที่ที่เรียกว่า “มัสยิด” หรือสุเหร่า หลักปฏิบัติสำ คัญใน ศาสนาอิสลาม 5 ประการ ได้แก่ การปฏิญาณ ตน การละหมาด การถือศีลอด การบริจาคซะ กาต และการประกอบพิธีฮัจญ์ 19
๒.๕ วันสำ คัญทางศาสนา วันสำ คัญของศาสนาอิสลาม ได้แก่ วันแรกของเดือน เราะมะฎอน โดยการดูดวงจันทร์ใน ตอนค่ำ ของวัน ที่ ๒๙ ของเดือนที่ 4 (ตามปฏิทินอิสลาม) หาก ปรากฏว่าไม่เห็นดวงจันทร์ ต้องถือ วันถัดไปอีกวัน เป็นวันแรกของเดือนเราะมะฎอน การละหมาด 20
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 21
๓. ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั้น โดยเริ่มต้นมีศาสนา พราหมณ์เป็นพื้นฐาน และต่อมาได้ วิวัฒนาการมา เป็นศาสนาฮินดู กล่าวคือ ตั้งแต่สมัยเริ่มแรกจนถึง สมัยก่อนพุทธกาลเป็นศาสนา พราหมณ์ ส่วนสมัย หลังพุทธกาลเป็นศาสนาฮินดู ๓.๑ ประวัติความเป็นมา เมื่อพวกอารยันอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในภาค ตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียเมื่อประมาณ ๑,๐๐๐ ปีก่อนพุทธกาลได้รับเอาการนับถือเทพเจ้าของชน พื้นเมืองเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรม ของตน จึง ได้เกิดศาสนาพราหมณ์ขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป พิธีกรรม ต่างๆ เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น จนเกิดผู้ ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการประกอบพิธีกรรม ซึ่งต่อมาเรียกว่า “พราหมณ์” 22
ในสมัยพระเวทชาวอารยันได้แบ่งเทพเจ้าออกเป็น 3 กลุ่ม คือ เทพบนพื้นโลก เทพบน อากาศ และ เทพบนสวรรค์ ซึ่งประกอบด้วยเทพต่างๆ มากมาย เมื่อเวลาผ่านไปเทพเจ้าองค์ใด ได้รับการนับถือ มากที่สุดก็จะได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่ง ใหญ่ที่สุด เรียกว่า พระประชาบดี หรือเรียกอีกชื่อ หนึ่งว่า พระพรหม ต่อมาศาสนาพราหมณ์-ฮินดูได้วิวัฒนาการมาเป็น ลำดับจนเกิดเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นอีก 2 องค์ คือ พระ ศิวะ(พระอิศวร)และพระวิษณุ(พระนารายณ์) ในระ ยะแรกๆ เทพเจ้าทั้ง 3 องค์ คือ พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุได้รับการนับถือเท่าเทียมกัน เรียกว่า ลัทธิตรีมูรติ แปลว่า รูปสาม โดยถือว่าเทพเจ้าทั้ง สามองค์นี้แท้จริงแล้วเป็นองค์เดียวกัน แต่แบ่งภาค ออกเป็นสามองค์ เพื่อทําหน้าที่ต่างกัน คือ พระ พรหมเป็นผู้สร้าง พระวิษณุเป็นผู้รักษา พระศิวะ เป็นผู้ทําลาย 23
