40 และเขียนเป็นประโยคสัญลักษณ์ได้อย่างไร 2.3 ขั้นหาคำตอบของโจทย์ปัญหา นักเรียนหาคำตอบของโจทย์ปัญหาด้วยการ แสดงวิธีทำ 2.4 ขั้นทบทวนคำตอบ นักเรียนและครูร่วมกันทบทวนคำตอบว่าสอดคล้องกับ ข้อมูลและเงื่อนไขที่กำหนดในโจทย์ปัญหาหรือไม่ ขั้นที่ 3 ขั้นกิจกรรมกลุ่มย่อยโดยใช้กลวิธี Think-Pair-Share 3.1 จัดนักเรียนเข้ากลุ่มตามที่ครูแบ่งกลุ่มไว้ กลุ่มละ 2 - 4 คน จากนั้น ชี้แจงวิธีการทำงานร่วมกันในกลุ่มย่อย 3.2 ครูตั้งประเด็นสั้นๆ หรือโจทย์คําถาม 3.3 ให้นักเรียนศึกษาใบงานโดยใช้รูปแบบวิเคราะห์โจทย์ปัญหาและแก้ปัญหาด้วย ตนเองสัก 1-2 นาที 3.4 ให้ผู้เรียนจับคู่กับเพื่อนแลกเปลี่ยนความคิดผลัดกันเล่าความคิด หรือคําตอบ ของตนให้เพื่อนฟังจนได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องกัน 3.5 เมื่อนักเรียนปฏิบัติกิจกรรมตามใบงานเสร็จแล้วให้ส่งตัวแทนออกไป นำเสนอผลการแก้โจทย์ปัญหาหน้าชั้นเรียน โดยให้แสดงวิธีการแก้โจทย์ปัญหาบนกระดาน จากนั้นครู ให้คำแนะนำสำหรับกลุ่มที่ทำไม่ถูกแล้วให้แก้ไขให้ถูกต้อง ขั้นที่ 4 ขั้นการทดสอบย่อยเป็นรายบุคคล ครูให้นักเรียนทำแบบทดสอบย่อยประจำหน่วย หลังจากที่นักเรียนได้เรียนและ ทบทวนเป็นกลุ่มมาแล้วเป็นรายบุคคล โดยไม่เปิดโอกาสให้ปรึกษาหารือกันในระหว่างทำแบบทดสอบ เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนมาแล้ว ขั้นที่ 5 ขั้นคิดคะแนนความก้าวหน้า 5.1 เมื่อนักเรียนทำแบบทดสอบเสร็จแล้วครูตรวจแบบทดสอบพร้อมทั้งคิดคะแนน พัฒนาให้นักเรียนรายบุคคล 5.2 เมื่อครูคิดคะแนนให้นักเรียนแต่ละคนแล้วนำคะแนนของทุกคนในกลุ่ม มารวมกันแล้วคิดเป็นคะแนนของกลุ่มในการคิดคะแนนพัฒนาการรายบุคคลและรายกลุ่มได้ประยุกต์ เกณฑ์การให้คะแนนของสลาวิน ดังนี้ ต่ำกว่าคะแนนฐานมากกว่า 10 คะแนนขึ้นไป คะแนนสำหรับกลุ่ม 0 ต่ำกว่าคะแนนฐานไม่เกิน 10 คะแนน คะแนนสำหรับกลุ่ม 10 เท่ากับหรือมากกว่าคะแนนฐานไม่เกิน 10 คะแนน คะแนนสำหรับกลุ่ม 20 มากกว่าคะแนนฐาน 10 คะแนนขึ้นไป คะแนนสำหรับกลุ่ม 30
41 ทำถูกต้องร้อยละ 80 ขึ้นไป (ไม่ต้องดูคะแนนฐาน) คะแนนสำหรับกลุ่ม 30 ขั้นที่ 6 ขั้นความสำเร็จของกลุ่ม 6.1 ครูร่วมกันกับนักเรียนทั้งชั้นสรุปบทเรียนและกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมดโดย สรุปหลักการและวิธีการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาโดยใช้กลวิธี Think-Pair-Share เพื่อให้นักเรียนได้ เชื่อมโยงนำไปใช้ในโจทย์ปัญหาอื่นที่ไม่เคยพบ 6.2 ครูให้รางวัลแต่ละกลุ่มตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์เสริมด้วยกลวิธี Think-Pair-Share ดังแสดงในภาพที่ 1 ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียม ขั้นที่ 2 -ขั้นสอนเนื้อหาใหม่ โดยการเรียนแบบเน้นมโน ทัศน์ ขั้นที่ 3 ข้ันกิจกรรมกลุ่มย่อย ข้นัที่1 ศึกษาโจทย์ ข้นัที่2 แปลงข้อมูลที่ มีอยู่ในโจทย์ปัญหาไปสู่ รูปภาพหรือสมการทาง คณิตศาสตร์ ข้นัที่3 หาค าตอบ ของโจทย์ปัญหา ข้นัที่4 ทบทวนค าตอบ 1. ครูคิดคะแนนฐานให้นักเรียน 2. ครูน าเข้าสู่บทเรียน 3. ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ 1. นักเรียนอ่านและวิเคราะห์ท าความเข้าใจโจทย์ อย่างละเอียด 2. นกัเรียนและครูร่วมกนัหาสิ่งที่โจทยก์า หนดให้ และสิ่งที่โจทยต์อ้งการทราบ นักเรียนและครูร่วมกันแปลงข้อมูลที่มีอยู่ในโจทย์ ปัญหาไปสู่รูปภาพ แผนภาพ หรือสมการทางคณิตศาสตร์ นักเรียนและครูร่วมกันหาค าตอบ ของโจทย์ปัญหา 1แบ่งผู้เรียนเป็ นกลุ่มเล็กๆ กลุ่มละ 2 -4คน 2ครูต้งัประเด็นส้ันๆ หรือโจทยค์า ถาม 3ผู้เรียนแต่ละคนคิดหาค าตอบด้วยตนเองสัก 1-2 นาที 4ให้ผู้เรียนจับคู่กับเพื่อนแลกเปลี่ยนความคิด 5 ผู้เรียนคนใดคนหนึ่งสามารถอธิบายค าตอบให้เพื่อน ฟังท้งัช้นัไดห้รือครูสุ่มบางคมู่ารายงานหนา้ช้นัเรีย นักเรียนทบทวนค าตอบว่าสอดคล้อง กับข้อมูลและเงื่อนไขที่ก าหนด ในโจทย์ปัญหาหรือไม่
42 ภาพที่ 1ข้นัตอนการจดักิจกรรมการเรียนแบบเน้นมโนทัศน์ ขั้นที่ 4 ข้ันทดสอบเป็นรายบุคคล ขั้นที่ 5 ขั้นคิดคะแนนความก้าวหน้า ขั้นที่ 6 ข้ันความส าเร็จของกลุ่ม ครูให้นักเรียนท าแบบทดสอบย่อยเป็ นรายบุคคล หลังจากนักเรียนเรียนและทบทวนเป็ นกลุ่ม มาแล้วโดยไม่เปิ ดโอกาสให้ปรึกษาหารือกัน ในระหว่างท าแบบทดสอบ เพื่อวดัความรู้ความเขา้ใจในเน้ือหาที่เรียนมา ครูตรวจแบบทดสอบของนักเรียนรายบุคคลแล้วคิด คะแนนพัฒนาการนักเรียนเป็ นรายบุคคล 1. เมื่อนักเรียนเรียนจบครูและนักเรียนร่วมกันสรุป บทเรียนและกระบวนการเรียนรู้ท้งัหมด 2. ครูน าคะแนนของนักเรียนแต่ละคนมารวมกันแล้วคิด เป็ นคะแนนกลุ่ม 3. ครูให้รางวัลนักเรียนตามคะแนนกลุ่ม
51 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นมโนทัศน์ ( Concept Based Teaching ) โดยมีหัวข้อในการดำเนินการวิจัยดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการ ทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร ประชากรเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี อำเภอ เมือง จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี ปีการศึกษา 2565 จำนวน 225 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 โรงเรียนมัธยม เทศบาล 6 นครอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี ปี การศึกษา 2565 จำนวน 28 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบบแผนการทดลอง การวิจัยครั้งนี้มีแบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน (One Group Pre-test – Post-test Design) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540: 60-61) มีแบบแผนการทดลองดังตารางที่ 4
44 ตารางที่ 2 แบบแผนการทดลองที่ใช้ในการวิจัย สอบก่อนเรียน ทดสอบ สอบหลังเรียน T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) X แทน การเรียนแบบเน้นมโนทัศน์ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Post-test) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้การเรียนแบบเน้นมโนทัศน์ เรื่องตรรกศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6 แผน ใช้เวลาแผนละ 2-4 ชั่วโมง รวมเวลา 16 ชั่วโมง 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องตรรกศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 20 ข้อ ที่ครอบคลุม มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และจุดประสงค์การเรียนรู้ 2. การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 2.1 การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นมโนทัศน์โดยผู้วิจัยได้ ดำเนินการสร้าง ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา การจัดการเรียนการสอนโดย ใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นมโนทัศน์ และหลักการเกี่ยวกับการสอนคณิตศาสตร์ 2.1.2 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คู่มือครู หนังสือ เรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดทำโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ 2.1.3 วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และเนื้อหา สาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์เรื่องตรรกศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แล้วแบ่งเนื้อหาย่อย 2.1.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องตรรกศาสตร์ตามวิธีการและ ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นมโนทัศน์จำนวน 6 แผน แผนละ 2-4 ชั่วโมง รวม 16 ชั่วโมง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
45 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ประพจน์ เวลา 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การเชื่อมประพจน์ เวลา 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การหาค่าความจริงของรูปแบบ ของประพจน์ เวลา 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การสร้างตารางค่าความจริง เวลา 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 รูปแบบของประพจน์ที่สมมูลกัน เวลา 4 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 สัจนิรันดร์ เวลา 3 ชั่วโมง 2.1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุง แก้ไขแล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและ ความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอนและการวัดผล ประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาลงความเห็นและให้คะแนนดังนี้ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2539: 249) ให้คะแนน + 1 หมายถึง เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มี ความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน 0 หมายถึง เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มี ความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน - 1 หมายถึง เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มี ความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence : IOC) ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องหรือค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกแผน 2.1.6 ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ที่ ปรึกษา 2.1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป ดังแสดงขั้นตอน การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ในภาพที่ 2
