The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ คณิตศาสตร์พื้นฐาน ม.1 ภาคเรียนที่ 2-63

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เริงนภา อำทะวงษ์, 2020-12-27 16:41:37

แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา ค21102 คณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

แผนการจัดการเรียนรู้ คณิตศาสตร์พื้นฐาน ม.1 ภาคเรียนที่ 2-63

Keywords: แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาตร์ ม

7. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
กิจกรรมการเรยี นรู้

ชั่วโมงท่ี 1
1. ยกตวั อยา่ งปัญหาหรอื สถานการณ์ในชีวิตจริงท่ีเก่ียวกับอัตราส่วนและร้อยละ จากปัญหาง่าย ๆ ไปสู่

ปัญหาท่ีซับซ้อนข้ึน เพื่อฝึกการวิเคราะห์และเขียนสัดส่วนแทนปัญหาหรือสถานการณ์น้ัน เพื่อจะนาไปสู่การหา
คาตอบของปัญหาหรอื สถานการณ์น้นั เชน่

ถ้าคณุ พอ่ ตอ้ งการซอ้ื รถจกั รยานยนต์ราคา 48,000 บาท โดยวางเงินดาวน์ 20% ของราคาขาย ส่วน
ทีเ่ หลอื จะผอ่ นชาระเปน็ รายเดือน จงหาวา่ คณุ พ่อเหลือเงนิ ท่ีตอ้ งผ่อนชาระค่ารถจักรยานยนตค์ ันนี้อกี ก่บี าท

ตวั อยา่ งของปัญหาทซี่ บั ซ้อนขน้ึ เช่น
ถา้ คณุ พอ่ ต้องการซ้อื รถจกั รยานยนต์ราคา 48,000 บาท โดยวางเงินดาวน์ 20% ของราคาขาย ส่วน

ท่ีเหลือจะผ่อนชาระเป็นรายเดอื น เดือนละเท่า ๆ กัน เป็นเวลา 2 ปี โดยร้านค้าคิดอัตราดอกเบ้ีย 15% ต่อปี จงหาว่า
คุณพอ่ ตอ้ งผ่อนชาระค่ารถจักรยานยนต์คันนีเ้ ดอื นละกบ่ี าท

2. นกั เรยี นอภิปรายการเปลีย่ นหน่วยของอุณหภูมใิ นหนงั สือเรียนหน้าท่ี 115
3. นกั เรยี นทาความเขา้ ใจตัวอยา่ งท่ี 1-2 ในหนังสือเรียนเพ่ิมเตมิ

ชว่ั โมงท่ี 2
4. ให้นักเรียนอภิปรายเกี่ยวกับการย่อ/ขยาย และการนาไปใช้สาหรับการถ่ายเอกสารให้มีขนาดเล็ก

หรือขนาดใหญก่ ว่าต้นฉบับ เพื่อใหน้ กั เรียนได้นาไปปรบั ใชใ้ นชวี ติ จรงิ
5. นกั เรียนอภิปรายและทาความเข้าใจตวั อยา่ งท่ี 3-4 ในหนงั สอื เรยี น
6. ใช้ “กิจกรรม : ย่อ/ขยายอย่างไร” เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกการนาความรู้เก่ียวกับอัตราส่วนไป

ประยุกต์ใช้กับการสารวจอัตราส่วนของการย่อ/ขยาย ซ่ึงช่วยส่งเสริมทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในด้าน
การใหเ้ หตผุ ล ทง้ั น้ี ครอู าจดาวน์โหลดไฟล์ GSP ยอ่ -ขยายอยา่ งไร เพื่อใช้ประกอบการสารวจ

7. นักเรียนทาใบกิจกรรม : ย่อ/ขยายอย่างไร หรือให้สารวจหาอัตราส่วนของการย่อ/ขยาย จากรูป
สามเหล่ียมสองรปู ท่ีกาหนดให้ในหนังสือเรียน แล้วอภิปรายกับเพ่ือนในห้องถึงวิธีการได้มาของอัตราส่วนของการย่อ/
ขยาย

8. เปิดไฟล์ GSP ย่อ-ขยาย เพ่ือแสดงการสารวจหาอัตราส่วนของการย่อ/ขยาย แล้วลองเปลี่ยนขนาด
ของรปู สามเหลีย่ ม เพ่ือให้นกั เรียนสังเกตอตั ราส่วนของการย่อ/ขยาย ว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ชวั่ โมงท่ี 3
9. นกั เรยี นอภปิ รายเน้ือหาเรอ่ื งภาษีและการคานวณภาษีเพอ่ื นาไปปรับใชใ้ นการคานวณภาษีของตัวเอง

ในอนาคต หรอื ผู้ปกครองของนกั เรียน
10. นักเรียนอภปิ รายและทาความเขา้ ใจตัวอย่างที่ 5-6 พร้อมกนั
11. นักเรยี นทาแบบฝึกหัด 2.4 ข้อที่ 1-4 ในหนังสือเรียน เปน็ รายบุคคล

ชั่วโมงที่ 4

10. นักเรียนพิจารณาวิธีหาคาตอบ ซ่ึงนักเรียนอาจทาได้หลายวิธี เช่น หลักการคูณ หลักการหารการ
คูณไขว้ การแก้สมการ โดยครูตั้งคาถามให้นักเรียนอธิบายเหตุผลของการเลือกใช้แต่ละวิธี รวมท้ังฝึกให้นักเรียนได้
ตรวจสอบความสมเหตุสมผลของคาตอบดว้ ย

11. นักเรียนทาแบบฝึกหดั 2.4 ต่อ ขอ้ ที่ 5-8 ในหนังสือเรยี นเป็นรายบคุ คล

8. สอ่ื /แหล่งเรยี นรู้
1. แบบฝกึ หัด
2. “กจิ กรรม : ย่อ/ขยายอยา่ งไร”

9. ภาระงาน/ชน้ิ งาน
1. แบบฝกึ หดั
2. “กิจกรรม : ย่อ/ขยายอย่างไร”

10. การวดั และการประเมินผล เคร่อื งมือ เกณฑ์
วิธีการ
แบบบันทึกคะแนนแบบฝกึ ทักษะ รอ้ ยละ 50 ขึน้ ไปถือวา่ ผ่านเกณฑ์
ตรวจแบบฝึกหดั

กิจกรรม : ยอ่ /ขยายอย่างไร?

กิจกรรมนี้ เป็นกิจกรรมที่ต้องการให้นักเรียนสารวจหาอัตราส่วนของการย่อ/ขยาย ซ่ึงนักเรียนอาจจะวัด
พ้ืนท่ี หรือความยาวด้านของรูปที่กาหนดให้มาเปรียบเทียบกัน เมื่อนักเรียนได้ลองสารวจแล้วจะพบว่าอัตราส่วนของ
การย่อ/ขยายหาได้จากอัตราสว่ นของความยาวด้านคู่ท่ีสมนยั กนั โดยมีอุปกรณแ์ ละขั้นตอนการดาเนนิ กจิ กรรม ดงั นี้

อปุ กรณ์
1. ใบกจิ กรรม : ย่อ/ขยายอย่างไร
2. ไฟล์ GSP ยอ่ -ขยายอยา่ งไร

ข้นั ตอนการดาเนินกจิ กรรม
1. ใหน้ กั เรยี นทาใบกิจกรรม : ย่อ/ขยายอย่างไร หรือให้สารวจหาอัตราส่วนของการย่อ/ขยาย จากรูปสามเหล่ียม

สองรปู ท่กี าหนดให้ในหนังสอื เรยี น แล้วอภิปรายกับเพอื่ นในหอ้ งถงึ วธิ กี ารได้มาของอัตราส่วนของการย่อ/ขยาย
2. ครูเปิดไฟล์ GSP ย่อ-ขยายอย่างไร เพ่ือแสดงการสารวจหาอัตราส่วนของการย่อ/ขยาย แล้วลองเปลี่ยนขนาด

ของรูปสามเหลย่ี ม เพอ่ื ให้นกั เรียนสังเกตอัตราสว่ นของการย่อ/ขยาย ว่าเปลย่ี นแปลงไปอยา่ งไร

ใบกิจกรรม : ยอ่ /ขยายอย่างไร

คาชแ้ี จง
ใหน้ ักเรียนสารวจหาอัตราสว่ นของการยอ่ /ขยาย เม่ือรปู สามเหล่ยี ม ABC เปน็ รูปขยายของรปู สามเหลยี่ ม

XYZ แล้วอภิปรายกับเพ่ือนในห้องเรียนถงึ วิธกี ารได้มาของอัตราสว่ นของการย่อ/ขยาย

สารวจ รปู สามเหล่ียม ABC รูปสามเหลี่ยม XYZ อตั ราส่วน
ความยาวดา้ น

จากตาราง ให้นักเรียนสรุปอตั ราส่วนของการย่อ/ขยาย

............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................................. ............................................
....................................................................................... ..................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................

เฉลยใบกจิ กรรม : ย่อ/ขยายอยา่ งไร

สารวจ รูปสามเหล่ียม ABC รูปสามเหล่ียม XYZ อัตราสว่ น

ความยาวด้าน AB = 4.5 ซม. XY = 3 ซม. 4.5 : 3 = 1.5 : 1
BC = 6 ซม. YZ = 4 ซม. 6 : 4 = 1.5 : 1

AC = 7.5 ซม. XZ = 5 ซม. 7.5 : 5 = 1.5 : 1

จากตาราง ให้นักเรียนสรุปอตั ราส่วนของการย่อ/ขยาย
จากการวัดความยาวด้านของรูปสามเหลี่ยมทั้งสองรูป และนาความยาวด้านคู่ที่สมนัยกันมา

เปรียบเทยี บกันพบวา่ อตั ราส่วนของความยาวดา้ นแตล่ ะคเู่ ทา่ กันทุกคู่ ซึง่ เท่ากบั 1.5 : 1 หรอื 3 : 2

ความคิดเห็นของผ้บู ริหาร
................................................................................................................................................... .......................................
............................................................................................ ..............................................................................................
............................................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................. .............................................................

ลงชื่อ...............................................................
(...........................................)

....................................................
.................../.................../....................

บันทกึ ผลหลังการสอน
บันทกึ หลังการจดั การเรียนรู้
............................................................................................................................. ............................................................
.................................................................................................................................................... .....................................
.............................................................................................. ...........................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. ............................................................
.................................................................................................................................... .....................................................
.........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
แนวทางแกไ้ ขปัญหา/ข้อเสนอแนะ
............................................................................................................................. ............................................................
....................................................................................................................................................................... ..................
................................................................................................................. ........................................................................
............................................................................................................................. ............................................................

(ลงช่ือ)....................................................ครูผู้สอน
(นางสาวเรงิ นภา อาทะวงษ์)
............./............./..............

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 9

กลุม่ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1/1

รหัสวิชา ค 21102 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 เรอื่ ง กราฟและความสัมพนั ธ์เชิงเส้น เวลา 14 ชั่วโมง

หน่วยย่อยท่ี 3.1 เรอ่ื ง คอู่ ันดับและกราฟของค่อู ันดบั เวลา 3 ชวั่ โมง

ผสู้ ร้างแผน นางสาวเรงิ นภา อาทะวงษ์

ผู้สอน นางเรงิ นภา อาทะวงษ์

...................................................................................................................................................................

1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชี้วัด

มาตรฐาน ค 1.3 ใชน้ พิ จน์ สมการ และอสมการ อธิบายความสมั พนั ธ์หรอื ชว่ ยแกป้ ัญหาท่กี าหนดให้
ตัวชี้วัด 1. เข้าใจและใช้ความรู้เก่ียวกับกราฟในการแก้ปัญหาคณิตศาสตรแ์ ละปญั หาในชีวติ จริง
2. เขา้ ใจและใช้ความรู้เก่ียวกับความสัมพันธ์เชิงเส้นในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ และปัญหา

ในชีวติ จริง

2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสองปริมาณสามารถแสดงได้หลายลักษณะ เช่น ตาราง แผนภาพแสดง

การจับคู่ในทางคณิตศาสตร์ จะใช้คู่อันดับแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสองปริมาณ เราสามารถนากราฟของคู่
อันดับไปใชแ้ สดงความสมั พนั ธ์ของข้อมูลต่าง ๆ ที่สนใจ และถ้ากราฟของความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสองปริมาณอยู่
ในแนวเสน้ ตรงเดยี วกนั จะเรียกความสัมพันธน์ ัน้ ว่า ความสัมพันธเ์ ชงิ เสน้

3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
นักเรยี นสามารถ
1. เขยี นกราฟของคู่อันดบั ที่กาหนดใหบ้ นระนาบในระบบพิกัดฉาก
2. อ่านคู่อันดบั ของจุดบนกราฟ

4. สาระการเรยี นรู้
แกโ้ จทย์ปญั หาการบวก การลบเศษสว่ นและจานวนคละ

5. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
ความสามารถในการเชอ่ื มโยง

6. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. ซอ่ื สัตย์สุจริต
2. มีวินัย
3. ใฝเ่ รยี นรู้
4. มงุ่ ม่ันในการทางาน

7. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
กจิ กรรมการเรยี นรู้

ช่วั โมงท่ี 1
1. จดั กจิ กรรมเพอ่ื นาไปสกู่ ารแนะนาคอู่ นั ดับ โดยใช้ “กจิ กรรมเสนอแนะ 3.1 ก : ไปเที่ยวกันเถอะ” ซึ่ง

มีเจตนาให้นักเรียนเห็นถึงความสาคัญของการบอกตาแหน่ง และเช่ือมโยงให้นักเรียนเห็นว่า แต่ละตาแหน่ง
ประกอบด้วยข้อมูลสองชุด เช่น ตาแหน่งที่น่ัง 45C ประกอบด้วย ข้อมูลหมายเลขแถวท่ี 45 และช่ือหลัก C ในทาง
คณติ ศาสตร์เราสามารถนาเสนอความสมั พันธ์ลกั ษณะนด้ี ว้ ยคอู่ นั ดับ

2. นกั เรียนทากิจกรรมเสนอแนะ 3.1 ก : ไปเทีย่ วกันเถอะ เป็นรายบคุ คล
3. แจกใบกิจกรรมเสนอแนะ 3.1 ก : ไปเทีย่ วกนั เถอะ ใหน้ กั เรียน
4. ใหน้ กั เรยี นระบุตาแหน่งท่นี ่ังในใบกจิ กรรม

ชว่ั โมงท่ี 2
5. ครสู ุม่ ตวั แทนนกั เรยี นเฉลยใบกจิ กรรม พรอ้ มทัง้ ให้เหตผุ ล
6. ครูให้นักเรียนยกตัวอย่างสถานการณ์ในชีวิตจริงอ่ืน ๆ ท่ีต้องใช้การระบุตาแหน่งในลักษณะเดียวกัน

กบั กิจกรรมน้ี
7. ในการจดั กิจกรรมเพ่ือใหน้ กั เรยี นรจู้ กั คู่อันดบั ครูอาจเสนอข้อมูลของปรมิ าณสองกลุ่มท่ีสัมพันธ์กันใน

