The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา I30202 IS2 การสื่อสารและการนำเสนอ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by กนกพล ยศจำรัส, 2023-02-09 04:18:45

"Bully"ความรุนแรงที่สังคมมองข้าม

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา I30202 IS2 การสื่อสารและการนำเสนอ

y


“Bully” ความรุนแรงที่สังคมมองข้าม โดย นายกนกพล ยศจำรัส เลขที่ 1 นายณรงค์พล ศักดิ์บุญญารัตน์ เลขที่ 2 นายวันชัย เจนวีระนนท์ เลขที่ 3 นายอานาคิน ลามัน เลขที่ 4 นายชนุดม วรรณสุทธิ์ เลขที่ 9 นายนัธทพัทธ์ สงกา เลขที่ 17 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/7 เสนอ ครูรัฐพล ศรีบูรณะพิทักษ์ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา I30202 IS2 การสื่อสารและการนำเสนอ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนวัดสุทธิวราราม


ก บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง “Bully” ความรุนแรงที่สังคมมองข้าม สมาชิก นายกนกพล ยศจำรัส เลขที่ 1 นายณรงค์พล ศักดิ์บุญญารัตน์ เลขที่ 2 นายวันชัย เจนวีระนนท์ เลขที่ 3 นายอานาคิน ลามัน เลขที่ 4 นายชนุดม วรรณสุทธิ์ เลขที่ 9 นายนัธทพัทธ์ สงกา เลขที่ 17 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/7 ครูที่ปรึกษา นายรัฐพล ศรีบูรณะพิทักษ์ ปีการศึกษา 2565 รายงาน เรื่อง พฤติกรรมการบูลลี่ในสถานศึกษา มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาค้นคว้าและนำเสนอ ข้อมูลเกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นของการบูลลี่ ประเภทของการกลั่นแกล้งหรือ การบูลลี่ สถานการณ์การกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ในปัจจุบัน พฤติกรรมการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ ในสถานศึกษา ผลกระทบที่เกิดจากการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ และแนวทางการรับมือกับพฤติกรรม การการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ จากการศึกษา พบว่า พฤติกรรมการข่มเหงรังแกไม่ใช่ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน แต่เป็นปัญหาเกิดขึ้นมานานแล้ว คนส่วนใหญ่นั้นเริ่มตระหนักถึงพฤติกรรมดังกล่าว ในอดีตที่ผ่านมา การข่มเหงรังแกไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสิ่งอันตราย แต่เป็นสิ่งปกติที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นอกจากนั้น พฤติกรรมการบูลลี่และกลั่นแกล้งนั้นยังมีหลายรูปแบบในปัจจุบัน เช่น cyber bullying, body shaming, การเหยียดเพศ, เหยียดสีผิว ฯลฯ เป็นพฤติกรรมที่เราสามารถพบเจอได้บ่อยครั้ง พฤติกรรมการกลั่นแกล้งหรือบูลลี่นั้นสามารถพบเจอในช่วงวัยตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยทำงาน แม้กระทั่ง ในเขตสถานศึกษาที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองก็ไม่ใช่จุดปลอดภัยในการหยุดยั้งพฤติกรรมการบูลลี่ ได้ สิ่งที่น่ากังวลต่อมาคือผลกระทบของผู้ถูกกลั่นแกล้งหรือบูลลี่ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ ผู้ถูกกระทำหลายๆคนนั้น ขาดความเชื่อมั่นและความมั่นใจใจตัวเอง บางรายอาจเป็นโรคซึมเศร้า โรคแพนิค เกิดความวิตกกังวล ผลกระทบที่อันตรายที่สุดคือผู้ถูกกระทำนั้นอาจมีแนวโน้มคิดสั้นได้ และจบชีวิตตนเอง จงตระหนักไว้ว่าเมื่อคุณโดนกลั่นแกล้ง อย่าใส่ใจและให้คุณค่ากับการกระทำ ของเขา อย่ากลัวการเป็นผู้ถูกกระทำ คุณยังมีอีกหลายคนที่ที่พร้อมรับฟังคำพูดและให้คำปรึกษากับคุณ อย่าให้คุณเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้ง อย่าให้คนอื่นในสังคมเป็นเครื่องมือของพฤติกรรม การกลั่นแกล้ง จงให้เกียรติเคารพซึ่งกันและกันในฐานะมนุษย์คนนึง ลายมือชื่อครูที่ปรึกษา ............................ ลายมือชื่อนักเรียน 1. ........................ 2. ........................ 3. ........................ 4. ........................ 5. ........................ 6. ........................


ข กิตติกรรมประกาศ รายงาน เรื่อง “Bully” ความรุนแรงที่สังคมมองข้าม ฉบับนี้ สำเร็จได้ด้วยความเมตตา จาก ครูรัฐพล ศรีบูรณะพิทักษ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ครูประจำวิชา I30202 IS2 การสื่อสารและการนำเสนอ ครูธมลวรรณ หลิมวงศ์ที่ให้ความเมตตาประสิทธิ์ประสาท ความรู้และทักษะด้านการศึกษาค้นคว้าและการเขียนรายงานวิชาการ อีกทั้งได้สละเวลาให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ ตรวจและแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่ง ซึ่งทางคณะผู้จัดทำรู้สึก ซาบซึ้งในพระคุณ จึงขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณบิดา มารดา ตลอดจนเพื่อนนักเรียนทุกคน ที่คอยเป็นแรงผลักดันและแรงใจ ในการจัดทำรายงานวิชาการฉบับนี้จนสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี คุณค่าและประโยชน์ของรายงาน เรื่อง “Bully” ความรุนแรงที่สังคม ฉบับนี้ คณะผู้จัดทำ ขอมอบให้แก่คณะครูที่มีส่วนในการวางรากฐานทางการศึกษา และประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ แก่คณะผู้จัดทำตลอดมา คณะผู้จัดทำ 27 มกราคม 2566


ค คำนำ รายงาน เรื่อง “Bully” ความรุนแรงที่สังคม ฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา I30202 IS2 การสื่อสารและการนำเสนอ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอผลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ พัฒนาทักษะการแสวงหาความรู้ อันเป็น พื้นฐานสำคัญต่อการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นต่อไป รายงาน เรื่อง การบูลลี่ ฉบับนี้ มีความมุ่งหวังนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับ ความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นของการบูลลี่ ประเภทของการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ สถานการณ์การกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ในปัจจุบัน พฤติกรรมการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ ในสถานศึกษา ผลกระทบที่เกิดจากการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ และแนวทางการรับมือกับพฤติกรรม การการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานเรื่องนี้จะเอื้อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า แก่ผู้ที่สนใจได้เป็นอย่างดี ขอขอบคุณครูที่ปรึกษาและท่านผู้รู้ที่กรุณาให้คำแนะนำจนเขียนรายงาน ได้สำเร็จและสมาชิกผู้จัดทำที่ให้ความร่วมมือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จนงานสำเร็จลุล่วง และสามารถ ผ่านอุปสรรคได้ด้วยดี คณะผู้จัดทำ 27 มกราคม 2566


สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข คำนำ ค สารบัญ ง “Bully” ความรุนแรงที่สังคมมองข้าม 1 บทนำ 1 1. ความรู้เบื้องต้นของการบูลลี่ 2 1.1 ความหมายการบูลลี่ 2 1.2 ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการบูลลี่ 2 1.2.1 ลักษณะของบุคคลที่มักถูกกลั่นแกล้งหรือบูลลี่ 2 1.2.2 สาเหตุที่เกิดจากตัวบุคคลที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการกลั่นแกล้งหรือ การบูลลี่ 3 2. ประเภทของการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ 4 2.1 การบูลลี่ร่างกาย 4 2.2 การบูลลี่ทางวาจา 5 2.3 การบูลลี่ทางสังคม 5 2.4 การบูลลี่ทางสังคมออนไลน์(Cyberbullying) 6 3. สถานการณ์การกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ในปัจจุบัน 7 3.1 สถานที่ที่มักเกิดการกลั่นแกล้งและการบูลลี่ในปัจจุบัน 11 3.1.1 การบูลลี่ในโรงเรียนหรือในสถานศึกษา 11 3.1.2 บูลลี่ในที่ทำงาน 11 4. พฤติกรรมการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ในสถานศึกษา 13 4.1 จำนวนประเภทผู้ตอบแบบสอบถาม 13 4.2 ผลการสำรวจ 14 5. ผลกระทบที่เกิดจากการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ 21 5.1 ผลกระทบต่อชีวิต 21 5.2 ผลกระทบต่อร่างกาย 21 5.3 ผลกระทบต่อจิตใจ 22 5.4 ผลกระทบด้านอื่น ๆ 22 5.4.1 ผลกระทบด้านการศึกษา 22 5.4.2 ผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน 23 5.4.3 ผลกระทบต่อความเป็นอยู่ส่วนตัว 23 5.5 ผลกระทบต่อผู้กลั่นแกล้ง 23


สารบัญ (ต่อ) หน้า 6. แนวทางการรับมือกับพฤติกรรมการการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ 24 6.1 มีสติ 24 6.2 ปรับมุมมองที่มีต่อตัวเอง 24 6.3 ขอความช่วยเหลือ 24 6.4 โทษจำคุกจากการบูลลี่ 25 6.4.1 ประมวลกฎหมายอาญา 25 6.4.2 พระราชบัญญัติว่าการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ 25 บทสรุป 27 บรรณานุกรม 28 ภาคผนวก 31 ประวัติผู้เขียน 32


