The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Mook Nuttarada, 2023-01-31 06:46:03

พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา

พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา

เรื่อง ประวัติศาสตร์ล้านนา “พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา” เสนอ อาจารย์ ดร.ปานแพร เชาวน์ประยูร อุดมรักษาทรัพย์ จัดทำโดย นายธีรภัทร์ วงษ์นาค 6309101333 นางสาวนฤมล แซ่ยะ 6309101337 นางสาวนัทธรดา ตันละมัยงาม 6309101339 นางสาวรมย์นลิน ใยน้อย 6309101358 นางสาวโสรยา อ่อนตา 6309101386 รายวิชา พท330 ประวัติศาสตร์ไทยเพื่อการท่องเที่ยว ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2565


ก คำนำ รายงานฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา พท330 ประวัติศาสตร์ไทยเพื่อการท่องเที่ยว โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์ล้านนา ตลอดจนร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ การกำเนิดอาณาจักรล้านนา การฟื้นฟูล้านนา รวมทั้งประวัติศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์ เรือนโบราณล้านนา ซึ่งรายงานเล่มนี้ได้ใช้ข้อมูล ความรู้และหลักการต่างๆ ที่ได้นำมาประกอบการทำรายงาน มาจาก การศึกษาในรายวิชา พท330 ประวัติศาสตร์ไทยเพื่อการท่องเที่ยว จึงขอขอบคุณอาจารย์ผู้สอน และผู้ที่ เกี่ยวข้อง ทางคณะผู้จัดทำหวังว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือผู้สนใจศึกษา หาข้อมูลเรื่อง ประวัติศาสตร์ล้านนา และพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา หากมีข้อผิดพลาดประการใดทางคณะผู้จัดทำต้องขอ อภัยมา ณ ที่นี้ คณะผู้จัดทำ 16 มกราคม 2566


ข สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข สารบัญภาพ ง สารบัญตาราง จ ประวัติศาสตร์ล้านนา 1 รายพระนามกษัตริย์ล้านนา 2 ร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ - ยุคสังคมนายพราน หรือยุคก่อนกสิกรรม - ยุคสังคมเกษตรกรรม - ยุคสังคมโลหะ 2 2 2 3 ประวัติศาสตร์ยุค “แว่นแคว้น-นครรัฐ” นายดินแดนล้านนาก่อนก่อตั้งอาณาจักรในพุทธทศวรรษที่ 19 3 กำเนิดอาณาจักรล้านนา - สมัยสร้างอาณาจักร (พ.ศ. 1839-1898) - สมัยอาณาจักรเจริญรุ่งเรือง (พ.ศ. 1898-2068) - สมัยเสื่อมของอาณาจักรล้านนา และการล่มสลายของอาณาจักร (พ.ศ. 2069-2101) 4 4 5 6 การฟื้นฟูล้านนา 8 พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา ประวัติศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา 11 เรือนโบราณล้านนา - เรือนทรงอาณานิคม(คิวรีเปอล์) - เรือนชาวเวียงเชียงใหม่(พญาปงลังกา) - เรือนกาแล(อุ๊ยผัด) - เรือนกาแล(พญาวงศ์) - เรือนไทลื้อ(หม่อนตุด) - เรือนพื้นถิ่นล้านนา(อุ๊ยแก้ว) - เรือนพื้นถิ่นอำเภอแม่แตง - เรือนทรงปั้นหยา(อนุสารสุนทร) - เรือนฝาไหลของแม่นายคำเที่ยง - เรือนเครื่องผูก 11 14 15 17 19 22 24 24 26 27


ค ยุ้งข้าวล้านนา - ยุ้งข้าวเรือนพญาวงศ์ (เลาหวัฒน์) - ยุ้งข้าวสารภี - ยุ้งข้าวเปลือย - ยุ้งข้าวป่าซาง(นันทขว้าง) 28 28 29 30 พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ทางด้านการท่องเที่ยว 31 จำนวนนักท่องเที่ยว 31 กิจกรรมการท่องเที่ยว 31 บทสัมภาษณ์ 32 บรรณานุกรม


ง สารบัญภาพ หน้า รูปที่ 1 : แผนที่แสดงที่ตั้งขนาดและอาณาเขตของอาณาจักรล้านนา ในรัชกาลพระเจ้าติโลกราช รูปที่ 2 : เรือนทรงอาณานิคม (คิวรีเปอล์) 11 รูปที่ 3 : เรือนชาวเวียงเชียงใหม่ (พญาปงลังกา) 14 รูปที่ 4 : เรือนกาแล(อุ๊ยผัด) 17 รูปที่ 5 : เรือนกาแล (พญาวงศ์) 18 รูปที่ 6 : เรือนไทลื้อ(หม่อนตุด) 21 รูปที่ 7 : เรือนพื้นบ้านล้านนา(อุ๊ยแก้ว) 23 รูปที่ 8 : เรือนพื้นถิ่นแม่แตง 24 รูปที่ 9 : เรือนทรงปั้นหยา(อนุสารสุนทร) 26 รูปที่ 10 : เรือนฝาไหลของแม่นายคำเที่ยง 27 รูปที่ 11 : เรือนเครื่องผูก 27 รูปที่ 12 : ยุ้งข้าวเรือนกาแลพญาวงศ์(เลาหวัฒน์) 28 รูปที่ 13 : ยุ้งข้าวสารภี 29 รูปที่ 14 : ยุ้งข้าวเปลือย 29 รูปที่ 15 : ยุ้งข้าวป่าซาง(นันทขว้าง) 30


จ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 : แสดงจำนวนนักท่องเที่ยว 31


1 รูปที่ 1 : แผนที่แสดงที่ตั้ง ขนาดและอาณาเขตของอาณาจักรล้านนา ในรัชกาลพระเจ้าติโลกราช ประวัติศาสตร์ล้านนา ล้านนา หมายถึง ดินแดนที่มีนานับล้าน หรือมีที่นาเป็นจำนวนมาก คู่กับล้านช้าง คือดินแดนที่มีช้าง นับล้านตัว เมื่อปี พ.ศ.2530 คำว่า "ล้านนา" กับ "ลานนา" เป็นหัวข้อโต้เถียงกัน ซึ่งคณะกรรมการชำระ ประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งมี ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นประธาน ได้ให้ข้อยุติว่า "ล้านนา" เป็นคำที่ถูกต้อง และเป็น คำที่ใช้กันในวงการวิชาการ ปัญหาที่นำไปสู่การโต้เถียงกันนั้น สืบเนื่องมาจากในอดีตการเขียนมักไม่ค่อยเคร่งครัดในเรื่อง วรรณยุกต์แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันว่า แม้จะเขียนโดยไม่มีรูปวรรณยุกต์โทกำกับ แต่ให้อ่านเหมือนมีวรรณยุกต์โท สำหรับคำ "ลานนา" น่าจะมาจากราชวินิจฉัยของ ร.5 ที่ว่า "ลานนาหมายถึงทำเลทำนา" ซึ่งทำให้คำว่าลานนา ใช้กันมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษ ภายหลัง พ.ศ.2510 นักวิชาการระดับสูงพบว่าล้านนาเป็นคำที่ถูกต้องแล้ว และยิ่งชักเจนยิ่งขึ้นเมื่อ ดร.ฮัน เพนธ์ ค้นพบคำว่า "ล้านนา" ในศิลาจารึกที่วัดเชียงสา ซึ่งเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2096 อย่างไรก็ดี การตรวจสอบคำว่า ล้านนา ได้อาศัยศัพท์ภาษาบาลี โดยพบว่าท้ายคัมภีร์ใบลานจากเมือง น่านและที่อื่น ๆ จำนวนไม่น้อยกว่า 50 แห่ง เขียนว่า ทสลกฺขเขตฺตนคร (อ่านว่า ทะสะลักขะเขตตะนะคอน) แปลว่า เมืองสิบแสนนา เป็นคำคู่กับเมืองหลวงพระบางที่ชื่ออาณาจักร ศรีสตนาคนหุต หรือช้างร้อยหมื่น คำว่าล้านนาน่าจะเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยพญากือนา เนื่องจากพระนาม "กือนา" หมายถึงจำนวนร้อย ล้าน และต่อมาคำล้านนาได้ใช้เรียกกษัตริย์และประชาชน แพร่หลายมากในสมัยพระเจ้าติโลกราช ส่วนการใช้ว่า "ล้านนาไทย" นั้น เป็นเสมือนการเน้นความเป็นไทย ซึ่งใช้กันมาในสมัยหลังด้วยเหตุผล ทางการเมือง


2 รายพระนามกษัตริย์ล้านนา 1. ราชวงศ์มังราย (พ.ศ.1839 - 2121) 2. ยุคพม่าครองเมือง (พ.ศ.2121 - 2317) 3. ราชวงศ์ทิพยจักร (พ.ศ.2317 - 2482) ร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนล้านนาพบร่องรอยมนุษย์กระจัดกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ และ เป็นการพบที่แสดงความหลากหลายบ่งชี้ระดับขั้นพัฒนาการของมนุษย์เช่น ลำปางมีร่องรอยมนุษย์สมัยดึกดำ บรรพ์เก่าแก่มากแห่งหนึ่งในประเทศไทย เเม่ฮ่องสอนพบเครื่องมือหิน และร่องรอยกระดูกสัตว์หลายประเภท เชียงใหม่ และลำพูนพบมนุษย์ยุคสำริด และยุคเหล็ก เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบร่องรอยที่มนุษย์อยู่ใน สิ่งแวดล้อมแตกต่างกันกล่าวคือ พบในถ้ำ เพิงผา เชิงเขา พื้นที่สูง และที่ราบใกล้แม่น้ำ แสดงว่ามีการ เคลื่อนย้ายไปตามแหล่งต่างๆ ร่องรอยดังกล่าวบ่งชี้ว่าดินแดนล้านนามีมนุษย์อยู่อาศัยมาหลายแสนปีแล้ว หรือ กล่าวได้ว่า มีมนุษย์มาตั้งแต่สมัยเริ่มแรก หรือยุคหินเก่า คาดว่าล้านนาเป็นดินแดนเก่าแก่มากในแง่ประวัติ ความเป็นมา และพัฒนาการทางวัฒนธรรมของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ แบ่งตามพัฒนาการด้านความเจริญ ทางวัฒนธรรมออกเป็นยุคสังคมนายพราน ยุคสังคมเกษตรกรรม และยุคสังคมโลหะ 1. ยุคสังคมนายพราน หรือยุคก่อนกสิกรรม (Hunting and food gathering society) กลุ่มชนพวกนี้หาอาหารจากธรรมชาติ ใช้ชีวิตแบบนายพราน คือ ล่าสัตว์และเก็บพืชป่าเป็นอาหาร มี เครื่องมือเครื่องใช้อย่างหยาบๆ ทำจากหิน ยังไม่รู้จักการเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์และยังไม่ตั้งถิ่นฐาน ใช้ชีวิต เร่ร่อนอยู่ตามถ้ำ และเพิงผา และเคลื่อนย้ายไปตามบริเวณที่ราบเชิงเขาและที่ราบลุ่มแม่น้ำ ดังพบร่องรอย เครื่องมือหินกะเทาะบริเวณเชิงดอยคำในจังหวัดเชียงราย และพบเครื่องมือหินกะเทาะแบบเดียวกันตาม ชายฝั่งแม่น้ำโขง 2. ยุคสังคมเกษตรกรรม พัฒนาการครั้งสำคัญของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์คือ การเริ่มรู้จักเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ ทำให้ กลุ่มคนอยู่ติดที่ ไม่เร่ร้อน ด้วยเหตุนี้การสร้างสรรค์ความเจริญจึงเกิดขึ้นได้ สังคมในสมัยเกษตรกรรมมีการตั้ง ถิ่นฐานเป็นหมู่บ้าน มีผู้นำชุมชนคอยดูแล และตัดสินปัญหาต่างๆ ในสมัยนี้รู้จักพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ให้ดี ขึ้น ดังที่พบเครื่องมือที่ทำจากหินประณีตขึ้น เป็นขวานหินขัดหรือขวานฟ้า จึงเรียกยุคนี้ว่า ยุคหินใหม่ มนุษย์ ยุคนี้รู้จักทำเครื่องปั้นดินเผาอย่างหยาบๆ และการทอผ้าใช้ ร่องรอยแหล่งโบราณคดียุคสังคมเกษตรกรรมใน ประเทศไทยที่อายุเก่าแก่ที่สุดเริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 4,300 ปีมาแล้ว และแหล่งโบราณคดียุคสังคมเกษตรกรรม พบในเขตล้านนาน้อยมาก ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง


3 3. ยุคสังคมโลหะ แบ่งเป็นยุคสำริดและยุคเหล็ก แหล่งโบราณคดีในยุคนี้พบในเขตล้านนาน้อยมาก ส่วนใหญ่พบในเขต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ในเขตล้านนาเข้าที่ได้ขุดค้นทางโบราณคดีอยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน ตามที่กล่าวมา หลักฐานจากแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ ในเขตล้านนามีการค้นพบน้อยมาก ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนา ร่องรอยเท่าที่มีอยู่สะท้อนความเป็นดินแดนเก่าแก่ของ ล้านนา ซึ่งมีมนุษย์มาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ และมีวิวัฒนาการตามลำดับ การดำรงชีวิตของคนในสมัยก่อน ประวัติศาสตร์ มีชีวิตอยู่ในสังคมระดับหมู่บ้านชนบทเป็นเวลานาน กว่าจะพัฒนาจากบ้านกลายเป็นเมือง หรือ เกิดเป็นรัฐ จึงเริ่มสู่สมัยประวัติศาสตร์ กล่าวได้ว่า สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนล้านนามีระยะเวลา ยาวนานกว่าภาคอื่นของไทย ประวัติศาสตร์ยุค “แว่นแคว้น-นครรัฐ” นายดินแดนล้านนาก่อนก่อตั้งอาณาจักรในพุทธทศวรรษที่19 ดินแดนล้านนาก่อนก่อตั้งอาณาจักรในพุทธทศวรรษที่ 19 มีรัฐเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว แต่เป็นรัฐระดับ “เมือง” หรือ “นครรัฐ” หรือ “แคว้น” ซึ่งเป็นรัฐขนาดเล็ก หลังจากนั้นจึงพัฒนาเป็นอาณาจักร รัฐต่างๆ กระจายตัวอยู่ตามที่ราบระหว่างหุบเขา ได้แก่ แคว้นหริภุญชัยหรือหริภุญไชย แคว้นโยนก เมืองพะเยา นครรัฐ เขลางค์ เมืองแพร่ และเมืองน่าน แต่ละรัฐดังกล่าวต่างมีประวัติศาสตร์เป็นของตนเอง และเป็นอิสระต่อกัน การเกิดขึ้นของรัฐเป็นผลมาจากการขยายตัวทางการค้าการเมืองท่าใกล้ทะเลมาสู่ตอนในภาคพื้นทวีป และการ รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดียที่ขยายเข้ามา เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ดินแดนล้านนาได้พัฒนาการจากรัฐระดับเมืองหรือแว่นแคว้น-นครรัฐมา เป็นรัฐขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งเรียกว่า “อาณาจักร” โดยรวบรวมแว่นแคว้น-นครรัฐเข้าด้วยกัน แล้วสถาปนาเมือง เชียงใหม่ให้เป็นศูนย์อำนาจของรัฐใน พ.ศ.1839 จุดเริ่มต้นของอาณาจักรเกิดจากการรวมตัวสองแคว้นใหญ่ คือแคว้นโยนก และแคว้นหริภุญชัย ตามด้วยผนวก เขลางค์นคร ซึ่งเป็นพันธมิตรของหริภุญชัยในระยะสร้าง อาณาจักร รัฐล้านนาขยายอาณาเขตไปสู่เมืองทางตอนเหนือด้วยการสถาปนาอำนาจในเมืองต่างๆ ที่อยู่ชาย ขอบ เช่น เชียงตุง เมืองนาย เมืองยอง ส่วนนครราชพะเยาที่อยู่ใกล้ก็ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร และในที่สุดเมื่อรัฐล้านนาเจริญรุ่งเรืองอย่างสูงสุด (ปลายพุทธศตวรรษที่ 20) ได้ขยายไปครอบครองนครรัฐ แพร่ และน่าน ซึ่งเคยอยู่ในอิทธิพลของสุโขทัยมาก่อน อย่างไรก็ตาม รัฐแบบอาณาจักรของล้านนาก็เป็นการรวมตัวอย่างหลวมๆ ของเมืองต่างๆ ในลักษณะ สมาพันธรัฐมากกว่าที่จะร่วมกันเป็นอย่างปึกแผ่น ดังนั้นดูเหมือนว่าเมือง หรือนครรัฐต่างๆ มีบทบาทต่อชีวิต ผู้คนในเขตนี้มากกว่าอาณาจักร กล่าวได้ว่า ความเป็นล้านนา เป็นหน่วยทางการเมืองที่ดูใหญ่แต่ห่างไกล และ หละหลวม