รูปตารางและแผนภาพ จากนั้น ฝึกให้นักเรียนบอกความสัมพันธ์ของปริมาณในรูปคู่อันดับและฝึกเขียนคู่อันดับ
นอกจากนีค้ รูควรเน้นถึงความหมายและความสาคัญของอันดับ รวมถึงข้อตกลงเกี่ยวกับตาแหน่งของสมาชิกตัวท่ีหนึ่ง
และสมาชิกตวั ทีส่ องของคูอ่ ันดบั

ช่ัวโมงท่ี 3
8. ในการจัดกิจกรรมเพ่ือให้นักเรียนเข้าใจถึงการลงจุดบนระนาบในระบบพิกัดฉาก ครูควรเน้นให้

นักเรียนเข้าใจว่ากราฟของคู่อันดับเป็นจุด นอกจากนี้ ครูควรพัฒนาการนึกภาพเก่ียวกับตาแหน่งของกราฟของคู่
อนั ดบั เช่น

✤ การเขียนกราฟของคู่อันดบั (3, -2)

✤ การเขยี นกราฟของคู่อันดบั (3, 3)

กราฟของคอู่ นั ดับ (3, 3) บนสเกลทีเ่ ทา่ กนั กราฟของคู่อนั ดับ (3, 3) บนสเกลทไี่ ม่เทา่ กัน
จะอย่หู า่ งจากแกน X และแกน Y เท่ากัน จะอยูห่ า่ งจากแกน X และแกน Y ไมเ่ ท่ากัน

ให้นักเรียนสังเกตเห็นความแตกต่างของกราฟของคู่อันดับเดียวกันบนระนาบในระบบพิกัดฉากท่ีมี
สเกลของแต่ละแกนเท่ากันและไม่เท่ากัน น่ันคือ การเขียนกราฟของคู่อันดับ (3, 3) ในกรณีที่สเกลของแต่ละแกน
เทา่ กนั กราฟจะอยู่ห่างจากแกน X และแกน Y เทา่ กัน แตใ่ นกรณีท่ีสเกลของแต่ละแกนไม่เท่ากัน กราฟจะอยู่ห่างจาก
แกน X และแกน Y ไม่เทา่ กนั ดงั รูป

9. ใช้ “กิจกรรมเสนอแนะ 3.1 ข : เกมถอดรหัส” เพื่อให้นักเรียนฝึกการเขียนกราฟของคู่อันดับ และ
การอ่านค่อู นั ดบั จากกราฟของคอู่ นั ดับบนระนาบในระบบพิกดั ฉาก

10. แจกใบกิจกรรมเสนอแนะ 3.1 ข : เกมถอดรหัส ใหน้ ักเรยี น
11. ให้นักเรียนแข่งกันหาคาตอบของเกมถอดรหัสท้ังสองด่าน ใครได้คาตอบที่ถูกต้องและรวดเร็วท่ีสุด
จะเปน็ ผูช้ นะ
12. ใหน้ ักเรยี นนึกขอ้ ความลบั เป็นภาษาองั กฤษไว้ในใจ แลว้ เขยี นลงบนกระดาษด้วยรหสั ค่อู นั ดับ
ลกั ษณะเดยี วกบั การถอดรหัสในด่านท่ี 2 แลว้ ใหน้ ักเรยี นแลกเปลยี่ นกบั เพอ่ื นเพื่อถอดรหัสขอ้ ความ
13. ใหน้ ักเรยี นทาแบบฝกึ หดั 3.1 เปน็ รายบุคคลเพอ่ื ทบทวนความรู้

8. สอ่ื /แหล่งเรยี นรู้
1. แบบฝกึ หดั 3.1
2. กิจกรรมเสนอแนะ 3.1 ก : ไปเทย่ี วกันเถอะ
3. กจิ กรรมเสนอแนะ 3.1 ข : เกมถอดรหสั

9. ภาระงาน/ชน้ิ งาน

1. แบบฝกึ หดั 3.1

2. กิจกรรมเสนอแนะ 3.1 ก : ไปเท่ียวกนั เถอะ

3. กิจกรรมเสนอแนะ 3.1 ข : เกมถอดรหัส

10. การวัดและการประเมนิ ผล

วิธีการ เครื่องมอื เกณฑ์
รอ้ ยละ 50 ข้นึ ไปถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์
ตรวจแบบฝึกหัด แบบบันทกึ คะแนนแบบฝึกทักษะ

กิจกรรมเสนอแนะ 3.1 ก : ไปเท่ยี วกันเถอะ

กจิ กรรมน้ี เปน็ กิจกรรมทนี่ าเข้าสู่ความร้เู ก่ยี วกับคู่อันดบั และกราฟของคู่อนั ดบั เพื่อใหน้ ักเรียนสามารถบอก
พิกัดของจุดและสามารถนาหลกั การเกยี่ วกับคู่อนั ดับไปใชใ้ นสถานการณต์ ่างๆ ในชวี ิตจรงิ เช่น การระบุหมายเลขท่ีน่งั
ในเครื่องบนิ การสารองทน่ี ั่งในโรงภาพยนตร์ โดยมอี ุปกรณแ์ ละขน้ั ตอนการดาเนินกิจกรรมดงั น้ี

อปุ กรณ์
ใบกจิ กรรมเสนอแนะ 3.1 ก : ไปเที่ยวกนั เถอะ

ขน้ั ตอนการดาเนินกจิ กรรม
1. ครแู จกใบกจิ กรรมเสนอแนะ 3.1 ก : ไปเท่ียวกันเถอะ ให้นักเรียน
2. ครูใหน้ ักเรยี นระบุตาแหนง่ ท่ีน่งั ในใบกจิ กรรม
3. ครูสุ่มตวั แทนนกั เรยี นเฉลยใบกิจกรรม พร้อมทัง้ ให้เหตุผล
4. ครใู ห้นกั เรยี นยกตวั อย่างสถานการณ์ในชวี ติ จริงอืน่ ๆ ทตี่ อ้ งใชก้ ารระบุตาแหน่งในลักษณะเดียวกันกับกิจกรรมนี้

ใบกิจกรรมเสนอแนะ 3.1 ก : ไปเที่ยวกนั เถอะ

ครอบครวั หรรษาประกอบดว้ ย พอ่ แม่ และ ลูก 2 คน ตกลงจะไปเท่ียวท่จี ังหวัดเชยี งใหม่ โดยคณุ พ่อไดจ้ องท่ี
นั่งบนเคร่อื งบินสาหรับทกุ คนในครอบครวั แตเ่ นื่องจากเป็นช่วงวนั หยุดติดต่อกัน ทาให้ไม่สามารถจองทีน่ ั่งติดกนั ได้ผล
ปรากฏว่าไดท้ ี่นง่ั ดังนี้ 45C, 49F, 50H และ 51A

ให้นักเรียนระบุตาแหน่งทีน่ งั่ โดยเขยี นเคร่อื งหมาย × ใหต้ รงกับหมายเลขทีน่ ั่งทีก่ าหนดในแผนผงั ต่อไปนี้

เฉลยใบกิจกรรมเสนอแนะ 3.1 ก : ไปเท่ยี วกันเถอะ

แนวคดิ
การระบุตาแหนง่ หมายเลขที่นง่ั
เชน่ 45C หมายถึง ทนี่ ั่งในตาแหน่งแถวท่ี 45 หลัก C

กจิ กรรมเสนอแนะ 3.1 ข : เกมถอดรหสั

กิจกรรมน้ี เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความรู้และทักษะเกี่ยวกับการอ่านและการเขียนกราฟของคู่อันดับบน
ระนาบในระบบพิกัดฉาก โดยนักเรียนจะมีโอกาสฝึกการหาตาแหน่งของคู่อันดับในระบบพิกัดฉาก และฝึกการอ่านคู่
อันดับจากจุดท่ีกาหนดให้บนระนาบในระบบพิกัดฉากด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนาทักษะและกระบวนการทาง
คณิตศาสตร์ในด้านการสื่อสารและการส่ือความหมายทางคณิตศาสตร์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยมีอุปกรณ์และ
ขนั้ ตอนการดาเนินกจิ กรรมดงั นี้

อปุ กรณ์
ใบกิจกรรมเสนอแนะ 3.1 ข : เกมถอดรหัส

ขน้ั ตอนการดาเนินกิจกรรม
1. ครูแจกใบกิจกรรมเสนอแนะ 3.1 ข : เกมถอดรหัส ใหน้ ักเรียน
2. ครูใหน้ ักเรียนแข่งกันหาคาตอบของเกมถอดรหัสทั้งสองดา่ น ใครไดค้ าตอบที่ถูกต้องและรวดเรว็ ท่ีสดุ จะเป็น

ผชู้ นะ
3. ครใู หน้ ักเรยี นนึกข้อความลับเปน็ ภาษาอังกฤษไว้ในใจ แล้วเขียนลงบนกระดาษด้วยรหัสคู่อนั ดับลกั ษณะ

เดียวกับการถอดรหสั ในด่านท่ี 2 แล้วให้นกั เรียนแลกเปลย่ี นกับเพ่ือนเพื่อถอดรหัสข้อความ

ใบกจิ กรรมเสนอแนะ 3.1 ข : เกมถอดรหัส

ด่านท่ี 1 : ถอดรหสั ภาพ

นาคู่อนั ดับต่อไปน้ไี ปเขียนกราฟ และลากเสน้ เชื่อมจุดตามลาดบั ตวั อักษร โดยเร่มิ จากจุด A แลว้ กลับมาจบ
ที่จดุ A ภาพที่ได้คือรูปอะไร

A(8, 0) B(4, 4) C(0, 1) D(-4, 4) E(-8, 0) F(0, -10)

ดา่ นที่ 2 : ถอดรหสั ข้อความ
กาหนดใหแ้ ต่ละจดุ มชี ื่อเป็นตัวอกั ษรดงั แผนภาพ

1. จงหาประโยคที่ไดจ้ ากการแทนคู่อันดบั ต่อไปนี้ ดว้ ยตวั อกั ษรทีก่ าหนด และใหเ้ ว้นวรรคตามท่ีกาหนด
(5, -1) (-2, -4) (6, 0) (-5, 1) (-2, 4) (1, -5) (1, -5) (-2, -4) (5, 1) (-2, 4) (0, -6)
(-1, -5) (1, 5) (-2, 4) (-2, -4) (5, -1) (2, 4) (-3, -3) (-2, 4) (1, -5) (0, -6) (-2, 4)

2. ให้นักเรียนนึกข้อความลับเป็นภาษาอังกฤษ แล้วเขียนลงบนกระดาษด้วยรหัสคู่อันดับดังข้อ 1 แล้ว
แลกเปลยี่ นกับเพ่อื นเพอ่ื ถอดรหสั ข้อความ

เฉลยใบกจิ กรรมเสนอแนะ 3.1 ข : เกมถอดรหัส
ด่านท่ี 1 : ถอดรหัสภาพ
ภาพทไ่ี ด้คลา้ ยคลงึ กับรูปหัวใจ

ดา่ นท่ี 2 : ถอดรหสั ข้อความ
1. ประโยคท่ไี ด้ คอื NUMBER RULES THE UNIVERSE ซึ่งเป็นคากล่าวของพีทาโกรสั (Pythagoras)
นักคณติ ศาสตร์ชาวกรีก
2. คาตอบมีไดห้ ลากหลาย

ความคดิ เหน็ ของผบู้ ริหาร
............................................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................. .............................................................
.................................................................................................................................................................... ......................
............................................................................................................. .............................................................................

ลงช่ือ...............................................................
(.............................................)

...................................................
.................../.................../....................

บันทึกผลหลงั การสอน
บนั ทกึ หลังการจดั การเรยี นรู้
....................................................................................................................................... ..................................................
.........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. ............................................................
.........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
แนวทางแกไ้ ขปญั หา/ขอ้ เสนอแนะ
......................................................................................................................................................... ................................
................................................................................................... ......................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................

(ลงชอื่ )....................................................ครผู ้สู อน
(นางสาวเรงิ นภา อาทะวงษ์)
............./............./..............

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 10

กลุม่ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1/1

รหัสวิชา ค 21102 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563

หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 3 เรือ่ ง กราฟและความสัมพันธเ์ ชิงเส้น เวลา 14 ชัว่ โมง

หน่วยยอ่ ยที่ 3.2 เรอื่ ง กราฟและการนาไปใช้ เวลา 6 ชัว่ โมง

ผ้สู รา้ งแผน นางสาวเรงิ นภา อาทะวงษ์

ผูส้ อน นางเริงนภา อาทะวงษ์

...................................................................................................................................................................

1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตวั ชว้ี ดั

มาตรฐาน ค 1.3 ใช้นพิ จน์ สมการ และอสมการ อธบิ ายความสมั พันธห์ รอื ช่วยแก้ปญั หาทก่ี าหนดให้
ตวั ชว้ี ดั 1. เข้าใจและใช้ความรเู้ กย่ี วกบั กราฟในการแก้ปัญหาคณติ ศาสตร์และปญั หาในชีวิตจรงิ
2. เข้าใจและใช้ความรู้เก่ียวกับความสัมพันธ์เชิงเส้นในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ และปัญหา

ในชวี ติ จรงิ
2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด

การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสองปริมาณสามารถแสดงได้หลายลักษณะ เช่น ตาราง แผนภาพ
แสดงการจับคู่ในทางคณิตศาสตร์ จะใช้คู่อันดับแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสองปริมาณ เราสามารถนากราฟ
ของคู่อันดับไปใช้แสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลต่าง ๆ ที่สนใจ และถ้ากราฟของความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสอง
ปริมาณอยูใ่ นแนวเส้นตรงเดียวกนั จะเรียกความสมั พนั ธน์ ้ันว่า ความสัมพนั ธ์เชิงเสน้

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
นกั เรยี นสามารถอา่ นและแปลความหมายของกราฟทกี่ าหนดให้ และนาไปใช้แก้ปัญหา

4. สาระการเรยี นรู้
การนากราฟไปใช้

5. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน

1. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
2. ความสามารถในการเชอ่ื มโยง
3. ความสามารถในการใหเ้ หตุผล
4. ความสามารถในการส่ือสารและการส่อื ความหมายทางคณิตศาสตร์

6. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. ซอื่ สตั ยส์ จุ ริต
2. มวี นิ ัย
3. ใฝ่เรียนรู้
4. มุ่งมัน่ ในการทางาน

7. กระบวนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
กจิ กรรมการเรยี นรู้
ช่ัวโมงท1่ี
1. ครูควรจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกอ่านและแปลความหมายของกราฟจากสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้ง

กราฟที่เป็นจดุ และกราฟที่เปน็ เสน้ เช่น
✤ การเขยี นกราฟแสดงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งจานวนไขไ่ ก่กบั ราคา ซง่ึ กราฟมลี กั ษณะเป็นจดุ

