The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ลิลิตโองการแช่งน้ำ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เพิว, 2022-12-14 04:12:52

ลิลิตโองการแช่งน้ำ

ลิลิตโองการแช่งน้ำ

วรรณคดีสมัยอยุธยาตอน
ต้น
ตอน

ลิลิตโองการแช่งน้ำ

โอมบรเมศวราย ผายผาหลวงอะคร้ าว ท้ าวเสด็ จเหนื อวั วเผื อก
เอกเงื อกเกี้ ยวข้ าง อ้ างทั ดจั นทร์ เป็ นปิ่ น ทรงอิ นทรชฎา สาม
ตามพระแพร่ ง แกว่ งเพชรกล้ า ฆ่ าพิ ฆนจั ญไรฯ


จัดทำโดย

1. นายสิโรดม ศรีอุดร เลขที่8
2. นางสาวจุทาธิป ศรีจันทร์ เลขที่ 16
3. นางสาวกรวรรณ แสนทวีสุข เลขที่ 32
4. นางสาวพัฐสุดา สุทธิวัฒนานิติ เลขที่ 34
5. นางสาวปริชญา ทรายนอก เลขที่ 35

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/7

เสนอคุณครู กรรณิการ์ พลพวก

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
รายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๓๑๑๐๒

โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช อำเภอเมืองอุบลราชธานี
จังหวัดอุบลราชธานี



สารบัญ หน้า

เรื่อง ข
1
คำนำ 3
สารบัญ 5
ประวัติและความเป็นมา 6
ประวัติผู้แต่ง 7
หลักที่ใช้ในการแต่ง
เนื้อเรื่องย่อ 17
ประกาศโองการแช่งน้ำโคลงห้า 23
และการถอดบทความ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในลิลิตโองการแช่งน้ำ
เอกสารอ้างอิง


ประวัติและความเป็นมา

ลิลิตโองการแช่งน้ำเป็นวรรณกรรมที่เก่าแก่ใช้

สำหรับอ่านหรือสอนในพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา

ซึ่งเป็นพิธีที่ประกอบขึ้นเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อ

พระมหากษัตริย์ของข้าราชการและขุนนางเชื่อกันว่า

ลิลิตโองการแช่งน้ำนี้ถูกแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น

คือรัชสมัยของพระรามาธิบดี ที่1 โดยพิธีกรรมนั้นมี

การดื่มน้ำที่พราหมณ์กล่าวคำแช่งลงไประหว่างนั้นก็

ถืออาวุธทิ่มแทงลงไปในน้ำ เพื่อแช่งข้าราชการที่คิด

กบฏต่อพระมหากษัตริย์ให้มีแต่ความวิบัติ
จุดมุ่งหมายของการแต่งลิลิตโองการแช่งนํ้าในครั้ง

แรกคงมิได้มุ่งหวังจะให้เป็นวรรณคดีที่ใช้อ่านกันทั่วๆ

ไป แต่ต้องการจะให้เป็นบทลงโทษทางใจที่พราหมณ์

ใช้อ่านในพระราชพิธีถือนํ้าพิพัฒน์สัตยา

1


ซึ่งเป็นพระราชพิธีสำคัญในสมัยโบราณ มีหลักฐาน

กล่าวไว้ชัดเจน ในกฎมนเทียรบาลตั้งแต่สมัยกรุง

ศรีอยุธยาว่า
“อนึ่งลูกขุนผู้ใดขาดถือนํ้าพระพิพัทโทษถึงตาย ถ้า

บอกป่วยคุ้ม ถ้าลูกขุนผู้ถือนํ้าพิพัทห้ามถือแหวนนาก

แหวนทอง แลกินเข้ากินปลากินนํ้ายา แลเข้ายาคู

ก่อนนํ้าพระพิพัท ถ้ากินนํ้าพระพิพัทจอกหนึ่ง แลยื่น

ให้แก่กันกิน กินแล้วแลมิได้ใส่ผม เหลือนั้นล้างเสีย


โทษเท่านี้ในระวางกระบถ”

และการถือนํ้าพระพิพัฒน์สัตยายกเลิกไปเมื่อหลังการ

เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อพระบาท

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขึ้นครองราชย์ จน

กระทั่งในปี พ.ศ.2512 ได้มีการฟื้นฟูพิธีนี้ขึ้นแต่ตัดทอน

และดัดแปลงเนื้อหาจากเดิมให้มีความเหมาะสมกับ

ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

2


ประวัติผู้แต่ง
ผู้แต่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอ กรมพระยาดำรงราชา
นุภาพทรงสันนิษฐานว่าอาจแต่งในสมัยสมเด็จพระรามา
ธิปดีที่๑ (อู่ทอง) ผู้แต่งคงจะเป็นผู้รู้พิธีพราหมณ์ และรู้วิธี
ประพันธ์ของไทยเป็นอย่างดี

