The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดอุดรธานี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Ploy Sureerat, 2023-09-26 04:36:31

อีสานบ้านเฮา

แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดอุดรธานี

แหล่งท่องเที่ยวบ้านเฮา จังหวัดอุดรธานี


คำ นำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-Book ) เล่มนี้ จัดทำ ขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบ ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดอุดรธานี อีกทั้งยังมีการบอกแหล่งที่มา ของสถานที่ การเดินทางและแหล่งที่ตั้งของสถานที่ คณะผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-Book )เล่มนี้ จะเป็นประโยชน์สำ หรับคนที่จะวางแผนมาเที่ยวในจังหวัดอุดรธานีและผู้อ่าน ทุกท่านที่เข้ามาอ่านได้ประโยชน์จากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้ไม่มากก็น้อย คณะผู้จัดทำ นางสาวภัทรธิดา กูลสุข นางสาวธนรุจา เพลินจันทึก นางสาวรัตนภรณ์ ใจกว้าง นางสาวสุรีรัตนื หลาบหนองแสง


เรื่อง สารบัญ มรดกโลกพิพิธภัณฑบ้านเชียง พระเจ้าบรัมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม หนองประจักษ์ วัดป่าบ้านตาด หลวงตามหาบัว วัดป่าภูก้อน บรรณานุกรม หน้า 1 11 15 19 23 33


1


นอกเหนือไปจากโบราณวัตถุประเภทต่างๆ ทำ จากวัสดุนานาชนิดที่ช่วยสร้างความ เข้าใจเรื่องสังคมและเทคโนโลยีแล้ว การขุดค้นที่บ้านเชียงยังพบกระดูกสัตว์ชนิดต่างๆ และเปลือกหอยด้วย ซึ่งทำ ให้นักโบราณคดีสามารถเข้าใจ และอธิบายถึงวิถีทางการดำ เนิน ชีวิตของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ช่วงนั้นได้ จากหลักฐานการใช้เหล็กและจาก กระดูกควายที่พบ นักโบราณคดีสรุปได้ว่ามนุษย์รู้จักการทำ นาในที่ลุ่มและมีการไถนาแล้ว เมื่อราวเกือบ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ส่วนหลักฐานกระดูกสัตว์ต่าง ๆ และเปลือกหอยหลายชนิด นักโบราณคดีสามารถบอกได้ว่าสัตว์ชนิดใดน่าจะเป็นสัตว์เลี้ยง และสัตว์ชนิดใดเป็นสัตว์ที่ ถูกล่าหรือจับมาเป็นอาหาร " แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง " เป็นแหล่งทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำ คัญของไทยเราโบราณวัตถุและหลักฐานทาง โบราณคดีประเภทต่าง ๆ ที่พบจากแหล่งโบราณคดีแห่งนี้เป็นประจักษ์พยานยืนยันถึง สังคมและวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีพัฒนาการทั้งด้านเศรษฐกิจ วิทยาการและ ศิลปะอย่างแท้จริง และพัฒนาการเหล่านั้นได้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันมานับพัน ๆ ปี วัฒนธรรมบ้านเชียงจึงนับว่าเป็นวัฒนธรรมที่มีความสำ คัญแห่งหนึ่งของโลก มีประวัติ ความเป็นมาอันยาวนานนับพันๆ ปี โดยมีการพัฒนาการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่บ้าน รู้จักปลูก ข้าวและเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่เริ่มแรกคือเมื่อประมาณ ๕,๖๐๐ ปีมาแล้ว รวมทั้งมีการจัดระบบ เช่น การฝังศพเป็นประเพณีสืบทอดต่อ ๆ กันมาหลายสมัย นับเป็นหลักฐานสำ คัญใน การศึกษาเรื่องการจัดระบบสังคมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่แสดงให้ เห็นถึงความเจริญทางด้านเทคโนโลยี เช่น"การผลิตภาชนะดินเผาด้วยฝีมือระดับสูง", "การผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ทำ ด้วยโลหะ" โดยเป็นการประดิษฐ์คิดค้นที่มีวิธีการเป็นของ วัฒนธรรมบ้านเชียงเอง มิได้รับอิทธิพลจากจีนหรืออินเดียตามที่เคยเข้าใจกัน 2


