The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ.2550

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by padayanang, 2022-07-09 00:20:43

กฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ.2550

กฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ.2550

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๓ ก หนา ๒๘ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานเุ บกษา

กฎ ก.ค.ศ.

วาดว ยการสอบสวนพจิ ารณา
พ.ศ. ๒๕๕๐

อาศยั อํานาจตามความในมาตรา ๑๙ (๔) และมาตรา ๙๘ วรรคหก แหง พระราชบัญญัติระเบียบ
ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ก.ค.ศ. โดยไดรับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีออก
กฎ ก.ค.ศ. ไว ดงั ตอไปน้ี

ขอ ๑ เพ่ือใหไ ดค วามจริงและความยตุ ิธรรม การสอบสวนพจิ ารณาขา ราชการครแู ละบุคลากร
ทางการศกึ ษาซ่งึ มกี รณอี นั มีมูลทค่ี วรกลาวหาวากระทําผิดวินัยตามมาตรา ๙๘ ใหเปนไปตามหลักเกณฑ
และวธิ ีการทกี่ าํ หนดในกฎ ก.ค.ศ. นี้

หมวด ๑
การแตงต้งั คณะกรรมการสอบสวน

ขอ ๒ การแตง ตั้งคณะกรรมการสอบสวนจะกระทําไดตอเมื่อมีกรณีอันมีมูลท่ีควรกลาวหาวา
ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษาผูใดกระทําผิดวินัยหรือไดมีการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องตน
ตามมาตรา ๙๕ วรรคหา แลว และผูบังคบั บัญชาเหน็ วาเปนกรณีมีมลู ท่คี วรกลาวหาวา กระทําผิดวินัย

ขอ ๓ คําสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหระบุดวยวาเปนคําส่ังแตงตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนการกระทําผิดวินัยไมรายแรงหรืออยางรายแรง และใหแตงตั้งจากขาราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษาหรือขาราชการฝายพลเรือนจํานวนอยางนอยสามคน ประกอบดวยประธานกรรมการและ
กรรมการสอบสวนอยา งนอยอีกสองคน โดยใหก รรมการสอบสวนคนหน่งึ เปนเลขานุการ ในกรณจี าํ เปน จะ
ใหม ผี ูชว ยเลขานกุ ารซ่งึ เปนขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษาหรอื ขาราชการฝา ยพลเรอื นดว ยกไ็ ด

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก หนา ๒๙ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานเุ บกษา

ในกรณีแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรง ประธานกรรมการตองดํารงตําแหนง
ไมต าํ่ กวาหรอื เทียบไดไ มต ํา่ กวา ผถู กู กลา วหา สําหรับตําแหนงที่มีวิทยฐานะ ประธานกรรมการตองดํารง
ตําแหนงและมีวิทยฐานะไมตํ่ากวาหรือเทียบไดไมตํ่ากวาผูถูกกลาวหา โดยกรรมการสอบสวนจะตองมี
ผูดํารงตําแหนงนิติกร หรือผูไดรับปริญญาทางกฎหมาย หรือผูไดรับการฝกอบรมตามหลักสูตร
การดําเนินการทางวนิ ัยตามท่ี ก.ค.ศ. กาํ หนดหรือรบั รอง หรือผมู ปี ระสบการณด านการดาํ เนนิ การทางวินัย
อยางนอยหนง่ึ คน และเมือ่ มกี ารแตงต้งั คณะกรรมการสอบสวนแลว แมภายหลงั ประธานกรรมการจะดํารง
ตําแหนงหรือตําแหนงที่มีวิทยฐานะตํ่ากวาหรือเทียบไดตํ่ากวาผูถูกกลาวหา ก็ไมกระทบถึงการที่ไดรับ
แตง ตง้ั เปน ประธานกรรมการ

ขอ ๔ คาํ สง่ั แตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนตองระบชุ อื่ ตาํ แหนง หรอื ตําแหนงและวทิ ยฐานะ
ของผูถูกกลาวหา เรื่องท่ีกลาวหา ช่ือ ตําแหนง หรือตําแหนงและวิทยฐานะของผูท่ีไดรับแตงตั้งเปน
คณะกรรมการสอบสวนและผชู ว ยเลขานกุ าร โดยมสี าระสําคญั ตามแบบ สว. ๑ ที่ ก.ค.ศ. กําหนด

ขอ ๕ เม่อื มคี ําสงั่ แตง ต้ังคณะกรรมการสอบสวนแลว ใหผูส่ังแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน
ดาํ เนนิ การดังตอไปน้ี

(๑) แจง คาํ สงั่ ใหผถู กู กลาวหาทราบเปน หนงั สอื ภายในสามวนั ทําการนบั แตว ันทมี่ ีคําส่ัง โดยให
ผูถกู กลาวหาลงลายมอื ช่อื และวนั เดือน ปทีร่ บั ทราบไวเ ปน หลักฐาน ในการนี้ใหมอบสาํ เนาคําสงั่ ใหผ ถู กู
กลาวหาหน่งึ ฉบับดวย ในกรณีทีผ่ ูถูกกลาวหาไมย อมรับทราบคาํ ส่ังหรือไมอ าจแจงใหผูถกู กลา วหาทราบได
ใหส ง สาํ เนาคําส่ังทางไปรษณยี ลงทะเบียนตอบรับไปใหผูถูกกลาวหา ณ ที่อยูของผูถูกกลาวหาซ่ึงปรากฏ
ตามหลกั ฐานของทางราชการ ในกรณเี ชนนี้ เมือ่ ลว งพนสบิ หา วนั นบั แตว ันทีส่ ง สาํ เนาคาํ สั่งดงั กลา ว ใหถ อื
วา ผูถกู กลาวหาไดร ับทราบคําสั่งแตง ตัง้ คณะกรรมการสอบสวนแลว และใหสงหลักฐานการแจงคําสั่งให
คณะกรรมการสอบสวนรวมไวในสํานวน

(๒) สงสําเนาคําสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหคณะกรรมการสอบสวนทราบ ภายในสามวัน
ทําการนับแตวันท่ีมีคําสั่ง สําหรับประธานกรรมการใหสงพรอมดวยเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเร่ืองที่
กลาวหา และใหประธานกรรมการลงลายมอื ชื่อ และวนั เดือน ปทรี่ บั ทราบไวเ ปนหลกั ฐาน

ขอ ๖ ภายใตบังคับขอ ๓ เมื่อไดมีการแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนแลว ถาผูสั่งแตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนเห็นวามีเหตุอันสมควรหรือจําเปนท่ีจะตองเปล่ียน เพ่ิม หรือลดจํานวนผูไดรับ
แตง ต้ังเปน กรรมการสอบสวน ใหดําเนนิ การไดโ ดยแสดงเหตุแหง การสงั่ นั้นไวด ว ย และใหน ําขอ ๕ มาใช
บงั คบั โดยอนุโลม

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๓ ก หนา ๓๐ ๑๒ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานุเบกษา

การเปลี่ยนแปลงผไู ดร ับแตง ต้งั เปน กรรมการสอบสวนตามวรรคหนง่ึ ไมก ระทบถึงการสอบสวน
ที่ไดด าํ เนินการไปแลว

หมวด ๒
สทิ ธิและหนา ทข่ี องผถู ูกกลา วหาและพยาน

ขอ ๗ ในระหวา งการสอบสวน จะนําเหตุแหงการถูกสอบสวนมาเปนขอ อางในการดําเนินการ
ใดใหกระทบตอสิทธิของผูถูกสอบสวนไมได เวนแตกรณีถูกสั่งพักราชการหรือสั่งใหออกจากราชการ
ไวก อ น

ขอ ๘ ผูถกู กลา วหามสี ิทธคิ ัดคา นผูไดรบั แตง ต้งั เปน กรรมการสอบสวน ถาผูนั้นมีเหตุอยางหนึ่ง
อยางใดดงั ตอ ไปนี้

(๑) รูเหน็ เหตกุ ารณใ นขณะกระทําการในเรอ่ื งทก่ี ลาวหา
(๒) มีประโยชนไดเ สยี ในเรอื่ งที่สอบสวน
(๓) มสี าเหตโุ กรธเคืองกบั ผถู ูกกลา วหา
(๔) เปนผูก ลาวหา หรือเปน คูห มน้ั คูสมรส บุพการี ผูสืบสันดาน พี่นองรวมบิดามารดาหรือ
รว มบดิ าหรอื มารดา ลูกพลี่ กู นอ งนับไดเพียงภายในสามชั้นหรือเปนญาติเก่ียวพันทางแตงงานนับไดเพียง
สองชน้ั ของผกู ลา วหา
(๕) เปนเจา หน้ีหรือลูกหนขี้ องผูก ลาวหา
(๖) มีเหตุอ่ืนซงึ่ นาเชอื่ อยา งย่งิ วา จะทําใหการสอบสวนเสยี ความเปนธรรมหรอื ไมเ ปน กลาง
การคัดคานใหกระทาํ ภายในเจด็ วันทาํ การนบั แตว ันรบั ทราบคาํ สัง่ แตง ตงั้ คณะกรรมการสอบสวน
หรือนบั แตว ันท่ที ราบสาเหตแุ หงการคัดคาน โดยทําเปน หนังสือแสดงขอเทจ็ จริงและขอกฎหมายที่เปนเหตุ
แหงการคดั คานไวในหนงั สือคัดคานดว ยวา จะทําใหก ารสอบสวนไมไ ดค วามจริงและความยุติธรรมอยางไร
ยื่นตอผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือสงทางไปรษณียตอบรับก็ได และใหผูส่ังแตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนสงสําเนาหนังสือคัดคานและแจงวันที่ไดรับหนังสือคัดคานใหประธานกรรมการ
ทราบและรวมไวในสํานวนการสอบสวน พรอมท้ังแจงใหผูถูกคัดคานทราบ ในการน้ี ใหหยุดการ
สอบสวนไวก อ น
ในการพจิ ารณาเรื่องการคดั คาน ผูส่ังแตงตง้ั คณะกรรมการสอบสวนมีอํานาจตรวจสอบขอเท็จจริง
ไดต ามความเหมาะสม และใหส่ังการภายในสิบหาวันทําการนับแตวันที่ไดรับหนังสือคัดคาน พรอมทั้ง