สมเด็จพระรามาธิปดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง)เป็นปฐม
กษัตริย์แห่งกรุงอยุธยา สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุ
ภาพ ทรงสันนิษฐานส่าสมเด็จพระรามาธิปดีที่ ๑เป็นเชื้อ
สายของพระเจ้าสิริชัยเชียงแสนแห่งแคว้นสิริธรรมราช จึง
เป็นต้นวงศ์เชียงรายเป็นราชบุตรเขยของพระเจ้าอู่ทอง
เมื่อ พ.ศ.๑๘๘๗ ได้เป็น เจ้าเมืองอู่ทอง ซึ่งขณะนั้นขึ้น
ต่อเมืองสุโขทัย ต่อมาเกิดโรคระบาด จึงทรงย้าย
ราชธานีมาตั้งตำบลหนองโสนแขวงเมืองอโยธยา เมื่อ
พ.ศ.๑๘๙๓ ขนานนามใหม่ว่า กรุงเทพทวาราวดี
ศรีอยุธยา

3


และพระองค์ได้รับพระนามใหม่ว่า สมเด็จพระรามาธิปดี
ที่ ๑ ทรงตั้งพระองค์เป็นใหญ่ไม่ขึ้นต่อกรุงสุโขทัยนับแต่
สถาปนาราชธานี ในรัชกาลนี้ได้รับวัฒนธรรมขอมและ
พราหมณ์เป็นอันมาก ภาษาไทยจึงเริ่มมีคำเขมรเข้ามา
ปะปนมากขึ้นมีการประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
หรือพิธีศรีสัจปานกาล ตามแบบเขมร

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑

4


หลักที่ใช้ในการแต่งลิลิตโองการแช่งน้ำ
ทำนองแต่ง มีลักษณะเป็นลิลิต คือ มีร่ายกับโคลง

สลับกัน ร่ายเป็นร่ายโบราณ ส่วนโคลงเป็นโคลงแบบ

โคลงห้าหรือมณฑกคติ ถ้อยคำ ถ้อยคำที่ใช้ส่วนมาก

เป็นคำไทยโบราณ นอกจากนั้นมีคำเขมร และบาลี

สันสกฤต ปนอยู่ด้วย คำสันสกฤตมีมากกว่าคำบาลี

5


เนื้ อเรื่ องย่อของลิลิตโองการแช่ งน้ำ

เริ่มต้นด้วยร่ายดั้นโบราณ ๓ บท สรรเสริญพระนารายณ์ พระอิศวร
พระพรหมตามลำดับ ต่อจากนั้นเริ่มใช้การบรรยายด้วยโคลงห้า และ
ร่ายดั้นโบราณสลับกัน กล่าวถึงไฟไหม้โลกเมื่อสิ้นกัลป์แล้วพระพรหม

สร้างโลกใหม่ เกิดมนุษย์ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ การกำหนดวัน เดือน

ปี และการเริ่มมีพระราชาธิบดีในหมู่มนุษย์ จึงมีพิธีอัญเชิญพระกรรมบดี
ปู่เจ้ามาร่วมเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ ต่อไปเป็นการอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

เรืองอำนาจมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยาดา อสูร ภูตปีศาจ

ตลอดจนสัตว์มีเขี้ยวเล็บเป็นพยาน ลงโทษผู้คิดกบฏต่อพระเจ้าแผ่นดิน

ส่วนผู้ซื่อตรงภักดี ขอให้มีความสุขและลาภยศ จบด้วยการร่ายยอพระ

เกียรติของพระเจ้าแผ่นดิน

6


ลิลิตโองการแช่งน้ำ (ประกาศแช่งน้ำโคลงห้า)

•บทความช่ วงอัญเชิ ญสิ่ งศั กดิ์สิ ทธิ์

๏ โอมสิทธิสรวงศรีแกล้ว แผ้วมฤตยู เอางูเป็นแท่น แกว่นกลืนฟ้ากลืน

ดิน บินเอาครุฑมาขี่ สี่มือถือสังข์จักรคธาธรณี ภีรุอวตาร
อสูรแลงลาญทัก ททัคนิจรนายฯ (แทงพระแสงศรปลัยวาต)
-ถอดบทความได้ว่า โอม ขอความสำเร็จจงมีด้วยอานุภาพของพระ

