หนังสือสง่ เสรมิ การอ่านประกอบโครงงานภาษาไทย
ชดุ
วเิ คราะห์ภาพสะท้อนภูมปิ ญั ญาจากบทเสภาขุนช้างขนุ แผน
เล่มท่ี ๓
ใสใ่ จประเพณวี ิถชี วี ิต
โรงเรยี นเมืองพลพทิ ยาคม องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั ขอนแก่น
คานา
หนงั สือเลม่ นเี้ ป็นงานเขียนเชิงสรา้ งสรรคป์ ระเภทหนังสอื ส่งเสริม
การอา่ นเลม่ นเ้ี ป็นส่วนหนง่ึ ในหนังสือส่งเสรมิ การอา่ น ชดุ “วิเคราะห์ภาพ
สะทอ้ นภมู ปิ ญั ญาจากบทเสภาขนุ ช้างขุนแผน” เล่มที่๓“ใส่ใจประเพณีวิถีชีวิต”
ทจ่ี ดั ทาขึน้ จากการศกึ ษาวิเคราะหภ์ าพสะท้อนขอ้ มลู ดา้ นภมู ปิ ัญญา
คา่ นิยม ประเพณี และความเชอื่ จากวรรณคดีเรอื่ ง ขุนช้างขุนแผน
ซึ่งเปน็ การศึกษา เพอ่ื จดั ทารายงานโครงงานภาษาไทย ระดับช้นั
มัธยมศกึ ษาตอนปลาย เรอื่ ง “วิเคราะห์สะท้อนภูมปิ ญั ญาจากบทเสภาขุนช้าง
ขุนแผน ส่ดู ินแดนเทคโนโลยหี อ้ งเรียนเสมือนจรงิ ” เพอ่ื เป็นการอนุรกั ษ์และ
สง่ เสรมิ การศึกษาภาษาไทย เสริมทกั ษะใหเ้ กิดประโยชน์ในการเรียนร้ดู ว้ ย
ตนเอง
หนงั สอื ส่งเสรมิ การอ่านเล่มน้ี สาเรจ็ สมบูรณ์ไดด้ ้วยความกรุณาและ
ช่วยเหลือจากคณุ ครจู รินทร์พร คาคอน และคุณครูเจิมขวญั อิสสระพงศ์
ครูท่ีปรึกษาโครงงาน ที่กรณุ าใหค้ าปรกึ ษา แนะนา ตรวจสอบและ
ให้ขอ้ เสนอแนะทเี่ ป็นประโยชน์ต่อการดาเนินงาน ตลอดจนช่วยแกไ้ ข
ปรับปรงุ ขอ้ บกพรอ่ งจนสาเร็จ ขอขอบพระคณุ เปน็ อย่างสูง
คณุ ค่าและประโยชนข์ องการศึกษาค้นคว้าฉบบั น้ี คณะผจู้ ดั ทา
ขอมอบเป็นเครอื่ งบชู าพระคณุ บดิ า มารดา บูรพคณาจารยแ์ ละสบื สาน
คุณคา่ ของภาษาไทย
๑
ประเพณเี ก่ยี วกับวถิ ชี ีวิต
ประเพณเี ก่ียวกบั วิถีชวี ติ หมายถงึ ประเพณที ี่
เกี่ยวข้องกับชีวิตของบุคคลตั้งแต่แรกเกิดจนตาย
ประเพณเี หล่าน้ลี ว้ นจดั กระทาขึน้ ในแตล่ ะชว่ งของ
ชีวิตที่มกี ารเปลีย่ นแปลงครั้งสาคัญๆ ทัง้ สิน้
นับตั้งแตก่ ารเตรียมการเกดิ การโกนจุด การบวช
การแต่งงาน การตาย และการทาศพ
๒
ประเพณีการเกิด
ในสมยั โบราณวิทยาการดา้ นการแพทย์ยังไมเ่ จริญ
เหมอื นปัจจบุ ัน ฉะน้ันอันตรายจากการเกดิ จงึ มมี าก ด้วยเหตุนี้
