The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เทคนิกการเขียนบทความวิชาการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ลิฟร์ควีน ค๊อฟฟี่, 2024-01-19 21:56:26

เทคนิกการเขียนบทความวิชาการ

เทคนิกการเขียนบทความวิชาการ

Journal of Cooperative Accounting วารสารตรวจบัญชีสหกรณ์ 199 เทคนิคการเขียนบทความวิชาการ ศิริพร รัศมีมณฑล ยุวดี เมืองแมน ปัทมา ซาตะนัย กลุ่มวิจัยและพัฒนา ส านักแผนงานและโครงการพิเศษ บทความวิชาการเป็นแหล่งความรู้ประเภทหนึ่ง เป็นงานเขียนเชิงวิเคราะห์และสังเคราะห์ ที่สะท้อนให้เห็นความรู้ ความสามารถ ทั้งเชิงวิชาการและเชิงการสื่อสารของผู้เขียน การเขียน บทความวิชาการเป็นภาพสะท้อนถึงความตื่นตัวทางวิชาการ เนื่องด้วยผู้เขียนต้องติดตาม ความรู้และวิทยาการใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในแวดวงวิชาชีพ และเป็นกระบวนการหนึ่งใน การพัฒนาความรู้ นอกจากนี้ การเขียนบทความวิชาการถือเป็นกิจกรรมหนึ่งส าหรับการ พัฒนาความรู้ต่อเนื่องอย่างไม่เป็นทางการ (Non-verifiable CPD) ซึ่งผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือ CPA สามารถน าไปนับเป็นชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ หรือ CPD ได้ ก่อนอื่นเรามาท าความเข้าใจว่าบทความวิชาการคืออะไร และมีกี่ประเภท เพื่อที่จะได้ เลือกใช้ระดับภาษาและการน าเสนอข้อมูลให้สอดคล้องกับประเภทของบทความ ความหมายของบทความวิชาการ เป็นบทความที่มุ่งถ่ายทอดความรู้ หรือความคิดเห็น ทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยน าเสนอข้อมูลที่เที่ยงตรง น่าเชื่อถือ มีการอ้าง เหตุผลตามหลักวิชาการหรือมีหลักฐานมาประกอบการอธิบาย ประเภทของบทความวิชาการ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. บทความวิชาการทั่วไป น าเสนอความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ จากการอ่าน สังเกต สัมภาษณ์ วิเคราะห์ และวิจารณ์ 2. บทความปริทัศน์เป็นการเสนอเนื้อหาวิชาการเชิงสังเคราะห์ โดยประมวลสาระจาก งานเขียนของนักวิชาการอื่นๆ ในเรื่องเดียวกัน โดยผู้เขียนจะวิเคราะห์แนวความคิดแล้วน ามา เปรียบเทียบ สรุปประเด็น วิจารณ์ หรือเสนอแนะเพื่อให้เห็นแง่มุมที่แตกต่างกัน 3. บทความวิจัย เป็นบทความที่น าเสนอผลการค้นคว้าวิจัยใหม่ๆ ที่เรียบเรียงจากงานวิจัย โดยสังเขป ลักษณะของบทความวิชาการ จ านวน 11 ลักษณะ 1. บทบรรณาธิการ เป็นความความแสดงความคิดเห็นลักษณะหนึ่งที่เขียนขึ้นเพื่อเสนอ แนวคิดหลักของสื่อสิ่งพิมพ์นั้นๆ ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 2. บทความสัมภาษณ์เป็นบทความที่เขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์บุคคลเกี่ยวกับความคิดเห็น ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 3. บทความแสดงความคิดเห็นทั่วๆ ไป มีเนื้อหาหลายลักษณะ เช่น หยิบยกปัญหา