นารายณ์ ผู้ทรงสิริและแกล้วกล้า ซึ่งสถิตในสรวงสวรรค์ พระผู้พ้นจาก

ความตาย ประทับเหนืออาสนะ คือ งู ทรงมีอำนาจครอบงำทั้งฟ้าทั้งดิน

ทรงครุฑเป็นพาหนะ พระกรทั้งสี่ถืออาวุธสี่อย่าง คือ สังข์ จักร คทา และ

ธรณี (คือดอกบัว) ทรงแบ่งภาคมาเกิดเป็นผู้ที่น่ากลัวเพื่อปราบอสูร และ

ทรงใช้อคนิบาต (คือ สายฟ้า) ทำให้อสูรแหลกลาญ (ในพิธี พราหมณ์จะ

แทงพระแสงศรปลัยวาต)
๏ โอมบรเมศวราย ผายผาหลวงอะคร้าว ท้าวเสด็จเหนือวัวเผือก เอก

เงือกเกี้ยวข้าง อ้างทัดจันทร์เป็นปิ่น ทรงอินทรชฎา สามตามพระแพร่ง

แกว่งเพชรกล้า ฆ่าพิฆนจัญไรฯ (แทงพระแสงศรอัคนิวาต)

-ถอดยทความได้ว่า โอม พระผู้เป็นใหญ่สูงสุด คือพระอิศวรห พระผู้
ประทับอยู่บนเขาใหญ่ คือเขาไกรลาส อย่างสง่างาม ประทับบนหลังวัว

เผือก ทรงเอาพญานาค ทำเป็นสังวาลคล้องพระอังสา เอาพระจันทร์มา

เสียบบนพระเมาลี(มวยผม)เป็นปิ่น ทรงมีพระเมาลีใหญ่ มีพระเนตรสาม

องค์ที่งดงาม ทรงกวัดแกว่งวชิราวุธที่มีฤทธิ์ ทรงกำจัดหรือทำลายอุปสรรค

ความไม่เป็นมงคล ให้หมดไป

7


๏ โอมชัยชัยไขโสฬสพรหมญาณ บานเศียรเกล้า เจ้าคลี่บัวทอง

ผยองเหนือขุนห่าน ท่านรังก่อดินก่อฟ้า หน้าจตุรทิศ ไทมิตรดา
มหากฤตราไตร อมไตยโลเกศ จงตรีศักดิท่าน พิญาณปรมาธิเบศ ไท

ธเรศสุรสิทธิพ่อ เสวยพรหมาณฑ์ใช่น้อย ประถมบุญภารดิเรก บูรภพบรู้กี่

ร้อย ก่อมาฯ (แทงพระแสงศรพรหมาศ)

-ถอดบทความได้ว่า โอม ขอชัยชนะจงมีแด่พระพรหม พระผู้เผยความ
รู้เรื่องพรหมสิบหกชั้นฟ้า ทรงมีพระเศียรแผ่ออกไปโดยรอบ ประทับเหนือ

ดอกบัวทองอันบานแล้ว ทรงพญาหงส์เหาะไป ทรงสร้างดินและฟ้า คือ

โลก ทรงมีสี่พักตร์ที่ผินไปในแต่ละทิศ ทรงมีความเป็นเพื่อน ทรงกระทำ

งานอันยิ่งใหญ่ คือสร้างโลกทั้งสาม ทรงเป็นผู้ไม่ตาย และเป็นใหญ่ใน

โลกทั้งสาม ทรงมีศักดิ์ คืออำนาจในโลกทั้งสาม ทรงเป็นใหญ่สูงสุดและ

เป็นผู้มีญาณวิเศษ ทรงไว้ซึ่งความสำเร็จที่เกรียงไกร ทรงครองจักรวาลมา
ช้านาน ทรงมีภาระอันเป็นบุญยิ่งใหญ่เป็นองค์แรก ทรงสร้างโลกมาก่อน

แล้วไม่รู้กี่ร้อยครั้ง (ในพิธี พราหมณ์จะแทงพระแสงศรพรหมาสตร์)

8


•เรื่องกำเนิดจักรวาลและกำเนิดโลก

๏ นานาอเนกน้าวเดิมกัลป์ จักรํ่าจักราพาฬเมื่อไหม้

กล่าวถึงตระวันเจ็ดอันพลุ่ง นํ้าแล้งไข้ขอดหาย ฯ

๏ เจ็ดปลามันพุ่งหล้าเป็นไฟ วาบจตุราบายแผ่นขว้ำ

ชักไตรตรึงษ์เป็นเผ้า แลบลํ้าสีลอง ฯ

๏ สามรรถญาณคร เพราะเกล้าครองพรหม

ฝูงเทพนองบนปานเบียดแป้ง สรลมเต็มพระสุธาวาสแห่งหั้น

ฟ้าแจ้งจอดนิโรโธ ฯ

-ถอดยทความได้ว่า

เท้าความย้อนไปถึงยุคเดิมที่ผ่านมามากมายหลายยุค จะกล่าวถึง

เมื่อจักรวาลถูกไฟไหม้ กล่าวถึง ดวงอาทิตย์เจ็ดดวง ขึ้นมาในท้องฟ้า

(หรือดวงอาทิตย์เจ็ดดวงทำให้น้ำเดือด) น้ำงวดแห้งหายไป

น้ำมันของปลาเจ็ดตัวพุ่งขึ้น ทำให้โลกลุกเป็นไฟ ไฟไหม้อบายภูมิ

ทั้งสี่พินาศไป ทำให้สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กลายเป็นเถ้าถ่าน แต่ไฟไม่

