ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผเู้ รยี น
1 ความหมายของผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของผู้เรียนในด้านต่างๆ ซึ่งเกิดจากที่ผู้เรียนได้รับ
ประสบการณ์จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอน โดยครูผู้สอนต้องศึกษาแนวทางในการวัดผล
ประเมินผล การสรา้ งเครื่องมอื วดั ให้มคี ณุ ภาพน้นั ได้มผี ใู้ หค้ วามหมายของผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นไว้ ดงั นี้
ปราณี กองจินดา (2549) กล่าวไว้ว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือ
ผลสาเร็จท่ีได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้
ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จาแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของ
วตั ถุประสงคข์ องการเรยี นการสอนที่แตกตา่ งกนั
พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548) กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง
ขนาดของความสาเรจ็ ท่ีไดจ้ ากกระบวนการเรยี นการสอน
ศิริชัย กาญจนวสี (2552) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า คือ เป็นผลการ
เรยี นร้ตู ามแผนท่ีกาหนดไว้ลว่ งหน้า อันเกิดจากกระบวนการเรยี นการสอนในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งท่ีผ่าน
มา แบบทดสอบจงึ เปน็ แบบสอบทใ่ี ชว้ ดั ผลการเรียนรทู้ ่ีเกิดขนึ้ จากกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้เรียนได้จัดขึ้น
เพ่อื การเรียนรู้น้ัน สิ่งที่มุ่งวัดเป็นส่ิงที่นักเรียนได้เรียนรู้ภายใต้สถานการณ์ท่ีกาหนดข้ึน ซึ่งอาจจะเป็นความรู้
หรือทักษะบางอย่าง บ่งบอกถึงสถานภาพของการเรียนรู้ท่ีผ่านมา หรือสภาพการเรียนรู้ที่บุคคลนั้นได้รับ
จดุ มุ่งหมายดา้ นพุทธิพสิ ยั
สมพร เช้ือพันธ์ (2547) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่าคือ ความสามารถ
ความสาเร็จ และสมรรถภาพด้านตา่ งๆ ของผู้เรยี นท่ไี ดจ้ ากการเรยี นรู้อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน การ
ฝกึ ฝนหรือประสบการณ์ของแตล่ ะบุคคลซึ่งไดม้ าจากการทดสอบดว้ ยวิธีการตา่ งๆ
สริ สิ รณ์ สทิ ธริ ินทร์ (2554) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนไว้ว่า คือ ความสาเร็จ
ทางการเรียนของบุคคลที่วัดได้จากกระบวนการการทดสอบหรือกระบวนการท่ีไม่ต้องอาศัยการทดสอบด้วย
วธิ ีการอย่างหลากหลาย เช่น การตรวจผลงานของผูเ้ รียน การสังเกตพฤตกิ รรม เป็นตน้
สทุ ธภา บญุ แซม (2553) กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ผลท่ีเกิดจากกระบวนการ
เรยี นการสอนที่จะทาใหน้ กั เรยี นเกดิ การเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมและสามารถวัดได้โดยการแสดงออกทั้ง 3 ด้าน
คือ ดา้ นพทุ ธิพสิ ยั ดา้ นจิตพสิ ยั และดา้ นทักษะพสิ ัย
อารีย์ วิชิรวราการ (2542) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า คือ ผลที่เกิดขึ้น
จากการเรียนการสอน การฝึกประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในโรงเรียน นอกโรงเรียนและรวมถึงส่ิงแวดล้อม
ความรู้สึก ค่านิยม ซ่ึงเปน็ ผลท่เี กดิ จากการฝึก การสอน การอบรม
ไอแซงค์ อาโนลด์ และไมลี (อ้างถึงใน ปริยทิพย์ บุญคง, 2546) ให้ความหมายของคาว่า
ผลสัมฤทธ์ิ หมายถึง ขนาดของความสาเร็จที่ได้จากการทางานที่ต้องอาศัยความพยายามอย่าง มาก ซึ่งเป็น
