วรรณคดี
และ
วรรณกรรม
วรรณคดีและวรรณกรรม
วรรณกรรม คอื ผลงานสร้างสรรคท์ ่ีเกิดจากอารมณ์ ความรสู้ กึ นกึ คดิ และการ
ใชภ้ าษาอยา่ งมีศิลปะ
วรรณคดี คอื ผลงานสรา้ งสรรคท์ ่ีไดร้ ับการยกยอ่ งวา่ แตง่ ดี มศี ลิ ปะในการ
ประพันธ์ ให้คุณคา่ ควรแกก่ ารศึกษา มกี ารอ่านสืบทอดกันมาเปน็ เวลานาน
การวิเคราะห์ คือ การแยกแยะรายละเอยี ดองค์ประกอบตา่ งๆ ศกึ ษาภูมิหลงั
ประวตั ิทม่ี าของเรอ่ื ง ประวัติผูแ้ ต่ง เนอ้ื หา เรอ่ื งราว การดาเนนิ เรอื่ ง ตลอดจน
ลกั ษณะนสิ ัยของตัวละคร
การวิจารณ์ คือ การใช้เหตุผล อธิบายความรสู้ ึกของตนเพอื่ วจิ ารณ์หรอื แสดง
ความคิดเห็นตอกลวธิ ีการแตง่ การใชภ้ าษารูปแบบคาประพันธ์ เนอื้ หา แนวคดิ แล้ว
พจิ ารณางานเขยี นน้นั ทั้งทน่ี าเสนอโดยตรง ที่แฝงไวใ้ ห้ตีความและศกึ ษาบรบิ ทต่างๆ
ของงานเขยี นน้นั ๆ
เนื้อหาวรรณคดีไทย
๑. วรรณคดีศาสนา มจี ดุ มุ่งหมายเพ่อื สรา้ งศรทั ธาและส่ังสอนใหผ้ อู้ ่านเขา้ ใจ
สาระหลกั ธรรมของศาสนา เน้ือเร่อื งมหี ลกั ธรรมของศาสนา เนอ้ื เรือ่ งมีท้ังท่นี ามาจาก
คัมภีรศ์ าสนาโดยตรงและที่นาเค้าโครงหรอื แนวคิดของศาสนามาผกู เปน็ เรอื่ ง เช่น รา่ ยยาว
มหาเวสสันดรชาดก ไตรภมู ิพระรว่ ง สามคั คเี ภทคาฉนั ท์ ธรรมาธรรมะสงคราม ฯลฯ
๒. วรรณคดสี ภุ าษติ คาสอน แต่งขึน้ เพื่อใชเ้ ปน็ แนวทางให้ผู้อ่านนาไป
ประพฤตปิ ฏบิ ัติ โดยมเี นื้อเร่ืองส่วนใหญไ่ ด้รับอทิ ธิพลจากหลกั ธรรมทางศาสนา เช่น
สุภาษติ พระรว่ ง โคลงโลกนติ ิ ฯลฯ
๓. วรรณคดีขนบประเพณีและพธิ กี รรม แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ เป็นบทที่
นาไปใชใ้ นการประกอบพธิ ี มีเน้ือหาและการใชภ้ าษาทไี่ พเราะ สร้างอารมณ์ใหร้ ้สู ึกถึง
ความศกั ดสิ์ ทิ ธ์ขิ องพิธี เช่น กาพย์เหเ่ รือ ลลิ ติ โองการแชง่ น้า มหาชาตคิ าเทศน์ หรอื อกี
ลักษณะหนึ่ง คือ เนื้อหาใหร้ ายละเอียดเก่ยี วกบั พธิ ีกรรมและขนบธรรมเนยี มประเพณี
ต่างๆ เชน่ พระราชพธิ ีสิบสองเดอื น โคลงพระราชพธิ ีทวาทศมาส ฯลฯ
๔. วรรณคดปี ระวตั ศิ าสตร์ มีเน้อื หาเกี่ยวกับการศึกษาสงคราม การสดุดวี รี ชน ท่ี
กลา้ หาญและเล่าถงึ เหตกุ ารณ์สาคญั ทเี่ กดิ ขนึ้ ในบา้ นเมือง เชน่ ศิลาจารกึ พ่อขนุ รามคาแหง
ลลิ ติ ยวนพ่าย ฯลฯ
คุณคา่ ของวรรณคดี
๑. คณุ คา่ ดา้ นเน้ือหา ชว่ ยให้เป็นความสาคญั ของการศึกษาวรรณคดโี ดย