4 กำเนิดอาณาจักรล้านนา อาณาจักรล้านนากำเนิด พ.ศ.1839 เมื่อสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง จนถึงอาณาจักรล่มสลาย ลงใน พ.ศ. 2101 มีอายุ262 ปีพัฒนาการประวัติศาสตร์ช่วงเวลาดังกล่าวแบ่งเป็น 3 สมัย ได้แก่ 1. สมัยสร้างอาณาจักร (พ.ศ. 1839-1898) 2. สมัยอาณาจักรเจริญรุ่งเรือง (พ.ศ. 1898-2068) 3. สมัยเสื่อมของอาณาจักรล้านนา และการล่มสลายของอาณาจักร (พ.ศ. 2069-2101) 1. สมัยสร้างอาณาจักร (พ.ศ. 1839-1898) ช่วงสร้างความเข้มแข็งให้อาณาจักรตรงกับสมัยราชวงศ์มังรายตอนต้น เริ่มจากพญามังราย รวบรวม เมืองต่างๆ ในเขตแคว้นโยน และขยายอำนาจสู่แคว้นหริภุญชัย เมืองในอาณาจักรที่รวบรวมได้ในสมัยนี้ได้แก่ เชียงราย เงินยางเชียงแสน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา นอกจากนี้ได้สร้างเครือข่ายทางการเมือง โดยส่ง ราชบุตรไปครองเมืองเชียงตุง และเมืองนาย เป็นต้น สมัยสร้างอาณาจักรมีกษัตริย์ราชวงศ์มังราย 5 พระองค์ นับตั้งแต่พญามังรายจนสิ้นสมัยพญาผายู รวมเวลา 59 ปี ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำเนิดอาณาจักรล้านนา การขยายตัวทางการค้าเป็นแรงกระตุ้นที่ก่อกำเนิดอาณาจักรล้านนา เพราะการขยายตัวทางการค้า ก่อให้เกิดความต้องการขยายอาณาเขตเข้าครอบครองดินแดนที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจ และเป็นศูนย์กลาง การค้า การสร้างเมืองบนเส้นทางการค้าเป็นสิ่งจำเป็น และศูนย์กลางของอาณาจักรควรเป็นศูนย์กลางค้า สำคัญ สามารถเชื่อมโยงกิจการค้ากับเมืองต่างๆ ได้อย่างสะดวก ความเจริญเติบโตของการค้าในเอเชียเริ่ม เกิดขึ้นนับตั้งแต่พุทธทศวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นช่วงที่อาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมลง และตามมาด้วยการ สลายตัว ช่วงต้นพุทธทศวรรษที่ 19 อาณาจักรศรีวิชัยเป็นอาณาจักรที่ใช้นโยบายผูกขาดการค้า โดยควบคุม การค้าทางทะเลอย่างกว้างขวาง สาเหตุที่อาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมลง จากการค้นคว้าของวอลเตอร์ส ทำให้ทราบ ว่าเป็นเพราะการเปลี่ยนโฉมหน้าของการค้าในเอเชีย เนื่องจากจีนเปลี่ยนนโยบายการค้า จากเดิมการค้ากับจีน กับต่างชาติต้องอาศัยเรือค้าขายต่างประเทศมาก และค้าขายผ่านอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลาง การเปลี่ยนแปลงการค้าของจีนเริ่มต้นในสมัยราชวงศ์ซ้องใต้ต่อมาราชวงศ์หยวน และราชวงศ์หมิงตอนต้น ก็ คงดำเนินการแบบเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ จีนเลิกติดต่อค้าขายกับอาณาจักรศรีวิชัย โดยพ่อค้า ชาวจีนเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายโดยตรงกับเมืองท่าต่างๆ ที่กระจายตัวไปทั่วในทะเลจีนใต้จำนวนพ่อค้าชาว จีนเดินทางเข้ามาค้าขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับจีนสามารถพัฒนาต่อเรือสำเภาขนาดใหญ่ที่บรรทุก สินค้าได้มาก การค้าของเอเชียขณะนั้นจึงเพิ่มพูน


5 การค้าที่เจริญทำให้เมืองท่าที่ติดต่อค้าขายกับจีนมั่งคั่ง มีผลต่อการก่อตั้งเป็นรัฐใหญ่ จึงเกิดการขยาย เส้นทางการค้าจากเมืองท่าใกล้ทะเลเข้าไปสู่ดินแดนตอนในภาคพื้นทวีป เมืองภายในที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้า ที่ขยายตัว จึงมีความสำคัญและมั่งคั่งไปด้วย ดังนั้นการขยายอำนาจเข้าครอบครองเมืองชุมทางการค้าเป็น สิ่งจำเป็นต่อการเพิ่มพูนอำนาจทางการเมืองในขณะนั้น เมื่อพิจารณาสาเหตุการขยายอำนาจเข้ายึดครองหริ- ภุญชัยของพญามังรายพบประเด็นทางเศรษฐกิจมีความสำคัญยิ่งประการหนึ่ง เพราะเมืองหริภุญชัยเป็น ศูนย์การค้าของป่ามาแต่เดิม โดยอาศัยแม่น้ำปิงเป็นเส้นทางผ่านของสินค้าจากเมืองตอนในภาคพื้นทวีปออกสู่ เมืองท่าใกล้ทะเล เมืองหริภุญชัย จึงมีฐานะมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน ความต้องการครอบครองเมืองหริ- ภุญชัยด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ การค้าในสมัยหริภุญชัย ดูเหมือนเน้นการค้ากับเมืองทางด้านอ่าวไทย ถึงแม้จะยังไม่พบหลักฐาน กล่าวถึงการค้าระหว่างหริภุญชัยกับหัวเมืองมอญด่านอ่าวเมาะตะมะโดยตรง แต่มีหลักฐานกล่าวถึงเมื่อครั้งหริ- ภุญไชย เกิดโรคระบาดได้อพยพไปอยู่เมืองหงสาวดีและสะเทิม แสดงว่ามีความสัมพันธ์กัน และอาจเป็นไปได้ ว่ามีความสัมพันธ์ทางการค้าด้วย เนื่องจากเส้นทางการค้าจากลำพูน-เชียงใหม่ ออกสู่ทะเลด้านอ่าวเมาะตะมะ ใกล้และสะดวกกว่าด้านอ่าวไทย และอย่างน้อยตั้งแต่สมัยพญามังรายแล้ว ที่เห็นว่าการค้าด้านหัวเมืองมี ความสำคัญ ความสนใจต่อการเชื่อมเส้นทางการค้าจากล้านนาไปสู่ทะเลด้านอ่าวเมาะตะมะและในที่สุด เส้นทางการค้าสายหลักจากเชียงใหม่สู่หัวเมืองมอญใช้อย่างแพร่หลาย จนกระทั่งถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถูกลดบทบาท และยุติลง หลังการผนวกหริภุญชัยแล้ว ต่อมาได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นที่บริเวณราบลุ่มแม่น้ำปิงเพื่อให้เป็น ศูนย์การค้าเช่นกัน ดังนั้นเมืองราชธานีแห่งอาณาจักรจึงได้รับการวางไว้ในบริเวณแอ่งเชียงใหม่-ลำพูน ซึ่งเป็น ตำแหน่งที่สะดวกต่อการค้ายิ่งกว่าบริเวณแอ่งเชียงราย และเชียงแสน ซึ่งอยู่ทางตอนบน เมื่อเข้าครอบครอง เมืองหริภุญชัยศูนย์การค้าแล้ว พญามังราย รวบรวมเมืองต่างๆ ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน ลุ่มน้ำกก และ ลุ่มน้ำวัง เกิดเป็นอาณาจักรแห่งใหม่ ซึ่งต่อมาเรียก “ล้านนา” การกำเนิดอาณาจักรล้านนา จึงเป็นผลสำคัญ มากจากการขยายตัวทางการค้า และเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์การค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งในระดับภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่ ตอนในภาคพื้นทวีป 2. สมัยอาณาจักรเจริญรุ่งเรือง (พ.ศ. 1898-2068) ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนาพัฒนาการขึ้นอย่างชัดเจนนับตั้งแต่สมัยพระยากือนา (พ.ศ. 1898-1928) และสืบต่อมาจนถึงสมัยพญาแก้ว (พ.ศ.2038-2068) มีกษัตริย์ปกครอง 6 พระองค์รวมเวลา ประมาณ 170 ปีความเจริญสูงสุดอยู่ในสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.1982-2030) ซึ่งถือเป็นยุคทองของล้านนา ลักษณะเด่นของสมัยอาณาจักรล้านนารุ่งเรือง คือ


6 1) อาณาเขตกว้างขวาง ช่วงที่อาณาจักรเจริญถึงขีดสุดได้แผ่อำนาจออกไปกว้างขวางกว่าทุกสมัย ด้าน ตะวันออกยึดเมืองแพร่ เมืองน่านสำเร็จ ด้านใต้ลงไปสู้รบกับกรุงศรีอยุธยา ยึดเมืองตามชายแดนได้ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ส่วนทางด้านเหนือแผ่อำนาจครอบคลุมรัฐฉาน ดังเช่นเชียงตุง เมืองนาย เมืองยอง และสิบสองพันนา โดยนำกำลังพลจากเมืองต่างๆ เข้ามาไว้ในเขตแดนล้านนา 2) พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในดินแดนล้านนา เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา และได้เผยแพร่พระพุทธศาสนาไปเมืองต่างๆ ทั่วไปในเขตทางตอนเหนือของอาณาจักรล้านนา ดังนั้น ในมุมมองของรัฐโบราณใกล้เคียง อาณาจักรล้านนาจึงมีชื่อเสียงในฐานะรัฐพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ 3) เศรษฐกิจดีสภาพการค้าขยายตัว เชียงใหม่เป็นศูนย์การค้าระดับภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่ตอนในภาคพื้นทวีป ทำหน้าที่รวบรวมสินค้าของป่าจากดินแดนภายในออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ 3. สมัยเสื่อมของอาณาจักรล้านนา และการล่มสลายของอาณาจักร (พ.ศ. 2069-2101) ความเสื่อมของอาณาจักรล้านนาเกิดขึ้นในปลายสมัยราชวงศ์มังราย โดยประมาณตั้งแต่พญาเกสเชษฐ ราชขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.2069 จนกระทั่งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าในปีพ.ศ.2101 สมัยเสื่อมนี้ประมาณ 32 ปีในช่วงเวลาดังกล่าวมีระยะหนึ่งที่ว่างเว้นไม่มีกษัตริย์ปกครองถึง 4 ปี(พ.ศ.2091-2094) เพราะขุนนาง ขัดแย้งกันจนตกลงไม่ได้ว่าจะให้ใครเป็นกษัตริย์กษัตริย์สมัยเสื่อมครองเมืองช่วงเวลาสั้นๆ การสิ้นรัชสมัยของ กษัตริย์เกิดจากขุนนางจัดการปลงพระชนม์กษัตริย์ หรือขุนนางปลดกษัตริย์ หรือกษัตริย์สละราชสมบัติ ปัจจัยแห่งความเสื่อมของอาณาจักรล้านนา มี2 ประการ คือ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน ปัญหาภายในอาณาจักรล้านนาที่เป็นเงื่อนไขให้อาณาจักรอ่อนแอ และเสื่อมสลาย แบ่งเป็นปัญหาการเมือง และปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง : หลักฐานสำคัญที่ทำให้รัฐ อาณาจักรล้านนาอ่อนแอคือการไม่สามารถสถาปนาระบบ ราชการได้ กษัตริย์อาศัยความสัมพันธ์ส่วนพระองค์กับเจ้านาย และขุนนาง การขาดระบบอำนาจรวมศูนย์เป็น เงื่อนไขให้ขุนนางในเมืองหลวง และภูมิภาคสั่งสมอำนาจ เกิดความขัดแย้งระหว่างขุนนางและกษัตริย์ และ ระหว่างกลุ่มขุนนางด้วยกัน ปัญหาเศรษฐกิจ : สภาพเศรษฐกิจในปลายสมัยราชวงศ์มังราย ตกต่ำลงมากเนื่องจากปัญหาทางการ เมืองดังกล่าว ยอมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไม่ต้องสงสัย ทำให้การเก็บส่วยมาสู่เมืองราชธานีต้องลด น้อยลงมากจนอาจไม่มีเหลืออยู่แล้วก็ได้ และสันนิษฐานว่าการค้าระหว่างประเทศที่เจริญเติบโตอย่างมากใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้น อาจก่อให้เกิดการแย่งชิงอำนาจระหว่างกษัตริย์และขุนนาง ซึ่งต่างก็มี ผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการค้าต่างชาติ และทำการฆ่ากันอย่างอิสระ กลายเป็นเงื่อนไขความขัดแย้ง แย่งชิง อำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจจนเกิดสภาวะความแตกแยก นอกจากนี้ในช่วงปลายสมัยราชวงศ์มังราย อาณาจักรล้านนาถูกรุกรานจากราชอาณาจักรอยุธยา และหัวเมืองไทใหญ่ ซึ่งบุกเข้ามาล้อมเมืองเชียงใหม่ใน


7 สมัยมหาเทวีจิรประภา จากหลักฐานต่างๆ กล่าวได้ว่า สภาวะเศรษฐกิจค่อยๆ เสื่อมทรุดลงตามลำดับ เนื่องจากปัญหาค่าของเงินตกต่ำ หรือปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งเริ่มเป็นปัญหามาตั้งแต่สมัยพญาแก้ว หรือพระเมือง แก้วแล้ว และทวีความรุนแรงมากขึ้น จนในที่สุดเมื่อถึงสมัยท้าวแม่กุ สภาพเศรษฐกิจถึงขั้นหายนะ จากปัญหา ภายในอาณาจักรล้านนาที่กล่าวมาแสดงว่าสภาพบ้านเมืองล้านนาอ่อนแอที่สุดเมื่อพระเจ้าบุเรงนองยกทัพมา รบเชียงใหม่ในเวลาเพียง 3 วัน ก็สามารถยึดเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ.2101 ปัจจัยภายนอก ปัญหาการรุกรานจากรัฐใกล้เคียงทำให้อาณาจักรล้านนา ซึ่งอ่อนแออยู่แล้วเสื่อม สลายเร็วขึ้น สมัยที่อาณาจักรล้านนาเสื่อม รัฐใกล้เคียงได้โอกาสเข้ามาปล้นเชียงใหม่ และสำคัญที่เข้ามารุกราน คือ กรุงศรีอยุธยา และพม่า ในสมัยราชวงศ์ตองอูทั้งสองรัฐมีความเจริญก้าวหน้ากว่าล้านนา โดยพัฒนาจาก การเป็นเมืองท่าค้าขายกับนานาชาติ ได้สร้างความมั่งคั่งแก่รัฐจนเป็นรัฐใหญ่ในภูมิภาคนี้ การเติบโตของเมือง ถ้าเป็นผลมาจากการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ถือเป็นยุคทองของการค้า ซึ่งอยู่ ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ถึงปลายพุทธทศวรรษที่ 21 เงื่อนไขของการเกิดยุคทองการค้าเป็นปัจจัย ภายนอก คือ ความต้องการของชาวต่างชาติ การค้าที่เจริญนี้ย่อมทำให้เมืองท่ามีความสำคัญ และพัฒนาได้ รวดเร็วกว่าเมือง ซึ่งตั้งอยู่ตอนในภาคพื้นทวีปอย่างไม่ต้องสงสัย ความเป็นเมืองท่านั้น นอกจากเป็นศูนย์กลางค้าแล้วยังได้รับวิทยาการจากตะวันตกมากมาย โดยเฉพาะการอาวุธ ดังนั้นการเข้ามาของชาวต่างชาติทำให้เกิดการพัฒนาอาวุธ สงครามที่ขยายอำนาจในสมัย ยุคการค้าเจริญจึงขยายขอบเขตการทำศึกสงครามอย่างกว้างขวาง เมืองท่าที่รับเทคโนโลยีจากภายนอกที่ ทันสมัยจึงได้เปรียบในการทำสงคราม สมัยอาณาจักรล้านนาเสื่อมพบว่าอาณาจักรอยุธยารัฐคู่แข่งได้โอกาสยกกองทัพบุกเข้ามาล้อมเมือง เชียงใหม่ในสมัยมหาเทวีจิรประภาถึงสองครั้ง อยุธยาเป็นกองทัพอันเกรียงไกรไม่เอาชนะเต็มที่ ที่สำคัญ ในนั้น มีทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสเป็นกองรักษาพระองค์ ชาวโปรตุเกสเป็นพวกพ่อค้าเข้ามาค้าขายและตั้งบ้านเรือน เป็นหมู่บ้านโปรตุเกสอยู่ในอยุธยา กษัตริย์อยุธยาต้องการอาวุธปืน และความรู้จากชาวโปรตุเกส ในสมัยพระ ไชยราชา ซึ่งเป็นช่วงที่อยุธยาขยายออกไปสู้รบกับพม่า และล้านนาได้ตั้งกองทหารแม่นปืนเป็นหน่วยทหาร รักษาพระองค์และตั้งกองทหารปืนใหญ่ขึ้นในหน่วยทหารเดินเท้า กองทัพขนาดใหญ่พร้อมอาวุธทันสมัย และ ทหารรับจ้างได้เปรียบกว่ากองทัพล้านนา ด้วยล้านนาเป็นเมืองตั้งอยู่ตอนในภาคพื้นทวีปยากต่อการติดต่อ ค้าขายและรับเทคโนโลยีจากชาวตะวันตก ความอ่อนแอด้านปืนใหญ่ และปืนเล็กถูกจดบันทึกไว้ในจดหมาย เหตุปิ่นโตว่าไม่มีของดีใช้ อย่างไรก็ตามกองทัพอยุธยามี เทคโนโลยีที่เหนือกว่าล้านนาทั้งปืนใหญ่กำลังพล และทหารรับจ้าง ชาวตะวันตกซึ่งไม่มีในล้านนาดังนั้นอาณาจักรล้านนาจึงเสียเปรียบอยุธยา และหลังจากนั้นล้านนาก็อ่อนแอลง ไม่อาจต่อสู้กับอยุธยาได้อยุธยาเข้ามามีอำนาจเหนือล้านนา ดังพบในสมัยสมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระ นารายณ์นอกจากอยุธยายกทัพขึ้นมาแล้วหัวเมืองไทยใหญ่ ซึ่งเป็นเมืองเล็กเมืองน้อยเคยขึ้นกับเชียงใหม่


