The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เสาะเหมื่อ พิธีกรรมความเชื่อชาวล้านนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by teen06mintadathammasiri, 2023-02-08 23:58:57

เสาะเหมื่อ พิธีกรรมความเชื่อชาวล้านนา

เสาะเหมื่อ พิธีกรรมความเชื่อชาวล้านนา

เสาะเหมื่อ : พิธีกรรมความเชื่อชาวล้านนาบ้านห้วยม่วง ต าบลแสนทอง อ าเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน นายมินธดา ธรรมศิริ สาขาวิชาการพัฒนาสังคม ส านักวิชาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ปี การศึกษา 2565


ก บทคัดย่อ บทคัดย่อ บทความน้ีมีวัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาเสาะเหมื่อพิธีกรรมความเชื่อชาวล้านนา บ้านห้วย ม่วง ต าบลแสนทอง อ าเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ประกอบด้วย ประวัติความเป็นมา ข้นัตอนการทา พิธีกรรม เสาะเหมื่อ อุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมความเชื่อในพิธีกรรมเสาะเหมื่อ ผลของการศึกษา พบว่า เป็ นพิธีความเชื่อของชาวล้านนาเป็ นพิธีกรรมที่เก่าแก่ ยาวนานมากของชาว ล้านนาในการกระกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อ แล้วพิธีกรรมเสาะเหมื่อเป็ นพิธีกรรมการรักษา เรียกขวัญ หา สาเหตุว่า ภูต ผีปีศาจ ที่ไหนมาทา ทา ร้ายโดยพ่อหมอพ้ืนบา้น ซ่ึงประกอบดว้ยพิธีกรรมเพื่อรักษา โรคที่ ไดร้ับการรักษาจากทางแพทย์ไม่หายหรือเป็นเร้ือรัง ผทู้า พิธีเรียกว่า พ่อหมอ ทา หนา้ที่เป็นตวแทนในการ ั สื่อระหว่าง ผี เผื่อสื่อสารว่าผีที่ไหนมาท าร้ายผปู้่วยจึงทา ใหไ้ม่หายหรือเป็นเร้ือรังอาการเหล่าน้ีเชื่อว่าเกิด จากการกระทา ของผีดงัน้นัการที่จะรักษาพ่อหมอจะท าการอัญเชิญผีปู่ ย่าหม้อนึ่ง พี่ฟ้าหรือผีบรรพบุรุษ หลุดให้ลงมา โดยจะใช้ ต้นไม้วาในการเป็ นสื่อกลางในการสื่อสารพูดคุย แล้วพ่อหมอซักถามที่มาว่าผีตน ไหน ที่ไหน มาทา ร้ายแลว้ถา้ไดรู้้ที่มาว่าพี่ตน มาทา ร้ายกจ็ะทา การจะทา การเล้ียงผีโดยการเล้ียงจะถามก่อน ว่า ตอ้งการอะไรแลว้จะนา ไปเล้ียงผีผปู้ระกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อไม่สามารถสืบต่อกนัไปไดผ้ทู้ี่จะ สามารถสื่อสารกับผีต้องเป็ นคนอยู่ในศีลในธรรมไม่พูดโกหก หลอกลวงผู้อื่น ผู้ประกอบพิธีเสาะเหมื่อผีจะ ท าการเลือกเอง โดยผู้คนที่ต้องการเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อต้องน าไม้วามาวาแขนเอาเอง ต้องพูด กับผี “ว่าถา้ผลีงแลว้กข็อห้ือไมว้ายาวข้ึนถา้ผบี่ลงก็ขอห้ือไมว้าเท่าเดิม” ในปัจจุบันเลยไม่ค่อยได้รู้จักกับ พิธีกรรมเสาะเหลื่อมากนัก เพราะว่าทางด้านพิธีกรรมเสาะเหลื่อไม่สามารถสืบต่อไปทางลูกหลานได้ ชื่องานวิจัย : เสาะเหมื่อ : พิธีกรรมความเชื่อชาวล้านนาบ้านห้วยม่วง ต าบลแสนทอง อ าเภอท่า วังผาจังหวัดน่าน ชื่อผู้ศึกษา : นายมินธดา ธรรมศิริ สาขาวิชา ส านักวิชา : สาขาการพัฒนาสังคม ส านักสังคมศาสตร์ ที่ปรึกษา : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. เบญจมาศ เมืองเกษม ปี การศึกษา : พุทธศักราช 2566


ข กิตติกรรมประกาศ การศึกษาเรื่อง เสาะเหมื่อ : พิธีกรรมความเชื่อชาวล้านนาบ้านห้วยม่วง ต าบลแสนทอง อ าเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน งานวจิยัฉบับน้ีจะสา เร็จสมบูรณ์ไดด้ว้ยความกรุณาและความช่วยเหลืออยา่งสูงจากอาจารย์ ดร. เบญจมาศเมืองเกษม อาจารยท์ ี่ปรึกษางานวิจยัฉบับน้ีซ่ึงกรุณาใหค้วามรู้คา แนะนา คา ปรึกษา วิจัยฉบับ น้ีเสร็จสมบูรณ์ผศู้ึกษาขอกราบขอบพระคุณเป็นอยา่งสูง มา ณ โอกาสน้ีดว้ย ขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูลทุกท่านที่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเสาะเหมื่อ : พิธีกรรมความเชื่อชาวล้านนาบ้าน ห้วยม่วง ต าบลแสนทอง อ าเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน เป็ นผู้ให้ค าปรึกษาและให้ข้อมูลที่เป็ นประโยชน์ใน การศึกษาในคร้ังน้ีเพื่อนๆ ที่ช่วยแนะนา เป็นกา ลงัใจและช่วยสนบัสนุนในทุกๆด้านที่ท าให้ผู้ศึกษามีความ มุ่งมนั่จนสา เร็จการศกึษาในคร้ังน้ีจะไม่สา เร็จหากไม่มคีา ปรึกษาและขอ้มูลจากบุคคลเหล่าน้ี ผศู้ึกษาหวงัว่ารายงานการศกึษาฉบับน้ีจะมีประโยชน์อยไู่ม่นอ้ยจึงขอมอบส่วนดีท้งัหมดน้ีใหแ้ก่ เหล่าคณะอาจารย์ที่ได้ประสิทธิประสาทวิชาจนท าให้ผลงานการศึกษาเป็น ประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องและขอ มอบความกตัญญูกตเวทิคุณ แด่บิดา มารดา และผู้มีพระคุณทุกท่าน ส าหรับข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่อาจจะ เกิดข้ึนน้นัผศู้กึษาขอนอ้มรับผิดเพียงผู้เดียว และยินดีที่จะรับฟังค าแนะน าจากทุกท่านที่ได้เข้ามาศึกษา เพื่อ เป็ นประโยชน์ในการพัฒนาการศึกษาต่อไป มินธดา ธรรมศิริ 8 มกราคม 2566


ค สารบัญ บทที่ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญภาพ จ 1 บทน า 1 ความเป็ นมาและความส าคัญของปัญหา 2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 2 ประโยชน์ของการศึกษา 2 ขอบเขตของการศึกษา 2 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4 1. แนวคิดพิธีกรรมเล้ียงผี4 2. แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับ วัฒนธรรม และ การสืบทอด 5 3. แนวคิดเกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรม 6 4. แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับ พิธีกรรมกับความเชื่อ 10 5. แนวคิดเกี่ยวกับประเพณีจะประกอบด้วย ประเพณีเช่นปู่ ตา และ เสาะเหมื่อ 14 6. แนวคิดความเชื่อเรื่องขวัญ 18 ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 19 กรอบแนวคิดของการศึกษา 22 3 วิธีด าเนินการศึกษา 23 ประชากรตัวอย่างในการศึกษา 23 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 24 ข้นัตอนและการเก็บรวบรวมขอ้มูล 24 การวิเคราะห์ข้อมูล 25


ง สารบัญ(ต่อ) บทที่ หน้า 4 ผลการศึกษา 26 ตอนที่ 1 พิธีกรรมเสาะเหมื่อ บ้านห้วยม่วง ต าบลทอง อ าเภอท่าวังผาจังหวัด น่าน 26 ตอนที่ 2 พิธีกรรมความเชื่อที่เกี่ยวข้องเสาะเหมื่อ บ้านห้วยม่วง ต าบลทอง อ าเภอท่าวังผาจังหวัดน่าน 34 5 สรุปผลการศึกษา อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 40 สรุปผลการศึกษา 40 อภิปรายผล 41 ข้อเสนอแนะ 42 ข้อเสนอแนะการน าผลการศึกษาไปใช้ 42 ขอ้เสนอแนะการศกึษาคร้ังต่อไป 42 บรรณุกรม 44 บุคลานุกรม 45 ภาคผนวก 46 ภาคผนวก ก แบบสอบถาม 47 ภาคผนวก ข รูปภาพประกอบ 51 ประวัติผู้ศึกษา 56


จ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1. พานข้ึนครูหรือขนั28 2. ไม้วา 31 3. ประกอบพิธีเสาะเหมื่อ 33 4. ผู้ให้สัมภาษณ์ นายฟอง ธรรมศิริ อายุ 63 ปี 54 5. นายสุข ธรรมศิริ อายุ 65 ปี 55


1 บทที่ 1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา มนุษย์มักมีความคิดและความเชื่อเป็ นของตนเอง หรือจากความเชื่อที่มีอยู่ของคนรอบข้าง และเมื่ออยู่ ร่วมกนัเป็นสงัคมขนาดใหญ่ก็เกิด เพื่อรักษาการเจ็บป่วย ดว้ยพ่อหมอพ้ืนบา้น เมื่อมีคนเจ็บป่วยซ่ึงในอดีต มักเชื่อว่าเป็ นฝี มือของภูตผีปี ศาจ จึงก่อเกิดวิธีการที่จะขับไล่หรือเยียวยาผู้ป่ วยในรูปแบบต่างๆ ของแต่ละ ชุมชนที่เชื่อถือกันมา เช่น พิธีล าผีฟ้า พิธีเหยา พิธีสู่ขวัญ พิธีกรรมเสาะเหมื่อ เป็ นต้น การรักษาด้วยพิธีกรรม เสาะเหมื่อน้นัเป็นการรักษาเยยีวยาดว้ยจิตวิทยาความเชื่อความศรัทธาของกลุ่มที่อยใู่นบริบททางสังคม เดียวกัน พิธีกรรมเสาะเหมื่อน้นัมคีวามมคีวามสา คญัอยา่งมากต่อชุมของผวู้จิยัไดอ้าศยัอยู่จึงเห็นสมควรที่จะ คน้ควา้ขอ้มูลรักษาโดยพิธีกรรมเสาะกรรมเหมื่อเพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาน้ี พิธีกรรมเสาะเหมื่อเป็ นพิธีกรรมการรักษา เรียกขวัญ หาสาเหตุว่า ภูต ผี ปี ศาจ ที่ไหนมาท าท าร้าย โดย พ่อหมอพ้ืนบา้น ซ่ึงประกอบดว้ยพิธีกรรมเพื่อรักษาโรคที่ไดร้ับการรักษาจากทางแพทย์ไม่หายหรือเป็น เร้ือรัง ผทู้า พิธีเรียกว่า พ่อหมอ ทา หนา้ที่เป็นตวัแทนในการสื่อระหว่างผีเผอื่สื่อสารว่าผทีี่ไหนมาทา ร้าย ผปู้่วยจึงทา ใหไ้ม่หายหรือเป็นเร้ือรังอาการเหล่าน้ีเชื่อว่าเกิดจากการกระทา ของผีดงัน้นัการที่จะรักษาพ่อ หมอจะท าการอัญเชิญผีปู่ ย่าหม้อนึ่ง พี่ฟ้าหรือผีบรรพบุรุษหลุดให้ลงมา โดยจะใช้ ต้นไม้วาในการเป็ น สื่อกลางในการสื่อสารพูดคุย แล้วพ่อหมอซักถามที่มาว่าผีตนไหน ที่ไหน มาท าร้าย แล้วถ้าได้รู้ที่มาว่าพี่ตน มาท าร้าย ก็จะทา การจะทา การเล้ียงผีโดยการเล้ียงจะถามก่อนว่า ตอ้งการอะไรแลว้จะนา ไปเล้ียงผี สงัคมไทยในปัจจุบนั ไดม้ีการพฒันาอยา่งรวดเร็ว ท้งัทางดา้นการเมืองการปกครองการศกึษา การแพทย์ เศรษฐกิจ โดยมีการน าเทคโนโลยี เข้าไปมีส่วนช่วยในการพัฒนาทุกภาคส่วน จะได้เห็นว่า สังคมไทยยคุน้ีเป็นยคุแห่งเทคโนโลยทีี่เขา้มามีบทบาทกบัชีวิตประจา วนัของประชาชนท้งัในเมืองและ ชนบท ดว้ยสาเหตุดงักล่าวทา ใหเ้กิดการแข่งขนัดา้นต่างๆกนัมากข้ึน และมีการแข่งขนัดา้นการศกึษา เศรษฐกิจ ซ่ึงการแข่งขนัไปโดยเสรีและมีความรุนแรงมากยงิ่ข้ึน โดยเฉพาะด้านการศึกษาในปัจจุบัน จะ เป็ นการสื่อสาที่ตอบสนอง ทางสังคมมากกว่าการน าสังคม ในด้านเทคโนโลยีการแพทย์ ได้พัฒนาถึงระดับ การตรวจรักษาดว้ยเทคโนโลยขี้นัสูง ในการวินิจฉยัโรคของแพทยม์ีความแม่นยา ยงิ่ข้ึน การพฒันาวตัถุและ เทคโนโลยีที่เป็ นไปได้อย่างรวดเร็วจนไม่สามารถพัฒนาคนให้ก้าวหน้าทันเทคโนโลยี แม้ในปัจจุบัน ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีมีผลกระทบต่อวิถีความเป็ นอยู่ของชาวบ้านห้วยม่วงมา นานเกือบทุกด้าน แต่ชาวบ้านห้วยม่วง ยังมีความเชื่อและความศรัทธา มีพีธีกรรมเสาะเหมื่อ อยู่มานาน เนื่องจากชาวบ้านห้วยม่วง ได้มีการสืบทอดความเชื่อในทางด้าน ไสยศาสตร์ โชคร้าย และภูตผีปี ศาจมาจาก บรรพชน ซึ่งความเชื่อที่ได้มีการแสดงออกในพิธีกรรมต่างๆรวมถึงพิธีกรรมสะเหมื่อ เป็ นการแสดงออกเชิง


2 สญัลกัษณ์ที่มกีารจดัทา พิธีอยใู่นปัจจุบนัซ่ึงอาจส่งผลต่อการดา รงชีวิตของชาวบา้น ดว้ยเหตุน้ีความเชื่อ เกี่ยวกับพิธีกรรมเสาะเหมื่อ มีความผูกพันกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านห้วยม่วงมานาน จึงท าให้ผู้วิจัย มี ความสนใจที่จะศึกษาถึง ความเป็ นมา ของพิธีกรรมเสาะเหมื่อ ที่มี ต่อการด ารงชีวิตของชาวบ้านเพื่อน ามา เป็ นแนวทางการพัฒนาชุมชนต่อไปในอนาคต จากความเป็ นมาข้างต้น ผู้วิจัย เห็นความสา คญัของพิธีกรรมเสาะเหมื่อเป็นพิธีกรรมความเชื่อพ้ืนบา้น บ้านห้วยม่วง ในการรักษาเยียวยา เหมือนคล้ายร่างทรง แต่การสื่อสารจะใช้ไม้ในการสื่อสาร คือการวัด ขนาดของไมว้า เพื่อช้ีใหเ้ห็นถึงกระบวนการรักษาอยา่งเป็นข้นัตอน จึงกา หนดประเด็นที่น่าสนใจและลง พ้ืนที่ท าการศึกษาค้นคว้า ความเชื่อ ความศรัทธา พิธีกรรมเสาะเหมื่อ หมู่บ้านห้วยม่วง ต าบลแสนทอง อา เภอท่าวงัผาจงัหวดัน่าน และรวบรวมองคค์วามรู้ภูมิปัญญาทอ้งถิ่นเพื่อเป็นแนวทางในการสืบทอด พิธีกรรมประเพณี ไม่ให้สูญหายไปและอนุรักษ์สืบทอดต่อให้ลูกหลานได้เรียนรู้และมีความเข้าใจสืบต่อกัน ไป วตัถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาเสาะเหมื่อ พิธีกรรมความเชื่อชาวล้านนา บ้านห้วยม่วง ต าบลแสนทอง อ าเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ประกอบด้วย ประวัติความเป็ นมาข้นัตอนการทา พิธีกรรมเสาะเหมื่ออุปกรณ์ที่ใช้ในการ ประกอบพิธีกรรมความเชื่อในพิธีกรรมเสาะเหมื่อ ประโยชน์ที่คาดจะได้รับ 1.เป็ นแนวทางการส่งเสริมอนุรักษ์พิธีกรรมเสาะเหมื่อความเชื่อของชาวล้านนา 2.เป็ นช่องมางในการให้ผู้ต้องการผู้ต้องการศึกษาเรื่องพิธีกรรมเสาะเหมื่อ 3.เป็ นข้อเสนอแนะให้กับองค์กร/หน่วยงานที่เกี่ยวข้องน าไปศึกษาอนุรักษ์ ขอบเขตการศึกษา ขอบเขตด้านเนื้อหา ในการศึกษาคร้ังน้ีไดก้า หนดขอบเขตเน้ือหาคือความเป็นมาข้นัตอน เสาะเหมื่อ พิธีกรรมความเชื่อชาวล้านนา กรณีศึกษาบ้านห้วยม่วง ต าบลแสนทอง อ าเภอท่าววังผา จังหวัด น่าน ขอบเขตด้านด้านกลุ่มเป้าหมายและสถานที่ในการศกึษาคร้ังน้ีผศู้ึกษาไดศึกษาจาก ้ กลุ่มเป้าหมาย คือ


3 พ่อหมอ บ้านห้วยม่วง ต าบลแสนทอง อ าเภอท่าววังผา จังหวัดน่าน ซึ่งเป็ นผู้มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับ พิธีกรรมเสาะเหมื่อและประกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อ จ านวน 2 คน ขอบเขตด้านระยะเวลา ในการศกึษาคร้ังน้ีผศู้ึกษาใชร้ะยะเวลาระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2565 ถึง เดือน มกราคม 2566


4 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเสาะเหมื่อ : พิธีกรรมความเชื่อชาวล้านนาบ้านห้วยม่วง ต าบลแสนทอง อ าเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ได้ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังน้ี 1.แนวคิดพิธีกรรมเล้ียงผี 2.แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับ วัฒนธรรม และ การสืบทอด 3.แนวคิดเกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรม 4.แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับ พิธีกรรมกับความเชื่อ 5.แนวคิดเกี่ยวกับประเพณีจะประกอบด้วย ประเพณีเช่นปู่ ตา และ ประเพณีแชนโฏนตา เสาะเหมื่อ ท้งัน้ีได้ มีนักวิชาการได้ให้ความหมายของประเพณี ไว้หลากหลาย 6.แนวคิดความเชื่อเรื่องขวัญ แนวคิดพิธีกรรมเลี้ยงผี การเล้ียงผีมี2อยา่งคือ 1. เล้ียงผปีู่ยา่ทา ใน "วนัพญาวนั" (วนัสงกรานต)์หรือวนั ปีใหม่ตรงกบัวนัที่๑๕ เมษายน ของทุกปี 2. เล้ียงผหีอ นิยมทา กนัระหว่างเดือนสี่เดือนหกเดือนเจ็ด ข้นัตอนการเล้ียงผี 1. ทา ความสะอาดหิ้งและหอผี 2.บอกกล่าวใหพ้ ี่นอ้งทราบเรื่องการเล้ียงผี 3. ร่วมกันจัดอาหารเครื่องเซ่นสังเวยผี 4. พิธีเล้ียงผีซ่ึงมีรายละเอียดดงัน้ี 4.1เล้ียงผปีู่ยา่เจา้ของบา้น (อาวุโส) นา สิ่งของข้ึนสงัเวยหิ้งแลว้กล่าวคา สงัเวยผี 4.2เล้ียงหอผี - เหล่าญาติชุมนุมกนัณ หอผีนา เครื่องดนตรีพ้นืบาน คือ ปี่ ขลุ่ย สะล้อ ซอ ซึง บรรเลง เพลงขับกล่อมและร้อง ้ เพลงค่าว จ๊อย ซอ ด้วยกัน


