The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตรวจงานแปลมัทธิว 21

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by P. Tads, 2021-06-07 09:50:38

20. มัทธิว 21:1 – 22:46

ตรวจงานแปลมัทธิว 21

มทั ธวิ 21:1 – 22:46 เยรซู าเลม็ : การเผชญิ หน้าครงั้ สุดทา้ ย

ภาพรวม

ก่อนอ่นื พระสนั ตะปาปาเบเนดกิ ต์ ท่ี 16 ทรงอธบิ ายนาว่า การเดนิ ทางน้ีเป็น “การขน้ึ ” ในความหมาย

ทางภูมศิ าสตร์ ทะเลสาบกาลลิ ตี งั้ อยู่ราว 230 เมตรใต้ระดบั น้าทะเล ส่วนกรุงเยรูซาเลม็ ตงั้ อยู่ราว 85 0 เมตร

เหนือระดบั น้าทะเล พระวรสารสหทรรศน์แต่ละฉบบั บนั ทกึ คาพยากรณ์สามครงั้ ของพระเยซูเจา้ เกย่ี วกบั พระมหา

ทรมานไวเ้ ป็นระยะในการเสดจ็ ขน้ึ น้ี เป็นขนั้ ตอนทข่ี ณะเดยี วกนั หมายถงึ การเสดจ็ ขน้ึ “ภายใน” ทเ่ี กดิ ขน้ึ พรอ้ ม

กบั การทรงพระดาเนนิ “ภายนอก” เป็นการขน้ึ ไปยงั พระวหิ ารซง่ึ เป็นสถานทท่ี พ่ี ระเป็นเจา้ ทรงประสงคใ์ ห้ “เป็นท่ี

พานกั สาหรบั พระนามของพระองค”์ ตามสานวนของหนงั สอื เฉลยพระธรรมบญั ญตั ิ (12: 11; 14: 23)

จุดหมายสุดทา้ ยของพระเยซูเจา้ ในการ “เสดจ็ ข้นึ ” คอื การถวายองคบ์ นไมก้ างเขนซงึ่ เขา้ มาแทนทกี่ าร

ถวายบูชาในสมยั โบราณทงั้ หมด เป็นการเสดจ็ ข้นึ ทจี่ ดหมายถงึ ชาวฮบี รูกล่าวถงึ ว่าเป็นการเสดจ็ ข้นึ ไป ไม่ใช่สู่

พระวหิ ารทมี่ อื มนุษย์สรา้ ง แต่เสดจ็ เขา้ สู่สวรรคเ์ ฉพาะพระพกั ตรข์ องพระเป็นเจ้า (9: 24) การเสดจ็ ข้นึ ไปเฉพาะ

พระพกั ตรข์ องพระเจาน้ีผา่ นไมก้ างเขน – เป็นการเสดจ็ ขน้ึ ไปยงั “ความรกั จนถงึ ทสี่ ุด” (เทยี บ ยน. 13: 1) ซงึ่ เป็นภูเขา

แทจ้ รงิ ของพระเป็นเจา้ (โจเซฟ รตั ซงิ เกอร์ ในพระเยซูเจา้ แหง่ นาซาเรธ็ เลม่ 2 หนา 20-21)

จากตอนทพ่ี ระเยซูเจา้ เสดจ็ เขา้ กรงุ เยรซู าเลม็ ไปจนถงึ อาหารค่ามอ้ื สุดทา้ ย การจบั กุมพระเยซูเจา้ การไต่

สวนคดี การตรงึ กางเขน และการฟ้ืนคนื พระชนม์ชีพ นักบุญมทั ธวิ ทาตามลาดบั เร่อื งราวในพระวรสารนักบุญ

มาระโกทุกอย่าง ยกเวน้ ปรบั เปลย่ี นลาดบั ของเหตุการณ์เกย่ี วกบั ตน้ มะเดอ่ื เลก็ น้อย (21:18-22= 11:22-26) ในพระวร

สารของนกั บุญมทั ธวิ การเขา้ เมอื ง “อย่างผชู้ นะ” และการ “ชาระ” พระวหิ ารเกดิ ขน้ึ ในวนั เดยี วกนั คอื วนั แรกของ

พระเยซูเจา้ ในกรุงเยรซู าเลม็ แตใ่ นพระวรสารนกั บุญมาระโกแบ่งออกเป็นสองวนั นกั บุญมทั ธวิ รกั ษาแหล่งขอ้ มลู

จากนักบุญมาระโกไว้หมดยกเวน้ อุปมาเร่อื งเงนิ จานวนเล็กน้อยของหญิงม่าย (มก. 12:41-44) ซ่ึงหมายความว่า

ความแตกต่างจากพระวรสารนกั บุญมาระโกคอื สว่ นทร่ี บั มาจากเน้ือหาในขนบ Q และ M รวมถงึ การแต่งเตมิ และ

ปรบั เปลย่ี นโดยนกั บุญมทั ธวิ ในฐานะผเู้ รยี บเรยี ง

ใน “วนั องั คารศกั ดสิ ์ ทิ ธ”ิ ์ (Great Tuesday) นักบุญมทั ธวิ ทาตามรูปแบบของนกั บุญมาระโกในสว่ นทเ่ี ป็น

การถกเถยี งเก่ยี วกบั สทิ ธอิ านาจ อุปมาเกย่ี วกบั การตดั สนิ พพิ ากษา (ซง่ึ เขาเตมิ เพมิ่ ลงไปอกี สองอุปมา อนั หน่ึง

มาจากเอกสาร Q อกี อนั หน่ึงมาจากนกั บุญมทั ธวิ เอง) จากนนั้ กม็ กี ารโตเ้ ถยี งอกี สค่ี รงั้ ตดิ กนั อย่างรวดเรว็ นาไปสู่

วาทกรรมส่วนทเ่ี ป็นการพพิ ากษาขนั้ สุดทา้ ย (23:1-25:46) ลาดบั เหตุการณ์ในพระวรสารของนักบุญมทั ธวิ และ

ลาดบั เหตกุ ารณ์ในพระวรสารนกั บุญมาระโกทน่ี กั บุญมทั ธวิ ปรบั ใชส้ ามารถเขา้ ใจไดจ้ ากตารางดา้ นล่าง

รปู ท่ี 10: ลาดบั เหตุการณ์ชว่ งสดุ ทา้ ยของชวี ติ พระเยซูเจา้ ในกรงุ เยรซู าเลม็

นักบญุ มทั ธิว นักบญุ มาระโก

วนั ที่1 (วนั จนั ทร)์ วนั ที่1 (วนั อาทติ ย)์

เขา้ สกู่ รงุ เยรซู าเลม็ (21:1-9) เขา้ สกู่ รงุ เยรซู าเลม็ (11:1-10)

“ชาระ” พระวหิ าร (21:10-16) เทย่ี วชมเมอื ง (11:11ก)

459

ออกจากเมอื ง (21:17) ออกจากเมอื ง (11:11ข)

วนั ที่2 (วนั พฤหสั ) วนั ที่2 (วนั จนั ทร)์
ทรงสาบตน้ มะเด่อื (21:18-19ก) ทรงสาบตน้ มะเด่อื (21:18-19ก)
ตน้ มะเด่อื แหง้ ตาย (21:19ข-22)
“ชาระ” พระวหิ าร (11:15-17)
รว่ มกนั วางแผนปองรา้ ยพระเยซูเจา้

(11:18)
ออกจากเมอื ง (11:19)

วนั ที่3 (วนั องั คาร)
พบวา่ ตน้ มะเด่อื แหง้ ตาย (11:20-26)

คาถามเกย่ี วกบั สทิ ธอิ านาจ (21:23-27 = มก. 11:27-33)
= มก. 12:1-12)
อุปมาสามเรอ่ื ง (21:28-22:14 = มก. 12:13-17)
= มก. 12:28-34)
การจา่ ยภาษใี หก้ บั จกั รพรรดิ (22:15-22 = มก. 12:28-34)
= มก. 12:35-37ก)
คาถามเกย่ี วกบั การฟ้ืนคนื พระชนมช์ พี (22:23-33 = มก. 12:37ข – 13:37)

พระมหาบญั ญตั ิ (22:34-40

คาถามเกย่ี วกบั บุตรของดาวดิ (22:41-46

วาทกรรมฉากการตดั สนิ พพิ ากษา (23:1-25:46

วนั ที่3 “สองวนั กอ่ นเทศกาลปัสกา” (วนั พธุ ) (ใน มก. เป็นวนั ที่4)
การวางแผนสงั หารพระเยซูเจา้ (26:1-5 = มก. 14:1-2)

ทรงไดร้ บั การเจมิ ในเบธานี (26:6-13 = มก. 14:3-9)
การทรยศโดยยดู าส (26:14-16 = มก. 14:10-11)