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๓ ก หนา ๓๑ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานุเบกษา

แสดงเหตุผลในการพิจารณาสงั่ การดวย เมอ่ื ผูส ัง่ แตง ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินิจฉัยสั่งการอยางใดแลว
ใหแ จงใหผูถกู กลาวหาทราบและสง เร่ืองใหประธานกรรมการรวมไวในสํานวนการสอบสวน

ในกรณที ี่เห็นวา การคดั คา นมเี หตุผลรับฟง ได ใหผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนสั่งใหผูถูก
คัดคา นพน จากการเปนกรรมการสอบสวน และสง่ั แตง ต้งั กรรมการสอบสวนข้ึนใหมแทน ทั้งนี้ ใหนําขอ ๓
และขอ ๕ มาใชบังคับโดยอนุโลม แตถาเห็นวาการคัดคานไมมีเหตุผลพอท่ีจะรับฟงได ใหสั่ง
ยกการคดั คานนน้ั การส่งั ยกการคัดคา นใหเ ปนท่สี ุด

ในกรณีท่ผี ูส่ังแตงตง้ั คณะกรรมการสอบสวนไมพ จิ ารณาสัง่ การอยางหนงึ่ อยา งใดภายในสิบหาวัน
ทําการตามวรรคสาม ใหถอื วากรรมการสอบสวนท่ีถูกคัดคานพนจากการเปนกรรมการสอบสวน และให
ประธานกรรมการรายงานไปยงั ผูส ัง่ แตง ตัง้ คณะกรรมการสอบสวนเพอ่ื ดาํ เนนิ การตามขอ ๖ ตอไป

การพนจากการเปนกรรมการสอบสวนไมก ระทบถึงการสอบสวนที่ไดด าํ เนินการไปแลว
ขอ ๙ ผถู ูกกลา วหามสี ทิ ธิคัดคา นผสู งั่ แตง ตัง้ คณะกรรมการสอบสวน ถาผูนั้นมีเหตุอยางหน่ึง
อยางใดตามขอ ๘ วรรคหนงึ่
การคัดคานตามวรรคหนึ่งใหกระทําไดภายในเจ็ดวันทําการนับแตวันรับทราบคําสั่งแตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวน โดยทําเปนหนังสือยื่นตอผูบังคับบัญชาช้ันเหนือขึ้นไปหน่ึงชั้นของผูสั่งแตงต้ัง
คณะกรรมการสอบสวน
ในการพิจารณาเร่ืองการคัดคาน ใหผูบังคับบัญชาช้ันเหนือขึ้นไปหน่ึงช้ันของผูสั่งแตงต้ัง
คณะกรรมการสอบสวนมีอาํ นาจตรวจสอบขอเท็จจรงิ ไดตามความเหมาะสม และใหสั่งการภายในสบิ หา วนั
ทําการนับแตวันที่ไดรับหนังสือคัดคาน พรอมทั้งแสดงเหตุผลในการพิจารณาส่ังการดวย เม่ือผูบังคับ
บัญชาชั้นเหนือขึ้นไปหนึ่งช้ันของผูส่ังแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินิจฉัยสั่งการอยางใดแลว
ใหแ จงใหผถู ูกกลาวหาทราบและสง เรอื่ งใหประธานกรรมการรวมไวใ นสาํ นวนการสอบสวน
ในกรณที เ่ี หน็ วา การคัดคานมีเหตุผลรับฟงได ใหส่ังใหผูน้ันพนจากการเปนผูมีอํานาจพิจารณา
สาํ นวนการสอบสวนตามขอ ๔๐ และขอ ๔๑ รวมท้ังการพิจารณาส่ังการตามผลการสอบสวนที่เสร็จส้ินแลว
และใหผูบังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปหนึ่งช้ันของผูส่ังแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนหรือผูท่ีไดรับ
มอบหมายจากผูบังคับบัญชาดังกลาวเปนผูมีอํานาจพิจารณาหรือสั่งการแทน ถาเห็นวาการคัดคานไมมี
เหตุผลพอที่จะรับฟงได ใหส งั่ ยกการคดั คา นน้ัน ทั้งนี้ การสง่ั ยกการคดั คานใหเปนท่สี ดุ
ในกรณีท่ีผูพจิ ารณาการคัดคานไมพิจารณาสั่งการอยางหนึ่งอยางใดภายในสิบหาวันทําการตาม
วรรคสาม ใหถือวาผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนท่ีถูกคัดคานพนจากการเปนผูมีอํานาจพิจารณา

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๓ ก หนา ๓๒ ๑๒ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา

สาํ นวนการสอบสวนตามขอ ๔๐ และขอ ๔๑ รวมทงั้ การพิจารณาส่ังการตามผลการสอบสวนที่เสร็จส้ินแลว
และใหผูบังคับบัญชาชั้นเหนือข้ึนไปหนึ่งชั้นของผูส่ังแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือผูที่ไดรับ
มอบหมายจากผบู งั คบั บญั ชาดังกลา ว เปนผมู ีอาํ นาจพิจารณาหรือส่ังการแทน

การพนจากการเปนผูมีอํานาจพิจารณาสํานวนการสอบสวนหรือส่ังการตามผลการสอบสวนที่
เสร็จส้นิ แลว ตามวรรคสแ่ี ละวรรคหา ไมกระทบถึงการแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนหรือการสอบสวนท่ีได
ดําเนนิ การไปแลว

ขอ ๑๐ ในการสอบสวน คณะกรรมการสอบสวนตองใหผูถูกกลาวหามีโอกาสไดทราบ
ขอเท็จจริงอยางเพียงพอ และมีโอกาสไดโตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตน เวนแตจะมีผลทําให
ระยะเวลาท่ีกฎหมายหรอื กฎ ก.ค.ศ. น้ีกําหนดตอ งลา ชา ออกไป หรอื ปรากฏโดยสภาพเห็นไดชัดวาการให
โอกาสดังกลาวไมอาจกระทําได รวมท้ังมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารท่ีจําเปนตองรูเพื่อการโตแยงหรือช้ีแจง
หรอื ปอ งกันสทิ ธขิ องตนได

การอางพยานหลักฐานแกขอกลาวหา ผูถูกกลาวหาจะนําพยานหลักฐานมาเองหรือจะอาง
พยานหลักฐานแลวขอใหคณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานหลักฐานนน้ั มาก็ได

ขอ ๑๑ ในการสอบสวนวินัยอยางรายแรง ผูถูกกลาวหามีสิทธินําทนายความหรือท่ีปรึกษา
ของตนเขามารวมฟงการสอบสวนก็ได แตจะใหถอยคําหรือตอบคําถามแทนผูถูกกลาวหา หรือเสนอ
ความเหน็ ใดแกค ณะกรรมการสอบสวนไมไ ด

ขอ ๑๒ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเรียกบุคคลใดมาเปนพยาน ใหบุคคลนั้นมาช้ีแจง
หรือใหถอยคําตามวนั เวลา และสถานทท่ี ่ีคณะกรรมการสอบสวนกําหนด

ขอ ๑๓ ในการสอบสวน ถามีการอางเจาหนาที่ของรัฐเปนพยาน ใหถือเปนหนาที่ของ
ผูบ งั คบั บัญชาทกุ ระดับช้นั ท่ีจะตองอาํ นวยความสะดวก ใหค วามคุมครองพยานจากการถูกกล่ันแกลงหรือ
การปฏิบัติท่ไี มเ ปนธรรมจากการปฏิบัติหนาที่ของพยานนั้น และประสานงานกับสํานักงานอัยการสูงสุด
เพ่ือเปนทนายแกตา งในกรณที ถ่ี กู ฟองรองในคดีแพง หรือคดีอาญา

เจา หนา ทีข่ องรัฐท่ีไปใหถ อยคาํ ตอ คณะกรรมการสอบสวนในฐานะพยาน ใหถ อื วาเปนการปฏบิ ัติ
หนา ทร่ี าชการ

ในกรณีทีพ่ ยานมใิ ชเ จาหนาทีข่ องรัฐ ใหคณะกรรมการสอบสวนหรือผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการ
สอบสวน อาํ นวยความสะดวกและใหความคุมครองแกพยานผูใหข อมลู ทีเ่ ปนประโยชนตอทางราชการอยา ง
เหมาะสมตามควรแกกรณี

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๓ ก หนา ๓๓ ๑๒ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานุเบกษา

หมวด ๓
อํานาจหนา ท่ีของคณะกรรมการสอบสวน

ขอ ๑๔ คณะกรรมการสอบสวนมีหนาที่สอบสวนตามหลักเกณฑ วิธีการ และระยะเวลาท่ี
กําหนดในกฎ ก.ค.ศ. น้ี เพื่อแสวงหาความจริงในเร่ืองที่กลาวหา โดยใหเร่ิมการสอบสวนและดําเนิน
กระบวนการพิจารณาอยางรวดเรว็ และเปน ธรรม ทงั้ น้ี ในการพจิ ารณาใชด ุลพินิจจะตองกระทําอยางอิสระ
และเปน กลาง โดยปราศจากอคตอิ ยางใด ๆ ตอ ผถู กู กลาวหา

ใหคณะกรรมการสอบสวนรวบรวมประวัตแิ ละความประพฤติของผูถ ูกกลาวหาทเ่ี กย่ี วขอ งกบั เรอ่ื ง
ที่กลาวหาเทา ท่ีจําเปน รวมทั้งขอเทจ็ จรงิ ทไ่ี ดจากการดําเนนิ การตามวรรคหนง่ึ เพ่อื ประกอบการพจิ ารณา