8 มาแล้ว ฉวยโอกาสยกทัพเข้าปล้นเมืองเชียงใหม่ หลังจากทัพเงี้ยวเมืองนาย และเมืองยองห้วยพยายามถมคู เมืองเพื่อเข้ามาให้ได้ เมื่อไม่สำเร็จจึงเผาทัพในเวียงสวนดอกเสียแล้วล่าทัพกลับเมืองเงี้ยว การปลูกข้าวป่วนทั้ง อยุธยาและหัวเมืองไทใหญ่พบว่าเข้ามาล้อมถึงคูเมือง ซึ่งเป็นอันตรายแสดงว่าเมืองที่อยู่ตามด่านหลายทาง ไม่ได้ทำหน้าที่ต้านศึกไว้เลย จึงปล่อยให้ข้าศึกเข้ามาประชิดเมืองราชธานี รัฐที่ใหญ่ และมีอำนาจต่อรัฐหน้า หญิง คือ พม่าในสมัยราชวงศ์ตองอูพม่าในสมัยนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว พม่าเข้ามารบเชียงใหม่ในสมัยท้าวแม่กุ สาเหตุเพราะช่วยเหลือหัวเมืองไทยใหญ่ให้มีกำลังกล้าแข็ง พม่าต้องการทำร้ายแหล่งที่ช่วยเหลือศัตรู จึงยกทัพ มาทำร้ายสูตรอำนาจรัฐหน้าให้สิ้นสลายลง อาณาจักรและหน้าซึ่งเสื่อม และอ่อนแอจึงตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า การฟื้นฟูล้านนา ประวัติศาสตร์ล้านนา สมัยเป็นเมืองประเทศราชของอาณาจักรสยาม เริ่มใน พ.ศ.2317 เมื่อผู้นำ ท้องถิ่นล้านนาเข้าสวามิภักดิ์ ต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี จนถึงราว พ.ศ.2442 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้จัดตั้งการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล “มณฑลพายัพ” จึงยกเลิกผ่านฐานะเมือง เป็นประเทศราช เมืองในล้านนา ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน มีฐานะเป็นเมืองประเทศราช ของราชอาณาจักรสยาม ดำรงสถานะเป็นรัฐบาลท้องถิ่น ปกครองตามจารีตล้านนา เพราะความแตกต่างทาง วัฒนธรรมทำให้ราชอาณาจักรสยามถือว่าดินแดนล้านนาเป็นเมืองต่างชาติต่างภาษา รัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ ให้เจ้าเมืองในล้านนาเป็น “เจ้าประเทศราช” ส่วนชาวเมืองต่างๆ ในล้านนาถือว่า “เจ้าหลวง” หรือ “พระญา หลวง” มีฐานะเป็นกษัตริย์ หรือเจ้าแผ่นดิน ในเรื่องนี้พบหลักฐานมากมาย ดังเช่นจารึกพระบรมธาตุจอมทอง เรียกพญาหลวงวชิรปราการ(พระยาจ่าบ้านบุญมา) เจ้าเมืองเชียงใหม่ว่า “เจ้าแผ่นดินเชียงใหม่” การที่ล้านนายอมเป็นเมืองประเทศราชของราชอาณาจักรสยามด้วยเงื่อนไข 2 ประการ ประการแรก เป็นผลมาจากความอ่อนแอของร้านหน้าที่อยู่ในช่วงพม่าปกครองดินแดนล้านนา แตกแยก มีการสู้รบกับพม่าและสู้รบกันเองระหว่างรัฐอิสระต่างๆ พม่าได้ปราบปรามและกวาดต้อนชาวล้านนา ไปพม่าหลายครั้ง การฟื้นฟูให้กลับคืนเป็นอาณาจักรอิสระดั้งเดิมนั้นเป็นไปไม่ได้เลย บางนั้น หลังพม่ายึดครอง ล้านนาไหน พ.ศ.2101 แล้ว อาณาจักรล้านนาได้แตกสลายอย่างสิ้นเชิง ประการที่สอง ที่ตั้งของล้านนาอยู่ระหว่างพม่ากับสยาม ซึ่งทั้งสองต่างเป็นราชอาณาจักรใหญ่และเป็น ศัตรูกัน ล้านนาจึงเป็นเส้นทางผ่านของกองทัพพม่าและสยามที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการปะทะกันได้ ครั้นฝ่ายใดได้ ครอบครองล้านนาแล้วจะได้เปรียบในการทำสงคราม เพราะสายล้านนาเป็นฐานที่มั่นเตรียมกำลังพลและ เสบียง ดังนั้นโอกาสที่ร้านน่าจะอยู่รอดเป็นอิสระไม่ขึ้นกับพม่าหรือสยาม จึงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เพราะหาก พม่าไม่เข้ายึดครองก็ต้องเป็นสยามยึดครอง เงื่อนไขดังกล่าวทำให้ต้องเลือกจากเข้ากับฝ่ายใด ผู้นำชาวล้านนา ในต้นพุทธศตวรรษที่ 24 ได้เลือกเป็นเมืองขึ้นสยาม หลังตกเป็นเมืองขึ้นพม่ากว่าสองร้อยปี พบว่าพม่าควบคุม


9 เข้มงวด กดขี่ขุนนางท้องถิ่น และประชาชน ด้วยความหวังว่าการตกเป็นเมืองประเทศราชของสยามน่าจะมี โอกาสดีกว่าอยู่ในอำนาจของพม่า ผู้นำล้านนาจึงตัดสินใจยอมเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี การยึดเชียงใหม่จากพม่าในปีพ.ศ.2318 เป็นก้าวแรกของการต่อสู้ขับไล่พม่าที่ยืดเยื้อถึง 29 ปีได้ป้อม ปราการสุดท้ายของพม่า คือ เสียงแสงในปีพ.ศ.2347 ล้านนาเริ่มศักราชของการฟื้นฟูบูรณะบ้านเมืองตามด้วย การผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยาม ซึ่งเปลี่ยนเป็นประเทศไทยเมื่อปีพ.ศ.2482 พระเจ้าตากสินแต่งตั้งเจ้าเมืองใหม่สำหรับเมืองที่พระองค์ช่วยปลดปล่อยจากพม่าทันที ให้พระยาจ่า บ้านเป็น พระยาวชิรปราการ ปกครองเมืองเชียงใหม่ เจ้ากาวิละปกครองเมืองลำปาง ส่วนลำพูนให้อยู่ใต้เจ้า เมืองเดิมคือ สิตเกแคง ชื่อใหม่เป็นพระยาไวยวงศา เจ้าน้อยวิทูรโอรสให้ปกครองเมืองน่าน ล้านนาไม่ได้เข้าร่วมกับสยามในฐานะประเทศ แต่เป็นกลุ่มและรัฐ กลุ่มตะวันออกมีน่านเป็นผู้นำ กลุ่ม ตะวันตกนำโดยเชียงใหม่ คราวนี้เชียงแสน เชียงราย และลำปาง อยู่ในกลุ่มตะวันตกไม่ใช่ตะวันออกอย่างที่ พม่าแบ่งรัฐต่างๆ ทางเหนือนี้แม้จะยอมอยู่ใต้อธิปไตยของสยาม แต่ก็ยังมีอิสระที่จะปกครองตนเอง เพียงแต่ เมื่อจะติดต่อกลับต่างแดนต้องได้รับความเห็นชอบจากสยาม นอกจากนี้กษัตริย์สยามก็มีสิทธิแต่งตั้งเจ้าผู้ครอง นคร ซึ่งทุกสามปีต้องนำราชบรรณาการอ่านประกอบด้วยต้นไม้เงินต้นไม้ทองไปที่ราชสำนักสยามในกรุงเทพฯ ด้วยตนเอง เป็นเวลาหลายทศวรรษหลังปีพ.ศ.2343 มีความสงบมาเยือนล้านนาเพราะพม่าอ่อนแอลงด้วยเหตุที่ อังกฤษกำลังคืบคลานเข้ายึดประเทศ ในช่วงนี้เองที่ความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์ระหว่างชาติตะวันตกกับล้านนา เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น โดยเฉพาะชาติอังกฤษ ซึ่งแผ่ขยายไปถึงยูนาน การค้าที่จะทำผ่านกรุงเทพฯ และเป็นการ ติดต่อทางแม่น้ำ หลังจากการทำสวนผิดสัญญาบาวริ่งระหว่างอังกฤษกับสยาม บริษัทอังกฤษเข้ามาซื้อ สัมปทานจากเจ้านครต่างๆ เพื่อตัดไม้สักและขายสินค้าของอังกฤษชาติอื่นๆ ก็ตาม จากนั้นไม่นานมีการเซ็น สัญญาระหว่างสยามกับอินเดียเกี่ยวกับการค้าระหว่างพม่ากับเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง กระบวนการผนวกเอารัฐต่างๆ ในล้านนาเข้ากับดินแดนไทยเกี่ยวเนื่องกับกฎหมายและการบริหาร มากมายครั้งที่ล้านนาเอง และกรุงเทพฯ ในช่วงนั้นกรุงเทพต้องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินกับ กฎหมายตามอย่างชาติตะวันตก และต้องการยกเลิกระบบทาส เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของอารยประเทศ การ เปลี่ยนแปลงของล้านนาต้องมองในกรอบของสยามประเทศโดยทั่วไป และส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ก่อให้เกิดการต่อต้าน และความ เสียใจไม่ใช่เฉพาะในล้านนาเท่านั้น สำหรับล้านนาระบบทาสในเรือนเบี้ยมีมาเป็นเวลานาน และเป็นที่ยอมรับ กันทั้งในสังคมและวงการศาสนา เมื่อมีการให้เลิกระบบทาสซึ่งถึงแม้จะให้ค่อยเป็นค่อยไปสภาพการกลายเป็น ว่าเจ้าหนี้ต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้คนที่เป็นหนี้หรือลูกหนี้ประเพณีอีกอย่างหนึ่งที่ปฏิบัติการมาเป็นร้อยปีแล้วก็คือ การถ่ายธาตุโดยพาไปถวายพระพุทธรูปในวัดให้ดูแลพระพุทธรูปองค์นั้น เชื่อว่าเป็นการได้บุญอย่างมาก แต่


10 การทำบุญนี้ไม่มีอีกเพราะกฎหมายกำหนดเวลาให้ถึง พ.ศ.2448 ที่ทุกคนต้องเลิกทาทุกประเภท รวมทั้งการ บังคับให้ใช้หนี้ด้วยการทำงานเป็นรายปีด้วยซึ่งเป็นผลให้เจ้าขุนบุญนายทั้งหลายต้องสูญเสียรายได้ไปไม่ใช่น้อย การปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น และการให้ทุกแห่งใช้ระบบเดียวกันเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพราะในอดีตแต่ละแห่งใช้มาตรการของตนจนเมื่อเวลาผ่านไปกลายเป็นวิธีการสลับซับซ้อนยากที่จะปฏิบัติ เช่น พิพักษ์ตายของสยามผู้มีหน้าที่ดูแลเรื่องการค้า และการทหารคือกลาโหม ส่วนพระคลังดูแลเรื่องการเงิน แต่ก็จะรับผิดชอบเรื่องการต่างประเทศ การค้า และควบคุมการปกครองหัวเมืองริมฝั่งทะเลตอนบนของอ่าว สยามด้วย สยามภาคกลางอยู่ภายใต้มหาดไทย มีข้าหลวงดูแลสืบต่อกันมา ส่วนล้านนาซึ่งปกครองโดยเจ้านคร ต่างๆ ภายใต้เจ้าหลวงเชียงใหม่นั้นเรียกได้ว่ามีอิสระได้เกือบทุกเรื่อง ในสายตาของชาติตะวันตกและ ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในราชอาณาจักร กษัตริย์สยามผู้เดียวที่รับผิดชอบความเป็นไปในประเทศทั้งหมด สำหรับล้านนาโดยเฉพาะเชียงใหม่คำสั่งจากกรุงเทพ หรือการยึดมั่นในสัญญาต่างๆ ไม่แน่ว่าจะปฏิบัติตามกัน อย่างเคร่งครัดจึงเป็นที่หวั่นเกรงว่าคนอังกฤษว่าจะประท้วงหรือทำการร้ายแรงกว่านั้นถ้ามีการจัดการบางอย่าง ไม่ถูกต้อง เช่นการสัมปทานป่า เป็นต้น กลุ่มพระยาดำรงราชานุภาพทรงจัดการปกครองและการภาษีเป็นแบบปิรามิดให้กรุงเทพฯเป็นส่วน ยอดและหัวเมืองเป็นฐานโดยอิงโครงสร้างท้องถิ่นเดิม สำหรับล้านนา มีการแบ่ง เป็นสองมณฑล คือ มณฑล มหาราชและมณฑลพายัพ มณฑลหาราชประกอบด้วยจังหวัดน่าน แพร่ และลำปาง ส่วนมณฑลพายัพมี เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย และแม่ฮ่องสอน จังหวัดทั้งหมดที่กล่าวมาถึง นอกจากแม่ฮ่องสอนก็คือเมืองใน ล้านนาเดิมนั่นเอง แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดใหม่ จากเดิมที่เคยเป็นเพียงศูนย์ฝึกและล่าช้าง ระบบมณฑลนี้ ล้มเลิกไปเมื่อประเทศไทยเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตย จังหวัดต่างๆ ขึ้นตรงต่อ กระทรวงมหาดไทย และตำแหน่งเจ้าเมืองก็เปลี่ยนเป็นผู้ว่าราชการ ดินแดนส่วนใต้ของจังหวัดเชียงรายถูกแยก เป็นอีกจังหวัดหนึ่งคือพะเยา อย่างไรก็ตาม เจ้าปกครองเมืองบริวารเองจะค่อยๆหมดไป กรุงเทพฯส่งข้าหลวงคนแรกมาเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.2417 แต่ก็ให้ทำหน้าที่เป็นเพียงที่ปรึกษา ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหาร ข้าหลวงคนต่อๆ มาจึงเริ่ม มีอำนาจเพิ่มขึ้น เจ้านครเชียงใหม่องค์สุดท้ายคือเจ้าแก้วนวรัฐ เรียกว่าเกือบไม่มีอำนาจบริหารแล้ว ส่วนใหญ่ ส่งทำหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์ หลังจากเจ้าแก้วนวรัฐถึงแก่พิราลัย ก็ไม่มีการแต่งตั้งใครเป็นเจ้านครต่อ ถือเป็น การสิ้นสุดการมีเจ้านครโดยปริยาย