วนั ที่4 (วนั องั คาร) (มก. วนั ที่5)
การเตรยี มตวั อาหารมอ้ื สุดทา้ ย การจบั กุม การไตส่ วนตอ่ หน้าศาลซนั เฮดรนิ เปโตรปฏเิ สธพระเยซูเจา้

(26:17-75) = มก. 14:12-72)

วนั ที่5 (วนั ศกุ ร)์ (ในมาระโกคอื วนั ที่ 6)
การไตส่ วนต่อหน้าปิลาต การตรงึ กางเขน การฝังพระศพ (27:1-61 = มก. 15:1-47)

วนั ที่6 (วนั เสาร)์ (ในมาระโกคอื วนั ที่ 7)
ยามทเ่ี ฝ้าอโุ มงคฝ์ ังศพ (27:62-66 วนั น้ไี มม่ กี ารระบุเรอ่ื งราวไวใ้ นมาระโก แต่กส็ นั นิษฐานได)้

วนั ที่7 (วนั อาทติ ย)์ (ในมาระโกคอื วนั ที่ 8)
คน้ พบอโุ มงคท์ ว่ี า่ งเปล่า การปรากฏพระกาย การสง่ สาวกใหอ้ อกไปประกาศ (28:1-20 = มก. 16:1-8ก)

460

มทั ธวิ 21:1-11 การเขา้ เมอื งอยา่ งตระการตา แต่ถ่อมตนอย่างชดั เจน

พระเมสสิยาห์เสดจ็ เข้ากรงุ เยรซู าเลม็
1 เม่อื พระเยซูเจา้ เสดจ็ พรอ้ มกบั บรรดาศษิ ย์เขา้ มาใกล้กรุงเยรซู าเลม็ และเสดจ็ มาทห่ี มู่บา้ นเบทฟายบี นภูเขามะกอกเทศ พระ
องคท์ รงใชศ้ ษิ ยส์ องคน 2 ตรสั สงั่ ว่า “จงไปทห่ี มู่บา้ นขา้ งหน้า แลว้ ท่านจะพบแม่ลาตวั หน่ึงผูกอยู่ มลี ูกอยู่ดว้ ย จงแกเ้ ชอื กและจูง
มาใหเ้ ราเถดิ 3 ถา้ มใี ครถาม จงตอบว่า “พระอาจารยต์ อ้ งการใชม้ นั และจะส่งกลบั คนื ใหท้ นั ทเี ม่อื ใชเ้ สรจ็ ” ” 4 เหตุการณ์น้ีเกดิ ขน้ึ
เพอ่ื พระดารสั ทต่ี รสั ทางประกาศกจะไดเ้ ป็นความจรงิ วา่
5 จงบอกธดิ าแหง่ ศโิ ยนวา่

ดซู ิ กษตั รยิ ข์ องทา่ นเสดจ็ มาพบท่าน
มพี ระทยั ออ่ นโยน ประทบั บนแมล่ า
บนลกู ลา สตั วใ์ ชง้ าน
6 ศษิ ยท์ งั้ สองคนไปทาตามทพ่ี ระเยซูเจา้ ทรงสงั่ 7 เขาจงู แม่ลาและลูกลามาถวายพระองค์ ปูเสอ้ื คลุมของตนบนหลงั ลา พระองค์
ประทบั บนหลงั ลา 8 ประชาชนจานวนมากปเู สอ้ื คลมุ ของตนบนทางเดนิ บางคนตดั กง่ิ ไมม้ าวางตามทางเดนิ 9 ประชาชนทงั้ ทเ่ี ดนิ
ไปขา้ งหน้าและทต่ี ามมาขา้ งหลงั ต่างโหร่ อ้ งวา่
โฮซานนาแด่โอรสของกษตั รยิ ด์ าวดิ
ขอถวายพระพรแด่ผมู้ าในพระนามขององคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้
โฮซานนา ณ สวรรคส์ งู สดุ
10 เม่อื พระองค์เสดจ็ เขา้ กรุงเยรูซาเลม็ แล้ว ประชาชนทวั่ ทงั้ เมอื งต่างแตกต่นื ถามว่า “ผูน้ ้ีเป็นใครหนอ” 11 ประชาชนท่ตี ดิ ตาม
พระเยซูเจา้ กต็ อบวา่ “ผนู้ ้ีคอื พระเยซู ประกาศกจากนาซาเรธ็ แควน้ กาลลิ ”ี

ข้อศกึ ษาวิพากษ์
วนั ที่ 1: วนั จนั ทร์ โครงเร่อื งของพระวรสารนกั บุญมทั ธวิ น่ีคอื การปรากฏตวั ของพระเยซูเจา้ เป็นครงั้ แรก

ในกรุงเยรซู าเลม็ เมอื งทเ่ี ขา้ ร่วมกบั กษตั รยิ เ์ ฮโรดผชู้ วั่ รา้ ยและรสู้ กึ ถกู รบกวนจากการประสตู ขิ องพระเยซูเจา้ (2:3)
แต่ถงึ กระนนั้ กรุงเยรซู าเลม็ กย็ งั เป็น “นครศกั ดสิ ์ ทิ ธ”ิ ์ (4:5; 27:53 แมแ้ ต่หลงั การตรงึ กางเขน) และเป็น “นครแห่งกษตั รยิ ผ์ ู้
ยง่ิ ใหญ่” (5:35) คาทน่ี ิยมใชก้ นั ทวั่ ไปคอื “การเขา้ เมอื งอย่างผู้มชี ยั ชนะ” (Triumphal Entry) สามารถนามาใชก้ บั
เน้ือเร่อื งส่วนน้ีได้ เพยี งในลกั ษณะความหมายทถ่ี ูกพลกิ ใหต้ รงกนั ขา้ มของนักบุญมทั ธวิ ซ่งึ แสดงภาพของพระ
เยซูเจา้ ในฐานะตวั แทนของมุมมองความเป็นกษตั รยิ อ์ กี แบบหน่ึง ทท่ี ่านสนับสนุนมาโดยตลอดในพระวรสาร (ดู
เทยี บ 12:22-37) เช่นเดยี วกนั ประเพณีวนั อาทติ ยใ์ บลานคงยากทจ่ี ะนามาใส่ไวใ้ นเร่อื งราวในพระวรสารของนักบุญ
มทั ธวิ ตามท่มี กี ารบรรยายเน้ือเร่อื งในพระวรสารทงั้ สฉ่ี บบั เพราะมกี ารกล่าวถงึ “ใบลาน” เฉพาะในพระวรสาร
นกั บุญยอหน์ ในลาดบั เรอ่ื งราวของนกั บญุ มทั ธวิ เหตกุ ารณ์น้เี กดิ ขน้ึ ในวนั จนั ทร์ (ดภู าพรวม สาหรบั มธ 21:1-22:46)

นักบุญมทั ธวิ ดาเนินเร่อื งตามแหล่งขอ้ มูลพระวรสารนักบุญมาระโกอย่างละเอยี ด โดยเปล่ยี นแปลงท่ี
ความสาคญั สามประการ