ผลมาจากการกระทาที่ตอ้ งอาศยั ท้ังความสามารถทั้งทางร่างกายและทางสติปัญญา ดังน้ันผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนจึงเป็นขนาดของความสาเร็จท่ีได้จากการเรียนโดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัวบุคคล ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนอาจได้จากกระบวนการท่ีไม่ต้องอาศัยการทดสอบ เช่นการสงั เกต หรอื การตรวจการบา้ น หรือ
อาจได้ในรปู ของเกรดจากโรงเรียน ซ่งึ ตอ้ งอาศยั กระบวนการท่ีซับซ้อน และระยะเวลานานพอสมควร หรืออาจได้
จากการวัดแบบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนท่วั ไป
ดงั นัน้ จงึ สรปุ ได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบ
ตา่ งๆ กิจกรรมการเรยี นการสอน การฝึกฝน ที่จะทาให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัด
ได้จากการทดสอบผลการเรียนรู้น้นั ๆ โดยการแสดงออกมาท้งั 3 ดา้ น คอื ดา้ นพุทธิพสิ ัย ดา้ นจิตพิสัย และด้าน
ทกั ษะพิสัย
2 องคป์ ระกอบท่ีมีอทิ ธพิ ลตอ่ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
ในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ ส่ิงที่ครูผู้สอนต้องการ คือ ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในส่ิงที่เรียน
ท้งั ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้มากท่ีสุด ซึ่งองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผู้เรียนมี
หลายประการ กล่าวคือ ตัวแปรทีม่ ีอทิ ธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่ได้ข้นึ อยู่กับสติปัญญาเพียงอย่างเดียว
แต่จะขนึ้ อยู่กบั ตวั แปรอนื่ ๆ ดังนี้
1 พฤติกรรมด้านความรู้ ความคิด หมายถึง ความสามารถทั้งหลายของผู้เรียน ซึ่ง
ประกอบดว้ ยความถนัดและพน้ื ฐานเดมิ ของผเู้ รียน
2 คุณลักษณะด้านจิตพิสัย หมายถึง สภาพการณ์หรือแรงจูงใจท่ีจะทาให้ผู้เรียน เกิดการ
เรยี นร้ใู หม่ ได้แก่ ความสนใจ ทัศนคติต่อเนื้อหาวิชาที่เรียนในสถานศึกษาและระบบการเรียนรู้ ความคิดเห็น
เกยี่ วกับตนเอง ลักษณะบคุ ลกิ ภาพ
3 คณุ ภาพการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ ได้แก่ การไดร้ บั การแนะนา การมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรม
การเรยี นรู้ การเสริมแรงจากครูผสู้ อน การแก้ไขข้อผดิ พลาด และรผู้ ลว่าตนเองกระทาได้ถูกต้องหรอื ไม่
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน เป็นเร่ืองท่ีนักวิชาการให้ความสนใจมาโดยตลอดจึงพยายามศึกษา
องค์ประกอบท่ีมีส่วนสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนเพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมการใช้
ความสามารถและศักยภาพมอี ยใู่ นตนเองใหเ้ กดิ การเรยี นรู้ใหม้ ากที่สุด มีผู้กล่าวถึงองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อ
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนดังนี้
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (อ้างถึงใน น้าเพชร สินทอง, 2541) ได้กล่าวถึง
องค์ประกอบตา่ งๆ ที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ว่า ต้ังแต่เด็กเกิดมา และเจริญเติบโตในครอบครัว
จนกระทั่งเข้าสูว่ ยั เรียน ไดแ้ ก่ คณุ ลักษณะของนกั เรียน คุณภาพการจัดการเรียนในโรงเรียน ความสามารถติด
