The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทความวิจัย การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยใช้โครงงานแบบสะเต็ม กรณีศึกษา โรงเรียนสุวรรณไพบูลย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ครูมุสลีมิน อีแต, 2020-09-07 21:37:37

บทความวิจัย การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยใช้โครงงานแบบสะเต็ม กรณีศึกษา โรงเรียนสุวรรณไพบูลย์

บทความวิจัย การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยใช้โครงงานแบบสะเต็ม กรณีศึกษา โรงเรียนสุวรรณไพบูลย์

JJoouurnrnalahloomfeIpnafgoer:mhtatptsio:/n/soa0n4d.tcLi-tehaarijno.ionrgg/,in(d2e0x2.p0h),p/3jil1(2), 19-27 Research

Article

The Improvement of SCeacsoendSaturydyS:tuSduewnatn’spaCirbeoaotinveScThhoinokling by STEM Projects

การพัฒนาความคิดสร้างสรรคข์ องนกั เรียนระดับมัธยมศกึ ษาโดยใช้โครงงานแบบสะเต็ม
กรณศี กึ ษา: โรงเรยี นสวุ รรณไพบูลย์

Bunyisa Saelo1* and Suffian Cheama2
บุญญสิ า แซห่ ลอ่ 1* และ ซุฟเฟยี น เจะ๊ มะ2

1Department of Applied Mathematics and Informatics, Faculty of Science and Industrial Technology, Prince of Songkla University
1สาขาวิชาคณติ ศาสตรป์ ระยกุ ต์และสารสนเทศ คณะวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยอี ุตสาหกรรม มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์
2Suwanpaiboon School, Pattani
2โรงเรียนสวุ รรณไพบลู ย์ จังหวดั ปตั ตานี
*Corresponding author: [email protected]
Received May 10, 2019 Revised July 6, 2019 Accepted July 30, 2019 Published August 21, 2020

Abstract

The aims of this research were 1) to compare students' creative thinking before and after using STEM projects, and
2) to investigate students' beliefs in using STEM projects for developing their creative thinking. Subjects were 30 Suwanpaiboon
School students who were selected through purposive sampling. The target group was three students selected from
the sample. The tools for collecting data were article creative thinking test and article questionnaire. The research has
a quasi-experimental design. Quantitative (using t-test analysis) and qualitative data analyses (describing) were used in this study.
The results illustrated that 1) the students had a higher level of creative thinking at a confidence level of .01 after
being involved in the STEM projects, and 2) all the target students believed that their creative thinking could be improved
by STEM projects.
Keywords: Creative thinking, Torrance creative thinking test, STEM project, Project-Based Learning

บทคัดยอ่

วัตถปุ ระสงคง์ านวจิ ัยน้เี พ่อื 1) เปรียบเทียบความคดิ สรา้ งสรรค์ของนกั เรียนก่อนและหลังการท�ำโครงงานแบบสะเต็ม 2) ศกึ ษาความเชอ่ื ของ
นักเรียนที่ว่าโครงงานแบบสะเต็มสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสุวรรณไพบูลย์
จำ� นวน 30 คน ซ่ึงคดั เลือกมาอยา่ งเฉพาะเจาะจง กล่มุ เป้าหมาย คือ นักเรยี นจากกลมุ่ ตวั อยา่ ง จำ� นวน 3 คน เคร่อื งมือสำ� หรับการวิจัยประกอบดว้ ย
แบบทดสอบวดั ความคดิ สรา้ งสรรคต์ ามแนวคดิ ของทอแรนซ์ (Torrance) และแบบสมั ภาษณ์ การวจิ ยั เปน็ แบบกง่ึ ทดลองและวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทงั้ เชงิ
ปริมาณ (ใช้การทดสอบแบบ t-test) และเชงิ คุณภาพ (ใชก้ ารเขยี นเชงิ พรรณนา)
ผลการศกึ ษาพบวา่ 1) ภายหลังท�ำโครงงานแบบสะเตม็ นักเรยี นมคี วามคดิ สรา้ งสรรคเ์ พมิ่ ขนึ้ ท่ีระดบั นยั ส�ำคัญ .01 2) ผลจากการสัมภาษณ์
นักเรยี นในกลมุ่ เป้าหมายทุกคนเชอื่ ว่าโครงงานแบบสะเต็มสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรคไ์ ด้
คำ� สำ� คญั : ความคดิ สร้างสรรค์, แบบทดสอบวดั ความคิดสร้างสรรคข์ องทอแร็นซ์, โครงงานแบบสะเตม็ , การจดั การเรียนรแู้ บบโครงงาน

