The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sophia.psu, 2022-11-01 00:21:59

แนวปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐจังหวัดชายแดนภาคใต้

แนวปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐฯ

พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 มาตรา 8(3) ระบุให้
จุฬาราชมนตรีมีอำ�นาจในการประกาศวันสำ�คัญทางศาสนาอิสลาม ทำ�ให้วันสุกดิบก่อนเข้า/
ออกจากรอมฎอน เหล่ามุสลิมต่างพากันติดตามข่างที่จุฬาราชมนตรีจะประกาศผ่านโทรทัศน์
ชอ่ งตา่ งๆ วา่ การเขา้ /ออก รอมฎอนตรงกบั วนั ใด เนอ่ื งจากความส�ำ คญั ของรอมฎอนและวนั ตรษุ
อดี ิลฟิฏรใิ นวถิ ีวฒั นธรรมของมุสลมิ น่นั เอง
กลา่ วในส่วนของวันตรุษอดี ลิ ฟฏิ รนิ ัน้ คือ วันถดั จากวนั สุดทา้ ยของเดอื นรอมฎอน เป็น
วนั แหง่ การเฉลมิ ฉลองอนั เนอ่ื งจากการไดป้ ฏบิ ตั ศิ าสนกจิ ส�ำ คญั ตลอดเดอื นรอมฎอนอนั ประเสรฐิ
ทผ่ี า่ นมา ทง้ั นกี้ ารเฉลมิ ฉลองในวถิ มี สุ ลมิ คอื การละหมาดอดี รว่ มกนั ในมสั ยดิ หรอื ในทโ่ี ลง่ กวา้ ง
การเยย่ี มเยยี นกนั ในหมญู่ าตมิ ติ รเพอ่ื นฝงู การมอบความชว่ ยเหลอื แกค่ นยากจน (ซะกาตฟฏิ เราะฮ)์
จึงทำ�ให้วนั นี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นและทรงความหมายอย่างย่งิ ส�ำ หรับมุสลิมทุกคน
ถดั จากวนั ตรษุ อดี ลิ ฟฏิ ริ กจ็ ะเปน็ ชว่ งถอื ศลี อดอกี 6 วนั ซง่ึ ไมใ่ ชภ่ าคบงั คบั แตเ่ ปน็ ศลี อด
อาสาสำ�หรบั คนท่ปี ระสงคอ์ านิสงส์สมบูรณ์ และเม่ือครบ 6 วัน แล้ว มุสลมิ ในพืน้ ท่ี 3 จังหวดั
ชายแดนภาคใต้ คอื ปตั ตานี ยะลา และนราธิวาส ได้สร้างวิถีวฒั นธรรมของตนเองขน้ึ คอื มีการ
ฉลองการถอื ศลี อด 6 วันดว้ ย เรยี กว่า “รายอแน” มกี ารเย่ยี มเยยี นญาติมติ ร และนำ�ครอบครวั
ออกไปท่องเท่ียวพักผ่อนกันมากกว่าช่วงอีดิลฟิฏริเสียอีก เน่ืองจากเป็นช่วงเวลาท่ีผู้คนไม่ต้อง
พะวงกับการถือศีลอดในวันร่งุ ขึน้ อีก น่ันเอง
5. วิถวี ฒั นธรรมอันเกดิ จากการประกอบพธิ ีฮัจญ์
การประกอบพธิ ฮี จั ญต์ อ้ งเดนิ ทางไปยงั เมอื งมกั กะฮปฺ ระกาศซาอดุ อี าระเบยี และใชเ้ วลา
ที่น่ันนานนับเดือน การเดินทางเพ่ือศาสนกิจน้ีของมุสลิมแต่ละคนจึงเป็นการเดินทางท่ีสำ�คัญ
สูงสุดในชีวิต ทำ�ให้การเดินทางแต่ละครั้งมีผู้ไปรับส่งเป็นจำ�นวนมาก การได้ทำ�ทานบริจาคแก่
บุคคลท่ีกำ�ลังจะไปประกอบศาสนกิจอันย่ิงใหญ่ ก็ถือเป็นส่ิงที่ผู้คนให้ความสำ�คัญไม่น้อย ด้วย
เปน็ การใหท้ หี่ วงั ว่าจะเป็นสะพานใหต้ นได้เดินไปสจู่ ดุ หมายนน้ั ดว้ ยในวนั หนึง่ ข้างหน้า
ฮาลาล – ฮารอม
การวางรากฐานชวี ติ ผ่านขอ้ บัญญัติ 5 ประการท่ีกล่าวมาข้างต้น ท�ำ ใหศ้ าสนกจิ ทั้ง 5
มิได้เป็นแค่พิธีกรรมท่ีไร้ความสัมพันธ์กับวิถีชีวิต แต่วิถีความเป็นมุสลิมเช่ือมโยงกับข้อบัญญัติ
ทง้ั 5 อยา่ งแยกไม่ออก โดยเฉพาะการละหมาดซ่ึงเปน็ เสมอื นหน่ึงการวางกรอบใหช้ ีวิตด�ำ เนิน
ไปภายใตก้ ฎกติกาที่พระเจ้าทรงบัญญตั ไิ วอ้ ย่างเครง่ ครัด
จงึ ไม่แปลกทม่ี ุสลมิ ผ้เู ครง่ ครัดในการละหมาดจะเคร่งครัดในเรื่องฮาลาล-ฮารอมด้วย

44
44 รายวิชาที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


ฮาลาล คือ สง่ิ ทอี่ สิ ลามอนุมตั ใิ หม้ สุ ลมิ บรโิ ภค ใช้ประโยชนห์ รอื ประพฤติปฏบิ ัตไิ ด้
ฮารอม คือ ส่ิงที่อิสลามไม่อนุมัติให้มุสลิมบริโภค ใช้ประโยชน์หรือประพฤติปฏิบัติได้
และการฝา่ ฝนื ขอ้ บัญญตั ินีน้ �ำ ไปสู่การมีบาปติดตัวผู้ฝา่ ฝืน
ฮาลาล ฮารอม จึงมไิ ด้เกย่ี วข้องเฉพาะเร่อื งอาหารการกนิ เทา่ นน้ั แตค่ รอบคลมุ วิถกี าร
ดำ�เนินชีวติ ของมุสลมิ ในทุกมติ ิ ทง้ั เรอื่ งเพศ อาหารการกิน การแต่งกาย การประกอบอาชีพการ
งาน และอ่ืนๆ
เปน็ ทมี่ าของการหา้ ม (ฮารอม) ถกู เนอ้ื ตอ้ งตวั กนั ระหวา่ งชายและหญงิ ทสี่ ามารถแตง่ งาน
กนั ได้ การบญั ญตั ใิ หส้ ตรตี อ้ งปกปดิ รา่ งกายอยา่ งมดิ ชดิ โดยเปดิ ไดเ้ ฉพาะใบหนา้ และฝา่ มอื เทา่ นนั้
และถอื วา่ การเปดิ เผยอวยั วะทีพ่ งึ ปิดเปน็ ส่งิ ตอ้ งหา้ ม (ฮารอม)
อย่างไรก็ตาม ส่ิงท่ีผู้คนมักคิดถึงเป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึงประเด็นฮาลาล ฮารอมก็คือ
เรอื่ งอาหารการกนิ เนอื่ งจากอาหารคอื สง่ิ ทจ่ี ะเขา้ ไปสรา้ งเลอื ดเนอ้ื ในรา่ งกาย และอสิ ลามกส็ อน
วา่ เลือดเนอ้ื ที่กอ่ เกดิ จากอาหารทฮ่ี ารอมจะต้องถูกชะลา้ งดว้ ยไฟนรกเท่านั้น
อาหารทฮี่ ารอมนี้ อาจมาจากหนึ่งหรอื สองสาเหตุ ตอ่ ไปนี้
1. ไดจ้ ากการประกอบอาชีพท่ฮี ารอม หรือ ไดม้ าด้วยวธิ กี ารท่ีฮารอม ตัวอย่างอาชีพที่
ฮารอม กเ็ ชน่ การค้าขายสิ่งเสพติดหรือส่งิ มึนเมา สว่ นตวั อย่างของวิธีการทฮ่ี ารอม ก็เช่น การ
ขโมย เป็นต้น ดงั นั้นอาหารทถ่ี กู ขโมยมาหรอื อาหารท่ซี ้อื มาด้วยเงนิ ซง่ึ มาจากการขายส่ิงมึนเมา
จงึ เป็นอาหารฮารอม
2. ฮารอมด้วยตัวของอาหารเอง
อาหารฮารอมประเภทน้ีถูกระบุในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานบท อัลมาอิดะฮฺ 5: 3 มี
ใจความวา่ :
“เปน็ สง่ิ ทตี่ อ้ งหา้ มส�ำ หรบั พวกเจา้ (การบรโิ ภค) สตั วท์ ต่ี ายเอง เลอื ด เนอื้ สกุ ร สตั วท์ ถี่ กู
เชือดด้วยนามของส่ิงอ่ืนใดนอกเหนอื จากอลั ลอฮฺ สตั ว์ที่ถูกรัดคอ ถกู ขว้าง ตกจากทส่ี งู ถกู ขวดิ
สตั วท์ ถี่ กู สตั ว์ปา่ กนิ ยกเว้น เมื่อพวกเจ้าสามารถเชือดทนั และสตั วท์ ถ่ี กู เชือดเพ่อื บชู ายญั ...”
จากโองการนี้ สตั วท์ อี่ นมุ ตั ใิ หบ้ รโิ ภคได้ เชน่ เปด็ ไก่ ววั ควาย แตห่ ากถกู เชอื ดโดยบคุ คล
ทมี่ ิใชม่ สุ ลิมยอ่ มนับเป็นสงิ่ ฮารอมส�ำ หรับมสุ ลิม เพราะมันไม่ได้ถูกเชือดดว้ ยนามแหง่ อลั ลอฮฺ
การเชือดสัตว์โดยเอ่ยพระนามอัลลอฮฺก่อนเชือด เป็นเงื่อนไขสำ�คัญของการบริโภค
สำ�หรับมุสลิม เพราะชีวิตทุกชีวิตมีค่าในตัวเอง แม้จะเป็นสัตว์เดรัจฉาน จึงห้ามฆ่าส่งเดช แต่
หากมีความประสงค์ต้องการนำ�มาเป็นอาหาร ก็ต้องขอพระราชานุญาติจากอัลลอฮฺผู้ทรงสร้าง
ชีวิตกอ่ น ซงึ่ นน่ั ก็คอื การเอย่ นามของพระองคก์ ่อนเชือด นน่ั เอง โดยนัยนผ้ี ้ทู มี่ ิใช่มสุ ลิมแม้จะ
เชือดสัตว์อย่างถูกวิธีแต่ก็ไม่เป็นที่ฮาลาลสำ�หรับมุสลิม เนื่องจากปัจจัยด้านความศรัทธาท่ีจะ
ต้องขอพระราชานุญาติจากอลั ลอฮฺไม่มอี ยูใ่ นการเชอื ดน้นั

รายวิชาที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 45


ข้อพึงปฏิบัติและละเว้นปฏิบัติสำ�หรับเจ้าหน้าท่ีของรัฐในการปฏิบัติราชการในจังหวัด
ชายแดนใต้
การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีของรัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชาชนมีความ
เชอ่ื อตั ลกั ษณ์ วถิ ชี วี ติ เฉพาะถน่ิ ทแ่ี ตกตา่ งจากพน้ื ทอ่ี นื่ ๆ ของประเทศจากอดตี จนถงึ ปจั จบุ นั พบ
วา่ การขาดความรคู้ วามเขา้ ใจในมติ ศิ าสนาและวฒั นธรรมเปน็ หนง่ึ ในสาเหตสุ �ำ คญั ทสี่ รา้ งเงอื่ นไข
ความไมพ่ อใจตอ่ คนในพนื้ ท่ี และในทางตรงกนั ขา้ ม ความรคู้ วามเขา้ ใจและความตระหนกั ในมติ ิ
ขา้ งตน้ ซง่ึ สะทอ้ นผา่ นการปฏบิ ตั ขิ องเจา้ หนา้ ของรฐั กเ็ ปน็ ตวั แปรส�ำ คญั ทจี่ ะท�ำ ใหป้ ระชาชนเกดิ
ความไวเ้ น้อื เช่ือใจและสร้างความสมั พนั ธท์ ่ดี ีขน้ึ
และจากการทป่ี ระเดน็ ดา้ นความเชอ่ื วถิ ปี ฏบิ ตั ิ และวถิ ชี วี ติ ทางศาสนา มคี วามซบั ซอ้ น
หลากหลาย และปรบั เปลยี่ นไปตามบรบิ ทของพนื้ ทแ่ี ละกาลเวลา ขอ้ แนะน�ำ ทม่ี าจากความรขู้ อง
นักวิชาการศาสนา และประสบการณ์ของนักปกครองท่ีเข้าใจในมิติความเชื่อจึงเป็นส่ิงสำ�คัญที่
เจา้ หนา้ ของรฐั ควรท�ำ ความเขา้ ใจ
ข้อพึงปฏิบตั ิสำ�หรบั เจา้ หน้าทีข่ องรฐั : มุมมองจากนักวิชาการศาสนา
1. การแสวงหาความรอู้ ยา่ งสมำ่�เสมอ
ข้าราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรหมั่นหาความรู้เพ่ิมเติมอยู่เสมอ โดย
เฉพาะประเดน็ วฒั นธรรมและวิถีมสุ ลมิ ซึ่งเปน็ คนสว่ นใหญข่ องพ้ืนท่ี เน่อื งจากความไมร่ อู้ าจนำ�
ไปสู่การปฏบิ ตั ิท่ีขดั แยง้ กบั วัฒนธรรมของประชาชน อนั เปน็ วัฒนธรรมท่ีมรี ากจากความศรัทธา
ตอ่ ศาสนาอสิ ลามอยา่ งแรงกลา้ จงึ มคี วามออ่ นไหวเปน็ พเิ ศษหากศาสนกิ อนื่ แสดงพฤตกิ รรมทไี่ ม่
ให้เกยี รติ หรอื ไมใ่ หค้ วามเคารพ
นอกจากนป้ี ระเดน็ ส�ำ คญั ทค่ี วรตระหนกั คอื ความรนุ แรงในพนื้ ทน่ี ้ี สว่ นหนง่ึ มาจากความ
รสู้ กึ ของประชาชนวา่ ขา้ ราชการไมม่ คี วามจรงิ ใจและปรารถนาทจี่ ะท�ำ ลายวฒั นธรรมอสิ ลามซงึ่
เป็นวถิ ีชวี ติ ของตน
2. การรูจ้ ักให้เกยี รติบุคคลทสี่ ังคมเคารพนับถอื
หลักธรรมที่อิสลามพร่ำ�สอนทำ�ให้สังคมมุสลิมให้ความเคารพต่อผู้นำ�ตามโครงสร้าง
ชมุ ชนเองซงึ่ แตกตา่ งจากโครงสรา้ งทร่ี ฐั ก�ำ หนด โครงสรา้ งชมุ ชนทเี่ กดิ จากค�ำ สอนของศาสนา กอ่
ให้เกดิ ผูน้ ำ�องค์กรศาสนา คอื “อิหมา่ ม” ซ่ึงเป็นผ้บู รหิ ารสูงสดุ ของสถาบันมัสยดิ มหี นา้ ทนี่ ำ�พา
ประชาชนในชุมชนของตนซึ่งเรียกกันว่า “สัปบุรุษ” ให้ดำ�เนินชีวิตในกรอบหลักธรรมอิสลาม

46
46 รายวชิ าที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


ผา่ นการสงั่ สอน ตกั เตือน หรอื การวางระบบระเบียบทป่ี อ้ งกนั ชุมชนจากความเลวร้ายต่าง ๆ
อหิ มา่ มเปน็ ผทู้ ส่ี ปั บรุ ษุ เลอื กตง้ั ขนึ้ มาและด�ำ รงอยใู่ นต�ำ แหนง่ ตลอดชวี ติ ยกเวน้ ลาออก
หรอื เสยี ชีวติ หรอื ถกู ให้ออกโดยคณะกรรมการอิสลามประจ�ำ จังหวัด
นอกจากอหิ มา่ มแลว้ ชมุ ชนมสุ ลมิ ยงั ใหค้ วามเคารพเปน็ อยา่ งสงู ตอ่ “บาบอ” ซง่ึ กค็ อื ครู
ผู้ประสิทธิประสาทวชิ าความร้แู กค่ นในชมุ ชน เปน็ เจ้าของสถาบันปอเนาะหรอื โรงเรยี น อนั เปน็
สถานที่อบรมสั่งสอนบุตรหลานของคนในชุมชน เนื่องจากเป็นบทบาทท่ีอิสลามให้การยกย่อง
เชิดชู จึงทำ�ใหม้ สุ ลมิ มองผรู้ ู้ผสู้ อนหนงั สือดว้ ยสายตาเคารพด้วย
3. การใหเ้ กยี รตสิ ถานท่ี
สถานทท่ี ส่ี �ำ คญั ทส่ี ดุ ในชมุ ชนมสุ ลมิ คอื มสั ยดิ ซงึ่ ถอื กนั วา่ เปน็ พระราชฐานแหง่ อลั ลอฮฺ
พระผเู้ ปน็ เจา้ ในแงน่ ไ้ี มไ่ ดห้ มายความวา่ พระเจา้ ทรงสถติ อยใู่ นมสั ยดิ แตก่ ารเรยี กมสั ยดิ ว่าเปน็
พระราชฐานแห่งอัลลอฮฺ กเ็ พื่อให้ผคู้ นได้รับรู้ถงึ ความศักดิ์สทิ ธิของมัสยดิ ในฐานะศนู ย์กลางใน
การประกอบศาสนกิจและกจิ รรมดี ๆ ทศ่ี าสนาสง่ เสรมิ ทง้ั ปวง รวมทง้ั ให้รับรู้ว่าการกระทำ�ใด ๆ
อันศาสนาถือว่าเลวร้ายในมสั ยดิ เปน็ บาปกรรมทหี่ นักหนากวา่ การกระท�ำ ในทอ่ี นื่ ๆ
มสั ยดิ ไมไ่ ดเ้ ปน็ สถานทตี่ อ้ งหา้ มส�ำ หรบั ผทู้ ไี่ มไ่ ดน้ บั ถอื ศาสนาอสิ ลามแตอ่ ยา่ งใด แตก่ าร
เขา้ ไปต้องมเี หตุผลท่ีศาสนายอมรับ เชน่ เพ่อื การศกึ ษา หรือการปรกึ ษาหารอื เปน็ ต้น และเมอ่ื
ตอ้ งการเขา้ ไปในมสั ยิด ก็ควรรักษามารยาทอนั พึงปฏบิ ตั ิ เช่น
(1) ขออนุญาตจากอิหม่ามหรือคณะผู้บริหารมสั ยิดเสยี ก่อน
(2) เข้าไปในมสั ยิดโดยต้องไมม่ ีกลน่ิ สรุ าหรืออยใู่ นสภาพมนึ เมา
(3) ผเู้ ขา้ ไปในมสั ยดิ ตอ้ งแตง่ กายสภุ าพเรยี บรอ้ ย ปกปดิ เอารตั (อวยั วะทศ่ี าสนาอสิ ลาม
บัญญตั ิใหป้ กปิด) โดยเฉพาะสตรี ซึ่งตอ้ งปกปิดรา่ งกายทุกส่วน ยกเวน้ ใบหน้าและฝ่ามอื สว่ น
ผูช้ ายต้องนุ่งกางเกงขายาวให้เรียบรอ้ ย เพราะการเปดิ เขา่ ถือเปน็ การเปดิ เอารัต
(4) ไม่สวมรองเทา้ เขา้ ไปในมัสยิด
(5) ไมส่ ่งเสียงเอะอะโวยวายในมสั ยดิ
4. การใหเ้ กียรติศาสนา
สงั คมมสุ ลมิ กเ็ หมอื นสงั คมอน่ื ๆ ทมี่ คี นหลากหลายประเภท แมค้ นสว่ นใหญจ่ ะเครง่ ครดั
ในการปฏิบัติตนตามหลักศาสนา แต่ย่อมมีคนบางส่วนที่ไม่เคร่งครัดในเรื่องดังกล่าว ผู้ที่ไม่
เคร่งครัดอาจใช้ชวี ติ ตามกระแสสงั คมส่วนใหญ่ท่ไี มค่ อ่ ยเอาใจใส่ตอ่ หลักปฏบิ ตั มิ ากนกั เช่น ไม่
เคร่งเรื่องละหมาด อาจด่มื เหลา้ หรอื ไม่เคร่งครดั เรื่องอาหารฮาลาล อาจเข้าร่วมงานร่ืนเริงหรอื
พิธีกรรมทางศาสนาอ่ืนท่ีอิสลามไม่อนุญาต แต่การปฏิบัติของคนเหล่านี้ย่อมไม่อาจนำ�มาเป็น