11 รูปที่ 2 : เรือนทรงอาณานิคม (คิวรีเปอล์) เรือนโบราณล้านนา ประวัติศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา ตั้งอยู่ภายในสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2536 จัดแสดงและอนุรักษ์เรือนล้านนาในรูปแบบต่างๆ ให้กับประชาชน ทั่วไปได้ศึกษา ซึ่งเรือนแต่ละหลังเป็นเรือนโบราณที่ได้รับการสนับสนุนให้รื้อย้ายนำมาเก็บรักษาไว้ จาก หน่วยงานและบุคคลต่างๆ ที่เห็นคุณค่าและความสำคัญของเรือนล้านนา ในปัจจุบันมีเรือนอยู่จำนวน 10 หลัง และยุ้งข้าวอีก 4 หลัง แต่ละหลังก็มีที่มาและประวัติของตนเอง นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การ อนุรักษ์และศึกษาภูมิปัญญาเชิงช่างในอดีต ที่ผ่านการดูแลให้คงสภาพเดิมที่ยังเหลือให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา ซึ่งได้อนุรักษ์กลุ่มเรือนโบราณล้านนาและจัดแสดงในรูปแบบของ พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา (The Lanna Traditional House Museum) เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าด้าน สถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตล้านนา และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันมีเรือนโบราณล้านนา 10 หลัง 1. เรือนทรงอาณานิคม(คิวรีเปอล์) บ้านหลังนี้เป็นอาคารที่ปลูกสร้างในปี พ.ศ.2469 โดยอยู่บนพื้นที่นี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม เป็น บ้านทรงอาณานิคม ซึ่งเป็นลักษณะของอาคารพัก อาศัยที่เริ่มเป็นที่นิยมในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 การ ปลูกสร้างอาคารที่อยู่อาศัยที่มีรูปแบบ สถาปัตยกรรมยุคสมัยอาณานิคมหรือโคโลเนียลใน จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนหนึ่งมาจากการที่บริษัทบอม เบย์ - เบอร์มาของประเทศอังกฤษ ได้รับสัมปทานป่าไม้ในประเทศพม่าและแถบจังหวัดทางภาคเหนือของไทย คือ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และ แพร่ จึงมีเจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษเข้ามาควบคุมดูแลการทำงานของคนงานชาว พม่า เจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษเหล่านี้หลายคนได้สร้างบ้านพักของตนเองขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ โดยได้นำเอา ลักษณะงานสถาปัตยกรรมของตะวันตกที่ตนเองคุ้นเคย ที่ใช้วัสดุจำพวกอิฐหินปูนมาก่อสร้างบ้าน โดยมีการ ปรับให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น เพิ่มให้มีระเบียงและช่องเปิดที่มีขนาดใหญ่ เพื่อให้อากาศไหลเวียน ทั้งยังมีการผสมผสานเข้ากับลักษณะทางสถาปัตยกรรมท้องถิ่นเชียงใหม่ จึงเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสาน ระหว่างตะวันตกและตะวันออก หรือที่เรียกว่าสถาปัตยกรรมอิทธิพลตะวันตก เรือนของนายอาเธอร์ ไลออนแนล คิวรีเปอล์ (Mr. Arthur Lionel Queripel) นี้ มีผังอาคารเป็นรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้า สูงสองชั้น ก่อด้วยอิฐฉาบปูน มีระเบียงด้านหน้าอาคารทั้งสองชั้น มีมุขบันไดทางขึ้นอยู่


12 ส่วนกลางบ้าน ผ่านระเบียงเข้าสู่ตัวบ้านเป็นโถงใหญ่ที่มีเตาผิงและบันไดทางทิศใต้ ขึ้นสู่ชั้นสองเป็นระเบียง เชื่อมเข้าสู่ห้องทางด้านซ้ายและขวา โดยห้องทางทิศเหนือจะมีประตูออกสู่ระเบียงยาวด้านนอกอาคารทางทิศ เหนือที่มีหลังคาคลุม ส่วนห้องทางทิศตะวันออกและตะวันตกไม่มีระเบียง ตัวอาคารมีความสูงในชั้นล่างมาก เพื่อการไหลเวียนของอากาศ แต่ชั้นบนไม่สูงมากนักเนื่องจากมีความสูงของหลังคารวมอยู่ด้วย ฐานรากอาคาร ติดพื้นดิน ใช้การปรับดินให้เรียบแล้ววางฐานรากแบบแผ่ในพื้นที่สร้างอาคาร โดยก่อขึ้นเป็นผนังรับน้ำหนัก ส่วนบนโดยตรง ลักษณะหลังคาจะเป็นทรงเดียวคลุมพื้นที่ของตัวบ้านทั้งหมด มีส่วนบนเป็นยอดจั่วขนาดเล็กที่ มีความลาดชันไม่มาก หันทิศตามตะวัน ซึ่งจะมีชายคาลาดทั้งสี่ด้านลงมาคลุมถึงระเบียงกันฝนสาด ระเบียงที่มี หลังคาคลุมรอบอาคารสามารถจัดเป็นพื้นที่ใช้ทำกิจกรรมทั่วไปในตอนกลางวัน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีอากาศ ไหลเวียนได้ดี การใช้พื้นที่ภายในอาคารจะแบ่งเป็นห้องย่อยๆ ตามลักษณะการใช้งานเป็นสำคัญ เนื่องจาก อาคารมีลักษณะคล้ายกล่องที่ตั้งกลางแดดที่มีการสะสมความร้อนอยู่ภายใน จึงต้องการเปิดที่โล่งสู่ส่วนระเบียง โดยรอบ เรือนลักษณะนี้จึงเน้นช่องเปิด มีทั้งช่องเปิดภายนอก (ประตู หน้าต่าง) และภายในอาคาร (ประตู ช่อง ลม) จำนวนมากและมีขนาดใหญ่ เพื่อให้ลมสามารถพัดเข้าสู่ภายในอาคารและสามารถไหลเวียนผ่านไปยังห้อง ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งช่วยลดปริมาณอากาศร้อนที่สะสมอยู่ภายในอาคาร เนื่องจากภูมิอากาศในแถบนี้ร้อน มากหากเทียบกับสภาพอากาศในยุโรป ที่ต้องสร้างอาคารปิดทึบเพื่อป้องกันอากาศหนาวเย็นจากภายนอกเข้า สู่ตัวอาคาร ส่วนผนังนั้นก่อด้วยอิฐฉาบปูนหนาประมาณ 60-80 ซม. ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณการถ่ายเท ความร้อนจากภายนอกที่ผ่านผนังเข้าสู่อาคารได้ ทั้งยังช่วยรับน้ำหนักอาคารส่วนบนอีกด้วย ภายในบ้านมีการ ใช้เตาผิง เนื่องจากในช่วงฤดูหนาวของภาคเหนือในสมัยก่อนมีอากาศหนาวเย็น การแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารแบ่งตามระดับของอาคาร ชั้นที่หนึ่งจะเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ ใช้ ทำกิจกรรมทั่วไป (ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก) ส่วนชั้นสอง จะเป็นห้องนอนและห้องส่วนตัว มีบันไดภายในอาคาร จากบริเวณโถงใหญ่เชื่อมต่อระดับชั้นล่างและบน ซึ่งต่างจากความเชื่อท้องถิ่นของภาคเหนือที่ไม่นิยมสร้าง บันไดไว้ภายในบ้าน หลังคาแบ่งแยกออกจากที่ว่างภายในชัดเจน โดยชั้นสองจะมีฝ้าเพดานปิดโครงสร้าง หลังคาทั้งหมด หลังคามุงด้วยกระเบื้องว่าว มีช่องทางขึ้นขนาดเล็กที่ใช้เพื่อซ่อมหลังคาได้ รูปแบบของหลังคา เป็นหลังคาทรงจั่วมะนิลา มีหลังคาคลุมระเบียงโดยรอบอาคารเป็นการป้องกันฝนที่จะสาดเข้าสู่ภายในอาคาร อาคารลักษณะนี้เป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เข้ามามีอิทธิพลในช่วง ยุคแรก ซึ่งเป็นการสร้างอาคาร พักอาศัยของชาวตะวันตกเองอย่างแท้จริง จนกระทั่งในภายหลังกลุ่มอาคารเหล่านี้เองที่เป็นแบบอย่างให้กับ กลุ่มชนชั้นสูงในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งรับอิทธิพลและนำเอาไปผสมผสานกับรูปลักษณ์และความเชื่อท้องถิ่นจน กลายเป็นแบบอย่างการสร้างอาคารที่พักอาศัยของคนไทยและท้องถิ่นกันอย่างแพร่หลายต่อมา โดยจะเห็นได้ จาก “คุ้ม” ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของเจ้านาย และเรือนพักอาศัยของพ่อค้า ที่จะสร้างเป็นอาคารสองชั้น (ไม้ทั้ง หลัง ก่ออิฐฉาบปูน หรือผสม) มีการแบ่งห้องย่อยๆ ตามการใช้งานแบบตะวันตก ทำให้มีวิถีชีวิตเปลี่ยนไปจาก


13 เดิมหากแต่ยังคงมีกลิ่นอายของความเป็นพื้นถิ่นและความเชื่อที่แฝงในรูปแบบ องค์ประกอบสถาปัตยกรรม ก่อนที่จะค่อยๆ หายไปทีละน้อย จนกลายมาสู่รูปแบบบ้านพักอาศัยเช่นในปัจจุบัน เจ้าของบ้านเดิมคือ นายอาเธอร์ ไลออนแนล คิวรีเปอล์ (Mr. Arthur Lionel Queripel) สร้างขึ้นใน ราวปี พ.ศ.2469 โดยหม่องตัน ชาวพม่าเป็นสถาปนิกและผู้รับเหมาก่อสร้าง นายอาเธอร์ ไลออนแนล คิวรี เปอล์นี้ บ้างเรียก คิวรีเปอล์ หรือ นายคิว เป็นชาวอังกฤษมีภรรยาคนไทยชื่อนางดอกจันทร์ ชาวบ้านเรียกว่า แม่เลี้ยงดอกจันทร์ เป็นชาวลำปาง เชื้อสายไทใหญ่ ภายหลังครอบครัวได้เปลี่ยนนามสกุลจาก คิวรีเปอล์ เป็น กีรติปาล โดยขอนามสกุลจาก พระองค์เจ้าอาทิตย์ ทิพยอาภา นายคิวรีเปอล์เข้ามาทำงานในประเทศไทยที่จังหวัดเชียงใหม่และแพร่ เป็นพนักงานของบริษัทค้าไม้ บอมเบย์ - เบอร์ม่า จำกัด พ.ศ.2443-2457 บางครั้งก็เข้าไปทำงานในประเทศพม่าในช่วงปี พ.ศ.2453 - 2462 ในฐานะผู้จัดการของบริษัทดังกล่าวที่กรุงเทพฯ นายคิวรีเปอล์ผู้นี้สามารถพูดภาษาคำเมืองได้คล่อง เป็นคนรักศิลปะและกีฬาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกีฬาโปโล ส่วนด้านศิลปะนั้นนายคิวรีเปอล์เป็นผู้ที่ชอบการแกะสลัก และการทอผ้าเป็นอย่างมาก เป็น ชาวต่างชาติที่ริเริ่มการว่าจ้างให้ช่างพื้นบ้านเชียงใหม่แกะสลักรูปช้างประดับภายในบ้านเป็นคนแรก บริเวณ ที่ตั้งบ้านของนายคิวรีเปอล์นี้ แต่เดิมเรียกกันว่า “หลิ่งห้า” บริเวณบ้านมีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ล้อมด้วยรั้ว ลวดหนาม และปลูกไม้ไผ่รอบบ้าน มีสัตว์เลี้ยงต่างๆ เช่น วัว ควาย แพะ และมีการปลูกไม้ดอก ไม้ผลนานา ชนิด โดยเฉพาะสตรอเบอรี่ จนภายหลังเป็นที่นิยมแพร่หลาย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ ผลไม้จากสวนของ นายคิวรีเปอล์ได้ส่งไปถวาย รัชกาลที่ 7 และได้จัดส่งให้ หลวงประดิษฐ์ มนูธรรม เป็นประจำทุกปี ส่วนสวน ดอกไม้นั้นสวยงามเป็นที่ร่ำลือ เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 7 เสด็จประพาสเชียงใหม่พระองค์ได้เสด็จมาชมสวนภายใน บริเวณบ้านของนายคิวรีเปอล์แห่งนี้ด้วย นายคิวรีเปอล์ถึงแก่กรรม ที่โรงพยาบาลจุฬา กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2489 ปลายปี พ.ศ.2498 เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาใกล้จะยุติ เจ้าชื่นสิโรรส ซึ่งอพยพจากถ้ำผาผัวะ กลับ เข้าเมืองเชียงใหม่ ได้กราบอาราธนาหลวงปู่สิมให้ย้ายเข้ามาพักจำพรรษาที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ กีรติปาล (คิวรีเปอล์) ซึ่งเป็นตึกว่างไม่มีใครอยู่ นอกจากคนที่อยู่เฝ้าคอยดูแลรักษา เนื่องจากแม่เลี้ยงดอกจันทร์และ ลูกหลานได้อพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ที่อื่น หลวงปู่สิมอยู่จำพรรษาที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ได้ 2 พรรษา คือปี พ.ศ.2489 – 2490 ลูกหลานของนายคิวรีเปอล์ก็ได้กลับเข้ามาบูรณะซ่อมแซมและใช้เป็นที่พักอาศัยของ ครอบครัวอีกครั้ง จนกระทั่งบ้านหลังนี้ถูกเวนคืนให้กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2506 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กำหนดให้อาคารหลังนี้ เป็นสถานที่ทำการของสถาบันวิจัยสังคม และเมื่อสถาบันวิจัย สังคมได้ย้ายที่ทำการไปยังอาคารสำนักงานแห่งใหม่ อาคารหลังนี้จึงได้ถูกกำหนดให้เป็นที่ทำการของสำนัก ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 จนถึงปัจจุบัน


14 2. เรือนชาวเวียงเชียงใหม่(พญาปงลังกา) เรือนพญาปงลังกาเป็นเรือนพื้นเมืองในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ มีรูปแบบเรือนคลี่คลายมาจากเรือนกาแล ดั้งเดิม เป็นตัวอย่างหนึ่งของเรือนของผู้มีฐานะ ลักษณะเป็นเรือนแฝดสองจั่ว ยกพื้นเรือนสูง เรือนใหญ่เป็น เรือนนอน เรือนหลังเล็กเป็นเรือนครัว ไม่มีส้วม (ห้องน้ำ) บนเรือน ด้านหน้าเรือนมีเติ๋นขนาดใหญ่และมีชานถัด ออกมาด้านหน้า สันนิษฐานว่าคงมีพัฒนาการปรับการสร้างผนังเรือนปิดล้อมส่วนชานและเติ๋นในภายหลัง ตรง กลางระหว่างชายคาของเรือนสองหลังมีฮางลิน (รางระบายน้ำหรือรางน้ำฝน) มีลักษณะเป็นรางรองรับน้ำฝนที่ ติดเชื่อมระหว่างชายคาของเรือนทั้งสองหลังทำด้วยไม้ซุงท่อนเดียวขุดร่องตรงกลาง ซึ่งของบางเรือนอาจ ประกอบขึ้นจากแผ่นไม้ขนาดยาวหลายแผ่นซ้อนกัน หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินขอ ซึ่งมีความลาดชันแบบเรือน กาแล แต่เรือนนี้ไม่มีการประดับกาแลที่ยอดจั่ว และไม่มีการติดหำยนต์ไว้เหนือช่องประตูเรือนนอนเช่นเรือน กาแลทั่วไป โครงสร้างเรือนเป็นระบบเสาและคาน โดยสอดแวง (รอด) ยึดระหว่างเสา เพื่อรับน้ำหนักตงและ พื้น โครงสร้างหลังคามีรูปแบบเหมือนเรือนกาแล โครงสร้างผนังเป็น รูปแบบฝาแป้นหลั่น (ฝาตีตามแนวตั้ง) มี ป่อง (หน้าต่าง) จำนวนน้อย มีการทำฝาไหลบางตำแหน่ง ความงามของเรือนลักษณะนี้อยู่ที่รูปทรงที่ดูเรียบ ง่าย ความลงตัวของโครงสร้าง ความเรียบเกลี้ยงของระนาบพื้น ผนัง และหลังคา เจ้าของเรือนเดิมคือ พญาปงลังกาและนางคำมูล เรือนไม้ หลังนี้สร้างเมื่อราวปี พ.ศ.2439 ซึ่งตรงกับปี ที่อายุเมืองเชียงใหม่ครบ 600 ปี เรือนพญาปงลังกาเป็นสมบัติอันมีค่าของครอบครัววณีสอน ซึ่งมีความ ประสงค์ที่จะอนุรักษ์เรือนไว้ให้มีอายุยาวนานที่สุด อย่างน้อยก็ในชั่วอายุของพี่น้องทั้ง 5 คนในตระกูลวณีสอน ซึ่งนับเป็นทายาทรุ่นที่ 5 ของพญาปงลังกา คุณจรัส วณีสอน บุตรชายคนโตของครอบครัววณีสอน เป็นผู้มา ติดต่อและขอมอบเรือนพญาปงลังกา ให้สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยได้รับการ สนับสนุนการรื้อถอนและย้ายมาปลูกสร้างโดยมูลนิธิจุมภฏ - พันธ์ทิพย์ ทั้งนี้เรือนพญาปงลังกาได้ปลูกสร้าง แล้วเสร็จและทำพิธีตามแบบล้านนาเพื่อความเป็นสิริมงคล เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2547 รูปที่ 3 : เรือนชาวเวียงเชียงใหม่ (พญาปงลังกา)