ใหค ณะกรรมการสอบสวนจดั ทาํ บันทกึ ประจําวันที่มีการสอบสวนไวทกุ คร้ัง
ขอ ๑๕ คณะกรรมการสอบสวนมีหนาท่ีรวบรวมพยานหลักฐานท่ีเห็นวาจําเปน เพื่อที่จะ
พิสูจนใหเ หน็ ความผิดหรือความบรสิ ทุ ธขิ์ องผูถ กู กลาวหา ในการนี้ ใหรวมถึงการดําเนนิ การดงั ตอ ไปนด้ี ว ย
(๑) การแสวงหาพยานหลักฐานทุกอยางท่ีเกี่ยวของ
(๒) รับฟงพยานหลักฐาน คําช้ีแจง หรือความเห็นของผูถูกกลาวหา พยานบุคคลหรือพยาน
ผเู ชีย่ วชาญ เวนแตก รณที ่ีเหน็ วา เปนการกลาวอางทไ่ี มจ าํ เปน ฟมุ เฟอย หรือเพื่อประวงิ เวลา
(๓) ขอขอ เท็จจรงิ หรอื ความเหน็ จากคกู รณี พยานบุคคล หรือพยานผเู ชีย่ วชาญ ท้ังทเ่ี ปน คณุ และ
เปนโทษแกผูถกู กลาวหา
(๔) ขอใหผ คู รอบครองเอกสารสงเอกสารทเ่ี ก่ยี วขอ ง
(๕) ออกไปตรวจสถานท่ี
ขอ ๑๖ เมื่อประธานกรรมการไดร ับเรื่องตามขอ ๕ (๒) แลว ใหป ระธานกรรมการดาํ เนนิ การ
ประชุมคณะกรรมการสอบสวนเพ่ือพจิ ารณาวางแนวทางการสอบสวนตอ ไป
ขอ ๑๗ การประชุมคณะกรรมการสอบสวนตองมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไมนอยกวา
ก่ึงหน่ึงของจาํ นวนกรรมการสอบสวนท้ังหมดจึงจะเปนองคประชุม เวนแตการประชุมตามขอ ๒๔ และ
ขอ ๓๘ ตองมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไมนอยกวาสามคนและไมนอยกวากึ่งหน่ึงของจํานวน
กรรมการสอบสวนทั้งหมด

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๓ ก หนา ๓๔ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา

การประชมุ คณะกรรมการสอบสวนตอ งมีประธานกรรมการอยรู ว มประชมุ ดว ย แตใ นกรณีจําเปน
ทปี่ ระธานกรรมการไมสามารถเขา ประชุมได ใหกรรมการสอบสวนท่ีมาประชุมเลือกกรรมการสอบสวน
คนหนึง่ ทําหนาที่แทน

การนัดประชุมคณะกรรมการสอบสวนตองทําเปนหนังสือและแจงใหกรรมการสอบสวนทุกคน
ทราบลว งหนาไมน อ ยกวาสามวนั ทาํ การ เวน แตกรรมการสอบสวนนั้นจะไดทราบการนัดในที่ประชุมแลว
หรอื มเี หตุจําเปนเรง ดว นซ่งึ ประธานกรรมการจะนดั ประชุมเปน อยา งอืน่ ได

การลงมติของที่ประชุมคณะกรรมการสอบสวนใหถือเสียงขางมาก ถาคะแนนเสียงเทากัน
ใหป ระธานกรรมการในที่ประชมุ ออกเสียงเพิ่มข้นึ อกี เสียงหนง่ึ เปนเสียงช้ีขาด

ในการประชมุ ตองมีรายงานการประชุมเปนหนังสือ ถามีความเห็นแยงใหบันทึกความเห็นแยง
พรอ มทงั้ เหตผุ ลไวในรายงานการประชุม

ขอ ๑๘ คณะกรรมการสอบสวนมหี นาที่ตองแจงสิทธิและหนาท่ีของผูถูกกลาวหาตามขอ ๘
ขอ ๙ ขอ ๑๐ และขอ ๑๑ ใหผูถูกกลา วหาทราบกอ นสอบปากคาํ ผถู ูกกลา วหา

ในกรณีทค่ี ําขอหรือคําช้แี จงมขี อบกพรอ งหรือมีขอความท่ีอานไมเขาใจหรือผิดหลง อันเห็นได
ชัดวาเกิดจากความไมรู หรือความเลินเลอของผูกลาวหา ผูถูกกลาวหา หรือพยาน แลวแตกรณี
ใหคณะกรรมการสอบสวนแนะนาํ ใหบ คุ คลดงั กลาวแกไขเพม่ิ เตมิ ใหถ กู ตอง

ขอ ๑๙ ในกรณที ี่ผไู ดรบั แตงต้งั เปนกรรมการสอบสวนเห็นวาตนมีเหตุอันอาจถูกคัดคานตาม
ขอ ๘ วรรคหน่งึ ใหผ นู ั้นรายงานตอผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพ่ือพิจารณาวาจะใหผูนั้นเปน
กรรมการสอบสวนตามคาํ สงั่ ตอ ไปอกี หรอื ไม

หมวด ๔
วิธกี ารสอบสวน

ขอ ๒๐ การสอบสวนกรณีท่ีถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัยอยางรายแรง ใหคณะกรรมการ
สอบสวนดาํ เนนิ การสอบสวนใหแลวเสรจ็ โดยใหดําเนนิ การดังตอไปน้ี

(๑) ดาํ เนินการประชุมตามขอ ๑๖ โดยแจงและอธบิ ายขอกลา วหาตามขอ ๒๓ ใหผ ถู ูกกลาวหา
ทราบภายในสิบหา วนั นบั แตว ันที่ประธานกรรมการไดรบั ทราบคําส่งั แตงตง้ั คณะกรรมการสอบสวน

(๒) รวบรวมพยานหลักฐานท่ีเก่ียวของกับเร่ืองที่กลาวหาภายในหกสิบวันนับแตวันท่ีได
ดาํ เนนิ การตาม (๑) แลวเสร็จ

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก หนา ๓๕ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานุเบกษา

(๓) แจงขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหาตามขอ ๒๔ ใหผูถูก
กลา วหาทราบภายในสิบหาวนั นบั แตวนั ทไ่ี ดด าํ เนนิ การตาม (๒) แลว เสร็จ

(๔) รวบรวมพยานหลักฐานที่ผูถูกกลาวหาอาง ใหแลวเสร็จภายในหกสิบวันนับแตวันท่ีได
ดาํ เนินการตาม (๓) แลวเสรจ็

(๕) ประชุมพิจารณาลงมติและทํารายงานการสอบสวนเสนอตอผูส่ังแตงตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนภายในสามสบิ วันนบั แตว นั ที่ไดดาํ เนนิ การตาม (๔) แลวเสร็จ

ในกรณที ่ีคณะกรรมการสอบสวนไมสามารถดาํ เนินการใหแ ลว เสร็จภายในกําหนดระยะเวลาตาม
(๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) ได ใหประธานกรรมการรายงานเหตทุ ่ีทาํ ใหการสอบสวนไมแลว เสรจ็ ตอ ผสู งั่
แตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนเพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวน ในกรณีเชนน้ี ใหผูสั่งแตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนสั่งขยายระยะเวลาดําเนินการไดตามความจาํ เปนคร้ังละไมเ กินหกสิบวัน

การสอบสวนเรื่องใดที่คณะกรรมการสอบสวนดําเนินการไมแลวเสร็จภายในสองรอยส่ีสิบวัน
ใหป ระธานกรรมการรายงานเหตุใหผ ูส ง่ั แตง ต้ังคณะกรรมการสอบสวนเพื่อรายงานให อ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนที่
การศกึ ษา อ.ก.ค.ศ. ท่ี ก.ค.ศ. ตง้ั หรอื ก.ค.ศ. แลวแตกรณี เพ่ือมีมติใหเรงรัดการสอบสวนใหแลวเสร็จ
ภายในระยะเวลาที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพนื้ ทกี่ ารศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตงั้ หรอื ก.ค.ศ. กาํ หนด ตามเหตุผล
และความจาํ เปน

ขอ ๒๑ การสอบสวนกรณีที่ถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัยไมรายแรง ใหคณะกรรมการ
สอบสวนดาํ เนนิ การสอบสวนใหแลวเสร็จภายในเกา สบิ วันนบั แตวันที่ประธานกรรมการไดรับทราบคําสั่ง
แตงต้ังคณะกรรมการสอบสวน ท้งั นี้ ใหนําข้ันตอนการสอบสวนตามขอ ๒๐ (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕)
มาใชบังคบั โดยอนโุ ลม

ในกรณที ่คี ณะกรรมการสอบสวนไมสามารถดําเนินการใหแ ลว เสรจ็ ภายในกําหนดระยะเวลาตาม
วรรคหน่ึง ใหป ระธานกรรมการรายงานเหตุท่ที าํ ใหการสอบสวนไมแ ลว เสร็จตอผูส ่ังแตงตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนเพ่ือขอขยายระยะเวลาการสอบสวน ในกรณเี ชนน้ี ใหผ ูสัง่ แตง ต้ังคณะกรรมการสอบสวนสงั่ ขยาย
ระยะเวลาดาํ เนนิ การไดต ามความจําเปนแตไ มเกนิ สามสบิ วนั และเรงรัดการสอบสวนใหแ ลวเสรจ็ ตอไป

ขอ ๒๒ การนําเอกสารหรือวตั ถมุ าใชเปนพยานหลกั ฐานในสํานวนการสอบสวนใหกรรมการ
สอบสวนบนั ทกึ ไวดว ยวาไดมาอยางไร จากผูใด และเม่ือใด

