The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารวัฒนธรรมจีนที่มีอิทธิในประเทศไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วรัญญา อักโขมี, 2022-09-16 07:20:21

วารสารวัฒนธรรมจีนที่มีอิทธิในประเทศไทย

วารสารวัฒนธรรมจีนที่มีอิทธิในประเทศไทย

วารสาร

วฒั นธรรมจีนทม่ี ผี ลอยู่ในประเทศไทย

ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 1 สิงหาคม-ธนั วาคม 2565
บทความ
วฒั นธรรมดา้ นอาหาร
ปัณฑิกา ทองมีสี
วฒั นธรรมดา้ นการแต่งกาย
วรรณลกั ษณ์ เขียวจนั ทร์
วฒั นธรรมดา้ นวฒั นธรรมและประเพณี
พมิ พด์ าว อิซอ
วฒั นธรรมดา้ นวนั สาคญั
วรัญญา อกั โขมี
วฒั นธรรมดา้ นคายมื จีนในไทย
องั ซลั นา พรหมใหม่
วฒั นธรรมดา้ นศาสนา
ทิพยรัตน์ หุนแดง

วารสารวฒั นธรรมจีนที่มีอิทธิพลในประเทศไทย
วตั ถุประสงค์
1.เพือ่ เผยแพร่ความรู้เก่ียวกบั วฒั นธรรมจีนท่ีมีอยใู่ นประเทศไทย
2.เพอ่ื เผยแพร่คา่ นิยมของคนจีนในประเทศไทย
3.เพื่อเผยแพร่อิทธิพลของประเทศจีนที่มีต่อประเทศไทย
บรรณาธิการท่ีปรึกษา นายนพดล จนั ทร์รักษา
บรรณาธิดารอานวยการ นายมาร์ติน จินนี่
บรรณาธิการบริหาร
นางสาวจินตหรา พนู เพ่มิ หวั หนา้ ฝ่ ายบริหารสมาคมวฒั นธรรมจีน
นายประยทุ ธ์ จนั ทร์เรืองฤทธ์ิ รองหวั หนา้ ฝ่ ายบริหารสมาคมวฒั นธรรมจีน
ผชู้ ่วยบรรณาธิการ นางวรรณนา ลิ่มรัก เลขานุการสมาคมภาษาและวฒั นธรรมจีน
กองบรรณาธิการ
ปัณฑิกา ทองมีสี วฒั นธรรมดา้ นอาหาร
วรรณลกั ษณ์ เขียวจนั ทร์ วฒั นธรรมดา้ นการแต่งกาย
พิมพด์ าว อิซอ วฒั นธรรมดา้ นวฒั นธรรมและประเพณี
วรัญญา อกั โขมี วฒั นธรรมดา้ นวนั สาคญั วฒั นธรรมดา้ นคายมื จีนในไทย
องั ซลั นา พรหมใหม่ วฒั นธรรมดา้ นคายมื จีนในไทย
ทิพยรัตน์ หุนแดง วฒั นธรรมดา้ นศาสนา

ผทู้ รงคุณวฒุ ิพจิ ารณาพจิ ารณาบทความ
นายแจ่มแจง้ ดงั่ อาทิตย์ กระทรวงต่างประเทศ
นายอุปลกั ษณ์ จนั ทร์สมี กระทรวงต่างประเทศ
นางเสือดาว อินแอร์เรีย กรมองคก์ ารระหวา่ งประเทศ
นางพชั รี ศรีเสมอ เจา้ หนา้ ท่ีอาวโุ สสมาคมวฒั นธรรรมจีน
นายอุดมเดช อ่ิมแปล้ เจา้ หนา้ ที่อาวโุ สสมาคมวฒั นธรรมจีน
กาหนดตีพิมพป์ ี ละ 2 ฉบบั ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มิถุนายน และฉบบั ท่ี 2 สิงหาคม -
กนั ยายน
ฝ่ ายประสานงาน นางสาวจิตรดี มโนธรรม และนางสาวลลิสา มโนตูม
ผจู้ ดั ทา สมาคมวฒั นธรรมจีน 44/8-4/9 ถนนพระรามท่ี 2 แขวงแสมดา เขตบางขนุ
เทียน กรุงเทพมหานคร 10330 Email : [email protected]
พิมพท์ ี่ 345/1 ซอยงามวงศว์ าน47 แยก42 (ชินเขต2/40 แขวงทุ่งสองหอ้ ง เขตหลกั สี่
กรุงเทพมหานคร)

บทความท่ีตีพิมพท์ ุกเร่ืองไดร้ ับความถูกตอ้ งตามหลกั วชิ าการโดยผทู้ รงคุณวฒุ ิ
อน่ึงทศั นะและขอ้ คิดเห็นใดๆท่ีปรากฏในวารสารเป็นความคิดเห็นของผเู้ ขียนและไม่
ถือเป็นทศั นะและความรับผิดชอบของคณะบรรณาธิการ

บรรณาธิการ

วารสารวฒั นธรรมจีนที่มีอิทธิพลในประเทศไทยฉบบั น้ี เป็นฉบบั ประจาปี ที่ 2
ฉบบั ท่ี 1 (สิงหาคม-กนั ยายน 2565) เน้ือหาของบทความยงั คงเน้ือหาสาระที่เก่ียวกบั
วฒั นธรรมจีนดา้ นอาหาร ดา้ นเคร่ืองแต่งกาย ดา้ นประเพณี วฒั นธรรมและความเช่ือ
มาอยใู่ นรูปแบบบทความวชิ าการประกอบดว้ ยบทความวิชาการจานวน 6 เร่ือง ไดแ้ ก่
วฒั นธรรมอาหารจีนที่มีอิทธิพลต่อประเทศไทย ศาสนาและความเช่ือของชาวจีนใน
ประเทศไทย วนั สาคญั ของชาวไทยเช้ือสายจีน วฒั นธรรมและประเพณีจีนที่มีอิทธิพล
อยใู่ นประเทศไทย คายมื จีนในไทย และการแต่งกายจีนท่ีมีอิทธิพลอยใู่ นประเทศไทย

ดิฉนั ขอขอบคุณทุกท่านท่ีติดตามอา่ นวารสารวฒั นธรรมจีนที่มีอิทธิพลใน
ประเทศไทยมาอยา่ งต่อเน่ือง ขอขอบคุณผเู้ ขียนบทความดา้ นวฒั นธรรมจีนที่มีอิทธิพล
ในประเทศไทย จนกลนั่ กรองมาเป็นบทความที่มีคุณภาพ สามารถเผยแพร่ความรู้
ใหก้ บั ผอู้ ่านทุกท่าน ขอขอบคุณบรรณาธิการและผทู้ รงคุณวฒุ ิทุกท่านท่ีไดก้ รุณา
ตรวจสอบคุณภาพเป็นอยา่ งดี เพื่อใหว้ ารสารวฒั นธรรมจีนท่ีมีอิทธิพลในประเทศไทย
มีมาตรฐานเน้ือหาที่ถูกตอ้ งตามหลกั วิชาการทางวารสาร กาลงั วางแผนเพ่อื ท่ีจะพฒั นา
วารสารใหก้ า้ วไปสู่สากลมากยง่ิ ข้ึน จึงหวงั เป็นอยา่ งยงิ่ วา่ วารสารฉบบั น้ีจะเกิด
ประโยชน์สาหรับผอู้ ่านทุกท่านและทุกฝ่ าย

นางสาวองั ซลั นา พรหมใหม่
บรรณาธิการอานวยการ

สารบญั

บทความเชิงวชิ าการ หน้า

วฒั นธรรมดา้ นอาหาร 1
ปัณฑิกา ทองมีสี 10
15
วฒั นธรรมดา้ นการแต่งกาย 20
วรรณลกั ษณ์ เขียวจนั ทร์ 26
29
วฒั นธรรมดา้ นวฒั นธรรมและประเพณี
พิมพด์ าว อิซอ

วฒั นธรรมดา้ นวนั สาคญั
วรัญญา อกั โขมี

วฒั นธรรมดา้ นคายมื จีนในไทย
องั ซลั นา พรหมใหม่

วฒั นธรรมดา้ นศาสนา
ทิพยรัตน์ หุนแดง

1

วฒั นธรรมอาหารจีนท่ีมอี ทิ ธิพลต่อประเทศไทย

ปัณฑกิ า ทองมีสี

บทนา
อาหารจีนเป็นส่วนสาคญั ของวฒั นธรรมจีนซ่ึงหลอมรวมมาจากความหลากหลายทางดา้ นการกิ
นและวฒั นธรรมของผคู้ นในแต่ละพ้นื ที่จึงไดม้ ีการแบ่งกลุ่มของอาหารจีนออกเป็น 8
ตระกลู ตามตามความชอบและความเหมาะสมของแต่ละพ้นื ที่ ถิ่นฐานหรือมลฑลน้นั ๆ
และในท่ีน้ีจะรวมถึงอาหารจีนท่ีมีตน้ กาเนิดมาจากถิ่นฐานต่างๆในยคุ โบราณของประเทศจีน

และชาวจีนโพน้ ทะเลและเน่ืองมาจากมีการอพยพโยกยา้ ยถ่ินฐานไปอยใู่ นทวั่ ทุกสารทิศรอบ

โลกของชาวจีนโพน้ ทะเลจึงทาใหอ้ าหารจีนเขา้ ไปมีอิทธิพลในประเทศต่างๆทว่ั โลกจนเกิดการ

เผยแพร่วฒั นธรรมและการแลกเปล่ียนวฒั นธรรมทางดา้ นอาหารซ่ึงกนั และกนั ระหวา่ งประเทศ

จีนกบั ประเทศอื่นๆรอบโลกโดยมีการนารูปแบบของอาหารจีนมาปรับเปล่ียนดดั แปลงและผสม
ผสานใหเ้ ป็นอาหารสูตรใหม่ๆตามความชอบและความเหมาะสมในการรับประทาน

1.ความหมายของอาหารจนี

อาหารจีน หมายถึงอาหารที่ประกอบข้ึนตามวฒั นธรรมของชาวจีน
ซ่ึงรวมท้งั จีนแผน่ ดินใหญ่ ไตห้ วนั และ ฮ่องกง ซ่ึงมีหลากหลายชนิดตามแต่ละทอ้ งถ่ิน
โดยทวั่ ไปนิยมรับประทานอาหารจานผกั และธญั พชื เป็นหลกั
นอกจากในราชสานกั ท่ีจะมีอาหารประเภทเน้ือ อาหารท่ีรู้จกั กนั เช่น ก๋วยเต๋ียว ต่ิมซา หูฉลาม
กระเพาะปลา วฒั นธรรมการกินเป็นการกินร่วมกนั โดยอุปกรณ์การกินหลกั คือตะเกียบ

ต่ิมซา อาหารจีนที่รู้จกั กนั ดี (วิกิพีเดีย, 2564)

อาหารจีนจะมีอุปกรณ์การทาหลกั ๆเพียงส่ีอยา่ งคือ มีด เขียง กระทะกน้ กลม และตะหลิว
สมยั ชุนชิว-จ้นั กวั๋ ไดเ้ ร่ิมมีการแบ่งอาหารจีนเป็น 2 ตระกลู ใหญ่ คือ อาหารเมืองเหนือ
และอาหารเมืองใต้ กระทงั่ ตน้ ราชวงศช์ ิง ไดม้ ีการแบ่งอาหารเป็น 4 ตระกลู ใหญ่ ไดแ้ ก่

2

1.อาหารซานตง (鲁菜-หลู่ไช่) กาเนิดในแถบมณฑลซานตง
มีความเป็นมายาวนานต้งั แต่ปลายราชวงศซ์ าง จุดเด่นของอาหารซานตง คือ
การแฝงสรรพคุณในการรักษาโรค มกั ใช้ “เกลือ” ปรุงรส ทาใหม้ ีรสชาติเคม็
นอกจากน้ียงั ใส่ตน้ หอม ขิง และกระเทียม เพ่ือเพ่ิมความหอม อาหารซานตงท่ีข้ึนชื่อ ไดแ้ ก่
ปลาหลีฮ้ือเปร้ียวหวาน : จุดเด่นคือตวั ของปลาจะงอ ส่วนหางกระดกข้ึน,
ปลิงทะเลเค่ียวตน้ หอม : เน้ือนุ่ม กล่ินหอม ช่วยบารุงร่างกาย, ไก่เต๋อโจว : หนงั มนั เงา เน้ือนุ่ม

2.อาหารเจียงซู (苏菜-ซูไช่) มีถ่ินกาเนิดในแถบมณฑลเจียงซู
พ้ืนท่ีแถบน้ีคอ่ นขา้ งอุดมสมบูรณ์ วตั ถุดิบในการประกอบอาหารจึงมีความหลากหลาย
โดยเฉพาะอาหารทะเล รสชาติเนน้ ไปทางหวาน ตวั อยา่ งอาหารเจียงซูท่ีข้ึนช่ือ ไดแ้ ก่
หมูเหลี่ยมอบ : หมูสามช้นั ปรุงรสนาไปอบ, ขา้ วผดั หยางโจว : ขา้ วผดั ใส่ไข่ไก่ เน้ือกงุ้
แฮมหนั่ เต๋า ถว่ั ลนั เตา แครอท, ซุปลูกชิ้นหวั สิงโต : หมูสบั ปูและกงุ้
สบั ป้ันเป็นกอ้ นขนาดใหญ่ตม้ ในน้าซุป