“Bully” ความรุนแรงที่สังคมมองข้าม https://research.eef.or.th/human-rights-in-school/ บทนำ พฤติกรรมการกลั่นแกล้งกันในสังคมถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งและข้อมูลที่ได้ จากการศึกษาในประเทศไทยนับว่ายังมีน้อย แต่ทว่าปัญหาความรุนแรงกลับมีความทวีคูณมากยิ่งขึ้น ในสังคมดังนั้นเราจึงไม่ควรละเลยหรือเมินเฉยกับความรุนแรงของการกลั่นแกล้งกันในสังคมที่เกิดขึ้น เราควรที่จะตระหนักและคิดหาวิธีป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยมีความสนใจ ที่จะศึกษา ถึงลักษณะพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง และระดับความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น อีกทั้งเพื่อ เป็นการศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดพฤติกรรมการกลั่นแกล้งกันในสังคม การศึกษาเกี่ยวกับการบูลลี่หรือ การกลั่นแกล้งจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราทราบความเป็นมารวมถึงรูปแบบของการกลั่นแกล้ง ซึ่งจะ เป็นส่วนช่วยให้เราสามารถรับมือกับพฤติกรรมการกลั่นแกล้งในสังคมเราที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง และ อาจเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายที่รับมือเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างชัดเจน ก่อนที่พฤติกรรม การกลั่นแกล้งกันในสังคมจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


2 1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบูลลี่ 1.1 ความหมายของการบูลลี่ การบูลลี่ คือ พฤติกรรมการกลั่นแกล้งข่มเหงรังแกหรือการแสดงท่าทีที่มีความ รุนแรงไม่ว่าจะเป็นด้านการใช้วาจาหรือการลงมือกระทำทางร่างกายด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ซึ่ง ส่งผลกระทบให้ผู้อื่นได้รับความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจและรู้สึกด้อยคุณค่า (Tiger Rattana, 2565) มูลนิธิยุวพัฒน์ (2562) กล่าวว่า การกลั่นแกล้ง (Bullying) หมายถึง พฤติกรรมที่ไม่ เป็นที่ยอมรับในสังคม โดยพฤติกรรมนั้นเป็นความตั้งใจกระทำให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์ความเจ็บปวด เพื่อให้ตนเองรู้สึกมีอำนาจ หรือมีพลังเหนือกว่าผู้อื่นอีกทั้งการกระทำดังกล่าวจะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อย่าง ต่อเนื่องและมีระยะเวลายาวนาน กรมสุขภาพจิต (2562) กล่าวว่า การรังแก (Bullying) หมายถึง พฤติกรรมที่ไม่เป็น ที่ยอมรับในสังคม โดยพฤติกรรมนั้น เป็นความตั้งใจกระทำให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์ความเจ็บปวด เพื่อให้ตนเองรู้สึกมีอำนาจ หรือมีพลังเหนือกว่าผู้อื่นอีกทั้งการกระทำดังกล่าวจะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อย่าง ต่อเนื่องและมีระยะเวลายาวนาน https://www.facebook.com/102853191655358/photos/a.123518732922137/148226117118065/?ty pe=3&is_lookaside=1 1.2 ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการบูลลี่ 1.2.1 ลักษณะของบุคคลที่มักถูกกลั่นแกล้งหรือบูลลี่ PISA ได้จำแนกลักษณะของเด็กที่มักถูกกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ว่า อะไรเป็นเหตุให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น โดยเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างเด็กที่ถูก กลั่นแกล้งอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อเดือน กับเด็กที่ไม่ได้ถูกกลั่นแกล้ง ดังนี้


3 1) เพศ : ค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD พบว่า นักเรียนชาย ถูกกลั่นแกล้งมากกว่านักเรียนหญิงอยู่ร้อยละ 5 และในไทยต่างกันที่ร้อยละ 14 แต่บางประเทศ อย่างเบลเยียมและสหราชอาณาจักร พบเด็กนักเรียนหญิงถูกกลั่นแกล้งมากกว่านักเรียนชายเป็น ต้น 2) สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม : เมื่อเปรียบเทียบเด็กตามสถานะ ทางการเงินและสังคม พบว่า เด็กที่มีสถานะด้อยกว่ามักถูกรังแกอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อเดือน ใน 41 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจและประเทศสมาชิก OECD พบว่า เด็กที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและ สังคมที่ด้อยกว่า มักถูกกลั่นแกล้งมากกว่าเด็กที่มีฐานะเศรษฐกิจและสังคมดีกว่าอยู่ 4 เปอร์เซ็นต์ และในไทย 7 เปอร์เซ็นต์ แต่ถึงอย่างนั้นประเทศอย่าง ญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย กลับพบว่าเด็กที่มี สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมดีกว่ามีอัตราถูกกลั่นแกล้งผกผันกับประเทศอื่น ๆ 3) ระดับชั้น : นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นกลุ่มที่ถูกกลั่นแกล้ง รังแกมากที่สุด และลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเข้าช่วงมัธยมศึกษาตอนปลาย 4) ผลการเรียน : ผลการเรียนเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้เกิดการบูลลี่ ในโรงเรียน ตัวอย่างจาก PISA 2018 ได้เปรียบเทียบประสบการณ์การถูกบูลลี่ของเด็กที่มีคะแนน การอ่านสูงกับต่ำ โดยค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD พบว่า กลุ่มนี้มีสัดส่วนต่างกัน 13 เปอร์เซ็นต์ทั้งนี้ยังพบข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า การกลั่นแกล้งส่งผลกระทบเชิงลบต่อคะแนนการอ่าน ของเด็กและยังส่งผลให้นักเรียนที่ถูกกลั่นแกล้งมีแนวโน้มที่จะขาดเรียนมากกว่านักเรียนที่ไม่ถูก กลั่นแกล้งอีกด้วย กล่าวคือสำหรับประเทศสมาชิก OECD หากดัชนีการถูกกลั่นแกล้ง เพิ่มขึ้น 1 หน่วย ผลคะแนนการอ่านของเด็กจะลดลง 9 คะแนนส่วนประเทศไทยจะลดลง 14 คะแนนอีกทั้งเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อเดือนจะมีคะแนนการอ่านน้อยกว่านักเรียน ที่ไม่ถูกกลั่นแกล้งถึง 21 คะแนน และของไทยน้อยกว่าถึง 33 คะแนน จากที่กล่าวมา แสดงให้เห็น ว่า การบูลลี่ไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่นแต่ส่งผลกระทบรุนแรงทั้งทางจิตใจและร่างกายของเด็กอีกทั้ง เชื่อมโยงไปถึงผลการเรียนของเด็กไม่ว่าโดยตรงและโดยอ้อม เลวร้ายกว่านั้นหากเด็กที่ถูกบูลลี่ ไม่อาจแบกรับความเจ็บปวดไว้ได้อาจนำไปสู่การสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืน (วสศ, 2564) 1.2.2 สาเหตุที่เกิดจากตัวบุคคลที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการกลั่นแกล้งหรือ การบูลลี่ 1) เคยเป็นผู้ถูกกระทำ สาเหตุหลัก ๆ ที่มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เขาเหล่านั้นคิดแกล้งผู้อื่น ก็คือความรุนแรงที่ตนเคยได้รับในอดีต ทั้งจากสังคมรอบข้าง เพื่อน หรือคนในครอบครัว ยิ่งถ้าเติบโต มาในสภาพแวดล้อมที่มีแต่ความรุนแรง ครอบครัวมีปัญหา ก็ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เขาซึมซับพฤติกรรม ความรุนแรงเหล่านั้น และต้องการที่จะระบายความโกรธแค้นออกมาโดยการแกล้งผู้อื่น


4 2) ต้องการให้ตัวเองเป็นใหญ่ คนเหล่านี้มักคิดว่าตัวเองคือผู้ยิ่งใหญ่ คือศูนย์กลางของจักรวาล ที่มีอำนาจเหนือคนอื่น คิดว่าตัวเองอยู่เหนือกฎทุกอย่าง จะคิดจะทำอะไรก็ถูกต้องไปหมด และถ้ามี ใครคิดมาขวางหรือมาแสดงตัวว่าเหนือกว่าก็จะทำให้เขาเหล่านั้นรู้สึกโกรธ และจะทำให้เกิดการกลั่นแกล้ง เพื่อย้ำให้อีกฝ่ายรู้ว่าไม่อาจเทียบเขาได้ 3) ต้องการเรียกร้องความสนใจ ใครจะรู้ว่า คนที่ชอบแกล้งคนอื่นแท้จริงแล้วเป็นคนโดดเดี่ยว คิดว่าตัวเอง ไม่สำคัญ ไม่มีใครสนใจ ทำให้ต้องคอยเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นอยู่เสมอ และเมื่อไม่ได้รับ ความสนใจ จากการเรียกร้องความสนใจธรรมดา ๆ ก็จะกลายเป็นการแสดงออกที่รุนแรง กลั่นแกล้ง ผู้อื่น ซึ่งนอกจากจะทำให้เป็นที่สนใจแล้วยังทำให้รู้สึกมีอำนาจเหนือผู้อื่นอีกด้วย 4) ไม่เห็นค่าในตัวเอง เป็นธรรมดาที่มนุษย์เราจะรู้สึกไม่ชอบใจเมื่อเห็นคนอื่นมีข้อดีมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าตา ฐานะ หรือความสามารถ ซึ่งการจัดการกับความไม่ชอบใจของแต่ละคนก็จะ ไม่เหมือนกัน แต่สำหรับบางคนที่ไม่รู้จักวิธีการจัดการที่ถูกต้อง ก็เลือกที่จะเอาข้อด้อยของตัวเองไป เปรียบเทียบกับข้อดีของคนอื่น ทำให้รู้สึกอิจฉา โกรธแค้น จนถึงกับกลั่นแกล้งเพื่อกดให้อีกฝ่ายต่ำกว่า ตัวเอง 5) ต้องการเหยียดคนที่แตกต่างจากตัวเอง นอกเหนือจากสาเหตุทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิด การกลั่นแกล้งก็เพียงแค่เพราะอีกฝ่าย “แตกต่าง” อาจจะเป็นเชื้อชาติ สีผิว ความพิการ หรือเพศ โดย จะเริ่มจากการล้อเลียนไปเรื่อยๆ จนเปลี่ยนไปเป็นการกลั่นแกล้ง หรือการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกับคน อื่น ทำเหมือนกับว่าคนที่มีความแตกต่างไม่ใช่คน เป็นต้น (บุ๊คพลัส พับลิชชิ่ง จำกัด, 2562) 2. ประเภทของการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ 2.1 บูลลี่ทางร่างกาย https://www.yuvabadhanafoundation.org/th/%