เอกสารทใี่ ชเปน พยานหลกั ฐานในสาํ นวนการสอบสวนใหใ ชต นฉบับ แตถาไมอ าจนําตน ฉบบั มา
ไดจะใชสาํ เนาท่ีกรรมการสอบสวนหรือผมู หี นาทร่ี ับผดิ ชอบรบั รองวา เปนสําเนาถูกตอ งกไ็ ด

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก หนา ๓๖ ๑๒ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา

ถา หาตน ฉบบั เอกสารไมไ ดเพราะสูญหายหรอื ถูกทาํ ลาย หรือโดยเหตุประการอนื่ จะใหนําสําเนา
หรอื พยานบคุ คลมาสบื กไ็ ด

เมื่อมีการอางพยานหลักฐานใดในการพิสูจนความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผูถูกกลาวหา
ใหค ณะกรรมการสอบสวนอา นหรอื สงตน ฉบบั หรือพยานหลักฐานนั้นใหผูถกู กลาวหาตรวจดู ถา ผูถูกกลา วหา
ตอ งการสําเนาใหคณะกรรมการสอบสวนสง สําเนาใหแ กผถู ูกกลาวหาตามท่เี ห็นสมควร

คณะกรรมการสอบสวนอาจขอใหพยานผูเช่ียวชาญในเรื่องน้ันมาใหความเห็นหรือทําความเห็น
เปนหนงั สือประกอบการพจิ ารณาของคณะกรรมการสอบสวนก็ได

ขอ ๒๓ เมื่อไดพิจารณาเร่ืองท่ีกลาวหาและวางแนวทางการสอบสวนตามขอ ๑๖ แลว
ใหคณะกรรมการสอบสวนเรยี กผูถกู กลาวหามาเพือ่ แจง และอธบิ ายขอ กลาวหาที่ปรากฏตามเร่ืองที่กลาวหา
ใหท ราบวาผูถกู กลา วหาไดกระทําการใด เม่ือใด อยางไร ในการน้ี ใหคณะกรรมการสอบสวนแจงสิทธิ
และหนา ทข่ี องผถู ูกกลาวหาตามขอ ๑๘ วรรคหน่งึ และแจงดว ยวา ผูถ ูกกลาวหามีสิทธิที่จะไดรับแจงสรุป
พยานหลักฐานทสี่ นับสนุนขอกลาวหา และมีสิทธิท่ีจะใหถอยคําหรือช้ีแจงแกขอกลาวหา ตลอดจนอาง
พยานหลกั ฐานหรือนําพยานหลักฐานมาสบื แกขอ กลา วหาไดตามขอ ๒๔

การแจงและอธิบายขอกลาวหาตามวรรคหน่ึง ใหแจงเฉพาะพฤติการณเทาที่ปรากฏตามเรื่องที่
กลาวหาและตามพยานหลกั ฐาน โดยไมตองแจง กรณีและมาตราความผิด ทั้งนี้ ใหทําเปนบันทึกสองฉบับ
ซ่งึ มสี าระสาํ คัญตามแบบ สว. ๒ ท่ี ก.ค.ศ. กําหนด เพ่ือมอบใหผูถูกกลาวหาหน่ึงฉบับ และเก็บไวใน
สํานวนการสอบสวนหน่ึงฉบับโดยใหผูถูกกลาวหาลงลายมือช่ือ และวัน เดือน ปที่รับทราบไวเปน
หลักฐานดวย

เมอ่ื ไดดําเนินการตามวรรคหน่งึ และวรรคสองแลว ใหค ณะกรรมการสอบสวนถามผูถูกกลา วหาวา
ไดก ระทาํ การตามที่ถูกกลาวหาหรอื ไม อยางไร

ในกรณที ่ผี ูถกู กลาวหาใหถ อ ยคาํ รับสารภาพวาไดกระทําการตามที่ถูกกลาวหา ใหคณะกรรมการ
สอบสวนแจงใหผูถูกกลาวหาทราบวาการกระทําตามที่ถูกกลาวหาดังกลาวเปนความผิดวินัยกรณีใด
หากผถู กู กลา วหายังคงยืนยันตามท่ีรบั สารภาพ ใหบันทึกถอยคํารับสารภาพรวมท้ังเหตุผลในการรับสารภาพ
และสาเหตแุ หง การกระทําไวด วย ในกรณเี ชน น้ี คณะกรรมการสอบสวนจะไมทําการสอบสวนตอไปก็ได
หรอื ถา เหน็ เปนการสมควรที่จะไดทราบขอเท็จจริงและพฤติการณอันเก่ียวกับเรื่องท่ีกลาวหาโดยละเอียด
จะทําการสอบสวนตอ ไปตามควรแกกรณีก็ได แลว ดําเนนิ การตามขอ ๓๘ และขอ ๓๙ ตอ ไป

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๓ ก หนา ๓๗ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานุเบกษา

ในกรณีที่ผูถูกกลาวหามิไดใหถอยคํารับสารภาพหรือรับสารภาพบางสวน ใหคณะกรรมการ
สอบสวนดําเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานท่ีเก่ียวของกับขอกลาวหาแลวดําเนินการตาม
ขอ ๒๔ ตอไป

ในกรณีที่ผูถูกกลาวหามา แตไมยอมลงลายมือช่ือรับทราบขอกลาวหา หรือไมมารับทราบ
ขอกลาวหา ใหคณะกรรมการสอบสวนสงบันทึกซ่ึงมีสาระสําคัญตามแบบ สว. ๒ ทางไปรษณีย
ลงทะเบยี นตอบรับไปใหผูถ กู กลาวหา ณ ท่ีอยูของผูถูกกลาวหา ซ่ึงปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ
หรอื สถานท่ตี ิดตอ ที่ผถู ูกกลาวหาแจงใหทราบ พรอมทั้งมีหนังสือสอบถามผูถูกกลาวหาวาไดกระทําการ
ตามท่ีถูกกลาวหาหรือไม ในกรณีเชนน้ี ใหทําบันทึกซ่ึงมีสาระสําคัญตามแบบ สว. ๒ เปนสามฉบับ
เพอื่ เก็บไวในสาํ นวนการสอบสวนหนึง่ ฉบบั และสงใหผถู ูกกลา วหาสองฉบบั โดยใหผูถูกกลาวหาเก็บไว
หนึ่งฉบับและใหผูถูกกลาวหาลงลายมือชื่อ และวัน เดือน ปท่ีรับทราบสงกลับคืนมารวมไวในสํานวน
การสอบสวนหนงึ่ ฉบับ เมอ่ื ลว งพนสบิ หาวันนบั แตว ันท่ีไดด ําเนนิ การดังกลาว หากไมไดรับแบบ สว. ๒
คืนมา ใหถือวาผูถูกกลาวหาไดทราบขอกลาวหาแลว และใหคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการตาม
วรรคหา ตอ ไป

ขอ ๒๔ เมือ่ ไดด าํ เนนิ การตามขอ ๒๓ แลว ใหค ณะกรรมการสอบสวนดําเนนิ การประชมุ เพ่อื
พิจารณาวามีพยานหลักฐานใดสนบั สนนุ ขอ กลาวหาวา ผถู ูกกลาวหาไดก ระทําการใด เมื่อใด อยางไร และ
ถา เห็นวายงั ฟง ไมไ ดวาผถู กู กลา วหากระทาํ การตามที่ถูกกลาวหา ก็ใหมีความเห็นยุติเรื่อง แลวดําเนินการ
ตามขอ ๓๘ และขอ ๓๙ โดยอนโุ ลม

ถาเหน็ วาเปน ความผดิ วนิ ัยกรณีใด ตามมาตราใด ก็ใหคณะกรรมการสอบสวนเรียกผูถูกกลาวหา
มาพบเพื่อแจงขอกลาวหา โดยระบุขอกลาวหาที่ปรากฏตามพยานหลักฐานวาเปนความผิดวินัยกรณีใด
ตามมาตราใด และสรุปพยานหลกั ฐานที่สนับสนนุ ขอ กลาวหาเทา ทม่ี ีใหท ราบ โดยระบุวนั เวลา สถานที่ และ
การกระทําทม่ี ีลักษณะเปนการสนับสนุนขอกลา วหา สาํ หรบั พยานบุคคลจะระบุหรือไมระบุชื่อพยานก็ได
โดยคํานึงถึงหลักการคุมครองพยาน ท้ังนี้ การแจงสรุปพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนขอกลาวหา ใหแจง
พยานหลักฐานฝายกลา วหาเทา ทม่ี ีตามที่ปรากฏไวใ นสาํ นวนใหผูถูกกลาวหาทราบ แมพยานหลักฐานจะฟง
ไดเ พียงวา เปนการกระทาํ ผดิ วนิ ัยไมรา ยแรง

การแจงขอกลา วหาและสรปุ พยานหลักฐานท่สี นบั สนนุ ขอ กลาวหาตามวรรคสอง ใหทาํ บนั ทึกซง่ึ
มสี าระสาํ คญั ตามแบบ สว. ๓ ท่ี ก.ค.ศ. กาํ หนด โดยทาํ เปน สองฉบบั มอบใหผ ูถ กู กลาวหาหนง่ึ ฉบบั และ

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก หนา ๓๘ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานุเบกษา

เกบ็ ไวในสาํ นวนการสอบสวนหนงึ่ ฉบับ โดยใหผถู ูกกลาวหาลงลายมือช่อื และวัน เดือน ปที่รับทราบไว
เปนหลักฐานดว ย