46 ภาพที่ 2 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบการเรียนรู้แบบเน้นมโนทัศน์ 2.2 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ เน้นมโนทัศน์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก มีขั้นตอนการสร้าง ศึกษาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา การจัดการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นมโน ทัศน์ ( Concept Based Teaching ) และหลักการเกี่ยวกับการสอนคณิตศาสตร์ ศึกษาหลกัสูตรการศึกษาข้นัพ้ืนฐาน พุทธศกัราช 2551 คู่มือครู หนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ช้นัมธัยมศึกษาปีที่4 ที่จัดท าโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทรวงศึกษาธิการ วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ตวัช้ีวดัและเน้ือหา สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่องตรรกศาสตร์ ช้นัมธัยมศึกษาปีที่4แลว้แบ่งเน้ือหายอ่ย สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องตรรกศาสตร์ตามวิธีการและข้นัตอนการจดักิจกรรมการเรียนการ สอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นมโนทัศน์ ( Concept Based Teaching ) จ านวน 6 แผน นา แผนการจดัการเรียนรู้ที่สร้างข้นึเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไขแล้วน าไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ แล้วน าคะแนนที่ได้มาหา ค่าดัชนีความสอดคล้อง ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ทุกแผน ปรับปรุง/แก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ที่ปรึกษา น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้
47 และหาประสิทธิภาพ ดังนี้ 2.2.1 ศึกษาทฤษฎี วิธีสร้าง เทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ หลักสูตร คู่มือครู คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่องตรรกศาสตร์ตาม หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2.2.2 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา 2.2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 เรื่องตรรกศาสตร์เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ให้ครอบคลุม เนื้อหาและจุดประสงค์ 2.2.4 นำแบบทดสอบเสนออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไขแล้วนำเสนอ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสม ประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับ จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้และเนื้อหา ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา นำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence: IOC) โดยพิจารณาเลือกข้อสอบที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ทุกข้อ 2.2.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับ กลุ่มตัวอย่างต่อไป ดังแสดงขั้นตอนการสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาคณิตศาสตร์ ในภาพที่ 3
48 ภาพที่ 3 ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเน้นมโนทัศน์ การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองในภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ซึ่งดำเนินการดังนี้ 1. ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ 2. ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบเน้นมโนทัศน์ ศึกษาทฤษฎี วิธีสร้างเทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ หลักสูตร คู่มือครู คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ช้นัมธัยมศึกษาปีที่4 เรื่องตรรกศาสตร์ ตามหลกัสูตรการศึกษาข้นัพ้ืนฐาน พุทธศกัราช 2551 สร้างตารางวิเคราะหจ์ุดประสงคก์ารเรียนรู้และเน้ือหา สร้างแบบทดสอบวดัผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ช้นัมธัยมศึกษาปีที่4 เรื่องความน่าจะเป็ น เป็ นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก จ านวน 30ข้อ น าแบบทดสอบเสนออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไขแล้วน าเสนอผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3คน เพื่อ ตรวจสอบความเหมาะสม ประเมินความสอดคลอ้งระหว่างขอ้ สอบกบัจดุประสงคก์ารเรียนรู้และเน้ือหา แล้วน าไปหาค่าดัชนีความสอดคล้องได้เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้ต่อไป
49 3. ทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้นฉบับเดียวกันกับก่อนเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับ ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (SPSS for Windows) ผู้วิจัยได้ดำเนินการดังนี้ นำผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมาหาค่าเฉลี่ย( X ) ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าร้อยละ แล้วเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1.1 การหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC) (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2539: 249) สูตร IOC = ∑ เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้อง มีค่าอยู่ระหว่าง -1 ถึง +1 ∑ แทน ผลรวมของคะแนนการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 2. สถิติพื้นฐาน 2.1 ค่าร้อยละ (Percentage) 2.2 ค่าเฉลี่ย ( X ) 2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ซึ่งในการคำนวณหาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( X ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) คำนวณผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องความน่าจะเป็น ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการเรียนแบบเน้นมโนทัศน์ (Concept Based Teaching) ก่อน
50 เรียนและหลังเรียน ด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ด้วย โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคมศาสตร์
59 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบเน้นมโนทัศน์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังรายละเอียดต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่4 ที่เรียนด้วยการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นมโนทัศน์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่ สร้างขึ้น เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 20 ข้อ คะแนนเต็ม 20 คะแนน ทดสอบ กับกลุ่มตัวอย่างก่อนทำการสอน หลังจากที่ผู้วิจัยได้ใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบเน้นมโนทัศน์ผู้วิจัยได้ใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้นชุด เดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียนดำเนินการทดสอบหลังเรียนกับกลุ่มตัวอย่าง และนำคะแนนที่ได้หา ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ดังตารางที่ 5
52 ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เลขที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 8 10 12 9 6 5 6 10 11 7 7 4 12 8 11 8 8 6 10 8 8 7 4 6 8 4 7 7 50 50 60 45 30 25 30 50 55 35 35 20 60 40 55 40 40 30 50 40 40 35 20 36 40 20 35 35 15 15 17 16 14 17 14 16 16 15 14 13 17 16 17 14 15 13 17 15 16 14 13 17 14 13 15 14 75 75 85 80 70 85 70 80 80 75 70 65 85 80 85 70 75 65 85 75 80 70 65 85 70 65 75 70 X 7.75 39.32 15.07 75.36 S.D. 2.271 1.386