การค้นคว้าเรื่องโบราณคดีที่บ้านเชียง พุทธศักราช ๒๕๐๐ ราษฎรชาวบ้านเชียง บางท่าน ได้เริ่มให้ความสนใจเศษภาชนะ ดินเผาที่มีการตกแต่งด้วยการเขียนเป็นลาย สีแดง ซึ่งมักพบเสมอเวลาขุดดินในหมู่บ้าน จึงมีการเก็บรวบรวมไว้และนำ ไปมอบ ให้นายพรม ศรีสุนาครัวครูใหญ่โรงเรียนบ้าน เชียงเก็บรักษาและจัดแสดงให้คนเข้าชมที่ โรงเรียน อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานี้เรื่องราว ทางโบราณคดีของบ้านเชียงก็ยังไม่เป็นที่ สนใจของคนทั่วไป พุทธศักราช ๒๕๐๓ นายเจริญ พลเตชา หัวหน้า หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น ได้ไปสำ รวจที่บ้านเชียง และ ได้รับมองโราณวัตถุส่วนหนึ่งมาจากนายพรมมี ศรีสุนาครัว แต่เนื่องจากในช่วงเวลานั้นเรื่องราวทางโบราณคดีสมัยก่อน ประวัติศาสตร์ในประเทศไทยยังไม่เป็นรู้จักกันนัก จึงยังไม่มี การดำ เนินการใด ๆ กับแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ พุทธศักราช ๒๕๐๙ นายสตีเฟน ยัง นักศึกษาวิชาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บุตรชายเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำ ประเทศไทย ได้เดินทางไปที่บ้านเชียงเพื่อรวบรวมข้อมูลในการทำ วิทยานิพนธ์และได้พบเห็นเศษ ภาชนะดินเผากระจายเกลื่อนอยู่ทั่วไปตามผิวดินของหมู่บ้าน จึงได้นำ ตัวอย่างภาชนะดิน เผาลายเขียนสีจำ นวนหนึ่งมาให้ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดียุคก่อน ประวัติศาสตร์ ตรวจสอบ ซึ่งท่านก็ได้ลงความเห็นว่าเป็นโบราณวัตถุของยุคโลหะ ที่มีความสำ คัญอย่างยิ่ง 3


พุทธศักราช ๒๕๑๗ – ๒๕๑๘ กรมศิลปากรร่วมกับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัย ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย จัดตั้งโครงการโบราณคดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อ ดำ เนินการขุดค้นบ้านเชียง โดยมีนายพิสิฐ เจริญวงศ์ เป็นผู้อำ นวยการโครงการฝ่ายไทย และดร.เชสเตอร์ กอร์แมน เป็นผู้อำ นวยการโครงการฝ่ายสหรัฐ โครงการขุดค้นดังกล่าวจัดทำ เป็นโครงการระยะยาว และเป็นโครงการลักษณะ สหวิทยาการ (multi – disciplinary) ผลการศึกษาวิเคราะห์หลักฐานหลายประเภทโดยผู้ เชี่ยวชาญวิชาการสาขาต่าง ๆ ได้ปรากฏเป็นบทความและเอกสารทางวิชาการหลายฉบับซึ่ง ช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของบ้านเชียงในเรื่อง ต่าง ๆ ตั้งแต่เรื่องอายุสมัย ลักษณะของประชากร เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ฯลฯ พุทธศักราช ๒๕๑๐ นายประยูร ไพบูลย์สุวรรณ หัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ ๗ พร้อม ด้วยนายวิรัช คุณมาศ ได้เดินทางไปสำ รวจที่บ้านเชียง และในปีเดียวกันนี้เองนาย วิทยา อินทโกศัย นักโบราณคดีจากกองโบราณคดีก็ได้ทำ การขุดค้นที่บ้านเชียงในบริเวณ ที่ดินของนายสิทธา ราชโหดี พุทธศักราช ๒๕๑๕ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ประกอบด้วยนายพจน์ เกื้อกูล และ นายนิคม สุทธิรักษ์ได้ทำ การขุดค้นที่บ้านเชียงอีกครั้งหนึ่ง และในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๑๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ เสด็จพระราชดำ เนินไปบ้านเชียงและทอดพระเนตรการขุดค้นครั้งนี้ ปีเดียวกันคณะปฏิวัติได้ออกประกาศฉบับที่ ๑๘๙ ห้ามขุดค้นหรือลักลอบทำ ลาย แหล่งโบราณคดีวัฒนธรรมบ้านเชียงในเขต ๙ ตำ บล ได้แก่ ตำ บลบ้านเชียง ตำ บลบ้าน ธาตุ ตำ บลบ้านดุง ตำ บลศรีสุทโธ ตำ บลบ้านชัย และตำ บลอ้อมกอ ของจังหวัดอุดรธานี ตำ บลม่วงไข่ ตำ บลแวง และตำ บลพันนา ของจังหวัดสกลนคร 4


“ ส่วนที่เปิดให้เข้าชม ” ๑.อาคารสำ นักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นอาคารหลัง แรกของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง โดยสำ นักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ และเปิดให้สาธารณชนเข้าชมตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ปัจจุบันปรับปรุงเป็นอาคารสำ นักงานพิพิธภัณฑสถานแห่ง ชาติ บ้านเชียง และคลังเก็บรักษา โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ๒ อาคารสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เดิมเป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการของพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ บ้านเชียง ต่อมาได้รับการปรับปรุงพัฒนาเป็น อาคารส่วนบริการ ประกอบด้วย ห้องจำ หน่ายบัตร หนังสือและของที่ระลึก ห้องประชุม ห้องควบคุมและ รักษาความปลอดภัย และห้องจัดนิทรรศการหมุนเวียน ๓ อาคารกัลยานิวัฒนา เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการหลังใหม่ที่สร้างเพิ่มเติม ขึ้นเมื่อครั้งที่มีการปรับปรุงและพัฒนาพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ บ้านเชียง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ โดยเป็นอาคารที่ สร้างเชื่อมต่อจากอาคารสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราช ชนนีภายในมีส่วนจัดแสดงนิทรรศการถาวร จำ นวน ๙ ส่วน 5