3.อาหารกวางตุ้ง (粤菜-เย่ว์ไช่) มีถ่ินกาเนิดในมณฑลกวางตุง้ กวางสี และไหหลา
ใชว้ ตั ถุดิบและเคร่ืองปรุงหลากหลายตามฤดูกาล เนน้ รูป รส กลิ่น และสี
อาหารบางชนิดคลา้ ยกบั อาหารจีนในไทย เน่ืองจากไดร้ ับอิทธิพลโดยตรง
ตวั อยา่ งอาหารกวางตุง้ ไดแ้ ก่ ไก่ตม้ สบั : ไก่ตม้ ใส่ขิง ตน้ หอม ผกั ชี เกลือ และน้ามนั พชื ,
หมูแดงอบน้าผ้งึ : เป็นตน้ กาเนิดของหมูแดงในประเทศไทย, นกพริ าบยา่ ง

4.อาหารเสฉวน (川菜-ชวนไช่) กาเนิดในแถบมณฑลเสฉวน
โดดเด่นข้ึนมาในสมยั ราชวงศฉ์ ินและราชวงศฮ์ นั่ ตะวนั ตก มีรสชาติเขม้ ขน้ ดว้ ยเครื่องปรุงรส
ใส่น้ามนั ปริมาณมาก นิยมทาใหม้ ีกลิ่นหอมของปลา เผด็ ร้อน เผด็ ชา และเปร้ียว
ตวั อยา่ งอาหารเสฉวนท่ีข้ึนช่ือ ไดแ้ ก่ เน้ือเส้นหอมกลิ่นปลา : เน้ือหมูผดั เปร้ียวเผด็
มีกลิ่นหอมของปลา, ไก่องครักษ์ : ไก่ผดั ซอสใส่ถว่ั ลิสง, ไก่น้าลาย :
ไก่ตม้ ราดดว้ ยน้ามนั พริกโรยงา รสชาติเผด็ เปร้ียว, หมูสามช้นั กลบั กระทะ :
เน้ือหมูสามช้นั ตม้ สุกแลว้ ผดั ปรุงรสในกระทะและปัจจุบนั มี 8 ตระกลู ใหญ่ โดยเพิ่ม

3

5.อาหารอนั ฮุย (徽菜-ฮุยไช่) มีถ่ินกาเนิดในแถบเมืองฮุยโจว ต้งั แต่สมยั ราชวงศซ์ ่งเหนือ
หารอนั ฮุยจะใชว้ ตั ถุดิบท่ีสดใหม่เนน้ เทคนิคเร่ืองความแรงของไฟและกรรมวธิ ีที่หลากหลาย
ตวั อยา่ งอาหารอนั ฮุยไดแ้ ก่ ปลาหมกั นาปลาที่หมกั แลว้ มาผดั ปรุงรสดว้ ยเกลือ ขิง พริก
กระเทียม ฯลฯ, หน่อไมเ้ วนิ่ เจิ้งซาน หน่อไมต้ ุ๋นหมูรมควนั , ตะพาบตุ๋นแฮม
เชื่อวา่ จะช่วยบารุงร่างกาย

6.อาหารฮกเกยี้ น (闽菜-หมิน่ ไช่) มีถิ่นกาเนิดในฝโู จว
เน่ืองจากทางตอนเหนือของฝโู จวเป็นภูเขา ตอนใตต้ ิดทะเล จึงมีวตั ถุดิบพวกของป่ า เช่น เห็ด
หน่อไม้ และอาหารทะเลจานวนมาก ตวั อยา่ งอาหารฮกเก้ียนข้ึนช่ือ คือ พระกระโดดกาแพง :
รวมเน้ือสตั วช์ นิดต่างๆ ตุ๋นในหมอ้ , กงุ้ น้าเกลือ : กงุ้ ตม้ พอสุกในน้าท่ีปรุงรสดว้ ยขิง ตน้ หอม
เหลา้ และเกลือ, เน้ือลิ้นจี่ : เน้ือหมูแผน่ เลก็ ๆ บ้งั แลว้ ตม้ ใหส้ ุก จากน้นั นาไปผดั แลว้ ปรุงรส
รูปร่างของเน้ือจะห่อตวั เหมือนเน้ือลิ้นจ่ี

7.อาหารหูหนาน (湘菜-เซียงไช่) มีถ่ินกาเนิดในมณฑลหูหนาน
ใชว้ ตั ถุดิบค่อนขา้ งหลากหลาย ส่วนใหญ่รสชาติเผด็ ร้อน เคม็ และมีปริมาณน้ามนั มาก
ตวั อยา่ งอาหารหูหนานข้ึนช่ือ คือ หูฉลามตุ๋น : หูฉลามตุ๋นในน้าซุปไก่ดว้ ยไฟอ่อน,
เห็ดตน้ ชาหมอ้ ไฟแหง้ : เห็ดตน้ ชาปรุงรสดว้ ยพริก ซอสพริก น้ามนั หอย น้าตาลทราย

8.อาหารเจ้อเจียง (浙菜-เจ้อไช่) กาเนิดในแถบมณฑลเจอ้ เจียง ใชว้ ตั ถดุ ิบสด ใหม่
โดยเฉพาะอาหารทะเล ปรุงรสเพียงเลก็ นอ้ ยเพ่ือคงรสชาติด้งั เดิมของวตั ถุดิบเอาไว้
บางชนิดมีรสชาติเขม้ ขน้ อาหารเจอ้ เจียงที่ข้ึนช่ือ ไดแ้ ก่ ปลาเปร้ียวซีหู :
ปลาตม้ ราดซอสขน้ รสเปร้ียว, กงุ้ ผดั ชาหลงจ่ิง: รสชาติอ่อน หอมกลิ่นใบชา,
หมูสามช้นั อบผกั ดองแหง้ : รสชาติเคม็ หวาน

4

2.อทิ ธิพลของอาหารจนี ทีม่ ตี ่อประเทศไทย

อานง ใจแน่น, จาตุรงค์ แกว้ สามดวง, และฐิติวรฎา ใยสาลี. (2564, หนา้ 53-55) ไดอ้ ธิบายไวว้ า่
ประเทศไทยไดร้ ับวฒั นธรรมจากจีนมาอยา่ งยาวนานผสมกบั ความคุน้ เคยโดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ วฒั
นธรรม ดา้ นภาษา และอาหาร ที่นามาใชจ้ นเคยชินน้นั
ส่งผลใหเ้ กิดการนาศพั ทท์ ี่เป็นคาจีนมาใชก้ นั อยา่ งแพร่หลาย
จนกลายเป็ นส่วนหน่ึงของคาไทยเป็ นจานวนมาก
ยนื ยนั ถึงอิทธิพลของวฒั นธรรมอาหารจีนท่ีแพร่หลายเขา้ มา ในเขตอุษาคเนยไ์ ดเ้ ป็นอยา่ งดี
โดยเฉพาะในประเทศไทย ไม่วา่ จะเป็นเรื่องของอุปกรณ์ วิธีการทาวตั ถุดิบ หรือ
แมก้ ระทง่ั ตารับในการประกอบอาหารต่าง ๆ
กล็ ว้ นไดร้ ับอิทธิผลมาจากวฒั นธรรมอาหารจีนอยไู่ ม่นอ้ ย ตวั อยา่ ง เช่น คาวา่ “เจียว”
พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน ไดใ้ หค้ วามหมายไวว้ า่ ทอดมนั สตั วเ์ พอื่ เอาน้ามนั เช่น
เจียวน้ามนั หมู ทอดของบางอยา่ งดว้ ยน้ามนั เช่น เจียวไข่ เจียวหอม เจียมกระเทียม
แกงท่ีทอดดว้ ยน้ามนั เช่น ไข่เจียว หอมเจียว กระเทียมเจียว
แต่ไม่ไดม้ ีการเช่ือมโยงถึงรากศพั ทห์ รือท่ีมาของวา่ “เจียว” วา่ มีตน้ กาเนิดของคามาจากที่ใด
คาวา่ เจียว เป็นคาคุณศพั ทจ์ ีนแตจ้ ๋ิว หมายถึง ความกรอบไหมข้ องอาหาร หรือส่ิงของทว่ั ไป
ในกรณีอาหาร จะทาโดยใชน้ ้ามนั ร้อนท่ีมีปริมาณไม่มาก ดงั น้นั อาจอนุมานไดว้ า่ “เจียว”
จึงน่าจะเป็นคายมื ท่ีมาจากภาษาจีนแตจ้ ิ๋ว ถึงการทอดอาหารใหส้ ุกในน้ามนั ร้อน ๆ นนั่ เอง
และการจะทาอาหารใหม้ ีลกั ษณะท่ี เรียกวา่ เจียวไดน้ ้นั จาเป็นท่ีจะตอ้ งใชก้ ระทะเหลก็ แบบจีน
ท่ีสามารถนาความร้อนจากเตาไฟมายงั น้ามนั เพือ่
เป็นตวั พาความร้อนไปยงั วตั ถุดิบไดอ้ ยา่ งทวั่ ถึง
ซ่ึงแต่เดิมในเขตอุษาคเนยม์ ีการใชก้ ระทะดินเผาเป็นอุปกรณ์ใน การปรุงประกอบอาหารในครัว

ซ่ึงไม่สามารถนาความร้อนไดด้ ีเท่ากระทะเหลก็ ของชาวจีน อาหารจีนเขา้ มา

เป็ นส่วนหน่ึงของอาหารไทยจึงเกิดอาหารจีนของไทย

ปัจจยั ท่ีส่งผลต่ออาหารจีนในไทยน้นั มาจาก วตั ถุดิบ

5

กระบวนการปรุงประกอบอุปกรณ์ในการใชป้ ระกอบอาหาร สีสรรของอาหารที่มาจากวตั ถุดิบ
ตลอดถึงรสชาติ ท่ีถูกจริตของคนไทย เห็นไดว้ า่ อาหารต่างชาติอยใู่ นสงั คมไทยมายาวนาน
หลกั ฐานมาต้งั แต่สมยั กรุงศรีอยธุ ยา บนั ทึกวา่ สงั คมไทยเป็นสงั คมนานาชาติ
และอาหารท่ีมาจากวฒั นธรรมต่างชาติท่ีอยู่ ในไทยมีมากมายเช่นกนั
คนไทยใหก้ ารยอมรับอาหารจีนต้งั แต่สมยั อยธุ ยา มีอาหาร จีนถึง 30 รายการ
ในงานเล้ียงตอ้ นรับคณะทูต จึงเป็นสาเหตุการยอมรับวฒั นธรรมอาหารจีนในไทยมาจากการ
เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสงั คม การทูต ตลอดจนจากการอพยบเขา้ มาคา้ ขายในไทย
การมีปฏิสมั พนั ธท์ ่ีเป็น องคป์ ระกอบพ้นื ฐานของการแลกเปลี่ยนและยอมรับวฒั นธรรม
รวมไปถึงพฤติกรรมของผบู้ ริโภคท่ีจะกาหนด
ใหผ้ คู้ นในสงั คมมีการยอมรับวฒั นธรรมอาหารของชาติอื่น
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของคนไทยมีโอกาสปฏิสมั พนั ธ์กบั คนชาติโดยตรง
จากการ ปฏิสมั พนั ธถ์ ือเป็นองคป์ ระกอบพ้ืนฐานของการแลกเปล่ียนและยอมรับวฒั นธรรม
ในช่วงสงครามโลกคร้ังที่ 2 มีภาวะขาดแคลนอาหาร อาหารที่ไทยเคยนาเขา้ จากยโุ รป เช่น แป้ง
นม นมขน้ โกโก้ โอวลั ติน น้าตาลทราย ไม่สามารถนาเขา้ มาได้ ภาษีมีอตั ราสูงข้ึน
การลดคา่ เงินบาททาใหเ้ กิดภาวะเงินเฟ้อ ขา้ วของมีราคาแพงและ ขาดแคลน
ราคาขา้ วสารสูงข้ึนถึง 1,200 เปอร์เซ็นตจ์ ากก่อนสงคราม
สินคา้ ส่งออกของไทยไดร้ ับความเสียหายไปดว้ ย ทาใหค้ นไทยเดือดร้อนมากในช่วงสงคราม
จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี พยายามแก้ ปัญหาโดยเนน้ เรื่องปากทอ้ งเป็นหลกั
เพราะตอ้ งการใหป้ ระชาชนกินดีอยดู่ ีมีอาชีพ ตอ้ งการใหข้ ยนั ทามาหากิน รู้จกั คา้ ขาย
และใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ ป็นประโยชน์ นอกจากน้ี จอมพลป.ตอ้ งการสร้างเอกลกั ษณ์ไทย
โดยกาหนดวา่ ผรู้ ักชาติตอ้ งกินอาหารไทย
รัฐบาลมีการสนบั สนุนใหช้ าวบา้ นที่ยากจนปลูกพืชผกั สวนครัว เล้ียงหมู เป็ด
ไก่เพอ่ื กินเน้ือและไขจ่ ะไดแ้ ขง็ แรง ขดุ บ่อเล้ียงปลา ปลูกผลไม้ มีการแจกจ่ายพนั ธุ์สตั ว์
และเมลด็ พืช ไม่ตอ้ งการใหค้ นไทยกินแต่ ขา้ วกบั น้าพริก ไม่อยากใหก้ ินใบไม้ สตั วเ์ ล้ือยคลาน
ตอ้ งการใหค้ น ไทยคา้ ขาย เพราะไม่ตอ้ งการใหก้ ารคา้ ตกอยใู่ นมือคนต่างชาติเพยี งอยา่ งเดียว

