2
คาํ นาํ
การจัดทําหนังสือ รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสนาเป็นการอธิบายเกี่ยวกับ
ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง รั ฐ ศ า ส ต ร์ กั บ แ น ว คิ ด ท า ง พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ซึ่ ง เ ป็ น ก า ร
เปรียบเทียบหลักรัฐศาสตร์กับหลักคําสอนของพระพุทธศาสนา ที่อธิบายเรื่อง
แนวทางการศึกษาของรัฐศาสตร์ และแนวทางการศึกษารัฐศาสตร์ตามแนว
พระพุทธศาสนา ซ่ึงผู้เขียนได้เรียบเรียงเป็นบทอันประกอบด้วย เร่ืองรัฐศาสตร์
เบื้องต้น ในบทที่ 1, เร่ืองรัฐศาสตร์ตามแนวพุทธในบทท่ี 2, เร่ืองรัฐกับหลักคําสอน
ในพระพุทธศาสนา3, เรื่องการปกครองคระสงฆ์ในบทที่ 4, เรื่องระบบราชการกับ
หลักธรรมในพระพทุ ธศาสนาในบทท่ี 5,เร่ืองศลี ธรรมกบั กฎหมายในบทที่ 6, บทสรุป
บทท่ี 1 เป็นการอธิบายความรู้ทั่วไปของรัฐศาสตร์ ตั้งแต่ความหมายของ
รัฐศาสตร์ ขอบขา่ ย เน้ือหา พฒั นาการของรัฐศาสตร์ ทฤษฎที างรฐั ศาสตร์
บทที่ 2 เป็นการอธิบายความหมายของรัฐศาสตร์ตามแนวพระพุทธศาสนา
แนวทางทางการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ แนวคิดการกําเนิดรัฐในทางพระพุทธศาสนา
(อคั คญั ญสตู ร)
บทท่ี 3 เป็นการอธิบายรูปแบบการปกครองของรัฐศาสตร์และรูปแบบการ
ปกครองในทางพระพุทธศาสนา ตลอดถึงอธบิ ายหลักธรรมท่ีเกี่ยวกับการปกครอง
บทท่ี 4 เป็นการอธิบายรูปแบบการปกครองสงฆ์ และอํานาจอธิปไตยใน
องค์กรสงฆ์อันประกอบไปด้วย อํานาจนิติบัญญัติ, อํานาจตุลาการ,และอํานาจ
บรหิ ารในองคก์ รสงฆ์
บทท่ี 5 เปน็ การอธบิ ายรปู แบบหลักของระบบราชการและอธบิ ายหลักธรรม
ท่ีใชใ้ นระบบราชการ
3
บทท่ี 6 เป็นการอธิบายความหมายของกฎหมายลักษณะของกฎหมาย
เจตนาของกฎหมายและอธิบายท่ีมาของศีลธรรมของกฎหมายลักษณะของศีลธรรม
การเปรียบเทยี บระหวา่ งศลี ธรรมกบั กฎหมาย
บทสรุป เป็นการอธิบายสรุปเนื้อหาของรายวิชารัฐศาสตร์ตามแนว
พระพทุ ธศาสนา
นายมงคลชยั สมศรี
สารบัญ
เร่อื ง
หนา้
บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นของรัฐศาสตร์
1
บทท่ี 2 รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธ
13
บทที่ 3 รัฐกับคาํ สอนในพระพุทธศาสนา
25
บทที่ 4 สงฆก์ ับการปกครอง
41
4
บทท่ี 5 ระบบราชการกบั หลกั ธรรมในพระพุทธศาสนา
57
บทท่ี 6 ศีลธรรมกับกฎหมาย
73
บทสรุป
87
เอกสารอ้างอิง
101
5
บทที่ 1
ความรเู้ บอ้ื งตน้ ของวชิ ารฐั ศาสตร์
รฐั ศาสตร(์ Political Science) เป็นการศึกษาการเมืองซึง่ มีมากวา่ 2400 ปี
โดยเร่ิมข้นึ ท่ี กรกี โบราณ ซึง่ มีรปู แบบการปกครองแบบรัฐ ขนาดเลก็ จงึ เรียกว่า
“นครรัฐ” และเป็นที่ก่อให้เกิดการเมืองในลกั ษณะของรัฐ ซึ่งเปน็ ลักษณะการค้นหา
แนวทางการปกครองทดี่ สี าํ หรับรัฐ เปน็ ต้น
รัฐศาสตรจ์ งึ เปน็ การคน้ หารูปแบบการปกครองใหเ้ ข้ากับสังคมซ่ึงทําให้วชิ ารัฐศาสตร์
มีการเปล่ยี นรปู แบบตามลักษณะทางสงั คม เชน่ ในแต่ละยุคสมัยการอธบิ าย
รัฐศาสตร์จงึ มปี ระเดน็ ทางสงั คมเข้ามาเป็นสว่ นท่สี ําคญั ของการเสนอแง่คิดวธิ ีการ
ตลอดถึงกระบวนการทางการเมอื งเพื่อใหร้ ูปแบบท่ีเหมาะสมกบั สังคม
ความหมายของรฐั ศาสตร์
อานนท์ อาภาภริ ม ไดใ้ ห้ความหมายของ รฐั ศาสตร์ วา่ คอื การศึกษาวิชาเก่ยี วกับรัฐ
และวธิ กี ารอันเหมาะสมทสี่ ดุ ในอันทจ่ี ะปฏิบตั ติ ามวชิ าการเก่ยี วกับรฐั 1
ณชั ชาภัทร อ่นุ ตรงจติ รได้ให้ความหมาย รฐั ศาสตร์ วา่ หมายถงึ การศึกษาวชิ าการ
เมืองโดยใช้ศาสตร์หรือวชิ าการเข้ามาวเิ คราะห์2
อลัน ไอซาด ( Alan Isaak,1981:23) กล่าววา่ รัฐศาสตรเ์ ป็นการศกึ ษาที่เก่ียวข้องกบั
ใช้อํานาจเพ่ือไกลเ่ กลีย่ แก้ไขปญั หาความขดั แยง้ ในเร่ืองของกระจายสนิ ค้าและสิ่งที่มี
คุณคา่ ในสังคมโดยผา่ นสถาบันทางการเมืองการปกครอง3
1 อานนท์ อาภาภิรม, รัฐศาสตรเ์ บอื้ งตน้ กรงุ เพทฯ: หน้า 2
2 ณชั ชาภทั ร อ่นุ ตรงจติ , รัฐศาสตร์ กรุงเทพฯ: หน้า 3
3 ดร.บฆู อรี ยหี มะ, รฐั ศาสตร์ สงขลา หนา้ 11
6
จากใหค้ วามหมายของนักวิชาการจงึ สรปุ ความหมายของรฐั ศาสตร์ ไวด้ งั นค้ี ือ
รัฐศาสตร์ หมายถึง การศกึ ษาวิชาการเก่ียวกบั รฐั โดยใช้การวิเคราะหท์ างวิชาการท่ี
เหมาะสม
2. การศกึ ษาวชิ าทางรฐั ศาสตรม์ งุ่ ศึกษา 4 เรอื่ ง4
1) รัฐ (State)
2) สถาบนั ทางการเมือง(Political Institution)
3) แนวคิดทางการเมือง(Political Ideas)
4) พฤติกรรมทางการเมอื ง (Political Behavior)
3. ขอบขา่ ยของวชิ ารฐั ศาสตร์5
สําหรับขอบขา่ ยของวิชารัฐศาสตร์ซ่ึงมนี กั วิชาการได้อธิบายขอบข่ายของวชิ า
รัฐศาสตรไ์ วด้ งั นคี้ ือ
ขอบข่ายของรัฐศาสตรไ์ ว้ 6 กลมุ่ คือ ทฤษฎกี ารเมืองและประวตั ิความคิด
ทางการเมอื ง, สถาบันทางการเมอื ง, กฎหมายสาธารณะ, พรรคการเมอื ง กลุ่ม
อิทธพิ ลและประชามติ, รฐั ประศาสนศาสตร,์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
1) ทฤษฎีการเมอื งประวตั คิ วามคิดทางการเมอื ง หมายถึง การศึกษาทฤษฎีตาํ รา
และความคดิ เหน็ สาํ คญั ต่างๆ ตงั้ แต่สมยั โบราณจนถึงปัจจุบัน เพอ่ื ทราบเหตุผล
รวมท้งั การสบื ต่อเน่อื งกัน
2.) สถาบันการเมือง หมายถึง เปน็ การศกึ ษาระบบองค์ประกอบทางการเมืองการ
และอํานาจของสถานบนั ทางการเมือง ซึ่งรวมถึงนโยบายจดั ต้งั และโครงสรา้ งของ
การปกครองรฐั
3) พรรคการเมือง กลมุ่ อทิ ธิพล และมตมิ หาชน หมายถงึ
4 รศ.ดํารหิ ์ บูรณะนนท,์ ความรเู้ บอ้ื งตน้ ทางรฐั ศาสตรแ์ ละกฎหมายมหาชน กรงุ เทพฯ:
หน้าท่ี 2 – 3
5 อานนท์ อาภาภริ ม, รฐั ศาสตรเ์ บอ้ื งตน้ กรุงเพทฯ: หนา้ 2 - 3
7
4) ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งประเทศ
1. การเมอื งระหวา่ งประเทศ
2. องคก์ รและการบริหารงานระหวา่ งประเทศ
3. กฎหมายระหวา่ งประเทศ
5) สาขาวชิ ารฐั ศาสตร์
1. ปรัชญาการเมือง
2. พลงั เคลอ่ื นไหวทางการเมือง
3. กฎหมายมหาชน
4. รฐั ประศาสนศาสตร์
5. ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประเทศ
6. การเมืองการปกครอง
7.การเมืองเปรยี บเทยี บ
8. เศรษฐศาสตร์การเมอื ง
4. การศกึ ษาสาขาวชิ ารฐั ศาสตร์ประกอบดว้ ย
4.1) ปรชั ญาการเมอื ง
เปน็ การศึกษาวชิ าปรชั ญาทางการเมือง,ทฤษฎที างการเมืองและแนวคดิ ทางการเมือง
ซ่งึ เป็นการศึกษาบททฤษฎที างการเมือง แนวคิดทางรัฐศาสตร์ ถอื ว่าเปน็ สาขาวิชา
การท่เี ก่าแก่ทีส่ ุด ในอดีตจะศึกษาเร่ืองศีลธรรม สงั คมอดุ มคติ เช่นในยคุ กรีกโบราณ
4.2) พลงั เคลอื่ นไหวทางการเมือง
เปน็ การศึกษาพลังการเคล่ือนไหว อันเปน็ พฤติกรรมทางการเมือง จะเป็นการให้
ความสาํ คญั ทางสังคมเศรษฐกิจ วฒั นธรรม ศาสนา ซึ่งจะเปน็ ผลต่อพฤตกิ รรมทาง
การเมืองของแต่ละสังคม
4.3) กฎหมายมหาชน
8
เปน็ การศึกษาข้อบงั คับของสงั คมโดยอาศยั กฎหมาย โดยกฎหมายมหาชนจะให้
ความสําคญั ระหว่างรัฐกบั ประชาชน เชน่ กฎหมายรฐั ธรรมนูญ กฎหมายปกครอง
และกฎหมายระหว่างประเทศ
4.4) รฐั ประศาสนศาสตร์
เปน็ สาขาท่ีวา่ ด้วยการบรหิ ารภาครัฐ เปน็ สาขาทม่ี งุ่ พัฒนาบคุ คลากรภาครฐั ให้มี
ความสามารถในการบริหารงาน เชน่ การนํานโยบายไปปฏบิ ตั ิ ซง่ึ แบ่งออกเป็น 4
สาขายอ่ ย เชน่ บรหิ ารองคก์ ร บรหิ ารงานบุคคล บริหารการคลังและความสมั พนั ธ์
ระหว่างรัฐกับเอกชน
4.5) ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งประเทศ
เปน็ การศึกษาที่ม่งุ ให้ความรู้เกยี่ วกับ ภูมศิ าสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์
วฒั นธรรม ของแตล่ ะประเทศตลอดถงึ กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น
4.6) การเมอื งการปกครอง
เป็นสาขาที่วา่ ดว้ ยการเมอื งภายในประเทศ เชน่ เร่อื งเกย่ี วกับรัฐธรรมนญู องคก์ ร
ต่างๆในรฐั บาลการเลือกตัง้ กลมุ่ ผลประโยชน์ เป็นต้น
5. ววิ ฒั นาการทางการเมอื ง
1. สมัยกรีก (เพลโต และอรสิ โตเติล) ศีลธรรมการเมือง รปู แบบรฐั
2. สมยั โรมัน (สโตอคิ ) รปู แบบกฎหมายและการบรหิ ารภาครัฐ
3. ยคุ ฟื้นฟู (นําวิทยาการของปรชั ญาทางเมืองของกรกี และโรมนั ขน้ึ มาใหม่)
4.ยคุ สมัยใหม่
6. การกาํ เนดิ ของรฐั
รัฐกาํ เนดิ ข้ึนจากการรวมกลุ่มในระบบเครือญาติจากก็ขยายเปน็ ชนเผา่ พอหลายชน
เผ่ามารวมกัน ก็กลายเปน็ รัฐเชน่ นครรัฐ ในยคุ กรกี โบราณ เช่น นครรัฐเอเธน นคร
รัฐสปาร์ตา รัฐเหล่าน้เี ป็นการรวมมอี าณาเขตมากขน้ึ กเ็ รยี กว่า จกั รวรรดิ เห็นได้ใน
ยคุ โรมัน เมอื ความเป็นจักรวรรดิมีการครอบครองดนิ แดนและแสดงความเปน็
9
เจ้าของมากขึ้นก็กลายเป็นระบบศักดนิ์ า หรือเรยี กวา่ ระบบศกั ดินาเกดิ ขึ้นจาการ
เส่อื มของระบบจกั รวรรดิจากระบบศักดนิ าก็พัฒนามาส่รู ัฐชาติ
6.1) ทฤษฎวี า่ ดว้ ยเรอ่ื งการเกดิ รฐั
1) ทฤษฎเี ทวสทิ ธิ์
เปน็ ทฤษฎีที่เชื่อว่าพระเจ้าสรา้ งรัฐ แนวคดิ ท่มี ีต้นกําเนิดจากอาณาจักรโบราณแถบ