บทนำ� (Introduction) ยงั ขาดความคดิ สรา้ งสรรคด์ ังท่ี Kaewkanha, Srichumnong,
นโยบายของประเทศไทย 4.0 ให้ความส�ำคัญกับความ and Pawanlanchakorn (2017) กล่าวถึงสภาพปัญหา
คิดสร้างสรรค์อย่างมาก โดยปรับเปลี่ยนกลไกการขับเคลื่อน ของนักเรียนไทย พบว่า นักเรียนยังขาดความคิดสร้างสรรค์
การเติบโตชุดใหม่ (New growth engines) เพื่อเปล่ียนผ่าน ขาดความคดิ คลอ่ งแคลว่ การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนบาง
ประเทศไทยไปสู่ “ประเทศในโลกทหี่ นึ่ง” ภายในปี 2575 เพ่อื วชิ าไมส่ ง่ เสรมิ ความคดิ สรา้ งสรรค์ ผลการวดั ความคดิ สรา้ งสรรค์
หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้าง ก่อนการพัฒนานักเรยี นทกุ คนไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70
ความมงั่ คง่ั ผา่ นกลไกขบั เคลอ่ื นเศรษฐกจิ ดว้ ยนวตั กรรม ปญั ญา โรงเรยี นสวุ รรณไพบลู ยเ์ ปน็ โรงเรยี นหนง่ึ ในจงั หวดั ปตั ตานี
เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ (Competitive growth จัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา ผลจากการศึกษา
engines) เพื่อก้าวสู่ประเทศท่ีมีรายได้สูง โดยเปลี่ยนจาก และพูดคุยกับครูผู้สอนในโรงเรียนเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์
“ทำ� มากได้น้อย” เปน็ “ท�ำนอ้ ยได้มาก” ซง่ึ จะเห็นว่าความคิด ของนักเรยี น โดยคุณครูสว่ นใหญใ่ หค้ วามคดิ เห็นว่า นักเรียนยงั
สรา้ งสรรคเ์ ปน็ ตวั แปรหนงึ่ ในการพฒั นาประเทศ หากแตผ่ ลการ ขาดความคดิ สรา้ งสรรคม์ าก ตวั อยา่ งเชน่ “เมอ่ื กำ� หนดรปู ตงั้ ตน้
ศกึ ษาความคิดสร้างสรรค์ของนกั เรียนไทย พบว่า นกั เรยี นไทย ให้เชน่ รปู วงกลม นักเรยี นเกอื บคร่ึงห้อง ออกแบบวาดรปู เพมิ่

19

VJooluumrnea3l1o, fIsIsnufeo2r,mMaatyio-Anugaunsdt, 2L0e2a0rning

เตมิ ออกมาในรปู แบบเดียวกัน คือ เปน็ รปู บา้ น ไม่มนี ักเรยี นท่ี
วาดรปู ตา่ งออกไปจากกลมุ่ เลยหรอื มกี น็ อ้ ยมาก” สอดคลอ้ งกบั
ผลจากการใหน้ กั เรยี นทำ� แบบทดสอบ pretest ไดผ้ ลดงั Table 1
Table 1 Pretest of student's creative thinking at Suwanpaiboon school

ตวั อย่างข้อสอบ
Activity 2 (Combine) จงสร้างสรรค์รปู ภาพจากรปู ตา่ งๆ ที่กำ� หนดให้ต่อไปนี้พร้อมทง้ั ระบชุ อ่ื

ตัวอย่างค�ำตอบของนักเรยี น

คนท่ี 1 คนที่ 2 คนท่ี 3

จากข้อน้ี (Activity 2 (Combine) มนี กั เรยี น 21 คนจาก งานวิจัยและบทความอ่ืนที่ช้ีให้เห็นว่าโครงงานแบบ
ทั้งหมด 30 คน (คิดเป็นร้อยละ 70) วาดรูปบ้านดังตัวอย่าง สะเต็มศึกษาสามารถส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์
คำ� ตอบใน Table 1 ผลดังกล่าวเหน็ ชดั วา่ นกั เรยี นยังขาดความ เช่น Byrum (2015) กล่าวว่า การที่นักเรียนได้ท�ำโครงงาน
คดิ สร้างสรรค์ นกั เรยี นส่วนใหญม่ คี วามคดิ คล้ายๆ กนั กบั เพ่ือน แบบสะเต็มจะเพิ่มความสามารถให้นักเรียนน�ำเนื้อหาไป
ในชั้น เป็นปัญหาท่ีควรพัฒนาอย่างมากเพ่ือให้นักเรียนพร้อม ประยุกต์ในสถานการณ์จริงและการขยายความรู้ไปประยุกต์
ท่ีจะอยู่ในสังคมแห่งการแข่งขัน และสังคมที่ต้องใช้ความคิดท่ี ใชใ้ นสถานการณต์ า่ งๆ ซง่ึ การทำ� ดงั กลา่ วชว่ ยใหน้ กั เรยี นมคี วาม
แปลกใหม่ ความคิดสรา้ งสรรค์ในการประกอบอาชพี คิดสร้างสรรค์เพ่ิมขึ้น Katanski (2013) กล่าวว่า การจะเพ่ิม
สะเต็มศึกษา (STEM Education) เป็นการบูรณาการ ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนสามารถท�ำได้โดยใช้สะเต็ม
ศาสตรด์ า้ นวิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) นอกจากน้ี Sarah and Dean (2018) กลา่ ววา่ หลกั สูตรสะเตม็
วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathe- ของออสเตรเลยี เปน็ ความรเู้ ชงิ ลกึ ทจี่ ะชว่ ยสง่ เสรมิ การคดิ อยา่ ง
matics) เปน็ แนวคดิ ในการพัฒนาการเรียนการสอนทีส่ ามารถ มีวิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ และความเปน็ ผู้นำ� เพ่อื เป็น
พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้ (Reeve, 2013; Ku, 2018; ทกั ษะสำ� หรบั โอกาสการไดง้ านทำ� ในอนาคต Lou, Chou, Shih,
Gonzalez & Kuenzi, 2012) นอกจากน้ี White (2014) กลา่ ววา่ and Chung (2017) ศึกษาการใช้โครงงานตามแนวคิดแบบ
แนวคิดเก่ียวกับสะเต็มศึกษามีความเป็นมายาวนานและ สะเต็มต่อความคิดสร้างสรรค์กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา
เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งผลมาจาก ตอนปลาย พบวา่ แนวคดิ หลกั ของการสอนโดยใชโ้ ครงงานแบบ
สงครามโลกครง้ั ทส่ี องและจากการทรี่ สั เซยี สง่ ดาวเทยี มสปตุ นกิ สะเตม็ ซง่ึ มที ง้ั หมด 5 ขนั้ ตอน สามารถพฒั นาความคดิ สรา้ งสรรค์
(Sputnik) ไปในอวกาศในปี 1957 ทำ� ใหอ้ เมรกิ าตอ้ งปรบั เปลย่ี น ของนกั เรยี นได้ นอกจากนี้ โครงงานแบบสะเตม็ มปี ระสทิ ธภิ าพ
เนอ้ื หาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไปอยา่ งมาก พัฒนาไปถึงระดับองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ เช่น
20

The Improvement of Secondary Student’s CreativeBuTnhyiisnakSinagelobayndSTSEufMfianPCrohjeeacmtas...