5 -ผู้อาวุโส หรือ พ่ออาจารย์กล่าวค าเชิญ ผีปู่ ย่า (บางแห่งเรียกว่าผู้กล่าวหา "เจ้าด้าม" หรือ "พ่อเจ้าด้าม") - ทุกคนที่มาร่วมงานจะเงียบสงบ คอยจ้องมองหอผีรอคอยดูว่า เมื่อใดผีปู่ ย่าจะมารับของสังเวย มีข้อสังเกตว่า ถ้า มีผปีู่ยา่มารับเครื่องเซ่นสงัเวยใหดู้เปลวเทียนที่เคลื่อนที่ไหวข้ึนลง หรือแมลงที่ไต่ตอมเครื่องเซ่นสงัเวย ประเพณีเล้ียงผีแสดงใหเ้ห็นถึงการรู้จกัตอบแทนผมู้ีพระคุณ คือ ปู่ ย่าตายาย ท าให้ลูกหลานมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ สร้างความสามัคคีระหว่างญาติพี่น้อง (https://sites.google.com/site /สืบค้นวันที่ 16 พ.ย.65) ลักษณะความเชื่อ การเล้ียงผีหมายถึงการจัดอาหารคาวหวานไปเซ่นสงัเวย ดวงวิญญาณผตู้าย ณ หิ้งผปีู่ยา่หรือหอผชีาว ลา้นนาถือว่า เมื่อปู่ยา่ตายาย ตายไปวญิญาณจะวนเวียนมารักษาลกูหลาน ดงัน้นัภายในบา้นของชาวลา้นนา จึงจดัทา "หิ้งผปีู่ยา่"ไวทุ้กบา้น โดยจดัต้งัไวท้ี่สูง นิยมจดัต้งัไวบนหัวนอนของบ้า ้น สูงจากพ้ืนกระดานราว ๒ เมตร หิ้งผปีู่ยา่น้ีถือว่าเป็นของสูง เด็กๆจะไปเล่นไม่ได้ผอู้าวุโส หรือพ่อแม่เท่าน้นัที่จะเกี่ยวขอ้งกบัหิ้ง ปู่ยา่ ได้นอกจากน้ีชาวชนบทลา้นนาบางแห่ง เชื่อว่า ปู่ยา่ตายายที่ตายไปแลว้หลายคนและเป็นญาติพี่นอ้ง สายเลือดเดียวกัน น่าจะอยู่ร่วมกันได้ จึงคิดสร้าง "หอผ"ีข้ึน เพื่อใหผ้อียรู่ ่วมกนั ความส าคัญ การเล้ียงผเีป็นสิ่งสา คญัที่ผกูพนักบัการดา เนินชีวิตเป็นอยา่งยงิ่โดยเชื่อว่าการเล้ียงผจีะทา ให้ ครอบครัวอยู่อย่างเป็ นสุข (http://www.prapayneethai.com สืบค้นวันที่ 16 พ.ย.65) แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับ วัฒนธรรม และ การสืบทอด เสถียร โกเศศ(2516:5)ไดก้ล่าวถึงวฒันธรรมว่า เป็นสิ่งที่มนุษยเ์ปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หรือผลิต สร้างข้ึนเพื่อความกา้วหนา้งอกงามในวิถีชีวติของส่วนรวม ที่ถ่ายทอดกนัได้เอาอยา่งกนัได้เป็นผลิตผลที่ มนุษย์ได้เรียนรู้มาจากคนแต่ก่อน สืบต่อประเพณีกันมา และเป็ นความคิดเห็น่ ความรู้สึก ความประพฤติ กิริยาอาการ หรือการกระท าใดๆของมนุษย์ในส่วนรวม ลงพิมพ์เดียวกัน และส าแดงออกมาให้ปรากฏเป็ นภา ยา ศิลปะ ความเชื่อถือเป็ นระเบียบประเพณี พิชิต ชัยเสรี (2529: 32)ไดก้ล่าวว่าคนตรีไทยน้นัมิใช่แต่จะเป็นมรดกอารยธรรมของชาติไทย เท่าน้นั แต่เป็ นของชาวโลกด้วยการจะสืบต่อถ่ายทอด จึงเป็ นเรื่องส าคัญ และจ าเป็ นเช่นเดียวกับอารายธรรมอื่นๆ ของมนุษยช์าติธรรมดาศิลปะที่จะเจริญงอกงามไดน้ ้นัตอ้งประกอบไสด้ว้ยศิลปีนที่สามารถผู้ชมที่วิจักษ์ และสังคมอันเป็ นอารยะ คนตรีไทยมีดีตกวีที่เป็นอัจฉริยะมาแต่โบราณ มีศิลปี นทีสามารถถ่ายทอดความ งามไดโ้ดยยงิ่สงัคมไทยก็เป็นอารยะมาตงัแต่สุโขทยัอยธุยาถึงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบนั จะเหลือเพียงผู้ชมที่


6 อาจสามารถชื่นชม วิจักษ์ความงามได้ด้วยถ่องแท้กาญจนา อินทรสุนานนท์ (254 1: 107-108) ได้กล่าวไว้ใน พ้ืนฐานมานุยวิทยาภาควฒันธรรม ว่า องค์ประกอบ ของวัฒนธรรมมีอยู่ 4 ลกัษณะดงัน้ี 1) องค์วัตถุ (Imstrumental and Symbolic Objects) คือ วัฒนธรรมวัตถุที่สามารถสัมผัสจับต้องได้และ มีรูปร่าง เช่น โบสถ์ วิหาร และส่วนที่ไม่มีรูปร่าง เช่น ภาษา ตัวเลข เครื่องหมาย สัญลักษณ์ 2) องค์การ (Associatiom or Organization) คือ กลุ่มที่มีโครงสร้างอย่างเป็ นทางการ มีกฎระเบียบ ข้อบังคับและวัตถุประสงค์ไว้อย่างแน่นอน เช่น ครอบครับ หมู่บ้าน สหประชาชาติ 3) องค์พิธีการ (Usage) เป็ นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยอมรับกนัโดยทวั่ ไป เช่น พิธีกรรมต่างๆ โดย พิธีการจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของสังคม 4) องค์มิติ (Concepts) หมายถึงความเชื่อ ความคิดเห็น ตลอดจนอุคมการณ์ต่างๆ ทัศนคติ การยอมรับ ว่าสิ่งใดถูกหรือผดิสมควรหรือไม่ซึ่งแล้วแต่กลุ่มชนใดจะใช้เป็ นมาตรฐานในการตัดสินหรือเป็ นเครื่องวัด ในสภาพแวดล้อมของตน แนวคิดเกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรม ส าหรับการศึกษาประเด็นความเชื่อและพิธีกรรม ที่มีความสัมพันธ์ประกอบด้วยประเด็น การศึกษา ความเชื่อในการดูแลกนัของคนในชุมชน คือโจลมะมวั่ด การโบลและการเรียกขวญัและในประเด็น การศึกษาพิธีกรรม จะประกอบด้วย พิธีกรรมบวงสรวงปราสาทสังข์ศิลป์ ชัย และ พิธีกรรม ประเด็นใน การศึกษา ท้งัน้ีไดม้ีนกัวิซาการไดใ้หค้วามหมายของพิธีกรรมและความเชื่อไวห้ลากหลาย ดงัน้ี พนิดา บุญเทพ (2548) กล่าวว่า ความเชื่อ (Belie) เป็นความรู้สึกเชื่อมนั่ ศรัทธาของมนุษย์ที่มีต่อสิ่ง ต่าง ๆ ว่าจะบันดาลให้เกิดสุขหรือทุกข์ได้หากกระท าหรือปฏิบัติต่อความเชื่อในทางที่ถูกที่ควร ความสุขก็ จะเกิดตามมา ในทางตรงกันข้าม หากกระทา หรือปฏิบตัิสิ่งที่ไม่ถูกตอ้งหรือละเลยความทุกขร์้อนอาจจะ เกิดข้ึนได้ สุพิศวง ธรรมพันทา (2532) ให้ความหมายความเชื่อว่าหมายถึง ความคิดที่คนเรายอมรับและยึดถือ อาจเป็ นความคิดที่เป็ นสากลหรือเป็ นที่ยอมรับของบางกลุ่ม หรือเป็ นความจริง ท้งัหลายที่อยรู่อบ 1 ตัวเรา มี ข้อน่าสังเกตว่า ผู้คนมักจะเชื่อเกี่ยวกับสภาวการณ์ที่ตนเองควบคุมไม่ได้หม่อมเจ้าพูนพิสมัย สกุล ได้ทรง อธิบายว่า "ความเชื่อเกิดจากสิ่งที่มีอา นาจเหนือมนุษย์ เช่น อ านาจของดินฟ้าอากาศและเหตุการณ์ที่เกิดข้ึน


7 โดยไม่เข้าใจสาเหตุ จึงเกิดลัทธิความเชื่อเทพเจ้า และภูตผีปี ศาจ มีพิธีกรรมอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ และ บูชาคุณให้เกิดเป็ นสิริมงคล" ต่อมาเมื่อวิทยาการ ต่าง ๆ พฒันามากข้ึน ความเชื่อบางประการก็ลดลง แล้ว เปลี่ยนจากเชื่อสิ่งธรรมชาติมาเป็น สิ่งประดิษฐ์เช่น เชื่อถือผา้ยนัต์ตะกรุด ฯลฯ และผลการปฏิวตัิ อุตสาหกรรมยโุรปก็ไดข้ยายความเชื่อที่เป็นวิทยาศาสตร์หรือความสมเหตุสมผลสู่ชาวโลกทวั่ๆ ไป ความ เชื่อน้นัยอ่มมีอิทธิพลครอบง าและกลุ่มคนให้ต้องเลือกประพฤติตามแนวทางที่ตนเชื่อถือ แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย (2545) กล่าวว่าการมคีวามคิด ความเชื่อในสิ่งเดียวกนัยอ่ม หมายถึง ความเป็ น น้า หน่ึงใจเดียวกนัความกลมเกลียวที่จะทา กิจกรรมต่าง ๆ ไปดว้ยกนัซ่ึงส่งผลถึงความเป็ นปี กแผ่น ความ เข้มแข็งของสังคมในที่สุด ดังน้นัความเชื่อในสิ่งนอกเหนือธรรมชาติโดยเฉพาะเรื่องผี เรื่องวิญญาณ จึงเป็ น สิ่งที่จะอยคูู่่มนุษยต์ ่อไป เพราะเมื่อถึงจุดหน่ึงที่ความคิดทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถตอบข้อสงสัยของ มนุษยไ์ด้เราก็จา เป็นจะตอ้งพ่ึงพาระบบความเชื่อ ดงัน้นั สังคมในอดีตจึงจัดระบบความเชื่อเรื่องผีไว้อย่าง สลับชับซ้อน มีเหตุมีผล ประกอบด้วยผีดีที่ให้คุณ และผีร้ายที่ให้โทษเมื่อท าผิดต่อกฎเกณฑ์ของสังคม ความ เชื่อในเรื่องน้ีจึงกลายเป็นกลไกควบคุมสงัคม ที่ส าคัญ (ศรีศักร วัลลิโภดม, 2539. น. 34) อภิชาต จันทร์แดง (2546) ได้กล่าวไว้ว่า ความเชื่อและพิธีกรรมน้นันอกจากจะเป็น ส่วนหนึ่งของภูมิ ปัญญาทอ้งถิ่น เป็นส่วนหน่ึงของวฒันธรรมชุมชน เป็นส่วนหน่ึงของชุมชนแลว้ยงัมีการเรียนรู้ถ่ายทอดสืบ ต่อกันมา และเป็ นส่วนที่ส าคัญอย่างมากในการพัฒนาสังคมและชุมชนให้มีศักยภาพ มีความเข้มแข็ง และ สามารถด ารงอยู่ได้อย่างปกติสุข ฉะน้นัความเชื่อและพิธีกรรมไม่ได้เป็ น เรื่องไร้สาระหรือเป็ นเรื่องความงม งาย หากแต่เป็ นระบบคุณค่าที่ส าคัญทางสังคมของชุมชน เพราะความเชื่อและพิธีกรรมเกิดข้ึนพร้อมกบัการ มีมนุษย์มีสงัคมมนุษยข์้ึนมาและไม่เคยปรากฎว่ามีสงัคม มนุษยใ์ดในโลกน้ีที่ไม่มีความเชื่อและพิธีกรรม จึงกล่าวได้ว่าความเชื่อและพิธีกรรมเป็ นส่วนหนึ่งของความเป็ นมนุษย์อย่างมิอาจแยกออกจากกันได้ อภิชาต จันทร์แดง (2546) เพราะฉะน้นัการประกอบพิธีกรรมมีความหมายสามอยา่ง ด้วยกัน คือ อย่าง แรกเป็ นการชักน าให้ผู้คนที่อยู่ร่วมกันในกลุ่มเดียวกัน หรือในสังคมเดียวกันให้มา พบปะกัน ก่อให้เกิดการ รู้จกัและสมัพนัธก์นัข้ึน อยา่งที่สองคือการสื่อความหมายใหเ้ขา้ใจกนั ในการอยู่ร่วมกัน เพราะเรื่องพิธีกรรม เป็นระบบสญัลกัษณ์ของการสื่อสารท้งัสิ้น อยา่งที่สามเป็นเรื่องทางดา้น จิตใจที่เป็ นผลมาจากท้งัความเชื่อ และการกระท า เชื่อว่าเป็นสิริมงคลท าให้เกิดความสบายใจ และ มนั่ใจจนเป็นการยอมรับอะไรต่าง ๆ ร่วมกันได้(ศรีศักร วัลลิโภดม, 2536 น. 30 - 31) ความเชื่อ นอกจากจะเป็นตวับ่งช้ีสภาวะทางสงัคมของ สงัคมน้นัๆ แลว้ยงัเป็นสิ่งที่ทา ใหเ้กิดพิธีกรรมต่าง ๆ ตามรูปแบบของความเชื่อตามมาด้วย เพราะเมื่อคนมา อยู่ร่วมกันเป็นสังคมได้ก็ย่อมมีความเชื่อต่อ สิ่งใดสิ่งหน่ึงไปในแนวทางเดียวกนัยงัผลใหเ้กิดพฤติกรรมต่าง


8 ๆ ตามความเชื่อน้นัพฤติกรรมส่วน หน่ึงจึงถูกแสดงออกมาในรูปแบบของพิธีกรรมนนั่เอง ฉะน้นัจึงกล่าว ได้ว่าความเชื่อท าให้เกิดพิธีกรรม นนั่เอง ดงัน้นัพิธีกรรม หมายถึง วิธีการชนิดหนึ่งที่จะน าไปสู่เป้าหมายที่ จะไดม้าซ่ึงสิ่งที่ตอ้งการเป็นการกระทา อนัสืบเนื่องมาจากความเชื่อความศรัทธาในลทัธิศาสนา หรือสิ่งต่าง ๆ (การศึกษา นอกโรงเรียน, 2538 น.21) ความหมายหรือหน้าที่ของพิธีกรรมโดยทวั่ ไป มกัจะมกีารระบุตวัอยา่งกวา้ง ๆ ดงัน้ีคือทา หนา้ที่ตอก ย้า อุดมการณ์เป็นแบบแผนทางวัฒนธรรมหรือท าหน้าที่กล่อมเกลาจิตใจ และเป็ นต้นแบบของพฤติกรรม มนุษย์นอกจากน้นัการประกอบพิธีกรรมยงัเป็นการแสดงออกถึงการรวมกลุ่มกัน หรือเป็ นศูนย์รวมจิตใจ ของคน เป็ นการแสดงออกเพื่อลดความตึงเครียดในจิตใจและผสานความขัดแย้งที่เกิดข้ึนภายในจิตใจ ชีวิต และสังคม ประการสุดท้าย การประกอบพิธีกรรม เป็นการแสดงออกในรูปกลุ่ม โดยใช้ความเชื่อเป็ น สัญลักษณ์ซึ่งอ านาจใด ๆ ก็ไม่อาจห้ามความเชื่อได้เป็นการใช้วัฒนธรรมหรือความเชื่อเป็ นแนวทางในการ ตอบโตก้บัสิ่งแปลกปลอมภายนอกที่มีพลงั เหนือกว่า สมพร วาร์นาโด (2534) ได้กล่าวถึงพิธีกรรมไว้ว่า พิธีกรรมเป็ นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ปรากฏอยู่ใน สังคมมนุษย์ มนุษย์ในแต่ละ สงัคมมพีิธีกรรมไปตามความเชื่อของกลุ่มตนเองและถ่ายทอดความเชื่อน้นั ไปสู่ลูกหลาน ตลอดจน สังคมอื่นที่อยู่ใกล้เคียง พิธีกรรมบางอย่างจึงเป็นกิจกรรมที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมานับ พนั ปีจนกระทงั่ ผู้คนในสมัยปัจจุบันไม่ทราบที่มาและวัตถุประสงค์ของพิธีกรรมที่ท ากันอยู่เป็ นอันมาก ฉะน้นัเมื่อมอง ดว้ยทศันะของคนสมยัใหม่ซ่ึงอยใู่นยคุของการสื่อสารที่ล้า หนา้ไป ก็อาจจะเห็นว่าพิธีกรรม เป็ นเรื่องของความเชื่อถือแบบโบราณที่ไร้สาระอย่างไรก็ตาม มนุษย์ส่วนมากก็ยังยึดถือพิธีกรรมเป็ น กิจกรรมประจ าชีวิต และทุกสังคมมนุษย์ก็ยังคงมีพิธีกรรมอยู่ พิธีกรรมจึงเป็ นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของ มนุษย์ที่คงจะตอบสนองความต้องการบางอย่างของมนุษยไ์ด้มิเช่นน้นัแลว้มนุษยค์งจะไม่สร้างสรรค์ พิธีกรรมต่าง ๆ ข้ึนมา พิธีกรรมมคีุณสมบตัิสา คญั อยู่ 2 ประการ คือ 1. เนน้เรื่องจิตใจเป็นการอา้งถึงบุคลิกหรือสิ่งที่ประจกัษด์ว้ยใจ ซ่ึงก็คือภาวะเหนือธรรมชาติ หรือ ภาวะเหนือปกติวิสัย เช่น อ้างว่าแม้มีจริง แต่เป็ นความจริงที่จิตใจยอมรับ ไม่ใช่ความจริงที่ปรากฎแก่ตา หู จมูกลิ้น และกายในการที่พิธีกรรมเนน้เรื่องจิตใจน้ียงัใหเ้กิดผลตามมา 3 ประการคือ 1.1 เกิดความสบายใจและความมกีา ลงัใจ สร้างความเชื่อมนั่หล่อเล้ียงท้งั ใจและกาย พิธีกรรมจึงเป็ น อาหารและยาส าหรับปลูกฝังอารมณ์อันพึงปรารถนาต่าง ๆ


9 1.2 เกิดการยอมรับว่าใจมีอิทธิพลต่อกายและวัตถุภายนอก หากใจอ่อนแอ เศร้าหมอง กายก็พลอย ป่วยรับประทานอาหารไม่ไดต้ามไปดว้ย ดงัน้นัเมื่อใจมีความเขา้ใจ มีความรู้เห็นที่ถูกต้อง การแสดงออก ทางรูปกายหรือวตัถุยอ่มถูกตอ้งไปดว้ยและพิธีกรรมคือสิ่งหนึ่ง ซ่ึงสร้างสรรคข์้ึนเพื่อการน้ี 1.3 เกิดการเห็นว่าวัตถุเป็ นสาขาของจิต กล่าวคือ มิได้มองวัตถุเป็ นเพียงวตัถุหากแต่ว่าวตัถุน้นัๆ เป็ นองค์แห่งการรับรู้ มีชีวิตจิตใจเยี่ยงมนุษย์ หากเจ้าของรู้ส านึกในคุณค่า ของสิ่งใด เขายอ่มแสดงออกซ่ึงความสา นึก ดว้ยการปรนนิบตัิต่อสิ่งเหล่าน้นัเหมือนกบัว่าสิ่งเหล่าน้นั เป็ น สิ่งมีชีวิตที่อาจรับรู้การกระทา ของเขาได้ 2. เน้นเรื่องสัญลักษณ์ เป็นการใช้สัญลักษณ์ในรูปของอุปกรณ์ ริยาท่าทาง ตลอดจน ถอ้ยคา ท้งัน้ีเพื่อช่วยแผ่ ขยายพฤติกรรมทางจิต คือช่วยให้จิตเกิดมโนภาพ ความคิดรวบยอด จินตนาการ และเป้าหมายที่ชัดเจน มนั่คง ดงัน้นัหากเราต้องการผลทางอารมณ์ เราต้องใช้สัญลักษณ์"สะกิด" ให้อีกฝ่ ายหนึ่งรู้สึก ส่วนการขยาย จินตนาการและมโนภาพเป็ นหน้าที่ของเขาหลังจากถูก"สะกิด" แล้ว แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย (2545) ได้กล่าวถึง ประเพณี (tradition) กับ ค าว่าพิธีกรรม (ite) มีความหมาย ใกลเ้คียงกนัมาก บางคร้ังก็ใช้ในความหมายเดียวกัน แต่เท่าที่ผ่านมา ค าแรก น่าจะหมายความกว้างกว่าคือ กินความไปถึงวิถีชีวิต (way of life) ในขณะที่ค าว่า พิธีกรรม มีความหมายไปในเชิงพิธีการ หรือกิจกรรม เฉพาะกิจมากกว่า ประเพณี พิธีกรรมมีบทบาทในการท า ให้สมาชิกมีความรู้สึกร่วมเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเป็ นโอกาสที่จะได้ท าบุญท าทาน กินเล้ียงและรื่นเริงสนุกสนานร่วมกัน หนุ่มสาวก็มีโอกาสพบปะกัน อีกท้งัยงัเป็นเหตุใหม้ีการรวมญาติรวมมิตร ที่อาศยัอยหู่ ่างไกลไดม้าร่วมสงัสรรคก์นัท้งัหมดน้ีคือพิธีกรรมที่ จะท าให้ทุกคนรู้สึกว่าตนเองเป็ นส่วน หนึ่งของชุมชน สังคมหรือประเทศชาติ ในที่สุดน าไปสู่ความเข้มแข็ง ของชุมชนแนวคิดของ เดอร์ไคม์มีอิทธิพลต่อ มาลินอฟสก้ี(Malinowski) และ แรดคลิฟ-บราวน์(RadclffeBrown) ในลา ดบัต่อมา มาลินอฟสก้ี(1954) สุซาดา กิตติตระกูลกาล (2540)โดยต้องการน าเสนอความหมายและหน้าที่ของความเชื่อและ พิธีกรรมในสังคมหมู่เกาะ และพบว่า "พิธีกรรมมีหน้าที่ ตอบสนองความจ าเป็ นในทางสังคมโดยช่วยลด ความวิตกกังวลของสมาชิก สนองความต้องการของ มนุษย์" ซึ่งต่างกับ เดอร์ไคม์ ที่มองพิธีกรรมว่าเป็ นเรื่อง ของส่วนรวม อกีท้งัมาลินเฟสก้ียงัให้ความสนใจในการตีความสัญลักษณ์ในพิธีกรรม เช่นเดียวกันกับ แรดคลิฟ บราวน์ (1912) ที่เห็นว่าท้งัพิธีกรรมและสญัลกัษณ์มีหนา้ที่รองรับอยู่จึงถือกา เนิดข้ึนและดา รงอยู่ ไดใ้นสงัคมน้นัๆ ซ่ึงสงัคมที่นกัมานุษยวิทยาศกึษาส่วนใหญ่ในระยะน้นั ป็นสงัคมเลก็ๆ และเนน้การศึกษา