5 เป็นการทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายให้เกิดการบาดเจ็บ มีบาดแผล ซึ่งสามารถ มองเห็นได้จากภายนอกบางกรณีอาจส่งผลต่อจิตใจด้วยการบูลลี่เรื่องรูปร่างหน้าตาBody shaming คือการวิจารณ์รูปลักษณ์ภายนอกของผู้อื่น โดยการเปรียบเทียบ ตัดสิน ล้อเลียน หรือเหยียด จน กระทบกระเทือนจิตใจผู้ฟังทำให้อับอาย หรือรู้สึกเสียใจจนเสียความมั่นใจในตนเองไปเลย ซึ่งเป็นผล จาก Beauty Standerds ที่ถูกหล่อหลอมมาจากสื่อหรือค่านิยมความงามเก่า ๆ (Jeban.com, 2564) 2.2 บูลลี่ทางวาจา https://blog.ooca.co/2021/01/28/oocastory-%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0% การพูดส่อเสียด ล้อเลียน ใส่ร้ายการประจานด้วยคำพูดให้ผู้อื่นได้ยิน สร้าง ความอับอาย วิตกกังวลความเครียด ส่งผลถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าหรือหวาดกลัวสังคมถือเป็นบาดแผล ทางใจที่เจ็บปวดไม่น้อย 2.3 บูลลี่ทางสังคม https://www.naturebiotec.com/bully-and-protect20202114/


6 เป็นการสร้างกระแสในสังคมให้ซ้ำเติมเหยื่อของการบูลลี่ เสมือนการยืมมือคน รอบข้างให้ร่วมกันทำร้ายบุคคลเพียงคนเดียว เช่น การสร้างข่าวลือ จนผู้พบเห็นหลงเชื่อและพร้อมจะ กระพือข่าวให้ไปในวงกว้างขึ้นจนผู้ถูกกระทำเกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียง 2.4 บูลลี่ทางสื่อสังคมออนไลน์ (Cyberbullying) https://www.prachachat.net/rama-health/news-385860 เป็นการกลั่นแกล้งที่ทำได้ง่ายและมักไม่ต้องเปิดเผยตัวตนผู้กระทำ ซึ่งสามารถ ทำร้ายเหยื่อได้ตลอดเวลาผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เช่น แสร้งเป็นบุคคลอื่นแล้วโพสต์ ข้อความหยาบคายหรือสร้างความเกลียดชังให้คนเข้าใจผิด การส่งต่อวีดีโอคลิป เพื่อหวังให้เหยื่อเกิด ความอับอายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเจ็บปวดและจะมุ่งต่อสิ่งที่นอกเหนือการควบคุมของ บุคคลที่ถูก การกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ตคืออะไร Cyberbullying การกลั่นแกล้ง ทางอินเทอร์เน็ต คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อก่อกวนข่มขู่ทำให้ลำบากใจหรือกำหนดเป้าหมายบุคคลอื่น ตามคำนิยามมันเกิดขึ้นในหมู่คนหนุ่มสาว เมื่อผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องก็อาจเป็นไปตามคำจำกัดความ ของการล่วงละเมิดทางไซเบอร์ หรือการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่สามารถมี ผลทางกฎหมายและเกี่ยวข้องกับเวลาในการถูกจำคุกบางครั้งการกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์อาจเป็น เรื่องง่าย ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกของคุณแสดงข้อความทวีตหรือตอบสนองต่อการอัปเดทสถานะใน Facebook ที่รุนแรง มุ่งร้าย หรือโหดร้ายการกระทำอื่น ๆ มีความชัดเจนที่น้อยกว่า เช่น การแอบ อ้างเป็นเหยื่อทางออนไลน์ หรือโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคล ภาพถ่าย หรือวิดีโอ ที่ออกแบบมาเพื่อทำร้าย หรือทำให้คนอื่นอับอาย เด็กบางคนรายงานว่ามีการสร้างบัญชีปลอมหน้าเว็บหรือบุคคลออนไลน์ ด้วยความตั้งใจที่จะก่อกวนและรังแก แต่เพียงลำพัง การกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ตสามารถเกิดขึ้นได้ โดยไม่ตั้งใจลักษณะที่ไม่มีตัวตนของข้อความ, IM และอีเมล ทำให้ยากในการตรวจสอบน้ำเสียงของ ผู้ส่ง เรื่องตลกของคน ๆ หนึ่งอาจเป็นการดูถูกเหยียดหยามของผู้อื่น อย่างไรก็ตามรูปแบบของอีเมล ข้อความ และโพสต์ออนไลน์ซ้ำ ๆ นั้น ไม่ค่อยเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เนื่องจากเด็กหลายคนลังเลที่จะ รายงานว่าถูกกลั่นแกล้ง แม้แต่กับพ่อแม่ของพวกเขา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ว่ามีผู้ได้รับผลกระทบกี่คน


7 แต่จากการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้ เกี่ยวกับอัตราการกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ตพบว่าประมาณ 1 ใน 4 ของ วัยรุ่นตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ตและประมาณ 1 ใน 6 ยอมรับว่ามีการกลั่นแกล้ง ทางอินเทอร์เน็ต ในการศึกษาบางส่วนพบว่าวัยรุ่นมากกว่าครึ่งหนึ่ง ที่ถูกสำรวจว่าพวกเขาประสบกับ การละเมิดทางสื่อสังคมและสื่อดิจิทัล สัญญาณของการกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ต เช่น อารมณ์เสียระหว่างหรือหลัง การใช้อินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์เป็นความลับหรือปกป้องชีวิตบนโลกดิจิตอลของคน ๆ หนึ่งถอนตัว จากสมาชิกในครอบครัว เพื่อนและกิจกรรมต่างๆ หลีกเลี่ยงการพบปะในโรงเรียนหรือแบบกลุ่ม เกรดตกและ “แสดงออก” ด้วยความโกรธต่อที่บ้านการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์พฤติกรรมการนอน หลับหรือความอยากอาหาร ต้องการหยุดใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นกังวลหรือตกใจเมื่อ ได้รับข้อความตอบโต้ทันที ข้อความด่วนหรืออีเมลหลีกเลี่ยงการพูดคุยเกี่ยวกับกิจกรรมคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ (บิทดีเฟนเดอร์ประเทศไทย, 2565) https://www.yuvabadhanafoundation.org/th/% 3. สถานการณ์การกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ในปัจจุบัน บริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ Comparitech ได้ทำการรวบรวมสถิติการกลั่นแกล้ง บนอินเทอร์เน็ตในช่วงระหว่างปี 2561 ถึง 2564 ทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกพบว่า มีสถิติเพิ่มขึ้น ทั่วโลก การสำรวจครั้งนี้ทำโดยการสัมภาษณ์ทั้งหมด 20,793 ครั้งใน 28 ประเทศโฟกัสกลุ่ม ผู้ใหญ่อายุ 18-64 ปีในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาและผู้ใหญ่อายุ 16-64 ปีในประเทศอื่น ๆ ร้อยละ60 ของผู้ปกครองที่มีลูกอายุ 14-18 ปี ให้ข้อมูลว่า ถูกไซเบอร์บูลลี่และจากการทำสำรวจผู้ปกครองของ เด็กที่มีอายุเกิน 5 ปี จำนวนมากกว่า 1,000 คน โดยภาพรวมพบว่าบุตรหลานของพวกเขา