ตะวนั ออกกลาง แนวคดิ น้ีเชอ่ื ว่าผู้ปกครองคือผูท้ สี่ บื เช้ือสายจากพระเจา้ และพระเจ้า
สร้างกฎการปกครอง ลักษณะของแนวคดิ น้ี มี 3 ลักษณะคือ
1. รัฐเปน็ การดลบันดาลมาจากเจตนาของพระเจ้า
2. มนุษยไ์ ม่ได้เป็นปจั จยั ของการสรา้ งรฐั เปน็ เพยี งองคป์ ระกอบหนึ่งของรฐั
3. ผ้ปู กครองรัฐมีหน้าที่เสมือนตวั แทนของพระเจ้าประชาชนต้องเคารพและเช่ือฟัง
โดยดษุ ฎี
2) ทฤษฎสี ญั ญาประชาคม
ทฤษฎสี ญั ญาประชาคมน้เี ป็นทฤษฎีที่ตรงขา้ มกบั ทฤษฎีเทวสิทธ์ิ หรอื จะเรียกได้ว่า
เปน็ ทฤษฎีทต่ี ่อตา้ นอาํ นาจของกษตั รยิ ์ โดยมีความคดิ ว่ารัฐเกดิ จากมนุษย์ ทฤษฎีน้ี
เกิดจากนักคิดสามคน คือ โธมัส ฮอบส์,จอนห์ ลอ็ ค และรุสโซ โดยมี ลักษณะสาม
ประการคือ
1. รัฐเกิดจากมนุษย์ หรือมนุษย์เปน็ ผู้สร้างรฐั โดยล็อคและฮอบส์เห็นวา่ รัฐเกดิ ความ
เพอ่ื แก้ปญั หาของมนุษย์
2. มนษุ ย์สรา้ งรฐั โดยมเี จตนารักษาประโยชน์สขุ แก่ประชาชนและมีประโยชนส์ ุข
รว่ มกัน(รุสโซ)
3.รัฐจงึ มีวตั ถุประสงคเ์ พื่อประชาชนโดยการรกั ษาและสง่ เสรมิ สทิ ธิตามธรรมชาติ
เช่นสิทธิดา้ นชีวิตเสรภี าพและทรพั ย์สิน
3) ทฤษฎแี สนยานภุ าพหรือทฤษฎพี ละกาํ ลงั
ทฤษฎนี ้ีเช่ือวา่ การปกครองคือการเขา้ ยึดครอง(conquest)และการบังคบั
(coercion) ด้วยเหตุนีร้ ากฐานของรัฐคือ ความอยุตธิ รรมและความชั่วรา้ ย ดังน้นั ผูท้ ่ี
10
เขม้ แข็งกว่าจึงสามารถข่มเหงผทู้ อี่ ่อนแอกวา่ และได้สรา้ งกฎเกณฑ์เพ่ือกําจดั สทิ ธิของ
บคุ คลอ่นื ซง่ึ แนวความคิดน้ีกลุม่ ครสิ เตยี นในสมยั กลางเชอื่ กนั ว่าอาณาจักรโรมันได้
กอ่ กําเนิดขึ้นดว้ ยแสนยานุภาพ ซึง่ ทางศาสนาเหน็ วา่ ไม่ถูกต้องและไม่เห็นด้วย
อยา่ งไรก็ตาม มีความเห็นกนั วา่ อํานาจหรือพละกาํ ลังนกี้ ็ไม่ใช่สิง่ ที่เสยี หายเพยี งอยา่ ง
เดียว ลัทธนิ าซใี นเยอรมันถือว่าชาตนิ ยิ มเปน็ ลกั ษณะท่ีสาํ คัญของรัฐและเชื่อวา่
อํานาจเปน็ องค์ประกอบท่สี ําคัญของรัฐบาล แตท่ ฤษฎนี ้ีกห็ ายไปกับการล้มสลายของ
นาซีหลงั สงครามโลกครั้งที่ 2
4) ทฤษฎธี รรมชาติ
ทฤษฎนี มี้ แี นวคิดวา่ มนษุ ย์เป็นสตั วก์ ารเมือง โดยผู้ที่นาํ ความคดิ น้ไี ด้แก่ อรสิ โตเติล
ซึ่งท่านอธบิ ายว่า มนุษย์น้ันโดยธรรมชาตเิ ปน็ สัตว์การเมอื ง(political animal) ผูซ้ ง่ึ
สามารถสร้างความสาํ เรจ็ ได้โดยการมชี ีวิตอยใู่ นรฐั มนุษย์ทีไ่ ม่อาศยั อยู่ในรัฐจะไม่ใช่
มนุษย์ ดังนน้ั กจิ กรรมทางการเมืองของมนุษย์จึงเปน็ เรอื่ งธรรมชาตเิ พราะมนุษย์กบั
การเมืองแยกกนั ไม่ได้
7. ความหมายของรฐั
รฐั state ความหมาย ชุมชนทางการเมืองที่ร่วมกนั สรา้ งโดยประชาชน มเี ขตแดน
ทแ่ี นน่ อน ประชาชนเหลา่ นีไ้ ด้สร้างรฐั บาลเดยี วกัน ทั้งนีเ้ พ่ือให้พน้ จากความควบคุม
ของรฐั บาลภายนอก ในชุมชนดงั กล่าวน้ีรัฐบาลมอี ํานาจในการกาํ หนดกฎเกณฑ์ใดๆก็
ไดเ้ พ่ือใหป้ ระชาชนไดใ้ ชอ้ ย่างทั่วถึง
7.1) องคป์ ระกอบของรฐั
1) ประชากร
2) ดนิ แดน
3) รัฐบาล
4) มอี าํ นาจอธปิ ไตย
1) ประชากร (พลเมือง)
11
เปน็ องค์ประกอบที่สาํ คญั ของรฐั ถา้ ไมม่ ีประชากรมีแต่อาณาเขตหรือดินแดน จะเปน็
รัฐไม่ได้ ประชากรอาจจะเปน็ สมานรปู คอื มเี ชื้อชาตเิ ผ่าพันธุ์ วฒั นธรรมเปน็ อนั
เดียวกนั เชน่ ไทย เขมร เวยี ดนาม ญป่ี ุน เปน็ ต้น หรือจะเป็นประชากรแบบพหุ
สงั คม คือ หลากหลายเชอ้ื ชาตเิ ผ่าพนั ธุ์ วัฒนธรรม รวมอยใู่ นรัฐเดยี วกนั กไ็ ด้ สว่ น
จาํ นวนนน้ั จะมากน้อยแตกต่างกนั ออกไป ไม่แน่นอน ในยุคกรกี โบราณ เพลโต
กําหนดจํานวนประชากรท่เี หมาะสมที่สามารถบรหิ ารจดั การได้ดี ก่อใหเ้ กดิ ความสงบ
เรียบร้อยคือ 5,040 คน แตใ่ นปจั จบุ ัน (พ.ศ. 2552) จาํ นวนประชากรในโลกมี
ประมาณ 6,900 ลา้ นคน ประเทศท่มี จี ํานวนมากท่สี ุด 3 ลาํ ดบั แรก คือ ประเทศจนี
ประมาณ 1,300 ลา้ นคน ประเทศอินเดีย 1,100 ล้านคน สหรัฐอเมรกิ า 275 ลา้ นคน
เปน็ ตน้
2) อาณาเขตหรอื ดนิ แดน รัฐจะมแี ตป่ ระชากรอยา่ งเดยี ว โดยไมม่ ีอาณาเขตหรือ
ดินแดนเปน็ ถิ่นท่ีอยู่ไม่ได้ เพราะจะทาํ ให้เป็นพวกเรร่ ่อน ไม่มที ่ีอยเู่ ป็นหลักแหล่ง ก็ไม่
อาจเรยี กว่าเป็น “รฐั ” หรอื “ประเทศ” ไดโ้ ดยสมบูรณ์ อาณาเขตของรัฐประกอบไป
ด้วย 1. แผน่ ดิน 2. ทะเล 3. ไหล่ทวีป 4. อากาศ
3) รฐั บาล รฐั จาํ เปน็ ทีจ่ ะต้องมีรัฐบาล เพ่ือทําหนา้ ทปี่ กปูองคุ้มครอง ดแู ล รักษา
อาณาเขต ดนิ แดน รวมท้ังประชากรท่ีอยภู่ ายในรฐั ใหไ้ ดร้ ับความปลอดภัยจากศตั รู
ภายใน รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยภายในสังคมของรัฐนนั้ ๆ และจากศัตรูภายนอก มิ
ให้มารกุ รานได้ ถ้ารฐั ปราศจากรัฐบาลแล้ว จะไมส่ ามารถดาํ รงความเป็นรัฐหรือชาติ
ไวไ้ ด้
4) อํานาจอธปิ ไตย รัฐจะต้องมีอํานาจอธิปไตย คือ อํานาจสูงสุด หรอื อํานาจที่มี
ลกั ษณะเบด็ เสร็จเดด็ ขาด ครอบคลมุ ทัว่ อาณาเขตดินแดน และประชากรของรัฐ เป็น
อาํ นาจท่ีถาวร คงอยู่คกู่ บั รัฐตลอดไป และแบ่งแยกไม่ได้ ท้ังอาํ นาจอธปิ ไตยภายใน
และอํานาจอธิปไตยภายนอก อํานาจอธิปไตยภายใน ได้แก่ อํานาจอธปิ ไตยทาง
กฎหมาย ทางการเมือง ตามข้อเท็จจรงิ ตามนิตนิ ัย สว่ นอาํ นาจอธิปไตยภายนอก
12
ไดแ้ ก่ ความเปน็ รัฐเอกราช มีอิสรเสรภี าพ ปราศจากการควบคมุ หรือแทรกแซงจาก
รฐั อืน่ ๆ
8. รปู แบบของรฐั
8.1) การจัดรูปแบบของรฐั ซงึ่ การจัดรปู แบบของรัฐในท่ีนีแ้ บ่งออกเป็นสองอยา่ งคือ
1) รฐั เดย่ี ว หมายถึง รัฐท่มี รี ปู แบบการปกครองที่มีรฐั บาลกลางมีอํานาจอธิปไต
ภายใตร้ ฐั ธรรมนญู หรือ รัฐบาลกลางมอี ํานาจและใชอ้ าํ นาจอธปิ ไตยทั้งในดา้ น
บริหาร นิตบิ ัญญัติและตลุ าการ แตม่ อบอํานาจจากส่วนกลางใหแ้ ก่
2.) รฐั รวม หมายถงึ รปู แบบการใช้อาํ นาจภายใต้รฐั ธรรมนูญ โดยแบง่ อาํ นาจเปน็ สอง
อย่างคือ รัฐบาลกลางและรฐั บาลทอ้ งถิน่ และแบง่ อํานาจของรฐั บาลกลางและรัฐบาล
ทอ้ งถ่นิ อยา่ งชัดเจน อนั เป็นผลใหม้ อี ิสระต่อกันและไม่มีอาํ นาจก้าวกา่ ยกนั เวน้ แต่
การตกลงยินยอมของท้ังสองฝุาย ดังน้ี
รัฐบาลกลางมอี าํ นาจหน้าท่ใี นการปอู งกนั ประเทศ การตดิ ต่อกบั ต่างประเทศ และ
กิจการท่ีเก่ียวกับการเงินของประเทศ
รัฐบาลท้องถน่ิ มีอํานาจหน้าท่ี จัดการสาธารณูปโภค การศึกษา กิจการเทศบาล การ
จัดสวนสาธารณะและการจราจรเป็นต้น ท้องถนิ่ เชน่ จงั หวัด อาํ เภอ เปน็ การ
กระจายอาํ นาจตามสายบังคับบญั ชา
รฐั รวม มสี องแบบคือ สหพันธรฐั และสมาพันธรฐั
สหพันธรฐั มีรัฐบาลกลางและรฐั บาลท้องถนิ่ และแบง่ อาํ นาจของรฐั บาลกลางและ
รฐั บาลทอ้ งถน่ิ อย่างชดั เจน อันเปน็ ผลใหม้ อี ิสระต่อกนั และไมม่ ีอาํ นาจก้าวกา่ ยกัน
เวน้ แตก่ ารตกลงยินยอมของทั้งสองฝุาย
สมาพันธรัฐ มกี ารปกครองแบบรวมกลุ่มกันเพ่ือปกปูองหรือรักษาสิทธิของรฐั อาจ
รวมเป็นสนธิสญั ญา แต่รฐั ในสมาพันสามารถปกครองตนเองได้อย่างอิสระ เป็นต้น
8.2) การแบ่งการปกครองแบบทมี่ ปี ระมขุ แหง่ รฐั
การแบ่งรฐั ตามประมุขแหง่ รัฐแบง่ ออกเปน็ สองแบบคอื แบบกษตั ริย์และแบบ
สาธารณรฐั
13
แบบท่ปี กครองโดยกษัตริยโ์ ดยเช่อื สายราชวงค์และประมุขทีม่ าจากการคดั เลือก รัฐที่
ปกครองโดยกษตั ริย์ซงึ่ แบง่ ออกเปน็ สองอยา่ งคือ กษตั รยิ ์ท่ีปกครองโดยมีอาํ นาจ
สิทธิขาด หรือแบบสมบูรณาสิทธิราช(ปรากฏในประเทศบูรไน) และกษัตริยท์ ่ีอย่ใู ต้
รัฐธรรมนญู หรอื กษตั รยิ ์ท่ีมีฝาุ ยบริหาร,นติ ิบญั ญตั แิ ละตุลาการเปน็ ผใู้ ชอ้ าํ นาจแทน
ประมขุ แหง่ รฐั ประเภทน้ีปรากฏในประเทศไทย อังกฤษ เป็นตน้
แบบสาธารณรัฐ คอื ประมุขแหง่ รฐั ที่มาจากการคัดเลือก มีสองอยา่ ง ประมุขตาม
พธิ ีกรรม ประมขุ ท่ีมีอํานาจบริหาร ประมขุ ที่มีอาํ นาจไดร้ ับการคดั เลือกแล้วมีอาํ นาจ
ในการบริหารได้แก่ สหรฐั เอริกา ประมุขทีเ่ ป็นตามพิธกี รรม เชน่ มาเลเชีย เปน็ ต้น
14
สรปุ
การศกึ ษารฐั ศาสตร์เบื้องตน้ เปน็ เพียงการศกึ ษาเพอื่ เปรียบเทยี บระหวา่ งวชิ า
รฐั ศาสตร์กับรฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธ จงึ หากจะเปรียบเทียบเรอ่ื งการศกึ ษารฐั ศาสตร์
กบั รฐั ศาสตร์ตามแนวพุทธซึ่งสามารถเปรยี บเทยี บดังน้ีคือ
รฐั ศาสตร์เป็นการศึกษาเรื่อง
1. รฐั (State)
2.สถาบนั ทางการเมือง(Political Institution)
3. แนวคดิ ทางการเมือง(Political Ideas)
นอกจากน้นั ยงั ต้องศึกษาววิ ัฒนาการทางการเมืองของรัฐศาสตร์
อันได้แก่ สมัยกรีก (เพลโต และอริสโตเตลิ ) ศลี ธรรมการเมือง รูปแบบรฐั , สมัย
โรมัน (สโตอิค) รูปแบบกฎหมายและการบรหิ ารภาครัฐ, ยุคฟน้ื ฟู (นําวทิ ยาการของ
ปรัชญาทางเมืองของกรีกและโรมนั ขึน้ มาใหม่,ยุคสมัยใหม่
คําถามทา้ ยบท
1. รัฐศาสตร์ มคี วามหมายว่าอย่างไร?
2. รัฐศาสตรม์ ขี อบเขตและแนวทางการศึกษาอย่างไร?
3. ทฤษฎีการกําเนิดรัฐของรฐั ศาสตรม์ อี ะไรบ้าง?
4. รูปแบบของรัฐในทางรัฐศาสตรม์ อี ะไรบ้างจงอธบิ าย?
5. จงอธิบายววิ ฒั นาการของรัฐศาสตรม์ กี ย่ี คุ อะไรบา้ ง?