เม่อื ไดด ําเนินการดังกลา วแลว ใหค ณะกรรมการสอบสวนถามผูถ กู กลา วหาวา จะยื่นคาํ ช้แี จงแกข อ
กลาวหาเปน หนงั สือหรือไม ถา ผถู ูกกลา วหาประสงคจ ะย่นื คาํ ชแ้ี จงเปน หนังสือ ใหค ณะกรรมการสอบสวน
ใหโอกาสผถู กู กลา วหาย่ืนคาํ ชแี้ จงภายในเวลาอันสมควร แตอ ยางชา ไมเ กนิ สิบหา วนั นับแตวนั ทไ่ี ดร บั ทราบ
ขอ กลา วหาและสรปุ พยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา และตอ งใหโ อกาสผูถูกกลาวหาที่จะใหถอยคํา
เพ่ิมเติมรวมท้ังนําสืบแกขอกลาวหาดวย ในกรณีท่ีผูถูกกลาวหาไมประสงคจะยื่นคําช้ีแจงเปนหนังสือ
ใหค ณะกรรมการสอบสวนดาํ เนินการเพือ่ ใหผ ถู กู กลาวหาใหถ อ ยคาํ และนาํ สบื แกขอกลา วหาโดยเรว็

เมอ่ื คณะกรรมการสอบสวนไดร วบรวมพยานหลักฐานตาง ๆ เสร็จแลว ใหดําเนินการตามขอ ๓๘
และขอ ๓๙ ตอไป

ในกรณีทผี่ ถู กู กลาวหามา แตไมยอมลงลายมือช่ือรับทราบ หรือไมมารับทราบขอกลาวหาและ
สรปุ พยานหลกั ฐานท่สี นับสนนุ ขอ กลาวหา ใหคณะกรรมการสอบสวนสง บนั ทกึ ซงึ่ มีสาระสาํ คญั ตามแบบ
สว. ๓ ทางไปรษณียลงทะเบียนตอบรับไปใหผูถูกกลาวหา ณ ท่ีอยูของผูถูกกลาวหา ซ่ึงปรากฏตาม
หลักฐานของทางราชการหรือสถานท่ีติดตอท่ีผูถูกกลาวหาแจงใหทราบ พรอมท้ังมีหนังสือขอใหผูถูก
กลาวหาชแ้ี จง นัดมาใหถอยคําและนาํ สบื แกขอ กลาวหา ในกรณีเชนนี้ ใหทําบันทึกซ่ึงมีสาระสําคัญตาม
แบบ สว. ๓ เปนสามฉบับ เพื่อเกบ็ ไวในสํานวนการสอบสวนหน่งึ ฉบับ และสง ใหผถู กู กลาวหาสองฉบบั
โดยใหผ ถู ูกกลาวหาเกบ็ ไวห นง่ึ ฉบับและใหผูถูกกลา วหาลงลายมอื ช่อื และวนั เดือน ปที่รับทราบสงกลับ
คืนมารวมไวในสํานวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ เมื่อลวงพนสิบหาวันนับแตวันที่ไดดําเนินการดังกลาว
หากไมไดรับแบบ สว. ๓ คนื หรอื ไมไ ดรับคําช้ีแจงจากผูถูกกลาวหา หรือผูถูกกลาวหาไมมาใหถอยคําตามนัด
ใหถือวาผูถูกกลาวหาไดทราบขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนขอกลาวหาแลว และไม
ประสงคทีจ่ ะแกข อ กลาวหา ในกรณีเชนนี้ คณะกรรมการสอบสวนจะไมสอบสวนตอไปก็ได หรือถาเห็น
เปน การสมควรทจ่ี ะไดท ราบขอเทจ็ จรงิ เพม่ิ เติมจะสอบสวนตอ ไปตามควรแกก รณีก็ได แลวดําเนินการตาม
ขอ ๓๘ และขอ ๓๙ ตอ ไป แตถา ผถู ูกกลา วหามาขอใหถอ ยคาํ ยน่ื คาํ ชแี้ จงแกขอกลาวหา หรือขอนําสืบ
แกขอกลาวหากอนที่คณะกรรมการสอบสวนจะเสนอสํานวนการสอบสวนตามขอ ๓๙ โดยมีเหตุผล
อันสมควร ใหค ณะกรรมการสอบสวนใหโอกาสแกผูถ ูกกลา วหาตามทผ่ี ถู ูกกลาวหารองขอ

ขอ ๒๕ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนไดรวบรวมพยานหลักฐานตามขอ ๒๔ เสร็จแลว
กอ นเสนอสํานวนการสอบสวนตอผสู ัง่ แตง ต้งั คณะกรรมการสอบสวนตามขอ ๓๙ ถาคณะกรรมการสอบสวน

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก หนา ๓๙ ๑๒ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา

เห็นวา จําเปนจะตอ งรวบรวมพยานหลักฐานเพ่มิ เติมก็ใหดําเนินการได ถาพยานหลักฐานท่ีไดเพ่ิมเติมมา
น้ันเปนพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนขอกลาวหา ใหคณะกรรมการสอบสวนสรุปพยานหลักฐานดังกลาว
ใหผ ูถูกกลา วหาทราบ และใหโอกาสผูถ ูกกลา วหาทจี่ ะใหถ อยคําหรอื นําสืบแกเฉพาะพยานหลักฐานเพ่ิมเติมท่ี
สนับสนนุ ขอกลา วหาน้นั ท้ังน้ี ใหนาํ ขอ ๒๔ มาใชบ ังคับโดยอนุโลม

ขอ ๒๖ ผูถ ูกกลาวหาซึ่งไดยื่นคําชแ้ี จงหรอื ใหถ อ ยคาํ แกขอกลาวหาไวแ ลว มีสิทธิยื่นคําช้ีแจง
เพิ่มเติม หรอื ขอใหถอ ยคาํ หรอื นาํ สบื แกข อ กลาวหาเพิ่มเติมตอคณะกรรมการสอบสวนกอนการสอบสวน
แลว เสรจ็ หากคณะกรรมการสอบสวนเห็นวา มเี หตุผลอันสมควรก็ใหร บั ไวพจิ ารณาตอ ไป

เม่อื การสอบสวนแลวเสรจ็ และยังอยูระหวางการพิจารณาของผสู ง่ั แตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน
หรือผูบังคบั บัญชาคนใหมตามขอ ๓๗ ผูถูกกลาวหาจะยื่นคําช้ีแจงตอบุคคลดังกลาวก็ได ในกรณีเชนนี้
ใหรบั คาํ ชแี้ จงนัน้ รวมไวในสํานวนการสอบสวนเพอื่ ประกอบการพิจารณาดวย

ขอ ๒๗ ในการสอบปากคําผูถูกกลาวหาและพยาน ตองมีกรรมการสอบสวนไมนอยกวา
ก่ึงหนึง่ ของจํานวนกรรมการสอบสวนท้ังหมดจงึ จะสอบสวนได

ขอ ๒๘ กอ นเรม่ิ สอบปากคาํ พยาน ใหค ณะกรรมการสอบสวนแจงใหพยานทราบวากรรมการ
สอบสวนมีฐานะเปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การใหถอยคําอันเปนเท็จตอกรรมการ
สอบสวนอาจเปน ความผิดตามกฎหมาย

ในการสอบปากคําผูเ สยี หายหรือพยานซ่งึ เปน เด็ก ใหสอบสวนในสถานที่ท่ีเหมาะสมสําหรับเด็ก
และใหมีขาราชการครูที่เปนกลางและเช่ือถือได และบุคคลที่เด็กรองขอหรือไววางใจเขารวมในการ
สอบปากคาํ นน้ั ดว ย หากผูเสียหายหรอื พยานซึง่ เปน เด็กตงั้ รังเกยี จขาราชการครดู งั กลาวขางตน ใหเ ปลีย่ นตัว
บุคคลนน้ั

ในกรณีผูเ สยี หายหรือพยานเปนคนหูหนวกหรอื เปน ใบ หรือท้ังหหู นวกและเปนใบ หรือมีความ
พิการทางกาย หรอื ไมเขาใจภาษาไทยและจําเปนตองใชลาม ใหคณะกรรมการสอบสวนจัดหาลามท่ีเปน
กลางและเช่ือถือไดใ หแกบุคคลดังกลา ว

ขอ ๒๙ ในการสอบปากคําผูถูกกลาวหาและพยาน หามมิใหกรรมการสอบสวนกระทําหรือ
จัดใหกระทําการใด ๆ ซ่ึงเปนการใหคําม่ันสัญญา ขูเข็ญ หลอกลวง หรือกระทําโดยมิชอบดวยประการใด ๆ
เพือ่ จูงใจใหบคุ คลน้นั ใหถอ ยคาํ อยางใด ๆ หรือกระทาํ ใหท อใจ หรอื ใชก ลอุบายอืน่ เพอื่ ปอ งกนั มิใหบ คุ คล
ใดใหถ อยคําหรือไมใหถอยคาํ ซึ่งอยากจะใหด ว ยความเตม็ ใจในเร่ืองท่ถี กู กลา วหานัน้

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๓ ก หนา ๔๐ ๑๒ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานุเบกษา

ขอ ๓๐ ในการสอบปากคาํ ผูถกู กลาวหาและพยาน ใหค ณะกรรมการสอบสวนเรียกผูซ่ึงจะถูก
สอบปากคําเขามาในที่สอบสวนคราวละหน่ึงคน และหามมิใหบุคคลอ่ืนอยูในท่ีสอบสวน เวนแต
ทนายความหรอื ท่ปี รกึ ษาของผถู กู กลาวหา หรือบคุ คลตามขอ ๒๘ วรรคสอง หรือวรรคสาม หรือบุคคล
ซ่ึงคณะกรรมการสอบสวนอนุญาตใหอ ยูใ นทสี่ อบสวนเพือ่ ประโยชนแ หง การสอบสวน