10 ปรากฎการณ์ในเวลา เดียวกัน ในระยะเวลาต่อมาการศึกษาเชิงพิธีกรรม ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระดับ การศึกษากระบวนการสังคมเชิงการเปลี่ยนแปลงและการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาของปรากฏการณ์ที่ เกิดข้ึน และมองว่าพิธีกรรมไม่ใช่สิ่งที่หยดุนิ่งแต่มกีารเคลื่อนไหวอยเู่สมอขณะเดียวกนัการศกึษาพิธีกรรม มิใช่ว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของศาสนาเสมอไป สามารถปรากฏภายนอกขอบเขตเกี่ยวกับศาสนา ได้ แต่ มิไดแ้ยกกนัโดยเด็ดขาด เพราะพฤติกรรมบางอยา่งที่ปรากฎอยใู่นพิธีกรรมน้นัอาจมีเรื่องของศาสนารองรับ อยู่วิคเตอร์ เทอร์เนอร์นักมานุษยวิทยาที่มีชื่อเสียงในแนวการศึกษาพิธีกรรม ได้ให้ความจ ากัดความ พิธีกรรมว่า "คือฉาก 1 หนึ่งของเหตุการณ์หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแสดงกิริยาท่าทาง ค าพูดและวัตถุ (Symbols) ซึ่งถูกน ามาใช้ประกอบ ข้ึนในพ้ืนที่เฉพาะและแสดงใหเ้ห็นถึงอิทธิพลของสิ่งซ่ึงมีอยจู่ริงที่ผดิ ธรรมดา หรือถูกบังคับให้เป็ นไป ตามความสนใจและจุดม่งหมายของผู้แสดงพิธี" (Turner, 1977, pp. 183) "พิธีกรรมยัง เปรียบเสมือนพฤติกรรมที่มีรูปแบบตามที่ก าหนดไว้ เพื่อใช้ในโอกาสเฉพาะไม่ได้เกิดจากการ ท างาน ของเทคโนโลยี และสามารถเชื่อมโยงไปสู่ความเชื่อในเรื่องของอ านาจและการกระท าที่ลึกลับ หรือมี ความหมายแฝงเร้นอยู่" และพิธีกรรมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สรุปไดว้่าความเชื่อเป็นเรื่องของความศรัทธาที่คนในชุมชนมีต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เชื่อว่าสิ่ง น้นัๆ จะ สามารถบันดาลให้ตนมีความสุขหรือความทุกข์ได้ในชีวิต อันเป็ นความเชื่อที่คนในชุมชนมีต่อ สิ่ง นอกเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องผี วิญญาณที่อยู่คู่กับชุมชนมาอย่างยาวนาน จนเป็ นส่วนหนึ่งของชีวิต ของคนในชุมชน สู่การกา หนดเป็นสิ่งสูงสุดที่ตอ้งเคารพ นบั่ถือและการมีความเชื่อดังกล่าวได้น ามาสู่การ ปฏิบัติในรูปแบบของการประกอบพิธีกรรม เพื่อการอ้อนวอน ต่อรอง หรือขอความ ช่วยเหลือจากสิ่งที่อยู่ นอกเหนือธรรมชาติ โดยถูกแสดงออกมาในความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคน ท้งัดา้นการทา มาหากิน ดา้น ความสัมพันธ์ทางสังคม และด้านความเป็ นอยู่ แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับ พิธีกรรมกับความเชื่อ เฉลิมพล งามสุทธิ (2548: 52-57) ได้กล่าวไว้ใน คุริยางคศาสตร์ว่าด้วยเรื่องคนตรีบ าบัด กล่าวคือ คน ตรีมีความสมัพนัธก์บัมนุษยม์าต้งัแต่เริ่มมีมนุษยชาติแลว้ ไม่ว่าจะเป็ นความบันเทิงเริงรมทางสังคม วฒันธรรมและจิตใจอกีท้งัยงัเป็นเครื่องกล่อมเกลาจิตใจและผอ่นคลายอารมณ์ไดเ้ป็นอยา่งดีในอดีตสมัย กรีกและโรมันเชื่อว่าคนตรีเป็นสิ่ง มหศัจรรย์และอา นาจของคนตรีสามารถช่วยบ าบัดโรค ทางกายและจิตใจ ได้ นักปราชญ์หลายท่านได้กล่าวถึงดนตรีในท านองเดียวกัน เช่น เพลโต กล่าวว่า สุขภาพกายและสุขภาพจิต สามารถบา บดัใหด้ีข้ึนไดโ้ดยการใชด้นตรี


11 ฉลาดชาย รมิตานนท์ (2545: 22) ได้กล่าวว่าการแพทย์แผนปัจจุบันมักจะมองว่า การดูแล สุขภาพ แบบพ้ืนบา้น มีความเชื่อที่สืบต่อกนัมาอยา่งงมงายเป็นความเชื่อผดิๆ ขาดความเป็ นวิทยาศาสตร์ไม่สามารถ พิสูจน์และอธิบายได้ตามหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เนื่องจากตามทัศนะของการ์แพทย์แผนปัจจุบันมัก มองว่าระบบการดูแลสุขภาพแบบพ้ืนบานเป็นเพียง "ระบบความเชื่อ" เป็ นภูมิปัญญาที่ ้ ไม่เป็ นวิทยาศาสตร์ เชื่อถือไม่ได้พิสูจน์ไม่ไอ้ขอ้สรุปน้ีมีอยทู่วั่ ไปในสายตาของรัฐที่ยดึการแพทขแ์ผน ปัจจุบันเป็ นมาตรฐาน มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม (2550: 6) คณะศึกษาศาสตร์ เอกสังคมศึกษา ได้กล่าวไว้ใน วรสาร บทความว่า ผีฟ้าน้นัชาวอีสานมคีวามเชื่อว่าเป็นเทวดามากกว่าเป็นผีผฟี้าจึงเป็นผทีี่อยรู่ะดบัสูงกว่าผีชนิด อื่นๆ ส่วนแถนน้นัมีความเชื่อว่าเป็นคา เรียกรวมถึงทาดาและแถนที่ใหญ่ที่สุดคือแถนหลวงซ่ึงเชื่อว่าเป็น พระอินทร์ผฟี้าหรือผแีถนน้นัแต่ละพ้ืนที่มกีารเรียกที่แตกต่างกันไป และมีความเชื่อว่า ผีฟ้า น้นัสามารถที่จะ ดบัยดุเข็ญหรือทา ลายลา้งอุปสรรคท้งัปวงได้และสามารถที่จะช่วยเหลือมนุษย์ที่ เดือดร้อนได้การที่มนุษย์ เกิดการเจ็บป่วยน้นัเนื่องจากไปละเมิดต่อผกีารละเมิดต่อบรรพบุรุษ การรักษา ต้องมีการเชิญผีฟ้ามาสิงสถิต อยู่ใน ร่างของคนทรงเรียกว่า "ผีฟ้า นางเทียน" ในการล าผีฟ้าของชาวอีสาน น้นัมีองคป์ระกอบท้งัหมด 4 ส่วนคือ หมอล าผีฟ้า หมอแดน ผปู้่วยและเครื่องคายท้งัหญิง ชายและเด็กโดยไม่จ ากัดอายุเครื่องคาย หมอ ลา ผฟี้าจะเป็นผหู้ญิงที่มีอายหุรือบางทอ้งถิ่นจะเป็นผหู้ญิงสาวโดย เฉพาะที่จังหวัดเลยและจะต้องสืบเช้ือสาย มาจากกลุ่มหมอลา ผเีท่าน้นัแต่ที่จริงผฟี้าสามารถสิงไดค้วาม เชื่อของชาวอีสานเชื่อว่า ผีฟ้าสามารถที่จะ ก าหนดการเกิดการตายของมนุษย์ได้ การที่มนุษย์ตายไป ขวัญ จะออกจากร่างเพื่อไปพบบรรพชน แต่ขวัญ จะไม่แตกดับเหมือนร่าง เป็ นเพียงการจากไปของร่างแต่วิญญาณยังคงอยู่กับผู้มีชีวิต สาเหตุที่มีการฟ้อนร า กนัน้นัก็เพื่อเป็นการทา ใหค้นไขม้ีพลงัจิตในการต่อสู้กับการเจ็บป่ วย มีอารมณ์ผ่อนคลาย ความตึงเครียด จิตใจปลอดโปร่งไร้วิตกกังวล และสร้างจิตส านึกด้านความกตัญญูเป็ นคตินิยมของวัฒนธรรมไทย ซึ่งได้สืบ ทอดต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณีจะเห็นว่าผฟี้าน้นัเป็นสิ่งที่ขีดเหนี่ยวจิตใจมนุษย์โดยมีคติเดือนใจว่า"คน ไม่เห็นผีเห็น" สา หรับทุกวนัน้ีการลา ผฟี้าดูจะเสื่อมคลายลงไป เพราะความเจริญทางค้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ส าหรับชาวอีสานบางกลุ่ม การกระท าพิธีกรรมเกี่ยวกับผฟี้าไม่ใช่เป็นสิ่งงม งายเหลวไหลหรือไร้สาระสิ้นเชิงเสียทีเดียว งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ วัฒนธรรม ประเพณีและการสืบทอด ปัญญา รุ่งเรือง (2546: 10) ได้ศึกษา มนุษย์ในส่วนต่าง ๆ ของโลกมีวัฒนธรรมแตกต่างกันไป เนื่องมาจากความแตกต่างของสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ เช่น ลักษณะของภูมิประเทศ ภูมิอากาศและพืช


12 พันธุ์ธรรมชาติที่ท าให้สภาพทางกาย เช่นโครงสร้างของร่างกาย หน้าตา ผมเผ้า ผิวพรรณของผู้คนไม่ เหมือนกนัแมแ้ต่ธรรมชาติการฟังเสียงการออกเสียงก็แตกต่างกนัไปและยงิ่เมื่อมนุษยเ์จริญกา้ว หนา้ถึงข้นัที่ รู้จกัประดิษฐค์ิดสร้างต้งบ้านเรือนอยู่ร่วมกัน เป็ นสังคมเกิดขนบธร ั รมเนียมประเพณีที่สอดคล้องคล้อยตาม วิถีชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพความเป็ นอยู่ของคนและเมื่อมีแนวคิดทางศาสนา ปรัชญาและความเชื่อ ซึ่งเป็ น เครื่องควบคุมและจดัระเบียบในสงัคมแลว้ก็ยงิ่ทา ใหว้ฒันธรรมของมนุษย์แต่ละส่วนของโลกแตกต่างกัน ไปมากยงิ่ข้ึน นอกจากความจ าเป็ นทางกายในการด ารงอยู่ของชีวิตแล้ว มนุษย์ยังต้องการเครื่องจรรโลงใจ ดว้ย ดงัน้นัคนตรีจึงมีบทบาทอนัสา คญัท้งัดา้นศาสนา เช่น การ บวงสรวงบูชา การขับกล่อม และเพื่อความ บนัเทิง ท้งัส่วนตวัและหมู่คณะ ตลอดจนการเป็นหลกัใหแ้ก่การแสดงละคร ฟ้อน ร า ด้วย สุพัตรา สุภาพ (2536: 3) ได้ศึกยา สังคมวิถีชาวบ้านและวัฒนธรรม กล่าวว่า สังคมหมายถึง ความสมัพนัธข์องมนุษยใ์นสงัคม ความสมัพนัธน์ ้ีมคีวามสา คญัต่อการดา รงอยขู่องสงัคมช่วยใหส้มาชิกเกิด ความรู้ความเขา้ใจกนัมากยงิ่ข้ึน และที่สา คญัสงัคมช่วยใหทุ้กคนเข้าใจตนเองรู้จักตัวเอง รู้จักบุคลิกที่แท้จริง ของตน ประการสุดท้ายช่วยให้บุคคลรู้จักเจตคติและค่านิยมของตนเองได้ถูกต้อง วัฒนธรรมมีความหมาย ครอบคลุมถึง ทุกสิ่งทุกอยา่งอนัเป็นแบบแผน ในความคิดและการกระทา ที่แสดงออกออกถึงวิถีชีวิตของ มนุษย์ในสังคมของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสังคมใคสังคมหนึ่ง มนุษย์ได้คิดสร้างระเบียบ กฎเกณฑ์ วิธีการ ปฏิบัติ การจัดระเบียบ ตลอดระบบความเชื่อ ความนิยม ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ ในการควบคุมและใช้ ประโยชน์จากธรรมชาติ พระมหาณัฐพล โพไพ (2543: บทคัดย่อ) ได้ศึกษา วิเคราะห์ค าศัพท์เครือญาติของกลุ่มชาติพันธุ์ไทย ในภาคอีสาน พบว่าลักษณะของครอบครัว เครือญาติและค าศัพท์เครืญาติของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยในภาค อีสาน 7 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ ไทยอีสาน ไทยโคราช ไทยกู้อ ไทยโย้ย ไทยแสก ผู้ไทย และ ไทยกะเลิง คา ศพัทเ์รียกช้นัเครือญาติของกลุ่มชาติพนัธุไ์ทยในภาคอีสานท้งั 7 กลุ่ม มีท้งัหมด ค าศัพท์ แบ่งเป็ น ค าศัพท์ เครือญาติร่วมตระกูล ด าศัพท์เครือญาติร่วมกลุ่ม ค าศัพท์เครือญาติข้ามกลุ่ม และค าศัพท์เครือญาติเฉพาะกลุ่ม ศพัทเ์ครือญาติเป็นสิ่งที่ไดร้ับการถ่ายทอด หรือสืบทอดมาจาก บรรพบุรุษแบบมุขปาฐะด้วยการเลียนเสียง หรือส าเนียงพูดให้เหมือนขับ "ภายาแม่" มากที่สุด แม้ว่า ปัจจุบันจะได้รับอิทธิพลทางภาษาจากหลาย รูปแบบ เช่น ทางสื่อสาร ทางการศึกษา ทางประสบการณ์แต่ภาษาที่จัดเป็ นภาษาแม่ หรือภายาบรรพบุรุษ หรือภาษาหลกัน้นัยงัคงมีอิทธิพลมากในระดบัทอ้งถิ่น และยังคงใช้สื่อในวิถีชีวิตอย่างต่อเนื่องตลอดมา โกวิทย์ไกยสิทธ์ิ(2525: 54) ได้ศึกษา ประเพณีวัฒนธรรมการลงข่วงของชาวบ้านบึงพระ ต าบลท่า ลาดขาว อ าเภอโชคชัย จังหวัดนครราชศรี มา พบว่า พิธีกรรมการลงข่วงผีฟ้า กระท ากันในเดือน 3 ของทุกปี


13 ในสมัยก่อนท ากัน 3 วัน 3 คืน ต่อมาการด ารงชีวิตฝื ดเคือง พิธีกรรมจึงเหลือเพียง 2 วัน 2คืน วันแรกเป็ นวัน จัดเตรียมเครื่องพิธี และข้าวปลาอาหาร คืนแรกเรียกว่า ลงมาลัยหมื่นมาลับสน วันที่ 2 ของพิธีเรียกว่า วัน หงายภาชนะขาว ซ่ึงถือว่าเป็นวนัเล้ียงผพี่อผแีม่ผปีู่ข่าตายาย ชาวบา้นเรียกว่าผพี่อ หมอเย่า พร้อมกับ ทา อาหารเล้ียงพระที่ในตอนบ่ายกลุ่มผีฟ้าก็จะน าผ้าป่ าไปทอดถวายที่ วัด อัมรินทร์ แรงเพ็ชร (2545: บทคัดข่อ) ได้ศึกษา วงปี ไม้แมน : คนตรีในพิธีเสนของชาวลาวโซ่ง ใน อ าเภอเขาข้อย จังหวัดเพชรบุรี พบว่า วงปี ไม้แมนเป็ นคนตรีใช้บรรเลงประกอบพิธีเสน ประกอบด้วยเครื่อง คนตรีประเภทเป้าท่าน้นั ในขณะที่บรรเลงมีการขับบทสวดของหมอควบคู่ไปด้วย วงปี ไม้แมนถูกใช้เป็ น เครื่องมือสื่อสารกับผีในพิธีเสบ พิธีดังกล่าวมีบทบาทหน้าที่ในการตอบสนองความ ตอ้งการพ้นืฐานทางดา้น ความมนั่คงทางจิตใจเป็นเครื่องมือในการปลูกฝังจริบธรรม ท้งในระดับปัจเจก ั บุคคลและระดับสังคม เป็ น สัญลักษณ์ในการแสดงชนช้นทางสังคม ก่อให้เกิดความเป็นระเบียบ ั เรียบร้อยและความเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันของสังคมโซ่งภายใต้การนับถือผีเดียวกัน ปัจจุบันพิธีเสน และวงปี่ไมแ้มนเริ่มลดบทบาทลง เนื่องจากการรับเอาวัฒนธรรมและค่านิยมแบบสมัยใหม่เข้ามาใช้ใน การด าเนินชีวิตประจ าวันมากข้ึน ประกอบกับวงปี ไม้แมนเป็นดนตรีสา หรับประกอบพิธีกรรมเท่าน้นั ในเวลาปกติจะน ามาใช้มิได้ นักดนตรี ตอ้งมีสถานภาพพิเศษคือ"หมอ"องัน้นัจึงเป็นขอ้จา กดัของการสืบทอด ภาวะการณ์ดังกล่าวอาจท าให้วงปี ไม้แมนสูญหายไปจากสังคมของลาวโซ่งได้ในอนาคต ประไพ เจริงบุญ (2533: บทกัดข่อ) ได้ศึกษา การผสมผสานวัฒนธรรมชาวไทย-ลาว และ ชาวไทยเขมร ในพิธีมงคลบ้านดม พบว่า วัฒนธรรมผสมผสานในพิธีมงคลของไทย-เขมรกับ พิธีบายศรีสู่ขวัญของ ไทย-ลาว ที่บ้านคม อ าเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ อันเกิดจากการรวมกลุ่มกัน ทางสังคม โดยมีคติความเชื่อ วิธีการปฏิบัติตนและการด าเนินชีวิตที่คล้ายกัน จุดมุ่งหมายของพิธีกรรม เพื่อ การสร้างก าลังใจและความเป็ นศิริมงคลในการด าเนินชีวิต ได้แก่ การเรียกขวัญในพิธีแต่งงาน พิธีบวชนาค พิธีข้ึนบา้นใหม่พิธีสะเดาะเคราะห์คนเจ็บป่ วยและพิธีสู่ขวัญคนธรรมดา ชัยยนต์ เพาพาน (2533: บทกัดย่อ)ได้ศึกษาวัฒนธรรมสังคมการนับถือผีฟ้าของชาวอ าเภอ บรบือ จังหวัด มหาสารคาม พบว่า หมอลา ฟ้ามีบทบาทต่อสงัคมหมู่บา้น ท้งับทบาทโดยตรงคือการ บวงสรวงบูชาผีบรรพ บุรุษ เป็ นวัฒนธรรมการสืบทอด และการรักษาโรคทีเกิดจากการกระท าของผีบทบาททางอ้อมคือ บทบาท ทางด้านการสร้างเอกภาพในสังคม ได้แก่ การสร้างความสามัคคี บทบาท ด้านการควบคุมพฤติกรรม ได้แก่ การน าเอาคติเกี่ยวกับผีมาก าหนด และควบคุมพฤติกรรมชาวบ้าน ไม่ให้ผิดผีผิดคองของหมู่บ้าน