เหตุการณ์ หรือเรื่องที่เป็นที่สนใจมาแสดงความคิดเห็น 4. บทความวิเคราะห์เป็นบทความแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนจะพิจารณา เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เผยแพร่มาแล้วอย่างละเอียด โดยแยกแยะให้เห็นส่วนต่างๆ ของเรื่องนั้น 5. บทความวิจารณ์เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจารณ์เรื่องราวด้วยเหตุผลและ หลักวิชาการ


Vol.1 (July-December 2020) ปีที่1 ฉบับที่ 1 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2563) 6. บทความสารคดีท่องเที่ยว มีเนื้อหาแนวบรรยาย เล่าเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว ต่างๆ ที่มีทัศนียภาพสวยงาม 7. บทความกึ่งชีวประวัติเป็นการเขียนบางส่วนของชีวิตบุคคลเพื่อให้ผู้อ่านทราบ โดยเฉพาะคุณสมบัติ หรือผลงานเด่นที่ท าให้บุคคลนั้นมีชื่อเสียง 8. บทความครบรอบปีมีเนื้อหาแนวบรรยาย เล่าเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ พิธีการใน เทศกาลหรือวันส าคัญ 9. บทความให้ความรู้ทั่วไป ผู้เขียนจะอธิบายให้ความรู้ ค าแนะน าในเรื่องทั่วๆ ไปที่ใช้ใน การด าเนินชีวิตประจ าวัน 10. บทความเชิงธรรมะ อธิบายข้อธรรมะให้ผู้อ่านทั่วไป มีลักษณะเข้าใจได้ง่าย ให้คติ หรือแนวทางการด าเนินชีวิตตามแนวทางศาสนา 11. บทความวิชาการเนื้อหาแสดงข้อเท็จจริง เป็นการเขียนเพื่อให้ความรู้ทางวิชาการเรื่อง ใดเรื่องหนึ่ง ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ ระดับของบทความวิขาการ แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1. บทความทั่วไป เป็นงานเขียนที่มิได้มุ่งเน้นการให้ความรู้หรือข้อเท็จจริงเชิงวิชาการ แต่ มุ่งเน้นให้ความรู้ทั่วไป หรือให้ข้อคิดเห็น เช่น บทความชีวประวัติ บทความการท่องเที่ยว 2. บทความกึ่งวิชาการ เป็นงานเขียนที่ใช้ความรู้เชิงวิชาการ แต่ไม่ลึกซึ้งถึงระดับองค์ความรู้ หรือทฤษฎี เช่น บทความที่เป็นบทวิเคราะห์/วิพากษ์ 3. บทความวิชาการ เป็นงานเขียนที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อองค์ความรู้หรือข้อค้นพบใหม่ๆ ทางวิชาการในสาขาใดสาขาหนึ่งเป็นการเฉพาะ เช่น บทความวิจัย บทความเสนอแบบจ าลอง สิ่งที่ควรค านึงอีกประการหนึ่งคือ องค์ประกอบในการเขียนบทความ ได้แก่ ผู้เขียนบทความ สิ่งที่จะเขียน และผู้อ่าน ผู้เขียนบทความ ควรมีความรู้ในเรื่องที่จะเขียน มีเวลาในการเขียน และมีความสุขในการที่ จะสร้างสรรค์งานเขียนทางวิชาการ นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยปัจจัยภายนอก คือ การมี บรรยากาศทางวิชาการในองค์กร มีแหล่งความรู้ และมีผู้ที่จะช่วยเหลือสนับสนุนงานเขียน สิ่งที่เขียน มีความทันสมัย อยู่ในความสนใจของแวดวงวิชาชีพ เนื้อหาสาระมีความถูกต้อง เชื่อถือได้ทางวิชาการ และมีประโยชน์ โดยอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม และจรรยาบรรณของ นักวิชาการ ผู้อ่าน ควรรู้ว่าใครคือกลุ่มเป้าหมาย มีระดับความรู้ ความสามารถ และความสนใจในการ รับรู้สิ่งที่เขียนเพียงใด สามารถเข้าถึงสื่อหรือแหล่งที่เผยแพร่บทความได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่ง เทคนิคการเขียนบทความจะต้องค านึงถึงผู้อ่านเป็นส าคัญ


