The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตรวจงานแปลมัทธิว 11

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by P. Tads, 2021-06-06 09:10:29

11. มัทธิว 11:1-9

ตรวจงานแปลมัทธิว 11

มทั ธิว 11:1-9 พนั ธกิจของพระเยซเู จ้า กบั นักบญุ ยอหน์ ผทู้ าพิธีล้าง
ภาพรวม

เน้ือหาตอนน้ีเน้นความสาคญั เร่อื งครสิ ตศาสตร์มากท่ีสุด คอื พระบุคคลและบทบาทของพระเยซูเจ้าใน
ประวตั ศิ าสตรก์ ารไถ่กมู้ นุษยชาติ จากประเดน็ คาถามเร่อื งความสมั พนั ธเ์ ชอ่ื มโยงระหวา่ งพระเยซูเจา้ และนกั บุญ
ยอห์น ผูท้ าพธิ ลี า้ ง หน่วยน้ีมตี อนย่อย 3 ช่วง (1) พระบุคคลของพระเยซูเจา้ (2) ตวั ตนของนักบุญยอหน์ และ
(3) การท่ี “คนยุคน้ี” ขาดความสามารถในการพิจารณาการแยกแยะ โดยมขี ้อสรุปเพ่ือส่งผ่าน (Transitional
Conclusion) จากบทบรรยายทเ่ี กรน่ิ นามาในชว่ งทแ่ี ลว้

เน้ือหาเรอ่ื งเล่าใหมเ่ รม่ิ ตน้ หลงั ขอ้ สรุปเพอ่ื สง่ ผา่ นใน 11:1 โดยเน้ือหาครอบคลุมถงึ 11:9 เล่าเร่อื ง “ภารกจิ ”
(Deeds) ใน ว. 2 ซ้าอกี ครงั้ ก่อให้เกดิ วงเล็บทางวรรณกรรม ซ่ึงสง่ิ น้ีไม่ปรากฏชดั เจนในฉบบั NRSV ท่ีถอด
ความคาว่า “ภารกจิ ” ออกมาเป็น “สง่ิ ท่พี ระเมสสยิ าห์กาลงั กระทาอยู่” เป็นคาพูดเสรมิ โดยผูบ้ รรยายใน ว. 20
แสดงการเรมิ่ ตน้ ตอนใหม่ นกั บุญมทั ธวิ ไดใ้ ชเ้ น้ือหาจากเอกสารแหล่ง Q เกย่ี วกบั นกั บุญยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ ง เพอ่ื
สรา้ งหน่วยทางวรรณกรรมทส่ี อดคลอ้ งกบั 3:1-4:17 (ดบู ทนา)

มธ. 11:1 บทสรุปเพอ่ื สอ่ื ผา่ นส.ู่ ..: พระเยซูเจา้ ทรงจากทน่ี นั่ ไป

1 เมอ่ื พระเยซเู จา้ ตรสั สงั่ สอนศษิ ยส์ บิ สองคนแลว้ กเ็ สดจ็ จากทน่ี นั่ ไปเทศน์สอนและประกาศขา่ วดตี ามเมอื งต่างๆ ในแควน้ กาลลิ ี

ข้อศกึ ษาวิพากษ์
สงิ่ ประหลาดใจและตรงขา้ มกบั เน้ือหาในพระวรสารนกั บุญมาระโก (มก. 6:12-13 ถูกตดั ออก ดู เทยี บ ลก. 9:6, 10) คอื

หลงั จากท่ีเล่าเร่อื งเก่ียวกบั การอบรมสอนบรรดาศิษย์และบทบรรยายพนั ธกิจ (the Mission Discourse) นัก
บุญมทั ธวิ ไม่ได้เล่าเร่อื งการเดนิ ทางจากไปของบรรดาศษิ ยอ์ อกไปเทศน์สอนข่าวดแี ก่ประชาชนและไม่มบี นั ทกึ
เรอ่ื งเกย่ี วกบั กจิ การหรอื พนั ธกจิ ทพ่ี วกเขาไดท้ าก่อนการกลบั คนื พระชนมช์ พี ของพระเยซูเจา้ แต่เล่าเรอ่ื งแบบวา่
พระเยซูเจ้าทรงตรสั กบั ผู้อ่านโดยตรง เหมอื นว่าช่วงเวลาแห่งการประกาศข่าวดแี ละทาภารกจิ กบั ชาวยวิ เป็น
เหตุการณ์ในลกั ษณะเดยี วกบั สมยั ของพระศาสนจกั รนกั บญุ มทั ธวิ หรอื ผอู้ า่ นพระวรสาร

เม่อื เทยี บกบั หนงั สอื อพยพ 1: 1-7 กล่าวถงึ ลูกหลานของอสิ ราเอล ทงั้ 12 ตระกลู นับจานวนได้ 70 คน กบั
ลกู หลานอ่นื ๆ ซง่ึ ทวจี านวนมากขน้ึ จนเตม็ แผน่ ดนิ แสดงถงึ พระเยซูเจา้ ทรงเป็น “โมเสสใหม่” ผยู้ งิ่ ใหญ่กวา่ เสดจ็
มากระทาภารกจิ แห่งการไถ่กูป้ ระชากรของพระเป็นเจา้ ใหร้ อดพน้ จากบาป ในลกั ษณะโมเสสกระทาภารกจิ การ
กอบกู้ชาวอสิ ราเอลให้รอดพ้นจากการเป็นทาสในดนิ แดนอียปิ ต์ และนาพาประชากรทุกคนออกเดนิ ทางไปสู่
ดนิ แดนแห่งพระสญั ญา สกู่ ารนมสั การถวายบชู าแดอ่ งคพ์ ระเป็นเจา้ พระองคม์ ไิ ดท้ รงลบลา้ งธรรมบญั ญตั แิ ต่ทรง
กระทาใหส้ มบูรณ์ ดงั ท่พี ระเยซูเจา้ ตรสั สอนอธบิ ายว่า “จงอย่าคดิ วา่ เรามาเพ่อื ลบลา้ งธรรมบัญญัตหิ รอื คาสอน

269

ของบรรดาประกาศก เรามไิ ดม้ าเพอ่ื ลบลา้ ง แตม่ าเพอ่ื ปรบั ปรงุ ใหส้ มบรู ณ์” (มธ. 5: 17) เรอ่ื งเล่าจากบทท่ี 11 – 12
จงึ นาผอู้ ่านใหร้ ว่ มเดนิ ทางตดิ ตามพระเยซูเจา้ ไป ดุจดงั ชาวอสิ ราเอลออกเดนิ ทางตดิ ตามโมเสสจากแผ่นดนิ แห่ง
การเป็นทาสสู่แผ่นดนิ แห่งการเป็นบุตรของพระเป็นเจา้ ในดนิ แดนแห่งพระสญั ญา หรอื พระอาณาจกั รของพระ
เป็นเจา้ นกั บุญมทั ธวิ ใชค้ าถามทน่ี กั บญุ ยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ งสง่ ศษิ ยม์ าถามพระองคว์ า่ “ทา่ นคอื ผทู ้ จ่ี ะมาหรอื เราจะ
ตอ้ งรอคอยใครอกี ” (มธ. 11: 3) เช่นเดยี วกบั ชาวอสิ ราเอลถามโมเสสในอยี ปิ ตเ์ กย่ี วกบั ตวั ตนของท่านกบั ภารกจิ ท่ี
ทา่ นไดร้ บั มอบหมายมาดงั ทท่ี า่ นโมเสสหวนั ่ กลวั (อพย. 3: 7 - 4: 31)

ถอ้ ยคาทพ่ี ระเยซูเจา้ ตรสั เกย่ี วกบั พนั ธกจิ จงึ มคี วามสาคญั มากกว่าเป็นการเล่าเรอ่ื งพนั ธกจิ ในอดตี ของอคั ร
สาวกสบิ สององค์ มลี กั ษณะเป็นคาสอนในระหว่างเดนิ ทางคน้ หาพระประสงคข์ องพระเป็นเจา้ แมม้ ใิ ช่ในทอ้ งถนิ่
ทะเลทรายถน่ิ ทุรกนั ดาร แต่กท็ รงเรมิ่ จากชวี ติ ผูช้ ้นี าใหร้ ูจ้ กั และพบกบั พระเป็นเจา้ ผูจ้ ะเสดจ็ มา หรอื พระเมสสิ
ยาหใ์ นเสน้ ทางชวี ติ ดงั ทพ่ี ระเยซูเจา้ ทรงเผยแสดงแก่บรรดาศษิ ย์และประชาชนทงั้ หลาย นักบุญมทั ธวิ ใชเ้ ทคนิค
การบรรยายเร่อื ง ใชค้ าพูดในลกั ษณะส่อื สารทงั้ เหตุการณ์และบรบิ ทแวดลอ้ มใหผ้ ูอ้ ่านพระวรสารสมยั หลงั การ
กลบั คนื พระชนมช์ พี เขา้ ใจ เล่าเหตุการณ์พระเยซูเจา้ ทรงทาพนั ธกจิ การเทศน์สงั่ สอนของพระองค์ตามเหตุการณ์
จรงิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ สว่ นคาพูดพระเยซูเจา้ เม่อื ทรงเทศนาในเมอื ง “ของพวกเขา” นัน้ หมายถงึ เมอื งท่อี คั รสาวกไดท้ า
การเทศนาสงั่ สอน อาจไมไ่ ดส้ อ่ื หมายถงึ อยา่ งคาวา่ “ศาลาธรรมของพวกเขา” และ “ธรรมาจารยข์ องพวกเขา” ใน
ความหมายว่าแยกกลุ่มของพวกเขา(ชาวยวิ ยูดาย) หรอื กลุ่มของพวกเรา(ชาวยวิ ครสิ ต์) ในครสิ ตจกั รสมยั ของท่าน แต่
เป็นคาพยานทแ่ี สดงใหเ้ หน็ วา่ พระครสิ ตผ์ ทู้ รงกลบั คนื พระชนมช์ พี ยงั ทรงเป็นผเู้ ทศน์สอนและประกาศขา่ วดี หรอื
ทรงประทบั อยู่กบั พระศาสนจกั รของพระองค์ ผ่านทางพนั ธกิจท่ีพระศาสนจกั รได้กระทาการ(ประกาศข่าวดี)
ตลอดเวลาในประวตั ศิ าสตรท์ ผ่ี า่ นมา เพอ่ื เป็นสง่ิ ยนื ยนั วา่ พระองคย์ งั ประทบั อยกู่ บั บรรดาศษิ ยใ์ นสมยั ของตนและ
เหมอื นหน่ึงอยู่ในสมยั ของผูอ้ ่านดว้ ย และทรงกระทาการต่างๆ ผ่านทางคาเทศน์สงั่ สอนของพระศาสนจกั ร (ดู

เทยี บ 1:23; 10:40; 13:37; 16:18; 18:20; 28:20)

มทั ธวิ 11:2-6 “พระเยซูเจา้ คอื ใคร”

คาถามของยอหน์ ผทู้ าพิธีล้าง คาชมเชยของพระเยซเู จา้
2 ขณะทย่ี อหน์ ถูกจองจาอยู่ในคุก เขาไดย้ นิ ขา่ วกจิ การของพระเยซูเจา้ จงึ ใชศ้ ษิ ยไ์ ปทลู ถามพระองคว์ า่ 3 “ท่านคอื ผูท้ จ่ี ะมาหรอื
เราจะตอ้ งรอคอยใครอกี ” 4 พระเยซูเจา้ ตรสั ตอบว่า “จงไปบอกยอห์นถงึ สง่ิ ทท่ี ่านไดย้ นิ และไดเ้ หน็ 5 คนตาบอดกลบั แลเหน็ คน
งอ่ ยเดนิ ได้ คนโรคเรอ้ื นหายจากโรค คนหูหนวกไดย้ นิ คนตายกลบั คนื ชพี คนยากจนไดร้ บั การประกาศข่าวด4ี 6 ผูท้ ไ่ี ม่แคลงใจ
ในเรายอ่ มเป็นสขุ ”

ข้อศึกษาวิพากษ์
นกั บญุ มทั ธวิ นาเน้อื หาจากเอกสารแหล่ง Q มาปรบั ใช้ (ดู ลก 7:18-23) เน่อื งจากในเอกสารแหลง่ Q เรมิ่ ตน้ จาก

การเทศนาสงั ่ สอนของนกั บุญยอหน์ (ตอนน้ีพบไดใ้ น มธ 3:7-12 / ลก 3:7-9, 16-17) แต่ไม่มสี ว่ นใดอา้ งองิ ว่านกั บุญยอหน์ รู้
มาก่อนว่าพระเยซูเจ้าคอื “ผูท้ ่กี าลงั จะมา” และไม่มกี ารอ้างองิ ถงึ การถูกจบั กุมและถูกจาคุกของนักบุญยอห์น
เอกสารแหล่ง Q นาเสนอเฉพาะดา้ นบวกของนกั บุญยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ ง ท่านนกั บุญยอหน์ ไดย้ นิ เรอ่ื งราวเกย่ี วกบั
พระเยซูเจ้า ในระหว่างการทาพนั ธกจิ อย่างต่อเน่ืองของท่าน นักบุญยอห์นได้สงสยั ว่า “ผู้ยง่ิ ใหญ่” ท่ีท่านได้
ประกาศว่ากาลงั ใกล้จะมาถงึ นัน้ จรงิ ๆ แล้ว จะเป็นพระเยซูเจ้าหรอื ไม่ แต่ในโครงเร่อื งของพระวรสารนักบุญ
มทั ธวิ นกั บญุ ยอหน์ รบั รสู้ ถานภาพความเป็นพระเมสสยิ าหข์ องพระเยซูเจา้ อยแู่ ลว้ (3:14-15 เป็นสงิ่ ทน่ี ักบญุ มทั ธวิ ปรบั แก้

270

และเติมเขา้ มา) และได้บนั ทกึ ว่านักบุญยอห์นได้ถูกจาคุกแล้ว (4:12 ซ่ึงในบทท่ี 14:1-12 มกี ารเล่าเร่อื งย้อนอดีตถึงเหตุการณ์น้ี)
ดงั นนั้ บรบิ ทในเรอ่ื งตอนน้จี งึ เป็นเหมอื นจดุ เรม่ิ ตน้ แห่งความสงสยั มากกวา่ เป็นจุดเรม่ิ ตน้ ของความเชอ่ื

จากในคุก นกั บญุ ยอหน์ ไดย้ นิ เรอ่ื งราวเกย่ี วกบั สงิ่ ทพ่ี ระเยซูเจา้ และบรรดาศษิ ยไ์ ดก้ ระทา ซง่ึ ใชค้ าศพั ทต์ าม
แบบของนักบุญมทั ธวิ ว่าเป็น “กจิ การของพระครสิ ต”์ วลนี ้ีไม่ไดห้ มายถงึ เพยี งแค่สงิ่ ทพ่ี ระเยซูเจา้ ทรงกระทา ทม่ี ี
การรวบรวมไวเ้ ป็นเร่อื งราวการอศั จรรยต์ ่างๆ ในบทท่ี 8 - 9 เท่านัน้ แต่รวมถงึ กจิ การทก่ี ระทาโดยบรรดาศษิ ย์
ของพระองคใ์ นบทท่ี 10 ดว้ ย การทค่ี าถามน้ีไม่ไดป้ รากฏขน้ึ มาจนกระทงั่ ถงึ บทท่ี 10 ซง่ึ บรรยายว่าพระภารกจิ
ของพระเยซูเจา้ ทไ่ี ดม้ อบหมายใหบ้ รรดาศษิ ย์ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความเป็นเอกภาพของครสิ ตศาสตร์ (Christology)
และศาสตรเ์ ก่ยี วกบั ครสิ ตจกั ร (Ecclesiology) ในความคดิ ของนักบุญมทั ธวิ คาว่า “ผู้ท่กี าลงั มา” (the Coming
One) เป็นคาทวั่ ไปสาหรบั ใช้ส่อื ถงึ พระผู้ช่วยให้รอดท่คี าดว่าจะมาถึงในอนั ตกาล เป็นคาท่นี ามาใชบ้ ่อยๆ ใน
ศาสนาครสิ ตย์ ุคแรกเรม่ิ (ดตู วั อย่างคาเทศน์ของยอหน์ ใน มธ. 3:11; มธ. 21:9 = มก. 11:9, มธ. 23:39 = Q 13:39; ยน. 6:35, กจ. 19:4; ฮบ.
10:37; วว. 1:8; 4:8) เม่อื “กจิ การของพระครสิ ต”์ ในบทท่ี 8 - 9 เป็นการกระทาแหง่ ความเมตตาแทนทจ่ี ะเป็นกจิ การ
พพิ ากษาอยา่ งรนุ แรงของ “ผทู้ ก่ี าลงั มา” ท่ไี ดพ้ ยากรณ์ไวใ้ น 3:11-12 นกั บุญยอหน์ จงึ ลดความเชอ่ื มนั่ แบบทท่ี ่าน
เคยมี และถามวา่ จรงิ ๆ แลว้ พระเยซูเจา้ คอื ผทู้ ท่ี กุ คนคาดหวงั รอคอยใชห่ รอื ไม่ หรอื วา่ จะตอ้ งรอคอยผใู้ ดอกี