14 แนวคิดเกี่ยวกับประเพณีจะประกอบด้วย ประเพณเีช่นปู่ตาและ ประเพณีแชนโฏนตา เสาะเหมื่อ ทั้งนี้ได้มี นักวิชาการได้ให้ความหมายของประเพณี ไว้หลากหลาย ดังนี้ เสรียรโกเศศ (2505) กล่าวว่า ความเป็ นไปอันเนื่องด้วยการกระท าหรือด าเนินการอย่างใด ๆ เมื่อ ประพฤติช้า อยา่งน้นัๆ อยบู่ ่อย ๆ จนเป็นความเคยซิน ก็เกิดเป็นนิสยัข้ึน นิสยัมีองอยา่งถา้เป็นพ้ืนติดตวัมา แต่ก าเนิดแยกว่านิสยัสนัดานหรืออุปนิสยัถา้เป็นสิ่งมาเมื่อ ด้วยการเอาอย่างจากคนอื่นซึ่งอยู่แวดล้อมตน และประพฤติเหมือน ๆ กันเป็ นส่วนใหญ่ในหมู่คณะเรียกว่านิสัยหรือประเพณี ถ้ากล่าวถึงประเพณีไทย ก็ หมายความถึงนิสัยสังคมของชนชาวไทยได้รับเป็ นมรดกตกทอดกันมาแต่เก่าก่อน เรียกว่าประเพณีเดิม หรือ ประเพณีป เป็ นประเพณีที่สืบ ๆ ต่อกันมาแปลก สนธิรักษ์ (ม.ป.ป.) ค าว่า ประเพณี คือ ความประพฤติสืบ ต่อกันมาจนเป็ นที่ยอมรับของส่วนรวมซึ่งเรียกว่า เอกนิยม หรือ พหุนิยม เช่น การแต่งงาน การเกิด การตาย การท าบุญ การรื่นเริง การแต่งกาย เป็ นต้น หรือประเพณีที่เราน าของชาติอื่นมาปรับปรุงให้เข้ากับความ เป็ นอยู่เพื่อความเหมาะสมกับกาลสมัย ซึ่งเรียกว่า สัมพันธมิตร ตามธรรมดาเรื่องของประเพ บางอย่างต้อง คงรักษาไว้ บางอย่างต้องปรับปรุงให้เหมาะสมกับกาลสมัย บางอย่างต้องถือเป็ นแบบ สากล ปรีชา พิณทอง (2534) ค าว่า ประเพณี แยกออกจากศัพท์บาลี และสันสกฤตได้ว่า ปเวณิ ได้แก่ ขนบธรรมเนียมหรือแบบแผน คนเราไม่ว่าชาติไหน ภาษาใด ย่อมต้องมีประเพณีเป็ นของ ตนเอง คนเราใน ชาติทุกคนต้องเคารพนับถือ ถ้าไม่เคารพนับถือจะถูกตราหน้าว่าเป็ นคนไม่มีชาติผรู้ิเริ่มต้งัประเพณีข้ึนไว้จะ มีความมุ่งหมายอย่างไร ยากที่จะเดาให้ถูกต้องได้ ในทรรศนะของข้าพเจ้า เห็นว่าผรู้ิเริ่มต้งัประเพณีข้ึนน้นัก็ เพื่อจะรวมคนในชาติใหส้ามคัคีกนั ใหช้่วยเหลือเก้ือกูลกนั ให้ความเคารพนับถือกัน และช่วยกันท ากิจ ส่วนรวม วิเชียร รักการ (2529) กล่าวถึงประเพณีว่า เป็นสิ่งที่คนในสงัคมส่วนรวมสร้างข้ึน ประเพณีน้นัเป็น เป็นวฒันธรรมที่ค่อนขา้งจะมีเงื่อนไขที่ชดัเจน กล่าวคือเป็นสิ่งที่สงัคมสร้างข้ึนใหเ้ป็น มรดกที่ผู้เป็ นทายาท จะต้องรับไว้ และปรับปรุงแก้ไขให้ดียงิ่ๆ ข้ึนไป รวมท้งัมกีารเผยแพร่แก่คนในสงัคมอื่นดว้ย ประเพณีน้นั ไม่มีใครสามารถระบุลงไปอยา่งชดัแจง้ว่าไดเ้กิดข้ึนมาต้งัแต่เมื่อใด แต่อาจประมาณไดว้่าคงเกิดข้ึนเมื่อ คนเรามีความเจริญในด้านต่าง ๆ มากพอสมควรและศาสนา หรือความเชื่อของมนุษยน์ ้นัเองเป็นพ้ืนฐานให้ เกิดประเพณีข้ึนได้


15 ณรงค์ เส็งประชา (2531) กล่าวว่า ประเพณีเป็นพฤติกรรมของสังคม เป็นการกระท ากิจกรรมทาง สังคมที่ผู้คนส่วนใหญ่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมา ประเพณีเป็ นบรรทัดฐานเกี่ยวกับการด าเนิน ชีวิต ตามความคิด ความเชื่อปฏิบัติเพื่อความเจริญแห่งตนและสังคม ประเพณีเป็นผลมาจาก สิ่งแวดลอ้มทางธรรมชาติและทาง สงัคม เมื่อเกิดปัญหาข้ึน มนุษยก์็พยายามหาวิธีการแก้ปัญหาแนวปฏิบัติในการแก้ปัญหาทางธรรมชาติของ คนในสมัยก่อน ๆ มักอาศัยความเชื่อ และปฏิบัติต่อความเชื่อในสิ่งน้นัๆ บางคร้ังอาจไดผ้ลก็เลยปฏิบตัิกนั ต่อ ๆ มา เฉลิม พงษ์อาจารย์ (2529) ให้ความหมายค าว่าประเพณี หมายถึง แนวทางปฏิบัติของคนในสังคม หนึ่ง ๆ ที่นิยมยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา ซึ่งประเพณีแต่ละอย่างก็มีความส าคัญมีคุณค่าแตกต่างกัน ประเพณี ที่มีความส าคัญซึ่งคนในสังคมจะต้องยึดถือปฏิบัติเป็ นเรื่องศีลธรรมเรียกว่า จารีตประเพณี ถ้าใครฝ้าฝืนถือว่า เป็นผปู้ระพฤติชวั่ร้ายแรง ประเพณีอีกประเภทหน่ึงคือขนบประเพณีเป็ นประเพณีที่แต่ละสถาบันในสังคม กา หนดข้ึน และอีกประเภทหน่ึงคือธรรมเนียมประเพณีซ่ึงเป็น ประเพณีที่คนในสังคมนิยมปฏิบัติกัน แม้มี ใช่เรื่องเกี่ยวกับศีลธรรมแต่เป็ นเรื่องเกี่ยวกับมารยาทสังคม ประเภทของประเพณีน้นัเราสามารถแบ่งออกได้ เป็ น 3 ประเภท คือ เดชบดินทร์รัตน์ปิ ยะภาภรณ์, พัชรินทร์ จึงประวัติ และ สุมานิการ์ จันทร์บรรเจิด (2550) 1) จารีตประเพณีหรือกฎศีลธรรม เป็ นประเพณีที่มีเรื่องศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง หากผู้ใดฝ่ าฝื นถือว่า ผิดต้องได้รับโทษ เช่น เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าลูกหลานกต็อ้งเล้ียงดูถา้มีใครไม่ทา ตาม ก็ถือว่าผิด จารีตประเพณี หรือกฎศีลธรรมของแต่ละทอ้งถิ่นยอ่มแตกต่างกนัเพราะมคี่านิยมที่ยดึถือ ต่างกนัดงัน้นัถา้นา เอาจารีต ประเพณีของตนไปเปรียบเทียบกับของคนอื่น แล้วบอกว่าดีหรือไม่ดีกว่าตนก็ย่อมเป็ นการเปรียบเทียบที่ไม่ ถูกตอ้ง เพราะแต่ละทอ้งถิ่นยอ่มมีสภาพแวดลอ้มและความเชื่อที่แตกต่างกันไป 2) ขนบประเพณี หมายถึง ประเพณีที่มีระเบียบแบบแผนตามที่สังคมได้ก าหนดไว้ และ ปฏิบัติสืบต่อ กนัมาท้งัทางตรงและทางออ้ม ขนบประเพณีทางตรงคือ ประเพณีที่มีการกา หนดเป็ น ระเบียบแบบแผนใน การปฏิบัติอย่างชัดเจนว่าบุคคลในสังคมต้องปฏิบัติอย่างไร เช่น ศาสนา พิธีไหว้ครู เป็ นต้น ขนบประเพณี ทางอ้อม คือ ประเพณีที่ไม่ได้วางระเบียบแบบแผนไว้แน่นอน แต่ปฏิบัติตาม คา บอกเล่า เช่น การทา บุญเล้ียง พระ ประเพณีแห่นางแมว ประเพณีบุญบ้งัไฟ เป็นตน้ 3) ธรรมเนียมประเพณีหมายถึง ประเพณีที่เกี่ยวกบัเรื่องทวั่ ไปไม่มีระเบียบแบบแผน หรือมีความผิด ถูก ซ่ึงเป็นแนวทางในการปฏิบตัิโดยทวั่ ไปจนเกิดความเคยชิน เช่น การแต่งกายการสวมรองเท้า การ รับประทานอาหาร


16 เสรียรโกเศศ (2520) กล่าวว่า ในเบ้ืองตน้ควรทา ความเขา้ใจกนเสียก่อนว่า ประเพณี ั คืออะไร พจนานุกรมภาษาไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ค านิยามคือก าหนดความหมายค าประเพณีว่า 'ขนบธรรมเนียมแบบแผน' ขนบ คือ ระเบียบแบบอย่าง ธรรมเนียม คือที่นิยมใช้กันมา แล้วยังมีค า "จารีต' ซ่ึงในพจนานุกรมฉบบัน้นันิยามไวว้่า 'ความประพฤติธรรมเนียมประเพณี' เพราะฉะน้นั จะเห็นได้ว่า ค าว่า ประเพณี ธรรมเนียมประเพณี ขนบธรรมเนียมประเพณีระเบียบประเพณี จารีต ประเพณี ถ้าว่าเป็ นสามัญ ก็มี ความหมายเท่ากัน กล่าวคือ ความประพฤติที่คนในส่วนรวมถือกันเป็ น ธรรมเนียมหรือเป็ นระเบียบแบบ แผน และสืบต่อกนัมานาน จนลงรูปเป็นพิมพเ์ดียวกนั ประเพณีข้ึนได้ตอ้งเป็นสิ่งที่สืบต่อถือเป็นธรรมเนียม กนัมานาน ถา้เป็นชวั่ขณะหรือชวั่แล่น แมจ้ะนิยมประพฤติกนัทวั่ ไป ก็ไม่ใช่ประเพณีกล่าวคือ ประเพณีเกิด จากความประพฤติหรือการกระท าของใครคนหนึ่งหรือ หลายคน ซึ่งเห็นเป็ นประโยชน์และความจ าเป็น ตามที่ตอ้งการจากการกระทา เช่นน้นัคนอื่นเห็นดีก็เอาอยา่งทา ตามเป็นแบบอยา่งเดียวกนัและสืบต่อเป็น ส่วนรวมมาข้านานจนกลายเป็ นส่วนส าคัญ ของวฒันธรรมแห่งชาติข้ึน อธิบายถึงความเชื่อมโยงของ วัฒนธรรมในแต่ละด้านว่าเป็ นวิถีทางและแบบฉบับในการด าเนินชีวิตของชุมชน ที่ไดส้งั่สมมารวมท้งั ความคิดต่าง ๆ ที่คนได้กระท า สร้าง ถ่ายทอด สะสม และรักษาไว้จากคนรุ่นหนึ่ง ไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง อาจอยู่ใน รูปแบบของความรู้การปฏิบตัิและความเชื่อ ตลอดจนวตัถุสิ่งของอนัเกิดจากการคิดและการกระท าของ มนุษย์ เมื่อพิจารณาในแง่น้ีวฒันธรรมคือความรู้สึกนึกคิดและการปฏิบตัิของมนุษย์เอง โดยจะต้องมีระบบ คุณธรรมและจริยธรรมเป็นตัวก ากับตัวความรู้และการปฏิบัติของ มนุษยใ์นแต่ละสงัคม ท้งัน้ีเพื่อก่อใหเ้กิด ความสงบสุขในการด ารงชีวิต ถ้าพิจารณาถึงคนหนึ่ง ๆ ก็จะพบว่าความสัมพันธ์สิ่งแวดลอ้มรอบตวัมนุษย์มี อยู่ 3 มิติ คือ กาญจนา แก้วเทพ, อ้างถึงใน สมประสงค์ พันธุประยูร 1. ความสมัพนัธร์ะหว่างมนุษยก์บัสิ่งเหนือธรรมชาติเป็ นการสร้างสัญลักษณ์แทน สิ่งศกัด์ิสิทธ์ิซ่ึง เป็ นตัวแทนแห่งคุณค่าสูงสุดที่มนุษย์จะถือเอาเป็ นอย่าง และขัดเกลาตัวเองเพื่อน าไปสู่ สิ่งดีงาม ความ ปลอดภยัความหวงัว่าอา นาจสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิน้นัจะช่วยได้ซ่ึงความสมัพนัธด์งักล่าว มักแสดงออกในรูป พิธีกรรมต่าง 1 ซึ่งด ารงรักษาสภาวะอา นาจแห่งสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิที่ไดส้ร้างข้ึน ตลอดจน เป็ นการถ่ายทอด ความรู้สึกให้ซนรุ่นต่อ ๆ ไป จนกลายเป็ นปฏิบัติการที่เชื่อมโยงกับอุดมการณ์ความเชื่อของสงัคมน้นัๆ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็ นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ความรักกันฉันท์พี่น้อง การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การแบ่งปันไม่ข่มเหงเบียดเบียนกัน มีความเสียสละไม่ เห็นแก่ตัวเป็นคุณธรรมที่สา คญัที่สุดในวฒันธรรมด้งัเดิมปลูกฝังสงั่สอนใหค้น ในสังคมยึดถือเป็ นหลัก ซึ่ง อาจแสดงออกในรูปของประเพณี เช่น ประเพณีลงแขก ประเพณีเคารพ และความกตัญญูต่อผู้อาวุโส


17 ประเพณีที่เกี่ยวกับการให้อภัยหรือคนคืนดีกัน โดยอาศัยหลักอหิงสาธรรมความไม่มีจิตอาฆาตกนัรวมท้งั การอ่อนน้อมถ่อมตน คุณธรรมดังกล่าวได้รับการฝังรากลึกอยู่ใน ความเป็ นปี กแผ่นของสถาบันครอบครัว เครือญาติและหมู่บ้าน โดยประพฤติปฏิบัติสืบต่อมาถ่ายทอด จากคนรุ่นหนึ่งไปอีกคนรุ่นหนึ่ง จนเป็ นธรรม เนียมของชุมชน 3. ความสมัพนัธร์ะหว่างคนกบัธรรมชาติ/สิ่งสร้าง เป็ นการแสดงถึงศักยภาพในการคิดค้นของมนุษย์ โดยการเรียนรู้จากธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ม เพื่อนา ไปใชใ้หเ้กิดประโยชน์ต่อการ ด ารงชีวิตของตนเองและ มีความสอดคล้องกับธรรมชาติ อาทิ เครื่องมือในการท าการเกษตร หรือการพึ่งพาธรรมชาติเกี่ยวกับปัจจัยสี่ ภายใต้ปรัชญาในการอยรู่ ่วมกนักบัธรรมชาติ/สิ่งสร้างถือเอาความประสานกลมกลืนกับธรรมชาติเป็ นหลัก ไม่ข่มขืนกบัธรรมชาติและสิ่งสร้าง ดว้ยความโลภของตน ท้งัน้ีจากความเชื่อที่ว่า สรรพสิ่งทุกอยา่งลว้นแต่มี เจ้าของ เช่น ดินมีแม่พระธรณี ควายมีขวัญ เป็ นต้น แสงอรุณ รัตกสิกร (2551) กล่าวว่า ค าว่า ประเพณี ใช้ได้ต่างกันเป็ น 2 ลักษณะ คือ 1) ประเพณีใชใ้นลกัษณะ นาม หมายถึง "ความเชื่อ"คือเรื่องราวที่เห็นตามดว้ย สิ่งที่ยอมรับได้เป็ น ต้น 2) ประเพณี ใช้ในลักษณะ โดยปริยาย หมายถึง "นัยทางอ้อม" คือ แบบอย่างแนวทาง การกล่าวอ้อม ค้อม เป็ นต้น ที่เนื่องกบั ประเพณีดงัน้นัคา ว่า ประเพณีควรสรุปโดยนยั คติไทย หรือ วิถีไทย ได้ว่า ประเพณี คือ ความเชื่อ แบบอย่าง แนวทาง ที่เห็นตามด้วย ที่ยอมรับได้ประเพณีไทยเป็นสิ่งที่ติดตวัคนไทยแต่ก่อนจน ฝังแน่นในจิตใจกลายเป็นเครื่องข้ึนนา วิถีชีวติ ซึ่งสามารถปฏิบัติตามโดยมิได้ขัดเขิน ความเป็ นอยู่การงาน และการอาชีพล้วนด าเนินไปตามประเพณีอย่างกลมกลืน โดยไม่ได้สงกาหรือพักฐานว่า นี่เราถือและปฏิบัติ ตามประเพณีอยู่หรือเปล่า สุมานิการ์ จันทร์บรรเจิด (2550) กล่าวว่า ดงัน้นั ประเพณีหมายถึงระเบียบแบบแผน ความเชื่อ ความคิด การกระท า ค่านิยมธรรม จารีต และการประกอบพิธีกรรมในโอกาสต่าง ๆ หรืออาจสรุปได้ว่า ประเพณี คือ ระเแบบแผนความประพฤติของคนส่วนใหญ่ในสงัคม หรือในทอ้งถิ่นที่ยดึถือปฏิบัติสืบต่อกัน มา สรุปไดว้่า ประเพณีคือสิ่งที่ไดถ้ือและสืบทอดปฏิบตัิต่อ ๆ กนัมาต้งัแต่บรรพบุรุษ ที่ได้สงั่สมมาอย่าง ยาวนานผา่นการกระทา สร้างข้ึน ถ่ายทอด และรักษาไวจ้ากคนรุ่นหน่ึงไปสู่อีกรุ่นหน่ึงอาจอยู่ในรูปแบบ ของความคิด ความเชื่อ และการกระท า อันเป็ นที่ยอมรับร่วมกันของทุกคนในชุมชน เป็ นลักษณะของการมี แบบแผนความคิด ความเชื่อ การกระท า ค่านิยมร่วมกัน สู่การก าหนด เป็ นระเบียบแบบแผนความประพฤติ


18 ปฏิบัติที่สืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็ นวิถีชีวิตของคนในชุมชน ที่ปรากฏอยใู่นทุก ๆ ข้นัตอนของการดา เนิน ชีวิตที่คนในชุมชนมีความสมัพนัธก์บัสิ่งเหนือธรรมชาติความสัมพันธ์ต่อธรรมชาติ และความสัมพันธ์ต่อ เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อันน าไปสู่การประพฤติปฏิบัติที่ดีงามเหมาะสม เสมือนเป็ นบรรทัดฐาน หรือกลไก ควบคุมทางสังคมที่ส าคัญของชุมชนอีกทาง แนวคิดความเชื่อเรื่องขวัญ ญาวิณีย์ ศรีวงศ์ราช(2544. 6-8) ความเชื่อเรื่องขวัญ เป็ นความเชื่อของทุกชนชาติ เจอาจจะมีแนวคิด วิธีการหรือรูปแบบของความเชื่อแตกต่างกันออกไปตามลกัษณะของแต่ละชนชาติความเชื่อน้ีต่างก็มี จุดมุ่งหมายเหมือนกนัคือเพื่อการแสวงหาสิ่งที่ดีและความอยรู่อดปลอดภยัหรืออีกนยัหน่ึงก็เพื่อตอ้งการให้ โชคชะตาชีวิตของตนเองดีข้ึน ความเชื่อที่ส่งผลต่อร่างกายการดา เนินชีวิตของมนุษยใ์นรูปแบบน้ีส่วนใหญ่ จะแยกให้เป็ นเรื่องของไสยศาสตร์ที่มีกระบวนการเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ดังความเชื่อเรื่องขวัญของชน ชาติต่างๆ ที่จะแสดง ดงัน้ีลา ดบัดงัน้ี ความเชื่อเรื่องขวัญของชาวตะวันตก ความเชื่อเรื่องขวญัของชาวระหว่างตกมีมานานนบัต้งัแต่สมยัโบราณ เช่นเดียวกบัชาวตะวนัออกแต่ ส าหรับความเชื่อเรื่องขวญัของชาวตะวนัตกน้นัอาจจะแตกต่าง ทางดา้นการกา หนดสิ่งยดึเหนี่ยวทางจิตใจ ซึ่งถ้ามองดูภาพรวมแล้วจะพบว่าเมื่อใดก็ตามที่มนุษย์รู้สึกว่า ตนเองไม่สามารถ น้า ใหช้ีวิตมีความสุข สมบูรณ์ไดต้ลอดเวลา เมื่อน้นัจึงจา เป็นตอ้งอาศยัที่พ่ึงทางดา้นความเชื่อเป็นส่วน ช่วยเสริมพลังในการเผชิญ ชีวิตต่อไป ดงัจะพบไดจ้ากความเชื่อต่างๆ พี่มีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกบัความเชื่อของขวัในที่น้ีจะขอ ยกตัวอย่างความเชื่อตะวันตกที่มีฐาน ทางความคิดและจุดมุ่งหมายที่ตรงกนักบัความเชื่อดงัต่อไปน้ี ความเชื่อเรื่องพลงัสี่ลุ้นรับของชนเผ่ามนุษย์สมยัโบราณ จากการศึกษาเกี่ยวกับ ศาสนาในช่วงแรก ได้พบว่ามนุษย์สมัย โบราณเผาต่างๆ มีความเชื่อพวกเขาได้ ถูก หอ้มลอ้มดว้ยพลงัที่อาจมองไม่เห็น นบัต้งัแต่มนะ หรือวิญญาณไปจนถึงเทพเจ้าต่างๆ มนะหรือวิญญาณ เป็ นพลังภายในตัวเองซึ่ง ดีหรือเลวก็ได้ แต่มนุษย์อาจจะมีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลง โดยอาศัยพิธีกรรม บางอย่างเพื่อจะช่วยอ านวย ในการชิงที พวกเขาต้องการ ดังเช่น ที่ท ากับในยุคแรกเพื่อความดีความ ง่า ส่อง สังคม คือพิธีกรรมเตน้ร าอนัศกัด์ิสิทธ์ิในชาวอินเดียในอเมริกาเหนืออยา่งเช่น พี่จิกรรมเต้นร าข้าวโพด เพื่อให้เมล็ดพืชเติบโตและพิธีกรรมเต้นร าควายเพื่อ ความส าเร็จในการล่าสัตว์