รายวิชาที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 47


บรรทดั ฐานทางสงั คมของมสุ ลมิ ได้ เนอื่ งจากเปน็ การปฏบิ ตั ขิ องคนกลมุ่ นอ้ ย ซง่ึ ความเขา้ ใจทาง
ศาสนามอี ยู่นอ้ ยนดิ
ดงั นน้ั ขา้ ราชการจงึ ไมค่ วรน�ำ พฤตกิ รรมของมสุ ลมิ บางคน ทไี่ มเ่ ครง่ ครดั ระเบยี บปฏบิ ตั ิ
ทางศาสนา มาเปน็ ขอ้ อา้ งในการชกั ชวนมสุ ลมิ สว่ นใหญใ่ หป้ ฏบิ ตั เิ ชน่ นน้ั ดว้ ย โดยอา้ งวา่ เหน็ บาง
คนปฏิบตั ิได้คนอนื่ ก็สมควรปฏิบตั ิได้ เชน่ กัน
การกระทำ�เช่นนั้นอาจกระทบกระเทือนความรู้สึกของมุสลิมส่วนใหญ่ และทำ�ให้มอง
ไดว้ ่าขา้ ราชการดังกลา่ วไม่ให้เกยี รติต่อศาสนา
การใหเ้ กยี รตติ อ่ ศาสนาอกี รปู แบบหนงึ่ คอื เมอ่ื จดั กจิ กรรมใด ๆ ทมี่ กี ารเชญิ ขา้ ราชการ
หรือประชาชนท่ีนับถือศาสนาอิสลามเข้าร่วม ควรเลือกสถานที่ซึ่งมีอาหารฮาลาลบริการผู้ร่วม
กิจกรรม เนื่องจากหากจัดในสถานที่ไม่มีอาหารฮาลาลบริการ ย่อมสร้างความลำ�บากแก่ผู้เข้า
รว่ มที่เปน็ มุสลิม ท�ำ ใหต้ ้องออกไปรบั ประทานอาหารข้างนอก และยงั สะท้อนดว้ ยวา่ ผจู้ ดั เข้าใจ
ประเดน็ ฮาลาลผวิ เผนิ อยา่ งยงิ่ คอื เขา้ ใจเพยี งวา่ เมอื่ ไมม่ หี มมู สุ ลมิ กย็ อ่ มทานทกุ อยา่ งได้ รวมทงั้
เป็ด ไก่ ที่เชอื ดโดยบุคคลท่ไี ม่ใชม่ สุ ลิมด้วย ซ่ึงนับเป็นความเข้าใจผดิ อย่างมหนั ตท์ เี ดียว
ข้อพงึ ปฏบิ ตั ิสำ�หรับเจ้าหนา้ ที่ของรัฐ: มมุ มองจากนักปกครอง1
1. สิ่งท่ีควรคำ�นึงถึงในการปฏิบัติงานในสังคมที่มีความแตกต่างด้านความเช่ือและ
วถิ ปี ฏบิ ตั ิทางศาสนา
ความเคยชินหรือความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมท้องถิ่น จะช่วยลดโอกาสท่ีจะเกิดข้อผิด
พลาดในการทำ�งาน รวมถึงยังช่วยลดความเส่ียงในการทำ�งาน และก่อให้เกิดประโยชน์ในการ
อยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม การที่เจ้าหน้าที่รัฐต้ังเป้าหมายว่าต้องการทำ�ตัวให้คุ้นเคยกับ
ท้องถิ่นท่ีตนปฏบิ ัติงาน เป็นวิธคี ิดท่ีจะท�ำ ให้ตนศกึ ษาเรยี นรู้ ทำ�ความเข้าใจ และปรบั ตวั ให้เข้า
กบั พืน้ ทีแ่ ละผูค้ นในลำ�ดับถัดมา
2. พทุ ธเขา้ ใจมุสลมิ – มุสลมิ เขา้ ใจพทุ ธ: “เข้าถึงซึง่ กนั และกัน”
แม้ข้อแนะนำ�หลักสำ�หรับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานในพ้ืนท่ีมักจะมุ่งเน้นไปใน
ลกั ษณะทใี่ หท้ �ำ ความเขา้ ใจกบั หลกั ความเชอื่ และการปฏบิ ตั ขิ องมสุ ลมิ สบื เนอ่ื งจากการทม่ี สุ ลมิ
เป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศไทยและเป็นกลุ่มประชากรหลักของพ้ืนท่ีชายแดนใต้ท่ีมีความเช่ือ
แตกตา่ งจากชนสว่ นใหญข่ องประเทศ และขา้ ราชการสว่ นใหญใ่ นอดตี ไมไ่ ดน้ บั ถอื ศาสนาอสิ ลาม
แตเ่ มอื่ พจิ ารณาจากสภาพเงอื่ นไขทางสงั คมในปจั จบุ นั ทใ่ี นพน้ื ทจี่ งั หวดั ชายแดนภาคใตเ้ รมิ่ ทจ่ี ะ
มเี จา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ทเี่ ปน็ มสุ ลมิ มากขนึ้ และเปน็ พนื้ ทท่ี ม่ี ที ง้ั ชมุ ชนพทุ ธและมสุ ลมิ กอปรกบั ระยะ

48
48 รายวชิ าที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


หลงั เรมิ่ ทจี่ ะมคี วามรสู้ กึ จากชาวพทุ ธซงึ่ เปน็ ชนกลมุ่ นอ้ ยของพน้ื ทว่ี า่ ตนก�ำ ลงั ถกู คกุ คามและรสู้ กึ
ไมป่ ลอดภยั รวมทงั้ ไมไ่ ดร้ บั การปฏบิ ตั หิ รอื การสนบั สนนุ ในดา้ นศาสนาและศลิ ปะวฒั นธรรมจาก
รัฐอย่างเป็นธรรม ทำ�ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจำ�เป็นที่จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนัก
รวมถึงความต้องการในประเด็นทางศาสนาทั้งอิสลามและพุทธ เพ่ือไม่ให้เกิดเงื่อนไขของความ
ขดั แย้งขึ้นมาใหม่
อย่างไรก็ตาม ในฐานะท่ีผู้เขียนเป็นนักปกครองท่ีนับถือศาสนาพุทธที่มีภูมิลำ�เนาเดิม
ในจังหวัดนราธิวาส จึงขอเน้นการนำ�เสนอข้อแนะนำ�ในการทำ�ความเข้าใจวิถีชีวิตของชาวไทย
มสุ ลมิ ท่อี ยู่ร่วมกบั ชาวไทยพุทธ โดยเนน้ หลกั “เข้าถงึ ซึ่งกนั และกนั ” ซึ่งเปน็ หลกั ทผ่ี ู้เขียนนำ�มา
จากพระราชด�ำ รสั ของในหลวงรชั กาลที่ 9 “เขา้ ใจ เขา้ ถงึ พฒั นา” ซงึ่ นอกเหนอื จากจะตอ้ งเขา้ ใจ
ซ่ึงกนั และกันไมว่ า่ จะเป็นศาสนาใดกต็ ามแล้ว เขา้ ถงึ เปน็ สง่ิ ทผี่ ้เู ขยี นมองว่าสำ�คัญที่สุด ซ่ึงหาก
มองจากหลักพทุ ธศาสนา คอื การสมั ผัส การเรียนรู้

1ภมู หิ ลงั ของผเู้ ขยี น (นายกติ ติ กติ ตโิ ชควฒั นา) พน้ื เพเปน็ คนจนี ทห่ี นภี ยั คกุ คามจากความยากจนมา
อยู่นราธวิ าส ณ บา้ นกำ�ปงปแี ซ อำ�เภอย่ีงอ มแี ม่ 3 คน ประกอบด้วย แมจ่ นี ซ่งึ มลี ูก 5 คน แมม่ ลายู และแม่
ไทยมีลูก 1 คน ข้อไดเ้ ปรียบคือ แม่ท่เี ปน็ มุสลิมจะสอนให้ระมดั ระวังและทำ�ใหเ้ กิดความรอบรแู้ ละความแตก
ต่างจากแม่ไทยพุทธและแม่จีนท่ีทำ�ให้เกิดความเคยชิน สมัยท่ีเป็นเด็ก ท่ีบ้านพูดภาษาจีน และภายในบ้าน
ไม่พดู ภาษาไทย อกี ทงั้ ตอนประถมศึกษาก็ไดเ้ ขา้ ไปเรียนในโรงเรยี นจนี จบการศึกษารัฐศาสตรบณั ฑิต (การ
ปกครอง) จากมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ เกยี รตนิ ยิ มอนั ดบั หนงึ่ ตอ่ มากไ็ ดย้ า้ ยกลบั มาท�ำ งานในพน้ื ทชี่ ายแดน
ใต้เนื่องจากเคยมีต้นทุนในการดำ�เนินชีวิตในพื้นท่ีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นภาษามลายูถิ่น ความเข้าใจในความ
หลายหลายของพหุวฒั นธรรม เคยรบั ราชการเป็นนายอำ�เภอบันนังสตา สายบุรี ระแงะ รือเสาะ รามัน เป็น
ปลัดจังหวัดสตูลและพัทลุง หลังจากนั้นกลับมาเป็น รองผู้อำ�นวยการ ศอ.บต. เกษียณอายุในตำ�แหน่งผู้ว่า
ราชการจงั หวดั ยะลา เนอื่ งจากเคยเปน็ ลา่ มภาษามลายถู วายพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั และสมเดจ็ พระนาง
เจา้ พระบรมราชินนี าถ และเมื่อคร้ังพระราชนิ ี เสด็จจังหวดั ยะลา วนั ท่ี 4 ตุลาคม 2544 ทรงตรัสไวว้ ่า เมือง
ยะลาน่าอยู่ ผู้คนนา่ รัก จึงเลือกอยู่จงั หวดั ยะลา

รายวชิ าท่ี 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 49


3. ขอ้ ควรรแู้ ละขอ้ พงึ ระวงั ในมิติศาสนา
1. การศกึ ษาเรยี นรหู้ ลกั ค�ำ สอนทางศาสนาและการปฏบิ ตั ทิ ส่ี บื เนอื่ งจากหลกั ศาสนา
เราจ�ำ เปน็ ตอ้ งรหู้ ลกั ทเ่ี ปน็ ขอ้ บญั ญตั หิ รอื หลกั การสอน เชน่ มสุ ลมิ ตายแลว้ ตอ้ งฝงั หรอื
ในเรอื่ งของพระเจา้ เขาเช่ืออยา่ งไรเราต้องมองตามความเช่ืออยา่ งนนั้ หากเราตอ้ งการเป็นเพื่อน
ทด่ี กี บั เขา สว่ นเรอ่ื งของการปฏบิ ตั คิ นละสายคดิ ทางศาสนา กอ็ ยา่ ไปคดิ แทนเขาแตเ่ ราท�ำ ตามได้
และต้องบอกกบั ส่ิงทเ่ี ขาทำ�ว่าดี ถ้าเราไปบอกวา่ ไมด่ ีเทา่ กับวา่ เราไปสรา้ งความขดั แยง้

“เพราะฉะนนั้ เราไมม่ สี ทิ ธทิ จี่ ะไปสรา้ งความขดั แยง้ ในเรอ่ื งของความเชอ่ื ความ
ศรทั ธา และขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม”
สิ่งท่ีชาวบ้านหรือเพ่ือนร่วมงานเขายึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ วิถีชีวิตประจำ�วัน
ถือเป็นความเสี่ยงที่ว่า หากเราไม่เข้าใจแล้วเข้าไปยุ่ง อาจเกิดความเสี่ยงข้ึนมาทันที แต่ถ้าเรา
เขา้ ใจในสงิ่ ทเ่ี ขาคดิ กอ็ าจจะไปดว้ ยกนั ได้ เขากจ็ ะเกดิ ความเชอื่ ถอื ไวว้ างใจ โดยเฉพาะการมคี วาม
ร้เู กีย่ วกบั หลักทัว่ ไปของศาสนาทด่ี ิน้ ไมไ่ ด้ เพราะตายตัว มีความเสี่ยงน้อย แต่ใหเ้ ขา้ ใจวา่ อาจมี
การปฏบิ ตั ใิ นรายละเอยี ดปลกี ยอ่ ยทแี่ ตกตา่ งหลากหลายอยภู่ ายใน อยา่ เอาตวั เราไปสรา้ งความ
ขัดแย้ง ไปป้อนความคิดที่ไม่เหมือนเขา เพราะเราไม่ใชผ่ ู้รขู้ องเขา ผู้รูข้ องเขากค็ ือผู้ทีเ่ ขาเช่ือถอื
ศรัทธาในเรื่องสอนเขาตั้งแต่แรก เขายึดถือในความถูกต้อง เช่น โต๊ะอีหม่าม โต๊ะครู ในแต่ละ
หมูบ่ ้านอาจจะไม่เหมอื นกนั ทง้ั ๆ ทเ่ี ปน็ มสุ ลิมด้วยกนั หรือแม้กระท่ังคนท่ีเป็นพทุ ธดว้ ยกัน ยงั
มคี วามเชอื่ ทแี่ ตกตา่ ง เชน่ ในเรอื่ งของการไวค้ วิ้ ไมไ่ วค้ วิ้ เปน็ ตน้ แมก้ ารไวค้ ว้ิ และไมไ่ วค้ วิ้ ไมไ่ ดเ้ ปน็
ประเดน็ ความขัดแยง้ ในพ้นื ทีช่ ายแดนใต้ เพราะไม่ค่อยให้ความสำ�คัญในเร่ืองของเร่อื งปลีกยอ่ ย
สรุปคือ ให้ศึกษาเรียนรู้ ท�ำ ความเขา้ ใจเรือ่ งความแตกต่างหลากหลาย
2. การจัดวางความคดิ ของตนเองท่ามกลางมมุ มองท่ีหลากหลาย “ไมด่ ว่ นสรุป ไม่
ด่วนตดั สิน”
ในประเด็นเก่ียวกับความแตกต่างหลากหลายภายในศาสนา เน่ืองจากพ้ืนท่ีชายแดน
ใต้มีความหลากหลายภายใน หลายพ้ืนที่ท่ีแม้จะมีหลักความเชื่อเหมือนกัน แต่การปฏิบัติบาง
อยา่ งอาจไมเ่ หมอื นกนั ฉะนนั้ หลกั ทว่ั ไปทต่ี อ้ งปฏบิ ตั ใิ นเวลาทเ่ี ราตอ้ งไปท�ำ งานตา่ งพนื้ ท่ี เราตอ้ ง
รู้ว่าที่น่ันมีความแตกต่างในเร่ืองอะไรบ้างจากความรู้ความเข้าใจเดิมของเรา ก่อนไปต้องศึกษา
เรยี นรบู้ รบิ ททคี่ วรหรอื ไมค่ วรปฏบิ ตั ิ เชน่ ขา้ ราชการจากตา่ งพนื้ ทที่ ต่ี อ้ งลงมาปฏบิ ตั งิ านในพน้ื ท่ี
ชายแดนใต้ ต้องปฐมนเิ ทศก่อน ทำ�ความเขา้ ใจวา่ คนทน่ี ม่ี อี ะไรบา้ งที่ไมเ่ หมอื นคนเชยี งใหม่ คน

50
50 รายวชิ าที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


อสี าน ทค่ี วรหรอื ไมค่ วรปฏบิ ตั ิ ตอ้ งเรยี นรลู้ ว่ งหนา้ หากมคี วามสนใจในเรอ่ื งใดตอ้ งถามจากผทู้ เี่ ขา
รู้ และเราต้องมีการปรบั ตวั ไม่ยดึ ติดในความร้ขู องเรามากจนเกนิ ไป ถา้ เราไม่แนใ่ จ ต้องถามเขา
ก่อน มองหาวา่ ผรู้ ้เู กง่ ๆ ในพื้นท่นี ้ันๆ คือใคร จะไดไ้ ม่เอาสิง่ ทีเ่ ราเชอ่ื ไปสร้างความขดั แยง้ อะไร
ท่ีไม่เหมอื นกับทีเ่ ราคิด อย่าดว่ นสรุปหรือตดั สนิ ว่าถูกหรือผดิ
โดยทวั่ ไป ชาวบา้ นเขาจะมองขา้ ราชการเปน็ หลกั ในการปกครอง ปกตเิ ขาจะเชอื่ คนอยู่
2 กลมุ่ ในชมุ ชนคอื ผนู้ �ำ ศาสนา กบั ผปู้ กครองทเี่ ปน็ ฝา่ ยบา้ นเมอื ง ไมว่ า่ จะเปน็ ก�ำ นนั ผใู้ หญบ่ า้ น
หรอื ขา้ ราชการ ถา้ สง่ิ ทผี่ ปู้ กครองหรอื ขา้ ราชการไปบอกหรอื ใหข้ อ้ มลู ไมต่ รงกบั สงิ่ ทคี่ นในชมุ ชน
เล่ือมใสยึดม่ันถือม่ันได้สอนไว้ เชื่อจากผู้นำ�ศาสนาของชุมชนท่ีเขาเชื่อถือศรัทธา เพราะฉะน้ัน
เวลาเราเข้าไปพื้นทีจ่ ะกอ่ ใหเ้ กิดความไมน่ า่ เช่ือถือ และไมไ่ วว้ างใจ
ในเรือ่ งของการเรยี นรูแ้ ละศกึ ษาพื้นท่ี สิง่ ทต่ี อ้ งเน้นเป็นพเิ ศษ คอื การพูดคุยกบั ผู้รใู้ น
พ้ืนที่ที่ชาวบ้านเขาเคารพศรัทธา จะเป็นโต๊ะครู อุสตาซ โต๊ะอีหม่าม เช่น ในการละหมาดวัน
ศกุ รเ์ ราจะรวู้ า่ ใครเปน็ อหี มา่ ม หรอื บาบอทปี่ อเนาะ และบา้ งกจ็ ะเปน็ คนทชี่ าวบา้ นนบั ถอื ศรทั ธา
ยอมรบั ในตวั ของคนทม่ี มี านาน หรืออาจจะเรยี กวา่ ปราชญช์ าวบา้ น ทมี่ ีภูมิปญั ญา สะสมความ
รูใ้ นเรือ่ งของวถิ ี ความคดิ ศิลปวัฒนธรรม บุคคลเหลา่ คอื ภูมปิ ญั ญาผ้รู ู้ ในชุมชน คนกล่มุ น้ีจะ
เปน็ เกราะทางความคดิ คมุ้ ครองเรา ใหเ้ ราปลอดจากการเผชญิ ความเสย่ี งในเรอ่ื งของความเขา้ ใจ
ผดิ หรอื ความคดิ ทไ่ี มถ่ กู ตอ้ ง ผเู้ ขยี นคดิ วา่ ถา้ เราท�ำ ไดอ้ ยา่ งนี้ ในทสี่ ดุ ชาวบา้ นจะเกดิ ความรสู้ กึ ทดี่ ี
ไมต่ อ้ งไปสงสยั วา่ คนนน้ั เขาพดู อะไร ในสงิ่ ทผ่ี ดิ เขาจะไมพ่ ดู สง่ิ ทไี่ มถ่ กู เขาจะไมป่ ลอ่ ยปละละเลย
และจะไมแ่ นะน�ำ เขาจะไมเ่ อาในสิง่ ทีไ่ มถ่ ูกตอ้ งมาบอกใหเ้ ราทำ� กอ่ นทำ�หรอื ด�ำ เนนิ การอะไรก็
แลว้ แต่ ควรไปคยุ กบั ผรู้ ใู้ นพน้ื ทใ่ี หเ้ กดิ ความมน่ั ใจและไดข้ อ้ แนะน�ำ ทถ่ี กู ตอ้ ง...นคี่ อื เรอื่ งของการ
สมั ผัสทางลึก
กรณีที่นโยบายหรือว่าเนื้อหาอะไรก็ตามในเชิงของพัฒนานั้น ในพ้ืนที่อาจจะขัดกับวิถี
ชวี ติ ความเชอ่ื ของชาวบา้ น ยกตวั อยา่ งเชน่ ถา้ ขา้ ราชการของกระทรวงสาธารณสขุ ทตี่ อ้ งสอื่ สาร
เร่ืองวคั ซีน การได้รับวคั ซีนอะไรตา่ ง ๆ อาจจะไม่ใช่ประเดน็ ท่เี ช่อื มโยงกับหลักศาสนาโดยตรง
แต่ก็อาจมีความเชื่อมโยงกับศาสนาด้วย ดงั ท่ีเขาบอกว่า มสี ว่ นผสมของหมูอะไรตา่ ง ๆ มีวิธีคดิ
อยา่ งไร ส่ือสารกบั ผ้รู ู้ในชุมชนก่อน สรา้ งความเข้าใจใหผ้ ูร้ ู้ เพราะมีคนเช่ือและปฏิบตั ิตาม อาจ
จะเป็นก�ำ นันในสมยั ก่อนก�ำ นันผู้ใหญบ่ า้ น ระยะหลังเปน็ โตะ๊ อหี มา่ ม อุสตาซ
3. การส่อื สารเชิงรุกท่ีรวดเร็วแต่รอบคอบและลกึ ซ้ึง
แม้ในสมัยก่อนผู้นำ�ชุมชนมีอิทธิพลต่อชาวบ้านสูง แต่สมัยนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว
เพราะว่าโต๊ะครู อุสตาซ มีอิทธิพลในเร่ืองของการสอน ในหนึ่งปีจะมีเยาวชนที่ออกจาก
ปอเนาะ อยู่ในหมู่บ้านเต็มไปหมด เยาวชนต่าง ๆ ในชุมชนได้รับอิทธิพลทางความคิดจาก