การสอบปากคําผูถูกกลาวหาและพยาน ใหบนั ทกึ ถอยคําซง่ึ มสี าระสําคัญตามแบบ สว. ๔ หรือ
แบบ สว. ๕ ที่ ก.ค.ศ. กําหนด แลวแตก รณี เมือ่ ไดบ ันทึกถอ ยคําเสร็จแลวใหอ านใหผูใหถอยคําฟงหรือ
จะใหผ ใู หถอยคาํ อา นเองก็ได ถามีการแกไข ทกั ทวง หรอื เพม่ิ เตมิ กใ็ หแกไขใหถกู ตอง หรือมฉิ ะนัน้ กใ็ ห
บันทึกไว เมอ่ื ผใู หถอยคาํ รบั วาถูกตองแลว ใหผูใ หถ อยคาํ ผูเขารวมฟงตามวรรคหนึ่งที่อยูในที่สอบสวน
และผูบันทึกถอยคําลงลายมือช่ือไวเปนหลักฐาน และใหกรรมการสอบสวนทุกคนซึ่งรวมสอบสวน
ลงลายมือชอื่ รับรองไวใ นบนั ทึกถอยคาํ นัน้ ดวยถา บันทกึ ถอ ยคาํ มีหลายหนาใหก รรมการสอบสวนอยา งนอย
หน่งึ คนกับผใู หถอ ยคาํ ลงลายมอื ชื่อกํากบั ไวท ุกหนา

ในการบนั ทึกถอยคํา หามมใิ หข ดู ลบหรือบนั ทกึ ขอ ความทับ ถา จะตอ งแกไขขอความทไี่ ดบันทกึ
ไวแลว ใหใชวิธีขีดฆาหรือตกเติม และใหกรรมการสอบสวนผูรวมสอบสวนอยางนอยหน่ึงคนกับผูให
ถอยคาํ ลงลายมือชอ่ื กํากับไวทกุ แหงที่ขดี ฆา หรอื ตกเตมิ

ในกรณีท่ีผูใหถอยคําหรือผูเขารวมฟงตามวรรคหน่ึงที่อยูในที่สอบสวนไมยอมลงลายมือชื่อ
ใหบันทึกเหตุนนั้ ไวใ นบนั ทกึ ถอยคําน้ัน และใหกรรมการสอบสวนทุกคนซ่ึงรวมสอบสวนลงลายมือชื่อ
รบั รองไวด ว ย

ในกรณีท่ีผูใหถ อ ยคาํ ไมสามารถลงลายมอื ช่ือได ใหน ํามาตรา ๙ แหงประมวลกฎหมายแพงและ
พาณิชยม าใชบงั คบั โดยอนุโลม

ในกรณที ่ีพยานไมม าหรือมาแตไมใ หถ อยคาํ หรือคณะกรรมการสอบสวนเรยี กพยานไมไ ดภายใน
เวลาอนั สมควร คณะกรรมการสอบสวนจะไมส อบสวนพยานนั้นก็ได แตตองบันทึกเหตุนั้นไวในบันทึก
ประจาํ วนั ทม่ี กี ารสอบสวนตามขอ ๑๔ วรรคสาม และรายงานการสอบสวนตามขอ ๓๙

ขอ ๓๑ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นวา การสอบสวนพยานหลักฐานใดจะทําให
การสอบสวนลา ชา โดยไมจําเปน หรอื มใิ ชพ ยานหลักฐานในประเด็นสําคญั จะงดการสอบสวนพยานหลักฐาน
น้นั กไ็ ด แตต องบนั ทกึ เหตุนน้ั ไวในบนั ทกึ ประจาํ วนั ท่มี ีการสอบสวนตามขอ ๑๔ วรรคสาม และรายงาน
การสอบสวนตามขอ ๓๙

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๓ ก หนา ๔๑ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา

ขอ ๓๒ ในกรณีท่ีจะตองสอบสวนหรือรวบรวมพยานหลักฐานซ่ึงอยูตางทองท่ี ประธาน
กรรมการจะรายงานตอผูส่ังแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพ่ือดําเนินการมอบหมายใหหัวหนา
สว นราชการ ผบู ริหารสถานศึกษา หรือผูบรหิ ารหนว ยงานการศึกษา ในทองท่ีนั้นสอบสวนหรือรวบรวม
พยานหลักฐานแทนก็ได โดยกําหนดประเด็นหรือขอสําคัญที่จะตองสอบสวนไปให ในกรณีเชนน้ี
ใหหัวหนาสวนราชการ ผูบริหารสถานศึกษา หรือผูบริหารหนวยงานการศึกษาที่ไดรับมอบหมาย
เลือกขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาหรือขาราชการฝา ยพลเรอื นท่ีเห็นสมควรอยางนอยอีกสองคน
มารวมเปนคณะทําการสอบสวน

ในการปฏิบตั ิหนา ทต่ี ามวรรคหนึ่ง ใหค ณะทําการสอบสวนมีฐานะเปนคณะกรรมการสอบสวน
ตามกฎ ก.ค.ศ. น้ี และใหน าํ ขอ ๒๗ ขอ ๒๘ ขอ ๒๙ และขอ ๓๐ มาใชบ งั คับโดยอนโุ ลม

ขอ ๓๓ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นวา กรณีมีมูลวาผูถูกกลาวหากระทําผิดวินัย
ไมร ายแรงหรอื อยา งรายแรง หรอื หยอนความสามารถในอันท่ีจะปฏิบัติหนาที่ราชการ บกพรองในหนาที่
ราชการ หรอื ประพฤติตนไมเหมาะสมกับตําแหนงในอันท่ีจะปฏิบัติหนาท่ีราชการในเรื่องอ่ืนนอกจากที่
ระบุไวในคาํ สงั่ แตงต้งั คณะกรรมการสอบสวน ใหป ระธานกรรมการรายงานไปยังผูส่ังแตงตัง้ คณะกรรมการ
สอบสวนโดยเรว็ ถาผูส่ังแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนเห็นวากรณีมีมูลที่ควรกลาวหาวากระทําผิดวินัย
ไมร า ยแรงหรอื อยา งรา ยแรง หรือหยอนความสามารถในอันท่ีจะปฏิบัติหนาท่ีราชการ บกพรองในหนาที่
ราชการ หรือประพฤติตนไมเหมาะสมกับตําแหนงในอันที่จะปฏิบัติหนาที่ราชการตามท่ีรายงาน ก็ใหสั่ง
แตงต้ังคณะกรรมการสอบสวน โดยจะแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเปนผูทําการสอบสวน
หรอื แตง ต้งั คณะกรรมการสอบสวนใหมก ไ็ ด

ขอ ๓๔ ในกรณที ่กี ารสอบสวนพาดพิงไปถึงขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษาผูอื่นวามี
สวนรวมในการกระทําการในเร่ืองที่ทําการสอบสวนนั้นดวย ใหคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาใน
เบ้ืองตนวา ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผูน้ันมีสวนรวมกระทําการในเร่ืองที่สอบสวนดวย
หรอื ไม ถา เห็นวาผนู ้นั มีสว นรว มกระทําการในเร่ืองท่ีสอบสวนน้ันอยูดวย ใหประธานกรรมการรายงาน
ไปยังผสู ง่ั แตงตงั้ คณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาดาํ เนนิ การตามควรแกก รณีโดยเรว็

ในกรณีท่ีผูส่ังแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนเห็นวากรณีมีมูลที่ควรกลาวหาวากระทําผิดวินัย

อยางรา ยแรง หรือเปน ความผิดกรณีอน่ื ตามทีร่ ายงาน ก็ใหส ่ังแตง ตงั้ คณะกรรมการสอบสวน โดยจะแตง ตง้ั

คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเปนผูสอบสวน หรือจะแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนใหมก็ได ทั้งน้ี

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก หนา ๔๒ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา

ใหดําเนินการตามหลักเกณฑและวิธีการทีก่ ําหนดในกฎ ก.ค.ศ. น้ี ในกรณีเชนนี้ ใหใ ชพยานหลกั ฐานทไี่ ด
สอบสวนมาแลว ประกอบการพจิ ารณาได

ในกรณีท่ีคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการสอบสวนโดยแยกเปนสํานวนการสอบสวนใหม
ใหนําสําเนาพยานหลักฐานที่เก่ียวของในสํานวนการสอบสวนเดิมรวมไวในสํานวนการสอบสวนใหม
หรอื บนั ทึกใหปรากฏดว ยวา นาํ พยานหลักฐานใดจากสํานวนการสอบสวนเดิม มาประกอบการพิจารณาใน
สํานวนการสอบสวนใหมด วย

ขอ ๓๕ ในกรณที ีผ่ บู ังคับบัญชาไดแตง ต้ังคณะกรรมการสอบสวนเพ่ือสอบสวนขาราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษาผูใด ในเร่ืองท่ีผูนั้นหยอนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหนาที่ราชการ
บกพรอ งในหนา ท่ีราชการ หรอื ประพฤตติ นไมเ หมาะสมกบั ตาํ แหนงหนาท่ีราชการตามมาตรา ๑๑๑ และ
ผูบังคับบัญชาเห็นวาการสอบสวนเร่ืองน้ันมีมูลวาเปนการกระทําผิดวินัยอยางรายแรงซึ่งผูบังคับบัญชา
เหน็ ควรแตง ตงั้ คณะกรรมการสอบสวนเพื่อทําการสอบสวนผนู ั้นตามมาตรา ๙๘ ใหด ําเนินการตามหลักเกณฑ
และวิธกี ารท่ีกาํ หนดในกฎ ก.ค.ศ. น้ี ในกรณีเชน นค้ี ณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๙๘ จะนําสํานวน
การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๑๑๑ มาประกอบการพจิ ารณาดว ยก็ได

ขอ ๓๖ ในกรณีที่มีคําพิพากษาถึงท่ีสุดวาผูถูกกลาวหากระทําผิดหรือตองรับผิดในคดีที่
เกี่ยวกับเร่ืองที่กลาวหา ถาคณะกรรมการสอบสวนเห็นวาขอเท็จจริงท่ีปรากฏตามคําพิพากษาไดความ
ประจักษชัดอยูแลว ใหถือเอาคําพิพากษาน้ันเปนพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา โดยไมตอง
สอบสวนพยานหลักฐานอนื่ ทเี่ ก่ยี วของกับขอกลา วหา แตต อ งแจง ใหผ ถู กู กลา วหาทราบและแจง ขอ กลาวหา
พรอ มทัง้ สรปุ พยานหลกั ฐานทสี่ นับสนนุ ขอกลาวหาตามที่ปรากฏในคาํ พพิ ากษาใหผ ูถกู กลาวหาทราบ ทงั้ น้ี
ใหน ําขอ ๒๔ มาใชบังคับโดยอนุโลม

