อสันญั ตลรักาษยณขอแ์ งสสดางรเคมี
ระบบ GLOBALLY HARMONIZED SYSTEM
OF CLASSIFICATION AND LABELING OF
CHEMICALS (GHS)
ระบบ GHS เปนระบบการจาํ แนกประเภทความเปนอันตราย การสอื สารขอ้ มูลความเปนอันตราย ขอ้ ควร
ระวงั ของสารเคมผี า่ นการติดฉลาก(LAbel) และเอกสารขอ้ มูลความปลอดภัย (Safety Data Sheet, SDS)
เพอื ใหแ้ ต่ละประเทศสามารถสอื สารและเขา้ ใจขอ้ มูลความเปนอันตรายทีเกิดจากสารเคมใี นทิศทาง
เดยี วกัน
1
ระบบ GHS แบง่ กล่มุ ความเปนอันตรายเปน 3 ด้าน คือ
ความเปนอันตรายทางกายภาพ (16 ประเภท) เชน่ การระเบดิ สารไวไฟ ของเหลวทีถกู อัดใน
ภาชนะกับแก๊ส(aerosols) ทีอาจติดไฟ เปนต้น
ความเปนอันตรายต่อสขุ ภาพ (10 ประเภท) เชน่ ความเปนพษิ เฉียบพลัน ความระคายเคืองต่อ
ผวิ หนงั หรอื ดวงตา การก่อมะเรง็ เปนต้น
ความเปนอันตรายต่อสงิ แวดล้อม (2 ประเภท) ไดแ้ ก่ ความเปนอันตรายต่อสงิ แวดล้อมทางน้ า
และความเปนอันตรายต่อชนั บรรยากาศ
2
ความเปนอันตรายดา้ นกายภาพ
1. วตั ถรุ ะเบดิ (exprosives)
สารในรปู ของแขง็ หรอื ของเหลวทีเมอื ทําปฏิกิรยิ าทางเคมแี ล้วเกิดแก๊สทีมอี ุณหภมู แิ ละความดนั สงู
จนสามารถทําความเสยี หายใหก้ ับใหก้ ับ สงิ โดยรอบ - สารดอกไมเ้ พลิง(pyrotechnic substance)
2. แก๊สไวไฟ (flammable gases)
แก๊สทีมชี ว่ งความไวไฟกับอากาศทีอุณหภมู 2ิ 0 องศาเซลเซยี ส ทีความ ดนั บรรยากาศ 101.3 กิโลปาสคาล
3.สารละอองลอยไวไฟ (flammable aerosols)
สารละอองลอยทีมคี ณุ สมบตั ิไวไหรอื มสี ว่ นประกอบของสารไวไฟ
3
4. แก๊สออกซไิ ดซ์ (oxidizing gases)
แก๊สทีใหอ้ อกซเิ จนไดซ้ งึ เปนสาเหตหุ รอื มสี ว่ นทําใหว้ สั ดอุ ืนเกิดการเผาไหมม้ ากกวา่ ปกติ
5. แก๊สภายใต้ความดัน (gases under pressure)
แก๊สทีมคี วามดนั ไมต่ ํากวา่ 200 กิโลปาสคาลทีบรรจุอยูใ่ นภาชนะ ซงี หมายรวมถึง แก๊สอัด (compressed gas)
แก๊สเหลว (liquefied gas) แก๊สในสารละลาย (dissolved gas) และแก๊สเหลวอุณหภมู ติ ํา (refrigerated
liquefied gas)
6.ของเหลวไวไฟ (flammable liquids)
ของเหลวทีมจี ุดวาบไฟไมเ่ กิน93องศาเซลเซยี ส
7.ของแขง็ ไวไฟ (flammable solid)
ของแขง็ ทีลกุ ติดไฟไดง้ ่ายหรอื อาจเปนสาเหตหุ รอื ชว่ ยใหเ้ กิดไฟดว้ ยแรงเสยี ดทาน
4