15
บทที่ 3
รฐั กบั คาํ สอนในพระพทุ ธศาสนา
วตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้
1. เขา้ ใจการปกครองทก่ี ลา่ วไว้ในพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง
2. อธิบายหลักธรรมคําสอนท่ีเก่ียวกับเร่ืองการปกครองท่ีกล่าวไว้ใน
พระพุทธศาสนา
3. อธิบายเปรียบเทียบการปกครองแบบพุทธและแบบรัฐศาสตร์ได้อย่าง
ถูกตอ้ ง
***************************************************************************
*************
บทความในอัคคัญญสูตร ได้กลา่ ววา่ รฐั เกดิ จากกิเลสของมนุษย์และมนุษย์ได้
เลือกผู้นําให้เป็นผู้ดูแลและปกปูองมนุษย์ด้วยกันเอง โดยการคัดเลือกดังกล่าวได้
เลือกจากบคุ คลทีม่ คี ุณธรรม ในบทความที่กล่าวในอัคคญญสตู ร ดังน้ี
“อกุศลธรรมเกิดขึ้น กษัตริย์เกิดขึ้นต่อมาบางคนรักษาส่วนของตน ขโมย
ของคนอ่นื มาบริโภค เมือ่ ถกู จับได้ กเ็ พยี งแต่สั่งสอนกันไม่ให้ทําอีก เขาก็รับคํา ต่อมา
ขโมยอีก ถูกจับได้ถึงคร้ังที่ ๓ ก็ส่ังสอนเช่นเดิมอีก แต่บางคนก็ลงโทษ ตบด้วยมือ
ขว้างด้วยกอ้ นดิน ตดี ว้ ยไม้ เขาจึงประชุมกนั ปรารภว่า การลกั ทรัพย์ การติเตียน การ
พูดปด การจับท่อนไม้เกิดข้ึน ควรจะแต่งต้ังคนขึ้นให้ทําหน้าที่ติคนที่ควรติ ขับไล่คน
ท่ีควรขับไล่ โดยพวกเราจะแบ่งส่วนข้าวสาลีให้ จึงเลือกคนที่งดงาม มีศักด์ิใหญ่
แต่งตง้ั เป็นหวั หน้า เพ่ือปกครองคน (ติและขับไล่คนท่ีทําผิด) ค่าว่า “มหาสมมต” (ผู้
ท่ีมหาชนแต่งตั้ง) กษัตริย์ (ผู้เป็นใหญ่แห่งนา) ราชา (ผู้ทําความอิ่มใจ สุขใจแก่ผู้อื่น)
จึงเกดิ ข้นึ กษตั ริย์กเ็ กดิ ข้นึ จากคนพวกนั้น มิใช่พวกอื่น จากคนเสมอกัน มิใช่คนไม่
16
เสมอกัน เกิดข้ึนโดยธรรม มใิ ช่เกิดขึน้ โดยอธรรม ธรรมจึงเป็นสิ่งประเสริฐสุดในหมู่
ชน ทงั้ ในปจั จุบันและอนาคต” 6
ซ่ึงจากบทความดังกล่าวทําให้เกิดความเข้าเร่ืองของการปกครองว่าเกิดข้ึน
ด้วยการคัดเลือกจากมหาชนโดยมหาชนคัดเลือกผู้ท่ีมีความงดงาม มีศักด์ิใหญ่ เพ่ือ
ปกครองคนในเน้ือความของอัคคัญญสูตรกล่าวถึงเร่ืองการปกครองด้วยลักษณะท่ี
ประชาชนส่วนใหญ่เลือกผนู้ ําประเทศ(พระราชา) เพื่อปกปูองและคุ้มครองประชาชน
โดยเลือกบุคคลที่มีคุณธรรมเป็นท่ียอมรับแก่ประชาชนส่วนใหญ่ ดังนั้นในเน้ือความ
ของพระสตู รน้ีจงึ เปน็ ท่มี าของการปกครองในพระพทุ ธศาสนา เร่ืองการปกครองแบบ
ธรรมราชา และคณะมหาชน และประชาชนในหลักของเสียงส่วนมากดังจะอธิบาย
เปรียบเทียบกับรัฐศาสตร์เพอ่ื ใหเ้ กิดความเขา้ ใจในรัฐทงั้ สองทางดังน้ี
เมื่อเทียบกบั การปกครองของทางรัฐศาสตร์ ได้อธบิ ายรปู แบบได้ดงั นีค้ ือ
การแบ่งการปกครองรัฐ แบบ รัฐเดียวและแบบรัฐรวม และแบ่งตามประมุขแห่งรัฐ
คอื ประมขุ ที่เปน็ กษัตริย์และที่ได้รับเลือกให้เป็นประมุข หรือจะแบ่งตามนักคิดกรีก
โบราณ เช่น อริสโตเติล ซ่ึงได้แบ่งการปกครองออกเป็น 6 แบบได้แก่ ราชาธิปไตย
ชณาธปิ ไตย โพลติ ้ี ทรราช คณะธิปไตย ประชาธิปไตย
ซึ่งสามารถจัดเป็นตางรางดงั น้ีคือ
จํานวนผ้ปู กครอง การปกครองท่ดี ี การปกครองที่ไม่ดี
คนเดยี ว ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny)
คนส่วนน้อย อภชิ นาธปิ ไตย (Aristocracy) คณาธปิ ไตย (Oligrachy)
คนสว่ นมาก ประชาธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย(Democracy)
6 สุชีพ ปญุ ญานุภาพ, พระไตรปฎิ ก ฉบบั ประชาชน กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย
หนา้ ท่ี 352 – 355
17
ซ่ึงจากตารางดังกล่าวเป็นการแสดงถึงการปกครองท่ีดีและไม่ดีในยุคกรีกโบราณ ซึ่ง
อริสโตเตลิ กลา่ วถงึ การปกครองทั้งแบบดีและไมด่ ีโดยแบ่งตามจาํ นวน อนั ได้แก่
“การปกครองที่เป็นปกติ มี สามประการ คือ
ราชาธิปไตย คอื การปกครอง แบบคนเดียวและเป็นการปกครองที่มีกษัตริย์เป็น
ผู้ปกครองทด่ี ี
อภิชนาธิปไตย คือการปกครองแบบ คณะหมู่คณะ(คนส่วนน้อย) เป็นผู้ปกครอง
ที่ดมี เี หตผุ ล
โพลิต้ี (Polity) คอื การปกครองแบบประชาธปิ ไตยหรือคนหมู่มากทมี่ เี หตผุ ล
การปกครองทไี่ มเ่ ปน็ ปกตไิ ม่ดมี ีสามประการคอื
ทรราชย์ คือการปกครองแบบคนคนเดียว หรือการปกครองแบบกษัตริย์แต่
ปกครองในด้านทไี่ ม่ดี
คณาธปิ ไตย คือการปกครองท่เี ปน็ หมูค่ ณะแต่เป็นการปกครองทีไ่ มด่ ีไม่มเี หตผุ ล
ประชาธิปไตยแบบกรรมาชีพ คือการปกครองแบบคนส่วนมากแต่ไม่มีเหตุผลไม่
ด”ี 7
การเมอื งการปกครองในยคุ ปจั จุบนั
การเมืองการปกครองในปัจจุบันแบ่งออกเป็น สองอย่าง คือ ระบอบประชาธิปไตย
และระบอบเผด็จการ
การปกครองแบบระบอบประชาธปิ ไตย
การปกครองแบบประชาธิปไตย มสี องแบบ คือ
ประชาธิปไตยแบบมสี ่วนรว่ ม หรอื ประชาธปิ ไตยโดยตรง ( participatory
democracy , direct democracy)และประชาธปิ ไตยแบบมผี แู้ ทน (
representative democracy)
7 มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช, เอกสารการสอนชดุ วชิ า ปรชั ญาการเมอื ง นนทบุร:ี
มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช หนา้ 138 -140.
18
ประชาธิปไตยแบบมีสว่ นรว่ ม หรือประชาธปิ ไตยโดยตรง ( participatory
democracy , direct democracy) คอื ประชาชนในประเทศมีส่วนร่วมใน
การเมืองโดยตรง เชน่ การอภิปราย การลงมติ ตอ่ เร่ืองการเมอื งโดยตรง การ
ปกครองในลักษณะน้ีมใี นนครรัฐกรกี โบราณ ได้แก่ เมืองเอเธนส์ ซง่ึ มีจํานวน
ประชากรจาํ นวนน้อย
ส่วนในปัจจบุ นั การมสี ่วนร่วมทางการเมอื งโดยตรง ได้แกก่ ารทาํ ประชามติเปน็ ต้น
ประชาธิปไตยแบบมีผแู้ ทน ( representative democracy)
คือ การเลือกตวั แทนของประชาชน เพื่อใช้สิทธิในการเมอื งแทนประชาชน
โดยในลักษณะการปกครองแบบประชาธปิ ไตยแบบมีผ้แู ทนเปน็ การลดระยะเวลา
และความสะดวกในการใช้สิทธิของประชาชน เน่ืองจากปัจจุบันแตล่ ะประเทศ มี
จาํ นวนประชากรมาก จนไมส่ ามารถให้คนทุกคนมาใชส้ ทิ ธโิ ดยตรง จึงใช้ระบบให้
ประชาชนเลือกผู้แทนของตนเองมาเพ่ือปกปูองประโยชนข์ องตนเอง
“หลักการของระบอบประชาธิปไตย สามารถอธบิ าย หลกั การได้ 5”8 ประการ คือ
1. หลกั การอาํ นาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ประชาชนแสดงออกซ่ึงการเป็น
เจา้ ของโดยใช้ อํานาจทีม่ ีตามกระบวนการเลือกต้ังอยา่ งอสิ ระและทว่ั ถึงในการให้
ได้มาซ่ึงตัวผปู้ กครองและผแู้ ทนของตน รวมท้ังประชาชนมีอํานาจในการคดั ค้านและ
ถอดถอนผปู้ กครองและผู้แทนทป่ี ระชาชนเห็นวา่ ไม่ไดบ้ รหิ ารประเทศในทางที่เป็น
ประโยชน์ตอ่ สังคมสว่ นรวม เช่น มีพฤติกรรมฉ้อโกง หาผลประโยชน์ทับซอ้ นจน
รํ่ารวยผดิ ปกติ
2. หลกั เสรภี าพ ประชาชนทกุ คนมีความสามารถในการกระทาํ หรืองดเวน้
การกระทําอยา่ งใดอยา่ งหน่งึ ตามท่ีบคุ คลตอ้ งการ ตราบเท่าทีก่ ารกระทําของเขานั้น
ไม่ไปละเมิดลิดรอนสิทธเิ สรีภาพของบคุ คลอ่ืน หรือละเมิดตอ่ ความสงบเรยี บร้อยของ
สงั คมและความมน่ั คงของประเทศชาติ
8 วทิ ยากร เชยี งกลู , หลกั การของระบอบประชาธปิ ไตย แหล่งข้อมลู
https://witayakornclub.wordpress.com สบื คน้ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2559.
19
3. หลักความเสมอภาค การเปดิ โอกาสให้ประชาชนทุกคนสามารถเขา้ ถงึ
ทรพั ยากรและคุณค่าต่างๆของสงั คมที่มอี ย่จู ํากัดอยา่ งเทา่ เทยี มกัน โดยไมถ่ ูกกีดกนั
ด้วยสาเหตแุ ห่งความแตกต่างทางชนั้ วรรณะทางสงั คม ชาติพันธ์ุ วัฒนธรรมความ
เปน็ อยู่ ฐานะทางเศรษฐกิจ หรอื ด้วยสาเหตุอื่น
4. หลกั การปกครองโดยกฎหมายหรอื หลกั นิตธิ รรม การให้ความคุ้มครอง
สิทธิข้ันพน้ื ฐานของประชาชนทัง้ ในเร่อื งสทิ ธิเสรภี าพในทรัพยส์ ิน การแสดงออก การ
ดาํ รงชีพ ฯลฯ อย่างเสมอหน้ากนั โดยผ้ปู กครองไม่สามารถใชอ้ ํานาจใดๆลดิ รอนเพิก
ถอนสทิ ธิเสรีภาพของประชาชนได้ และผปู้ กครองไม่สามารถใช้
อภสิ ิทธอิ ยเู่ หนอื กฎหมาย หรือเหนอื กวา่ ประชาชนคนอืน่ ๆได้
5. หลักการเสียงข้างมาก (Majority rule)ควบคไู่ ปกบั การเคารพในสิทธิของ
เสียงขา้ งน้อย (Minority Rights) การตัดสนิ ใจใดๆทีส่ ่งผลกระทบต่อประชาชนหมู่
มาก ไมว่ ่าจะเปน็ การเลือกตงั้ ผู้แทนของประชาชนเข้าสู่ระบบการเมือง การตดั สินใจ
ของฝาุ ยนิติบัญญัติ ฝาุ ยบริหาร หรือฝาุ ยตลุ าการ ย่อมต้องถอื เอาเสียงข้างมากที่มตี ่อ
เรอื่ งน้ันๆ เป็นเกณฑ์ในการตัดสินทางเลอื ก โดยถอื วา่ เสียงข้างมากเป็นตัวแทนท่ี
สะทอ้ นความต้องการ/ขอ้ เรยี กรอ้ งของประชาชนหมูม่ าก
ระบอบประชาธิปไตย
ระบอบประชาธปิ ไตยแบง่ ออกเป็น 3 ระบบ คอื ระบบรัฐสภา (parliamentary
system) ระบบประธานาธบิ ดี(presidential system) และระบบกึ่งรฐั สะภาก่ึง
ประธานาธิบดี (semi-parliamentary system, semi-presidential system)
ระบอบเผดจ็ การ
20
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน9 ใหค้ วามหมายวา่ การใช้อํานาจบริหาร
เด็ดขาด เรียกลัทธิหรือแบบการปกครองที่ผูน้ าํ คนเดยี วหรอื บคุ คลกลมุ่ เดยี วใช้อาํ นาจ
อยา่ งเดด็ ขาดในการบรหิ ารประเทศว่า ลัทธเิ ผด็จการ เรยี กผู้ใชอ้ ํานาจเชน่ นั้นว่า ผู้
เผดจ็ การ
จรูญ สภุ าพ ไดใ้ หค้ วามหมายของระบอบเผด็จการไวว้ ่า “ระบอบเผด็จการมี
วัตถุประสงคใ์ ห้ประชาชนมีสว่ นร่วมในการปกครองน้อยท่ีสุด หรอื ไม่มเี ลย”10
ทินพนั ธ์ นาคะตะ ได้ให้ความหมายไวว้ ่า “ระบอบการเมอื งแบบเผด็จการ
นั้นเป็นรปู แบบของการปกครองแบบหนึง่ ท่ผี นู้ าํ มอี ํานาจสูงสุดในการปกครอง มี
อํานาจโดยไมจ่ าํ กดั และไม่ต้องรบั ผิดชอบตามกฎหมายใดๆต่อประชาชน”11
จากคํานิยามดงั กล่าวจงึ พอสรุปไดว้ ่า ระบอบเผดจ็ การ จึงหมายถงึ ระบอบ
การปกครองท่ีมีผอู้ ํานาจในการปกครอง มีรูปแบบการทปี่ กครองแบบกลุ่มเดยี วและ
คนคนเดยี ว มีอํานาจไม่กาํ จัด เน้นเร่อื งการเชื่อฟัง การปฏิบัตติ าม
ประเภทของเผดจ็ การ
การปกครองแบบเผด็จการแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. เผดจ็ การอํานาจนยิ ม (Authoritarianism)
2. เผด็จการเบด็ เสรจ็ นิยม (Totalitarianism)
9 ราชบณั ฑิตยสถาน,(2546) พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ.