461

(1) ใน ว. 4-5 ท่านเตมิ “สตู รการยกขอ้ ความ” ครงั้ ทเ่ี กา้ ซง่ึ เป็นครงั้ แรกนับตงั้ แต่ 13:35 (ดูบทเสรมิ เร่อื ง “มทั ธวิ
ในฐานะผตู้ คี วามพระคมั ภรี ”์ ) ภาพใน ศคย. 9:9 ไดส้ ่งผลต่อรูปแบบของเร่อื งราวน้ี(ก่อนหน้า)พระวรสารนกั บุญมาระโก
และอาจส่งอทิ ธพิ ลต่อการกระทาทเ่ี ป็นสญั ลกั ษณ์ของพระเยซูเจา้ เองดว้ ย แต่การอา้ งองิ ขอ้ ความจากพระคมั ภรี ์
อย่างชดั เจนเป็นสงิ่ ทส่ี าคญั สาหรบั นักบุญมทั ธวิ ขอ้ ความอา้ งองิ นนั้ ไม่ไดถ้ ูกยกเขา้ มาแทรกไวเ้ ฉยๆ แต่มนั เป็น
รากฐานสาคญั สาหรบั นักบุญมทั ธวิ ในการเขา้ ใจเหตุการณ์ทงั้ หมดในภาพรวม ทาให้ท่านเขยี นวรรค 1 ใหม่เพ่อื
เน้นความสาคญั ของภูเขามะกอก ซง่ึ เป็นฉากทม่ี เี หตุการณ์พพิ ากษาโลกใน ศคย 14:4 และ ว. 2-3 เพอ่ื ใหม้ สี ตั ว์
สองตวั (ดู เทยี บกบั นักบุญมาระโก) คาพยากรณ์ของเศคารยิ าห์เก่ียวกบั กษตั รยิ ผ์ ถู้ ่อมตน ผไู้ ม่ทรงมา้ ศกึ แต่ทรงขล่ี า
ถูกนามาแสดงออกในแบบความคู่ขนานเชงิ บทกวี (Poetic Parallelism) แสดงภาพของสตั วน์ ัน้ ว่าเป็น “ลาหรอื
ลูกลา” ถงึ แม้นักบุญมทั ธวิ เขา้ ใจเป็นอย่างดถี งึ หลกั การขอ้ ความคู่ขนานในบทกวภี าษาฮบี รู แต่ท่านมองพระ
คมั ภรี ใ์ นสายตาของนักบวชและธรรมาจารยช์ าวยวิ คอื เหน็ ว่าทุกรายละเอยี ดมคี วามสาคญั เพ่อื เน้นใหเ้ หน็ ถงึ
ความเป็นจรงิ ตามคาพยากรณ์ในพระคมั ภรี ์ ทา่ นใหศ้ ษิ ยน์ าลาสองตวั นนั้ มาและใหพ้ ระเยซูเจา้ ทรงประทบั บนหลงั
ของทงั้ สองตวั (ว. 7) นักบุญมทั ธวิ ไดล้ ะเวน้ คาอธบิ ายลกั ษณะของกษตั รยิ ใ์ นเศคารยิ าหว์ ่าเป็นผู้ “ชอบธรรมและ
ช่วยให้ผู้อ่ืนรอด” (LXX; MT, “Triumphant and Victorious”) เพ่ือเน้นความสาคัญไปท่ีพระเยซูเจ้าในฐานะ
กษตั รยิ ท์ ่ี “ถ่อมตน” และ “อ่อนโยน” (praus) ผใู้ หค้ วามหมายใหม่ของคาว่าความเป็นกษตั รยิ ์ ดงั นัน้ คาว่า “พระ
อาณาจกั ร” ในพระวรสารนักบุญมาระโกจึงหายไป และถูกแทนท่ีด้วยคาว่า “กษัตรยิ ์” จากเศคารยิ าห์ ซ่ึง
สอดคลอ้ งกบั เสยี งตะโกนจากฝงู ชนทร่ี อ้ งวา่ “บุตรแหง่ ดาวดิ ” สว่ นน้เี ป็นสงิ่ ทน่ี กั บญุ มทั ธวิ เตมิ เขา้ มาเช่นกนั

(2) ในฉากเหตุการณ์น้ี เหน็ ไดช้ ดั วา่ นกั บุญมทั ธวิ เพมิ่ ฝงู ชนลงไปในเน้ือหาจากพระวรสารนักบุญมาระโก 3
ครงั้ ฝงู ชนเหล่าน้ีคอื ผทู้ ม่ี ศี กั ยภาพมากพอท่จี ะเป็นศษิ ย์ พวกเขาแตกต่างอย่างตรงกนั ขา้ มกบั “คนทงั้ เมอื ง” ท่ี
อย่ขู า้ งเดยี วกบั มหาสมณะและธรรมาจารย์ (21:10 ซง่ึ คาดเดาได้จาก 2:3) (นับตงั้ แต่ 16:21 โดยเฉพาะอย่างยงิ่ 19:1 บรรดาศษิ ยอ์ ยู่
ตรงจดุ ท่เี ป็นแกนกลางของเรอ่ื งในตอนเน้ือหาขนาดยาวทม่ี ไี วเ้ พ่อื สงั่ สอนและอบรมเล้ยี งดูพวกเขาโดยเฉพาะ) เน่ืองจากฝงู ชนทส่ี ่งกลบั ไป
ใน 15:39 พวกเขาไดห้ ายไปเป็นสว่ นใหญ่หรอื ไมก่ ไ็ ม่มบี ทบาท แตต่ อนน้ีพวกเขากลบั มาในฐานะผสู้ นบั สนุนและ
ผทู้ ม่ี ศี กั ยภาพพอทจ่ี ะเป็นศษิ ย์ ฝงู ชนเหล่าน้ีเปิดทางให้พระองคเ์ ขา้ มาในตวั เมอื งดว้ ยเสยี งโห่รอ้ งยนิ ดี รวมทงั้
เส้อื คลุมและกง่ิ ไม้ ทาให้มลี กั ษณะคลา้ ยคลงึ กบั การฉลองและขบวนแห่ตอนท่กี ษัตรยิ ์โซโลมอนเสดจ็ กลบั เขา้
เมอื ง (บตุ รแหง่ ดาวดิ !) ใน 1พกศ 1:32-37 และเยฮใู น 2พกศ 9:13 ซโี มน มคั คาเบอสุ ใน 1มคบ 13:51 และยดู าส มคั
คาเบอุสใน 2มคบ 10:7 ในการเปลง่ เสยี งโห่รอ้ งตอ้ นรบั พระเยซูเจา้ ฝงู ชนใชถ้ อ้ ยคาจาก สดด 118:25-26 ซง่ึ เป็น
สว่ นสดุ ทา้ ยของบทสดดุ สี รรเสรญิ พระเป็นเจา้ (Hallel Psam) ทข่ี บั รอ้ งในวนั ปัสกา คาวา่ “โฮซานนา” (Hosanna
“an h[yvwh hôsî (â nA)) โดยดงั้ เดมิ แลว้ เป็นบทสวดภาวนา “โปรดช่วยขา้ พเจา้ /เราใหร้ อดดว้ ย เราขอวงิ วอนท่าน”
(Save, I/we beseech thee) แต่เม่อื ถงึ ศตวรรษทห่ี น่ึง บทภาวนาน้ีได้กลายเป็นการโห่รอ้ งในเทศกาลแบบไม่มี
เน้ือหา เหมอื นกบั คาว่า “ไชโย” ในทางศาสนา โดยไม่มคี วามหมายตามตวั อกั ษรอ่นื ใดนอกจากคาว่า “ลาก่อน”
(ซง่ึ แต่เดมิ เคยเป็นคาภาวนาเช่นกนั “ขอพระเป็นเจา้ สถติ อยกู่ บั ทา่ น”) ในทางเดยี วกนั ความหมายดงั้ เดมิ ของ สดด 118:26 คอื “ผู้
ไดร้ บั พระพรในนามขององคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้ คอื ผทู้ ก่ี าลงั มา” [มาทว่ี หิ ารเพ่อื ประกอบพธิ บี ูชา] (ดู เทยี บ เชงิ อรรถในฉบบั
NRSV) แต่เน่ืองจาก “ผทู้ ก่ี าลงั มา” มนี ้าเสยี งทส่ี ะทอ้ นถงึ วนั สน้ิ พภิ พและพระเมสสยิ าห์ คาอวยพรน้ีจงึ ถูกนามาใช้
กบั พระเยซูเจา้ ในฐานะการโหร่ อ้ งเฉลมิ ฉลองกษตั รยิ ์ (เทยี บ 11:3, “ผทู้ ก่ี าลงั จะมาถงึ ”; 23:39)

462

(3) นกั บญุ มทั ธวิ เตมิ ว. 10-11 ซง่ึ ฝงู ชนทต่ี ดิ ตามพระเยซูเจา้ มาตลอดบทบรรยายน้ีไดร้ ะบุวา่ พระองคเ์ ป็นผู้
อยอู่ าศยั ของเมอื งน้ี ทงั้ ๆ ทไ่ี มเ่ คยมปี ระสบการณ์เกย่ี วกบั พระองคม์ ากอ่ น ประชาชนแหง่ เยรซู าเลม็ รสู้ กึ หวนั่ ไหว
กบั การปรากฏตวั ของพระเยซูเจา้ (Shaken / seio เช่นใน 27:51; 28:4 เทยี บกบั 8:24; 24:7 และ 2:3 ซง่ึ ทงั้ เมอื งรสู้ กึ วนุ่ วายใจ [Troubled])
พวกเขาถามคาถามทส่ี าคญั คอื “ท่านผนู้ ้ีเป็นใคร” ซ่งึ เทยี บไดก้ บั คาถามทพ่ี ระเยซูเจา้ ทรงถามเองใน 16:13-15
การท่ฝี งู ชนระบุว่าพระองคเ์ ป็น “ประกาศก” กไ็ ม่ถงึ กบั ผดิ เพราะพวกเขาได้เรยี กพระองค์ว่าบุตรแห่งดาวดิ มา
ก่อน ซ่ึงเป็นตาแหน่งท่ีนักบุญมาระโกไม่ได้เห็นความสาคญั แต่นักบุญมทั ธวิ มองว่าเป็นศูนย์กลางของความ
เขา้ ใจพระเยซูเจา้ อย่างถูกต้อง (ดู 1:2-25 และ 22:41-46) ดงั นัน้ พระเยซูเจา้ จงึ ทรงเป็นประกาศกจรงิ ๆ (เทยี บ ว. 11, 26,
46; 13:57; 17:5; 23:37 และดู 21:23-27 ด้วย) พระองคท์ รงอยู่ในตาแหน่งท่ตี ่อเน่ืองจากประกาศกคนอ่นื ๆ พอดี (21:33-37)
ทรงเป็นผู้เตมิ เตม็ ความหวงั ของการไดพ้ บ “ประกาศกทเ่ี หมอื นกบั โมเสส” ใน ฉธบ 18:15-18 นักบุญมทั ธวิ รวู้ ่า
ต่อมาฝงู ชนจะลม้ เหลวและจะตะโกนว่า “เอาเขาไปตรงึ กางเขน” แต่ในท่นี ้ีปัญหาของพวกเขาไม่ใช่ความเขา้ ใจ
ทางครสิ ตศาสตรแ์ บบผดิ ๆ แต่เป็นการทพ่ี วกเขาไม่ยอมกระทาในสงิ่ ทต่ี นเองพูด (เทยี บ 7:22-23) ผอู้ ่านทร่ี บั รไู้ ดไ้ ว
จะสงั เกตเหน็ บคุ ลกิ ลกั ษณะทเ่ี ชอ่ื ถอื ไมไ่ ดข้ องฝงู ชนในพระวรสารนกั บญุ มทั ธวิ พวกเขาตาหนิชายตาบอดท่ไี ดร้ บั
การยอมรบั และการรกั ษาจากพระเยซูเจา้ (20:31) เม่อื พระเยซูเจา้ ผทู้ รงเป็นกษตั รยิ ท์ ม่ี สี ญั ลกั ษณ์เป็นไมก้ างเขน
แทนบลั ลงั ก์ เสดจ็ เขา้ สกู่ รุงเยรซู าเลม็ ท่ามกลางเสยี งโห่รอ้ งยนิ ดขี องผทู้ ต่ี ่อมาจะปฏเิ สธพระองค์ การแฝงนยั แห่ง
การประชดประชนั ระดบั ลกึ ตงั้ แต่ฉากเปิดในกรุงเยรูซาเลม็ ช่วยสรา้ งบรรยากาศของเร่อื งราวพระมหาทรมาน
โดยรวมดว้ ย

