หนังสือส่งเสรมิ การอ่านประกอบโครงงานภาษาไทย
ชุด
วิเคราะห์ภาพสะทอ้ นภูมปิ ัญญาจากบทเสภาขุนชา้ งขนุ แผน
คำนำ
หนังสอื เล่มนี้เปน็ งานเขียนเชิงสร้างสรรค์ ประเภทหนังสอื ส่งเสริม
การอ่าน เล่มนเ้ี ปน็ สว่ นหนึง่ ในหนังสอื ส่งเสรมิ การอ่าน ชุด “วิเคราะห์
สะทอ้ นภูมปิ ญั ญาจากบทเสภาขุนช้างขุนแผน” เล่มที่ ๔ “ข้อควรคิดจากคติ
ความเช่ือ”
ที่จดั ทาขึ้นจากการศกึ ษาวิเคราะหภ์ าพสะทอ้ นข้อมลู ดา้ นภูมิปัญญา
คา่ นยิ ม ประเพณี และความเช่ือจากวรรณคดเี รอ่ื ง ขุนชา้ งขุนแผน
ซง่ึ เป็นการศึกษา เพอื่ จดั ทารายงานโครงงานภาษาไทย ระดับช้ัน
มัธยมศึกษาตอนปลาย เรื่อง “วิเคราะห์สะทอ้ นภมู ปิ ญั ญาจากบทเสภาขนุ ช้าง
ขุนแผน สดู่ ินแดนเทคโนโลยีหอ้ งเรียนเสมือนจริง” เพื่อเป็นการอนรุ ักษแ์ ละ
ส่งเสรมิ การศึกษาภาษาไทย เสรมิ ทกั ษะให้เกิดประโยชน์ในการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง
หนงั สอื ส่งเสริมการอา่ นเลม่ น้ี สาเรจ็ สมบรู ณ์ไดด้ ว้ ยความกรุณาและ
ช่วยเหลือจากคณุ ครูจรินทร์พร คาคอน และคณุ ครูเจิมขวัญ อิสสระพงศ์
ครูที่ปรกึ ษาโครงงาน ท่ีกรุณาใหค้ าปรกึ ษา แนะนา ตรวจสอบและ
ให้ขอ้ เสนอแนะทเ่ี ป็นประโยชน์ตอ่ การดาเนนิ งาน ตลอดจนช่วยแก้ไข
ปรับปรงุ ขอ้ บกพร่องจนสาเรจ็ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง
คณุ ค่าและประโยชนข์ องการศกึ ษาค้นควา้ ฉบบั นี้ คณะผูจ้ ดั ทา
ขอมอบเป็นเครือ่ งบูชาพระคณุ บดิ า มารดา บูรพคณาจารย์และสบื สาน
คุณคา่ ของภาษาไทย
๑
ความเช่ือ
จากวรรณกรรมขุนชา้ งขุนแผน ภาพสังคม
วัฒนธรรมของไทยในสมัยรัตนโกสินทรต์ อนต้น
ในระยะเวลาดังกลา่ ว “ความเช่อื และไสยศาสตร์
ได้เขา้ มามบี ทบาทอยา่ งมากในสังคมไทย
ความเชื่อลัษณะนี้จะปรากฏเด่นชดั ในการประกอบ
พธิ ธี รรม เพราะพธิ กี รรมตา่ ง ๆ จะเข้าไปเกี่ยวขอ้ ง
กบั วถิ ชี วี ิต ของคนไทยตง้ั แต่เกดิ จนตาย ทง้ั ยัง
ได้รับความเช่ือถอื จากคนทุกชัน้
๒
ความฝัน
สาหรับความเชอื่ ทปี่ รากฏมากทส่ี ุดในเรือ่ ง
ขุนช้างขุนแผน ได้แก่ความเชอ่ื เร่ืองความฝนั
ซึ่ง “ความฝัน” ที่ปรากฏในเร่อื งมักจะเป็นความฝนั
เพื่อบอกเหตทุ ่ีกาลังจะเกิดขึน้ สามารถแบ่งได้
เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ ดงั น้ี