2542 กรุงเทพฯ: นามบคุ๊ สพ์ ับลเิ คชน่ั ส์
10 จรูญ สภุ าพ, ศ.,หลกั รฐั ศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ แกไ้ ขใหม่ ครงั้ ที่ 2, กรงุ เทพฯ: โรง
พมิ พไ์ ทยวฒั นาพานชิ จํากดั หน้า 398.
11 ทินพนั ธ์ นาคะตะ, ดร., รฐั ศาสตร์ ทฤษฎคี วามคดิ ปญั หาสาํ คญั และแนวทางศกึ ษา
วเิ คราะหท์ างการเมอื ง, กรุงเทพฯ: พิมพ์โดยสมาคมรฐั ประศาสนศาตร์ นิดา้ ครงั้ ที่ 4 หน้า 198.
21
รปู แบบการปกครองในพทุ ธศาสนา
รูปแบบการปกครองของพุทธกาล มีสองอย่างคือ แบบสังคมฆราวาสและ
สังคมสงฆ์ ท้ังสองสังคมเป็นการแบ่งการปกครองเป็นแบบ ธรรมราชา แบบสามัคคี
ธรรม ซ่ึงทั้งสองแบบเป็นแบบการปกครองในความหมายของพระพุทธศาสนาซ่ึงจะ
อธบิ ายดงั น้คี อื
1) ธรรมราชา(ราชาธิปไตย) เป็นลักษณะการปกครองแบบคนเดียว หรือท่ี
รู้จักกันใน ธรรมราชา เป็นการปกครอง ที่มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครองโดยใช้คุณธรรม
และความยตุ ิธรรม ปกครองดูแลประชาชนเหมือนพ่อที่มีความรักต่อลูก โดยลักษณะ
ดังกล่าวพระพุทธเจ้าทรงปกครองเหล่าสาวกท้ังหลายและทรงแนะนําให้กษัตริย์
ทัง้ หลายปกครองให้ใช้ในการปกครองบ้านเมือง
2) แบบสามัคคีธรรม เป็นหลักปกครองแบบหมู่คณะ หรือกลุ่มคนท่ีมีหน้าท่ี
ในการปกครอง โดยใช้หลักความสามัคคีและความพร้อมเพียงของหมู่คณะและเป็น
การปกครองโดยเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก โดยวิธีน้ีพระพุทธองค์ทรงให้สงฆ์
ปกครองกันเองหลังการเสด็จปรินิพพานของพระพุทธองค์ และให้ในการปกครอง
อาณาจักร เช่น แค้นวัชชี เป็นต้น เป็นการปกครองที่ยึดหลักความสามัคคี โดยมี
ข้อตกลงมาปฏิบัติเพื่อความสบงของประชาชนส่วนใหญ่ โดยยึดหลักความเท่าเทียม
กันในหมู่คณะ เช่น การตกลงให้ทํากิจกรรมอย่างใดอย่างหน่ึงในสังคมชุมชนโดยใช้
เสียงส่วนใหญ่ หรือใช้หลักการแบ่งปันโดยเท่าเทียมกันและการทําเพ่ือสาธารณะชน
การไม่เปน็ เจ้าของในสง่ิ ท่เี กนิ ความจําเป็น เช่น พระภิกษุไม่ควรมีผ้าเกินสามผืน ที่ได้
รับมาเกินก็ให้เป็นของสาธารณะชนหรือแม้แต่การสร้างถาวรวัตถุ เช่น เจดีย์ วิหาร
ต้องมีการให้สงฆ์หมู่มากมาเป็นพยานหรือร่วมรู้เห็นเพ่ือท่ีพระสงฆ์จะได้ใช้ร่วมกัน
เป็นตน้
การแบ่งการปกครองในแบบราชาธิปไตย (ธรรมราชา)และสามัคคีธรรมใน
สมยั พุทธกาลซง่ึ สามารถแบง่ ตามลกั ษณะการแบ่งตามแคว้น ดังนี้
22
การปกครองรูปแบบของราชาธิปไตย จํานวน 14 รัฐ12 ได้แก่
1) องั คะ เมอื งหลวงชอื่ จําปา อยู่ภายใตอ้ าํ นาจของรฐั มคธ
2) มคธ เมืองหลวง ช่ือ ราชคฤห์ เป็นอาณาจักรอินเดียตอนบน ซึ่งเป็น
ศนู ยก์ ลางของพระพทุ ธศาสนา
3) กาสี เมืองหลวงชื่อ พาราณสี อยู่ในตอนกลางของประเทศอินเดีย หรือ
มัชฌมิ ประเทศ
4) โกศล เมืองหลวงช่ือ สาวัตถี มีความม่ังค่ังทางเศรษฐกิจ มีอํานาจทาง
การเมอื งเหนือกวา่ รัฐกาสี และรฐั สกั กะของศากยวงศ์
5) เจตี หรือเจตยิ ะ เมอื งหลวงชื่อ โสตถวดี อยูท่ างทศิ ใตข้ องแคว้นวงั สะ
6) วงั สะ เมืองหลวงชือ่ โกสัมพี อยู่ทางทิศตะวนั ตกของแควน้ กาสีและอวันตี
มีอาํ นาจทางการเมืองทเี่ ขม้ แข็งรฐั หนึ่ง
7) กรุ ุ เมอื งหลวงชอื่ อนิ ทปัตถ์ อยู่ทางทิศตะวนั ตกของแควน้ ปญั จาละ
8) ปัญจาละ เมอื งหลวงช่อื กมั ปลิ ะ อยทู่ างทศิ ตะวันออกของแควน้ กรุ ุ
9) มจั ฉะ เมืองหลวงชอื่ วิราฏนคร อยู่ทางทศิ ใต้ของแคว้นสรุ เสนะ
10) สุรเสนะ เมืองหลวงชอื่ มถรุ า
11) อัสสกะ เมืองหลวงชื่อ โปตนะ
12) อวันตี เมืองหลวงชื่อ อุชเชนี มีอิทธิพลทางการเมือง มีความสัมพันธ์
ใกลช้ ดิ กบั แคว้นมคธ
13) คันธาระ เมอื งหลวงชื่อ ตกั ศลิ า เปน็ ศูนย์กลางการศึกษาและวัฒนธรรม
มีความสมั พนั ธใ์ กลช้ ิดกบั แควน้ มคธ
14) กัมโพชะ อยทู่ างเหนือรัฐคันธาระ
การปกครองรปู แบบของสามคั คธี รรม ไดแ้ ก่
12 ปรชี า ชา้ งขวัญยนื ,ทรรศนะทางการเมอื งของพระพทุ ธศาสนา กรงุ เทพฯ: สามัคคี
สาสน์ จาํ กดั หน้า 2 – 3
23
1) วัชชี เมืองหลวงชื่อ เวสาลี ผู้ปกครองแคว้นมี 6 ราชวงศ์ วงศ์ที่มีอิทธิพล
มากทีส่ ุด คอื ลิจฉวีแห่ง เวสาลี และวงศว์ ิเทหะแห่งมถิ ลิ า
2) มัลละ เมอื งหลวงชอื่ กุสนิ าราและปาวา อยูท่ างทิศตะวันตกของแคว้นวัช
ชี
ใน 16 รัฐ 2 รปู แบบการปกครอง รัฐทช่ี อื่ ว่า เป็นมหาอํานาจ มีอยู่ 4 รัฐ คือ
มคธ โกศล วงั สะ อวนั ตี”
ในการปกครองทั้ง 2 รูปแบบนี้ พระพุทธองค์ทรงเข้าไปเก่ียวข้องและมี
ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับทั้งผู้ปกครองและประชาชน โดยที่พระองค์ไม่ได้ทรงยุ่ง
เก่ยี วกับการบรหิ ารจัดการของรฐั โดยตรง แต่พระองค์จะทรงเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะ
ของพระศาสดา หรือครู ผู้ท่ีอยู่ในฐานะเป็นท่ีพ่ึงเคารพสักการะ โดยทรงแนะนําส่ัง
สอนพระราชาเหล่านั้นให้เป็นพระราชาที่ดี ปกครองโดยทศพิธราชธรรม และ
ประชาชนก็เป็นผู้ประพฤติปฏบิ ตั ติ นอย่ใู นสมั มาปฏิบัติ เป็นพลเมอื งท่ีดพี ร้อม
รูป แบ บก าร ปก คร อง ที่ส อด คล้อง กับ หลักอ ธิป ไต ย 3 อย่าง ใ น
พระพุทธศาสนา
รูปแบบการปกครองในปัจจุบัน สามารถเปรียบเทียบกับหลักคําสอนใน
พระพุทธศาสนา ซ่ึงเรียกว่า หลักอธิปไตย 313 อย่าง ได้ดังนี้ 1. อัตตาธิปไตย 2.
โลกาธปิ ไตย 3. ธมั มาธิปไตย
อัตตาธิปไตย การปกครองโดยถือตนเป็นใหญ่ หากเป็นไปเพ่ือประโยชน์แก่
ตัวเอง การปกครองนั้นก็เป็นรูปแบบการปกครองของคณาธิปไตย หรือทรราชย์ แต่
ถ้าการปกครองนั้นเป็นการปกครองโดยยึดหลักของความชอบธรรม ผู้ปกครอง
ประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรม ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน การปกครอง
น้นั เรียกวา่ ราชาธปิ ไตย
13 ปรีชา ชา้ งขวัญยืน,ทรรศนะทางการเมอื งของพระพทุ ธศาสนา กรุงเทพฯ: สามัคคี
สาสน์ จํากดั หน้า 69
24
โลกาธิปไตย การปกครองโดยยึดโลกหรือประชาชนเป็นใหญ่ (ชนหมู่มาก
เป็นใหญ่ซ่งึ อาจจะเป็นลกั ษณะดแี ละไม่ดี
ลักษณะดี คือ เป็นคนกลุ่มใหญ่ท่ีมีเหตุผล มีธรรม ที่มีการใช้เสียงส่วนใหญ่
ในการปกครองในท่ีน้ีตรงกับความหมาย ของประชาธิปไตยในแบบ Polity ใน
ความหมายของอลิสโตเตลิ
ลักษณะท่ีไม่ดี คือ ลักษณะท่ีประชาชนหมู่มากที่ไม่มีเหตุผล ไม่มีศีลธรรม
หาผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มตน ไม่เห็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งตรงกับ
ประชาธิปไตย ในแบบ Democracy (ความบ้าคลั่งของฝูงชน) ตามทัศนะของอ
ลสิ โตเตลิ
ธัมมาธิปไตย การปกครองท่ียึดเหตุผล ความถูกต้องชอบธรรมเป็นใหญ่ใน
การตัดสินใจ การปกครองในรูปแบบนี้จะเป็นการปกครองท่ีดีที่สุด ทําให้การ
ปกครองนั้นไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดสัมฤทธิ์ผลตามเปูาหมายของการใช้อํานาจในการ
ปกครองได้อย่างดี การปกครองนั้นกจ็ ะเป็นรูปแบบราชาธิปไตย หรือท่ีเรียกว่า ราชา
ปราชญ์ อภิชนาธิปไตย และประชาธิปไตย
รปู แบบการปกครองในพระพุทธศาสนา
การปกครองในพระพุทธศาสนา หมายถึง การปกครองพุทธจักรหรือการ
ปกครองพระสงฆ์ ซ่งึ เป็นรปู แบบอกี รปู แบบหนึง่ ต่างจากรปู แบบของรัฐ โดยแบ่งการ
ปกครองออกเป็น 2 แบบ คอื
1. แบบธรรมราชา (ราชาธปิ ไตย) คอื พระองคท์ รงเป็นธรรมราชา
2. แบบประชาธิปไตย(สามัคคีธรรม) ให้สงฆ์เป็นใหญ่ในการปกครองหมู่
คณะ ยึดถือหมู่คณะเป็นใหญ่(ทุกอย่างเป็นของส่วนรวมหรือของ
สาธารณะ)
แบบราชาธิปไตยหรือแบบธรรมราชา พระพุทธเจ้าทรงปกครองคณะสงฆ์
ด้วยพระองค์เอง ในการบริหารคณะสงฆ์ พระองค์อยู่ในฐานะสังฆบิดา ทรงปกครอง
เหมอื นบิดาปกครองบตุ ร ในทางนิติบัญญัติ พระองค์ได้ทรงบัญญัติพระวินัย เพ่ือเป็น
25
กฎหมายในการปกครองสงฆ์ด้วยพระองค์เอง ในการใช้อํานาจตุลาการ พระองค์ก็
ทรงพระวนิ จิ ฉัยลงโทษตามสมควรแก่เหตุดว้ ยพระองค์เองเชน่ กนั
แบบประชาธิปไตย(สามัคคีธรรม) เมื่อมีพระสาวกเป็นจํานวนมากขึ้น
พระองค์ทรงมอบอํานาจในการบริหาร การบรรพชาและอุปสมบท การทํากิจของ
สงฆ์ ท่ีเรียกว่า สังฆกรรม และการตัดสินระงับอธิกรณ์ ซ่ึงเป็นอํานาจตุลาการให้แก่
สงฆ์ ทําหน้าท่ีแทนพระองค์ โดยใช้เสียงส่วนมากเป็นเครื่องตัดสิน การยึดถือ
สว่ นรวมเปน็ สาํ คญั เช่น สิ่งท่ีได้มาไม่ว่าจะเป็นปัจจัย 4 อันได้แก่เสื้อผ้า,อาหาร,ที่อยู่
อาศัย(เสนาสนะ) และยารักษาโรค เป็นของสงฆ์ คือหมู่คณะ พระภิกษุทุกรูปเป็น
เจ้าของกรรมสิทธิ์ มสี ิทธิ์ท่ีจะใชส้ อยร่วมกนั ในบางกรณีเม่ือจะยกให้แก่ภิกษุรูปใดรูป
หนึ่ง จะต้องขอความเห็นชอบจากสงฆ์ เม่ือสงฆ์ให้ความเห็นชอบ โดยมีมติเป็นเอก
ฉันทแ์ ลว้ จึงยกให้ได้
แนวคดิ และหลกั ธรรมท่ใี ช้ในการปกครอง
ดังท่ีอธิบายเร่ืองการปกครองของพระพุทธศาสนาว่ามีท้ังในสังคมสงฆ์และสังคม
ฆราวาส โดยแบง่ การปกครองเป็นสองรปู แบบคือ
1. ราชาธปิ ไตย
2. สามคั คธี รรม
ซ่ึงทั้งสองนี้มีหลักธรรมท่ีเกี่ยวข้องกับการปกครอง เช่น หลักทศพิธราชธรรม,
จักรวรรดวิ ัตร,พญาจักรพรรดิราช พรหมวิหาร, อปริหานิยธรรม, สัปปุริสธรรม โดย
สามารถแบง่ หลกั ธรรมกบั การปกครองไดด้ ังนคี้ ือ