ข้อคิดไตร่ตรอง
ตอนทฝ่ี งู ชนรอ้ งว่า “โฮซานนา บุตรแห่งดาวิด” และ “นีค่ ือประกาศก” พวกเขาใชค้ าทถ่ี ูกตอ้ งแลว้ แต่ก็

ยงั หลงประเดน็ อย่ดู ี พวกเขามตี วั โน้ตถูกตอ้ งทุกอยา่ ง แต่กลบั ไม่มีบทเพลง พวกเขามคี วามเขา้ ใจทางเทววทิ ยา
อย่างถูกตอ้ ง แต่สุดทา้ ยไดป้ ฏเิ สธพระเยซูเจา้ และรอ้ งขอความตายใหพ้ ระองค์ (27:20-23) นักบุญมทั ธวิ พดู ถงึ สง่ิ ท่ี
เราคุน้ เคยกนั ดี การรคู้ วามจรงิ ไม่เหมอื นกบั การทาสงิ่ ทเ่ี ป็นความจรงิ (7:21) สง่ิ ทน่ี กั จติ วทิ ยาสงั คมผหู้ น่ึงกล่าวไว้
เก่ยี วกบั นักศกึ ษาในมหาวทิ ยาลยั ได้เป็นจรงิ เก่ยี วกบั พระอาณาจกั รพระเจา้ เช่นกนั “เราอาจได้คะแนนเตม็ ใน
วชิ าจรยิ ศาสตร์ แตก่ ย็ งั สอบตกในชวี ติ จรงิ อยดู่ ”ี

463

มทั ธวิ 21:12-17 การเผชญิ หน้า/การแทรกแซงในพระวหิ าร

พระเยซูเจา้ ทรงขบั ไล่บรรดาพ่อค้าออกจากพระวิหาร
12 พระเยซูเจา้ เสดจ็ เขา้ สู่พระวหิ าร ทรงขบั ไล่บรรดาคนซ้อื ขายในพระวหิ าร ทรงคว่าโต๊ะของคนแลกเงนิ และมา้ นัง่ ของคนขาย
นกพริ าบ 13 ตรสั กบั พวกเขาว่า “มเี ขยี นไวใ้ นพระคมั ภรี ว์ ่า บ้านของเราจะได้ชือ่ ว่าบ้านแห่งการอธิษฐานภาวนา แต่ท่านทงั้
หลายกลบั มาทาใหเ้ ป็นซ่องโจร ”
14 คนตาบอดและคนงอ่ ยเขา้ มาเฝ้าพระองค์ในพระวหิ าร และพระองค์ทรงรกั ษาเขาใหห้ ายจากโรค 15 เม่อื บรรดาหวั หน้าสมณะ
และธรรมาจารย์ เหน็ อศั จรรยท์ ท่ี รงกระทาและไดย้ นิ พวกเดก็ ๆ รอ้ งในพระวหิ ารวา่ “โฮซานนาแด่โอรสของกษตั รยิ ด์ าวดิ ” กโ็ กรธ
ถามพระองคว์ า่ 16 “ท่านไดย้ นิ หรอื ไมว่ า่ พวกเขารอ้ งวา่ อะไร” พระเยซเู จา้ ตรสั ตอบวา่ “ไดย้ นิ ทา่ นไมไ่ ดอ้ า่ นในพระคมั ภรี ห์ รอื วา่

ท่านไดเ้ ตรยี มคาสรรเสรญิ ไว้
จากปากของเดก็ และทารก”
17 แลว้ พระองคท์ รงจากพวกเขา เสดจ็ ออกจากเมอื งไปยงั หมบู่ า้ นเบธานีและทรงพกั แรมทน่ี นั่

ข้อศึกษาวิพากษ์
คาว่า “พระวิหาร” (Temple/heiron) หมายถึงกลุ่มอาคารและลานสนามท่ีรวมตัวกนั เป็นเขตพระวหิ าร

(เหมอื นกบั วาตกิ นั ) ไม่เหมอื นกบั วหิ ารทเ่ี ป็นทางการ (naos) หรอื สถานทศ่ี กั ดสิ ์ ทิ ธทิ ์ ม่ี แี ต่นกั บวชเทา่ นนั้ ทเ่ี ขา้ ได้ และมี
“อภสิ ทุ ธสิ ถาน” (Holy of Holies) ซง่ึ มแี ต่มหาสมณะเขา้ ไปในวนั ลบลา้ งมลทนิ บาป (Day of Atonement) อาคาร
เหล่านัน้ แบ่งออกเป็นพน้ื ทส่ี าหรบั ผชู้ าย พน้ื ทส่ี าหรบั ผหู้ ญงิ และพ้นื ท่ีสาหรบั สาธารณะชนทวั่ ไป ซ่งึ รวมถงึ คน
ตา่ งศาสนา เน่ืองจากพระเยซูเจา้ ทรงเป็นฆราวาสชาวยวิ จงึ สามารถเขา้ ไปสู่ลานพน้ื ทข่ี องชาวอสิ ราเอลได้ แต่ไม่
อาจเขา้ ไปส่ตู วั พระวหิ ารดา้ นในได้ การเผชญิ หน้าน้ีเกดิ ขน้ึ ในลานขนาดใหญ่สาหรบั ชนต่างศาสนา ซง่ึ มกี ารซ้อื
ขายสตั วเ์ พ่อื ถวายบูชาและการแลกเงนิ เป็นเหรยี ญไทเรยี น1ซง่ึ สามารถถวายเป็นบรรณาการใหก้ บั พระวหิ ารได้
การปฏบิ ตั ทิ งั้ สองอย่างเป็นสงิ่ จาเป็นและมคี ุณค่า เน่ืองจากการซ้อื สตั วม์ าจากสถานท่ไี กลๆ เพ่อื ถวายบูชาคง
เป็นเร่อื งยาก และสตั ว์เหล่าน้ียงั ต้องได้รบั การตรวจสอบโดยนักบวชของพระวหิ ารว่าเป็ นท่ียอมรบั ได้ ส่วน
เงนิ ตราตา่ งประเทศซง่ึ มสี ญั ลกั ษณ์เป็นรปู เคารพนนั้ ไมเ่ หมาะสมกบั การนาไปใชใ้ นพระวหิ าร ทงั้ การขายสตั วแ์ ละ
การแลกเงนิ ดงั กล่าวถูกผคู้ นนาไปใชใ้ นทางทผ่ี ดิ แต่ในพระวรสารนักบุญมทั ธวิ ไม่ไดแ้ สดงใหเ้ หน็ (ดู เกย่ี วกบั คาว่า

“ซ่องโจร” ดา้ นลา่ ง)

1 ภาพเหรียญเงิน ไทเรยี น เชเคล, tetradrachms, or tetradrachmas เป็นเหรยี ญแหง่ เมอ่ื งไทระ ใชเ้ ป็นสอ่ื เงนิ
แลกเปลย่ี นสาหรบั การจ่ายภาษใี นกรงุ เยรซู าเลม็ คลา้ ยกบั ทจ่ี ายใหแ้ ก่ยดู าส อสิ คารโี อท จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Tyrian_shekel