ไหม้เลยไปถึงรูปพรหมชั้นที่สี่ (หรือไฟไหม้แผ่ไปทั้งสี่ทาง)

ผู้ที่ได้ฌานสามารถไปเกิดในพรหมโลกรวมทั้งเทพจำนวนมาก

ขึ้นไปเบียดเสียดบนสวรรค์ราวกับเม็ดแป้งสลอนเต็มสวรรค์ชั้น

สุทธาวาสนั้น ฟ้าสว่างอยู่จนกระทั่งไฟดับลง

9


๏ กล่าวถึงนํ้าฟ้าฟาดฟองหาว ดับเดโชฉํ่าหล้า

ปลาดินดาวเดือนแอ่น ลมกล้าป่วนไปมา ฯ

๏ แลเป็นแผ่นเมืองอินทร์ เมืองธาดาแรกตั้ง

ขุนแผนแรกเอาดินดูที่ ทุกยั้งฟ้าก่อคืน ฯ

๏ แลเป็นสี่ปวงดิน เป็นเขายืนทรงํ้าหล้า

เป็นเรือนอินทร์ถาเถือก เป็นสร้อยฟ้าจึ่งบาน ฯ

-ถอดบทความได้ว่า

กล่าวถึงน้ำฝนตกลงมาเป็นระลอกคลื่นเต็มท้องฟ้า ดับไฟจนชุ่มฉ่ำ

ไปทั้งโลก ปลา ดิน ดาว และเดือน เคลื่อนหายไปอย่างรวดเร็ว ลม

บรรลัยกัลป์พัดปั่นป่วนอย่างแรง

เมื่อพระพรหมทอดสายตามองไป ก็เกิดเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อัน

เป็นที่อยู่ของพระอินทร์ขึ้น พระพรหม ได้สร้างสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ขึ้น