อาศัยการดาเนินเรื่องหรือแนวคดิ เปน็ เครอื่ งมือในการวเิ คราะหว์ รรณคดี เพือ่ ใหเ้ กิดความ
เขา้ ใจทีล่ ึกซ้ึง การดาเนนิ เรื่องในเนอ้ื หาเป็นส่วนท่ที าใหผ้ ู้อ่านเขา้ ใจเรื่องราวทง้ั หมด ทัง้
สอดแทรกแนวคดิ และกลวธิ ใี นการดาเนนิ เรอื่ งใหผ้ อู้ ่านไดใ้ ช้มุมมองความคิดพจิ ารณาเร่ือง
น้นั ๆ โดยผอู้ า่ นอาจมีทัศนะต่อเรอ่ื งแตกต่างกันไป ทง้ั น้ขี ้นึ อย่กู ับประสบการณแ์ ละความ
สนใจของผอู้ ่าน ซงึ่ เปน็ สง่ิ ท่ีดที ่จี ะทาให้เกดิ การพฒั นาความคิดและเสรมิ สรา้ งจินตนาการ
ชว่ ยยกระดบั ความคิดและจติ ใจของผอู้ ่านให้สงู ข้ึน การวิเคราะห์คณุ คา่ ด้านเน้ือหา
สามารถวิเคราะหใ์ นประเดน็ ต่างๆ ได้ดังน้ี
๑.๑ ได้รับความรู้ความเข้าใจในเร่อื งตา่ งๆ เช่น ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี
สภาพสงั คม การเมอื งการปกครอง การดารงชีวติ ของคนในสมัยนั้นๆ และความรอู้ น่ื ๆ
๑.๒ ไดร้ บั ประสบการณ์ กวถี ่ายทอดประสบการณท์ ่เี กิดจากการมองโลก
อยา่ งกวา้ งขวางและลุม่ ลกึ จากประสบการณ์สว่ นตวั ของกวีไดก้ ลายเป็นประสบการณ์
ร่วมระหวา่ งผ้อู ่านกบั กวี ผอู้ า่ นได้รับประสบการณ์จากการอา่ นงานของกวี
๑.๓ เกดิ จินตนาภาพ ผอู้ า่ นเหน็ คณุ ค่าในความงดงามของวรรณคดที าให้
เกิดความประทบั ใจ และรับรคู้ วามคดิ ที่แปลกใหม่ เปน็ กระบวนการท่ีให้รายละเอียด โดด
เดน่ และให้ผอู้ า่ นได้สร้างความคดิ ตาม ซง่ึ ข้นึ อยู่กบั พน้ื ฐานของแต่ละคน ผ้อู า่ นเกิด
ความคิดจนิ ตนาการกวา้ งไกลและประเทืองปญั ญา
๑.๔ พัฒนาจติ ใจผ้อู ่าน วรรณคดตี า่ งต่างๆ มเี นื้อหาสาระ เรอื่ งราวสนกุ
อ่านแล้วสบายใจ สามารถกล่อมเกลาจติ ใจให้อ่อนโยน ให้ขอ้ คิดคตธิ รรม อีกท้ังสอนให้
ประพฤติดี ประพฤตชิ อบ สร้างสรรค์ จรรโลงใจใหเ้ กดิ กาลังใจยามทท่ี ้อแท้
๒. คุณค่าดา้ นวรรณศิลป์ วรรณคดีทีไ่ ดร้ ับยกย่องว่าดเี ด่นตอ้ งมกี ลวธิ ีการ
ประพันธ์ทด่ี ีเยย่ี ม และใหค้ าเหมาะสมกบั ลักษณะหน้าทขี่ องคา ถกู ต้องตรงความหมาย
เหมาะสมกบั เนอื้ เร่อื งและมเี สยี งเสนาะ ซ่ึงผู้อ่านจะเกดิ จินตนาการตามเนอื้ เรอื่ งได้
จะตอ้ งเข้าใจสานวนโวหารและภาพพจน์ เสมือนไดย้ นิ เสียง ได้เห็นภาพเกดิ อารมณ์
สะเทือนใจ มีความรสู้ กึ คล้อยตาม ดังน้ี
๒.๑ การใช้โวหาร
๒.๑.๑ บรรยายโวหาร เปน็ การเลา่ เรอื่ ง เล่าเหตกุ ารณ์ที่มเี วลา