15 3. เรือนกาแล(อุ๊ยผัด) เรือนกาแลส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเรือนแฝด หันหน้าเรือนไปทางทิศใต้หรือทิศเหนือ ประกอบด้วย เรือนสองหลังมีชายคาชนกัน จุดเชื่อมต่อของชายคามีฮางลิน (รางระบายน้ำฝน) ใต้ฮางลินเป็นฮ่อมลิน คือชาน เดินระหว่างเรือนสองหลังซึ่งเชื่อมต่อชานด้านหน้าและหลังเรือน เรือนหลังใหญ่มักถูกใช้เป็นเรือนนอน ส่วน เรือนหลังเล็กเป็นเรือนครัว ไม่มีส้วม (ห้องน้ำ) บนเรือน บริเวณพื้นที่เรือนนอกห้องเรียกว่าเติ๋น (ชานในร่ม ยกระดับ) เป็นพื้นที่ทำงานพักผ่อน และเป็นที่นอนของลูกชายเจ้าของเรือนเมื่อเริ่มโตเป็นหนุ่ม มีผนังเรือนที่ เป็นระนาบเดียวกันมาจากห้องนอนมาที่เติ๋น เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวเมื่อเวลาที่ลูกสาวเจ้าของเรือนนั่ง ทำงาน เรียกว่าฝาลับนาง เราจะเห็นภาพยามค่ำหญิงสาวจะออกมานั่งปั่นฝ้ายพลางส่งคำคร่าวคำเครือกับหนุ่ม ผู้มาติดพัน เห็นภาพครอบครัวนั่งกินข้าวล้อมวงกันครบหน้า เห็นการนั่งสนทนาของเจ้าบ้านกับแขกเหรื่อมีถาด ใส่หมาก และมูลี (บุหรี่) ขี้โยมวนโต ช่วยสร้างความเป็นกันเอง และแสดงน้ำใจอันดีงาม เมื่อแรกเดินขึ้นเรือน โดยบันไดด้านหน้า จะพบกับชานบ้านหรือที่คนเมืองเรียกว่าชานฮ่อม ด้านซ้ายมือมีฮ้านน้ำ (ร้านน้ำ) เป็นชั้นไม้ ยกระดับติดกับข้างฝา แยกเป็นสัดส่วนกับชานบ้าน สำหรับตั้งหม้อดินบรรจุน้ำดื่มสำหรับผู้อาศัยและแขกเหรื่อ ได้ดื่มกิน ร้านน้ำนี้เจ้าของบ้านบางหลังจะสร้างตั้งไว้ตรงหน้ารั้วบ้านด้วย เพื่อให้เพื่อนบ้านและคนที่ผ่านไปมา ได้แวะดื่มน้ำยามกระหายจากการเดินทาง ใต้หลังคาเรือนกาแลสูงโล่งเนื่องจากไม่มีเทิง (ฝ้าเพดาน) ทำให้การ ระบายอากาศร้อนออกไปจากพื้นที่ใช้งานบนเรือนได้ดี นิยมทำควั่น (โครงสร้างไม้หรือไม้ไผ่สานสำหรับการเก็บ ของ เช่น น้ำต้น) ที่ตรงระดับเทิง เหนือเสาเรือนมีขัวหย้าน (ไม้สะพานสำหรับขึ้นไปเหยียบซ่อมแซมหลังคา) เป็นไม้เนื้อแข็งหรือลำไม้ไผ่คู่ประกบเสาดั้งช่วยยึดโครงหลังคาส่วนหนึ่ง ส่วนใต้หลังคาระหว่างบริเวณเติ๋นและ ห้องนอนถูกกั้นด้วยแหนบเติ๋น (ผนังจั่วใต้หลังคา) ซึ่งเป็นโครงสร้างผืนเดียวกันกับฝาผนังห้องนอนด้านหน้า และประตูเข้านอน ประตูห้องนอนมีแซ่ว (ดานหรือกลอน) อยู่ด้านในกรอบประตูห้องนอน เหนือกรอบประตูมี ของตกแต่งและนับเป็นเครื่องรางประจำเรือนเรียกว่า “หำยนต์” ส่วนกรอบประตูบนพื้นด้านล่างมีไม้กั้นให้ก้าว ข้ามเรียกว่า ข่มตู๋ (ธรณีประตู) โครงสร้างพื้นแนวกลางของเรือนเป็นแนวไม้แป้นต้อง ซึ่งเป็นไม้แผ่นขนาดกว้างพอสะดวกเดิน หนา เท่าตงวางพาดบนหัวเสาป๊อก (เสาสั้น เสริมใต้คานบริเวณกลางแนวคานที่รองรับพื้นเรือน) ยาวจากประตู ห้องนอนไปถึงเชิงผนังห้องอีกด้าน ทำไว้เพื่อใช้เดินไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนผู้อื่นเวลานอน เพราะโครงสร้างของ พื้นส่วนนี้แยกส่วนการถ่ายน้ำหนักออกจากพื้นเรือน ส่วนบันไดทางขึ้นพาดต่อกับชานแดดหน้าเรือน เรือนกา แลบางหลังมีการสร้างหลังคาคลุมบันไดเพื่อกันแดดฝน และอาจคลุมถึงฮ้านน้ำ ทำให้เรือนหลายหลังมีเสารับ โครงสร้างหลังคาขนาบบันได เสาข้างบันไดด้านหน้าสุดเรียกว่าเสาแหล่งหมา ใช้ผูกสุนัขเพื่อเฝ้าเรือน โครงสร้างเรือนกาแลเป็นระบบเสาและคาน สร้างด้วยไม้สัก เสาเรือนถากเป็นทรงกระบอกหรือเป็นแปดเหลี่ยม เรือนหนึ่งหลังประกอบด้วยหกคู่ไม่รวมเสาป๊อก และมีเสาที่ชานหน้าเรือนอีกอย่างน้อยแปดคู่ไม่รวมเสาป๊อก เช่นกัน เสารับพื้นจะเจาะช่องใช้แวง (รอด) สอดแล้วพาดตง ก่อนปูพื้นไม้แผ่นตรงแนวหน้าแหนบ (หน้าจั่ว)


16 ของเรือน ทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีเสาดั้งที่สูงขึ้นไปรับแป๋จ๋อง (อกไก่) ส่วนบริเวณหัวเสาที่ไม่มีหน้าแหนบจะ มีตั่งโย (จันทัน) ตรงแนวจั่ว เพื่อรับน้ำหนักของกระเบื้องมุงหลังคา ไม้ก้านฝ้า (ไม้ระแนง) ไม้ก๋อน (กลอน) และ คาบ (แปลาน) ที่ถ่ายน้ำหนักตามลำดับมาลงที่หัวเสา ผืนหลังคาเรือนลาดชันประมาณ 45 องศา เพื่อการ ระบายน้ำฝนที่ดี ชายคาตรงแนวเสามียางค้ำ (ค้ำยัน) เป็นโครงสร้างรับน้ำหนักจากชายคาลงสู่เสา บริเวณตีน แหนบ (ฐานหน้าจั่ว) มีแง็บ (ชายคาปีกนก) ทั้งด้านหน้าเรือนและหลังเรือน ช่วยกันแดดฝนได้มาก ฝาแหนบ นิยมประกอบขึ้นด้วยรูปแบบฝาตาฝ้า (การเข้าไม้แบบฝาประกน) ฝาเรือนด้านสกัดมีระนาบตั้งตรง ส่วนฝา เรือนด้านข้างเป็นฝาตาก (ผายออก) เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย เช่น การทำชั้นวางของ ทำให้พื้นที่ภายในเรือนโล่ง ช่วยลดขนาดผืนผนังและโครงสร้างผนังช่วยค้ำจุนโครงสร้างชายหลังคาได้อีกส่วนหนึ่ง ฝาผนังนิยมฝาแป้นหลั่น (การตีไม้แผ่นตามแนวตั้ง) มีระแนงไม้ตีปิดยาวตลอดแนวต่อระหว่างแผ่นเหมือนเช่นรูปแบบฝาสายบัวของ เรือนภาคกลาง เอกลักษณ์ของเรือนที่โดดเด่นคือ “กาแล” ตรงส่วนยอดของป้านลมที่ไขว้กันเป็นทรงตรงหรือโค้งมี การแกะสลักอย่างงดงามเป็นลายเครือเถา ลายกนกสามตัว หรือลายเมฆไหล สำหรับที่มาของกาแลหรือส่วน ป้านลมที่ไขว้กันนี้ ยังค่อนข้างคลุมเครือ บ้างก็ว่าทำเพื่อกันแร้งกามาจับเกาะหลังคา เพราะถือว่าขึด หรือบ้าง ว่าพม่าบังคับให้ทำเมื่อสมัยเป็นเมืองขึ้นเพื่อให้ดูต่างกับเรือนพม่า อาจารย์ไกรศรี นิมมานเหมินท์ ตั้งข้อ สันนิษฐานว่า กาแลน่าจะมาจากประเพณีของคนลัวะที่ฆ่าควาย เพื่อบวงสรวงบรรพบุรุษ แล้วนำเขาควายไป ประดับยอดหลังคาเป็นการอวดถึงฐานะความร่ำรวย ที่สุดจึงทำกาแลขึ้นแทนเขาควาย จากหลักฐานการศึกษารูปแบบบ้านในเอเชียหลายแห่งพบว่า ลักษณะการประดับจั่วบ้านด้วยไม้ หรือ เขาสัตว์ไขว้กันนี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไป เช่น ในเกาะสุมาตรา สิงคโปร์ ชวา รัฐอัสสัมในอินเดีย และศาลที่สถิต ดวงพระวิญญาณของจักรพรรดิในญี่ปุ่น กาแลจึงเป็นวิวัฒนาการของการสร้างเรือนที่มีปั้นลมไขว้กัน เพราะ สร้างได้สะดวกทำให้ยึดไม้ได้ แข็งแรง ต่อมาจึงแกะสลักลวดลายให้สวยงาม ดังนั้นรูปแบบของป้านลมที่ไขว้ กันนี้จึงถือเป็นลักษณะร่วมกันในเรือนของชนชาติต่างๆ มิใช่เป็นของชาติใดโดยเฉพาะ ดังที่มักเข้าใจกันว่าเป็น ลักษณะของเรือนล้านนาเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของกาแลล้านนาก็คือ ลายสลัก ซึ่งเรือนอุ๊ยผัดนี้ก็มี กาแลที่สลักลายเป็นแบบกนกสามตัว ประกอบด้วยโคนช่อกนกมีกาบหุ้มซ้อนกันหลายชั้น คล้ายก้านไม้เถาตาม ธรรมชาติ ตรงส่วนก้านจะสลักเป็นกนกแตกช่อขึ้นไปสลับหัวกันจนถึงยอดกาแล สร้างลวดลายที่อ่อนช้อยแสดง ถึงภูมิปัญญาเชิงช่าง และจิตใจที่อ่อนโยนของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง เรือนกาแลหลังนี้ เจ้าของผู้อาศัยเดิมคือ อุ๊ยผัด โพธิทา เป็นคนตำบลป่าพลู อำเภอจอมทอง จังหวัด เชียงใหม่ เรือนจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เฮือนอุ๊ยผัด” สันนิษฐานว่าตัวเรือนสร้างขึ้นกว่า 80 ปีแล้ว เป็น เรือนยกพื้นที่ทำจากไม้ทั้งหลัง ขนาดของบ้านก็ดูกระทัดรัด ด้วยความกว้างราว 7 เมตร ส่วนความยาวจากเสา ต้นแรกตรงบันไดถึงชานหลังบ้าน ประมาณ 12 เมตร หลังคามุงด้วย “แป้นเกล็ด” หรือกระเบื้องไม้ หากลอง


17 เดินไปรอบๆ จะเห็นเสาบ้านค่อนข้างมาก นับได้ถึง 48 ต้น โดยรวมแล้วมีสภาพค่อนข้างดี อันเนื่องมาจากการ ซ่อมแซมหลังการขนย้ายมาปลูกสร้างไว้ที่สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2536 4. เรือนกาแล(พญาวงศ์) เรือนพญาวงศ์เป็นเรือนที่มีลักษณะเป็นเรือนแฝด ประกอบด้วยเรือนสองหลังชายคาชนกัน จุด เชื่อมต่อของชายคามีฮางลิน (รางระบายน้ำ) ใต้ฮางลินมีฮ่อมลิน (ชานเดินระหว่างเรือนสองหลัง) เชื่อมต่อ ชาน ด้านหน้าและหลังเรือน เรือนแฝดทั้งสองถูกจัดเป็นเรือนนอนเนื่องจากเป็นครอบครัวใหญ่ เรือนหลังเล็กบริเวณ ชานด้านหลังสร้างเพิ่มเป็นเรือนครัว ไม่มีส้วมบนเรือน พื้นที่หน้าเรือนใต้ชายคาเรียกว่าเติ๋น (ชานร่มยกระดับ) เป็นพื้นที่ทำงานพักผ่อน และเป็นที่นอนของลูกชายเจ้าของเรือนเมื่อเริ่มโตเป็นหนุ่ม ผนังเรือนที่เลยมาจาก ห้องนอนมาที่เติ๋นเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวเวลาที่ลูกสาวเจ้าของเรือนนั่งทำงานเรียกว่าฝาลับนาง ใต้หลังคา เรือนกาแลสูงโล่งเนื่องจากไม่มีเทิง (ฝ้าเพดาน) ทำให้การระบายอากาศร้อนออกไปจากพื้นพี่ใช้งานบนเรือนได้ ดี นิยมทำควั่น (โครงสร้างไม้หรือไม้ไผ่สาน) สำหรับการเก็บของ เช่น น้ำต้น ที่ตรงระดับเทิงเหนือเสาเรือน มี ขัวอย้าน (ไม้สะพานสำหรับขึ้นไปเหยียบซ่อมแซมหลังคา) เป็นไม้เนื้อแข็งหรือลำไม้ไผ่คู่ประกบเสาดั้ง ช่วยยึด โครงหลังคาส่วนหนึ่ง ส่วนใต้หลังคาระหว่างบริเวณเติ๋นและห้องนอนประตูเข้าห้องนอน ประตูห้องนอนมีแซ่ว (ดานหรือกลอน) อยู่ด้านใน กรอบประตูห้องนอนด้านบนมีส่วนตกแต่งและเป็นเครื่องรางประจำเรือนเรียกว่า หำยนต์ ส่วนกรอบประตูบนพื้นด้านล่างมีไม้กั้นให้ก้าวข้ามเรียกว่าข่มตู๋ (ธรณีประตู) โครงสร้างพื้นแนวกลางของเรือนเป็นแนวไม้แป้นต้อง ซึ่งเป็นไม้แผ่นขนาดกว้างพอสะดวกเดิน หนา เท่าตง วางพาดบนหัวเสาป๊อก (เสาสั้น เสริมใต้คานบริเวณกลางแนวคานที่รองรับพื้นเรือน) ยาวจากประตู รูปที่ 4 : เรือนกาแล(อุ๊ยผัด)