ก่อนที่จะเนรมิตสถานที่อื่นๆ พระพรหมได้พิจารณาดูสถานที่ต่างๆ ที่

เคยมีสวรรค์ชั้นต่างๆ ตั้งอยู่ แล้วสร้างสวรรค์ทุกชั้นทุกแห่งให้กลับคืน

มาดังเดิม

พระพรหมมองไปด้วยพระเดชานุภาพ เกิดเป็นทวีปทั้งสี่ขึ้น เกิดเป็น

เขาพระสุเมรุ อันเป็นภูเขาใหญ่ที่สุดในจักรวาล และเป็นภูเขาสีทอง

ซึ่งมีวิมานของพระอินทร์ อันสว่างสุกใสอยู่บนยอดเขา พระพรหมทรง

สร้างเขาสัตบริภัณฑ์ ซึ่งงดงาม ประดุจสร้อยประดับท้องฟ้าขึ้น

10


๏ จึ่งเจ้าตั้งผาเผือกผาเยอ ผาหอมหวานจึ่งขึ้น

หอมอายดินเลอก่อน สรดึ้นหมู่แมนมา ฯ

๏ ตนเขาเรืองร่อนหล้าเลอหาว หาวันคืนไป่ได้

จ้าวชิมดินแสงหล่น เพียงดับไต้มืดมูล ฯ

๏ ว่นว่นตาขอเรือง เป็นพระสูรย์ส่องหล้า

เป็นเดือนดาวเมืองฉํ่า เห็นฟ้าเห็นแผ่นดิน ฯ

-ถอดบทความได้ว่า

พระพรหมทรงสร้างเขาไกรลาส เขาพระสุเมรุ และเขาคันธมาทน์

ขึ้น กลิ่นง้วนดินหอม โชยขึ้นไปข้างบน จนถึงพรหมโลก ทำให้เหล่า

พระพรหมใคร่จะได้ชิมง้วนดินนั้นจึงพากันเหาะลอยลงมายังโลก

มนุษย์

ร่างพระพรหมที่พากันเหาะมานั้นส่องสว่างเพราะมีรัศมีออกจาก

กาย ในเวลานั้น ยังไม่มีการแบ่งเวลา เป็นกลางวัน กลางคืน อาศัย

แสงรัศมีที่ส่องจากกายพระพรหมเท่านั้น ที่ให้ความสว่างแก่โลก ครั้น

พระพรหมพากันชิมง้วนดิน แสงสว่างจากกายก็หายไป ทั่วทั้งโลกมืด

มิดราวกับดับไต้

เหล่าพระพรหมพยายามส่องตามองฝ่าความมืดไป แล้วอ้อนวอน

ขอแสงสว่างจากพระพรหมผู้สร้างโลก พระพรหมจึงประทานดวง

อาทิตย์เพื่อให้แสงสว่างแก่โลกทั้งยังประทานดวงจันทร์และดวงดาว

ด้วย ทำให้โลกสุกสว่าง เห็นฟ้าและแผ่นดิน

11


•ที่มาของพระมหากษั ตริย์

๏ แลมีคํ่ามีวัน กินสาลีเปลือกปล้อน

บมีผู้ต้อนแต่งบรรณา เลือกผู้ยิ่งยศเปนราชาอะคร้าว

เรียกนามสมมติราชเจ้า จึ่งตั้งท้าวเจ้าแผ่นดินฯ

๏สมมติแกล้วตั้งอาทิตย์เดิมกัลป์ สายท่านทรงธรณินทร์เรื่อยหล้าวัน

เสาร์วันอังคารวันไอยอาทิ์ กลอยแรกตั้งฟ้ากล่าวแช่งผีฯ

-ถอดบทความได้ว่า

จากนั้นมาจึงเกิดมีเวลากลางวันกลางคืน พระพรหมที่มาอยู่ยังโลก

มนุษย์กินข้าวสาลีที่ไม่มีเปลือกเป็นอาหาร และอยู่กันอย่างสงบสุข คือ

เสมอกัน ไม่มีทั้งฝ่ายที่รับบรรณาการและฝ่ายที่ต้องจัดส่งบรรณาการ

คนทั้งหลายพากันเลือกผู้มียศสูงสุดหรือมีอำนาจมากเป็นพระราชา

เรียกว่า สมมติราชา แล้วพระสมมติราชา ก็แต่งตั้งพระราชาองค์อื่นๆ

ให้ปกครองดินแดนทั้งหลาย

พระสมมติราชาผู้กล้าหาญได้รับการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์พระองค์

แรกตั้งแต่ตอนต้นกัลป์ และเชื้อสายของพระองค์ ก็ปกครองโลกสืบกัน

ต่อมา ในคราวแต่งตั้งพระสมมติราชานั้นมีการเชิญผี คือเทพยดามา

ร่วมในพระราชพิธีแช่งน้ำที่จัดขึ้นในวันเสาร์ วันอังคาร หรือวันอาทิตย์

ซึ่งเป็นวันแข็ง

12


•เริ่มพิธีกล่าวแช่ง

เสาร์วันอังคารวันไอยอาทิ์ กลอยแรกตั้งฟ้ากล่าวแช่งผีฯ

๏ เชือกบาศด้วยชันรอง ชื่อพระกำปู่เจ้า

ท่านรังผยองมาแขก แรกตั้งขวัญเข้าธูปเทียน ฯ

๏ เหล็กกล้าหญ้าแพรกบั้นใบตูม เชียรเชียรใบบาตรนํ้า

โอมโอมภูมิเทเวศ สืบคํ้าฟ้าเที่ยงเฮยยํ่าเฮย ฯ

๏ ผู้ใดเภทจงคด พาจกจากซึ่งหน้า

ถือขันสรดใบพลูตานเสียด หว้ายชั้นฟ้าคู่แมน ฯ

-ถอดบทความได้ว่า

ในพิธีถือน้ำได้อัญเชิญพระกรรมบดีปู่เจ้าผู้เป็นเทพแห่งการคล้อง

ช้างมาร่วมในพิธี พระกรรมบดีได้เหาะมาเป็นแขกในพิธีในการ

ประกอบพิธีมีการนำเชือกบาศที่ใช้คล้องช้างมาวางไว้ในขันที่มีพานร

อง และมีการตั้งขวัญข้าว และธูปเทียน

ในบาตรน้ำมนตร์มีการแทงเหล็กกล้าคืออาวุธหญ้าแพรกที่

แหลมคม และใบมะตูม ขอเชิญพระภูมิเจ้าที่ ผู้ปกครองโลกมานาน

และมีความเที่ยงธรรม มาร่วมในพิธี แล้วพราหมณ์ย่ำฆ้องถี่ๆ

ผู้ที่เอาใจออกหาก คิดทรยศพระเจ้าแผ่นดิน ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