สถานท่ี ซ่งึ แสดงให้เหน็ ความสัมพันธ์ตอ่ เน่ืองกัน การบรรยายมจี ดุ มุง่ หมายใหผ้ อู้ า่ นเข้าใจ
วา่ เร่อื งราวน้นั ๆ เกดิ ข้นึ และดาเนินไปอยา่ งไร เร่อื งราวดังกล่าวอาจเกดิ ข้นึ จริง หรือเป็น
เรื่องทีเ่ กดิ จากจินตนาการของกวกี ็ได้
๒.๑.๒ พรรณนาโวหาร เป็นการใหร้ ายละเอยี ดของเรอ่ื งราว
เพื่อให้ผ้อู า่ นเห็นสภาพหรอื ลกั ษณะท่ลี ะเอยี ดลออและพรรณนาความรูส้ กึ กระทบอารมณ์
ความรสู้ กึ ของผูอ้ า่ น ท้งั นี้การพรรณนาทาให้ผูอ้ ่านผฟู้ ังมองเห็นภาพ การพรรณนาจึงมัก
แทรกอยู่ในการเล่าเร่ืองหรือการบรรยาย
๒.๑.๓ เทศนาโวหาร คอื โวหารทม่ี ุ่งในการส่ังสอน โนม้ นา้ วจติ ใจ
ผู้อ่านใหค้ ล้อยตาม
๒.๑.๔ สาธกโวหาร คอื โวหารทม่ี ีจดุ มุ่งหมายเพ่อื ให้เกดิ ความ
ชดั เจนด้วยการยกตวั อยา่ งประกอบ เพอื่ อธิบายสนับสนุนความคดิ เห็นใหน้ ่าเชอื่ ถือ
๒.๑.๕ อปุ มาโวหาร คอื โวหารเปรยี บเทียบสงิ่ หนงึ่ กบั อกี สิง่ หน่ึง
เพ่ือใหผ้ ู้อ่านเข้าใจมากข้ึน
๒.๒ การใชภ้ าพพจน์ เปน็ การพลกิ แพลงภาษาใหแ้ ปลกออกไปกวา่ ที่
เปน็ อยู่ปกติ ทาใหเ้ กดิ รสกระทบความร้สู กึ และอารมณ์ต่างกบั ภาษาท่ีใช้อยา่ ง
ตรงไปตรงมา ดงั น้ี
๒.๒.๑ อุปมา คือ การเปรยี บเทยี บส่งิ หนงึ่ คลา้ ยหรือเหมอื นกบั อีก
สงิ่ หน่งึ โดยมีคาแสดงความเปรยี บ เชน่ เปรียบ ประดจุ ดจุ ด่งั เหมอื น ราวกับ ราว
เพยี ง เพีย้ ง ฯลฯ
๒.๒.๒ อุปลักษณ์ คือ การเปรยี บสงิ่ หนึ่งเป็นอกี ส่ิงหน่ึง ซึง่ แตกตา่ ง
จากการอุปมา โดยอปุ ลักษณ์มกั ใช้คาวา่ เป็น คอื ในการเปรียบ
๒.๒.๓ สญั ลักษณ์ คอื การเปรียบเทยี บสิ่งหน่งึ แทนอกี ส่ิงหน่งึ โดย
ไมม่ คี าแสดงความเปรียบ “เขาเป็นคนเจ้าชู้มาก เห็นเปลย่ี นต๊กุ ตาหน้ารถประจาเลย”
๒.๒.๔ อติพจน์ คอื การใชถ้ อ้ ยคาทก่ี ล่าวผิดไปจากความเป็นจรงิ
โดยกลา่ วถึงส่ิงหนง่ึ เปรยี บเทียบกบั สง่ิ ท่ดี ูเกนิ มากกว่าความจริง
๒.๒.๕ บุคคลวตั คอื การกลา่ วถึงสง่ิ ทีไ่ มม่ ีชีวิตจิตใจให้มกี ารกระทา
เหมอื นมนุษย์
๒.๒.๖ สัทพจน์ คอื การใชค้ าเลียนเสยี งธรรมชาติ
๒.๓ การเลน่ เสยี ง คือการเลือกสรรคาทม่ี เี สียงสมั ผสั กนั ไดแ้ ก่ การเล่น
เสียงอกั ษร เสยี งสระ และเสยี งวรรณยุกต์ เพอื่ เพ่ิมความไพเราะและแสดงความสามารถ
ของกวีท่ีแมจ้ ะเลน่ เสยี งของคาแตย่ ังคงความหมายไวไ้ ด้ ดังบทประพันธ์
เสนาสสู ู่สู้ ศรแผลง
ย่ิงคา่ ยหลายเมอื งแยง แยง่ แย้ง
รุกรน้ ร่นรนแรง ฤทธร์ิ บี
ลวงล่วงล้วงวงั แลว้ รวบเร้าเอามา
๒.๓.๑ การเลน่ เสยี งอกั ษร คือการใชค้ าท่ีมเี สียงพยญั ชนะเดียวกัน
หลายๆ พยางคต์ ิดกัน เพ่ือความไพเราะ จากบทประพันธ์ดังนี้ รกุ -ร้น-ร่น-รน-แรง-ฤทธิ์-
รีบ เปน็ เสียง /ร/
๒.๓.๒ การเล่นเสยี งสระ คือ การใชส้ มั ผสั สระท่ีมีเสียงตรงกนั ถา้ มี
ตัวสะกดกต็ อ้ งเป็นตวั สะกดในมาตราเดยี วกัน แมจ้ ะใช้พยญั ชนะมาใช้เล่นสัมผสั เสียงสระ
อกี สู-ส-ู่ ส,ู้ ค่าย-หลาย
๒.๓.๓ การเล่นเสยี งวรรณยกุ ต์ คือการใชค้ าทไี่ ล่ระดับเสยี ง ๒ หรือ
๓ ระดบั เป็นชดุ ๆ เชน่ ลวง-ลว่ ง-ล้วง
๓. คุณค่าด้านสังคมและสะทอ้ นวิถไี ทย วรรณคดเี ป็นวฒั นธรรมทางภาษา
ท่ีแสดงใหเ้ ห็นถงึ ความเจริญรุ่งเรืองในอดีต บอกเลา่ เร่อื งราวดา้ นชีวิตความเป็นอยู่
ขนบธรรมเนยี มประเพณี สภาพสงั คมหรอื ความรู้สึกนกึ คดิ ของคนในสังคม ซง่ึ เปน็
ลกั ษณะประจาชาติท่ีแสดงออกมาทางวรรณคดีด้วยภาษาท่งี ดงามไพเราะ ทาใหผ้ ้อู ่านเกดิ
ความรู้สกึ เป็นชาตริ ่วมกัน เพราะต่างรสู้ ึกวา่ ได้เปน็ เจา้ ของขนบธรรมเนยี มประเพณแี ละ
ภาษาเดยี วกัน แบ่งเปน็ ๒ ประเภทคอื
๓.๑ วรรณคดชี นี้ าสังคม เปน็ การพจิ ารณาคุณคา่ ดา้ นสังคมว่าวรรณคดี
มีส่วนเก่ียวขอ้ กบั สงั คม สะท้อนให้เป็นสภาพสังคม ท้ังด้านค่านยิ มวฒั นธรรมและความ-
ประพฤติของคนในสังคม แนวทางการปฏบิ ัตติ น หรือชี้ให้เห็นปญั หาที่สงั คมขณะนน้ั
กาลงั เผชญิ อยู่
๓.๒ วรรณคดีสร้างสานกึ รว่ มในความเปน็ ชาติ วรรณคดเี ปน็ สิง่ ผูกพนั
จติ ใจของคนในชาติใหส้ านึกวา่ ร่วมอยใู่ นชาติเดียวกัน วรรณคดีจะเป็นสอื่ กลางทน่ี าไปสู่
การรวมเปน็ ชาติ ซ่งึ จะเป็นเครอื่ งผกู จิตใจคนในชาตใิ หเ้ ปน็ หน่ึงเดยี วกนั
๔. ข้อคดิ ที่สามารถนาไปประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั การอา่ นวรรณคดี
ผอู้ า่ นจะไดร้ บั ขอ้ คิดต่างๆ ท่ีสามารถนาไปประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตประจาวันได้ ไมว่ ่าจะเป็น
คติธรรม คาสอนตา่ งๆ โดยกวนี าเสนอผ่าน ฉาก ตวั ละคร หรอื บทสนทนา อนั เปน็
ลกั ษณะเฉพาะของแต่ละเรอื่ ง เชน่
๔.๑ ดา้ นการศึกษา ในวรรณคดีหลายเร่อื ง จะใหข้ อ้ คิดเกี่ยวกับ
การศึกษาเล่าเรยี น มีคาสอนทแ่ี สดงให้เหน็ ถึงคุณคา่ และความสาคัญของการศกึ ษา