53 จากตารางที่ 3 ผลการทดสอบคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง ตรรกศาสตร์พบว่า คะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนมีคะแนน เฉลี่ยก่อนเรียน 7.75 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 39.32 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน 15.07 คะแนน คิดเป็น ร้อย-ละ 75.36 และนักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการเรียนแบบเน้นมโนทัศน์ ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน หลังการทดลอง ผู้วิจัยได้หาคะแนนเฉลี่ยและเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการเรียนแบบแบบเน้นมโนทัศน์ (Concept Based Teaching) ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน จากการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการ ทดสอบทีแบบไม่อิสระ ปรากฏผล ดังตารางที่ 6 ตารางที่ 4 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการเรียนแบบเน้นมโนทัศน์ การทดสอบ คะแนนเฉลี่ย S.D. ร้อยละ t ก่อนเรียน 7.75 2.271 39.32 23.075** หลังเรียน 15.07 1.386 75.36 ** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากตารางที่ 6 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการเรียนแบบแบบเน้นมโนทัศน์ (Concept Based Teaching) มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.75 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 39.32 คะแนน เฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.07 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 75.36 และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่างคะแนนเฉลี่ยด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
62 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นมโนทัศน์ ผู้วิจัยได้นำเสนอ วัตถุประสงค์ของการวิจัย สมมติฐานของการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย สรุปผลการวิจัย การอภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นมโนทัศน์ สมมติฐานของการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้การเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นมโน ทัศน์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน วิธีดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี ปีการศึกษา 2565 จำนวน 225 คน
55 1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 โรงเรียนมัธยม เทศบาล 6 นครอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี ปี การศึกษา 2565 จำนวน 28 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้การเรียนแบบเน้นมโนทัศน์ เรื่องตรรกศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6 แผน ใช้เวลาแผนละ 2 - 5 ชั่วโมง รวมเวลา 22 ชั่วโมง 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็น ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 20 ข้อ ที่ครอบคลุม มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และจุดประสงค์การเรียนรู้ 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองในภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ซึ่งดำเนินการดังนี้ 1. ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ 2. ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน โดยใช้ การเรียนแบบเน้นมโนทัศน์ 3. ทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้นฉบับเดียวกันกับก่อนเรียน 4. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (SPSS for Windows) ผู้วิจัยได้ดำเนินการดังนี้ นำผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมาหาค่าเฉลี่ย ( X ) ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าร้อยละ แล้วเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) สรุปผลการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ ได้ผลการวิจัยโดยสรุป ดังนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการ เรียนแบบเน้นมโนทัศน์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
56 เรื่อง ตรรกศาสตร์พบว่า คะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 7.75 คะแนน คิด เป็นร้อยละ 39.32 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน 15.07 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 75.36 และนักเรียนมี คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 อภิปรายผล จากการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบเน้นมโนทัศน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สามารถนำมาอภิปรายผลได้ ดังนี้ ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นมโนทัศน์ มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.75 คิดเป็นร้อย ละ 39.32 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.07 คิดเป็นร้อยละ 75.36 ซึ่งไม่น้อยกว่าเกณฑ์ร้อย ละ 75 และเมื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย ทั้งนี้เนื่องจาก ประการแรก การจัดการเรียนรู้แบบแบบเน้นมโนทัศน์ เป็นการวางแผนการจัดการเรียนการ สอนโดยการระบุมโนทัศน์หรือความคิดรวบยอดที่ต้องการให้ผู้เรียนได้รับและดำเนินการเรียนการสอน โดยใช้วิธีการและกระบวนการต่างๆที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจมโนทัศน์ และสามารถนำมโน ทัศน์นั้นไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆได้ รวมทั้งมีการประเมินผลโดยมุ่งไปที่ความเข้าใจของผู้เรียนในมโน ทัศน์นั้นๆ (ทิศนา แขมมณี.2554 : 119-146) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจะเปิดโอกาสให้ นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถ แตกต่างกันโดยแต่ละคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และในความสำเร็จของกลุ่มอย่างแท้จริง ทั้งโดยการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ ตลอดจนการเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน คน ที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือคนที่เรียนอ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของ ตนเองเท่านั้นแต่จะต้องรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่ม ความสำเร็จของแต่ละ บุคคลหมายถึงความสำเร็จของกลุ่มด้วย ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวจึงมีลักษณะตรงกันข้ามกับ การเรียนที่เน้นการแข่งขัน (Competitive Learning) และการเรียนตามลำพัง (Individualized Learning) (จันทรา ตันติพงศานุรักษ์. 2543 : 37) การเรียนรู้แบบร่วมมือมีหลายเทคนิค เทคนิค หนึ่งซึ่ง เรียกว่า Think-Pair Share เป็นเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือระหว่างผู้เรียน 2 คน ที่จับคู่กัน แล้วช่วยกันแบ่งปันความคิดในประเด็นปัญหา หลังจากที่ร่วมกันคิดเป็นคู่แล้ว จึงนำความรู้ที่ได้ไป
57 เสนอให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนได้รับฟัง เพื่อให้เกิดการวิเคราะห์วิจารณ์ผลร่วมกันทั้งชั้น (กมลลักษณ์ บุญ ขันธ์ และคณะ. 2554) ประการที่สอง รูปแบบของกิจกรรมการเรียนแบบคู่คิด (Think Pair Share) เป็นเทคนิคการ เรียนแบบร่วมมือ โดยเป็นวิธีการจับคู่เพื่อให้ผู้เรียนทำกิจกรรมการเรียนร่วมกัน เพื่อให้คำแนะนำ ปรึกษาหรือ แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ และร่วมมือกันทำ กิจกรรมตามกระบวนการเรียนจน ค้นพบข้อสรุป ข้อความรู้หรือคำตอบร่วมกัน ความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้แบบเน้นมโนทัศน์ร่วมกับเทคนิค Think - Pair - Share สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตาม สมมติฐาน ที่กำหนดไว้ เนื่องจากการจัดการเรียนรู้เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่นักเรียนได้ลงมือ ศึกษา ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง มีส่วนร่วม แลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน และอภิปรายแนวคิดเพื่อนำสู่ การสร้างองค์ความรู้ใหม่พร้อมทั้งนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ใหม่และมีการสะท้อน ความคิดเห็นที่ได้จากกิจกรรมในชั้นเรียน ขั้นประยุกต์และสะท้อนผล พบว่าในขั้นกิจกรรมสร้าง ความรู้ เป็นการให้นักเรียนลงมือศึกษา ค้นคว้า และปฏิบัติกิจกรรมจากงานที่ได้รับมอบหมาย เริ่ม จากให้นักเรียนแต่ละคนได้มีการคิด (Think) หาคำตอบด้วยตนเอง พร้อมแสดงแนวคิดหลังจากที่ นักเรียนแต่ละคนคิดหาคำตอบเสร็จแล้ว ให้นักเรียนจับคู่กัน (Pair) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ แสดง แนวคิด อธิบายเหตุผลที่ได้มาและตรวจสอบความถูกต้องร่วมกัน จนสามารถสร้างข้อสันนิษฐาน แนวคิดหรือองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งกิจกรรมสร้างความรู้ เป็นกิจกรรมที่เน้นการตั้งประเด็นให้ นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติกรรมและคิดด้วยตนเอง สามารถสะท้อนความคิดหรือบอกความคิดเห็นของ ตนเองให้คนอื่นได้รับรู้และสามารถอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างกันอย่างลึกซึ้งจนเกิดความ เข้าใจ ชัดเจน ได้ข้อสรุปหรือองค์ความรู้ใหม่ หรือมีการปรับเปลี่ยนความคิดของตนเองให้มีความ สมเหตุสมผลมากขึ้นเมื่อสังเกตพฤติกรรมระหว่างเรียน พบว่า นักเรียนมีการสังเกต เปรียบเทียบแล วิเคราะห์ข้อมูล จากตัวอย่างหลาย ๆ ตัวอย่างจนสามารถตอบคำถาม และเขียนข้อสันนิษฐานพร้อม อธิบายเหตุผลโดยใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์มาประกอบคำตอบได้จากนั้นนักเรียนมีการแลกเปลี่ยน ความรู้ แนวคิดกับคู่ของตนเอง แล้วร่วมกันตรวจสอบคำตอบและข้อสันนิษฐานที่ได้ให้มีความถูกต้อง มากยิ่งขึ้น จากการทำกิจกรรมของนักเรียนจะเห็นว่าช่วยส่งเสริมให้นักเรียนสามารถอธิบายความคิด และการให้เหตุผลของตนเอง สามารถวิเคราะห์ วางแผน ตัดสินใจโดยนำความรู้ทางคณิตศาสตร์มาใช้ ประกอบได้อย่างเหมาะสม และมีการแลกเปลี่ยนความความรู้ แนวคิดของตนเองกับผู้อื่น ซึ่ง สอดคล้องกับ ศศิธร แม้นสงวน (2556: 176 - 179) กล่าวว่า ในการพัฒนาความสามารถในการให้หตุ ผลทางคณิตศาสตร์ ควรเริ่มส่งเสริมให้นักเรียนได้เกิดการคิด การวิเคราะห์และการสรุปแนวคิดอย่าง สมเหตุสมผลภายใต้บรรยากาศที่สนับสนุนให้มีการอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดและแก้ ปัญหา ร่วมกัน โดยใช้กิจกรรมที่เน้นให้เกิดการฝึกคิดและการให้เหตุผลควบคู่กันไปตามสถานการณ์ที่