๑. ฝนั ดี เชน่ นางทองประศรฝี นั วา่ ไดแ้ ก้ว ต่อมาก็
ตัง้ ครรภ์พอคลอดลกู ออกมาเป็นชายกต็ ง้ั ชื่อว่า พลายแกว้ หรือ
ขุนแผน พระเอกของเรอ่ื ง ดงั น้ี
๏ฝา่ ยนางเทพทองนั้นนอนหลบั พลิกกลบั กเ็ พ้อละเมอฝนั
วา่ ชา้ งพลายตายกลงิ้ ตล่ิงชัน พองข้นึ หัวนัน้ เน่าโขลงไป
ยงั มีนกตะกรุมหวั เหม่ บนิ เตร่เรม่ าแต่ป่าใหญ่
อ้าปากคาบช้างแล้ววางไป เขา้ ในหอกลางทนี่ างนอน
๓
ความฝัน
๒. ฝนั ร้าย เชน่ นางวนั ทองฝันวา่ มีคนมาทาร้าย
พลายงาม ซง่ึ สอดคลอ้ งกับเหตกุ ารณท์ ่ีขุนช้างลวง
พลายงามลูกชายของวันทองทเ่ี กิดจากขุนแผนไปฆ่าในป่า
เนือ่ งจากรสู้ ึกอับอายทีผ่ ้คู นตา่ งพากัน ล้อเลยี น
๏ฝา่ ยพวกพรายกายสทิ ธฤิ ทธิรุตม์ เหมือนลมวุดวู่หนงึ่ ถงึ ไหนไหน
ไปเขา้ ฝนั วนั ทองถึงห้องใน เหมอื นจะให้เห็นลกู คดิ ผกู พันฯ
คราน้ันวนั ทองผ่องโสภา เมอื่ ลูกแกว้ แววตาจะอาสญั
คิ้วกระเหม่นเปน็ ลางแต่กลางวัน ให้หว่นั หวัน่ หววิ หววิ หวิ หาวนอน
๔
ลางสงั หรณ์
ความเช่ืออกี ประเภทหนงึ่ ทีป่ รากฏ ได้แก่“ความเช่อื
เรือ่ งลางสังหรณ์” สว่ นใหญ่“ลางสงั หรณ์” ทีป่ รากฏในเรอ่ื ง
จะเปน็ ลางรา้ ยมากกวา่ ลางดี เช่น นางวนั ทองเหน็ แมงมมุ
กาลังทุ่มอก ดงั เสภาตัวอยา่ งลางร้ายทเ่ี ณรพลายแกว้ เจองู
ความวา่
ก้าวลงอฒั จนั ทร์ถึงชัน้ ลา่ ง งูเหา่ หางเล้ือยฟู่ชหู วั รอ่ น
แผ่แมเ่ บี้ยขวางหนทางจร เณรเหน็ สงั หรณ์เปน็ ลางรา้ ย
กอดอกยกเมฆดูนิมิต กว็ ปิ ริตเป็นรูปคนหัวหาย
จะยกตอ่ คอแขนไมต่ ดิ กาย เถรสาคญั มัน่ หมายไม่คนื มา
๕
ไสยศาสตร์
ไสยศาสตร์สามารถแบ่งได้เป็น ๒ กล่มุ ได้แก่
๑.ไสยขาว เปน็ ไสยศาสตร์ท่ีมไิ ดส้ รา้ งความเดอื ดรอ้ น
ใหแ้ กผ่ อู้ ืน่ เช่น การดูเมฆเพื่อหาฤกษยา์ ม
ขนุ แผนฟงั บ่าวบอกขา่ วนอ้ ง ประหว่นั ถึงลาวทองท่เี ป็นไข้
แล้วนงิ่ ระงบั ดับใจ ดูในฤกษ์ยามตามนาที
ไขน้ ัน้ หนักเจียนจะเป็นผี
วนั เสารข์ า้ งเชา้ เป็นยามจันทร์ ผู้มาบอกนงั่ ท่กี ไ็ ม่ร้าย
แตย่ ามจันทรท์ ่านทายว่าคลายดี
๖
2.ไสยดา จดั เปน็ เดรจั ฉานวชิ า เปน็ ไสยศาสตร์
ที่มงุ่ ทารา้ ยผู้อ่นื เชน่ ตอนท่ีเถนขวาดทา เสนห่ ใ์ ห้
พลายงามมารักนางสรอ้ ยฟ้าภรรยาน้อย เปน็ ตน้
ครานน้ั จงึ โฉมสรอ้ ยฟา้ รบั ทูลเกศาเกษมศรี