464

เขตพระวหิ ารนัน้ มขี นาดใหญ่และมตี ารวจชาวยวิ ประจาพระวหิ ารเป็นผรู้ กั ษาความปลอดภยั ทหารโรมนั
จะมาเสรมิ กาลงั ในช่วงทม่ี เี ทศกาล เขตพ้นื ทน่ี ้ีรวมถงึ โรงนาขนาดใหญ่ทม่ี คี อกสตั วซ์ ่งึ เล้ยี งไวส้ าหรบั ถวายบูชา
บา้ นพกั ของผดู้ ูแลสตั ว์ และโรงฆา่ สตั ว์ พระเยซูเจา้ และคนของพระองค์เพยี งไมก่ ค่ี น (ซง่ึ ไมม่ กี ารกล่าวถงึ ในทน่ี ้ี) คงไม่
อาจทาลายหรอื รบกวนธุรกจิ ในพระวหิ ารได้จรงิ ๆ แต่พระองค์อาจแสดงการกระทาบางอย่างท่เี ป็นสญั ลกั ษณ์
เหมอื นกบั ประกาศกชาวอสิ ราเอลคนอ่นื ๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ในสมย้ ท่ีนักบุญมทั ธวิ เขยี นพระวรสาร พระ
วหิ ารดงั กล่าวไดห้ ายไปนานแลว้ 2 และทา่ นไม่ใสใ่ จกบั การรายงานทกุ สงิ่ ทถ่ี กู ตอ้ งแม่นยาตามความเป็นจรงิ แต่ใส่
ใจกบั ความหมายในเชงิ ศาสนศาสตร์ นกั บุญมทั ธวิ และกลุ่มผทู้ ต่ี ่อตา้ นเขาต่างกร็ บั รถู้ งึ การทพ่ี ระวหิ ารถูกทาลาย
และต่างรูด้ วี ่ามนั คงไม่ถูกสรา้ งขน้ึ มาอกี แต่ประเดน็ ท่ที าใหพ้ วกเขารูส้ กึ แตกต่างกนั คอื อะไรคอื สงิ่ ท่มี าแทนท่ี
พระวหิ ารในฐานะการประทบั อย่ขู องพระเป็นเจา้ ท่ามกลางประชากรของพระองค์ และทา่ ทขี องประชากรของพระ
เป็นเจา้ ควรเป็นเชน่ ใด หลงั จากทพ่ี ระวหิ ารถูกทาลายแลว้

นักบุญมทั ธวิ ไม่ไดม้ หี ลกั คาสอนทเ่ี ป็นระบบและสอดคลอ้ งกนั เกย่ี วกบั พระวหิ าร แต่ท่านดูจะสนใจในพระ
วหิ ารมากกวา่ แหล่งขอ้ มลู ของทา่ น ฉากน้ีเป็นฉากแรกทพ่ี ระวหิ ารปรากฏขน้ึ ในพระวรสารนกั บุญมาระโก สว่ นใน
เอกสารแหล่ง Q หลงั จากฉากเรม่ิ ตน้ พระวรสารทพ่ี ระเยซูเจา้ ทรงเขา้ ส่กู ารถูกประจญ ซาตานล่อลวงใหก้ ระโดด
จากยอดพระวหิ าร (มธ 4:5/ลก 4:9) กม็ กี ารเอ่ยถงึ พระวหิ ารอกี เพยี งแค่ครงั้ เดยี ว คอื ขอ้ ความสาคญั ทบ่ี อกว่า “บา้ น
ของเจา้ ถูกปล่อยไว้ (ใหท้ ง้ิ รา้ ง)” (Q; ลก. 13:35) แต่นักบุญมทั ธวิ มขี อ้ ความอ่นื ก่อนหน้าน้ีทท่ี าใหส้ นั นิษฐานไดว้ ่าท่าน
ยอมรบั การนมสั การพระเป็นเจ้าท่พี ระวหิ าร (5:23; 12:5-6; 17:24) และจะมอี กี ในภายหลงั (23:16-20) เช่นเดยี วกบั ท่ี
ท่านขยายฉากปัจจุบนั ทร่ี บั มาจากพระวรสารของนักบุญมาระโกใหย้ าวขน้ึ โดยมเี หตุการณ์เพม่ิ ขน้ึ สองอย่าง (ดู
ดา้ นล่าง) นักบุญมทั ธวิ ย่อมไม่ไดต้ คี วามการกระทาของพระเยซูเจา้ ว่าเป็นการประชดประชนั พระวหิ ารและระบบ
การบูชาของพวกเขา เพราะทงั้ สองอย่างมีเหตุผลสนับสนุนอย่างชดั เจนตามหลกั การของพระคมั ภรี ์ แต่นักบุญ
มทั ธวิ ไมไ่ ดเ้ สยี ใจทพ่ี ระวหิ ารถูกทาลายไป ซง่ึ เป็นสงิ่ ทพ่ี ระเยซูเจา้ ไดท้ รงพยากรณ์ไวแ้ ลว้ (24:1-2) การทาลายพระ
วหิ ารทเ่ี กดิ ขน้ึ ในภายหลงั ถูกประกาศอย่างเป็นสญั ลกั ษณ์ตอนทผ่ี า้ มา่ นฉีกขาดระหว่างทม่ี กี ารตรงึ กางเขน (ดู ขอ้
ศึกษาวพิ ากษ์ เก่ียวกับ 27:51) ดงั นัน้ ถึงแม้ว่ามุมมองของนักบุญมทั ธวิ เก่ียวกับพระวหิ ารจะมีความสาคญั กว่าใน
เอกสารแหล่ง Q หรอื มุมมองของนักบุญมาระโก แต่กเ็ ป็นการตดั สนิ พพิ ากษา การท่ีนกั บุญมทั ธวิ เตมิ เหตุการณ์
เพมิ่ ขน้ึ อกี สองฉากในพระวหิ าร (ว. 14-16) ทาใหม้ คี วามหมายทางครสิ ตศาสตร์ ว่าพระเยซูเจา้ ไดใ้ หพ้ ระองคเ์ ป็น
ตวั แทนของพระวหิ าร คอื เป็นสถานทซ่ี ง่ึ พระเป็นเจา้ ประทบั อยทู่ า่ มกลางประชากรของพระองค์ (ดู เทยี บ 1:23)

ดงั นัน้ ฉากเหตุการณ์น้ีจงึ ไม่ควรถูกเรยี กว่า “การชาระพระวหิ าร” (Cleansing of the Temple) ซ่งึ ส่อื
โดยนัยว่ามนั ถูกทาใหเ้ ป็นมลทนิ และจาเป็นตอ้ งอาศยั พธิ กี รรมเพ่อื ชาระลา้ ง (อย่างใน 2พกศ 29:16; 1มคบ 4:36-3; 2มคบ
10:3-5) หรอื อย่างในการตคี วามของชาวครสิ ตแ์ บบทน่ี ิยมกันทวั่ ไปวา่ “ชาวยวิ ” ไดท้ าใหพ้ ระวหิ ารถูกทาลายความ
ศกั ดสิ ์ ทิ ธิ ์ เพราะทาใหก้ ลายเป็นการทาธุรกจิ โก่งราคา การตคี วามทงั้ สองแบบไม่ไดม้ พี ้นื ฐานอยู่บนขอ้ เทจ็ จรงิ
โดยเฉพาะแบบหลงั ดูจะมแี นวโน้มไปทางการใชเ้ พ่อื สนับสนุนการต่อตา้ นชาวยวิ ไม่เคยมคี าว่า “การชาระ” ใน

2 พระวหิ ารกรงุ เยรซู าเลม็ ไดถ้ กู ทาลายโดยกองทพั โรมนั ประมาณ ค.ศ. 70 ระหวา่ งการลอ้ มกรุงเยรซู าเลม็ ช่วง บาร์ ก๊อกบากอ่ ขบถ ซีมอน บาร์
กอ็ กบา และรบั บี อากวี าไดพ้ ยายามสรา้ งใหม่ กบั จกั รพรรดิ์ยเู ลยี น ไดอ้ นุมตั ใิ หส้ รา้ งใหม่ แต่กเ็ กดิ แผน่ ดนิ ไหวทแ่ี ควน้ กาลลิ ี ใน ค.ศ. 363 จงึ ยตุ ิ
ไป ในศตวรรษท่ี 7 ชาวมุสลมิ มชี ยั ชนะเหนือกรงุ เยรซู าเลม็ Umayyad Caliph Abd al-Malik ibn Marwan ไดส้ รา้ งสกั การะสถาน เรยี กวา่ Dome of
the Rock แทนท่ี และใน ค.ศ. 1967 ประเทศอสิ ราเอลไดย้ ดึ คนื มาจากประเทศจอรแ์ ดน และครอบครอง แต่ชาวอาหรบั มุสลมิ สามารถใชเ้ ป็นสกั การะ
สถานได้