19 ความเชื่อเรื่องโชคชะตา ความเชื่อที่เกี่ยวกับโชค ชะตา ที่มีมานานของทุกชนชาติเมื่อเปรียบเทียบกับความเชื่อเรื่องขวัญของ ชาวตะวันออกและความเชื่อเรื่องโชคชะตาของชาวตะวันตกจะเห็นความเชื่อท้งัสองมีจุดมุ่งหมายเหมือนกนั คือความตอ้งการใหช้ะตาชีวติดีข้ึนสา หรับชาวตะวนัตกไดย้ดึเอาเรื่องโชคชะตามาเป็ นตัวก าหนดในการ ด าเนินชีวิต โดยเชื่อว่าเมื่อใดที่ชีวิตเกิดความโลภโชคร้าย กจ็ะแสดงว่าโชคชะตาชีวติในช่วงน้นักจ็ะเผชิญกบั ความทุกข์ยากล าบาก เเต่ถ้าเกิดความโชคดีช่วงน้นัชีวิตก็จะราบรื่นมีความสุขเช่นเดียวกบัความเชื่อเรื่องฝันที่ ชื่อว่าเมื่อใดที่ขวัญดีชะตาชีวิตในช่วงน้นัก็จะราบรื่นมคีวามสุขและมีประสบ ความสา เร็จไดง้่ายแต่ถา้ช่วง ใดที่ขวญั ไม่ดีก็จะแสดงว่าช่วงน้นัชะตาชีวิตเป็นทุกขเ์จ็บไขไ้ดป้่วยหรือพบกะสกัมากมายตามความเชื่อแล้ว จะเชื่อว่าช่วงน้นัมีคเฉพาะเนื่องจากขวญั ไม่อยกู่บัเน้ือกบัตวั เมื่อศึกษาวิถีชีวิตชาวโรมันส่วนใหญ่พบว่าเป็ น กสิกร ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องโชค ลางของขลัง ต่างๆและยางนับถือภูติผีปี ศาจ เช่น พี่เรียน เจ้าหน้าที่ปกครองท้องไหล่ทองมา ผีประจ าบ้าน ผ่ท้องไร่ท้องนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง อภิชาติ จันทร์แดง (2560) ได้ศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อ พิธีกรรม: กระบวนการเรียนรู้เพื่อศักยภาพการ พึ่งตนเองของชุมชนชนบท ศึกษาเฉพาะกรณีชุมชนบ้านยางหลวง ต าบลท่าผาอ าเภอแม่แจ่ม จังหวัด เชียงใหม่ เพื่อการศึกษาถึงกระบวนการเรียนรู้ความเชื่อและพิธีกรรม ปัญหาอุปสรรคและแนวโน้มการ เปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนการวิเคราะห์ศักยภาพ การพึ่งตนเองของชุมชนที่มีผลมาจากการ เรียนรู้ความเชื่อและพิธีกรรมของชุมชน จากการศึกษาพบว่าความเชื่อและพิธีกรรมของชุมชนมีระบบ ความสมัพนัธร์ะหว่างมนุษยก์บัมนุษย์มนุษยก์บัสิ่งแวดลอ้ม และมนุษยก์บัสิ่งเหนือธรรมชาติโดยความเชื่อ เหล่าน้นัต่างถูกแสดงออกเป็นพิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับผี พิธีกรรมเกี่ยวกับการเกษตรและการท ามาหากิน พิธีกรรมเกี่ยวกับรักษาโรค พิธีกรรม เกี่ยวกับพุทธศาสนา และพิธีกรรมเกี่ยวกับประเพณี ความเชื่อและ พิธีกรรมถูกขัดเกลาเรียนรู้ สืบต่อกนัมาท้งัทางตรงโดยการบอกเล่า สอนใหท้า การหา้ม การข่มขู่ให้กลัว รวมถึงการท าให้ดูเป็ นตัวอย่างและการขัดเกลาเรียนรู้ทางอ้อมโดยการอยู่ภายใต้บรรยากาศทางความเชื่อ และพิธีกรรม การเข้าร่วมพิธีกรรม จนกระทงั่รับรู้เขา้ใจเกิดความคุน้เคยรู้สึกเป็นส่วนหน่ึงในวิถีชีวิต โดย อาศัยปัจจัยแวดล้อม จากสถาบันครอบครัว กลุ่มเพื่อนบ้าน กลุ่มอาชีพ สถาบันการศึกษา ศาสนา และ สื่อมวลชน ด้านศักยภาพการพึ่งตนเองของชุมชนอันเป็นผลมาจากความเชื่อและพิธีกรรมน้นัพบว่ามีการ รวมกลุ่ม เพื่อประกอบพิธีกรรม เพราะพิธีกรรมไดถ้กูกา หนดข้ึนดว้ยพลงัความเชื่อของคนจา นวนมากท้งั


20 ชุมชน การรวมกลุ่มของชาวบา้นจึงเกิดข้ึนตามธรรมชาติภายใต้บรรยากาศทางความเชื่อของชุมชน เป็ น ลักษณะการรวมกลุ่มทางนามธรรมเป็ นความรู้สึกร่วมเดียวกัน เป็ นปรากฎการณ์ที่เป็ นพลังอย่าง มาก เพราะ พิธีกรรมอนัเป็นการแสดงออกทางความเชื่อเป็นสิ่งที่แสดงใหเ้ห็นถึงการรวมกลุ่มทาง รูปธรรมที่เห็นได้ ชัดเจน เพื่อประกอบพิธีกรรมหรือกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในการพัฒนาชุมชนได้ สมประสงค์ พันธุประยูร (2560) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการถ่ายทอด ความคิด ความเชื่อของชาวปกา เกอะญอผ่านพิธีกรรม กรณีศึกษาบ้านทิโพจิ หมู่ที่ 4 ต าบลแม่จัน อ าเภออุ้มผาง จังหวัด ตาก เพื่อศึกษา รูปแบบ วิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ และกระบวนการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมจากคน รุ่นหนึ่งถ่ายทอดส่งต่อ ให้กับคนอีกรุ่นหนึ่งของชาวปกาเกอะญอ โดยสะ ท้อนผ่านพิธีกรรม จากการศึกษาพบว่า พิธีกรรมของ ชาวปกาเกอะญอ นอกจากจะเป็นกระบวนการเพื่อเป็ นสื่อหรือเป็ น ตัวกลางที่สร้างขวัญและก าลังใจ ที่ มุ่งหวังให้ประสบความสา เร็จในสิ่งที่ตอ้งการหรือต้งัใจแลว้ยงัเป็น กุศโลบายที่บรรพบุรุษไดส้งสมและั่ ถ่ายทอดสู่ลูกหลาน เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกบัธรรมชาติและคนกบัสิ่งที่อยเู่หนือ ธรรมชาติซ่ึงเป็นสิ่งสูงสุดที่เป็นเจา้ของธรรมชาติแทจ้ริงตาม ความเชื่อของชาวปกาเกอะญอ สร้างเป็ น วฒันธรรมแห่งการพ่ึงพาและช่วยเหลือเก้ือกูลกนัการจะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติจึงต้องขออนุญาตจาก สิ่งสูงสุด ใชอ้ยา่งรู้คุณค่าและใหค้วามเคารพต่อธรรมชาติและสิ่งสูงสุด โดยการไม่เบียดเบียน ทา ให้ ชาวปกาเกอะญอเป็ นคนอ่อนโยน มีความเคารพ ยา เกรงต่อทุก ๆ สรรพสิ่งที่อยรู่อบ ๆ ตวัพิธีกรรมจึงเป็นตวั ก ากับพฤติกรรมของคนในชุมชนหรือคน ปกาเกอะญอ ไม่ให้ประพฤติปฏิบัตินอกเหนือกฎเกณฑ์ประเพณีที่ สืบต่อกันมา และเป็ นเครื่องมือให้เกิดความสงบสุขภายในชุมชน ส่วนด้านความคิด ความเชื่อผ่านพิธีกรรม ของชาวปกาเกอะญอ พบว่าระบบความคิด ความเชื่อโดยทวั่ ไปมีความเชื่อว่าคนเป็นส่วนหน่ึงของ ธรรมชาติ คนเป็ นเพียงผู้ขอใช้และขออาศัยธรรมชาติ ในการท ามาหากิน ในการด ารงชีวิต ชาวปกาเกอะญ อจึงอ่อนน้อมและเคารพ ต่อธรรมชาติ จึงได้ก าหนดกฎเกณฑ์หรือองค์ความรู้ให้สมาชิกในชุมชน ปฏิบัติ ผ่านพิธีกรรมต่าง ๆ กฎเกณฑเ์หล่าน้ีจึงเป็นกลไกทางสงัคมที่ควบคุมพฤติกรรมใหช้าวปกาเกอะญอไม่ให้ ประพฤติปฏิบัติออกนอกกรอบของประเพณีที่บรรพบุรุษได้ก าหนดไว้ โดยมีพิธีกรรมเป็ นกระบวนการ ก าหนดบทบาท หน้าที่ของสมาชิกในชุมชน จนเกิดโครงสร้างทางสังคมที่เกี่ยวโยงกันเป็ นระบบรวมหมู่ หรือระบบ เครือญาติเดียวกนัส่งผลใหชุ้มชนแห่งน้ีมีความรักใคร่สมคัรสมานสามคัคีดุจดงั่พนี่อ้งร่วมทอ้ง เดียวกนัความคิด ความเชื่อเหล่าน้ีจึงสะทอ้นถึงการดา รงอยขู่องพิธีกรรมจากงานวิจยัที่เกี่ยวขอ้งที่ผวู้ิจยัได้ หยบิยกมาในขา้งตน้น้นัพบว่า เป็นรูปแบบของการศึกษาถึงกระบวนการเรียนรู้ในการถ่ายทอดความคิด ความเชื่อผ่านรูปแบบของการปฏิบัติเชิง พิธีกรรม เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับ


21 ธรรมชาติและคนกบัสิ่งที่อยเู่หนือธรรมชาติแต่ในงานวิจยัน้ีผวู้ิจยัไดท้า การศึกษาถึงความสมัพนัธท์ ี่ ประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อของชุมชน บ้านอาจารย์ อ าเภอสังฆะ จังหวัดสุรินทร์ ที่มีความสัมพันธ์ต่อวิถี ชีวิตของคนในชุมชนใน 3 มิติหลักได้แก่ ด้านการท ามาหากิน ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม และด้านความ เป็ นอยู่ ที่มีความแตกต่างไป จากผคู้นในพ้ืนที่อื่น ๆ อนัแสดงใหเ้ห็นถึงอตัลกัษณ์ที่มีความจา เพาะของชุมชน แห่งน้ี ศรีศักร วัลสิโภดม (2561) ศึกษาความเชื่อในการนับถือผีของชาวแพร่ พบว่า พีดี พี่หมายถึง ผีที่ให้คุณ ผีที่มีอ านาจสูงสุด ผี ที่เป็ นผีเมืองหรือ ผีที่รักษาเมือง ในระดับหมู่บ้านก็จะมีผีบ้านของตนเอง พีอาร์รักษามัก เป็นผนู้า บา้นเมืองมาก่อน หรือผกู้่อต้งหมู่บ้าน ซึ่ ังชาวบา้นจะทา พิธีเล้ียงผทีุกปีในระดบัครอบครัวและวงศ์ ตระกูล ชาวบ้านจะนับถือผีปู่ ย่าซึ่งเป็ นผีบรรพบุรุษ ที่คอยช่วยดูแลพฤติกรรมของคนในตระกูล ไม่ให้ท าผิด จารีตประเพณีแต่ละสายตระกูลก็จะทา พิธีเล้ียงผสีายตระกลูเช่นกนัส่วนผรี้าย ที่หมายถึง ภูตผปีีศาจ วิญญาณไร้ญาติ ชาวบ้านจะแยกออกเป็ นผีร้าย หากผู้ใดท าผิดกฎเกณฑ์ข้อห้ามของสังคมถือเป็ นการละเมิด ซ่ึงอาจจะนา อนัตรายมาสู่คนเหล่าน้นั ได้ พิมพ์นภัส จินดาวงค์ (2562) ได้วิจัยเรื่อง การด ารงอยู่และบทบาทของความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับ ผีอารักษ์ เมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน พบว่า พิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์ในเมืองเชียงใหม่มีลักษณะการ ผสมผสานความเชื่อศาสนาพุทธศาสนาพราหมณ์ผีนอกจากน้ียงัพบลกัษณะการดา รงอยขู่องความเชื่อและ พิธีกรรมที่มีการปรับเข้ากับสภาพสังคมปัจจุบัน ได้แก่การปรับองค์ประกอบบางส่วนเพื่อตอบสนอง นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว การน าเสนออัตลักษณ์เมืองเชียงใหม่ การน าเสนอความเป็ นอันหนึ่งอันเดียว ของคนในจังหวัดผ่านพิธีกรรม ส่วนบทบาทของพิธีกรรมเกี่ยวกับผีอารักษ์นอกจากจะตอบสนองความ ต้องการทางด้านจิตใจและความต้องการทางด้านสังคมแล้ว ยังตอบสนองนโยบายของรัฐในการสืบสาน ประเพณีอีกด้วย แสงดาว วิวัฒนาพร (2562) ได้ศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องผีในชุมชนภาคเหนือ ผลการศึกษาพบว่า ทางภาคเหนือมีความเชื่อเรื่อง พี่หอพี่เฮือน ผเีจา้ที่ผนีาผปี่าผเีส้ือยา้นเส้ือเมืองผปีู่ยา่ผหีมอหน่ึงและผกีะ โดยมีพิธีกรรมเกี่ยวกบัผใีนชุมชนคือ พิธีกรรมเล้ียงผีพิธีกรรมไหวผ้ีความเชื่อเรื่องผนี้นัยงัมีหนา้ที่ในดา้น ต่างๆเช่น ด้านการควบคุมพฤติกรรมคนในชุมชน ด้านสุขภาพอนามัย ด้านการประกอบอาชีพ เกษตรกรรม การอบรมสงั่สอนดา้นอุปนิสยั โดยมวีิธีการถ่ายทอดความเชื่อของพี่ในชุมชน ที่ใชถ้่ายทอดในท้งัอดีตและ ปัจจุบันได้แก่ จารีตประเพณีวิถีประชา ข้อก าหนด ข้อห้าม ข้อบังคับ แนวปฏิบัติที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน การ ตา หนินินทาวิพากษ์วจิารณ์การแนะนา อบรม สงั่สอน และการลงโทษ ดุด่าว่ากล่าวเฆี่ยนตีโดยมีตวัแทน


22 ในการถ่ายทอดความเชื่อน้นัเช่น ครอบครัวกลุ่มเพื่อน โรงเรียน กลุ่มอาชีพ ตวแทนทางศาสนาัและ สื่อมวลชน กรอบแนวคิดการศึกษา ประวัติความเป็ นมา ข้นัตอนการทา พิธีกรรมเสาะเหมื่อ อุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม พิธีกรรมความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม เสาะเหมื่อ เสาะเหมื่อ พิธีกรรม ความเชื่อชาวล้านนา


23 บทที่ 3 วิธีด าเนินการศึกษา ในการศึกษาคร้ังน้ีเป็นการศกึษาเชิงคุณภาพโดยผศู้กึษามุ่งเนน้ศึกษาและทา ความเขา้ใจเกี่ยวกบัเสาะ เหมื่อ พิธีกรรมความเชื่อชาวล้านนา บ้านห้วยม่วง ต าบลแสนทอง อ าเภอท่าวังผา จังหวัดน่านเพื่อให้ได้ ข้อมูลตามวัตถุประสงค์และส่งประเด็นของการศึกษาวิจัย ผู้ศึกษาได้เข้าไปท าการศึกษาชุมชนด้วยตนเอง เพื่อเก็บรวบร่วมข้อมูลตามประเด็นที่ต้องการ ในการศึกษาคร้ังน้ีผศู้กึษามีระเบียบวิธีวิจยัเป็นข้นัตอนดงัรายละเอียดต่อไปน้ี 1.ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร ต าราวิชาการ ห้องสมุดยุพราช ห้องสมุดสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัย ราชภัฏเชียงราย โดยการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร ได้แก่ ต าราเอกสารวิชาการ วารสาร บทความ ที่เป็ นแนวคิด เพื่อศึกษาท าความเข้าใจเกี่ยวกับ เสาะเหมื่อ พิธีกรรมความเชื่อชาวล้านนา 2.การเลือกพ้ืนที่ในการศึกษาและแห่งผู้ให้ข้อมูล 2.1พ้ืนที่ศึกษาผศู้ึกษาเลือกชุมชนที่ศกึษาแบบเจาะจงคือ ชุมชนบา้น หว้ยม่วง ต าบลแสนทอง อา เภอท่าวงัผาจงัหวดัน่าน เหตุผลที่ผศู้ึกษาเลือกพ้นืที่ดงักล่าวเนื่องจากพ้ืนที่ดงักล่าวมีพิธีกรรมที่สา คญัของ ชาวล้านนา ซึ่งก าลังจะสูญหายไปจึงต้องการอนุรักษ์รักษาพิธีกรรมให้คงอยู่สืบไป 2.1แห่งผู้ให้ข้อมูล ผู้ศึกษาได้ก าหนดผู้ให้ข้อมูลหลักในการเก็บรวบรวมขอ้มูลคร้ังน้ีไดแ้ก่ผู้ ประกอบพิธีกรรมที่อาศยัในพ้นืที่ชุมชนบา้นหว้ยม่วง ตา บลแสนทองอา เภอท่าวงัผาจงัหวดัน่าน ซ่ึงเป็นผมู้ี ความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมเสาะเหมื่อและเป็นผปู้ระกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อ ซ่ึงเป็นผใู้หข้อ้มูลหลกัเหล่าน้ีจะ สามารถให้ข้อมูลได้ดีและจะทา ใหก้ารศึกษาขอ้มูลในคร้ังน้ีประสบความสา เร็จดว้ยดีดงัน้นัผศู้ึกษาจึงหนด ผใู้หข้อ้มูลหลกัจา นวน 2คน ดงัน้ี 1.นายสุข ธรรมศิริ ต าแหน่ง ผู้ประกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อ 2.นายฟอง ธรรมศิริ ต าแหน่ง ผู้ประกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อ


24 3.เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลและค าตอบที่เป็ นจริง ครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาที่ผู้ ศึกษามุ่งจะศึกษาโดยใชเ้ทคนิคการศกึษาหลากหลายวิธีท้งัน้ีเพื่อใหไ้ดข้อ้เท็จจริงจากปรากฏการณ์ในชุมชน ที่ศึกษาในขณะที่ทา การศกึษาเครื่องมือที่ใชใ้นการศึกษา มดีงัต่อไปน้ี 3.1แบบบันทึกข้อมูลภาคสนาม ผู้ศึกษาใช้ส าหรับการบันทึกข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์หรือ สงัเกต ประเด็นขอ้คิดเห็นต่างๆ รวมท้งับนัทึกขอ้สงัเกตและการวิเคราะห์ขอ้มูลของผศู้กึษาเอง 3.2แบบสัมภาษณ์ ผู้ศึกษาได้ใช้ค าถามในการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยใช้การสัมภาษณ์ น้ีหลงัจากที่ผศึกษา ได้เข้าไปสร้างความสัมพันธ์และความคุ้นเคยกับผู้มีความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมเสาะเหมื่อ ู้ 3.3แนวการสังเกตโดยผู้ศึกษาใช้ในขณะที่ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับ ผู้ให้ข้อมูลที่เป็ นผู้มีความรู้ เกี่ยวกับพิธีกรรมเสาะเหมื่อ 3.4อุปกรณ์ภาคสนาม ที่ผศู้ึกษาใชใ้นการศกึษาคร้ังน้ี ได้แก่ กล้องถ่ายรูปและเทปบันทึกเสียง เพื่อบนัทึกภาพปรากฏการณ์ต่างๆและเสียงในการสมัภาษณ์โดยจะทา การขออนุญาตผทู้ี่เกี่ยวขอ้งทุกคร้ัง ก่อนที่จะท าการบันทึกภาพหรือเสียง 4 .วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลพร้อมกับวิเคราะห์ข้อมูลควบคู่กันไป โดยใช้วิธีการสังเกตอย่างเป็ น ธรรมชาติที่สุดและใช้เครื่องมือช่วยในการเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลักและผู้ให้ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ใน การเก็บรวบรวมขอ้มูลจา แนกเป็นข้นัตอนดงัน้ี 4.1ก าหนดข้อมูลเป็ นการก าหนดว่าข้อมูลที่ต้องการว่ามีอะไรบ้างโดยการศึกษาและวิเคราะห์ จากวัตถุประสงค์จึงจะได้ข้อมูลที่สอดคล้องกับสภาพความเป็ นจริง 4.2ก าหนดแหล่งข้อมูลเป็ นการก าหนดว่าแหล่งข้อมูลหรือผู้ให้ข้อมูลเป็ นใครอยู่ที่ไหนมี ขอบเขตเท่าไหร่ ที่จะต้องก าหนดให้ชัดเจน และเป็ นแหล่งข้อมูลปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ แล้วจะต้องพิจารณาว่า แหล่งขอ้มูลน้นัๆ สามารถที่จะให้ข้อมูลได้อย่างครบถ้วนหรือไม่ 4.3ก าหนดกลุ่มตัวอย่าง เป็ นการเลือกใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างเหมาะสม และขนาดของกลุ่ม ตัวอย่างที่เหมาะสม