ในเร่ือง ความกล้าเผชิญกับสิ่งต่างๆ ความอยากรู้อยากเห็น วิธีด�ำเนนิ การวิจัย (Methodology)
จินตนาการ และการแข่งขัน ผู้วิจัยจึงเห็นว่าการให้นักเรียน กลมุ่ ตวั อยา่ ง นกั เรยี นระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 โรงเรยี น
ท�ำโครงงานแบบสะเต็มเป็นแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจและจะช่วย สวุ รรณไพบลู ย์ จ�ำนวน 30 คน คัดเลือกมาอยา่ งเฉพาะเจาะจง
พัฒนาความคดิ สรา้ งสรรคข์ องนักเรียนไทยได้ กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนจากกลุ่มตัวอย่างจ�ำนวน 3 คน
โดยคัดเลอื กมาจากกลุม่ เกง่ ปานกลาง และอ่อน กลุม่ ละ 1 คน
วตั ถุประสงค์การวจิ ัย (Objectives) ตัวแปรต้น โครงงานแบบสะเตม็
1. เพอื่ เปรยี บเทยี บความคดิ สรา้ งสรรคข์ องนกั เรยี นกอ่ น ตวั แปรตาม1)ความคดิ สรา้ งสรรคข์ องนกั เรยี น2)ความเชอ่ื
และหลงั การทำ� โครงงานแบบสะเตม็ ของนักเรียนเกี่ยวกับโครงงานแบบสะเต็มสามารถพัฒนาความ
2. เพื่อศึกษาความเช่ือของนักเรียนที่ว่าโครงงานแบบ คิดสรา้ งสรรคไ์ ด้
สะเตม็ สามารถพัฒนาความคดิ สรา้ งสรรค์ได้
กรอบแนวคดิ การวิจยั

จากสภาพปัญหาเยาวชนไทย ทดสอบความคิด พฒั นาความคดิ นักเรียนมีความคดิ
ยงั ขาดความคดิ สร้างสรรค์ สร้างสรรค์โดยใช้ สรา้ งสรรคโ์ ดยใช้ สรา้ งสรรค์ดขี ึ้น
และนักเรียนในโรงเรียนสุวรรณไพบูลย์ Torrance creative STEM Project
ยงั ขาดความคดิ สรา้ งสรรค์ thinking test เป็นเวลา 1 เดอื น

Figure 1 Research framework

ขั้นตอนการด�ำเนนิ งาน 5. นักเรียนท�ำโครงงานแบบสะเต็ม โดยใช้เวลาท�ำ
ใช้การวิจัยแบบก่ึงทดลองและการวิเคราะห์ข้อมูล โครงงาน 1 เดอื น ได้ตวั อย่างผลงานดัง Figure 3
ท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ใช้ t-test เพ่ือตรวจสอบและ
เปรยี บเทยี บความคดิ สรา้ งสรรคข์ องนกั เรยี น โดยมขี นั้ ตอนดงั นี้
1. สร้างความร่วมมือกับครูในโรงเรียนสุวรรณไพบูลย์
ซ่ึงเป็นครูท่ีเคยท�ำงานร่วมกันมาก่อนและสนใจท�ำงานด้าน
สะเตม็ ศกึ ษา
2. ใหค้ ณุ ครเู ขา้ รบั การอบรมการทำ� โครงงานแบบสะเตม็
โดยใช้เวลาอบรม 1 วนั ดงั Figure 2

Figure 2 STEM Activities Figure 3 Student Products
3. คุณครูเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์และอธิบายนักเรียน 6. ใหน้ กั เรยี นทำ� แบบทดสอบหลงั การทำ� โครงงานโดยใช้
เกีย่ วกบั การท�ำโครงงานแบบสะเตม็ ขอ้ สอบเดยี วกับแบบทดสอบก่อนทำ� โครงงาน
4. ให้นักเรียนท�ำแบบทดสอบก่อนท�ำโครงงาน ซึ่งเป็น 7. สัมภาษณ์นักเรียนโดยคัดเลือกจากนักเรียนท่ีได้
แบบทดสอบที่ประยุกต์มาจากแนวคิดการท�ำแบบทดสอบวัด คะแนนสอบก่อนการทดลองในระดับเก่ง ปานกลาง และอ่อน
ความคิดสรา้ งสรรคข์ อง Torrance (The Alberta Teacher's อยา่ งละ 1 คน ให้เป็นกลมุ่ เปา้ หมาย
Association, 2014; Honeck, 2016) เครอื่ งมือท่ใี ช้ในการวจิ ยั
1. แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ตามแนวคิดของ
Torrance มีขน้ั ตอนการสรา้ งแบบทดสอบ ดงั น้ี
1.1 ศกึ ษางานของทอแรนซจ์ ากนน้ั สรปุ เปน็ การสรา้ ง
แบบทดสอบ โดยใชแ้ นวคดิ การสร้างแบบทดสอบ 2 ด้าน คอื
ด้าน Figural มีแบบทดสอบ 3 ขอ้ คอื Activity 1 เป็นการนำ�
รปู ไปใช้ (Use) เช่น เมื่อก�ำหนดรปู วงกลมหรอื สามเหล่ียมไวใ้ ห้