58 กำหนดให้ ส่วนในขั้นอภิปรายและสรุป เป็นขั้นที่นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความรู้ (Share) แนวคิด หลักการร่วมกัน ทำให้ผู้เรียนได้ขัดเกลาความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ความรู้ทัศนคติ และแนวคิดของ ตนเองร่วมกับผู้อื่น แล้วร่วมกันสรุปเป็นองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างองค์ ความรู้ของนักเรียน เมื่อสังเกตสังเกตพฤติกรรมระหว่างเรียน พบว่า หลังจากนักเรียนมีการ แลกเปลี่ยนความรู้ แสดงเหตุผลของตนเองในการได้มาซึ่งคำตอบร่วมกันภายในชั้นเรียน ทำให้ นักเรียนเข้าใจและสามารถสรุปความรู้ที่ได้เป็นองค์ความรู้ที่ได้ให้เข้าใจตรงกันได้ถูกต้องอย่าง สมเหตุสมผล และขั้นประยุกต์และสะท้อนผล นักเรียนนำความรู้หรือข้อสรุปที่ได้มาประยุกต์ใช้กับ สถานการณ์ใหม่โดยนักเรียนมีการคิด หาคำตอบด้วยตนเอง (Think) และมีการประเมินผลที่ได้จาก การเรียนรู้ พร้อมแสดงความคิดเห็นจากการเรียนรู้ที่ได้รับเพื่อนำไปปรับใช้ในการเรียนรู้ครั้งต่อไป เมื่อ สังเกตสังเกตพฤติกรรมระหว่างเรียน พบว่านักเรียนสามารถหาคำตอบ พร้อมอธิบายเหตุผลประกอบ ได้ถูกต้องและสมเหตุสมผลด้วยตนเอง ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เสนอข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลการวิจัยไปใช้และ ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลการวิจัยไปใช้ จากการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะสำหรับการเรียนแบบเน้นมโนทัศน์ที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ดังนี้ 1.1 ในการนำกิจกรรมการเรียนแบบเน้นมโนทัศน์ ไปใช้ ครูผู้สอนควรศึกษาและทำความ เข้าใจขั้นตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ชัดเจน เตรียมสื่อให้พร้อมสำหรับการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แต่ละครั้ง และควรบันทึกหลังสอนเพื่อให้ทราบปัญหาหรือสิ่งที่ต้องการแก้ไขเพื่อทำให้การจัด กิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 1.2 การจัดกิจกรรมการเรียนเน้นมโนทัศน์ในขั้นตอนการนำเสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้และตรวจ คำตอบนั้นนักเรียนที่เรียนปานกลางและเรียนอ่อนจะไม่ค่อยกล้านำเสนอ ขาดความมั่นใจในตนเอง จึง ให้แต่นักเรียนเก่งออกไปนำเสนอ ดังนั้นครูผู้สอนควรส่งเสริมให้นักเรียนในกลุ่มได้ผลัดเปลี่ยนกัน นำเสนอทุกคน เพื่อช่วยให้ครูได้ตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน ทำให้ทราบปัญหาและข้อบกพร่อง ในการเรียนรู้ของนักเรียนและช่วยเหลือแก้ไขได้ทันท่วงที 1.3 ในขณะที่นักเรียนทำกิจกรรมกลุ่ม ครูผู้สอนควรกระตุ้นให้นักเรียนได้ช่วยเหลือและ ร่วมปรึกษากันและคอยสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนอย่างทั่วถึง
59 1.4 ครูควรแจ้งผลการทำกิจกรรมหรือการทดสอบให้นักเรียนทราบทันที เพื่อให้นักเรียน ทราบผลงานของตนเองและของกลุ่ม ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นและเป็นแรงจูงใจ ในการเรียนรู้ 2. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ในการวิจัยครั้งต่อไป ผู้วิจัยขอเสนอแนะประเด็นที่ควรนำมาศึกษาดังนี้ 2.1 ควรศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนแบบเน้นมโนทัศน์ ในกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ระดับชั้นอื่นๆ โดยปรับกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเนื้อหาใน แต่ละระดับชั้นและวัยของนักเรียนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักเรียน 2.2 ควรศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนเน้นมโนทัศน์เกี่ยวกับตัวแปรตามด้านอื่นๆ เช่น ความคงทนในการเรียนรู้ พฤติกรรมการทำงานกลุ่ม เจตคติต่อกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นต้น
69 เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กรมวิชาการ. คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์(ร.พ.ส.), 2545. จันทรา ตันติพงศานุรักษ์. (2543). การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Leaning), วารสารวิชาการ. 3(12) : 37 ; ธันวาคม. ทิศนา แขมณี. (2545). องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ.พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นาตยา ปีลันธนานนท์ (2546). จากหลักสูตรสู่หน่วยการเรียน, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. บุญชม ศรีสะอาด. (2541). การพัฒนาการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก. มัจฉา เรืองอุไร. (2554). ผลการใช้การเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์เสริมด้วยแบบ ฝึกการ์ตูนที่เน้นการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ตามกระบวนการของโพลยาของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. ยุพิน พิพิธกุล. (2545). การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ยุคปฏิรูปการศึกษา. กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์. รุจิร์ภู่สาระ. (2545). การเขียนแผนการเรียนรู้. กรุงเทพฯ : บุ๊ค พอยท์. วิมลรัตน์สุนทรโรจน์. (2545). นวัตกรรมการเรียนรู้. พิมพ์ครั้งที่ 2. มหาสารคาม : คณะ ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสามารคาม. วัชรา เล่าเรียนดี. (2548). เทคนิคและยุทธวิธีพัฒนาทักษะการคิด การตัดการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ. นครปฐม: ภาควิชาหลักสูตรและการนิเทศ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2545). เทคนิคและกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตาม หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544. กรุงเทพฯ: สุวีริยสาส์น.
61 วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2542). แผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: เท็กซ์ แอนด์เจอร์นัล พับลิเคชัน. สมนึก ภัททิยธนี. (2546). เทคนิคการสอนและรูปแบบการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบวิชา คณิตศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. สมศักดิ์ภู่วิภาดาวรรธน์. (2545). การยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและการประเมินตามสภาพจริง. พิมพ์ครั้งที่ 5. เชียงใหม่ : โรงพิมพ์แสงศิลป์. สิริพร ทิพย์คง. (2545). หลักสูตรและการสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาคุณภาพ และวิชาการ. สุวิทย์มูลคำ และอรทัย มูลคำ. (2546). 19 วิธีจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะ. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์. . (2551). 19 วิธีจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะ. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: ภาคพิมพ์. สำนักทดสอบทางการศึกษา. (2546). แนวทางการประเมินผลด้วยทางเลือกใหม่ ตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. อัมพร ม้าคะนอง. (2546). คณิตศาสตร์ : การสอนและการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2546). หลักการสอน(ฉบับปรับปรุง). พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. อุทัยวรรณ ธะนะคำมา. (2554). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการแก้ปัญหาทาง คณิตศาสตร์ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ เทคนิค STAD เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตร และการสอน มหาวิทยาลัยขอนแก่น. Ajose, S.A., & Joyner, G.V. (1990). CooperativeLrarning: The Rebirth of an effective teaching strategy. Educational Horizons, 48(2), 97-201. Artz, A.F., & Newman, C.M. (1990). Cooperrative learning. Mathematics Teacher, 83, 448-449. Gunter, M. A., Estes, T. H., & Schwab, J. (1995). Instruction: A models approach (2"cd.). Boston: Allyn and Bacon. Lyman, F. (1981). The Responsive Classroom Discussion. In A. S. Anderson (Ed.), Mainstreaming Digest (pp. 109-113). College Park, MD: University of Maryland College of Education.