๔.๒ ดา้ นการรูจ้ กั ใชช้ วี ติ อยา่ งพอเพียง เปน็ ขอ้ คิดสอนใจสามารถใชไ้ ด้
ทุกยุคสมยั
๔.๓ ด้านความสามคั คี วรรณคดชี ่วยปลกุ สานึกให้มีความสามัคคี
กลมเกลียวกนั
๔.๔ การปฏิบตั หิ นา้ ทข่ี องตน ไมว่ ่าจะเป็นหนา้ ทใี่ ดกท็ าดว้ ยความเต็มใจ
ไม่เกีย่ งงอน เพ่ือใหง้ านประสบความสาเรจ็ ท้ังทเี่ ป็นหนา้ ทต่ี อ่ ตนเอง สงั คม หรือ
ประเทศชาติ
หลกั การวเิ คราะห์คุณคา่ วรรณคดี
๑. การวิเคราะห์คณุ คา่ ด้านเนอ้ื หา ผู้อา่ นตอ้ งทาความเขา้ ใจบทประพันธ์
ให้ตลอดทั้งเรอ่ื ง และจนิ ตนาการข้ึนในใจเพือ่ จะไดเ้ ขา้ ใจสารทกี่ วีตอ้ งการส่ือ โดยศึกษา
ดงั นี้
๑.๑ วเิ คราะหส์ าระของบทประพันธ์ สาระท่ีกวสี อ่ื อกมายังผู้อ่านอาจ
เกีย่ วกับข้อเท็จจริง ความรู้ ความคิด(ทัศนะของกวี) หรือความรสู้ กึ ก็ได้ เม่อื อ่านบท
ประพนั ธแ์ ลว้ ผศู้ กึ ษาควรจบั สาระนนั้ มลี กั ษณะแปลกใหม่นา่ สนใจหรือไม่ มีลักษณะ
สร้างสรรคจ์ รรโลงจติ ใจ หรอื ช่วยยกระดบั จิตใจผ้อู ่านให้สูงขึ้นไดห้ รือไม่ มีประโยชนต์ อ่
ใครบา้ ง เพราะเหตใุ ด
๑.๒ วิเคราะห์การวางโครงเรอื่ งและการลาดบั ความในเรื่อง คือ การ
วเิ คราะห์วา่ กววี างโครงเร่ืองในลักษณะใด มองหาปมของเรอ่ื ง เริ่มจากปญั หาท่ีปรากฏ
จนกระทั่งถึงการคลี่คลายปญั หา
๑.๓ วเิ คราะห์กลวธิ ีการประพนั ธ์ คือ การพจิ ารณาเรอื่ งกลวิธีตา่ งๆ ที่
ผู้แต่งนามาใช้ในการประพันธ์ เพอื่ ช่วยให้งานประพันธ์มีคณุ คา่ นา่ สนใจ ชวนให้ผู้อา่ น
ติดตามหรอื เกดิ ความประทบั ใจในการวเิ คราะหค์ ุณค่าด้านเน้ือหานี้ ผอู้ ่านตอ้ งเข้าใจกลวธิ ี
ในการนาเสนอ
วเิ คราะห์กลวธิ กี ารนาเสนอ คอื การพิจารณาว่ากวีใช้วธิ กี ารใดท่ที าใหง้ าน
เขียนมีความน่าสนใจ นา่ ตดิ ตาม หรือน่าประทับใจ เชน่ เสนออยา่ งตรงไปตรงมาทาให้
ผูอ้ า่ นจบั ความงา่ ย เสนอด้วยใหผ้ ้อู า่ นตคี วาม เสนอดว้ ยวธิ กี ารใช้ภาพพจน์เหนอื จริง
สร้างความแปลกใหมแ่ ละดึงดูความสนใจของผ้อู า่ นหรือเสนอดว้ ยวิธกี ารแสดงให้เหน็
อาการเคลื่อนไหวทง้ั การเคลอื่ นไหวทางกายและทางอารมณ์ คอื ความรู้สกึ ท่ีเปล่ียนไปมา
ของตัวละคร เพราะธรรมชาติของมนุษยน์ นั้ ยอ่ มมอี ารมณแ์ ปรปรวน เปลีย่ นไปมาตาม
ความนึกคิดและสภาพแวดล้อม
๒. วเิ คราะหค์ ณุ ค่าดา้ นวรรณศลิ ป์ วเิ คราะห์ความไพเราะของบทประพนั ธ์