เนอ่ื งจากจานวนไข่ไกเ่ ปน็ ปริมาณท่ีไมต่ ่อเนื่อง
✤ การเขยี นกราฟแสดงความสมั พนั ธ์ระหว่างปริมาณน้ามันกับราคา ซึ่งกราฟมีลักษณะเป็นเส้น

เนื่องจากปริมาณน้ามันเป็นปริมาณที่ต่อเนื่อง ทาให้หาราคาน้ามันสาหรับปริมาณน้ามันท่ีไม่เป็นจานวนเต็มได้ เราจึง
สามารถลากเส้นเช่ือมกราฟที่มีลักษณะเป็นจุดได้สาหรับกราฟของข้อมูลท่ีเป็นปริมาณต่อเน่ือง เราสามารถอ่าน
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งปรมิ าณสองปรมิ าณที่ตาแหนง่ ใด ๆ บนกราฟนนั้ ได้

2. นักเรียนอภปิ รายและทาความเขา้ ใจตัวอย่างที่ 1-4 ในหนังสือเรยี น
3. ให้นักเรียนทากจิ กรรมสวนมะนาว
4. แบง่ นักเรียนเปน็ กลุ่ม กลุ่มละ 3–4 คน
5. ใหน้ ักเรยี นร่วมกันวเิ คราะหข์ ้อมูลจากกราฟแสดงจานวนมะนาวทีช่ าวสวนเก็บสง่ ขาย แล้วตอบ
คาถาม
6. ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายคาตอบของคาถามแตล่ ะข้อ

ช่ัวโมงท่ี 2
7. นกั เรยี นอภิปรายและทาความเข้าใจตัวอย่างที่ 5-7 ในหนงั สือเรยี น
8. นกั เรียนทากจิ กรรมรถไฟไกลแค่ไหน เป็นกล่มุ กลุ่มละ 3-4 คน
9. นักเรยี นรว่ มกนั วเิ คราะห์ข้อมูลจากกราฟแสดงความสัมพนั ธ์ระหว่างระยะทางทีร่ ถไฟแต่ละขบวนว่งิ

ได้กบั เวลาแล้วตอบคาถาม
10. ใหน้ กั เรียนอภปิ รายคาตอบของคาถามแต่ละข้อ

ชว่ั โมงท3่ี
11. นกั เรยี นและครอู ภปิ รายเก่ียวกับกราฟทเี่ ปน็ จดุ และกราฟท่ีเป็นเส้นร่วมกนั
12. ให้นกั เรียนทาแบบฝึกหัด3.2 ก ข้อท่ี 1-4 เป็นรายบคุ คล

ชวั่ โมงท่ี 4
13. ตั้งคาถามชวนคดิ ให้นักเรยี นตอบ
- จากแบบฝกึ หัดในข้อท่ี 4 ในหนังสือเรยี น กราฟที่ได้จะเรมิ่ ตน้ จากจดุ (0,0) หรือไม่
14. ให้นักเรียนทาแบบฝึกหัด3.2 ก ขอ้ ท่ี 4-6 เปน็ รายบุคคลตอ่

ชว่ั โมงท่ี 5
15. จัดกิจกรรมให้นักเรียนเข้าใจแนวโน้มของกราฟ โดยยกตัวอย่างกราฟท่ีมีการเปล่ียนแปลงท่ี

หลากหลายเชน่

โดยเน้นให้นักเรยี นได้สังเกต และวิเคราะห์การเปล่ยี นแปลงของกราฟในชว่ งต่าง ๆ เพื่อหาแนวโน้ม
ทีน่ าไปใช้ในการทานายคา่ ต่าง ๆ

16. นักเรยี นและครูอภปิ รายเก่ยี วกบั ตัวอย่างท่ี 8-9 ในหนังสือเรยี น

ชั่วโมงท่ี 6
17. ต้ังประเด็นอภิปรายเพื่อให้นักเรียนเห็นว่า เราใช้กราฟในการส่ือความหมายอย่างหลากหลาย เช่น

กราฟแสดงการเปล่ียนแปลงของราคาน้ามันในประเทศ กราฟแสดงแนวโน้มการขายโทรศัพท์มือถือ กราฟแสดงราคา
ข้าวในรอบสิบปี ซึ่งในชีวิตจริง การวิเคราะห์ลักษณะและแนวโน้มของกราฟ ช่วยให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ

18. ให้นักเรยี นทาแบบฝกึ หัด 3.2ข เปน็ รายบุคคล

8. สอ่ื /แหล่งเรยี นรู้
1. แบบฝึกหัด 3.2ก
2. แบบฝกึ หัด 3.2ข
3. กจิ กรรมสวนมะนาว
4. กจิ กรรมรถไฟไกลแค่ไหน

9. ภาระงาน/ชน้ิ งาน
1. แบบฝกึ หัด 3.2ก
2. แบบฝึกหัด 3.2ข
3. กจิ กรรมสวนมะนาว
4. กจิ กรรมรถไฟไกลแค่ไหน

10. การวดั และการประเมนิ ผล เครอ่ื งมอื เกณฑ์
วธิ ีการ
แบบบันทึกคะแนนแบบฝึกทักษะ รอ้ ยละ 50 ขึ้นไปถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
ตรวจแบบฝึกหดั

กจิ กรรม : สวนมะนาว

กิจกรรมนี้ เปน็ กิจกรรมทีส่ ่งเสริมให้นักเรียนรว่ มกันวิเคราะห์ข้อมูลจากกราฟแสดงความสัมพันธ์ที่มีลักษณะ
เป็นจุดเพ่ือตอบคาถาม โดยจะเน้นให้นักเรียนแปลความหมายในกรณีท่ีปริมาณซ่ึงแสดงบนแกน Y น่ันคือ จานวน
มะนาวท่ีชาวสวนเกบ็ ส่งขาย มหี นว่ ยเปน็ ร้อยผล โดยมีขน้ั ตอนการดาเนินกิจกรรม ดงั น้ี

อุปกรณ์
-

ข้นั ตอนการดาเนินกิจกรรม
1. แบ่งนกั เรยี นเป็นกล่มุ กลุ่มละ 3–4 คน
2. ให้นกั เรยี นร่วมกันวเิ คราะหข์ ้อมลู จากกราฟแสดงจานวนมะนาวที่ชาวสวนเกบ็ สง่ ขาย แล้วตอบคาถาม
3. ใหน้ ักเรียนอภิปรายคาตอบของคาถามแต่ละข้อ

เฉลยกิจกรรม : สวนมะนาว

1) 450 ผล
2) วันท่ี 6 เกบ็ มะนาวสง่ ขายได้มากท่สี ุด และเกบ็ ได้ 800 ผล
3) วันที่ 2 กบั วนั ที่ 9 เกบ็ ได้ 450 ผล และวันท่ี 3 กับวันที่ 8 เก็บได้ 500 ผล
4) วนั ที่ 7
5) จานวนมะนาวท่ีชาวสวนเก็บส่งขายได้ใน 6 วันแรก เพ่ิมข้ึนโดยตลอดและมีจานวนมากท่ีสุดถึง 800 ผล
และหลังจากวันท่ี 6 ชาวสวนเก็บมะนาวได้นอ้ ยลงเรอื่ ย ๆ จนถึงวันที่ 10 ซึ่งเก็บมะนาวส่งขายได้น้อยท่ีสุด คือได้เพียง
300 ผลเท่านน้ั

กิจกรรม : รถไฟไกลแค่ไหน

กิจกรรมน้ี เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์และเปรียบเทียบกราฟแสดงความสัมพันธ์
ระหว่างระยะทางท่ีรถไฟสองขบวนวิ่งได้กับเวลาเพื่อตอบคาถาม โดยมีข้อควรพิจารณาว่ากราฟแสดงความสัมพันธ์
ระหว่างระยะทางที่รถไฟว่ิงได้กับเวลา จะแสดงเฉพาะระยะทางท่ีรถไฟแต่ละขบวนว่ิงไป ณ เวลาต่าง ๆ เท่าน้ัน แต่
ไม่ไดแ้ สดงตาแหน่งของรถไฟ โดยมขี ้ันตอนการดาเนินกจิ กรรม ดังน้ี

อุปกรณ์
-

ขั้นตอนการดาเนนิ กิจกรรม
1. แบ่งนกั เรยี นเปน็ กลมุ่ กลุม่ ละ 3–4 คน
2. ให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลจากกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางที่รถไฟแต่ละขบวนว่ิงได้กับ

เวลาแล้วตอบคาถาม
3. ใหน้ ักเรยี นอภิปรายคาตอบของคาถามแตล่ ะข้อ

เฉลยกิจกรรม : รถไฟไกลแคไ่ หน

1) รถไฟแต่ละขบวนแล่นได้ระยะทาง 300 กิโลเมตร โดยรถไฟขบวน ก ใช้เวลา 4 ชั่วโมง และรถไฟขบวน ข
ใช้เวลา 3 ชัว่ โมง

2) เน่ืองจากรถไฟขบวน ข แล่นได้ระยะทาง 300 กิโลเมตร ในเวลา 3 ช่ัวโมง ดังน้ัน รถไฟขบวน ข แล่นด้วย
อตั ราเร็ว300 ÷ 3 = 100 กิโลเมตรต่อชวั่ โมง

3) ต้ังแต่เวลา 08:00 น. ถึง 09:30 น. รถไฟขบวน ก แล่นได้ระยะทาง 150 กิโลเมตร ในเวลา 1 ชั่วโมง

ดังน้ัน รถไฟขบวน ก แล่นดว้ ยอัตราเร็ว 150 ÷ 1 = 100 กิโลเมตรตอ่ ชัว่ โมง
4) ต้ังแต่เวลา 10:00 น. ถึง 12:00 น. รถไฟขบวน ก แล่นได้ระยะทาง 150 กิโลเมตร ในเวลา 2 ช่ัวโมง ดังน้ัน

รถไฟขบวน ก แล่นดว้ ยอตั ราเรว็ 150 ÷ 2 = 75 กิโลเมตรตอ่ ช่วั โมง
5) รถไฟขบวน ก ออกเดินทางเมื่อเวลา 08:00 น. ด้วยอัตราเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนกระทั่งเวลา

09:30 น. จึงหยุดพักคร่ึงชั่วโมง แล้วเดินทางต่อด้วยอัตราเร็ว 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนถึงจุด P ซึ่งอยู่ห่างจาก
จดุ เรม่ิ ต้น 300 กิโลเมตร เมื่อเวลา 12:00 น.

6) จุด P เป็นจุดที่แสดงเวลาที่รถไฟขบวน ก และรถไฟขบวน ข แล่นได้ระยะทางรวมเท่ากัน นั่นคือ 300
กิโลเมตรแต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นจุดท่ีรถไฟขบวน ก และรถไฟขบวน ข อยู่ตาแหน่งเดียวกัน เพราะโจทย์ไม่ได้ระบุ
วา่ รถไฟทั้งสองขบวนนแี้ ล่นไปในทศิ ทางเดียวกันหรือไม่

ความคิดเหน็ ของผูบ้ รหิ าร
..........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................................................ ..............................

ลงชื่อ...............................................................
(......................................)

............................................
.................../.................../....................

บันทกึ ผลหลังการสอน
บนั ทึกหลังการจดั การเรยี นรู้
............................................................................................................................. ............................................................
................................................................................................................................................................ .........................
.......................................................................................................... ...............................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
ปัญหา/อุปสรรค
............................................................................................................................. ............................................................
................................................................................................................................................ .........................................
.......................................................................................... ...............................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
แนวทางแกไ้ ขปญั หา/ขอ้ เสนอแนะ
............................................................................................................................. ............................................................
.................................................................................................................................................................................. .......
............................................................................................................................ .............................................................
............................................................................................................................. ............................................................

(ลงชือ่ )....................................................ครูผู้สอน
(นางสาวเรงิ นภา อาทะวงษ์)
............./............./..............

แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 11

กลมุ่ สาระการเรียนรูค้ ณติ ศาสตร์ ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 1/1

รหสั วิชา ค 21102 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563

หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 เรอ่ื ง กราฟและความสัมพันธเ์ ชิงเส้น เวลา 14 ช่ัวโมง

หน่วยย่อยท่ี 3.3 เรอื่ ง ความสัมพนั ธ์เชงิ เส้น เวลา 5 ชวั่ โมง

ผู้สร้างแผน นางสาวเรงิ นภา อาทะวงษ์

ผู้สอน นางเรงิ นภา อาทะวงษ์

...................................................................................................................................................................

1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชีว้ ัด

มาตรฐาน ค 1.3 ใช้นพิ จน์ สมการ และอสมการ อธิบายความสมั พันธห์ รอื ช่วยแก้ปัญหาทีก่ าหนดให้
ตัวชี้วัด 1. เข้าใจและใชค้ วามรู้เก่ียวกบั กราฟในการแก้ปัญหาคณิตศาสตรแ์ ละปญั หาในชีวติ จรงิ
2. เขา้ ใจและใชค้ วามรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงเส้นในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ และปัญหา

ในชวี ิตจรงิ

2. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสองปริมาณสามารถแสดงได้หลายลักษณะ เช่น ตาราง แผนภาพแสดง

การจับคู่ในทางคณิตศาสตร์ จะใช้คู่อันดับแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสองปริมาณ เราสามารถนากราฟของคู่
อันดบั ไปใชแ้ สดงความสมั พนั ธ์ของขอ้ มูลต่าง ๆ ที่สนใจ และถา้ กราฟของความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสองปริมาณอยู่
ในแนวเส้นตรงเดยี วกนั จะเรยี กความสัมพันธ์นนั้ วา่ ความสมั พันธ์เชงิ เส้น

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
นกั เรยี นสามารถเขยี นกราฟแสดงความสมั พันธร์ ะหว่างปริมาณสองชดุ ทมี่ ีความสมั พนั ธเ์ ชิงเสน้

4. สาระการเรียนรู้
ความสัมพนั ธเ์ ชิงเสน้

5. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
ความสามารถในการเชอ่ื มโยง

6. คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
1. ซอ่ื สตั ยส์ ุจรติ
2. มีวินยั
3. ใฝ่เรยี นรู้
4. มงุ่ มน่ั ในการทางาน

7. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
กิจกรรมการเรยี นรู้

ช่วั โมงที่ 1
1. จัดกิจกรรมให้นักเรียนเข้าใจความสัมพันธ์เชิงเส้น โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ในชีวิตจริงท่ีมี

ความสมั พันธ์เชิงเสน้ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยอุณหภูมิองศาเซลเซียสกับองศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งความสัมพันธ์นั้น
อาจอยู่ในรูปข้อความ ตาราง หรือสมการ แล้วจึงเช่ือมโยงความรู้ในเร่ืองของคู่อันดับมาใช้ในการเขียนกราฟ เพ่ือให้
นกั เรยี นสังเกตเห็นว่ากราฟแสดงความสมั พันธร์ ะหว่างปริมาณสองปริมาณจะอยู่ในแนวเสน้ ตรงเดยี วกัน