คาตอบของพระเยซูเจ้าเป็นการตอบทางอ้อม ทรงกล่าวถึงกิจการของพระองค์แทนท่ีจะเป็นการกล่าว
ยอมรบั ตาแหน่งทางครสิ ตศาสตร์ ถอ้ ยคาและกจิ การของพระเยซูเจา้ และบรรดาศษิ ยเ์ ป็นตวั แทนของกจิ การพระ
ครสิ ตท์ พ่ี ระผเู้ ป็นเจา้ ไดท้ รงสญั ญาไวใ้ น อสย. 35:5-6; 42:18 “สง่ิ ทท่ี า่ นไดย้ นิ และไดเ้ หน็ ” สอดคลอ้ งกบั มธ. 5-7
และ 8-10 “คาพดู และกจิ การของพระเมสสยิ าห”์ ทอ่ี ย่ภู ายในกรอบของ 4:23 และ 9:35 วงเลบ็ ทางวรรณกรรมน้ี
แสดงออกชดั เจนมากขน้ึ เพราะเป็นคาอา้ งองิ ทเ่ี ป็นขอ้ สรปุ (Concluding Reference) ซง่ึ กล่าวถงึ การประกาศขา่ ว
ดใี หก้ บั คนยากจนสอดคลอ้ งกบั เน้ือหาสาระตอนตน้ ของคาเทศน์สอนบนภูเขา (11:5ข/ 5:3) แนวคดิ หลกั ของคาว่า
“ขนุ่ เคอื ง” (Take Offense) และ “ตตี วั ออกห่าง” (Fall Away) (ซง่ึ มาจากคาว่า Skandalizein แปลตามตวั อกั ษรวา่ สะดุด <Stumble Over>)
ไดก้ ล่าวถงึ เป็นครงั้ แรกในทน่ี ้ี ตามโครงเรอ่ื งคากล่าวน้ีหมายถงึ การทพ่ี ระเยซูเจา้ ไมป่ ฏบิ ตั ติ วั ตามความคาดหวงั
ของคนทวั่ ไปเก่ยี วกบั พระเมสสยิ าห์ ผอู้ ่านรวู้ ่าสง่ิ น้ีรวมถงึ เร่อื งสะดุดใจ โศกนาฏกรรมเกย่ี วกบั พระเมสสยิ าหท์ ่ี
ทรงถูกตรงึ กางเขน และพวกเขาเองกลบั กลายเป็นสมาชกิ ผทู้ ร่ี วมอยใู่ นกลุ่มผไู้ ดร้ บั พระพร (the Blessed)

นกั บุญยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ ง (ขวา) กบั พระ นกั บุญยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ ง ภาพการเทศน์สอนของนกั บุญยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ ง โดย Pieter Bruegel
เยซเู จา้ วยั เดก็ ภาพวาดโดย Bartolomé กาลงั เทศน์สอนในถน่ิ the Elder ทงั้ 3 ภาพจาก
Esteban Perez Murillo ทุรกนั ดาร ภาพวาดโดย https://en.wikipedia.org/wiki/John_the_Baptist
Anton Raphael Mengs,1760

271

มธ. 11:7-15 “ยอหน์ คอื ใคร”

7 ขณะทค่ี นเหล่านนั้ กาลงั จะจากไป พระเยซเู จา้ ตรสั กบั ประชาชนเกย่ี วกบั ยอหน์ วา่
“ท่านทงั้ หลายไปดูอะไรในถนิ่ ทุรกนั ดาร ไปดตู น้ ออ้ พลว้ิ ไหวไปมาตามสายลมหรอื มใิ ช่เชน่ นนั้ 8 แลว้ ท่านไปดอู ะไรเล่า ดคู น
สวมเสอ้ื ผา้ สวยงามหรอื คนทส่ี วมเสอ้ื ผา้ สวยงามอย่ใู นพระราชวงั 9 ถา้ เช่นนนั้ ทา่ นไปดอู ะไร ไปดปู ระกาศกหรอื ถกู แลว้ เราบอก
ทา่ น 10 และเหนอื กวา่ ประกาศกเสยี อกี ผนู้ ้ีเองทพ่ี ระคมั ภรี ก์ ลา่ วถงึ วา่
เราส่งทูตของเรานาหน้าท่าน
เพอื่ เตรียมทางไว้สาหรบั ท่าน
11 “เราบอกความจรงิ แก่ท่านทงั้ หลายวา่ ในหม่ผู ูท้ เ่ี กดิ จากหญงิ ไมม่ ใี ครยง่ิ ใหญ่กวา่ ยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ ง ถงึ กระนนั้ ผูต้ ่าตอ้ ย
ทส่ี ุดในอาณาจกั รสวรรค์ กย็ งั ยงิ่ ใหญ่กว่ายอหน์ 12 ตงั้ แต่สมยั ของยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ งจนถงึ วนั น้ี อาณาจกั รสวรรค์ต้องการความ
อดทนและความพยายาม ผูท้ ใ่ี ชค้ วามอดทนและความพยายามเท่านัน้ จงึ จะเขา้ ส่อู าณาจกั รสวรรค์ได้ 13 ประกาศกทงั้ หลายและ
ธรรมบญั ญตั ติ ่างประกาศพระวาจาถงึ สมยั ของยอหน์ 14 ถา้ ท่านทงั้ หลายยอมเช่อื ยอหน์ น่ีเองคอื ประกาศกเอลยี าหซ์ ง่ึ จะตอ้ งมา
15 ใครมหี ู กจ็ งฟังเถดิ

ข้อศึกษาวิพากษ์

Map of fortess in Judaean Herodion fortess (23 – 15 Machaerus fortess (90 B.C.E. Masada fortess (37

desert in time of Herod ( 3 5 B.C.E.) – 39 A.D.) B.C.E. – 74 A.D.)

B.C.E. – 80 A.D.)

ดภู าพโดยรวม นกั บุญมทั ธวิ เล่าถงึ สภาพแวดลอ้ มเกย่ี วกบั บุคคล 2 พวก ไดแ้ ก่ ถน่ิ ทุรกนั ดารกบั ประกาศก

และเมอื งป้อมปราสาทหรอื วงั กบั ผู้ปกครอง กษัตรยิ ์ ขุนนางและขา้ ราชบรพิ ารผู้แต่งกายงดงาม จุดเน้นอยู่ท่ี

นกั บุญยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ งในฐานะประกาศก ผเู้ ตรยี มประชาชนตอ้ นรบั พระเมสสยิ าห์ ผกู้ าลงั เสดจ็ มา ท่านไดร้ บั

หน้าท่ียง่ิ ใหญ่ในการเป็นผู้นาหน้าพระผู้ไถ่นาความรอดพ้นมาสู่มนุษยชาติ และเล่าสภาพแวดล้อม 2 แบบ

บรรยายลกั ษณะท่เี หน็ ภายนอกโดยทวั่ ไป มลี กั ษณะแตกต่างกนั ไปตามสภาพความเป็นอยู่ กบั คาเตอื นทวั่ ไป

เรียบง่ายเก่ียวกับความสัมพันธ์เก่ียวข้องของสภาพชีวิตกับคน และมุ่งพิจารณาลึกเข้าไปในชีวิตมนุษย์

เปรยี บเทยี บกบั ท่านนักบุญยอห์น ชวี ติ ของมนุษยท์ ุกคนเกดิ มาจากแม่ ผูเ้ ป็นหญิง ไม่มใี ครยง่ิ ใหญ่กว่านักบุญ

ยอหน์ แต่ชวี ติ มนุษยท์ เ่ี กดิ ไดร้ บั ชวี ติ แหง่ อาณาจกั รสวรรค์ พระเยซเู จา้ ตรสั วา่ ผตู้ ่าตอ้ ยทส่ี ดุ ในอาณาจกั รสวรรค์

กย็ งั ยงิ่ ใหญ่กว่านักบุญยอห์น ผูท้ าพธิ ลี า้ ง โดยไม่มคี าอธบิ ายช้แี จง เพยี งแต่เน้นว่าบุคคลในยุคสมยั ต่างๆ ทงั้

สมยั ของนกั บุญยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ ง และสมยั ใดๆ จนถงึ สมยั ปัจจุบนั (วนั น้)ี บุคคลทใ่ี ชค้ วามอดทนและความเพยี ร

พยายามจะเขา้ สอู่ าณาจกั รสวรรค์

11:7-10 ถน่ิ ทุรกนั ดารทอ่ี ย่ชู ายแดนของจอรแ์ ดนมตี น้ ออ้ ทพ่ี ลว้ิ ไหวตามสายลมและพระราชวงั ทม่ี ผี คู้ นสวม

เสอ้ื ผา้ แบบขุนนางราชสานกั ไดแ้ ก่ป้อมปราสาทของกษตั รยิ เ์ ฮโรดต่างๆ เช่น ป้อมเมอื งเฮโรเดยี น เมอื งมาเครุส

และเมอื งมาซาดา เหรยี ญเงนิ สมยั กษตั รยิ เ์ ฮโรดบางเหรยี ญมสี ญั ลกั ษณ์ของต้นออ้ จากหุบเขาจอรแ์ ดน นักบุญ

272

ยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ งเป็นตวั แทนของอาณาจกั รแหง่ หน่ึงคลา้ ยกบั พระเยซูเจา้ สญั ลกั ษณ์แห่งความขดั แยง้ ของสอง
อาณาจกั รในพระวรสารนักบุญมทั ธวิ เป็นสง่ิ ท่สี ะท้อนซ่อนอยู่เบ้อื งหลงั บนั ทกึ แห่งพระวรสาร ตามความเขา้ ใจ
เช่นน้ี คาถามท่ไี ม่ได้ต้องการคาตอบของพระเยซูเจา้ จงึ อาจหมายความว่า “ต้นอ้อและเส้อื ผ้าแบบขุนนางราช
สานักอยู่ท่ีนัน่ แต่นัน่ ก็ไม่ใช่เหตุผลท่ีพวกท่านไปยงั ถิ่นทุรกันดาร พวกท่านไปท่ีนัน่ เพราะต้องการพบกับ
ประกาศก” หรอื บางทกี ารกล่าวของพระเยซูเจา้ อาจเป็นเพยี งการเปรยี บเทยี บใหเ้ หน็ ความแตกต่างของนักบุญ
ยอหน์ กบั ความคดิ เรอ่ื งพระเมสสยิ าหข์ องชาวยวิ นกั บุญยอหน์ ไมใ่ ชค่ นออ่ นไหวทจ่ี ะเปลย่ี นทศิ ทางของตนเองไป
ตามกระแสความเปลย่ี นแปลงทางการเมอื ง ท่านยนื หยดั ต้านกระแส ท่านไม่ได้ใส่เส้อื ผา้ งดงามเหมอื นชาววงั
แตง่ ตวั เหมอื นกบั ประกาศกเอลยี าห์ คอื สวมใสผ่ า้ หยาบๆ แบบประกาศก แต่ไมว่ า่ จะในกรณใี ด คาตรสั ทพ่ี ระเยซู
เจา้ ตอ้ งการยนื ยนั คอื นักบุญยอหน์ เป็นประกาศก (14:5; 21:26) ทจ่ี รงิ แลว้ นกั บุญยอหน์ เป็นมากกว่าประกาศก ท่าน
ไม่เพยี งพูดเล่า สอนถงึ เหตุการณ์วนั พพิ ากษาโลกทก่ี าลงั มาถงึ เท่านัน้ แต่มบี ทบาทในเหตุการณ์เหล่านัน้ ด้วย
ตวั ท่านคอื ผู้หน่ึงท่อี ยู่ในคาพยากรณ์ (11:10) มธ. 11:10 ได้เขยี นตามแบบขอ้ ความท่ีผสมผสานระหว่าง อพย.
23:20 และ มลค. 3:1 ซ่งึ เคยปรากฏมาก่อนในเอกสารแหล่ง Q (เทยี บ ลก. 7:27) และ มก. 1:2 คาสญั ญา พระเป็น
เจ้าทรงส่ง “ทูตสวรรค์ของพระเป็นเจ้า” ใน อพย. 32:20 และคาสญั ญา จะส่ง “ผู้ถอื สาร” ใน มลค. 3:1 (ส่วนท่ี
กล่าวถงึ เอลยี าห์ ดู มลค. 4:5-6) ปรากฏเป็นจรงิ แลว้ ดว้ ยการมาของนักบุญยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ ง (11:14; 17:10-13) อย่างไรก็
ตาม อาจเป็นเร่อื งเล่าท่นี าพาใหผ้ อู้ ่านตระหนักถงึ พระมหาทรมาน การสน้ิ พระชนมชพี บนกางเขนของพระเยซู
เจา้ ผทู้ รงนบนอบต่อพระประสงคข์ องพระเป็นเจา้ แม้ยอมรบั ความตายบนไมก้ างเขน ในขณะทป่ี ระชาชนยงั ยดึ
ลุม่ หลงกบั คาพยากรณ์เรอ่ื งการกลบั มาของประกาศกเอลยิ าห์ ในแนวคดิ อกี แบบหน่งึ (ดู 27: 46-49)

11:11 สถานภาพอีกบทบาทหน่ึงของนักบุญยอห์น ในโครงสร้างศาสนศาสตร์ของนักบุญมทั ธวิ มคี วาม
คลุมเครอื อยู่บา้ ง ในมุมหน่ึงนักบุญยอห์นเหมอื นกบั พระเยซูเจา้ เพราะเป็นผนู้ าสารจากพระอาณาจกั รของพระ
เป็นเจ้า (3:2 = 4:17) แต่ในอีกมุมหน่ึง นักบุญมทั ธวิ คงรกั ษาคากล่าวท่ีมาจากเอกสารแหล่ง Q (เทียบ ลก 7:28) ท่ี
นักบุญยอห์น ผทู้ าพธิ ลี า้ งแตกต่างจากผูต้ ่าต้อยทส่ี ุดในพระอาณาจกั ร แต่ไม่มสี ง่ิ ท่แี สดงชดั เจนว่า “ผทู้ ่ตี ่าต้อย
ท่สี ุดในพระอาณาจกั ร” หมายถงึ พระเยซูเจ้าหรอื ศษิ ย์ของพระองค์ แต่อาจหมายถงึ ผู้ต่าต้อย ใน มธ. 11: 25
หรอื ลก. 11: 27-28 หรอื ผตู้ ่าต้อยอ่นื ใด ใน อสค. 21: 26; ดนล. 4: 17; สดด. 149: 4 หรอื อาจหมายถงึ ผทู้ เ่ี ช่อื
ในพระครสิ ต์ในมุมมองของนักบุญมทั ธิว แต่สง่ิ ท่ีเห็นชดั เจนคือนักบุญยอห์นมีบทบาทท่ีเด็ดขาดชดั เจนใน
ประวตั ศิ าสตรก์ ารไถ่กูม้ นุษยชาติ ซง่ึ ประเดน็ น้ีทาใหเ้ กดิ เสน้ แบ่งขน้ึ คอื ท่านเป็นคนสุดทา้ ยและเป็นผทู้ ย่ี งิ่ ใหญ่
ทส่ี ุดในบรรดาประกาศกทงั้ หลายยคุ สมยั พนั ธสญั ญาเดมิ สงิ่ สาคญั ไมใ่ ชค่ วามยง่ิ ใหญ่ในตวั บุคคล แต่คอื การเป็น
สมาชกิ ของยคุ สมยั ใหม่ทพ่ี ระเจา้ ทรงเป็นผปู้ กครอง โดยเรมิ่ ตน้ อย่างเป็นทางการทพ่ี ระเยซูเจา้ ในประวตั ศิ าสตร์
ของการไถ่กูม้ นุษยชาติ นักบุญยอหน์ เป็นบุคคลผมู้ บี ทบาทสาคญั อย่างมากสาหรบั นักบุญมทั ธวิ คาบุพบททใ่ี ช้
กบั คาวา่ “จนกระทงั่ ” (Until) อาจเป็นการใชแ้ บบเฉพาะเจาะจงหรอื แบบโดยรวมกไ็ ด้ ขอ้ เทจ็ จรงิ คอื นกั บญุ ยอหน์
มกี ลุ่มศษิ ยข์ องตนเองและในเร่อื งไม่เคยมีผใู้ ดเล่าว่าท่านไดม้ าเป็นศษิ ยข์ องพระเยซูเจา้ เพยี งแต่ชแ้ี สดงใหศ้ ษิ ย์
ของทา่ นไดต้ ดิ ตามพระเยซเู จา้ (ยน. 1: 35-37) ดงั นนั้ ทา่ นจงึ เป็นผทู้ ม่ี บี ทบาทสาคญั ในอกี แงม่ ุมหน่ึง ทา่ นเป็นบคุ คล
ผเู้ ชอ่ื มโยง หรอื เตรยี มประชาชนระหวา่ งพนั ธสญั ญาเดมิ กบั พนั ธสญั ญาใหม่ เป็นประกาศกผปู้ ิดฉากคาพยากรณ์
แห่งพระสญั ญาในพนั ธสญั ญาเดมิ เปิดเผยสพู่ นั ธสญั ญาใหม่ชแ้ี สดงถงึ องคพ์ ระเยซูเจา้ ท่านเป็นผนู้ าหน้าพระผู้

273

ไถ่กหู้ รอื พระเมสสยิ าห์ หรอื เป็นคนกลางชแ้ี สดงพระเมสสยิ าหใ์ หแ้ ก่กลุ่มศษิ ยข์ องพระเยซูเจา้ กบั กลุ่มผทู้ ต่ี ่อตา้ น
พระเยซเู จา้ (ดโู ครงสรา้ งในบทนา)