รายวชิ าที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 51


โตะ๊ ครู โต๊ะอีหมา่ ม อสุ ตาซ ในปอเนาะและชุมชนน้ัน ๆ ดังนัน้ ผู้เขยี นคดิ วา่ อะไรกแ็ ลว้ แตม่ ันก็
ต้องออกมาจากตรงนี้ การที่จะออกมาจากตรงนี้รัฐก็ต้องมาคุยกับเขาก่อน เพราะเมื่อออกมา
แล้วจะแก้ไขตามหลังไดย้ าก
อย่างไรก็ดี ในบางคร้ังโอกาสที่จะมาบอกก่อนมันเป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นนโยบาย
ท้ังประเทศลงมาพร้อมกันในคราวเดียว เพราะฉะน้ันความรู้เท่าทัน ความรวดเร็วในการ
สื่อสารโดยด่วน ต้องรีบเชิงรุกในการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจเสียก่อน ผู้เขียนใช้คำ�ว่า
“ประชาสมั พนั ธเ์ ชงิ รกุ ในเรอ่ื งของการสรา้ งความเขา้ ใจตอ่ ผนู้ �ำ ในชมุ ชน” โดยเฉพาะในพนื้ ท่ี
สามจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ ในตวั แสดงหลกั ๆ กค็ อื ผนู้ �ำ ทางศาสนา ซงึ่ เปน็ ผนู้ �ำ ทางจติ วญิ ญาณ
ดว้ ย เพราะทกุ อยา่ งมาจากเงอ่ื นไขตรงนน้ั เขาเชอ่ื ในหลกั ศาสนาหลกั ความศรทั ธา นโยบายของ
รัฐต้องให้ความสำ�คัญในเรื่องของนโยบายเชิงรุก การสนับสนุนนโยบายเชิงรุก ให้เป็นความเร่ง
ดว่ นอันดบั ต้นตอ่ พ้ืนสามจงั หวดั ชายแดนใต้ในเรอื่ งของการสรา้ งความเขา้ ใจ การส่งคนท่ีไมเ่ คย
อยใู่ นพน้ื ทน่ี นั้ กค็ อื การคาดการณ์ เพราะตอ้ งอยใู่ นความหลากหลายในพหวุ ฒั นธรรม ตอ้ งเขา้ ใจ
ซึ่งกันและกัน
ส�ำ หรบั ในสว่ นของคนทอ่ี ยใู่ นพน้ื ทอี่ ยแู่ ลว้ สงิ่ ทจี่ ะตอ้ งค�ำ นงึ ถงึ รวมทง้ั แนวทางทสี่ �ำ คญั
ในการทำ�งาน ผู้เขียนมองว่า ปัจจุบันนอกเหนือจากคนในพื้นที่จะอยู่ด้วยกันแล้ว ยังมีองค์
ประกอบภายนอกเข้ามา โดยเฉพาะโทรทัศน์ วทิ ยุ และสอื่ ออนไลนต์ ่างๆ เข้ามามีอิทธพิ ลหรอื
สร้างความปั่นป่วนในเรื่องของความคิดเยอะแยะมากมาย เพราะฉะนั้นจะทำ�อย่างไรให้คนใน
พน้ื ท่ีตอ้ งมคี วามรอบรู้ รู้เท่าทนั โลกในเรอื่ งการเปลี่ยนแปลงของโลกปจั จุบัน เป็นเร่อื งของร้เู ทา่
ทนั สถานการณก์ ารเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คม และมติ ติ า่ งๆ เพราะวา่ โลกปจั จบุ นั ไมม่ พี รมแดน ฉะนน้ั
การรเู้ ทา่ ทันการเปล่ยี นแปลงจึงส�ำ คัญ
ข้อเสียเปรียบของพวกเราที่นี่ก็คือ เราไม่ได้ใช้เวทีวันศุกร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการ
ให้ท่ใี ห้ผู้นำ�ศาสนาอบรมให้พวกเรารเู้ ทา่ ทันการเปลี่ยนแปลง “ซง่ึ รเู้ ทา่ ทันการเปลยี่ นแปลง” ที่
ว่ามาน้จี ากโซเซยี ลหรือส่ือใหม่ ๆ ต่าง ๆ โอกาสทจี่ ะสรา้ งความเขา้ ใจผิดมสี งู เพราะฉะนนั้ การ
ใชเ้ วลาทค่ี มุ้ คา่ ทเี่ ปน็ วนั ศกุ รห์ รอื วนั ไหนกแ็ ลว้ แต่ การใหค้ วามรกู้ บั ผรู้ ไู้ ปบรรยายใหเ้ กดิ ความกนิ
ใจท่ชี าวบา้ นฟังแล้วเขา้ ใจในเวลาทค่ี มุ้ ค่า หรอื ในชว่ งเดือนรอมฎอน เราจะหาคนอยา่ งไรใหเ้ กดิ
ประโยชนส์ ูงสดุ ในเรอ่ื งของการสรา้ งความเข้าใจประชาสัมพนั ธส์ ร้างความเข้าใจเชิงรกุ
แมผ่้ คู้ นในพนื้ ทอ่ี าจจะพดู วา่ อกี ในสองปอี าจจะเกดิ เรอื่ งนน้ั เรอื่ งน้ี ใหร้ ลู้ ว่ งหนา้ ท�ำ ไดไ้ หม
เพราะผ้รู ทู้ างศาสนาของเราจ�ำ นวนไม่นอ้ ยทย่ี งั มคี วามคิดยงั ไม่กว้างและลกึ พอ ไมส่ ามารถทีจ่ ะ
ขยายผลจากหลกั ค�ำ สอนหรอื ปรศิ นาธรรมใหเ้ กดิ ประโยชนใ์ นแงข่ องการใหค้ วามคดิ ชาวบา้ นได้
เช่น ในอสิ ลามกล่าวถึงความส�ำ คญั ของการศกึ ษาว่า แม้ต้องเดนิ ทางไปถึงเมอื งจีนกต็ อ้ งไป มัน
เป็นปริศนาธรรม การไปเมืองจีนหาความรู้เท่ากับไปหาความหลากหลายไปยอมรับในสิ่งที่ไม่

52
52 รายวชิ าที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


เหมอื นเราและเอามาคดิ ตอ่ ใช้ประโยชน์ เป็นปริศนาธรรมไมใ่ ช่ไปหาความรอู้ ย่างเดยี ว หรอื อกี
ตัวอย่างเชน่ หลกั คำ�สอนทว่ี า่ สนุ ขั ทำ�ใหค้ นไปสวรรคไ์ ด้ แมวท�ำ ใหค้ นตกนรกได้ มนั เปน็ ปริศนา
ธรรมทีต่ ้องอธิบาย ถามว่าโตะ๊ ครูกคี่ นทเี่ คยใหน้ ักเรียน นกั ศึกษา หรือชาวบา้ นน�ำ ไปคิดต่อวา่ สง่ิ
ทที่ า่ นพดู หมายความวา่ อยา่ งไร ตอ้ งใหค้ นรจู้ กั คดิ เพอื่ ทจ่ี ะไดร้ ซู้ งึ่ ในหลกั ค�ำ สอนน้ี มคี วามหมาย
ที่ลึกไปกวา่ ทีพ่ ดู ย่อ ๆ สั้น ๆ อยา่ งไรบา้ ง และเช่ือมโยงกบั การใชช้ วี ติ ร่วมกับเพ่ือนร่วมศาสนา
และตา่ งศาสนาอยา่ งไร
กรอบแนวคิดในการปฏิบตั ิ เมื่อเรารูก้ รอบ รูร้ ายละเอียด การปฏิบัตกิ ็ต้องเป็นไปตาม
นั้น แต่เมื่อเวลาสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงไปมีข้อบังคับใหม่ ๆ ของใครเข้ามา เราก็ต้องรู้
เท่าทันในการปฏิบัติตามนั้นต่อไป เพื่อไม่ให้มันเกิดความเส่ียงข้ึนมา มันเป็นหน้าที่ของ
นกั ปกครอง ผนู้ �ำ ชมุ ชนทจี่ ะตอ้ งคดิ ตรงนนั้ ความแพรวพราวในการคดิ ถา้ รไู้ มม่ ากหรอื คดิ ไมอ่ อก
หรือไม่รู้จะไปหาที่ไหนดี เพราะฉะนน้ั ความรอบรูท้ ี่หลากหลายมันจงึ เป็นประโยชน์ ยกตัวอย่าง
เหมอื นตอนทผ่ี เู้ ขยี นเรยี นศลิ ปศาสตร์ ตอนเรยี นกไ็ มร่ วู้ า่ จะไดป้ ระโยชนอ์ ยา่ งไร แตพ่ อจบแลว้ มา
อยใู่ นพนื้ ทก่ี เ็ พงิ่ ไดใ้ ชป้ ระโยชนจ์ ากสง่ิ ทเี่ รยี นมา เวลาเรารมู้ ากเขา้ ใจมากมนั ท�ำ ใหเ้ รารสู้ กึ วา่ ไมจ่ �ำ
เปน็ ตอ้ งไมเ่ ถียง ทนได้ ในสิ่งทีค่ นอนื่ ทนไมไ่ ด้ เชน่ คนทีอ่ า่ นกุรอานไมเ่ ปน็ หรือฟังไมอ่ อกเวลา
เขาทดสอบอัลกุรอาน หรอื ฟงั บทสวด จะทนฟังอย่ไู ดไ้ ม่นาน อะไรทเ่ี ราไมร่ ู้จักไมค่ ุน้ เคยมันจะ
สรา้ งอคติ ในพน้ื ทชี่ ายแดนใต้ก็เช่นกัน หากเราเป็นมุสลิมเราจะเห็นความหลากหลายเป็นเรื่อง
ธรรมดา เพราะฉะน้ันคนทไี่ ม่เคยมาอยใู่ นพื้นท่กี ็ต้องเรยี นรู้ ปฐมนเิ ทศ ความเข้าใจกจ็ ะตามมา
เวลาผเู้ ขยี นพูดภาษามลายมู ันออกมาโดยอัตโนมัติ เพราะเราคนุ้ ชินกับมนั ตัง้ แตเ่ ดก็ ๆ
คนต่างศาสนาถ้ารอบรู้ การเป็นผู้นำ�ในชุมชนท่ีมีความหลากหลาย คุณจะไปไหนกับ
ใครก็ไมเ่ ป็นท่รี ังเกยี จ สามารถปรบั ตวั ให้เข้ากนั ได้ เหมือนอยา่ งเช่นผ้เู ขียนเปน็ พทุ ธไปกบั มสุ ลมิ
ท่ีเปน็ กลุ่มดะหว์ ะหต์ บั ลฆี ซง่ึ หากเป็นคนทวั่ ไปไมน่ า่ จะไปกนั ได้ บางหมู่บ้านทผี่ ูเ้ ขียนเคยไปเขา
บอกวา่ “นายอ�ำ เภอ ถา้ หากเชญิ พระมาพดู คยุ ใหก้ บั ชาวบา้ นฟงั ไดไ้ หม” ผเู้ ขยี นตอบวา่ ท�ำ ไมจะ
ไมไ่ ด้ มาพดู คุยเร่ืองทวั่ ๆ ไปแลกเปล่ียนความคิดกนั พอถึงระดบั หนงึ่ ชาวบา้ นจะรสู้ กึ ผสมผสาน
กันแบบมคี วามเข้าใจตรงกัน
ส่งิ แรกท่ีเจา้ หน้าทข่ี องรัฐควรทำ�เมอ่ื เขา้ พืน้ ที่ใหมท่ ไ่ี ม่คุ้นเคย
สำ�หรับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ใหม่ต้องมาอยู่ในพ้ืนที่ใหม่สิ่งแรกท่ีจะต้องทำ�คือต้อง
ตระหนักและระวังว่าเราเองถูกส่งมาจากหน่วยงานไหน ท่ีไหนและคนท่ีน่ันเคยมีปัญหาที่ถูกส่ง
มาท่ีนี่ กลบั ไป มคี วามเคียดแค้นชิงชังเรื่องอะไร เช่น หากเปน็ คนทางเหนือทลี่ ูกหลานเคยมาอยู่
ที่ภาคใตแ้ ละถกู ยิงเสยี ชีวิตกลบั ไป กต็ ้องมคี วามคดิ ทจี่ ะ “เอาคนื ” แก้แคน้ เกดิ ความเคียดแค้น
ชงิ ชัง ถกู ปลกู ฝังในความคิดท่ผี ิด ดงั นั้นต้องใหเ้ กิดการเรยี นร้คู วามผิดในอดีตให้ตอ้ งรูจ้ ักการให้

รายวิชาที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 53


อภยั เร่ืองในอดตี ถา้ มันผิดก็ตอ้ งร้จู ักการให้อภัยแตถ่ า้ มนั ถูกกเ็ อามาเป็นตวั อยา่ ง
ในเรื่องของภาษาสำ�หรับคนที่มาจากต่างพ้ืนท่ีก็อาจจะเป็นเรื่องยากในการท่ีจะเข้าใจ
ภาษา คำ�แนะนำ�ก็คือ การรู้จักไปหาผู้นำ�ในพื้นท่ี เช่น ถ้าเป็นไทยพุทธก็ไปหาเจ้าอาวาสก่อน
หรอื ผหู้ ลกั ผใู้ หญ่ ถา้ เปน็ มสุ ลมิ กไ็ ปหาผนู้ �ำ ศาสนา เชน่ ดาโตะ๊ ยตุ ธิ รรม ประธานกรรมการอสิ ลาม
ประจำ�จงั หวดั โตะ๊ ครู หรือบาบอในปอเนาะต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเคารพ ไปถามวา่ ที่น่มี อี ะไรบา้ ง
บางครงั้ แมเ้ ราจะรอู้ ยแู่ ลว้ แตไ่ ปถามเพอื่ ใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ ทด่ี ตี อ่ ผหู้ ลกั ผใู้ หญใ่ นพนื้ ทวี่ า่ เดก็ มาหา
ท�ำ ใหช้ ว่ ยเกดิ ความรสู้ กึ วา่ “เดก็ คนนดี้ นี ะ” สรา้ งความสมั พนั ธท์ ดี่ ี พฒั นาความสมั พนั ธท์ างความ
รู้สกึ และเข้าใจซึง่ กนั และกนั มนั เป็นเรอ่ื งของจิตวิทยา
สำ�หรับเจ้าหน้าที่รัฐท่ีเป็นมุสลิมการท่ีเราจะหาเจ้าอาวาสก็ไม่ใช่เร่ืองผิด ไปพูดคุย ไป
สวสั ดี แนะน�ำ ตวั “มแี ตไ่ ดก้ บั ได”้ เพราะเราไมไ่ ดไ้ ปกราบพระแตไ่ ปสวสั ดผี ใู้ หญท่ ช่ี าวบา้ นเคารพ
นบั ถอื อยา่ งนอ้ ยคนไทยพทุ ธเหน็ วา่ เปน็ คนมสุ ลมิ แตไ่ ปแสดงความเคารพพระมนั ท�ำ ใหเ้ ขารสู้ กึ
สบายใจ หรอื ในกรณเี ขา้ ไปรว่ มงานศพ ไปแสดงความเคารพแตไ่ มใ่ ชก่ ารไปท�ำ พธิ กี รรมเกย่ี วขอ้ ง
หลักหลักศาสนา เช่น ไปจุดธูปเทียน ดังเช่นเหตุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชกาลที่ 9
สนิ้ พระชนมม์ กี ารท�ำ พธิ จี ดั งานศพทสี่ นามหลวง บรรดาผนู้ �ำ ตา่ งประเทศไมว่ า่ จะเปน็ พทุ ธ ครสิ ต์
อสิ ลาม ตา่ งกไ็ ปรว่ มแสดงความเสยี ใจเพอ่ื เปน็ การใหเ้ กยี รตแิ กป่ ระมขุ ของประเทศทผี่ คู้ นเคารพ
รกั
กรณตี วั อยา่ งคนนอกพน้ื ทแ่ี ตส่ ามารถพดู ภาษามลายไู ด้ เนอื่ งจากคนนอกพน้ื ทท่ี มี่ าอยทู่ ี่
นี่ คนทพ่ี ดู ภาษามลายไู ดม้ ไี มม่ าก บางคนมาตง้ั แตต่ อนเลก็ ๆ เปน็ ขา้ ราชการชน้ั ผนู้ อ้ ย ครอบครวั
ยา้ ยมาอยู่น่ี ได้มาเกิดทีน่ ี่ หรือบางคนถึงขนาดมภี รรยาเป็นคนท่ีนี่ นายอำ�เภอสายบุรใี นอดตี ทผ่ี ู้
เขยี นรจู้ กั กไ็ มไ่ ดเ้ ปน็ คนในพนื้ ทแี่ ตส่ ามารถพดู ภาษามลายไู ด้ เรอ่ื งของภาษามนั อยทู่ คี่ วามเอาใจ
ใส่ เหน็ ความส�ำ คัญของการใช้ภาษาอย่างละเอียด อยา่ งผเู้ ขียนเองไม่ไดอ้ ย่ใู นพน้ื ที่และไมไ่ ด้พูด
ภาษามลายมู านาน 10 กวา่ ปี เมอื่ กลบั มาก็ตอ้ งมาน่ังท่องค�ำ ศพั ท์ จดคำ�ศพั ท์ คอยถามค�ำ ท่ีไมร่ ู้
และ ทอ่ งจนขน้ึ ใจ และตอ้ งฝกึ พดู ดว้ ยจงึ จะได้ เพราะเราเหน็ วา่ เรอ่ื งภาษาเปน็ เรอื่ งใหญ่ สภุ าษติ
ไทยกลา่ วไวว้ า่ “เราเกง่ แตเ่ ราพดู ไมไ่ ด้ มนั กไ็ มม่ ปี ระโยชน”์ มนั กเ็ หมอื นตทู้ มี่ เี สอ้ื ผา้ สวยๆ อยใู่ น
ตแู้ ตไ่ มไ่ ดใ้ ช้ เพราะฉะนนั้ เรอื่ งของภาษาการฝกึ ส�ำ คญั แม้ ศอ.บต. ท�ำ อยแู่ ตว่ า่ ไมจ่ รงิ จงั สมยั กอ่ น
ตอนท่เี รียนช้ันประถมเขาเปดิ สอนภาษามลายใู นโรงเรยี น ตอนผเู้ ขยี นเปน็ นายอ�ำ เภอก็ฝึกเขยี น
ภาษามลายู พอตอนเลือกตัง้ ก็สามารถเขียนและเซน็ เป็นภาษามลายใู หก้ ับผู้ใหญ่บา้ นและนำ�ไป
ประชาสัมพันธ์ ทำ�ให้ชาวบ้านเกิดความตื่นตัวและตื่นเต้นว่านายอำ�เภอสามารถเขียนมลายูได้
การฝึกภาษามลายหู ากมีความตัง้ ใจจรงิ มนั ไมย่ ากเลย เนือ่ งจากเราอยู่ในบรบิ ทและสง่ิ แวดล้อม
อยู่แล้ว แต่ปัจจุบันในชุมชนเริ่มมีการใช้ภาษาไทยมากข้ึน เกิดจากการเรียนหนังสือ “ปัจจุบัน
น้ีมุสลิมเราเก่งภาษาไทยกันเยอะ ตามห้างตามร้านต่างๆ พูดภาษาไทยกันบ่อยๆ บางทีผมพูด