21

JVooluumrnea3l1o, fIsIsnufeo2r,mMaatyio-Anugaunsdt, 2L0e2a0rning ตอนท่ี 1 Figural คำ� ชีแ้ จง จงตอบค�ำถามใหไ้ ดม้ ากที่สดุ
Activity 3. (Complete) จากรูปรา่ งท่กี ำ� หนดให้ จงวาดหรอื ตอ่
ใหน้ กั เรยี นนำ� รปู ทก่ี ำ� หนดไปใชว้ าดภาพ Activity 2 เปน็ การใหน้ ำ� เตมิ ให้เกดิ ความสมบูรณพ์ ร้อมระบุชื่อของรูปภาพ
รปู ทก่ี ำ� หนดมาประกอบกนั (Combine) และ Activity 3 เปน็ การ
ทำ� ใหร้ ปู ภาพสมบรู ณ์ (Complete) ดา้ น Verbal มที ง้ั หมด 6 ขอ้ ตอนท่ี 2 Verbal
Activity1เปน็ การตงั้ คำ� ถามเกยี่ วกบั ภาพทก่ี ำ� หนดให้ Activity 6 ถา้ คนหายตวั ไปไหนก็ได้ ท่านคดิ ว่าจะเกิดเหตกุ ารณ์
Activity 2-3 ระบุสาเหตุของภาพท่กี ำ� หนดและ ใดไดบ้ ้าง
ระบุไดว้ ่าจะเกดิ อะไรได้บ้างจากภาพที่กำ� หนด 2. แบบสมั ภาษณ์ เปน็ แบบสมั ภาษณอ์ ยา่ งไมเ่ ปน็ ทางการ
Activity 4 ก�ำหนดกระป๋องใบหน่ึงให้นักเรียน ท่ีจัดท�ำขึ้นเพ่ือให้คุณครูสัมภาษณ์นักเรียนก่อนและหลังการ
คิดว่า สามารถน�ำกระป๋องไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใดได้บ้าง ทดลอง มีขัน้ ตอนการสรา้ งแบบสมั ภาษณ์ ดังนี้
ท่ีสรา้ งสรรคแ์ ละใชป้ ระโยชน์ได้ 2.1 สร้างข้อค�ำถามเก่ียวกับพัฒนาการด้านความคิด
Activity 5 ระบกุ ารน�ำส่ิงของตา่ งๆ ท่ีกำ� หนดให้ สรา้ งสรรค์ โดยคณุ ครสู ามารถปรบั เปลย่ี นแบบสมั ภาษณไ์ ดต้ าม
ไปใช้ในสถานการณต์ ่างๆ ให้มากที่สุดและสรา้ งสรรคท์ ี่สดุ สถานการณ์
Activity 6 ก�ำหนดสถานการณ์ เช่น ถ้าคน 2.2 ใหผ้ เู้ ช่ยี วชาญ จ�ำนวน 3 คน ตรวจสอบ โดยเป็น
สามารถหายตวั ไปไหนกไ็ ด้ ทา่ นคดิ วา่ จะเกดิ เหตกุ ารณใ์ ดไดบ้ า้ ง กลุ่มเดียวกับตรวจสอบแบบทดสอบเพ่ือพิจารณาข้อค�ำถาม
โดยแปลความหมายของขอ้ สอบของ Torrance เพอื่ ใหใ้ กลเ้ คยี ง ไดผ้ ลการพจิ ารณามีค่า IOC เทา่ กับ 1
กับข้อสอบเดมิ ให้มากทส่ี ดุ 2.3 ปรบั ปรุงขอ้ ค�ำถามตามความคิดเหน็ ผ้เู ช่ียวชาญ
1.2 สง่ ใหผ้ เู้ ชยี่ วชาญตรวจสอบ3คนซง่ึ เปน็ ผเู้ ชยี่ วชาญ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ด้านการเรียนการสอน 2 คน และเป็นผู้เช่ียวชาญด้านภาษา 1. เกบ็ ขอ้ มลู จากการทำ� แบบทดสอบกอ่ นการทดลองและ
อังกฤษ จ�ำนวน 1 คน ผลการทดสอบความสอดคล้องตาม หลงั การทดลอง โดยใช้แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์
วัตถุประสงค์ พบว่า ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามคนให้ผลคะแนนความ 2. เกบ็ ขอ้ มลู จากการสมั ภาษณ์ โดยมขี นั้ ตอนการคดั เลอื ก
สอดคล้องเชิงวัตถุประสงคเ์ ปน็ 0.94 นักเรียนเพอื่ เปน็ กลุ่มเปา้ หมาย ดงั น้ี
1.3 ปรบั ปรงุ แบบทดสอบตามความคดิ เหน็ ผเู้ ชย่ี วชาญ 2.1 ให้นักเรียนท�ำแบบทดสอบ Pretest จากน้ัน
ในด้านภาษาท่ใี ช้ แบง่ คะแนนนกั เรียนเปน็ 3 กลุม่ กลมุ่ เก่ง กลุ่มปานกลาง และ
1.4 นำ� แบบทดสอบไปทดลองกบั นกั เรยี นในกลมุ่ ยอ่ ย กลุ่มออ่ น
5 คน จากนน้ั ปรบั ปรุงภาษา และน�ำไปทดสอบกบั นกั เรยี นใน 2.2 คัดเลือกนักเรียนมาอย่างสุ่มกลุ่มละ 1 คน ดัง
กลมุ่ ใหญ่ 20 คน จากนน้ั ปรบั ปรงุ ดา้ นภาษา โดยแบบทดสอบนี้ Figure 4 โดยในการสมั ภาษณจ์ ะสมั ภาษณห์ ลงั ทำ� แบบทดสอบ
เปน็ แบบทดสอบเพอื่ วดั ความสามารถดา้ นความคดิ สรา้ งสรรคท์ ่ี Pretest และ แบบทดสอบ Posttest โดยใชก้ ลุ่มเปา้ หมายของ
ดดั แปลงมาจากแนวคดิ ของ Torrance มรี ะดบั ความเชอ่ื มนั่ เปน็ นกั เรยี นท่สี มั ภาษณ์กล่มุ เดิม
0.67 และเนื่องจากแบบทดสอบนี้เป็นแบบทดสอบที่ดัดแปลง
มาจากแนวคิดของ Torrance จึงไม่ได้มีการหาอ�ำนาจจ�ำแนก
หรือความยากง่าย ส่วนใหญ่ปรับได้เฉพาะภาษาที่ใช้เพ่ือให้
ผู้เรียนเข้าใจโจทย์แต่ละข้อและแบบทดสอบตามแนวคิดของ
Torrance เปน็ แบบทดสอบทส่ี ามารถใชไ้ ด้ตงั้ แตร่ ะดับประถม
จนถึงวัยผ้ใู หญ่
1.5 ปรับปรุงแบบทดสอบอีกคร้ังหนึ่งก่อนน�ำไป
ทดลองจริง โดยมตี วั อยา่ งแบบทดสอบแตล่ ะดา้ น ดังนี้