62 Jackson, Rudy Jr. (1998). The Effects of Cooperative Learning on the Development of Cross-racial Friendships. Dissertation Abstracts International, 59(4), 1068-A. Johnson, D. W., & Johnson, R. T. (1990). Learning together and alone: cooperative, competitive and individualistic learning. Englewood Cliffs, New Jersey: Prentice-Hall. Joyce, M., & Weil, M. (2000). Models of teaching (6"ed.). Boston: Allyn and Bacon. Klausmeier, H. J. (1994). Concept Icarning. In R. J, Corsini (ed), Encyclopedia of Psychology volume 1 (2"ed.). New York: A Wiley-Interscience. Nerboving&Klausmeier. (1974). Hannah: Instructor’s manual to accompany teaching in the elementary school. New York: Harper & Row. Slavin, Robert E. (1980). Cooperative learning. Review of Educational Research, 50(2), 319-320.
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
65 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. นางสาวฉันทนา วงษ์ปัตตา ครู วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 2. นางสาวจินตนา สงวนศิลป์ ครู วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 3. นางสุจิตรา ธนะสูตร ครู วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
ภาคผนวก ข การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
67 ตารางที่ 5 การวิเคราะห์ความสอดคล้ององค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง ตรรกศาสตร์ แผนที่ รายการ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 1. มาตรฐานการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 3. สาระสำคัญ +1 +1 +1 3 1.00 4. สาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 5. กิจกรรมการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 6. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 7. การวัดผลและประเมินผล +1 +1 +1 3 1.00 แผนที่ รายการ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC คนที่ 1 คนที่ 1 คนที่ 1 2 1. มาตรฐานการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 3. สาระสำคัญ +1 +1 +1 3 1.00 4. สาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 5. กิจกรรมการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 6. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 7. การวัดผลและประเมินผล +1 +1 +1 3 1.00 แผนที่ รายการ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC คนที่ 1 คนที่ 1 คนที่ 1 3 1. มาตรฐานการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 3. สาระสำคัญ +1 +1 +1 3 1.00 4. สาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 5. กิจกรรมการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 6. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 7. การวัดผลและประเมินผล +1 +1 +1 3 1.00
68 ตารางที่ 5 การวิเคราะห์ความสอดคล้ององค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง ตรรกศาสตร์(ต่อ) แผนที่ รายการ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 4 1. มาตรฐานการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 3. สาระสำคัญ +1 +1 +1 3 1.00 4. สาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 5. กิจกรรมการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 6. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 7. การวัดผลและประเมินผล +1 +1 +1 3 1.00 แผนที่ รายการ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC คนที่ 1 คนที่ 1 คนที่ 1 5 1. มาตรฐานการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 3. สาระสำคัญ +1 +1 +1 3 1.00 4. สาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 5. กิจกรรมการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 6. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 7. การวัดผลและประเมินผล +1 +1 +1 3 1.00 แผนที่ รายการ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC คนที่ 1 คนที่ 1 คนที่ 1 6 1. มาตรฐานการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 3. สาระสำคัญ +1 +1 +1 3 1.00 4. สาระการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 5. กิจกรรมการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 6. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1.00 7. การวัดผลและประเมินผล +1 +1 +1 3 1.00
69 ตารางที่6 การวิเคราะห์ความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง ตรรกศาสตร์ จุดประสงค์การเรียนรู้ ข้อสอบ ข้อที่ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่3 1. นักเรียนสามารถเขียนประโยคหรือ ข้อความที่เป็นประพจน์ได้ 1 +1 +1 +1 3 1.00 2 +1 +1 +1 3 1.00 2. นักเรียนสามารถบอกบอกค่าความจริง ของรูปแบบของประพจน์ที่กำหนดให้ได้ 3 +1 +1 +1 3 1.00 4 +1 +1 +1 3 1.00 5 +1 +1 +1 3 1.00 6 +1 +1 +1 3 1.00 7 +1 +1 +1 3 1.00 8 +1 +1 +1 3 1.00 9 +1 +1 +1 3 1.00 10 +1 +1 +1 3 1.00 3. นักเรียนสามารถบอกได้ว่ารูปแบบของ ประพจน์ที่กำหนดเป็นนิเสธกันหรือไม่ 11 +1 +1 +1 3 1.00 4. นักเรียนสามารถบอกได้ว่ารูปแบบของ ประพจน์ที่กำหนดสมมูลกันหรือไม่ได้ 12 +1 +1 +1 3 1.00 13 +1 +1 +1 3 1.00 14 +1 +1 +1 3 1.00 15 +1 +1 +1 3 1.00 16 +1 +1 +1 3 1.00 17 +1 +1 +1 3 1.00 18 +1 +1 +1 3 1.00 19 +1 +1 +1 3 1.00 5. นักเรียนสามารถหาบอกได้ว่ารูปแบบ ของประพจน์ที่กำหนดให้เป็นสัจนิรันดร์ หรือไม่ 20 +1 +1 +1 3 1.00
ภาคผนวก ค การวิเคราะห์ค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) ความเชื่อมั่น (KR-20) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
71 ตารางที่ 7 การวิเคราะห์ค่าความยากง่าย (p) อำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น (KR-20) ของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง ตรรกศาสตร์ ข้อที่ ค่าความยาก (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) 1 0.70 0.67 2 0.71 0.43 3 0.73 0.46 4 0.59 0.36 5 0.66 0.60 6 0.62 0.68 7 0.67 0.49 8 0.64 0.38 9 0.67 0.61 10 0.63 0.72 11 0.65 0.40 12 0.66 0.40 13 0.63 0.62 14 0.61 0.77 15 0.63 0.68 16 0.59 0.48 17 0.53 0.45 18 0.60 0.48 19 0.51 0.50 20 0.54 0.50 ค่าความเชื่อมั่น (KR - 20) ของแบบทดสอบฉบับนี้เท่ากับ 0.90
ภาคผนวก ง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง ตรรกศาสตร์