จัดแสดงนิทรรศการถาวร จำ นวน ๙ ส่วน ส่วนจัดแสดงที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชกับบ้านเชียง ส่วนจัดแสดงที่ ๒ การดำ เนินงานทางโบราณคดีที่บ้านเชียง ส่วนจัดแสดงที่ ๓ การปฏิบัติงานทางโบราณคดีที่บ้านเชียง 6


7 ส่วนจัดแสดงที่ ๔ บ้านเชียง : หลุมขุดค้นทางโบราณคดี ส่วนจัดแสดงที่ ๕ โบราณวัตถุจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดโพธิ์ศรีใน ส่วนจัดแสดงที่ ๖ วัฒนธรรมบ้านเชียงยุคก่อนประวัติศาสตร์


8 ส่วนจัดแสดงที่ ๗ บ้านเชียง : การค้นพบยุคสำ ริดที่สาบสูญ ส่วนจัดแสดงที่ ๘ บ้านเชียง : มรดกโลก ส่วนจัดแสดงที่ ๙ การกระจายตัวของวัฒนธรรมบ้านเชียง


๖.หลุมขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดโพธิ์ศรีในตั้งอยู่ภายในวัดโพธิ์ศรีในซึ่งอยู่ห่างจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ไปทางทิศตะวันออก ประมาณ ๕๐๐เมตร เป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเสด็จมาทอดพระเนตรการทำ งานของนัก โบราณคดี ในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๑๕ กรมศิลปากรได้ดำ เนินการปรับปรุงหลุม ขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีใน และเก็บรักษาหลักฐานทางโบราณคดีไว้ในสภาพดั้งเดิม โดย จัดแสดงในรูปแบบของพิพิธภัณฑสถานกลางแจ้งแห่งแรกของประเทศไทย 9 ๔. อาคารนิทรรศการไทพวน จัดแสดงเรื่องราว ความเป็นมาวิถีชีวิต เอกลักษณ์และภูมิปัญญา รวมทั้งประเพณีต่างๆ ของชาวไทยพวนบ้านเชียง ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน เมื่อราว ๒๐๐ ปีที่ผ่านมา โดยได้ตั้งชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “ บ้านเชียง ” และได้อยู่อาศัยสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ๓. บ้านไทพวน (อนุสรณ์สถานในการเสด็พระราชดำ เนิน) เดิมเป็นบ้านของนายพจน์ มนตรีพิทักษ์ ชาวบ้านเชียงที่ อนุญาตให้กรมศิลปากรเข้ามาดำ เนินการทางโบราณคดี ในปีพุทธศักราช ๒๕๑๕ และเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำ เนินไป ทอดพระเนตรการทำ งานของนักโบราณคดีพร้อมกับเสด็จขึ้น ชมเรือนไทพวนของนายพจน์ มนตรีพิทักษ์


10 ที่อยู่ : หมู่ที่ 13 ถนนสุทธิพงษ์ ตำ บลบ้านเชียง อำ เภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี พิกัด : https://goo.gl/maps/uccAVb5Gb9fV7iYZ8 โทร : 0-4223-5040 การเดินทาง : สามารถเดินทางด้วยรถส่วนตัวได้ และรถประจำ ท้องถิ่น การเปิดให้บริการ เปิดให้ชมวันอังคาร – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น. ปิดวันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ การบริการ - นำ ชมเป็นหมู่คณะ โดยการนัดหมาย - ให้บริการยืมนิทรรศการหมุนเวียน ภาพถ่าย หนังสือห้องสมุด - จัดบรรยายทางวิชาการ - จำ หน่ายหนังสือ ภาพโปสการ์ด และของที่ระลึก อัตราค่าเข้าชม คนไทย ๓๐ บาท ชาวต่างชาติ ๑๕๐ บาท ยกเว้น นักเรียน นักศึกษาในเครื่องแบบ ผู้สูงอายุ (ชาวไทย) ภิกษุ สามเณร และนักบวชในศาสนา ต่างๆ


12 “ อนุสาวรีย์พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ” ทรงเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งเมืองอุดร ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2436 หรือ ร.ศ.112 เป็นพระอนุสาวรีย์ รูปปั้นทองบรอนซ์ในพระอิริยาบถทรงประทับยืนอยู่บนแท่นหินแกรนิตสีเทาดำ ที่มีความ สูงเฉพาะพระแท่นประทับประมาณ 3.50 เมตร ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารเต็ม พระยศ พระหัตถ์ขวาทรงถือพระแสงกระบี่ พระอนุสาวรีย์ พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรม หลวงประจักษ์ศิลปาคม นับเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของชาวจังหวัดอุดรธานี ซึ่งชาวจังหวัดอุดรธานีให้ความเคารพ นับถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ เมืองที่สำ คัญแห่งหนึ่ง ชาวอุดรธานีที่จะเดินทางไปต่างบ้าน ต่างเมือง หรือกลับมาถึงเมืองอุดรธานี จะยกมือไหว้เพื่อเป็นการบอกกล่าว รวมถึงประชาชน ที่เดินทางผ่านไปผ่านมาด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำ เนินทรงเปิดอนุ เสาวรีย์นี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ษ. 2514 โดยกรมศิลปากรออกแบบ และปั้น หล่อ