8 ทั้งเคยถูกบูลลี่และกำลังถูกบูลลี่มาจนถึงปัจจุบัน ร้อยละ 47.7 ของผู้ปกครองที่มีบุตรอายุ 6-10 ปี ร้อยละ 56.4 ของพ่อแม่ที่มีลูกอายุ 11-13 ปี ร้อยละ 59.9 ของพ่อแม่ที่มีลูกอายุ 14-18 ปี และร้อย ละ 54.3 ของผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอายุ 19 ปีขึ้นไป ให้ข้อมูลตรงกันว่า ลูกหลาน ของพวกเขาล้วน ถูกบูลลี่ทั้งในโรงเรียนและโลกออนไลน์ เป็นผลให้ผู้ปกครองจำนวนมากทั้งในยุโรปและอเมริกาเริ่ม ตระหนักถึงประสบการณ์เชิงลบที่เข้าขั้นเลวร้ายของบุตรหลานที่เกิดจากการกลั่นแกล้งทาง อินเทอร์เน็ตและ การโจมตีทางออนไลน์มากขึ้น 1 ใน 5 ของการถูกบูลลี่เกิดขึ้นผ่านเครือข่ายที่ เรียกว่าโซเชียลมีเดีย แม้ว่าผู้ปกครองส่วนหนึ่งจะให้ข้อมูลว่ามีการกลั่นแกล้งในโรงเรียนแต่ร้อยละ 19.2 ระบุว่า การกลั่นแกล้งเกิดขึ้นผ่านเว็บไซต์และแอปโซเชียลมีเดียร้อยละ11 ระบุว่าการกลั่นแกล้งเกิดขึ้น ผ่านข้อความ ขณะที่ร้อยละ 7.9 ระบุว่ามีการกลั่นแกล้งผ่านวิดีโอเกมร้อยละ 6.8 รายงานว่ามีการกลั่น แกล้งบนเว็บไซต์ที่ไม่ใช่โซเชียลมีเดียขณะที่ร้อยละ 3.3 ระบุว่าการกลั่นแกล้งเกิดขึ้นทางอีเมล นอกจากนี้ Comparitech พบว่าผู้ปกครอง ร้อยละ 59.4 พูดคุยกับบุตรหลาน เกี่ยวกับความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตและแนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัยหลังจากเกิดการกลั่นแกล้ง ทางอินเทอร์เน็ตผู้ปกครองอาจต้องดำเนินการให้มากขึ้นในการแทรกแซงมีเพียง ร้อยละ 43.4 ที่ระบุว่า ปรับการควบคุมโดยผู้ปกครองเพื่อสกัดกั้นผู้กระทำความผิด ร้อยละ 33 ใช้กฎใหม่สำหรับ การใช้เทคโนโลยีและร้อยละ 40.6 เท่านั้นที่บันทึกหลักฐานให้พนักงานสอบสวนผู้ปกครองน้อย มากเพียงร้อยละ 34.9 เท่านั้น ที่แจ้งโรงเรียนของบุตรหลานเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งทาง อินเทอร์เน็ตและร้อยละ10.4 ที่เลือกนำเทคโนโลยีของบุตรหลานออกไปโดยสิ้นเชิงการสำรวจครั้ง นี้มีข้อมูลที่น่าสนใจ คือ จากการสำรวจทั้งหมด 28 ประเทศ มี 2 ประเทศที่ให้ข้อมูลว่า ลูกหลาน ของพวกเขาไม่มีประสบการณ์การถูกกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ต หรือโจมตีทางไซเบอร์ คือ รัสเซีย และญี่ปุ่น นอกจากผู้ปกครองแล้ว ในกลุ่มของวัยรุ่นเองก็พบว่าประสบปัญหาเรื่อง Cyberbullying ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งผลจากการศึกษาของ Pew Research ในปี 2018 พบว่า วัยรุ่นร้อยละ 59 มีประสบการณ์การกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ตบางรูปแบบ ทั้งการล่วงละเมิดทางออนไลน์และ การกลั่นแกล้งทางออนไลน์เกิดขึ้นในอัตราที่สูงเป็นพิเศษ


9 https://www.thairath.co.th/lifestyle/woman/health/2075810 ด้านประสบการณ์ของวัยรุ่นที่ถูกกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ตที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ การเรียกชื่อที่ไม่เหมาะสม ร้อยละ 42 การแพร่กระจายของข่าวลือเท็จ ร้อยละ 32 การรับภาพ ที่โจ่งแจ้งที่พวกเขาไม่ได้ขอร้อยละ 25 การพยายามซักถามตลอดเวลาว่าพวกเขา เป็นใคร ทำอะไร และอยู่กับใครโดยคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่ร้อยละ 21 ภัยคุกคามทางกายภาพร้อยละ 16 การแชร์รูปภาพ ที่โจ่งแจ้งโดยไม่ได้รับความยินยอมร้อยละ 7 สอดคล้องกับการสำรวจของ “ศูนย์วิจัยการกลั่นแกล้ง ทางอินเทอร์เน็ตสหรัฐอเมริกาในปี 2019 ที่พบว่าร้อยละ 36 ของเด็กอายุ 12-17 ปี ในสหรัฐอเมริกา ถูกกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ตในจำนวนนี้ร้อยละ 22 ของเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายข่าว ลือทางออนไลน์ ซึ่งน่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจาก เมื่อประมาณปี 2009 เคยมี การสำรวจโดยสอบถามนักเรียนในโรงเรียนระดับกลางและสูงจำนวน 20,000 คน โดยมหาวิทยาลัย ฟลอริดาแอตแลนติกพบว่าร้อยละ 70 ของนักเรียนตอบว่า เคยมีประสบการณ์ถูก Cyberbullying นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจาก Google เทรนด์ที่แสดงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการกลั่นแกล้ง ทางอินเทอร์เน็ตโดยพบว่า ปริมาณการค้นหา “การกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ต” ทั่วโลกเพิ่มขึ้นสาม เท่าตั้งแต่ ปี 2547 มาแล้ว การศึกษาจากองค์กรต่อต้านการกลั่นแกล้ง Ditch the Label ของ สหราชอาณาจักรพบว่าร้อยละ 42 ของเยาวชนที่ถูกสำรวจมีประสบการณ์การกลั่นแกล้ง Internet Instagram เทียบกับร้อยละ 37 บน Facebook และร้อยละ 31 ใน Snapchat อาจจะน่าแปลกใจ ที่มีเพียงร้อยละ 9 เท่านั้นที่รายงานว่ามีประสบการณ์การกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ตบน Twitter ความเลวร้ายของไซเบอร์บูลลี่ คือ การทำให้เยาวชนมีการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น ศูนย์สถิติสุขภาพแห่งชาติ


10 (NCHS) ซึ่งเผยแพร่ในเดือนเมษายนปี 2020 พบว่า การฆ่าตัวตายเป็น สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ สอง ของผู้อยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกาที่มีอายุระหว่าง 10 ถึง 34 ปี แม้จะไม่ได้มีการระบุโดยตรงว่า การฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากไซเบอร์ บูลลี่ แต่ก็พบว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของสมการนี้ จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2018 ที่คนหนุ่มสาวอายุต่ำกว่า 25 ปีที่ตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งทาง อินเทอร์เน็ตมี แนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายตัวเองเป็น สองเท่า (ไทยรัฐออนไลน์, 2564) นอกจากที่กล่าวมา เรามักพบสถานการณ์ที่ผู้ปกครองใช้ความรุนแรงต่อเด็กไม่ว่าจะเป็น ใช้ความรุนแรงกับบุตรหลาน ตลอดจนครูทำร้ายร่างกายเด็กนักเรียนหรือแม้แต่กระทั่งความรุนแรง ที่เกิดจากการกลั่นแกล้งรังแก หรือที่เรียกกันว่า ‘บูลลี่’ (bully) จากเด็กนักเรียนด้วยกันเอง ตัวอย่างสถานการณ์ความรุนแรง พบว่า 10 มีนาคม 2563 มติชนออนไลน์รายงานข่าว เศร้าสลดเมื่อรายงานว่าพบเด็กนักเรียนชั้น ม.2 เขียนจดหมายลาตายข้อความว่า “ลาก่อนเด้อทุกคน ที่ผมทำไปมันเป็นเอง ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเรียนมันเกี่ยวกับเพื่อนในห้องถูกเคยล้อเคยแกล้งจนถึง ทุกวันนี้ ผมทนไม่ไหวจริง ๆ เลยจะจบชีวิตตนเอง” ฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัวเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่าประเทศ ไทยเรามีการบูลลี่สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศญี่ปุ่น จากการสำรวจของเครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน ปี 2563 พบว่า ในกลุ่ม เด็กอายุ 10-15 ปี จาก 15 โรงเรียนจำนวน 1,500 คน มีเด็กถึงร้อยละ 91.79 เคยถูกบูลลี่ และวิธีบูล ลี่ที่พบมากที่สุดคือ การตบหัวร้อยละ 62.07 รองลงมา ล้อบุพการีร้อยละ 43.57 พูดจาเหยียดหยาม ร้อยละ 41.78 และอื่นๆ เช่น นินทา ด่าทอ ชกต่อย ล้อปมด้อย พูดเชิงให้ร้าย เสียดสีผ่านโลกโซเชียล นอกจากนี้เด็ก 1 ใน 3 หรือร้อยละ 35.33 เคยถูกกลั่นแกล้งรังแกประมาณเทอมละ 2 ครั้ง และเด็ก 1 ใน 4 หรือ 24.86 เปอร์เซ็นต์ถูกกลั่นแกล้ง 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์เลยทีเดียว โดยบุคคลที่แกล้งมักเป็น เพื่อนร่วมชั้นเรียนรุ่นพี่รุ่นน้องซึ่งเด็กมากกว่าครึ่งหรือร้อยละ 68.93 มองว่าการบูลลี่ถือเป็นความ รุนแรง ซึ่งผลกระทบจากการถูกบูลลี่ส่งผลให้เด็กบางคนคิดโต้ตอบหรือต้องการเอาคืนถึงร้อยละ 42.86 มีอาการเครียดร้อยละ 26.33 ไม่มีสมาธิกับการเรียนร้อยละ 18.2 ไม่อยากไปโรงเรียนร้อยละ 15.73 เก็บตัวร้อยละ 15.6 และมีอาการซึมเศร้าร้อยละ 13.4