54
54 รายวชิ าที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


ภาษามลายู แต่เขากลบั พดู ภาษาไทย”
เจา้ หน้าทรี่ ัฐท่เี ปน็ มสุ ลิมในบริบทชุมชนพทุ ธ
ในกรณีเจ้าหน้าท่ีของรัฐที่เป็นมุสลิม ส่ิงท่ีจะต้องทำ�ความเข้าใจกับคนหรือชุมชนพุทธ
ในพ้ืนที่ เรื่องศาสนาไม่ใช่เรื่องจำ�เป็น เพราะเราไม่ได้ไปปฏิบัติ แต่เราควรรู้วิถีชีวิตประจำ�วันที่
มีส่วนเก่ียวข้องกับเร่ืองวัฒนธรรมที่เป็นเป้าหมาย เรื่องศาสนาไม่สำ�คัญ แต่มุสลิมควรรู้ว่าพอ
ถึงเวลานั้นควรทำ�อะไร เช่น อีกไม่ก่ีวันก็จะเข้าพรรษา ควรจะรู้เรียนรู้ว่าเข้าพรรษาจะต้องทำ�
อะไรบา้ ง เวลาคนพุทธหรือคนจนี เสียชวี ติ กิจกรรมหรือพธิ กี รรมต่าง ๆ ทเี่ ก่ยี วข้องกับการตาย
เป็นอย่างไรบ้าง ส่วนไหนเข้าร่วมได้ เพราะถือเป็นเกียรติ ในกรณีไปร่วมงานแต่งงานไทยพุทธ
เวลาเขาเชิญมุสลิม หลายแห่งจะแยกโต๊ะอาหารให้ต่างหาก แต่บางครั้งก็อาจจะมีข้อผิดพลาด
ในเรือ่ งของการเสริ ์ฟอาหาร ขอ้ ควรระวังกค็ อื เราอยา่ แสดงอาการจนน่ารังเกียจ เช่น อาจมกี าร
เสิร์ฟเหลา้ ที่โต๊ะมสุ ลมิ เพราะฉะนนั้ เราเปน็ มุสลมิ ไปอยู่ในสงั คมคนไทยพุทธส่วนใหญอ่ ะไรท่จี ะ
เกิด เราตอ้ งมไี หวพรบิ ปฏิภาณในการแกไ้ ขปญั หาเฉพาะหน้า
ในอกี ด้านหนึ่งผู้ร่วมงานหรอื พธิ ีกรก็ตอ้ งมคี วามรอบรู้ รเู้ ท่าทนั มไี หวพรบิ ดี ตอ้ งเรยี น
รแู้ นววิธปี ฏบิ ตั ิของแตล่ ะฝา่ ย ความเช่ือถอื ศรทั ธาของแตล่ ะฝา่ ยใหถ้ ่องแท้ เวลาพดู เวลาเชญิ ให้
ออกกิจกรรมตา่ งๆจะไดไ้ มต่ ดิ ขดั ข้อควรระวงั คอื การเชญิ อย่าไปเชญิ มสุ ลิมไปจดุ ธปู เทยี นหรอื
อะไรท่ีขัดตอ่ หลกั ศาสนาของเขา ต้องมคี วามรอบรู้ ความละเอียด ในส่วนของขา้ ราชการมุสลมิ
ทจ่ี ะเข้าสงั คมพทุ ธ ก็เชน่ เดียวกนั ปัจจบุ นั มพี ิธีกรท่เี ปน็ มุสลมิ จำ�นวนมากขึ้น ก็ต้องรอบรู้ รเู้ ขา
ร้เู รา รู้ก้าวไกลรู้ทันสถานการณ์ตลอดเวลาเชน่ กนั
ในส่วนของแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นมุสลิมท่ีจะได้รับความไว้วางใจจาก
ชมุ ชนไทยพทุ ธนัน้ ผเู้ ขยี นคดิ ว่าการปฏบิ ตั ทิ ดี่ เี ป็นสงิ่ สำ�คัญ กล่าวคอื ถงึ เวลาทำ�กจิ กรรมอะไร
กท็ ำ� แต่เรากพ็ ิจารณาดอู ีกทีว่าอนั ไหนสมควรท�ำ ไม่ทำ� แยกขน้ั ตอนให้ชดั เจน กรณีการยืนใกล้
พระและโตะ๊ อหี มา่ มมนั ตา่ งกนั เราตอ้ งรวู้ า่ โตะ๊ อหี มา่ มเปน็ ทง้ั ฆราวาสและผนู้ �ำ ศาสนา ไมเ่ หมอื น
กัน ไม่เชน่ น้ันเราจะถูกต�ำ หนิ ถึงแม้ว่าจะท�ำ ได้ แต่ในสายตาคนพุทธเมอ่ื เห็นแลว้ อาจจะรู้สกึ ไม่
สบายใจ หรือหงุดหงดิ
มองในแง่ศาสนา คนพุทธค่อนข้างอิสระ คล่องตัวกว่า ง่ายกว่า เคร่งครัดน้อยกว่า
เฉพาะฉะนั้นการที่มุสลิมเข้าไปในชุมชนพุทธในเร่ืองการแต่งกายก็เป็นเร่ืองธรรมดา เพราะทุก
คนก็ยอมรับอยู่แล้ว ผู้เขียนคิดว่าเร่ืองของการพูดจาเป็นเรื่องท่ีควรให้ความสำ�คัญอันดับต้นๆ
เชน่ การทักทาย การทกั ทายในสังคมพุทธตอ้ งทำ�อย่างไร เข่น การไหวส้ วสั ดี เป็นตน้ อันที่จริง
แลว้ หลกั การทม่ี สุ ลมิ เขา้ หาไทยพทุ ธกบั หลกั การทไี่ ทยพทุ ธเขา้ หามสุ ลมิ เปน็ หลกั การเดยี วกนั ถา้
เราเปน็ ชน้ั ผนู้ อ้ ยกวา่ เรากต็ อ้ งแสดงความเคารพนบั ถอื กอ่ น เพราะนนั้ หมายถงึ การมสี มั มาคารวะ

รายวิชาที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 55


ดงั นนั้ เราต้องรีบแสดงออกถึงความจรงิ ใจ อย่างผเู้ ขยี นเองเวลาทไ่ี ปหาโตะ๊ ครูที่บา้ น ผูเ้ ขียนกจ็ ะ
ยนื มือเขา้ ไปแสดงความเคารพกอ่ น
เวลาทคี่ นมสุ ลมิ ไปทบ่ี า้ นคนไทยพทุ ธ แลว้ คนไทยพทุ ธใหช้ มิ อาหารแตม่ สุ ลมิ ไมส่ ามารถ
รบั ประทานได้ ควรปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรเพ่อื ไมใ่ หเ้ ป็นการเสยี น�้ำ ใจ?
ผเู้ ขยี นคดิ วา่ ทเี่ ขาใหอ้ าหารเขาตอ้ งรลู้ ว่ งหนา้ วา่ เขาใหอ้ าหารใคร ไทยพทุ ธหรอื มสุ ลมิ เพอื่
ปอ้ งกนั ความผดิ พลาดทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ ถา้ เปน็ คนไทยพทุ ธกไ็ มเ่ ปน็ ไรเพราะสามารถรบั ประทานไดท้ กุ
อยา่ ง แต่ถ้าเปน็ มสุ ลิมต้องเพิ่มข้อควรระวงั มากข้นึ เราต้องตระหนกั ล่วงหน้าเพ่ือป้องกนั ความ
เส่ยี งทก่ี ่อให้เกดิ ความไมเ่ ขา้ ใจกัน แต่โดยหลักทวั่ ไปแล้วเวลาเขายกอะไรมาให้ เราไมก่ นิ เท่ากบั
วา่ เสยี มารยาท ส�ำ หรบั มสุ ลมิ ถา้ หากวา่ อาหารทยี่ กมาใหไ้ มฮ่ าลาล เรากค็ วรเลอื กผลไมแ้ ทนกไ็ ด้
หรอื อะไรกไ็ ดท้ เี่ ราสามารถกินได้ เชน่ น�ำ้ เปลา่ ทุกอยา่ งอยทู่ ีก่ ารพูดจา เราตอ้ งมีไหวพรบิ ใน
การตัวรอด แต่เรากต็ อ้ งแสดงความปรารถนาดตี อ่ เขาทมี่ ีตอ่ เรา ดว้ ยการตอบแทนอะไรบาง
อยา่ ง
ผูเ้ ขยี นเองเวลาได้ไปทำ�งานทไี่ หนสิง่ แรกท่จี ะท�ำ คอื การเดินตามหมู่บา้ น เพือ่ เปน็ การ
เขา้ ถึงคนในพนื้ ท่ี เข้าถึงพนื้ ท่ี เข้าถงึ ตวั อย่างที่จะศึกษา 3 เดอื น 6 เดอื นแรกผู้เขียนจะเดินตาม
บา้ น เวลาเรารู้จักคนเยอะมันจะทำ�ใหเ้ ราร้ขู ่าวเยอะ เพราะฉะนนั้ เวลาเรารจู้ กั คนเยอะมันจะได้
เปรียบ นกั ปกครองจะต้องเขา้ ใจเขา้ ถงึ ในการพฒั นา
กรณีในยุคปัจจุบันจะมีความระแวงเกิดข้ึนในชุมชน ระยะแรก ๆ ของสถานการณ์จะ
เกิดความระแวงของไทยพุทธต่อมุสลิม พอระยะหลังอาจทำ�ให้รู้สึกน้อยใจหรือข้องใจว่ารัฐให้
สทิ ธพิ เิ ศษแกค่ นมสุ ลมิ เพราะฉะนนั้ ในฐานะทเ่ี ปน็ ขา้ ราชการมสุ ลมิ อกี ค�ำ ถามทส่ี �ำ คญั คอื มอี ะไร
ทีค่ วรระวงั มากข้นึ หรอื ควรปฏบิ ัตมิ ากขึ้น?
ผู้เขียนมองว่าเป็นหลักวิทยาทางปกครอง ซ่ึงผู้เขียนเองก็เคยถูกท้ังคนไทยพุทธและ
มุสลิมตำ�หนิ บางครงั้ คนพทุ ธคนจนี ในตลาดกใ็ จแคบ สมัยที่ผเู้ ขยี นเปน็ นายอ�ำ เภออยรู่ ือเสาะใน
แต่ละวันท่ีบ้านผู้เขียนจะมีโต๊ะอีหม่าม ผู้ใหญ่บ้านแวะเวียนมาตลอด ภาพในลักษณะนี้ทำ�ให้
ชาวบา้ นเหน็ วา่ บา้ นนายอ�ำ เภอเตม็ ไปดว้ ยแขก พอตอนกลางคนื ผคู้ นกจ็ ะเขา้ หมบู่ า้ นมสุ ลมิ กไ็ ม่
แปลกทไ่ี ทยพทุ ธมองวา่ นายอ�ำ เภอเอาใจมสุ ลมิ มนั กเ็ ปน็ เรอื่ งธรรมดา ในขณะเดยี วกนั เรากต็ อ้ ง
มีกุศโลบายให้บรรดาพ่อค้าคนจีนท่ีอยู่ในเมืองต่าง ๆ ลงไปตามหมู่บ้าน ไปดูว่าวิถีชีวิตของคน
มสุ ลมิ เขาอยอู่ ย่างไร เพราะฉะน้ันเราจะท�ำ อย่างไรถงึ จะพาคนเหล่านีไ้ ปใหไ้ ด้ สมยั ที่อยูร่ ือเสาะ
ผเู้ ขยี นกพ็ าพอ่ คา้ คนจนี ลงชมุ ชน แตเ่ รากต็ อ้ งเลอื กคนทเ่ี ขาไวใ้ จเรากอ่ นไป พอสกั พกั เขากจ็ ะรจู้ กั
กนั มกี ารแลกเปลีย่ นของระหว่างกนั รว่ มกนั ท�ำ ธรุ กจิ มันเกิดความสนิทสนมกนั มากข้ึน เพราะ
เกดิ จากการไปมาหาสู่กนั

56
56 รายวิชาที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


เจ้าหนา้ ทีข่ องรฐั ทีน่ บั ถอื ศาสนาพุทธในบรบิ ทชมุ ชนมสุ ลมิ
ในส่วนของข้าราชการพุทธก็เช่นกัน ก็ต้องหมั่นพาข้าราชการพุทธไปเย่ียมเยียน
ชาวบ้านไปพบไปคุยกนั เพื่อท�ำ ความเขา้ ใจสนทิ สนมกัน พอเวลามีงานหรือกจิ กรรมต่าง ๆ จะ
ได้เข้ากันอย่างดี ในส่วนของเราเองก็ต้องรู้จักจัดกิจกรรมที่มีลักษณะผสมผสาน ทำ�อย่างไรให้
สองกลุ่มมาน่งั พดู คุยพบปะกนั บอ่ ย ๆ ผู้เขยี นจะมีกิจกรรมอนั หนึง่ คือ การตม้ แพะยาจีน ดูแลว้
มนั ขดั กนั เพราะเปน็ การผสมระหวา่ งจนี และมสุ ลมิ ผเู้ ขยี นกจ็ ะท�ำ แพะตม้ ยาจนี เพอื่ ฉลองงานท่ี
พวกเราชว่ ยกนั ท�ำ เชน่ งานเยาวชนมสุ ลมิ ทปี่ ระสบความส�ำ เรจ็ เรามาเฉลมิ ฉลองกนั ใหเ้ กดิ ความ
รสู้ กึ สบายใจทดี่ ตี อ่ กนั ในสว่ นของแพะกไ็ มม่ ปี ญั หาเพราะมนั ฮาลาลภายในตวั อยแู่ ลว้ และผเู้ ขยี น
กใ็ ห้ อส. ทเ่ี ปน็ มสุ ลิมเปน็ คนเชอื ดเพอ่ื ให้ถูกหลกั การ แต่ในส่วนของยาจีนยังไม่แนใ่ จว่าฮาลาล
หรอื ไหม ผเู้ ขยี นกจ็ ะพาโตะ๊ ครู หรอื โตะ๊ อหี มา่ มไปซอื้ เครอ่ื งตนุ๋ ยาจนี ทร่ี า้ นดว้ ยกนั ใหเ้ ขาเหน็ วา่ มี
ข้ันตอนและอะไรบ้างในส่วนของส่วนผสม พอถึงเวลากิน เน่ืองจากรูปแบบของอาหารอาจจะ
แปลกไปจากเดมิ ของวฒั นธรรมมสุ ลมิ ท�ำ ใหค้ นกนิ ไมค่ อ่ ยรสู้ กึ คนุ้ ชนิ ดงั นนั้ เรากต็ อ้ งมกี ศุ โลบาย
ให้เขา เชน่ 1 ถ้วย 2 เดือน ในสว่ นนี้เป็นการใชก้ ุศโลบายในการสร้างความสัมพันธ์
ประเด็นหลักกค็ ือความจริงใจทอ่ี ยูบ่ นพืน้ ฐานของความบริสุทธิ์ใจในสิ่งท่ถี ูกตอ้ ง ท่ี
ถกู ทช่ี อบทค่ี วร เพราะฉะนน้ั ความบรสิ ทุ ธใ์ิ จ ความจรงิ ของแตล่ ะคนไมเ่ หมอื นกนั เชน่ ความจรงิ
ของผเู้ ขยี นคอื ตายแลว้ เผากจ็ ะไดข้ นึ้ สวรรค์ สว่ นของคนมสุ ลมิ คอื ฝงั แลว้ จะไดข้ นึ้ สวรรค์ ดงั นน้ั
ในความเขา้ ใจของผเู้ ขยี นความจรงิ กค็ ือ ถึงจะเผาหรือฝงั ก็ไปสวรรคเ์ หมือนกนั แล้วทำ�ไมเราอยู่
บนโลกถึงทะเลาะกบั ทางทจี่ ะไป
มกี รณตี วั อยา่ งทเี่ กดิ ขน้ึ ทอี่ �ำ เภอแหง่ หนงึ่ ในจงั หวดั ยะลา ซง่ึ เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ฝา่ ยความ
มัน่ คงทน่ี ับถอื ศาสนาพุทธมพี ่อแม่ ภรรยาและลกู เป็นพุทธ อยู่มาวันหน่งึ ก็ไปชอบเจ้าหน้าท่ีของ
รฐั ดา้ นการศกึ ษาคนหนง่ึ ทเ่ี ปน็ มสุ ลมิ กน็ า่ จะไดเ้ สยี กนั หลงั จากนน้ั พอ่ แมผ่ ปู้ กครองของฝา่ ยหญงิ
คงจะเอาเร่อื ง เพราะการไดเ้ สียในฐานะที่เปน็ ขา้ ราชการถือวา่ ไม่ถูกตอ้ ง ผิดวินัย ทงั้ ผู้ชายและ
ผหู้ ญงิ ผดิ ทง้ั คเู่ พราะไปมชี ู้ ถา้ ไมท่ �ำ ใหถ้ กู ตอ้ งกต็ อ้ งออกจากงานทง้ั คู่ ทางผชู้ ายกน็ า่ จะไปพดู กบั
ภรรยาได้จนเขา้ ใจว่าได้ท�ำ ผดิ พลาดแลว้ ทางฝ่ายผู้หญงิ ก็บอกวา่ ถ้าไมแ่ ต่งไมไ่ ด้ จะเอาเรื่อง แต่
ถา้ แตง่ กนั แลว้ กจ็ ะไมข่ ดั ขอ้ ง สามารถไปดแู ลภรรยาได้ แตต่ อ้ งมาแตง่ งานและเขา้ ศาสนาอสิ ลาม
ตามหลักการท่ถี กู ต้อง ทางฝ่ายชายกไ็ ดไ้ ปคุยกับภรรยาว่า “พพี่ ลาดไปแล้ว ถ้าน้องยงั อยากให้
พ่ียังมรี ายไดส้ ามารถเล้ียงดลู ูกได้ น้องตอ้ งใหพ้ ไี่ ปแต่งงานกับเขา” ตา่ งฝ่ายต่างไม่ขดั ขอ้ ง ฝา่ ย
ภรรยาคนใหม่ขอแคแ่ ตง่ งานและมาเป็นมสุ ลมิ ทางภรรยาเดิมก็ขอแคส่ ่งเงินเดอื นไปมาหาส่กู ัน
ได้ หลงั จากนนั้ ก็ไดแ้ ต่งงานกนั เป็นทเี่ รียบรอ้ ย
อยู่มาวันหนึ่งสามีที่เป็นเจ้าหน้าท่ีด้านความมั่นคงถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งโดยหลักแล้วผู้
ตายท่ีนับถือศาสนาอิสลาม พิธีกรรมทางศาสนามันก็ต้องฝัง แต่อีกฝ่ายอยากให้ทำ�พิธีกรรม