ขอ ๓๗ ในระหวางการสอบสวน แมจะมีการส่ังใหผูถูกกลาวหาไปอยูนอกบังคับบัญชาของ
ผูส่ังแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวน ใหคณะกรรมการสอบสวนทําการสอบสวนตอไปจนเสร็จ แลวทํา
รายงานการสอบสวนและเสนอสํานวนการสอบสวนตอผสู ่ังแตงตัง้ คณะกรรมการสอบสวน เพื่อตรวจสอบ
ความถกู ตอ งตามขอ ๔๓ ขอ ๔๔ ขอ ๔๕ และขอ ๔๖ และใหผูส่ังแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนสง
เร่อื งใหผ ูบังคบั บัญชาคนใหมของผูถูกกลาวหา เพ่อื ดําเนินการตามขอ ๔๐ ตอ ไป ท้ังน้ี ใหผูบังคับบัญชา
คนใหมมีอํานาจตรวจสอบความถูกตอ งตามขอ ๔๓ ขอ ๔๔ ขอ ๔๕ และขอ ๔๖ ดว ย

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก หนา ๔๓ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานุเบกษา

หมวด ๕
การทํารายงานการสอบสวน

ขอ ๓๘ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนไดรวบรวมพยานหลักฐานตาง ๆ เสร็จแลว ใหประชุม
เพอ่ื พจิ ารณาสํานวนการสอบสวน โดยชง่ั นา้ํ หนักพยานหลกั ฐานท้ังปวง ทั้งขอเท็จจริงอันเปนสาระสําคัญ
ของการกระทาํ ขอกฎหมายท่ยี กข้ึนอางองิ วนิ ิจฉยั ขอพจิ ารณา และขอ เสนอในการใชด ุลพินจิ

ในการพิจารณาลงมติ ใหป ระธานกรรมการถามกรรมการสอบสวนทีละคน เพือ่ ใหอ อกความเห็น
ทกุ คนในทุกประเดน็ ท่พี ิจารณา ดังตอ ไปนี้

(๑) ในกรณีที่เห็นวาผูถูกกลาวหากระทําผิดวินัย ก็ใหระบุดวยวาการกระทําของผูถูกกลาวหา
เปนความผดิ วนิ ยั กรณใี ด ตามมาตราใด และสมควรไดรับโทษสถานใด

(๒) ในกรณีทีเ่ หน็ วา ผูถูกกลาวหามิไดกระทําผิดวินัย หรือการกระทําของผูถูกกลาวหาไมเปน
ความผดิ วนิ ัย ก็ใหมีความเห็นยุติเรื่อง

(๓) ผูถ กู กลา วหาหยอ นความสามารถในอันที่จะปฏิบตั หิ นาท่รี าชการ บกพรอ งในหนา ท่รี าชการ
หรอื ประพฤติตนไมเ หมาะสมกบั หนา ทรี่ าชการตามมาตรา ๑๑๑ หรือไมอ ยางไร

(๔) ในกรณีที่มเี หตุอนั ควรสงสัยอยา งยิง่ วา ผถู ูกกลาวหาไดก ระทําผิดวินัยอยางรายแรง แตการ
สอบสวนไมไ ดความแนชัดพอท่ีจะรับฟงลงโทษปลดออกหรือไลออก ถาใหรับราชการตอไปจะเปนการ
เสยี หายแกร าชการตามมาตรา ๑๑๒ หรือไม อยางไร ก็ใหม ีความเห็นไปตามนน้ั

ขอ ๓๙ เม่อื ไดประชุมพจิ ารณาลงมติตามขอ ๓๘ แลว ใหค ณะกรรมการสอบสวนทํารายงาน
การสอบสวนซ่ึงมีสาระสําคัญตามแบบ สว. ๖ ที่ ก.ค.ศ. กําหนด เสนอตอผูส่ังแตงตั้งคณะกรรมการ
สอบสวน หากกรรมการสอบสวนผูใ ดมีความเห็นแยง ใหทําความเหน็ แยง แนบไวก ับรายงานการสอบสวน
โดยถือเปน สว นหนึ่งของรายงานการสอบสวนดว ย

รายงานการสอบสวนอยา งนอ ยตอ งมสี าระสําคัญ ดงั ตอ ไปน้ี
(๑) สรุปขอเท็จจรงิ อันเปนสาระสาํ คัญและพยานหลักฐาน ในกรณีที่ไมไดสอบสวนพยานตาม
ขอ ๓๐ วรรคหก และขอ ๓๑ ใหร ายงานเหตทุ ่ไี มไดสอบสวนนน้ั ใหปรากฏไว ในกรณที ผ่ี ถู กู กลา วหาให
ถอ ยคาํ รับสารภาพใหบ ันทกึ เหตผุ ลในการรบั สารภาพไวด วย
(๒) วินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหากับพยานหลักฐานท่ีหักลาง
ขอกลาวหา

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๓ ก หนา ๔๔ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา

(๓) ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนวา ผูถูกกลาวหาไดกระทําผิดวินัยหรือไม อยางไร
ถา ไมผ ดิ ใหเ สนอความเหน็ ยุติเร่ือง ถา ผดิ ใหร ะบวุ าเปนความผดิ วนิ ยั กรณใี ด ตามมาตราใด และสมควรไดรับ
โทษสถานใด หรอื มเี หตุอนั ควรสงสยั วา หยอ นความสามารถในอันที่จะปฏิบตั ิหนาท่รี าชการ บกพรองใน
หนาท่ีราชการ หรอื ประพฤติตนไมเ หมาะสมกบั ตําแหนงหนาทีร่ าชการตามมาตรา ๑๑๑ หรือไม อยางไร
หรอื มเี หตอุ ันควรสงสัยอยางย่งิ วาผูถูกกลา วหาไดกระทําผิดวนิ ยั อยางรายแรง แตการสอบสวนไมไดความ
แนชัดพอท่ีจะรับฟงลงโทษปลดออกหรือไลออก ถาใหรับราชการตอไปจะเปนการเสียหายแกราชการ
และสมควรใหออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๒ หรือไม อยางไร พรอมท้งั ขอ สนบั สนนุ การใชด ลุ พนิ ิจ

เม่ือคณะกรรมการสอบสวนไดทํารายงานการสอบสวนแลว ใหเสนอสํานวนการสอบสวน
พรอมทง้ั สารบาญตอ ผูสั่งแตง ตงั้ คณะกรรมการสอบสวน และใหถ อื วาการสอบสวนแลว เสรจ็

หมวด ๖
การพิจารณาสั่งสาํ นวนการสอบสวน

ขอ ๔๐ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนไดเสนอสํานวนการสอบสวนมาแลว ใหผูส่ังแตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนตรวจสอบความถูกตองของสํานวนการสอบสวนตามขอ ๔๓ ขอ ๔๔ ขอ ๔๕
และขอ ๔๖ แลวดาํ เนนิ การ ดังตอไปน้ี

(๑) ในกรณีทคี่ ณะกรรมการสอบสวนเห็นวาผูถูกกลาวหาไมไดกระทําผิดหรือไมมีเหตุท่ีจะให
ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๒ สมควรยตุ ิเรือ่ ง หรือกระทําผดิ ที่ยงั ไมถึงขัน้ เปนการกระทําผิดวินัยอยาง
รายแรง ใหผ สู ่งั แตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาสง่ั การตามที่เหน็ สมควรโดยเร็ว ท้ังน้ี ตองไมเกิน
หกสิบวนั นับแตว นั ไดรบั สํานวนการสอบสวน

(๒) ในกรณีทีค่ ณะกรรมการสอบสวนเหน็ วา ผถู ูกกลา วหาหยอนความสามารถในอันท่ีจะปฏิบัติ
หนาท่รี าชการ บกพรองในหนาทีร่ าชการ หรือประพฤติตนไมเหมาะสมกบั หนาที่ราชการตามมาตรา ๑๑๑
ใหผูสั่งแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาสํานวนการสอบสวนดังกลาว หากเห็นวามีเหตุตามที่
คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นมา ใหผสู ั่งแตง ต้งั คณะกรรมการสอบสวนดาํ เนินการตามมาตรา ๑๑๑

(๓) ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นวาผูถูกกลาวหากระทําผิดวินัยอยางรายแรง
สมควรลงโทษปลดออกหรอื ไลอ อกซง่ึ จะตอ งสง เร่อื งให อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นทก่ี ารศกึ ษา อ.ก.ค.ศ. ท่ี ก.ค.ศ.
ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. พิจารณาตามมาตรา ๑๐๐ วรรคสี่ (๑) หรือ (๒) หรอื เปนกรณีตามมาตรา ๑๑๒ ใหผูมี
อํานาจตามมาตราดังกลาวดําเนินการโดยไมชักชา ท้ังน้ี ตองไมเกินหกสิบวันนับแตวันไดรับสํานวน

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๕๓ ก หนา ๔๕ ๑๒ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกิจจานเุ บกษา

การสอบสวน และให อ.ก.ค.ศ. เขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษา อ.ก.ค.ศ. ท่ี ก.ค.ศ. ต้ัง หรือ ก.ค.ศ. แลว แตก รณี พจิ ารณา
ใหแลว เสร็จและมมี ติโดยเร็ว และใหผ มู ีอาํ นาจสง่ั การตามมติภายในหกสบิ วันนับแตว ันที่มีมติดงั กลา ว