โครงสร้างการใชห้ ลกั ธรรมในการปกครอง
ทศพธิ ราชธรรม
จักรวรรดวิ ตั ร
พญาจักรพรรดิราช ราชาธิปไตย
พรหมวิหาร
ราชสงั คหวตั ถุ 4
26
อปริหานยิ ธรรม สามัคคีธรรม
สัปปุริสธรรม
ทศพิธราชธรรม14 คอื คณุ ธรรมของผปู้ กครอง
1. ทาน คือ การให้
2. ศีล คือ การสงั วรกายใจใหส้ ุจริต
3. บริจาค คือ การเสียสละ
4. อาชวะ คอื ความเที่ยงตรง
5. มทั วะ คือ ความออ่ นโยน
6. ตปะ คอื การทาํ หนา้ ท่โี ดยครบถว้ น ไมบ่ กพร่องบิดพล้ิว
7. อโกธะ คือ การไม่โกรธ
8. อวิหิงสา คือ การไม่เบียดเบียนผอู้ น่ื ไม่ว่าจะเปน็ มนุษย์ หรือสัตว์
9. ขันติ คือ ความอดทน เช่น อดทนต่อความยากลําบากทั้งปวงในการ
ปฏิบัติหนา้ ท่ี
10. อวิโรธนะ คือ การคิดและทําการทง้ั ปวงโดยปราศจากการนกึ ถึงตวั
14 ภาวดี มหาขันธ,์ ประวตั ศิ าสตรก์ ารปกครองไทย บางแสน: ภาควิชาประวัติศาสตร์
คณะสงั คมศาสตรม์ หาวิทยาลัยศรนี ครทิ รวโิ รฒ หน้า 4-7
27
จกั รวรรดิวตั ร15 ข้อปฏบิ ตั ิของจักรวรรดิ
1) ควรอนุเคราะห์คนในราชสํานักและคนภายนอกราชสํานักให้มีความสุข ไม่
ปล่อยปละละเลย
2) ควรผกู มิตรไมตรีกบั ประเทศอ่นื
3) ควรอนเุ คราะหพ์ ระราชวงศานวุ งศ์
4) ควรเกื้อกลู พราหมณ์ คฤหสั ถแ์ ละคหบดชี น
5) ควรอนุเคราะห์ประชาชนในชนบท
6) ควรอุปการะสมณพราหมณ์ผมู้ ีศีล
7) ควรรักษาฝูงเน้ือ นก และสัตวท์ ้ังหลายมใิ ห้สญู พันธ์
8) ควรหา้ มฝูงชนท้ังหลายมิให้ประพฤติผิดธรรมและชักนําตัวอย่างให้อยู่ในกุศล
จิต
9) ควรเลย้ี งดูคนจน เพื่อมใิ หป้ ระกอบการทุจริต เปน็ ภยั ต่อสังคม
10) ควรเข้าใกล้สมณะพราหมณ์ เพ่ือศึกษาเร่ือง บุญ บาป กุศลและอกุศลให้
แจ้ง
11) ควรหา้ มจติ มิใหต้ ้องการไปในทีๆ่ พระมหากษตั ริยไ์ มค่ วรเสด็จ
12) ควรดบั ความโลภ มใิ หป้ รารถนาลาภทพ่ี ระมหากษัตรยิ ม์ คิ วรได้
15 ภาวดี มหาขันธ์,ประวตั ศิ าสตรก์ ารปกครองไทย บางแสน: ภาควิชาประวัติศาสตร์
คณะสงั คมศาสตร์มหาวิทยาลัยศรนี คริทรวโิ รฒ หน้า 4-7
28
พญาจกั รพรรดริ าช ธรรมของพญาจกั รพรรดิ 16
1) ให้รกั ประชาชนผอู้ ยใู่ ต้ปกครองอย่างเสมอหน้ากนั ไม่เลือกท่รี ักมักท่ชี งั ไมว่ ่า
ระดบั ใด
2) ใหผ้ ้ปู กครอง คือ ทา้ วพญาทั้งหลายยดึ ม่ันในธรรมหิรโิ อตัปปะและดาํ เนนิ การ
ปกครอง ตดั สินข้อพิพาทของประชาชนอย่างเทีย่ งธรรม
3) เรยี กเก็บผลผลิตจาการเก็บเก่ียวไดใ้ น 1 ใน 10 ของผลผลติ ถา้ การเกบ็ เกยี่ ว
ไม่ไดผ้ ลก็ไม่ควรเรยี กเกบ็
4) เรียกเกณฑ์แรงงานแต่พอควร อยา่ ให้เกินกําลัง ยกเวน้ การเกณฑ์แรงงานคน
แก่ชราและต้อง
แบง่ ปนั ข้าวปลาอาหารแก่ไพร่พลท่ีเกณฑม์ าให้พอกินพอใช้
5) ไม่ควรเรยี กเกบ็ ภาษสี ินส่วยจากราษฎรเพิ่มขึน้ เพราะจะเปน็ ตัวอย่าง เปน็
ธรรมเนียมแก่ผูท้ ่ปี กครองต่อไป
6) ผปู้ กครองควรสนบั สนนุ ช่วยเหลือเก้ือกลู พ่อค้าประชาชนโดยไมค่ ิด
ผลประโยชนต์ อบแทนมากกว่าทีไ่ ดช้ ่วยเหลือ
7) ผปู้ กครองควรชบุ เลี้ยงราชสาํ นักใหส้ ขุ สบายโดยไม่คิดเสียดาย
8) ผู้ปกครองควรตงั้ อยใู่ นความไมป่ ระมาท ไม่ลมื ตน ให้คาํ นึงถึงความชอบธรรม
บังคบั คดีความด้วยความยุตธิ รรม
9) ผปู้ กครองควรเล้ยี งดูรักษาสมณะพราหมณ์ นักปราชญ์ราชบัณฑติ ผู้ร้ธู รรม
และปรกึ ษาผูร้ ู้อยู่เสมอ
10) ผ้ปู กครองควรใหส้ ่ิงตอบแทนบําเหนจ็ รางวลั แกผ่ ู้ทําความดมี ากนอ้ ยตามแต่
ที่เขานาํ มาให้
16 ภาวดี มหาขันธ,์ ประวตั ศิ าสตรก์ ารปกครองไทย บางแสน: ภาควิชาประวัตศิ าสตร์
คณะสังคมศาสตรม์ หาวิทยาลยั ศรนี ครทิ รวิโรฒ หนา้ 4-7
29
หลกั ธรรมราชสงั คหวตั ถุ 417
1) สัสสเมธะ คอื ความสามารถในนโยบายทจี่ ะบํารงุ พืชพันธุ์ธญั ญาหารให้
อดุ มสมบูรณ์
2) ปรุ สิ เมธงั คือ ความสามารถในการบาํ รุงและส่งเสริมคนดีมี
ความสามารถในราชการ
3) สมั มาปาสะ คือ ส่งเสริมอาชพี สจุ รติ แกป่ ระชาชน
4) วาจาเปยยะ คือ ความรูจ้ ักพดู จาปราศรยั ให้ไพเราะ มเี หตุและเป็น
ประโยชน์
พรหมวหิ าร18 คณุ ธรรมของผ้ปู กครองท่เี หมือนดงั พรหม
1) เมตตา ความรักใคร่
2) กรณุ า ความเอน็ ดสู งสาร
3) มทุ ติ า ความพลอยยินดี
4) อเุ บกขา ความวางเฉย
หลักธรรมท้ัง 4 ประการน้ีถือว่าเป็นหลักธรรมของพระราชา หรือธรรม
ราชา ทป่ี รากฏในพระพุทธศาสนาโดยใหผ้ ้ปู กครองมีความยุติธรรม มีความเมตตาต่อ
ประชาชน การปกครองดังกล่าวนี้มีลักษณะเหมือนบิดาที่ดูแลบุตร ซึ่งได้รับอิทธิพล
มากในสมัยพ่อขนุ เป็นต้น
17 ปรีชา ช้างขวญั ยนื ,ความคดิ ทางการเมอื งในของพระไตรปฎิ ก กรงุ เทพฯ: สามคั คี
สาสน์ จาํ กดั หนา้ 83
18 วิชยั ธรรมเจรญิ , ธรรมศกึ ษาตรี กรุงเทพฯ: กลุ่มวิชาการพระพทุ ธศาสนาและจรยิ
ศกึ ษา กองศาสนศึกษา กรมศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 43
30
หลกั ธรรมแห่งการปกครองแบบสามคั คธี รรม
เป็นหลักธรรมท่ีกล่าวถึงการปกครองโดยใช้หมู่คณะหรือกลุ่มบุคคลในการ
ปกครองประเทศ โดยอาศัยหลักความสามัคคีการร่วมกันปกครองหลักธรรมดังกล่าว
มีดงั น้คี อื
หลักธรรมอปรหิ านิยธรรม 7 ประการ19 เปน็ ธรรมแหง่ ความเจรญิ ธรรมของผคู้ รอง
เรอื น
1) หม่ันประชุมกนั เนอื งนติ ย์ หมายถึงการจะกิจการใดในรัฐให้ประชุมปรึกษาหา
ข้อมติในกิจการนั้น
2) เมื่อประชุมเรียบร้อยแล้วก็มาทํากิจกรรมตามที่มีมติที่ประชุมอย่างพร้อม
เพรียงกัน
3) ไม่ละเลยประเพณีขนบธรรมเนียมอันดีงาม ยึดมั่นถือม่ันในขนบธรรมเนียมที่
ดงี ามขององค์การที่มอี ยู่ ไม่บญั ญัติหรือลม้ เลิกกฎเกณฑ์ระเบียบกติกาของสงั คมตาม
4) มีความเคารพยําเกรงผู้ท่ีอยู่ในฐานะเป็นผู้ใหญ่ ทั้งเชื่อ ถือกระทําตามคําส่ัง
ของผบู้ งั คบั บัญชาและคําแนะนําสง่ั สอน ของผทู้ ีเ่ ปน็ ผูใ้ หญห่ รอื ผูอ้ าวโุ สนัน้ ๆ
5) ไม่ประทุษรา้ ยข่มเหงรังแกบตุ รและภรรยาของกนั และกนั ดว้ ยประการใดๆ
6) เคารพปูชนียสถาน หมายถึง การปูองกันทรัพย์สมบัติอันเป็นของสาธารณชน
เช่น วัด เจดีย์
โรงเรยี น ทป่ี ระชาชนใช้ร่วมกนั
7) อารกั ขาปูองกนั และอํานวยความสะดวกแก่ บคุ คลท่ีมีศีลธรรม เช่น พระภิกษุ
พระอรหันต์ หรือบุคคลที่ทาํ คุณประโยชน์ใหร้ ัฐ
หลักธรรมอปริหานิยธรรม 7 ประการ20 เป็นธรรมแห่งความเจริญ ธรรมของหมู่
สงฆ์
19 ไสว มาลาทอง , คมู่ อื การศกึ ษาจรยิ ธรรม สาํ หรบั นักเรยี น นสิ ติ นกั ศกึ ษา นกั
บรหิ าร นกั ปกครองและประชาชนผสู้ นใจทวั่ ไป กรุงเทพฯ: การศาสนา หน้า 157 - 158
31
1) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ หมายถึงการจะทํากิจการใดๆให้ประชุมปรึกษาหา
ขอ้ มตใิ นกจิ การน้นั
2) เม่ือประชุมเรียบร้อยแล้วก็มาทํากิจกรรมตามท่ีมีมติท่ีประชุมอย่างพร้อม
เพรียงกัน เช่น เม่ือประชุมก็ประชุมโดยพร้อมเพียงกัน เม่ือเลิกประชุมก็เลิกโดย
พร้อมเพรยี งกัน และพรอ้ มกันทํากจิ ของสงฆ์
3) ไม่บัญญัติส่ิงที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติขึ้น ไม่ถอนส่ิงที่พระพุทธองค์บัญญัติข้ึน
ศกึ ษาสิ่งทีพ่ ระองคบ์ ัญญัติไว้
4) ภิกษเุ หลา่ ใดท่เี ป็นประธานสงฆ์ เคารพและเชอื่ ฟังถอ้ ยคําท่าน
5) ไมล่ ุแก่อาํ นาจ หรอื ความอยากของกิเลสทเี่ กิดขึ้น
6) ยนิ ดีในเสนาสนะปาุ
7) ต้ังใจให้เพ่ือนที่ภิกษุสามเณรที่ประพฤติดีมีศีลให้มาอยู่ในอาวาสของตน และ
ทม่ี าแล้วขอให้มี
ความสขุ
หลักธรรมอปริหานิยธรรมนี้เป็นหลักธรรมท่ีกล่าวโดยสองนัยคือ กล่าว
เก่ียวกับการบริหารปกครองอาณาจักรและการปกครองพุทธจักรซ่ึงมีความเหมือน
และแตกต่างกันในลกั ษณะการใช้ เช่น ในการใช้ในหมู่ของสงฆ์ จากข้อสามถึงข้อเจ็ด
เปน็ การเคารพในกฎเกณฑ์ท่ีกําหนดไว้ในพระธรรมและวินัย แต่ข้อหน่ึงและสองเป็น
การปรึกษาที่จะทํากิจของสงฆเ์ ปน็ การแสดงความคิดโดยถอื เอามติเสียงส่วนใหญ่ของ
สงฆ์เป็นเครือ่ งกาํ หนดกิจกรรม ส่วนของอปริหานิยธรรมในส่วนของฆราวาสเป็นการ
รักษาปูองกันบา้ นเมอื งและใหส้ ังคมมีความสามัคคีดังน้ันธรรมของอปริหานิยธรรมจึง
ใชไ้ ด้ทง้ั สองฝาุ ยเพยี งแต่ใชต้ ่างกันตามสถานการณ์และสภาพแวดลอ้ ม
20 วชิ ัย ธรรมเจรญิ ธรรมศึกษาตรี กรงุ เทพฯ: กล่มุ วิชาการพระพุทธศาสนาและจรยิ
ศกึ ษา กองศาสนศึกษา กรมศาสนา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร หน้า 54 – 55
32
หลกั ธรรมสปั ปุรสิ ธรรม21 เปน็ ธรรมของสตั บรุ ุษ มี 7 ประการคอื
1) ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ หมายถึง การเข้าใจถึงส่ิงที่เกิดขึ้น เช่น
การเคารพกันในสงั คมเป็นเหตุใหเ้ กดิ ความสามคั คใี นสงั คมเปน็ ตน้
2) อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล หมายถึง การเข้าใจผลที่เกิดขึ้นจากสิ่ง
ใดสงิ่ หน่งึ เช่น เพราะสังคมสามคั คกี นั รฐั จงึ มนั่ คง หรอื เพราะสังคมแตกแยกรัฐจึงล่ม
สลาย เปน็ ตน้
3) อัตตญั ญตุ า ความเปน็ ผู้รู้จักตน หมายถึง การเข้าใจในสถานของตนเอง
เข้าใจข้อดีข้อเสียของตนเอง อันทําให้เกิดควบคุมตนเอง ห้ามตนเองไม่ให้ทําผิด
ศลี ธรรม เป็นตน้
4) มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณ หมายถึงการประมาณตนเอง