8. สารเคมที ีทําปฏิกิรยิ า ได้เอง (selfe-reactivesubstances and mixture)
สารทีไมเ่ สถียรทางความรอ้ นซงึ มแี นวโนม้ ทีจะเกิดการสลายตัวละดบั โมเลกลุ ทําใหเ้ กิดความ
รอ้ นขนึ อยา่ งรนุ แรงแมไ้ มม่ อี อกซเิ จน (อากาศ) เปนสว่ นรว่ ม (ไมร่ วมถึงสารทีเปน วตั ถรุ ะเบดิ
สารเปอรอ์ อกไซดอ์ ินทรยี ์ หรอื สารออกซไิ ดซ)์
9. ของเหลวทีลกุ ติดไฟได้ เองในอากาศ (pyrophoric liquids)
ของเหลวทีมแี นวโนม้ ทีจะลกุ ติดไฟภายใน 5 นาทีแมม้ อี ยูใ่ นปรมิ าณ นอ้ ย เมอื สมั ผสั กับอากาศ
10. ของแขง็ ทีลกุ ติดไฟ ได้เองในอากาศ(pyrophoric solids)
ของแขง็ ทีมแี นวโนม้ ทีจะลกุ ติดไฟภายใน 5 นาทีแมม้ อี ยูใ่ นปรมิ าณนอ้ ย เมอื สมั ผสั กับอากาศ
5
11 .สารเคมที ีเกิดความรอ้ นได้เอง (selfheatingsubstances anmixtures)
สารทีทําปฏิกิรยิ ากับอากาศโดยไมไ่ ดร้ บั พลังงานจากภายนอก เกิดความรอ้ นไดเ้ อง (สารประเภทนจี ะแตกต่างจาก
สารทีลกุ ติดไฟไดเ้ อง ในอากาศคือ ลกุ ติดไฟไดก้ ็ต่อเมอื มปี รมิ าณมาก หลายกิโลกรมั และ สะสมอยูด่ ว้ ยกันเปนเวลา
นานหลายชวั โมงหรอื หลายวนั
12. สารเคมที ีสมั ผสั นาํ แล้วให้แก๊สไวไฟ (substances and mixtures, which in contact with water,
emit flammable gases)
สารทีเปนของแขง็ หรอื ของเหลวทีทําปฏิกิรยิ ากับนาํ แล้วสามารถลกุ ติด ไฟไดด้ ว้ ยตัวเองหรอื
ปล่อยแก๊สไวไฟออกมาในปรมิ าณทีเปนอันตราย
13.ของเหลวออกซไิ ดซ์ (oxidizing liquids)
ของเหลวทีโดยทัวไปจะปล่อยแก๊สออกซเิ จน ซงึ เปนสาเหตหุ รอื มสี ว่ นทําใหว้ สั ดอุ ืนเกิดการเผาไหมไ้ ดม้ ากกวา่ ปกติ
14. ของแขง็ ออกซไิ ดซ์ (oxidizing solids)
ของแขง็ ทีโดยทัวไปจะปล่อยแก๊สออกซเิ จน ซงึ เปนสาเหตหุ รอื มสี ว่ นทําใหว้ สั ดอุ ืนเกิดการเผาไหมไ้ ดม้ ากกวา่ ปกติ
56
15 .สารเปอรอ์ อกไซด์ อินทรยี ์ (organicperoxides)
สารอินทรยี ท์ ีเปนของเหลวและของแขง็ ทีประกอบดว้ ยโครงสรา้ งทีมอี อกซเิ จนสองอะตอมเกาะกัน
(bivalent-O-O-structure) และอนพุ นั ธุข์ องไฮโดรเจนถกู แทนทีดว้ ยอนมุ ูลอินทรยี ์ (organic radicals)
และอาจมคี ณุ สมบตั ิอยา่ งใดอยา่ งหนงึ ดงั นี
-เมอื สลายตัวทําใหเ้ กิดการระเบดิ ได้
-ลกุ ไหมไ้ ดอ้ ยา่ งรวดเรว็
-ไวต่อแรงกระแทกหรอื การเสยี ดสี