Journal of Cooperative Accounting วารสารตรวจบัญชีสหกรณ์ 201 ส่วนประกอบของบทความวิชาการ ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย ชื่อบทความ สั้นกะทัดรัด ได้ความหมาย ใช้ภาษาที่ง่ายแก่การเข้าใจและครอบคลุมประเด็นของเรื่อง สื่อให้ผู้อ่านคาดเดาและอยากติดตามเนื้อหา ชื่อผู้เขียนบทความ ต้องใช้ชื่อจริง ไม่ใช้นามแฝง และไม่ต้องใส่ค าน าหน้านาม ส่วนที่ 2 (ถ้ามี) ประกอบด้วย บทคัดย่อ (Abstract) เป็นการสรุปประเด็นเนื้อหาที่เป็นแก่นส าคัญ เน้นประเด็นส าคัญของงานที่ ต้องการน าเสนอ ควรเขียนให้สั้น กระชับ ความยาวไม่เกิน 10-15 บรรทัด โดยบทคัดย่อ ประกอบด้วยเนื้อหา 3 ส่วน คือ เกริ่นน า สิ่งที่ท า สรุปผลส าคัญที่ได้ ค าส าคัญ (Keyword) เป็นศัพท์เฉพาะทางที่เห็นแล้วเข้าใจว่างานชิ้นนี้เกี่ยวกับอะไร จ านวนไม่เกิน 5-8 ค า ส่วนที่ 3 บทน า (Introduction) เป็นการกล่าวถึงที่มาของเรื่อง หรือความเป็นมาของประเด็นปัญหา หรือจุดมุ่งหมายในการเขียนบทความ ควรมีเนื้อหาที่เร้าความสนใจ หรือปูพื้นฐานความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องราวที่จะกล่าวในบทความเพื่อดึงความสนใจของผู้อ่านเข้าสู่เนื้อเรื่อง ให้ผู้อ่านเห็น ความส าคัญ และต้องการที่จะติดตามอ่านต่อไป ควรเขียนให้กระชับ ตรงประเด็น ไม่ยืดเยื้อ ต้องเขียน ให้สอดคล้องกับชื่อเรื่อง โดยจับประเด็นจากชื่อเรื่องและน าเรื่องเข้าสู่บริบท ส่วนที่ 4 เนื้อเรื่อง (Body) คือเนื้อความที่มีสาระ รายละเอียดต่างๆ ในประเด็นที่ผู้เขียนวางแผนจะ เขียน โดยแบ่งเป็นตอนหรือหัวข้อตามความเหมาะสม น าเสนอเรื่องราวและความคิดเห็นอย่าง ครบถ้วน เขียนล าดับเนื้อหาอย่างเป็นระบบ อยู่บนฐานของข้อมูลหรือสถิติที่ทันสมัย มีหลักฐานอ้างอิง หรือมีที่มาชัดเจน อาจมีภาพหรือตารางประกอบตามความเหมาะสม ส่วนที่ 5 ส่วนสรุป (Conclusion) เป็นส่วนที่อยู่ท้ายสุดของเรื่องแต่มีความส าคัญ โดยอาจเลือกเก็บ ประเด็นส าคัญๆ มาเขียนรวมกันไว้สั้นๆ ท้ายบท หรืออาจบอกผลลัพธ์ว่าสิ่งที่กล่าวมามีความส าคัญ อย่างไร สามารถน าไปใช้อะไรได้บ้าง หรืออาจใช้วิธีตั้งค าถามหรือให้ประเด็นทิ้งทายกระตุ้นให้ผู้อ่าน ตระหนักถึงเรื่องที่กล่าวมา บทสรุปที่ดีต้องตอบสนองวัตถุประสงค์ของการเขียน และสามารถโน้มน้าว ให้เห็นคล้อยตามหรือเห็นแย้งได้ ส่วนที่ 6 การอ้างอิง (References) เพื่อแสดงให้เห็นว่าความรู้และแนวคิดที่น าเสนอในบทความ น่าเชื่อถือ เพราะจะแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าจากแหล่งใดบ้าง นอกจากนี้ ยังเป็นการ ป้องกันการฟ้องร้องการละเมิดลิขสิทธิ์ และเป็นการแสดงความเคารพทางวิชาการ การอ้างอิงทาง สังคมศาสตร์จะใช้ระบบ American Psychological Association (APA) การอ้างอิงควรมีจ านวน รายชื่อเอกสารไม่น้อยจนเกินไป ไม่ควรอ้างอิงเอกสารเพียงรายการเดียว และไม่ควรอ้างอิงเฉพาะ เอกสารภาษาไทย ควรใช้เอกสารต่างประเทศด้วย