ตัวมาแต่กาเนดิ และภูมิหลงั ของครอบครวั
สภุ าพรรณ โคตรจรัส (อ้างถึงใน น้าเพชร สินทอง, 2541) กล่าวว่าองค์ประกอบท่ีมีอิทธิพลต่อ
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นนนั้ แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คอื
องค์ประกอบด้านคุณลักษณะเดียวกับตัวผู้เรียน ได้แก่ เชาวน์ปัญญา ความถนัดความรู้
พน้ื ฐานหรอื ความรู้เดิมของผู้เรียน และอารมณ์ เป็นแรงจูงใจความสนใจ ทัศนคติและนิสัยในการเรียน ความ
นึกคดิ เก่ยี วกับตนเอง ตลอดจนการปรบั ตัวและบคุ ลิกภาพอน่ื ๆ
องค์ประกอบทางสภาพแวดล้อม ส่ิงแวดล้อมทางครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย
ความคาดหวังของบิดามารดา
Prescott (อ้างถึงใน น้าเพชร สินทอง, 2541) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบท่ีมีอิทธิพลต่อ
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น พอสรุปได้ดงั น้ี
องค์ประกอบทางร่างกายได้แก่ การเจริญเติบโตของร่างกาย สุขภาพ ข้อบกพร่อง และ
ลักษณะทา่ ทางของร่างกาย
องค์ประกอบทางความรัก ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดา มารดา ความสัมพันธ์ระหว่าง
บดิ า มารดากับบตุ ร ความสัมพันธ์ระหว่างบุตรและสมาชิกในครอบครัว
องค์ประกอบทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเป็นอยู่ของ
ครอบครัว สภาพแวดลอ้ ม การอบรมเลี้ยงดขู องผู้ปกครอง และฐานะทางเศรษฐกิจ
องคป์ ระกอบด้านความสัมพันธก์ บั เพอ่ื นๆ ในวัยเดียวกนั
องค์ประกอบทางการพัฒนาแห่งตน ได้แก่ ด้านสติปัญญา ด้านความสนใจ ด้านเจตคติและ
แรงจูงใจ
องค์ประกอบทางดา้ นการปรับตัว คือ การปรับตวั และการแสดงอารมณ์
Gagne (อ้างถึงใน น้าเพชร สินทอง, 2541) ได้กล่าวว่า อิทธิพลท่ีมีผลต่อการเรียนรู้ ได้แก่
พันธกุ รรมและส่งิ แวดลอ้ ม ตามที่ยอมรับกันว่า สติปัญญาของคนได้รับการถ่ายทอดมาทางพันธุกรรม แต่ยังมี
องค์ประกอบอย่างอ่ืนแทรกเข้ามาเก่ียวข้องด้วย เช่น ประสบการณ์การเรียนรู้ ความสนใจ ตลอดจน
สิ่งแวดล้อมทีเ่ ป็นบุคคลทไี่ ด้รบั จากการเรียนรู้ สังคมและเศรษฐกจิ
จากแนวคิดต่างๆ สรุปได้ว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน
จะต้องประกอบด้วย ตัวผู้เรียน เช่น เชาวน์ปัญญา ความถนัด ความรู้พ้ืนฐานทางอารมณ์ แรงจูงใจ ทัศนคติ
ความสนใจ บุคลิกภาพ และองค์ประกอบทางด้านแวดล้อม เช่น ความสัมพันธ์กับบุคคล ขนบธรรมเนียม
ประเพณี ความเปน็ อยขู่ องครอบครวั ฐานะทางเศรษฐกจิ ทางสังคมไดแ้ กอ่ ยใู่ นสงั คมแห่งการเรียนรู้ไม่ใช่สังคม
ที่มีแต่ปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติดหรือปัญหาครอบครัว ตลอดจนกระบวนการเรียนการสอนใน
สถานศึกษา ซ่ึงถ้าหากพ่อแม่และครูผู้สอนดูแลเอาใจใส่ให้ผู้เรียนเจริญเติบโตพัฒนาทางร่างกาย จิตใจ และ
เสริมสติปัญญาท่ีถูกทิศทาง ผู้เรียนก็จะเจริญเติบโตพร้อมกับความสาเร็จในด้านการเรียน และในท่ีสุดก็จะ
กลายเป็นคนดแี ละรบั ผิดชอบในสงั คมต่อไป
3 การวดั ผลประเมินผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของผเู้ รยี น ส่วนใหญไ่ ด้มาจากการวัดผลประเมินผลจากเครอื่ งมือวัด การ
วัดผลประเมินผล ได้มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงการวัดผล การประเมินผล และพฤติกรรมท่ีจะวัดผลสัมฤทธิ์
ดงั น้ี
พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545) ได้กล่าวถึงพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย เป็นสมรรถภาพด้านสมองหรือ
ปัญญาของบคุ คล ในการเรยี นรูส้ ง่ิ ต่างๆ แบง่ เป็น 6 ระดับ ดังน้คี ือ
1 ความรู้-ความจา
1.1 ความรเู้ ร่อื งเฉพาะ
1.1.1 ความรู้เกย่ี วกับศพั ท์และนยิ าม
1.1.2 ความรเู้ ก่ยี วกับกฎและความจริง
1.2 ความรใู้ นวิธกี าร
1.2.1 ความรู้เกี่ยวกบั ระเบียบแบบแผน
1.2.2 ความรเู้ ก่ยี วกับลาดับขั้นและแนวโน้ม
1.2.3 ความรู้เก่ยี วกับการจัดประเภท
1.2.4 ความร้เู กี่ยวกับกฏเกณฑ์
1.2.5 ความรู้เกย่ี วกับวิธีการ
1.3 ความรรู้ วบยอดในบางเร่อื ง
1.3.1 ความรูเ้ ก่ยี วกบั หลักวชิ า
1.3.2 ความรู้เกย่ี วกับทฤษฎแี ละโครงสร้าง
2 ความเขา้ ใจ
2.1 การแปลความ
2.2 การตีความ
2.3 การขยายความ
3 การนาไปใช้
4 การวเิ คราะห์
4.1 การวเิ คราะหค์ วามสาคัญ
4.2 วเิ คราะห์ความสมั พันธ์
4.3 วเิ คราะหห์ ลักการ
5 การสงั เคราะห์
5.1 การสังเคราะหข์ ้อความ
5.2 การสังเคราะหแ์ ผนงาน
5.3 การสงั เคราะหค์ วามสัมพนั ธ์
6 การประเมินค่า
6.1 ประเมินโดยใช้เกณฑ์ภายใน
6.2 ประเมินโดยใชเ้ กณฑภ์ ายนอก
เยาวดี วบิ ลู ย์ศรี (2548) กล่าววา่ การวัดผลหมายถึง กระบวนการบ่งชีผ้ ลผลิตหรือคุณลักษณะท่ี
วัดได้จากเครื่องมือวัดผลประเภทใดประเภทหนึ่งอย่างมีระบบ ดังคานิยามท่ีว่า การวัดผล คือ การกาหนด
ตัวเลขใหก้ ับสิ่งใดส่ิงหน่ึงตามกฏเกณฑท์ ี่ตงั้ ไว้ และกล่าวว่า การประเมินผล หมายถึง การรวบรวมข้อมูล และ
การจัดข้อมูลทีเ่ ปน็ ประโยชน์ เพ่ือชว่ ยใหม้ ีการตดั สนิ ไดห้ ลายทาง
สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (2549) ได้กลา่ วถึงการวัดผลประเมินผลการ
เรียนการสอนด้านพทุ ธพสิ ัยสาหรบั วิชาวทิ ยาศาสตร์ จะวัดผลตามแนวความคิดของ Klopfer ซึ่งจาแนกระดับ
พฤตกิ รรมการเรยี นรูด้ ้านสตปิ ัญญาหรือความร้คู วามคดิ เปน็ 4 ลาดบั ขน้ั ดังนี้
1 ความรู้ความจา
2 ความเขา้ ใจ
3 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
4 การนาความรแู้ ละกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรไ์ ปใช้
สมศักด์ิ สนิ ธุระเวชญ์ (2545) ได้กล่าวถึงรูปแบบการประเมนิ ผลการเรียนรู้ ดงั นี้
การประเมินผลการเรียน (pre evaluation) เป็นการประเมินผลก่อนจะเริ่มต้นแต่ละ
แผนการจัดการเรียนรู้ ในทางปฏบิ ัติสามารถแยกไดเ้ ปน็ 2 ประเดน็ คอื
1 เพือ่ ดวู า่ ผเู้ รียนได้รสู้ ่งิ ต่างๆ กอ่ นท่ผี ู้สอนจะเร่ิมบทเรียนหรือไม่
2 เพื่อดูว่าผู้เรียนมีความรู้และทักษะในผลการเรียนท่ีผู้เรียนจะต้องมีมาก่อนการเรียน
เรอื่ งใหม่
การประเมินผลระหว่างเรียน (formative evaluation) เป็นการประเมินเพ่ือปรับปรุงการ
เรียนรู้และการจัดการเรียนรู้ การวัดผลความรู้ของความสามารถของผู้เรียนตามผลการเรียนรู้ ที่กาหนดไว้
ระหวา่ งการเรยี นของแต่ละแผนการจัดการเรยี นรู้
การประเมินผลรวม (summative evaluation) เป็นการประเมินผลเม่ือส้ินสุดการจัดการ
เรียนร้ใู นแต่ละหนว่ ยการเรยี นรู้ โดยมจี ดุ หมายเพ่อื ศกึ ษาว่า
1 ผูเ้ รยี นมคี วามร้ทู ้ังสน้ิ เท่าไร
2 ตดั สินผลการเรียนรู้
3 พยากรณ์ความสาเรจ็ ในรายวิชา
4 เปรียบเทยี บผลลพั ทบ์ างประการของผู้เรยี นแตล่ ะกลุม่
ดังน้นั การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เป็นการวัดพฤตกิ รรมทีใ่ ช้การจัดจาแนกอันดับ โดยวัด