เมื่อพระพรหมสร้างโลกแล้ว พระวิษณุก็เป็นผู้ ดูแลรักษาแต่มนุษย์ยังเต็มไปด้วยโลภ โกรธ หลง ยังทำ ความชั่ว มีการเบียดเบียนกัน เมื่อความ ชั่วร้ายที่มนุษย์ทำ มีมากขึ้นจนสุดที่จะเยียวยา พระวิษณุ เทพเจ้าผู้พิทักษ์คุ้มครองโลก มีพระลักษมีเป็นชายา พระศิวะก็จะทำ ลายโลกให้พินาศ เมื่อพระพรหม สร้างโลกขึ้นใหม่ มนุษย์ก็จะค่อยๆ ทำ ความชั่ว สะสมขึ้นใหม่อีก โลกก็จะถูกทำ ลายลงอีก ระยะเวลา ตั้งแต่โลกถูกสร้างขึ้นถึงเวลาที่พระเป็นเจ้า ทำ ลาย โลก เรียกว่า หนึ่งกัลป์ (หรือกัปป์) 24
พระศิวะ เทพเจ้าผู้ทําลายโลก มีพระอุมาเทวีเป็นชายา พระพรหม เทพเจ้าผู้ทรงสร้างโลก มีพระสุรัสวดีเป็นชายา 25
3.2 นิกายสําคัญ นิกายในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูถือว่ามี 3 นิกาย ที่ สำ คัญ ได้แก่ 1.นิกายไศวะ นิกายนี้นับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้า สูงสุด นับถือศิวลึงค์ โดยถือว่าเป็น เครื่องหมายแห่ง เพศซึ่งเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งในโลก 2.นิกายไวษณพ นิกายนี้นับถือว่าพระวิษณุเป็น เทพเจ้าสูงสุด เมื่อโลกเกิดยุคเข็ญพระวิษณุ ก็จะ อวตารลงมาปราบยุคเข็ญในปางต่างๆ 3.นิกายพรหม นิกายนี้นับถือพระพรหมเป็นใหญ่ กว่าเทพเจ้าอื่นๆ เป็นนิกายเก่าแก่ แต่ภายหลังมี ความสำ คัญน้อยลงเมื่อคนหันไปนับถือพระศิวะและ พระวิษณุมากขึ้น 26
3.3 คัมภีร์ทางศาสนา คัมภีร์ที่สำ คัญ คือ คัมภีร์พระเวท ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่มี ความสำ คัญที่สุด ประกอบด้วย 4 คัมภีร์ ได้แก่ 1.ฤคเวท ว่าด้วยคำ อ้อนวอนและบทสรรเสริญ เทพเจ้าต่างๆ 2.ยชุรเวท เป็นคู่มือพราหมณ์ในการทำ พิธีกรรม ต่างๆ เช่น พิธีบูชายัญ 3.สามเวท เป็นบทสวดเพื่อใช้ในพิธียัญกรรมหรือ ถวายน้ำ โสมแก่พระศิวะและกล่อมเทพเจ้า 4.อาถรรพเวท เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมคาถา อาคม หรือเวทมนตร์ สำ หรับใช้สวดเพื่อนำ สิริมงคลมา ให้หรือเพื่อทําให้เกิดเภทภัยแก่ศัตรู 27
3.4 หลักคำ สอนพื้นฐาน ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีอิทธิพลต่อการดำ เนินชีวิต ของชาวอินเดีย โดยมีพิธีกรรมหรือ หลักปฏิบัติทาง ศาสนาที่ควรรู้ ดังต่อไปนี้ (1) พระเจ้ากับการสร้างโลก ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาประเภทเทวนิยม คือ เชื่อว่ามีพระเป็นเจ้า ซึ่งเป็นผู้ทรงสร้างโลก เริ่มแรกเชื่อว่ามีพระพรหม เป็นผู้สร้างโลก ต่อมา เชื่อว่ามีพระศิวะและพระวิษณุ ร่วมสร้างด้วย (2) กฎแห่งกรรมและสังสารวัฏ ศาสนาพราหมณ์- ฮินดูเชื่อเรื่องกรรมและการ เกิดใหม่ คือ เชื่อว่าทำ ดี ได้ดี ทำ ชั่วได้ชั่ว และเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏสงสาร ผู้ที่บรรลุความหลุดพ้นแล้วเท่านั้นที่ตาย แล้วไม่ต้องเกิดใหม่อีก 28