รายวิชาที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 57


ทางศาสนาพุทธ มันก็เกิดความขัดแย้งกัน จากนั้นก็มานั่งคิดว่าจะทำ�อย่างไรไม่ให้เกิดความ
ขัดแย้งกันในเรื่องของพิธีกรรมทางศาสนา คราวน้ีก็ไม่ยอม ศพก็ต้องมาตั้งรอท่ีโรงพยาบาล
เก็บไว้เพ่ือรอการตัดสินว่าจะทำ�อย่างไรต่อไป ส่วนภรรยาท่ีเป็นเจ้าหน้าที่ด้านการศึกษาก็ได้
โทรไปยังโต๊ะครูที่มัสยิดกลางให้ไปช่วยชี้ทาง อันที่จริง ภรรยาที่เป็นเจ้าหน้าที่ด้านการศึกษา
ก็อยากจะให้ส่วนหน่ึงเป็นพิธีกรรมตามศาสนาพุทธ เพ่ือให้พ่อแม่ พี่น้อง ทางพุทธได้สบายใจ
ในฐานะที่อดีตเคยเป็นพุทธ คิดถึงหัวอกพ่อแม่ผู้ให้กำ�เนิดลูก ความปรารถนาดีของคนเป็นพ่อ
เป็นแม่ก็อยากให้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามความเชื่อให้มันถูกต้อง ทางฝ่ายภรรยาที่
เป็นมุสลิมก็เข้าใจ แต่ก็กลัวว่าถ้าตกลงไปมันจะบาปตกกับตัวเองท่ีไม่ค่อยมีความรู้ทางด้าน
ศาสนา เลยเชิญโตะ๊ อีหม่ามมา ก็ตกลงวา่ ให้แยกแยะพธิ กี รรมบางส่วนออกไปกอ่ น เช่นในเร่อื ง
ของการเผา โดยใช้การสวดมนต์ ให้พ่อแม่ฝ่ายชายให้กระทำ�พิธีกรรมเล็กๆ น้อยๆ บทสรุป
ของเร่ืองนี้ก็คือทำ�ให้ทุกฝ่ายมีความสุขโดยใช้หลักเมตตา คนท่ีมีอำ�นาจไกล่เกลี่ยเรื่องนี้คือ
ใคร ก็คือโต๊ะอีหม่ามมัสยิดกลาง ผู้ท่ีเป็นภรรยาก็มีส่วนเพราะแกเปิดใจกว้าง ทางฝ่ายพ่อ
แม่ผู้ชายก็ได้กระทำ�พิธีกรรมตามหลักความเชื่อทางศาสนา ส่งวิญญาณไปสู่สัมปรายภพ
โดยไม่ทำ�ลายศพ เมื่อเสร็จเรียบร้อย ก็นำ�ศพไปทำ�ความสะอาดใหม่ หากมองในมุมศาสนา
อย่างเดียว อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องท่ีสุด แต่หลักการอยู่ร่วมกัน ใจเขาใจเรา การไกล่เกล่ีย
ประนีประนอมท่ีท้ังสองฝ่ายยอมรับได้แล้ว ผลการตัดสินใจแบบนี้ ก็ถือว่าค่อนข้างเหมาะสม
ลงตวั ทส่ี ดุ เท่าทสี่ ามารถจะทำ�ได้
อกี กรณหี นงึ่ ทย่ี ะลาเชน่ กนั ในหมบู่ า้ นทเี่ ปน็ ไทยพทุ ธ หมบู่ า้ นนน้ั สว่ นใหญจ่ ะยากจน ขน้ึ
ตน้ ตาลเอาน�ำ้ ตาลโตนดขายกนั แตเ่ มอ่ื มลี กู หลายคนจะแบง่ สมบตั ใิ หล้ กู กล็ �ำ บากหนอ่ ย ตน้ ตาล
ตน้ หนง่ึ มนั กต็ ดั กนั ไมไ่ ด ้ ลกู คนหนงึ่ กอ็ อกไปกรดี ยางดา้ นนอก กไ็ ปไดภ้ รรยาทเ่ี ปน็ มสุ ลมิ จนไปมี
ลกู มาวนั หนงึ่ ผชู้ ายกไ็ ดเ้ ขา้ อสิ ลาม กน็ กึ ถงึ บา้ น ความจรงิ แกกก็ ลบั บา้ นไปมาอยเู่ รอ่ื ย พาลกู กลบั
ไปหาพอ่ แม่ดว้ ย ก่อนจะกลับไปหาภรรยา กไ็ ด้ขึน้ ต้นตาลแตด่ นั ไปพลาดตกลงมาเสียชวี ิต ตาย
ในดงพทุ ธ ทางพอ่ แมข่ องฝา่ ยชายกไ็ มร่ วู้ า่ เขา้ ศาสนาอสิ ลาม กเ็ ลยพาลกู น�ำ ไปประกอบพธิ กี รรม
ทางศาสนาพทุ ธ สว่ นลกู สาวกก็ ลบั มาบา้ นแจง้ ญาตใิ หท้ ราบ โตะ๊ อหี มา่ มกเ็ ลยมาเพอ่ื จะน�ำ ศพไป
ประกอบพิธกี รรมทางศาสนาอิสลาม เม่อื ไปถงึ พระและชาวบา้ นเต็มไปหมด เห็นได้ชัดเจนถงึ
ความขดั แยง้ โตะ๊ ครเู ลยบอกวา่ ตอ้ งไปฝงั ศพตามพธิ กี รรมศาสนาอสิ ลามจะน�ำ ไปเผาไมไ่ ด้ ศพจะ
ไปท�ำ ลายไมไ่ ด้ นง่ั ถกเถยี งกนั ตวั อย่างน้กี เ็ ปน็ เร่ืองการอา้ งสทิ ธคิ ล้ายกับตัวอยา่ งกอ่ นหนา้ นี้ ลกู
ฉนั เกดิ มาฉนั เปน็ คนก�ำ เนดิ ถา้ ฉนั ไมไ่ ดก้ �ำ เนดิ คณุ กไ็ มม่ โี อกาสไดล้ กู เขยทเี่ ปน็ มสุ ลมิ แลว้ ท�ำ ไมใน
ฐานะทฉ่ี นั เปน็ แมฉ่ นั จะท�ำ แบบพทุ ธไมไ่ ด้ จะมาแบง่ ครง่ึ ศพมนั กท็ �ำ ไมไ่ ด้ สดุ ทา้ ยโตะ๊ อหี มา่ มกบั
พระก็ต้องมาคุยกนั เปน็ ทางออกรปู แบบเดียวกบั เรือ่ งแรก คือ เปน็ ความใจกว้างของทัง้ สองฝ่าย
เปน็ ความมเี มตตา มนี �ำ้ ใจ ปรารถนาดขี องทงั้ สองฝา่ ย ดว้ ยความบรสิ ทุ ธใิ์ จทต่ี อ้ งการใหว้ ญิ ญาณ

58
58 รายวิชาท่ี 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


ไปสสู่ ุคติ การทีจ่ ะให้คนตายไปสู่สคุ ติสุขน้นั สขุ ควรจะเร่มิ ที่การท�ำ ใหท้ ่ที ย่ี งั มีชวี ิตอยูม่ คี วามสุข
พอที่จะสบายใจได้ท้ังสองฝ่าย ถึงแม้อาจจะมีขัดข้องบ้าง และไม่ถูกต้องทั้งหมดตามแบบฉบับ
หรอื พิธกี รรมของศาสนาตน เพราะหลกั คิดต้องการให้ทุกคนมคี วามสุข ไม่เกดิ ความวนุ่ วาย
กรณขี า้ ราชการผนู้ อ้ ยทเี่ ปน็ มสุ ลมิ หรอื กรณที จี่ ะพดู ถงึ พธิ กี าร เคยมกี รณที เ่ี ปน็ ปญั หา
ความขัดแย้งกรณีช้ันผู้น้อยไม่สามารถเข้าร่วมพิธีการได้ หรือกรณีท่ีชาวบ้านไม่เต็มใจเข้าร่วม
ประเด็นแบบนพ้ี ธิ กี ารบางอยา่ งได้ บางอย่างไม่ได้ ข้าราชการกต็ ้องเขา้ ใจตรงน้ัน กต็ ้องมคี วาม
เข้าใจกับผู้นำ�ในพ้ืนที่และผู้นำ�ทางศาสนา พิธีการบางอย่างได้บางอย่างไม่ได้ ไม่ควรดันทุรัง
ถาม ในกรณพี รากผเู้ ยาว์ตามกฎหมาย ผดิ แตบ่ ้านเรามกั จะไมเ่ ป็นไร พอไดเ้ ปน็ สามีเป็นภรรยา
ไดล้ กู ก็อยู่กนั ไปเรือ่ ย ๆ ถามวา่ ผิดไหม กฎหมายถอื วา่ ผดิ กอ็ ยูท่ ่วี ่ากฎหมายจะทำ�การผอ่ นผนั
ความผดิ ในอดตี ของผทู้ ก่ี ระท�ำ ทไี่ ดผ้ า่ นพน้ ไปแลว้ ลงเอยแกไ้ ขโดยวธิ กี ารใด ในกรณนี ขี้ า้ ราชการ
กต็ อ้ งท�ำ ความเขา้ ใจในพธิ กี ารวา่ สงิ่ นม้ี นั ผดิ จะแกไ้ ขหรอื ชว่ ยอยา่ งไรเพอ่ื ใหเ้ กดิ การยอมรบั ซง่ึ กนั
และกนั เจา้ หนา้ ท่ีต้องใจกวา้ งในงานตรงนี้ ไมใ่ ช่คิดแค่ว่าจะเอาเงนิ จากผูต้ ้องหาเทา่ นน้ั ทั้งหมด
น้คี อื กระบวนการไกลเ่ กล่ีย เป็นตน้

รายวิชาท่ี 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 59


บทสรปุ
เนื้อหารายวิชาแนวปฏิบัติส�ำหรับเจ้าหน้าท่ีของรัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กล่าวถึง
มาแล้วท้งั 3 ส่วน ได้เร่มิ ต้นดว้ ยหลกั คดิ และแนวนโยบายท่ีเปน็ เสมอื นคัมภีรส์ �ำหรบั การบริหาร
จดั การและปกครองพนื้ ทจ่ี งั หวดั ชายแดนภาคใตท้ หี่ นว่ ยงานราชการไดย้ ดึ ถอื ปฏบิ ตั มิ าตงั้ แตอ่ ดตี
ตดิ ตามดว้ ยประเดน็ ความเชอ่ื มโยงระหวา่ งยทุ ธศาสตรร์ ะดบั ชาตกิ บั นโยบายและแผนการพฒั นา
จงั หวดั ชายแดนภาคใตใ้ นปจั จบุ นั และจบทา้ ยดว้ ยขอ้ แนะน�ำทพี่ งึ ปฏบิ ตั แิ ละละเวน้ ในการปฏบิ ตั ิ
ราชการในจงั หวดั ชายแดนใต้ ซงึ่ ครอบคลมุ เนอ้ื หาวถิ ชี วี ติ และวฒั นธรรมของชาวไทยมสุ ลมิ รวม
ถงึ การท�ำงานในบริบทพหุวฒั นธรรมท่ีมชี มุ ชนชาวไทยพุทธเปน็ องค์ประกอบรว่ มทส่ี �ำคัญ
ส�ำหรับเนื้อหาในบทแรก เป็นการน�ำเสนอหลักการที่เป็นธรรมนูญพ้ืนฐานส�ำหรับการ
ปกครองและการปฏบิ ตั งิ านของเจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ในพนื้ ทจี่ งั หวดั ชายแดนภาคใต้ ซงึ่ ประกอบดว้ ย
หลักรัฐประศาสโนบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ยุทธศาสตร์
พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภิพลอดลุ ยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9
พระปฐมบรมราชโองการและแนวพระราชด�ำริของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 10 รวมทั้งหลักการปกครองในพื้นท่ีจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่ีออกโดยกระทรวง
มหาดไทยในปี พ.ศ. 2522
ในสว่ นของหลกั รฐั ประศาสโนบายขององคร์ ชั กาลที่ 6 นนั้ จะเหน็ ไดว้ า่ พระองค์ทรงให้
ความส�ำคัญกับการปฏิบัติของเจ้าหน้าท่ีรัฐในทางที่จะอ�ำนวยประโยชน์สุขของราษฎรและไม่
สรา้ งเงอื่ นไขความไมพ่ อใจของประชาชนทอ่ี าจเกดิ เนอ่ื งมาจากการกระท�ำหรอื การปฏบิ ตั หิ นา้ ที่
ของเจา้ หน้าทขี่ องรัฐ ซง่ึ มีสาระส�ำคญั ทเ่ี ชอ่ื มโยงกบั แนวปฏบิ ัตขิ องเจ้าหน้าของรฐั ไดด้ งั น้ี
1. การใหเ้ กียรติกบั ความเชอื่ และอัตลักษณ์ของคนในพืน้ ท่จี งั หวดั ชายแดนภาคใต้ โดย
ยำ�้ เตอื นใหร้ ะวงั เกยี่ วกบั การกระท�ำทจี่ ะไปดหู มน่ิ หรอื ละเมดิ ความเชอ่ื โดยเฉพาะศาสนาอสิ ลาม
ที่เปน็ ความเชื่อของคนส่วนใหญ่ในพ้ืนท่ี
2. การเอาใจใสต่ อ่ กจิ ธรุ ะหรอื ความจ�ำเปน็ ในการหาเลยี้ งชพี ของประชาชน ทเ่ี จา้ หนา้ ท่ี
รฐั ควรอ�ำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการตดิ ตอ่ ราชการ และพึงระวังไมใ่ หง้ านราชการไป
เบียดบงั หรอื รบกวนประชาชน รวมทั้งเนน้ ยำ้� เก่ียวกับความรวดเรว็ ในการใหบ้ ริการประชาชน
3. การคดั เลือกคนดี คนท่มี คี ณุ ภาพมาท�ำงานในพ้ืนท่ี พร้อมกบั การพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์โดยการฝกึ อบรมและให้ความรู้
4. การจดั การความผดิ อันเกดิ จากการกระท�ำของเจา้ หนา้ ทร่ี ัฐอย่างเหมาะสม
5. การจดั เกบ็ ภาษี ซง่ึ อาจมนี ยั ยะถงึ การจดั การรายไดแ้ ละการจดั สรรทรพั ยากรของภาครฐั
ทตี่ อ้ งมีความเปน็ ธรรมต่อพ้นิ ทแี่ ละมคี วามยตุ ธิ รรมเม่อื เทยี บกับพื้นท่ีอนื่ ของประเทศ

60
60 รายวิชาท่ี 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


ในขณะที่บทเรียนจากยุทธศาสตร์พระราชทานขององค์รัชกาลท่ี 9 “เข้าใจ เข้าถึง
พฒั นา” และแนวพระราชด�ำริขององคร์ ัชกาลท่ี 10 “จติ อาสา เราทําความดีด้วยหัวใจ” ทเ่ี จา้
หนา้ ทข่ี องรฐั พงึ น�ำมาเป็นแนวทางในการท�ำงาน สามารถสรปุ ได้ 3 ประการ ประกอบด้วย
ประการแรก การสานตอ่ แนวความคดิ หรอื โครงการดๆี ทผ่ี รู้ บั ผดิ ชอบกอ่ นหนา้ ไดด้ �ำเนนิ
การไว้ ไม่จ�ำเป็นตอ้ งคิดใหมท่ �ำใหมท่ ุกเรอ่ื งจนท�ำใหเ้ กดิ การขาดความตอ่ เนอ่ื งและส้นิ เปลืองงบ
ประมาณ
ประการที่สอง คือ การเร่ิมทําจากจุดเล็กไปใหญ่ โดยเร่ิมจากการดูแลรักษาบ้านและ
บรเิ วณรอบบา้ นของตนเองให้สะอาดก่อน จงึ เกิดโครงการจิตอาสา เราทําความดดี ว้ ยหัวใจ นับ
ต้ังแตน่ ัน้ เปน็ ตน้ มา
ประการทสี่ าม คอื ความเป็นจติ อาสาและการท�ำความดดี ว้ ยหวั ใจ ซงึ่ จะเปน็ แกนกลาง
ส�ำคญั ในการขบั เคลอื่ นองคาพยพสว่ นอนื่ ๆ ตอ่ ไป และจะเปน็ กลไกส�ำคญั ทจ่ี ะชว่ ยท�ำให้ “ความ
จรงิ ใจ” ประชาชนเรยี กรอ้ งในการพฒั นาและแกป้ ญั หาโดยภาครฐั ปรากฏขน้ึ ตลอดจนเปน็ ทรี่ บั
ร้แู ละสมั ผัสได้โดยประชาชนผู้รับบริการ
นอกจากน้ี ยังมีหลักการปกครองในพื้นท่ีจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ.2522) ซ่ึงเป็น
แนวนโยบายทีป่ ระกาศโดยกระทรวงมหาดไทย โดยมีเหตผุ ลหลกั คอื เน่ืองจากจงั หวัดชายแดน
ภาคใตท้ งั้ 4 จงั หวดั ไดแ้ ก่ ปตั ตานี ยะลา นราธวิ าส และสตลู มพี ลเมอื งเปน็ ผนู้ บั ถอื ศาสนาอสิ ลาม
และมขี นบธรรมเนยี มประเพณีแตกตา่ งกนั กับชาวไทยอืน่ ๆ ดงั นนั้ ทางราชการจงึ เห็นวา่ การ
ปกครองใน 4 จงั หวดั นม้ี คี วามจ�ำเปน็ ทจี่ ะตอ้ งจดั รปู การปกครองในลกั ษณะพเิ ศษกวา่ พน้ื ทอี่ น่ื ๆ
โดยจดั การปกครองใหเ้ ขา้ รปู และกลมกลนื กบั ขนบธรรมเนยี มประเพณขี องชาวไทยคลา้ ยคลงึ กบั
ประเทศใกล้เคียง ตลอดจนวางหลักการให้เจ้าหน้าท่ีของรัฐบาลได้ปฏิบัติงานและปฏิบัติตนให้
เกดิ ความสมั พนั ธก์ บั ราษฎรชาวไทยมสุ ลมิ โดยใกลช้ ดิ กระทรวงมหาดไทยจงึ ไดพ้ จิ ารณาวางหลกั
การปกครอง เพ่ือให้ข้าราชการฝา่ ยปกครองและขา้ ราชการซง่ึ รบั ราชการอยู่ใน 4 จงั หวัดน้ี โดย
ได้น�ำเสนอหลักการปกครอง 9 ข้อ ที่ถือเป็นการต่อยอดแนวทางการปกครองตามหลักรัฐ
ประศาสโนบายขององคร์ ัชกาลที่ 6
ส่วนประเด็นความเช่ือมโยงระหว่างยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผนการพัฒนาจังหวัด
ชายแดนภาคใตน้ น้ั ถอื เปน็ อกี เรอื่ งทเี่ จา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ทป่ี ฏบิ ตั งิ านในพนื้ ทจี่ ะตอ้ งใหค้ วามส�ำคญั
และท�ำความเข้าใจ เพราะการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นภารกิจส�ำคัญ
ท่ีเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับจะต้องขับเคล่ือนตามยุทธศาสตร์ของประเทศ รวมท้ังนโยบายและ
แผนรองรับทีเ่ ก่ียวข้อง ท้ังในมติ คิ วามมน่ั คงและการพัฒนา
ส�ำหรับแผนท้ัง 3 ระดับ ประกอบด้วย แผนระดับที่ 1 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
(พ.ศ.2561-2580) ในฐานะทเี่ ปน็ กรอบใหญใ่ นการก�ำหนดทศิ ทางการพฒั นาประเทศทคี่ รอบคลมุ

รายวิชาที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 61


ท้ังมติ คิ วามม่ันคง เศรษฐกจิ สังคมและส่ิงแวดลอ้ ม แผนระดับที่ 2 ประกอบดว้ ยแผนต่างๆ ท่ี
เป็นกลไกถา่ ยทอดแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การปฏิบัติ ซ่ึงประกอบด้วย แผนแม่บท
ภายใตย้ ุทธศาสตรช์ าติ แผนปฏิรปู ประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ และกรอบ
นโยบายและแผนระดับชาตวิ า่ ด้วยความม่นั คงแหง่ ชาติ ในขณะท่ีแผนระดบั 3 ซงึ่ เป็นเรอ่ื งการ
บรหิ ารและพฒั นาพนื้ ทจี่ งั หวดั ชายแดนภาคใตโ้ ดยตรงประกอบดว้ ยนโยบายและแผนปฏบิ ตั กิ าร
ท่สี �ำคัญ ได้แก่ (รา่ ง) นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวดั ชายแดนภาคใต้ รา่ งยุทธศาสตร์
การพฒั นาจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ (พ.ศ.2565-2567) และ (รา่ ง) แผนปฏบิ ตั กิ ารดา้ นการบรหิ าร
และการพัฒนาจงั หวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2566-2570
สว่ นสดุ ทา้ ยในบทท่ี 3 ของเนอื้ หาชดุ ความรวู้ ชิ านซี้ งึ่ เปน็ เรอื่ งของวถิ ชี วี ติ และวฒั นธรรม
ของชาวไทยมสุ ลมิ และขอ้ พงึ ปฏบิ ตั แิ ละละเวน้ ปฏบิ ตั ใิ นการปฏบิ ตั ริ าชการในจงั หวดั ชายแดนใต้
นน้ั มวี ตั ถปุ ระสงคท์ ส่ี อดคลอ้ งกบั สง่ิ ทอี่ งคร์ ชั กาลที่ 6 ไดท้ รงใหค้ วามส�ำคญั และชแี้ นะไวใ้ นหลกั
รฐั ประศาสโนบาย คอื การเนน้ ความเขา้ ใจในวถิ ชี วี ติ ขอ้ จ�ำกดั และความจ�ำเปน็ ของชาวบา้ นเปน็
ทตี่ งั้ จงึ ไดม้ เี นอ้ื หาทมี่ าจากนกั วชิ าการศาสนาทม่ี ปี ระสบการณท์ ง้ั ภาควชิ าการศาสนารวมถงึ การ
สรา้ งและบริหารชมุ ชน และจากนักปกครองท่ีมีประสบการณแ์ ละความเข้าใจภาษา วฒั นธรรม
และการเมืองการปกครองในพืน้ ที่อยา่ งลึกซึ้ง
กลา่ วโดยสรปุ เกย่ี วกบั การวางตวั และแนวปฏบิ ตั ขิ องเจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ทร่ี บั ราชการหรอื
ปฏบิ ตั หิ นา้ ทใ่ี นพน้ื ทจ่ี งั หวดั ชายแดนภาคใตน้ น้ั สง่ิ ทส่ี �ำคญั ทส่ี ดุ คอื การแสวงหาความรู้ โดยเฉพาะ
ในสง่ิ ท่เี รายังไม่รู้ หรอื รูย้ งั ไมพ่ อ ซึง่ จะเปน็ ประตูไปส่กู ารรจู้ ักคน รจู้ กั พ้ืนท่ี ทบทวนตัวเองใหม้ ี
วิธคี ิด ทัศนคติ และการแสดงออกท่เี หมาะสมกับบรบิ ทของพนื้ ท่ี ซ่ึงไมเ่ พยี งแตจ่ ะเกิดผลในทาง
ทไ่ี มไ่ ปสรา้ งเงอื่ นไขความไมพ่ อใจกบั ชาวบา้ น แตย่ งั สามารถท�ำใหเ้ กดิ ผลบวกในทางตรงกนั ขา้ ม
นนั่ กค็ อื การที่ประชาชนรัก เชอ่ื ถือ และไวว้ างใจ หากเราอยากได้ใจเขา ก็ต้องเรมิ่ ต้นหยิบยืน่ ใจ
เราให้เขากอ่ น นั่นคอื การท�ำงานด้วยหัวใจ “ใจแลกใจ” “ใจเขา-ใจเรา” เพม่ิ ความเป็นจิตอาสา
เขา้ ไปในแนวทางการท�ำงาน กย็ งิ่ ผกู มดั หวั ใจของผเู้ สนอและผรู้ บั เขา้ ดว้ ยกนั ใหเ้ กดิ ความประทบั
ใจแน่นแฟ้นข้ึน และเมื่อถึงเวลาน้ัน ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเข้าไปแก้ปัญหา หรือแนะน�ำให้
พัฒนาอะไรก็ตาม ย่อมมีแนวโน้มท่ีจะได้รับการตอบรับจากพ้ืนที่สูง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์
“เข้าใจ เขา้ ถงึ พฒั นา” และแนวพระราชด�ำริ “จติ อาสา เราท�ำความดีดว้ ยหัวใจ”

62
62 รายวชิ าที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


บรรณานุกรม
จริยา ชุมพงษ์. (มปป.) “ความสอดคล้องเช่ือมโยงของแผนปฏิบัติราชการกระทรวงมหาดไทย
(พ.ศ. 2563 - 2565) กบั แผนระดับ 1 และ แผนระดับ 2”. เอกสารเผยแพร่ กระทรวง
มหาดไทย.
ศูนย์อ�ำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้. (2563). คู่มือส�ำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐจังหวัด
ชายแดนภาคใต้.
ศูนย์อ�ำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้. “นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัด
ชายแดนภาคใต้ (พ.ศ. 2565-2567)”.
ศนู ยอ์ �ำนวยการบรหิ ารจงั หวดั ชายแดนภาคใต.้ “รา่ งยทุ ธศาสตรด์ า้ นการพฒั นาจงั หวดั ชายแดน
ภาคใต้ พ.ศ. 2565-2567”.
สถาบันด�ำรงราชานุภาพ ส�ำนักงานปลดั กระทรวงมหาดไทย. (มปป.) “แนวทางปฏิบตั ิราชการ
ส�ำหรับข้าราชการในพื้นท่ีจงั หวดั ชายแดนภาคใต้”.
สํานกั งานสภาความมน่ั คงแหง่ ชาต,ิ กองอํานวยการรกั ษาความมนั่ คงภายในราชอาณาจกั ร, และ
ศูนยอ์ ํานวยการบริหารจังหวดั ชายแดนภาคใต.้ “(รา่ ง) แผนปฏิบัติการดา้ นการบริหาร
และการพัฒนาจงั หวัดชายแดนภาคใต ้ (พ.ศ. 2566-2570)”.
ส�ำนักงานขับเคล่ือนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง
(ส�ำนักงาน ป.ย.ป.). “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” อนาคตประเทศไทย. แหล่งที่มา:
https://sto.go.th/th/about/policy/20-year-strategic-plan [24 มีนาคม 2565].
ส�ำนกั งานเลขานกุ ารของคณะกรรมการยทุ ธศาสตรช์ าติ และส�ำนกั งานคณะกรรมการพฒั นาการ
เศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ. ยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ฉบับยอ่ .
ส�ำนกั งานสภาพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาต.ิ (2562). (รา่ ง) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และ
สงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 13 “พลกิ โฉมประเทศไทยสู่ สงั คมกา้ วหนา้ เศรษฐกจิ สรา้ งมลู คา่
อยา่ งยัง่ ยืน”.
ส�ำนกั นโยบายและแผน ศนู ยอ์ �ำนวยการบรหิ ารจงั หวดั ชายแดนภาคใต.้ “ยทุ ธศาสตร์ ศนู ยอ์ �ำนวย
การบรหิ ารจงั หวัดชายแดนภาคใตร้ ะยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580)”.
สเุ มธ ตนั ตเิ วชกลุ . (2562). “ยทุ ธศาสตรพ์ ระราชทาน เข้าใจ เขา้ ถงึ พฒั นา กบั การแกไ้ ขปญั หา
จงั หวดั ชายแดนภาคใต"้ . การบรรยายพเิ ศษในการประชมุ เสรมิ สรา้ งการมสี ว่ นรว่ มของ
ทุกภาคส่วนตามกลไกประชารฐั ครงั้ ที่ 9 (1/2562) วนั ท่ี 24 มกราคม 2562 จัดโดย
ส�ำนักงานคณะกรรมการขับเคล่ือนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนหน้า
(คปต.) ณ มหาวทิ ยาลยั นราธิวาสราชนครินทร)์ จังหวัดนราธวิ าส.

รายวิชาท่ี 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 63


ภาคผนวก

64
64 รายวชิ าที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


คำ�ถาม
คำ�ถาม – คำ�ตอบ และข้อเสนอแนะของอดตี จุฬาราชมนตรี

(นายประเสริฐ มะหะหมดั )
เกี่ยวกบั แนวทางการปฏิบตั ิตนของผทู้ ีน่ บั ถือศาสนาอสิ ลามทีเ่ หมาะสม
ระหว่างวันท่ี 12-15 มกราคม 2525 ได้เรียนเชิญจุฬาราชมนตรีเพื่อมาพบปะ
เย่ียมเยียนพี่น้องมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ได้มีการตอบปัญหาข้อขัดแย้งไปแล้วบางส่วน
ซง่ึ จุฬาราชมนตรีเป็นผูต้ อบ โดยมี “นายสวาสด์ิ สุมาลยศกั ด์ิ และ นายวินัย สะมะอุน” รว่ ม
คณะอยดู่ ้วย ตอ่ มาในปี พ.ศ.2540 นายสวาสด์ิฯ ได้รบั การแตง่ ต้ังให้เป็นจุฬาราชมนตรจี นถงึ
แก่อนิจกรรมในปี พ.ศ.2553
ค�ำ ตอบและขอ้ เสนอแนะของอดตี จฬุ าราชมนตรี เปน็ การแกไ้ ขปญั หาท่ี ศอ.บต. รวบรวม
ขน้ึ จากการทไ่ี ดแ้ ตง่ ตง้ั คณะกรรมการรวบรวมปญั หาขอ้ ขดั แยง้ ตา่ งๆ ในพน้ื ท่ี 5 จงั หวดั ชายแดน
ภาคใต้ คอื สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลาและนราธวิ าส โดยมอบหมายให้คณะกรรมการทม่ี อี ยใู่ น
จังหวัดน้ันๆ สง่ เขา้ มา ซง่ึ ปัญหาบางปัญหาไดร้ ับการแกไ้ ขแล้ว รวมท้ัง ศอ.บต. ได้รวบรวมค�ำ
วนิ ิจฉยั (คำ�ฟัตวา) ที่เปน็ ปจั จุบันและนา่ สนใจไว้ดว้ ยแล้ว ดังนี้
ปญั หาท่ี 1
ในพธิ ีการต่าง ๆ ซง่ึ ประธานจะตอ้ งจดุ ธปู บชู าพระรัตนตรยั ผู้ทีอ่ ยู่ในท่ปี ระชุมจะตอ้ ง
ลกุ ขนึ้ ยนื ตรงในขณะทีป่ ระธานลุกข้นึ ไปจดุ ธูปเทียนน้ัน ชาวพุทธจะตอ้ งประนมมอื สว่ นมุสลมิ
จะตอ้ งยืนตรง การยืนตรงเชน่ นนั้ จะขดั กับหลักการศาสนาอสิ ลามหรอื ไม่
คำ�ตอบ การยนื ขึ้นขณะประธานทำ�พิธีดังกลา่ ว ขัดตอ่ หลกั การศาสนาอิสลาม
ข้อเสนอแนะ ควรให้มสุ ลมิ น่ังอยู่กับท่ตี ามเดมิ และถ้าจะเปน็ การยืน ก็ควรยนื ในขณะ
ทปี่ ระธานเดนิ เข้าสหู่ ้องประชมุ เทา่ นน้ั เพอ่ื เปน็ เกียรติแก่ประธานฯ
ปัญหาที่ 2
การท่ีนักเรียนนักศึกษามุสลิมรำ�ไหว้ครู โดยการกราบในวิชามวยไทย กระบี่กระบอง
นาฏศลิ ป์ เป็นตน้ ผดิ หลักการศาสนาอสิ ลามหรือไม่ จะทำ�ไดใ้ นลักษณะใดบ้าง
คำ�ตอบ การกราบสิ่งอ่ืนนอกจากอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) จะกราบในวาระใดหรือเจตนาใด
กต็ าม ถอื เปน็ ความผดิ ต่อบทบัญญัตศิ าสนาอิสลามท้ังส้ิน
ขอ้ เสนอแนะ สำ�หรบั นักเรยี นนักศกึ ษาท่เี ปน็ มุสลมิ ควรสอนเฉพาะเนือ้ หาวิชาล้วน ๆ
การกราบในพธิ ีดังกล่าวใหง้ ดเวน้ โดยเด็ดขาด และหากจะจัดพธิ ีไหวค้ รูก็ใหด้ ใู น ข้อที่ 3

รายวชิ าท่ี 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 65


ปัญหาที่ 3
ในพธิ ไี หวค้ รู ถ้านักเรยี นนกั ศกึ ษาไทยมสุ ลิมเข้ารว่ มพิธีทางโรงเรียนจัดขนึ้ ซึ่งไม่มีการ
กราบ แต่จะมีการนำ�ดอกไม้ธูปเทียนมอบให้แก่ครอู าจารย์ เพือ่ แสดงความกตัญญูรู้คุณ จะขดั
หลกั การศาสนาอสิ ลามหรอื ไม่ และการทน่ี กั เรยี นไหวค้ รหู รอื กราบครใู นหอ้ งเรยี นจะท�ำ ไดห้ รอื ไม่
คำ�ตอบ
1. การน�ำ ดอกไมม้ อบแกค่ รู ถา้ เพอื่ น�ำ ดอกไมน้ นั้ ไปกราบไหวบ้ ชู า กผ็ ดิ บทบญั ญตั ศิ าสนา
อิสลาม แต่ถ้าเปน็ เจตนาอ่นื นอกจากน้นั ก็ไมเ่ ปน็ ไร
2. การไหวท้ ำ�ความเคารพครูในหอ้ งเรียน ไม่ผิดบทบญั ญัติศาสนาอิสลาม
3. การกราบ ผดิ บทบัญญตั ิศาสนาอสิ ลาม
4. การมอบธปู เทยี น ถา้ ประโยชนข์ องธปู เทยี นทคี่ รรู บั ไวน้ น้ั น�ำ ไปเพอ่ื ใชง้ านอนั ไมเ่ กยี่ ว
กบั การกราบไหวบ้ ชู า หรือเก่ียวกบั พธิ ศี าสนาอื่น กอ็ นุโลมให้มอบได้แต่ไม่บังควรนกั เพราะโดย
ทั่วไปธปู เทียนถกู ใชใ้ นเร่ืองกราบไหวบ้ ชู ามากกว่าอย่างอืน่
ข้อเสนอแนะ
การจดั พธิ ไี หวค้ รู มใิ ชพ่ ธิ กี ารของศาสนาอสิ ลาม นกั เรยี นมสุ ลมิ ตอ้ งงดเวน้ อยา่ งเดด็ ขาด
นอกจากจะเปลยี่ นรูปแบบพิธีทางศาสนาพราหมณ์ - พุทธ มาเปน็ แบบศาสนาอสิ ลาม และการ
มอบของท่รี ะลึกแกค่ รู กค็ วรเหลอื เพียงดอกไม้ สว่ นธปู เทยี นตัดออกเสียในวันไหวค้ รู นักเรยี น
มุสลิมควรจดั กจิ กรรมดังนี้
- เชญิ อหิ มา่ มและกรรมการมัสยดิ และหรือผู้ทรงคณุ วุฒิ มาเปน็ ผู้น�ำ ในการขอพร
- ถา้ บคุ คลในขอ้ 1 มคี วามรพู้ อ กใ็ หเ้ ปน็ คนใหโ้ อวาทในทางศาสนาอสิ ลาม เกยี่ วกบั การ
เคารพครบู าอาจารย์
ปัญหาท่ี 4
การเชิญผู้นำ�อสิ ลามเขา้ รว่ มในพิธี ควรก�ำ หนดบทสวดให้แนน่ อน ท่านคิดวา่ ควรใช้บท
สวดใด
คำ�ตอบ บทสวดในศาสนาอิสลามไม่มี มีแต่บทขอพรซึ่งศาสนาอิสลามมิได้กำ�หนดไว้
ตายตัว สุดแตผ่ รู้ ้ใู นท้องถ่ินจะนิยมปฏิบตั ิ
ขอ้ เสนอแนะ ใหอ้ ยใู่ นดลุ ยพนิ จิ ของผรู้ มู้ สุ ลมิ ในทอ้ งถน่ิ นนั้ ๆ บทขอพรทส่ี ว่ นใหญป่ ฏบิ ตั ิ
กันอยา่ งกวา้ งขวางทวั่ ไปคอื
1. การอา่ นอลั กรุ อาน 2. การซอลาวาต 3. การขอดุอา

66
66 รายวชิ าที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


ปญั หาท่ี 5
การชกั ชวนใหน้ กั ศกึ ษาไทยมสุ ลมิ ไปรว่ มในพธิ แี ละงานพธิ ตี า่ งๆ ทขี่ ดั กบั หลกั การศาสนา
อสิ ลาม เชน่ วันสงกรานต์ วนั ลอยกระทง การแห่เทียนพรรษา เปน็ ตน้ ยอ่ มเปน็ สาเหตใุ ห้เกิด
ความแตกแยก ควรหาทางแก้ไขปัญหาและป้องกนั อยา่ งไร
คำ�ตอบ วิธีป้องกันคือ งานน้ีไม่ต้องเชิญมุสลิมเข้าร่วม เพราะขัดต่อหลักการศาสนา
อิสลามอยูแ่ ลว้
ปญั หาที่ 6
การทหี่ นว่ ยราชการ ไดใ้ หใ้ ชพ้ ระมหาคมั ภรี อ์ ลั กรุ อานเพอ่ื ใหช้ ายไทยมสุ ลมิ ทเ่ี ปน็ คกู่ รณี
หรอื พยานสาบานตัว จะขัดกับหลกั การศาสนาอิสลามหรือไม่
ค�ำ ตอบ การสาบาน ตอ้ งสาบานตอ่ อลั ลอฮฺ (ซบุ ฮาฯ) และการใชอ้ ลั กรุ อานมาถอื ไวข้ ณะ
สาบานไม่ผิดบทบัญญัตศิ าสนาอสิ ลาม
ปัญหาที่ 7
การรว่ มในพธิ วี นั ส�ำ คญั ของชาติ เชน่ วนั ปยิ มหาราช มกี ารน�ำ พวงมาลาแลว้ มกี ารถวาย
บงั คมพระบรมรปู ทรงมา้ หรอื พระบรมฉายาลกั ษณ์ ถา้ ชาวไทยมสุ ลมิ ท�ำ ความเคารพดว้ ยการยนื
ตรง หรือคำ�นบั จะขัดหลกั ศาสนาอิสลามหรือไม่ และควรปฏบิ ตั อิ ย่างไร
ค�ำ ตอบ
- การนำ�พวงมาลาไปถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้านั้น ผิดบทบัญญัติศาสนาอิสลาม
เพราะอสิ ลามห้ามเคารพรูปปน้ั ไมว่ า่ จะเปน็ รูปปั้นอะไรกต็ าม
- การยืนตรงต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์น้ัน ไม่ผิดบทบัญญัติศาสนาอิสลาม เพราะ
มิใช่รปู ปน้ั นักวชิ าการอสิ ลามมีความเหน็ วา่
1. รปู ป้ันหรือสลกั หรือหลอมทุกชนดิ เป็นสิง่ ตอ้ งห้าม (ฮะรอม)
2. รปู ภาพไม่เปน็ สงิ่ ต้องห้าม เมอื่ รูปภาพไมเ่ ปน็ สงิ่ ต้องห้าม การจะแขวนไว้ ท่ีไหน กไ็ ม่
เป็นสิ่งตอ้ งห้าม และการยนื ต่อหน้ารูปภาพโดยมิได้เจตนาบชู า จึงไมเ่ ปน็ การต้องหา้ ม
ปญั หาที่ 8
การแตง่ กายตามเครอื่ งแบบตา่ งๆ เพอื่ ความเหมาะสมตามสถานการณแ์ ละสถานที่ เชน่
การแต่งกายเครือ่ งแบบลูกเสือ เครือ่ งแตง่ กายกีฬาที่จ�ำ เป็นตอ้ งน่งุ กางเกงขาสัน้ เปน็ ตน้ ขดั กบั
หลักการศาสนาอสิ ลามหรือไม่ ควรปฏบิ ัติอยา่ งไร
คำ�ตอบ การแตง่ กายแบบนั้น ถอื วา่ ผดิ บทบญั ญตั ิศาสนาอิสลาม