6

และมีการสนบั สนุนใหข้ ายอาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยว จะไดม้ ีรายได้ มากข้ึน สามารถพ่งึ ตนเอง
มีความเป็นอยทู่ ี่ดีข้ึน จึงตอ้ งการสนบั สนุนใหบ้ ริโภคอาหารท่ีมีประโยชนใ์ นช่วงสงคราม
“ผดั ไทย” จึงเป็น อาหารท่ีถูกเลือกสรรมา ข้ึนมาจากครัวของที่บา้ น

เน่ืองมาจากคุณค่าทางอาหารครบถว้ น ผดั ไทยเป็นหลกั ฐานท่ีดีของอาหารขา้ มวฒั นธรรมไทย-
จีนที่มีประโยชน์ต่อผบู้ ริโภค มีแป้งจากเส้น โปรตีนจากไข่ และเน้ือสตั ว์
วติ ามินและเกลือแร่จากผกั และเคร่ืองปรุง เป็นก๋วยเตี๋ยวท่ีมีช่ือวา่ “ผดั ไทย” จากการปรับชื่อให้
เหมาะสมกบั กระแสชาตินิยมในช่วงน้นั พฤติกรรมผบู้ ริโภคที่แสดงออกมาจะถูกกาหนด
ดว้ ยสภาพแวดลอ้ มและผคู้ นในสังคมบรรพบุรุษมีการธารงรักษาสิ่งที่มีคุณคา่ และถ่ายทอดต่อมา
ยงั คนรุ่นหลงั โดยการถ่ายทอดส่วนใหญ่ผา่ นความสมั พนั ธส์ ่วนบุคคล
การสงั เกตบุคคลท่ีอยใู่ กลช้ ิด การบอกปากต่อปาก และการลิ้มลองรสชาติ
แสดงใหเ้ ห็นชดั เจนถึงการยอมรับ วฒั นธรรมชาติอ่ืน แต่จะเลือกรับเฉพาะบางอยา่ ง
และมีการปรับแต่งใหต้ รงกบั ความตอ้ งการและสถานการณ์บางคร้ังเป็นการผสมผสานหลายวฒั
นธรรมพร้อมๆ กนั พฤติกรรมการบริโภค เกิดมาจากปัจจยั ท่ีมีส่วนในการ
ตดั สินใจประกอบดว้ ย 3 ปัจจยั ไดแ้ ก่ พ้นื หลงั ทางสงั คมวฒั นธรรม ซ่ึงปัจจยั ดงั กล่า
เป็นองคป์ ระกอบเบ้ืองตน้ ท่ีจะส่งอิทธิพลต่อปัจจยั ทางจิตวิทยา คืออิทธิพลทางวฒั นธรรม
วฒั นธรรมยอ่ ยของผบู้ ริโภค และชนช้นั ทางสงั คมของผบู้ ริโภคปัจจยั ทางจิตวิทยา
เป็นปัจจยั ท่ีส่งอิทธิพล ภายในที่ส่งผลต่อกระบวนการตดั สินใจ ไดแ้ ก่ แรงจูงใจ การรับรู้
ทศั นคติและบุคลิกภาพ และการตดั สินใจของ ผบู้ ริโภค อาหารขา้ มวฒั นธรรมเกิดข้ึนมานานแลว้
โดยวฒั นธรรมของจีนมีอิทธิพลอยา่ งสูงต่อชาติอื่น ๆ ในทวปี เอเชีย ซ่ึงถ่ายทอดไปท้งั การอพยพ
การคา้ และการยดึ ครองแต่ในปัจจุบนั น้ีอาหารจีนในไทยเป็นที่นิยมมาก
เนื่องมาจากทางประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่สามารถปลูกพืชผกั ไดห้ ลากหลายจึงทาใ
หม้ ีวตั ถุดิบท่ีมี หลากหลาย และมีการเนน้ อาหารท่ีมีคุณค่าทางโภชนาการ
อาหารจีนมีกระบวนการทาที่ไม่ซบั ซอ้ น เช่น
การน่ึงการตุ๋นทาใหไ้ ดร้ สชาติธรรมชาติของอาหารรวมไปถึงการใชอ้ ุปกรณ์ในการทาน้นั ใชเ้ พยี
งไม่ก่ีชนิดเท่าน้นั อาหารจีนมีความสมดุลของธาตุทาใหเ้ กิดผลดีต่อสุขภาพดงั คากล่าวท่ีวา่

7

อาหารเป็นยาไดอ้ ยา่ งชดั เจนโดยวฒั นธรรมอาหารสามารถบ่งช้ีอตั ลกั ษณ์ทางสงั คมท้งั น้ีวฒั นธร
รมอาหารสามารถเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ยงิ่ เม่ือโครงสร้างทางสงั คมเปลี่ยนแปลงไป
สาเหตุท่ีทาใหพ้ ฤติกรรมผบู้ ริโภคเปล่ียนแปลงไป
เพราะการบริโภคหรือการยอมรับอาหารต่างชาติเกิดข้ึนไดไ้ ม่ยากนกั การบริโภคอาหารเป็น
พฤติกรรมที่เป็นสุขสามารถบริโภคโดยไม่ตอ้ งยอมรับวฒั นธรรมส่วนอ่ืนจนทาใหเ้ สียอตั ลกั ษณ์
ของสังคมตนเองและธุรกิจอาหารสามารถสร้างรายได้ ผลประโยชนส์ ูงมาก
จึงกระตุน้ ใหม้ ีการส่งออกสินคา้ อาหารไปยงั ทอ้ งถิ่น อื่นโดยเฉพาะอาหารจีนในไทย
เม่ือมีการเจริญเติบโตของการท่องเท่ียว การคา้ ระหวา่ ง ประเทศ
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ธุรกิจคา้ ปลีกสมยั ใหม่ จึงทาใหเ้ กิดความแพร่หลายของ อาหารจีน
ซ่ึงปรุงประกอบจากวตั ถุดิบของไทย แต่วิธีการปรุงประกอบยงั คงเป็นแบบจีน ยงั คงคุณค่าทาง
โภชนาการและรสชาติตามธรรมชาติของวตั ถดุ ิบ ดงั น้นั
อาหารจีนของไทยท่ีเกิดจากความหลากหลายของวฒั นธรรมซ่ึงเป็นอาหารต่างชาติที่เขา้ มาใน
ไทยพร้อมกบั การอพยพเคลื่อนยา้ ยของกลุ่มชาวจีนท่ีเขา้ มาคา้ ขาย และต้งั ถิ่นฐานอยใู่ นไทย
เกิดการเปล่ียนแปลง ทางมิติสงั คมในดา้ นเศรษฐกิจ มีการปฏิสมั พนั ธ์กบั คนในชาติ
ทาใหเ้ กิดความกลมกลืนทางวฒั นธรรมและการยอมรับเชิงการบริโภคของคนไทยในดา้ นวฒั นธ
รรมอาหาร ต้งั แต่ การเลือกวตั ถุดิบ วธิ ีการปรุงประกอบ การใชอ้ ุปกรณ์เครื่องมือ
ท่ีมีการปรับเปล่ียนวิธีการ รสชาติ ใหต้ รงกบั ความตอ้ งการของผบู้ ริโภคพร้อมท้งั
ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ส่งผลทาใหเ้ กิดการยอมรับของวฒั นธรรมอาหารจีนในไทย
อาหารจีนจากเมืองจีนเขา้ ถึงเมืองไทยเม่ือไรไม่สามารถคน้ พบหลกั ฐานตรงๆไดเ้ ท่าที่พบ

โดยรวมๆ วฒั นธรรมฮนั่ แพร่กระจายถึงอุษาคเนยร์ าว 2,000 ปี มาแลว้

ส่วนอาหารจีนน่าจะแพร่หลายมาหลงั จากน้นั อีกนานแต่ส่งผลสาคญั อยา่ งยงิ่ ใหอ้ าหารไทยอร่อย
สืบจนทุกวนั น้ีขา้ วปลาอาหารไทยที่ไดจ้ ากจีนมีหลายอยา่ ง แต่มีลกั ษณะสาคญั อยทู่ ี่ตม้ แกงน้าใส
เช่น ตม้ จืด, แกงจืด นอกน้นั เป็นผดั ดว้ ยกระทะเหลก็ (ศิลปวฒั นธรรม, 2564)

8

เครื่องมือสาคญั ใชท้ าอาหารที่ไดจ้ ากจีนคือ “กระทะเหลก็ ” ส่วนวตั ถุดิบจากจีนคือผกั ต่างๆ เช่น
ผกั กาด, ผกั คะนา้ ฯลฯ ท้งั กระทะเหลก็ และผกั คงมีก่อนกรุงศรีอยธุ ยา
แต่เขา้ มามากข้ึนยคุ ตน้ กรุงศรีอยธุ ยา

กระทะเหลก็ เป็นเทคโนโลยที าอาหารทนั สมยั ของจีนที่กา้ วหนา้ ท่ีสุดและเก่าแก่มาก
ทาดว้ ยเหลก็ เป็นแผน่ กลม มีขอบหนา มี 2 หู
แลว้ กม็ ีกน้ ลึกเป็นแอ่งบางกวา่ ขอบเพื่อรับความร้อนจากไฟ
หลกั ฐานเก่าสุดเกี่ยวกบั กระทะเหลก็ พบซากซอ้ นกนั อยใู่ นสาเภาจมใกลเ้ กาะคราม
(อาเภอสตั หีบ จงั หวดั ชลบุรี) มีอายรุ าว พ.ศ. 1900 ยคุ ตน้ กรุงศรีอยธุ ยา
ช่วงเวลาไล่เลี่ยกบั การเดินทางขา้ มสมุทรของเจิ้งเหอ แม่ทพั ขนั ทีที่ไดร้ ับยกยอ่ งเป็นซาปอกง

สรุป
วฒั นธรรมจีนส่งผลต่ออาหารจีนในไทยที่คนไทยนิยมรับประทานไดร้ ับอิทธิพลมาจาการอพยพ
โยกยา้ ย ถิ่นฐานของชาวจีนในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ผา่ นมา
ส่งผลใหค้ นจีนและคนไทยเกิดการผสมผสานและแลกเปล่ียน วฒั นธรรมกนั อยา่ งกลมกลืน
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ดา้ นอาหาร อาหารจีนแบ่ง ตามมณฑลได้ 8 มณฑล คือ อาหารซานตง
อาหารกวางตงุ้ อาหารเสฉวน อาหารเจียงซู อาหารเจอ้ เจียง อาหารอนั ฮุย อาหารหูหนาน
และอาหารฮกเก้ียน มีความโดดเด่นของวถั ตุดิบ กระบวนการปรุงประกอบ อุปกรณ์การทา หลกั
ๆ มีเพียง 4 ชนิดคือ มีด เขียง กระทะกน้ กลม และตะหลิว
ส่วนอิทธิพลของอาหารจีนที่มีต่อประเทศไทย กค็ ือ การอพยพยา้ ยถิ่นฐาน

และการคา้ ขาย ซ่ึงส่งผลใหป้ ัจจุบนั ความนิยมดา้ นอาหารจีน
ในประเทศไทยไดร้ ับความนิยมอยา่ งแพร่หลายและอยคู่ ู่กบั สงั คมไทยมาอยา่ งยาวนานซ่ึงต่างผส
มผสานวฒั นธรรมอาหารเขา้ ดว้ ยกนั ไดอ้ ยา่ งลงตวั

9

บรรณานุกรม
ศิลปวฒั นธรรม. (2564, 17 มีนาคม) “สารวจอาหารจีนแพร่สู่ไทย” สืบคน้ เมื่อ 10 สิงหาคม 2565,

จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_16769
วิกิพเี ดีย. (2564) “อาหารจีน” สืบคน้ เมื่อ 10 สิงหาคม 2565,

จาก https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD
อานง ใจแน่น, จาตุรงค์ แกว้ สามดวง, และฐิติวรฎา ใยสาลี. (2564, กรกฎาคม-ธนั วาคม).
วฒั นธรรมอาหารจีน: ความกลมกลืนทางวฒั นธรรมและการยอมรับเชิงบริโภคของคนไทย.
วารสารวฒั นธรรมอาหารไทย, 3(2), หนา้ 53-55.

จาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jfood/artic

10

การแต่งกายจีนทมี่ อี ทิ ธิพลอยู่ในประเทศไทย

วรรณลกั ษณ์ เขียวจนั ทร์

บทนา
ประเทศจีนเป็นประเทศท่ีมีอารยธรรมและวฒั นธรรมท่ีสืบทอดกนั มายาวนานนบั พนั ปี

ประเทศจีนเป็นประเทศท่ีมีอารยธรรมและวฒั นธรรมที่สืบทอดกนั มายาวนานนบั พนั ปี “กี่เพา้ ”

หรือ “ฉีผาว (旗袍)” ในภาษาจีนกลาง มาจาก “旗” ท่ีแปลวา่ ธง และ“袍” ท่ีแปลวา่ ชุดเส้ือ
คลุมยาว แต่ใน ประเทศไทยจะออกเสียงเป็น “ก่ีเพา้ ” (เสียงอา่ นภาษาแตจ้ ิ๋ว) มีความหมายวา่ ชุด
เส้ือคลุมยาว ก่ีเพา้ เป็นชุดประจา ชาติจีนเป็นชุดแต่งกายจีนที่มีมาแต่สมยั โบราณ ไดร้ ับการยก
ยอ่ งเป็นมรดกทางวฒั นธรรมที่สาคญั ของจีน ถือเป็นหน่ึง ในเอกลกั ษณ์ทางวฒั นธรรมจีนท่ีโดด
เด่น สงั คมจีนในปัจจุบนั ก่ีเพา้ นบั วนั ยงิ่ มีความสาคญั และไดร้ ับความนิยมในการ สวมใส่มากข้ึน
อีกท้งั ยงั มีการประยกุ ตใ์ หเ้ ขา้ กบั แฟชนั่ สมยั ใหม่และการแต่งกายในชีวิตประจาวนั วิวฒั นาการ
ของ ก่ีเพา้ สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงแนวความคิดและวถิ ีการดาเนินชีวติ ของคนจีนหลงั ยคุ การ
เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสงั คมนิยม

1.วฒั นธรรมการแต่งการของจนี
ประวตั ิศาสตร์ของประเทศจีนมีมานานถึง 5 พนั ปี วฒั นธรรมเส้ือผา้ เคร่ืองแต่งกายของชาว

จีนกม็ ีมายาวนานไม่แพ้ น ซ่ึงในระยะ 5 พนั น้นั ชาวจีนไดร้ ับสิทธิ เร่ืองแห่งการจากขนกลุ่มนอ้ ย
เผา่ ต่าง ๆ ในประเทศจีน รวม วฒั นธรรมการแต่งกายเส้ือผา้ ของชาวต่างชาติ ผสมผสานกนั จน
เป็นลกั ษณะพเิ ศษของการแต่งกายชาวจีนในยคุ น้นั ๆ ซ่ึง ED การแต่งกายของชาวจีนน้นั มีความ
เปล่ียนแปลงอยา่ งต่อเน่ือง และดูเหมือนวา่ จะมีการพฒั นาต่อไปอยา่ งไม่หยดุ ย้งั

เน่ืองจากจนกลุ่มนอ้ ยผา่ ๆ ต่างในประเทศจีนมีอยถู่ ึง 42 ปชช ของประชาชนจีนท้งั กลด ซ่ึง
เมืองที่มีชนกลุ่ม นอ้ ยอาศยั อยเู่ ยอะท่ีสุดคือเมือง หวนั่ หนาน จึงจาเป็นท่ีจะตอ้ งแยกประเภท
วฒั นธรรมการแต่งกายของชาวจีนออกเป็น 2 กลุ่ม ไดแ้ ก่ กลุ่มวฒั นธรรมการแต่งกายแต่ละยคุ
สมยั ของชาวจีน ( 3 ) และกลุ่มการแต่งกายของชนกลุ่มนอ้ ย ต่าง ๆ ในประเทศจีน (1) ซ่ึงมีอยถู่ ึง
50 กวา่ ชนเผา่ ชนกลุ่มนอ้ ยเหล่าน้ีมกั จะมีการแต่งกายที่มีลกั ษณะ เอกลกั ษณ์และมกั จะไม่มีการ
เปล่ียนแปลงไปตามยคุ สมยั ในฉบบั น้ีผเู้ ขียนจะขอกล่าวถึงวฒั นธรรมการแต่งกายแต่ละยคุ สมยั
ของชาวจีนโดยสงั เขป

วฒั นธรรมการแต่งการแต่ละยุคสมยั ของชาวจีน

11

สมัยฉิน (221-220 ปี ก่อนคริสตศ์ กั ราช) เส้ือผา้ เครื่องแต่งกายสมยั จีนไดร้ ับอิทธิพลจาก
แนวคิดอ่ืน หความสมดุลของสรรพส่ิง กฎแห่งความสมดุลของธรรมชาติ) เนื่องจากยคุ สมยั จีน
คอ่ นขา้ งจะส้ัน ดงั น้นั สีของ จะเป็นการผสมผสานระหวา่ งสีเส้ือผา้ จีน จงเป็นผกู้ าหนดและ
เส้ือผา้ ตามประเพณีมีจารึกรองร้านค เส้ือผา้ ผชู้ ายสมยั จีนเป็นลกั ษณะเส้ือคลุมยาว ชินกร ได้
กาหนดใหใ้ ชส้ ีดาเป็นหลกั ในการตดั เยบ็ สาหรับ เส้ือผา้ พธิ ีการ โดยเชื่อวา่ สีดาเป็นสีท่ีคู่ควรแก่
การไดร้ ับความเคารพ ขา้ ราชการยศระดบั 3 ข้ึนไปใหใ้ ชส้ ีเขียวประกอบในการตดั เยบ็
ประชาชนทว่ั ไปใชส้ ีขาวประกอบในการตดั เยบ็ เส้ือผา้ ผหู้ ญิง ฉินซีฮ่องเตไ้ ม่ไดม้ ีการกาหนดสี
ในการตดั เยบ็ เนื่องจาก ท่านชื่นชอบสีสนั ความสวยงามของเส้ือผา้ ท่ีนางสนมในวงั สวมใส่ จึง
เนน้ เส้ือผา้ ที่มีสีสนั สวยหรู ฉูดฉาด

สมัยฮั่น จะประกอบดว้ ย เส้ือคลุมยาว (48) เส้ือ ลาลองแบบส้นั ( ) เส้ือนวมส้นั (1) กระโปรง
(ผหู้ ญิง) และ กางเกง (ผชู้ าย) ในยคุ น้ีผา้ ท่ีมีลกั ษณะการถกั ทอได้ รับความนิยมเป็นอยา่ งมาก
ดงั น้นั คนที่มีเงินในสมยั น้นั จะสวมใส่เส้ือผา้ ท่ีทาจากผา้ แพรต่วน ซ่ึงมีความสวยงามมาก โดย
ทวั่ ไปผชู้ าย จะสวมเส้ือส้นั กางเกงขายาว และหากฐานะยากจน จะสวมเส้ือแขนส้ันท่ีตดั เยบ็ ดว้ ย
ผา้ หยาบ ในส่วนของผู้ หญิงในสมยั ฮน่ั เส้ือผา้ มีต้งั แต่เป็นลกั ษณะเส้ือและกระโปรงต่อกนั (เท่า)
และแยกเส้ือกระโปรงเป็น 2 ชิ้น กระโปรงจะมี ลวดลายหลากหลายมาก กระโปรงท่ีมีชื่อเสียง
มากท่ีสุดในสมยั น้นั คือ “กระโปรงลายเทพสถิตย”์

สมัยเว่ยจนิ้ หนานเป่ ย หรือที่เรารู้จกั กนั "สกสามกก๊ " หยใุ นยคุ น้ี สมยั เรียน หนานแบ่งจดั ได้
วา่ เป็นสมยั ท่ีศาสนาพทุ ธและลทั ธิเท่าเฟื่ องฟู เครื่องแต่งกายชาย หญิง ไม่วา่ จะเป็นกษตั ริย์ เช้ือ
พระวงศ์ จนถึงประชาชนทวั่ ไป เส้ือผา้ จะมีลกั ษณะหลวมยาว และมีเขม็ ขดั คาด หากเป็น เส้ือผา้
ผชู้ ายจะมีการเปิ ดแผงหนา้ อกเลก็ นอ้ ย ใหญ่เต้ียลง แทนเต้ียกวา้ ง สวมใส่สบาย ท้งั น้นั แคน้ ของ
ของผอู้ า่ น เน่ืองจากบางท่านกเ็ ห็นวา่ แลดูลุ่มล่าม) ในส่วนของเส้ือผา้ ผหู้ ญิง เส้ือก่ีเฟาแลดูเป็น
กระโปรงยาวลากพ้นื แขนเส้ือกวา้ ง เขม็ จะคาดชิ้น ๆ แสดงใหถ้ ึงความสพ และสง่างา

สมัยสุ่ย และสมัยถัง ( ค.ศ. 581 ค.ศ. 907) เส้ือผา้ ของสมยั สุ่ยและสมยั ถงั มีรูปแบบเส้ือผา้ ที่มีค
ใกลเ้ คียงกนั สูง เส้ือผา้ ตน้ สมยั ตุ่ยคอ่ นขา้ งจะเรียบง่าย เส้ือผา้ ยงั คงมีลกั ษณะที่เท่าหรือคลุมยาว
เมื่อกษตั ริยส์ ุ่ยหยางข้ึนครองราชยไ์ ดเ้ กิดการเปลี่ยนแปลงข้ึนในสงั คม ซ่ึงส่งผลใหเ้ ส้ือผา้ ในสมยั
ดงั กล่าวไดม้ ีการปรับเปล่ียนรูปแบบใหส้ วยงามข้ึนเช่นกนั

12
สมยั ซ่ง (ค.ศ. 60 - ค.ศ. 1279) แบบเส้ือผา้ สมยั ซ่ึงยงั คงไดร้ ับอิทธิพลตกทอดมาจากสมยั ถงั แต่
เนื่องจาก สมยั น้นั แนวความคิดปรัชญาของสานกั ขงจ้ือ) เฟ่ื องฟู, พฤติกรรมของผคู้ นส่วนใหญ่
คลอ้ ยตามแนวคาสอนของท่านขงจ้ือ มี รสนิยมชื่นชมในความเป็นธรรมชาติ ส่งผลใหแ้ บบ
เส้ือผา้ ของผคู้ นในสมยั ซ่ึงไม่เนน้ ลวดลายสีฉูดฉาด เคร่ืองแต่งกายเส้ือผา้ ของขา้ ราชการจะเป็น
เส้ือคลุมยาว แขนเส้ือใหญ่ สวมหมวกประจาตาแหน่ง มีการแบ่งสีเส้ือผา้ เพอ่ื บ่งบอกยศตาแหน่ง
ใน ส่วนของเส้ือผา้ สตรี เป็นลกั ษณะเส้ือคลุมตวั ใหญ่
และยาว ช่วงคอตรง ผา้ ในส่วนรักแร้ท้งั สองขา้ งคดั แยกออกจากกนั หรือ เยกยา้ ยถ่างหน่ึงวา่ เสื้อ
กกั๊ สมยั ซ่ง แบบเส้ือผา้ น้ีไดร้ ับความนิยมในหมู่นางสนมในวงั และสตรีทว่ั ไปในสมนั น้นั
1.1 สาเหตุท่ีมนุษย์มีการแต่งกายแตกต่างกนั

สถานะภาพทางเศรษฐกิจและสงั คมของมนุษย์ แต่ละบุคคลยอ่ มไม่เหมือนกนั จึงทาให้
เกิดการแต่งกายท่ีแตกต่างกนั ออกไป สงั คมทว่ั ไปมีหลายระดบั ชนช้นั มีการแบ่งแยกกนั ตาม
ฐานะทางเศรษฐกิจ เช่น ชนช้นั ระดบั เจา้ นาย ชาวบา้ น และกรรมกร การแต่งกายสามารถบอกได้
ถึงสถานภาพทางสงั คมของผสู้ วมใส่ไดอ้ ีกดว้ ย

ในทางฟิ สิกส์มนุษยเ์ ป็นสตั วโ์ ลกท่ีอ่อนแอท่ีสุด ผวิ หนงั มนุษยจ์ ะบอบบางกวา่ สัตวอ์ ื่น ๆ
จึงมีความจาเป็นตอ้ งมีสิ่งมาปกปิ ดร่างกายเพือ่ การดารงชีวิตอยไู่ ด้ (พวงผกา คุโรวาท, 2540: 2)
สิ่งน้ีจึงเป็นแรงกระตุน้ ที่สาคญั ท่ีใหม้ นุษยข์ วนขวายที่จะแต่งกายเพอ่ื สนองความตอ้ งการของ
ตนเอง สงั คม และอื่น ๆ ประกอบกนั ซ่ึงความตอ้ งการของมนุษยน์ กั ออกแบบไดแ้ บ่งความ
ตอ้ งการของมนุษยอ์ อกเป็น 3 ลกั ษณะ คือ

1. ความตอ้ งการพ้นื ฐานของมนุษย์ (Biological Needs) ไดแ้ ก่ ปัจจยั 4 คือ อาหาร
เคร่ืองนุ่งห่ม ที่อยอู่ าศยั และยารักษาโรค

2. ความตอ้ งการดา้ นร่างกาย (Physical Needs) เป็นกระบวนการท่ีเกิดข้ึน เพ่ือ ตอบสนอง
ความตอ้ งการพ้นื ฐาน เพื่อใหไ้ ดม้ าซ่ึงส่ิงที่มนุษยต์ อ้ งการ