22

The Improvement of Secondary Student’s CreativeBuTnhyiisnakSinagelobayndSTSEufMfianPCrohjeeacmtas...

Figure 4 Students selection

การวเิ คราะหข์ ้อมลู ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ โดยแบ่งเป็นเกณฑ์ด้าน
1. วิเคราะห์ความคดิ สรา้ งสรรค์ ความคิดคล่อง ความคิดยืดหยุ่น ความคิดริเร่ิม และความคิด
1.1 สร้างเกณฑ์การประเมินความคิดสร้างสรรค์ตาม ละเอียดลออ ดงั Table 2

Table 2 Criteria of Torrance's creative thinking test

เกณฑป์ ระเมนิ 0 ระดับคะแนน 3
12

ความคดิ คล่อง ไมม่ ีคำ� ตอบ หรอื ได้คำ� ตอบ ได้คำ� ตอบทีเ่ หมาะสม ได้ค�ำตอบทเี่ หมาะสม ได้คำ� ตอบทีเ่ หมาะสม
1 คำ� ตอบทยี่ ังไมส่ มบูรณ์ 1 ค�ำตอบหรอื ไดค้ วาม 2 ค�ำตอบหรือ หลายค�ำตอบหรอื
หรือยงั ไมส่ ามารถใช้งานได้ สมั พนั ธ์ของคำ� ถาม ไดค้ วามสมั พนั ธข์ อง ไดค้ วามสมั พนั ธ์ใหม่
คำ� ถามเปน็ อยา่ งดี ของค�ำตอบ

ความคิดยืดหยนุ่ ไม่สามารถหาวิธคี ดิ หาวธิ คี ดิ ตามสถานการณ์ หาวธิ ีคดิ ตามสถานการณ์ หาวธิ ีคิดตามสถานการณ์
ตามสถานการณ์ทกี่ ำ� หนด ทกี่ �ำหนดได้ โดยทุกข้อ ทีก่ �ำหนดไดอ้ ยา่ งน้อย ทกี่ ำ� หนดได้ โดยใชว้ ธิ ี
ได้เลย หรอื วธิ ีคิดทีไ่ ดม้ า ค�ำถามใช้วธิ เี ดียวกัน 2 วิธี หรือมวี ธิ กี ารท่ี หลากหลาย ซงึ่ สามารถจัด
ยงั ไมถ่ กู ตอ้ ง ไม่สามารถ ซง่ึ สามารถจัดเป็น สามารถจดั กล่มุ แนวคิดได้ กลุ่มแนวคดิ ได้หลายกล่มุ
ใช้งานไดจ้ ริง หรือ กลมุ่ แนวคิดไดเ้ พยี ง 2 กลุ่มแนวคดิ และเลือกใชไ้ ดอ้ ยา่ ง
ไมเ่ หมาะสมกับสถานการณ์ 1 กลมุ่ แนวคิด เหมาะสม

ความคิดรเิ ริม่ ไมส่ ามารถคิดหาวิธีหา คดิ วธิ ที ่จี ะน�ำไปหาค�ำตอบ คิดวิธีหาค�ำตอบได้ ซ่งึ เป็น คดิ วธิ ีหาคำ� ตอบไดถ้ กู ต้อง
คำ� ตอบทแี่ ตกต่างจากวธิ ีคิด ในสถานการณ์ทก่ี �ำหนด วิธีที่นา่ สนใจ และเลอื กใช้ โดยเลอื กใช้หลกั การทาง
ทวั่ ไปตามสถานการณ์ ให้ได้ แตเ่ ป็นวิธที ่ีคอ่ นข้าง หลกั การทางคณติ ศาสตร์ คณิตศาสตร์ได้อย่าง
ที่ก�ำหนดใหไ้ ด้ หรือมี ธรรมดา คือ มีนักเรียนใน ทเ่ี หมาะสม โดยอาจซ้ำ� กับ เหมาะสม โดดเด่น
รอ่ งรอยในการหาวิธีคิดท่ี หอ้ งใชต้ ั้งแต่ 6% ขึ้นไป นักเรียนคนอ่ืนบ้างเล็กนอ้ ย ไมเ่ หมอื นใคร ซ่ึงเปน็ วธิ ี
แตกตา่ งจากวิธีคิดท่วั ไป คือ 3-5% ของนกั เรยี น ท่ใี ช้ความรอบรู้ในการคิด
แต่ไม่สามารถใช้หา ในห้อง และมีนักเรยี นเพยี ง 1-2 คน
ค�ำตอบได้
ทใี่ ช้วธิ นี ้ี หรือ 1-2%
ของนักเรียนในห้อง

23

JVooluumrnea3l1o, fIsIsnufeo2r,mMaatyio-Anugaunsdt, 2L0e2a0rning

Table 2 Criteria of Torrance's creative thinking test (cont.)