11 3.1 สถานที่ที่มักเกิดการกลั่นแกล้งและการบูลลี่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่การกลั่นแกล้งจะเกิดขึ้นที่โรงเรียน ในช่วงเวลาหลังเลิกเรียนหรือช่วงพัก กลางวัน ทั้งในบริเวณที่ลับสายตาและสถานที่เปิดโล่งการบูลลี่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการนำไปสู่ ปัญหาอาชญากรรมในอนาคตโดยผู้ตกเป็นเหยื่อของการบูลลี่มักเป็นเด็กอายุ 12 ถึง 18 ปี 3.1.1 การบูลลี่ในโรงเรียนหรือในสถานศึกษา https://hilight.kapook.com/view/178961 เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชนให้ข้อมูลว่า จากการสำรวจ กลุ่มเด็กอายุ 10 - 15 ปี ใน 15 โรงเรียนพบว่าร้อยละ 91.79 เคยถูกบูลลี่และวิธีการที่ใช้มากที่สุด คือ การตบหัว ถูกล้อชื่อพ่อชื่อแม่ และถูกเหยียดหยาม และอื่นๆ เช่น ล้อปมด้อย พูดจาเสียดสี เป็นต้นนำไปสู่ปัญหาแก่เด็กๆ ทำให้ไม่อยากไปโรงเรียนส่งผลต่อการเรียนและความปลอดภัยของ เด็ก เพื่อไม่ให้เด็กเจอปัญหาตามลำพัง ผู้ปกครองควรหมั่นซักถาม สังเกตอาการ เมื่อเด็กมีอาการ ผิดปกติ กังวล กลัว ไม่อยากไปโรงเรียนเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาก่อนที่จะบานปลาย 3.1.2 บูลลี่ในที่ทำงาน การบูลลี่ในที่ทำงานมักเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับรูปร่างและพฤติกรรม ของพนักงานรวมถึงเรื่องชู้สาวที่มีโอกาสเกิดปัญหาคุกคามทางเพศอย่างไรก็ดีผู้ที่เผชิญกับ เหตุการณ์ถูกบูลลี่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือ และเก็บหลักฐานสำหรับชี้แจงต่อหัวหน้าสายงานได้ (บริษัท เทรนด์ วีจี3 จำกัด, 2564)


12 doctorraksa.com/th-TH/blog/bullying.html นอกจากนี้ผลการประเมิน PISA 2018 ทุกประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมการประเมินต่าง รายงานว่าพบปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียน จากค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนร้อย ละ 23 ที่รายงานว่าถูกกลั่นแกล้งอย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อเดือนและมีนักเรียนร้อยละ 8 ที่ถูกกลั่น แกล้งเป็นประจำ โดยพบว่าข้อมูลของนักเรียนมีความแตกต่างกันมากเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง ประเทศ เช่น นักเรียนมากกว่าร้อยละ 40 จากบรูไน สาธารณรัฐโดมินิกัน และฟิลิปปินส์ รายงานว่า ถูกกลั่นแกล้งอย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อเดือนและมีนักเรียนมากกว่าร้อยละ 20 ที่ถูกกลั่นแกล้งเป็น ประจำ ในขณะที่เนเธอแลนด์และจีนไทเปมีนักเรียนน้อยกว่าร้อยละ 15 ที่รายงานว่าถูกกลั่นแกล้ง อย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อเดือน และมีนักเรียนน้อยกว่าร้อยละ 5 ที่ถูกกลั่นแกล้งเป็นประจำสำหรับ ประเทศไทยพบว่ามีนักเรียนร้อยละ 27 ที่รายงานว่าถูกกลั่นแกล้งอย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อเดือน และมีนักเรียน ร้อยละ 13 ที่ถูกกลั่นแกล้งเป็นประจำ ทั้งนี้ การกลั่นแกล้งแต่ละประเภทอาจพบใน โรงเรียนได้ในปริมาณที่ต่างกันออกไปซึ่งจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุของนักเรียน ประเทศและ วัฒนธรรม เป็นต้น โดยมีงานวิจัยพบว่าการกลั่นแกล้งทางวาจาและทางสังคมเป็นประเภทของการ กลั่นแกล้งที่พบมากที่สุดในกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก PISA 2018 พบว่ามีการกลั่นแกล้งทางวาจาและทางสังคมมากกว่าการกลั่นแกล้งทางร่างกายในหลายประเทศที่ เข้าร่วมการประเมินโดยค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD พบว่า มีนักเรียนประมาณร้อยละ 9-14 รายงานว่ามีประสบการณ์การถูกกลั่นแกล้งทางวาจาและทางสังคมอย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อเดือน สำหรับการกลั่นแกล้งทางร่างกายค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD พบว่า มีนักเรียนประมาณ ร้อยละ 7 ที่รายงานว่ามีประสบการณ์การถูกกลั่นแกล้งทางร่างกายอย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อเดือน อย่างไรก็ตามพบว่าร้อยละดังกล่าวมีความแตกต่างมากเมื่อเปรียบเทียบกันในแต่ละประเทศเขต เศรษฐกิจ เช่น ฟิลิปปินส์มีนักเรียนถึงร้อยละ 31 รายงานว่าถูกนักเรียนคนอื่นแย่งหรือทำลายสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นของนักเรียนอย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อเดือน ในขณะที่เกาหลีมีนักเรียนที่รายงานเช่นนั้น เพียงร้อยละ 1 ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวอาจเกิดจากความแตกต่างของวัฒนธรรมและแบบแผน ทาง สังคมที่ส่งผลต่อการรับรู้ของนักเรียนต่อความรุนแรงประเภทต่าง ๆ สำหรับประเทศไทย พบว่า นักเรียนไทยรายงานว่ามีประสบการณ์การถูกกลั่นแกล้งแต่ละประเภทในสัดส่วนที่มากกว่าค่าเฉลี่ย ของประเทศสมาชิก OECD (PISA THAILAND, 2565)


13 4. พฤติกรรมการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ในสถานศึกษา จากการสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนโรงเรียนวัดสุทธิวรารามและ โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย กลุ่มตัวอย่างจำนวน 52 คน เพื่อศึกษาวิธีการรับมือของการบูลลี่ในสังคมปัจจุบันและพฤติกรรม การบูลลี่ในสังคมและเพื่อให้ทุกคนได้รู้ผลที่รับตามมาจากการโดนบูลลี่ ผลการสำรวจมีดังนี้ 4.1จำนวนประเภทผู้ตอบแบบสอบถาม 1) เพศ (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565) 2) อายุ (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565)


14 3) ระดับชั้น (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565) 4.2 ผลการสำรวจ (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565)


15 (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565) (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565) (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565)


16 (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565) (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565) (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565)


17 (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565) (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565) (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565)


18 (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565) (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565) (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565)


19 (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565) (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565) (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565)


20 (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565) (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565) (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565)


21 (วันชัย เจนวีระนนท์ และคณะ, 2565) จากการสำรวจความคิดเห็นที่มีต่อการบูลลี่ พบว่า มีการเหยียดเรื่องเพศในโรงเรียน มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 36.5 รองลงมาถูกกดดันจากคนรอบข้างและถูกกลั่นแกล้งคิดเป็นร้อยละ 30.8 อยู่ในระดับมากที่สุด 5. ผลกระทบที่เกิดจากการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ 5.1 ผลกระทบต่อชีวิต พฤติกรรมการกลั่นแกล้งหรือการข่มเหงรังแกบุคคลอื่นนั้นอาจก่อให้เกิดผลกระทบ ที่มีความร้ายแรงมากที่สุดต่อบุคคลที่เป็นผู้ถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบถึงขั้นนำไปสู่การฆ่าตัวตาย (suicide) ทั้งนี้ การกลั่นแกล้งหรือการข่มเหงรังแกมักจะนำไปสู่ความรู้สึกที่เศร้าหมองหดหู่ ความรู้สึก ที่ว่าไม่มีใครสามารถช่วยตนเองในปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และเมื่อการกลั่นแกล้งหรือการข่มเหงรังแก ได้ถูกกระทำบ่อยครั้งขึ้นและก่อตัวสะสมไปเรื่อย ๆ ซึ่งอาจยาวนานเป็นเดือนหรือเป็นปีผู้ถูกกลั่นแกล้ง อาจตัดสินใจเพื่อให้หลุดพ้นจากความรู้สึกเจ็บปวดดังกล่าวโดยใช้วิธีการที่มีผลกระทบต่อชีวิต คือ การฆ่าตัวตาย 5.2 ผลกระทบต่อร่างกาย พฤติกรรมการกลั่นแกล้งหรือการข่มเหงรังแกบุคคลอื่นในหลายกรณีผู้กระทำ การกลั่นแกล้งข่มเหงหรือรังแกมักมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้ถูกกลั่นแกล้งโดยผลของการกระทำ ดังกล่าวอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บทางกายภาพ ซึ่งการบาดเจ็บสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง ทั้งนี้ ผู้กลั่นแกล้งข่มเหงหรือรังแก โดยส่วนใหญ่จะก่อเหตุในลักษณะที่ทำให้ผู้ถูกกลั่นแกล้งได้รับ ความอับอายและเป็นการเยาะเย้ยถากถาง ซึ่งมีลักษณะของการกระทำ เช่น การขว้างปาสิ่งของใส่ การแกล้งให้ลื่นล้ม ข่มขู่ ชกต่อย โดยผลของการกระทำนอกจากจะเกิดผลกระทบต่อร่างกายแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจได้อีกด้วย ในบางกรณีการกลั่นแกล้ง ข่มเหง หรือรังแกนั้นอาจมีผล ทำให้ผู้ถูกกลั่นแกล้งมีภาวะซึมเศร้า และมีความวิตกกังวลซึ่งอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง


22 ด้านการนอนหลับ การรับประทานอาหาร และการสูญเสียความสนใจในกิจกรรมที่ผู้ถูกกลั่นแกล้งเคย สนุกโดยภาวะซึมเศร้าและมีความวิตกกังวลนี้อาจส่งผลกระทบในระยะยาว ทำให้ผู้ถูกกลั่นแกล้งเกิด ปัญหาด้านสุขภาพร่างกายตามมาได้ นอกจากนี้ กรณีการกลั่นแกล้งทางสื่อสังคมออนไลน์บางกรณี อาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านร่างกายต่อผู้ถูกกลั่นแกล้งในลักษณะของการทำร้ายตัวเอง (selfharming) ได้อีกด้วย เนื่องจากการกลั่นแกล้งทางสื่อสังคมออนไลน์ในบางกรณีเป็นการกระทำ ที่มุ่งหมายต่อสภาพจิตใจของผู้ถูกกลั่นแกล้งซ้ำ ๆ ต่อเนื่องและเป็นระยะเวลายาวนาน 5.3 ผลกระทบต่อจิตใจ ปัญหาทางด้านจิตใจถือเป็นปัญหาสำคัญที่มักเกิดขึ้นภายหลังเมื่อมีการกลั่นแกล้ง หรือข่มเหงรังแกเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ถูกกลั่นแกล้ง ทำให้ เกิดผลกระทบที่มีลักษณะเป็นอาการภายในจิตใจ เช่น การเกิดภาวะซึมเศร้า (depression) ทำให้มี อาการหดหู่ สะเทือนใจ สิ้นหวัง ท้อแท้ หรือหมดกำลังใจ การขาดความเชื่อมั่นในตนเอง (loss of confidence) ทำให้ไม่มีความมั่นใจในตัวเองหรือรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าลดลง การเกิดความหวาดกลัว (fear) โดยเฉพาะการกลั่นแกล้งทางสื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบันจะทำให้ผู้ถูกกลั่นแกล้งเกิด ความหวาดกลัวและรู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัยมากกว่าการกลั่นแกล้งทางกายภาพ เนื่องจากผู้กลั่นแกล้ง หรือข่มเหงรังแกมักปกปิดตัวตนที่แท้จริงและไม่ทราบบุคคลใดเป็นผู้กลั่นแกล้งหรือการแยกตัว ออกจากสังคมหรือมีปัญหาด้านมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น (isolation and relationship problems) โดยส่วนใหญ่การกลั่นแกล้งทางสื่อสังคมออนไลน์มักมีผลต่อการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและการเข้าสังคม เนื่องจากความหวาดกลัวที่จะถูกกลั่นแกล้งหรือข่มเหงรังแกนั้นทำให้ผู้ถูกกลั่นแกล้งเกิดความรู้สึก หวาดระแวงและไม่ไว้วางใจผู้อื่น ดังนั้น ผู้ถูกกลั่นแกล้งมักแยกตัวออกมาจากสังคมมีความรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว รู้สึกว่าไม่ได้รับความเหลียวแล หรือรู้สึกว่าหมดคุณค่าในตัวเองจนกระทั่งถูกตัด ออกจากกลุ่ม 5.4 ผลกระทบด้านอื่น ๆ การถูกกลั่นแกล้งหรือถูกข่มเหงรังแก นอกจากจะเกิดผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต ร่างกาย หรือจิตใจของผู้ถูกกลั่นแกล้งแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านอื่น ๆ ตามมาได้อีกหลาย ประการ ดังนี้ 5.4.1 ผลกระทบด้านการศึกษา การตกเป็นเหยื่อของการถูกกลั่นแกล้งหรือข่มเหงรังแกนั้น โดยส่วนใหญ่ แล้วมักส่งผลกระทบต่อผลการเรียนของผู้ถูกกลั่นแกล้งให้ตกต่ำลงซึ่งเป็นผลกระทบเชิงลบ ในทางจิตวิทยาในทางทฤษฎีการมีส่วนร่วมทางวิชาการจำเป็นต้องมีภาวะทางอารมณ์ที่ดีและ มีความรู้สึกที่ปลอดภัย ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้เข้ารับการศึกษามีผลการเรียนที่ดีแต่หากผู้ถูกกลั่นแกล้ง ถูกกลั่นแกล้งหรือข่มเหงรังแกเป็นการซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นภายในสถานศึกษานั้น หรือภายนอกสถานศึกษาย่อมก่อให้เกิดผลกระทบทำให้ผลการเรียนของผู้นั้นตกต่ำลงตามมาด้วย เช่นกัน


23 5.4.2 ผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน ทำให้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานลดลงการศึกษาวิจัยพบว่าผู้ถูกกลั่นแกล้ง ในที่ทำงานนอกจากจะได้รับผลกระทบต่อจิตใจแล้วยังส่งผลกระทบทางกายภาพ ทั้งการนอนไม่หลับ วิตกกังวลเกินกว่าเหตุ โกรธง่าย หรือมีสมาธิสั้นซึ่งอาจส่งผลกระทบถึงขั้นต้องลาออกจากสถานที่ ทำงานเดิมและทำให้ประสิทธิภาพหรือคุณภาพของงานลดลงอีกด้วย 5.4.3 ผลกระทบต่อความเป็นอยู่ส่วนตัว ส่วนใหญ่ผลกระทบในเรื่องนี้มักเกิดขึ้นจากการกลั่นแกล้งทางสื่อสังคม ออนไลน์หรือการระรานทางไซเบอร์ โดยผู้กลั่นแกล้งข่มเหงหรือรังแกในลักษณะดังกล่าวมักมีเจตนา กระทำต่อผู้ถูกกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความอับอายต่อสาธารณชน (Public Humiliation) กล่าวคือ เมื่อมีการโพสต์ภาพหรือข้อความใด ๆ ซึ่งผู้ถูกกลั่นแกล้งไม่ประสงค์จะให้เผยแพร่ต่อสาธารณะ แต่เมื่อ มีการเผยแพร่ออกไปแล้วนั้น บุคคลอื่น ๆ ก็จะสามารถเข้ามาแสดงความเห็นหรือแชร์ข้อมูลนั้นต่อไป ได้ซึ่งหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระแสสังคมในช่วงเวลานั้นก็อาจทำให้บุคคลอื่นพยายามสืบหาหรือ ค้นข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกลั่นแกล้งและเมื่อพบข้อมูลดังกล่าวก็จะนำมาโพสต์ และแสดงความเห็นต่อ ๆ กันไป ซึ่งหากเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนก็อาจทำให้เกิดการตามไป ด่าทอหรือดักลอบทำร้ายกับผู้ถูกกลั่นแกล้งจนอาจทำให้ผู้ถูกกลั่นแกล้งเช่นว่านั้นไม่สามารถใช้ชีวิต ส่วนตัวอย่างเป็นปกติสุขได้ 5.5 ผลกระทบต่อผู้กลั่นแกล้ง แม้ว่าการกลั่นแกล้งหรือการข่มเหงรังแกจะก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อผู้ถูกกลั่น แกล้งเป็นส่วนใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติผู้กลั่นแกล้งหรือข่มเหงรังแกก็อาจได้รับผลกระทบจากการกระทำ นั้นได้เช่นเดียวกัน ทั้งผลกระทบภายนอก เช่น ร่างกาย หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวหรือผลกระทบ ภายใน เช่น สภาพชีวิต หรือสภาพจิตใจ เป็นต้น จากการศึกษาข้อมูลพบว่ากลุ่มผู้กลั่นแกล้งหรือ ข่มเหงรังแกผู้อื่นนั้นจะมีปัญหาด้านจิตใจและพฤติกรรม โดยมีอาการวิตกกังวลมีภาวะซึมเศร้า หรือ มีปัญหาสุขภาพจิต โดยการที่เป็นผู้กลั่นแกล้งผู้อื่นในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นจะส่งผลให้มีพฤติกรรมเกเร พฤติกรรมรุนแรง และพฤติกรรมต่อต้านสังคมในวัยผู้ใหญ่ นอกจากนี้ภายหลังเมื่อมีการกลั่นแกล้ง หรือข่มเหงรังแกเกิดขึ้น ผู้กลั่นแกล้งอาจมีพฤติกรรมที่ขัดแย้งในตัวเอเกิดขึ้นได้ โดยด้านหนึ่งอาจเกิด ความรู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยกระทำกับบุคคลอื่น หรืออยากลงโทษตนเองแต่อีกด้านหนึ่งอาจเกิดการเสพติด ความรุนแรงจนกลายเป็นอาชญากรในอนาคต ทั้งนี้ผลกระทบระหว่างผู้ถูกกลั่นแกล้งกับผู้กลั่นแกล้ง จะมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการกลั่นแกล้งทักษะในการรับมือกับการแก้ไขปัญหา การถูกกลั่นแกล้ง รวมทั้งการสนับสนุนกำลังใจและความช่วยเหลือจากผู้คนรอบข้างด้วย (กองกฎหมายต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, 2564)