ข้อมูลสถานที่ อนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ตั้งอยู่กลางเมืองอุดรธานี พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมเป็นพระราชโอรสในพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาสังวาลย์ ประสูติเมื่อ ปีพุทธศักราช 2399 ทรงดำ รงตำ แหน่งข้าหลวงต่างพระองค์ในพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สำ เร็จราชการมณฑลฝ่ายเหนือ (เรียกว่า มณฑลอุดร ในสมัยต่อมา) ระหว่าง พ.ศ. 112–118 ทรงเป็นผู้ริเริ่ม ก่อตั้งเมืองอุดรขึ้น เมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ทรงจัดวางระเบียบราชการ ปกครองบ้านเมือง และรับราชการในหน้าที่สำ คัญ ๆ ที่อำ นวยประโยชน์แก่ราษฎร อนุสาวรีย์พระองค์ท่านนับเป็น เกียรติประวัติสูงสุดของชาวจังหวัดอุดร 13


ลักษณะเด่น สำ หรับการกราบไหว้เพื่อการขอพรนั้น ผู้สันทัดกรณีบอกว่าเป็นเคล็ดลับ เช่นหากว่าขอพรในการสอบแข่งขัน การเลื่อนขั้น เลื่อนตำ แหน่งก้าวหน้า สอบราชการทหาร ตำ รวจ รัฐวิสาหกิจต่างๆ ท่านบอกว่าให้ตั้งจิตอธิษฐานบนบาน ต่อพระองค์ท่าน ด้วยการวิ่งรอบพระอนุสาวรีย์ และถวายม้าและดาบ เป็นของแก้บน ส่วนผู้ที่ไม่ได้บนบาน การกราบไหว้พระอนุสาวรีย์กรมหลวงฯ ทำ ให้เกิดมีความ ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ปราศจากอุปสรรคต่างๆ ในการทำ งาน ประสบผลสำ เร็จ ในการเรียน 14 51 ถนน ทหาร ตำ บลหมากแข้ง อำ เภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 41000 ที่อยู่


สวนสาธารณะหนองประจักษ์มีมาตั้งแต่ก่อนคั้งเมืองอุดรธานี เดิมเรียกว่า"หนองนาเกลือ"ตั้งอยู๋่ทางทิศตะวันตกของตัวเมืองต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ เป็น"หนองประจักษ์"เพื่อเป็เกียรติประวัติแก้พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประ จักษ์ศิลปาคม ผู้ก่อตั้งเมืองอุดรธานี ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 เทศบาลเมืองอุดรธานี ได้ทำ การปรับปรุงหนองประจักษ์ขึ้นใหม่เพื่อถวายเป็นสักการะแก่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดย บริเวณตัวเกาะกลางน้ำ ได้จัดทำ สวนหย่อมปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิดและทำ สะพานเชื่อมระหว่างเกาะ มีน้ำ พุ หอนาฬิกา และสวนเด็กเล่นเป็นที่พพักผ่อนและ ออกกำ ลังกายของประชาชน “ สวนสาธารณะหนองประจักษ์ ” จังหวัดอุดรธานี หนองน้ำ ขนาดใหญ่ที่มีเกาะกลางน้ำ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ของจังหวัดอุดรธานี ถือเป็นแลนมาร์คสำ คัญของจังหวัดที่ชาวอุดรธานีมาทำ กิจกรรม ต่างๆ มากมาย อาทิเช่น ออกกำ ลังกาย กีฬา สนามเด็กเล่น และต้องมาเช็คอิน ถ่ายรูปคู่กับ เป็ดเหลืองยักษ์เมืองอุดรธานี 16


ลักษณะเด่น -เป็ดเหลืองยักษ์ สูงประมาณ 8 เมตร ลอยอยู่กลางน้ำ ภายในสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ และความสามัคคี คล้ายกับเป็ดสันติภาพ ของประเทศฮ่องกงฝีมือศิลปินชาวเนเธอร์แลนด์คอยมาสร้างสีสันให้กับสวนส ธารณะฯ แห่งนี้ -สนามเด็กเล่น ไดโนแลนด์ -เป็นที่ออกกำ ลังกาย -เป็นทีพักชมวิว 17


18 ที่อยู่ : ตำ บลหมากแข้ง อำ เภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พิกัด : https://goo.gl/maps/vSwqZ56WxMZoYrQK8