ขอ ๔๑ ในกรณที ผ่ี สู ่ังแตง ต้งั คณะกรรมการสอบสวน ผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๘ หรือมาตรา
๑๐๔ (๑) อ.ก.ค.ศ. เขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ต้ัง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี เห็นสมควรให
สอบสวนเพ่ิมเติมประการใด ใหกําหนดประเด็นพรอมท้ังสงเอกสารท่ีเกี่ยวของไปใหคณะกรรมการ
สอบสวนคณะเดมิ เพ่อื ดําเนินการสอบสวนเพม่ิ เติมไดต ามความจาํ เปน

ในกรณที คี่ ณะกรรมการสอบสวนคณะเดมิ ไมอาจทําการสอบสวนได หรือผูส่ังสอบสวนเพ่ิมเติม
เห็นเปนการสมควรจะแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะใหมขึ้นทําการสอบสวนเพิ่มเติมก็ได ในกรณี
เชน นี้ ใหน ําขอ ๓ และขอ ๔ มาใชบังคับโดยอนโุ ลม

ใหค ณะกรรมการสอบสวนทาํ การสอบสวนเพ่ิมเติมใหแลวเสร็จโดยเร็ว เมื่อสอบสวนเสร็จแลว
ใหส ง พยานหลกั ฐานและเอกสารท่ีเกีย่ วของทีไ่ ดจ ากการสอบสวนเพิ่มเตมิ ไปใหผ สู ่งั สอบสวนเพิ่มเติมโดย
จดั ทําความเห็นเฉพาะทไี่ ดจากการสอบสวนเพิม่ เติมประกอบไปดวยก็ได

เมอ่ื ไดดําเนินการตามวรรคสามแลว ใหนําขอ ๔๐ มาใชบงั คับโดยอนุโลม
ขอ ๔๒ การพิจารณาพยานหลักฐานวาผูถูกกลาวหากระทําผิดวินัยหรือไม อยางไร
ใหพิจารณาจากพยานหลกั ฐานในสํานวนการสอบสวน และตองเปนพยานหลักฐานท่ีไดสรุปแจงใหผูถูก
กลาวหาทราบแลวเทาน้ัน

หมวด ๗
การสอบสวนทีม่ ชิ อบและบกพรอ ง

ขอ ๔๓ ในกรณีทปี่ รากฏวาการแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนไมถูกตองตามขอ ๓ ใหการ
สอบสวนทง้ั หมดเสียไป ในกรณเี ชนน้ี ใหผูสง่ั แตงต้ังคณะกรรมการสอบสวน ผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๘
หรือมาตรา ๑๐๔ (๑) แตง ตง้ั คณะกรรมการสอบสวนใหมใหถ ูกตอ ง

ขอ ๔๔ ในกรณีทป่ี รากฏวา การสอบสวนตอนใดทาํ ไมถ ูกตอง ใหการสอบสวนตอนนน้ั เสยี ไป
เฉพาะในกรณดี ังตอไปนี้

(๑) การประชุมของคณะกรรมการสอบสวน มีกรรมการสอบสวนมาประชุมไมครบตามท่ี
กําหนดไวใ นขอ ๑๗ วรรคหนึง่

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๓ ก หนา ๔๖ ๑๒ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา

(๒) การสอบปากคําบุคคลดําเนินการไมถูกตองตามท่ีกําหนดไวในขอ ๑๑ ขอ ๒๗ ขอ ๒๘
วรรคสอง ขอ ๒๙ ขอ ๓๐ วรรคหนึง่ หรอื ขอ ๓๒ วรรคหนง่ึ

ในกรณีเชนน้ี ใหผูส่ังแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน ผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๘ หรือมาตรา
๑๐๔ (๑) อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นท่ีการศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ต้ัง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี สั่งให
คณะกรรมการสอบสวนดําเนินการตามกรณดี งั กลาวใหมใ หถูกตอ งโดยเร็ว

ขอ ๔๕ ในกรณีที่ปรากฏวาคณะกรรมการสอบสวนไมเรียกผูถูกกลาวหามารับทราบ
ขอ กลาวหาและสรปุ พยานหลกั ฐานท่สี นบั สนนุ ขอกลาวหา หรอื ไมสงบันทึกการแจงขอกลาวหาและสรุป
พยานหลักฐานท่ีสนับสนุนขอกลาวหาทางไปรษณียลงทะเบียนตอบรับไปใหผูถูกกลาวหา หรือไมมี
หนงั สือขอใหผ ถู ูกกลา วหาช้แี จงหรอื นดั มาใหถอ ยคาํ หรอื นาํ สบื แกขอกลาวหาตามขอ ๒๔ ใหผูส่ังแตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวน ผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๘ หรือมาตรา ๑๐๔ (๑) อ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนท่ีการศึกษา
อ.ก.ค.ศ. ท่ี ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี สั่งใหคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการใหถูกตอง
โดยเรว็ และตองใหโอกาสผูถ ูกกลาวหาที่จะชี้แจง ใหถ อยคําและนําสืบแกขอกลาวหาตามที่กําหนดไวใน
ขอ ๒๔ ดว ย

ในกรณีท่ีการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนแตกตางจากขอกลาวหาที่คณะกรรมการ
สอบสวนไดแ จงใหผถู ูกกลาวหาทราบ แตใ นการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนนัน้ ถา ผูถูกกลา วหา
ไมไดหลงขอตอสูโดยไดแกขอกลาวหาในความผิดน้ันแลวซึ่งไมทําใหเสียความเปนธรรม ใหถือวาการ
สอบสวนและพจิ ารณานน้ั ใชไ ด และใหลงโทษผูถกู กลา วหาไดต ามบทมาตราหรอื กรณคี วามผิดทีถ่ ูกตอง

ขอ ๔๖ ในกรณที ่ีปรากฏวาการสอบสวนตอนใดทําไมถูกตองตามกฎ ก.ค.ศ. น้ี นอกจากที่
กาํ หนดไวใ นขอ ๔๓ ขอ ๔๔ และขอ ๔๕ ถา การสอบสวนตอนน้นั เปนสาระสําคัญอนั จะทําใหเ สียความ
เปนธรรม ใหผูส ่ังแตง ต้ังคณะกรรมการสอบสวน ผูม อี ํานาจตามมาตรา ๙๘ หรือมาตรา ๑๐๔ (๑) อ.ก.ค.ศ.
เขตพ้ืนท่ีการศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ต้ัง หรือ ก.ค.ศ. แลวแตกรณี สั่งใหคณะกรรมการสอบสวน
แกไ ขหรือดําเนนิ การตอนน้นั ใหถ ูกตองโดยเร็ว แตถาการสอบสวนตอนนัน้ มใิ ชสาระสาํ คัญอันจะทาํ ใหเ สยี
ความเปน ธรรม ผมู อี าํ นาจดงั กลาวจะสง่ั ใหแ กไขหรอื ดําเนินการใหถ ูกตอ งหรือไมก ไ็ ด

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๓ ก หนา ๔๗ ๑๒ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานุเบกษา

หมวด ๘
การนบั ระยะเวลา

ขอ ๔๗ การนบั ระยะเวลาตามกฎ ก.ค.ศ. นี้ สําหรบั เวลาเริ่มตนใหนับวันถัดจากวันแรกแหง
เวลานัน้ เปนวันเริม่ นบั ระยะเวลา แตถ าเปน กรณขี ยายเวลาใหน บั วันตอ จากวนั สดุ ทา ยแหงระยะเวลาเดิมเปน
วันเริ่มระยะเวลาท่ีขยายออกไป สวนเวลาส้ินสุด ถาวันสุดทายแหงระยะเวลาตรงกับวันหยุดราชการ
ใหน บั วนั เริม่ เปดทาํ การใหมเ ปนวนั สดุ ทายแหงระยะเวลา

บทเฉพาะกาล

ขอ ๔๘ การดําเนินการสอบสวนกอนที่กฎ ก.ค.ศ. น้ีใชบังคับ ใหคณะกรรมการสอบสวน
ดําเนนิ การตามหลักเกณฑและวิธีการทีใ่ ชอ ยใู นขณะน้ันจนกวาจะแลวเสรจ็ สวนการพิจารณาส่งั การของผมู ี
อาํ นาจตามมาตรา ๕๓ มาตรา ๙๘ หรือมาตรา ๑๐๔ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นท่ีการศึกษา อ.ก.ค.ศ. ท่ี ก.ค.ศ.
ตง้ั หรอื ก.ค.ศ. แลวแตก รณี ใหดําเนนิ การตามกฎ ก.ค.ศ. น้ี

ใหไว ณ วนั ที่ ๒๓ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
วิจิตร ศรีสอาน

รฐั มนตรีวาการกระทรวงศึกษาธกิ าร
ประธาน ก.ค.ศ.

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๕๓ ก หนา ๔๘ ๑๒ กนั ยายน ๒๕๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา

หมายเหตุ :- เหตผุ ลในการประกาศใชก ฎ ก.ค.ศ. ฉบบั นี้ คอื โดยทีก่ ารดาํ เนินการทางวินัยแกขาราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษาซ่ึงมีกรณีอันมีมูลท่ีควรกลาวหาวากระทําผิดวินัยนั้น ตองดําเนินกระบวนการ
สอบสวนพจิ ารณาโดยมิชักชา มีความยุตธิ รรม และคุม ครองสทิ ธิแกข าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษาที่
ถกู กลาวหาหรอื เปน ผูเ สยี หาย ตลอดจนพยานทใ่ี หถอ ยคําในการสอบสวน อันจะทําใหกระบวนการสอบสวน
ไดความจรงิ และมคี วามยตุ ธิ รรม ประกอบกับมาตรา ๙๘ วรรคหก แหง พระราชบญั ญัตริ ะเบียบขา ราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ บญั ญตั วิ า การสอบสวนพิจารณาขา ราชการครูและบุคลากรทางการ
ศึกษาซ่ึงถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัย ใหเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการท่ีกําหนดในกฎ ก.ค.ศ.
จงึ จาํ เปน ตองออกกฎ ก.ค.ศ. นี้


Click to View FlipBook Version