บันดาลให้ผู้นั้นถูกเอาตัวไปยมโลกโดยเร็ว ให้เห็นทันตา เมื่อคนที่คิด

ทรยศถือขันน้ำสาบานที่มีใบพลูสดใส่อยู่ ขอให้แน่นท้องขึ้นมาทันที

13


•เชิญพยาน

๏ ผู้ใดเภทจงคด พาจกจากซึ่งหน้า

ถือขันสรดใบพลูตานเสียด หว้ายชั้นฟ้าคู่แมน ฯ

๏ มารเฟียดไท้ทศพลช่วยดู ไตรแดนจักอยู่ค้อย

ธรรมมารคปรตเยกช่วยดู ห้าร้อยเฑียรแมนเดียว ฯ

๏ อเนกถ่องพระสงฆ์ช่วยดู เขียวจรรยายิ่งได้

ขุนหงส์ทองเกล้าสี่ช่วยดู ชรอํ่าฟ้าใต้แผ่นหงาย ฯ

-ถอดบทความได้ว่า

ขอเชิญพระยามารที่ไม่พอใจให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาร่วมในพิธีเพื่อ

สอดส่องหาคนที่คิดคดทรยศ ขอเชิญพระพุทธเจ้า ผู้มีกำลังทั้งสิบ

พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้รู้ทางธรรมแต่เฉพาะพระองค์ มาช่วยสอดส่องดู

ขอเชิญบรรดาพระสงฆ์ มาช่วยดู ขอเชิญพระผู้ทรงหงส์ทอง เป็น

พาหนะ ผู้มีสี่เศียร คือพระพรหม มาช่วยดู ขอเชิญพระอินทร์ ผู้มีใจอัน

ประเสริฐมาช่วยดู ขอเชิญท้าวจตุโลกบาลเทพเจ้าแห่งสวรรค์หกชั้น

อากาศเทวดา ผู้นำไปอย่างรวดเร็ว และเทพเจ้าแห่งเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า

จนเรือนปลิวมาช่วยดู ขอเชิญเทพยดาประจำเขาตรีกูฏ มาช่วยดู

ขอเชิญเทพยดาประจำเขากาฬกูฏและพระอิศวรผู้เป็นใหญ่แห่งเขา

ไกรลาสมาช่วยดู

14


•สาปแช่ง อย่าอาศัยแก่นํ้าจนตาย

๏ จงไปเป็นเปลวปล่อง

นํ้าคลองกลอกเป็นพิษ นอนเรือนคำรนคาจนตาย ฯ

๏ คาบิดเป็นตาวงุ้ม ลืมตาหงายสู่ฟ้าจนตาย

ฟ้ากระทุ่งทับลง ก้มหน้าลงแผ่นดินจนตาย

แล่งแผ่นดินปลงเอาชีพไป สีลองกินไฟต่างง้วน

-ถอดบทความได้ว่า

ขอให้คนทรยศ ไปเกิดเป็นปล่องไฟที่ถูกไฟเผาตลอดเวลา

ดื่มน้ำคลอง ให้น้ำกลายเป็นพิษ นอนในบ้าน ให้หญ้าคาที่มุงบ้าน

เป็นดาบปลายงุ้มทำร้ายเอา ให้ฟ้าถล่มทับ แผ่นดินแยกสูบเอาชีวิต

ไป ให้อยากกินไฟเหมือนเมื่อพรหม อยากกินง้วนดิน

(กลิ่นหอมของดินที่ถูกไฟเผา เรียกว่า ง้วนดิน, สี แปลว่า กิน, ลอง

น่าจะเป็น ลลวง แปลว่า ซ้ำๆ)