“ วัดป่าบ้านตาด ” เริ่มก่อตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2498 ต่อมากระทรวงศึกษาธิการ ประกาศตั้งขึ้นเป็นวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2513 ให้ชื่อว่าวัด เกษรศีลคุณ ตั้งอยู่ ณ หมู่บ้านบ้านตาด ตำ บลบ้านตาด อำ เภอเมืองอุดรธานี จังหวัด อุดรธานี ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีไปทางทิศใต้ ประมาณ 16 กิโลเมตรโดยมีศรัทธา ญาติโยมชาวบ้านตาดถวาย พื้นที่ในกำ แพงล้อมรอบประมาณ 163 ไร่ และบริเวณรอบ กำ แพงที่มีผู้ซื้อที่ถวายอีกหลายแปลง ตลอดทั้งทางวัดซื้อที่เพิ่ม อีกประมาณ 140 ไร่ รวม ประมาณ 300 ไร่ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม อันสงบเรียบง่าย ร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ นานาพันธุ์ เป็นสถานที่พึ่งพิงของสัตว์น้อยใหญ่ ในเขตอภัยทานหลากชนิด อาทิ ไก่ป่า กระรอก กระแต กระต่าย เต่า แย้ นก ฯลฯ สำ หรับวัดป่าบ้านตาดนี้ พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมฺปนฺโน) ได้เน้นย้ำ ถึงเรื่องมหาภัย 5 ประเภทที่ไม่ให้พระเกี่ยวข้อง เด็ดขาด คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ วิดิโอ โทรศัพท์ เพราะเป็นอุปสรรคต่อ การบำ เพ็ญสมณ ธรรมโดยตรง อีกทั้งไฟฟ้า ก็ไม่ให้ต่อเข้ามาในวัด มีเพียงเครื่อง ปั่นไฟ เพื่อใช้ในบางกาล ที่ประชาชนมาทำ บุญมาก เป็นกรณีพิเศษในวันสำ คัญ ทางศาสนาเท่านั้น กิจวัตรประจำ วันหลักของพระเณรก็คือ การนั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรม เพื่อฝึกสติปัญญาและชำ ระกิเลสตัวร้อนรุ่มกระวนกระวายภายในจิตใจให้เหือดแห้ง ไป พระในวัดนี้จะไม่รับกิจนิมนต์ ไปฉันในที่ต่างๆ เพื่อมีเวลาสำ หรับบำ เพ็ญ เพียรภาวนาเพียงอย่างเดียว 20


ลักษณะเด่น ภายในวัดมีศาลาการเปรียญซึ่งเป็นศาลาไม้หลังใหญ่เดิมทีเป็นศาลาชั้นเดียว ยกพื้นเตี้ย แต่ภายหลังถูกยกให้สูงขึ้น 2 ชั้น เพื่อจะใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ด้านบนศาลานั้นให้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เป็นพระประธาน ของวัด ใช้เป็นที่แสดงธรรมอบรมแก่พระภิกษุสามเณรในวัด ตลอดจนเป็นที่ ประชุมทำ สังฆกรรมร่วมกัน เช่น สวดพระปาฏิโมกข์ อธิษฐานเข้าพรรษา สวดปวารณา และกรานกฐินเป็นต้น ตู้ด้านขวาขององค์พระประธานนั้น เป็นที่ประดิษฐานอัฐิธาตุของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ ของหลวงตามหาบัว รวมทั้งอัฐิธาตุของครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ ส่วนด้านล่างศาลานั้น ใช้เป็นที่สำ หรับฉันภัตตาหารเช้า สถานที่ที่หลวงตามหาบัวใช้ในการแสดงธรรม เทศนาและปฏิสันถารกับศรัทธาฆราวาสญาติโยมที่มาจากทุกสารทิศอย่างไม่ขาด ไม่เว้นแต่ละวัน กุฏิของพระภิกษุสามเณรแต่ละรูป เป็นกุฏิเรียบง่าย พอแก่การ บังแดด ลม ฝน จะสูงจากพื้นดิน ประมาณ 1 เมตร เพื่อกันการรบกวนจากสัตว์ เลื้อยคลาน ความชื้นจากพื้นดิน ฯลฯ มีขนาดเพียงพอสำ หรับอยู่เพียงองค์เดียว ฝาผนังส่วนใหญ่ใช้จีวรเก่าขึงแทน เพื่อกันลม กันฝน ใช้มุ้งกลดกันยุง ภายใน กุฏิจะมีเพียงกลด เสื่อปูนอน ผ้าห่ม เครื่องอัฏฐบริขาร ตะเกียงหรือเทียนไข และของใช้ ที่จำ เป็นอื่นๆ ด้านหัวนอนจะมีพระพุทธรูปหรือรูปครูบาอาจารย์ติดไว้ เพื่อกราบไหว้บูชาเป็น กำ ลังใจในการบำ เพ็ญภาวนา ทุกกุฏิจะมีทางเดินจงกรม อย่างน้อย 1 เส้น ยาวประมาณ 25 ก้าว อยู่ใต้ร่มไม้ดูร่มเย็น ในยามค่ำ คืนการ เดินจงกรม จะใช้โคมเทียนจุดสว่างพอให้เห็นทาง กุฏิแต่ละหลัง จะมองไม่เห็นกัน ประหนึ่งว่า อยู่ท่ามกลางป่าเพียง องค์เดียว เพื่อให้สัปปายะสะดวกในการบำ เพ็ญ สมณธรรม กุฏิที่สร้างถาวรมีอยู่รวมประมาณ 10 กว่าหลัง 21


22 “ วัดป่าบ้านตาด ” หรือชื่อทางการว่า “ วัดเกษรศีลคุณ” ตั้งอยู่ ณ หมู่บ้าน บ้านตาด ตำ บลบ้านตาด อำ เภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีไป ทางทิศใต้ ไปประมาณ 16 กิโลเมตร ซึ่งเคยเป็นที่พำ นักของพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน พระอาจารย์วิปัสสนาสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตเป็นที่เคารพ ศรัทธาเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป และวัดนี้เหมาะสำ หรับผู้ที่ต้องการ ไปปฏิบัติธรรม ที่อยู่ : ตำ บล บ้านตาด อำ เภอเมืองอุดรธานี จังหวัด อุดรธานี 41000 เวลาทำ การ : 06:00