2. นกั เรยี นอภิปรายเกี่ยวกบั สถานการณท์ ี่ 1-2 ในหนังสือเรียนร่วมกัน
3. สรุปว่าสถานการณ์ที่ 1 และ 2 ท่ีกล่าวมาเป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ของปริมาณสองปริมาณที่มี
กราฟอยใู่ นแนวเส้นตรงเดยี วกัน เราเรยี กความสัมพนั ธ์ในลกั ษณะเช่นนว้ี ่า ความสมั พนั ธ์เชงิ เสน้ (Linear Relation)

ชั่วโมงที่ 2
4. ให้นักเรยี นอภปิ รายเก่ยี วกับการเชือ่ มโยงกราฟแสดงความสมั พนั ธเ์ ชิงเส้นสู่สมการเชงิ เสน้ สองตัวแปร

ซ่ึงแสดงในรูป Ax + By + C = 0 เมื่อ x, y เป็นตัวแปร A, B และ C เป็นค่าคงตัว โดยที่ A และ B ไม่เท่ากับศูนย์
พร้อมกนั เพอ่ื เปน็ การแนะนาให้นักเรียนรู้จักรูปทั่วไปของสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ซึ่งสมการนี้ เมื่อ B ≠ 0 สามารถ
จดั ใหอ้ ยูใ่ นรูป
y = mx + b เมอ่ื m และ b เป็นค่าคงตัว และจะใชส้ มการในรูปนี้ในการหาค่า x และค่า y เพื่อนาไปสู่
การเขียนกราฟ

5. นักเรียนอภิปรายเก่ียวกับกราฟท่ีได้เป็นจุดที่เรียงอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน ความสัมพันธ์ของ
จานวนเต็มทั้งสองจึงเป็นความสัมพันธ์เชิงเส้น สมการของความสัมพันธ์เชิงเส้นที่แสดงความเก่ียวข้องระหว่าปริมาณ
สองปรมิ าณ จะเรียกวา่ สมการเชิงเส้นสองตวั แปร

6. นักเรยี นอภิปรายเก่ยี วกบั ตวั อย่างที1่ -3 ในหนังสือเรียนรว่ มกนั

ช่วั โมงที่ 3
7. นักเรียนอภิปรายเกย่ี วกบั ตัวอย่างท่ี 4 ในหนังสอื เรยี นเพิ่มเตมิ เพอื่ ทาความเขา้ ใจไปพร้อมกัน
8. กาหนดสมการท่ีมีความหลากหลาย เช่น สมการเชิงเส้นที่ทามุมแหลมกับแกน X ทามุมป้านกับแกน

X และขนานกับแกน X โดยในการเลือกคู่อันดับท่ีสอดคล้องกับสมการนั้น ควรกาหนดค่า x หรือค่า y ท่ีเป็นจานวน
เต็ม ซึ่งง่ายต่อการคานวณหาค่า y หรือค่า x และให้นักเรียนต้ังข้อสังเกตว่า ถ้ากาหนดให้ค่า x หรือค่า y เท่ากับ 0
อาจทาให้การคานวณหาค่า y หรือคา่ x เปน็ อย่างไร

9. เช่ือมโยงความรู้เกี่ยวกับเรขาคณิตที่ว่ามีเส้นตรงเพียงเส้นเดียวเท่าน้ันที่ลากผ่านจุดสองจุดที่
กาหนดให้ มาใช้กับการเขียนกราฟของสมการเชิงเส้นสองตัวแปรดังน้ัน เราจึงหาจุดสองจุดที่อยู่บนกราฟก็เพียงพอ
แลว้ อยา่ งไรกต็ าม เพือ่ ป้องกนั ความผดิ พลาดในการคานวณจุดใดจุดหน่ึงไม่ถูกต้อง จึงควรใช้จุดอย่างนอ้ ย 3 จุด

10. ให้นักเรียนทาแบบฝึกหัดท่ี 3.3 ข้อ 1 จงเขียนกราฟของสมการเชิงเส้นสองตัวแปรท่ีกาหนดให้
ต่อไปนี้ ขอ้ (1-8) ในหนงั สอื เรยี น เปน็ รายบุคคลเพอื่ เป็นการทบทวนความรู้

ชว่ั โมงที่ 4
11. นักเรียนอภิปรายเกย่ี วกบั การเขยี นกราฟของสมการเชิงเส้นสองตวั แปรเพิ่มเติม
12. ให้นักเรียนทาแบบฝึกหัดท่ี 3.3 ข้อ 2 จงเขียนแสดงความสัมพันธ์ระหว่างจานวนเต็มสองจานวน

และ ข้อ3 เขียนแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความยาวรัศมีของวงกลมกับความยาวเส้นรอบรูปวงกลม ในหนังสือเรียน
เป็นรายบคุ คลเพื่อเปน็ การทบทวนความรู้ ในหนงั สือเรยี น เป็นรายบคุ คลเพอ่ื เปน็ การทบทวนความรู้

ชัว่ โมงท่ี 5

13. ใหน้ กั เรียนทากจิ กรรมสยบเรือรบดว้ ยขีปนาวธุ เชงิ เสน้

14. แจกใบกิจกรรมท้ายบท : สยบเรือรบดว้ ยขปี นาวุธเชงิ เสน้ ใหน้ กั เรียน

15. ให้นักเรียนแตล่ ะคนใช้ดนิ สอสีวาดเรอื รบจานวน 6 ลา ตามตาแหนง่ ทีต่ ้องการ

16. ประกาศแนวยิงของขีปนาวุธเชิงเส้นดว้ ยสมการเชิงเสน้ สองตัวแปร 6 สมการ ซง่ึ ควรมีความ

แตกต่างกนั เช่น

y = -5 y = x y = -x

y = x + 2 y = 3x – 1 x = 7

เพ่อื ให้นักเรียนฝกึ เขียนกราฟแสดงแนวขีปนาวธุ

17. เมื่อประกาศแนวยิงขีปนาวธุ ครบแล้ว ใหน้ กั เรียนนบั จานวนเรอื รบทไ่ี มถ่ ูกยิง นกั เรยี นทเี่ หลอื เรือรบ

มากทส่ี ุดเปน็ ผ้ชู นะ

8. สอ่ื /แหลง่ เรียนรู้
1. แบบฝกึ หัด 3.3
2. ใบกจิ กรรม สยบเรือรบด้วยขีปนาวุธเชงิ เสน้

9. ภาระงาน/ชิ้นงาน
1. แบบฝกึ หดั 3.3
2. ใบกิจกรรม สยบเรือรบดว้ ยขีปนาวธุ เชิงเสน้

10. การวัดและการประเมนิ ผล เคร่อื งมือ เกณฑ์
วธิ ีการ
แบบบันทกึ คะแนนแบบฝึกทักษะ รอ้ ยละ 50 ข้นึ ไปถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์
ตรวจแบบฝกึ หดั

กจิ กรรมทา้ ยบท : สยบเรือรบด้วยขปี นาวธุ เชิงเส้น

กิจกรรมน้ี มงุ่ เน้นใหน้ กั เรียนบูรณาการความรู้เรอ่ื งค่อู ันดับและกราฟบนระนาบในระบบพิกดั ฉาก และกราฟ
ของสมการเชิงเสน้ สองตวั แปร ในการเล่นเกมยิงเรอื รบด้วยขีปนาวธุ ซงึ่ นักเรียนจะได้ฝกึ เขยี นกราฟของสมการเชิงเสน้
ทคี่ รูกาหนดจานวน6 สมการ เพ่อื หาว่าแนวของขีปนาวธุ ชนเรือรบของตนหรือไม่ โดยมอี ุปกรณแ์ ละข้นั ตอนการดาเนิน
กิจกรรม ดงั นี้

อุปกรณ์
1. กระดาษกราฟท่ีกาหนดให้แกน X และแกน Y แสดงสเกลตั้งแต่ -10 ถงึ 10
2. ดนิ สอสี
3. ไมบ้ รรทดั
4. ใบกิจกรรมท้ายบท: สยบเรอื รบดว้ ยขปี นาวธุ เชิงเส้น

ข้นั ตอนการดาเนนิ กจิ กรรม

1. ครูแจกใบกจิ กรรมท้ายบท: สยบเรอื รบด้วยขปี นาวุธเชงิ เสน้ ใหน้ กั เรียน

2. ครูใหน้ ักเรียนแตล่ ะคนใชด้ นิ สอสวี าดเรอื รบจานวน 6 ลา ตามตาแหนง่ ที่ต้องการ

3. ครปู ระกาศแนวยงิ ของขปี นาวุธเชงิ เส้นดว้ ยสมการเชงิ เส้นสองตวั แปร 6 สมการ ซึง่ ควรมีความแตกต่างกนั เช่น

y = -5 y = x y = -x

y = x + 2 y = 3x - 1 x = 7

เพือ่ ใหน้ ักเรยี นฝึกเขียนกราฟแสดงแนวขีปนาวุธ

4. เมื่อครปู ระกาศแนวยิงขีปนาวุธครบแลว้ ให้นักเรียนนับจานวนเรอื รบที่ไม่ถูกยิง นักเรียนทเ่ี หลือเรอื รบมากทส่ี ุด

เป็นผู้ชนะ

ใบกจิ กรรมท้ายบท : สยบเรือรบดว้ ยขปี นาวธุ เชิงเสน้

ความคิดเห็นของผบู้ ริหาร
....................................................................................................................................................... ...................................
................................................................................................ ..........................................................................................
............................................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................. .............................................................

ลงชอ่ื ...............................................................
(…………………………………………..)
……………………………………….
.................../.................../....................

บนั ทกึ ผลหลังการสอน
บนั ทกึ หลังการจัดการเรยี นรู้
............................................................................................................................. ............................................................
........................................................................................................................................................................ .................
.................................................................................................................. .......................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
ปัญหา/อปุ สรรค
............................................................................................................................. ............................................................
.................................................................................................................................................................................... .....
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
......................................................................................................................................... ................................................
แนวทางแกไ้ ขปัญหา/ข้อเสนอแนะ
.................................................................................................................................................................................. .......
............................................................................................................................ .............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
....................................................................................................................................... ..................................................

(ลงชื่อ)....................................................ครผู สู้ อน
(นางสาวเริงนภา อาทะวงษ์)
............./............./..............

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 12

กลุ่มสาระการเรียนรูค้ ณติ ศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1/1

รหัสวชิ า ค 21102 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563

หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 4 เร่ืองสถติ (ิ 1) เวลา 15 ชว่ั โมง

หน่วยยอ่ ยที่ 4.1 เรอื่ ง คาถามทางสถติ ิ เวลา 3 ชว่ั โมง

ผสู้ ร้างแผน นางสาวเรงิ นภา อาทะวงษ์

ผู้สอน นางเริงนภา อาทะวงษ์

...................................................................................................................................................................

1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชว้ี ดั

มาตรฐาน ค 3.1 เขา้ ใจกระบวนการทางสถติ ิ และใชค้ วามรทู้ างสถิติในการแกป้ ญั หา
ตวั ช้วี ัด เข้าใจและใชค้ วามรู้ทางสถิติในการนาเสนอข้อมูลและแปลความหมายข้อมูล รวมท้ังนาสถิติไป

ใช้ในชวี ติ จรงิ โดยใช้เทคโนโลยีท่ีเหมาะสม

2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
สถติ ิทาใหไ้ ดข้ อ้ มลู ที่สามารถนาไปใช้ในการตดั สินใจ การได้มาซ่ึงข้อมูลทางสถิติเริ่มต้นจากการกาหนดประเด็น

ทสี่ นใจแล้วตั้งคาถามทางสถิติที่เก่ียวข้องกับประเด็นน้ัน แล้วใช้กระบวนการทางสถิติในการสืบเสาะหาคาตอบ ซึ่งจะ
ทาให้ได้ข้อมูลท่ีน่าเชื่อถือและนาไปสู่การตอบคาถามทางสถิติ การนาเสนอข้อมูลเป็นเคร่ืองมือในการสื่อสารและส่ือ
ความหมายของข้อมูลให้เข้าใจตรงกัน การเลือกวิธีนาเสนอข้อมูลที่เหมาะสมจะช่วยให้ส่ือความหมายได้สอดคล้องกับ
ขอ้ มูลนัน้ อยา่ งถกู ต้อง กระชับ และชัดเจน

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
นกั เรยี นสามารถ
1. บอกไดว้ า่ คาถามใดเป็นคาถามทางสถิติ
2. สร้างคาถามทางสถิติทส่ี อดคล้องกับปัญหาหรอื สถานการณ์ตา่ ง ๆ ทส่ี นใจ

4. สาระการเรียนรู้
คาถามทางสถิติ

5. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
1. ความสามารถในการเชอื่ มโยง
2. ความสามารถในการให้เหตุผล

6. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. ซือ่ สัตย์สจุ รติ
2. มวี นิ ยั
3. ใฝ่เรยี นรู้
4. มงุ่ มนั่ ในการทางาน

7. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
กิจกรรมการเรยี นรู้

ชวั่ โมงท่ี 1
1. ยกตัวอยา่ งข้อมูลทม่ี คี วามหลากหลายในบริบทใกล้ตัวนักเรียน ท้ังท่ีเป็นข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูล

เชิงคุณภาพ เช่น ความสูงเป็นเซนติเมตร น้าหนักเป็นกิโลกรัม เพศหญิง เพศชาย และหมายเลขโทรศัพท์ ซ่ึงเป็น
พน้ื ฐานในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู เพอ่ื ตอบคาถามทางสถิติ

2. อภิปรายรว่ มกนั เก่ยี วกบั การเก็บรวบรวมข้อมลู ในรูปแบบต่อไปน้ี เชน่
- แผนภูมริ ปู ภาพ
- แผนภูมแิ ท่ง
- กราฟเสน้
- แผนภมู วิ งกลม

3. ยกตวั อย่างสถานการณ์ ร้านกรุบกรอบ และสถานการณ์โรคอ้วนลงพงุ ให้นักเรียนฟัง
4. ใหน้ กั เรียนลองฝึกตัง้ คาถามจากสถานการณร์ า้ นกรบุ กรอบ และสถานการณโ์ รคอ้วนลงพงุ

ชั่วโมงท่ี 2
5. ใหน้ ักเรียนทากิจกรรม สร้างคาถาม
6. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4–5 คน โดยให้แต่ละคนสร้างคาถาม 3 คาถาม ที่ประกอบด้วย

คาถามทางสถติ แิ ละคาถามท่ไี มเ่ ป็นคาถามทางสถติ ิ
7. ให้นักเรียนแต่ละคนนาเสนอคาถามทั้งสามของตนเอง แล้วถามเพื่อนคนอ่ืน ๆ ในกลุ่ม ว่าคาถาม

ใดบ้างเป็นคาถามทางสถิติ และคาถามใดบ้างไม่เป็น คาถามทางสถิติ พร้อมท้ังบอกเหตุผล จากนั้น เพ่ือน ๆ แต่ละคน
ในกลุม่ ตอบคา ถามพร้อมทง้ั แสดงเหตผุ ลของตนเอง