จึงเกดิ ประเพณแี ละความเชือ่ กนั มากมายเพื่อป้องกันเหตรุ า้ ย
อันอาจเกดิ มีขึ้นแกห่ ญิงมีครรภ์จึงมหี มอตาแยเพ่อื ช่วยทาคลอด
เชน่ เมื่อจวนใกลจ้ ะคลอดตอ้ งตามหมอตาแยมาชว่ ยทาการคลอด
เม่ือเด็กคลอดออกมาถงึ พน้ื เรียกวา่ “ตกฟาก”
ปขี าลวันอาคารเดอื นห้า ตกฟากเวลาสามช้ันฉาย
กรงุ จนี เอาแกว้ อันแพรวพราย มาถวายพระเจา้ กรงุ อยธุ ยา
ให้ใส่ยอดพระเจดยี ์ใหญ่ สร้างไวแ้ ตเ่ มื่อคร้ังกรงุ หงสา
เรยี กวดั เจ้าพระยาไทยแต่ไรมา ให้ชอ่ื ว่าพลายแกว้ ผแู้ ววไว
๓
ประเพณีการทาขวญั
การจัดพธิ ที าขวญั เดก็ พ่อแม่จะจดั บายศรแี ละเครอ่ื ง
บัตรพลี สาหรบั สังเวยพระภมู ิเจ้าทเ่ี สรจ็ แลว้ กท็ าขวัญ แล้วเอา
สายสิญจน์มาเสกผกู ขอ้ มอื เดก็ ท้ัง ๒ ข้าง เรียกว่า “ผกู ขวัญ”
แล้วให้ศีลให้พรตามประเพณีเพอ่ื เปน็ การปอ้ งกัน โรคภัยไขเ้ จบ็
อีกท้ังเป็นการแนะนาสมาชกิ ใหมข่ องครอบครัวใหว้ งศาคณาญาติ
ร้จู ัก ในเสภากล่าวถงึ ตอนทาขวัญ พลายแกว้ ไวว้ ่า
จัดแจกแขกนัง่ เป็นวงกลม พงศพันธพุ์ ร้อมอยู่ทง้ั ปู่ยา่
ยกบายศรีแลว้ โห่ข้นึ สามลา เวยี นแว่นไปมาโหเ่ อาชัย
ศรศี รีวันนฤี้ กษ์ดแี ล้ว เชญิ ขวัญพลายแก้วอย่าไปไหน
ขวัญมาอยสู่ ู่กายใหส้ บายใจ ชมช้างม้าขา้ ไททงั้ เงินทอง
๔
ประเพณีการโกนจกุ เม่ือเดก็ อายเุุ ขาุสวู่ ยรั ุ่น คือ ชายอาย1ุ 3 ปี หญิง
แอลายะเุ 1ป็1นกปีาพรแอส่ แดมงก่วาจ็ ุะ่จปเขดารพั ุิธะสีโเกวู่ พนยจรั ณุ่นกุ เใพโี นื่อกเสเปนภ็นาจกขาุกนรุ ปชาอุงกงนขนโั รุคแภผนยไั ขเุจบ็
กลา่ วถงึ โกนจกุ พลายงาม ตอนที่ทองประศรีทา พิธีโกนจกุ พลายแกว
ไวดงนั ี
เม่อื เดก็ อายเุ ขา้ สูว่ ัยรุ่น คือ ชายอายุ ๑๓ ปี
หญิงอายุ ๑๑ ปี พอ่ แม่ก็จะจัดพธิ โี กนจุก เพ่อื เป็นการปอ้ งกัน
โรคภัยไขเ้ จบ็ และเปน็ การแสดงว่าเขา้ สวู่ ยั รนุ่ ในเสภาขุนช้าง
ขนุ แผน กลา่ วถึงโกนจุกพลายงาม ตอนที่ทองประศรีทาพิธีโกนจุก
พลายแก้วไว้ดังนี้
ทองประศรดี ใี จได้ฤกษ์ยาม ไดส้ ิบสามปีแลว้ หลานแกว้ กู
จะโกนจกุ ดบิ ข้ึนสิบคา่ แกทาน้ายาจีนตม้ ต้นหมู
๕
ประเพณีการบวช
สาหรบั เดก็ ผชู้ ายพ่อแม่อาจจะใหไ้ ปศึกษาหาความรู้