-เกิดปฏิกิรยิ าอันตรายกับสารอืนๆ ได้
16.สารทีกัดกรอ่ นโลหะ (corrosive to metals)
สารทีทําความเสยี หายหรอื ทําลายโลหะไดด้ ว้ ยผลจากการกระทําทางเคมี
7
ความเปนอันตรายดา้ นสขุ ภาพ
1. ความเปนพษิ เฉียบพลัน (acute toxicity)
ทําใหเ้ กิดผลกระทบรา้ ยแรงหลังจากการไดร้ บั สารเคมเี ขา่ สรู่ า่ งกายทาง
ปาก หรอื ผวิ หนงั เพยี งครงั เดยี วหรอื หลายครงั ภายในเวลา 24 ชวั โมง
หรอื ทางการหายใจเปนเวลา 4 ชวั โมง
2. การกัดกรอ่ น/ระคาย เคืองผวิ หนงั (skincorrosion/ irritation)
แบง่ ออกเปน 2ประเภทคือ
-กัดกรอ่ นผวิ หนงั หมายถึงการเกิดอันตรายต่อผวิ หนงั ชนดิ ทีไมส่ ามารถฟนฟูใหก้ ลับคืนสสู่ ภาพเดมิ
ไดห้ รอื มกี ารตายของเซลล์ผวิ หนงั ชนั นอก จนถึงชนั ใน หลังการทดสอบเปนระยะเวลา 4ชวั โมง
-ระคายเคืองผวิ หนงั หมายถึงการเกิดอันตรายต่อผวิ หนงั ชนดิ ทีสามารถ ฟนฟูใหก้ ลับคืนสสู่ ภาพเดมิ
ไดห้ ลัการทดสอบการสารทดสอบเปนระยะเวลา 4 ชวั โมง
8
3. การทําลายดวงตา อยา่ งรุนแรง/การระคายเคืองต่อดวงตา
(seriouseye damage/eye irritation)
แบง่ ออกเปน 2ประเภทคือ
-ทําลายดวงตาอยา่ งรนุ แรง คือทําใหเ้ นอื เยอื ตาเสยี หาย หรอิ เกิดความ เสยี หายทางกายภาพ
อยา่ งรนุ แรงต่อการมองเหน็ ทีไมส่ ามารถฟนฟูกลับ สสู่ ภาพเดมิ ไดภ้ ายใน 21 วนั หลังการสมั ผสั
-ระคายเคืองต่อดวงตา คือการเปลียนแปลงของดวงตาทีสามารถฟนฟู กลับสสู่ ภาพเดมิ ได้
ภายใน 21 วนั หลังการสมั ผสั
4. การทําให้ไวต่อการกระต้นุ การแพต้ ่อ ระบบทางเดินหายใจ หรอื ผวิ หนงั
(respiratory or skin sensitization)
-ไวต่อการกระต้นุ ใหเ้ กิดอาการแพท้ างระบบทางเดนิ หายใจ หมายถึง ทําใหเ้ กิดอาการภาวะภมู ไิ วเกิน
ในระบบทางเดนิ หายใจหลังจากไดร้ บั สารจากการหาย
-ไวต่อการกระต้นุ ใหเ้ กิดอาการแพท้ างผวิ หนงั หมายถึง ทําใหเ้ กิดอาการ ภมู แิ พห้ ลังจากไดร้ บั สาร
ทางผวิ หนงั
9
5. การกลายพนั ธุข์ อง เซลล์สบื พนั ธ์ (germ cell mutagenicity)
ทําใหเ้ กิดการกลายพนั ธุข์ องเซลล์สบื พนั ธุข์ องมนษุ ยซ์ งึ สามารถถ่ายทอดสลู่ กู หลานได้
6.ความสามารถในการก่อมะเรง็ (carcinogenicity)
ทําใหเ้ กิดเปนมะเรง็ หรอื เพมิ อุบตั ิการณข์ องการเกิดมะเรง็ หรอื ทําใหเ้ กิดก้อนเนอื งอกชนดิ ไมร่ นุ แรง
และรนุ แรงลกุ ลามในสตั วท์ ดลอง