11:12-15 ขอ้ ความสว่ นน้ีมคี วามสาคญั มากสาหรบั นักบุญมทั ธวิ เพราะท่านยกขอ้ ความน้ีมาจากบรบิ ทอ่นื
ในเอกสารแหลง่ Q (เทยี บ ลก 16:16) ทา่ นอาจสรุปภารกจิ ของนกั บญุ ยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ ง กบั พฤตกิ รรมชวี ติ มนุษยท์ งั้
มวลในความเช่อื และการปฏบิ ตั ติ นตามธรรมบญั ญตั แิ ละคาสอนของบรรดาประกาศกในสมยั พนั ธสญั ญาเดมิ อยา่ ง
ใส่ใจ อดทนพากเพียรในชวี ติ อย่างมากเช่นใด กบั มนุษย์ทุกคนตงั้ แต่สมยั ของนักบุญยอห์น จนถงึ สงั คมโลก
ปัจจุบนั กเ็ ช่นเดยี วกนั ต้องดาเนินชวี ติ อย่างเชอ่ี มนั่ ในพระเป็นเจา้ ผูท้ ใ่ี ชค้ วามพากเพยี รอดทนปฏบิ ตั ติ ามพระ
วาจาและแบบอยา่ งแหง่ พระวรสารเทา่ นนั้ ทจ่ี ะสามารถนาพาชวี ติ สอู่ าณาจกั รสวรรค์ อย่างไรกต็ าม คาสอนน้ีเป็น
เน้ือหายากท่ีสุดและก่อให้เกิดข้อถกเถียงมากท่ีสุดในพระวรสารนักบุญมทั ธิว คากล่า วน้ีมีผู้ตีความอย่าง
หลากหลายมาตงั้ แต่สมยั ศาสนาครสิ ต์ยุคแรกเรม่ิ จากรปู แบบและความหมายทแ่ี ตกต่างใน ลก 16:16 ประเดน็
สาคญั คอื คาว่า “biazetai” เป็นประโยคขอ้ ความท่เี ป็นกลาง (ดู ฉบบั NIV) หรอื เป็นประโยคกรรมวาจก (Passive
Voice) (ดู ฉบบั NRSV) และคาถามท่เี ก่ยี วขอ้ งคอื “biastai” หมายถึงผู้เช่อื “ท่มี คี วามเช่อื แรงกล้า” (Forceful) ใน
ความหมายเชงิ บวก (ดู ฉบบั NIV) หรอื หมายถงึ ผตู้ ่อต้านพระอาณาจกั ร “ท่ใี ชค้ วามรุนแรง” (Violent) บางทวี ธิ ที ด่ี ี
ทส่ี ุดอาจเป็นการมองว่าน่ีคอื การแสดงออกถงึ ความเช่อื มนั่ ของนักบุญมทั ธวิ ในพระอาณาจกั รของพระเป็นเจา้ ท่ี
ปราศจากความรุนแรงและจะมาถงึ ในวนั สน้ิ โลก ตวั แทนของพระอาณาจกั รคอื การมาถงึ ของพระเยซูเจา้ ผทู้ รง
เป็ นกษัตรยิ ์ท่ีสุภาพอ่อนน้อม (21:1-9; เทียบ 12:22-37 และส่วนท่ีนักบุญมทั ธิวเสรมิ เข้ามาคอื 21:5) ซ่ึงจะต้องเผชิญกบั การ
ต่อต้านท่ใี ช้ความรุนแรงจากตวั แทนของอาณาจกั รฝ่ายตรงขา้ ม การมาถงึ ของพระอาณาจกั รพระเป็นเจ้าซ่งึ มี
นักบุญยอห์นและพระเยซูเจา้ เป็นผแู้ ทน ซ่งึ แยกแยะใหเ้ หน็ ความแตกต่าง เกดิ การต่อต้าน และในประเดน็ สรุป
ของนกั บุญมทั ธวิ นนั้ แสดงอยา่ งชดั เจนวา่ นกั บุญยอหน์ คอื ประกาศกเอลยี าห์ ผกู้ ลบั มาในยคุ สดุ ทา้ ย ทา่ นปรากฎ
ตวั ยนื อยู่ตรงจุดทย่ี ุคสมยั กาลงั จะเปลย่ี น เหมอื นกบั ทเ่ี ราผูต้ อ้ งรบั รถู้ งึ การมาถงึ ของพระอาณาจกั รพระเป็นเจา้
ผ่านทางคาอุปมา “ผใู้ ดมหี ู กจ็ งฟังเถดิ ” กล่าวคอื การจะรวู้ ่าผใู้ ดเป็นประกาศกของพระอาณาจกั รตอ้ งอาศยั การ
แยกแยะ (Discernment) เชน่ กนั

มธ. 11: 16-19 การเรยี กใหพ้ จิ ารณาแยกแยะและตอบสนองตอ่ “คนยคุ น้”ี

พระเยซูเจ้าทรงประณามคนรว่ มสมยั
16 “เราจะเปรยี บคนยคุ น้ีกบั สง่ิ ใด เขาเป็นเสมอื นเดก็ ๆ ทน่ี งั่ ตามลานสาธารณะ รอ้ งบอกเพอ่ื นๆ วา่
17 พวกเราเป่าขล่ยุ
พวกเจา้ กไ็ มเ่ ตน้ รา
พวกเรารอ้ งเพลงโศกเศรา้
พวกเจา้ กไ็ มร่ ่าไห้

18 “ยอหน์ มา ไมก่ นิ ไมด่ ่มื เขากว็ า่ ‘คนน้ีมปี ิศาจสงิ ’ 19 บตุ รแห่งมนุษยม์ า กนิ และด่มื เขากว็ า่ ‘ดซู ิ นกั กนิ นกั ด่มื เป็นเพ่อื นกบั
คนเกบ็ ภาษแี ละคนบาป’ แตพ่ ระปรชี าญาณของพระเจา้ ผา่ นการพสิ จู น์แลว้ วา่ ถูกตอ้ งโดยกจิ การ

274

ข้อศกึ ษาวิพากษ์

เรอ่ื งเล่าน้ี ภาพรวมแสดงบรรยากาศโดยรวมในสถานทส่ี าธารณะ มี 2 ลกั ษณะในเรอ่ื งเดยี วกนั และแตกตา่ ง
กนั ในด้านพฤตกิ รรมทต่ี อบรบั ต่อเหตุการณ์ แต่ไม่เล่าเหตุการณ์ทต่ี ามมาหรอื ความเป็นเหตุเป็นผลภายในของ
พฤตกิ รรมทเ่ี หน็ เกย่ี วกบั เดก็ ๆ และพฤตกิ รรมต่อสภาพของนกั บญุ ยอหน์ กบั บุตรแหง่ มนุษยส์ ะทอ้ นเพยี งมุมมอง
ภายนอก ไม่ได้บอกอะไรเก่ยี วกบั เหตุผลภายในหรอื แรงจูงใจของผู้ปฏบิ ตั พิ ฤตกิ รรมนัน้ ๆ แต่ได้สรุปสนั้ ๆ ว่า
พระปรชี าญาณของพระเป็นเจ้า กบั ผลการพิสูจน์ หรอื เม่อื กิจการท่ีได้ทานัน้ ๆ เม่อื ผ่านการตรวจสอบ เวลา
ความเป็นเหตุเป็นผล และสงิ่ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ตามมา ไดร้ ับการยนื ยนั โดยกจิ การ (มใิ ช่เพยี งคาพดู ) ว่าเป็นสง่ิ ถูกตอ้ ง มนุษย์
พงึ ตอ้ งใชป้ ัญญา วเิ คราะหไ์ ตรต่ รอง หรอื เขา้ ใจตดิ ตามถงึ เป้าหมายและเจตนาในการแสวงหาคาตอบสาหรบั ชวี ติ
แยกแยะอย่างเหมาะสมและถูกต้องว่า เป้าหมายของการกระทาคอื อะไรหรอื อะไรเป็นเป้าหมายของกจิ การท่ี
กระทาอย่นู ้ี และวธิ กี ารทป่ี รากฎภายนอกเป็นวธิ กี ารเดยี วหรอื เป็นวธิ กี ารของวธิ กี าร กล่าวคอื ยุทธศาสตร์(วธิ กี าร
โดยรวม)คอื อะไร หรอื อะไรเป็นวธิ กี ารหลกั อะไรเป็นวธิ กี ารรอง เราจงึ ต้องรอบคอบ (บางครงั้ พจิ ารณาอย่างใช้
ความอดทนและความพากเพยี รด้วย) กบั ยดึ ปฏิบตั คิ าสอนท่วี ่า “อย่าตัดสนิ ตามท่ีเห็น แต่จงตัดสนิ ตามความ

ยตุ ธิ รรมเถดิ ” (ยน. 7: 24)

เน้ือหาสองตอนท่ผี ่านมาได้แสดงถงึ พระบุคคลของพระเยซูเจ้าและตวั ตนของนักบุญยอห์น ผู้ทาพธิ ลี ้าง
อยา่ งชดั เจน พระเยซูเจา้ คอื “ผทู้ จ่ี ะมา” ทห่ี ลายคนหวงั รอคอย สว่ นนกั บุญยอหน์ คอื ผสู้ ง่ สารคนสดุ ทา้ ยของพระ
เป็นเจา้ ถงึ พระสญั ญาว่าจะส่งพระผไู้ ถ่กูห้ รอื พระเมสสยิ าห์มา และเป็นผปู้ ระกาศสอนใหป้ ระชาชนเป็นทุกขก์ ลบั
ใจและเตรยี มประชาชนต้อนรบั การเสด็จมาของพระเมสสยิ าห์ แต่ “คนยุคน้ี” (This Generation) ในสมยั ของ
นกั บุญยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ งขาดวจิ ารณญาณพจิ ารณาแยกแยะ (เทยี บ 16:1-4) และไม่สามารถตระหนกั ยอมรบั ว่าพระ
เยซูเจา้ หรอื นกั บุญยอหน์ เป็น “ผทู้ จ่ี ะมา” หรอื ไม่ จากคาอปุ มาเปรยี บเทยี บทพ่ี ระเยซูเจา้ ตรสั เกย่ี วกบั เดก็ ๆ ทว่ี ง่ิ
เล่นในลานตลาดสาธารณะ เดก็ กลุ่มหน่ึงต้องการจะเล่นเกมทม่ี คี วามสุข (เช่น งานแต่งงานสมมุต)ิ อกี กลุ่มหน่ึงไม่ยอม
เล่นด้วย เดก็ กลุ่มแรกจงึ เปล่ยี นเป็นเล่นจดั งานศพสมมุติ อีกกลุ่มก็ไม่ยอมเล่นด้วยอีก ในโครงสรา้ งแบบไขว้
(โพงพาง)ของพระวรสารนักบุญมทั ธวิ สงั เกตว่าการละเล่นแบบทส่ี องสอดคลอ้ งกบั บุคลกิ ของนักบุญยอหน์ ท่ผี อม
ซูบซดี และมลี กั ษณะเป็นผถู้ อื พรต สง่ิ ทท่ี า่ นประกาศเกย่ี วกบั การพพิ ากษาของพระเป็นเจา้ ทก่ี าลงั จะมาถงึ นนั้ ฟัง
ดูน่ากลวั เกนิ ไป และวถิ ชี วี ติ ของท่านมุ่งเน้นการปฏบิ ตั ทิ างจติ วญิ ญาณเกนิ ไปสาหรบั “คนยุคน้ี” ซ่งึ หมกมุ่นกบั
เรอ่ื งทางโลกยี ะ แต่พระเยซูเจา้ ผเู้ สดจ็ มาอยา่ งสภุ าพอ่อนโยน และประกาศถงึ พระอาณาจกั รแห่งสนั ติ เตม็ เป่ียม
ดว้ ยความรกั และการใหอ้ ภยั อยา่ งไมม่ เี งอ่ื นไข พรอ้ มกบั เฉลมิ ฉลองคุณคา่ และกจิ การดงี ามในโลกน้ีรว่ มกบั ทกุ คน
พระองคไ์ ดถ้ ูกปฏเิ สธดว้ ยขอ้ หาว่า “ไม่ปฏบิ ตั ติ นทางจติ วญิ ญาณ” มากเพยี งพอ “คนยุคน้ี” กล่าววา่ พระองคเ์ ป็น
พวกนักกนิ และและขเ้ี มา ซ่งึ อ้างองิ จาก ฉธบ. 21:20 และกล่าวว่าในลกั ษณะรุนแรงยงิ่ กว่าคาพูดดูหมน่ิ ทวั่ ไป
เพราะเท่ากบั กล่าวว่าพระเยซูเจา้ เป็นชาวอสิ ราเอลทค่ี ดิ กบฏและสมควรถูกประหารดว้ ยวธิ กี ารใชก้ อ้ นหนิ ทุ่มให้
ตาย สมควรถูกประหารชวี ติ เพอ่ื ขจดั ความชวั่ รา้ ยออกไปจากชมุ ชนแหง่ พนั ธสญั ญา

ชุมชนชาวคุมราน (Q Community) ดงั้ เดมิ เขา้ ใจกนั โดยทวั่ ไปว่านักบุญยอหน์ พระเยซูเจา้ และสมาชกิ ใน
ชุมชนของพวกเขานนั้ เป็น “ลกู ๆ” ของพระปรชี าญาณทอ่ี ย่เู หนือพน้ โลก (Transcendent Wisdom) พวกเขาอทุ ศิ
ตนปกป้องปรชี าญาณสวรรคน์ ้ดี ว้ ยการดาเนินชวี ติ อย่างซอ่ื ตรงตอ่ พนั ธกจิ การประกาศขา่ วดแี ละคาสอน (เชน่ ลก
7:20) นกั บุญมทั ธวิ ไดเ้ ปลย่ี นคาวา่ “ลูกๆ” (Children) ในเอกสารแหล่ง Q เป็นคาวา่ “กจิ การกระทา” (Deeds) ซง่ึ
เป็นการระบุถงึ พระบุคคลของพระเยซูเจา้ ในฐานะเป็นพระปรชี าญาณทอ่ี ยเู่ หนือพน้ โลกน้ี และพระองคไ์ ม่ไดเ้ ป็น

275

แค่เพยี งผู้ส่งสารคนหน่ึงเท่านัน้ อย่างท่ไี ด้กล่าวมาแล้ว การใช้คาว่า “กจิ การกระทา” ซ้าหลายครงั้ เป็นวธิ กี าร
รวมเขา้ ดว้ ยกนั ทางวรรณกรรม (Literary Inclusion) กบั วรรคท่ี 2 สญั ลกั ษณ์ของการระบุวา่ พระเยซูเจา้ คอื พระ
ปรชี าญาณ ผยู้ งั คงแสดงองคป์ ระกาศขา่ วดแี ห่งอาณาจกั รสวรรคอ์ ย่างตอ่ เน่ืองไปจนถงึ เรอ่ื งเล่าของพระวรสารใน
ตอนต่อไป (ดู ว. 25-30 เป็นพเิ ศษ)

ข้อคิดไตร่ตรอง
1. มธ. 11:1-19 เป็นอกี โอกาสหน่ึงทเ่ี ราจะได้ไตร่ตรองเร่อื งความหมายของการตคี วามพระคมั ภรี ์ นักบุญ

ยอหน์ ทก่ี ล่าวถงึ ในทน่ี ้เี ป็นบุคคลจรงิ ในประวตั ศิ าสตรห์ รอื เป็นตวั ละครในเรอ่ื งเล่าของนกั บุญมทั ธวิ คาถามน้ีเป็น
ขอ้ คดิ ท่นี าเสนอคาถามตัวเลอื กท่ีไม่ถูกต้อง เพราะนักบุญยอห์น ผู้ทาพิธลี ้าง เป็นบุคคลท่ีมตี วั ตนจรงิ อยู่ใน
ประวตั ศิ าสตร์อย่างแน่นอนชดั เจน เช่นเดยี วกบั พระเยซูเจา้ ท่านไม่ไดเ้ ป็นเพยี งบุคคลทเ่ี ป็นตวั ละครท่ถี ูกสรา้ ง
ขน้ึ แต่ถ้าเราเพยี งมองว่าเร่อื งของนักบุญยอห์นหรอื งานเขยี นน้ีเป็นการรายงานสงิ่ ท่เี กดิ ข้นึ ในประวตั ิศาสตร์
“ลว้ นๆ” กจ็ ะเป็นปัญหาทย่ี ากลาบากอยา่ งยง่ิ ถา้ หากวา่ นกั บุญยอหน์ เป็นประกาศกผไู้ ดร้ บั การดลใจจากพระเป็น
เจา้ และไดร้ บั การเผยแสดงจากพระองคว์ ่า พระเยซูเจา้ คอื พระเมสสยิ าห์ (3:13-17) เหตุใดท่านจงึ ตงั้ กลุ่มศษิ ยข์ อง
ตนเองและมพี ธิ กี รรมแบบของทา่ นเอง (9:14) การเป็นศษิ ยข์ องนกั บญุ ยอหน์ หมายถงึ อะไร นอกจากน้ี ผตู้ คี วามคง
ตอ้ งถามอกี ว่านักบุญยอหน์ ส่อื สารกบั บรรดาศษิ ย์ของท่านได้อย่างไร ทงั้ ทท่ี ่านยงั อย่ใู นเรอื นจาของกษตั รยิ เ์ ฮ-
โรด ซง่ึ ตงั้ อย่ใู นพระราชวงั มาเครุส ซง่ึ เป็นป้อมปราการกลางทะเลทราย (สถานทซ่ี ง่ึ ใชค้ ุมขงั นกั บุญยอหน์ ตามประวตั ศิ าสตร)์
และต้องพยายามคิดหาวธิ ีให้เหตุการณ์น้ีเป็นไปได้ในประวตั ิศาสตร์ด้วยทางใดทางหน่ึง และผู้ตีความต้อง
จนิ ตนาการถงึ ประสบการณ์ของนกั บญุ ยอหน์ นกึ ภาพสงิ่ ทเ่ี กดิ ขน้ึ กบั ทา่ น นบั ตงั้ แต่ประสบการณ์ทางจติ วญิ ญาณ
ทท่ี า่ นเหน็ ทอ้ งฟ้าเปิดออกและมพี ระสรุ เสยี งดงั ลงมาจากสวรรคใ์ นขณะทท่ี าพธิ ลี า้ งใหก้ บั พระเยซูเจา้ แมเ้ ร่อื งราว
เหล่าน้ีสามารถนาไปทาเป็นบทเทศน์ทด่ี ไี ด้ แต่ไม่ค่อยเก่ยี วขอ้ งกบั เน้ือหาทแ่ี ทจ้ รงิ ของพระคมั ภรี แ์ ละพระวาจา
ของพระเจา้ ทต่ี รสั ผา่ นทางพระคมั ภรี ์