รู้จักความสามารถของตนเอง ไม่ตามสังคมจนเกินเหตุ รู้จักศึกษาเรียนรู้ทําตนเองให้
เหมาะสมกบั สงั คม เปน็ ต้น
5) กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้กาล หมายถึงการรู้จักเวลา รู้จักกาลเทศะ
รู้จกั ความเหมาะสม ในการใชช้ ีวติ ใหเ้ หมาะสมกับสงั คมเปน็ ตน้
6) ปรสิ ญั ญุตา ความเป็นผรู้ ชู้ มุ ชน หมายถึงการเข้าใจวัฒนธรรมของสังคม
เขา้ ใจวถิ ชี มุ ชน
7) ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้บุคคล หมายถึงการเข้าใจบุคคลอ่ืนที่
อย่รู อบตัว วา่ เป็นคนอย่างไร ดหี รือชว่ั มีขอ้ ดีและข้อเสียอยา่ งไร
ในหลักธรรมสัปปุริสธรรมนี้สังเคราะห์ใช้กับการปกครองและการบริหารได้
เนอ่ื งจากกลา่ วถงึ ชุมชนสงั คมและการปฏบิ ัตติ นในสังคม เช่น การเป็นรู้จักเหตุผลใน
การปฏิบัติตามกฎของสังคมว่าเป็นการกําหนดขึ้นมาเพื่อรักษาและปกปูองควบคุม
สงั คมเป็นต้น
21 วิชยั ธรรมเจรญิ , อา้ งแล้ว หนา้ 54 -55
33
หลักธรรมที่กล่าวมาสามารถใช้ได้ทั้งสังคมสงฆ์และสังคมฆราวาส แต่จะใช้
แตกต่างกันในลักษณะของสังคม ใช้ในสังคมฆราวาสเป็นหลักธรรมที่เกี่ยวกับการ
บริหารปกครองสังคมฆราวาสใช้กับสังคมสงฆ์เป็นหลักธรรมท่ีเกี่ยวกับจริยธรรม
ศลี ธรรมทีพ่ ระสงฆค์ วรปฏบิ ัติ ท้งั สองสังคมมีจุดมุ่งหมายให้สังคมมีความสบงสุขโดย
หลักธรรมแห่งการปกครองถือเป็นหัวใจของการปกครองทําให้ท้ังสังคมท้ังสงฆ์และ
ฆราวาสมีการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข และถือเป็นหัวใจของวิชารัฐศาสตร์ตามแนว
พุทธเพราะหลักคําสอนที่เก่ียวกับการปกครองเปรียบเหมือนแนวคิดทางการเมือง
ของรฐั ศาสตร์ของตะวันตก ซึง่ มอี ิทธิพลต่อการปกครองในรูปแบบของรัฐศาสตร์ตาม
แนวตะวันตกเป็นอย่างมาก ดังท่ีกล่าวไว้แล้วในบทพ้ืนฐานทางรัฐศาสตร์ ถึง
วิวฒั นาการของการเมืองในรฐั ศาสตรอ์ ันได้แก่
1. ยคุ กรกี แนวคดิ เรอื่ งรัฐท่ีดี
2. ยุคโรมนั แนวคดิ การบรหิ ารรัฐกับกฎหมาย
3. ยคุ กลาง หรอื ยุคศักดินาแนวคิดศาสนจักรและอาณาจักร
4. ยุคพ้ืนฟู ศาสนจกั รแยกอาณาจักรและการทําวทิ ยาการมาเร่ิมใหม่
5. ยุคสมยั ใหม่ การเกดิ เสรนี ยิ ม และสังคมนิยม การเมอื งสองขัว้
6. ยคุ ปัจจบุ ัน ยคุ ความรว่ มมือทางเศรษฐกิจการรวมกลุ่มของภูมภิ าค
ซง่ึ แนวคิดท่ีปรากฏการณท์ างพระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะท่ีเกิดข้ึน
ในทางการเมืองที่ทําให้นักปกครองจะต้องนําหลักธรรมคําสอนมาประกอบกับการ
ปกครองโดยหลักธรรมราชาและหลักสามัคคีธรรมซึ่งทั้งสองหลักถือเป็นแนวคิดท่ีมี
อิทธิพลต่อการปกครองของกลุ่มท่ีได้รับวัฒนธรรมอินเดียในการปกครองโดย
เปรยี บเทยี บกบั การปกครองไทย เชน่
1. ยุคสมัย พอ่ ปกครองลกู (สมยั สโุ ขทยั )เป็นกษัตรยิ แ์ บบธรรมราชา กษัตริย์
ปกครองประชาชนเหมอื นพอ่ ท่ีดูแลบุตร
34
2. ยุคสมัยเทวราชา(สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น) กษัตริย์เป็นเทพ
โดยสมมุติ ต้องปฏิบัติตนอยู่ในทศพิธราชธรรม เพ่ือความชอบธรรมในการปกครอง
บ้านเมอื ง ความเชอ่ื เรอ่ื งบารมีท่ีตอ้ งทาํ ความดีเพ่ือมีอทิ ธิพลทางการเมือง
3. ยุคสมัยกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (รัตนโกสินทร์ตอนปลายถึงปัจจุบัน)
เป็นยุคสมัยท่ีกษัตริย์ทรงใช้อํานาจผ่านทางอํานาจบริหาร,ตุลาการ,และนิติบัญญัติ
แต่ทรงเป็นผู้มีบารมีทางการเมืองและหลายคร้ังที่ทรงใช้พระราชอํานาจเพ่ือ
แก้ปัญหาทางบ้านเมืองและเป็นศูนย์รวมจิตใจของประเทศ อิทธิพลของ
ทศพิธราชธรรมและความเช่ือเร่อื งบารมีในทางพทุ ธศาสนา
35
สรปุ
รั ฐ แ ล ะ คํ า ส อ น ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า มี ค ว า ม สั ม พั น ธ์ กั น อ ย่ า ง ม า ก
ความสัมพนั ธ์ดังกลา่ วทาํ ให้เห็นหลักรฐั ศาสตร์ทีม่ อี ยู่ในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะคํา
สอนท่ีเก่ียวกับผู้ปกครองที่เน้นคุณธรรมเป็นสําคัญ ไม่ว่าจะเป็นแบบราชาธิปไตยที่
ปกครองโดยคนคนเดียวหรือแบบสามัคคีท่ีปกครองโดยหมู่คณะ (สามมัคคีธรรมและ
แบบสาธารณะ) ซ่ึงเปูาหมายของการกล่าวเรื่องการปกครองในทางพระพุทธศาสนา
เปน็ ไปเพ่ือความสงบสุขของคนในสังคม โดยการกล่าวเรื่องของการปกครองได้กล่าว
เป็นสองประเด็น ประเด็นแรกกล่าวเรื่องการรูปแบบการปกครองในอาณาจักร
ประเดน็ ทีส่ องเป็นรปู แบบการปกครองแบบพุทธจกั ร
ประเด็จที่ 1) การปกครองแบบอาณาจักร รูปแบบการปกครองที่มีอยู่สอง
แบบคือ แบบการปกครองโดยคนคนเดียวหรือราชาธิปไตย คือการปกครองใน
รูปแบบกษัตริย์ หรือการปกครองโดยหมู่คณะ(กษัตริย์ที่ปกครองแบบหมู่คณะเช่นรัฐ
วชั ช)ี
การปกครองแบบคนเดย่ี วโดยไดเ้ สนอหลักธรรมที่เหมาะสมกับกษัตริย์ โดย
เน้นการปกครองโดยธรรม อันหมายถึงปกครองโดยยึดหลักคุณธรรมใน
พระพุทธศาสนา อันได้แก่หลัก ทศพิธราชธรรม,หลักพญาจักรพรรดิราช ,หลัก
จกั รวรรดวิ ตั รและพรหมวิหาร เปน็ ตน้
การปกครองแบบหมู่คณะโดยพระพุทธองคท์ รงอธบิ ายหลักการปกครองโดย
หมคู่ ณะ ในหลกั ของอปรหิ านิยธรรม
ประเด็จที่ 2) การปกครองแบบพุทธจักร พระพุทธองค์ทรงใช้การปกครอง
ท้ังแบบธรรมราชาและ แบบหมู่คณะโดยวธิ กี ารปกครองได้แบ่งเป็นระยะ เช่นระยะที่
หนึ่งทรงปกครองสงฆ์ด้วยพระองค์เอง ในแบบสังฆบิดา ระยะท่ีสองพระองค์ทรง
แต่งตงั้ พระสงฆข์ ้นึ มาทํางานร่วมและระยะสุดทา้ ยทรงใหค้ ณะสงฆป์ กครองกนั เอง
36
การปกครองในแบบสังฆบิดา หมายถึง การปกครองโดยลักษณะของการ
เป็นบดิ าของสงฆ์ โดยหลักธรรมท่ีนาํ มาใช้ได้แก่ ทศพิธราชธรรม,หลักพญาจักรพรรดิ
ราช ,หลกั จกั รวรรดวิ ตั รและพรหมวหิ าร เปน็ ตน้
การปกครองโดยหมู่คณะ โดยพระพุทธองค์ทรงมอบหมายให้สงฆ์ช่วยกัน
ดูแลกัน โดยให้ความสาํ คัญของหม่คู ณะ ซ่งึ ใชห้ ลกั ธรรมอริปรหิ านิยธรรม เปน็ ต้น
คาํ ถามทา้ ยบท
1. จงอธิบายรปู แบบการปกครองของรฐั ศาสตร์ว่ามีกี่อย่างอะไรบา้ ง?
2. จงอธบิ ายความหมายของรัฐศาสตร์ตามแนวพุทธมาให้ถกู ต้อง?
3. จงอธิบายรูปแบบการปกครองของรัฐศาสตร์ตามแนวพุทธว่ามีก่ีประเภท
อะไรบา้ ง?
4. จงอธบิ ายหลักคําสอนท่ใี ชก้ บั การปกครองแบบ ธรรมราชา มาใหถ้ ูกต้อง?
5. จงอธบิ ายหลกั คําสอนทใ่ี ชก้ ับการปกครองแบบสามัคคีธรรมมาให้ถกู ต้อง?
37
บทท่ี 4
พระสงฆก์ บั การปกครอง
วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธบิ ายความหมายลักษณะการปกครองและการบรหิ ารสงฆเ์ บื้องต้นได้
อย่างถูกต้อง
2. อธิบายความหมายของอาํ นาจบริหาร,อํานาจนิติบญั ญตั ิและอํานาจตลุ า
การในสงฆ์ได้อย่างถูกต้อง
***************************************************************************
*************
ความหมายของสงฆ์
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ได้ใหค้ วามหมายของ “คณะสงฆ์ คือ พระสงฆท์ ่ี
ได้รบั การบรรพชาอุปสมทบจากพระอุปัชฌาย์ ตาพระราชบัญญัติคณะสงฆ์”22
พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน ไดใ้ หค้ วามหมาย ของสงฆ์ ดงั น้ี คือ
“น. ภกิ ษุ เช่น ของสงฆ์ พิธีสงฆ์ บางทีก็ใชค้ วบกบั คํา พระ หรือภกิ ษุ เป็น พระสงฆ์
หรือ ภิกษสุ งฆ์ เชน่ นมิ นต์พระสงฆม์ าเจรญิ พระพุทธมนต์ มีภกิ ษุสงฆ์มารับบิณฑบาต
มาก ลกั ษณะนามว่า รูปหรือ องค์ เชน่ ภิกษสุ งฆ์ ๒ รูป พระสงฆ์ ๔ องค”์ 23
ประเภทของพระสงฆ์
พระสงฆ์แบง่ ออกเปน็ สองประเภท คือ สมมุตสิ งฆ์ และอริยสงฆ์
สมมุตสิ งฆ์24
22 วิรัช ถิรพนั ธุ์เมธ,ี คมู่ อื พระสงั ฆาธกิ าร กรุงเทพฯ: ดวงแกว้ หนา้ 19
23 ราชบณั ฑิตยสถาน พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 กรุงเทพฯ:
นามบคุ๊ สพ์ บั ลเิ คช่ันส์ หนา้ 1113
24 คณาจารยส์ ํานกั พมิ พเ์ ลีย่ งเชยี ง, นกั ธรรมชน้ั ตรี กรงุ เทพฯ หนา้ 398
38
สมมตุ ิสงฆค์ ือพระสงฆ์โดยสมมติ เป็นพระสงฆด์ ว้ ยพระวินยั เพราะได้รบั การ
อุปสมบทตามพระบรมพุทธานญุ าติ จากพระเถระต้งั แต่ 4 รูปขึ้นไป เรียกวา่ สงฆ์
เนื่องจากคาํ ว่าสงฆ์แปลว่าหมู่ จงึ เรียกหมพู่ ระภิกษวุ า่ ภกิ ษสุ งฆแ์ ละหม่พู ระภกิ ษุณีว่า
ภกิ ษุณีสงฆ์ และ พระภิกษุสงฆจ์ ดั เป็นพระสงฆโ์ ดยสมมุติจงึ เรยี กวา่ สมมตุ ิสงฆจ์ ัดเป็น
4 วรรค ตามพระบรมพุทธานุญาติ ใหท้ าํ สงั ฆกจิ ตามพระวนิ ัย คอื จตวุ รรค 4 รูป
ปญฺจวรรค 5 รปู ทสวรรค 10 รปู วิสตวิ รรค 20 รูป แตถ่ า้ พระภิกษุ 2-3 รปู เรยี กวา่
คณะ (เน่อื งจากแบ่งพวกกนั ฝุายละ 2 รปู มิได้) ถา้ พระภกิ ษุรูปเดียว
อริยสงฆ์25คือ พระสงฆ์ท่ีบรรลุธรรมช้ันใดช้ันหน่ึงข้ึนไป ตั้งแต่ โสดาบัน
พระอริยสงฆ์มีประเภทคือ กลุ่มที่ยังต้องศึกษา สอุปาทิเสสบุคคล หรือ พระเสขะ
กับกลุม่ ที่ไม่ต้องศกึ ษา (หลดุ พ้น) คือ พระอเสขะ
1. พระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) หรือ สอุปาทิเสสบุคคล (ผู้ยังมีเชื้อคือ
อปุ าทานเหลืออย)ู่ คอื
1. พระโสดาบัน ผู้เขา้ ถงึ กระแสมรรค
2. พระสกทาคามี ผกู้ ลับมาสู่โลกอกี คร้งั เดยี วก็จะกาํ จดั ทกุ ข์ได้ส้ิน
3. พระอนาคามี ผู้จะปรินิพพานในทผี่ ุดเกิดขึ้น