3. ความตอ้ งการดา้ นจิตวทิ ยา (Psychological Needs) เป็นความตอ้ งการทางดา้ นจิตใจ ของ
มนุษยด์ า้ นความงาม

13
นอกจากน้ี อาจกล่าวไดว้ า่ มนุษยใ์ นยคุ โบราณตอ้ งแกป้ ัญหาพ้ืน ฐานในเร่ืองปัจจยั 4 เป็น อยา่ ง
มาก(พวงผกา คุโรวาท, 2540: 2) และเป็นความพยายามในการควบคุมสิ่งแวดลอ้ มให้ เหมาะสม
กบั ตนเอง ดงั น้นั การแต่งกายของมนุษยก์ จ็ ะแตกต่างกนั ออกไป

1.2 การแต่งกายไทยตามสมยั ประวตั ศิ าสตร์และโบราณคดี
การแต่งการไทยตามสมยั ประวตั ิศาสตร์และโบราณคดีในบทน้ีไดอ้ า้ งอิงการจดั แบ่ง

ลาดบั เครื่องแต่งกายตามเอกสารทางวิชาการ“สมุดภาพแสดงเครื่องแต่งกายตามสมยั
ประวตั ิศาสตร์และโบราณคดี” ของกรมศิลปากรเน่ืองในงานฉลองครบรอบ 20 ปี สภาการ
พิพิธภณั ฑร์ ะหวา่ งชาติ (2511) โดยจดั แบ่งลาดบั ออกเป็น 7 สมยั (กรมศิลปากร, 2511: 3)
ดงั ต่อไปน้ี
1. สมยั ทวารวดี ระหวา่ งพทุ ธศตวรรษที่ 11-16
2. สมยั ศรีวชิ ยั ระหวา่ งพุทธศตวรรษที่ 13 - 18
3. สมยั ลพบุรี ระหวา่ งพุทธศตวรรษที่ 16 – 19
4. สมยั เชียงแสน ระหวา่ งพทุ ธศตวรรษท่ี 17 – 25
5. สมยั สุโขทยั ระหวา่ งพทุ ธศตวรรษท่ี 19 – 20
6. สมยั อยธุ ยา ต้งั แต่ พ.ศ. 1893 – 2310
7. สมยั รัตนโกสินทร์ ต้งั แต่ พ.ศ. 2310 – รัชกาลปัจจุบนั

สรุป
กลุ่มวฒั นธรรมการแต่งกายแต่ละยคุ สมยั ของชาวจีนและกลุ่มการแต่งกายของชนกลุ่มนอ้ ย

ต่างๆ ในประเทศจีน ซ่ึงมีอยถู่ ึง 50 กวา่ ชนเผา่ ชนกลุ่มนอ้ ยเหล่าน้ีมกั จะมีการแต่งกายที่มี
ลกั ษณะ เอกลกั ษณ์และมกั จะไม่มีการเปล่ียนแปลงไปตามยคุ สมยั ดงั น้นั จะกล่าวถึงวฒั นธรรม
การแต่งกายแต่ละยคุ สมยั ของชาวจีนโดยพอสงั เขป สถานะภาพทางเศรษฐกิจและสงั คมของ
มนุษย์ แต่ละบุคคลยอ่ มไม่เหมือนกนั จึงทาใหเ้ กิดการแต่งกายที่แตกต่างกนั ออกไป สงั คมทวั่ ไป
มีหลายระดบั ชนช้นั มีการแบ่งแยกกนั ตามฐานะทางเศรษฐกิจ เช่น ชนช้นั ระดบั เจา้ นาย ชาวบา้ น
และกรรมกร การแต่งกายสามารถบอกไดถ้ ึงสถานภาพทางสงั คมของผสู้ วมใส่ไดอ้ ีกดว้ ย

14

บรรณานุกรม

Kong Qipao Shop. (2562)“การแต่งกายจีนที่มีอิทธิพลอยใู่ นประเทศไทย”สืบคน้ เมื่อ 30
สิงหาคม 2565 จาก
http://www.kongqipaoshop.com/article/15/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%
B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%
B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E
0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B
8%B5%E0%B8%99
หอ้ งสมุดบา้ นจอมยทุ ธ. (2559) “คายมื จีนในไทย” สืบคน้ เม่ือ 10 สิงหาคม 2565
จาก https://www.baanjomyut.com/index.html

15

วฒั นธรรมจนี ท่มี ีอทิ ธิพลอยู่ในประเทศไทย

พมิ พ์ดาว อซิ อ

บทนา

หากกล่าวไดป้ ระเทศไทยเป็นอีกพ้นื ที่หน่ึงท่ีมีการรับวฒั นธรรมจากต่างภูมิภาคเขา้ มา ซ่ึง
ในท่ีน้ีไดศ้ ึกษาถึงวฒั นธรรมจีนท่ีเขา้ มาผสมผสานกบั ความเป็นทอ้ งถิ่นของไทย วฒั นธรรมจีน
ถือวา่ มีปรากฏอยทู่ ว่ั ไปในสงั คมไทย ทาใหเ้ กิดการผสมผสานกบั ความเป็นทอ้ งถ่ินกบั
วฒั นธรรมจีนท่ีเขา้ มาในสงั คมไทยกรณีศึกษารูปแบบประเพณีและวฒั นธรรมจีนที่มีคติความ
เชื่อที่ผสมผสานระหวา่ งไทยกบั จีนรวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดข้ึนในทอ้ งถ่ิน กลายเป็นรูปแบบ
เฉพาะท่ีเกิดจากการผสมผสานระหวา่ งความเป็นทอ้ งถ่ิน หรือ เรียกในเชิงกระบวนการวา่
Localization ซ่ึงส่ิงน้ีนบั วา่ มีความน่าสนใจเป็นอยา่ งมาก เน่ืองจากแสดงใหเ้ ห็นถึงกระบวนการ
ท่ีทอ้ งถิ่นและวฒั นธรรมภายนอกเขา้ มาผสม ผสานกนั จนสามารถดารงอยรู่ ่วมกนั ไดอ้ ยา่ งไม่
เกิดปัญหาความแตกแยกทางอีกดว้ ย

1.ความเป็ นมาของชาวจนี ในประเทศไทย

ความเปนมาของชาวจีนในประเทศไทย 7 จาก 29 เมื่อดูประวตั ิศาสตรอนั ยาวนานที่ประเทศ
ไทย และประเทศจีนมีความสมั พนั ธ อนั ใกลช้ ิดตต่อกนั มาน้นั การไปมาหาสูระหวา่ งประชาชน
ของท้งั สองประเทศมีประวตั ิ ความเป็นมา 2,000 กวา่ ปี แลว้ ซ่ึงในสมยั ราชวงศหมิง (ค.ศ.1368-
1644) เปน สมยั ที่ประเทศท้งั สองมีการไปมาหาสูกนั มากท่ีสุด โดยท่ีชาวจีนเร่ิมมีบทบาท และ
อิทธิพลตอประเทศไทยท้งั ทางดา้ นสงั คม เศรษฐกิจและวฒั นธรรม เมื่อชาวจีนอพยพ เขา้ มาสู่

ประเทศไทย ในคริสตศตวรรษที่ 18-19 การอพยพในเวลาน้นั มีสาเหตุมา จากชาวจีนในมณฑล
ภาคใตป้ ระสพทุพภิกขภยั และไดรับความกระทบกระเทือนจาก สงครามอยเู่ นืองๆ นบั ต้งั แตสง
ครามฝน สงครามกบฏชาตินิยม รวมท้งั สงครามโลก ดวย้ และในชวงคริสตศตวรรษที่ 19
ประเทศไทยสิ้นสุดสงครามกบั พมา ประชากร กล็ ดนอยลง แตมีความสงบและมีความอุดม
สมบูรณ์ จึงเป็นเหตุใหชาวจีนอพยพเขา้ สู่ประเทศไทยกนั มาก

16

ท้งั น้ี โดยมีปัจจยั หลายประการ เช่น การขาดแคลนแรงงานอิสระ ดงั น้นั แรงงานชาวจีนจึง
สามารถตอบสนองความตองการของโครงสร้างสังคมไทยไดเป็นอยา่ งดี หากพิจารณา ชนกลุ่ม
นอยที่อาศ อาศยั อยใู นประเทศไทยแลว กล่าวไดว้ า่ ชาวจีน ถือเป็นกลุ่มท่ีน่าสนใจความสมั พนั ธ
ไทยและจีน มีจุดเร่ิมตนและเนน้ หนกั ท่ี ลกั ษณะ ของความสมั พนั ธมีความเป็นมิตรมากกวา่ เป็น
ศตั รู ชาวจีนไดอพยพเขามาใน ดินแดนแถบเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ ซ่ึงรวมท้งั ประเทศไทยเป็น
จานวนมาก ท้งั น้ี โดยมีปัจจยั หลายประการ เช่น การขาดแคลนแรงงานอิสระ ดงั น้นั แรงงานชาว
จีนจึง สามารถตอบสนองความตอ้ งการของโครงสร้างสงั คมไทยไดเ้ ป็นอยา่ งดี หากพิจารณา ชน
กลุ่มนอ้ ยที่อาศยั อยใู นประเทศไทยแลว้ กล่าวไดว้ า่ ชาวจีน ถือเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ อีกกลมุ่ หน่ึง
ดงั ที่ ภูวดล ทรงประเสริฐ ไดก้ ล่าววา่ “สาหรับในประเทศไทย ชาวต่าวดา้ วที่ควรจะเอาใจใส่
และใหก้ ารศึกษามากเป็นพเิ ศษ คือ ชาวจีน เพราะชาว จีนเป็นชนต่างดา้ สท่ีมีจานวนมากที่สุดใน
บรรดาคนต่างดา้ วและยง่ิ กวา่ น้ี ชาวจีนต่างดา้ วและลูกหลานชาวจีนท่ีมีสญั ชาติไทยยงั คงยดึ ถือ
วฒั นธรรมและแนวทางแห่งชีวิตตามแบบจีน บุคคลเหลาน้ี ยงั มีอิทธิพล ทางเศรษฐกิจ การเมือง
และวฒั นธรรมต่อประเทศไทยอีกดวย” กฏษฎา แกว้ เกล้ียง (2555, หนา้ 6)

2.การเผยแพร่วฒั นธรรม

การที่วฒั นธรรมใดวฒั นธรรมหน่ึงจะเขามาเผยแพร่ อยใู่ นสงั คมไทยไดน้ ้นั ยอ่ ม ที่จะตอ้ งมี
เคร่ืองมือที่เป็นส่ือกลางนาพาวฒั นธรรมเหล่าน้นั เขา้ มา เพราะวฒั นธรรม ไม่สามารถท่ีจะเกิดข้ึน
บนพ้นื ท่ีที่อยนู อกเขตของตนเองได้ หากปราศจากการนาพา ซ่ึงแนนอนวา่ เครื่องมือที่จะนาพา
วฒั นธรรมเขามาในประเทศไทยน้นั ยอมจะหนีไม พนคน การกลาวขางตนต้งั อยบู นเหตุผลที่วา
คนเป็ นสิ่งที่มีชีวิตและจิตใจ

จากน้นั จึงปฏิบตั ิตนตามแบบแผนของ วฒั นธรรมจนเกิดความเคยชิน ลกั ษณะดงั กลาวส่งผลให้
คนทาหนา้ ท่ีเป็นเครื่องมือ ในการนาพาวฒั นธรรมจากสถานท่ีหน่ึงไปสู่สถานที่หน่ึงไดอ้ ยา่ งมี
ประสิทธิภาพ เนื่องจากคนมีศกั ยภาพในการจดจาแบบแผนทางวฒั นธรรม ทาใหส้ ามารถนอยู่
ไทยของคนในวฒั นธรรมต่าง ๆ ในที่น้ีคือ คนจีน เพือ่ ใหเ้ ห็นถึงกระบวนการแรกเริ่ม ก่อนท่ี
สงั คมจะมีวฒั นธรรมชุดใหม่เกิดข้ึน จนในท่ีสุดวฒั นธรรมชุดใหม่น้ีกไ็ ดเ้ กิด การผสมผสานกบั

