The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by yupaporn, 2021-05-25 12:23:44

12

12

ความรทู้ วั่ ไป
เกีย่ วกับการพนิ ิจ
วรรณคดแี ละวรรณกรรม

ความร้ทู ว่ั ไปเกี่ยวกับ
การพนิ ิจวรรณคดีและวรรณกรรม

ความหมายของวรรณคดีและวรรณกรรม
วรรณคดแี ละวรรณกรรม เป็นงานท่ีแตง่ ขน้ึ โดยเลือกใช้
ภาษาเพือ่ สื่อความในเรือ่ งถ่ายทอดความรู้ ความคดิ
จินตนาการ ประสบการณ์ ฯลฯ มลี ักษณะทแ่ี ตกตา่ งกนั
ดงั น้ี
วรรณคดี คอื หนงั สอื ดที ี่ใช้ศลิ ปะในการแตง่ สรา้ งจินต
ภาพ แสดงความรู้ ความคดิ เปน็ ภาพแทนสงั คม
วรรณกรรม คอื งานเขียนทกุ รปู แบบ มเี นอ้ื หาทส่ี ่อื ความ
ใหผ้ ้อู ่านเข้าใจได้ ไม่เนน้ เร่ืองศิลปะในการแตง่
จากความหมายขา้ งต้น วรรณคดคี อื วรรณกรรมประเภท
หน่งึ ที่มวี รรณศิลป์ (ศลิ ปะในการแตง่ )
การอา่ นวรรณคดแี ละวรรณกรรมให้ได้คณุ คา่ ทางอารมณ์
และความคดิ ตามเจตนาผูแ้ ต่ง ต้องใช้การอา่ นอยา่ งพนิ ิจ
โดยใช้การตีความ การพิจารณาเนอื้ หา แนวคิด และการ
วนิ จิ ฉัยประเมนิ ค่า

ความหมายของการพินจิ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมืน่ นราธิปพงศป์ ระพันธ์ ทรง
บัญญตั ิคาวา่ “พนิ ิจ” เทยี บจากคาว่า “Review” หมายถงึ
การมองซ้า ส่วนพจนานกุ รม ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พุทธศกั ราช ๒๕๔๒ กลา่ วว่า “พินจิ ” หมายถงึ พิจารณา
ตรวจตรา
การพนิ ิจวรรณคดแี ละวรรณกรรม จึงหมายถงึ การศกึ ษา
วรรณคดีและวรรณกรรมผ่านการตคี วาม การวเิ คราะห์
วจิ ารณ์ พิจารณาเน้ือหา แนวคดิ และประเมินองค์ประกอบ
และวธิ กี ารประพันธ์ เพื่อใหเ้ ข้าใจคณุ คา่ ของวรรณคดแี ละ
วรรณกรรม ซึ่งถือเป็นแนวทางเบอื้ งต้นของการวจิ ารณ์
วรรณคดแี ละวรรณกรรม

หลักการพินจิ วรรณคดีและวรรณกรรม
๑. ทาความเขา้ ใจเร่อื ง ดูวา่ เร่ืองกล่าวถึงใคร ทาอะไร

ทไ่ี หน เมอ่ื ไร และอย่างไร แต่หากวรรณคดีหรอื วรรณกรรม
ไม่มเี นอื้ เรอ่ื ง เช่น วรรณคดีสภุ าษิต ให้หาแนวคดิ ของเรือ่ ง
วา่ พดู ถงึ อะไร

๒. ตคี วาม ทาความเข้าใจความหมายแฝงจากถอ้ ยคาที่
พบในเรอ่ื ง

๓. วเิ คราะห์ แยกพจิ ารณาวรรณคดีหรือวรรณกรรมตาม
องค์ประกอบต่าง ๆ ไดแ้ ก่ รปู แบบ เนอ้ื หา ภาษา และกลวิธี
การประพันธ์

๔. วิจารณ์ แสดงความคิดเหน็ ว่ามีขอ้ เด่น ข้อดอ้ ย หรอื
ความเหมาะสมในการแต่งอย่างไร

๕. ประเมินค่า ประเมนิ คณุ คา่ วา่ ดหี รอื ไม่ เพราะเหตใุ ด
พจิ ารณาข้อมูลและเหตุการณ์แวดล้อมประกอบ

ผพู้ นิ ิจวรรณคดแี ละวรรณกรรมจะต้องใช้หลักการท้ัง ๕
ขัน้ ตอนมาพิจารณาองค์ประกอบของวรรณคดีหรอื
วรรณกรรม ดงั นี้