คอื การพิจารณาวา่ บทประพันธ์นนั้ ๆ มคี วามไพเราะอยา่ งไร ซึ่งความไพเราะของบท
ประพันธ์เกิดดว้ ยเหตุ ๒ ประการ คอื ความไพเราะอันเกิดจากรสคา และความไพเราะ
อันเกดิ จากรสความ
๒.๑ ความไพเราะอันเกดิ จากรสคา พิจารณาได้จากการเลือกสรรคา
และการเลือกคาที่มเี สียงเสนาะไพเราะ ซึ่งเกดิ จากวธิ ีการใชค้ าเลียนเสียงธรรมชาติ คาท่ี
มีเสยี งสัมผสั คล้องจองกนั การเลน่ คา และลลี าจังหวะของคา
๒.๒ ความไพเราะอนั เกิดจากรสความ พจิ ารณาได้จากการใชค้ าท่ีมี
ความหมายกระชบั ชัดเจน และการใชโ้ วหารต่างๆ กวีถา่ ยทอดอารมณ์ ความรสู้ กึ
ได้อย่างลึกซึ้ง กระแทกอารมณ์ กระเทอื นจิตใจ และกระทบความรู้สึก เชน่
ไผ่ซอออ้ เอียดเบียดออด ลมลอดไล่เลี้ยวเรยี วไผ่
ออดแอดแอดออดยอดไกว แพใบไลน้ า้ ลาคลอง
กระเพอ่ื มพลว้ิ พลวิ้ ปลวิ คว้าง เธอวางร่างปล่อยลอยลอ่ ง
บนแพใบไผใ่ ยยอง แสงทองส่องทาบฉาบมา
จากบทประพนั ธจ์ ะเห็นวา่ รสของคา คอื การเลอื กสรรคามาใช้เพื่อใหเ้ กิด
เสยี งเสนาะ ทที่ าใหเ้ ห็นภาพและความไพเราะสละสลวย การเปรียบส่ิงหนึ่งเปน็ อีกสิ่งหนึ่ง
(อปุ ลกั ษณ์) “ไผซ่ อออ้ เอยี ดเบียดออด” และมกี ารใช้คาเลยี นสียงธรรมชาต(ิ สัทพจน์)
“ออดแอดแอดออด” นอกจากน้จี ะพบว่ากวีทาใหบ้ ทประพันธง์ ดงามสละสลวยดว้ ยสัมผสั
ใน ทั้งสมั ผัสสระและสัมผสั อกั ษร
จากบทประพนั ธ์ กวีใช้ อุปลกั ษณ์ ในการเปรียบ ไผ่ เป็น ซอ ภาพของไผ่
อ้อเอียดเบียดออด เมอื่ ลมลอดไลเ่ ล้ยี วเรียวไผ่ คอื ลมพัดไปตามชอ่ งวา่ งของลาไผ่ทีเ่ รียว
ยาว กวใี ชส้ ทั พจน์ในการเลยี นเสียงไผเ่ บยี ดสกี ัน กวีจินตนาการวา่ มเี จา้ หญิงทก่ี าลงั รอ
คอยเจา้ ชาย เจ้าหญงิ กาลังล่องลอยอยบู่ นแพใบไผ่ และมีแสงแดดอาบไลล้ งมา
บทประพันธน์ ก้ี วีใชภ้ าษาแสดงจินตภาพไดอ้ ย่างงดงามละเมยี ดละไม โดยการใช้ภาพพจน์
อุปลักษณแ์ ละใช้สทั พจน์
๓. การวเิ คราะหค์ ุณค่าด้านสังคมและสะทอ้ นวิถไี ทย วรรณคดีและ
วรรณกรรมทั่วไป ผแู้ ต่งมักสอดแทรกความรู้ ความคิด และอารมณ์ สะท้อนวถิ ีชวี ติ
ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเช่อื คา่ นยิ มของคนในสังคมสมัยนน้ั ๆ ในวรรณคดี
ผอู้ ่านจะตอ้ งมวี ิจารณญาณในการอา่ น คอื เม่อื อ่านแลว้ นาไปคดิ พจิ ารณาความรู้ ความคิด
สามารถนาไปประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้
๓.๑ คณุ ค่าท่มี ตี ่อผ้อู ่าน คอื การวิเคราะหว์ ่า บทประพนั ธน์ ้ันๆ มคี ุณค่า