“ วัดป่าภูก้อน ” ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่านายูงและป่าน้ำ โสม ท้องที่บ้านนาคำ ตำ บลบ้านก้อง อำ เภอนายูง จังหวัดอุดรธานี อันเป็นรอยต่อแผ่นดิน 3 จังหวัด คือ อุดรธานี เลย และหนองคาย กำ เนิดขึ้นจากการดำ ริชอบของพุทธบริษัทสี่ ผู้ตระหนักถึงคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและป่าต้นน้ำ ลำ ธาร ซึ่งกำ ลังถูกทำ ลาย โดยในปี พ.ศ. 2527 พระเดชพระคุณหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ได้เมตตา ปรากฏในทิพยนิมิต สั่งให้ไปธุดงค์ทางภาคอีสานเป็นเวลา 10 วัน คุณปิยวรรณและคุณโอฬาร วีรวรรณ พร้อมคณะได้เดินทางมาธุดงค์แถบจังหวัด สกลนครและอุดรธานี เกิดความเลื่อมใสในปฏิปทาของพระป่า จึงได้เข้าช่วยเหลือ ท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก สำ นักสงฆ์บ้านนาคำ น้อย ในการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจัดตั้งเป็นวัดป่านาคำ น้อย และปลูกป่า ทดแทนฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมกว่า 750 ไร่ อย่างถูกต้องตามระเบียบของกรม ป่าไม้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติธรรมและอยู่อาศัยของพระสงฆ์ 24


25 จากนั้นท่านพระอาจารย์อินทร์ถวายได้พาไปดูป่าภูก้อนที่กำ ลังถูกสัมปทานตีตรา ตัดไม้ คณะศรัทธาจึงได้ตัดสินใจสร้างวัด โดยกราบอาราธนาท่านพระอาจารย์ชาลี ถิรธัมโม (ปัจจุบันเป็นพระครูจิตตภาวนาญาณ) เป็นประธานและขวัญกำ ลังใจใน การก่อสร้าง และได้ทำ เรื่องขอใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาตินายูง-น้ำ โสม เพื่อสร้างวัดในเนื้อที่ 15 ไร่ จากกรมป่าไม้ จนได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2530 ต่อมาได้ดำ เนินการตามขั้นตอนของกรมการศาสนา จนได้รับอนุญาตให้ สร้างวัดในวันที่ 3 กรกฎาคม 2530 และมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการตั้งเป็น 'วัดป่าภูก้อน'ขึ้นในพระพุทธศาสนาเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2530 เพื่อรักษาบริเวณวัดให้คงสภาพป่าอย่างสมบูรณ์ คณะศรัทธาจึงพยายามอย่าง หนักที่จะขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่โดยรอบวัดด้วย ด้วยความเมตตา กรุณาเป็นที่สุดของผู้ใหญ่ผู้มีพระคุณหลายท่านในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย อันได้แก่ ท่านปลัดเถลิง ธำ รงนาวาสวัสดิ์ ท่านปลัดจุล นภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ท่านปลัดอนันต์ อนันตกูล ท่านอธิบดีจำ นงค์ โพธิเสโร ที่เห็นคุณค่าของป่าและความตั้งใจจริงของคณะศรัทธาที่จะรักษาป่าจึงได้สนับสนุน ช่วยเหลือจนเป็นผลสำ เร็จ จนในที่สุดในวันที่ 22 มิถุนายน 2531 ได้รับหนังสือ อนุญาตให้เข้าทำ ประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อจัดตั้งพุทธ อุทยานมีเนื้อที่ 1,000 ไร่ และได้รับขนานนามว่า'พุทธอุทยานมหารุกขปาริชาติภู ก้อน'ภายหลังยังได้รับความสนับสนุนจากอธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดีกรมชลประทาน ท่านต่อๆ มา ตลอดจนท่านผู้ใหญ่ในกรมตำ รวจ กองทัพบก กองทัพอากาศ การ ไฟฟ้าส่วนภูมิภาค องค์การโทรศัพท์ อีกหลายท่าน