465

ถอ้ ยคาของนกั เขยี นพระคมั ภรี ภ์ าคพนั ธสญั ญาใหม่คนใดอา้ งองิ ถงึ การกระทาทเ่ี ป็นสญั ลกั ษณ์ของพระเยซูเจา้ ใน
พระวหิ าร นกั บญุ มทั ธวิ แสดงใหเ้ หน็ วา่ พระเยซูเจา้ ไดว้ า่ กระทาสามสงิ่ ในสถานทน่ี นั้ คอื

(1) เชน่ เดยี วกบั ในพระวรสารนกั บุญมาระโก พระองค์ทรง “ขบั ไล่” (Cast Out) ผซู้ อ้ื และผขู้ าย คว่าโต๊ะแลก
เงนิ สาหรบั นกั บญุ มทั ธวิ ผเู้ ขยี นพระวรสาร หลงั จากพระวหิ ารถกู ทาลายไปหลายปีแลว้ เมอ่ื มองยอ้ นกลบั ไป สง่ิ น้ี
เป็นตวั แทนของการทพ่ี ระเป็นเจา้ ตดั สนิ ลงโทษพระวหิ ารและประชาชนโดยรวม (ดู ขอ้ ศกึ ษาวพิ ากษ์ เกย่ี วกบั 22:7) นัก
บุญมทั ธวิ ยงั คงรกั ษาสว่ นผสมระหว่าง อสย. 56:7 และ ยรม. 7:11 ซง่ึ พระเยซูเจา้ ทรงยกขน้ึ มาอา้ งองิ แต่ละเวน้
วลี “สาหรบั ประชาชาตทิ งั้ หลาย” (For All Nations) จากประโยคทก่ี ล่าวว่า “นิเวศของเราจะถูกเรยี กว่าบา้ นแห่ง
การภาวนา” ซ่งึ ในตอนแรกสง่ิ น้ีน่าประหลาดใจ เพราะนักบุญมทั ธวิ สนับสนุนภารกจิ ของครสิ ตจกั รของท่านใน
การเผยแพร่ศาสนาใหช้ นต่างชาตยิ ุคหลงั การกลบั คนื พระชนมช์ พี (28:18-20) แต่เม่อื มาใคร่ครวญอย่างละเอยี ดก็
สามารถเขา้ ใจได้ นักบุญมทั ธวิ ไม่ไดส้ นใจทจ่ี ะวพิ ากษ์วจิ ารณ์ศาสนายดู ายในดา้ นทไ่ี ม่ค่อยมกี ารเปิดรบั คนต่าง
ศาสนา แต่ท่านวจิ ารณ์และเสยี ดสเี หน็บแนมภารกจิ ต่อชนต่างศาสนาของชาวฟารสิ ี (23:15) ความแตกต่างอย่าง
ตรงขา้ มกนั ของขอ้ ความน้ีไม่ไดอ้ ยรู่ ะหวา่ งความใจแคบโดยเจตนาของศาสนายดู าย กบั ความเปิดกวา้ งต่อชนต่าง
ศาสนาของครสิ ตจกั ร การนาขอ้ ความทอ่ี า้ งองิ ถงึ ชนต่างชาตอิ อกไป (ซง่ึ จะทาใหส้ บั สนเม่อื เทยี บกบั แนวคดิ ทาง
เทววทิ ยาของทา่ น) นกั บุญมทั ธวิ ใหค้ วามแตกต่างทช่ี ดั เจนระหวา่ ง “บา้ นแหง่ การภาวนา” กบั “ซ่องโจร” มคี วาม
ชดั เจนโดดเด่นยง่ิ ขน้ึ อีก คาว่า “ซ่องโจร” ไม่ไดห้ มายถงึ การทาธุรกจิ ทท่ี ุจรติ ในพระวหิ าร หนงั สอื ของประกาศก
เยเรมยี ์ในบรบิ ทดงั้ เดิมกล่าวถึงชาวยูดาห์ท่เี คารพหลกั ศาสนาเท็จเทียมของไซออน ท่ีกล่าวว่าพระวหิ ารคอื
สถานทท่ี พ่ี ระเป็นเจา้ จะปกป้องคมุ้ ภยั อย่างแน่นอน ประกาศกเยเรมหี ต์ งั้ ขอ้ กล่าวหาว่าพวกเขาเหน็ พระวหิ ารเป็น
ทซ่ี ่อนของโจร ทซ่ี ง่ึ พวกเขาหลบซ่อนไดอ้ ยา่ งปลอดภยั หลงั จากกระทาสง่ิ ทไ่ี ม่ชอบธรรม (ยรม. 7:1-11) ขอ้ กล่าวหา
ของเยเรมหี จ์ งึ มไี วส้ าหรบั ผทู้ ม่ี าทาพธิ บี ูชาในพระวหิ ารมากกว่าคนทข่ี ายสตั วห์ รอื รบั แลกเงนิ นกั บุญมทั ธวิ มอง
พระวหิ ารดว้ ยมุมมองเดยี วกนั น้ี เม่อื พจิ ารณาจากการทม่ี นั ถูกรอ้ื ทาลาย ซง่ึ ท่านเขา้ ใจว่าเป็นการตดั สนิ ลงโทษ
ของพระเป็นเจา้

(2) เม่อื พระเยซูเจา้ ทรงขบั ไล่คนภายในบรเิ วณนัน้ ทเ่ี หน็ พระวหิ ารเป็นแหล่งหลบภยั แทนทจ่ี ะเป็นสถานท่ี
สาหรบั การภาวนา พระองคก์ ็ทรงตอ้ นรบั ผทู้ ถ่ี ูกทอดทง้ิ และโดดเดย่ี ว เชน่ คนตาบอด คนขาพกิ าร และเดก็ ๆ (ว.
14) จงึ เป็นการขยายงานของพระเมสสยิ าหท์ พ่ี ระองคท์ รงกระทาตงั้ แต่แควน้ กาลลิ ี มาจนถงึ แควน้ ยเู ดยี และกรุง
เยรูซาเลม็ (เทยี บ มคา. 4:6-7; ศฟย 3:19 และขอ้ ศกึ ษาวพิ ากษ์ เกย่ี วกบั 11:5) พระเยซูเจา้ ทรงทาเช่นนนั้ ในฐานะบุตรแห่งดาวดิ
และพระองคท์ รงถูกเรยี กเช่นนนั้ โดยกลุ่มคนชายขอบในอสิ ราเอล หรอื เดก็ ๆ นนั่ เอง (ดู 18:1-14) ก่อนหน้าน้ีนกั บุญ
มทั ธวิ เจาะจงนาพระเยซูเจา้ ไปเช่อื มโยงกบั ตาแหน่งบุตรแหง่ ดาวดิ โดยภารกจิ การรกั ษาผปู้ ่วยของพระองค์ (9:27-
31; 12:22-24; 15:21-28; 20:29-34) เน่ืองจากกษัตริย์ดาวิดเป็ นบุคคลท่ีนิยมความรุนแรง “บุตรแห่งดาวิด” ท่ีทุกคน
คาดหวงั จงึ เป็นผทู้ ค่ี วรจะนาการปกครองของพระผเู้ ป็นเจา้ มาให้ โดยใชค้ วามรุนแรงกา้ วรา้ วอย่างยงิ่ ต่อศตั รขู อง
อสิ ราเอล นักบุญมทั ธวิ ใหก้ ารยอมรบั พระเยซูเจา้ ในฐานะผทู้ ท่ี าใหค้ วามหวงั ทงั้ หลายทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั บุตรแห่งดา
วดิ เป็นจรงิ (ดู 1:1-17) แต่เปลย่ี นแปลงภาพนนั้ ใหก้ ลายเป็นตวั ตนทแ่ี ทจ้ รงิ ของพระเยซูเจา้ หลกั ฐานทแ่ี สดงใหเ้ หน็
ว่าจุดสนใจทพ่ี ระองคม์ ุ่งเน้นกค็ อื สว่ นทเ่ี ตมิ ลงไปในเร่อื งราว “การชาระ” พระวหิ ารมคี วามยาวมากกว่าเร่อื งราว
ดงั้ เดมิ ในพระวรสารนักบุญมาระโก และมหาสมณะกบั ธรรมาจารยท์ ่ีไม่ไดค้ ดั คา้ นการขบั ไล่คนแลกเงนิ ของพระ
เยซูเจา้ (ดูเหมอื นจะไม่ได้สงั เกตเหน็ ดว้ ย) กไ็ ดท้ า้ ทายพระเยซูเจา้ เกย่ี วกบั ความเหน็ ของเดก็ ๆ ทว่ี ่าพระองคเ์ ป็น “บุตร

466

แห่งดาวดิ ” (ว. 15-16) เช่นเดยี วกบั ท่กี ล่าวไวใ้ น 11:25-30 ผู้ท่อี ยู่ในตาแหน่งท่สี มควรจะ “เขา้ ใจ” กลบั ไม่เขา้ ใจ
ในขณะท่ี “ผเู้ ลก็ น้อย” สามารถรบั รูไ้ ดอ้ ย่างไม่มใี ครคาดหมายถงึ สง่ิ ใดท่กี าลงั เกดิ ขน้ึ ในการเสดจ็ มาถงึ และการ
ประทบั อยขู่ องพระเยซูเจา้