18 รูปที่ 5 : เรือนกาแล (พญาวงศ์) ห้องนอนไปถึงเชิงผนังห้องอีกด้าน ทำไว้เพื่อใช้เดินไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนผู้อื่นเวลานอน เพราะโครงสร้างพื้น ส่วนนี้แยกส่วนการถ่ายน้ำหนักออกจากพื้นเรือน บันไดทางขึ้นพาดต่อกับชานแดดหน้าเรือนขนาดใหญ่เพื่อ รองรับการใช้งานเวลารับรองแขกและประชุมลูกบ้าน โครงสร้างเรือนพญาวงศ์เป็นระบบเสาและคาน สร้างด้วยไม้สัก เสาเรือนถากเป็นแปดเหลี่ยม เรือน หนึ่งหลังประกอบด้วยเสาหกคู่ ไม่รวมเสาป๊อก และมีเสาที่ชานหน้าเรือนอีกหกคู่ ไม่รวมเสาป๊อกเช่นกัน เสารับ พื้นจะเจาะช่องให้แวง (รอด) สอดแล้วพาดตงก่อนปูพื้นไม้แผ่น ตรงแนวหน้าแหนบ (หน้าจั่ว) ของเรือนทั้ง ด้านหน้าและด้านหลังมีเสาตั้งที่สูงขึ้นไปรับแป๋จ๋อง (อกไก่) ส่วนบริเวณหัวเสาที่ไม่มีหน้าแหนบมีตั่งโย (จันทัน ตรงแนวจั่ว) รับน้ำหนักของกระเบื้องมุงหลังคา ไม้ก้านฝ้า (ระแนง) ก๋อน (กลอน) และคาบ (แปลาน) ที่ถ่าย น้ำหนักตามลำดับมาลงที่หัวเสา ผืนหลังคาเรือนลาดชันประมาณ 45 องศา เพื่อการระบายน้ำฝนที่ดี ชายคา ตรงแนวเสามียางค้ำ (ค้ำยัน) เป็นโครงสร้างรับน้ำหนักจากชายคาลงสู่เสา บริเวณตีนแหนบ (ฐานหน้าจั่ว) มี แง็บ (ไขราปีกนก) ทั้งด้านหน้าเรือนและหลังเรือนช่วยทำให้การกันแดดฝนครอบคลุมได้มาก ฝาแหนบนิยม ประกอบขึ้นด้วยรูปแบบฝาตาผ้า (การเข้าไม้แบบฝาประกน) ฝาเรือนด้านสกัดมีระนาบตั้งตรง ส่วนฝาเรือน ด้านข้างเป็นฝาตาก (ผายออก) เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย เช่นทำชั้นวางของ ทำให้พื้นที่ภายในเรือนโล่ง ช่วยลด ขนาดพื้นผนังและโครงสร้างผนังและช่วยค้ำจุนโครงสร้างชายหลังคาได้อีกส่วนหนึ่ง ฝาผนังนิยม ฝาแป้นหลั่น (ตีไม้แผ่นตามแนวตั้ง มีระแนงไม้ตีปิดยาว ตลอดแนวต่อระหว่างแผ่นเหมือนเช่นรูปแบบฝาสายบัวของเรือน ภาคกลาง เอกลักษณ์ของเรือนที่โดดเด่นคือ “กาแล” ตรงส่วนยอดของปั้นลมที่ไขว้กัน เป็นทรงตรงหรือโค้ง มี การแกะสลักอย่างงดงามเป็นลายกนก รูปทรงหลังคาเรือนมีความเป็นปริมาตรสูง การยกพื้นเรือนสูงช่วยทำให้


19 เรือนดูโปร่งเบาลอยตัวมีสัดส่วนที่สวยงาม เทคนิคการประกอบเรือนที่เรียบร้อยลงตัวทำให้เกิดความงามที่ สัมพันธ์กันของปริมาตรระนาบและพื้นที่ว่างทั้งภายในภายนอก จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ “พญาวงศ์” ผู้เป็นเจ้าของเรือนนี้ เป็นนายแคว่น (กำนัน) อยู่ที่บ้านสบ ทา แขวงปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เฮือนพญาวงศ์เป็นเรือนไม้สักขนาดใหญ่ที่ใช้การเข้าลิ่มตอก สลักอย่างดีแทบไม่ปรากฏรอยตะปู เป็นเรือนที่ปลูกสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ.2440 โดยลูกเขยของพญาวงศ์ ชื่อว่า “พญาอุด” ซึ่งท่านเป็นนายแคว่นบ้านริมปิง เมื่อไม่มีลูกหลานผู้ใดอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ ท่านพระครูเวฬุ วันพิทักษ์ (เขื่อนคำ อตตสนโต) เจ้าอาวาสพระพุทธบาทตากผ้า เจ้าคณะ อำเภอป่าซาง ได้ไปพบเรือนหลังนี้ จึงถามซื้อและได้รื้อมาปลูกสร้างไว้ที่วัดสุวรรณวิหาร บ้านแม่อาว ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาสที่วัดนี้ด้วย หลังจากนั้นนายแฮรี่ วอง ชาวสิงคโปร์ ได้ซื้อไว้และภายหลังเสียชีวิตลง มูลนิธิ ดร.วินิจ - คุณหญิงพรรณี วินิจนัยภาค ได้มอบเรือนหลังนี้และให้การสนับสนุนการรื้อถอนและย้ายมาปลูกตั้ง ณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2541 5. เรือนไทลื้อ(หม่อนตุด) โครงสร้างเรือนเป็นระบบเสาและคาน เสาเรือนถากเป็นแปดเหลี่ยมและเจาะช่องเพื่อสอดแวง (รอด) เพื่อรับตงและพื้นเรือนที่ยกสูง วัสดุก่อสร้างทั้งหมดเป็นไม้สัก หลังคาเดิมมุงด้วยดินขอ ปัจจุบันมุงด้วยแป้น เกล็ด หลังคาค่อนข้างชัน ระหว่างเรือนสองหลังมีฮางลิน ทำจากไม้ซุงขุดเป็นราง โครงสร้างรับน้ำหนักของ หลังคาคือเสาดั้งและเสาเรือน ใต้หลังคาโล่งไม่มีฝ้าเพดาน มีขัวอย้านตรงระดับเพดานเพื่อใช้ขึ้นไปเดินซ่อม หลังคา ฝาผนังเป็นฝาแป้นหลั่น (ฝาตีตามแนวตั้ง) มีไม้ระแนงตีปิดแนวรอยต่อระหว่างแผ่นฝ้าไม้เหมือนเช่น เรือนกาแล มีป่อง (หน้าต่าง) จำนวนน้อยและติดตั้งชิดระดับพื้นเรือน ภายในเรือนครัวมีกระบะเตาไฟวางบน พื้นเรือน ผนังเรือนครัวมีฝาไหล เหนือเตาไฟมีควั่น (โครงไม้ไผ่สานสำหรับวางผึ่งถนอมอาหาร) บริเวณชานทำ ช่องราวกันตกเป็นแนวตั้ง ประตูห้องนอนมีลักษณะเป็นกรอบ ที่พื้นเป็นข่มตู๋เหมือนเรือนกาแล แตกต่างกัน ตรงที่เรือนแบบไทลื้อนี้ไม่มีหำยนต์อยู่เหนือช่องประตู บริเวณเติ๋นทางด้าน ทิศตะวันออกมีหิ้งพระ ตัวเรือนมี ความงามในความลงตัวของปริมาตรสัดส่วน รูปทรง และพื้นที่ว่าง ที่สัมพันธ์กับการใช้สอยเป็นอย่างดี เทคนิค การก่อสร้างและการเข้าไม้ที่เรียบร้อยลงตัวทำให้ระนาบพื้น ผนัง และหลังคามีความงาม เรือนหลังนี้เดิมเป็นของ นางตุด ใบสุขันธ์ หรือหม่อน (ทวด) ตุด ชาวไทลื้อบ้านเมืองลวง ตำบลลวง เหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นจึงเรียกเรือนหลังนี้อีกชื่อหนึ่งว่า “เรือนหม่อนตุด” นักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นว่า คนไทลื้อในจังหวัดเชียงใหม่มีบรรพบุรุษอยู่ในเขตสิบสองปันนา ทางตอนใต้ของประเทศจีน แต่ถูกกวาดต้อนมาในสมัยพระเจ้ากาวิละ ประมาณ 200 ปีก่อน ในครั้งนั้นเมือง เชียงใหม่ร้างผู้คน พระเจ้ากาวิละมีนโยบาย “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” จึงยกกำลังขึ้นไปถึงเมือง เชียงรุ่ง เชียงตุง เมืองยอง เมืองพยาก ฯลฯ และได้กวาดต้อนเอาผู้คนในเขตนั้น ลงมาอยู่ในเขตเมืองเชียงใหม่และ


20 ลำพูน แต่สำหรับชาวไทลื้อบ้านเมืองลวงเชียงใหม่ ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของหม่อนตุดนี้ จากการศึกษาของรัตนาพร เศรษกุล และคณะ ได้ข้อสรุปที่แตกต่างออกไปว่า ชาวไทลื้อได้อพยพมาอยู่บริเวณนี้ได้กว่า 600 ปีแล้ว เรือนหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2460 พ่อน้อยหลวง สามีหม่อนตุดเป็นผู้สร้างขึ้น โดยซื้อเรือนไม้เก่า จากบ้านป่าก้าง อำเภอดอยสะเก็ด แล้วใช้ช้างถึง 3 เชือก พร้อมทั้งวัวควายที่พ่อน้อยหลวงมีอยู่ ไปชักลากมา เพื่อนำมาสร้างเป็นเรือน ซึ่งมีรูปร่างงดงามเรียบง่าย แบบเรือนสามัญชน ไม่ใช่เรือนของคหบดีผู้มั่งคั่ง หรือคุ้ม เจ้านาย หม่อนตุดพร้อมด้วยลูก 4 คนได้อาศัย และเติบโตมาบนเรือนหลังนี้ตลอดมา ลูกแต่ละคนเมื่อแต่งงาน ก็แยกไปตั้งครอบครัวใหม่ ยกเว้นพ่อคำปิง ใบสุขันธ์ เมื่อแต่งงานกับแม่แก้ววรรณาแล้วยังคงอาศัยเรือนหลังนี้ ต่อไป และมีลูกด้วยกัน 4 คน และในบรรดาลูกพ่อคำปิงและแม่แก้ววรรณานี้มีนางอุพิมซึ่งแต่งกับนายบุญเนตร แก้วประภา ได้อาศัยอยู่บนบ้านหลังนี้ต่อไป ในครอบครัวใบสุขันธ์ หม่อนตุดมีอายุยืนยาวกว่าสามีและลูกทุก คน หลังจากพ่อน้อยหลวงผู้สามีเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 80 ปี ในปี พ.ศ.2503 แล้ว หม่อนตุดซึ่งอยู่ในวัยชราก็อยู่ใน ความดูแลของนางอุพิมผู้เป็นหลาน นางอุพิมซึ่งเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูบุตร 2 คน และ หม่อนตุดซึ่งมีอายุกว่าร้อยปีแล้ว ซึ่งถึงแม้สุขภาพทั่วไปยังแข็งแรง แต่ด้วยความเสื่อมของร่างกายตามวัย นาง อุพิมจึงต้องดูแลใกล้ชิดตลอดเวลา หม่อนตุดในวัยเกิน 100 ปี มีความจำเป็นเลิศ สามารถเล่าขานเรื่องราวในอดีตได้อย่างดี และจาก ความโดดเด่นของเรือนไม้เก่าแก่ที่หาชมได้ยาก จึงทำให้มีผู้ไปขอเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ ภาพที่ผู้มาเยือนจำได้ติด ตาคือ ภาพหญิงชราผมขาวสีเงินยวงเกล้ามวยไว้เบื้องหลัง ใบหน้าส่อเค้าความงามและแฝงด้วยความเมตตา นั่ง ตำหมากอยู่บนเติ๋นของเรือนไม้ ข้างกายมีของใช้ประจำตัวคือขันหมาก กระโถน และน้ำต้น ในปี พ.ศ.2534 หม่อนตุดในวัย 105 ปี ยังสามารถพยุงกายเกาะ ฝาเรือน เดินเลาะจากเติ๋นไปตาม ระเบียงด้านข้าง เพื่อไปอาบน้ำที่ชานหลังบ้านได้เองโดยไม่ต้องพยุง ในขณะที่ร่างกายผู้เป็นเจ้าของเรือนเสื่อม ไปตามสังขาร ตัวเรือนเองก็ทรุดโทรมไปตามเวลา กระเบื้องดินขอมุงหลังคาที่เก่าแก่เริ่มเปราะและแตกหัก ฝน รั่ว แดดลอด พื้นเรือนก็ทรุดเอียง เกินกว่ากำลังที่นางอุพิมหลานสาวผู้รับผิดชอบครอบครัว จะทำการดูแล ซ่อมแซมบ้านไม้เก่าหลังนี้ จึงเอ่ยขออนุญาตผู้เป็นย่าที่จะขายเรือนนี้ เพื่อจะปลูกสร้างเรือนใหม่ที่แข็งแรงให้ผู้ เป็นย่าได้อยู่อย่างสะดวกสบายกว่านี้ ซึ่งก็เป็นเวลานานกว่าหม่อนตุดผู้เป็นย่า จะตัดใจจากความผูกพัน กับ เรือนหลังเก่า อนุญาตให้หลานและเหลน ประกาศขายบ้านหลังนี้ได้ ปลายปี พ.ศ.2534 อาจารย์ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเคยไปเยี่ยม คารวะหม่อนตุดที่บ้าน ได้เรียนให้อาจารย์ศิริชัย นฤมิตรเรขการ ว่ามีบ้านไม้เก่าแก่ที่มีคุณค่าต่อการศึกษาและ ควรแก่การอนุรักษ์ อาจารย์ศิริชัยจึงได้ไปเยี่ยมชม และเมื่อเห็นสภาพบ้านก็ตัดสินใจซื้อ ซึ่งสัญญาซื้อขายครั้ง นั้น ผู้ซื้อประสงค์จะให้หม่อนตุดอาศัยอยู่ต่อไปเรื่อยๆ โดยจะไม่เร่งรัดรื้อถอน และจะไม่มีการรื้อถอนเป็นอัน ขาด อย่างน้อยภายในเวลา ๖ เดือน ภายหลังการทำสัญญา อาจารย์ศิริชัย ในฐานะกรรมการประจำ


21 รูปที่ 6 : เรือนไทลื้อ (หม่อนตุด) สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำความประสงค์ที่จะมอบเรือนหม่อนตุด ให้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นจุดเริ่ม ในการอนุรักษ์ อาคารโบราณ เข้าหารือกับคณะกรรมการประจำสถาบัน ฯ ซึ่งคณะกรรมการต่างก็เห็นว่าเรือนไทลื้อหลังนี้ นอกจากจะมีประโยชน์ต่อการศึกษาแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้น ของโครงการชาติพันธุ์วิทยา จึงได้เสนอเรื่องไปยังคณะกรรมการใช้ที่ดินของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่พิจารณา ซึ่ง ก็ได้รับการอนุมัติให้ใช้ที่ดินเขตอนุรักษ์ ที่อยู่ตรงข้ามตลาดต้นพยอม ริมถนนเลียบคลองชลประทาน เป็นที่ปลูก สร้างเรือนหลังนี้ได้ตามวัตถุประสงค์ หม่อนตุดเสียชีวิตก่อนอายุครบ 107 ปีเพียงไม่กี่วัน หลังจากนั้นเรือนหม่อนตุดจึงถูกรื้อย้ายในช่วงวันที่ 1-28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536 และเริ่มดำเนินการขุดหลุมตั้งเสาเรือนในที่แห่งใหม่ในเดือนมีนาคม สร้างเรือน เสร็จประมาณเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2536 โดยการรื้อถอนปลูกสร้าง และดำเนินงานเกี่ยวกับเรือนหลังนี้ทั้งหมด ได้รับการสนับสนุนทุนทรัพย์จาก มูลนิธิจุมภฏ - พันธุ์ทิพย์ ในเดือนมกราคม พ.ศ.2537 ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ประกอบพิธีขึ้นเฮือนใหม่ โดยมีเจ้าหม่อนคำ ลือ กษัตริย์องค์สุดท้ายของชาวสิบสองปันนา เป็นผู้กระทำพิธีเปิดเรือนและอุทิศส่วนกุศลไปให้หม่อนตุด เจ้าของเรือนผู้ล่วงลับ