25 4.4เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล จะต้องเลือกใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เหมาะสม (แหล่งข้อมูล/ขนาดกลุ่มตัวอย่าง/การวิเคราะห์ข้อมูล ) ได้ข้อมูลอย่างครบถ้วนมีมากเพียงพอและเป็ นข้อมูลที่ เชื่อถือได้ 4.5น าเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อน าข้อมูลมาวิเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพที่จะต้อง ปรับปรุงและแก้ไขให้อยู่ในสภาพที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.6ออกภาคสนาม เป็ นการด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามแผนการและการก าหนดการที่ จัดเตรียมไว้และสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้ได้รับข้อมูลกลับคืนมา มากที่สุด 5.การวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาคร้ังน้ีใชว้ิธีการวิเคราะห์เน้ือหาแบบพรรณนาความ โดยนา ขอ้มูลที่ไดจากเอกสาร ้ ต่างๆที่เกี่ยวข้อง และจากข้อมูลภาคสนามมารวบรวมและจัดหมวดหมู่ เพื่อเรียบเรียงเป็ นหัวข้อตามประเด็น ที่ศึกษาและเขียนพรรณนาความเชิงร้อยแก้ว ประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนหรือไม่แน่ใจจะมีการน ามาซักถามอีก คร้ังกบัผใู้หข้อ้มูลเพื่อวิเคราะห์และสรุปผลต่อไป


26 บทที่ 4 ผลการศึกษา ผลการศึกษาเสาะเหมื่อ พิธีกรรมความเชื่อล้านนาบ้านห้วยม่วง ต าบลทอง อ าเภอท่าวังผาจังหวัดน่าน ปรากฏผลการศึกษา ตามที่ผู้ศึกษาจะน าเสนอแบบมีรายละเอียดแบ่งเป็ น 2 ตอน คือ 1.พิธีกรรมเสาะเหมื่อ 2. พิธีกรรมความเชื่อที่เกี่ยวขอ้งเสาะเหมื่อ ดงัน้ี ตอนที่ 1 พิธีกรรมเสาะเหมื่อ บ้านห้วยม่วง ต าบลทอง อ าเภอท่าวังผาจังหวัดน่าน ประกอบไปด้วย 1.พิธีกรรมเสาะเหมื่อ 2.ความเชื่อเกี่ยวกับเสาะเหมื่อ 3.อุปกรณ์ใช้ในการกระกอบพิธกรรมเสาะเหมื่อ 4.ไม้วา 5.คาถาในการในการประกอบพิธีกรรม 6.ข้นัตอนการประกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อ ตอนที่ 2 ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเสาะเหมื่อ บ้านห้วยม่วง ต าบลทอง อ าเภอท่าวังผาจังหวัด น่าน ประกอบไปด้วย 1.การหาฤกษ์ยามดี 2.ขวัญ 2.เล้ียงผี ตอนที่ 1 พิธีกรรมเสาะเหมื่อ จากการสัมภาษณ์นายสุขธรรมศิริ อาย 65 ปี ได้ให้ข้อมูลว่า เป็ นพิธีความเชื่อของชาวล้านนาเป็ นพิธีกรรมที่เก่าแก่ ยาวนานมากของชาวล้านนาในการกระกอบ พิธีกรรมเสาะเหมื่อ แล้วพิธีกรรมเสาะเหมื่อเป็ นพิธีกรรมการรักษา เรียกขวัญ หาสาเหตุว่า ภูต ผี ปี ศาจ ที่


27 ไหนมาท าท าร้าย โดยพ่อหมอพ้ืนบาน ซึ่งประกอบด้วยพิธีกรรมเพื่อรักษา โรคที่ได้รับการรักษาจากทาง ้ แพทย์ไม่หายหรือเป็นเร้ือรัง ผทู้า พิธีเรียกว่า พ่อหมอ ทา หนา้ที่เป็นตวัแทนในการสื่อระหว่างผีเผอื่ สื่อสารว่าผทีี่ไหนมาทา ร้ายผปู้่วยจึงทา ใหไ้ม่หายหรือเป็นเร้ือรังอาการเหล่าน้ีเชื่อว่าเกิดจากการกระท าของ ผีดงัน้นัการที่จะรักษาพ่อหมอจะทา การอญัเชิญผปีู่ยา่หมอ้น่ึง พี่ฟ้าหรือผบีรรพบุรุษหลุดใหล้งมาโดยจะใช้ ต้นไม้วาในการเป็ นสื่อกลางในการสื่อสารพูดคุย แล้วพ่อหมอซักถามที่มาว่าผีตนไหน ที่ไหน มาท าร้าย แล้ว ถา้ไดรู้้ที่มาว่าพี่ตน มาทา ร้ายกจ็ะทา การจะทา การเล้ียงผีโดยการเล้ียงจะถามก่อนว่า ตอ้งการอะไรแลว้จะ นา ไปเล้ียงผีผปู้ระกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อไม่สามารถสืบต่อกนัไปไดผ้ทู้ี่จะสามารถสื่อสารกบัผตีอ้งเป็นคน อยู่ในศีลในธรรมไม่พูดโกหก หลอกลวงผู้อื่น ผู้ประกอบพิธีเสาะเหมื่อผีจะท าการเลือกเอง โดยผู้คนที่ ต้องการเป็ นผู้ประกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อต้องน าไม้วามาวาแขนเอาเอง ต้องพูดกับผี “ว่าถา้ผลีงแลว้ก็ขอห้ือ ไมว้ายาวข้ึนถา้ผบี่ลงก็ขอห้ือไมว้าเท่าเดิม” ในปัจจุบันเลยไม่ค่อยได้รู้จักกับพิธีกรรมเสาะเหลื่อมากนัก เพราะว่าทางด้านพิธีกรรมเสาะเหลื่อไม่สามารถสืบต่อไปทางลูกหลานได้ ความเชื่อด้านพิธีกรรมเสาะเหมื่อ พิธีกรรมเสาะเป็ นพิธีกรรมที่อยู่ร่วมมากับชาวล้านนามาช้านาน ย้อนไปในสมัยอดีตในการรักษาส่วนยาที่ใช้ในการรักษาเป็นส่วนใหญ่ก็จะเป็ นจ าพวกสมุนไพร แต่ยังมี การแพทย์ยังเป็ นการรักษาที่ล้าสมัยแต่ก็มีในการใช้รักษาแต่ต้องใช้เงินจ านวนมากในการใช้ยาปฏิชีวนะใน การรักษา น้ีผคู้นส่วนใหญ่มกัจะมีความยากจนเลยมนัหนัมาพ่ึงในเรื่องไสยเวท ไสยศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ 2.ความเชื่อเกี่ยวกับเสาะเหมื่อ จากการสัมภาษณ์นายฟอง ธรรมศิริ อายุ 64 ปี ที่ให้ข้อมูลว่า สิ่งที่ผคู้นส่วนใหญ่หันมาสนใจเรื่อง ไสยเวท ไสยศาสตร์ มักจะเป็ นความเชื่อความศรัทธาส่วนตัว ของตัวบุคคลเอง ใช้ในการรักษา เรียกขวัญ หาสาเหตุว่า ภูต ผี ปี ศาจ ที่ไหนมาท าท าร้าย โดยพ่อหมอ พ้ืนบา้น ซ่ึงประกอบดว้ยพิธีกรรมเพื่อรักษาโรคที่ไดร้ับการรักษาจากทางแพทย์ไม่หายหรือเป็ นเร้ือรัง ผู้ท าพิธี เรียกว่า พ่อหมอ ท าหน้าที่เป็ นตัวแทนในการสื่อระหว่าง ผี เผื่อสื่อสารว่าผีที่ไหนมาท าร้ายผู้ป่ วย จึง ทา ใหไ้ม่หายหรือเป็นเร้ือรัง ในทุกคร้ังที่ไดม้าทา การรักษาดว้ยพิธีกรรมเสาะเหมื่อโรคภยั ไขเ้จ็บ มกัหายไป อย่างไม่น่าเชื่อจากโรคที่ไม่รู้สาเหตุในการเจ็บป่วยไดไ้ปรักหาหาหมอมากี่คร้ังก็ไม่สามารถรักษาหายไดพ้อ ได้มาเข้าร่วนในการใช้พิธีกรรมเสาะเหมื่อในการรักษาแล้วได้หายจากอาการเจ็บป่ วย ผู้คนส่วนใหญ่บ้าน ห้วยมักจะใช้พิธีกรรมเสาะเหมื่อในการหาสาเหตุ และรักษาโรคภัยไข้เจ็บ


28 ความเชื่อด้านพิธีกรรมเสาะเหมื่อ พิธีกรรมเสาะเป็ นพิธีกรรมที่อยู่ร่วมมากับชาวล้านนามาช้านาน ย้อนไปในสมัยอดีตในการรักษาส่วนยาที่ใช้ในการรักษาเป็นส่วนใหญ่ก็จะเป็ นจ าพวกสมุนไพร แต่ยังมี การแพทย์ยังเป็ นการรักษาที่ล้าสมัยแต่ก็มีในการใช้รักษาแต่ต้องใช้เงินจ านวนมากในการใช้ยาปฏิชีวนะใน การรักษา น้ีผคู้นส่วนใหญ่มักจะมีความยากจนเลยมันหันมาพึ่งในเรื่อง ไสยเวท ไสยศาสตร์ เป็ นส่วนใหญ่ 3.อุปกรณ์ใช้ในการกระกอบพธิกรรมเสาะเหมื่อ จากการสัมภาษณ์นายสุขธรรมศิริ อาย 65 ปี ได้ให้ข้อมูลว่า 1.พานข้ึนครูในพานประกอบดว้ย รูปภาพที่1 พานข้ึนครูหรือขนั ที่มา : มินธดา ธรรมศิริ (วันที่ 8 ธันวาคม 2565) อ่านเป็ นภาษาล้านนาว่า “ขันครู” เรียกอีกอย่างว่าขนัต้งั ขนั ในที่น้ีอาจเป็ น พาน โอ (ขันขนาดใหญ่) ตะกร้า กระบุง กะละมัง ที่ใช้เป็ นภาชนะใส่ดอกไม้ ธูป เทียน หมาก พลูและอื่นๆ เป็ น “ขันครู” ซึ่งหมายถึง เครื่องสักการะบูชาครูบาอาจารย์ที่สอนวิชาหรือให้ความรู้


29 ขันครูมี2 อย่าง คือ ขันครูชั่วคราวและขนัครูถาวร ขนัครูชวั่คราวคือขนัต้งัในพิธีมงคลเช่น พิธีลงเสาเอกข้ึนบา้นใหม่แต่งงาน สู่ขวญัหรือทา ขวญันาค จะเป็ นงานอวมงคลก็ได้ เช่น งานศพ เป็ นต้น ขนัครูชวั่คราวน้ีจะมีการลาขนัเมื่อเสร็จงาน เรียกว่า “ปลดขนัต้งั” ซึ่งเป็ นค าล้อเลียนของชาวล้านนา โดยเฉพาะในวงสุรา หมายถึงการน าเงินค่าครูไปใช้จ่าย ขันครูถาวรเป็นเครื่องสกัการะซ่ึงวางบูชาไวต้ลอดท้งัปีใชส้า หรับผตู้อ้งการจะเล่าเรียนวิชาศิลปะ คาถาอาคม โดยผู้ที่จะเรียนให้ท าพานครู 1 พาน แล้วท าพิธีเล้ียงครูยกขนัครูต้งัเครื่องพลกีรรม น้า ดื่มและ ดอกไม้ ตามแต่ละส านักก าหนด แล้วน าไปบูชา บางคร้ังอาจใชก้า ยานร่วมดว้ย ขนัครูแบบถาวรน้ีจะเปลี่ยนไดเ้พียงปีละคร้ัง ตามกา หนดของแต่ละสถานที่เช่น วนัพญาวนั (วนัเถลิง ศก) ในช่วงสงกรานต์ เป็นต้น ขันครูถาวรยังมีอีก 2 ประเภท 1. ขันน้อย แบ่งเป็ น ขัน 5 ขัน 8 ขัน 12 ขัน 16 ขัน 24 ขัน 28 และขัน 32 –ขัน 5 หมายถึง ขันศีล 5 เป็ นขันเบญศีลหรือศีล 5 –ขัน 8 หมายถึง ขันศีล 8 เป็ นขันอุโบสถศีลหรือศีล 8 –ขัน 12 หมายถึงขนัพ่อครูเป็นขนัของผเู้ป็นครูอาจารยล์า ดบัช้นัตน้ –ขัน 16 หมายถึง ขันครูบูชาพระเจ้า 16 พระองค์ –ขัน 24 หมายถึง ขันพ่อครูล าดับที่สอง เป็ นขันของผู้เป็นครูอาจารยล์า ดบัช้นัสูงกว่าช้นัตน้ –ขัน 28 หมายถึง ขันครูบูชาพระเจ้า 28 พระองค์ –ขัน 32 หมายถึงขนัพ่อครูลา ดบัที่สอง เป็นขนัของผเู้ป็นครูอาจารยล์า ดบัช้นัสูง สูงกว่าขนั 12 ขัน 32 น้ีเป็นขนัครูใหญ่ไหวเ้ทวดาท้งัสามโลกและอีกนยัหน่ึงคือขนัอาการ 32 หมายถึงรูปขนัธท์ ้งั 32 ประการ


30 2.ขันหลวง แบ่งเป็ น ขัน 108 ขัน 109 ขัน 227 และขัน 1000 –ขัน 108 109 หมายถึง ขันครูเครื่องใหญ่ เป็ นอาจารย์ผู้มีวิชาอาคมแกร่งกล้า ระดับบรมครู ระดับผู้อาวุโส ข้นัพระสงฆท์ ี่มีวิชาแก่กลา้ข้นัเจา้เมืองหรือพระมหากษตัริย์ ขนัต้งัระดบัน้ีประกอบด้วยพานที่มีเครื่องคารวะ คือ หมากสาย 130 สาย หมากขด 108 ขด กรวย หมากพลู 108 กรวย กรวยดอกไม้ธูปเทียน 108 กรวย ผ้าขาวผ้าแดงอย่างละ 1 วา 1 ศอก 1 คืบ เบ้ีย108 เงิน 108 บาท เหล้า 1 หมื่น (10 ขวด) มะพร้าว 1 ทะลาย กล้วย 1 เครือ ข้าวสาร 1 ถัง ข้าวเปลือก 1 ถัง อ้อย 1 ล า หน่อกล้วย หน่ออ้อย หน่อเผือกมัน อย่างละ 1 หน่อถวั่ดา ถวั่แดง งาดา อยา่งละ1 กลัก –ขันเครื่อง 1000 ใช้ส าหรับงานต่อเศียรพระ ต่อยอดพระเจดีย์ ต่อยอดปราสาทหรือคุ้มวัง ขนัต้งัน้ีจะประกอบดว้ยพานที่มีเครื่องคารวะคือกรวยดอกไม้1000 กรวยหมากพลู 1000 เบ้ีย1000 ข้าวสาร 1 หมื่น ข้าวเปลือก 1 แสน หมากแห้งที่ร้อยเป็ นสาย 32 สายเทียนแท่งละบาทและแท่งละเฟ้ืองผา้ ขาวผ้าแดงอย่างละพับ มะพร้าว 1 ผล กล้วย 1 หวี และ เงิน 108 บาท ขันครูเป็นเสมือนตวัแทนครูเพื่อต้งับูชาไว้อญัเชิญครูบาอาจารยม์าสถิตอยู่เพื่อใชเ้พิ่มพลงัวิชา ท้งัยงั ปกป้องรักษาตัวผู้เป็นศิษย์อีกด้วยถ้าไม่มีขันครูจะท าให้การประกอบพิธีต่างๆ ไม่ส าเร็จ จะเกิดอาถรรพ์ คึด หากใช้อาคมเกินตัวอาจจะท าให้ของเข้าตัวถึงตายได้ในพานประกอบด้วย 1.1. เส้ือผา้ของผปู้่วย สาเหตุที่ตอ้งนา เส้ือผา้ของผปู้่วยมาพ่อหมอจะไดถ้ามจากเจา้พ่อหลวงวาวว่ามีผตีนไหน ที่ไหน มาทา ร้ายจะไดรู้้จากเส้ือผา้ของผปู้่วย 1.2. ดอกไม้ ตอ้งเป็นดอกไม่สด ตอ้งนา มาจากตอ้งไม่เก็บจากพ้ืน เพราะว่าจะเป็นการหลบหลู่ครูบาอาจารย์ 1.3. เปลือกข้าวสาร ในการกระกอบพิธีได้อัญเชิญ ปู่ นึ่ง ยายนึ่ง ในการมาท าพิธี น ามาเพื่อบูชาท่าน 1.4. หมากพลู 1.5. เทียน 4คู่ 1.6.ธูป 9 ดอก 1.7. เงิน 20 บาทข้ึนไป


31 2.ไม้วา จากการสัมภาษณ์นายสุขธรรมศิริ อาย 65 ปี ได้ให้ข้อมูลว่า รูปภาพที่ 2 ไม้วา ที่มา : มินธดา ธรรมศิริ ( วันที่ 8 ธันวาคม 2565 ) ชนิดของไม้วา ไม้ที่มีป้องหรือมี กรวงข้างในไม้ เพราะ มีความเชื่อว่าจะสามารถช่วยป้องกัน ขับไล่ทูตผี ปี ศาจได้ และไมจ้า พวกน้ีจะมกีิ่งที่แตกแผนงออกไปเยอะแยะ พ่อหมอเลยใชไ้มจ้า พวกน้ีนา มาทา ไมว้า ขนาดของไม้วาวัด จากการวาแขนของหมอผีจากปลายนิ้วกลางขา้งซา้ยไปถึงขอ้นิ้วที่ขอ้นิ้วสองของนิ้วกลางขา้งขวาให้ เหลือหน่ึงขอ้นิ้วกลางขา้งขวาโดยการวดัขนาดไมห้มีผแีต่ละคนตอ้งวดัโดยวานิ้วของตอนเองไม่สารมาร ถน าไม้ของหมอผีคนอื่นมาใช้ได้ เนื่องจากขนาดไม่เท่ากัน คาถาในการในการประกอบพิธีกรรม จากการสัมภาษณ์นายสุขธรรมศิริ อาย 65 ปี ได้ให้ข้อมูลว่า ท่องนโม 3จบ จากน้นัจะพูดเป็นคา ที่ใชส้ื่อสารกนั ปกติดงัน้ี


32 “ ขออญัเชิญเจา้พ่อหลวงวาวสูผ้า้ไตรกข็อใหม้า ตวัขา้น้ีก็นา ขนัดอกไมธู้ปเทียน เปิ่ลจะมาหาหมอกบั เจา้พระยาแกว้เจา้พ่อหลวงวาวนิสิ่งศกัดส์ ิทธ์ิเจา้ควเจ้าผ้าได้เจ็บไข้ป่ วย ปวดหัว เจ็บท้ ั องหยังก็ดี ถ้าผีหอผี เฮือน ผีปี ศาจ ผีเจ้ากรรมนายเวร หยังก็ดี ผีป่ า ผีนา ผีไหนก็ดี ได้มาทักได้ทักโต้งหยังก็ดี ขอเจ้าหลวงวาว ถ้า ไดม้ีผมีาทกัขอใหไ้มว้าน้ียาวถา้บ่ไดท้กักข็อใหไ้มว้าน้ีเท่าเดิม ขอห้ือสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายเจ้ายาเจ้าพ่อหลวง วาว ทุกองคน์ ้ีลงมาที่ไมว้าน้ี ในตวัขา้น้ีก็ไดร้ับขา้วรับขวญัเจา้ขวญัก็ไดเ้อาดอกไมธู้ปเทียนเจา้ของเจา้เส้ือเจา้ผา้ไดเ้จ็บทอ้งมาก็ได้ ไปโรงพยาบาลมาแลว้บ่หายถา้ไดม้ีผทีกัก็ขอใหไ้มว้าน้ียาวถา้บ่ามีทกัก็ขอใหไ้มน้้ียาวเท่าเดิม เจา้เส้ือเจา้ผา้ก็ ไดห้ ้ือตวัขา้น้ีรับขนัตวัขา้นิก็ไดม้าพ่ึงสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิเจา้พ่อหลวงวาวขอใหช้้ีช่องบอกทาง ไดม้ีผทีกัละอาการเจ็บป่วยน้ีเป็นแต่อะหยงัขวญักะถา้เป็นแต่ขวญัขอใหไ้มว้าน้ียาวถา้บ่ามีทกักข็อให้ ไมน้้ียาวเท่าเดิม จะไปจุไปโกหก (ไม่เจอ) หรือเป็นแต่ผหีอผเีฮือนผปีู่ยา่ถา้ขอใหไ้มว้าน้ียาวถา้บ่ามีทกัก็ขอใหไ้มน้้ียาวเท่าเดิม ตอนน้ีกร็ู้ละว่าผไีดม้าทกัผตีอนน้นัอยทู่างไหนกข็อใหเ้จา้พ่อหลวงวาว ช่วยช้ีชิองบอกทางถา้อยทู่าง ทิศเหนือก็ขอใหไ้มว้าน้ียาวถา้บแม่นก็ขอใหไ้มน้้ียาวเท่าเดิม ตอนน้ีกร็ู้ละว่าผไีดม้าทกัผตีอนน้นัอยทู่างไหนกข็อใหเ้จา้พ่อหลวงวาว ช่วยช้ีชิองบอกทาง ถ้าอยู่ทาง ทิศตะวนัออกก็ขอใหไ้มว้าน้ียาวถา้บแม่นกข็อใหไ้มน้้ียาวเท่าเดิม ตอนน้ีกร็ู้ละว่าผไีดม้าทกัผตีอนน้นัอยทู่างไหนกข็อใหเ้จา้พ่อหลวงวาว ช่วยช้ีชิองบอกทางถา้อยทู่าง ทิศตะวนัตกก็ขอใหไ้มว้าน้ียาวถา้บแม่นกข็อใหไ้มน้้ียาวเท่าเดิม ตอนน้ีกร็ู้ละว่าผีได้มาทักผตีอนน้นัอยทู่างไหนกข็อใหเ้จา้พ่อหลวงวาว ช่วยช้ีชิองบอกทางถา้อยทู่าง ทิศใต้ก็ขอใหไ้มว้าน้ียาวถา้บแม่นกข็อใหไ้มน้้ียาวเท่าเดิม ตอนน้ีก็ไดรู้้ละว่าผนี้ีไดจ้ะกินอะไรถึงจะปล่อยขวญัขา้วปั่นไก่กู่กะก็ขอใหไ้มว้าน้ียาวถา้บแม่นก็ ขอใหไ้มน้้ียาวเท่าเดิม จะกินหัว ตีน ขอ้กะก็ขอใหไ้มว้าน้ียาวถา้บแม่นกข็อใหไ้มน้้ียาวเท่าเดิม ถา้อาการเจ็บของเจา้เส้ือเจา้ผา้ น้ีหายภายใน 3วนักจ็ะนา ของที่ไดบ้นไวไ้ปเล้ียง”