(3) พระเยซูเจา้ ทรงยอมรบั คาโหร่ อ้ งวา่ “บุตรแห่งดาวดิ ” ทเ่ี ดก็ ๆ เรยี กพระองค์ โซโลมอนผเู้ ป็นบุตรของดา
วดิ คอื ผสู้ รา้ งพระวหิ ารแหง่ แรก ซง่ึ ต่อมาถกู ชาวบาบโิ ลเนียนทาลาย เหตุการณ์น้ีไดร้ บั การตคี วามโดยประกาศก
เยเรมหี แ์ ละประกาศกคนอ่นื ๆ วา่ เป็นการลงโทษสาหรบั ผคู้ นทใ่ี ชช้ วี ติ ในบาปและปฏเิ สธพนั ธสญั ญาของพระเป็น
เจา้ (ยรม. 7:1-11) พระเยซูเจา้ ผทู้ รงเป็นบุตรของดาวดิ กท็ รงสรา้ งพระวหิ าร คอื ชุมชน ไม่ใช่อาคารสง่ิ ก่อสรา้ งทซ่ี ่งึ
การประทบั อย่ขู องพระเป็นเจา้ จะเป็นทร่ี จู้ กั ต่อคนทวั่ ไป (1:23) ความจรงิ น้ีสามารถมองเหน็ โดย “ผเู้ ลก็ น้อย” หรอื
เดก็ ๆ ซ่งึ เป็นตวั แทนอยู่ในฉากเหตุการณ์น้ี (ดู 11:25-27; 18:1-14) แต่กลบั ถูกปฏเิ สธโดยหวั หน้าสมณะและธรรมา-
จารย์ ผซู้ ง่ึ ปรากฏในบทบรรยายเร่อื งเป็นครงั้ แรก นับตงั้ แต่ 2:4-6 ซง่ึ เป็นตอนทแ่ี สดงว่าพวกเขา “รพู้ ระคมั ภรี ์”
แต่ไม่ไดป้ ฏบิ ตั ติ าม พระเยซูเจา้ ทรงยกขอ้ ความจากพระคมั ภรี อ์ กี ครงั้ หน่ึง ซ่งึ เป็นการแสดงความชอบธรรมใน
เหตกุ ารณ์นนั้ (สดด. 8:2 ประเดน็ น้พี ง่ึ พาพระคมั ภรี ฉ์ บบั LXX; ดู บทเสรมิ เรอ่ื ง “มทั ธวิ ในฐานะผตู้ คี วามพระคมั ภรี ”์ ) ไมม่ บี ทสนทนาในทน่ี ้ี
มแี ตก่ ารประกาศเทา่ นนั้

พระเยซูเจา้ ไม่ทรงรสู้ กึ ว่ากรุงเยรูซาเลม็ เป็นบา้ นของพระองคเ์ ลย พระองคห์ าทพ่ี กั นอกเมอื งเหมอื นกบั ผู้
แสวงบญุ ทวั่ ไปในงานเทศกาล (21:17) น่เี ป็นครงั้ แรกทม่ี กี ารอา้ งองิ ถงึ บา้ นเบธานีในพระวรสารนกั บญุ มทั ธวิ และมี
การอา้ งองิ ถงึ อกี เพยี งครงั้ เดยี วใน 26:2 ตอนทพ่ี ระเยซูเจา้ ทรงอย่ใู นงานเลย้ี งฉลองมอ้ื ค่าทบ่ี า้ นของซโี มนคนโรค
เรอ้ื น (ดู เทยี บกบั พระวรสารลูกาและยอหน์ พระเยซูเจ้าทรงมมี ติ รสหาย ทงั้ มารยี ์และมารธ์ า [ลาซารสั ด้วย มกี ล่าวไวใ้ นพระวรสารนักบุญยอหน์ ]
พระองคเ์ ยย่ี มเยอื นพวกเขาเป็นครงั้ คราวก่อนทจ่ี ะเสดจ็ ไปเยรซู าเลม็ ครงั้ สดุ ทา้ ย และพระองคป์ ระทบั อยกู่ บั พวกเขาในช่วงเทศกาล) นกั บุญมทั ธวิ
แทนท่คี าว่า “ออกไปขา้ งนอก” (Go out/ exerchomai) ในพระวรสารนักบุญมาระโก ด้วยคาท่แี รงกว่า คอื คาว่า
“จากไป” (Left / kataleipo) ซ่งึ มคี วามหมายว่า “ทอดท้งิ ” (Abandon) ไดเ้ ช่นกนั แมว้ ่าในวนั ต่อมาพระเยซูเจา้ จะ
ทรงกลบั เขา้ มาและไปสอนในพระวหิ าร ดงึ ใหบ้ รรดาผนู้ าของพระวหิ ารมาสนใจพระองค์ (21:23-23:39) และพระองค์
จะประกาศว่า “บา้ นของเจา้ จะถูกทง้ิ ใหร้ กรา้ ง” (Your House Is Left to Your Desolate) (23:38) การเดนิ จากน้ีทา
ใหเ้ ราคาดหมายไดถ้ งึ การแยกตวั จากพระวหิ ารและผนู้ าของพระวหิ ารเป็นครงั้ สดุ ทา้ ยใน 24:1

มทั ธวิ 21:18-22 การทาใหต้ น้ ไมท้ ไ่ี มอ่ อกผลแหง้ เหย่ี ว

ต้นมะเดื่อเทศไรผ้ ล ความเช่ือและการอธิษฐานภาวนา
18 เชา้ วนั รุง่ ขน้ึ ขณะทพ่ี ระเยซูเจา้ เสดจ็ เขา้ เมอื ง พระองคท์ รงรสู้ กึ หวิ 19 เม่อื ทอดพระเนตรเหน็ มะเด่อื เทศตน้ หน่ึงอย่รู มิ ทาง

จงึ เสดจ็ เขา้ ไปใกล้ แต่ไม่ทรงพบผลมะเด่อื ทรงพบแต่ใบเท่านัน้ จงึ ตรสั กบั มะเด่อื เทศตน้ นัน้ ว่า “ตงั้ แต่น้ีไป เจา้ อย่ามผี ลอกี เลย”

467

ทนั ใดนัน้ มะเด่อื เทศกเ็ หย่ี วแหง้ ไป 20 บรรดาศษิ ยเ์ หน็ ดงั นัน้ ต่างประหลาดใจ กล่าวว่า “ตน้ มะเด่อื เทศเหย่ี วไปทนั ทไี ดอ้ ย่างไร”
21 พระเยซูเจา้ ตรสั ตอบวา่ “เราบอกความจรงิ แก่ท่านทงั้ หลายวา่ ถา้ ทา่ นมคี วามเช่อื และไมส่ งสยั ท่านจะทาไดท้ ุกสง่ิ ไม่เพยี งแต่
สง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ กบั ตน้ มะเด่อื เทศตน้ น้ีเท่านนั้ ถา้ ท่านบอกภูเขาลกู น้ีว่า “จงยกตวั ขน้ึ และทง้ิ ตวั ลงไปในทะเลเถดิ ” กจ็ ะเป็นเชน่ นนั้ 22
และทุกสง่ิ ทท่ี ่านจะอธษิ ฐานภาวนาวอนขอดว้ ยความเชอ่ื ทา่ นกจ็ ะไดร้ บั ”

ข้อศึกษาวิพากษ์

วนั ที่2: วนั องั คาร ตน้ กาเนิดของเรอ่ื งเล่าน้ีมกี ารประเมนิ กนั ไวอ้ ยา่ งหลากหลาย นกั วชิ าการบางคนคดิ ว่า
มนั น่าจะมาจากเร่อื งอปุ มาใน ลก. 13:6-9 บางคนคดิ ว่าอุปมานนั้ มาจากเรอ่ื งราวน้ี นกั บุญมทั ธวิ พบเรอ่ื งราวน้ีใน
พระวรสารนักบุญมาระโก ทซ่ี ่งึ การกระทาสองอย่าง คอื การกล่าวพพิ ากษาโทษตน้ ไมว้ นั หน่ึงและพบว่ามนั แหง้
เหย่ี วตายไปในอกี วนั ต่อมา เป็นเรอ่ื งราวทแ่ี วดล้อมและตคี วามการกระทาของพระเยซูเจา้ ในพระวหิ าร (มก. 11:12-
26) แต่พอมกี ารนามาเปลย่ี นตาแหน่ง พระเยซูเจ้าทรงแทรกแซงธุรกจิ ในพระวหิ ารในวนั แรกเม่อื ทรงไปถงึ กรุง
เยรูซาเลม็ (ดูลาดบั เร่อื งราวท่รี ะบุไวด้ ้านบน) การเพมิ่ วนั ขน้ึ มาอกี วนั หน่ึงแบบในพระวรสารของมาระโกก็หายไป ต้น
มะเด่อื แหง้ เหย่ี วลงทนั ทตี ่อหน้าของบรรดาศษิ ย์ นอกจากน้ี นกั บุญมทั ธวิ ยงั กาจดั หมายเหตุน่าราคาญในพระวร
สารของนักบุญมาระโกท่วี ่า “มนั ไม่ใช่ฤดูของมะเด่อื ” แต่ถึงกระนัน้ ก็ยงั มคี วามยากลาบากในการตคี วามการ
กระทาของพระเยซูเจา้ ทใ่ี ชอ้ านาจพเิ ศษของพระองคท์ าลายสง่ิ อ่นื