ขอให้ผู้ทรยศถูกจรเข้คาบไป ถูกเสือกัดกิน ถูกเขี้ยวเล็บและนอ

ของหมีแรดทำร้าย ถูกหอก ศร ปักทั่วร่าง ให้ตายด้วยคมจอบ พิษงู

ตายในลักษณะหน้าทิ่มดิน ขอให้เจ้าเมืองขึ้นทั้งหลายที่ทรยศ ไปขึ้น

แก่เมืองอื่นๆ จงตายดังที่แช่งไว้ ส่วนผู้ที่กล้าหาญ สัตย์ซื่อ พระเจ้า

แผ่นดินจะทรงประกาศอวยพร

15


•อวยพร

๏ อำนาจแปล้เมือแมนอำมรสิทธิ มีศรีบุญพ่อก่อเศกเหง้า

ยศท้าวตริไตรจักร ใครซื่อเจ้าเติมนาง ฯ

๏ มิ่งเมืองบุญศักดิ์แพร่ ใครซื่อรางควายทอง

เพิ่มช้างม้าแผ่วัวควาย ใครซื่อฟ้าสองย้าวเร่งยิน ฯ

๏ เพรงรัตนพรายพรรณยื่น ใครซื่อสินเภตรา

เพิ่มเขาหมื่นมหาไชย ใครซื่อใครรักเจ้าจงยศ ฯ

๏ กลืนชนมาให้ยืนยิ่ง เทพายศล่มฟ้า

อย่ารู้ว่าอันตราย ได้ใจกล้าดังเพชร

-ถอดบทความได้ว่า

ขอให้ผู้ที่สัตย์ซื่ออย่าได้มีอันตราย ให้คุณความดีแผ่กระจายไป เป็น

สิริมงคลแก่วงศ์ตระกูล ได้รับพระราชทานผู้หญิง ควายที่มีทองประดับ

ให้เทวดาและพระเจ้าแผ่นดินทรงรับรู้โดยเร็ว ให้ได้รับพระราชทานเงิน

ทองเต็มเรือยศ

ขอให้ผู้ที่ซื่อสัตย์ถูกฉกตัวไปสู่สวรรค์หลังจากตายให้โลกทั้งสาม

ดำรงอยู่

ขอเทวดาบันดาลให้ผู้ที่สัตย์ซื่อมียศสูงๆขึ้นและมีใจกล้าแข็งดัง

เพชร

15


สิ่ งศั กดิ์สิ ทธิ์ที่อยู่ในลิลิตโองการแช่ งน้ำ

เนื้อหาสาระทั้งหมดของโองการแช่งน้ำคือ การอัญเชิญเทพเจ้าสิ่ง

ศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนภูตผีปีศาจหรืออมนุษย์ที่มีฤทธิ์มีอำนาจมีความน่าสะ

พรึงกลัวเข้าสิงสถิตย์ ในน้ำสาบาน เพื่อทำให้น้ำสาบานมีฤทธิ์มีอำนาจ

บันดาลให้ผู้ดื่มน้ำมีอันเป็นไปตาม คำสาบาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดที่

พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีอัญเชิญลงสิงสถิตย์ใน น้ำสาบานมีจำนวน 52

รายการดังต่อไปนี้
1. พระวิษณุหรือพระนารายณ์
2. พระอิศวรหรือพระศิวะ
3. โสฬสพรหม(รูปพรหม16ชั้นของพุทธศาสนา)
4. พระกรรมบดีปู่เจ้า(ผู้เป็นครูของหมอช้าง)
5. ภูมิเทเวศ(เทวดาผู้เป็นใหญ่ผู้รักษาแผ่นดินแต่ไม่ระบุนามเฉพาะ) 6.

มารเฟียตไท้ทศพล(พระพุทธเจ้า)
7. พระธรรม

17


8. พระสงฆ์
9. ขุนหงส์ทองเกล้าสี่(พระพรหมของพราหมณ์)
10. ฟ้าฟัดฟรีใจยัง (พระอินทร์ผู้มีสายฟ้าเป็นอาวุธใช้ฟาด)
11. สี่ปวงผีหาวแห่ง (ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ทิศ ของพุทธศาสนาท้าว

ธตรฐท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ และท้าวกุเวร)
12. ฟ้าธรแห่งหกคลอง (เทพเจ้าแห่งสวรรค์ 6 ชั้นฟ้าที่เรียกว่า

ฉกามาพจรคือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงษา ยามา ดุสิตา นิมมานนรดี

และปรนิมิตวสวัตตี)
13. ผีกลางหาวหารแอ่น (อากาศเทวดาที่เหาะไปอย่างรวดเร็ว)
14. ฟ้ากระแฉ่นเรือนผยอง (เทพเจ้าแห่งฟ้าร้องผ่าที่ทำให้เรือนสะเทือน

ได้)
15. เจ้่าผาดำสามเส้า (ท้าวไพจิตราสูรผู้เป็นใหญ่แห่งเขาตรีกูฏซึ่งเป็น
ภูเขา 3 ลูกที่เป็นฐานรองรับเขาพระสุเมรุไว้
16. เจ้าผาดำ (เจ้าแห่งเขากาฬกูฏซึ่งล้วนไปด้วยแก้วนิล)

18


17. เจ้าผาเผือก (พระอิศวรผู้เป็นใหญ่แห่งเขาไกรลาสซึ่งมีสีขาวเป็น
เงินยวง)
18. เจ้าผาหลวง (พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่แห่งเขาพระสุเมรุ)
19. เจ้าผากลาย
20. ผีพราย คือ ผีผู้หญิงที่ตายทั้งกลม
21. ผีชรหมื่น ผีสูงใหญ่น่าเกรงขาม
22. ผีดำหรือผีด้ำ ผีบรรพบุรุษในภาษาถิ่นอีสานและพายัพ
23. ยมราช คือ พญายมราช ผู้มีสายตาประดุจดาบ
24. ลม คือ วายุหรือพระพายผู้เป็นเทพแห่งลม
25. ฝน คือ พระวายุหรือเทพประชุนในคัมภีร์พระเวทซึ่งเป็นเทพแห่ง
สายฝน
26. ขุนกล้าแก้วขี่ยูง คือ พระขันธกุมารซึ่งทรงนกยูงเป็นพาหนะ
27. สิบหน้าเจ้าอสูร คือ ทศกัณฐ์
28. แผนทูลเขาเงือกปล้ำ หรือแผ่นดินที่รองรับ
เขาที่เอานาคชักให้ตั้งตรง