(3) วรรณะ 4 ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แบ่งคนใน สังคมเป็นวรรณะ 4 วรรณะ คือ 1.วรรณะพราหมณ์ 2.วรรณะกษัตริย์ 3.วรรณแพศย์ (หรือไวศยะ 4.วรรณะศูทร นอกจากนี้ยังมีคนนอกวรรณะ เรียกว่า จัณฑาล เป็นพวกที่เกิดจากบิดามารดา ต่างวรรณะกัน 29
(4) หลักอาศรม 4 อาศรม 4 หมายถึง ขั้นตอนของชีวิตหรือทางปฏิบัติ เพื่อ ยกระดับชีวิตให้สูงขึ้นตามลำ ดับ จนกระทั่ง บรรลุโมกษะอันเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต นั่นคือ หลุดพ้นจากสังสารวัฏ ขั้นตอนการดำ เนิน ชีวิตตามหลักอาศรมนี้มี 4 ขั้นตอน คือ 1. พรหมจารี (ผู้เป็นนักศึกษา) เด็กชายทุกคนที่ เกิดในตระกูลพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์(ยกเว้น ศูทร เมื่ออายุครบ 5 ปี 4 ปี และ 16 ปีตามลำ ดับ จะต้องเข้าพิธีมอบตนเป็นศิษย์ศึกษาพระเวทกับ อาจารย์ พิธีนี้เรียกว่า อุปนยัน 2. คฤหัสถ์ (ผู้ครองเรือน) เมื่อเสร็จภารกิจในขั้น พรหมจารีแล้วพราหมณ์เหล่านี้จะกลับสู่บ้านเรือน ของตน เพื่อแต่งงานและมีบุตรสืบสกุลพร้อมทํา หน้าที่คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนในฐานะหัวหน้า ครอบครัวให้ สมบูรณ์ 30
3. วานปรัสถ์ (นักบวช) การปฏิบัติตนของ พราหมณ์ในขั้นนี้คือ การเข้าสู่ ป่าหาความสงบเพื่อ ฝึกจิตใจของตนให้บริสุทธิ์ ตามลำ พัง การเข้าป่า เพื่อหาความวิเวกนี้อาจ กระทำ เป็นครั้งคราวแล้วก ลับสู่เรือนอีกได้ ๔. สันยาสี (ปริพาชก) เป็นหลักอาศรมขั้นสุดท้ายของชีวิต หมายถึง การ สละชีวิตแบบคฤหัสถ์เพื่อออกบวช บำ เพ็ญเพียร ตามหลักศาสนา เพื่อจุดมุ่งหมายปลายทางของชีวิต คือ โมกษะ 31
การแต่งงาน จะต้องแต่งงานให้ถูกต้องตาม โคตรตามตระกูล และจะแต่งงานกับคนนอก วรรณะไม่ได้เป็นอันขาด อาหารการกิน คนในวรรณะต่ำ จะปรุงอาหาร ให้คนในวรรณะสูงกินไม่ได้ คนละวรรณะกิน อาหารร่วมกันก็ไม่ได้ อาชีพ มีอาชีพแบ่งไว้สำ หรับคนในวรรณะ ต่างๆ ไว้แตกต่างกัน ใครอยู่ใน วรรณะใด ต้องทำ อาชีพอย่างนั้น 3.5 พิธีกรรมสําคัญ ชาวฮินดูมีพิธีกรรมทางศาสนาแบ่งเป็น 4 หมวด ดังนี้ (1) ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับวรรณะ มีกฎสำ หรับวรรณะ ให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่น 32