อะไรคอื ความหมายของเรอ่ื งราวแปลกๆ ทน่ี ิยมเรยี กกนั มาวา่ “การสาบตน้ มะเดอ่ื ” (แต่เร่อื งราวทอ่ี ย่ใู นรปู แบบ
ของพระวรสารนักบุญมทั ธวิ และนักบุญมาระโกไม่ได้กล่าวถงึ “คาสาบ”) นักตคี วามส่วนใหญ่มองว่าต้นมะเด่อื คอื สญั ลกั ษณ์ของ
อสิ ราเอล ดงั นนั้ การสาบกค็ อื สญั ลกั ษณ์ของการท่พี ระเป็นเจา้ ทรงพพิ ากษาลงโทษศาสนายดู ายหรอื ผนู้ าชาวยวิ
ทไ่ี ม่ออกผลเป็นกจิ การดี นักบุญมทั ธวิ ดูจะนาเสนอเร่อื งราวน้ีเป็นการกระทาเชงิ สญั ลกั ษณ์ทค่ี าดการณ์ถงึ การ
ตดั สนิ ลงโทษผูท้ ่ไี ม่ออกผลเป็นความชอบธรรมและความยุตธิ รรมในอุปมาต่างๆ ท่จี ะตามมา การเพม่ิ วนั แบบ
นกั บุญมาระโกดจู ะสนบั สนุนการตคี วามน้มี ากทส่ี ดุ

ในพระวรสารนกั บุญมทั ธวิ เรอ่ื งราวของตน้ มะเด่อื เกดิ ขน้ึ ระหวา่ งการเสดจ็ ไปยงั พระวหิ ารของพระเยซูเจา้
สองครงั้ ดงั นัน้ จงึ มคี วามเช่อื มโยงกบั การตดั สนิ ลงโทษพระวหิ ารของศาสนายูดาย ความหมายหลกั ของนักบุญ
มทั ธวิ ดจู ะมุง่ เน้นไปทส่ี องประเดน็ สาคญั ซง่ึ ปรากฎอยใู่ นพระวรสารนกั บุญมทั ธวิ สว่ นอ่นื ๆ ดว้ ย

1) นกั บุญมทั ธวิ ใชค้ าวา่ “ผล” (Fruit) เพอ่ื เป็นคาเปรยี บเทยี บถงึ การทา “กจิ การด”ี ถงึ 17 ครงั้ มากกวา่
ผปู้ ระพนั ธพ์ ระคมั ภรี ภ์ าคพนั ธสญั ญาใหมค่ นอ่นื ๆ ทา่ นไม่เคยใชค้ าน้ดี ว้ ยความหมายตามตวั อกั ษร แตใ่ ชส้ อ่ื ใน
ดา้ นศลี ธรรมเทา่ นนั้ พระเป็นเจา้ เสดจ็ มาหาผลไมจ้ ากตน้ ไม้ เมอ่ื พระองคท์ รงเหน็ วา่ มนั มแี ต่เพยี งใบ กท็ รงทาให้
ตน้ ไมน้ นั้ แหง้ เหย่ี วไป สง่ิ น้เี ป็นตวั แทนการพพิ ากษาลงโทษของพระเป็นเจา้ สาหรบั ผทู้ ด่ี ภู ายนอกเหมอื นมี
ผลติ ผลใหก้ บั พระองค์ แตค่ วามจรงิ ไม่ไดอ้ อกผลใดๆ เลย นกั บุญมทั ธวิ กลา่ วถงึ ประเดน็ น้บี อ่ ยๆ (เช่น 3:10; 7:16-20
ซง่ึ มคี วามเชอ่ื มโยงทเ่ี จาะจงกบั เรอ่ื งตน้ มะเดอ่ื ; 21:43 ซง่ึ เช่อื มโยงกบั ชาวยวิ ทไ่ี มเ่ ช่อื ในพระองค)์ มนั ไม่เพยี งแต่แสดงความแตกต่างท่ี
เหน็ ไดช้ ดั ระหวา่ ง “ศาสนายดู ายทไ่ี มอ่ อกผล” (Fruitless Judaism) กบั “ศาสนาครสิ ตท์ อ่ี อกผลมากมาย”
(Fruitful Christianity) แตย่ งั เป็นคาเตอื นโดยตรงสาหรบั ผเู้ ชอ่ื ทอ่ี ยใู่ นชมุ ชนของนกั บุญมทั ธวิ ดว้ ย

2) “ผล” เหล่าน้ีไม่ใช่ “งาน” ทแ่ี สดงความชอบธรรมของตวั เราเอง มนั เป็นผลทเ่ี กดิ จากความเช่อื ไมใ่ ช่สง่ิ ท่ี
ตรงขา้ ม ดงั นัน้ นักบุญมทั ธวิ จงึ นาคาภาวนาด้วยความเช่อื มาใช้ในทนั ที โดยเรมิ่ ต้นด้วยคากล่าวเน้นย้าอย่าง
หนักแน่น (ajmh”n หรอื “Truly” ดู ขอ้ ศกึ ษาวพิ ากษ์ เก่ยี วกบั 5:18) ผูท้ ่มี คี วามเช่อื จะไม่เพยี งแต่สามารถทาสง่ิ ทพ่ี ระเยซู
เจา้ ทรงกระทาเทา่ นนั้ เชน่ การประกาศตดั สนิ ลงโทษใหศ้ าสนาทไ่ี ม่เกดิ ผลนนั้ แหง้ เหย่ี วตายไป (หมายถงึ ในครสิ ตจกั ร

468

ไมใ่ ชใ่ นชุมชนความเชอ่ื อน่ื ) แต่ยงั ขจดั อปุ สรรคไดท้ ุกอยา่ งและจะไดร้ บั สงิ่ ใดกต็ ามทข่ี อในการอธษิ ฐานภาวนา หากพวก
เขาเช่อื การอา้ งองิ ถงึ ความเช่อื เป็นวงเลบ็ ใหก้ บั คาประกาศน้ี ส่วนการอ้างองิ ถงึ การอธษิ ฐานภาวนาเป็นส่วน
เช่อื มโยงขอ้ ความน้ีกบั คาประกาศก่อนหน้าน้ีเก่ยี วกบั พระวหิ าร (21:13) ซ่งึ เป็นการทาให้เหน็ ถงึ ความถูกต้องท่ี
นกั บุญมทั ธวิ ละเวน้ คาว่า “สาหรบั ประชาชาตทิ งั้ หลาย [ชนต่างศาสนา]” เพราะความต่างทเ่ี หน็ ไดช้ ดั เจนน้ีไม่ได้
อย่รู ะหว่างชาวยวิ กบั ชนต่างศาสนา แต่เป็นความต่างของการชุมนุมอธษิ ฐานภาวนาทส่ี ญู เสยี หน้าทข่ี องตนกบั
การอธษิ ฐานภาวนาดว้ ยความเชอ่ื ทแ่ี ทจ้ รงิ (สาหรบั คาอภปิ รายเรอ่ื ง “ความเชอ่ื ทส่ี ามารถเคล่อื นภูเขา” ขอใหด้ ูขอ้ ศกึ ษาวพิ ากษ์ สาหรบั
17:20) เน่ืองจากพระเยซูเจา้ ทรงช้ใี หเ้ หน็ ว่าความเช่อื คอื ความหมายของเหตุการณ์น้ี มนั จงึ ไม่ไดเ้ กดิ ขน้ึ เพราะ
ฤทธานุภาพของพระองคเ์ พยี งอย่างเดยี ว แต่พระองคแ์ ละผทู้ เ่ี ช่อื ต่างร่วมกนั เป็นส่อื ใหก้ บั ฤทธานุภาพทม่ี าจาก
พระเป็นเจา้ ดงั นนั้ บทบรรยายเรอ่ื งน้ไี มใ่ ชเ่ รอ่ื งทางครสิ ตศาสตรท์ ช่ี ถ้ี งึ ความเป็นเอกลกั ษณ์ของพระเยซูเจา้

469

470


Click to View FlipBook Version
Previous Book
BUKU MESYUARAT AGUNG
Next Book
TUGASAN BERASASKAN MASALAH (KEJADIAN LANGIT & BUMI)