Vol.1 (July-December 2020) ปีที่1 ฉบับที่ 1 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2563) เทคนิคการเขียนบทความวิชาการ อย่าเป็นกังวล ให้บอกกับตนเองว่าทุกคนสามารถเขียนบทความได้หากไม่กังวลกับมันมากเกินไป แต่ส่วนใหญ่มักกังวลว่าจะเขียนได้ไม่ดีกังวลว่าเขียนไปแล้วจะมีคนมาคอยจับผิด หรือกลัวว่าจะเขียนได้ไม่ ภูมิฐาน ต้องท าใจให้ได้ว่าเราเขียนในเรื่องที่เรามั่นใจว่าเรารู้ เขียนในเรื่องที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้ท าประโยชน์ โดยเสนอข้อมูลที่เราคิดว่าถูกต้องดีที่สุดออกมา เลือกหัวข้อที่จะเขียน บทความที่ดีคือ บทความที่สามารถอธิบายสิ่งที่เป็นประโยชน์ในแง่ใดแง่หนึ่ง แก่ผู้อ่าน เช่น ให้ความรู้ที่น าไปใช้ในงานได้ให้แนวคิดที่น่าสนใจ เป็นต้น ดังนั้น ควรเลือกหัวข้อที่คิดว่า ผู้อ่านจะสนใจและได้รับประโยชน์ วางแผนก่อน จุดนี้ส าคัญมากส าหรับนักเขียนมือใหม่การเขียนบทความนั้นไม่ยาก แต่ยากตรงที่ไม่รู้จะ เริ่มต้นเขียนอย่างไร กว่าจะเขียนย่อหน้าแรกได้ก็คิดแล้วคิดอีก ท าให้ไม่ได้เริ่มสักที มีหลักการเริ่มต้นง่ายๆ คือ ควรวางเค้าโครงหัวข้อย่อยต่างๆ ที่ต้องการเขียนลงในกระดาษก่อน ในแต่ละหัวข้อย่อยมีใจความ ส าคัญอะไรที่ต้องใส่ลงไป เขียนออกมาเป็นประเด็นหลักๆ ก่อน จากนั้นจึงค่อยมาจัดเรียงล าดับหัวข้อย่อย เนื้อเรื่องต้องเรียงล าดับต่อเนื่องกันไป เพื่อให้ผู้อ่านล าดับความคิดและติดตามเรื่องได้เข้าใจง่าย ไม่ต้องเขียนรวดเดียวจบ เขียนเพียงครั้งละ 1 หรือ 2 หัวข้อที่ส าคัญก่อน และไม่จ าเป็นต้องเขียนเรียง ตามล าดับหัวข้อ หัวข้อไหนที่ยากหรือยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอย่างไรก็เก็บไว้ก่อน เขียนหัวข้อที่คิดว่าจะ เขียนได้เร็วก่อน เรียบเรียงเนื้อหาในการน าเสนอ ใส ่ใจในรายละเอียดของงาน โดยตรวจสอบงานหลายๆ รอบ การเรียงล าดับเนื้อหาก่อน-หลังของการเขียน สะท้อนกระบวนการคิดของผู้เขียนว่าคิดเป็นระบบหรือไม่ และที่ส าคัญเนื้อหาแต่ละหัวข้อต้องเชื่อมโยงกัน แก้ส านวน ในขั้นตอนนี้ให้สมมติตัวเองว่าเป็นผู้อ่าน ลองอ่านทบทวนบทความที่ตนเองเขียนตั้งแต่ต้น จนจบ ดูว่าเนื้อหาเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ มีส านวนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจหรือไม่ มีศัพท์หรือค าย่อที่ ผู้อ่านอาจไม่เข้าใจบ้างหรือไม่ เขียนค าสรุป บทความที่ดีควรมีการเขียนสรุปอยู่ตอนท้ายสุดของบทความ ควรสรุปประเด็นส าคัญที่ ต้องการสื่อให้ผู้อ่านทราบในส่วนท้ายของบทความ สรุปบทความวิชาการที่ดี มีลักษณะที่ส