26 วัดป่าภูก้อนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ในวันที่ 7 มิถุนายน 2532 คณะศรัทธาจึงได้พร้อมใจกันจัดงานฝังลูกนิมิต โดยได้รับเกียรติจากท่านจุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ในขณะนั้น เป็นประธาน ในพิธีตัดลูกนิมิตและผูกพัทธสีมา ณ วัดป่าภูก้อน เมื่อวันที่ 13-14 มกราคม 2533 และรวบรวมปัจจัยในงานจัดตั้งมูลนิธิ'ปิยธรรมมูลนิธิ'ขึ้น เพื่อเกื้อกูลพระ ภิกษุสามเณรในวัดและงานสาธารณประโยชน์ต่างๆ ในท้องถิ่น พุทธอุทยานแห่งนี้ยังเคยเป็นสถานที่ธุดงควัตรของพระนวกะ จากโรงเรียนนายร้อยทั้ง 4 เหล่าทัพ ซึ่งอุปสมบทในภาคฤดูร้อน โดยสมเด็จพระ ญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดเกล้าฯ บรรพชาที่วัด บวรนิเวศฯ แล้วประทานอนุญาตให้มาอบรมกรรมฐานที่วัดป่าภูก้อน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นเวลา 5 ปี ติดต่อกันมา ปัจจุบันนี้วัดมีศาลาอุโบสถ 2 ชั้น 1 หลัง ซึ่งเป็นที่ประกอบพิธีสงฆ์ชั้นบน และเป็นที่ฉันชั้นล่าง มีกุฏิพระ 45 หลัง เรือนครัว 1 หลัง เรือนพักฆราวาส 6 หลังถังเก็บน้ำ คอนกรีต 20 ถัง และห้องน้ำ จำ นวนมาก โดยใช้ระบบประปาภูเขา จากฝายเก็บน้ำ ดินขนาดเล็กที่เป็นแหล่งต้นน้ำ ซับและน้ำ ตกในวัด ซึ่งต่อมากรมชลประทานได้บูรณะถวายให้แข็งแรงถาวรในปี 2538 และวัดยังได้ ต่อระบบประปาไปถึงหมู่บ้านนาคำ ที่อยู่ห่างจากวัดไป 4 กม. เพื่อให้ชาวบ้าน มีแหล่งน้ำ ใช้อย่างสะดวกและสะอาด


ด้วยความสง่างามและความศักดิ์สิทธิ์ของอาณาเขตพุทธอุทยาน และป่าสงวน แห่งชาติบนเนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ ที่กรมป่าไม้ได้ให้วัดป่าภูก้อนช่วยดูแลงานด้าน ป่าไม้ (เพิ่มขึ้นจากพื้นที่พุทธอุทยานเดิมอีก 2,000 ไร่) เพื่อรักษาป้องกันไฟป่า และการบุกรุกทำ ลายป่าล่าสัตว์ วัดป่าภูก้อนจึงเป็นที่สงบสัปปายวิเวกควรแก่ การบำ เพ็ญภาวนารักษากายวาจาและจิตใจในกรรมฐานเป็นที่สุด ยังมีผู้ได้พบเห็น หลักฐานความอัศจรรย์ของธรรมชาติแห่งนี้อยู่เสมอ คณะศรัทธา จึงร่วมกันดำ ริสร้าง พระมหาเจดีย์ นามว่า"พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์" โดยมีวัตถุประสงค์ สำ คัญคือ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐานในสถานที่อันสมควรเพื่อ สักการะบูชา และแสดงกตัญญูกตเวทิตาแด่คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และบุรพอาจารย์กรรมฐานในแถบอีสานทั้งยังเป็นมงคลสถานที่พุทธศาสนิกชน จะได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำ คัญของป่าไม้อันให้ประโยชน์ทั้งทางโลก และทางธรรม เป็นที่ปฏิบัติขัดเกลาจิตใจ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวอีสาน ซึ่งควรร่วมกันส่งเสริมรักษาอย่างจริงจังตลอดไป องค์พระมหาเจดีย์แห่งนี้ เป็น 1 ใน"โครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542"และได้อัญเชิญตราสัญลักษณ์ และพระรูปหล่อพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประดิษฐานภายในองค์พระมหาเจดีย์ด้วย 27


ในโอกาสนี้ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยได้กราบทูลอัญเชิญ สมเสด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานประกอบ พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเกศ"พระร่วงรุ่งโรจน์ศรีบูรพา"พระประธานหน้า องค์พระมหาเจดีย์ ทรงลงพระนามาภิไธยและปลูกต้นสาละไว้ เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2544 และวัดป่าภูก้อนยังได้รับมอบประกาศนียบัตรจากกรม ป่าไม้ เป็นวัดอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ดีเด่นระดับจังหวัดประจำ ปี 2544 ประเภทดูแลรักษาป่าดั้งเดิม ตั้งแต่ 501 ไร่ขึ้นไป ในปัจจุบันนี้ วัดป่าภูก้อนดำ รงคงอยู่ด้วยความสมดุลของป่าไม้ที่ทวีความอุดม สมบูรณ์ขึ้นทุกคืนวัน โดยบุคคลผู้มีความศรัทธาและระลึกคุณของสรรพสิ่งทั้งหลาย ของชาติและแผ่นดินอันเป็นที่กำ เนิดแห่งชีวิต โดยมีคุณพระพุทธศาสนาเป็น เครื่องสำ นึก และมีพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่ชาวไทยทุกคนควร ทดแทน เป็นกำ ลังใจส่งเสริมพระสงฆ์ผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบให้ดำ รงปฏิปทาของ พระป่ากรรมฐานเพื่อบูชาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จนถึงที่สุด 28