องคป์ ระกอบของวรรณคดีและวรรณกรรม
๑. เนือ้ หา คอื ใจความสาคญั ของวรรณคดแี ละ
วรรณกรรมมีส่วนประกอบสาคัญ ได้แก่

๑.๑ เน้อื เร่อื ง จะบอกวา่ มีอะไรเกิดข้ึนกบั ใคร ที่ไหน
เมอื่ ไร และอยา่ งไร ซ่งึ วรรณคดีและวรรณกรรมบางเรอ่ื ง
อาจไม่มเี รอ่ื งราว แตเ่ ป็นภาษติ คาสอนทีผ่ แู้ ตง่ ต้องการให้
ผูอ้ า่ นรับรู้ เชน่

“พระสมทุ รสดุ ลึกลน้ คณนา

สายดง่ิ ท้งิ ทอดมา หยงั่ ได้

เขาสงู อาจวัดวา กาหนด

จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยง่ั ถึง”

(โคลงโลกนิติ ของ สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาเดชาดิศร)

๑.๒ แก่นเรื่อง คือ แนวคดิ ทีผ่ ูแ้ ต่งกาหนดเพ่ือเปน็

กรอบของเรือ่ ง

๑.๓ โครงเร่ือง คอื เหตกุ ารณ์สาคญั ของเรอ่ื งท่ผี แู้ ตง่

คิดไว้คร่าว ๆ ยงั ไมล่ งรายละเอียดย่อย เช่น ช่อื ตัวละคร

ช่อื สถานที่ ซง่ึ การพินจิ โครงเร่ือง ผู้อา่ นควรดกู ารลาดับ

เหตกุ ารณ์ในเรอ่ื งว่ามกี ารเรียงร้อยเหตุการณต์ ่าง ๆ ไว้

อยา่ งไร เช่น เล่าเรื่องตามลาดบั เวลา, เล่าเร่ืองยอ้ นหลงั

หรอื เลา่ เร่ืองสลบั ไปมา

๑.๔ ตวั ละคร คอื ผแู้ สดงบทบาทในงานประพันธ์

อาจเปน็ บคุ คลที่มีตวั ตนจรงิ หรือตัวละครที่สมมตุ ขิ น้ึ จะเปน็

มนษุ ย์หรือไม่กไ็ ด้ ซึ่งตวั ละครแบง่ ออกเป็น ๒ ลักษณะไดแ้ ก่

๑) ตัวละครหลายลกั ษณะ คอื ตัวละครทมี่ อี ารมณ์

ความรูส้ ึกเหมอื นคนจริง ๆ สามารถเปลยี่ นแปลงอารมณไ์ ป

ไดต้ ามเหตุการณท์ ่เี กิดข้ึนในเร่อื ง

๒) ตัวละครลกั ษณะเดียว คือ ตัวละครทม่ี ีนสิ ยั

เพียงอยา่ งเดยี ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณท์ ี่

เกิดข้ึนในเรื่องได้
การพนิ จิ ตวั ละคร ผอู้ ่านต้องพิจารณาพฤติกรรม

ความคดิ ที่ส่งผลตอ่ การตดั สนิ ใจของตวั ละคร
๑.๕ ฉาก คือ สภาวะแวดลอ้ มหรือบรรยากาศที่

เกดิ ข้นึ รอบตัวละคร อาจเปน็ ฉากทมี่ ีอยู่จรงิ หรือเป็นฉากใน
จินตนาการ ซงึ่ ครอบคลมุ ถึงชว่ งเวลาทีเ่ กิดเหตุการณ์ เช่น
ชว่ งกลางวนั ชว่ งกลางคืน สมัยกรงุ ศรีอยธุ ยาตอนกลาง เป็น
ต้น การพินจิ ฉาก ผู้อ่านต้องสงั เกตความถกู ตอ้ ง ความ
สมจรงิ และความสอดคลอ้ งตอ่ เหตุการณ์

๒. รูปแบบ คอื ลกั ษณะของงานประพนั ธท์ ผ่ี ู้แตง่ เลือกใช้
ซงึ่ การพินิจรปู แบบ ผู้อ่านควรพิจารณารูปแบบและเนือ้ หา
วา่ มคี วามสอดคล้องกันหรือไม่