17

วฒั นธรรมชุดเก่าที่มีอยใู นสงั คมไทย ไม่วา่ จะเป็นในระดบั ใหญ่ หรือในระดบั ทอ้ งถิ่น ทาใหเ้ กิด
รูปแบบเฉพาะทางวฒั นธรรมข้ึนในพ้ืนท่ีต่างๆ ในแง่น้ี รูปแบบทางวฒั นธรรมท่ีมีอยใู นสังคมจึง
มิไดม้ ีเพยี งแคช่ ุดเดียว 6 จาก 29 เพราะตราบใดท่ีวฒั นธรรมสามารถผสานเขา้ หากนั ได้ ความ
สงบ สุขกจ็ ะยงั คงอยไู่ ม่เกิดความขดั แยง้ ทางวฒั นธรรมข้ึน ซ่ึงหากพิจารณาดูใหด้ ีแลว ก็ อาจ
กล่าวไดว้ า่ เหตุผลสาคญั ประการหน่ึงท่ีทาใหเ้ กิดการผสมผสานทางวฒั นธรรม ข้ึนกค็ ือ การท่ี
ประชาชนในแตละวฒั นธรรมพยายามหลีกเล่ียงการปะทะกนั ทาง ความคิด ความเช่ือ จึงไดร้ วม
“ตวั ตน” ของตนเองเขา้ หากนั เพื่อป้องกนั ความ ขดั แยง้ ที่อาจเกิดข้ึน นอกเหนือจากเหตุผลเร่ือง
การซึมซบั ทางวฒั นธรรมท่ีเป็น ธรรมชาติของมนุษยอยแู่ ลว้ ชาวจีนกเ็ ป็นชนอีกกลุ่มหน่ึงท่ีมีการ
เขา้ มาเผยแพร่ วฒั นธรรมของตนเองผา่ นทางการปฏิบตั ิตนในการดาเนินชีวิตประจาวนั ทวั่ ๆ
ในช่วงแรกที่อพยพเขา้ มา ชาวจีนกย็ งั มิไดผ้ สมผสานวฒั นธรรมของตนเองเขา้ กบั วฒั นธรรม
ไทยเสียทีเดียว แต่ต่อมาเมื่ออยไู ปไดส้ กั ระยะหน่ึงชาวจีนกจ็ ะเกิดกระบวนการซึมซบั เอา
วฒั นธรรมไทยเขาไปปฏิบตั ิรวมดวย ทาใหความเปนจีนและความเปนไทยถูก ปฏิบตั ิและอธิบาย
รวมกนั ในพ้ืนที่ใดพ้นื ที่หน่ึง ซ่ึงลกั ษณะเช่นน้ี สามารถแสดงใหขดั แยง้ ท่ีอาจเกิดข้ึน
นอกเหนือจากเหตุผลเร่ืองการซึมซบั ทางวฒั นธรรมท่ีเปน ธรรมชาติของมนุษยอยแู ลว ชาวจีน
กเ็ ปนชนอีกกลุมหน่ึงที่มีการเขา้ มาเผยแพร่ วฒั นธรรมของตนเองผา่ นทางการปฏิบตั ิตนในการ
ดาเนินชีวิตประจาวนั ทวั่ ๆ ในช่วว แรกท่ีอพยพเขา้ มา ชาวจีนกย็ งั มิไดผ้ สมผสานวฒั นธรรมของ
ตนเองเขา้ กบั วฒั นธรรม ไทยเสียทีเดียว 6 จาก 29 และความเป็นทอ้ งถิ่นกบั วฒั นธรรมจีนที่เขา้ มา
ในสงั คมไทยกรณีศึกษารูปแบบประเพณีและ คติความเชื่อที่ผสมผสาน เห็นถึงความสมานฉนั ท
ที่เกิดข้ึนในสงั คมไดเ้ ป็นอยางดี ที่กลาวเชนน้ีกเ็ พ 'นนกเพราะ วฒั นธรรมท้งั สองสามารถท่ีจะ
รวมกนั ไดโดยไมเกิดความขดั แยงท่ีรุนแรงข้ึน กฏษฎา แกว้ เกล้ียง (2555, หนา้ 11)

สรุป

การที่วฒั นธรรมใดวฒั นธรรมหน่ึงจะเขา้ มาเผยแพร่อยใู่ นสงั คมไทยไดน้ ้นั ยอ่ ม ท่ีจะตอ้ งมี
เคร่ืองมือที่เป็นสื่อกลางนาพาวฒั นธรรมเหล่าน้นั เขา้ มา เพราะวฒั นธรรม ไม่สามารถที่จะ
เกิดข้ึนบนพ้ืนที่ที่อยนู่ อกเขตของตนเองได้ หากปราศจากการนาพา ซ่ึงแน่นอนวา่ เครื่องมือที่จะ

18

นาพาวฒั นธรรมเขา้ มาในประเทศไทยน้นั ยอ่ มจะหนีไม่ พน้ คน การกล่าวขา้ งตน้ ต้งั อยบู่ นเหตุผล
ท่ีวา่ คนเป็นส่ิงที่มีชีวิตและจิตใจ สามารถที่ จะเรียนรู้วฒั นธรรมที่แวดลอ้ มตนเองอยไู่ ด้ จากน้นั
จึงปฏิบตั ิตนตามแบบแผนของ วฒั นธรรมจนเกิดความเคยชินและสืบต่อวฒั นธรรมซ่ึงกนั และ
กนั มาจนถึงปัจจุบนั น้ี

19

บรรณานุกรม

กฏษฎา แกว้ เกล้ียง. (2555, พฤษภาคม). วฒั นธรรมและประเพณี. วารสารร่มพฤกษ,์ 30(2), หนา้
6

20

วนั สาคญั ของชาวไทยเชื้อสายจนี

วรัญญา อกั โขมี

บทนา

หากกล่าวถึงคนไทยเช้ือสายจีน คนทุกคนต่างกร็ ู้กนั ดีวา่ เกิดจากผอู้ พยพชาวจีน หรือชาวจีน
โพน้ ทะเลท่ีไดเ้ ขา้ มาทางานท่ีประเทศไทยอีกท้งั ยงั ต้งั รกรากสร้างครอบครัวอยใู่ นประเทศไทย
จึงก่อใหเ้ กิดบุคคลที่เรียกวา่ คนไทยเช้ือสายจีน แต่ทวา่ พวกเขาเหล่าน้นั กไ็ ดน้ าวฒั นธรรม
ประเพณีและความเช่ือเขา้ มาดว้ ย ส่ิงเหล่าน้ีจึงก่อใหเ้ กิดการแลกเปล่ียนวฒั นธรรมกนั ดง่ั เช่นวนั
สาคญั ต่างๆของชาวจีนท่ีเขา้ มามีอิทธิพลกบั ชาวไทยไดอ้ ยา่ งแพร่หลายแมไ้ ม่ใช่คนไทยเช้ือสาย
จีนกย็ งั รู้จกั วนั สาคญั น้นั ๆไดเ้ ป็นอยา่ งดี

1. วนั สาคัญของชาวจีนในประเทศไทย
1.1 ความหมายและความเป็นมาในแต่ละวนั สาคญั
ประเพณีวฒั นธรรมรวมถึงความเช่ือของชาวจีนในภาคตะวนั ออก ของประเทศไทย
ประเพณีสาคญั ของชาวจีนที่ยงั เหลืออยแู่ ละไดร้ ับการปฏิบตั ิ อยา่ งสม่าเสมอในภาค
ตะวนั ออกของไทย มีหลายประเพณีดว้ ยกนั เช่น ตรุษจีน สารทจีน 1 เช็งเมง้ เทศกาลกินเจ
เป็นตน้ (ประสิทธ์ิ เงินชยั 2558 : 105 )
เทศกาลตรุษจีน (春节) มีประวตั ิยาวนานกวา่ ส่ีพนั ปี แลว้ เดิมทีไม่ได้ เรียกตรุษจีน
และกไ็ ม่ไดก้ าหนดเวลาท่ีแน่นอนดว้ ย เม่ือ 2001 ปี ก่อนคริสตกาล คนในสมยั น้นั ถือการ
โคจรรอบหน่ึงของดาวจูปี เตอร์เป็นหน่ึง “ชุ่ย” จึงเรียก ตรุษจีนวา่ "ซุย" เมื่อ 1,000 ปี ก่อน
คริสตกาล ผคู้ นเรียกตรุษจีนวา่ “เหนียน” ซ่ึงมีความหมายวา่ การเกบ็ เก่ียวไดผ้ ลอุดม
สมบูรณ์ วารสารการเมือง การบริหาร และกฎหมาย ปี ท่ี 7 ฉบบั ที่ 1 106 ตามประเพณี
พ้นื บา้ น เทศกาลตรุษจีนจะเร่ิมต้งั แต่วนั ท่ี 23 เดือน 12 ตามปฏิทินจนั ทรคติของจีนไป
จนถึงวนั ข้ึน 15 ค่าเดือนอา้ ยตามปฏิทินจนั ทรคติ ของจีน ในช่วงน้ี คืนวนั ที่ 30 เดือน 12

21
ซ่ึงเป็นวนั ส่งทา้ ยปี เก่า และวนั ที่ 1 เดือนอา้ ยหรือวนั ชิวอิก จะเป็นวาระสาคญั ท่ีสุด
ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซ่ึงจะกินเวลาท้งั หมดประมาณ 3 อาทิตย์ ปัจจุบนั จะเหลืออาทิตย์
เดียว (ประสิทธ์ิ เงินชยั , 2558, หนา้ 106 )
เทศกาลวนั เช็งเม้ง (清明节 ) วนั เช็งเมง้ เป็น 1 ของ 24 ฤดูกาลตามจนั ทรคติของจีน
ส่วนมากจะเป็น ช่วงเวลาตน้ เดือนเมษายนตามปฏิทินสมยั ปัจจุบนั พอถึงวนั น้นั ผคู้ นจะ
เดินทาง ไปยงั สุสานที่ฝังศพบรรพบุรุษเพอ่ื กราบไหว้ นอกจากน้นั ไดท้ าความสะอาด
สุสาน เติมดินใหม่บนสุสาน แลว้ จุดธูปเทียนเซ่นไหวอ้ าหารคาวหวาน เผากระดาษเงิน
กระดาษทอง จุดประทดั รวมท้งั ประดบั ตบแต่งสุสาน บุตรหลานชาวจีนเม่ือไปไหวส้ ุสาน
ของบรรพบุรุษ จะนาอาหารจานวนมากไปดว้ ยและเมื่อเสร็จพธิ ีไหวแ้ ลว้ กจ็ ะ รวมกนั กิน
อาหารเหล่าน้นั พวกเขามีความเชื่อวา่ การเซ่นไหวบ้ รรพบุรุษ จะทาใหพ้ วกเขามีความ
เจริญรุ่งเรือง ทาไมวนั เช็งเมง้ ใชค้ าวา่ เช็งเมง้ ตาม ภาษาจีนกลาง เชง็ เมง้ หมายความวา่ สด
ช่ืน สวา่ ง และแจ่มใส กเ็ พราะวา่ ช่วงน้ีเป็นตน้ ฤดูใบไมผ้ ลิ เป็นช่วงเวลาเร่ิมทาไร่ไถนา ใน
สานวนการเกษตร ของจีนมีการบรรยายถึงเทศกาลเช็งเมง้ กบั ช่วงเวลาแห่งการเกษตร มี
สานวนกล่าววา่ การปลูกตน้ ไมใ้ หม่ตอ้ งไม่เกิน เทศกาลเช็งเมง้ ช่วงเวลาก่อนเช็งเมง้ พืช
อะไรกป็ ลูกข้ึนไดด้ ีหมด

เทศกาลวนั ไหว้บ๊ะจ่าง (端午节) (ขนมจา้ ง) หรือเทศกาลตวนอู่ หรือเทศกาลตวง
โหงวเป็นเทศกาลท่ีสืบทอดกนั มาแต่โบราณของชาวจีนท้งั ในประเทศจีนและประเทศ
ต่างๆ ตรงกบั วนั ที่ ๕ เดือน ๕ ตามปฏิทินทางจนั ทรคติ เพ่ือระลึกถึง “ซีหยวน” หรือ “คุก
งว้ น” (Qu Yuan) กวผี รู้ ักชาติที่ปลิดชีวติ ตนเองโดยการกระโดดลงแม่น้าฉางเจียง หรือ
แม่น้าแยงซี (Yangtze River) เน่ืองจากถูกขนุ นางกงั ฉินใส่ร้ายเพราะไม่พอใจในความ
ซ่ือตรงของซีหยวนจนทาให้ สูญเสียผลประโยชน์ นอกจากน้ีทางรัฐบาลจีนยงั กาหนดให้
วนั น้ีเป็นวนั กวจี ีน (The Chinese Poet’s Day) เน่ืองจากซีหยวนเป็นกวีคนสาคญั ของจีน ซ่ึง
ตามทศั นะคติของชาวจีนเชื่อวา่ เป็นเทศกาลที่แสดงความกตญั ญูต่อบรรพบุรุษ
(FERNnyyy, 2560)

เทศกาลสารทจนี (中元节) มีชื่อท่ีนิยมเรียกกนั อีกชื่อหน่ึงวา่ กยุ้ โจย๊ แปลวา่
เทศกาลผี ซ่ึงถือเป็นเทศกาลท่ีใหญ่ที่สุดตามประเพณีจีน ที่จดั ข้ึนเพ่อื ผโี ดยเฉพาะ ตาม
ประเพณีความเช่ือ เดือน 7 ถือเป็นเดือนท่ีท่านพญายมจะเปิ ดประตูนรก เพ่ือใหเ้ หล่าผี

22
ท้งั หลายออกมาเที่ยวโลกมนุษยเ์ พอ่ื รับของเซ่นไหวไ้ ด้ วนั 15 ค่า เป็นวนั ไหวใ้ หญ่ท้งั ผี
บรรพชนและผไี ม่มีญาติ วนั สิ้นเดือน 7 (30 ค่า หรือแรม 15 ค่า) เป็นวนั ปิ ดประตูยมโลก ผี
ท่ียงั ไม่ไดไ้ ปผดุ ไปเกิดตอ้ งกลบั เขา้ ยมโลก การท่ีคนไทยเรียกเทศกาลสารทจีน อาจเป็น
เพราะวนั น้ีใกลก้ บั วนั สารทไทย อีกท้งั อยใู่ นช่วงตน้ ฤดูสารทหรือซิวเทียนของจีนอีกดว้ ย
(ประสิทธ์ิ เงินชยั , 2558, หนา้ 110 )