เกณฑ์ประเมนิ ระดบั คะแนน

0 12 3
อธิบายวิธแี ก้ปัญหาจาก
ความคิด ไม่สามารถแกป้ ัญหาจาก อธิบายวิธีคิดในการหา กฎ อธิบายวธิ คี ดิ ในการ สถานการณ์ทกี่ �ำหนด
ละเอียดละออ สถานการณท์ ี่กำ� หนด หลกั การของแบบรปู หรอื แกป้ ญั หาจากสถานการณ์ โดยกล่าวถงึ วธิ คี ดิ
ไดเ้ ลย หรอื อธบิ ายวธิ ีคิด สมการในการแก้ปัญหา ทีก่ �ำหนดโดยใช้ กฎ ในการหาความสมั พนั ธ์ กฎ
แกป้ ญั หาโดยใชค้ วาม ไดบ้ า้ งเล็กน้อย แต่ยัง หลักการของแบบรูป ได้ หลักการไดอ้ ยา่ งชัดเจน
สัมพนั ธ์ แบบรปู กฎ ไมช่ ดั เจนในบางประเดน็ อยา่ งชดั เจน โดยใช้เนอื้ หา กระชบั ถ้วนถี่ และวิธีน้ันๆ
หลกั การ หรือสมการ ทเี่ หมาะสม ใชก้ ารไดด้ ี
ไมเ่ หมาะสมกบั เง่อื นไข
ของแบบรปู

1.2 ใช้การทดสอบ t–test เพื่อเปรียบเทียบความ Table 3 The results of treatment test
แตกต่างของคะแนนเฉล่ยี กอ่ นและหลังการท�ำโครงงาน ผลการทดลอง X_ S.D. t df Sig (2-tailed)
1.3 ใช้การวิเคราะห์เชิงคุณภาพเพ่ือบรรยายลักษณะ ก่อนการทดลอง 34.87 11.46 9.79 30 0.00
ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนจากการท�ำแบบทดสอบวัด หลงั การทดลอง 55.03
ความคดิ สร้างสรรค์
2. วเิ คราะหค์ วามคดิ เหน็ ของนกั เรยี น จากการสมั ภาษณ์ จาก Table 3 จะเหน็ วา่ นกั เรยี นมคี วามคดิ สรา้ งสรรค์
และบรรยายแบบพรรณนาเป็นขอ้ มลู เชงิ คุณภาพ เพ่ิมขึ้นอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ภายหลังการท�ำ
โครงงานแบบสะเต็ม โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการท�ำ
ผลการวจิ ัย (Results) โครงงานต่างกัน 20.16 คะแนน มีคะแนนเฉล่ียก่อนการท�ำ
1. ผลการเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน โครงงาน คือ 34.87 และคะแนนเฉล่ียหลังท�ำโครงงาน คือ
ก่อนและหลงั การท�ำโครงงานแบบสะเตม็ ดงั Table 3 55.03

Pretest Posttest

Figure 5 Creative thinking development

24

The Improvement of Secondary Student’s CreativeBuTnhyiisnakSinagelobayndSTSEufMfianPCrohjeeacmtas...

เมื่อพิจารณาความคิดสร้างสรรค์แต่ละด้าน พบว่า
นกั เรียนมีคะแนนเฉลี่ยเพมิ่ ขน้ึ ในทุกดา้ น ดัง Figure 5

ผลคะแนน Pretest-Posttest

Pretest Posttest

Figure 6 Pretest and Posttest

นอกจากน้ี ไดผ้ ลของคะแนนกอ่ นการทำ� โครงงานและ ผลจากการวิเคราะห์แบบทดสอบท่ีแสดงให้เห็นว่า
หลงั การทำ� โครงงานของนักเรียนแต่ละคนดงั Figure 6 นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์เพ่ิมจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
สามารถพจิ ารณาจากตวั อยา่ งค�ำตอบของนักเรยี นดงั Table 4

Table 4 Examples of good improvement after STEM projects

ข้อค�ำถาม นกั เรยี นคนที่ Pretest คำ� ตอบของนกั เรยี น วิเคราะหค์ �ำตอบ
Posttest นักเรียนมีความคดิ ริเริ่ม
มากข้ึน โดยมีความคิดแตกตา่ ง
Activity 1 จงสร้างสรรค์ 1 จากเพ่ือนในชัน้ เรยี นมเี พยี งคน
รูปภาพตามแนวคดิ ของ เดียวทีต่ อบแบบนี้
ตนเองจากรูปทก่ี �ำหนด
ใหเ้ ทา่ นนั้ โดยใชข้ นาดใด
กไ็ ด้และกร่ี ูปก็ได้

2 นักเรยี นมคี วามคดิ รเิ ริ่ม
โดยมคี วามคดิ แตกต่าง
ไปจากเดิมมาก แทนท่จี ะใช้
วงกลมแคว่ งเดียว มีความคดิ
ยืดหยุ่นเพอื่ เพมิ่ วงกลมมากขึ้น

3 นกั เรยี นมคี วามคดิ คลอ่ งขนึ้ มาก
ได้ค�ำตอบหลายคำ� ตอบ
มีความยดื หยุ่นทางความคดิ
ดีขนึ้ มคี วามคิดละเอียดลออ
และมีรูปแบบของแนวคิด
ชดั เจน