อกี ทางเลอื กหน่ึง เราอาจมองว่าเร่อื งเล่าในตอนน้ีเกดิ ข้นึ ก่อนท่ีนักบุญยอห์นจะถูกจบั กุม (แม้ว่าจะไม่ตรงกบั
11:2) ดงั นัน้ เน้ือหาตอนน้ีจะเป็นจุดเรมิ่ ตน้ ของความเช่อื ไม่ใช่ความเช่อื เส่อื มถอย และไม่ควรนาไปรวมกบั เร่อื ง
การรบั พธิ ลี า้ งของพระเยซูเจา้ และการถูกจาคุกของนักบุญยอหน์ แนวทาง “เชงิ ประวตั ศิ าสตร”์ ทงั้ หมดน้ีทาให้
เราตอ้ งมองออกไปนอกเรอ่ื งเล่าจากเน้อื หาพระวรสารเพอ่ื หาคาตอบในทางทฤษฎี

เงอ่ื นงาทจ่ี ะนาไปส่คู วามหมายทแ่ี ทจ้ รงิ ของนกั บุญมทั ธวิ น่าจะอย่ทู อ่ี ่นื ภายในโลกทเ่ี ป็นเร่อื งเล่าเชงิ ศาสน
ศาสตรซ์ ง่ึ นกั บุญมทั ธวิ วางโครงสรา้ งขน้ึ มา นกั บุญยอหน์ เป็นประกาศกแทจ้ รงิ ผปู้ ระกาศสารอนั ถกู ตอ้ งจากพระ
เป็นเจา้ ทา่ นประกาศสาร ขา่ วดแี หง่ อาณาจกั รสวรรคเ์ ชน่ เดยี วกบั พระเยซูเจา้ และประกาศว่าพระเยซูเจา้ คอื พระ
เมสสยิ าห์ เม่อื พระองค์เสดจ็ มารบั พธิ ลี า้ ง นกั บุญยอหน์ ถูกนาไปขงั คุกเพราะการทาหน้าทป่ี ระกาศกของท่านได้
ประณามพฤตกิ รรมชวั่ รา้ ยผดิ ศลี ธรรมของผมู้ อี านาจในสมยั นนั้ และทา่ นไดเ้ สยี ชวี ติ แบบมรณสกั ขี อย่างไรกต็ าม
นักบุญยอห์นมคี วามสงสยั และมีความเช่อื คลอนแคลนอยู่เหมอื นกนั สาหรบั นักบุญมทั ธวิ พฤติกรรมน้ีเป็น
ธรรมชาตขิ องการเป็นศษิ ย์และการมคี วามเช่อื เพราะพฤติกรรมเช่อื ของศษิ ย์ต้องหมนั่ ฟ้ืนฟูข้นึ มาใหม่อย่าง
สม่าเสมอ นักบุญยอหน์ จงึ กลายเป็นบทเรยี นตวั อยา่ งสาหรบั ชาวครสิ ต์คนอ่นื ๆ แสดงใหเ้ หน็ ว่าเราจะตอ้ งไมม่ อง
วา่ ความรอดพน้ นนั้ เป็นสมบตั ทิ เ่ี ป็นสทิ ธขิ ์ าดตายตวั หรอื คงท่ี อาจสนั่ คลอนหรอื ไมม่ นั่ คง ตอ้ งฟ้ืนฟูและหล่อเลย้ี ง

276

ใหเ้ ขม้ แขง็ มนั ่ คงอย่เู สมอ ชวี ติ เช่อื ศรทั ธาต้องระวงั รกั ษาใหด้ ี มฉิ ะนัน้ มนั อาจเส่อื มสลายไป (นักบุญมทั ธวิ ไดแ้ สดงให้
เหน็ ประเดน็ น้ีในเร่อื งของนักบุญเปโตรใน 14:28-31; 16:16-18; 26:69-75) แมแ้ ต่ “ประสบการณ์ทางจติ วญิ ญาณ” กไ็ ม่อาจรบั รอง
ได้ว่าบุคคลผูห้ น่ึงจะได้รบั การยอมรบั จากพระเป็นเจา้ ในวนั สน้ิ โลกหรอื ไม่ (7:21-13) ขอ้ ไตร่ตรอง ซ่งึ นามาใชก้ บั
ประเดน็ ปัญหาเลก็ ๆ ทางประวตั ศิ าสตรเ์ หลา่ น้ี สามารถนาไปใชก้ บั ขอ้ ความตอนอ่นื ๆ ในพระวรสารนกั บุญมทั ธวิ
ไดเ้ ชน่ กนั

2. พระเยซูเจา้ คอื “ผทู้ ก่ี าลงั มา” จรงิ ๆ แต่พระองคพ์ ลกิ ผนั ความไปจากความคาดหมายของคนสว่ นมาก ใน
ฐานะบุคคลท่กี าลงั มาตามพระสญั ญาของพระเจา้ พระองคค์ อื ก้อนศลิ าท่คี นสะดุด พระองคเ์ ปลย่ี นแปลงความ
คาดหมายดว้ ยการกระทาทท่ี าใหพ้ ระสญั ญาขอ้ น้ีเป็นจรงิ การบอกวา่ พระเยซูเจา้ คอื พระครสิ ต์ ไมใ่ ชเ่ ป็นแค่เพยี ง
กล่าวถงึ บางสงิ่ เก่ียวกบั พระเยซูเจา้ เท่านัน้ แต่เป็นการเปลย่ี นแปลงความหมายของคาว่า “พระครสิ ต์” ทงั้ หมด
ด้วย ความเช่อื จะไม่เตบิ โตจากการทดสอบพระเยซูเจ้าตามหลกั เกณฑ์ของเราเอง เพ่อื ตรวจสอบว่าพระองค์
เป็นไปตามนัน้ หรอื ไม่ พระเยซูเจา้ ไม่ใช่ตวั อย่างของค่านิยมท่ดี ที ่สี ุดทเ่ี รามอี ยู่และสามารถตรวจสอบไดโ้ ดยใช้
หลกั พ้นื ฐานอ่นื ๆ เราจะต้องเอาชนะ “ก้อนศลิ าท่สี ะดุด” (เร่อื งอปั ยศอดสู <Scandal> 11:6 เทยี บกบั 13:21, 41; 15:12; 24:10;
26:31-33; 1คร 1:23; กท. 5:11) เพอ่ื จะรบั ความเชอ่ื และเป็นศษิ ยต์ ่อไปอยา่ งตอ่ เน่อื ง

3. คาถามไมไ่ ดอ้ ยแู่ คว่ า่ พระเยซูเจา้ เป็นมนุษยผ์ ยู้ งิ่ ใหญ่หรอื เป็นบุคคลศกั ดสิ ์ ทิ ธหิ ์ รอื ไม่ การกลา่ วยอมรบั วา่
พระเยซูเจา้ คอื พระครสิ ตเ์ ป็นการกลา่ วยอมรบั ถงึ ชุมชนผทู้ เ่ี ชอ่ื ในพระเมสสยิ าหด์ ว้ ย ซง่ึ กค็ อื พระศาสนจกั รนนั่ เอง
ไม่มกี ารยกประเดน็ เรอ่ื งพระบุคคลของพระเยซูเจา้ ขน้ึ มาจนกระทงั่ นกั บุญยอหน์ ไดย้ นิ ขา่ วเกย่ี วกบั “กจิ การของ
พระครสิ ต”์ ซง่ึ ปรากฏในพระวรสารนกั บญุ มทั ธวิ รวมถงึ เรอ่ื งเกย่ี วกบั พนั ธกจิ ของบรรดาศษิ ยด์ ว้ ย เพราะเป็นการ
เผยแผพ่ ระราชอานาจและกจิ การของพระเยซูเจา้ ตามทไ่ี ดบ้ นั ทกึ ไวใ้ นบทท่ี 10

เชน่ เดยี วกนั เราไม่อาจจดั การกบั คาถามเรอ่ื งพระบุคคลของพระเยซเู จา้ ไดโ้ ดยแยกออกจากคาถามทว่ี า่ พระ
เยซูเจ้าอยู่ท่ใี ดในประวตั ศิ าสตร์ของการไถ่กู้มนุษยชาติ ในฐานะพระครสิ ต์ พระเยซูเจ้าไม่ได้เป็นแค่เพยี งพระ
บุคคลผยู้ งิ่ ใหญ่เท่านนั้ แต่พระองคค์ อื ผทู้ ท่ี าใหพ้ ระสญั ญาของพระเป็นเจา้ และการประทบั อย่ขู องพระเป็นเจา้ ใน
อสิ ราเอลสาเรจ็ เป็นความจรงิ พระองคค์ อื ผูท้ ่ยี นื อยู่ระหว่างช่วงเปลย่ี นยุคสมยั ดงั นัน้ เราจงึ ไม่อาจตอบคาถาม
เรอ่ื งพระบุคคลของพระเยซูเจา้ ไดโ้ ดยพจิ ารณาแยกออกจากบรบิ ทน้ี ซง่ึ เป็นบรบิ ททร่ี วมถงึ ประวตั ศิ าสตรท์ งั้ หมด
ของอสิ ราเอล นกั บญุ ยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ ง ประกาศกทงั้ หลาย และชาวยวิ ทงั้ ปวง

4. ในระดบั หน่ึง คาถามของนกั บุญยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ ง (11:3) อาจเป็นคาถามของเราดว้ ย นักบุญยอหน์ อาจ
พดู แทนใหก้ บั คนทเ่ี คยมนั่ ใจในศรทั ธาความเช่อื ของตน แต่ตอนน้ีเรม่ิ ไม่ค่อยมนั่ ใจแลว้ หรอื คนท่เี คยประทบั ใจ
กบั ความสาเรจ็ ต่างๆ ของพระเยซูเจา้ แต่กส็ งสยั ว่าสงิ่ เหล่านนั้ จะมเี งอ่ื นงาทช่ี ใ้ี หเ้ หน็ ถงึ ความหมายทแ่ี ทจ้ รงิ ของ
ทุกสงิ่ หรอื ไม่ หรอื คนทเ่ี รม่ิ จะสงสยั วา่ หนทางแหง่ ความสภุ าพออ่ นโยนและไมโ่ ตต้ อบจะไดผ้ ลจรงิ ในโลกทอ่ี านาจ
ตกอย่ใู นมอื ของคนเพยี งไม่กค่ี นหรอื นักบุญมทั ธวิ ไม่ไดม้ องว่าการถามคาถามเหล่านัน้ เป็นการปิดประตูความ
เช่อื แรงกดดนั จากสถานการณ์ต่างๆ และวถิ ที างของโลกทาใหค้ นทม่ี จี ติ ใจซ่อื ตรงอดตงั้ คาถามเช่นนัน้ ไม่ได้ มี
พระเป็นเจา้ ผูท้ รงรอบรูแ้ ละใส่ใจทุกสรรพสง่ิ จรงิ หรอื ? พระเป็นเจา้ พระองค์น้ีมแี ผนการสาหรบั โลกน้ีจรงิ หรอื ?
สาหรบั ฉนั ดว้ ยหรอื ? ถา้ เป็นเชน่ นนั้ พระเยซูเจา้ คอื องคก์ ารเผยแสดงตวั ตนอยา่ งชดั เจนของพระเป็นเจา้ พระองค์
นัน้ จรงิ หรอื หรอื ว่าท่ีจรงิ เราควรมองหาคาตอบสุดท้ายจากท่ีอ่ืน คนท่ีถามคาถามเช่นน้ีอาจอยู่ใกล้กบั พระ

277

อาณาจกั รพระเป็นเจา้ มากกว่าบางคนทพ่ี ดู วา่ แน่นอน พระเป็นเจา้ มอี ยจู่ รงิ และพระเยซูเจา้ เป็นพระบุตรของพระ
เป็นเจา้

แต่ในอกี ทางหน่ึง คาถามของนักบุญยอหน์ อาจไม่ใช่คาถามของเรา หากเราถามคาถามเกย่ี วกบั ความจรงิ
ของชวี ติ คาถามอาจจะไม่ไดอ้ ย่ใู นรปู แบบน้ีกไ็ ด้ และนักบุญมทั ธวิ อาจมเี จตนาต้องการทจ่ี ะสอนเราว่าควรถาม
คาถามเชน่ น้อี ย่างไร รปู แบบของการถาม แสวงหา และตอบ (7:7) ไม่ไดร้ วมถงึ แนวทางความสมั พนั ธส์ ว่ นตวั แบบ
“ฉนั -กบั -พระเยซูเจา้ ” แต่ปรบั เปลย่ี นคาถามเชงิ ครสิ ตศาสตรน์ ้ีใหร้ วมถงึ ประเทศอสิ ราเอลและประวตั ศิ าสตรด์ ว้ ย
การถามว่าพระเยซูเจ้าคอื ผู้ท่จี ะกาลงั จะมาถงึ หรอื ไม่ ก็คอื การถามว่าพระองค์คอื ผู้ท่ีพระเป็นเจ้าทรงเปิดเผย
ตวั ตนและกระทาการเพ่อื ช่วยใหโ้ ลกน้ีรอดพน้ ใช่หรอื ไม่ และเป็นการถามวา่ ทงั้ หมดน้ีมนั คอื อะไรกนั พระวรสาร
นกั บญุ มทั ธวิ ทงั้ หมดคอื คาตอบสาหรบั คาถามของนกั บุญยอหน์ เน้อื หาของพระวรสาร รวมถงึ ไมก้ างเขนของพระ
เยซูเจา้ และการถูกจาคุกและประหารชวี ติ ของนักบุญยอหน์ แต่ผทู้ ่ยี นื ยนั มนั่ ใจว่าพระเป็นเจา้ ทรงประทบั อย่กู บั
ประชากรของพระองคใ์ นสถานการณ์ต่างๆ ทพ่ี ระวรสารเป็นพยานนนั้ รดู้ วี ่าพวกเขาไม่จาเป็นและจะตอ้ งไม่มอง
หาใครอ่นื จากท่ไี หนอกี แม้ว่าบางครงั้ พวกเขาอาจจะยงั คงสงสยั อยู่(ต่อไป)ว่าพระองค์คอื ผู้นัน้ หรอื ไม่ (ดู บทคดิ

ไตร่ตรองของ 21:23-27)

ว. 16-17 เป็นอุปมาเกยี่ วกบั กรอบชวี ติ เรอื่ งเดก็ ๆ ทอี่ ย่บู รเิ วณลานสาธารณะ เช่นตลาด ชุมชนสลมั หรอื
ชุมชนต่างๆ แต่ละคนอาจเตบิ โตข้นึ มาด้วยพ้นื ฐาน ประสบการณ์และมกี รอบชวี ติ แตกต่างกนั แต่อยู่ร่วมกนั
แสดงความคดิ เหน็ ความรูส้ กึ และพฤตกิ รรมแตกต่างกนั ได้ ขณะทคี่ นหนึง่ เล่นเพลงดนตรี คนอนื่ อาจไม่เต้นรา
หรอื เต้นราร่วมอารมณ์สนุก มคี วามสุขร่วมกนั ได้ เพราะความเป็นเดก็ ทไี่ รเ้ ดยี งสา หรอื ความไม่รบั รู้ ความไม่
รเู้ ท่าทนั ไม่รูถ้ งึ การณ์อนั ควรไม่ควร เพราะเหตุผลต่างๆ สภาพแวดลอ้ มและแบบอย่างทไี่ ม่ซบึ ซบั เขา้ ไปในชวี ติ
อย่างพอเพยี ง จงึ ปรากฏภาพแสดงออกแตกต่างและขดั แยง้ กนั กลุ่มหนึง่ มคี วามสุขร่วมกบั เจ้าภาพงานมงคล
หรอื มนี ้าใจดตี ่อผูท้ ุกขโ์ ศก อกี กลุ่มหนึง่ ไม่แสดงตนร่วมใจในความสุขความทุกขโ์ ศกเศรา้ กบั ผูอ้ นื่ เลย ภาพของ
อปุ มาน้ีอาจแสดงถงึ ชวี ติ ในสงั คมมนุษยท์ ตี่ อ้ งการพระพรและแสงสวา่ งสอ่ งเขา้ มาในชวี ติ นาพาเขา้ สจู่ ติ ใจรบั รใู้ น
ความต้องการของผู้อนื่ แสดงความรกั ต่อเพอื่ นมนุษย์ ให้เมตตาธรรมนาทางชวี ติ สู่สนั ตสิ ุข มากกว่าปล่อยให้
สญู เสยี ไปตามยถากรรม ชวี ติ เหล่าน้ีกาลงั รอคอยพระพรแห่งการช่วยใหร้ อดพน้ สคู่ วามสุขแทจ้ รงิ ของชวี ติ จาก
ชีวติ ทีไ่ ด้รบั พระพรแล้วใช้ความอดทนและความพยายามเป็นแบบอย่าง เป็นแรงจูงใจนาพาเพือ่ นมนุษย์สู่
อาณาจกั รสวรรค์ ดงั คาสอน ว. 12