เทศกาลไหว้พระจันทร์ (中秋节) จากหนงั สือบนั ทึกโบราณ ระบุวา่ พธิ ีไหว้
พระจนั ทร์เริ่มข้ึนในสมยั ราชวงศถ์ งั ซ่ึงที่มาของพิธีในเทศกาลน้ี มีส่วนเก่ียวเน่ืองกบั
ตานานความฝัน ของกษตั ริยถ์ งั หมิงหวง ในกลางดึกของคืนเดือนเพญ็ ข้ึน 15 ค่า เดือน 8
กษตั ริยถ์ งั หมิงหวงบรรทมหลบั แลว้ ทรงพระสุบินวา่ พระองคล์ อยข้ึนไปเที่ยวชม
พระราชวงั บนดวงจนั ทร์ และไดพ้ บเทพธิดาบนดวงจนั ทร์กาลงั ร่ายราอยอู่ ยา่ ง งดงาม ใน
ฝันพระองคท์ รงเพลิดเพลินเกษมสาราญเป็นอยา่ งยง่ิ กระทงั่ เมื่อต่ืนบรรทมทรงโปรดให้
พระสุบินเป็นจริง จึงมีรับสง่ั ใหน้ างสนมแต่งตวั และ ร่ายราเลียนแบบเทพธิดาในฝัน ต้งั แต่
น้นั มาทุกวนั ข้ึน 15 ค่า เดือน 8 พระองค์ จะจดั ใหม้ ีการร่ายร้าและทอดพระเนตรความงาม
ของดวงจนั ทร์ไปพร้อมกนั

เทศกาลกนิ เจ (九皇斋节) การกินเจเขา้ มาในประเทศไทยพร้อมกบั ชาวจีน
แผน่ ดินใหญ่ท่ีอพยพ เขา้ มาต้งั ถิ่นฐานทามาหากินในประเทศไทย ความเชื่อในกศุ ลผลบุญ
ที่จะนา ความสุขสมหวงั ในสิ่งท่ีปรารถนา และไดไ้ ปสวรรคเ์ ม่ือตายไปแลว้ ทาใหเ้ กิด การ
ทาทานและการปล่อยสตั วท์ ้งั หลาย ความเช่ือเรื่องจิตวิญญาณท่ีคงอยู่ แมจ้ ะตายไปจากโลก
น้ีแลว้ แต่วญิ ญาณจะไปนรก สวรรค์ ตามผลบุญหรือ ผลกรรมของตน ความเชื่อในเร่ือง
เทพเจา้ อนั นาไปสู่การประกอบพิธีกรรมต่างๆ จากความเช่ือดา้ นสุขภาพซ่ึงเป็นความเช่ือ
เชิง

1.2 วธิ ีการในการประกอบพธิ ี

วนั ตรุษจนี (春节) ช่วงตรุษจีน จะทาต่อเนื่องมาจากช่วงสิ้นปี เร่ิมจากชาวจีนจะ
ปัดกวาดหยากไย่ ทาความสะอาด ลา้ งบา้ นคร้ังใหญ่ บางบา้ นอาจมีการทาสีบา้ นใหม่
ช่วงตรุษจีนมีวนั สาคญั 3 วนั ไดแ้ ก่ วนั จ่าย วนั ไหว้ และวนั เที่ยว วนั จ่าย ชาวจีนจะออก
จากบา้ นไปจบั จ่ายซ้ือขา้ วของตามทอ้ งตลาด เพ่ือที่จะใช้ ไหวเ้ จา้ ไหวบ้ รรพบุรุษ ของที่

23
ซ้ือมีท้งั ของคาว ผลไม้ และท่ีขาดไม่ไดใ้ นเทศกาลตรุษจีน คือ ขนมเทียนและขนมเขง่ การไหว้
วนั ตรุษจีน แบ่งเป็น 3 ช่วง ไดแ้ ก่ ช่วงเชา้ ช่วงสาย และช่วงบ่าย

วนั สารทจนี (中元节) การไหวแ้ บ่งเป็น 3 ช่วง เช่นเดียวกบั เทศกาลตรุษจีน คือ ช่วง
เชา้ ไหวเ้ ทพเจา้ ช่วงสายไหวบ้ รรพบุรุษ และช่วงบ่ายไหวผ้ เี ร่ร่อน ของไหวม้ ีลกั ษณะเดียวกนั กบั
เทศกาลตรุษจีน คือ อาหารคาว 3 หรือ 5 ชนิด

วนั ไหว้พระจันทร์ (中秋节) ในเทศกาลไหวพ้ ระจนั ทร์ ชาวจีนจะจดั โต๊ะ ประกอบ
พิธี เป็นอาหารเจ เนื่องจากอิทธิพลของ ศาสนาพทุ ธนิกายมหายานที่เชื่อกนั วา่ พระจนั ทร์ มีพระ
โพธิสตั ว์ หรือเจา้ แม่กวนอิม ที่นิยมจะเป็น อาหารแหง้ ยงั ไม่ไดป้ รุง 5 อยา่ ง ไดแ้ ก่ วนุ้ เสน้ เห็ด หู
หนู ดอกไมจ้ ีน ฟองเตา้ หู และเห็ดหอม นอกจากน้ี กม็ ีผลไมแ้ ละขนมไหวพ้ ระจนั ทร์ ขนมโก้
ขนมเปี๊ ยะ ต่าง ๆ เคร่ืองไหวต้ ่าง ๆ ไดแ้ ก่ ธูป เทียน กระถางธูป ๆ กระดาษเงินกระดาษทองลาย
โป๊ ยเซียน (เรือนแกว้ ภทั รานุประวตั ิ, 2557, หนา้ 182)

วนั กนิ เจ (九皇斋节) ประกอบพธิ ีกรรมสาคญั หลายประการที่สาคญั ไดแ้ ก่ การสวด
มนตโ์ ดยพระสงฆ์ ตลอด 9 วนั 9 คืน การรับเจา้ การอ่าน โองการถวายรายงาน (ถกั เปี ยว)
การเวยี นธูป พธิ ี สะเดาะเคราะห์บูชาดาว (ไปเชา้ ) พิธีกรรมการลอย กระทง (ป๊ิ งจุย้ เตง็ ) และ การ
ส่งเจา้

วนั เช็งเม้ง (清明节 ) กิจกรรมสาคญั ในเทศกาลเช็งเมง้ ไดแ้ ก่ การ กาหนดวนั และนดั
หมายสมาชิกครอบครัวและเครือ ญาติสนิท การทาความสะอาดปัดกวาดสุสาน (ชาว จีน
เรียกวา่ ฮวงจุย้ ) รวมท้งั การประดบั ประดาใหส้ ุสาน สะอาด สวยงามเม่ือลูกหลานเดินทางมา
เคารพและ เซ่นไหว้ ปัจจุบนั มกั เป็นการวา่ จา้ งผดู้ ูแลสุสานเป็น ผทู้ า ส่วนอีกกิจกรรม เป็น
จุดมุ่งหมายหลกั ของ เทศกาล คือ การเซ่นไหวบ้ รรพบุรุษท่ีสุสาน (เรือนแกว้ ภทั รานุประวตั ิ,
2557, หนา้ 184)

24
สรุป

วนั สาคญั ของคนไทยเช้ือสายจีนมีที่มาและตานานท่ีหลากหลาย อีกท้งั ยงั มีการไหวห้ รือการ
จดั เตรียมพธิ ีการต่างๆที่คลา้ ยคลึงกนั กบั ประเพณีไทยไม่นอ้ ยเช่น วนั สารทจีนกบั วนั สารทเดือน
สิบของไทยทางภาคใตก้ ็มีลกั ษณะท่ีคลา้ ยกนั ด้งั น้นั ความหลากหลายทางวฒั นธรรมน้นั เรา
สามารถรักษาอตั ลกั ษณ์ท่ีเด่นชดั ซ่ึงสะทอ้ นใหเ้ ห็น ถึงความคิด ความเช่ือทางศาสนา ของบรรพ
บุรุษ ไวไ้ ดจ้ นกระทงั่ ปัจจุบนั

25

บรรณานุกรรม

FERNnyyy. ( 2560,กมุ ภาพนั ธ)์ เทศกาลสาคัญของจีน (online). สืบคน้ เมื่อ 8 สิงหาคม
2565 จาก https://shorturl.asia/gHLKe

เรือนแกว้ ภทั รานุประวตั ิ. (2557, เมษายน-มิถุนายน). “ความเชื่อกบั เทศกาลสาคญั ของชาวไทย
เช้ือสายจีน : การสืบทอดความเป็นจีนสู่ลูกหลานในสงั คมไทย”. วารสารวชิ าการ. 34(2), 180-
184.

ประสิทธ์ิ เงินชยั . (2558, มกราคม-เมษายน). “วนั สาคญั ของชาวไทยเช้ือสายจีน : ประเพณีจีนใน
ภาคตะวนั ออก” บทความวิชาการ. 7(1) , 105-113

26

คายืมจีนในไทย

องั ซัลนา พรหมใหม่

บทนา
ไทยและจีนเป็นมิตรประเทศที่ติดต่อเจริญสมั พนั ธไมตรี จึงมกั จะมีหลายคร้ังท่ีคนไทยมกั จะ

ยมื คาจากจีนมาใชอ้ ยบู่ ่อยๆ ภาษาจีนมีลกั ษณะคลา้ ยคลึงกบั ภาษาไทยมาก คือ เป็นภาษาคาโดด
มีเสียงวรรณยกุ ต์ เม่ือนาคาภาษาจีนมาใชใ้ นภาษาไทยซ่ึงมีวรรณยกุ ตแ์ ละสระประสมใชจ้ ึงทาให้
สามารถออกเสียงวรรณยกุ ตแ์ ละสระตามภาษาจีนไดอ้ ยา่ งง่ายดาย
1.คายืมจีนในไทย
1.1คายืมภาษาจีนที่มีใช้ในภาษาไทย ไทยและจีนเป็นมิตรประเทศท่ีติดต่อเจริญสมั พนั ธไมตรี
และคา้ ขายแลกเปลี่ยนสินคา้ และศิลปะ วฒั นธรรมอนั ดีงามมาชา้ นาน ชาวจีนที่มาคา้ ขายไดเ้ ขา้
มาต้งั ถ่ินฐานอยใู่ นประเทศไทยเป็นจานวนมาก ภาษาจีนจึงเขา้ มาสู่ไทยโดยทางเช้ือชาติ
นอกจากน้ีภาษาจีนและภาษาไทยยงั มีลกั ษณะที่คลา้ ยคลึงกนั จึงทาใหม้ ีคาภาษาจีนเขา้ มาปะปน
อยใู่ นภาษาไทยจนแทบแยกกนั ไม่ออก การยมื คาภาษาจีนมาใชใ้ นภาษาไทยน้นั เราไดม้ าจาก
ภาษาพดู ไม่ใช่ภาษาเขียน เพราะระบบการเขียนภาษาจีนต่างกบั ภาษาไทยมาก ภาษาจีนเขียน
อกั ษรแทนคาเป็นตวั ๆ ไม่มีการประสมสระ พยญั ชนะ คาภาษาจีนที่มีใชใ้ นภาษาไทย นามาเป็น
คาเรียกชื่อ เครื่องใชแ้ บบจีน ยาสมุนไพร สตั ว์ อาหาร เครื่องแต่งกาย ธุรกิจการคา้ มหรสพ และ
อื่น ๆ ภาษาจีนมีลกั ษณะคลา้ ยคลึงกบั ภาษาไทยมาก คือ เป็นภาษาคาโดด มีเสียงวรรณยกุ ตย์ เม่ือ
นาคาภาษาจีนมาใชใ้ นภาษาไทยซ่ึงมีวรรณยกุ ตแ์ ละสระประสมใชจ้ ึงทาใหส้ ามารถออกเสียง
วรรณยกุ ตแ์ ละสระตามภาษาจีนไดอ้ ยา่ งง่ายดาย คาภาษาจีนยงั มีคาที่บอกเพศในตวั เช่นเดียวกบั
ภาษาไทยอีกดว้ ย เช่น เฮีย(พ่ชี าย) ซอ้ (พีส่ ะใภ)้ เจ๊ (พส่ี าว) นอกจากน้ีการสะกดคาภาษาจีนใน
ภาษาไทยยงั ใชต้ วั สะกดตรงตามมาตราตวั สะกดท้งั 8 มาตราและมีการใชท้ ณั ฑฆาต หรือตวั
การันตด์ ว้ ย
1.2หลกั การสังเกตคาภาษาไทยทม่ี าจากภาษาจนี
1.นามาเป็นชื่ออาหารการกิน เช่น ก๋วยเต๋ียว เตา้ ทึง แป๊ ะซะ เฉากว๊ ย จบั ฉ่าย เป็นตน้
2.เป็นคาที่เกี่ยวกบั สิ่งของเครื่องใชท้ ี่เรารับมาจากชาวจีน เช่น ตะหลิว ตึก เกา้ อ้ี เก๋ง ฮวงซุย้
3.เป็นคาท่ีเก่ียวกบั การคา้ และการจดั ระบบทางการคา้ เช่น เจ๋ง บ๋วย หุน้ หา้ ง โสหุย้ เป็นตน้
4.เป็นคาที่ใชว้ รรณยกุ ตต์ รี จตั วา เป็นส่วนมาก เช่น ก๋วยจบั๊ ก๊ยุ เก๊ เก๊ก ก๋ง ตุ๋น เป็นตน้