(2) พิธีสังสการ ได้แก่ พิธีกรรมที่ทำ ให้บริสุทธิ์ หมายถึง คนที่เกิดในวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ (ยกเว้นศูทร) จะต้องผ่านพิธีสังสการนี้เสีย ก่อนจึงจะนับว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ พิธีสังสการ มีอยู่ ๑๒ อย่าง เช่น พิธีตั้งครรภ์ พิธีคลอดบุตร พิธีโกนจุก พิธีคล้องด้ายศักดิ์สิทธิ์หรือยัชโยปวีต พิธีแต่งงาน เป็นต้น (3) พิธีศราทธ์ ได้แก่ พิธีทำ พลีกรรมให้แก่ดวง วิญญาณของบรรพบุรุษ โดยให้ บุตรชายเป็นผู้ กระทำ พิธีบวงสรวงบูชา เพราะมีความเชื่อกันว่า บุตรชายจะช่วยให้ผู้ที่ล่วงลับไป พ้นจากนรกขุม “ปุตตะ” พิธีศราทธ์นี้จะต้องทำ เดือนละครั้งเป็น อย่างน้อยตลอดปี 33
(4) พิธีบูชาเทวดา ชาวฮินดูมีเทพเจ้าที่เคารพบูชา มากมายหลายองค์ แต่ประชาชน ผู้อยู่ในวรรณะต่ำ จะถูกกีดกันไม่ให้ร่วมบูชาเทวดาของพวกใน วรรณะสูงได้ จึงต้องสร้างเทพเจ้า ของตนเองขึ้น เพื่อไว้บูชาต่างหาก เช่น เจ้าแม่กาลีเทพลิง รุกข เทพ เทพช้าง ลิงค์เทพ เป็นต้น ซึ่งพิธีบูชาก็จะ แตกต่างกันไปตามวรรณ โอม สัญลักษ์ประจำ ศาสานา 34
ศาสนาสิข 35
ศาสนาสิขเป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม เกิด ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2012 ในประเทศ อินเดียโดยมี ท่านคุรุนานักเป็นผู้ก่อตั้งและประกาศ และมี ศาสดาถึง 10 องค์ ศาสนาสุขเกิดเนื่อง มาจากการ บีบบังคับในทางการเมือง เกิดจากการบังคับ ขู่เข็ญที่ได้รับจากคนในศาสนาอื่น ดังนั้น ศาสนาสิขจึงเป็นศาสนาของผู้กล้าหาญ ของผู้เสีย สละ และเป็นศาสนาของทหารและของนักรบ 4.ศาสนาสิข 4.1 ประวัติความเป็นมา ปฐมศาสดาของศาสนาสุขมีนามเดิมว่า นานัก (Nanak) เกิดที่นิคมอัลวันดี ซึ่งอยู่ทางทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองลาฮอร์ รัฐปัญจาบ เมื่อ พ.ศ. 2012 บิดาชื่อ กาลู มารดา ชื่อ ตฤปตา เมื่อนานักเจริญวัยแล้วก็ได้รับ การ ศึกษาตามแบบอย่างตระกูลของตน ครั้นนา นัก อายุได้ 14 ปี ได้แต่งงานกับสุลักขณี ผล ของ การแต่งงานท่าให้มีบุตร 2 คน คือ ศรีจันทร์ และลักษมีตาส 36
นานัก เป็นผู้ที่สนใจการศึกษาและมี อัธยาศัย เมตตาปรานีต่อคนอื่น มีความรัก เพื่อนมนุษย์ ชอบ ให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ชอบจารึกแสวงบุญตามสถานที่ ต่างๆ ตามความนิยม ของนักบวชในสมัยนั้น แต่น่านักไม่ละทิ้งครอบครัว ต่อมาวันหนึ่ง น่ารักอาบน้ำ ชำ ระร่างกายเสร็จ เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เดินทางเข้าป่าตามที่ เคยกระทำ มาเป็นปกติ มองหาสถานที่สอบเพื่อบำ เพ็ญสมาธิ หาความสุขทางใจ แล้วได้เกิด ปรากฏการณ์ทำ ให้ มองเห็นพระเป็นเจ้าผู้มีกายทิพย์มาปรากฏตนต่อ หน้านานัก พร้อมกับ ทรงกล่าวแก่นานักว่า “ท่านจง อยู่กับครู จงยึดถือนามของคุรุ อย่ายึดถืออยู่กับโลก จึงให้ทาน และชำ ระกายและใจ จงบูชาพระเป็นเจ้า ผู้เป็นปฐมพรหม และตัวท่านนั้นของเป็นทิพยคู่รู 37