ต่อจิตใจ สติปัญญา และความประพฤตขิ องผ้อู า่ นแต่ละคนอย่างไร
๓.๒ คณุ คา่ ที่มตี ่อสงั คม คอื การวิเคราะห์วา่ บทประพนั ธน์ น้ั ๆ ชว่ ย
สะท้อนภาพของสังคมได้ชดั เจนมากนอ้ ยเพียงไร และมอี ิทธพิ ลตอ่ ความเปลยี่ นแปลงของ
สังคมในระดบั ใด
๔. การวเิ คราะหข์ ้อคดิ เพ่อี นาไปประยกุ ต์ใช้ในชีวติ ประจาวัน วรรณคดีหรือ
วรรณกรรมทวั่ ไป เมอ่ื ผอู้ า่ นสามารถวเิ คราะห์ได้ว่าเรื่องทอ่ี ่านมีคณุ ค่าดา้ นเน้อื หา ดา้ น
วรรณศลิ ปแ์ ละดา้ นสงั คมอย่างไรแล้ว ผู้อา่ นย่อมสามารถพจิ ารณาขอ้ คิดท่ไี ดจ้ ากการอา่ น
วรรณคดี หรือวรรณกรรมเร่อื งนน้ั ๆ ท่สี อดแทรกอยแู่ ละเห็นแนวทางในการนาขอ้ คดิ ไปใช้
ในชีวติ ประจาวนั ไดโ้ ดยมีแนวทาง ดงั นี้
๔.๑ พจิ ารณาข้อคดิ การอา่ นวรรณคดแี ละวรรณกรรมทกุ เร่ืองผอู้ า่ นจะ
ได้ข้อคิดที่แตกตา่ งกนั โดยขึ้นอยกู่ นั วัย ประสบการณแ์ ละพ้นื ฐานความรู้ของผอู้ ่าน เชน่
บทละครพดู เร่อื งเห็นแกล่ กู ผู้อา่ นจะไดข้ ้อคดิ เก่ยี วกบั ความรกั ของพ่อแมท่ ่มี ีตอ่ ลกู ยอม
เสยี สละให้ได้ทุกยา่ ง หรือเสภาเรื่องขนุ ชา้ งขุนแผน ตอนพลายงามพบพอ่ ขอ้ คดิ ทไ่ี ด้
เข่น ความสาคัญของการศกึ ษาเล่าเรียนไมว่ า่ ยุคใดสมยั ใด การศกึ ษายงั คงมคี วามจาเป็น
แมว้ า่ ในสมัยน้นั โรงเรยี นยังไม่มกี ็ต้องศกึ ษาจากพ่อแมป่ ยู่ า่ ตายายหรอื พระสงฆ์
๔.๒ การนาไปใช้ พจิ ารณาข้อคิดทไ่ี ดจ้ ากการอ่านวรรณคดีแล้วสามารถ
นาประโยชน์ ความรู้ หรอื สาระจากการอ่านมาประยุกต์ใช้ใหเ้ ขา้ กบั ชวี ิตประจาวันไดอ้ ยา่ ง
มปี ระสิทธผิ ล เชน่ นกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓ ไดอ้ า่ นเสภาเรอื่ งขุนชา้ งขุนแผน แลว้ นา
ข้อคิดมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ิตประจาวนั นกั เรียนก็สามารถประสบความสาเร็จในชีวติ การ
เรียนและการทางาน สามารถบาเพญ็ ตนใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ ่อสังคมสว่ นรวมและ
ประเทศชาตไิ ด้ อ่านแลว้ สามารถนาสาระความรูม้ าพัฒนาจติ ใจพฒั นาปญั ญาและจรรโลง
สงั คมได้
การอา่ นวรรณคดหี รอื วรรณกรรมจะเกดิ ประโยชนส์ งู สดุ เม่ือผูอ้ า่ นไดก้ ล่นั กรอง
คณุ ค่าท่ีได้จากวรรณคดีออกมา ท้งั คุณค่าดา้ นอารมณแ์ ละคณุ ค่าทางความคดิ นาไปพฒั นา
คุณภาพชีวติ ของตนเอง สงั คม และประเทศชาติ