22 6. เรือนพื้นถิ่นล้านนา(อุ๊ยแก้ว) ชานหน้าเรือนนอนยกระดับเป็นเติ๋น โครงสร้างเรือนเป็นระบบเสาและคาน แต่เนื่องมาจากเครื่องผูกที่ ใช้ยกใต้ถุนเตี้ย จึงทำให้เรือนลักษณะนี้เตี้ยตาม ทำให้ประหยัดไม้โครงสร้าง ระบบโครงสร้างรับพื้นเรือนเป็น ระบบการบากเสาและฝากคานแล้วปูตงและพื้นไม้แผ่น พื้นเรือนปูตามแนวขวาง เป็นยุคสมัยที่เริ่มนิยมใช้ตะปู ในการยึดประกอบโครงสร้างมากขึ้นเพราะสร้างได้รวดเร็ว ในยุคนี้มีการทำฝาไหล (ช่องเปิดผนังเลื่อน) ใช้กัน อย่างแพร่หลาย นิยมใช้ฝาขี้หล่าย (ฝาไม้ไผ่สาน) มาประกอบเรือนเหมือนเรือนโบราณ โดยเฉพาะส่วนครัว เพื่อการระบายอากาศที่ดีและประหยัด เรือนในยุคนี้มีการปรับปรุงระบบการมุงหลังคา เชื่อมจั่วหลายจั่ว เพื่อ คลุมพื้นที่ใช้งานในเรือนที่มากขึ้น หลังคาเรือนยุคนี้มีความชันลดลง เนื่องจากนิยมปูหลังคาด้วยกระเบื้อง ซีเมนต์ขนาดใหญ่ทำให้กันฝนได้ดีขึ้น เรือนรูปแบบนี้ส่วนใหญ่สร้างเพื่อเน้นการใช้สอยให้เหมาะกับสภาพ เศรษฐกิจและสังคมของชนชั้นกลาง จากชานหน้าบ้านถัดเข้าไปเป็นส่วนที่เรียกว่า “เติ๋น” คือพื้นที่ยกสูงกว่าชานบ้าน มีความกว้างเท่ากับ ตัวเรือน เป็นบริเวณสารพัดประโยชน์สำหรับสมาชิกในครัวเรือนได้มานั่งทำกิจกรรมร่วมกัน เติ๋นด้านที่ติดกับ บันไดต่อจากชานบ้านทางฝั่งขวาของเรือน จะทำฝาจากไม้ซี่ให้มองลอดได้ เลยจากไม้ซี่มีหิ้งทำจากไม้แผ่นใหญ่ สำหรับวางหม้อน้ำได้ 2-3 ใบ ใส่น้ำสะอาดให้คนในเรือนและแขกได้ดื่มกิน เติ๋นฝั่งซ้ายของเรือน จะตีฝาด้วยไม้ เป็นแบบที่เรียกว่า “ฝาเกล็ด” คือฝาไม้เนื้อแข็งตีเป็นแผ่นยาวตามแนวกว้างและยาวของเรือน ฝาด้านหน้า เรือนมีหน้าต่างแบบลูกฟัก 2 บาน เรียกว่า “ป่อง” (หน้าต่าง) ซึ่งหน้าต่างนี้ สมัยก่อนจะทำเพียงเจาะช่องไว้ไม่ ใส่บานหน้าต่าง ส่วนด้านข้างมีหิ้งพระ โดยเจาะฝาเป็นช่องแล้วตีไม้เป็นกรอบสี่เหลี่ยมให้ยื่นออกไปนอกตัว เรือน หากมองจากภายนอกจะเห็นเหมือนมีกล่องไม้ติดกับฝาเรือน หิ้งพระนี้กล่าวกันว่า สมัยก่อนไม่นำมาไว้ใน บ้าน เนื่องจากคนล้านนาในอดีตเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งดีงามเช่นพระพุทธรูป สมควรอยู่แต่ภายในวัดเท่านั้น หากแต่จะมีการสร้างหิ้งสำหรับบูชาผีปู่ย่า ซึ่งมีไว้เพื่อบูชาบรรพบุรุษของตน แต่เมื่อความเชื่อเปลี่ยนไปตาม กาลสมัย หิ้งพระจึงกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของเรือนล้านนาไป คาดว่าคงมานิยมกันเมื่อ 70-80 ปีที่ผ่าน มา เมื่อเราเดินขึ้นไปต่อจากเติ๋น ตรงกลางเรือนจะมีทางเดินยาวไปถึงหลังเรือนเรียกว่า “ชานฮ่อม” ห้อง ทางซ้ายจะเป็นเรือนนอน เรือนนอนนี้จะมีประตูเปิดออกสู่เติ๋น ภายในเรือนนอนมีหน้าต่างเพียงบานเดียว ส่วน ห้องขวามือเป็นเรือนครัวซึ่งมีประตูติดกับชานฮ่อม มีพื้นที่เท่าๆ กับเรือนนอน จากห้องครัวไปทางหลังเรือนจะ มีส่วนประกอบที่เพิ่มเติมจากเรือนโบราณคือห้องน้ำ ส่วนนี้จะตีฝาด้วยไม้บั่ว (ไม้ไผ่) สาน ซึ่งปกติฝาประเภทนี้ จะใช้กับบางส่วนของห้องนอน มีประโยชน์เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ง่าย สำหรับห้องน้ำนั้น คนล้านนาสมัยก่อนมักจะออกไปทำธุระบริเวณที่มิดชิดนอกบ้าน ส่วนการอาบน้ำก็ จะอาบตามแม่น้ำลำคลองหรือจากบ่อ สมัยต่อมาจึงมีการสร้างต้อมน้ำ คือที่กำบังอาบน้ำ เป็นห้องสร้างไว้นอก ตัวบ้าน อาจทำให้เป็นซุ้มหรือก่ออิฐถือปูนก็ได้ จากนั้นมาจึงมีการนำห้องน้ำมาไว้ในตัวบ้านตามสมัยนิยม เมื่อมี


23 การนำเรือนอุ๊ยแก้วมาตั้งไว้ที่สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม อุปกรณ์ในห้องน้ำของเรือนได้ถูกปรับปรุงตามอย่าง ปัจจุบัน เรือนอุ๊ยแก้วนี้ยังมีส่วนประกอบของเรือนที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากเรือนแบบโบราณบางส่วน แต่ โดยรวมแล้วก็เป็นเหมือนเรือนอื่นๆ คือ มีเรือนชาน เติ๋น เรือนนอน เรือนครัว ตามอย่างเรือนล้านนาขนาดเล็ก เฮือนอุ๊ยแก้วจึงมีคุณประโยชน์มากต่อการศึกษาด้านพัฒนาการของสถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตท้องถิ่นล้านนา เรือนอุ๊ยแก้ว เจ้าของเดิมคือ อุ๊ยอิ่นกับอุ๊ยแก้ว ธาระปัญญา ชาวบ้านสันต๊กโต หรือย่านสันติธรรม ใกล้ กับบริเวณแจ่งหัวลิน ถนนห้วยแก้วในปัจจุบัน เรือนหลังนี้ได้สร้างขึ้นเมื่อ 70 กว่าปีก่อน คือช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 เมื่อทราบว่าเรือนหลังนี้ มีแนวโน้มจะถูกรื้อถอน อาจารย์วิถี พานิชพันธ์ จึงติดต่อขอซื้อเรือนเมื่อปี พ.ศ.2530 จากการสนับสนุนของมูลนิธิ มร.ยาคาซากิ มหาวิทยาลัยเกียวโตเซกะ โดยเมื่อซื้อเรือนแล้วยังคง ให้อุ๊ยแก้วเจ้าของเรือน อาศัยอยู่ในเรือนต่อไป ถึงแม้ว่าลูกหลานจะมาสร้างเรือนใหม่ให้และอุ๊ยอิ่นจะย้ายไปอยู่ ที่เรือนใหม่แล้วก็ตาม แต่ด้วยความรักความผูกพันกับที่อยู่ที่เดิมของตน อุ๊ยแก้วก็ยังคงใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายของ ตนเอง อยู่บนเรือนที่ตนรักหลังนี้ จนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อ พ.ศ.2540 จึงได้มีการย้ายเรือนมาปลูกสร้างที่สำนัก ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รูปที่ 7 :เรือนพื้นบ้านล้านนา(อุ๊ยแก้ว)


24 รูปที่ 8 : เรือนพื้นถิ่นแม่แตง 7. เรือนพื้นถิ่นอำเภอแม่แตง รูปแบบของเรือนพัฒนามาจากเรือนพื้นถิ่นที่เป็นเรือนเครื่องผูกแบบเรือนเดี่ยว ลักษณะของเรือนเป็น เรือนจั่วแฝดที่สร้างด้วยไม้เนื้อแข็งทั้งหลัง ตัวเรือนยกพื้นสูง มีบันไดขึ้นทางด้านหน้าและหลังเรือน ส่วนหลังคา มุงด้วยกระเบื้องดินขอ สองจั่วหลักเชื่อมต่อกันโดยมีฮ่อมลิน (ชานเดิน) ระหว่างเรือนสองหลัง เป็นแนวทางเดิน ระหว่างเรือนนอนยาวจากพื้นที่เติ๋นไปยังด้านหลังเรือน เหนือฮ่อมลินเป็นฮางลิน (รางระบายน้ำฝน) ในจุด เชื่อมต่อระหว่างชายคาสองจั่ว ชายคาด้านหน้ายื่นยาวเหนือกว่าเรือนพื้นถิ่นโบราณโดยยื่นออกมาคลุมพื้นที่ เติ๋น (ชานร่ม) และจาน (ชานแดด) ไว้ทั้งหมด โครงสร้างเป็นระบบเสาและคาน ใช้การประกอบแบบเจาะช่อง สอดเข้าเดือย บาก พาดผนังเรือน ปูพื้นด้วยไม้แป้น (ไม้แผ่น) โดยมีการยกระดับพื้นห้องนอนและเติ๋นมาหนึ่ง ระดับเพื่อแบ่งพื้นที่ใช้สอย อีกทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์ในการนั่งตรงบริเวณจุดต่างระดับของพื้นอีกด้วย เดิมเป็นเรือนของพ่อน้อยปิงและได้ตกทอดมาถึง นางขาล ตาคำ เรือนพื้นถิ่นจากอำเภอแม่แตงหลังนี้ ปลูกสร้างครั้งแรกประมาณปี พ.ศ.2460 ที่บ้านป่าไผ ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง จังหวัด เชียงใหม่ และได้รับ การสนับสนุนการรื้อถอนและย้ายมาปลูกของมูลนิธิจุมภฏ - พันธ์ทิพย์ เพื่อมาปลูกสร้างที่สำนักส่งเสริม ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2551 8. เรือนทรงปั้นหยา(อนุสารสุนทร) เรือนทรงปั้นหยาได้รูปแบบมาจากเรือนที่รับอิทธิพลแบบวิคตอเรียน (Victorian Style) หรือสากล นิยม ได้เรียกเรือนคล้ายกันนี้ที่สร้างอยู่ในประเทศอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสทั้งหลายว่า โคโลเนียล สไตล์ (Colonial Style) หรือแบบทรงอิทธิพลตะวันตก


25 การสร้างบ้านเรือนที่ประยุกต์รูปแบบของยุโรปให้เข้ากับภูมิอากาศร้อนชื้นนี้ ผ่านการนำรูปแบบเข้า มาโดย มิชชันนารี พ่อค้าไม้ชาวอังกฤษ และข้าหลวงจากกรุงเทพฯ เป็นการสร้างเรือนในยุคที่มีเครื่องมือ ก่อสร้างที่ทันสมัย ทำให้การตัดผ่าไม้เพื่อทำเสาเหลี่ยม โครงสร้างคาน ขื่อ และฝาผนัง ทำได้ง่ายและมีความ เรียบเกลี้ยง การประกอบโครงสร้างเรือนและการเข้าไม้ทำได้เรียบร้อยสมบูรณ์มากขึ้น ประกอบกับการใช้ตะปู และน๊อตมาช่วยยึดโครงสร้างทำให้สะดวกและลดเวลาการก่อสร้างได้มากขึ้น เรือนทรงปั้นหยารับเอา วัฒนธรรมการใช้พื้นที่ในเรือนแบบตะวันตก คือมีการใช้เฟอร์นิเจอร์ ทำให้ต้องการพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น หลังคาเรือนมีขนาดใหญ่เพื่อคลุมพื้นที่ใช้สอยไว้ได้ทั้งหมด มีการสร้างระเบียงรอบเรือน (Veranda) เพื่อเป็น ส่วนทางเดินหลักของเรือนและเป็นพื้นที่นั่งพักผ่อน ส่วนใช้สอยหลักถูกจัดไว้กลางเรือน การโชว์เสาลอยและ การยื่นชายคาเรือนช่วยลดปริมาตรขนาดใหญ่ที่ดูหนักของเรือนทำให้เรือนดูโปร่งเบาน่าอยู่มากขึ้น ระเบียง ด้านบน (Balcony) เป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับบันไดหลักและชานแดดด้านข้างเรือน ตรงบันได มีแง็บ (ไขราปี กนก) คลุมบันไดทางขึ้นเรือน มีการตั้งเสารับหลังคาคลุมบันไดที่มีลักษณะเหมือนเสาแหล่งหมาของเรือนพื้น ถิ่นล้านนา หลังคาเรือนนิยมมุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์หางว่าว เรือนทางปั้นหยามีทั้งแบบที่ไม่เน้นการตกแต่งประดับอาคาร แต่เน้นการแสดงออกในปริมาตรรูปทรง ที่เรียบง่ายลงตัว แต่สง่างามหนักแน่น และแบบที่เน้นการตกแต่งแบบพิเศษ คือ เพิ่มความอ่อนหวานให้กับ อาคารโดยการเพิ่มการฉลุลวดลายไม้บริเวณเชิงชาย ระเบียง แผงกันสาด หรือแผงบังแดด การลบมุมและ ตกแต่งคิ้วรอบเสาเรือน เป็นต้น ชั้นบนของเรือนอนุสารสุนทรนี้ เป็นระเบียงมุขยื่นออกมาด้านหน้า เชื่อมด้วยระเบียงยาวที่ทำ ล้อมรอบตัวเรือนตั้งแต่โถงบันไดทางขึ้น ระเบียงด้านข้างยาวจนจรดด้านหลังเรือน ภายในตัวเรือนชั้นบนเป็น ห้องโถงที่มีบันไดลงสู่ชั้นล่าง พื้นที่ชั้นล่างเป็นห้องโถงกว้างปิดผนังด้วยฝาไม้ทุกด้าน ระหว่างผนังเจาะช่อง หน้าต่างเพื่อระบายอากาศและให้แสงเข้าถึงในห้อง โดยได้จัดสัดส่วนของตัวเรือนเป็นห้องขายสินค้าและที่อยู่ อาศัยไปด้วยในตัว เนื่องจากเจ้าของเดิมเป็นคหบดีใหญ่ของเมืองเชียงใหม่ในยุคนั้น จึงมีระเบียงเดินชมสินค้า รอบตัวเรือนและมีชั้นล่างหรือชั้นใต้ถุนเป็นแบบโรงหมอหรือคลีนิค เพราะบุตรชายของหลวงอนุสารสุนทรนั้น เรียนสำเร็จวิชาแพทย์และบิดาได้เตรียมปลูกสร้างเรือนหลังนี้ไว้ให้แก่บุตรชาย เพื่อประกอบอาชีพแพทย์ตามที่ เรียนมา พร้อมกับทำการค้าควบคู่ไปด้วย ในยุคนั้นเรือนหลังนี้จึงน่าจะเป็นร้านขายสินค้าที่มีระดับและใหญ่ มากแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของเรือนทรงปั้นหยา คือเป็นเรือนร่วมพื้นเดียวกัน ไม่มีส่วนที่เป็น “เติ๋น” มี บันไดขึ้นทั้งด้านหน้าและในบ้าน และไม่ถือคติความเชื่อเรื่องประตูตรงกันตามแบบล้านนาดั้งเดิม ซึ่งเชื่อกันว่า ประตูตรงกันมักทำให้รับสิ่งอัปมงคลเข้ามาอย่างเต็มที่ จึงมีประตูหลายบานที่อยู่ตรงกัน อาจกล่าวได้ว่า เรือน อนุสารสุนทรสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและสำหรับขายสินค้า จึงมีลักษณะแตกต่างไปจากเรือนล้านนาหลัง อื่น