2. พระอเสขะ (ผู้ไม่ต้องศึกษา) หรือ อนุปาทิเสสบุคคล (ผู้ไม่มีเชื้อคือ
อุปาทานเหลืออยู่เลย)
พระอเสขะ คือ พระอรหันต์ ผู้ควรแก่การทักขิณาหรือการบูชาพิเศษ
เป็นผูส้ ิ้นแห่งอาสวะ
การกําเนิดสงฆ์
พระสงฆ์เกิดข้ึนคร้ังแรกในวันอาสาฬหะ โดยท่ีพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมคร้ังแรก
แก่ปัญจวัคคีย์ ( อัญญาโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ) โดยการ
แสดงธรรมในครั้งนั้นช่ือว่า ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร อันมีเน้ือความเร่ืองของการ
25 คณาจารยส์ าํ นกั พมิ พเ์ ลี่ยงเชียง, นกั ธรรมชนั้ ตรี กรงุ เทพฯ หน้า 398
39
เดินสายกลาง ไม่ประพฤติหย่อนเกินไปและเคร่งจนเกินไป และทรงค้นพบอริยสัจ
4 คือ
1. ทุกข์ ความทกุ ขท์ ง้ั ปวง
2. สมุทยั เหตแุ ห่งทุกข์
3. นิโรธ ความดับของทุกข์
4. มรรค หนทางแหง่ ความดับทกุ ข์
เม่ือพระพทุ ธองค์ทรงแสดงธรรมแลว้ ท่านอัญญาโกณฑัญญะ ได้ดวงตาเห็น
ธรรมและขออปุ สมบทเป็นพระสงฆ์ จงึ ได้ชอ่ื ว่าเปน็ ปฐมสาวกของพระพุทธเจา้ และ
พระวปั ปะ ภทั ทยิ ะมหานามะและอัสสชิบวชตาม การบวชในครง้ั นั้นเรยี กวา่ การบวช
แบบเอหิภิกษุอุปสมั ปทา จงึ เปน็ การกําเนิดสงฆ์ขึน้ ครั้งแรกในโลกและเป็นวนั ที่พระ
รัตนตรัยเกิดขึน้ เปน็ ครงั้ แรก
องค์ประกอบแหง่ สงฆ์
ดงั ทก่ี ล่าวแล้ววา่ สงฆ์มีสองประเภท คืออรยิ สงฆ์และสมมตุ ิสงฆ์ พระอริย
สงฆเ์ ปน็ พระสงฆ์ท่สี มบูรณแ์ ม้มีเพยี งรูปเดยี วกเ็ ปน็ สงฆ์สว่ นสมมุตสิ งฆ์เป็นเพยี งสม
มุตวา่ เป็นสงฆย์ ังไม่สมบูรณ์ การทีไ่ ม่เป็นสงฆ์โดยสมบรู ณ์
การเปน็ สงฆจ์ ึงต้องเปน็ กลุ่ม กล่าวคือ ตั้งแต่ 4 รูปขึน้ ไปจึงเรียกว่าสงฆ์26
และการกําหนดการทาํ สังฆกรรมของสงฆ์ โดยกาํ หนดเปน็ หมวดดังนีค้ ือ
1. สงฆจ์ ตวุ รรค หมายถึงจํานวนพระภิกษตุ ้ังแต่ 4 รปู ขนึ้ ไปทาํ กรรมได้ทุกประเภท
ยกเวน้ ผา้ กฐนิ การสวดอัพภาน คือการสวดถอนอาบตั หิ นกั บางข้อในหมวด
สังฆาทิเสส เปน็ ต้น
2. สงฆ์ ปัญจวรรค หมายถึงสงฆต์ ง้ั แต่ 5 รูปกรานกฐนิ ได้
3. สงฆ์ ทศวรรค หมายถึงสงฆ์ 10 รปู สวดอปุ สมบทได้
26 คณาจารย์สาํ นกั พมิ พเ์ ลย่ี งเชยี ง, นกั ธรรมชนั้ ตรี กรงุ เทพฯ หน้า 398
40
4. สงฆ์ วีสตวิ รรค หมายถึงสงฆ์ตัง้ แต่ 20 ขน้ึ ไปอัพภาน คือ สวดถอนอาบัติหนัก
บางข้อในสังฆาทเิ สส
5. สงฆ์ตัง้ แต่มากวา่ 20 รูปสวดสีมาอโุ บสถ ได้กําหนดเขต
จะเหน็ ได้วา่ การกาํ หนดจํานวนของสงฆเ์ ปน็ การใช้เสียงสว่ นใหญใ่ นการกาํ หนด
กจิ กรรมของของสงฆ์โดยใช้หลกั ความสามคั คีของหมู่คณะ
ในบทความนแ้ี สดงถงึ ความเสมอภาคของมนษุ ย์ ว่าคนทกุ คนเกิดมาเท่ากัน
แต่ความประพฤติว่าดีช่ัวต่างกัน ดังน้ันศาสนาพุทธจึงให้ความสําคัญของการทํา
ความดีมากกว่าชาติตระกูล
โดยลักษณะดังกล่าวนี้จึงมีการอุปสมบทโดยเปิดโอกาสให้คนทุกวรรณะมา
บวชในพระพทุ ธศาสนาเพราะถอื ทกุ คนมีสิทธิเ์ ท่าเทียมกนั โดยธรรมชาติ(การเกิด) แต่
สงู ตํ่า ดีชั่วอยู่ที่การกระทํา ดังนั้นในพระพุทธศาสนาจึงมีคนทุกชนชั้นเข้ามานับถือ
โดยแบง่ กลุ่มที่บวชในพระพทุ ธศาสนาดังนี้
กลุ่มกษตั รยิ ์ท่อี อกบวช 10 รปู ได้แก่
พระนันท พระภัททิย พระอานนท์ พระกิมพิล พระมหากัปปินเถระ พระทัพ
พมัลลบุตร พระราหลุ
พระอนุรทุ ธ พระภัคคุ พระกังขาเรวต พระสีวลี
กลมุ่ ท่เี ปน็ พราหมณ์ 16 รปู
พระอญั ญาโกณฑญั ญ พระภัททยิ พระอสั สิ พระวปั ป พระมหานาม ฯ
กล่มุ ที่เปน็ นกั บวช 26 รปู
พระอรุ เุ วลกัสสป พระมหาโมคคัลลาน พระสารบี ตุ ร พระอปุ สีว พระนทีกสั สป ฯ
กลมุ่ ท่ีเปน็ ขา้ ราชการ 4 รปู
พระมหากัจจายน พระกาฬุทายี พระอบุ าลี พระโสณกุฏกิ ณั ณ
กลุ่มท่เี ปน็ เศรษฐี – คฤหบดี 14 รูป
พระยส พระวมิ ล พระสุพาหุ พระปณุ ณชิ พระควัมปติ พระสภุ ูติฯ เป็นต้น
กลุม่ อนื่ ๆ 9 รูป
41
พระอุทายี พระอุปวาณ พระเมฆิยเถระ พระนาคิต พระยโสช พระเสล พระองคุ
ลิมาล เปน็ ต้น
รปู แบบการบรหิ ารและการปกครองสงฆ์
การปกครองในพระพุทธศาสนา หมายถึง การปกครองพทุ ธจกั รหรอื การ
ปกครองพระสงฆ์ ซงึ่ เปน็ รปู แบบอกี รปู แบบหน่ึง ต่างจากรูปแบบของรฐั โดยแบ่งการ
ปกครองออกเปน็ 3 แบบ คือ
1. แบบราชาธิปไตย คือ พระพุทธเจา้ ทรงเปน็ ธรรมราชา
2. แบบประชาธปิ ไตย(สามัคคธี รรม) ใหส้ งฆ์เป็นใหญ่ในการปกครองหมู่
คณะ
ลกั ษณะการปกครองทัง้ สามแบบปรากฏในพระพุทธศาสนาซึ่งมีอยู่ในลักษณะองค์กร
สงฆ์
โดยแบบราชาธิปไตยเป็นการปกครองท่ีพระพุทธองค์ทรงใช้ในการปกครอง
สงฆ์ในขณะที่พระองค์ยังทรงไม่นิพพานซ่ึงการปกครองในลักษณะเป็นการแบบพ่อ
ปกครองลูก(หรือสังฆบิดา) โดยมีอํานาจในการบริหารและปกครองสงฆ์ โดยการ
บริหารสงฆ์ของพระพุทธองค์ทรงมีอํานาจทางนิติบัญญัติ อํานาจบริหารและอํานาจ
ตุลาการ ซ่ึงการอธิบายรูปแบบการปกครองสงฆ์โดยลักษณะการปกครองโดย
แบ่งเป็นอํานาจสามฝาุ ยอันได้แก่ ฝุายนิติบัญญัติ .ฝุายบริหาร,ฝุายตุลาการ กับระยะ
ท่ีพระพทุ ธองค์ทรงใช้ได้แก่ ดงั นี้
อํานาจบริหาร พระพุทธองค์ทรงบริหารคณะสงฆ์ โดยแบ่งเป็น สามระยะ
(อา้ งในพระครูโสภณปริยัตสิ ธุ ี)กลา่ วคือระยะแรกพระองค์ทรงบริหารงานเอง ระยะที่
สองทรงแตง่ ตั้งปชู นยี ภิกษุและระยะท่ีสามทรงให้คณะสงฆ์ดแู ลกันเอง
อํานาจนิติบัญญัติ พระพุทธองค์ทรงออกกฎหมายเพื่อควบคุมสงฆ์โดย
พระองคเ์ อง(พระวนิ ัยและพระธรรม) ซงึ่ แสดงออกมาเป็นข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ การทํา
สังฆกรรม(กจิ กรรมของสงฆ)์ ลักษณะการออกกฎหมาย
42
อํานาจตุลาการ เม่ือมีพระสงฆ์ทําผิดพระวินัยพระพุทธองค์ทรงตัดสินด้วย
พระองค์เอง การตัดสินของพระพุทธองค์มีต้ังแต่ การปรับโทษเล็กน้อย(ลหุกาบัติ)
อันได้แก่ ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฎ ทุพภาสิต จนถึงปรับโทษหนัก
ไดแ้ ก่ (ครุกาบัติ) อันได้แก่ ปาราชกิ และสงั ฆาทิเสส
อํานาจและการบริหารงานในสงฆ์
ดงั ทีก่ ลา่ วแล้วว่าพระพุทธองค์ทรงบริหารองค์กรสงฆ์โดยแบ่งเป็นสามระยะ
ดงั น้ี
ระยะแรกพระพทุ ธองค์ทรงบริหารงานในลักษณะราชาธิปไตย กล่าวคือพระพุทธองค์
ทรงเปน็ ศนู ย์กลางในการบริหารงานไม่ว่าจะเป็นด้านบริหาร,ด้านนิติบัญญัติและตุลา
การ
ด้านการบริหาร ซ่ึงแบ่งออกเป็นข้ันตอนดังน้ีคือ อุปสมบท(การหา
บุคคลากร) ,การคัดเลือกและการแตง่ ต้ัง
1. การหาบุคคลากร (การอุปสมทบ)
1) การอุปสมบทพระพุทธองค์ทรงอุปสมบทพระด้วยพระองค์เอง โดยการ
บวชเปน็ ภกิ ษุหรือภกิ ษุณีนน้ั มีวธิ ีอุปสมบททัง้ หมด 8 วิธี27 คือ
1.1) เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือการบวชด้วยพระวาจา โดยพระพุทธองค์ทรง
เปล่งวาจาว่า “จงเป็นภิกษุมาเถิด” ผู้ท่ีได้รับการบวชประเภทนี้เป็นคนแรกได้แก่
พระอญั ญาโกณทญั ญะ
1.2) ติสรณคมนูปสัมปทา หรือสรณคมนูสัมปทา การอุปสมบทด้วยการ
เปล่งวาจาน้อมเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พ่ึงว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง
คจั ฉามิ สงั ฆัง สรณงั คจั ฉามฯิ เป็นวิธีท่ีพระพุทธองค์ทรงอนุญาตใช้ในยุคแรกแต่เม่ือ
พระสงฆม์ มี ากจึงเปลยี่ นเป็นการบวชสามเณร
27 พระธรมปฎิ ก (ป.อ.ปยุตโต) พจนานกุ รมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมวลศพั ท์ แหลง่ ทมี่ า
http://84000.org/tipitaka/dic
43
1.3) โอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา เป็นการอุปสมบทโดยการรับโอวาทเป็นวิธี
ท่ีทรงอนญุ าตให้แกพ่ ระมหากสั สปะ
1.4) ปัญหาพยากรณูสัมปทา การอุปสมบทด้วยการตอบปัญหาของพระ
พุทธองค์ เปน็ วธิ ีท่ที รงอนุญาตแก่โสปากสามเณร
1.5) ครุธรรมปฎิคคหณูปสัมปทา หรืออัฏฐครุธรรมปฏิคคหณูปสัมปทา
การอุปสมบทด้วยการรับคุณธรรม 8 ประการ เป็นวิธีท่ีทรงอนุญาตแก่พระนางมหา
ประชาบดีโคตรมี
1.6) ทูเตนะอุปสัมปทา การอุปสมบทด้วยทูต เป็นวิธีท่ีทรงอนุญาตแก่นาง
คณิกา ช่ือ อฑั ฒกาสี
1.7) อัฏฐวาจิกาอุปสัมปทา คือการอุปสมบทมีวาจา 8 คือ ทําด้วยญัตติ
จตุตถกรรม 2 ครง้ั คอื ท้ังฝาุ ยภกิ ษณุ แี ละภกิ ษุสงฆ์ วิธนี ีใ้ ช้กบั การบวชภิกษณุ ี
1.8) ญัตติจตตุ ถกัมมอปุ สมั ปทา การอุปสมบทดว้ ยญัตติจตถุ กรรม เป็นวิธีท่ี
ทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ทําและเป็นวิธีใช้สบื มาทุกวันนี้
หมายเหตุปัจจุบันคงเหลือการบวชแบบญัตติจตุตถกัม และติสรณคมนูป
สมั ปทา ซง่ึ การบวชดงั กลา่ วเปน็ วธิ กี ารบรหิ ารของพระพุทธองค์
2. การคัดเลือกและแตง่ ต้งั
การคัดเลือกและการแต่งตั้ง ทรงกระทําใน 2 ลักษณะคือ 1.พระพุทธองค์
ทรงคดั เลือกและแต่งตัง้ เอง 2. ทรงใหค้ ณะสงฆ์คดั เลือกและแตง่ ตงั้
2.1) พระองค์ทรงคัดเลือกและแต่งต้ังพระภิกษุที่มีความสามารถ ตาม
ลักษณะเฉพาะของบคุ คลเพื่อให้ทราบถงึ ความถนดั ของตน เช่นพระสารีบุตรและพระ
มหาโมคคลั ลานโดยแต่งตง้ั เป็นอัครสาวกเบ้ืองขวาและเบื้องซ้าย
*นอกจากทรงแต่งตั้งพระภิกษุแล้วพระองค์ทรงแต่งตั้งภิกษุณีและอุบาสก
และอบุ าสิกาโดยแบง่ ดังนี้คอื พระภกิ ษทุ ่ีเป็นเอตทัคคะ 41 ทา่ นคอื เช่น