25

JVooluumrnea3l1o, fIsIsnufeo2r,mMaatyio-Anugaunsdt, 2L0e2a0rning

ส�ำหรับคำ� ถาม Activity 2 (Combine) ซึง่ กอ่ นการ จาก 30 คน (เหลือเพยี งรอ้ ยละ 33.33) โดยมคี วามคิดแตกต่าง
ท�ำโครงงานนักเรียนร้อยละ 70 วาดเป็นรูปบ้าน ภายหลัง จากเดิมท่ีนา่ สนใจ ดัง Table 5
การท�ำโครงงาน พบว่า มีนักเรียนวาดรูปบ้านเพียง 10 คน

Table 5 Good improvement of students in activity 2 (combine)

ตัวอย่างขอ้ สอบ ค�ำตอบของนักเรยี น วิเคราะหค์ �ำตอบ
Activity 2 (Combine) นักเรียนมคี วามคิดริเริม่ โดยในห้องเรียน
จงสรา้ งสรรคร์ ูปภาพจาก นกั เรยี นคนที่ 1 ไมม่ ีใครวาดแบบนี้ นกั เรียนมีความคดิ
รปู ตา่ งๆ ทกี่ �ำหนดใหต้ ่อไปน้ี ยดื หยนุ่ ในการใช้รปู วงกลม และรปู เหลี่ยม
พรอ้ มทัง้ ระบุช่ือ อื่นๆ และมคี วามคิดคล่องวาดได้หลายแบบ
มากข้ึน

นกั เรยี นคนที่ 2 นักเรียนมีความคดิ รเิ ริ่มโดยในหอ้ งเรยี น
ไม่มใี ครวาดแบบน้ี นกั เรยี นมคี วามคิด
ยดื หยุ่นในการใช้รปู วงกลม และรูปเหลี่ยม
อ่นื ๆ ในการนำ� ไปวาดแมวในจนิ ตนาการ

นักเรยี นคนท่ี 3 นกั เรยี นมีความคดิ รเิ ริ่ม แปลกใหม่กว่า
คนอน่ื ในขน้ั เรียน มคี วามคิดคลอ่ ง
และมคี วามคิดยืดหยุ่นในการนำ� วงกลมไปใช้
ในหลายสว่ นของรปู

2. ความเช่ือของนักเรียนท่ีว่าโครงงานแบบสะเต็ม ความเหน็ ทนี่ ่าสนใจ ดงั นี้
สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้ ผลจากการสัมภาษณ์ “การได้ลงมือท�ำด้วยตนเองอย่างอิสระ ท�ำให้หนู
ภายหลงั การทำ� โครงงาน พบวา่ นกั เรยี น 100% เชอื่ วา่ โครงงาน สามารถเรียนรู้และคดิ ไดด้ ขี นึ้ ”
แบบสะเต็มสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้ แม้ผลจาก “เม่ือมีส่ิงที่เป็นจุดเร่ิมต้น (จากโจทย์) ครั้งแรกคิดได้
การสมั ภาษณก์ อ่ นการทำ� โครงงานนกั เรยี นเกอื บทกุ คน (รอ้ ยละ อีกอย่างนึง แต่พอได้ท�ำโครงงานและคิดทบทวน สามารถคิด
80) ไมแ่ นใ่ จ ผลจากการสมั ภาษณห์ ลงั ทำ� โครงงานมนี กั เรยี นให้ ไดด้ ีขน้ึ ”
26

The Improvement of Secondary Student’s CreativeBuTnhyiisnakSinagelobayndSTSEufMfianPCrohjeeacmtas...