73 แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่2 ตรรกศาสตร์เบื้องต้น รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน รหัสวิชา ค31101 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 คำชี้แจง : ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. ประโยคในข้อใดเป็นประพจน์ ก. ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ข. ปลาหมอตายเพราะปาก ค. กรุณาฟังให้จบ ง. x เป็นจำนวนจริงที่น้อยกว่า 1 2. ข้อความใดต่อไปนี้เป็นประพจน์ ก. x + 2 > 3 เมื่อ x เป็นจำนวนจริงใด ๆ ข. x + 1 ≠1 + x เมื่อ x เป็นจำนวนจริงใด ๆ ค. x + 3 < 2 เมื่อ x เป็นจำนวนเต็มลบ ง. x + 2 = 2x เมื่อ x > 1 3. กำหนดให้ p เป็นประพจน์ใด ๆ รูปแบบของประพจน์ใน ข้อใดมีค่าความจริงเป็นจริงเสมอ ก. ∧ ข. ∼ (p ∧∼ ) ค. ∼ (p ∨∼ ) ง. ∼ p ∨∼ 4. พิจารณาข้อความต่อไปนี้ ว่าข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง 1) → ( ∧ ) ไม่เป็นสัจนิรันดร์ 2) ( ∧ ) →∼ เป็นสัจนิรันดร์ ก. 1) ถูก และ 2) ถูก ข. 1) ถูก และ 2) ผิด ค. 1) ผิด และ 2) ถูก ง. 1) ผิด และ 2) ผิด 5. กำหนดให้ p และ q เป็นประพจน์ที่มีค่าความจริงเป็น จริง และเท็จ ตามลำดับ พิจารณาค่าความจริงต่อไปนี้ 1) ∼ → (∼ ∧ ) 2) ( → ) → (∼ → ) ก. 1) จริง และ 2) จริง ค.1) เท็จ และ 2) จริง ข. 1) จริง และ 2) เท็จ ง. 1) เท็จ และ 2) เท็จ 6. กำหนดให้ p เป็นประพจน์ใด ๆ รูปแบบของ ประพจน์ในข้อใดมีค่าความจริงเป็นเท็จเสมอ ก. ∼ → ข. p ∨∼ ค. p ∧∼ ง. ∼ ∨ ∼ 7. กำหนดให้ p, q และ r เป็นประพจน์ที่มีค่าความจริง เป็นเท็จ เท็จ และเท็จ ตามลำดับ พิจารณา ค่าความจริงต่อไปนี้ 1) ( → ) ↔ (∼ ∧∼ ) 2) ( ↔ ) →∼ ก. 1) จริง และ 2) จริง ข. 1) จริง และ 2) เท็จ ค. 1) เท็จ และ 2) จริง ง. 1) เท็จ และ 2) เท็จ 8. กำหนดให้ p, q, r และ s เป็นประพจน์ที่มีค่าความ จริง ได้แก่ จริง จริง เท็จ และเท็จ ตามลำดับ พิจารณาค่าความจริงต่อไปนี้ 1) ( → ) ↔ (∼ q ∧∼ ) 2) ( ↔∼ ) → (∼ r ∨∼ ) ก. 1) จริง และ 2) จริง ข. 1) จริง และ 2) เท็จ ค. 1) เท็จ และ 2) จริง ง. 1) เท็จ และ 2) เท็จ 9. กำหนดให้ ↔ ( ∧ ) มีค่าความจริงเป็นเท็จ ประพจน์ใดมีค่าความจริงเป็นจริง ก. → ( ∧ ) ค. ∧∼ ข. ( → ) → ง. p → (∼ → )
74 10. กำหนดให้ p, q และ r เป็นประพจน์ที่มีค่าความจริง เป็นจริง เท็จ และเท็จ ตามลำดับ พิจารณาค่าความจริง ต่อไปนี้ 1) → (∼ ∧ ) 2) ( ↔ ) →∼ ก. 1) จริง และ 2) จริง ข.1) จริง และ 2) เท็จ ค. 1) เท็จ และ 2) จริง ง. 1) เท็จ และ 2) เท็จ 11. นิเสธข้อความ “ถ้าฉันไม่ดื่มกาแฟแล้ว ฉันจะ นอนหลับ” ก. ฉันดื่มกาแฟและฉันจะนอนไม่หลับ ข. ฉันดื่มกาแฟหรือฉันจะนอนไม่หลับ ค. ฉันไม่ดื่มกาแฟและฉันจะนอนไม่หลับ ง. ฉันไม่ดื่มกาแฟหรือฉันจะนอนไม่หลับ 12. รูปแบบของประพจน์∼ ( ↔ ) สมมูลกับข้อใด ก. ↔∼ ข. ∼ ↔∼ ค. p →∼ ง. ↔ 13. ข้อความ “ถ้าฉันดื่มกาแฟ ฉันจะนอนไม่หลับ” สมมูลกับ ข้อความใด ก. ฉันดื่มกาแฟและฉันจะนอนไม่หลับ ข. ถ้าฉันไม่ดื่มกาแฟแล้วฉันจะนอนหลับ ค. ถ้าฉันนอนหลับแล้วฉันไม่ดื่มกาแฟ ง. ฉันไม่ดื่มกาแฟและฉันนอนหลับ 14. รูปแบบของประพจน์∼ ( → ) สมมูลกับข้อใด ก. p ∧∼ ข. ∼ p ∧∼ ค. p →∼ ง. ∼ q →∼ 15.ข้อใดไม่ถูกต้อง ก. ∨ สมมูลกับ ∨ ข. ∼ ( → ) สมมูลกับ p ∧∼ ค. ∼ ( ∧ ) สมมูลกับ ∼ p ∨∼ ง. ∼ (p → ) สมมูลกับ ∼ q →∼ 16. รูปแบบของประพจน์ → ∼ สมมูลกับข้อใด ก. ∼ ( ∧ ) ข. → ค. p ∨∼ ง. ∼ ∨ 17.รูปแบบของประพจน์∼ ∨ สมมูลกับข้อใด ก. ∼ →∼ ข. p ∧∼ ค. q ∧∼ ง. ∼ →∼ 18. รูปแบบของประพจน์ ( → ) ∨ ( → ) สมมูลกับข้อใด ก. r ∨ (∼ p ∨∼ ) ข. ∼ (p ∧ q) ∨ ค. r ∨∼ (p ∨ q) ง. (∼ p ∧∼ ) ∨ 19. รูปแบบของประพจน์ ( → ) ∧ ( → ) ไม่ สมมูลกับข้อใด ก. (r ∨ q) ∨∼ ข. (∼ r ∧∼ ) →∼ ค. ∼ p ∨ (r ∧ q) ง. (∼ q ∨ r) →∼ 20. รูปแบบของประพจน์ในข้อใดเป็นสัจนิรันดร์ ก. (p ∨∼ ) ∧ (∼ p ∧ q) ข. (p ∧ q) ∨∼ ค. (p ∨∼ ) ∧ ง. ( → ) ∨ ( → )
75 เฉลยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น 1. ก 11. ค 2. ข 12. ก 3. ข 13. ค 4. ข 14. ก 5. ก 15. ง 6. ค 16. ก 7. ก 17. ง 8. ก 18. ข 9. ข 19. ง 10. ค 20. ง
76 ภาคผนวก จ ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้การเรียนแบบเน้นมโนทัศน์
77 แผนการจัดการเรียนรู้ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน รหัส ค31101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น เวลาเรียนทั้งหมด 22 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ประพจน์ จำนวน 2 ชั่วโมง โรงเรียนมัธยมเทศบาล ๖ นครอุดร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2565 วันที่..................................................................... ผู้สอน นายนันทวัฒน์ ขันธวุธ 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ค 1.1 ม.4/1 เข้าใจและใช้ความรู้เกี่ยวกับเซตและตรรกศาสตร์เบื้องต้น ในการสื่อสารและสื่อ ความหมายทางคณิตศาสตร์ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1) บอกค่าความจริงของประพจน์ที่กำหนดให้ได้ (K) 2) เขียนประโยคหรือข้อความที่เป็นประพจน์ได้ (P) 3) รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย (A) 3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น ประพจน์ พิจารณาตามหลักสูตรของสถานศึกษา 4. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด ประพจน์ คือ ประโยคหรือข้อความที่อยู่ในรูปบอกเล่าหรือปฏิเสธที่บอกค่าความจริงได้ว่าเป็น จริงหรือเท็จ อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น 5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน 6. กิจกรรมการเรียนรู้ แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : Concept Based Teaching
78 นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น ขั้นการใช้ความรู้เดิมเชื่อมโยงความรู้ใหม่ (Prior Knowledge) 1. ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียนโดยการใช้คำถามจากคลิปวิดีโอ “ปริศนาดวงตาสีเขียวอันสุด แสนยาก” จาก https://www.youtube.com/watch?v=899t4VueLuo เพื่อให้นักเรียน ช่วยกันคิดหาคำตอบ จากนั้นครูเฉลยคำตอบ 2. ครูบอกนักเรียนว่า จากเรื่อง “ปริศนาดวงตาสีเขียวอันสุดแสนยาก” ที่นักเรียนได้ดูจะเห็นได้ว่า ตรรกศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัวนักเรียนมาก ซึ่งนักเรียนนำไปใช้ในชีวิตประจำวันเพียงแค่นักเรียน ไม่รู้ตัว ต่อจากนั้นครูกล่าวถึงนักคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องตรรกศาสตร์ คือ อริสโตเติล นักปราชญ์ชาวกรีกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของวิชาตรรกวิทยา กอทท์ฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์ นิซ นักคณิตศาสตร์ทางตรรกศาสตร์ที่สามารถไขปริศนาปัญหาของระบบสุริยะ และจอร์จ บูล ผู้สร้างระบบของตรรกศาสตร์สัญลักษณ์ขึ้นมา ซึ่งครูอาจหาข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ต ขั้นรู้ (Knowing) 1. ครูให้นักเรียนเข้าใจความหมายของประพจน์โดยผ่านกิจกรรม Class Discussion จากหนังสือ เรียนหน้า 48 ซึ่งครูจะให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นว่าแต่ละประโยคหรือ ข้อความที่กำหนดให้มีลักษณะของรูปประโยคและค่าความจริงเป็นอย่างไร (แนวตอบ) ประโยคหรือข้อความ ลักษณะของรูปประโยคหรือ ข้อความ ค่าความจริงของประโยค หรือข้อความ 5 เป็นจำนวนเฉพาะ บอกเล่า เป็นจริง 0 เป็นจำนวนคู่ บอกเล่า เป็นจริง 5(2 + 3) = 25 - เป็นจริง วันนี้เป็นวันอะไร คำถาม ไม่สามารถบอกค่าความจริง ได้ ชั ่วโมงที่ 1 ขั้นน ำ ขั้นสอน