19


29. เงือกปล้ำ หรือปล้ำเงือก (พญาครุฑทำให้พญานาคอยู่ในอำนาจ
ของตน โองการแช่งน้ำจึงอัญเชิญทั้งพญาครุฑและพญานาคมาร่วมพิธี
ด้วย
30. รุ้ง คือ เหยี่ยวขนาดใหญ่
31. ชแวง คือปลาชนิดหนึ่งซึ่งมีเขี้ยวแข็งกล้า
32. ทุณภี คือทรพี
33. ฟ้าจรโลดลิงขวาน คือ รามสูรผู้โลดแล่นไปในท้องฟ้า
34. แร้งกาเต้าแตกตา ถ้าคนไม่ซื่อขอให้แร้งกามารุมจิกตาให้แตกบอด
35. หมาหมีเสือเข่นเขี้ยว ถ้าคนไม่ซื่อขอให้ หมา หมี เสือ กัดให้จมเขี้ยว
36. พระราม
37. พระลักษณ์
38. ผีดงผีหมื่นถ้ำล้ำหมื่นผา หมายถึง เทวดาที่อยู่ในป่าใน
ในถ้ำและในภูเขาจำนวนมากมาย
39. เหง้าภูติพนัสบดี หมายถึง เจ้าป่าหรือเทพยดา

อารักษ์ที่รักษาป่า

20


40. ศรีพรหมรักษ์ยักษ์กุมาร คือ ยักษ์หรือรากษสตนหนึ่งซึ่งเป็นบริวาร

ของพระอิศวร
41. หลายบ้านหลายท่า ล้วนผีห่าผีเหว หมายถึงผีที่ตายแล้วเพราะโรค

ห่าและผีเหวจากหลายหมู่บ้าน
42. หน้าเท่าแผง ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจหมายถึงยักษ์ที่ชื่อกพนธ์ใน

รามเกียรติ์
43. ยมบาลผู้ปกครองนรก
44. จระเข้งับเสือฟัด หมายถึง จระเข้คาบเอาตัวไปและเสือขย้ำไป
45. หมีแรดถวัดแสนงขนาย หมายถึง ขอให้ตายด้วยเขี้ยว งา เขา หรือ

นอ ของสัตว์ร้าย
46. หอกปืนปลายปักครอบคนไม่ซื่อ แม้จะเป็นคนหอกและ
ลูกธนูก็ยังปักเข้าทั่วทั้งตัว
47. ใครต้องจอบจงตาย คนไม่ซื่อแม้แต่จับจอบก็อาจตาย
ด้วยคมจอบ
48. งูเงี้ยวพิษทั้งหลาย
49. ตายต่ำหน้ายังดิน คนไม่ซื่อ แผ่นดินก็จะสูบให้ทิ่มดิน

21


50. ฟ้าสองย้าวเร่งยิน หมายถึง ฟ้าและดินทรงรับรู้โดยเร็วในความ
หมายที่ว่าคนซื่อสัตย์ เทวดาผู้เป็นใหญ่ในท้องฟ้าในท้องฟ้าและพระ
ราชาเป็นผู้ใหญ่ในแผ่นดินก็จะตอบแทนด้วยลาภยศและความ
สมบูรณ์พูนสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า
51. แสนผีพึงยอมท้าว หันเหเจ้าปู่สมิงพราย
52. สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรบรมมหาจักรพระดิศรราชเรื่อยหล้า
ขอให้พระเจ้าแผ่นทรงคลองแผ่นดินต่อเนื่องไป และทรงนำความสุข
อันเปี่ยมล้นมาสู่ผู้ซื่อสัตย์ต่อพระองค์

22


บรรณานุกรม

วัชรญาณ. (มปพ) ลิลิตโองการแช่งน้ำ(ประกาศแช่งน้ำโคลงห้า). [ออนไลน์] เข้าถึงได้
จาก : https://vajirayana.org
(วันที่ค้นข้อมูล : ๔ ธันวาคม ๒๕๖๕)



บ้านจอมยุทธ. (มปพ) ถอดคำประพันธ์ โองการแช่งน้ำ [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก :
https://www.baanjomyut.com/library/thai_literature/ongkrancheng

nam/02.html#
(วันที่ค้นข้อมูล : ๔ ธันวาคม ๒๕๖๕)



วรรณคดีไทยในสมัยอยุธยาตอนต้น. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก :
https://sites.google.com/site/wannakhadeethaigzm/wrrnkhdi-thiy-

smay-xyuthya-txn-tn
(วันที่ค้นข้อมูล : ๔ ธันวาคม ๒๕๖๕)






23


Click to View FlipBook Version