24 6. แนวทางการรับมือกับพฤติกรรมการการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่ 6.1 มีสติ เมื่อเราโดน Bully สิ่งแรกที่เราต้องกลับมาทำงานด้วยคือตัวเราเองค่ะ เราต้องมีสติ เพื่อสามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้การที่เรามีสติรับรู้ว่าขณะนี้เรากำลังโดน Bully อยู่ ขอให้เรา ให้เวลากับตัวเองและพิจารณาการ Bully นั้น เช่น โดนล้อว่าเตี้ย เมื่อเรามีสติพิจารณาว่า สิ่งที่เราโดน ล้อเลียนเรื่องส่วนสูงของเรานั้น เราผิดหรือไม่ที่เตี้ย และความเตี้ยของเราสามารถแก้ไขได้มั้ย เช่นตัว ของผู้เขียนเองก็มักโดนล้อเป็นประจำเรื่องความเตี้ยซึ่งผู้เขียนได้พิจารณาแล้วว่าไม่สามารถแก้ไข ส่วนสูง ได้เพราะด้วยกรรมพันธุ์ที่คุณพ่อคุณแม่มีขนาดตัวที่เล็กเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อเราไม่สามารถ แก้ไขได้ เราก็ไม่ควรไปน้อยใจหรือเสียใจจมอยู่กับคำล้อเลียนนั้นเพราะสุดท้ายแล้วเราก็ไม่สามารถ แก้ไขได้ 6.2 ปรับมุมมองที่มีต่อตัวเอง จะไม่มีคำล้อเลียนหรือคำวิจารณ์คำไหนที่ทำร้ายเราได้หากเราไม่นำคำล้อเลียนนั้น มาคิดต่อเช่น ตัวผู้เขียนโดนล้อว่า “อีดำ” ถ้าผู้เขียนนำคำล้อเลียนนั้นมาคิดต่อว่าทำไมฉันผิวดำฉันผิด ที่ฉันเกิดมาดำฉันผิวดำแสดงว่าฉันไม่สวยและเมื่อคิดได้อย่างนั้นก็จบลงที่เสียใจกับตัวเองรู้สึกว่าตัวเอง ผิดไม่มีคุณค่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนที่ทำร้ายเรามากที่สุดไม่ใช่คนที่แกล้งเราหากแต่เป็นตัวของเราเอง ดังนั้นปรับมุมมองที่มีต่อตัวเองโดยวิธีง่าย ๆ ที่ผู้เขียนใช้เป็นประจำก็คือ มองหาข้อดีของตัวเอง หรือ นำคำล้อเลียนนั้นมาปรับให้เป็นบวก เช่น โดนล้อว่า ผิวดำ คนผิวดำก็เป็นคนที่สวยได้เช่นกัน เหมือนการประกวดนางงาม มีหลายครั้งที่คนผิวดำ ได้เข้าชิงในรอบลึก ๆ และคนผิวดำ เหล่านั้นก็มี ความสามารถด้วยกัน ตัวอย่าง โซซิบินี่ ทุนซี่ (Zozibini Tunzi) “ฉันเติบโตมากับโลกที่ผู้หญิงที่หน้าตา แบบฉันสีผิวแบบฉันเรือนผมแบบฉันไม่เคยถูกมองว่าสวยฉันเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องหยุดความคิดนี้ เสียทีฉันอยากให้เด็ก ๆ มองมาที่ฉัน ดูมาที่ดวงหน้านี้และอยากเห็นใบหน้าของพวกเขาสะท้อน บนดวงหน้าของฉันบ้าง” คำกล่าวของ โซซิบินี่ ทุนซี่ (Zozibini Tunzi) นางงามจากแอฟริกาใต้ ที่สามารถก้าวไปสู่ความฝันได้สำเร็จ เป็น Miss Universe 2019 ซึ่งการที่เรา โดนล้อ หรือถูกมองว่า ไม่สวยไม่ได้กระทบต่อชีวิตเราเลยหากเราสามารถปรับมุมมองที่มีต่อตัวเองให้เป็นบวกได้และไม่ทำ คำล้อเลียนคำวิจารณ์นั้นมาทำร้ายคุณค่าในตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเอง เป็นเราในแบบที่เราเป็นและ มีความสุขกับสิ่งที่เป็นเรา 6.3 ขอความช่วยเหลือ หากรู้สึกว่าไม่สามารถรับมือกับการกลั่นแกล้งนั้นได้หรือการกลั่นแกล้งนั้นมันทำร้าย จิตใจของเราจนเราไม่ไหวแล้ว สู้ไม่ไหว ไม่อยากออกไปพบผู้คน ซึมเศร้าและมีความคิดที่จะทำร้าย ตัวเอง แนะนำให้ขอความช่วยเหลือจาก คุณพ่อ คุณแม่ คุณครูนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญ ในการดูแลจิตใจของเรานะคะอย่าปล่อยทิ้งไว้(ธนัชพร สุทธิศันสนีย์, 2565)


25 6.4 โทษจำคุกจากการบูลลี่ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันการกลั่นแกล้งออนไลน์ โดยเฉพาะ แต่เป็นการปรับใช้กฎหมายหลัก จำนวน 2 ฉบับ คือ ประมวลกฎหมายอาญาและ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แต่ในบางครั้งการกลั่นแกล้ง รังแกออนไลน์อาจไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ซึ่งสาระสำคัญของ กฎหมายหลักทั้ง 2 ฉบับ มีดังนี้ 6.4.1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 บัญญัติไว้ว่า“ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการ ที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐาน หมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” แต่ในบางครั้งการส่งข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น ไลน์ (Line) หรือกล่องข้อความของเฟซบุ๊ก (Facebook Messenger) สามารถที่จะส่งข้อความไปยังบุคคลนั้น โดยตรงโดยที่ไม่มีบุคคลที่สามรู้เห็นจึงอาจทำให้ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรานี้ แต่หากมี การเผยแพร่ข้อความกลั่นแกล้งรังแกในหน้าหลักของเฟซบุ๊กหรือในกลุ่มไลน์ ซึ่งมีบุคคลที่สามรู้เห็น ก็อาจจะนำมาตรา 326 มาปรับใช้ในการลงโทษได้ ถ้าเข้าองค์ประกอบอื่น ๆ ครบถ้วน มาตรา 392 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดทำให้ผู้อื่นเกิดความหวาดกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” แต่การกลั่นแกล้งรังแกออนไลน์ หลายกรณีอาจเป็นเพียงการใช้ถ้อยคำ ข้อความ หรือภาพ ที่ทำให้ผู้ถูกกลั่นแกล้งรังแกรู้สึกเสียใจหรือ วิตกกังวล จึงอาจจะยังไม่เข้าองค์ประกอบถึงขั้นเป็นการขู่เข็ญทำให้ผู้ถูกกลั่นแกล้งรังแกรู้สึก หวาดกลัวหรือตกใจ และยังไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้ 6.4.2 พระราชบัญญัติว่าการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 การกลั่นแกล้งรังแกออนไลน์ถือเป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ เช่น ข้อความ หรือภาพ อันส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ถูกกระทำ ได้แก่ เกิดความรู้สึกมีปมด้อย เศร้าหดหู่ เสียใจ ซึ่งตามพระราชบัญญัตินี้มิได้มีฐานความผิดเฉพาะสำหรับกรณีการกลั่นแกล้งรังแกออนไลน์ โดยเฉพาะ แต่อาจจะมีบทบัญญัติบางมาตราที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อลงโทษผู้กลั่นแกล้งรังแก และ คุ้มครองผู้ถูกกลั่นแกล้งรังแกออนไลน์ได้เช่น การเผยแพร่ภาพลามกอนาจาร ทำให้ผู้อื่นรู้สึกอับอาย อาจนำมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ มาปรับใช้ในการลงโทษผู้กระทำผิด ได้อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการกลั่นแกล้งรังแกออนไลน์ที่หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยนั้น แต่สำหรับผู้ที่ถูกกระทำซ้ำ ๆ อาจเกิดความรู้สึกเศร้า เสียใจ มีปมด้อยและเมื่อความรู้สึกนั้นถูกสั่งสม เป็นเวลานาน อาจเกิดการกระทำบางอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะหากผู้ถูกกลั่นแกล้งรังแก เป็นเด็กหรือเยาวชนที่อาจจะมีสภาวะหรือการควบคุมทางอารมณ์น้อยกว่าผู้ใหญ่ ประกอบกับปัจจุบัน ประเทศไทยก็ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะควบคุมดูแลในเรื่องดังกล่าว และทำได้เพียงการนำกฎหมายเท่าที่ มีอยู่มาปรับใช้ในการลงโทษ ดังนั้นผู้เขียนจึงมีความเห็นในทางวิชาการว่าปัจจุบันสมควรมีการเสนอ


26 กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นการเฉพาะ โดยอาจจะเสนอเป็นร่างกฎหมายใหม่ หรือ ร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่มีอยู่แล้ว และสังคมไทยควรให้ความสำคัญกับปัญหาในเรื่องนี้ และร่วมมือกันในการปรับปรุงพฤติกรรมการใช้สื่สังคมออนไลน์ให้แก่เด็กและเยาวชนให้เป็นไปในทาง ที่ถูกต้องรวมทั้งผู้ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทุกคนก็ควรที่จะใช้สื่อต่าง ๆ เหล่านี้ในทางที่เกิดประโยชน์และ สร้างสรรค์ ไม่ใช้ในการทำร้ายผู้อื่น เพื่อให้สังคมของเราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุขต่อไป (เมธินี สุวรรณกิจ, 2560) https://www.moj.go.th/view/56312