ว. 18-19 เป็นคาสอนทนี่ าชวี ติ กลบั มาส่ชู วี ติ แบบอย่างของนกั บุญยอหน์ ผเู้ ตรยี มประชาชนต้อนรบั พระ
เมสสยิ าห์ ช้แี สดงใหม้ นุษยม์ องเหน็ พระประสงคข์ องพระเป็นเจา้ ผ่านทางพฤตกิ รรมแบบอย่างชวี ติ สนั โดษ ปรบั
พฤตกิ รรมละท้งิ จากโลกยี วสิ ยั ปรบั คุณค่าของจติ ใจอย่เู หนือพฤตกิ รรมฝ่ายร่างกาย ดว้ ยกจิ กรรมถอื ศลี บาเพญ็
พรต ไม่กนิ ไม่ดมื่ คนทวั่ ไปมองดภู ายนอกจงึ เรยี กว่า เป็นคนมปี ีศาจสงิ แต่คุณค่าชวี ติ ของนกั บุญยอหน์ ผทู้ าพธิ ี
ล้าง กลบั กลายเป็นทเี่ คารพนับถอื ของคนจานวนมาก แมแ้ ต่กษตั รยิ เ์ ฮโรด ยงั ยอมรบั และนับถอื ท่าน แสดงถงึ
ชวี ติ จติ ทที่ รงคุณค่าต่างหาก ทเี่ ราต้องให้ความสาคญั ส่วนพฤตกิ รรมของบุตรแห่งมนุษย์ ผู้ร่วมใจ กนิ และดมื่
เป็นเพอื่ นกบั คนบาปและคนเก็บภาษี แต่ไม่ได้เป็นหรอื กลบั กลายเป็นคนบาปหรอื คนเกบ็ ภาษี เป็นพฤตกิ รรม
ของผูเ้ สนอตวั ยนื่ มอื เขา้ ไปช่วยพวกเขาใหพ้ ้นจากสถานภาพทเี่ ป็นอยู่ กลบั ส่สู ถานภาพเช่นเดยี วกบั บุตรแห่ง
มนุษย์ เป็นขอ้ คดิ เป็นคาสอนทนี่ กั บุญมทั ธวิ เสนอใหพ้ จิ ารณากจิ การทไี่ ดก้ ระทาและผ่านการพสิ จู น์มาแลว้ มอง
ผ่านมุมมองของพระปรชี าญาณของพระเป็นเจา้ นีแ่ หละคอื ความรอดพน้ เป็นความรกั อนั มาจากมติ รภาพ ความ

278

รกั มนั่ คงและพระทยั ดีของพระเป็นเจ้า ผู้เสด็จมาเพือ่ ตามหาคนบาป นาพาไปสู่ชีวติ แห่งพระสริ ริ ุ่งโรจน์และ
อาณาจกั รสวรรค์

เทคนคิ วธิ ขี องนกั บุญมทั ธวิ นาเสนอใหผ้ อู้ ่านไดพ้ จิ ารณา 2 มุมมอง เปรยี บเทยี บกนั คน้ หาสงิ่ ทดี่ กี วา่ จาก
ทงั้ สองมมุ มองในเรอื่ งเล่า หรอื ผสานสงิ่ ดจี ากมมุ มองทงั้ สองเขา้ ดว้ ยกนั เพอื่ ไดเ้ ขา้ ถงึ แก่นแทแ้ ละคุณคา่ ทซี่ อ่ นอยู่
ภายใน กบั ผลประเสรฐิ ทชี่ วี ติ สามารถคน้ พบไดจ้ ากกจิ การแหง่ ความอดทนและความพยายาม สชู่ วี ติ แหง่ การเป็น
ศษิ ยต์ ดิ ตามพระเยซเู จา้ ฟังพระวาจา และนาพระวาจาไปปฏบิ ตั จิ นเกดิ ผล...

5. อปุ มาเรอื่ งเดก็ ๆ นงั่ ตามลานตลาดสาธารณะ มบี รรยากาศ 2 อยา่ ง บรรยากาศแรกคลา้ ยมงี านมงคลเลย้ี ง
ฉลองแต่งงาน มบี างคนเป่าขลุ่ยเพลง แต่บางคนในกลุ่มไม่เตน้ รา กบั อกี บรรยากาศหนึง่ คลา้ ยงานศพ มีบางคน
รอ้ งเพลงโศกเศรา้ คนทเี่ หลอื ในกลุ่มไม่รา่ ไหเ้ สยี ใจต่อญาตผิ ลู้ ่วงลบั ทงั้ 2 ลกั ษณะบรรยากาศ ต่างมพี ฤตกิ รรม
แสดงภาพชวี ติ ทปี่ ะปนคละเคลา้ กนั 2 แบบ ซงึ่ สะทอ้ นถงึ สภาพเป็นจรงิ ในชวี ติ สงั คมในยุคสมยั ต่างๆ เมอื่ มองดู
ทงั้ สองดา้ น สองมุมกเ็ หน็ เป็นเรอื่ งเดยี วกนั แต่คนละอารมณ์ความรสู้ กึ มองชวี ติ รวมทงั้ 2 กลุ่ม และนามาวเิ คราะห์
ดู แรงบนั ดาลใจหรอื แรงจงู ใจของชวี ติ คงไมเ่ หมอื น แตกต่างกนั พ้นื ฐานของประสาทสมั ผสั และประสบการณ์เป็น
ตวั กระตุน้ และมคี วามเขม้ ขน้ ทขี่ บั เคลอื่ นอารมณ์ความรสู้ กึ แสดงออกในลกั ษณะและระดบั ทแี่ ตกต่าง บางคนมอง
เป็นเรอื่ งเดยี วกนั คอื เรอื่ งของเดก็ ๆ หรอื เป็นมุมมองภาพองค์รวม บ้างมองเป็นคนละเรอื่ งเป็นมุมมองแบบทวิ
ลกั ษณ์ ซงึ่ ไม่อาจเป็นเรอื่ งเดยี วกนั ได้ หรอื อาจปรบั เขา้ หากนั ได้ เมอื่ ใชส้ อื่ นาพาเขา้ หากนั หรอื ใชผ้ ใู้ จดนี าคนจาก
มมุ ชวี ติ ทตี่ ่างกนั มารบั ฟัง เรยี นรู้ หรอื ปรบั กรอบชวี ติ ใหม้ าอย่ใู นทศิ ทางเดยี วกนั หรอื พฒั นาใหม้ กี รอบชวี ติ อยา่ ง
เดยี วกนั ดว้ ยจติ ใจอุทศิ ตนเพอื่ ผอู้ นื่ อย่างอดทนและพากเพยี รพยายาม (มธ. 11: 12) หรอื ปรบั เปลยี่ นใจ กลบั กรอบ
หรอื แนวความคดิ ยอมรบั ฟัง รบั เชอื่ นักบุญยอหน์ หรอื บรรดาประกาศกและปฏบิ ตั ติ ามธรรมบญั ญตั อิ ย่างเขา้ ใจ
เขา้ ถงึ พระประสงค์ของพระเป็นเจ้า (11: 13-14) ทุกคนสามารถเขา้ ถงึ อาณาจกั รพระเป็นเจ้าและเป็นผูม้ คี วามสุข
แทจ้ รงิ (5: 3-11 และ 12) ดงั น้ีผใู้ ชค้ วามอดทน (ไม่ใชค้ วามรุนแรง ปฏบิ ตั กิ จิ เมตตา ใชค้ วามอ่อนโยนและรกั สนั ติ ใชว้ ธิ กี ารต่างๆ เพอื่ สรา้ ง
สนั ต)ิ และความพยายาม(ควบคุมจติ ใจอย่างดี มองคนในแง่ดี มสี ติ รอบคอบและพากเพยี รจนถงึ ทสี่ ุด) ไม่ใช่สงิ่ ยาก เพราะความรกั
นาพามนุษยใ์ หส้ ามารถเอาชนะทุกสงิ่ (1คร. 13: 1-13 โดยเฉพาะ 4-6) จงึ จะเขา้ สอู่ าณาจกั รสวรรค์ ดงั ทพี่ ระเยซูครสิ ตเจา้
องคพ์ ระเป็นเจา้ และพระอาจารยเ์ จา้ ไดท้ รงสอนและปฏบิ ตั เิ ป็นแบบอย่าง เป็นผนู้ าช้หี นทางแหง่ อาณาจกั รสวรรค์
แก่มนุษย์ สงิ่ ยากจงึ กลบั กลายเป็นสงิ่ ง่าย เพราะเรามนุษย์ได้รบั พระพรโดยผ่านทางพระครสิ ตเจ้า ผู้ทรงรกั
มนุษยโลกจนถึงทีส่ ุด (ยน. 13: 1) สงั คมมนุษย์ ประชากรของพระเป็นเจ้าจึงไม่เป็นสงั คมทวิลักษณ์ แต่เป็น
อาณาจกั รสวรรค์ เมอื่ มนุษยย์ อมรบั ความเชอื่ ปรบั กรอบชวี ติ เปลยี่ นพฤตกิ รรมดว้ ยจติ ใจทใี่ ชค้ วามอดทนและ
พากเพยี ร นาชวี ติ ตดิ ตามพระผูไ้ ถ่กา้ วขา้ มพน้ บาป ความทุกขย์ ากและความตาย ตามแบบอย่างพระองคผ์ ทู้ รง
ยอมรบั ความตาย และไดท้ รงกลบั คนื พระชนม์ชพี เสดจ็ ส่สู วรรคอ์ ย่างเปีย่ มดว้ ยความชนื่ ชมยนิ ดแี ละพระสริ ริ ุ่ง
โรจนนั้ ไดก้ ลบั กลายเป็นสะพานหรอื บนั ไดนามนุษยเ์ ขา้ สชู่ วี ติ แหง่ พระสริ ริ งุ่ โรจน์ดงั ทที่ รงแสดงใหบ้ รรดาศษิ ยไ์ ด้
เหน็ ล่วงหน้า (ยน. 1: 51, เทยี บ ยน. 3: 14; ปฐก. 28: 10-17)

เมอื่ ไตรต่ รองพฤตกิ รรม 2 แงม่ มุ ของเดก็ ๆ ตามลานสาธารณะแลว้ (ว. 18-19) นกั บุญมทั ธวิ จงึ นาพาใหห้ วนมา
พิจารณาชวี ติ พฤติกรรมของนักบุญยอห์น และบุตรแห่งมนุษย์ ผู้ทรงนาพา ส่องสว่างให้เข้าถึง เป้าประสงค์
ภายในเพอื่ ตกั เตอื น สงั่ สอนและนาพาประชากรของพระเป็นเจา้ เขา้ ส่อู าณาจกั รสวรรค์ ไม่ใช่ดูเพยี งพฤตกิ รรม
ภายนอกและตดั สนิ จากสงิ่ ทเี่ หน็ ภายนอก แต่ตอ้ งตดั สินตามความยตุ ธิ รรม (ยน. 7: 24) นักบุญมทั ธวิ ไดเ้ ตรยี มปรบั
พ้นื ฐานจติ ใจของผูอ้ ่าน สู่มาตรฐานของพระเยซูเจ้าทลี ะเลก็ ทลี ะน้อยตามลาดบั โดยใชเ้ รอื่ งเล่าและเหตุการณ์

279

ต่างๆ ในชวี ติ และเสน้ ทางเดนิ สู่อาณาจกั รสวรรค์ ในการตดิ ตามพระเยซูเจ้าพรอ้ มกบั ท่านและครสิ ตชนในสมยั
ของทา่ น

มทั ธวิ 11:20 – 12:14 ความขดั แยง้ กบั อาณาจกั รของยุคสมยั น้ี

ภาพรวม
เน้ือหาตอนน้ีเรมิ่ ต้นท่ี “จากนัน้ พระองค์ทรงเรม่ิ ” (“then he began” <tote erxato>) ตามดว้ ยรูปกรยิ าทไ่ี ม่

ผนั ตามประธาน (Infinitive) ซ่งึ เป็นการส่งสญั ญาณบอกถงึ จุดเปล่ยี นในบทบรรยาย เช่นเดยี วกบั ใน 4:17 และ
16:21 ทงั้ สามหน่วยของเน้ือหาตอนน้ีพูดถงึ เร่อื งของการกลบั ใจ การเปลย่ี นทศิ ทางของชวี ติ ใหเ้ ป็นไปตามการ
ทรงเรยี กของพระเยซูเจา้ โดยทนั ที จากตอนตน้ ท่พี ระเยซูเจา้ กล่าวคาว่า “วบิ ตั ”ิ (woe) ไปจนถงึ ส่วนบทสรุปซ่งึ
เป็นตอนท่ชี าวฟารสิ ตี ดั สนิ ใจจะสงั หารพระเยซูเจ้า ส่วนน้ีทงั้ หมดเป็นการแสดงถงึ ความขดั แยง้ ท่เี พม่ิ มากข้นึ
ดังนัน้ เน้ือหาจึงสอดคล้องกับ 2:1-23 ซ่ึงเป็ นส่วนความขัดแย้งตอนต้นของโครงสร้างแบบไขว้(Chiastic
Structure:โพงพาง)ในส่วนท่ี 1 ของพระวรสาร (ดูบทนา) การแยกแยะโครงสร้างการเขยี นของนักบุญมทั ธวิ ผู้
ตคี วามตอ้ งไม่สนใจกบั การแยกสว่ นแบบหลอกๆ ระหว่างบทท่ี 11 และ 12 รวมถงึ การแยกย่อหน้าของเน้ือหาท่ี
พบในบทสรุปใจความสาคญั (Synopses) เพราะรูปแบบท่ีจดั ไว้แบบนัน้ เพ่ืออานวยความสะดวกให้กบั การ
วเิ คราะหแ์ หล่งทม่ี ามากกวา่ ทจ่ี ะเป็นไปตามโครงสรา้ งของแต่ละตอนของพระวรสาร

หลงั จากบนั ทกึ ทเ่ี ขยี นใน ว. 20 สว่ นน้ที งั้ หมดประกอบดว้ ยเน้อื หาทเ่ี ป็นคากล่าว (Saying) อนั ดบั แรกคอื คา
กล่าวจากคาพยากรณ์ (Oracle) และอ่นื ๆ คอื คากล่าวของพระเยซูเจา้ ทม่ี าจากเอกสารแหล่ง Q จากนนั้ เป็นเรอ่ื ง
เล่าสองเร่อื งกล่าวถงึ ความขดั แยง้ ซง่ึ มาจากพระวรสารนักบุญมาระโก ในตอนตน้ พระเยซูเจา้ กล่าวคาพยากรณ์
เก่ยี วกบั วบิ ตั ทิ ่จี ะเกดิ ขน้ึ กบั สองเมอื งในแควน้ กาลลิ ี (11: 20-24) ส่วนตอนกลางเรม่ิ ต้นดว้ ยคาภาวนาของพระ
เยซูเจา้ รวมกบั คากล่าวอกี สองประโยคทน่ี ้าเสยี งและความหมายคลา้ ยกนั (11:25-30) สว่ นตอนทา้ ยประกอบดว้ ย
ฉากความขดั แยง้ สองฉากเกย่ี วกบั วนั สบั บาโต แต่ละฉากจบดว้ ยถอ้ ยคาอนั ทรงอานาจของพระเยซูเจา้ (12:1-14)
ดงั นนั้ สว่ นน้ีทงั้ หมดจงึ มคี าพดู ของพระเยซูเจา้ ผทู้ รงอานาจสงู สดุ เป็นหลกั พระองคไ์ ดต้ รสั ถอ้ ยคาเหล่าน้ใี นฐานะ
ของผูพ้ พิ ากษาโลกในอวสานกาล สว่ นน้ีเหมอื นกบั คาเทศน์สอนบนภูเขา มโี ครงสรา้ งสามส่วน มคี าภาวนาของ
พระเยซูเจา้ อยตู่ รงศูนยก์ ลาง (1) คาพยากรณ์ถงึ วบิ ตั ทิ ม่ี ตี ่อเมอื งในแควน้ กาลลิ สี องครงั้ 11:20-24 (2) คาภาวนา
การประกาศ และการเช้อื เชญิ ของพระเยซูเจา้ 11:25-30 (3) คากล่าวสอนเร่อื งบุตรแห่งมนุษยเ์ ป็นนายเหนือวนั
สบั บาโต 12:1-14

280

มทั ธวิ 11:20-24 วบิ ตั สิ องประการสาหรบั เมอื งในกาลลิ ี

พระเยซูเจ้าทรงตาหนิเมอื งริมทะเลสาบ

20 แลว้ พระเยซูเจา้ ทรงตาหนิบรรดาเมอื งทพ่ี ระองคท์ รงทาอศั จรรยม์ ากกวา่ ทเ่ี มอื งอ่นื เพราะชาวเมอื งไมย่ อมกลบั ใจวา่
21 “จงวบิ ตั เิ ถดิ เมอื งโคราซนิ จงวบิ ตั เิ ถดิ เมอื งเบธไซดา เพราะถา้ การอศั จรรย์ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในเจา้ เกดิ ขน้ึ ทเ่ี มอื งไทระและเมอื ง
ไซดอนแลว้ ชาวเมอื งเหลา่ นนั้ คงไดน้ ุ่งกระสอบ เอาขเ้ี ถา้ โรยศรี ษะ กลบั ใจเสยี นานแลว้ 22 ฉะนนั้ เราบอกเจา้ ว่า ในวนั พพิ ากษา
เมอื งไทระและเมอื งไซดอนจะไดร้ บั โทษเบากวา่ เจา้
23 ส่วนเจา้ เมอื งคาเปอรน์ าอมุ เจา้ ยกตนข้นึ ถึงฟ้าเทียวหรอื ตรงกนั ข้าม เจา้ จะตกลงไปถึงแดนผตู้ าย เพราะวา่ ถา้ การ
อศั จรรย์ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในเจา้ เกดิ ขน้ึ ทเ่ี มอื งโสดมแลว้ เมอื งโสดมกค็ งจะอยู่จนถงึ วนั น้ี 24 ฉะนัน้ เราบอกเจา้ ว่า ในวนั พพิ ากษา เมอื ง
โสดมจะไดร้ บั โทษเบากวา่ เจา้ ”