79 ประโยคหรือข้อความ ลักษณะของรูปประโยคหรือ ข้อความ ค่าความจริงของประโยค หรือข้อความ กรุณาถอดรองเท้าก่อนเข้าห้อง ขอร้อง ไม่สามารถบอกค่าความจริง ได้ จงตอบคำถามต่อไปนี้ คำสั่ง ไม่สามารถบอกค่าความจริง ได้ ว้าว! สวยจัง อุทาน ไม่สามารถบอกค่าความจริง ได้ ) 2. ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปจากกิจกรรม Class Discussion ว่าประพจน์คือ ประโยคหรือ ข้อความที่อยู่ในรูปบอกเล่าหรือปฏิเสธที่บอกค่าความจริงได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จ อย่างใดอย่าง หนึ่งเท่านั้น 3. ครูให้นักเรียนจับคู่ศึกษาตัวอย่างที่ 1 จากหนังสือเรียนหน้า 49 จากนั้นสุ่มนักเรียน 1 คู่ มา อธิบายคำตอบหน้าชั้นเรียน โดยครูตรวจสอบความถูกต้อง 4. ครูเน้นย้ำข้อมูลที่สำคัญที่นักเรียนควรรู้เพิ่มเติมในกรอบ ATTENTION จากหนังสือเรียนหน้า 49 ขั้นเข้าใจ (Understanding) 1. ครูให้นักเรียนทำ “ลองทำดู” ในหนังสือเรียนหน้า 49 และแบบฝึกทักษะ 2.1 ข้อ 1-2 ใน หนังสือเรียน หน้า 50 จากนั้นสุ่มนักเรียนออกมานำเสนอคำตอบหน้าชั้นเรียน โดยครูตรวจสอบความถูกต้อง ขั้นเข้าใจ (Understanding) 2. ครูให้นักเรียนจับคู่ทำกิจกรรมโดยใช้เทคนิคคู่คิด (Think Pair Share) ดังนี้ • ให้นักเรียนแต่ละคนคิดคำตอบของตนเองก่อนจาก Thinking Time ในหนังสือเรียนหน้า 49 • ให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนเพื่อแลกเปลี่ยนคำตอบกัน สนทนาซักถามซึ่งกันและกันจนเป็นที่ เข้าใจร่วมกัน • ครูสุ่มถามนักเรียน แล้วให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายคำตอบ ดังนี้ - นักเรียนคิดว่าข้อความต่อไปนี้เป็นประพจน์หรือไม่ เพราะเหตุใด ชั ่วโมงที่ 2
80 1) กำหนด x เป็นจำนวนนับ ซึ่ง x + 5 > 0 (แนวตอบ เป็นประพจน์ เพราะบอกค่าความจริงของประโยคได้ว่าเป็นจริง) 2) กำหนด y เป็นจำนวนจริงใด ๆ ซึ่ง y + 5 > 0 (แนวตอบ ไม่เป็นประพจน์ เพราะเป็นประโยคที่ไม่สามารถบอกค่าความจริงได้) 3. ครูแจกใบงานที่ 2.1 เรื่อง ประพจน์ ให้นักเรียนทุกคน จากนั้นให้นักเรียนอ่านคำชี้แจงแล้วลงมือ ทำ 4. ครูรับแผ่นกระดาษที่นักเรียนตัดแล้วทั้ง 2 ใบ เมื่อรับกระดาษจากนักเรียนครบทุกคนแล้วให้ครูชู ประโยคที่ นักเรียนแต่งขึ้นทีละใบ เพื่อให้นักเรียนทั้งห้องร่วมกันคิดหาคำตอบว่าประโยคนั้นเป็นประพจน์ หรือไม่ ถ้าเป็นประพจน์ จะมีค่าความจริงคืออะไร และถ้าไม่เป็นประพจน์ เหตุผลที่ไม่เป็น ประพจน์คืออะไร ครูเฉลยพร้อมทั้งตรวจสอบคำตอบของนักเรียนที่เขียนไว้หลังแผ่นกระดาษ แต่ละใบ 5. ครูให้นักเรียนทำ Exercise 2.1 ในหนังสือแบบฝึกหัด เป็นการบ้าน ขั้นลงมือทำ (Doing) ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 2 - 3 คน จากนั้นครูแจกกระดาษ A4 ให้กลุ่มละหนึ่งแผ่น จากนั้น ให้นักเรียนร่วมกันทำแบบฝึกทักษะ 2.1 ข้อ 3-5 ในหนังสือเรียน หน้า 50 แล้วส่งตัวแทนกลุ่มละ 1 คน ออกมานำเสนอหน้า ชั้นเรียน โดยมีครูตรวจสอบความถูกต้อง 1. ครูให้นักเรียนเขียนผังความรู้รวบยอดเรื่องประพจน์ลงในสมุด 2. ครูสรุปโดยใช้การถาม-ตอบ ดังนี้ • ประพจน์ คืออะไร (แนวตอบ ประพจน์ คือ ประโยคหรือข้อความที่อยู่ในรูปบอกเล่าหรือปฏิเสธที่บอกค่าความ จริงได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จ อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น) ขั้นสรุป
81 7. การวัดและประเมินผล รายการวัด วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การ ประเมิน 7.1 การประเมินก่อนเรียน - แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น - ตรวจแบบทดสอบก่อน เรียน - แบบทดสอบก่อนเรียน - ประเมินตาม สภาพจริง 7.2 การประเมินตาม จุดประสงค์การเรียนรู้ -7.2.1) บอกค่าความจริง ของประพจน์ที่กำหนดให้ได้ (K) -7.2.2) เขียนประโยคหรือ ข้อความที่เป็นประพจน์ได้ (P) - ตรวจใบงานที่ 2.1 เรื่อง ประพจน์ - ตรวจใบงานที่ 2.1 เรื่อง ประพจน์ - ใบงานที่ 2.1 เรื่อง ประพจน์ - ใบงานที่ 2.1 เรื่อง ประพจน์ - ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ - ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 7.3 การประเมินด้าน คุณลักษณะ - ตรวจแบบสังเกต พฤติกรรมการเรียนรู้ - แบบสังเกตพฤติกรรมการ เรียนรู้ - ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
82 แบบประเมินใบกิจกรรม รายชื่อ-นามสกุลนักเรียน ประเด็นการประเมิน บอกค่าความจริงของประพจน์ ที่กำหนดให้ได้ เขียนประโยคหรือข้อความที่ เป็นประพจน์ได้ รวม ระดับคุณภาพ 4 4 6 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. 14. 15. 16. 17. 18. 19. 20. การแปลความหมาย ระดับ 3 หมายถึง มีระดับคุณภาพดีมาก ระดับ 2 หมายถึง มีระดับคุณภาพดี ระดับ 1 หมายถึง มีระดับคุณภาพพอใช้ ระดับ 0 หมายถึง มีระดับคุณภาพปรับปรุง
83 เกณฑ์การประเมิน ประเด็นการประเมิน ระดับคุณภาพ 4 3 2 1 1. นักเรียนสามารถ บอกค่าความจริงของ ประพจน์ที่กำหนดให้ ได้ สามารถบอกค่าความ จริงของประพจน์ที่ กำหนดให้ได้มากกว่า 80% สามารถบอกค่าความ จริงของประพจน์ที่ กำหนดให้ได้มากกว่า 60% แต่ไม่ถูกต้อง ทั้งหมด สามารถบอกค่าความ จริงของประพจน์ที่ กำหนดให้ได้ถูกต้อง บางส่วน ไม่สามารถบอก ค่าความจริงของ ประพจน์ที่ กำหนดให้ได้ 2. นักเรียนสามารถ เขียนประโยคหรือ ข้อความที่เป็น ประพจน์ได้ สามารถเขียนประโยค หรือข้อความที่เป็น ประพจน์ได้ถูกต้อง มากกว่า 80% สามารถเขียนประโยค หรือข้อความที่เป็น ประพจน์ได้ถูกต้อง มากกว่า 60% แต่ไม่ ถูกต้องทั้งหมด สามารถเขียน ประโยคหรือข้อความ ที่เป็นประพจน์ได้ ถูกต้องบางส่วน ไม่สามารถเขียน ประโยคหรือ ข้อความที่เป็น ประพจน์ได้ ถูกต้อง
84 ด้านคุณลักษณะ (A) แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ รายชื่อ-นามสกุลนักเรียน คะแนน รับผิดชอบต่อ หน้าที่ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมันในการ ทำงาน รวม คะแนน 4 4 4 4 16 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. 14. 15. 16. 17. 18. 19. 20.