ขอพระเวทวเิ ศษประสทิ ธี ให้สญู สิ้นราคีท่ีรา้ ยรอง
ให้มืดมัวลุ่มหลงลงมาห้อง
จงเขา้ ดลในพระไวยผัว ตอ้ งมนตพ์ ันพัวให้มัวใจ
แล้วชิงชังศรมี าลาอย่านึกปอง
๗
เครื่องรางของขลงั
เคร่ืองรางของขลัง เช่น ผ้าซน่ิ หรือ ตะกรุด
กเ็ ช่นเดยี วกัน เรามกั พบหลักฐานเก่ียวกบั การ "ใช้“
ตะกรุด และเครื่องราง ในงานวรรณกรรมไทย
หลายตอ่ หลายเรื่อง เชน่ ขนุ ชา้ งขนุ แผน ดังตัวอยา่ ง
คาประพนั ธ์ต่อไปนี้
ฟ้าขาวดาวดวงสะกดแจ่ม พระจนั ทรแ์ รมรีบดบั ลบั ลงหลา้
พ่อลูกจัดแจงแต่งกายา นุง่ ผา้ มว่ งดาประจากาย
คล้องประคาตะกรุดทองทงั้ สองสาย
สะเอวคาดราคตกส็ ดี า เขม็ ขัดขมองพรายคาดกายพัน
ใสเ่ สือ้ ยนั ตล์ งองคน์ ารายณ์
๘
พระพทุ ธศาสนา
พทุ ธศาสนา ท่ปี รากฏในเร่ืองขุนช้างขนุ แผนนน้ั
ชาวบ้านมคี วามเคารพในพระพทุ ธศาสนาขนบธรรมเนยี ม
ประเพณีไทย เช่น การทาบญุ ฟังเทศน์หลักธรรม
ทางพระพุทธศาสนา ดงั น้นั จึงมีคาสอนท่ีสอดแทรกอยู่
พิธีกรรมทางศาสนาในเสภาเรื่อง ขุนชา้ งขนุ แผน
อยมู่ ากมาย ดงั ตัวอย่างคาประพันธ์ต่อไปน้ี
ถึงวดั นงั ่ ลงตรงพระทราย แลว้ ถวายนมสั การถว้ นหนา้
หญิงชายเต็มไปในวดั วา ปูเสื่อสาดคอยทา่ พระสงฆไ์ ว้
เสรจ็ แลว้ ลงมาศาลาใหญ่
ฝ่ ายพระสงฆห์ ม่ ดองครองผา้ สปั ปบรุ ุษกราบไหวด้ ว้ ยยนิ ดี
เถรเณรนงั ่ จดั ถดั กนั ไป
๙
ความเช่ือในอานาจของพระมหากษตั ริย์
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุง
รัตนโกสนิ ทรต์ อนต้นถือวา่ พระมหากษตั ริย์เปน็
สมมติเทพ ทรงมอี านาจสงู สุดในการปกครอง
บ้านเมอื งเเละทรงตัดสนิ คดีความตา่ งๆ
ดงั บทประพันธต์ อ่ ไปน้ี
ครานัน้ พระองคผ์ ู้ทรงเดช ปน่ิ ปักนดั เรศเรืองศรี
เหน็ สามราเขา้ มาอญั ชลี พระปราณเี หมือนลกู ในอทุ ร
ดว้ ยเดชะพระเวทวเิ ศษประสทิ ธิ เผอญิ คิดรกั ใครพ่ ระทยั อ่อน
ตรสั ถามอย่างความราษฎร ฮ้าเฮย้ ดูกอ่ นอีวันทอง
๑๐
ผูจ้ ดั ทา
นายธรี โชติ ไกรวัลย์ ชั้น ม.๔/๔
นางสาวเมธาพร หมิ ะ ชน้ั ม.๖/๓
นางสาวสมฤทยั ชาวดง ชนั้ ม.๖/๒
อาจารย์ที่ปรกึ ษา
นางเจมิ ขวญั อสิ สระพงศ์
ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการพิเศษ
นางสาวจรนิ ทรพ์ ร คาคอน
ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพิเศษ
๑๑