33 ขั้นตอนการประกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อ จากการสัมภาษณ์นายสุขธรรมศิริ อาย 65 ปี ได้ให้ข้อมูลว่า รูปภาพที่ 3 ประกอบพิธีเสาะเหมื่อ ที่มา : มินธดา ธรรมศิริ ( วันที่ 8 ธันวาคม 2565 ) 1.ต้องน าพานมาให้ก่อน 2.ท าการอัญเชิญผีมาก่อนโดยการสื่อสารจะใช้ไม้วาในการสื่อสารพูดคุยกับผี (ถ้าผีลงมาแล้วขอให้ไม้ น้ียาวข้ึน แลว้จะทา งานวดัไมว้าถา้ผยีงัไม่มาไมก้จ็ะมีความยาวเท่าเดิม) 3.จะเป็นสื่อสารกบัผีโดยถา้ผตีอบว่า ใช่ไมว้าจะยาวข้ึน ถา้ไม่ใช่ไมว้าจะเท่าเดิม เป็นการสื่อสารกบั ผถีามหาสาเหตุการป่วยในการเจ็บป่วยอยตู่อนน้ีสาเหตุเกิดจากการกระทา ของผหีรือไม่ถา้ไม่ใช่ก็จะจบ พิธีกรรมเลย 4.ถ้าเกิดจากการกระท าของผีก็จะท าการสอบถามผีว่า ผีที่ไหนได้มาท าร้าย 5.ได้อยู่ว่าผีที่ไหนท าร้ายแล้วก็จะท าการบนตกลงกับผีให้หายภายใน 3 วัน จะน าของเครื่องเซ่นที่ได้ บนนา ไปแกบ้นที่ผตีอนน้นัไดอ้าศยัอยู่


34 สรุป พธิีกรรมเสาะเหมื่อ บ้านห้วยม่วง ตา บลทองอ าเภอท่าวังผาจังหวัดน่าน จากการศึกษาพิธีกรรมเสาะเหมื่อเป็ นพิธีความเชื่อของชาวล้านนาเป็ นพิธีกรรมที่เก่าแก่ ยาวนานมากของชาวล้านนาในการกระกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อ แล้วพิธีกรรมเสาะเหมื่อเป็ นพิธีกรรมการ รักษา เรียกขวัญ หาสาเหตุว่า ภูต ผี ปี ศาจ ที่ไหนมาท าท าร้าย โดยพ่อหมอพ้ืนบา้น ซ่ึงประกอบดว้ยพิธีกรรม เพื่อรักษา โรคที่ได้รับการรักษาจากทางแพทย์ไม่หายหรือเป็นเร้ือรัง พิธีกรรมเสาะเหมาะยงัมีพิธีกรรม ต่างๆ ผู้ท าพิธี เรียกว่า พ่อหมอ ท าหน้าที่เป็ นตัวแทนในการสื่อระหว่าง ผี เผื่อสื่อสารว่าผีที่ไหนมาท าร้าย ผู้ป่ วย จึงท าให้ไม่หายหรือเป็นเร้ือรังอาการเหล่าน้ีเชื่อว่าเกิดจากการกระทา ของผีดงัน้นัการที่จะรักษาพ่อ หมอจะท าการอัญเชิญผีปู่ ย่าหม้อนึ่ง พี่ฟ้าหรือผีบรรพบุรุษหลุดให้ลงมา โดยจะใช้ ต้นไม้วาในการเป็ น สื่อกลางในการสื่อสารพูดคุย แล้วพ่อหมอซักถามที่มาว่าผีตนไหน ที่ไหน มาท าร้าย แล้วถ้าได้รู้ที่มาว่าพี่ตน มาทา ร้ายก็จะทา การจะทา การเล้ียงผีโดยการเล้ียงจะถามก่อนว่า ตอ้งการอะไรแลว้จะนา ไปเล้ียงผีผู้ ประกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อไม่สามารถสืบต่อกันไปได้ผู้ที่จะสามารถสื่อสารกับผีต้องเป็ นคนอยู่ในศีลใน ธรรมไม่พูดโกหก หลอกลวงผู้อื่น ผู้ประกอบพิธีเสาะเหมื่อผีจะท าการเลือกเอง โดยผู้คนที่ต้องการเป็ นผู้ ประกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อต้องน าไม้วามาวาแขนเอาเอง ต้องพูดกับผี “ว่าถา้ผลีงแลว้ก็ขอห้ือไมว้ายาวข้ึน ถา้ผบี่ลงก็ขอห้ือไมว้าเท่าเดิม” ในปัจจุบันเลยไม่ค่อยได้รู้จักกับพิธีกรรมเสาะเหลื่อมากนัก เพราะว่าทางด้าน พิธีกรรมเสาะเหมื่อไม่สามารถสืบต่อไปทางลูกหลานได้ท้งัน้ียงัทา ใหไ้ดรู้อุปกรณ์ใช้ในการกระกอบ ้ พิธีกรรมเสาะเหมื่อไมว้าคาถาในการในการประกอบพิธีกรรมและข้นัตอนการประกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อ ซึ่งเป็ นข้อมูลที่ส าคัญและสืบหาข้อมูลได้ยากมาก ตอนที่ 2 ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเสาะเหมื่อ การหาฤกษ์ยามดี การหาฤกษย์ามดีมีมาต้งัแต่สมยัปู่ยา่ตายายในการจะดา เนินการงานสิ่งใด จะตอ้งมีการดูฤกษก์ ่อน ทุกคร้ังไป คา ว่า “ฤกษ์ “แปลว่าการมองดูการตรวจการพิจารณาดูคราวที่เหมาะ เวลาที่เหมาะ จังหวะที่ เหมาะแก่การประกอบการงานที่เป็ นมงคลน้นัๆ หมายความว่าก่อนที่คนเราจะประกอบการงานที่เป็นมงคล อย่างใดอยา่งหน่ึง สมควรจะตอ้งพนิิจพิจารณาเลือกหากา หนดวนัเวลาที่เหมาะแก่การประกอบพิธีมงคลน้นั ๆ โดยไม่รีบด่วนจนเกินไป จนกระทงั่ตระเตรียมอะไรไม่ทนัและโดยไม่ล่าชา้จนเกินไป จนกระทงั่เกิด ความเบื่อหน่ายที่จะเฝ้ารอคอยวันเวลาที่เป็ นฤกษ์ดี


35 การพินิจพิจารณาตรวจดูทางได้ทางเสีย การตรวจดูฤกษ์ การหาฤกษ์ หรือ การดูฤกษ์เมื่อพิจารณาดูวัน เวลา สถานที่บุคคลและสิ่งของเครื่องประกอบการท้งัหลายโดยถี่ถว้นว่าไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องไม่มี อะไรขัดข้อง มีสมบูรณ์ดีทุกประการ อย่างน้ีแหละเรียกว่า “ฤกษ์งามยามดี “แต่ถ้าเห็นว่ามีอะไรบางอย่าง หรือหลายอย่างยังไม่พร้อมเรียกว่า “ฤกษ์ยังไม่งาม ยามยังไม่ดี “ หรือ “ฤกษ์ไม่ดี “ ระเบียบปฏิบัติการหาฤกษ์งามยามดีแบ่งออกเป็ น ๒ ชนิด คือ ฤกษ์งามยามดีทางคดีโลกในทางคดีโลก สังคมมนุษย์ส่วนมากนิยมปฏิบัติสืบกันมาว่าวัน เวลาใด ประกอบด้วย ส่วนดีคือเป็ นเดช เป็ นศรีเป็ นมูละ เป็ นอุตสาหะ เป็ นมนตรี เป็ นราชาฤกษ์ เป็ นเทวีฤกษ์เป็ น มหัทธโนฤกษ์เป็นตน้ ส่วนดีเหล่าน้ีมีมากที่สุดเท่าที่จะมากได้และ ประกอบดว้ย ส่วนเสียคือเป็ นอุบาทว์ เป็ นโลกาวินาศ เป็นกาลกรรณี เป็ นอริ เป็ นมรณะ เป็ นวินาศ เป็ นต้น เหล่าน้ีใหม้ีนอ้ยที่สุด เท่าที่จะหลีกเลี่ยง ไดพ้ร้อมท้งัท่านอาจารยผ์ใู้หฤ้กษน์ ้นัก็เป็นผทู้รงวิทยาคุณทางโหราศาสตร์มีชื่อเสียงปรากฏเป็นที่ยอมรับ นบัถือของมหาชนทวั่ ไปในทอ้งถิ่นน้นัวนัเวลาฤกษเ์ช่นน้ีแหละ สังคมมนุษย์เรานิยมยอมรับนับถือ เชื่อได้ ด้วยความแน่ใจว่า “ เป็ นฤกษ์งามยามดี “ ส าหรับประกอบพิธีมงคลน้นัๆ ฤกษ์งามยามดีทางคดีธรรม ในทางคดีธรรม คือ ตามค าสอนทางพระพุทธศาสนา สมเด็จพระบรม ศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนพุทธบริษัทเรื่องฤกษ์ เรื่องงามยามดีตามความเป็นจริงไว้ในสุปุพพัณห สูตร โดยมีใจความว่า “คนเราประพฤติกายสุจริต (คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม) ประพฤติวจีสุจริต (คือ ไม่ พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ เรื่องที่เหลวไหลไร้สารประโยชน์) ประพฤติมโน สุจริต (คือไม่โลภอยากได้ของเขาในทางทุจริต ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ไม่เป็ นมิจฉาทิฏฐิเห็นผิดเป็ นชอบ) รวมความว่า ฤกษ์งามยามดีน้นั ในทางคดีโลก นิยมยึดถือวันเวลาที่ดีเป็ นส าคัญ ส่วน ในทางคดีธรรม คือ ทางพระพุทธศาสนานิยมยึดถือการท าความดีเป็ นส าคัญ ที่เป็ นเหตุท าให้คนเรามีความเจริญรุ่งเรือง วธิีปฏิบตัเิกยี่วกบัพธิกีรรมเสาะเหมื่อสามาหาฤกษ์ตามหลกัเหตผุลของฤกษ์งามยามดไีด้ - ในพิธีมงคลต่าง ๆ เช่นงานมงคลสมรส งานทา บุญข้ึนบา้นใหม่หรืองานพิธีเกี่ยวกบัส่วนรวม ผจู้ดังาน จะต้องถือฤกษ์งามยามดีเป็ นส าคัญ ถ้าไม่ถือฤกษท์า ตามชอบใจ หากเกิดความเสียหายอะไรข้ึนกจ็ะแกไ้ข อะไรไม่ได้


36 -ถ้าเป็ นงานส่วนตัวโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวเนื่องกับคนอื่นไม่ควรถือทางคดีโลก แต่นิยมถือฤกษ์ทางคดีธรรม คือ นิยมถือฤกษค์วามสะดวกเป็นสา คญัสะดวกใจ สบายใจเมื่อใดก็ทา เมื่อน้นั ไม่จา เป็นจะตอ้งมวัรอคอยฤกษ์ ยามวันเวลา -การถือฤกษท์างคดีธรรมน้นัคือการพินิจพิจารณาตรวจดูความพร้อมอยา่งรอบคอบ ก่อนที่จะดา เนินการ งานทุกอย่างเมื่อได้พิจารณาตรวจดูด้วยจิตทุกทิศแล้ว ไม่ประสบพบเห็นความขาดตกบกพร่อง ความเสียหาย โดยประการใด ๆ แล้วแน่ใจได้ว่า “ น้นัแหละ“คือ “ฤกษ์งามยามดี “ ส าหรับตัวเราแล้ว ซึ่งถูกต้องตรงตาม ค าสอนทางพุทธศาสนาทุกประการ - สา หรับชาวพุทธท้งัหลาย นิยมเป็นผตู้ระหนกัอยใู่นหลกัเหตุผลจะทา อะไรตอ้งทา อย่างมีเหตุผล นิยมใช้ สติปัญญาพินิจพิจารณาว่างานใดเกี่ยวเนื่องด้วยคนอื่น งานใดเป็ นเรื่องส่วนตัว แล้วประพฤติปฏิบัติตนตาม สมควรแก่เหตุผลโดยเหมาะสม ชนิดไม่ใหข้ดัโลกไม่ใหฝ้ืนธรรม แบบโลกก็ไม่ใหช้้า ธรรมก็ไม่ใหเ้สีย บวั ก็ไม่ใหช้้า น้า (ใจ)ก็ไม่ใหขุ้่น - เมื่อปฏิบตัิไดเ้ช่นน้ีก็หวงัไดแ้น่ว่าจะมคีวามเจริญรุ่งเรืองโดยส่วนเดียว หาความเสื่อมเสียมิได้และเป็นการ ปฏิบัติเหมาะสมกับภาวะที่ตนเป็ นชาวพุทธอย่างแท้จริง การถือฤกษง์ามยามดีมีท้งัขอ้ดีและขอ้เสียขอ้ดีคือเกิดความสบายใจในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ โดยไม่ ต้องวิตกกังวลห่วงใย และส าเร็จลุล่วงไปด้วยดีข้อเสียคือบุคคลที่เชื่อมนั่ฤกษง์ามยามดีมากเกินไปจะทา อะไรก็ต้องรอคอยฤกษ์ เมื่อถึงคราวเหมาะที่ควรท าก็ไม่ท า เพราะยังไม่ได้ฤกษ์ ผลประโยชน์ที่ควรได้ก็ไม่ได้ ท าให้เสียไปกับกาลเวลา บุคคลผู้ถือฤกษ์จัด มัวแต่รอคอยฤกษ์ดีอยู่ มักจะท าอะไรไม่ทนัเพื่อน ดงัน้นัควร พิจารณาการดูฤกษ์ให้เหมาะสม จึงจะเรียกได้ว่า “ฤกษ์งามยามดี “ ขวัญ ขวญัหมายถึง สิ่งที่ไม่มีตวัตน และเป็นสิ่งที่ครองใจขวญัสิงอยใู่นตวัตนและเป็นสิ่งที่ทา ใหเ้จา้ของ ขวัญทุกข์หรือสุขได้ หากมีเหตุที่ท าให้ขวัญไม่อยู่กับตัวหรือออกไปเที่ยวเล่นจะมีเหตุร้ายเจ็บป่ วยหรือมี เคราะห์กรรม และถ้าต้องการให้ขวัญกลับเข้าสู่ร่างกายต้องมีพิธีท าขวัญอันหมายถึงการท าพิธีกรรมเพื่อเรียก ขวัญให้กลับมาสู่เจ้าของขวัญ


37 การท าขวัญแบ่งได้เป็ น ๓ ประเภท คือ 1. การท าขวัญคน ท าขวัญให้เกิดสิริมงคลและเป็ นก าลังใจ มักมีพิธีท าขวัญในแต่ละช่วงวัยของชีวิต และช่วง ที่ชีวิตมีความเปลี่ยนแปลงได้แก่ การท าขวัญเด็ก การท าขวัญเดือน การท าขวัญนาค การท าขวัญบ่าวสาว อย่างไรก็ตาม ความนิยมในการท าขวัญลดลงมากโดยเฉพาะในสังคมเมือง ที่ยังคงอยู่คือการท าขวัญนาคพิธี ท าขวัญนาคมีผู้เข้าร่วมพิธี คือ นาค พ่อ และแม่ของนาค หมอท าขวัญและญาติมิตร การท าขวัญนาคมีพิธีช่วง ค ่า และมีอุปกรณ์ประกอบพิธี คือ เครื่องบายศรี ใบตอง ไม้ขนาบบายศรี ผ้าหุ้มบายศรี ไข่ขวัญ (ไข่ไก่) กล้วย น้า วา้ขนัใส่ขา้วสารใชป้ักแว่นเวียนเทียน ขนั ใส่น้า เปล่า เทียน ใบพลูแป้งเจิมของหวาน (ฝอยทอง ทองหยบิ ทองหยอด) มะพร้าวอ่อน สายสิญจน์ดอกไมธู้ปเทียน ข้นัตอนของการทา ขวญันาคเริ่มจากไหวบู้ชาพระ รัตนตรัย เคารพคุณ ปฏิสนธิ (ร้องแหล่หรือขับเสภา) นามนาค (ร้องแหล่) สมมุติบายศรี (ร้องแหล่) แกะ บายศรี (ร้องแหล่) สอนนาค เชิญขวัญ และเวียนเทียน ส าหรับเพลงที่ใช้ในการท าขวัญนาคมีท้งัเพลงไทยเดิม เพลงท านองแหล่และเพลงที่ใช้ท านองเพลงสากลและเพลงลูกทุ่ง ในพิธีท าขวัญนาคที่มีหมอขวัญหรือหมอ ท าขวัญเป็ นผู้ประกอบพิธีกรรม 2.การทา ขวญัพืชและสตัวท์ ี่สมัพนัธก์บัคน เป็นการทา ขวญัเพื่อเสริมความเชื่อมนั่ร าลึกถึงบุญคุณและ เป็ นสิริมงคล การท าขวัญสัตว์มักเป็ นสัตว์ที่มีคุณประโยชน์ต่อคนและต่อส่วนรวม ได้แก่ การท าขวัญข้าว การท าขวัญควาย การท าขวัญช้าง 3.การทา ขวญัสิ่งของ เป็นการทา ขวญัที่เสริมสร้างความมนั่ใจและเป็นสิริมงคลแก่สิ่งของน้นั ไดแ้ก่ การท าขวัญเรือน การท าขวัญเสา การท าขวัญเกวียน และการท าขวัญพระพุทธรูป หมอท าขวัญนาคต้องมีคุณสมบัติเหมาะสม ๓ ประการ คือ คุณสมบัติทางกาย คือ เป็ นผู้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงพอที่จะประกอบพิธีท าขวัญให้ส าเร็จลุล่วง คุณสมบตัิทางวาจาคือ มีน้า เสียงนุ่มนวลไพเราะและใชถ้อ้ยคา ในการขบักล่อมใหผ้ทู้ี่จะเขา้บวชเป็น พระภิกษุ และผู้ที่เข้าร่วมพิธีเกิดความเชื่อถือเกิดความซาบซ้ึงและเกิดอารมณ์ที่ คล้อยตามได้ พิธีกรรมเลี้ยงผี การเล้ียงผีหมายถึงการจดัอาหารคาวหวานไปเซ่นสงัเวย ดวงวิญญาณผตู้าย ณ หิ้งผปีู่ยา่หรือหอผชีาว ลา้นนาถือว่า เมื่อปู่ยา่ตายาย ตายไปวญิญาณจะวนเวียนมารักษาลกูหลาน ดงัน้นัภายในบา้นของชาวล้านนา