8. ให้นักเรียนร่วมกันสรุปว่าคาถามแต่ละคาถามนั้นเป็นคาถามทางสถิติหรือไม่ หากไม่สามารถสรุปได้
ครอู าจเป็นผชู้ ว่ ยชแ้ี นะคาตอบที่ถูกต้องให้

ชั่วโมงท่ี 3
6. ยกตัวอย่างคาถามทางสถิติ แล้วอภิปรายร่วมกันถึงลักษณะสาคัญของคาถามทางสถิติ จากน้ันให้

นักเรยี นฝึกวิเคราะหค์ าถามต่าง ๆ ว่าเปน็ คาถามทางสถิติหรือไม่ เพราะเหตุใด
7. ให้นักเรียนฝึกตั้งคาถามทางสถิติง่าย ๆ จากเรื่องที่สนใจและใกล้ตัว เช่น การบริโภคน้าหวานของ

นกั เรียนในหอ้ ง ศิลปนิ ทน่ี ักเรียนในห้องชน่ื ชอบ กิจกรรมหลักที่ทาในแตล่ ะวนั ของนกั เรียนในโรงเรียน
8. ตรวจสอบความเข้าใจและสรปุ ความรูท้ ไี่ ด้ด้วยการใหน้ ักเรยี นทาแบบฝึกหดั 4.1 ในหนังสือเรียนเป็น

รายบุคคล

8. สอ่ื /แหลง่ เรียนรู้
1. แบบฝึกหดั 4.1
2. ใบกจิ กรรม สรา้ งคาถาม

9. ภาระงาน/ชนิ้ งาน
1. แบบฝกึ หดั 4.1
2. ใบกจิ กรรม สรา้ งคาถาม

10. การวัดและการประเมนิ ผล เครอ่ื งมือ เกณฑ์
วธิ กี าร
แบบบันทึกคะแนนแบบฝึกทักษะ ร้อยละ 50 ขึ้นไปถอื วา่ ผ่านเกณฑ์
ตรวจแบบฝึกหดั

กจิ กรรม : สร้างคาถาม
กิจกรรมนี้ เปน็ กจิ กรรมสาหรับการตรวจสอบการเขา้ ใจของนักเรียนในเร่ืองคาถามทางสถิติ โดยฝึกให้
นักเรียนสร้างคาถามทางสถติ ิและคาถามที่ไมเ่ ปน็ คาถามทางสถติ ดิ ว้ ยตนเอง แลว้ ใช้ความรู้ความเข้าใจนี้ในการ
วิพากษ์วจิ ารณ์คาถามของเพ่ือนว่าเป็นคาถามทางสถติ ิหรอื ไม่ โดยมขี ั้นตอนการดาเนินกิจกรรม ดังน้ี

อุปกรณ์
-

ข้ันตอนการดาเนินกจิ กรรม
1. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4–5 คน โดยให้แต่ละคนสร้างคาถาม 3 คาถาม ท่ีประกอบด้วยคาถามทาง

สถิติและคาถามท่ีไม่เปน็ คาถามทางสถิติ
2. ให้นักเรียนแต่ละคนนาเสนอคาถามท้ังสามของตนเอง แล้วถามเพื่อนคนอ่ืน ๆ ในกลุ่มว่าคาถามใดบ้างเป็น

คาถามทางสถิติ และคาถามใดบ้างไมเ่ ปน็ คา ถามทางสถิติ พรอ้มทั้งบอกเหตุผล จากน้ันเพ่ือน ๆ แต่ละคนในกลุ่มตอบ
คาถามพร้อมท้ังแสดงเหตผุ ลของตนเอง

3. ให้นกั เรียนร่วมกันสรปุ วา่ คาถามแต่ละคาถามน้ันเป็นคาถามทางสถิติหรือไม่ หากไม่สามารถสรุปได้ ครูอาจเป็น
ผู้ชว่ ยช้แี นะคาตอบที่ถูกตอ้ งให้โดยการใชส้ ื่อเสริมเข้ามาช่วยแนะให้นกั เรยี นได้เหน็

เฉลยกิจกรรม : สร้างคาถาม

คาตอบมไี ด้หลากหลาย โดยพิจารณาว่าคาถามทสี่ ร้างขึน้ มานนั้ ระบุสิ่งท่ีตอ้ งการศึกษาได้หรอื ไม่ มีกลมุ่
บุคคลหรอื สิง่ ทีจ่ ะเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลที่หลากหลายหรือไม่ และสามารถคาดการณ์ไดห้ รือไม่วา่ คาตอบทจ่ี ะเกิดข้ึนมี
ความแตกต่างกนั หากมีครบทง้ั สามสว่ น คาถามทส่ี รา้ งขึ้นมาน้ันก็เป็นคาถามทางสถิติ

ความคิดเห็นของผบู้ ริหาร
............................................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................................... ...........................................
..........................................................................................................................................................................................

ลงช่ือ...............................................................
(……………………………………………)
…………………………………………
.................../.................../....................

บันทึกผลหลงั การสอน
บันทกึ หลังการจัดการเรียนรู้
.................................................................................. .......................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
................................................................................................................................................................... ......................
ปญั หา/อุปสรรค
.............................................................................................. ...........................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
................................................................................................................................................................................ .........
......................................................................................................................... ................................................................
แนวทางแก้ไขปัญหา/ขอ้ เสนอแนะ
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
.............................................................................................................................................................................. ...........
....................................................................................................................... ..................................................................

(ลงช่อื )....................................................ครูผู้สอน
(นางสาวเรงิ นภา อาทะวงษ์)
............./............./..............

แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 13

กลมุ่ สาระการเรยี นรูค้ ณติ ศาสตร์ ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1/1

รหสั วชิ า ค 21102 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563

หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 4 เรือ่ งสถติ ิ(1) เวลา 15 ช่วั โมง

หน่วยย่อยที่ 4.2 เร่ือง การเกบ็ รวบรวมข้อมลู เวลา 2 ชัว่ โมง

ผสู้ ร้างแผน นางสาวเรงิ นภา อาทะวงษ์

ผู้สอน นางเริงนภา อาทะวงษ์

...................................................................................................................................................................

1. มาตรฐานการเรยี นรู/้ ตวั ช้ีวัด

มาตรฐาน ค 3.1 เขา้ ใจกระบวนการทางสถติ ิ และใช้ความรทู้ างสถิตใิ นการแก้ปัญหา
ตัวชว้ี ัด เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการนาเสนอข้อมูลและแปลความหมายข้อมูล รวมทั้งนาสถิติไป

ใชใ้ นชวี ิตจริงโดยใช้เทคโนโลยีท่ีเหมาะสม

2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
สถติ ิทาให้ได้ขอ้ มลู ที่สามารถนาไปใชใ้ นการตัดสินใจ การได้มาซ่ึงข้อมูลทางสถิติเร่ิมต้นจากการกาหนดประเด็น

ทสี่ นใจแล้วตั้งคาถามทางสถิติท่ีเก่ียวข้องกับประเด็นนั้น แล้วใช้กระบวนการทางสถิติในการสืบเสาะหาคาตอบ ซึ่งจะ
ทาให้ได้ข้อมูลท่ีน่าเชื่อถือและนาไปสู่การตอบคาถามทางสถิติ การนาเสนอข้อมูลเป็นเครื่องมือในการส่ือสารและส่ือ
ความหมายของขอ้ มูลให้เข้าใจตรงกัน การเลือกวิธีนาเสนอข้อมูลที่เหมาะสมจะช่วยให้ส่ือความหมายได้สอดคล้องกับ
ขอ้ มูลน้นั อยา่ งถกู ตอ้ ง กระชบั และชดั เจน

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
นกั เรียนสามารถ
1. ระบวุ ิธีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ทส่ี ามารถนาไปตอบคาถามทางสถติ ิ
2. วางแผนและเก็บรวบรวมข้อมูลเพอื่ ตอบคาถามทางสถติ ิ

4. สาระการเรยี นรู้
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู

5. สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน
1. ความสามารถในการเชอ่ื มโยง
2. ความสามารถในการให้เหตุผล

6. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. ชอื่ สตั ยส์ ุจรติ
2. มีวินยั
3. ใฝเ่ รียนรู้
4. มงุ่ ม่ันในการทางาน

7. กระบวนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
กิจกรรมการเรียนรู้

ช่ัวโมงท่ี 1
1. ยกตัวอย่างคาถามทางสถิติแล้วให้นักเรียนนาเสนอวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลท่ีเป็นไปได้ จากนั้นให้

นักเรียนร่วมกันอภิปรายถึงวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลแต่ละวิธี เพ่ือนาไปสู่ข้อสรุปเกี่ยวกับวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลท่ี
เหมาะสมกบั คาถามทางสถติ แิ ตล่ ะคาถาม ซงึ่ อาจจะมีไดห้ ลายวิธี

2. เมอื่ นักเรียนเขา้ ใจถึงลักษณะการตั้งคาถามทางสถิติและประเภทของข้อมูลแล้ว ให้นักเรียนอ่านและ
ทาความเขา้ ใจ สถานการณป์ รบั ปรุงการจราจรภายในโรงเรียน

3. ให้นกั เรียนดูตวั อย่างการเก็บรวบรวมข้อมูลจากสถานการณ์ปรับปรุงการจราจรภายในโรงเรียน โดย
สามารถเกบ็ รวบรวมไดใ้ นรปู แบบ แบบบันทึกการสังเกต และแบบสอบถาม

4. เพ่ือตรวจสอบความเข้าใจและสรุปความรู้ท่ีได้ ให้นักเรียนทาแบบฝึกหัด 4.2 ข้อท่ี 1 (1-5) ข้อย่อย
ในหนังสือเรยี น เปน็ รายบุคคล

ช่วั โมงท่ี 2
5. ให้นักเรียนต้งั คาถามทางสถติ งิ ่าย ๆ ทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั บริบทในหอ้ งเรยี นหรือในโรงเรยี น แลว้ ระบุวิธีการ

เกบ็ รวบรวมข้อมูลที่เปน็ ไปได้ จากน้ัน เลอื กวิธีการเกบ็ รวบรวมข้อมูลใหส้ อดคล้องกับคาถามทางสถิติ วางแผน และลง
มือเก็บรวบรวมข้อมูล แล้วนาข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมมาแลกเปล่ียนความคิดเห็นและอภิปรายร่วมกันในประเด็นท่ี
เกย่ี วข้องกับความสอดคล้องระหว่างคาถามทางสถิตกิ ับวิธกี ารเกบ็ รวบรวมข้อมูล และประเด็นของความเหมาะสมของ
วิธีการเกบ็ รวบรวมข้อมูล

6. เพ่อื ตรวจสอบความเขา้ ใจและสรปุ ความร้ทู ีไ่ ด้ ให้นักเรียนทาแบบฝึกหัด 4.2 ข้อที่ 2 ในหนังสือเรียน

เปน็ รายบคุ คล

8. สอ่ื /แหล่งเรยี นรู้
แบบฝกึ หดั 4.2

9. ภาระงาน/ชนิ้ งาน
แบบฝึกหัด 4.2

10. การวดั และการประเมินผล เครอื่ งมือ เกณฑ์
วิธีการ
แบบบนั ทกึ คะแนนแบบฝกึ ทักษะ รอ้ ยละ 50 ขึน้ ไปถือวา่ ผา่ นเกณฑ์
ตรวจแบบฝึกหัด

ความคิดเหน็ ของผู้บรหิ าร
............................................................................................................................. .............................................................
..........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................. .............................................................

ลงช่อื ...............................................................
(.................................................)
..................................................
.................../.................../....................

บันทกึ ผลหลังการสอน
บันทกึ หลังการจัดการเรียนรู้
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
..................................................................................................................................................... ....................................
.............................................................................................. ...........................................................................................
ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
................................................................................................................................................................. ........................
........................................................................................................... ..............................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
แนวทางแก้ไขปญั หา/ข้อเสนอแนะ
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................................................... ..........................
......................................................................................................... ................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................

(ลงช่ือ)....................................................ครูผสู้ อน
(นางสาวเรงิ นภา อาทะวงษ์)
............./............./..............

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 14

กลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1/1

รหสั วชิ า ค 21102 ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 4 เร่อื งสถิติ(1) เวลา 15 ชวั่ โมง

หนว่ ยยอ่ ยท่ี 4.3 เรอื่ ง การนาเสนอขอ้ มูลและการแปลความหมายข้อมลู เวลา 10 ชัว่ โมง

ผู้สรา้ งแผน นางสาวเริงนภา อาทะวงษ์

ผู้สอน นางเรงิ นภา อาทะวงษ์

...................................................................................................................................................................

1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชีว้ ดั

มาตรฐาน ค 3.1 เขา้ ใจกระบวนการทางสถิติ และใช้ความรทู้ างสถิตใิ นการแก้ปญั หา
ตัวชวี้ ัด เขา้ ใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการนาเสนอข้อมูลและแปลความหมายข้อมูล รวมท้ังนาสถิติไป

ใช้ในชีวติ จริงโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
สถิตทิ าใหไ้ ด้ขอ้ มลู ทีส่ ามารถนาไปใชใ้ นการตัดสินใจ การได้มาซึ่งข้อมูลทางสถิติเริ่มต้นจากการกาหนดประเด็น

ท่ีสนใจแล้วต้ังคาถามทางสถิติที่เก่ียวข้องกับประเด็นนั้น แล้วใช้กระบวนการทางสถิติในการสืบเสาะหาคาตอบ ซ่ึงจะ
ทาให้ได้ข้อมูลท่ีน่าเชื่อถือและนาไปสู่การตอบคาถามทางสถิติ การนาเสนอข้อมูลเป็นเครื่องมือในการส่ือสารและส่ือ
ความหมายของข้อมูลให้เข้าใจตรงกัน การเลือกวิธีนาเสนอข้อมูลท่ีเหมาะสมจะช่วยให้สื่อความหมายได้สอดคล้องกับ
ขอ้ มลู นัน้ อยา่ งถกู ตอ้ ง กระชบั และชดั เจน

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
นกั เรยี นสามารถ
1. อ่าน วิเคราะห์ และแปลความหมายข้อมูลซึ่งมีอยู่ในชีวิตจริงท่ีนาเสนอด้วยแผนภูมิรูปภาพ แผนภูมิแท่ง

กราฟเส้น และแผนภมู ิรูปวงกลม รวมท้งั เขยี นแผนภมู ริ ูปวงกลม
2. เลอื กใช้ความรู้ทางสถิตใิ นการนาเสนอขอ้ มลู ที่อยใู่ นชวี ติ จรงิ โดยใช้เทคโนโลยที ี่เหมาะสม

4. สาระการเรยี นรู้
- แผนภมู ิรปู ภาพ
- แผนภูมิแทง่
- กราฟเส้น
- แผนภมู ิรปู วงกลม

5. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน
1. ความสามารถในการแก้ปัญหา
2. ความสามารถในการเช่ือมโยง
3. ความสามารถในการใหเ้ หตุผล
4. ความสามารถในการคดิ สร้างสรรค์
5. ความสามารถในการสื่อสารและการสือ่ ความหมายทางคณิตศาสตร์

6. คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. ซ่ือสตั ย์สจุ รติ
2. มีวนิ ยั
3. ใฝ่เรียนรู้
4. มงุ่ มนั่ ในการทางาน

7. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
กจิ กรรมการเรียนรู้

ชัว่ โมงที่ 1

1. ครูและนกั เรยี นร่วมกันอภิปรายถงึ ความจาเปน็ ในการนาเสนอข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมมาได้ โดยชี้ให้เห็น
ถงึ ความไม่เป็นระเบียบของขอ้ มลู ซึ่งทาใหย้ ากตอ่ การทาความเขา้ ใจและไม่ดึงดูดความสนใจผู้อ่าน ทั้งน้ี ครูเริ่มต้นจาก
การใช้ตวั อย่างของข้อมูลทีน่ ักเรยี นเก็บรวบรวมมาได้ในกจิ กรรมของหัวข้อ 4.2 ในการอภปิ ราย

2. ยกตวั อยา่ งข้อมูลท่ีนาเสนอดว้ ยแผนภูมริ ปู ภาพซ่งึ พบเห็นไดใ้ นชวี ติ ประจาวัน แล้วอธิบายถึงหลักการ
และวิธีการในการนาเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิรูปภาพ โดยใช้และไม่ใช้เทคโนโลยี รวมถึงข้อดีและข้อจากัดของการ
นาเสนอในรูปแบบน้ี

3. ให้นกั เรียนทากจิ กรรม รอบร้เู รอ่ื งไข่
4. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4–5 คน เพ่ือศึกษาข้อมูลเร่ือง รอบรู้เร่ืองไข่และคาถามท่ี
เกยี่ วขอ้ งกบั เร่อื งดงั กล่าว
5. ใหน้ กั เรียนอภิปรายร่วมกนั ในกล่มุ ถึงข้อมูลที่นาไปใช้อา้ งอิง เพ่ือสร้างข้อสรุปสาหรับเป็นคาตอบของ
คาถามทก่ี าหนดให้
6. ให้นักเรียนแลกเปล่ียนคาตอบระหว่างกลุ่ม แล้วแสดงความคิดเห็นสนับสนุนและโต้แย้งคาตอบที่ได้
จากแตล่ ะกลมุ่ โดยมคี รูเป็นผใู้ ห้คาแนะนาและใหข้ ้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากคาตอบท่ีได้

ชว่ั โมงที่ 2

7. ยกตัวอย่างแผนภูมิรูปภาพท่ีน่าสนใจจากส่ือต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนฝึกอ่าน วิเคราะห์ และแปล
ความหมายของข้อมูลในแผนภูมิรูปภาพ รวมถึงอภิปรายข้อดีและข้อจากัดของแผนภูมิรูปภาพในตัวอย่างนั้นโดย
ตัวอยา่ งแผนภูมิรูปภาพท่คี รเู ลอื กมาควรมคี วามหลากหลาย มกี ารเรียงลาดับความซับซ้อนจากน้อยไปมากและมีความ
เหมาะสมกับวัยและความรูข้ องนกั เรียน

8. ให้นักเรียนทาความเข้าใจไปพร้อมกันเกี่ยวกับตัวอย่างท่ี 2 กรมป่าไม้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ
และสง่ิ แวดลอ้ มในหนงั สือ

9. เพื่อเปน็ การทดสอบความเข้าใจของนักเรียน ครูใหน้ กั เรียนทาแบบฝกึ หดั 4.3 ก เป็นรายบคุ คล

ชั่วโมงที่ 3

10. ยกตัวอย่างข้อมูลที่นาเสนอด้วยแผนภูมิรูปแท่ง ซ่ึงพบเห็นได้ในชีวิตประจาวัน แล้วอธิบายถึง
หลกั การและวธิ ีการในการนาเสนอข้อมลู ดว้ ยแผนภูมิแท่งโดยใช้และไม่ใช้เทคโนโลยี รวมถึงข้อดีและข้อจากัดของการ
นาเสนอในรปู แบบนี้

11. ใหน้ ักเรยี นทากิจกรรม แข่งขันสงู เป็นกลุ่ม

12. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4–5 คน เพ่ือศึกษาข้อมูลเรื่อง แข่งกันสูง อภิปรายและซักถาม
ในประเดน็ ท่ีสนใจและคาถามทก่ี าหนดให้ซง่ึ เก่ยี วขอ้ งกับเรื่องดงั กลา่ ว

13. ให้นกั เรยี นอภิปรายร่วมกนั ในกลุ่มถึงข้อมูลทนี่ าไปใช้อ้างองิ เพ่ือสรา้ งขอ้ สรุปสาหรับเป็นคาตอบของ
คาถามท่ีกาหนดให้

14. ให้นักเรยี นแลกเปล่ียนคาตอบระหว่างกลุ่ม แล้วแสดงความคิดเห็นสนับสนุนและโต้แย้งกับคาตอบ
ท่ไี ด้จากแตล่ ะกล่มุ โดยมคี รูเปน็ ผู้ให้คาแนะนาและใหข้ ้อเสนอแนะเพม่ิ เติมจากคาตอบที่ได้

ชวั่ โมงท่ี 4

15. ยกตัวอย่างแผนภูมิแท่งที่น่าสนใจจากสื่อต่าง ๆ เพ่ือให้นักเรียนฝึกอ่าน วิเคราะห์ และแปล
ความหมายของขอ้ มูลในแผนภูมิรูปภาพ รวมถึงอภิปรายข้อดีและข้อจากัดของแผนภูมิแท่งในตัวอย่างนั้นโดยตัวอย่าง
แผนภูมิแท่งท่ีครูเลือกมาควรมีความหลากหลาย มีการเรียงลาดับความซับซ้อนจากน้อยไปมากและมีความเหมาะสม
กบั วยั และความรู้ของนกั เรียน

16. ใหน้ ักเรยี นทากิจกรรม เหรียญแหง่ ความภาคภูมิ เป็นกลุม่

17. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4–5 คน เพื่อศึกษาข้อมูลเรื่อง เหรียญแห่งความภาคภูมิ
อภิปรายและซกั ถามในประเดน็ ที่สนใจ และคาถามทกี่ าหนดใหซ้ ง่ึ เกยี่ วข้องกบั เร่ืองดงั กล่าว

18. ให้นักเรียนอภิปรายร่วมกันในกลุ่มถึงข้อมูลที่นาไปใช้อ้างอิง เพ่ือสร้างข้อสรุปสาหรับเป็นคาตอบ
ของคาถามที่กาหนดให้

19. ใหน้ กั เรยี นแลกเปล่ียนคาตอบระหว่างกลุ่ม แล้วแสดงความคิดเห็นสนับสนุนและโต้แย้งกับคาตอบ
ทไ่ี ด้จากแตล่ ะกลุ่ม โดยมีครเู ป็นผ้ใู ห้คาแนะนาและใหข้ อ้ เสนอแนะเพิม่ เตมิ จากคาตอบท่ไี ด้

ช่ัวโมงท่ี 5

20. ใช้สื่อเสริมเพ่ือเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนภูมิแท่งท่ีแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นตัวเดียวกับตัว
แปรตามหลายตัวในแท่งเดียวกันได้ ซ่ึงจะเรียกแผนภูมิแท่งแบบนี้ว่า แผนภูมิแท่งเชิงประกอบ ซ่ึงจะแบ่งแท่งแต่ละ
แทง่ ออกเปน็ สว่ นๆ เพ่อื แสดงจานวนหรอื สัดส่วนของขอ้ มูล ดังตวั อยา่ งในหนงั สือเรียน หนา้ 205

แผนภูมิแท่งเชิงประกอบเหมาะกับการเปรียบเทียบตัวแปรต้นตัวแปรเดียวควบคู่ไปกับการ
เปรยี บเทยี บชุดของตัวแปรตามหลายๆตวั ทเี่ ป็นผลมาจากตัวแปรตนนน้ั

21. เพื่อตรวจสอบความเข้าใจและสรุปความรู้ท่ีได้ ให้นักเรียนทาแบบฝึกหัด 4.3 ข ในหนังสือเรียน
เปน็ รายบุคคล

ชว่ั โมงท่ี 6

22. ยกตัวอย่างข้อมูลที่นาเสนอด้วยกราฟเส้นซ่ึงพบเห็นได้ในชีวิตประจาวัน แล้วอธิบายถึงหลักการ
และวิธีการในการนาเสนอขอ้ มูลดว้ ยกราฟเส้น โดยใช้และไม่ใชเ้ ทคโนโลยี รวมถึงขอ้ ดีและข้อจากัดของ
การนาเสนอในรปู แบบน้ี

23. ให้นักเรียนทากิจกรรม SUPERCH@T เปน็ กลุ่ม
24. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4–5 คน เพ่ือศึกษาข้อมูลเรื่อง SUPERCH@T อภิปรายและ
ซักถามในประเด็นทีส่ นใจ และคาถามที่กาหนดใหซ้ ่งึ เกยี่ วขอ้ งกบั เรื่องดังกลา่ ว

25. ให้นักเรียนอภิปรายร่วมกันในกลุ่มถึงข้อมูลท่ีนาไปใช้อ้างอิง เพื่อสร้างข้อสรุปสาหรับเป็นคาตอบ
ของคาถามทกี่ าหนดให้

26. ใหน้ ักเรียนแลกเปลี่ยนคาตอบระหว่างกลุ่ม แล้วแสดงความคิดเห็นสนับสนุนและโต้แย้งกับคาตอบ
ที่ได้จากแต่ละกล่มุ โดยมคี รูเป็นผู้ให้คาแนะนาและให้ขอ้ เสนอแนะเพ่ิมเติมจากคาตอบทไ่ี ด้

ช่ัวโมงที่ 7

27. ยกตัวอย่างกราฟเส้นท่ีน่าสนใจจากส่ือต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนฝึกอ่าน วิเคราะห์ และแปล
ความหมายของข้อมูลในกราฟเสน้ รวมถงึ อภปิ รายข้อดีและขอ้ จากดั ของกราฟเสน้ ในตวั อยา่ งนั้นโดยตัวอย่างกราฟเส้น
ท่ีครูเลือกมาควรมีความหลากหลาย มีการเรียงลาดับความซับซ้อนจากน้อยไปมากและมีความเหมาะสมกับวัยและ
ความรขู้ องนกั เรียน

28. ให้นักเรยี นทากิจกรรม แรงงานไทย เปน็ กลมุ่
29. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4–5 คน เพื่อศึกษาข้อมูลเร่ือง แรงงานไทย อภิปรายและ
ซกั ถามในประเดน็ ทีส่ นใจ และคาถามท่ีกาหนดให้ซงึ่ เก่ียวข้องกับเร่ืองดังกลา่ ว
30. ให้นักเรียนอภิปรายร่วมกันในกลุ่มถึงข้อมูลท่ีนาไปใช้อ้างอิง เพ่ือสร้างข้อสรุปสาหรับเป็นคาตอบ
ของคาถามทกี่ าหนดให้
31. ใหน้ กั เรยี นแลกเปล่ียนคาตอบระหว่างกลุ่ม แล้วแสดงความคิดเห็นสนับสนุนและโต้แย้งกับคาตอบ
ทไี่ ดจ้ ากแตล่ ะกลุ่ม โดยมคี รูเปน็ ผ้ใู ห้คาแนะนาและใหข้ อ้ เสนอแนะเพม่ิ เติมจากคาตอบท่ีได้
32. เพ่ือตรวจสอบความเข้าใจและสรุปความรู้ที่ได้ ให้นักเรียนทาแบบฝึกหัด 4.3 ค ในหนังสือเรียน
เป็นรายบคุ คล

ช่ัวโมงท่ี 8

33. ยกตัวอย่างแผนภูมิรูปวงกลมท่ีน่าสนใจจากสื่อต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนฝึกอ่าน วิเคราะห์ และแปล
ความหมายของข้อมูลในแผนภูมิรูปวงกลม รวมถึงอภิปรายข้อดีและข้อจากัดของแผนภูมิรูปวงกลมในตัวอย่างน้ันโดย
ตัวอย่างแผนภูมิรูปวงกลมที่ครูเลือกมาควรมีความหลากหลาย มีการเรียงลาดับความซับซ้อนจากน้อยไปมากและมี
ความเหมาะสมกบั วยั และความรขู้ องนกั เรยี น

34. ให้นักเรยี นทากจิ กรรม เครอ่ื งแกงส้มคุณแม่ เปน็ กลุม่
35. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4–5 คน เพ่ือศึกษาข้อมูลเรื่อง เคร่ืองแกงส้มคุณแม่ อภิปราย
และซกั ถามในประเดน็ ทสี่ นใจ และคาถามทีก่ าหนดให้ซงึ่ เก่ียวข้องกับเรื่องดังกลา่ ว
36. ให้นักเรียนอภิปรายร่วมกันในกลุ่มถึงข้อมูลที่นาไปใช้อ้างอิง เพ่ือสร้างข้อสรุปสาหรับเป็นคาตอบ
ของคาถามทก่ี าหนดให้
37. ใหน้ กั เรยี นแลกเปล่ียนคาตอบระหว่างกลุ่ม แล้วแสดงความคิดเห็นสนับสนุนและโต้แย้งกับคาตอบ
ทไ่ี ดจ้ ากแต่ละกล่มุ โดยมีครูเปน็ ผใู้ ห้คาแนะนาและให้ข้อเสนอแนะเพมิ่ เตมิ จากคาตอบทีไ่ ด้

ชั่วโมงที่ 9

38. สาหรับการจัดกิจกรรมเพื่อใหน้ กั เรยี นได้ฝกึ ทกั ษะการเขยี นแผนภมู ริ ูปวงกลมน้ัน เนื่องจากนักเรียน
ยงั ไมม่ ีพื้นฐานเกี่ยวกับการเขยี นแผนภมู ิรปู วงกลมมากอ่ น ดังนั้น ให้นกั เรยี นอภิปรายร่วมกนั ถึงหลักการที่สาคัญในการ
เขียนแผนภูมิรูปวงกลมพร้อมทั้งยกตัวอย่างการเขียนตามหลักการ แล้วให้นักเรียนฝึกเขียนแผนภูมิรูปวงกลมจาก
ข้อมลู ที่กาหนดใหซ้ ง่ึ อาจเปน็ ข้อมลู ดิบหรืออยใู่ นรูปตาราง แผนภมู ิรูปภาพ หรอื แผนภูมิแท่งกไ็ ด้

39. นกั เรยี นอภิปรายร่วมกันถึงตวั อยา่ งสถานการณ์ท่ี 1 และ 2 พร้อมกัน
40. เพ่ือตรวจสอบความเข้าใจและสรุปความรู้ที่ได้ ให้นักเรียนทาแบบฝึกหัด 4.3 ง ในหนังสือเรียน
เปน็ รายบคุ คล