ลักษณะเด่น พระวิหารที่สวยงามของวัดป่าภูก้อน ได้รับออกแบบวิศวกรรมโครงสร้าง องค์พระพุทธรูปหินอ่อน พระวิหาร ศาลาราย และอาคารรอบลานเขา โดยพระวิหาร มีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์สมัยรัตนโกสินทร์ มีประตูทางเข้าออก วิหาร 3 ด้าน ภายในถูกตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา แฝงไปด้วยเรื่องราวคำ สอน ของพระพุทธเจ้า รอบผนังภายในวิหารตกแต่งอย่างสวยงามด้วย ภาพพุทธประวัติ และภาพทศชาติ ตกแต่งเป็นภาพปั้นนูนต่ำ หล่อด้วยทองแดงจำ นวน 22 ช่อง ซึ่งเป็นภาพของพระพุทธเจ้าในองค์ชาติต่างๆ 10 ชาติ เป็นการสื่อความหมายถึง การสั่งสมบารมีด้วยความพรากเพียร ภายในวัดมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุ ในพระ เกศพระร่วงโรจน์ศรีบูรพาซึ่งเป็นประธานประดิษฐานหน้าองค์พระปฐมรัตน บูรพาจารย์มหาเจดีย์ มีพระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี พระพุทธไสยาสน์ หินอ่อนสีขาว ความยาว20 เมตร สร้างด้วยหินอ่อนจากประเทศอิตาลี ที่นำ มาเรียง ซ้อนกันถึง 42 ก้อน ซึ่งเป็นหินขาวอ่อนที่มีความสวยงามและทนทานมากที่สุด ใช้ระยะเวลาในการสร้างถึง 6 ปีสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา นอกจาก พระวิหารและพระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนีที่เป็นจุดเด่นของวัดป่าภู ก้อนแล้ว ยังมี พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์ ที่อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน ถัดมาทางด้านล่างก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเป็นสถานที่ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ และรูปปั้นหินอ่อนของเหล่าเกจิอาจารย์ชื่อดังของประเทศไทย ซึ่งมีศิษยานุศิษย์อยู่มากมาย โดยนักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางขึ้นบันไดยาวเพื่อ เข้ามายังเจดีย์เพื่อเข้าไปสักการะบูชา แม้จะสร้างขึ้นได้ไม่นานแต่ที่นี่ถูกยกให้เป็น ศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวอีสานอีกหนึ่งแห่ง 29


30 ที่ตั้ง : หมู่ 6 ตำ บลบ้านก้อง อำ เภอนายูง จังหวัดอุดรธานี 41380 การเข้าชมวิหารและการมาทำ บุญที่วัดป่าภูก้อน มีการเข้มงวดเรื่องการแต่งกาย ห้ามผู้หญิงและผู็ชายนุ่งสั่น ห้ามใส่เสื้อกล้าม เสื้อสายเดี่ยวหรือแต่งกายไม่เรียบร้อยเข้าชมวิหาร จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูเเล และทางวัดมีชุดคลุมบริการ วันเวลาเปิด/ปิด เปิดให้เข้าชมตลอดจันทร์ ถึง ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30 - 17.00 น.


31


32


บรรณานุกรม สุรพล นาถะพินธุ. (2550). มรดกโลกบ้านเชียง (1) . กรุงเทพมหานคร : สำ นักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม สืบค้นจากจาก http://164.115.22.96/resource.aspx กองโบราณคดี. (2550). มรดกวัฒนธรรมบ้านเชียง (1). กรุงเทพมหานคร : สำ นักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม สืบค้นจาก : http://164.115.22.96/resource.aspx เอิงเอย.(2563).ปักหมุด มรดกโลก เที่ยวอุดรธานี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ตามรอยประวัติศาสตร์.กรุงเทพมหานคร : True ID สืบค้นจาก : https://travel.trueid.net//detail Paiduaykan.(2561).หนองประจักษ์ อุดรธานี.กรุงเทนมหานคร :ไม่ได้ระบุไว้ สืบค้นจาก : https://www.paiduaykan.com/travel nukkpidet.(2561).สวนสาธารณะหนองประจักษ์ พักผ่อนชิล พิกัดสวย ที่เที่ยว อุดรธานี ใจกลางเมือง.กรุงเทพมหานคร : True ID สืบค้นจาก : https://travel.trueid.net/detail กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา.(2562).สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม กรุงเทพมหานคร : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สืบค้นจาก : https://thailandtourismdirectory.go.th 33


บรรณานุกรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา.(2562).วัดป่าบ้านตาด กรุงเทพมหานคร : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สืบค้นจาก : https://thailandtourismdirectory.go.th Watpaphukon.(2562).วัดป่าภูก้อน.อุดรธานี : ไม่ได้ระบุ สืบค้นจาก : https://www.watpaphukon.org กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา.(2562).วัดป่าภูก้อน กรุงเทพมหานคร : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สืบค้นจาก : https://thailandtourismdirectory.go.th PAPAIWAT.(2563). วัดป่าภูก้อน . สืบค้นจาก : https://www.watportal.com/th 34


กรมหลวงประจัจั จักจัษ์ษ์ ษ์ ส ษ์ สร้ร้ ร้ า ร้ างเมืมื มื อมื อง ลืลื ลื อลื อเลื่ลื่ ลื่ อลื่ องแหล่ล่ ล่ ง ล่ งธรรมมะ อารยธรรมห้ห้ ห้ า ห้ าพัพั พั นพั นปีปีปีปี ธานีนี นี ผ้นี ผ้ ผ้ า ผ้ าหมี่มี่ มี่ขิมี่ขิ ขิ ดขิ ด ธรรมชาติติ ติ เติ เนรมิมิ มิ ตมิ ตทะเลบับั บั วบั วแดง


Click to View FlipBook Version