ข้อศกึ ษาวิพากษ์

เรอ่ื งเล่า 2 เรอ่ื งยอ่ ยน้ี แสดงภาพเปรยี บเทยี บ 2 แบบเคยี งคกู่ นั ไป คลา้ ยกบั เรอ่ื งเลา่ เกย่ี วกบั บรรยากาศ
ของนกั บุญยอหน์ ในถน่ิ ทุรกนั ดาร กบั ผคู้ นแต่งกายสวยงามหรหู ราในเมอื ง ปราสาทและวงั และเรอ่ื งของเดก็ ใน
ลานสาธารณะ รวมทงั้ 2 บรรยากาศในแควน้ กาลลิ ี ระหวา่ งพฤตกิ รรมของนกั บญุ ยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ งกบั บุตรแห่ง
มนุษย์ เหมอื นกบั เป็นเรอ่ื งเล่าสอนใจ เตรยี มจติ ใจใหร้ จู้ กั แยกแยะเรอ่ื งของชวี ติ ฝ่ายโลก กบั ชวี ติ แหง่ อาณาจกั ร
สวรรค์ เป็นคทู่ ส่ี าม เตอื นยา้ จติ ใจของประชาชนเปรยี บเทยี บคเู่ มอื งแตกต่างกนั 2 คู่

เรอ่ื งเล่าทงั้ 2 ในส่วนน้ี นักบุญมทั ธวิ ไดน้ าเน้ือหาจากเอกสารแหล่ง Q ตอนน้ีมาอย่ใู นบรบิ ทตกั เตอื นให้
สานึกผิด เป็นทุกข์กลบั ใจน้ีปรบั เป็นเน้ือเร่อื งใหม่ (ดู ลก 10:12-15) คากล่าวเตือนแรกของพระเยซูเจ้าได้ข้นึ ต้น
น้าเสยี งใหม่ ไมม่ ขี อ้ ความใดจากบทบรรยายทผ่ี า่ นมาเตรยี มผอู้ า่ นสาหรบั คาพดู ทป่ี ระเยซูเจา้ ประกาศถงึ วบิ ตั ิ คา
กล่าวเตอื นเหลา่ น้เี หมอื นกบั คากลา่ วเตอื นอ่นื ๆ ในพระวรสาร ผอู้ ่านของพระวรสารนกั บญุ มทั ธวิ คงเคยไดย้ นิ และ
คุน้ เคยมาก่อนจากแนวคดิ เหน็ ในยุคสมยั ของพวกเขา และเม่อื มองยอ้ นกลบั ไปถงึ พนั ธกจิ ของพระเยซูเจา้ โดย
ภาพรวมทงั้ หมด คาประกาศถงึ วบิ ตั ทิ งั้ สองน้ีอาจสะทอ้ นถงึ การท่ีประชาชนในแควน้ กาลลิ ปี ฏเิ สธพระเยซูเจา้ ใน
“ช่วงสุดท้ายท่พี ระองค์ยงั ทรงพระชนม์ชพี ” และสะท้อนถงึ พนั ธกจิ ท่ไี ม่ประสบความสาเรจ็ มากนักโดยคณะผู้
เผยแพร่ศาสนาในชุมชนชาวคุมรานและครสิ ตจกั รของมทั ธวิ เอง ซ่งึ หมายความว่าถ้อยคาเหล่าน้ีส่วนหน่ึงหรอื
ทงั้ หมดอาจเป็นคากล่าวสอนท่ีมาจากประกาศกชาวครสิ ต์มากกว่าเป็นถอ้ ยคาสอนของพระเยซูเจา้ องค์จรงิ ใน
ประวตั ศิ าสตร์

วบิ ตั เิ หล่าน้ีมรี ปู แบบคลา้ ยกบั “วบิ ตั ทิ จ่ี ะเกดิ กบั ชนต่างชาต”ิ ซง่ึ เป็นสาระทวั่ ไปของหนงั สอื ประกาศกใน
พระคมั ภรี ภ์ าษาฮบี รู (ต.ย. อมส. 1:3-2:3; อสย 13-23; ยรม 46-51; อสค 25:32; อบด) แต่คาพยากรณ์ในพระวรสารนกั บุญมทั ธิ
วกลบั ให้ระบุตรงกนั ขา้ มอย่างมาก คอื เมอื งชาวต่างชาติ เช่น ไทระ ไซดอน และโสโดม ซ่งึ เป็นสญั ลกั ษณ์แห่ง
ความชวั่ รา้ ยในพระคมั ภรี ม์ าตลอด กลบั ไดร้ บั การตดั สนิ ว่าดกี ว่าเมอื งของชาวยวิ อย่าง โคราซนิ และเบธไซดา
แมแ้ ต่ “เมอื งของพระเยซูเจา้ ” อยา่ งเมอื งคาเปอรน์ าอุม (ดู 4:12-13; 9:1) ยงั ถูกกล่าวโทษวา่ “ยกอวดตนขน้ึ สสู่ วรรค”์
เหมอื นกบั บาบโิ ลนและกษตั รยิ ข์ องบาบโิ ลน (อสย. 14:13) การอา้ งองิ ถงึ คาเปอรน์ าอุมทไ่ี ดก้ ล่าวถงึ ไปแลว้ นนั้ ไมไ่ ด้
สอ่ื ถงึ การปฏเิ สธพระเยซูเจา้ ทงั้ หมด สว่ นเมอื งโคราซนิ และเบธไซดามกี ารอา้ งถงึ เพยี งในพระวรสารนกั บญุ มทั ธวิ
เท่านนั้ คาพยากรณ์เหล่าน้ีอาจแสดงว่าเรามคี วามรทู้ ่ีขาดหลกั ฐานแน่นอนเกย่ี วกบั พนั ธกจิ ของพระเยซูเจา้ หรอื
อาจเป็นภาพสะทอ้ นถงึ ประสบการณ์เกย่ี วกบั พนั ธกจิ ของครสิ ตจกั รสมยั หลงั การกลบั คนื พระชนมช์ พี หรอื สอ่ื ถงึ
ทงั้ สองอยา่ ง

281

ปัญหาไม่ใช่การทผ่ี อู้ ย่อู าศยั ในชุมชนสงสยั ในปาฏหิ ารยิ เ์ หล่านัน้ พวกเขาเช่อื ว่าปาฏหิ ารยิ เ์ กดิ ขน้ึ จรงิ ๆ
แต่เสยี งเรยี กของพระเยซูเจา้ ใหก้ ลบั ใจ (4:17) และการเปลย่ี นแปลงชวี ติ ใหม่ใหส้ อดคลอ้ งกบั การประกาศถงึ พระ
อาณาจกั รของพระเป็นเจา้ กลบั ไม่มใี ครสนใจ แมใ้ นหม่คู นทเ่ี ช่อื วา่ พระเยซูเจา้ และศษิ ยข์ องพระองคท์ าอศั จรรย์
ไดจ้ รงิ ๆ เช่นเดยี วกบั คาพยากรณ์ถงึ วบิ ตั โิ ดยประกาศกในพระคมั ภรี ภ์ าคพนั ธสญั ญาเดมิ การประกาศล่วงหน้า
ถงึ การตดั สนิ พพิ ากษาในวนั สน้ิ โลกในส่วนน้ีกไ็ ม่ได้ทาหน้าทป่ี ระกาศถงึ โชคชะตาทเ่ี ปล่ยี นแปลงไม่ได้ แต่เป็น
การเรยี กใหก้ ลบั ใจ (ดู เทยี บเรอ่ื งประกาศกโยนาห์ ซง่ึ สะทอ้ นใน 12:38-41)

คากล่าวสอนทใ่ี ช้ “วบิ ตั ”ิ ไมไ่ ดห้ มายถงึ การประณาม ดา่ แชง่ แต่เป็นคาเตอื นเพอ่ื ใหก้ ลบั ใจ สานกึ ผดิ ใช้
โทษบาป เหมอื นกบั ชาวเมอื งนินะเวห์ ทไ่ี ดร้ บั พระพรของพระเป็นเจา้ โดยผ่านทางการเทศน์สอนของประกาศก
โยนาห์

ข้อคิดไตรต่ รอง
คาเปอรน์ าอุม ไดช้ ่อื ว่าเป็น “เมอื งของพระองค”์ เป็นเมอื งทต่ี งั้ อยรู่ มิ ทะเลสาบกาลลิ ี ตอนเหนือ มปี ระชาชน

อาศยั อย่หู นาแน่น เป็นเมอื งทพ่ี ระเยซูเจา้ ทรงประกาศขา่ วดี เทศน์สอนและปฏบิ ตั พิ นั ธกจิ บ่อยๆ อกี ทงั้ เป็นเมอื ง
บา้ นเกดิ เมอื งนอนของนักบุญเปโตรดว้ ย จติ ใจของประชาชนมอี าการยกตนขน้ึ ถงึ ฟ้า มแี รงจงู ใจดา้ นลบอย่างไร
ตรงขา้ มกบั หนทางแห่งอาณาจกั รสวรรค์ หรอื อย่างไรจงึ กลบั ถูกกล่าวถงึ ผู้คนแสดงลกั ษณะแปลกประหลาด
อย่างไร ท่าทภี าษาอย่างไรจงึ เป็นความแปลกประหลาด ไม่มเี หตุผลคาชแ้ี จงใดๆ อย่างไรกต็ าม เมอื งชวั่ รา้ ยใน
ประวตั ศิ าสตร์ เมอื งทป่ี ระกาศกทงั้ หลายประณามความชวั่ รา้ ยและประกาศวา่ ตอ้ งรับโทษตดั สนิ อยา่ งรุนแรงจาก
พระเจา้ เพราะบาป ถูกจดั เป็นหมวดเดยี วกบั เมอื งคาเปอรน์ าอมุ เลก็ ๆ แห่งนนั้ ทงั้ ๆ ทม่ี นั ไมไ่ ดม้ ชี อ่ื เสยี ง มแี สงสี
หรอื มกี ารทาบาปอยา่ งออ้ื ฉาว ทงั้ ไม่เคยคาดว่าตนอย่ใู นประเภทเดยี วกบั เมอื งบาบโิ ลนอนั ยงิ่ ใหญ่ท่ี “ยกอวดตน
ขน้ึ สสู่ วรรค”์ ยกย่องตนขน้ึ มาแทนพระเป็นเจา้ หรอื สรา้ งรปู เคารพใหต้ นเอง สง่ิ ทเ่ี มอื งน้ีทากค็ อื ดาเนินกจิ การงาน
ทงั้ หลายของตนต่อไปตามปกติ ไม่สนใจต่อคาเตอื นให้สานึกผดิ และเป็นทุกข์ใชโ้ ทษบาป ประพฤตติ นใหม่ใน
หนทางของพระเป็นเจา้ ในขณะท่สี ญั ญาณแห่งการไถ่กู้ของพระเป็นเจ้าได้ปรากฏขน้ึ ในหมู่ของพวกเขาอย่าง
เงยี บๆ

คากล่าวสอนทงั้ สองเรอื่ งน้ี มลี กั ษณะเป็นการเปรยี บในรูปแบบทเี่ ป็นเงอื่ นไข ใชร้ ูปประโยคว่า “ถ้า...กจ็ ะ”
แสดงถงึ ความแตกต่างทไี่ ม่เหมอื นกนั ไม่ใช่แตกต่างกนั อย่างส้นิ เชงิ หรอื คนละขวั้ แบบ เขาควายสองขา้ ง หรอื
หนีเสอื ปะจระเข้ (Dilemma) ไม่ใช่แสดงความแตกต่างไม่เหมอื นกนั แบบตรงขา้ ม หรอื 2 ลกั ษณะ (Contrast or
Duality) แต่เป็นวธิ กี ารเปรยี บเพอื่ ใหเ้ กดิ การปรบั ตวั หรอื แก้ไขพฒั นาใหไ้ ดผ้ ลตามทพี่ งึ ประสงค์ หรอื ไม่เลวรา้ ย
ไม่ประสบผลเสยี หายดงั ทไี่ ดก้ ระทาหรอื ตามกฎแห่งกรรม หรอื นาพาใหท้ ุกสงิ่ กลบั มาสสู่ ภาพดี สคู่ วามสขุ แทจ้ รงิ
ตามคาแนะนาแหง่ พระวรสาร

นักบุญมทั ธวิ นาเสนอสงิ่ อุปมาเปรยี บเทยี บ ไม่ใช่เพอื่ แบ่งแยก แต่ช้แี สดงขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื วเิ คราะหส์ ภาพที่
เป็นจรงิ สาหรบั เปิดหนทางใหแ้ สงสวา่ งแห่งความดี ความจรงิ และชวี ติ ส่องเขา้ มา ใหค้ วามรกั ไดแ้ สดงตนเป็นกจิ
เมตตาทชี่ ่วยเหลอื กนั และกนั สสู่ ภาพทดี่ กี วา่ เพอื่ ใหพ้ ฤตกิ รรมหรอื กจิ การทบี่ กพรอ่ ง ขาดหายไป ไดร้ บั การแกไ้ ข
หรอื สงิ่ ทมี่ องดูภายนอกว่าเป็นสงิ่ คนละอย่าง ได้รบั การเตมิ เต็มใหค้ รบถ้วนสมบูรณ์ เช่น ถ้าเมอื งโคราซินและ
เมอื งเบธไซดา ยอมรบั การอศั จรรยจ์ ากพระเป็นเจา้ แบบทเี่ มอื งไทระและเมอื งไซดอนตอบรบั พระเป็นเจา้ ปฏบิ ตั ิ

282

กจิ สานึกผดิ กระทากจิ ใชโ้ ทษบาป ผลกรรมทเี่ กดิ ขน้ึ อาจเปลยี่ นแปลงได้ เชน่ เดยี วกบั พระเมตตาของพระเป็นเจา้
จะแสดงตน ปรากฏแก่มนุษยผ์ กู้ ลบั ใจ เปลยี่ นแปลงความประพฤตเิ ขา้ หาในหนทางของพระเป็นเจา้ อาจกล่าวได้
ว่า การประกาศข่าวดขี องนักบุญมทั ธวิ ไม่มกี ารตดั สนิ และให้รบั โทษอย่างสาสมกบั ความผดิ แต่พยายามแสดง
พระประสงค์ของพระเป็นเจ้าให้มนุษย์มโี อกาสหนั จติ ใจกลบั เขา้ มาหาพระเป็นเจา้ ประพฤตติ นตามข่าวดแี ห่ง
อาณาจกั รสวรรค์ และประกาศตนยอมรบั พระเป็นเจา้ เป็นศษิ ยต์ ดิ ตามพระเยซูเจา้ เพอื่ รบั การไถ่กสู้ คู่ วามรอดพน้

มธ. 11:25-30 คาภาวนา คาประกาศ และคาเชอ้ื เชญิ ของพระเยซูเจา้

ผตู้ า่ ต้อยได้รบั ขา่ วดี
25 เวลานนั้ พระเยซเู จา้ ตรสั วา่ “ขา้ แตพ่ ระบดิ า เจา้ ฟ้าเจา้ แผน่ ดนิ ขา้ พเจา้ สรรเสรญิ พระองคท์ ท่ี รงปิดบงั เรอ่ื งเหลา่ น้ี จาก

บรรดาผมู้ ปี รชี าและรอบรู้ แต่ทรงเปิดเผยแก่บรรดาผตู้ ่าตอ้ ย 26 ถูกแลว้ พระบดิ าเจา้ ขา้ พระองคพ์ อพระทยั เช่นนนั้ 27 พระบดิ า
ทรงมอบทกุ สง่ิ แก่ขา้ พเจา้ ไมม่ ใี ครรจู้ กั พระบุตร นอกจากพระบดิ า และไมม่ ใี ครรจู้ กั พระบดิ า นอกจากพระบุตรและผทู้ พ่ี ระบุตร
เปิดเผยใหร้ ู้
พระคริสตเจา้ ทรงเป็นเจา้ นายที่สภุ าพอ่อนโยน

28 “ท่านทงั้ หลายทเ่ี หน็ดเหน่ือย และแบกภาระหนกั จงมาพบเราเถดิ เราจะใหท้ า่ นไดพ้ กั ผอ่ น 29 จงรบั แอกของเราแบกไว้
และมาเป็นศษิ ยข์ องเรา เพราะเรามใี จสุภาพอ่อนโยนและถ่อมตน จิตใจของท่านจะได้รบั การพกั ผอ่ น 30 เพราะวา่ แอกของเรา
ออ่ นนุ่มและภาระทเ่ี ราใหท้ า่ นแบกกเ็ บา”

ข้อศกึ ษาวิพากษ์
โครงสรา้ งแบบไตรลกั ษณ์ในหน่วยน้ีเป็นผลจากการประพนั ธข์ องนกั บุญมทั ธวิ สององคป์ ระกอบแรก (ว. 25 -