กับพระท่วี ัดดว้ ยการนาตัวไปบรรพชาเป็นสามเณร จนมอี ายุครบ
๒๐ ปี บริบรู ณ์ จึงจะจดั ประเพณกี ารบวชหรอื อุปสมบทเปน็
พระภิกษุ คนไทยถือวา่ การบวชเปน็ การอบรมบม่ นิสยั ฉะนั้นผู้ที่
บวชเปน็ พระแลว้ จงึ ไดรับการยกยอ่ งวา่ เปน็ บัณฑิตหรอื เปน็ คนสกุ
สาหรับเร่ืองขนุ ช้างขุนแผนตอนทีท่ องประศรพี าพลายแก้วมาบวช
ทว่ี ัดสม้ ใหญ่ ความว่า
ท่านเจา้ ขาฉันพาลกู มาบวช ช่วยเสกสวดสอนใหเ้ ปน็ แก่นสาร
ด้วยขนุ ไกรบิดามาถึงกาล จะได้อธิษฐานใหส้ ว่ นบุญ
๖
ประเพณีการแต่งงาน
การแต่งงานถือเปน็ การตง้ั วงศ์ตระกูลและ
สบื ต่อใหร้ ุง่ เรืองสืบไป ปจั จบุ นั ยังคงประกอบพธิ ี
ตามขัน้ ตอน ในเสภาพธิ ีเริ่มตั้งแต่การเริ่มต้นสูข่ อ
ตอนเรียกสนิ สอดทองหมั่น ตอนปลูกเรือนหอ
ตอนยกขันหมาก ตอนพิธีสวดมนตซ์ ดั น้าและตอน
สง่ ตวั ดงั กวีกล่าวไว้ว่า ตอน นางศรีประจัน
เรยี กสนิ สอด เสภาว่า
“ขา้ จะใหล้ กู ขา้ สบิ ห้าช่งั ขันหมากม่ันน้อยมากไมจ่ ู้จ้ี
ผา้ ไหวส้ ารับหน่ึงพอดี หอมหี า้ หอ้ งฝากระดาน”
๗
ประเพณีการตาย
พิธแี รกคือ การอาบน้าศพ เช่ือกนั ว่าเพ่อื ชาระ
ส่งิ สกปรกใหผ้ ู้ตายนาวิญญาณทบี่ ริสุทธ์ิไปสู่สุคติ
โบราณมกี ารอาบน้าศพเพ่ือให้สะอาดอย่างแท้จรงิ
แต่ปจั จุบนั จะทาเพียงรดน้าท่ี มอื ของผู้ตายเทา่ น้นั
นอกจากนใ้ี นปากผ้ตู ายนิยมใสเ่ งินไว้โดยมีความเช่อื
ความคตโิ บราณว่าเพอ่ื ให้ผู้ตายนา ไปใหผ้ ้รู กั ษา
ประตขู องภพอนื่ เช่น ตอน ทาศพนางวนั ทอง
ดังเสภาว่า
เกอื บจะบ่ายชายแสงสุรยิ ัน ขดุ ศพนัน้ อาบน้าและชาระ
ยกศพใส่หีบพระราชทาน เครือ่ งอานแต่งต้ังเปน็ จงั หวะ
ปีช่ วารา่ รอ้ งกลองชนะ นมิ นตพ์ ระใหน้ าพระธรรมไป
พลายชุมพลนุง่ ขาวใส่ลอมพอก โปรยขา้ วตอกออหนา้ หาช้าไม่
๘
ประเพณเี กย่ี วกบั เทศกาล
เทศกาลสงกรานต์ ในสมยั ก่อนเราถือเอาวนั
สงกรานตเ์ ปน็ วนั ปใี หม่ ซง่ึ ตรงกับวนั ที่ ๑๓-๑๔-๑๕
เมษายนของทุกปีตอนเช้าจะมีการทาบุญท่ีวัด ตอนบ่าย
อาจมีการก่อพระทราย และการรดนา้ ขอพรผ้ใู หญ่
เพอ่ื ให้เกดิ สริ มิ งคลแกต่ นเองและเป็นการทาบุญร่วมกนั