พระอญั ญาโกณฑัญญะเถระ เอตทคั คะในทางรัตตัญญู (รูร้ าตรีนาน)
พระอรุ เุ วลกัสสปะเถระ เอตทัคคะในทางผูม้ ีบรวิ ารมาก
44
พระสารีบุตรเถระ (อัครสาวกฝุายขวา) เอตทัคคะในทางผมู้ ีปัญญา
พระมหาโมคคลั ลานะเถระ (อัครสาวกฝาุ ยซา้ ย) เอตทคั คะในทางผมู้ ีฤทธิ์
พระปุณณมนั ตานีบุตรเถระ เอตทคั คะในทางผู้เป็นพระธรรมกถึก ฯ
ภิกษณุ ีเอตทคั คะ 13 รปู คือ เช่น
พระมหาปชาบดีโคตรมีเถรี รัตตญั ญู
พระเขมาเถรี มปี ัญญามาก
พระอุบลวรรณเถรี มีฤทธมิ์ าก
พระสิงคาลมาตาเถรี หลุดพน้ ด้วยศรัทธา
พระภทั ทากจั จานาเถรี บรรลมุ หาภิญญา
อุบาสกเอตทัคคะ10 คน อุบาสิกาเอตทัคคะ10 คน
ดังนั้นการบริหารงานของพระพุทธองค์จึงใช้วิธีบวชและการแต่งต้ังให้ตํารงตําแต่ง
และตามหน้าที่
รปู แบบการบรหิ าร 45
พระพุทธเจ้า
อคั รสาวกเบ้ือง พทุ ธ อัครสาวก
ขวา อปุ ัฏฐาก เบ้อื งซา้ ย
องค์กรสงฆ์
(เอตทัคคะ)
เจ้าอธกิ าร เจ้า เจา้ อธิการ เจา้ อธิการ เจา้ อธิการ
จวี ร อธิการ คลงั เสนาสนะ อาราม
อาหาร
* หมายเหตุ
ลักษณะการบริหารที่ทรงแต่งตง้ั ตามหนา้ ท่ี เช่น อัครสาวกเบ้ืองขวาและเบื้องซา้ ย
ลกั ษณะการบริหารทตี่ ้ังตามหน้าท่ี
2.2) ทรงมอบใหค้ ณะสงฆเ์ ป็นผ้คู ดั เลอื กและแต่งต้ัง
พระพทุ ธองคใ์ ช้เมื่อพระสงฆ์มีจํานวนมากจึงใหส้ งฆ์ดแู ลกนั เอง โดยการใหภ้ ิกษุ
มอบหมายให้ภิกษุดูแลของสว่ นรวมของหมู่คณะโดยให้สงฆเ์ ป็นผ้แู ต่งตงั้ หรอื สมมติ
ภิกษรุ ปู ใดรูปหนง่ึ เป็นเจ้าหนา้ ทีด่ แู ลรับผดิ ชอบกจิ การประจําแผนกต่างๆ ของสงฆ์
ซ่งึ มี 5 แผนก คือ เจ้าอธิการ28
28 คณาจารย์สาํ นกั พมิ พ์เลี่ยงเชียง, นกั ธรรมชนั้ ตรี กรงุ เทพฯ: เลี่ยงเชยี ง หน้า 404 -
412
46
1. เจา้ อธกิ ารแหง่ จีวร รบั ผดิ ชอบดูแล เร่อื งจวี ร
2. เจา้ อธกิ ารแหง่ อาหาร รับผิดชอบดูแล เรอื่ งอาหาร
3. เจ้าอธกิ ารแห่งเสนาสนะ รับผดิ ชอบดูแล เร่อื งเสนาสนะ
4. เจ้าอธกิ ารแหง่ อาราม รบั ผดิ ชอบดแู ล เรือ่ งอาราม
5. เจ้าอธิการแห่งคลัง รับผดิ ชอบดูแล เรื่องคลัง
คณุ สมบตั ิของเจ้าหนา้ ที่ทาํ การสงฆ์ ต้องเวน้ จากอคติ 4 และมคี วามเขา้ ใจในกิจการ
แต่ละแผนกดังน้ี คือ
1. ไมล่ าํ เอยี งเพราะ รกั
2. ไม่ลาํ เอยี งเพราะ ชัง
3. ไม่ลาํ เอียงเพราะ เขลา
4. ไมล่ ําเอยี งเพราะ กลวั
และเปน็ ผู้ฉลาดในกจิ การที่ตนรบั ผิดชอบ เม่อื เลือกภิกษุผ้มู ีคุณสมบัติครบจะต้อง
ประชุมสงฆ์และสวดสมมติให้ทาํ หนา้ ท่ีตามทม่ี อบหมาย
เจา้ อธกิ ารแหง่ จวี ร มีหนา้ ที่ 3 อย่างคือ
1. มีหน้าท่รี บั จวี ร เรยี กวา่ จวี รปฏคิ คหากะ
2. มีหนา้ ทเ่ี กบ็ จวี ร เรียกว่า จวี รนิทหกะ
3. มีหนา้ ทแ่ี จกจีวร เรียกว่า จวี รภาชกะ
เจา้ อธิการแห่งอาหารมีหน้าที่
1. มีหนา้ ที่แจกภัต เรยี กว่า ภัตตทุ ทสก์
2. มีหน้าที่แจกยาคู เรยี กวา่ ยาคภู าชกะ
3.มหี นา้ ที่แจกผลไม้ เรียกวา่ ผลภาชกะ
4. มีหนา้ ทแี่ จกของเค้ียว เรยี กวา่ ขชั ชภาชกะ
เจา้ อธกิ ารแหง่ เสนาสนะ มหี น้าท่ี
1. มหี นา้ ทแ่ี จกเสนาสนะ เรยี กว่า เสนาสนคาหาปกะ แจกกฏุ หิ รือหอ้ ง
2. มีหน้าท่จี ดั แจงเสนาสนะ เรยี กวา่ เสนาสนปญั ญาปกะ เตียงนอน
47
เจ้าอธิการแห่งอารามมีหนา้ ท่ี
1. ใช้คนงานทาํ งานวดั เรียกว่า อารามิกเปสกะ
2. ใช้สามเณรทํางานวัด เชน่ ดายหญ้า พรวนดนิ เรียกว่า สามเณรเปสกะ
3. ดแู ลการก่อสร้างและการปฏิสังขรณ์ในวัด เรียกวา่ นวกมั มกิ ะ
เจ้าอธกิ ารแหง่ คลงั มหี นา้ ทด่ี แู ลคลงั เก็บพสั ดุของสงฆ์
1. เป็นผดู้ ูแลรกั ษาคลังท่เี กบ็ พัสดุของสงฆ์ เรยี กว่า ภัณฑาคารกิ
2. เป็นผู้จา่ ยของเล็กน้อยให้แก่ภิกษุทั้งหลาย เรียกวา่ อัปปมัตตกวิสัชชกะ
อํานาจนติ บิ ญั ญตั ิ
พระพทุ ธองค์ทรงบญั ญตั ิพระวนิ ยั (6) เพอื่ ควบคุมสงฆ์ หรอื กฎระเบียบ
ข้อบังคบั ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญตั ขิ น้ึ เพื่อใช้ปกครองหมสู่ งฆส์ าวกใหม้ ีความ
ประพฤติดงี าม มีแบบแผนเป็นอันหนง่ึ อนั เดียวกัน ดุจเส้นด้ายทร่ี ้อยดอกไมใ้ หเ้ ปน็ มา
ลยั สวยงาม วินัยมสี องประเภท คอื
1. พุทธบญั ญตั ิ หมายถงึ ข้อบังคับห้ามไม่ใหท้ ํา และทรงวางโทษแกผ่ ฝู้ ุาฝนื
โดยปรับอาบัติหนักบา้ ง เบาบ้าง ตามแต่สมควรแก่ความผดิ เพ่อื ปูองกันความ
เสยี หายทเี่ กิดกับหมู่คณะ
2. อภสิ มาจาร หมายถึง ข้อท่ีทรงอนุญาตให้ทําเป็นขนบธรรมเนยี มทท่ี รง
ตัง้ ข้ึน
ลักษณะการบญั ญตั พิ ระวนิ ยั
การบัญญตั ิพระวนิ ยั จะทรงบัญญัตเิ ม่ือภกิ ษุทําความเสยี หายโดยแบ่งเป็น 2 ลกั ษณะ
คือ
1. มูลบญั ญัติ หมายถึง ต้นบัญญัติ หรอื ข้อปฏิบตั เิ ดิม
2. อนบุ ัญญตั ิ หมายถึง ข้อบัญญัติท่ีทรงเพิ่มเติมขนึ้ ภายหลัง
แบ่งโดยการใช้ คือ ข้อบังคบั และบทลงโทษ ข้อบงั คับได้แก่ ศีล บทลงโทษได้แก่
อาบตั ิ
ขอ้ บังคับ เรียกวา่ ศลี โดยแบ่ง วนิ ยั น้เี ปน็ 2 เภท คอื
48
1. อาคารยิ วนิ ยั คือ วนิ ัยของผู้ครองเรือน ไดแ้ ก่ ศลี 5 ศีล 8
2. อนาคารยิ วินยั คอื วินยั ของผู้ออกบวช ไดแ้ ก่ ศีลสามเณร 10 ศีลพระภิกษุ
227 ศลี พระภกิ ษุณี 311
บทลงโทษ เรยี กวา่ อาบตั ิ มอี ยู่ 7 อย่าง คือ (อธบิ ายต่อในฝาุ ยตลุ าการ)
1. ปาราชิก หมายถึง ความพ่ายแพ้ เม่ือทําผดิ แลว้ จะต้องพ้นจากความเปน็ พระ
2. สังฆาทิเสส หมายถงึ ความละเมดิ ท่มี ีสงฆ์เปน็ ผกู้ าํ หนดโทษ(ทรมานตน) ตอ้ งอยู่
กรรม(ให้พระกลา่ วโทษและทําพธิ ีเรียกเขา้ มาสสู่ งฆ์ใหม่)
3. ถุลลัจจยั หมายถึง อาบัตทิ ร่ี องจากปาราชกิ และสังฆาทเิ สส(ทําทัง้ สองอาบัติแต่
ไม่สําเร็จจงึ ปรบั เป็น ถุลลัจจยั ) ต้องแสดงอาบัติตอ่ หน้าสงฆ์
4. ปาจติ ตยี ์ หมายถงึ การลว่ งละเมิดอันยงั กุศล(ความด)ี ให้ตกไปต้อง แสดงอาบัติต่อ
หนา้ สงฆ์
5. ปาฏิเทสนยี ะ หมายถงึ การแสดงคืน กลา่ วคือกระทาํ ผดิ อาบัตกิ ับบุคคลใดให้
แสดงกบั บคุ คลนน้ั และต้องแสดงอาบัติต่อหนา้ สงฆ์
6. ทุกกฎ หมายถงึ การทาํ ไมด่ ีทําชวั่ ต้อง แสดงอาบัติตอ่ หน้าสงฆ์
7. ทพุ ภาสิต หมายถงึ การพดู ไมด่ ี พดู ไม่เหมาะสมต้องแสดงอาบตั ติ ่อหน้าสงฆ์
ลักษณะของพระพทุ ธองค์ทรงบัญญตั พิ ระวนิ ยั
1. เมอ่ื มเี ร่ืองเสยี หาย เกิดข้ึนทรงรับสง่ั ประชุมสงฆ์
2. ตรัสถามภิกษผุ กู้ ่อเหตุ ใหย้ อมรับตามเปน็ จริง
3. ทรงชีโ้ ทษแหง่ การประพฤติ
ประโยชนข์ องการบญั ญัตวิ นิ ยั
1. เพ่อื ความดงี ามแหง่ สงฆ์
2. เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์
3. เพอ่ื ข่มบุคคลผู้เก้อยาก(หน้าดา้ น)
4. เพ่อื ความผาสุกของภิกษผุ ู้มีศลี เปน็ ทร่ี ัก
49
5. เพอ่ื กําจัดอาสวะอนั ทจ่ี ะเกิดข้นึ ในปัจจุบัน
6. เพอ่ื ปิดก้นั อาสวะท่ีจะเกิดขึน้ ในอนาคต
7. เพื่อยังผู้ที่ไมเ่ ลื่อมใสใหเ้ ล่ือมใส
8. เพอ่ื ยงั ผู้ทเ่ี ล่ือมใสแล้วใหเ้ ล่ือมใสมากขึน้
9. เพื่อความต้งั มน่ั แห่งพระสัจธรรม
10. เพื่อเออื้ เฟื้อแกพ่ ระวินัย
* หมายเหตุ ขอ้ 1,2 ทรงบัญญัติเพือ่ ประโยชนข์ องหมู่คณะ
3,4 ทรงบัญญตั ิเพื่อประโยชนแ์ ก่บคุ คล
5,6 ทรงบญั ญัติเพ่ือความบริสุทธขิ์ องชีวติ
7,8 ทรงบญั ญัตเิ พื่อประโยชนแ์ ก่ประชาชน
9,10 ทรงบญั ญตั ิเพื่อประโยชน์แก่พระศาสนา
จดุ มงุ่ หมายของการบญั ญตั วิ นิ ยั
1. เพื่อปอู งกนั ไม่ให้เปน็ คนเหยี้ มโหด
2. เพื่อปูองกันการหลอกผู้อ่ืนเล้ยี งชีพ
3. เพ่ือปูองกันไม่ให้เป็นคนดุรา้ ย
4. เพื่อปูองกนั ไม่ใหป้ ระพฤติเลวทราม
5. เพอื่ ปูองกันไมใ่ ห้ประพฤติเสยี หาย
6. เพ่ือปูองกนั ไม่ให้เลน่ ซุกซน
7. เพื่อใหส้ อดคล้องกบั ความนิยมของคนสมยั นั้น
8. เพื่อใหเ้ ป็นธรรมเนยี มของภิกษุ
อาํ นาจตลุ าการ
อาํ นาจตลุ าการเป็นอาํ นาจทสี่ งฆจ์ ะต้องตดั สนิ หรือระงับคดีความท่เี กิดขนึ้
ระหว่างสงฆด์ ว้ ยกันในทางพุทธศาสนาเรียกวธิ ีดงั กล่าววา่ อธิกรณ,์ อธิกณสมถะและ
นคิ หกรรมซึ่งมคี วามหมายเหมือนการพิจารณาคดแี ละการตัดสินคดีความ เป็นการ
กาํ หนดขึ้นเพื่อใหส้ งฆ์ได้ใชร้ ะงับเหตแุ ห่งความเสื่อมทจ่ี ะเกิดข้นึ ในสงฆ์หากจะเข้าใจ
50
ความหมายของอธกิ รณ์และอธิกรณสมถะจะต้องเขา้ ใจลักษณะความผดิ ของสงฆ์ก่อน
ดังจะอธิบายดังนคี้ ือ
ดังทกี่ ลา่ วแล้วในอาบัติของพระภิกษุ อนั หมายถึงโทษที่พระภกิ ษจุ ะได้รับพระภิกษุ
ทาํ ผิด อนั มี 7 อย่าง
อาบัติท้งั 729 ประการนีม้ ีโทษอย่างหนกั ,อยา่ งกลางและอย่างเบา บางอย่าง
เปน็ อาบตั แิ ก้ไขได้และแก้ไขไมไ่ ด้
ดังแสดงเป็นตารางดังนี้คือ
ชือ่ ของอาบัติ โทษ 3 ประเภทอาบัติ วธิ อี อกอาบัติ
สถาน
ปาราชิก หนัก หนกั ชวั่ แก้ไข ขาดจากความเป็น
(ครกุ าบตั ิ) หยาบ ไม่ได้ ภิกษุ
สงั ฆาทิเสส กลาง แก้ไข ตอ้ งอยู่กรรม
ถลุ ลัจจยั เบา ไม่ชั่ว ได้ ต้องแสดงอาบตั ติ ่อ
ปาจติ ตีย์ เบา หยาบ หนา้ พระภิกษอุ ืน่
ปาฏเิ ทสนียะ (ลหกุ าบตั )ิ
ทุกกฎ
ทพุ ภาสติ
ดงั ทเี่ หน็ ในตารางจะสังเกตว่าอาบัตติ ่างๆมโี ทษต่างกันหนักบ้างเบาบ้างซึ่งในการปรบั
โทษตา่ งๆพระพุทธองคท์ รงใช้วิธีต่างๆกันไปในการตรวจสอบความผดิ ของแต่ละ
อาบตั ิ
วธิ ตี รวจสอบอาบตั ิ
29 คณาจารยส์ าํ นกั พมิ พ์เล่ียงเชียง, นกั ธรรมชนั้ ตรี กรุงเทพฯ: เลยี่ งเชยี ง หน้า 404 -
412