7.ความเปนพษิ ต่อระบบสบื พนั ธุ์ (reproductive toxicity)
เปนพษิ ต่อระบบสบื พนั ธุข์ องมนษุ ยอ์ าจเกิดอันตรายต่อการเจรญิ พนั ธุ์
หรอื ทารกในครรภ์ รวมถึงอาจมผี ลกระทบต่อสขุ ภาพของเดก็ ทีไดร้ บั การเลียงดว้ ยนาํ นมมารดา
10
8.ความเปนพษิ ต่อระบบ อวยั วะเปาหมายจาก การได้รบั การสมั ผสั ครงั เดียว
(specific target organ toxicity-single exposure)
ทําใหเ้ กิดความผดิ ปกติของระบบต่าง ๆ ของรา่ งกายทังทีสามารถ กลับคืนสสู่ ภาพเดมิ ไดแ้ ละไมส่ ามารถ
กลับคืนสสู่ ภาพเดมิ ได้ แบบเฉียบพลันและ/หรอื เรอื รงั (แต่ไมถ่ ึงในระดบั ทําใหเ้ สยี ชวี ติ ) จากการไดร้ บั การ
สมั ผสั ครงั เดยี ว
9.ความเปนพษิ ต่อระบบอวยั วะเปาหมาย-การ ได้รบั สมั ผสั ซาํ
(specific target organ toxicity repeate dexposure)
ทําใหเ้ กิดความผดิ ปกติของระบบต่าง ๆ ของรา่ งกายทังทีสามารถ กลับคืนสสู่ ภาพเดมิ ไดแ้ ละไมส่ ามารถกลับคืนสู่
สภาพเดมิ ได้ แบบ เฉียบพลันและ/หรอื เรอื รงั (แต่ไมถ่ ึงในระดบั ทําใหเ้ สยี ชวี ติ ) จากการ ไดร้ บั การสมั ผสั
10.อันตรายต่อระบบ ทางเดินหายใจ สว่ นล่างหรอื ทําให้ ปอดอักเสบจากการสาํ ลัก
(aspiratio hazardous)
เมอื ไดร้ บั สารทีเปนของแขง็ /ของเหลวเขา้ สรู่ ะบบหายใจโดยผา่ นทางจมูก หรอื การสาํ ลัก จะทําให้
เกิดอาการรนุ แรงทีเกิดขนึ อยา่ งเฉียบพลัน เชน่ ปอดบวมจากสารเคมี การบาดเจบ็ ทีเกิดขนึ ต่อปอด
11
ความเปนอันตรายดา้ นสงิ แวดล้อม 12
1.ความเปนอันตรายต่อ สงิ แวดล้อมทางนาํ
(hazardous to the aquatic environment)
หมายรวมถึงปจจยั ต่อไปนี
1.เปนพษิ เฉียบพลันต่อสงิ มชี วี ติ ในนาํ
2.เปนพษิ เรอื รงั ต่อสงิ มชี วี ติ ในนาํ
3.ทําใหเ้ กิดการสะสมสารเคมใี นสงิ มชี วี ติ ในนาํ
4.สง่ ผลกระทบต่อระบบการยอ่ ยสลายสารเคมใี นนาํ หรอื ในสงิ มชี วี ติ
2.ความเปนพษิ อันตราย ต่อชนั โอโซน
(hazardous to the ozone layer)
1.สามารถทําลายชนั โอโซนในชนั บรรยากาศได้
2.เปนสารทีมอี ยูใ่ นรายการสารเคมที ีพจิ ารณาวา่ เปนอันตรายต่อชนั
โอโซน รายละเอียดดงั Montreal Protocol
(ทีมา : ค่มู อื ความปลอดภัยทางหอ้ งปฏิบตั ิการสถาบนั วจิ ยั วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโลโลยแี หง่ ประเทศไทย)