าคัญ ดังนี้ 1. มีประเด็นหรือแนวคิดที่ชัดเจน มีเนื้อหาทางวิชาการที่ถูกต้อง สมบูรณ์ และทันสมัย 2. มีการวิเคราะห์ประเด็นตามหลักวิชาการ มีการสรุปประเด็น มีการสังเคราะห์ความรู้จากแหล่งต่างๆ และน าเสนอความรู้ หรือวิธีการที่เป็นประโยชน์ 3. สอดแทรกความคิดริเริ่ม หรือความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ หรือแสดงทัศนะทางวิชาการของผู้เขียน อย่างชัดเจนและเที่ยงตรง 4. มีการค้นคว้าอ้างอิงจากแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ทันสมัย และอ้างอิงอย่างเป็นระบบ ถูกต้องตาม แบบแผน 5. มีการน าเสนอข้อมูลที่เข้าใจง่าย และเป็นระบบ ใช้ศัพท์และภาษาทางวิชาการอย่างเหมาะสม มีตาราง แผนภูมิ แผนภาพ ประกอบตามความจ าเป็น เพื่อให้เข้าใจง่ายและชัดเจน


Journal of Cooperative Accounting วารสารตรวจบัญชีสหกรณ์ 203 จะเห็นได้ว่า บทความวิชาการมีหลายประเภท หลายลักษณะ และหลายระดับ การเขียน บทความวิชาการต้องศึกษารูปแบบตามที่วารสารแต่ละฉบับก าหนด อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบหลักๆ ของบทความที่ต้องมี คือ ชื่อเรื่อง ชื่อผู้เขียน บทน า เนื้อหาสาระ บทสรุป และการอ้างอิง แต่หากเป็น การเขียนบทความวิชาการเพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติหรือนานาชาติ จะต้องมีองค์ประกอบอื่น เพิ่มเติม เช่น บทคัดย่อ ค าส าคัญ ค าจ ากัดความหรือนิยามต่างๆ เป็นต้น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์นั้นมีอ านาจหน้าที่หลักๆ ในการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ก าหนดระบบบัญชีและมาตรฐานการสอบบัญชี รวมถึงการก ากับดูแลการสอบบัญชีสหกรณ์ของผู้สอบ บัญชีภาคเอกชน ซึ่งการปฏิบัติงานต่างๆ ดังกล่าวต้องยึดโยงกับมาตรฐานทางวิชาชีพบัญชี ได้แก่ มาตรฐานการสอบบัญชี มาตรฐานการรายงานทางการเงิน มาตรฐานการควบคุมคุณภาพ จรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพ รวมถึงกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ จึงต้องมีความรู้ทั้งมาตรฐานที่เป็นสากล และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของทางราชการ จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้สอบบัญชีสหกรณ์เป็นทั้งผู้ปฏิบัติที่ต้องลงพื้นที่พบปะกับผู้แทนสหกรณ์ และเป็นนักวิชาการที่ต้องมี ความรอบรู้ในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน การท าหน้าที่ทางวิชาการ ได้แก่ การเป็น วิทยากรบรรยายให้ความรู้ การจัดท าผลงานวิชาการ และการเขียนบทความเพื่อเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ จึงนับเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่ส าคัญของนักวิชาการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ วารสารตรวจบัญชีสหกรณ์เป็นเวทีหนึ่งในรูปแบบออนไลน์เพื่อรวบรวมและเผยแพร่บทความ วิชาการ สร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างบุคลากร เป็นเวทีเปิดกว้างในการแสดงความ คิดเห็นทางวิชาการ เพื่อให้บุคลากรได้เติบโตและพัฒนาความรู้ ความคิด มุมมอง และทัศนคติของ ตนเอง เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จะน าไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง เทคนิคการเขียนบทความข้างต้นได้รวบรวมไว้เพื่อประโยชน์ส าหรับนักเขียนมือใหม่สามารถน าไป ปรับใช้ได้ระดับหนึ่ง ยังต้องหมั่นฝึกฝนเทคนิคและวิธีการต่างๆ หมั่นเรียนรู้ลงมือเขียนจนช านาญ และ มีความสุขกับสิ่งที่ท าในการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ผ่านเรื่องราวที่เรียกว่า ‘บทความ วิชาการ’ การเขียนบทความวิชาการเป็นการฝากผลงาน หากอ่านมาก มีประสบการณ์มาก แต่ทิ้งไว้ นานไม่มีการสังเคราะห์ออกมาเป็นบทความทางวิชาการ ความรู้และประสบการณ์นั้นๆ ก็จะสูญเปล่า กลุ่มวิจัยและพัฒนา ส านักแผนงานและโครงการพิเศษ ยังได้จัดท าเวทีย่อยรูปแบบออนไลน์อีกเวทีหนึ่ง คือ ‘คลังความรู้วิจัย กตส.’ ขอเชิญชวนอ่านบทความได้ที่ทางเว็บไซต์ https://research.cad.go.th ผู้สนใจสามารถเขียนบทความและส่งมาได้ทาง Email: [email protected] ขอทิ้งท้ายคุณสมบัติของผู้เขียนบทความที่ดี 3 ประการ คือ ประการแรก ต้องมีความตั้งใจ และกล้าที่จะเขียน ประการที่สอง ต้องเต็มใจ และยินดีที่จะท างานหนัก ประการที่สาม ต้องรู้และปฏิบัติตามแนวทางการเขียนบทความที่ดี การเขียนบทความวิชาการนั้น นอกจากจะเป็นการพัฒนาตนเองในด้านการฝึกหัดกระบวนการคิด และเทคนิคการเขียนการน าเสนอแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านและเพื่อนร่วมงาน ต่อการพัฒนา องค์กร และสร้างคุณค่าให้กับแวดวงวิชาชีพด้วย


Vol.1 (July-December 2020) ปีที่1 ฉบับที่ 1 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2563) เอกสารอ้างอิง นัฎฐิกา สุนทรธนผล. การเขียนบทความวิชาการและบทความวิจัยที่มีคุณภาพ. คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สืบค้นจาก http://fofa.swu.ac.th/th/images/FOFA/Download/Manual/KM_PREW.pdf ประสาท เนืองเฉลิม. (2558). การเขียนบทความทางวิชาการ. วารสารวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, ปีที่ 3, ฉบับที่ 1(5). สืบค้นจาก http://kpi.msu.ac.th/upload/ag_tor_ref_byval/ag_2_in_2.2.2_7(2559).pdf วรางคณา จันทร์คง. (2557). เทคนิคและวัตถุประสงค์ในการเขียนบทความวิชาการ. จุลสารสาขาวิชา วิทยาศาสตร์สุขภาพออนไลน์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ฉบับที่ 4. สืบค้นจาก https://www.stou.ac.th/Schools/Shs/booklet/book574/rsearch574.pdf สามารถ บุญรัตน์. (2560). เทคนิคการเขียนบทความวิชาการ. สืบค้นจาก http://lpn.mcu.ac.th/lpn/wp-content/uploads/2017/08/เทคนิคการเขียนบทความ วิชาการ.pdf


Click to View FlipBook Version