ชวั่ โมงท่ี 10

41. ยกตัวอย่างข้อมูลที่ประกอบด้วยการนาเสนอข้อมูลมากกว่าหน่ึงแบบ เช่น การนาเสนอข้อมูลการ
ส่งออกสินค้าโดยใช้แผนภูมิรูปภาพ แผนภูมิแท่ง และแผนภูมิรูปวงกลม แล้วตั้งคาถามเพื่อฝึกให้นักเรียนได้อ่าน
วิเคราะห์และแปลความหมายของข้อมูลที่เกิดข้ึนจากการนาเสนอดังกล่าว เพ่ือเชื่อมโยงความเข้าใจของนักเรียน
เกยี่ วกับการนาเสนอข้อมูลในแบบตา่ ง ๆ

42. กาหนดข้อมลู ใหน้ กั เรียน ซ่งึ เปน็ ขอ้ มลู ท่ีสามารถนา เสนอได้ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้นักเรียน
เลือกรูปแบบและนาเสนอข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ โดยอาจใช้เทคโนโลยีมาช่วย พร้อมทั้งอธิบายเหตุผลประกอบการ
เลือกและนาเสนอข้อมูลนน้ั

43. เปิดโอกาสให้นักเรียนตั้งคาถามทางสถิติที่สนใจ วางแผน เก็บรวบรวมข้อมูล จัดการและวิเคราะห์
ข้อมูลแล้วนาเสนอข้อมูลในรูปแบบท่ีเหมาะสม จากน้ัน อาศัยความรู้ความเข้าใจในเรื่องการอ่านและการแปล
ความหมายข้อมูล สื่อสารให้ผู้อืน่ เขา้ ใจโดยการพูดหรือเขียน ท้ังน้ี เพ่ือฝึกให้นักเรียนได้ใช้กระบวนการทางสถิติในการ
สบื เสาะหาความรู้ อกี ทั้งยงั เป็นการตรวจสอบความสามารถในการประยุกตใ์ ช้ความรู้ของนักเรียนเกี่ยวกับการนาเสนอ
ขอ้ มูลในรปู แบบต่าง ๆ

44. ใช้ “กิจกรรมเสนอแนะ “กิจกรรมเสนอแนะ 4.3 ก : นาเสนอข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม” เพ่ือฝึก
ทักษะการนาเสนอข้อมลู โดยใชเ้ ทคโนโลยี

8. สอ่ื /แหลง่ เรยี นรู้
1. แบบฝกึ หดั 4.1 ก
2. แบบฝึกหัด4.1 ข
3. แบบฝกึ หดั 4.1 ค
4. แบบฝกึ หัด4.1 ง
5. ใบกจิ กรรมเสนอแนะ 4.3 ก : นาเสนอข้อมลู อย่างไรให้เหมาะสม
6. ใบกจิ กรรมรอบรู้เร่ืองไข่
7. ใบกิจกรรมแขง่ ขันสูง
8. ใบกิจกรรมเหรยี ญแหง่ ความภาคภมู ิ
9. ใบกิจกรรม SUPERCH@T
10. ใบกจิ กรรม แรงงานไทย
11. ใบกจิ กรรม เครอ่ื งแกงส้มคณุ แม่

9. ภาระงาน/ชิน้ งาน
1. แบบฝกึ หดั 4.1 ก
2. แบบฝกึ หัด4.1 ข
3. แบบฝกึ หัด4.1 ค
4. แบบฝกึ หัด4.1 ง
5. ใบกจิ กรรมเสนอแนะ 4.3 ก : นาเสนอขอ้ มูลอย่างไรใหเ้ หมาะสม

6. ใบกจิ กรรมรอบรู้เร่ืองไข่
7. ใบกิจกรรมแข่งขันสูง
8. ใบกจิ กรรมเหรยี ญแหง่ ความภาคภูมิ
9. ใบกิจกรรม SUPERCH@T
10. ใบกิจกรรม แรงงานไทย
11. ใบกิจกรรม เครอ่ื งแกงส้มคณุ แม่

10. การวดั และการประเมนิ ผล เครอื่ งมือ เกณฑ์
วธิ ีการ
แบบบนั ทกึ คะแนนแบบฝึกทักษะ รอ้ ยละ 50 ขึ้นไปถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์
ตรวจแบบฝึกหดั

กิจกรรม : รอบรู้เรือ่ งไข่

กิจกรรมน้ี เปน็ กจิ กรรมท่ีส่งเสริมให้นกั เรียนอ่าน วเิ คราะห์ และแปลความหมายแผนภูมิรูปภาพอยา่ งงา่ ย ซง่ึ
มีขอ้ มลู ท่ีสาคัญอ่ืน ๆ ประกอบอยูด่ ้วย รปู แบบการนาเสนอข้อมูลในกจิ กรรมน้ีมบี ริบทใกลต้ วั นกั เรยี น ซ่งึ เกี่ยวข้องกับ
แหลง่ อาหารท่ีสาคัญและเปน็ ที่รู้จกั ของทุกคน อีกทั้งยังส่งเสริมให้นักเรียนตระหนักในคุณคา่ และประโยชน์ที่ได้จาก
การบรโิ ภคไข่ รวมถงึ ปริมาณทเ่ี หมาะสมกับการบริโภคของบุคคลในแต่ละช่วงวยั ในการจัดกจิ กรรมควรเปิดโอกาสให้
นกั เรียนแสดงความคดิ เห็น อภิปรายตลอดจนซักถามเหตผุ ลรว่ มกันเปน็ กลมุ่ เพ่ือคน้ หาข้อสรปุ และคาตอบของคาถาม
ท่กี าหนดไว้ โดยมขี ัน้ ตอนการดาเนินกจิ กรรมดงั น้ี

อปุ กรณ์
-

ข้นั ตอนการดาเนนิ กิจกรรม
1. ครแู บ่งนกั เรยี นออกเปน็ กลุ่ม กลุ่มละ 4–5 คน เพ่อื ศึกษาขอ้ มูลเรื่อง รอบรู้เร่อื งไข่และคาถามท่ีเกีย่ วข้องกบั เรื่อง
ดังกล่าว
2. ครใู หน้ กั เรยี นอภิปรายร่วมกันในกลุ่มถงึ ข้อมูลทนี่ าไปใช้อา้ งองิ เพอื่ สรา้ งข้อสรปุ สาหรับเปน็ คาตอบของคาถามที่
กาหนดให้
3 ครใู ห้นักเรยี นแลกเปลี่ยนคาตอบระหวา่ งกลุม่ แล้วแสดงความคดิ เหน็ สนับสนุนและโต้แย้งคาตอบที่ไดจ้ ากแตล่ ะ
กลุ่มโดยมคี รูเปน็ ผู้ให้คาแนะนาและใหข้ ้อเสนอแนะเพม่ิ เติมจากคาตอบที่ได้

เฉลยกจิ กรรม : รอบรูเ้ รอ่ื งไข่

1) ไมเ่ พยี งพอ
เนื่องจาก คณุ ปู่และคุณยา่ ควรรบั ประทานไข่คนละ 1 ฟองตอ่ สัปดาหค์ ุณพ่อและคณุ แม่ควรรบั ประทานไข่คน

ละ 3–4 ฟองต่อสัปดาหน์ ้องน้าตาลควรรบั ประทานไข่ 7 ฟองต่อสปั ดาห์
ดงั นนั้ ครอบครวั น้ีควรซ้อื ไขม่ ารบั ประทานสปั ดาห์ละ 15–17 ฟองตอ่ สัปดาห์แต่ครอบครัวนซี้ อ้ื ไข่มา

รบั ประทานเพียง 12 ฟองตอ่ สปั ดาห์ จึงไมเ่ พียงพอตามปริมาณทแ่ี นะนา
2) เด็กและวยั เรียนควรรบั ประทานไขต่ ามทแ่ี นะนาสปั ดาห์ละ 7 ฟอง ซง่ึ ไข่หนึ่งฟองจะให้พลังงาน 75 กิโลแคลอรี
ดงั นนั้ ในหนง่ึ สปั ดาหน์ กั เรียนจะได้รับพลังงานเท่ากบั 7 × 75 = 525 กโิ ลแคลอรี
3) สรุปได้ว่า คนไทยรบั ประทานไข่ไมเ่ พียงพอตามปรมิ าณท่แี นะนาต่อสัปดาห์ ดังเหตุผลตอ่ ไปนใี้ ห้คนไทย 100 คน มี
วยั เด็กและวยั เรยี น 19 คน วยั ทางาน 67 คน และวัยสงู อายุ 14 คนและใน 1 ปี มี 52 สัปดาห์

วยั เด็กและวัยเรยี นควรรับประทานไข่ตามทแ่ี นะนาสปั ดาห์ละ 7 ฟอง
วยั เดก็ และวยั เรียนตอ้ งรับประทานไข่รวมกนั เทา่ กับ 7 × 19 = 133 ฟอง
วัยทางานควรรบั ประทานไขต่ ามที่แนะนาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ฟอง
วัยทางานต้องรบั ประทานไขร่ วมกันอย่างน้อย 3 × 67 = 201 ฟอง
วยั สูงอายุควรรับประทานไข่ตามท่แี นะนาสปั ดาหล์ ะ 1 ฟอง
วยั สูงอายุตอ้ งรบั ประทานไข่รวมกันเท่ากับ 1 × 14 = 14 ฟอง
จะได้วา่ ใน 1 สปั ดาห์ คนไทย 100 คน ควรรับประทานไข่ตามที่แนะนารวมกนั เทา่ กับ 133 + 201 + 14 = 348 ฟอง
นนั่ คอื ใน 1 สปั ดาห์ คนไทยควรรับประทานไข่เฉลย่ี คนละ 3.48 ฟอง หรอื ใน 1 ปี คนไทยควรรับประทานไขเ่ ฉลยี่ คน
ละ 3.48 × 52 = 180.96 ฟอง หรอื ประมาณ 181 ฟองจากขอ้ มูลทกี่ ล่าววา่ คนไทยรบั ประทานไขเ่ ฉล่ยี ปลี ะ 166
ฟองนัน่ คอื คนไทยรับประทานไข่ไม่เพียงพอตามปริมาณท่ีแนะนาต่อสัปดาห์

กจิ กรรม : แข่งกนั สงู

กจิ กรรมนี้ เป็นกจิ กรรมทสี่ ง่ เสริมใหน้ กั เรียนอา่ น วเิ คราะห์ และแปลความหมายแผนภูมแิ ทง่ เชงิ เด่ียว หลาย
ชุดข้อมูลรูปแบบการนาเสนอข้อมูลในกิจกรรมน้ี มีบริบทเกี่ยวข้องกับส่ิงก่อสร้างที่สาคัญ ซึ่งมีความสูงเป็นที่รู้จักทั่ว
โลก โดยแต่ละแหง่ นั้นมีความโดดเด่นเฉพาะตัว รวมถึงแสดงใหเ้ หน็ ความทมุ่ เทท้ังทางด้านแรงงานและงบประมาณ ใน
การจัดกิจกรรมควรเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น อภิปราย ตลอดจนซักถามเหตุผลร่วมกันเป็นกลุ่มใน
ประเด็นต่าง ๆ ที่สนใจ รวมถึงค้นหาข้อสรุปที่ได้ในกลุ่มและคาตอบของคาถามท่ีกาหนดไว้ โดยมีข้ันตอนการดาเนิน
กิจกรรม ดงั นี้

อุปกรณ์
-

ข้ันตอนการดาเนนิ กจิ กรรม
1. ครแู บง่ นกั เรยี นออกเปน็ กลุ่ม กลุ่มละ 4–5 คน เพื่อศึกษาข้อมลู เรื่อง แขง่ กันสูง อภปิ รายและซักถามในประเดน็

ท่ีสนใจและคาถามท่ีกาหนดให้ซ่ึงเกี่ยวข้องกับเรื่องดงั กล่าว
2. ครูใหน้ กั เรยี นอภิปรายรว่ มกนั ในกล่มุ ถึงขอ้ มูลทน่ี าไปใช้อา้ งองิ เพอ่ื สร้างข้อสรปุ สาหรบั เป็นคาตอบของคาถาม

ที่กาหนดให้
3. ครใู ห้นกั เรียนแลกเปลี่ยนคาตอบระหวา่ งกลมุ่ แลว้ แสดงความคิดเหน็ สนับสนนุ และโต้แย้งกับคาตอบที่ได้จาก

แต่ละกล่มุ โดยมคี รูเปน็ ผูใ้ หค้ าแนะนาและใหข้ ้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากคาตอบทไี่ ด้

เฉลยกิจกรรม : แข่งกนั สูง

1) สิ่งก่อสร้างท่ีสูงท่ีสุดในโลก คือ Burj Khalifa ตั้งอยู่ท่ีเมืองดูไบ ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 1.5 พันล้าน
ดอลลาร์สหรัฐ และใชเ้ วลาในการกอ่ สรา้ ง 5 ปี

2) 24 ลา้ นดอลลารส์ หรฐั
3) หากนักเรียนมีงบประมาณ 100 ล้านบาท หรือประมาณ 2.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ
35 บาท) และมีระยะเวลาในการสร้างไม่เกิน 5 ปี นักเรียนควรศึกษาการก่อสร้างตึกสูงเสียดฟ้าจาก Eiffel Tower
เมืองปารีส เนื่องจาก Eiffel Tower ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี
ซงึ่ ใกล้เคียงกับข้อมูลท่มี ีอยูม่ ากกว่าตึกอน่ื ๆ

กจิ กรรม : เหรียญแหง่ ความภาคภมู ิ

กิจกรรมนี้ เป็นกิจกรรมท่ีส่งเสริมให้นักเรียนอ่าน วิเคราะห์ และแปลความหมายแผนภูมิแท่ง รูปแบบการ
นาเสนอข้อมูลในกิจกรรมนี้ มีบริบทเกยี่ วข้องกบั ผลการแขง่ ขันโอลิมปิกวชิ าการ วชิ าคณติ ศาสตรข์ องประเทศไทย เพ่ือ
เป็นแรงบนั ดาลใจให้นกั เรยี นท่ีสนใจ และสร้างความภาคภูมิใจในศักยภาพของนกั เรียนไทย ในการจัดกิจกรรมควรเปิด
โอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น อภิปราย ตลอดจนซักถามเหตุผลร่วมกันเป็นกลุ่มในประเด็นต่าง ๆ ที่สนใจ
รวมถึงค้นหาขอ้ สรุปทไ่ี ด้ในกลมุ่ และคาตอบของคาถามทกี่ าหนดไว้ โดยมขี ัน้ ตอนการดาเนนิ กจิ กรรม ดังนี้

อปุ กรณ์
-

ขนั้ ตอนการดาเนินกิจกรรม
1. ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4–5 คน เพ่ือศึกษาข้อมูลเร่ือง เหรียญแห่งความภาคภูมิ อภิปรายและ

ซักถามในประเด็นที่สนใจ และคาถามท่ีกาหนดใหซ้ ง่ึ เกย่ี วขอ้ งกับเร่ืองดังกล่าว
2. ครใู หน้ ักเรียนอภิปรายร่วมกันในกลุ่มถึงข้อมูลท่ีนาไปใช้อ้างอิง เพ่ือสร้างข้อสรุปสาหรับเป็นคาตอบของคาถาม