ตามความเชอื่ ท่ตี นมีตอ่ ศาสนาและพร้อมกันนี้กม็ กั จะจัด
ใหม้ ีการสนุกสนานร่ืนเริงใจควบคู่กันไปด้วย
ดังความในคากลอนท่ีว่า
ทนี จ้ี ะกล่าวถงึ เร่อื งเมืองสพุ รรณ ยามสงกรานต์คนน้ันกพ็ รอ้ มหน้า
จะทาบุญใหท้ านการศรัทธา ต่างมาทีว่ ดั ปา่ เลไลยก์
หญิงชายนอ้ ยใหญ่ไปแออดั ขนทรายเขา้ วดั อยู่ขวักไขว่
ก่อพระเจดียท์ รายเรี่ยรายไป จะเลย้ี งพระกะไว้ในพร่งุ นี้
๙
เทศกาลสารทไทย
วันสารทไทยนีต้ รงกบั วันแรม 10 คา่ เดือนสิบ ก่อนถงึ
วนั สารทไทย ชาวบา้ นจะจดั หาขา้ วของสาหรับไปทาบุญทวี่ ดั
แต่ของที่ทุกคนนิยมจดั หาไปเหมือนๆกนั คอื กระยาสารท
และกลว้ยไข่ เพื่อไปทาบุญทวี่ ดั และทาพธิ บี งั สุกุลกรวดนา้
เพื่ออทุ ศิ ส่วนกศุ ลใหแ้ กบ่ รรพบุรษุ ทล่ี ว่ งลับไปแลว้ เพื่อเปน็
สิริมงคลแกต่ นเองและเพ่ือความสามัคคีในระหวา่ งเพอ่ื นบา้ น
เสภาเรอื่ ง ขนุ ชา้ งขนุ แผน กลา่ วถงึ การทาบุญในเทศกาล
สารทไทย ไวว้ ่า
อยู่มาปีระกาสัปตศก ทายกในเมืองสุพรรณนั้น
ถึงเดือนสิบจวนสารทยงั ขาดวนั คิดกนั จะมเี ทศนด์ ว้ ยศรัทธา
๑๐
ประเพณเี ก่ยี วกบั ศาสนา
ประเพณีเกย่ี วกับศาสนาท่ีปรากฏในวรรณกรรมเรอื่ ง
ขุนช้างขุนแผน คอื ประเพณกี ารเทศน์มหาชาติ การเทศน์
มหาชาติมีความเชอ่ื ว่าการได้มีโอกาสฟงั เทศนม์ หาชาติครบ
๑๓ กณั ฑ์ ในหนึง่ วัน ถือว่าเป็นอานิสงสอ์ นั ยิง่ ใหญ่ นับว่า
เป็นภูมิปญั ญาท่ยี ง่ิ ใหญ่มาก
เทศกาลสารทไทย กวีได้กลา่ วถงึ การประกอบ
พธิ ีกรรมของชาวบ้านวา่
พระมหาชาติท้ังสบิ สามกณั ฑ์ วดั ปา่ เลไลยก์น้นั พระวัดหน้า
ตาปะขาวเฒ่าแก่แซก่ นั มา พร้อมนัน่ ปรกึ ษาทวี่ ัดน้นั
บา้ งกร็ บั เอาทศพรหิมพานต์ บา้ งกร็ บั เอาทานกัณฑน์ ัน่
ท่ีลูกดกรบั ชูชกกณั ฑก์ ลางวนั ให้ยายศรีประจันกัณฑม์ ทั รี
๑๑
ผู้จัดทา
นายธีรโชติ ไกรวลั ย์ ช้ัน ม.๔/๔
นางสาวเมธาพร หมิ ะ ชน้ั ม.๖/๓
นางสาวสมฤทยั ชาวดง ช้นั ม.๖/๒
อาจารย์ท่ปี รึกษา
นางเจมิ ขวญั อสิ สระพงศ์
ตาแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการพิเศษ
นางสาวจรินทร์พร คาคอน
ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการพิเศษ
๑๒