38 จึงจัดท า”หิ้งผปีู่ยา่”ไวทุ้กบา้น โดยจดัต้งัไวท้ี่สูง นิยมจดัต้งัไวบ้นหวันอนของบา้น สูงจากพ้ืนกระดานราว ๒ เมตร หิ้งผปีู่ยา่น้ีถือว่าเป็นของสูง เด็กๆจะไปเล่นไม่ได้ผอู้าวุโส หรือพ่อแม่เท่าน้นัที่จะเกี่ยวขอ้งกบัหิ้ง ปู่ยา่ ได้นอกจากน้ีชาวชนบทลา้นนาบางแห่ง เชื่อว่า ปู่ ย่าตายายที่ตายไปแล้วหลายคนและ เป็ นญาติพี่น้อง สายเลือดเดียวกัน น่าจะอยู่ร่วมกันได้ จึงคิดสร้าง “หอผี”ข้ึน เพื่อใหผ้อียรู่ ่วมกนั ประเพณีเล้ียงผปีู่ยา่เป็นประเพณีลา้นนาทางภาคเหนือ สืบเนื่องกนัมารุ่นต่อรุ่น โดยประเพณีเล้ียงผี ปู่ ย่า แบบโบราณลา้นนา หรือการเล้ียงผปีระจา ตระกูล หรือที่เรียกกนัว่าผบีรรพบุรุษที่ล่วงลบัไปแลว้พวก ลูกหลานก็จะสร้างหอไวท้างเบ้ืองทิศหวันอน (ทิศตะวนัออก) หรือในสถานที่ที่เห็นว่าสมควร บนหอจะมีหิ้ง วางเครื่องบูชา เช่น พานดอกไม้ธูปเทียน น้า ตน้ (คนโท)วางเอาไว้โดยจะมดีอกไม ธูปเทียน อาหาร หวาน ้ คาว บวงสรวงอัญเชิญดวงวิญญาณของผีปู่ ย่า ให้มาสถิตอยู่ในศาล เพื่อพิทักษ์รักษาลูกหลาน ตลอดจนเครือ ญาติจะตอ้งถือผปีู่ยา่วงศเ์ดียวกนัการเล้ียงผปีู่ยา่ โดยทวั่ ไปจะนิยมเล้ียงในเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน แต่ ด้วยความไม่สะดวกที่ญาติพี่น้องอยู่ห่างไกลกัน นานวันจะหวนกลับบ้านในช่วงปี ใหม่สงกรานต์ ก็อาจใช้ ช่วงเวลาน้ีเล้ียงผกี็ได้หรือหากลา บากที่จะตอ้งเดินทางมาร่วมพิธีเล้ียงผีก็อาจขอแบ่งผไีปอยใู่นชุมชนใหม่ที่ อยไู่กลออกไป โดยการนา เอาขนัหรือสลุงมาขอแบ่งผจีากเก๊าผปีู่ยา่ (ตน้ตระกูล) ซ่ึงกจ็ะจดัพิธีเล้ียงผีเพื่อบอก กล่าวผเีก๊าจากน้นัผเีก๊าจะเป็นผนู้า เอาขา้วตอกดอกไมม้าใส่ขนัไว้และอวยพร/ใหพ้รแบ่งผแีก่สมาชิกไป จดัทา พิธีเอง ซ่ึงเมื่อไปรับผมีาแลว้ก็เอามาต้งัขนั ในหอผทีี่ต้งัข้ึนมาใหม่ถือเป็นสิริมงคคลความอยเู่ยน็เป็น สุข ความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานแก่เครือญาติขยายเป็นครอบครัวใหม่ออกไปไม่สิ้นสุด ข้อห้ามตามความเชื่อของผีปู่ ย่า เฉพาะฝ่ ายผู้หญิง ผีปู่ ย่าไดว้างไวด้งัน้ีถ้าผู้ชายล่วงเกินจับมือถือแขน ไม่ว่าในที่ลบัหรือที่แจง้ต้งัใจหรือไม่ต้งัใจจะตอ้ง “เสียผี” ห้ามหวีผมในเวลากลางคืนและห้ามส่องกระจกดู หน้าในเวลากลางคืน และห้ามชายหนึ่งชายใด ที่มิใช่วงศ์ญาติถือผีเดียวกันเข้าไปเกินธรณีประตูห้องนอน (พ้ืนที่บริเวณห้องนอน นับจากปากประตูทางเข้าห้องนอน) ถ้าเข้าไปถือว่าผิดผี กรณีของคู่รักที่ทะเลาะวิวาท และหยา่ร้างกนัไป ถา้กลบัมาคืนดีกนั ใหม่จะตอ้งใส่ผอีีกคร้ัง ในวงศ์ญาติเดียวกันถ้าทะเลาะวิวาทกันก็ถือได้ ว่าเป็ นการผิดผีผู้หญิงถ้ามีชายอื่นใดมาท าให้ท้องถือเป็ นการผิดผีเหมือนกัน แม้จะหาตัวชายผู้กระท าต่อ ผู้หญิงไม่ได้ คนท้องจะต้องเป็ นคนเสียผีเอง หรือทางเหนือเรียกว่าการ “ใส่ผี” การเล้ียงผทีี่ไดบ้นวานไวแ้ละไดท้า สญัญาไวต้อ้งนา สิ่งของที่ได้บนวานไว้กลับไปแก้ในเวลาที่ กา หนดหรือไดส้ิ่งที่ตอ้งการแลว้ถา้หากลืมหรือไม่ทา ตามที่บนวานไวผ้ตีอนน้นัก็จะกลบัมาทา ร้ายตวัผเู้ป็น สื่อให้และผู้บนวาน


39 สรุป พธิีกรรมความเชื่อที่เกยี่วข้องเสาะเหมื่อ จากการศึกษาพิธีกรรมความเชื่อที่เกี่ยวข้องเสาะเหมื่อ มีพิธีกรรมที่ส าคัญแล้วเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม เสาะเหมื่อ ยงัเป็นพิธีกรรมที่มีกระบวนการร่วมกบัพิธีกรรมเสาะเหมื่อ มีดงัน้ี1.การหาฤกษย์ามดีมีมาต้งัแต่ สมยัปู่ยา่ตายายในการจะดา เนินการงานสิ่งใด จะตอ้งมกีารดูฤกษก์ ่อนทุกคร้ังไป คา ว่า “ฤกษ์ “แปลว่าการมองดูการตรวจการพิจารณาดูคราวที่เหมาะ เวลาที่เหมาะ จังหวะที่เหมาะแก่การประกอบการ งานที่เป็นมงคลน้นัๆ 2.ขวญัหมายถึง สิ่งที่ไม่มีตวัตน และเป็นสิ่งที่ครองใจขวญัสิงอยใู่นตวัตนและเป็นสิ่ง ที่ท าให้เจ้าของขวัญทุกข์หรือสุขได้ หากมีเหตุที่ท าให้ขวัญไม่อยู่กับตัวหรือออกไปเที่ยวเล่นจะมีเหตุร้าย เจ็บป่ วยหรือมีเคราะห์กรรม และถ้าต้องการให้ขวัญกลับเข้าสู่ร่างกายต้องมีพิธีท าขวัญอันหมายถึงการท า พิธีกรรมเพื่อเรียกขวญั ใหก้ลบัมาสู่เจา้ของขวญั3.การเล้ียงผีหมายถึงการจดัอาหารคาวหวานไปเซ่นสงัเวย ดวงวิญญาณผตู้าย ณ หิ้งผปีู่ยา่หรือหอผชีาวลา้นนาถือว่า เมื่อปู่ ย่า ตา ยาย ตายไปวิญญาณจะวนเวียนมา รักษาลกูหลาน ดงัน้นัภายในบา้นของชาวลา้นนา พิธีกรรมที่กล่าวมาข้างต้นทุกพิธีกรรมล้วนมีความส าคัญ และเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเสาะเหมื่อ


40 บทที่ 5 สรุปผลการศึกษาอภปิรายผลและข้อเสนอแนะ การวจิยัคร้ังน้ีเป็นการศึกษาเพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับ เสาะเหมื่อ: พิธีกรรมความเชื่อชาวล่านนา บ้าน ห้วยม่วง ต าบลแสนทอง อ าเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเสาะเหมื่อ พิธีกรรมความเชื่อ ชาวล้านนา บ้านห้วยม่วง ต าบลแสนทอง อ าเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ประกอบด้วย ประวัติความเป็ นมา ข้นตอนการท าพิธีกรรมเสาะเหมื่อ ั อุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมความเชื่อในพิธีกรรมเสาะเหมื่อ พิธีกรรมที่เกี่ยวขอ้งกบัพิธีเสาะเหมื่อวิจยัคร้ังน้ีคือกลุ่มเป้าหมายคือ พ่อหมอ บา้นหว้ยม่วง ตา บลแสนทอง อ าเภอท่าววังผา จังหวัดน่าน ซึ่งเป็ นผู้มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับพิธีกรรมเสาะเหมื่อและเป็ นผู้ประกอบ พิธีกรรมเสาะเหมื่อ จ านวน 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวม ข้อมูล คือ แบบสัมภายณ์และแนวการสังเกต ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลโดยพรรณนาวิเคราะห์ร่วมกับการตีความ ของผู้ศึกษา สรุปผลการศึกษา ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เรื่องเสาะเหมื่อ : พิธีกรรมความเชื่อล้านนา บ้านห้วยม่วง ต าบลทอง อ าเภอท่าวังผาจังหวัดน่าน ท าให้ถามถึง พิธีกรรมเสาะ เหมื่อ พิธีกรรมที่เกี่ยวขอ้งกบัพิธีกรรมเสาะเหมื่อ ซ้ือสามารถสรุปละเอียดไดด้งัน้ี 1.สรุป พธิีกรรมเสาะเหมื่อ บ้านห้วยม่วง ต าบลทอง อ าเภอท่าวังผาจังหวัดน่าน จากการศึกษาพิธีกรรมเสาะเหมื่อเป็ นพิธีความเชื่อของชาวล้านนาเป็ นพิธีกรรมที่เก่าแก่ ยาวนานมากของชาวล้านนาในการกระกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อ แล้วพิธีกรรมเสาะเหมื่อเป็ นพิธีกรรมการ รักษา เรียกขวัญ หาสาเหตุว่า ภูต ผี ปี ศาจ ที่ไหนมาทา ทา ร้ายโดยพ่อหมอพ้ืนบา้น ซ่ึงประกอบดว้ยพิธีกรรม เพื่อรักษาโรคที่ไดร้ับการรักษาจากทางแพทย์ไม่หายหรือเป็นเร้ือรัง พิธีกรรมเสาะเหมาะยงัมีพิธีกรรม ต่างๆ ผู้ท าพิธี เรียกว่า พ่อหมอ ท าหน้าที่เป็ นตัวแทนในการสื่อระหว่าง ผี เผื่อสื่อสารว่าผีที่ไหนมาท าร้าย ผู้ป่วยจึงทา ใหไ้ม่หายหรือเป็นเร้ือรังอาการเหล่าน้ีเชื่อว่าเกิดจากการกระทา ของผีดงัน้นัการที่จะรักษาพ่อ หมอจะท าการอัญเชิญผีปู่ ย่าหม้อนึ่ง พี่ฟ้าหรือผีบรรพบุรุษหลุดให้ลงมา โดยจะใช้ ต้นไม้วาในการเป็ น สื่อกลางในการสื่อสารพูดคุย แล้วพ่อหมอซักถามที่มาว่าผีตนไหน ที่ไหน มาท าร้าย แล้วถ้าได้รู้ที่มาว่าพี่ตน มาทา ร้ายก็จะทา การจะทา การเล้ียงผีโดยการเล้ียงจะถามก่อนว่า ตอ้งการอะไรแลว้จะนา ไปเล้ียงผี ผู้ประกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อไม่สามารถสืบต่อกันไปได้ผู้ที่จะสามารถสื่อสารกับผีต้องเป็ น คนอยู่ในศีลในธรรมไม่พูดโกหก หลอกลวงผู้อื่น ผู้ประกอบพิธีเสาะเหมื่อผีจะท าการเลือกเอง โดยผู้คนที่


41 ต้องการเป็ นผู้ประกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อต้องน าไม้วามาวาแขนเอาเอง ต้องพูดกับผี “ว่าถา้ผลีงแลว้ก็ขอห้ือ ไมว้ายาวข้ึนถา้ผบี่ลงก็ขอห้ือไมว้าเท่าเดิม” ในปัจจุบันเลยไม่ค่อยได้รู้จักกับพิธีกรรมเสาะเหลื่อมากนัก เพราะว่าทางดา้นพิธีกรรมเสาะเหมื่อไม่สามารถสืบต่อไปทางลูกหลานได้ท้งัน้ียงัทา ใหไ้ดรู้้อุปกรณ์ใชใ้น การกระกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อไมว้าคาถาในการในการประกอบพิธีกรรมและข้นัตอนการประกอบ พิธีกรรมเสาะเหมื่อ ซึ่งเป็ นข้อมูลที่ส าคัญและสืบหาข้อมูลได้ยากมาก 2.จากการศึกษาพิธีกรรมความเชื่อที่เกี่ยวข้องเสาะเหมื่อ มีพิธีกรรมที่ส าคัญแล้วเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม เสาะเหมื่อยงัเป็นพิธีกรรมที่มีกระบวนการร่วมกบัพิธีกรรมเสาะเหมื่อ มีดงัน้ี1.การหาฤกษย์ามดีมีมาต้งัแต่ สมยัปู่ยา่ตายายในการจะดา เนินการงานสิ่งใด จะตอ้งมกีารดูฤกษก์ ่อนทุกคร้ังไป ค าว่า “ฤกษ์ “แปลว่าการมองดูการตรวจการพิจารณาดูคราวที่เหมาะ เวลาที่เหมาะ จังหวะที่เหมาะแก่การประกอบการ งานที่เป็นมงคลน้นัๆ 2.ขวญัหมายถึง สิ่งที่ไม่มีตวัตน และเป็นสิ่งที่ครองใจขวญัสิงอยใู่นตวัตนและเป็นสิ่ง ที่ท าให้เจ้าของขวัญทุกข์หรือสุขได้ หากมีเหตุที่ท าให้ขวัญไม่อยู่กับตัวหรือออกไปเที่ยวเล่นจะมีเหตุร้าย เจ็บป่ วยหรือมีเคราะห์กรรม และถ้าต้องการให้ขวัญกลับเข้าสู่ร่างกายต้องมีพิธีท าขวัญอันหมายถึงการท า พิธีกรรมเพื่อเรียกขวญั ใหก้ลบัมาสู่เจา้ของขวญั3.การเล้ียงผีหมายถึงการจดัอาหารคาวหวานไปเซ่นสังเวย ดวงวิญญาณผตู้าย ณ หิ้งผปีู่ยา่หรือหอผชีาวลา้นนาถือว่า เมื่อปู่ยา่ตายาย ตายไปวญิญาณจะวนเวียนมา รักษาลกูหลาน ดงัน้นัภายในบา้นของชาวลา้นนา พิธีกรรมที่กล่าวมาข้างต้นทุกพิธีกรรมล้วนมีความส าคัญ และเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเสาะเหมื่อ อภิปรายผล จากการศึกษาพิธีกรรมเสาะเหมื่อเป็ นพิธีความเชื่อของชาวล้านนาเป็ นพิธีกรรมที่เก่าแก่ ยาวนานมาก ของชาวล้านนาในการกระกอบพิธีกรรมเสาะเหมื่อ แล้วพิธีกรรมเสาะเหมื่อเป็ นพิธีกรรมการรักษา เรียกขวัญ หาสาเหตุว่า ภูต ผี ปี ศาจ ที่ไหนมาท าท าร้าย โดยพ่อหมอพ้นืบา้น ซ่ึงประกอบดว้ยพิธีกรรมเพื่อรักษาโรคที่ ไดร้ับการรักษาจากทางแพทย์ไม่หายหรือเป็นเร้ือรัง พิธีกรรมเสาะเหมาะยงัมีพิธีกรรมต่างๆ ผทู้า พิธี เรียกว่า พ่อหมอ ท าหน้าที่เป็ นตัวแทนในการสื่อระหว่าง ผี เผื่อสื่อสารว่าผีที่ไหนมาท าร้ายผู้ป่ วย จึงท าให้ไม่ หายหรือเป็นเร้ือรังอาการเหล่าน้ีเชื่อว่าเกิดจากการกระทา ของซึ่งผลศึกษาดังกล่าวมีความสอดคล้องกับ งานวิจัยของอภิชาติ จันทร์แดง (2560) ได้ศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อ พิธีกรรม: กระบวนการเรียนรู้เพื่อ ศักยภาพการพึ่งตนเองของชุมชนชนบท ศึกษาเฉพาะกรณีชุมชนบ้านยางหลวง ต าบลท่าผาอ าเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อการศึกษาถึงกระบวนการเรียนรู้ความเชื่อและพิธีกรรม ปัญหาอุปสรรคและแนวโน้ม


42 การเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนการวิเคราะห์ศักยภาพ การพึ่งตนเองของชุมชนที่มีผลมาจาก การเรียนรู้ความเชื่อและพิธีกรรมของชุมชน จากการศึกษาพบว่าความเชื่อและพิธีกรรมของชุมชนมีระบบ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยก์บัมนุษย์มนุษยก์บัสิ่งแวดลอ้ม และมนุษยก์บัสิ่งเหนือธรรมชาติโดยความเชื่อ เหล่าน้นัต่างถูกแสดงออกเป็นพิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับผี พิธีกรรมเกี่ยวกับการเกษตรและการท ามาหากิน พิธีกรรมเกี่ยวกับรักษาโรค พิธีกรรม เกี่ยวกับพุทธศาสนา และพิธีกรรมเกี่ยวกับประเพณี ความเชื่อและ พิธีกรรมถูกขัดเกลาเรียนรู้ สืบต่อกนัมาท้งัทางตรงโดยการบอกเล่า สอนใหท้า การหา้ม การข่มขู่ใหก้ลวั รวมถึงการท าให้ดูเป็ นตัวอย่างและการขัดเกลาเรียนรู้ ผลศึกษาอาจจะเป็นเพราะว่าในแต่ละชุมชนมีวัฒนธรรมภูมิปัญญาของชุมชนล้วนมีปัญหาอุปสรรค และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนการวิเคราะห์ศักยภาพ การพึ่งตนเองของชุมชนที่ มีผลมาจากการเรียนรู้ความเชื่อและพิธีกรรมของชุมชนความเชื่อและพิธีกรรมของชุมชนมีระบบ ความสมัพนัธร์ะหว่างมนุษยก์บัมนุษย์มนุษยก์บัสิ่งแวดลอ้ม และมนุษยก์บัสิ่งเหนือธรรมชาติโดยความเชื่อ เหล่าน้นัต่างถูกแสดงออกเป็นพิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับผี พิธีกรรมเกี่ยวกับการเกษตรและการท ามาหากิน พิธีกรรมเกี่ยวกับรักษาโรค พิธีกรรม เกี่ยวกับพุทธศาสนา และพิธีกรรมเกี่ยวกับประเพณี ความเชื่อและ พิธีกรรมถูกขัดเกลาเรียนรู้ สืบต่อกันมา ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากผลการศึกษา 1.ควรน าพลการศึกษามาเป็นช่องในการแนะน าเป็ นข้อเสนอแนะให้แก่กลุ่มองค์กรที่เกี่ยวข้องให้หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเข้ามาอนุรักษาในการส่งเสริมให้กับกลุ่มรุ่นใหม่เพื่อมาสืบทอดและเรียนรู้ประเพณีความเชื่อของ ชาวล้านนา 2.ควรให้ความรู้ชุมชนได้รู้จักพิธีกรรมเสาะเหมาะที่มีอยใู่นทอ้งถิ่นตลอดจนศึกษาวิธีการข้นัตอนในการ ปฏิบัติสืบทอดใชอ้ยา่งยงั่ยนืเพื่อชุมชนจะไดต้ระหนกัถึงคุณค่าของพิธีกรรมเสาะเหมื่อ ขอ้เสนอแนะการศกึษาคร้ังต่อไป 1. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับ การสืบทอดหมอเมือง: ความเชื่อชาวล้านนา ต าบลผาทองอ าเภอท่าวังผาจังหวัด น่าน


43 2. ควรมีการศึกษากลุ่มเป้าหมายในชุมชนใกล้เคียงในต าบลผาทองอ าเภอท่าวังผาจังหวัดน่าน เพื่อ เปรียบเทียบความแตกต่างของข้นัตอนในการทา พิธีกรรมวัฒนธรรมในแต่ละพ้ืนใกล้เคียง


44 บรรณานุกรม เฉลิม พงศ์อาจารย์. (2530). พ้นืฐานอารยธรรมไทย.กรุงเทพฯ: เนติกุลการพิมพ์. ณรงค์ เส็งประชา. (2531). พ้ืนฐานวฒันธรรมไทย, กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. เดชบดินทร์ รัตน์ปิ ยะภาภรณ์, พัชรินทร์ จึงประวัติ และ สุมานิการ์ จันทร์บรรเจิด. (2550). ไทยศึกษา. กรุงเทพฯ: ทริปเพิ้ลเอด็ดูเคชนั่. สมพร วาร์นาโด. (2534). พิธีกรรมกับ การสื่อสารทางสังคม. รายงานผลการวิจัย. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คณะมนุษยศาสตร์. ปรีชา พิณทอง. (2534). ประเพณีโบราณไทยอีสาน. อุบลราชธานี: ศิริธรรมออฟเซ็ท.แปลก สนธิรักษ์. (ม.ป.ป.). ระเบียบสังคม ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา. กรุงเทพ: ส านักพิมพ์แห่ง มหาวิทยาลัย รามค าแหง.พระยาอนุมานราชธน. (2505,2514). การศึกษาเรื่องประเพณีไทย. กรุงเทพ: โรงพิมพ์ การศาสนา. วิเชียร รักการ. (2529). วฒันธรรมและพฤติกรรมของไทย.กรุงเทพฯ:โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮา้ส์. สุพิศวง ธรรมพันทา. (2532). พ้นืฐานวฒันธรรมไทย.กรุงเทพ: ดี,ดี.บุ๊คสโตร์. เสถียรโกเศศ. (2505). การศึกษาเรื่องประเพณีไทย. กรุงเทพฯ: รุ่งเรืองธรรม. เสถียรโกเศศ. (2520). การศึกษาศิลปะและประเพณี กรุงเทพฯ: เจริญกิจ. แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย. (2548). วัฒนธรรมในสังคมไทย. กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. พนิดา บุญเทพ. (2548). บ้านขะยูง: ประเพณี ความเชื่อ และการยังชีพ. (สารนิพนธ์ประกาศนียบัตร บัณฑิต). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ส านักบัณฑิตอาสาสมัคร. สมประสงค์ พันธุประยูร. (2557). การถ่ายทอด ความคิด ความเชื่อ ของชาวปกาเกอะญอผ่าน พิธีกรรม กรณีศึกษาบ้านทิโพจิ หมู่ที่ 4 ต าบลแม่จัน อ าเภออุ้มผาง จังหวัดตาก, (การค้นคว้าอิสระ ประกาศนียบัตรบัณฑิต). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ส านักบัณฑิต อาสาสมัคร. สุขาดา กิตติตระกูลกาล. (2546). ศาลท่านท้าวมหาพรหมโรงแรมเอราวัณ: การแสดงเชิงพิธีกรรมยุค โลกาภิวัตน์. (วิทยานิพนธ์สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา, สาขามานุษยวิทยา.


Click to View FlipBook Version