27) มาจากบรบิ ททแ่ี ตกต่างกนั จากเอกสารแหล่ง Q (ใน ลก 10:21-22 ลูกาไดท้ าใหข้ อ้ ความเหล่าน้ีเป็นการตอบสนองต่อการกลบั มา
อย่างปิตยิ นิ ดขี อง “ทงั้ เจด็ สบิ คน” (the Seventy) จากการปฏบิ ตั พิ นั ธกจิ อย่างไดผ้ ลสาเรจ็ ซง่ึ ไม่มอี ยใู่ นพระวรสารนักบุญมทั ธวิ ) นกั บุญมทั ธวิ ได้
ปรับย้ายตาแหน่งข้อความเหล่าน้ีและทาให้เปล่ียนเน้ือหาเป็ นส่วนหน่ึงของหน่วยท่ีเป็ นบทพูดน้ี สาระ
องค์ประกอบท่ีสาม (ว. 28-30) เป็นสงิ่ ท่พี บบ่อยในพระวรสารของมทั ธวิ เพราะท่านชอบใช้ธรรมประเพณีของ
ตนเองหรอื ประพนั ธข์ น้ึ ใหม่

ผชู้ มยงั คงเป็น “ฝงู ชน” ใน ว. 7 (บรรดาศษิ ยห์ ายไปตงั้ แต่ ว. 1 และกลบั มาอกี ครงั้ ใน 12:1) แมแ้ ต่คาภาวนาในวรรคท่ี 25-
26 ยงั มฝี งู ชนและผอู้ ่านไดย้ นิ ดว้ ย ส่วนบทสรุปทเ่ี ป็นคาเชอ้ื เชญิ นัน้ เป็นการสอ่ื สารกบั ทุกคน คากล่าวทม่ี คี วาม
โดดเด่นน้ีจงึ ไม่ใช่เน้ือหาส่วนทแ่ี ยกเด่ียวต่างหาก แต่มนั เช่อื มโยงอย่กู บั บรบิ ทอย่างชดั เจน ว. 25 เก่ยี วขอ้ งกบั
วรรคก่อนอย่างใกลช้ ดิ ด้วยสว่ นนาทก่ี ล่าววา่ “ในตอนนนั้ ” (at that time) และคาทไ่ี ม่แปล “Apokritheis” (ฉบบั KJV
แปลว่า “ตอบ”<responded> <answered>) ในการนาคากล่าวนัน้ มาไว้ในตอนน้ี นักบุญมัทธิวต้องการช้ีให้เห็นว่าคา
ประกาศสอนและคาบรรยายทางลบถงึ วบิ ตั ทิ อ่ี ยยู่ อ่ หน้าก่อนไม่ใชค่ าพดู ทพ่ี ระเยซูเจา้ กล่าวทง้ิ ทา้ ยและมผี ลกบั คน
ทงั้ โลก สารของพระเยซูเจ้าถูกบางคนปฏิเสธ แต่ก็มบี างคนยอมรบั ด้วย ซ่ึงคนเหล่านัน้ คอื “เดก็ เล็กๆ” “ผู้ท่ี
ปราศจากมารยา” “คนตวั เลก็ ๆ” (ดู เทยี บ 18:6-14) แมว้ า่ นกั บญุ ยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ งใหพ้ ระองคเ์ รม่ิ ตงั้ คาถามและเมอื ง
ทงั้ หลายในแควน้ กาลลิ ี ซง่ึ รจู้ กั พระเยซูเจา้ ดที ส่ี ุดจะปฏเิ สธสารจากพระองค์ แต่ยงั มบี างคนทต่ี อบสนองต่อพระ
เยซูเจา้ วา่ สงิ่ ทพ่ี ระองคต์ รสั สอนเป็นการเปิดเผยอนั งดงามจากพระผเู้ ป็นเจา้ (ดู เทยี บ 16:17)

เน้ือหาตอนน้ีมคี วามเป็นเอกลกั ษณ์ของธรรมประเพณีแห่งพระวรสารสหทรรศน์ (Synoptic Tradition) ครงั้
หน่ึงมนั เคยถูกมองว่ามคี วามคลา้ ยกบั คาประกาศเก่ยี วกบั พระผูไ้ ถ่ในวฒั นธรรมกรกี โบราณ และใกล้เคยี งกบั

283

แนวคดิ ทางครสิ ตศาสตรข์ องผทู้ เ่ี ชอ่ื ในคาสอนของนกั บญุ ยอหน์ (Johannine Christological Concepts) มากกวา่
พระเยซูเจา้ แห่งพระวรสารสามเล่มแรก (ดู ยน. 3:35; 5:19-20; 7:29; 10:14-15; 13:3; 17:2, 25) แต่ภูมหิ ลงั ทใ่ี กลท้ ส่ี ุดจะเป็น
ธรรมประเพณีทางปรชี าญาณจากพระคมั ภรี ภ์ าคพนั ธสญั ญาเดมิ และศาสนายดู ายยคุ แรกเรม่ิ โดยเรมิ่ ตน้ จากคา
กล่าวของพระเยซูเจา้ องค์จรงิ ในประวตั ศิ าสตร์ (11:25-26) ชุมชนแห่งประกาศกทค่ี ุมรนั ไดน้ าคากล่าวน้ีมาขยาย
ดว้ ยการสรา้ งภาพใหพ้ ระเยซูเจา้ เป็นผสู้ ง่ สารของเทพแี ห่งปรชี าญาณทอ่ี ยเู่ หนือโลกน้ี (Sophia) ในเมอ่ื มแี ต่พระ
เป็นเจา้ เท่านนั้ ทร่ี จู้ กั ปรชี าญาณ (โยบ 28:12-27; บสร. 1:6-9; บรค. 3:32) จงึ มแี ต่พระบดิ าเทา่ นนั้ ทร่ี จู้ กั พระบุตร และเมอ่ื มี
เพยี งแต่ปรชี าญาณเท่านนั้ ทร่ี จู้ กั พระเป็นเจา้ (ปชญ 8:4; 9:1-18) จงึ มแี ต่พระบุตรเท่านนั้ ทร่ี จู้ กั พระบดิ า ในเม่อื ปรชี า
ญาณเปิดเผยความลกึ ลบั เก่ยี วกบั พระเป็นเจา้ (ปชญ 9:1-18, 18) พระเยซูเจา้ จงึ เป็นผเู้ ปิดเผยสจั ธรรมต่างๆ ทเ่ี ป็น
ความลบั ของพระเป็นเจ้า ในเม่อื เทพแี ห่งปรชี าญาณเรยี กรอ้ งใหผ้ ู้คนแบกแอกของเธอและพบกบั การหยุดพกั
(บสร. 51:23-30; เทยี บ สภษ. 1:20-23; 8:1-36; บสร 24:19-22; พซม 33:6-13) ดงั นนั้ พระเยซูเจา้ จงึ ใหค้ าเชอ้ื เชญิ น้ีเชน่ กนั สาหรบั
นักบุญมทั ธวิ พระเยซูเจ้าไม่ไดเ้ ป็นเพยี งผู้ส่งสารของปรชี าญาณ แต่ทรงเป็นหน่ึงเดยี วกบั พระปรชี าญาณของ
พระเป็นเจา้ แหง่ สวรรค์ พระองคไ์ ม่ไดต้ รสั เพอ่ื ปรชี าญาณเพยี งอยา่ งเดยี วเท่านนั้ แต่ในฐานะทท่ี รงเป็นพระปรชี า
ญาณนนั้ เองดว้ ย (ดู ขอ้ ศกึ ษาวพิ ากษ์ 11:20) ดงั นนั้ ถอ้ ยคาของพระเยซูเจา้ จงึ เป็นเครอ่ื งเตอื นใหร้ ะลกึ ถงึ อพย. 33:12-
13 และนกั บุญมทั ธวิ กอ็ าจเขา้ ใจขอ้ ความเหล่านนั้ ว่าเป็นสญั ลกั ษณ์ถงึ โมเสสอย่างท่ีท่านเคยเล่าในตอนอ่นื (ดู ขอ้

ศกึ ษาวพิ ากษ์ 5:1)

11:25-26 คาภาวนาของพระเยซูเจา้ แมว้ ่าจะมกี ารปฏเิ สธทถ่ี ูกประณามใน ว. 20-24 บางคนยอมรบั พนั ธ
กจิ และสารพระวาจาของพระเยซูเจา้ และพระองคท์ รงขอบคณุ พระเป็นเจา้ เพราะเหตุน้ี ตามบรบิ ททน่ี กั บุญมทั ธวิ
ใหไ้ ว้ คาพดู เหล่าน้ีไม่ใช่คาขอบคุณเพราะพนั ธกจิ ประสบความสาเรจ็ (ดู เทยี บ ลก 10:21) แต่เป็นการไตร่ตรองแบบ
ภาวนาเก่ยี วกบั “ความลม้ เหลว” ของพนั ธกจิ ท่ีแควน้ กาลลิ ี ดงั นัน้ คาพูดเหล่าน้ีจงึ เป็นเหมอื นอุปมา และใน ว.
20-24 เป็นการพูดย้อนกลบั ผู้ท่ียอมรบั สารของพระองค์ไม่ใช่ “คนท่ีฉลาดรอบรู้” (ฉบับ NIV ใช้คาว่า “มกี ารศึกษา”
<Learned>) แต่เป็น “ผตู้ ่าตอ้ ย” (“Infants” ในฉบบั NRSV) ในสว่ นอน่ื ของพระวรสาร นกั บญุ มทั ธวิ เคยกล่าวถงึ ปรชี าญาณ
และความเขา้ ใจไวว้ ่าเป็นคุณสมบตั ทิ ่ดี ขี องบรรดาศษิ ย์ คาพูดน้ีไม่ใช่คาปราศรยั อนั ยดื ยาวท่ยี กย่องความไม่รู้
(7:24-27; 13:51; 23:34; 25:1-13 ดูเทียบ คาสัง่ ให้ “เรียนรู้” ซ่ึงเป็นบทสรุปในวรรค 29) เช่นเดียวกับในส่วนอ่ืนๆ (เช่น 16:17) นัก
บุญมทั ธวิ ยนื ยนั ว่าผทู้ ่ตี ระหนักรบั รู้ว่าพระเยซูเจา้ ทรงเป็นผนู้ าสารแห่งพระเป็นเจา้ ทรงกระทาเช่นนัน้ ได้ ไม่ใช่
เพราะพระองคม์ สี ถานะทางศาสนาทส่ี งู สง่ หรอื เพราะสตปิ ัญญาสว่ นบุคคล หรอื เพราะความเฉลยี วฉลาด แตเ่ ป็น
การเผยแสดง ซ่งึ เป็นของประทานท่พี ระเป็นเจา้ ทรงมอบให้กบั คนท่เี ปิดใจและไม่มมี ารยาเท่านัน้ “ผูต้ ่าต้อย”
(“Little Children” ในฉบบั NIV) คอื ผทู้ ไ่ี ม่มโี อกาส ความสามารถ หรอื สทิ ธพิ น้ื ฐานทจ่ี ะรบั การเรยี นรูเ้ กย่ี วกบั พระเป็นเจา้
แต่เป็นผทู้ พ่ี ระเจา้ ทรงเปิดเผยของของพระองคใ์ หโ้ ดยเป็นพระหรรษทานจากพระทยั ดขี องพระเป็นเจา้ (ดู 18:1-14)
ในยุคสมยั ของนักบุญมทั ธวิ ความแตกต่างน้ีสงั เกตุไดจ้ ากชนชนั้ ผนู้ าของศาลาธรรมชาวยวิ ทงั้ ธรรมาจารยแ์ ละ
ชาวฟารสิ ี ผปู้ ฏเิ สธละทง้ิ ชุมชนและคาสอนของนกั บุญมทั ธวิ กบั “ผตู้ ่าตอ้ ย” (Little People) ผไู้ ม่มสี ถานภาพทาง
ศาสนา ทไ่ี ดร้ วมตวั ชุมนุมกนั เป็นชมุ ชนชาวครสิ ตข์ องนกั บญุ มทั ธวิ

11: 27 การประกาศเชงิ ครสิ ตศาสตรเ์ กย่ี วกบั พระเยซูเจา้ ความขดั แยง้ คงดาเนินต่อไปสู่ ว. 27 ซง่ึ แสดงว่า
พระเยซูเจา้ ทรงมคี วามรทู้ พ่ี ระบดิ าทรงมอบใหโ้ ดยตรง แตกต่างจากธรรมาจารยแ์ ละนกั บวชในศาสนายดู าย ทม่ี ี
ขนบธรรมเนียมอยู่แต่ในระดบั ของมนุษย์เท่านัน้ (ดู 7:28-29; 15:1-20) ส่วนน้ีไม่บรรยายว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็น
อจั ฉรยิ ะทางศาสนาทค่ี น้ พบธรรมล้าลกึ เก่ยี วกบั พระเป็นเจา้ แต่เป็นพระบุตรอนั เป็นทร่ี กั และมคี วามใกลช้ ดิ กบั

284

พระบดิ า เป็นการรเิ รม่ิ ของพระบดิ าผทู้ รงมอบ “ทุกสง่ิ ” ไว้กบั พระบุตร ซง่ึ อย่ใู นขอ้ ความทเ่ี ป็นกล่าวล่วงหน้าของ
มธ. 28:18 เน้ือหาตอนน้ีเป็นท่เี ขา้ ใจตามท่นี ักบุญยอห์นนิพนธ์ไวต้ งั้ แต่ศตวรรษท่ี 2 ว่าเป็นคายนื ยนั ถงึ การท่ี
พระบุตรทรงดารงอยู่ก่อนสรรพสง่ิ (Pre-Existence) และมคี วามหมายต่อการถกเถยี งเก่ยี วกบั พระตรเี อกภาพ
ในช่วงศตวรรษท่ี 4 สาหรบั นักบุญมทั ธวิ ผซู้ ง่ึ ไม่มที ฤษฎเี ร่อื งการดารงอย่กู ่อนสรรพสงิ่ คาพูดเหล่าน้ีไม่ใช่การ
อธบิ ายถงึ ปฏสิ มั พนั ธ์ระหว่างพระตรเี อกภาพสมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ เช่นใน 28:18 แต่เป็นการอธบิ ายถงึ ความ
เช่อื ยอ้ นหลงั ของนักบุญมทั ธวิ ท่มี ตี ่อการกระทาของพระเป็นเจ้าท่อี ยู่ในเร่อื งเล่าทงั้ หมดของพระเยซูเจ้า โดย
พจิ ารณาจากมุมมองของผูท้ ่อี ยู่ในยุคหลงั การกลบั คนื พระชนม์ชพี ขอ้ ความน้ียนื ยนั ว่าพระบดิ าและพระบุตรมี
ความรจู้ กั สนทิ สมั พนั ธก์ นั เป็นพเิ ศษ

11:28-30 คาเชอ้ื เชญิ ของพระเยซูเจา้ เป็นการกล่าวในฐานะพระปรชี าญาณของพระเป็นเจา้ ทป่ี รากฏในรปู
กายของมนุษย์ คาเชอ้ื เชญิ น้ีมไี วส้ าหรบั ทุกคนทแ่ี บกภาระหนกั ในสถานการณ์ทม่ี คี วามขดั แยง้ ของนกั บุญมทั ธวิ
ท่านมภี าพอยู่ในใจชดั เจนว่าหมายถงึ ภาระทางศาสนาท่ธี รรมาจารย์และชาวฟารสิ ยี ดั เยยี ดใหผ้ ูอ้ ่นื แบกรบั ซ่งึ
ท่านเขา้ ใจว่าภาวะนนั้ เป็นสงิ่ กดี ขวางการร่วมสนิทเป็นหน่ึงเดยี วกบั พระเป็นเจา้ (ดู 23:4) คากล่าวน้ีมอี ายยุ าวนาน
ในประวตั ศิ าสตรข์ องพระศาสนจกั รแสดงว่าเป็นคาเชอ้ื เชญิ สาหรบั ผทู้ ร่ี สู้ กึ ผดิ หวงั กบั ความเสแสรง้ ของศาสนาท่ี
มนุษยส์ รา้ งขน้ึ

ในพระคมั ภรี ภ์ าคพนั ธสญั ญาเดมิ และในธรรมประเพณีของชาวยวิ คาว่า “แอก” เป็นคาเปรยี บเทยี บท่รี จู้ กั
กนั โดยทวั่ ไปว่าหมายถงึ ความเป็นทาสหรอื ผรู้ บั ใช้ และหมายถงึ การนบนอบเช่อื ฟังดว้ ย ขอ้ ความน้ีตรงกนั ขา้ ม
กบั คากล่าวทน่ี ักบวชชาวยวิ มกั พดู กนั ตามธรรมเนียมว่า “แอกแห่งโตราห”์ (Yoke of the Torah) และ “แอกแห่ง
พระอาณาจกั ร” (Yoke of the Kingdom) แต่พระเยซูเจ้ากล่าวว่า “แอกของเรา” (My Yoke) ซ่ึงเป็นการอ้างว่า
พระองค์เองคอื การแสดงออกของพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า คาว่า “ง่าย(เบา)” (Easy) เช่นเดียวกบั คาว่า
“พกั ผ่อน” พระเยซูเจา้ ไม่ไดเ้ ชอ้ื เชญิ เราใหใ้ ชช้ วี ติ ทง่ี า่ ยดายสะดวกสบาย แต่เป็นการช่วยเราใหร้ อดพน้ จากภาระ
เทจ็ เทยี มทเ่ี กดิ จากศาสนาทม่ี นุษยส์ รา้ งขน้ึ ซง่ึ นกั บุญมทั ธวิ มองวา่ เป็นอุปสรรคขดั ขวางไม่ใหเ้ รามสี มั พนั ธภาพท่ี
แท้จรงิ กบั พระอาณาจกั รของพระเป็นเจ้า (23:4) คาว่า “เรยี นรู้” (Learn) เป็นอีกแง่มุมหน่ึงของการเป็นศิษย์ท่ี
นักบุญมทั ธิวเห็นว่ามีความสาคญั (ดู 9:13; 28:19) และเป็นส่ิงท่ีท่านเติมลงไปในคากล่าวดัง้ เดิม ว. 29ข เป็ น
ขอ้ ความทแ่ี ทรกความคขู่ นานของเน้อื หาและมคี าศพั ทห์ ลกั ทเ่ี ป็นลกั ษณะเฉพาะของพระวรสารนกั บุญมทั ธวิ (”มใี จ
สุภาพ” <meek>) และอาจเป็นขอ้ ความทน่ี กั บุญมทั ธวิ ไดเ้ ตมิ เสรมิ เขา้ ไปในคากลา่ วดงั้ เดมิ