27 บทสรุป พฤติกรรมการข่มเหงรังแกไม่ใช่ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน แต่เป็นปัญหาเกิดขึ้นมา นานแล้ว คนส่วนใหญ่นั้นเริ่มตระหนักถึงพฤติกรรมดังกล่าว ในอดีตที่ผ่านมาการข่มเหงรังแกไม่ได้ถูก มองว่าเป็นสิ่งอันตราย แต่เป็นสิ่งปกติที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นอกจากนั้นพฤติกรรมการบูลลี่และ กลั่นแกล้งนั้นยังมีหลายรูปแบบในปัจจุบัน เช่น cyber bullying, body shaming, การเหยียดเพศ, เหยียดสีผิว ฯลฯ เป็นพฤติกรรมที่เราสามารถพบเจอได้บ่อยครั้ง พฤติกรรมการกลั่นแกล้งหรือบูลลี่นั้น สามารถพบเจอในช่วงวัยตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยทำงาน แม้กระทั่งในเขตสถานศึกษาที่เปรียบเสมือนบ้าน หลังที่สองก็ไม่ใช่จุดปลอดภัยในการหยุดยั้งพฤติกรรมการบูลลี่ได้ สิ่งที่น่ากังวลต่อมา คือ ผลกระทบ ของผู้ถูกกลั่นแกล้งหรือบูลลี่ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจผู้ถูกกระทำหลาย ๆ คนนั้น ขาดความเชื่อมั่นและความมั่นใจในตัวเอง บางรายอาจเป็นโรคซึมเศร้า โรคแพนิค เกิดความวิตกกังวล ผลกระทบที่อันตรายที่สุดคือผู้ถูกกระทำนั้นอาจมีแนวโน้มคิดสั้นได้และจบชีวิตตนเอง จงตระหนัก ไว้ว่าเมื่อคุณโดนกลั่นแกล้ง อย่าใส่ใจและให้คุณค่ากับการกระทำของเขา อย่ากลัวการเป็นผู้ถูกกระทำ คุณยังมีอีกหลายคนที่ที่พร้อมรับฟังคำพูดและให้คำปรึกษากับคุณ อย่าให้คุณเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้ง อย่าให้คนอื่นในสังคมเป็นเครื่องมือของพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง จงให้เกียรติเคารพซึ่งกันและกัน ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง


บรรณานุกรม กองกฎหมายต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2564). มาตรการในการต่อต้านและ การคุ้มครองบุคคลจากการถูกกลั่นแกล้งในสังคม. สืบค้นเมื่อ 19 มกราคม 2566, จาก https://lawforasean.krisdika.go.th/File/files/Anti-Bullying%20Laws.pdf?fbclid= IwAR2SlKpGvhi48rxwqI1b_dXP7-WnNPLK27OhYZsBF54rKR1IRYZMVk-7SGU. กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ. (ม.ป.ป.). ตัวเลขน่ารู้เกี่ยวกับการกลั่นแกล้งรังแกของเด็ก. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2565, จาก http://3c4teen.org/post/1501. กรรณิกา พัสระ. (2560). การคุ้มครองผู้ถูกกลั่นแกล้งรังแกออนไลน์ในบริบทของกฎหมายไทยและ ต่างประเทศ. สืบค้นเมื่อ 19 มกราคม 2566, จาก https://www.senate.go.th/ assets/portals/93/fileups/253/files/article/Ssenate/6_63-1.pdf?fbclid= IwAR3z8WYeIoFnmIwVl__Q7Fbw9k3S36W7c-hSOon_nVcxUsgnZQXHiuBlyaI. คมชัดลึก. (2550). เด็กไทยชอบรังแกติดอันดับ 2 ของโลก. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2565, จาก www.dmh.go.th/stylib/depression/view.asp?id=413. ไทยรัฐออนไลน์. (2564). “ไซเบอร์ บูลลี่” พุ่งทั่วโลก ความชั่วร้ายในโลกออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2565, จาก https://www.thairath.co.th/lifestyle/woman/health/ 2075810. บริษัท เทรนด์ วีจี3 จำกัด. (2564). การบูลลี่ คืออะไร – What Is Bullying. สืบค้นเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2565, จาก https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2034455. บริษัท บุ๊คพลัส พับลิชชิ่ง จำกัด. (2562). Why Bullying? ทำไมถึงต้องกลั่นแกล้ง อะไรคือสาเหตุของ พฤติกรรมรุนแรงเหล่านี้?. สืบค้นเมื่อ 8 มกราคม 2566 , จาก https://bookplus. co.th/why-bullying. บิทดีเฟนเดอร์ (ประเทศไทย). (2565). การบูลลี่ คืออะไร - Cyberbullying การกลั่นแกล้ง ทางอินเทอร์เน็ตคืออะไร. สืบค้นเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2565, จาก https:// www.bitdefender.co.th/post/cyberbullying/. ปองกมล สุรัตน์. (2560). สาเหตุและผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการรังแกผ่านโลกไซเบอร์:กรณีศึกษา เยาวชนไทยผู้ ถูกรังแก CAUSES AND EFFECTS RELATED WITH CYBER BULLYING: A CASE STUDY OF CYBERVICTIM THAI YOUTHS. วารสารวิชาการสถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ, 264. มัณฑนา แจ่มศรี. (2553). ผลวิจัยชี้ไทยมีพฤติกรรมข่มเหงรังแกผ่านโลกไซเบอร์พุ่งสูง. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565, จาก www.isranews.org/thaireform-newsmass-comm/iten/12301-2010-02-10-15- 28-30.html.


29 บรรณานุกรม (ต่อ) มูลนิธิสุขภาพแห่งชาติ. (2549). หยุดปัญหาใช้ความรุนแรงในสถานศึกษา. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2565, จาก www.kriengsak.com/node/271. มูลนิธิยุวพัฒน์. (2562). การกลั่นแกล้ง (Bullying) ความรุนแรงในสังคม. สืบค้นเมื่อ 7 ธันวาคม 2565, จาก https://shorturl.asia/mPVHX. โรงพยาบาลเพชรเวช. (2562). Bully ปัญหาสังคมที่ไม่ใช่เพียงการแกล้ง. สืบค้นเมื่อ 7 ธันวาคม 2565, จาก https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_ detail/ Social_Bullying. ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม. (ม.ป.ป.). ถูกรังแกออนไลน์ ภัยไซเบอร์ของเด็กที่ครอบครัวต้องจับตา. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2565, จาก www.m-culture.go.th/surveillance/ index.php/. ศิริไชย หงส์สงวนศรี และนงพะงา ลิ้มสุวรรณ. (มปป.Aggression and Violence in Adolescents. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2565, จากwww.rcpsycht.org/cap/detail_articledr. php?news_id=52. สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) (2564). เพราะการ ‘บูลลี่’ ไม่ใช่แค่เรื่องเด็ก ๆ สืบค้นเมื่อ 8 มกราคม 2564, จาก https://research.eef.or.th/bullying-in-thailand/. สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย. (2563). ลูกโดนแกล้ง คุณพ่อคุณแม่ควรรับมืออย่างไร. สืบค้นเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2565, จาก https://hellokhunmor.com. Donna Kernaghan. (2020). Standing on the Shoulders of Giants. สืบค้นเมื่อ 7 ธันวาคม 2565, จาก https://antibullyingcentre.ie/standing-on-the-shoulders-ofgiants/From. Fairholm and Ferguson. (2006). Differences and Similarities Between Abuse, Bullying and 20 Harassment. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2565, จาก www.redcross.ca/ RespectED Ferguson, F., Christopher. (2014). History of Bullying. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565, จาก http://www.netplaces.com/dealingwith-bullies/what-is-bullying/ history-of- bullying.htm. From Approved. (2023). What Is Bullying. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2565, จาก stopbullying.gov, ceoworld.biz.


30 บรรณานุกรม (ต่อ) JadeCommerce.center Collaborator . (2020). บูลลี่คืออะไร ทำไมต้องบูลลี่ ผลเสียร้ายแรง จะที่ตามมาเป็นอย่างไร. สืบค้นเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2565, จาก https://www.ihlcares. com/blogs/news/bullying?fbclid=IwAR1xVnl1cVi.2FViUJV08nHeLz-BCJc8juqZMX5kcui3NiRUXCCci4KUi7g. Jeban.com. (2021). Body Shaming คืออะไร ทำไมคนถึงหันมาสนใจ. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2565, จาก https://today.line.me/th/v2/article/ZpeKrQ. Raksa ContentTeam. (2023). Bully การหยอกล้อที่ไม่ตลกเสมอไป. สืบค้นเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2565, จาก https://www.doctorraksa.com/th-TH/blog/bullying.html?fbclid= IwAR0RILHiyIW65vX6r3ttNdBEd9WIUtORrwLfVV06nB90wECSnk714DmfCm4. SAMITIVEJ SUKHUMVIT. (2009). รับมืออย่างไรในสังคม Bully. สืบค้นวันที่ 7 ธันวาคม 2565, จาก https://www.samitivejhospitals.com. TECHSAUCE. (2562). Stop bullyingคำพูดสร้างสรรค์สังคมน่าอยู่. สืบค้นเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2565, จาก https://techsauce.co/exec-insight/bullying-bdms. Tiger Rattana. (2565). การบูลลี่ คืออะไร – สาเหตุและการแก้ปัญหา Bully ในสังคม. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2565, จาก https://faithandbacon.com/bullying-solutions/.


ภาคผนวก


32 ประวัติผู้เขียน ชื่อ การศึกษา นายกนกพล ยศจำรัส มัธยมศึกษาปีที่ 5/7 แผนการเรียนภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ชื่อ การศึกษา นายณรงค์พล ศักดิ์บุญญารัตน์ มัธยมศึกษาปีที่ 5/7 แผนการเรียนภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ชื่อ การศึกษา นายวันชัย เจนวีระนนท์ มัธยมศึกษาปีที่ 5/7 แผนการเรียนภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ชื่อ การศึกษา นายอานาคิน ลามัน มัธยมศึกษาปีที่ 5/7 แผนการเรียนภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ชื่อ การศึกษา นายชนุดม วรรณสุทธิ์ มัธยมศึกษาปีที่ 5/7 แผนการเรียนภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม


33 ประวัติผู้เขียน (ต่อ) ชื่อ การศึกษา นายนัธทพัทธ์ สงกา มัธยมศึกษาปีที่ 5/7 แผนการเรียนภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม


Click to View FlipBook Version