๓. ภาษา คอื ถอ้ ยคาท่เี รยี บเรียงขึ้นเพื่อส่ือเรื่องราวมาสู่
ผูร้ ับสาร ผ่านภาษาพูดและภาษาเขยี น โดยภาษาพูดจะใช้
กับวรรณคดีและวรรณกรรมมขุ ปาฐะ ส่วนภาษาเขียนจะใช้
กบั วรรณคดแี ละวรรณกรรมลายลักษณ์ ซ่ึงความไพเราะของ
วรรณคดีและวรรณกรรมจะขึ้นอยู่กบั ศลิ ปะทางภาษา ดังนี้

๓.๑ รสคา คือ ความไพเราะทเ่ี กิดจากการเลอื กใช้
ถ้อยคาทกี่ ระทบใจ ถ่ายทอดอารมณ์ความร้สู ึกของผู้แต่งได้
ดงั น้ี

๑) การใช้เสยี งสมั ผัส คือ การใชเ้ สียงที่คลอ้ งจองกัน

มี ๒ ชนิด คือ “สัมผัสนอก” และ “สมั ผัสใน” พยัญชนะ
เชน่

“ดูนา้ วง่ิ กลิ้งเชยี่ วเปน็ เกลยี วกลอก
กลบั กระฉอกฉาดฉัดฉวัดเฉวียน
บ้างพลุ่งพลงุ่ วุง้ วงเปน็ กงเกวียน
ดเู วียนเวยี นคว้างคว้างเปน็ หว่างวง”

(นิราศภเู ขาทอง ของ สุนทรภ)ู่
๒) การเลียนเสยี งธรรมชาติ คือ การนาคา
เลยี นแบบเสยี งจากธรรมชาติ เช่น

“ทง้ั ยุงชมุ รุมกัดปดั เปรยี ะปะ
เสยี งผวั ะผะพบึ พับปบุ ปบั แปะ
ท่ีเขน็ เรียงเคยี งลาขยาแขยะ
มนั เกาะแกะกนั จริงจริงหญิงกับชาย”

(นริ าศเมืองเพชร ของ สนุ ทรภ)ู่
๓) การเล่นคาและเลน่ เสยี ง คอื การเล่นเสียงสระ-
พยัญชนะ คาพ้องเสยี ง คาเสียงคลา้ ย เช่น

“ฝูงลิงไต่กิ่งลางลิงไขว่
ลางลงิ แลน่ ไล่กันวนุ่ วาย
ลางลิงชิงค่างขึน้ ลางลิง
กาหลงลงก่งิ กาหลงลง”

(ขนุ ช้างขุนแผนของ รัชกาลท่ี ๒)

๓.๒ รสความ คอื ความไพเราะทีไ่ ด้จากความหมาย
ของถอ้ ยคาผ่านการบรรยายหรือพรรณนาในลักษณะต่าง ๆ
ดังนี้

๑) การพรรณนาความอย่างตรงไปตรงมา คือ การ
ใชถ้ ้อยคาทม่ี คี วามหมายตรงตวั ผู้อา่ นสามารถเหน็ ภาพโดย
ไม่ต้องตีความ เช่น

“กระโดดเผาะเกาะผบั ขยบั คบื
ถบี กระทืบมิใครห่ ลุดสุดแสยง
ปลดท่ตี นี ติดขาระอาแรง
ท้ังขาแข้งเลอื ดโซมชโลมไป”

(นริ าศเมอื งแกลง ของ สุนทรภ่)ู
๒) การพรรณนาความโดยใช้โวหารภาพพจน์ คอื
การใชถ้ ้อยคาท่เี ปน็ ศิลปะทางภาษา ทาใหผ้ ูอ้ ่านเกิดจินต
ภาพมากกว่าการพูดอยา่ งตรงไปตรงมา ตัวอย่างโวหาร
ภาพพจน์ ไดแ้ ก่

(๑) อุปมา (Simile) คือ การเปรยี บสง่ิ หน่ึง
เหมอื นอีกส่งิ หนง่ึ ซึ่งเป็นของต่างจาพวกกนั มกั มีคาว่า
เปรียบวา่ ดจุ ดัง ดั่ง แมน้ เหมือน ปาน ราวกบั ฯลฯ เชน่

“อสรุ ผี เี สอ้ื จะหลอื อด
แค้นโอรสราวกับไฟไหม้มังสา
ชา่ งหลอกหล่อนผ่อนผนั จานรรจา
แม้นจะวา่ โดยดีเห็นมิฟัง”