27

สรุป
ภาษาจีนมีลกั ษณะคลา้ ยคลึงกบั ภาษาไทยมาก ทาใหม้ ีคาภาษาจีนเขา้ ปะปนอยใู่ นภาษาไทย
ดงั น้นั คายมื จีนในไทยจึงมกั พบไดเ้ ยอะในหลากหลายท่ี และหลากหลายรูปแบบ

28

บรรณานุกรม
หอ้ งสมุดบา้ นจอมยทุ ธ. (2559) “คายมื จีนในไทย” สืบคน้ เม่ือ 10 สิงหาคม 2565 จาก
https://www.baanjomyut.com/index.html
—----หอ้ งสมุดบา้ นจอมยทุ ธ. (2559) “คายมื จีนในไทย” สืบคน้ เมื่อ 10 สิงหาคม 2565 จาก
https://www.baanjomyut.com/index.html

29

ศาสนาและความเช่ือของชาวจนี ในประเทศไทย
ทิพยรัตน์ หุนแดง

บทนา
หากพดู ถึงความเชื่อของชาวจีนและชาวไทยแลว้ จะพบวา่ ท้งั 2 ชนชาติ มีความเช่ือและ

หลกั ถือปฏิบตั ิท่ีใกลเ้ คียงกนั โดยเฉพาะชาวจีนที่เขา้ มาอาศยั ในประเทศไทย ในปัจจุบนั ไดม้ ี
ขนบธรรมเนียมประเพณีท่ีกลมกลืนกบั ชาวจีนเดิมเป็นอยา่ งมาก แต่ถึงกระน้นั ในการดาเนินชีวติ
ชาวจีนยงั คงรักษาประเพณีด้งั เดิมท่ีมีการสืบทอดปฏิบตั ิกนั มาอยา่ งยาวนาน

1.ศาสนาและความเชื่อของชาวจีนในประเทศไทย
1.1 ความเช่ือของชาวจนี ในประเทศไทย

ชาวจีนเป็นกลุ่มคนท่ีอพยพมาจากเมืองจีนหลายระลอก นบั ต้งั แต่สมยั กรุงศรีอยธุ ยาเป็นตน้ มา
นบั เป็นกลุ่มคนจานวนมากท่ีสุด ที่อพยพมาจากประเทศอ่ืน และยงั คงรักษาความเช่ือ และ
ประเพณีของตนไวไ้ ดอ้ ยา่ งมีเอกลกั ษณ์ แมว้ า่ ส่วนหน่ึงจะปรับตวั หรือถูกกลืนไปกบั วฒั นธรรม
ส่ิงแวดลอ้ ม ในสงั คมไทย

ลกั ษณะความเช่ือทางศาสนาของชาวจีนในประเทศไทย ผสมผสานความเชื่อของพุทธ
ศาสนา การบูชาบรรพบรุ ุษ ลทั ธิเต๋า ลทั ธิขงจ้ือ และการนบั ถือเทพเจา้ ชาวจีนจะนิยมไหวเ้ จา้
และไหวบ้ รรพบุรุษ ในขณะเดียวกนั ก็ทาบุญตกั บาตร หรือใหล้ ูกบวชเรียนในพทุ ธศาสนา โดย
ไม่ถือวา่ มีความขดั แยง้ กนั ความเชื่อด้งั เดิมท่ีชาวจีนรับมาจากบรรพบุรุษที่สาคญั คือ

• ลทั ธิขงจื้อ
เป็นคาสอนท่ีมีความสาคญั ซ่ึงอธิบายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคนในสงั คมไวอ้ ยา่ งชดั เจน คือ
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งพอ่ แม่และลูกหลาน ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสามีภรรยา ความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งพีน่ อ้ ง หรือผใู้ หญ่กบั ผเู้ ยาว์ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งครอบครัวกบั ครอบครัว นอกน้นั ยงั มี
รายละเอียดอ่ืนๆ ท่ีเกี่ยวกบั ความสมั พนั ธข์ องผคู้ นในระดบั ต่างๆ ที่สาคญั คือ การเนน้ ความ
กตญั ญูกตเวทีต่อพอ่ แม่ และบรรพบรุ ุษ

30

• ลทั ธิเต๋า
เป็นคาสอนทางปรัชญา ท่ีวา่ ดว้ ยชีวติ กบั ธรรมชาติ สอนใหบ้ ุคคลดาเนินชีวติ โดยไม่ฝืน
ธรรมชาติ รู้จกั ตนเอง เอาชนะตนเอง รู้จกั พอ สอนใหร้ ู้จกั สนั โดษ สอนวา่ การปกครองท่ีดีน้นั
ไม่ควรใชอ้ านาจมาก ไม่ควรมีกฎระเบียบมาก ใหเ้ ป็นไปโดยธรรมชาติ เหมือนชีวิตในครอบครัว
เดียวกนั ต่อมาเต๋าไดป้ รับตวั ผสมผสานกบั พทุ ธศาสนานิกายมหายานในจีน ทาใหเ้ กิดมีซมั่ เมง
(ไตรสุทธิ) หรือพระผบู้ ริสุทธ์ิท้งั สาม คือ เล่าจื๊อ พอ่ นโกสี (เทพผสู้ ร้างโลก) และเงก็ เซียนฮ่องเต้
เป็ นตน้

• พุทธศาสนามหายาน
นอกจากจะช้ีทาง เพ่อื การพน้ ทุกข์ เหมือนคาสอนของพทุ ธศาสนา ฝ่ ายเถรวาท ยงั มีการ
ผสมผสานกบั ความเช่ืออื่นๆ มีพระพทุ ธเจา้ และพระโพธิสตั ว์ จานวนมากมาย พระพุทธเจา้ องค์
สาคญั ที่สุด คือ พระอมิตาภะ และพระโพธิสตั วอ์ งคส์ าคญั ที่สุด คือ พระอวโลกิเตศวร หรือ
กวนอิม หวั ใจการปฏิบตั ิธรรม คือ ตอ้ งมีท้งั ปัญญา และกรุณา ควบคูก่ นั ไป เนน้ การละความเห็น
แก่ตวั และทาประโยชน์แก่ส่วนรวม ซ่ึงเป็นท่ีมาขององคก์ รการกศุ ลต่างๆ เช่น มูลนิธิป่ อเตก็ ต๊ึง
โรงพยาบาลหวั เฉียว ถนน ศาลา โรงธรรม เป็นตน้

• การนับถือเทพเจ้า
เป็นความเชื่อที่เก่าแก่ท่ีสุดท่ีบรรพบุรุษไดถ้ ่ายทอดมา มีเทพเจา้ ประจาสถานท่ี ทะเล ภูเขา ป่ า
แม่น้า บา้ นเรือน ประจาอาชีพ เทพเจา้ ช้นั สูงท่ีมีคุณธรรมเป็นเลิศ ไดแ้ ก่ เทพเจา้ กวนอู เจา้ แม่
ทบั ทิม เป็นตน้ เทพเจา้ ช้นั สูงสุด ไดแ้ ก่ พระพทุ ธเจา้ พระโพธิสตั ว์ และเทพเจา้ ท่ีถือวา่ เป็นเซียน
ต่างๆ เช่น โป๊ ยเซียน เป็นตน้ จะมีศาลเจา้ ขนาดต่างๆ สร้างไวใ้ นชุมชน หรือสถานท่ีต่างๆ เพ่ือ
การสกั การะ

ประเพณีสาคญั ของชาวจีนท่ียงั เหลืออยู่ และไดร้ ับการปฏิบตั ิอยา่ งสม่าเสมอในประเทศ
ไทย มีหลายประเพณีดว้ ยกนั เช่น ตรุษจีน สารทจีน เชง็ เมง้ เทศกาลกินเจ เป็นตน้ พิธีกรรม
สาคญั ในแต่ละช่วงชีวติ ไดแ้ ก่ พธิ ีรับขวญั เดก็ พธิ ีแต่งงาน พธิ ีแซยดิ ครบรอบปี เกิดสาคญั เช่น
ครบหา้ รอบ หรืออายุ ๖๐ ปี พธิ ีกงเตก็ หรือพธิ ีศพใหผ้ ลู้ ่วงลบั โดยจดั เคร่ืองในพิธีที่
ประกอบดว้ ย กระดาษรูปทรงสมบตั ิในบา้ น เคร่ืองใชต้ ่างๆ เพ่ืออุทิศใหผ้ ตู้ าย

31

1.2 ความเชื่อเกย่ี วกบั วญิ ญาณ
ความเช่ือเก่ียวกบั วิญญาณของชาวจีน

• ความเชื่อในอานาจเทพเจา้ ธรรมชาติ ชาวจีนโบราณยงั เคารพนบั ถือวญิ ญาณ (Spirit)
หรือ บรรพบุรุษผลู้ ่วงลบั โดยมีความเชื่อวา่ วญิ ญาณของ บรรพบุรุษและภูตผตี ่าง ๆ (Animism)
สามารถ - ดลบนั ดาลใหเ้ กิดเหตุการณ์ท้งั ที่ดีและไม่ดีต่อชีวติ และครอบครัวท่ียงั คงมีชีวิตอยขู่ อง
พวกเขาได้ ดงั จะเห็นจากตาราเก่ียวกบั พธิ ีต่าง ๆ ท่ีเรียกวา่ หลีจ้ี

• พธิ ีกรรมบางอยา่ งที่ชาวจีนปฏิบตั ิยงั สะทอ้ น ใหเ้ ห็นวา่ พวกเขามีความเชื่อท่ีวา่ ทุกแห่งมี
วญิ ญาณ ทว่ั ไปหรือวิญญาณร้ายเที่ยวระเหเร่ร่อนอยตู่ ามสถาน ท่ีต่าง ๆ วญิ ญาณเหล่าน้ีอาจเป็น
วญิ ญาณของผทู้ ี่ถึง แก่กรรมตามที่สาธารณะหรือเป็นผทู้ ่ีถูกลูกหลาน ละเลยไม่เซ่นไหว้ จึงไดร้ ับ
ความอดอยากหิวโหย เมื่อ มีการเซ่นไหวจ้ ึงออกมาแยง่ ชิงของไหว้ หรือออกมา สร้างความเดือน
ร้อน เนื่องจากเป็นวญิ ญาณร้ายที่มี ความหิวโหย และความโกรธแคน้ ดงั น้นั เพอ่ื ที่จะมี ใหภ้ ูตผี
เหล่าน้ีหลอก หรือสร้างความเดือดร้อน เม่ือถึง เทศกาลสาคญั ทางศาสนาชาวไทยเช้ือสายจีนจึง
ตอ้ ง อุทิศบุญกศุ ลไปใหด้ วงวิญญาณไร้ญาติหรือผีหิวโหย

ความเช่ือพ้ืนฐานเกี่ยวกบั การบูชาบรรพบุรุษของชาวจีนอื่น ๆ มีดงั น้ี
1. ชาวจีนด้งั เดิม คนตายไม่ได้ ตายจากไป แต่ยงั คงวนเวียนอยู่ และคอยเฝ้าดูแล ความเป็นอยู่
อนุตรพยาบ
2. ความมีโชคหรืออบั โชคของตระกลู เป็นผล จากกศุ ลกรรมทีบรรพบรุ ุษไดส้ ะสมไวย้ ามท่ีมี
ชีวติ อยเู่ มื่อบรรพบุรุษวงกบั ไปแลว้ โรคระดา ของลูกหลาน

สรุป
ศาสนาและความเชื่อของชาวจีนในประเทศไทยมีมาต้งั แต่สมยั ก่อนแลว้ ชาวจีนจะนิยม

ไหวเ้ จา้ และไหวบ้ รรพบุรุษ ปัจจุบนั ชาวจีนท่ียงั เหลืออยยู่ งั มีการปฏิบตั ิรักษาธรรมเนียมอยู่ ยงั มี
ความเช่ือเกี่ยวกบั ภูตผวี ิญญาณและการไหวบ้ รรพบุรุษตามแบบฉบบั เดิม

32

บรรณานุกรม

เสรี พงศพ์ ศิ และคณะ. (2538,กนั ยายน) “ความเชื่อของชาวจนี ในประเทศไทย” สืบคน้ เม่ือ 10
สิงหาคม 2565 จาก
https://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=20&chap=1&page=t20-1-
infodetail09.html

เรือนแกว้ ภทั รานุประวตั ิ. (2557, เมษายน-มิถุนายน), “ความเชื่อเก่ียวกบั วญิ ญาณของชาวจีน :
การสืบทอดความเป็นจีนสู่ลูกหลานในสงั คมไทย” วารสารวชิ าการ, 34(2), 180-184


Click to View FlipBook Version