รายวชิ าท่ี 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 67


ข้อเสนอแนะ ใหน้ ุ่งกางเกงขายาวพ้นหวั เข่า หรอื สวมถงุ เทา้ ให้สงู ขึน้ มา
ปญั หาที่ 9
ความหมายของเนื้อเพลงสรรเสรญิ พระบารมี วา่ อยา่ งไร
ค�ำ อธบิ ายเกยี่ วกับ การร้องเพลงสรร เสริญพระบารมี
1. ข้าวรพทุ ธเจ้า ค�ำ สรรเสรญิ ตามหลักภาษาน้ัน ไม่มีการแปลตามมูลภาษา หากใชใ้ น
การแทนตวั ผู้พูด เรียกวา่ บุรุษที่ 1 หรอื ผฟู้ ัง เรยี กว่าบุรษุ ที่ 2 หรือผู้ถูกกลา่ วถงึ เรยี กว่าบรุ ุษท่ี
3 ดังนั้น เม่ือภาษาไทยใชค้ ำ�สรรพนามบรุ ษุ ที่ 1 ตอ่ พระมหากษัตริย์ว่า ขา้ พระพุทธเจ้า กม็ ิได้
หมายความตามมลู เดมิ ของภาษา หากหมายความเปน็ บรุ ษุ สรรพนามที่ 1 ทต่ี รงกบั ค�ำ ธรรมดาวา่
ฉนั , ผม, ข้าพเจ้า น้ันเอง ดังนั้นการใชส้ รรพนามดังกลา่ ว จงึ ไมถ่ ือเป็นความผดิ ตามบทบญั ญัติ
อิสลาม
อน่ึง ถ้าจะแปลกันตามมูลเดมิ ของภาษาจริงๆ คำ�วา่ ข้าพระพุทธเจา้ ก็สามารถแยก
การแปลไดด้ งั นี้
- ข้า .. สรรพนามบรุ ุษที่ 1 บา่ ว, คนรับใช,้ ทาส
- พระ .. ใช้เป็นคำ�นำ�หน้านามพระเจ้าแผ่นดนิ หรอื เจ้านายช้ันสงู หรอื ผ้มู ีคุณธรรมดี
ฯลฯ
- พทุ ธ .. ผรู้ ,ู้ ผ้ตู รัสรู,้ ผ้ตู น่ื แลว้
- เจา้ .. ใชเ้ ตมิ ทา้ ยค�ำ เรียกผ้ทู ่ีนับถอื ฯลฯ
จะเหน็ วา่ การแยกแปลออกมาตามมลู เดมิ ทางภาษา กก็ ลายไปเปน็ "คณุ ลกั ษณะ" กลางๆ
ซงึ่ ไมจ่ �ำ กดั วา่ จะเปน็ ผใู้ ด ในพจนานกุ รม ค�ำ วา่ "ขา้ พระพทุ ธเจา้ " ใหค้ วามหมายไวว้ า่ "สรรพนาม
บรุ ุษท่ี 1 ใช้พดู กับเจ้าหน้าท่ีชน้ั สงู หรือพระเจ้าแผน่ ดิน มีความหมายเท่ากับ " ข้าพเจ้า" การ
ใช้คำ�พูดไม่ว่าจะเป็นภาษาใดก็ตาม ย่อมขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้พูดเองว่า จะหมายความคำ�พูด
นน้ั อย่างไร เพราะค�ำ พูดเป็นสื่อของความหมายทีส่ ะทอ้ นจากความรู้สกึ นกึ คดิ ของคนเรา ดังนนั้
เม่ือพจนานุกรมและผู้พูด พูดคำ�ว่า"ข้าพระพุทธเจ้า" ในความหมายของ "สรรพนามบุรุษท่ี 1"
ก็ไม่ถือว่ากล่าวคำ�พูดท่ีผิดต่อหลักการอิสลามแต่ประการใดๆ อน่ึง หลักภาษาไทยแบ่งการพูด
ออกเป็น 2 ลกั ษณะคอื คำ�พดู สามญั ธรรมดา กับราชาศัพท์ เมอ่ื เราจะพูดภาษาไทย ก็ต้องใช้
หลักภาษาไทยให้ถกู ต้องและค�ำ วา่ "ขา้ วรพุทธเจ้า" กค็ อื ค�ำ ว่า "ขา้ พระพทุ ธเจา้ " นน่ั เอง
- วร ดี, วเิ ศษ,ยอดเยี่ยม. มีคา่ . ประเสรฐิ
2. เอามโนและศิริกราน หมายความวา่ เอาใจและศรี ษะนอบน้อมถวายบงั คมพระเจา้
อย่หู ัว นบพระภูมบิ าลบญุ ดเิ รก พระเจ้าอยูห่ ัว ผมู้ ีบุญญาธิการ ค�ำ วา่ มโน .. ใจ, ศิระ .. ศีรษะ

68
68 รายวิชาท่ี 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


ท้งั ใจและศีรษะได้นอบน้อม ตอ่ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัว ซึ่งการนอ้ มนบกย็ งั มิได้ มีความ
หมายเจาะจงลงไปวา่ ต้องกราบ เพระค�ำ ว่า
- กราน .. ตามพจนานุกรม หมายถงึ นอบ, ไหว,้ นอบนอ้ ม ดงั นัน้ การแสดงความ
นอบน้อมต่อพระมหากษัตริย์ท่ีใช้คำ�ว่า "ถวายบังคม" จึงมิได้จำ�กัดเฉพาะว่าจะต้อง
เป็น "การกราบ" ซ่ึงผิดบทบัญญัติศาสนาอิสลาม เพราะการกราบนั้นศาสนาอิสลามสอนไว้
ให้กระทำ�เฉพาะต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) เท่าน้ัน จะกระทำ�ต่อสิ่งอ่ืนหรือบุคคลอ่ืน
ไม่ได้การถวายบังคม จึงขึ้นอยู่กับหลักความเช่ือและหลักศาสนาของผู้กระทำ� สำ�หรับ
ผู้ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ก็อาจหมายถึงการกราบ การหมอบลงไปต่อหน้าพระ
พักตร์ ซ่ึงเป็นท่าทางอันแสดงออกทางกิริยา อน่ึง คำ�ว่า "ถวายบังคม" แยกแปลได้ดังน้ี
- ถวาย หมายถงึ มอบ, ให,้ ใหด้ ู, ให้ชม
- บังคม หมายถึง ไหว,้ มีความหมายเท่ากบั "กราบ" ดว้ ย เม่ือผู้นบั ถอื ศาสนาอสิ ลาม
ไม่สามารถจะถวายบังคมด้วยการกราบได้ ก็กระทำ�ได้ด้วยการยืนตรงการแสดงท่าถวายบังคม
เพียงเทา่ ท่ีกลา่ วมาน้ี มไิ ด้หมายความว่า ผู้นบั ถอื ศาสนาอิสลามจะขาดความเคารพนบนอบตอ่
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั กห็ าไม่ แทจ้ ริงแลว้ ในจิตใจของผู้นบั ถือศาสนาอิสลาม กค็ งเปี่ยม
ด้วยความเคารพนบนอบ และจงรกั ภักดีตอ่ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว เหมือนกับชายไทยท่ี
นับถอื ศาสนาพทุ ธนนั่ เอง
3. เอกบรมจักริน ทรงเป็นกษัตริย์สืบราชวงศ์จักรีอันประเสริฐ ทรงเป็นเอกใน
ประเทศไทย พระสยามินทร์
4. พระยศยงิ่ ยง เยน็ ทรงมพี ระเกียรตคิ ุณงามมาก ประชาชนมีความรม่ เยน็ เพระพระ
องคป์ กป้อง ศิระเพราะพระบรบิ าล คุม้ ครอง คำ�วา่ "บริบาล" เปน็ คุณลกั ษณะซ่งึ แสดงถงึ การ
ปกปอ้ งค้มุ ครองดูแล ซ่งึ เป็นไปได้ตงั้ แตบ่ ดิ า มารดา จนถงึ พระผ้เู ปน็ เจ้า และตรงกบั พระนาม
ของพระผู้เป็นเจา้ ท่ีแปลว่า อภบิ าล หรือ บริบาล คือว่า ร๊อบบฺ พระนามของพระผเู้ ป็นเจา้ นัน้
นกั วชิ า การแบง่ ออกเป็น 2 คอื
1. พระนามแห่งอาตมนั
2. พระนามแหง่ คุณลกั ษณะ
พระนามแห่งอาตมันนน้ั จะนำ�ไปใชก้ บั บุคคลอ่นื ไม่ได้ นอกจากจะตอ้ งเพม่ิ คำ�ว่า "ขา้ "
ลงไป แตพ่ ระนามแหง่ คณุ ลกั ษณะนนั้ สามารถจะใชร้ ว่ มโดยบคุ คลอนื่ ๆ ได้ และค�ำ ๆ นก้ี เ็ ปน็ หนง่ึ
ในจ�ำ นวนพระนามแหง่ คณุ ลกั ษณะ หากน�ำ ไปใชโ้ ดยเจาะจง เปน็ คณุ ลกั ษณะของพระผเู้ ปน็ เจา้ ก็

รายวชิ าที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 69


ตอ้ งหมายถึงพระองคจ์ ะนำ�มาใชก้ บั บุคคลอ่นื ไม่ได้ และต้องเพ่มิ คำ�ว่า "ขา้ " ลงไปถา้ หมายความ
ไม่จำ�กดั เจาะจงวา่ เปน็ คุณลักษณะของพระองค์ กส็ ามารถนำ�มาใชก้ ับบคุ คลอ่ืนๆ ไดโ้ ดยทวั่ ไป
5. ผลพระคณุ ธรกั ษา ดว้ ยผลแหง่ ความดที ่ีพระองค์ทรงปกป้องคมุ้ ครองให้ประชาชน
ไดม้ ีสุขสำ�ราญปวงประชาเปน็ สุขสานต์ นั้น
6. ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด ขอพระคุณน้ัน จงบันดาลส่ิงที่พระองค์ต้องพระราช
ประสงคจ์ �ำ นงหมาย จงสฤษดด์ิ งั หวงั วรหฤทยั จงส�ำ เรจ็ สมพระราชหฤทยั หวงั ดงั ทไ่ี ดน้ อ้ มเกลา้ ฯ
ถวายพระพรชยั ดจุ ถวายชัย ชโย ประโยคท่อนท้ายนี้ เปน็ การถวายพระพรแดพ่ ระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อยหู่ วั โดยอา้ งถงึ ความดที พี่ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ใหก้ ารคมุ้ ครองตอ่ ประชาชนจน
เปน็ สขุ ขอความดขี องพระองคไ์ ดบ้ นั ดาล ใหพ้ ระองค์ ส�ำ เรจ็ สมพระราชหฤทยั หวงั เปน็ ประเพณี
การถวายพระพรชยั มงคล ซึ่งมกั จะอา้ งแบบนนั้ หากจะหมายความตรงตามตวั อกั ษร ตามหลัก
การอสิ ลามแลว้ ถือว่าผดิ เพราะความดีน้ันไมอ่ าจบนั ดาลสิ่งใดได้ ผู้บันดาลคือพระองคอ์ ลั ลอฮฺ
(ซบุ ฮาฯ) คำ�พูดท�ำ นองน้ี มคี วามหมายในเชงิ เปรยี บเทยี บ เพ่ือเน้นถงึ ความเคารพในพระบาท
สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ใหม้ นี �้ำ หนกั ยงิ่ ขน้ึ มไิ ดม้ คี วามหมายทเี่ ปน็ จรงิ ในทางรปู ธรรม เมอื่ ค�ำ พดู ใน
เชงิ เปรยี บเทยี บเชน่ นี้ การจะตดั สนิ นยั ยะแหง่ ค�ำ พดู กต็ อ้ งพจิ ารณาถงึ เจตนาของผพู้ ดู และเจตนา
ของผ้พู ดู ประโยคเหล่าน้ัน จะวดั กันทหี่ ลกั ยดึ ม่นั ในจิตใจเป็นประการสำ�คัญ ซึง่ มีการแสดงออก
เปน็ กระจกสะทอ้ นถงึ หลกั ยดึ มน่ั นนั้ อนงึ่ สาเหตทุ ท่ี างศาสนาอสิ ลามถอื วา่ สนิ้ สภาพอสิ ลามมอี ยู่
3 สาเหตุคือ
1. การกระทำ�ท่ที ำ�ให้สน้ิ สภาพอสิ ลาม
2. ความคิดทท่ี ำ�ให้สิ้นสภาพอิสลาม
3. ค�ำ พดู ทที่ �ำ ใหส้ นิ้ สภาพอิสลาม
ค�ำ พดู ทแี่ สดงถงึ เจตนาวา่ จะปฏบิ ตั กิ ารกระท�ำ ทท่ี �ำ ใหส้ น้ิ สภาพอสิ ลาม โดยไมไ่ ดก้ ระท�ำ
จรงิ ตามนน้ั ยงั ไมถ่ อื วา่ สนิ้ สภาพอสิ ลาม แตถ่ า้ จติ ใจคดิ ทจ่ี ะเลกิ จากสภาพอสิ ลาม หรอื จะนบั ถอื
ศาสนาอนื่ เพยี งแตม่ คี วามลงั เลในหวั ใจตอ่ ความคดิ นน้ั กท็ �ำ ใหส้ นิ้ สภาพอสิ ลามไดแ้ ลว้ ถา้ สมมตุ ิ
จะยดึ ตามบางคน ทแ่ี ปลบทเพลงไปตามความหมายทนี่ ยิ ามตามหลกั ศาสนาอน่ื ๆ เมอื่ มสุ ลมิ น�ำ
มาใช้โดยไมม่ ีเจตนาทจ่ี ะท�ำ และมไิ ด้กระท�ำ เชน่ อาจจะแปลค�ำ กราน เปน็ กราบหรอื นบ เป็น
กราบ หรือ บังคม เป็น กราบ คำ�พูดกเ็ ป็นเพียงคำ�พดู ซ่งึ ยงั ไม่มกี ารกระท�ำ จึงไมถ่ อื เปน็ คำ�พูดที่
ทำ�ให้ขาดสภาพอสิ ลาม เพราะการกราบผดิ ตรงการกระท�ำ แต่เมอื่ นำ�มาเป็นคำ�พูดกย็ งั สามารถ
จะแปลออกไปได้อีกตามเจตนาของผพู้ ดู เอง ดังกล่าวไวแ้ ล้ว

70
70 รายวชิ าท่ี 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


การรอ้ งเพลงชาตผิ ดิ หลักการศาสนาหรือไม่ ?
-การร้องเพลงชาตไิ ม่ผิดหลกั ศาสนา
เพลงชาติ
ประเทศไทยรวมเลอื ดเนอื้ ชาติเชอ้ื ไทย เปน็ ประชารฐั ไผทของไทยทกุ สว่ นอยดู่ ำ�รงคง
ไวไ้ ด้ทง้ั มวล ด้วยไทยล้วนหมาย รกั สามคั คี ไทยนีร้ กั สงบ แตถ่ ึงรบไมข่ ลาด เอกราชจะไมใ่ ห้ใคร
ขม่ ขี่ สละเลอื ดทุกหยาดเป็นชาตพิ ลี เถลิงประเทศชาติไทยทวีมชี ยั ชโย
ค�ำ อธบิ าย
ประเทศไทยเป็นท่ีรวมของคนเช้ือชาติไทย เป็นประเทศของประชาชนทั่วทุกแห่ง คน
ไทยไดด้ �ำ รงรกั ษาไวใ้ หค้ งอยไู่ ดท้ งั้ หมด เพราะคนไทยลว้ นแตม่ คี วามรว่ มรกั สามคั คกี นั ตามปกติ
คนไทยรกั ความสงบ แตเ่ มอ่ื ถงึ คราวรบคนเกง่ กลา้ ไมเ่ กรงกลวั ศตั รู ไมย่ อมใหใ้ ครใชก้ �ำ ลงั ท�ำ ลาย
เอกราชได้ตามความชอบ คนไทยยอมสละเลือดทุกหยาดเพื่อชาติ จะปกครองประเทศไทยให้
เจริญและมีชยั ชนะ (โดย อาจารย์ก�ำ ชัย ทองหล่อ)
ปัญหาที่ 10
การจัดพิธีเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติของพระบรมศาสดานบีมูฮำ�หมัด มีขอบเขต
เพียงใด ควรจะพิจารณา
1. การแห่โดยเอาสุภาพสตรถี ือบายศรี มารว่ มขบวนแห่
2. การแตง่ รถน�ำ ประกวด บางคันแตง่ รูปสัตว์ เชน่ รูปนก
ค�ำ ตอบ
ขอบเขตของงานเมาลิดกลางคือ
1. อ่านอลั กรุ อาน 2. อา่ นประวตั ทิ า่ นศาสดา
3. อา่ นบทขอพร (ดุอา) 4. อ่านบทซกิ รุล้ เลาะห์
5. อ่านซอลาวาต 6. เลย้ี งอาหารแกผ่ ูเ้ ข้าร่วมพธิ ี
- การแหส่ ภุ าพสตรี ผดิ บทบญั ญตั ศิ าสนาอิสลาม
- การแตง่ รถประกวด ไมผ่ ดิ บทบญั ญตั ิ ทงั้ นถ้ี า้ ผแู้ ตง่ ไมย่ ดึ ถอื วา่ เปน็ สว่ นหนง่ึ ของศาสนา
โดยถอื เป็นเพียงการประกวดตามระเบยี บประเพณี
- การแตง่ เป็นรปู สตั ว์ต่าง ๆ ผิดบทบัญญัติศาสนาอสิ ลาม

รายวิชาที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 71


ปญั หาท่ี 11
ท�ำ ไมในทอ้ งถน่ิ ทมี่ คี นไทยมสุ ลมิ มาก โรงเรยี นและสถานทร่ี าชการ จงึ ไมห่ ยดุ ในวนั ศกุ ร์
และวันเสาร์เพอ่ื เปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นและขา้ ราชการมสุ ลมิ ไปละหมาดในวนั ศุกร์ได้
ค�ำ ตอบ เพราะทางราชการมคี �ำ สง่ั ไวอ้ ยา่ งนนั้ ความจรงิ สมยั แรกกอ็ นโุ ลมใหท้ อ้ งถน่ิ ทม่ี ี
มสุ ลมิ หยดุ วนั พฤหัสบดี วันศกุ ร์ แตต่ อ่ มากเ็ ปลยี่ นแปลงเปน็ วนั เสาร์ – อาทิตย์ ไม่เกี่ยวกับขอ้
ห้ามขอ้ ใชท้ างศาสนา
ปัญหาท่ี 12
ให้พิจารณาปัญหาการให้สลามของนักเรียนในหอ้ งและในโรงเรียน
คำ�ตอบ ถ้าครูและนักเรียนทั้งหมดเป็นมุสลิม ก็ควรให้มีการกล่าวสลาม เพื่อฝึก
วฒั นธรรมทางศาสนา แตก่ ารจะใชค้ �ำ สวสั ดี และการไหว้ กไ็ มข่ ดั กบั หลกั การศาสนาอสิ ลาม ทง้ั นี้
หากกระทำ�ต่อผทู้ ่ไี ม่ได้เปน็ มุสลมิ กท็ ำ�อย่างหลงั
ปญั หาที่ 13
ตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำ�หนดว่า เม่ือนักเรียนเข้าแถวเชิญธงชาติ
แลว้ ใหม้ กี ารสวดมนต์ไหวพ้ ระ ซ่ึงเรื่องนี้นกั เรยี นท่ีนับถือศาสนาอิสลามไม่สามารถจะปฏบิ ัติได้
และตามระเบยี บไมไ่ ดก้ �ำ หนดหรอื ชแี้ นะไวว้ า่ ใหน้ กั เรยี นทนี่ บั ถอื ศาสนาอสิ ลามท�ำ อยา่ งไร เรอื่ ง
น้ีควรจะได้เสนอแนวทางปฏบิ ัตทิ เี่ หมาะสมแก่กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
ค�ำ ตอบ สำ�หรับนักเรยี นมุสลมิ ควรท�ำ ดงั ตอ่ ไปนี้
1. ให้นกั เรียนกล่าวทบทวนรุกน่ อหี ม่าน รกุ ่นอิสลาม
2. ให้นักเรียนอ่านดุอา เช่น ความว่า "โอ้อัลเลาะห์โปรดเปิดความรู้แก่พวกเรา และ
โปรดแผก่ ระจายคลงั แหง่ เมตตาของพระองค์ แกพ่ วกเรา โอพ้ ระองคผ์ ทู้ รงเมตตา ยงิ่ กวา่ บรรดา
ผู้เมตตาทั้งปวง"
3. จบด้วยการซอลาหวาตแกท่ า่ นนบี (ซ.ล.)
ปัญหาที่ 14
ปญั หาค�ำ วา่ "เมอื ง" ทเ่ี ปน็ อ�ำ เภอมสี ถานตี �ำ รวจ เทศบาล ฯลฯ แลว้ ถอื เปน็ เมอื งทจ่ี ะแยก
มัสยดิ ไม่ได้ แต่มีมสุ ลิมกลมุ่ หนึ่งตีความว่า "เมอื ง" ท่แี ยกมัสยดิ ไมไ่ ด้ จะต้องเปน็ เมอื งทปี่ กครอง
โดยมสุ ลมิ เทา่ นน้ั แตถ่ า้ เปน็ เมอื งทถ่ี กู ปกครองโดยศาสนาอนื่ ถอื วา่ ไมเ่ ปน็ เมอื งสามารถแยกมสั ยดิ
ได้ เช่น ในกรณี 3 จังหวดั ชายแดนภาคใต้ถือว่าคนไทยพุทธปกครองใครข่ อทราบความจรงิ ท่ีถกู
ตอ้ ง
ค�ำ ตอบ ความเหน็ เชน่ นนั้ ไมถ่ กู ตอ้ ง การสรา้ งมสั ยดิ เพอ่ื ท�ำ ละหมาดวนั ศกุ รน์ น้ั ใหส้ รา้ ง