(พระอภยั มณี ของ สุนทรภู่)
(๒) อุปลกั ษณ์ (Metaphor) คอื การเปรียบส่ิง
หนึง่ วา่ เป็นอกี สงิ่ หน่งึ ซึ่งเปน็ ของต่างจาพวกกัน มักมคี าวา่
เปน็ คอื หรืออาจจะละคาเหล่านไ้ี ว้โดยเปน็ ทเี่ ข้าใจตรงกัน
เชน่
“มงั กนั จีมปี รชี าเฉียบแหลมปัญญาเปน็ เข็ม”

(ราชาธิราช ของ เจ้าพระยาพระคลงั (หน))
(๓) สญั ลกั ษณ์ (Symbol) คือ การใช้คาคาหน่ึง
แทนอกี คาหน่ึงซ่งึ เป็นทร่ี ้ทู ั่วไป เชน่ “หงส”์ เป็นสัญลกั ษณ์
ของคนช้ันสงู “กา” เปน็ สญั ลกั ษณ์ของคนชนั้ ตา่ ตัวอยา่ ง
คาประพนั ธ์ เช่น

“เม่อื แรกเชื่อว่าเน้อื ทบั ทิมแท้
มาแปรเปน็ พลอยหุงไปเสียได้
กาลวงวา่ หงส์ใหป้ ลงใจ
ด้วยมไิ ด้ดูหงอนแต่กอ่ นมา”

(ขนุ ช้างขุนแผนของ รชั กาลที่ ๒)

(๔) อติพจน์ (Hyperbole) คือ การกล่าวถงึ สงิ่

เกินจรงิ เพือ่ เนน้ อารมณค์ วามรู้สึก เช่น

“ถงึ มว้ ยดนิ สิน้ ฟา้ มหาสมุทร

ไมส่ ิ้นสดุ ความรกั สมคั รสมาน

แม้เกดิ ในใต้ฟา้ สธุ าธาร

ขอพบพานพศิ วาสไมค่ ลาดคลา”

(พระอภยั มณี ของ สุนทรภ)ู่

(๕) บุคคลวตั หรอื บุคคลสมมุติ

(Personification) คอื การสมมุติให้สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์กระทา

กรยิ าอาการหรือมีความรู้สกึ อย่างมนษุ ย์ เชน่

“จากมามาล่วิ ลา้ ลาบาง

บางยี่เรือราพลาง พีพ่ รอ้ ง

เรอื แผงชว่ ยพานาง เมียงม่าน มานา

บางบร่ ับคาคลอ้ ง คลา่ วนา้ ตาคลอ”

(โคลงนริ าศนรินทร์ ของ นายนริทร์ธเิ บศร์ (อนิ ))

(๖) ปฏปิ จุ ฉา (Rhetorical question) คอื การ

ใชค้ าถามท่ไี ม่ตอ้ งการคาตอบ เพือ่ กระตนุ้ ใหส้ นใจหรอื เกิด

ความคิด เช่น

“แล้วว่าอนิจจาความรัก

พึ่งประจักษด์ ง่ั สายน้าไหล

ตัง้ แตจ่ ะเชี่ยวเป็นเกลยี่ วไป
ท่ไี หนเลยจะไหลคืนมา”

(อเิ หนา ของ รัชกาลที่ ๒)

หากเราสามารถพินจิ วรรณคดีและวรรณกรรมได้ถูกต้อง
จะทาใหเ้ ขา้ ใจและซาบซึ้งคณุ คา่ ของวรรณคดีและ
วรรณกรรมไทย อันเปน็ วฒั นธรรมทางภาษาอย่างหนึ่งของ
ประเทศไทย
สรุป

วรรณคดแี ละวรรณกรรมเป็นศิลปะทางภาษาแขนงหนึ่ง
ท่ใี หค้ ุณคา่ ทางสตปิ ญั ญาและอารมณค์ วามรู้สึก เม่ือเราพินิจ
วรรณคดีและวรรณกรรมในดา้ นเนื้อหารูปแบบ และภาษา
จะทาให้เกดิ ความซาบซึ้งในสุนทรียภาพ และเขา้ ใจถงึ คณุ ค่า
ของวรรณคดีและวรรณกรรม นาไปสพู่ ัฒนาการทางด้าน
จิตใจ เกิดความร้สู กึ ทอ่ี ยากจะทานบุ ารุงภาษาไทย


Click to View FlipBook Version