ที่กาหนดให้
3. ครูให้นักเรียนแลกเปลี่ยนคาตอบระหว่างกลุ่ม แล้วแสดงความคิดเห็นสนับสนุนและโต้แย้งกับคาตอบท่ีได้จาก

แต่ละกลุ่ม โดยมีครูเปน็ ผใู้ หค้ าแนะนาและให้ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติมจากคาตอบท่ีได้

เฉลยกิจกรรม : เหรียญแห่งความภาคภูมิ

1) ในทุก ๆ ปี ประเทศไทยส่งนกั เรียนเขา้ แข่งขันปลี ะ 6 คน
2) ไม่เหน็ ด้วย เนอ่ื งจากปี พ.ศ. 2552 ปี พ.ศ. 2553 และปี พ.ศ. 2555 ได้รบั เพียงเหรียญทองและเหรยี ญเงิน
เท่าน้ัน และปี พ.ศ. 2557 ได้รบั เพียงเหรียญเงินและเหรยี ญทองแดงเทา่ นน้ั
3) ปี พ.ศ. 2555 เนือ่ งจากเป็นปีทไี่ ดถ้ ึง 3 เหรยี ญทอง และ 3 เหรียญเงิน
4) คะแนนทีไ่ ด้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าจะได้เหรียญอะไรหรือลาดับที่เท่าไร เพราะมีปัจจัยอื่น ๆ ด้วย
เช่นคะแนนของผเู้ ข้าแขง่ ขนั จากประเทศอืน่ ๆ ความยากงา่ ยของขอ้ สอบในปนี น้ั
5) ในอนาคต ถ้าประเทศไทยส่งนักเรยี นเขา้ รว่ มแขง่ ขนั 6 คน นักเรียนนา่ จะไดร้ ับเหรยี ญรางวลั ทุกคน

กจิ กรรม : SUPERCH@T

กิจกรรมน้ี เป็นกิจกรรมท่ีส่งเสริมให้นักเรียนอ่าน วิเคราะห์ และแปลความหมายกราฟเส้น รูปแบบการ
นาเสนอขอ้ มูลในกจิ กรรมน้ีมีบริบทเก่ียวข้องกับสื่อสังคมออนไลน์สมมุติ แต่มีลักษณะเดียวกับส่ือสังคมออนไลน์หลาย
ๆ แบบที่นักเรียนพบเจอในชีวิตประจาวัน เพ่ือให้เห็นถึงการตอบรับที่เกิดข้ึนอย่างรวดเร็ว ในการจัดกิจกรรมควรเปิด
โอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอภิปราย ตลอดจนซักถามเหตุผลร่วมกันเป็นกลุ่มในประเด็นต่าง ๆ ท่ีสนใจ
รวมถงึ คน้ หาขอ้ สรุปทไ่ี ด้ในกลุ่มและคาตอบของคาถามทก่ี าหนดไว้ โดยมีขั้นตอนการดาเนนิ กิจกรรม ดังน้ี

อุปกรณ์
-

ข้นั ตอนการดาเนินกจิ กรรม
1. ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4–5 คน เพ่ือศึกษาข้อมูลเรื่อง SUPERCH@T อภิปรายและซักถามใน

ประเดน็ ท่ีสนใจ และคาถามท่ีกาหนดให้ซงึ่ เก่ยี วข้องกับเร่ืองดังกลา่ ว
2. ครูใหน้ กั เรยี นอภิปรายร่วมกันในกลุ่มถึงข้อมูลท่ีนาไปใช้อ้างอิง เพื่อสร้างข้อสรุปสาหรับเป็นคาตอบของคาถาม

ท่กี าหนดให้
3. ครูให้นักเรียนแลกเปลี่ยนคาตอบระหว่างกลุ่ม แล้วแสดงความคิดเห็นสนับสนุนและโต้แย้งกับคาตอบท่ีได้จาก

แต่ละกลมุ่ โดยมีครูเปน็ ผู้ให้คาแนะนาและให้ขอ้ เสนอแนะเพม่ิ เตมิ จากคาตอบที่ได้

เฉลยกจิ กรรม : SUPERCH@T

1) กาหนดให้ ปีท่ี 1 มผี ูล้ งทะเบียนใช้งาน a ลา้ นคน

จะไดว้ ่า × a = 10

a ≈ 0.87
ดงั น้นั ปที ่ี 1 มผี ลู้ งทะเบยี นใชง้ านประมาณ 0.87 ลา้ นคน
2) ประเทศไทยมียอดผู้ลงทะเบียนใช้งานเป็นอันดับสองของโลกในปีท่ี 3 เน่ืองจากปีท่ี 3 มีจานวนผู้ลงทะเบียนใช้
งานเพมิ่ ขน้ึ จากปีท่ี 2 ประมาณ 10 ล้านคน ซึง่ เพ่มิ มากที่สดุ
3) แนวโนม้ การเปล่ียนแปลงจานวนผูล้ งทะเบยี นใชง้ านจะเพม่ิ ข้นึ จากปที ่ี 5 และคาดว่าในปที ่ี 6 จะมจี านวน
ผู้ลงทะเบยี นใช้งานประมาณ 41 ล้านคน เน่อื งจากแต่ละปีมีผลู้ งทะเบียนใชง้ านเพิ่มขึน้ โดยเฉลยี่ ปีละประมาณ
8 ลา้ นคน

กจิ กรรม : แรงงานงานไทย

กิจกรรมนี้ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนอ่าน วิเคราะห์ และแปลความหมายกราฟเส้น รูปแบบการ
นาเสนอข้อมูลในกิจกรรมนี้ มีบริบทที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปล่ียนแปลงของอัตราการว่างงานของแรงงานไทย และ
ความสนใจในการพฒั นาตนเองใหเ้ ป็นแรงงานที่มีคุณภาพ เพื่อให้นักเรียนตระหนักในทิศทางของสภาวการณ์ท่ีเกิดข้ึน
และมุ่งพัฒนาตนเองให้เป็นแรงงานที่มีคุณภาพของประเทศในอนาคต ในการจัดกิจกรรมควรเปิดโอกาสให้นักเรียน
แสดงความคดิ เหน็ อภปิ ราย ตลอดจนซักถามเหตุผลร่วมกันเป็นกลุ่มในประเด็นต่าง ๆ ที่สนใจ รวมถึงค้นหาข้อสรุปท่ี
ได้ในกลมุ่ และคาตอบของคาถามท่ีกาหนดไว้ โดยมี
ขั้นตอนการดาเนนิ กจิ กรรม ดงั น้ี

อุปกรณ์
-

ข้นั ตอนการดาเนนิ กจิ กรรม
1. ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4–5 คน เพื่อศึกษาข้อมูลเรื่อง แรงงานไทย อภิปรายและซักถามใน

ประเดน็ ทส่ี นใจ และคาถามที่กาหนดใหซ้ งึ่ เกี่ยวขอ้ งกบั เร่ืองดังกล่าว
2. ครูใหน้ ักเรียนอภิปรายร่วมกันในกลุ่มถึงข้อมูลที่นาไปใช้อ้างอิง เพ่ือสร้างข้อสรุปสาหรับเป็นคาตอบของคาถาม

ทีก่ าหนดให้
3. ครูให้นักเรียนแลกเปล่ียนคาตอบระหว่างกลุ่ม แล้วแสดงความคิดเห็นสนับสนุนและโต้แย้งกับคาตอบท่ีได้จาก

แต่ละกลุ่ม โดยมคี รเู ปน็ ผใู้ หค้ าแนะนาและให้ขอ้ เสนอแนะเพิม่ เติมจากคาตอบท่ีได้

เฉลยกิจกรรม : แรงงานไทย

1) อัตราการว่างงานของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเน่ืองในปี พ.ศ. 2553–2555 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
อยา่ งต่อเน่อื งในปี พ.ศ. 2555–2557 ในขณะท่ีร้อยละของผู้ทางานท่ีต้องการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2553–2557 มแี นวโนม้ ลดลงอย่างต่อเน่ือง

2) อัตราการวา่ งงานกบั ร้อยละของผู้ทางานท่ีตอ้ งการพัฒนาขีดความสามารถเปลย่ี นแปลงไปในทางเดียวกันในช่วง
ปีพ.ศ. 2553–2555 แตม่ ีการเปล่ียนแปลงไปในทางตรงกนั ข้ามในช่วงปี พ.ศ. 2555–2557

กิจกรรม : เครื่องแกงสม้ คณุ แม่

กิจกรรมน้ี เปน็ กิจกรรมทีส่ ง่ เสรมิ ใหน้ กั เรียนอ่าน วิเคราะห์ และแปลความหมายแผนภูมิรูปวงกลม รูปแบบ
การนาเสนอข้อมลู ในกจิ กรรมน้ีมีบรบิ ทเกีย่ วขอ้ งกบั สูตรเคร่ืองแกงส้ม ท่ีได้จากการใช้กระบวนการทางสถิติของคุณแม่
เพ่ือให้เห็นประโยชน์ของการใช้สถิติเป็นเคร่ืองมือช่วยในการตัดสินใจ ในการจัดกิจกรรมควรเปิดโอกาสให้นักเรียน
แสดงความคิดเห็น อภิปรายตลอดจนซักถามเหตุผลร่วมกันเป็นกลุ่มในประเด็นต่าง ๆ ที่สนใจ รวมถึงค้นหาข้อสรุปที่
ได้ในกลมุ่ และคาตอบของคาถามที่กาหนดไว้ โดยมีข้นั ตอนการดาเนนิ กิจกรรม ดังน้ี

อปุ กรณ์
-

ขัน้ ตอนการดาเนนิ กจิ กรรม
1. ครแู บ่งนกั เรียนออกเปน็ กลุม่ กลุ่มละ 4–5 คน เพื่อศึกษาข้อมูลเร่ือง เครื่องแกงส้มคุณแม่ อภิปรายและซักถาม

ในประเด็นทส่ี นใจ และคาถามทก่ี าหนดให้ซง่ึ เกี่ยวข้องกบั เร่ืองดงั กล่าว
2. ครูให้นกั เรยี นอภิปรายร่วมกันในกลุ่มถึงข้อมูลท่ีนาไปใช้อ้างอิง เพ่ือสร้างข้อสรุปสาหรับเป็นคาตอบของคาถาม

ทก่ี าหนดให้
3. ครูให้นักเรียนแลกเปล่ียนคาตอบระหว่างกลุ่ม แล้วแสดงความคิดเห็นสนับสนุนและโต้แย้งกับคาตอบที่ได้จาก

แต่ละกลมุ่ โดยมคี รเู ปน็ ผ้ใู ห้คาแนะนาและให้ข้อเสนอแนะเพมิ่ เตมิ จากคาตอบที่ได้

เฉลยกิจกรรม : เคร่อื งแกงส้มคุณแม่

1) หอมแดง
2) ให้ m เปน็ นา้ หนกั ของหอมแดงแล้วไดส้ ว่ นผสม 1 กิโลกรมั หรือ 1,000 กรัม
อัตราส่วนของหอมแดงต่อสว่ นผสมของหอมแดงและกระเทียมรวมกัน เทา่ กบั 43.9 : 51.3

เขยี นสัดสว่ นได้ดังน้ี =

m=

m ≈ 855.75 กรัม
ดงั นั้น ถา้ ใชห้ อมแดงและกระเทียมรวมกัน 1 กโิ ลกรมั จะมีหอมแดงประมาณ 855.75 กรมั และจะมีกระเทยี ม

ประมาณ 1,000 – 855.75 ≈ 144.25 กรมั
3) อตั ราสว่ นของพริกข้ีหนูแหง้ ต่อเกลือโดยน้าหนกั เทา่ กบั 3.6 : 8.6
ถา้ ใชพ้ ริกขหี้ นแู ห้ง 108 กรัม จะใชเ้ กลือ 30 × 8.6 = 258 กรมั คิดเป็นประมาณ 52 ช้อนชา

กจิ กรรมเสนอแนะ 4.3 ก : นาเสนอข้อมลู อย่างไรให้เหมาะสม

กิจกรรมนี้ เป็นกิจกรรมท่ีช่วยให้นักเรียนได้เข้าใจและเลือกวิธีการนาเสนอข้อมูลท่ีเหมาะกับลักษณะของ
ข้อมูล โดยให้ความสาคัญกับการคิดวิเคราะห์ภายใต้ความเข้าใจของนักเรียน มากกว่าความสามารถในการใช้
เทคโนโลยีเพื่อชว่ ยในการนาเสนอข้อมลู ทาใหน้ กั เรยี นตระหนกั ว่าขอ้ มลู บางลกั ษณะสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
ในการนเสนอข้อมูลได้ แต่การเลือกใช้การนาเสนอในรูปแบบใดให้เหมาะสมยังต้องอาศัยความเข้าใจของนักเรียนซ่ึง
เป็นผู้ใช้เทคโนโลยีน้ัน ๆ ครูอาจแนะนาข้ันตอนการทากิจกรรมบางส่วนในชั่วโมงเรียน แล้วมอบหมายให้นักเรียนไป
สร้างกราฟเส้นนอกเวลาเรียน เพื่อนามาอภิปรายร่วมกันในช้ันเรียน โดยมีอุปกรณ์และข้ันตอนการดาเนินกิจกรรม
ดงั นี้

อปุ กรณ์
ซอฟตแ์ วรต์ ารางทางาน

ข้ันตอนการดาเนนิ กจิ กรรม
1. ครูใหน้ ักเรยี นพิมพป์ ริมาณนา้ ฝนสะสม จากสถานการณ์ในแบบฝึกหดั 4.3 ข ข้อ 1 ลงในซอฟแวรต์ ารางทางาน
2. ครใู หน้ ักเรียนใชซ้ อฟต์แวร์ตารางทางานเขยี นกราฟเส้น 2 แบบ คือ
✤แบบท่ี 1 ใหแ้ กนนอน แทน ภาค
✤แบบที่ 2 ใหแ้ กนนอน แทน ปี พ.ศ.
3. ครูต้ังคาถามให้นักเรียนอภิปรายเกี่ยวกับการอ่าน วิเคราะห์ และแปลความหมายของข้อมูลจากกราฟท้ังสอง

แบบ

ความคิดเหน็ ของผบู้ ริหาร
............................................................................................................................. .............................................................
................................................................................................................................ ..........................................................
..........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................................

ลงชอ่ื ...............................................................
(....................................... . ..)
................................................
.................../.................../....................

บนั ทึกผลหลงั การสอน
บนั ทกึ หลังการจัดการเรยี นรู้
.........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................................................... ..........................
ปัญหา/อปุ สรรค
.......................................................................................... ...............................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................................................................ .............
..................................................................................................................... ....................................................................
แนวทางแก้ไขปัญหา/ข้อเสนอแนะ
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
.......................................................................................................................................................................... ...............
................................................................................................................... ......................................................................

(ลงชอื่ )....................................................ครผู ้สู อน
(นางสาวเรงิ นภา อาทะวงษ์)
............./............./..............


Click to View FlipBook Version