85 เกณฑ์การวัดการประเมินด้านคุณลักษณะ : รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย คะแนน พฤติกรรมบ่งชี้ ดีเยี่ยม (4) ตั้งใจและรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ มีการ ปรับปรุงและพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้นภายในเวลาที่กำหนดทุกครั้ง ดี (3) ตั้งใจและรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ มีการ ปรับปรุงและพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้นนบ่อยครั้ง พอใช้ (2) ตั้งใจและรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จบางครั้ง ไม่ผ่าน (1) ไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่การงาน เกณฑ์การวัดการประเมินด้านคุณลักษณะ : มีวินัย คะแนน พฤติกรรมบ่งชี้ ดีเยี่ยม (4) -ปฏิบัติตนตามข้อตกลงกฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของโรงเรียน และไม่ ละเมิดสิทธิของผู้อื่น -ตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมและรับผิดชอบในการทำงาน ดี (3) ปฏิบัติตนตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับของ ตรงต่อเวลาในการ ปฏิบัติกิจกรรมและรับผิดชอบในการทำงาน พอใช้ (2) ปฏิบัติตนตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน ตรงต่อเวลา ในการปฏิบัติกิจกรรม ไม่ผ่าน (1) ไม่ปฏิบัติตนตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ระเบียบ ข้อบังคับของโรงเรียน เกณฑ์การวัดการประเมินด้านคุณลักษณะ : ใฝ่เรียนรู้ คะแนน พฤติกรรมบ่งชี้ ดีเยี่ยม (4) เข้าเรียนตรงเวลาตั้งใจเรียน เอาใจใส่ในการเรียน และมีส่วนร่วมในการ เรียนรู้ และเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน เป็นประจำ ดี (3) เข้าเรียนตรงเวลาตั้งใจเรียน เอาใจใส่ในการเรียนและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆบ่อยครั้ง พอใช้ (2) เข้าเรียนตรงเวลาตั้งใจเรียน เอาใจใส่ในการเรียนและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆเป็นบางครั้ง ไม่ผ่าน (1) ไม่ตั้งใจเรียนไม่ศึกษาค้นคว้าหาความรู้
86 เกณฑ์การวัดการประเมินด้านคุณลักษณะ : นักเรียนมีความมุมานะในการทำความเข้าใจปัญหา และแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์(มุ่งมันในการทำงาน) คะแนน พฤติกรรมบ่งชี้ ดีเยี่ยม (4) ตั้งใจและรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ มีการ ปรับปรุงและพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้นภายในเวลาที่กำหนดทุกครั้ง ดี (3) ตั้งใจและรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ มีการ ปรับปรุงและพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้นนบ่อยครั้ง พอใช้ (2) ตั้งใจและรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จบางครั้ง ไม่ผ่าน (1) ไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่การงาน 8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 8.1 สื่อการเรียนรู้ 1) หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน คณิตศาสตร์ ม.4 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ตรรกศาสตร์เบื้องต้น 2) แบบฝึกหัดรายวิชาพื้นฐาน ม.4 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ตรรกศาสตร์เบื้องต้น 3) ใบงานที่ 2.1 เรื่อง ประพจน์ 8.2 แหล่งการเรียนรู้ 1) ห้องสมุด 2) ห้องเรียน 3) อินเตอร์เน็ต
87 ใบงานที่ 2.1 เรื่อง ประพจน์ คำชี้แจง : ให้นักเรียนปฏิบัติตามคำสั่งต่อไปนี้ 1. ให้นักเรียนเขียนประโยคหรือข้อความที่เป็นประพจน์มา 1 ประพจน์ ลงในกรอบด้านล่าง (เขียน ตัวหนังสือให้ใหญ่เต็มกรอบพอดี) จากนั้นพลิกกระดาษด้านหลังเขียนค่าความจริงของประพจน์นั้นให้ ตรงกับกรอบของประพจน์ด้านหน้า (ประโยคหรือข้อความที่เขียนห้ามซ้ำกับตัวอย่างที่เคยเรียนมา) 2. ให้นักเรียนเขียนประโยคหรือข้อความที่ไม่เป็นประพจน์มา 1 ประโยค ลงในกรอบด้านล่าง (เขียน ตัวหนังสือให้ใหญ่เต็มกรอบพอดี) จากนั้นพลิกกระดาษด้านหลังบอกเหตุผลที่ทำให้ไม่เป็นประพจน์ ของประโยคนั้น ๆ ให้ตรงกับกรอบของประโยคด้านหน้า (ประโยคหรือข้อความที่เขียนห้ามซ้ำกับ ตัวอย่างที่เคยเรียนมา) 3. เมื่อนักเรียนทำครบทั้งหมดแล้วให้ตัดกระดาษตามแนวกรอบของประโยคทั้งสอง แล้วส่งครู
88 ใบงานที่ 2.1 เรื่อง ประพจน์ เฉลย คำชี้แจง : ให้นักเรียนปฏิบัติตามคำสั่งต่อไปนี้ 1. ให้นักเรียนเขียนประโยคหรือข้อความที่เป็นประพจน์มา 1 ประพจน์ ลงในกรอบด้านล่าง (เขียน ตัวหนังสือให้ใหญ่เต็มกรอบพอดี) จากนั้นพลิกกระดาษด้านหลังเขียนค่าความจริงของประพจน์นั้นให้ ตรงกับกรอบของประพจน์ด้านหน้า (ประโยคหรือข้อความที่เขียนห้ามซ้ำกับตัวอย่างที่เคยเรียนมา) 2. ให้นักเรียนเขียนประโยคหรือข้อความที่ไม่เป็นประพจน์มา 1 ประโยค ลงในกรอบด้านล่าง (เขียน ตัวหนังสือให้ใหญ่เต็มกรอบพอดี) จากนั้นพลิกกระดาษด้านหลังบอกเหตุผลที่ทำให้ไม่เป็นประพจน์ ของประโยคนั้น ๆ ให้ตรงกับกรอบของประโยคด้านหน้า (ประโยคหรือข้อความที่เขียนห้ามซ้ำกับ ตัวอย่างที่เคยเรียนมา) 3. เมื่อนักเรียนทำครบทั้งหมดแล้วให้ตัดกระดาษตามแนวกรอบของประโยคทั้งสอง แล้วส่งครู ค ำตอบขึ้นอยู่กับประโยคที่นักเรียนตั้งขึ้น ค ำตอบขึ้นอยู่กับประโยคที่นักเรียนตั้งขึ้น
ภาคผนวก ฉ ตัวอย่างผลงานนักเรียน