72
72 รายวิชาที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


ไดท้ ัง้ ส้ินในพืน้ ที่ทุกลักษณะคอื
1. เมืองใหญ่ คอื เมืองทมี่ ีสถานทีท่ �ำ การทางราชการ เช่น ศาล สถานตี ำ�รวจ
ทว่ี า่ การอำ�เภอ และแหลง่ ทำ�การคา้ และธุรกิจต่างๆ อยา่ งกวา้ งขวาง
2. เมืองเลก็ คอื เมืองท่ีมสี ่ิงดงั กล่าวนอ้ ยกวา่ ไม่ครบถว้ นเหมอื นเมอื งใหญ่
3. หม่บู า้ น หม่บู า้ นทไี่ มม่ ที ่ีทำ�การต่างๆ และไม่มีแหลง่ ธรุ กจิ ตามท่ีกล่าวมา
เลย ส่วนการจัดสร้างเพ่ิม เพ่ือละหมาดวันศุกร์ซ้อนข้ึนมาอีกนั้น หากมัสยิดเก่าแคบ ไม่จุคน
ละหมาด กส็ ามารถจะท�ำ ซอ้ นข้นึ มาได้
ปญั หาท่ี 15
ปญั หาพวก "ดะวะห"์ ซง่ึ มคี วามหมายวา่ การเผยแพรศ่ าสนา จะพดู เกยี่ วกบั หลกั ศาสนา
ทั่วๆไป พูดถึงบาปบญุ ทั้งโลกนแี้ ละโลกหนา้ ปัญหาทเ่ี กิดข้ึน คือ พวกดะวะห์ พูดใหค้ นมสุ ลิม
สามัคคกี นั แตม่ ีความหมายเทา่ กบั ไม่ไหส้ ามัคคกี ับผ้ทู ีน่ ับถอื ศาสนาอืน่ ในบางครง้ั พวกเขากพ็ ูด
รุนแรงไปหา้ มคนมุสลิมเข้ารา้ นคนไทยพุทธ ใคร่ขอทราบความจรงิ ทถ่ี กู ตอ้ ง
ค�ำ ตอบ ไดค้ น้ ควา้ หลกั การของ "ดะวะห"์ แลว้ ไมม่ รี ะบใุ หแ้ ตกสามคั คกี บั คนตา่ งศาสนา
หลักการของดะวะห์ก็คือหลักอิสลามนั่นเอง ส่วนบางคนที่มีความคิดรุนแรง ไปนั้น ก็เป็นเรื่อง
ของคนสว่ นนอ้ ย ซึ่งตอ้ งค่อยๆ ชีแ้ จงใหเ้ ขา้ ใจ
ขอ้ เสนอแนะ ควรเชญิ หวั หนา้ กลมุ่ ดะวะหม์ าพบ เพอ่ื ซกั ซอ้ มความเขา้ ใจกนั บอ่ ยๆ และ
ทางราชการควรอำ�นวยความสะดวกแก่การจัดกิจกรรมดะวะห์อย่างจริงจัง เพราะเป็นผลดีต่อ
ทางราชการโดยตรง
ปัญหาที่ 16
ปญั หาในพธิ ฌี าปนกจิ ศพของคนไทย ทนี่ ับถอื ศาสนาพทุ ธ ใครข่ อทราบวา่ มสุ ลมิ จะเขา้
รว่ มในพธิ ีเผาศพได้หรือไม่ และจะเป็นการขัดกับหลักศาสนาหรือไม่
คำ�ตอบ การเข้าร่วมพิธีเผาศพ ผิดบทบญั ญตั ิศาสนาอิสลาม การเขา้ ไปรว่ มแสดงความ
เสยี ใจในงาน และเยยี่ มเยยี นครอบครวั ของผตู้ ายตา่ งศาสนา รวมทงั้ การชว่ ยเหลอื ดา้ นตา่ งๆ นน้ั
ไมผ่ ดิ บทบญั ญัติศาสนาอิสลาม
ปัญหาท่ี 17
ปัญหาในพิธีสดุดีลูกเสือ ในการประกอบพิธีสดุดีลูกเสือ นักเรียนจะต้องน่ังคุกเข่า
ทำ�ความเคารพพระบรมรูป ร.5 ซึง่ ถา้ นง่ั คุกเข่าดังกล่าวเหมือน กบั ทา่ น่งั ละหมาด ใคร่ขอทราบ
วา่ การประกอบพธิ ขี องมสุ ลิมในทา่ น่ังดังกลา่ ว จะขดั กบั หลักศาสนาอิสลามหรือไม่

รายวิชาท่ี 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 73


ค�ำ ตอบ การท�ำ ความเคารพตอ่ รปู ปนั้ ไมว่ า่ จะโดยรปู แบบใดๆ กต็ าม ถอื เปน็ การขดั ตอ่
บทบญั ญตั ศิ าสนาอสิ ลามทง้ั สน้ิ การกระท�ำ ดงั กลา่ วจงึ ผดิ บทบญั ญตั ศิ าสนาอสิ ลามอยา่ งแนน่ อน

ปญั หาท่ี 18
ปญั หาเรอื่ งการไวท้ กุ ข์ หากมสุ ลมิ ไปรว่ มงานในพธิ ขี องชาวไทยทนี่ บั ถอื ศาสนาพทุ ธ โดย
การแตง่ กายชดุ ด�ำ จะเปน็ การขดั ดว้ ยหลกั การศาสนาอสิ ลามหรอื ไม่ ใครข่ อทราบขอ้ เทจ็ จรงิ และ
ความเห็น
ค�ำ ตอบ ในการแตง่ กายไว้ทกุ ขด์ ้วยชุดด�ำ ผดิ บทบัญญตั ิศาสนาอสิ ลาม
ขอ้ เสนอแนะ อสิ ลามก�ำ หนดไวอ้ าลยั แกผ่ ตู้ าย ซงึ่ บงั คบั แกส่ ตรเี ทา่ นน้ั โดยการเวน้ การ
แตง่ กายทฉี่ ูดฉาด หา้ มใส่เครอ่ื งประดบั และเครอื่ งหอมทุกชนดิ การท่ีมสุ ลมิ ไปร่วมงานศพของ
เพอ่ื นตา่ งศาสนาใหแ้ ต่งกายรว่ มงานตามแบบธรรมดาทัว่ ไป อยา่ แตง่ ชุดด�ำ

ปัญหาท่ี 19
ปัญหาเรื่องการทำ�ความเคารพ พระบรมฉายาลักษณ์ การแสดงความเคารพพระบรม
ฉายาลกั ษณข์ องพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ ในพธิ กี ารตา่ งๆ จะขดั ตอ่ หลกั การศาสนาอสิ ลาม
หรอื ไม่ ใคร่ขอทราบข้อเทจ็ จรงิ และความเหน็
คำ�ตอบ
- การยนื ตรงต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เพ่อื ระลึกถึงพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว
ไม่ขัดตอ่ บทบญั ญตั ิของศาสนาอิสลาม
- การกม้ ศีรษะไม่ถงึ ขนั้ รุกัวะ ถือเปน็ การกระทำ�ที่ไมบ่ ังควร (มกั รฮู ฺ)
- การก้มศรี ษะถงึ ขั้นรกุ ัวะ บางทัศนะวา่ ตอ้ งหา้ ม (ฮะรอม) บางทศั นะว่าไมบ่ ังควร (มัก
รูฮ)
ปัญหาท่ี 20
กรณคี นทม่ี ไิ ดเ้ ปน็ มสุ ลมิ เขา้ ไปในมสั ยดิ เชน่ ขา้ ราชการหรอื ผทู้ น่ี บั ถอื ศาสนาพทุ ธ เขา้ ไป
ในมสั ยดิ เพอื่ พบปะและชแี้ จงข้อราชการให้ประชาชนทราบนนั้ บางคนก็เข้าไปไมไ่ ด้เพราะตอ้ ง
หา้ ม ขอทราบวา่ ความจรงิ เป็นอย่างไร ?
ค�ำ ตอบ มสั ยดิ ทกุ มสั ยดิ มกี รรมการมสั ยดิ เปน็ ผดู้ แู ล อ�ำ นาจในการอนญุ าตใหใ้ ครเขา้ ไป
ภายในมสั ยิดเป็นของผูด้ แู ล ถา้ ผูด้ แู ลอนญุ าตกเ็ ขา้ ได้ ไม่อนญุ าตกเ็ ขา้ ไม่ได้

ปญั หาที่ 21
มคี รสู อนศาสนาอสิ ลาม ในโรงเรยี นประชาบาล ไดส้ อนจรยิ ธรรมแกน่ กั เรยี นไทยมสุ ลมิ

74 74
รายวิชาที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


โดยบอกวา่ เมอ่ื นกั เรยี นพบกนั ไมว่ า่ ทใ่ี ด กค็ วรสลามหรอื จบั มอื กนั แตค่ รไู ทยพทุ ธ บางคนไมเ่ ขา้ ใจ
กลบั ไปพดู วา่ ครสู อนศาสนาอสิ ลามบดิ เบอื นเดก็ และไดก้ อ่ ใหเ้ ดก็ ไทยละทงิ้ วฒั นธรรมไทย ซงึ่ กอ่
ให้เกดิ ความขดั แยง้
ค�ำ ตอบ เป็นความเข้าใจผดิ ของครทู ีน่ ับถอื ศาสนาพทุ ธเอง ซ่ึงความไม่เข้าใจเช่นนี้ เป็น
เหตใุ ห้เกิดกรณพี พิ าทขึ้นระหวา่ งศาสนา เปน็ ผลรา้ ยที่ต้องขจัดโดยเรว็
ขอ้ เสนอแนะ
ศอ.บต. ควรแนะนำ�ครูทุกคนให้เข้าใจถึงสิทธิหน้าที่ของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ตาม
บทบญั ญตั ิของรฐั ธรรมนญู ซงึ่ ใหส้ ิทธเิ สรีภาพแก่คนไทยในการนับถอื ศาสนาและปฏิบัตศิ าสนา
ไม่ว่าศาสนาอะไรก็ตาม ผ้ทู ี่ขดั ขวางมใิ หผ้ อู้ ่นื นับถอื หรอื ปฏบิ ตั ศิ าสนา จึงเปน็ ผทู้ �ำ ผิดบทบญั ญตั ิ
รฐั ธรรมนูญโดยตรง
อนึ่ง คำ�ว่า "วัฒนธรรมไทย" ไมค่ วรจำ�กดั แต่วัฒนธรรมท่ีรู้สึก และใชก้ ันเฉพาะในสังคม
ที่นับถือศาสนาพทุ ธเทา่ น้นั หากจะต้องหมาย ความรวมไปถึง วัฒนธรรมท่รี ้จู กั และใช้ในสงั คม
มุสลมิ ดว้ ย ทง้ั นี้เพราะมสุ ลิมไดร้ วมเปน็ สว่ นหนึง่ ของสงั คมไทย มาต้ังแตส่ มยั กรุงสโุ ขทัยเร่อื ยมา
จนถงึ ปจั จบุ นั และค�ำ วา่ "คนไทย" ตามความหมายของรฐั ธรรมนญู กไ็ มถ่ กู ก�ำ หนดขน้ึ โดยเงอ่ื นไข
ทางศาสนาทางภาษา หรือทางวัฒนธรรมอ่นื ๆ ตลอดจนเง่อื นไขท่แี ตกตา่ งกนั ทางสงั คม การท่ี
มุสลมิ ปฏิบัติวัฒนธรรมอิสลาม จงึ ไมถ่ ือเป็นการทำ�ลายวัฒนธรรมไทย แตก่ ลับเป็นการส่งเสรมิ
วฒั นธรรมไทยใหม้ ลี กั ษณะเดน่ ทคี่ นตา่ งชาตไิ ดไ้ วว้ างใจยง่ิ ขนึ้ ดว้ ยซ�ำ้ วา่ วฒั นธรรมสว่ นหนง่ึ ของ
ไทยก็คือ รับวัฒนธรรมทางศาสนาทุกศาสนา สมกับที่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญให้สิทธิเสรีภาพ
ในการนับถือและปฏิบัตศิ าสนา เมื่อศาสนาอสิ ลามได้เขา้ มาเปน็ สว่ นหนึง่ ของสังคมไทย และคน
นบั ถอื ศาสนาอสิ ลามเป็นคนไทย ทั้งทางพฤตินัย นิตนิ ัย อย่างทเ่ี ป็นอยู่ ควรยอมรบั วฒั นธรรม
ทางศาสนาอสิ ลามเขา้ มาเปน็ วฒั นธรรมไทยด้วย จึงจะถูกต้อง
ดังนนั้ ในสงั คมมสุ ลิม รฐั จงึ ตอ้ งส่งเสรมิ ให้ใช้วฒั นธรรมอสิ ลามอยา่ งเตม็ ที่ เพือ่ ปฏิบตั ิ
ตามบทบญั ญตั ขิ องรฐั ธรรมนญู ดงั ไดก้ ลา่ วไวแ้ ลว้ ในบทน�ำ หากรฐั หรอื คนของรฐั พยายามตดั หรอื
ลดหรอื กดี กนั มใิ หค้ นนบั ถอื ศาสนาอสิ ลามปฏบิ ตั วิ ฒั นธรรมอสิ ลาม แนน่ อนรฐั และคนของรฐั นน่ั
แหละกระทำ�ผดิ ต่อบทบัญญัตริ ัฐธรรมนญู มใิ ช่มุสลมิ หรอกทก่ี ระทำ�ผิดรัฐธรรมนูญ

รายวิชาที่ 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 75


คำ�วนิ ิจฉยั (ฟัตวา) จฬุ าราชมนตรี
ที่ 02/2556

เรอ่ื ง การให้วคั ซีนเพอ่ื ป้องกนั โรคโปลิโอและโรคอน่ื ๆ
คำ�ถาม : การให้วคั ซีนเพือ่ ปอ้ งกนั โรคโปลิโอและโรคอน่ื ๆ สามารถกระทำ�ได้หรือไม่ ?

ค�ำ วินิจฉัย

หลงั จากไดพ้ จิ ารณาศกึ ษาบทวจิ ยั หลกั ศาสนบญั ญตั แิ ละสถติ กิ ารใหว้ คั ซนี เพอ่ื ปอ้ งกนั โรคโปลโิ อ
และโรคอน่ื ๆ แลว้ พบวา่ วคั ซนี ดงั กลา่ วทง้ั ชนดิ รบั ประทานและฉดี สามารถปอ้ งกนั และลดอตั รา
การเป็นโรคโปลิโอและโรคอ่ืนๆ ในเด็กได้และสภานิติศาสตร์อิสลามนานาชาติ(International
Islamic Fiqh Academy) โดยองค์การท่ีประชุมอิสลาม (Organization of the Islamic
Conference หรอื OIC) ไดร้ ณรงคแ์ ละสง่ เสรมิ ใหป้ ระเทศสมาชกิ กวา่ 57 ประเทศ ซง่ึ มปี ระชากร
รวมกวา่ 1.2 พนั ลา้ นคนรว่ มมอื กบั หนว่ ยงานทเี่ กย่ี วขอ้ งใชค้ วามพยายามในการก�ำ จดั โรคโปลโิ อ
และโรคอ่ืนๆ ให้หมดส้ินไป ดังนั้น จึงเป็นภาระหน้าท่ีและความรับผิดชอบของพ่อแม่และผู้
ปกครองในการนำ�ลูกหลานของตนไปรับวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอและโรคอื่นๆ ณ หน่วยงานท่ี
เกยี่ วขอ้ ง เพอื่ ปอ้ งกนั และรกั ษาไวซ้ ง่ึ ความสมบรู ณข์ องรา่ งกายทอี่ ลั ลอฮท์ รงประทานใหแ้ ละนบั
เปน็ ความโปรดปรานอนั ยงิ่ ใหญท่ ที่ รงสรา้ งมนษุ ยใ์ หม้ สี รรี ะทงี่ ดงามทสี่ ดุ กวา่ สรรพสงิ่ ทง้ั ปวง ดงั
พระองค์ตรัสวา่ “แท้จริง เราไดบ้ งั เกิดมนษุ ยม์ าในรปู แบบทีส่ วยงามยงิ่ ” (อัตตีน : 4)
และอัลลอฮ์ทรงใช้มนุษย์ให้ดูแลตนเองให้สุขภาพพลานามัยท่ีสมบูรณ์และให้หลีกห่าง
ภยันตราย อย่างสุดความสามารถ ดังพระองค์ตรัสว่า “และอย่าปล่อยตัวของสูเจ้าลงสู่ความ
หายนะ จงท�ำ ดเี ถดิ เพราะอลั ลอฮท์ รงรกั ผูท้ �ำ ดีเสมอ” (อัล-บะเกาะเราะฮ:์ 195)
และมปี รากฏในวจนะของท่านบมี ฮุ มั มดั วา่ “ผูศ้ รทั ธาที่เข้มแข็งยอ่ มดแี ละเปน็ ที่รักยงิ่
ณ อลั ลอฮม์ ากกวา่ ผ้ศู รัทธาทีอ่ อ่ นแอ” (มสุ ลิม : 2664)
ท้ังนี้อิสลามได้กำ�หนดหน้าท่ีในการเล้ียงดูบุตรหลานให้แก่พ่อแม่ต้องรับผิดชอบ ตั้งแต่แรกเกิด
จนเตบิ โตเป็นผ้ใู หญ่ ดงั วจนะของนบีมฮุ มั มัด วา่ “ทุกคนในหมพู่ วกทา่ นเปน็ ผรู้ ับผิดชอบและ
ทุกคนในหมู่พวกท่านต้องถูกสอบสวนถึงผู้อยู่ใต้ความรับผิดชอบของตน ผู้นำ�เป็นผู้รับผิดชอบ
และต้องถูกสอบสวนถึงผู้อยู่ใต้ความรับผิดชอบของตน สามีเป็นผู้รับผิดชอบในครอบครัวของ
ตน และต้องถูกสอบสวนถึงผู้อยใู่ ต้ความรบั ผดิ ชอบของตน ภรรยาเปน็ ผู้รับผิดชอบในบา้ นสามี
ของนาง และนางต้องถูกสอบสวนถึงผ้อู ยใู่ ต้ความรบั ผดิ ชอบของนาง” (อัล-บุคอรีย:์ 853) และ
นบีมุฮัมมัด ได้ส่งเสริมให้มีการเยียวยารักษาด้วยการป้องกันและรักษาโรคต่างๆดังวจนะของ

76
76 รายวชิ าท่ี 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้


ท่านว่า “อัลลอฮ์มิได้ทรงให้เกิดโรคเพียงอยา่ งเดียว แต่พระองค์ยังได้ประทานการรักษามาให้
ดว้ ย” (อัล-บคุ อรยี ์: 5354)
ดงั นน้ั การใหว้ คั ซนี เพอ่ื ป้องกนั โรคโปลิโอและโรคอน่ื ๆ ในเดก็ จงึ เปน็ วธิ กี ารปอ้ งกนั โรค
ท่ีอาจเกิดขึ้นในเด็ก หรือปจั จบุ นั เรยี กว่า เวชศาสตร์ปอ้ งกนั ซง่ึ เปน็ หลกั การทอ่ี สิ ลามยอมรบั มา
แตเ่ ดมิ ดงั วจนะของทา่ นนบมี ฮุ มั มดั วา่ “ผใู้ ดเรมิ่ ตน้ เชา้ ตรดู่ ว้ ยการรบั ประทานอนิ ทผลมั อจั วะห์
7 ผล พิษและคณุ ไสยจะไม่ทำ�อนั ตรายเขาผู้นนั้ ไดใ้ นวนั น้นั ” (อัล-บุคอรยี ์: 356, มสุ ลมิ : 2047)
และการใหว้ คั ซนี เพอ่ื ปอ้ งกนั โรคโปลโิ อหรอื โรคอน่ื ๆ นน้ั มไิ ดห้ มายความวา่ ขาดการมอบ
หมายต่ออัลลอฮ์ (อัต-ตะวักกลุ ) หากแต่เป็นวธิ กี ารปอ้ งกันที่ด�ำ เนินไปพร้อมกบั การมอบหมาย
ต่ออัลลอฮแ์ ละหวังในความเมตตาของพระองค์ท่ีจะค้มุ ครองเดก็ ให้หา่ งไกลจากโรคดงั กล่าว ซง่ึ
เปน็ วิธกี ารปอ้ งกันทดี่ กี วา่ การรักษาภายหลงั จากเกิดโรคแลว้
อาศสิ พทิ ักษ์คมุ พล
จุฬาราชมนตรี

รายวิชาท่ี 3 แนวปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั เจา้ หนา้ ทข่ี องร ฐั ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ 77


Click to View FlipBook Version