ครั้นเมื่อนานักได้ดวงตาทิพย์แล้วก็ปรากฏนามใหม่ ว่า คุรุนานัก และท่านได้พำ นักอยู่ใน ป่านั้นเป็น เวลา 3 วัน เพื่อหาความสงบและความสุขทางใจ แล้วได้เดินทางกลับบ้านของตน สละทานและมอบ ทรัพย์สมบัติแก่คนยากจน แล้วจึงถือเพศเป็น นักพรตเดินทางท่องเที่ยวไปเพื่อ ประกาศหลักคำ สอนใหม่ในนามแห่งพระเป็นเจ้า “อกาลปุรุข” องค์เดียว คุรุนานักได้ประกาศ หลักคำ สอนจน กระทั่งวาระสุดท้ายแห่งชีวิตก็ได้ละสังขารของตน เมื่อปี พ.ศ. 2092 ขันธา สัญลักษณืประจำ ศาสนา 38
4.2 นิกายสำ คัญ ศาสนาสิขมี 2 นิกายใหญ่ๆ ดังนี้ 1.นิกายซาลสา หรือนิกายสิงห์ ได้แก่ นิกายที่ถือ การไว้ผมและไว้หนวดยาว 2.นิกายสหัชธรี หรือนิกายนานาปัน ได้แก่ นิกายที่ โกนหนวดเกลี้ยงเกลา 4.3 คัมภีร์ทางศาสนา คัมภีร์ของศาสนาสิบชื่อว่า คุรุครันถ์ซาฮิบ แปลว่า “คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์” สาระสำ คัญของ คัมภีร์คุรุครันถ์ ซาฮิบ คือ บรรจุคำ สวดมนต์สรรเสริญพระเป็นเจ้า มีพระเป็นเจ้าองค์เดียว คือ อกาลปุรุฑ เป็นสัจจะ พระผู้สร้าง พระองค์ปราศจากความกลัว ความ เคียดแค้น เป็นอมาต มีขึ้น ด้วยพระองค์เอง เป็นผู้ ที่ยิ่งใหญ่ ทรงโอบอ้อมอารี 39
คัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบแบ่งออกเป็น 2 เล่ม ดังนี้ 1) อาทิครันถ์ แปลว่า คัมภีร์แรก คุรุอริยัน ศาสดา องค์ที่ 5 เป็นผู้รวบรวม ขึ้นในปี พ.ศ. 2547 มีบท นิพนธ์ของคุรุหรือศาสดาตั้งแต่คุรุองค์ที่ 1 ถึงคุรุ องค์ที่ 5 และมีบท ประพันธ์ของนักบุญผู้มีชื่อเสียง ในศาสนาฮินดู และศาสนาอิสลามผนวกอยู่ด้วย 2) ทสมครันถ์ แปลว่า คัมภีร์ของศาสดาองค์ที่ 10 เป็นชุมนุมบทนิพนธ์ของ ศาสดาองค์ที่ 10 คือ คุรุ โควินท์สิงห์ และถูกรวบรวมขึ้นหลังจากที่พระองค์ สิ้นพระชนม์แล้ว 40
5.5 หลักคำ สอนพื้นฐาน ศาสนาสิบเชื้อในพระเป็นเจ้าองค์เดียวเท่านั้นว่า เป็นสัจจะสูงสุดและเรียกพระเป็นเจ้าว่า “พระนาม” ศาสนาสุขสอนว่าโลกเป็นสัจจะ สิ่งที่ พระเป็นเจ้าทรงสร้างขึ้น เช่น จักรวาล โลก ทวีป และสิ่งต่างๆก็เป็นสัจจะ พระเป็นเจ้าทรงสร้างโลก นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นสถานที่กระทำ ความดีแต่ชีวิต ของมนุษย์นั้นมีโอกาสน้อยนักที่จะทำ ให้วิญญาณ สมบูรณ์ ศาสนาสิขย้ำ ถึงความสำ คัญของพระนามของพระ เป็นเจ้า ซึ่งชาวสิบทุกคนต้องท่อง และระลึกไว้ใน ใจตลอดเวลาว่าพระเป็นเจ้านั้นมีเพียงองค์เดียว พระองค์ทรงปรากฏอยู่ในสรรพสิ่ง และทุกชีวิต การมีชีวิตอยู่ด้วยความสัตย์จริงนั้นเป็นชีวิตที่สูงส่ง ด้วยเหตุนี้ศาสนาสิขจึงเป็นศาสนา ที่ยึดถือกฎของ กรรม โดยประพฤติตนตามหลักศีลธรรม บุคคลผู้ ปฏิบัติตามหลักศีลธรรม และคุณธรรมย่อมจะรู้ตัว เองดีว่าตนอยู่ใกล้หรือไกลพระเป็นเจ้า 41
4.5 พิธีกรรม พิธีกรรมที่ชาวสิชทุกคนพึงทำ คือ พิธีปาหุล ได้แก่ พิธีล้างบาป เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็รับเอา “ก” ทั้ง 5 ประการ ดังนี้ 1) เกศา ผมที่ไม่ได้ตัด เพื่อเป็นเกราะสำ หรับ ศีรษะ และให้ดูน่าเกรงขาม ทำ ลาย ขวัญข้าศึก และเป็นเครื่องศรัทธาต่อพระเป็นเจ้าที่ประทาน ผมแก่มนุษย์ 2) กังฆา หวีไม้ขนาดเล็กซึ่งเสียบไว้ในผม เพื่อ ดูแลผมให้สะอาดเรียบร้อย 42
3) กฉา กางเกงในขาสั้น เพื่อเป็นการสะดวกสบาย และคล่องแคล่วในการเดินทาง การทำ งาน และ พร้อมในการสู้รบและยังสะดวกในการพักผ่อน 4) กรา กำ ไลมือทำ ด้วยเหล็ก เป็นสัญลักษณ์ของ ความอดกลั้น สุภาพ และถ่อมตน อันหมายถึงความ ผูกพันต่อหมู่คณะ และการเป็นมิตร 5) กีรปาน ดาบ เพื่อสะพายไว้ ที่สีข้าง ใช้เป็น สัญลักษณ์ของความกล้าหาญ และการผจญภัย มี ความพร้อมที่จะปกป้องเกียรติ ของตนเองและของผู้ อื่น ผู้ที่ได้ทำ พิธีปาหุลแล้วจะได้ นามว่า "สิงห์" ต่อ ท้ายชื่อเหมือนกันทุกคน เพราะถือว่าบุคคลนั้นได้ ผ่านความเป็นสมบัติ ของพระเป็นเจ้าแล้ว และใช้ คำ ว่า “กอร์” ต่อท้ายชื่อ ที่เป็นหญิง 43
แม้ว่าประเทศไทยจะมีประชาชนที่นับถือศาสนา แตกต่างกันไป แต่ก็ไม่ควรที่จะนำ มาเป็นเครื่อง แบ่งแยกความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ เพราะแม้จะพูดภาษาหรือนับถือ ศาสนาแตกต่าง กัน แต่ทุกคนก็อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน จึงควร รักและสามัคคีกัน รู้จักเห็นใจ และเกื้อกูลกันเพื่อ ความสงบสุขของคนในชาติ นอกจากนี้ไม่ว่าจะเป็น ศาสนาใด ทุกศาสนาก็ล้วน มีคำ สอนที่เป็นหลักการ ใหญ่ๆ สอดคล้องตรงกัน นั่นคือ สอนให้กระทำ ความดีและละเว้นความชั่ว ดังนั้น ถ้าศาสนิกชนมี ความเข้าใจและปฏิบัติตนตามหลักคำ สอนของ ศาสนาแล้ว เชื่อมั่นได้ว่า นอกจากศาสนิกชนผู้ นับถือจะมีความเจริญผาสุกแล้ว ก็ย่อมจะส่งผลทาง อ้อมถึงสังคมไทยของเรา ให้มีสันติสุขและสงบ ร่มเย็นตามมาด้วยเช่นกัน 44
สมาชิก 1.นางสาวอริสรา เขาจารี เลขที่16 ม.4/3 2.นางสาวบุญญาดา คำ เชียง เลขที่ 26 ม.4/3 45