อภปิ รายผล (Discussions) เอกสารอ้างอิง (References)
1. นกั เรยี นมีความคิดสร้างสรรค์เพิม่ ข้นึ อย่างมีนัยส�ำคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .01 ภายหลังการท�ำโครงงานแบบสะเต็ม Aizikovitsh-Udi, E., & Amit, M. (2011). Developing the skills of critical and
เพราะวา่ แนวคิดสะเต็มชว่ ยให้นกั เรียนได้ฝกึ คดิ ฝึกสงั เกตและ creative thinking by probability teaching. Procedia-Social and
ฝึกแก้ปัญหา นักเรียนสามารถเห็นแนวคิดที่หลากหลายและ Behavioral Sciences, 15, 1087–1091.
แตกต่าง โดยการลองผิดลองถูก การแก้ปัญหา เมื่อนักเรียน The Alberta Teachers’ Association. (2014). 3 Examples-Torrance tests of
คิดและจินตนาการมันจะผลักดันให้พวกเขาพัฒนาเพื่อน�ำไป creative thinking (TTCT). Retrieved from https://innovators-guide.
สู่มุมมองใหม่ๆ ที่มีประโยชน์ส�ำหรับการใช้ชีวิต ดังงานวิจัย ch/wp-content/uploads/2012/12/torrance-creativity-test.pdf
ของ Chou et al. (2017) Byrum (2015) Jai-on (2017) Byrum, D. (2015). Encouraging Creativity in a STEM Classroom.
Aizikovitsh-Udi and Amit (2011) นอกจากน้ี Mayasari, K-12 STEM Education, 1(1), 13–21.
Kadarohman, Rusdiana, and Kaniawati (2016) ยงั พบว่า Gonzalez, H. B., & J.Kuenzi, J. (2012). Science, technology, engineering,
นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์และน�ำเสนอผลงานเชิง and mathematics (STEM): A Primer. Congressional Research
สร้างสรรค์ได้ เป็นผลจากพวกเขามีความรู้ด้านสะเต็มที่ช่วย Service (1–15). Retrieved from https://www.ccc.edu/departments/
สนบั สนนุ ความคดิ สรา้ งสรรคผ์ า่ นการเรยี นแบบรว่ มมอื และการ Documents/STEM_labor.pdf
ประยกุ ตใ์ ชค้ วามรแู้ ละทกั ษะ นอกจากนี้ ความสามารถในการ Hasani, A., Hendrayana, A., & Senjaya, A. (2017). Using project-based
แก้ปัญหาในชีวิตประจ�ำวันก็เป็นผลมาจากที่พวกเขาได้ท�ำ learning in writing an educational article: An experience report.
กิจกรรมดา้ นสะเตม็ Universal Journal of Educational Research, 5(6), 960–964.
2. การท�ำโครงงานแบบสะเต็มเป็นเวลา 1 เดือน ท�ำให้ Honeck, E. (2016). Inspiring creativity in teachers to impact students.
นกั เรยี นเหน็ วา่ ความคดิ สรา้ งสรรคข์ องพวกเขาดขี น้ึ ได้ เนอื่ งจาก Torrance Journal for Applied Creativity, 1, 33–38.
พวกเขามีโอกาสพูดคยุ แลกเปลย่ี นเรียนร้กู ับเพ่ือน ท�ำให้ไดเ้ หน็ doi.org/10.1016/B978-0-12-375038-9.00223-5
แนวคิดที่แตกต่างซ่ึงช่วยให้พวกเขาพัฒนาความคิดเดิมของ Jai-on, J. (2017). A thai study of mathematical creativity of students in
ตนเอง และรวมถึงพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ด้วย ดังงานวิจัย the lesson study and an open approach context. HRD Journal,
ของ Mihardi, Harahap, and Abdullah Sani (2013) ทพ่ี บวา่ 8(1), 74–82.
ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนเพิ่มขึ้นหลังการท�ำโครงงาน Kaewkanha, O., Srichumnong, J., & Pawanlanchakorn, J. (2017).
มากกว่าการเรียนแบบร่วมมือ มันชี้ให้เห็นว่าการเรียนรู้แบบ Action research on creative thinking development of computer
โครงงานส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาระบบความคิดสร้างสรรค์ subject in Prathomsuksa 5 student at Bannumque school under
ของนกั เรยี น และสอดคลอ้ งกบั งานของ Hasani, Hendrayana, the Office of Loei Primary Educational Service Area Office 1,
and Senjaya (2017) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้แบบโครงงาน Journal of Education Naresuan University, 19(2), 289–304.
เปน็ ฐานมผี ลตอ่ นกั เรยี นและเปน็ แนวทางทจ่ี ะสง่ เสรมิ ความคดิ Katanski, D. (2013). Bridging the creativity and STEM crisis. 2013 ASQ
สรา้ งสรรคส์ �ำหรับทกุ ชนั้ เรยี นดา้ นวทิ ยาศาสตร์ Advancing the STEM Agenda Conference, Section 4-2.
Retrieved from http://rube.asq.org/edu/2013/04/career-
ขอ้ เสนอแนะสำ� หรบั การนำ� วจิ ยั ไปใชแ้ ละการทำ� วจิ ยั development/bridging-the-creativity-and-stem-crisis.pdf
ครงั้ ตอ่ ไป (Recommendations) Ku, S. T. (2018). STEM education. Retrieved from https://www.
1. ผลการวจิ ยั มปี ระโยชนม์ ากกบั โรงเรยี นและหนว่ ยงาน usinnovation.org/reports/stem-education-us-where-we-are-
ทางการศึกษาท่ีจะน�ำไปใช้ประโยชน์ส�ำหรับพัฒนาความคิด and-what-we-can-do.
สร้างสรรค์ของเยาวชนทั้งในระดับประถม มัธยมศึกษาและ Lou, S. J., Chou, Y. C., Shih, R. C., & Chung, C. C. (2017). A study of
อุดมศกึ ษา creativity in CaC2 steamship-derived STEM project-based
2. ควรมีการขยายการวิจัยเป็นการทดลองใช้นวัตกรรม learning. Eurasia Journal of Mathematics, Science and Technology
อ่ืนๆ เพื่อพัฒนาความคดิ สรา้ งสรรค์ Education, 13(6), 2387-2404. doi.org/10.12973/eurasia.2017.
3. ควรศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนและ 01231a
นกั ศึกษาในระดบั อ่ืนๆ Mayasari, T., Kadarohman, A., Rusdiana, D., & Kaniawati, I. (2016).
4. การท�ำโครงงานระยะ 1 เดือน อาจไมเ่ พียงพอสำ� หรับ Exploration of student’s creativity by integrating STEM knowledge
นักเรียนบางคนท่ีจะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ควรขยายเวลา into creative products. AIP Conference Proceedings 1708, 080005.
เปน็ 2-3 เดือน หรือมากกว่านั้น Mihardi, S., Harahap, M. B., & Abdullah Sani, R. (2013). The effect of
project based learning model with KWL worksheet on student
creative thinking process in physics problems. Journal of
Education and Practice, 4(25), 188–200.
Reeve, E. M. (2013). Implementing science, technology, mathematics
, and engineering (STEM) education in Thailand and in ASEAN.
A report prepared for: The Institute for the Promotion of Teaching
Science and Technology (IPST).
Sarah, P., & Dean, M. (2018). Inspiring creativity through STEM
curriculum. Retrieved from https://fellows.applied.org.au/
Documents/Events/presentations/2017-education-forum/
maddison-stem-education-24-02-2017.pdf
White, D. (2014). What is it and why is it important?. Florida Association
of Teacher Educators Journal, 1(14), 308–313. doi:org/10.1136/
bmj.322.7301.1536.

27


Click to View FlipBook Version