26 รูปที่ 9 :เรือนทรงปั้นหยา(อนุสารสุนทร) เดิมเป็นเรือนของหลวงอนุสารสุนทรและนางคำเที่ยง ชุติมา ที่สร้างให้กับบุตรชาย คือ นายแพทย์ยงค์ ชุติมา เมื่อประมาณปี พ.ศ.2467 เดิมตั้งอยู่บริเวณตลาดอนุสารสุนทร ถนนช้างคลาน ในความครอบครองของ บริษัทสุเทพ จำกัด ต่อมาทายาทได้มอบเรือนให้แก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีมูลนิธิจุมภฏ - พันธุ์ทิพย์ ได้ให้ การสนับสนุนการอนุรักษ์และนำมาสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง ที่สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2547 9. เรือนฝาไหลของแม่นายคำเที่ยง เรือนหลังนี้เดิมเป็นเรือนไม้ที่ปลูกสร้างต่อเติมในตัวอาคารตึกสองชั้นของหลวงอนุสารสุนทร ตั้งแต่ปี พ.ศ.2457 ตั้งอยู่บนถนนวิชยานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เรือนไม้หลังนี้มีลักษณะเฉพาะ คือมีฝาผนัง ของเรือนโดยรอบทั้งสี่ด้านเป็นฝาไม้แบบบานเลื่อน ที่เรียกว่า “ฝาไหล” เพื่อการระบายอากาศของเรือนได้ดี เรือนชั้นบนใช้เป็นที่พักอาศัยของหลวงอนุสารสุนทร และแม่นายคำเที่ยง โดยแบ่งพื้นที่เป็นส่วนของห้องนอน และส่วนพื้นที่โล่งที่เรียกว่า “เติ๋น” ไว้สำหรับใช้สอยและกินข้าว ส่วนชั้นล่างของเรือนใช้สำหรับเก็บสินค้าของ อาคารตึก หรือที่เรียกกันว่า บ้านตึก หลวงอนุสารสุนทร และแม่นายคำเที่ยง ได้พักอาศัยในเรือนหลังนี้ จนกระทั่งแม่นายคำ เที่ยงถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ.2437 และหลวงอนุสารสุนทรถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ.2477 ภายหลังในปี พ.ศ.2512 ลูกหลานได้มอบและย้ายเรือนนี้ให้มาปลูกสร้าง ณ วัดสวนดอก พระอาราม หลวง ทางวัดจึงปรับใช้เรือนเป็นอาคารสำนักงาน ทั้งนี้ด้วยรูปแบบของเรือนที่สร้างเดิมที่บ้านตึกนั้นมีบันได ที่ เคย ใช้เป็นทางขึ้นติดอยู่กับตัวอาคารตึก เมื่อย้ายมาทางวัดจึงได้สร้างส่วนบันไดทางขึ้นให้อยู่ข้างนอกตัวเรือน ด้านหน้าทั้งด้านซ้ายและขวาขึ้นไปเชื่อมต่อกับระเบียงเข้าตัวเรือนชั้นบนได้


27 รูปที่ 10 : เรือนฝาไหลของแม่นายคำเที่ยง เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ทางวัดสวนดอก พระอารามหลวง ได้พิจารณาเห็นว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีหน่วยงานที่มีวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของล้านนา จึงขอมอบอาคาร เรือนฝาไหล ให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นำไปปลูกสร้าง ณ พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา สำนักส่งเสริม ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อการอนุรักษ์ ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนการรื้อถอนและปลูกสร้างให้คงสภาพเดิม จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ มูลนิธิจุมภฏ - พันธุ์ทิพย์ และกลุ่มบริษัทในเครืออนุสาร (บริษัทอนุสารเชียงใหม่ จำกัด บริษัทคำเที่ยงพัฒนา จำกัด และ บริษัทเชียงใหม่พาณิชย์ จำกัด) ได้จัดทำพิธียกเสามงคล เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2563 ปลูกสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2563 และจัดพิธีทำบุญเรือน วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2563 10. เรือนเครื่องผูก เรือนเครื่องผูก เป็นเรือนที่สร้างขึ้นด้วยไม้ไผ่ ตัวเรือนขนาดเล็ก มีรูปแบบเป็นเรือนจั่วเดียวยกพื้นสูง เล็กน้อย ในอดีตเรือนเครื่องผูกเป็นของชาวบ้านทั่วไปที่สร้างขึ้นกันเอง โดย การตัดไม้ไผ่มาประกอบกันขึ้นเป็นโครงสร้างของเรือน แล้วใช้ตอกยึดให้ ติดกัน อาจมีการใช้เสาเรือนด้วยไม้จริงบ้าง แต่โดยรวมแล้วองค์ประกอบ ของเรือนส่วนใหญ่จะทำมาจากไม้ไผ่ เช่น โครงสร้างหลังคา ฝาและพื้น เรือนที่ทำมาจากฟาก เป็นต้น นอกจากนั้น เรือนเครื่องผูกยังเหมาะสำหรับ คู่แต่งงานที่กำลังเริ่มสร้างครอบครัวใหม่ มักสร้างเป็นเรือนเครื่องผูกแบบ ชั่วคราวก่อนที่จะเก็บเงิน และไม้จริงได้มากพอสำหรับขยายเรือนต่อไป รูปที่ 11 : เรือนเครื่องผูก


28 รูปที่ 12 : ยุ้งข้าวเรือนกาแลพญาวงศ์(เลาหวัฒน์) ยุ้งข้าวล้านนา จำนวน 4 หลัง คือ 1. ยุ้งข้าวเรือนพญาวงศ์ (เลาหวัฒน์) ด้านข้างของเรือนกาแลพญาวงศ์ มีสิ่งปลูกสร้างและเป็นของคู่กันมากับเรือนด้วย นั่นคือ หลองข้าว (ยุ้งข้าว) หลองข้าวนี้ตั้งอยู่บนเสาไม้ขนาดใหญ่ สูงประมาณ 3 เมตร ไม่มีบันไดขึ้น ใช้เสาไม้ถึง 14 ต้น มีความ กว้างราว 1.5 เมตร และยาวเกือบ 10 เมตร ส่วนบนของฝาโดยรอบ ทำเป็นซี่ไม้นำมาไขว้ต่อกันอย่างงดงาม เป็นการนำศิลปะมาใช้ประโยชน์ได้อย่างดี หลองข้าว ถือเป็นหน้าตาของเจ้าของบ้านอีกประการหนึ่ง กล่าวกัน ว่า หลองข้าวบ้านใครมีขนาดใหญ่ แสดงว่าเจ้าของบ้านมีฐานะที่มั่นคง เช่นเดียวกับคติการพิจารณาความขยัน ของคนในบ้าน จากจำนวนของไม้หลัว (ไม้ผ่าเป็นซีกใช้ทำฟืน) หากมีเป็นจำนวนมากวางเรียงไว้เต็มใต้ถุนบ้าน ก็แสดงว่า เจ้าของบ้านเป็นคนขยันน่ายกย่อง หลองข้าวนี้ถูกนำมาปลูกสร้างไว้ข้างเรือนกาแลพญาวงศ์ บริเวณสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 โดยได้รับการสนับสนุนการซ่อมแซมและต่อเติมให้สมบูรณ์ จากคุณแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์ และ บุตร ธิดา ด้วยเล็งเห็นถึงประโยชน์ในการศึกษาเรือนโบราณล้านนา ในความทรงจำของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เล่าขานว่า สมัยที่เรือนนี้สร้างขึ้นใหม่ ๆ มักมีผู้คนไปมาหาสู่กัน มากมาย จวบจนปัจจุบัน แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านร้อนหนาวมานานเต็มที แต่เรือนกาแลพญาวงศ์และหลองข้าว วิชัย เลาหวัฒน์ ก็ยังคงสง่างามเคียงคู่กันอยู่ ณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2. ยุ้งข้าวสารภี ยุ้งข้าวหรือหลองข้าวหลังนี้ สร้างประมาณปี พศ.2450 เจ้าของเดิมคือ พ่อโต ต่อมาในปี พ.ศ.2509 พ่อเมืองใจ ทองคำมา บ้านสันกลาง อำเภอสารภี ได้ซื้อและทำการปลูกสร้างในแบบเดิม ยุ้งข้าวสารภี มีวิธีทำ โครงสร้างแบบโบราณ เสาไม้กลมจำนวน ๘ ต้น ยกใต้ถุนสูงเอาไว้เก็บอุปกรณ์เครื่องมือทางการเกษตร มี


29 รูปที่ 13 : ยุ้งข้าวสารภี ระเบียงทางเดินโดยรอบห้อง ที่ใช้เก็บข้าวเปลือก โครงสร้างหลังคาใช้วิธีเจาะเพื่อเข้าเดือยปลายเสา หลังคา เป็นทรงจั่วลาดต่ำ มุงด้วยกระเบื้องดินเผาปลายตัด ในปี พ.ศ.2508 Professor Dr. Hans-Jurgen Langholz แห่งมหาวิทยาลัย Georg-AugustUniversität Göttingen สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้เดินทางมาประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อทำงานภายใต้ โครงการ Thai - German Dairy Project และภายหลังเกษียนอายุแล้ว ก็ยังเดินทางมาสอนในฐานะอาจารย์ พิเศษที่ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกปี ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของ วิถีชีวิตชาวเมืองเชียงใหม่ ได้เห็นการลดลงของอาคารโรงเรือนแบบเก่า ที่แสดงถึงรากฐานการดำเนินชีวิตของ เกษตรกร โดยเฉพาะหลองข้าวซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ที่เด่นชัดของสังคมเกษตรกรรมในภาคเหนือ ในปี พ.ศ.2551 Professor Dr Hans-Jurgen Langholz และภรรยา Dr. Agnes Langholz ได้มอบ ทุนทรัพย์เพื่อซื้อหลองข้าวหลังนี้และนำมาปลูกสร้างตามลักษณะเดิม ที่สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 3. ยุ้งข้าวเปลือย เป็นหลองข้าวขนาดเล็ก มี 6 เสา แตกต่างจากหลองข้าว ทั่วไปที่มีจำนวน 8 เสาขึ้นไป สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2552 โดยใช้เสาหลอง ข้าวเก่าและไม้ที่เหลือจากการซ่อมแซมเรือนในพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณ ล้านนา มาสร้างตามต้นแบบหลองข้าวทรงแม่ไก่ในบ้าน อาจารย์วิถี พานิชพันธ์ เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นรูปแบบหลองข้าวประเภทที่ไม่มีฝา ปิด ซึ่งเก็บข้าวโดยใส่ข้าวเปลือกไว้ในเสวียนที่ทำมาจากไม้ไผ่สาน พอก ทับด้วยมูลวัวผสมยางไม้ รูปที่ 14 :ยุ้งข้าวเปลือย


30 รูปที่ 15 : ยุ้งข้าวป่าซาง(นันทขว้าง) 4. ยุ้งข้าวป่าซาง(นันทขว้าง) หลองข้าวขนาดใหญ่ของตระกูลนันทขว้าง เดิมตั้งอยู่ในเขตอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน โดยคุณโสภา เมืองกระจ่าง (นันทขว้าง) เจ้าของหลองข้าวป่าซาง บริจาคให้อยู่ในความดูแลของพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณ ล้านนา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้รับงบประมาณการรื้อถอนและชะลอมาปลูก สร้างขึ้นใหม่ให้คงสภาพเดิม จากงบประมาณรายได้ปี พ.ศ.2559 ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้ง งบประมาณสนับสนุนร่วมจากคณะกรรมการมูลนิธิจุมภฏ - พันธุ์ทิพย์ให้กับพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา เพื่อ ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณรอบพื้นที่หลองข้าวป่าซางให้งดงาม โดยในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาครบ 25 ปี ของ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2560 ได้จัดพิธีทำบุญขึ้นหลองข้าวที่ได้นำมาปลูกสร้างขึ้น ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา และพิธีมอบหลองข้าวอย่างเป็นทางการ หลองข้าวป่าซาง(นันทขว้าง) เป็นหลองข้าวขนาดใหญ่ สันนิษฐานจากอายุรูปแบบสถาปัตยกรรม ดั้งเดิมแล้ว ประมาณอายุได้ 150 - 170 ปี บริเวณเสาช่วงกลางหลองข้าวมีร่องรอยบากไม้ เพื่อนำแผ่นไม้มาใส่ กั้นเป็นห้องเก็บข้าว ด้านงานศิลปกรรมมีความโดดเด่น ด้วยลวดลายแกะสลักรูปนกยูงหน้าจั่วทั้งสองด้าน ใน อดีตมีการปรับปรุงใส่ไม้ฉลุบริเวณระเบียง และดัดแปลงทางขึ้นหลองข้าวจากรูปแบบดั้งเดิม โดยต่อเติมบันได ถาวรขึ้นลงทางด้านหน้า ซึ่งโครงสร้างหลองข้าวเดิมไม่มีทางขึ้นไปบนหลองข้าวได้นอกจากใช้บันไดไม้พาด การรื้อถอน และปลูกสร้างใหม่ คำนึงถึงวิธีการอนุรักษ์เป็นสำคัญ โดยส่วนประกอบดั้งเดิมของเรือน ต้องเสียหายจากการรื้อถอนขนย้ายให้น้อยที่สุด หากส่วนไหนแตกหักชำรุด หรือผุพัง ก็จะสกัดชิ้นส่วนผุพังออก แล้วตัดต่อ ปะไม้ชิ้นใหม่ให้เข้ากับไม้เดิมอย่างกลมกลืน เมื่อประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ของหลองข้าวเสร็จสมบูรณ์ แล้ว สุดท้ายทาน้ำมันขี้โล้เพื่อรักษาเนื้อไม้ ตามความนิยมในการทาสีเรือนไม้ช่วงสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2


31 ตารางที่ 1 : แสดงจำนวนนักท่องเที่ยว พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ทางด้านการท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา : ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 ผู้ริเริ่ม : อาจารย์ศิริชัย นฤมิตรเรขการ เปิด : เข้าชมฟรีทุกวัน จันทร์- อาทิตย์ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30 -16.30 จำนวนนักท่องเที่ยว ปี จำนวน พ.ศ.2563 2,716 คน พ.ศ.2564 1,299 คน พ.ศ.2565 4,326 คน กิจกรรมการท่องเที่ยว นิทรรศการมีทั้งหมด 5 ห้อง จำกัดรอบฉาย Projection Mapping - ห้อง 1 ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการการแต่งตัวของชาวเชียงใหม่ในอดีตตั้งแต่รัชกาลที่ 4-7 - ห้องนิทรรศการที่ 2 เป็นห้องที่จัดนิทรรศการชื่อว่า "รสชาติอาหารบ้านหลิ่งห้าจากความทรงจำของ มาลินี" - ห้องนิทรรศการที่ 3 จะเป็นห้องนายห้างป่าไม้ในภาคเหนือของไทย - ห้องนิทรรศการที่ 4 คือบ้านหลิ่งห้าของป๋าคิว ห้องสาเเหรกตระกูลคิวรีเปอล์ - ห้องนิทรรศการที่ 5 สถาปัตยกรรมเรือนยุคอาณานิคม มีการจัดเเสดงโมเดลของเรือนในยุคโคโลเนียล นิทรรศการปัจจุบัน - นิทรรศการข้าวของเครื่องใช้เรือนไทลื้อ - นิทรรศการเรือนทรงอารานิคมคิวรีเปอร์ - นิทรรศการภูมิปัญญาการสร้างเมือง กิจกรรมอื่นๆ - อาหารล้านนา - สาระความรู้วิถีชีวิตล้านนา - ภูมิปัญญาเชิงช่างกับการอนุรักษ์ - การทำต้นผึ้งและต้นเทียน การทำเทียนล้านนา เทียนร่ำห้องและประทีปเทียนหอม - การวาดภาพสีน้ำมัน ฯลฯ


32 บทสัมภาษณ์ 1. นักท่องเที่ยวส่วนมากเป็นใคร - ส่วนมากจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติครับ เพราะที่นี่จะมีกิจกรรมให้ทำ แต่ว่าต้องติดต่อมา ล่วงหน้า แล้วก็จะมีบริการสำหรับสถานศึกษาครับ ถ้าทางสถานศึกษาใดอยากจะพาน้องๆเด็กๆ มาชมก็สามารถติดต่อเข้ามาได้เลยครับ 2. มีกิจกรรมอะไรน่าสนใจบ้าง - ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมครับ เช่น สานปลาตะเพียน ทำผ้าปักลาย ถุงย่าม ทำอาหาร ครับ เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นแหล่งเรียนรู้แล้วยังมีการจัดทำหลักสูตรระยะสั้นด้วย ครับ


บรรณานุกรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. (ม.ป.ป). พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา จ.เชียงใหม่. สืบค้น 6 มกราคม 2566, จาก https://shorturl.asia/SbunU เกียรติคุณสรัสวดี อ๋องสกุล. (2557). ประวัติศาสตร์ล้านนา (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์ คมชัดลึก ออนไลน์. (2564). ปั้น "พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา" ให้มีชีวิต. สืบค้น 6 มกราคม 2566, จาก https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/95236 พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (ม.ป.ป). พิพิธภัณฑ์เรือน โบราณล้านนา. สืบค้น 6 มกราคม 2566, จาก https://art-culture.cmu.ac.th/Museum ฮันส์ เพนธ์, แอนดรู ฟอร์บส์. (2547). ประวัติศาสตร์ล้านนาฉบับย่อ และชาวเชียงใหม่. จังหวัดเชียงใหม่: สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม. อภิรักษ์ กาญจนคงคา. (2563). ก. ปฐมบท – อาณาจักรล้านนา. สืบค้น 16 มกราคม 2566, จาก https://shorturl.asia/HEkmB Tripadvisor. (ม.ป.ป). พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช. สืบค้น 6 มกราคม 2566, จาก https://shorturl.asia/3tQaJ


Click to View FlipBook Version