เช่นเดยี วกบั พระปรชี าญาณของพระเป็นเจา้ (บสร. 51:23-30) และเหมอื นกบั วธิ ที ่พี ระเจา้ ตรสั กบั โมเสส (อพย.
33:14) พระเยซูเจ้าเสนอ “การพกั ผ่อน” ซ่ึงไม่ได้เป็นเพียงความสบายเท่านัน้ (ดู 10:17-39) แต่ยงั มีความหมาย
เดยี วกบั คาว่าความรอดพน้ (Salvation) ซง่ึ เก่ยี วขอ้ งกบั พระอาณาจกั รของพระเจา้ และชวี ติ นิรนั ดร์ (เช่น ฮบ 3:11,
18; 4:1, 3, 5, 10-11; วว 14:13) ธรรมเนียมวนั สบั บาโตกม็ คี วามหมายแทรกเช่นน้ีดว้ ย บางที ในทน่ี ้ีอาจเป็นการมองว่า
พระเยซูเจา้ ทรงเป็นผปู้ ระทานการพกั ผ่อนแห่งวนั สบั บาโตทแ่ี ทจ้ รงิ รวมทงั้ ความหมายโดยนัยอ่นื ๆ ซง่ึ เป็นการ
เตรยี มพน้ื ฐานผอู้ า่ นสาหรบั คากลา่ วสอนต่อไป ทอ่ี ยใู่ นบรบิ ทความขดั แยง้ ในเรอ่ื งวนั สบั บาโต

เมอื่ พจิ ารณาคาสอนของพระเยซูเจา้ จาก ว. 12-14 คาเชญิ น้ีอาจเตรยี มไว้สาหรบั บรรดาศษิ ยข์ องพระเยซู
เจา้ ผูท้ ใี่ ชค้ วามอดทนและความพยายามจงึ เขา้ ส่อู าณาจกั รสวรรค์ได้ ฉะนัน้ ผูท้ นี่ าตนเองตดิ ตามพระเยซูครสิ ต
เจา้ ตอ้ นรบั อาณาจกั รสวรรค์ และอทุ ศิ ตนเพอื่ นาพาเพอื่ นพนี่ ้องเขา้ สอู่ าณาจกั รสวรรค์ มาเป็นประชากรของพระ

285

เป็นเจ้า เป็นภารกจิ ทสี่ าคญั และเป็นพนั ธกิจแห่งชวี ติ ในแบบอย่างของพระอาจารย์เจ้าของเรา และเนือ่ งจาก
ภารกจิ จากสภาพของสงั คมโลก อาจมลี กั ษณะตามแบบเดก็ ทลี่ านสาธารณะ ใน ว. 16-17 หรอื พวกชาวยวิ ใน ว.
18-19 และมพี ฤติกรรมตามแบบบรรดาประชาชนในเมืองต่างๆ ใน ว. 21-24 ผู้ประกาศข่าวดีและเสรมิ สร้าง
อาณาจกั รสวรรคค์ งจะตอ้ งประสบกบั ความเหน็ดเหนือ่ ยทงั้ กายและใจไม่มากกน็ ้อย คาเชญิ ชวนและการพกั ผอ่ น
จงึ เป็นสงิ่ ทนี่ ักบุญมทั ธวิ ไดจ้ ดั เตรยี มไวล้ ่วงหน้า เป็นการแสดงพระทยั เมตตากรุณาและพละกาลงั ใจจากสวรรค์
สาหรบั ผู้ทีท่ างานหนัก หรอื ผู้ประสบกบั ภาระหนักทผี่ ดิ พลาด ให้หนั มามองชีวิตแบบพระเยซูเจ้าและพบกบั
ความสขุ แทจ้ รงิ ทพี่ ระองคท์ รงเปิดเผยแก่มนุษย์

ข้อคิดไตร่ตรอง
ตอนน้ีอาจเป็นบทสรุป เน้ือเรอื่ งสมั พนั ธก์ บั พระปรชี าญาณของพระเป็นเจา้ ทไี่ ดอ้ า้ งถงึ ใน ว. 19 แต่ไมแ่ สดง

ลกั ษณะใดว่าเชอื่ มโยง หรอื เกยี่ วขอ้ งกนั อย่างไร ส่วนเน้ือหาตอนหลงั แสดงการให้กาลงั ใจแก่ผูป้ ฏบิ ตั พิ นั ธกจิ
แห่งอาณาจกั รสวรรคใ์ นการนาพาประชาชนในสภาพชวี ติ ความเป็นอย่แู บบทวลิ กั ษณ์ และผใู้ ชค้ วามอดทนและ
ความพากเพยี รเพอื่ สรา้ งอาณาจกั รสวรรคส์ ปู่ ระชาชนในดนิ แดนทวลิ กั ษณ์ นาพาสคู่ วามสุขแทจ้ รงิ ในรปู แบบใดๆ
หรอื เขา้ ถงึ อยา่ งสมั ฤทธผ์ิ ลไดใ้ นหนทางทงั้ 8 รปู แบบในชวี ติ ทดี่ คี รบถว้ นสมบรู ณ์ดงั พระบดิ าเจา้ สวรรค์ (มธ. 5: 48)

ในอกี ดา้ นหนึง่ กรอบแนวคดิ ของนกั บญุ มทั ธวิ อาณาจกั รสวรรคเ์ ป็นหนงึ่ เดยี วโดยองคร์ วม คุณลกั ษณะชวี ติ
และวธิ ปี ฏบิ ตั อิ าจผดิ พลาดหรอื บกพร่องไป เพราะความเขา้ ใจผดิ การหลงผดิ เพราะการประจญล่อลวง หรอื เหตุ
ชกั นาใหผ้ ดิ หลงต่างๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ แก่บุคคลใด หรอื กลุ่มคนใดกต็ าม ไมใ่ ชเ่ หตุผลทที่ าใหโ้ ลกแตกแยก หรอื แบ่งแยก
ออกเป็น 2 ขา้ ง ไม่เป็นแบบฝ่ายเทวดา กบั ฝ่ายปีศาจ แต่มเี พยี งสภาพแหง่ อาณาจกั รสวรรคท์ บี่ กพร่อง คุณความ
ดขี าดหายหรอื บกพร่องไป ซึง่ สามารถกอบกู้และนากลบั คนื มาสู่สถานะพระหรรษทานและได้รบั การเยยี วยา
รกั ษา หรอื สรา้ งใหมใ่ นพระบารมขี องพระครสิ ตเจา้ โดยทางหรอื ในพระโลหติ ของพระชุมพาน้อย กลบั เป็นมนุษย์
ใหม่ในพระเมตตาอนั ไมม่ ขี อบเขตของพระเป็นเจา้ หรอื เป็นไปตามแนวความคดิ ทวี่ า่ “การไถ่กู้ คอื การสรา้ งใหม”่
(Redemption = New Creation) มนุษยต์ ้องขอบพระคุณพระเป็นเจา้ อยู่เสมอ เพราะพระองค์ทรงพระทยั ดี และ
เปีย่ มดว้ ยเมตตาสงสาร ทรงรกั อย่างมนั่ คง (Steadfast Love) และดารงนจิ นิรนั ดร์

ผู้อ่านท่มี วี จิ ารณญาณหลกั แหลมจะรูส้ กึ ท่งึ กบั พระวรสารนักบุญมทั ธวิ ส่วนน้ี เน่ืองจากผู้คนท่สี มควรจะ
มองเหน็ เขา้ ถงึ การเปิดเผยของพระเป็นเจา้ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ท่ามกลางพวกเขากลบั “ไม่เขา้ ใจ” (Fail to Get It) นักบุญ
ยอหน์ ผทู้ าพธิ ลี า้ งใหก้ บั พระเยซูเจา้ ผตู้ ระหนกั ถงึ ความไมค่ คู่ วรของตวั ทา่ นเองและเคยไดย้ นิ เสยี งทด่ี งั ลงมาจาก
สวรรค์ (11:2-14) กไ็ ม่เขา้ ใจ บางคนยดึ มนั่ ในคาสอนและสถานภาพของตนเองอยู่ และเหน็ วา่ ทงั้ นกั บุญยอหน์ และ
พระเยซูเจา้ ต่างไมเ่ ขา้ เกณฑค์ า่ นิยมทพ่ี วกเขาตงั้ เอาไวอ้ ยแู่ ลว้ (11:16-19) กไ็ มเ่ ขา้ ใจ เมอื งโคราซนิ เบธไซดา และ
คา-เปอรน์ าอมุ ลว้ นเป็นเมอื งทพ่ี ระเยซูเจา้ ไดป้ รากฏพระองคแ์ ละแสดงการกระทาอนั ยง่ิ ใหญ่ของพระอาณาจกั ร
พระเจา้ ทก่ี าลงั เรมิ่ ตน้ ขน้ึ (11:20-24) กไ็ ม่เขา้ ใจ นักวชิ าการและผปู้ ราดเปร่อื งทงั้ หลายซง่ึ สามารถอธบิ ายสงิ่ ต่างๆ
ไดม้ ากมาย แต่มองไมเ่ หน็ การเปิดเผยของพระเป็นเจา้ ทอ่ี ย่ทู า่ มกลางพวกเขา (11:25ก) กไ็ มเ่ ขา้ ใจ สว่ นคนทเ่ี ขา้ ใจ
นนั้ คอื “เดก็ เลก็ ๆ” “ผทู้ ป่ี ราศจากมารยา” “คนตวั เลก็ ๆ” ท่ีไม่เคยกล่าวอา้ งสง่ิ ใด แต่ไดร้ บั พระหรรษทานแห่งการ
เผยแสดง ซง่ึ มาจากพระเป็นเจา้ (11: 25ข-27)

286

คาเช้อื เชญิ น้ีเป็นพระทยั ดขี องพระสวามเี จา้ พระองคท์ รงเตรยี มไวส้ าหรบั บรรดาศษิ ยแ์ ละผปู้ ระกาศขา่ วดี
แห่งอาณาจกั รสวรรคข์ องพระองค์ มไิ ดเ้ ป็นสอ่ื นาเราไปสคู่ วามหยงิ่ จองหอง อย่าเขา้ ใจผดิ หรอื แพก้ ารประจญ นกั
บุญมทั ธวิ ตงั้ เป้าหมายอย่างแน่วแน่ใหม้ นุษย์ผตู้ ดิ ตามพระเยซูครสิ ตเจา้ เขา้ ใจและเขา้ ถงึ พระประสงคข์ องพระ
เป็นเจา้ หรอื พระทยั ดที ซ่ี ่อนอย่ใู นทุกกจิ การ หรอื เป็นแกนภายในของคาสอนหรอื กจิ การทงั้ ปวงของพระเยซูเจา้
หากเราอา้ งว่าตวั เราเขา้ ใจ เราไมใ่ ชจ่ ากดั ตนเองเป็นหน่ึงในไมก่ ค่ี นทไ่ี ดร้ บั เลอื ก แตต่ อ้ งขยายและสอ่ื ความเขา้ ใจ
ถงึ พระทยั ดแี ละเมตตาของพระเป็นเจา้ ส่จู ติ ใจและชวี ติ ของเพ่อื นมนุษยท์ ุกคน เพราะอานาจความรกั ทพ่ี ระเป็น
เจา้ ทรงสอนและเป็นแบบฉบบั แก่เรา คอื จงรกั เพ่อื นมนุษยเ์ หมอื นรกั ตนเอง และพงึ ตระหนักว่าคาเช้อื เชญิ มใิ ช่
คาพดู คากล่าวหาใหเ้ รายอมจานนและสน้ิ หวงั เพราะนกั บุญมทั ธวิ แสดงใหร้ จู้ กั พระทยั ของพระเป็นเจา้ อยา่ งถ่อง
แท้ เน้นย้าใหท้ ุกคนใชค้ วามอดทนและความพยายามเพ่อื จะไดเ้ ขา้ ส่อู าณาจกั รสวรรค์ มใิ ช่ปล่อยตวั ปล่อยใจไม่
ยอมยกกางเขนของตนขน้ึ แบกและตดิ ตามพระเยซูเจา้ ไปจนบรรลถุ งึ ความรอดพน้ ในอาณาจกั รสวรรค์ แต่ใชพ้ ระ
พรและทุกสงิ่ ท่พี ระเป็นเจา้ ทรงประทานแก่ชวี ติ ของตน นาพาตนเองและเพ่อื นมนุษย์เขา้ ส่อู าณาจกั รสวรรค์ให้
ครบถว้ นสมบูรณ์ อกี ทงั้ ไม่สรา้ งมุมมองแบบคนทอ้ ถอย ไม่เขา้ ใจตน จากดั ขอบเขตแห่งความพยายามใหอ้ ย่ใู น
ระดบั ต่า หรอื เพกิ เฉยแบบนอนทบั แคร่ของตน ทาตวั ตนเป็นคนง่อย ยอมปล่อยตวั ลุ่มหลงในดนิ แดนแห่งบาป
หรอื ในถน่ิ ทุรกนั ดารในทะเลทรายเหมอื นชาวอสิ ราเอล เป็นเวลานาน 40 ปี และกลบั ตาหนิต่อว่าพระเป็นเจา้ ไม่
เช่อื ในพระองคแ์ ละผูท้ พ่ี ระองคท์ รงส่งมา หรอื ประกาศสอนข่าวดแี ห่งพระวรสารในฐานะเป็นพระวาจาและการ
เผยแสดงของพระเป็นเจา้ ไมป่ รบั ปรุงพฒั นาตนใหอ้ ยใู่ นระดบั พรอ้ มตดิ ตามพระองคเ์ สมอ หลงการประจญวา่ พระ
เป็นเจ้าไม่ทรงเรยี ก หรอื ไม่ทรงเลอื ก ความจรงิ พระเป็นเจ้าทรงเรยี กทุกคน และทรงเลอื กทุกคนผู้ท่ฟี ังและ
ปฏบิ ตั ติ ามพระวาจาของพระองคจ์ นเกดิ ผล ไมเ่ พยี งแต่เลอื ก แตท่ รงยอมรบั ผนู้ นั้ เป็น “มารดาและพน่ี ้องชายหญงิ
ของพระองค”์ พระเจา้ ขา้ โปรดอย่าใหข้ า้ พเจา้ แพก้ ารประจญ (ไม่หลงเขา้ ใจผดิ ไม่ตคี วามผดิ หรอื ชกั ชวนใหผ้ อู้ นื่ หลงตามตนใน
กรอบความคดิ และความเขา้ ใจผดิ ๆ) แตโ่ ปรดชว่ ยใหพ้ น้ จากความชวั ่ รา้ ยเทอญ

บุคคลใดคอื ผทู้ เ่ี ขา้ ใจ เน้อื หาสว่ นน้ีจบลงดว้ ยคาเช้อื เชญิ จากพระองคผ์ ทู้ รงมหี วั ใจสภุ าพและถ่อมตน คาเช้อื
เชญิ สาหรบั ทุกคนทรี่ สู้ กึ ว่าตนเองไดแ้ บกภาระหนกั และตอ้ งการทพี่ กั พงิ และความบรรเทา คาเช้อื เชญิ น้ีใหเ้ รยี นรู้
และเป็นศษิ ยข์ องพระเยซูเจา้ ผทู้ ไี่ ดย้ นิ ไดร้ บั คาเช้อื เชญิ น้จี ะรวู้ ่าพวกเขามหี น้าทใี่ นการตอบสนองต่อกระแสเรยี ก
นัน้ และเมอื่ พวกเขาทาเช่นนัน้ มุ่งเน้นนาชวี ติ เขา้ ถงึ พระประสงคข์ องพระเป็นเจ้า ไม่ใช่แอกหรอื บญั ญตั หิ นักที่
เน้นเพอื่ ตนเอง แต่เป็นกจิ การรกั และรบั ใช้ แบบ “วนั สบั บาโตมไี วเ้ พอื่ มนุษย์ มใิ ชม่ นุษยม์ ไี วเ้ พอื่ วนั สบั บาโต” หรอื
“พระเป็นเจ้าทรงพอพระทยั จติ ใจเมตตากรุณา มใิ ช่เครอื่ งบูชาภายนอก” นัน่ คอื ชวี ติ ทตี่ ดิ ตามพระเยซูเจ้า และ
นาพาชวี ติ ตนใหเ้ หมาะสมและสมควรสรรเสรญิ พระเป็นเจา้ ผู้ทรงมอบพระหรรษทานจากพระทยั ดแี ห่งการเผย
แสดงน้ีใหพ้ วกเรา

287

288


Click to View FlipBook Version
Previous Book
TOPIK 4
Next Book
แผนนิเทศบูรณาการปี64-กจ.4