พฤตกิ รรมดา้ นพทุ ธิพสิ ัย ด้านทักษะพิสัย และด้านจิตพิสัย เพื่อดูว่าผู้เรียนได้รู้ส่ิงต่างๆ มากน้อยเพียงไร เป็น
การตัดสินผลการเรียนรู้ ในการวดั ผลประเมนิ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนมีการประเมินผลก่อนเรียน ระหว่างการ
เรยี นการสอน และหลังเรียน
4 ความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์
พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2544) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เป็นแบบทดสอบท่ีใช้วัดความรู้
ความสามารถทางวชิ าการท่ีผเู้ รียนได้เรียนรู้มาแลว้ วา่ บรรลุผลสาเร็จตามจดุ ประสงค์ที่กาหนดไว้เพียงใด
ศิริชัย กาญจนวาสี (2544) กล่าวไว้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เป็นเครื่องมือในการวัดผล
สัมฤทธ์กิ ารเรียนรู้ของผเู้ รยี นตามเปูาหมายที่กาหนดไว้ เพ่ือให้ทราบวา่ ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ความสามารถถึง
มาตรฐานที่ผู้สอนกาหนดไว้หรือไม่ หรือมีความรู้ความสามารถระดับใด หรือมีความรู้ความสามารถดีเพียงไร
เม่อื เทียบกบั เพ่อื นๆ ที่เรียนดว้ ยกัน
จากที่กล่าวมา สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ หมายถึง เคร่ืองมือในการวัดระดับความรู้
ความสามารถของผ้เู รียน ตามจดุ ประสงค์ทกี่ าหนดไว้
5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เป็นเคร่ืองมือที่ใช้วัดความสามารถของผู้เรียนด้านพุทธิพิสัย
แบบทดสอบประเภทน้ีต้องมีความตรงตามเน้ือหา แนวทางการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิมีรายละเอียด
ดงั นี้
พิชิต ฤทธ์ิจรูญ (2545) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิจะมีคุณภาพได้น้ัน จะต้องอาศัย
หลักการสร้างทีม่ ีประสทิ ธภิ าพ ตามทฤษฎขี อง Gronlund ท่ีใหห้ ลกั การสร้างไว้ดังน้ี
1 ต้องนิยามพฤติกรรมหรือผลการเรียนรู้ให้ชัดเจน โดยกาหนดในรูปของจุดประสงค์การ
เรยี นรู้
2 ควรสร้างแบบทดสอบใหค้ รอบคลุมผลการเรยี นรู้
3 แบบทดสอบที่สร้างข้ึนควรวัดพฤติกรรม หรือผลการเรียนรู้ท่ีเป็นตัวแทนของกิจกรรม
การเรียนรู้ โดยจะต้องกาหนดตัวชว้ี ัด และขอบเขตของผลการเรยี นรู้ที่จะวดั แล้วจงึ เขียนข้อสอบตามตวั ชีว้ ดั
4 แบบทดสอบที่สรา้ งข้นึ ควรประกอบด้วยขอ้ สอบชนิดตา่ งๆ ทเี่ หมาะสมสอดคล้องกับการ
วดั พฤตกิ รรมหรอื ผลการเรยี นรู้ทก่ี าหนดไว้ใหม้ ากท่สี ุด
5 ควรสรา้ งแบบทดสอบโดยคานึงถงึ แผนหรือวัตถุประสงค์ของการนาผลการทดสอบไปใช้
ประโยชน์ จะไดเ้ ขยี นขอ้ สอบให้มีความสอดคลอ้ งกบั วัตถุประสงค์ และทนั ตามแผนทก่ี าหนดไว้
6 แบบทดสอบท่สี รา้ งขน้ึ จะตอ้ งทาการตรวจให้คะแนนไม่มีความคลาดเคลื่อนจากการวัด
ไมว่ า่ จะทาแบบทดสอบไปทดสอบกบั ผู้เรยี นในเวลาทแ่ี ตกต่างกันจะตอ้ งได้ผลการวดั เหมอื นเดิม
นอกจากน้ียังได้กล่าวถึงการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ มีขั้นตอนดาเนินการต่อไปนี้ (พิชิต
ฤทธจ์ิ รูญ, 2545)
1 วิเคราะหห์ ลักสูตรและสรา้ งตารางวเิ คราะหห์ ลักสตู ร
2 กาหนดจดุ ประสงค์การเรยี นรู้
3 กาหนดชนิดของข้อสอบและวธิ สี รา้ ง
4 เขียนข้อสอบ
5 ตรวจทานข้อสอบ
6 จัดพมิ พ์แบบทดสอบฉบบั ทดลอง
7 ทดลองสอบและวิเคราะห์ข้อสอบ
8 จดั ทาแบบทดสอบฉบับจริง
และยงั ได้กลา่ วถงึ ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท มี
ดังนี้
1 แบบทดสอบที่ครูสรา้ งขึ้นเอง หมายถงึ แบบทดสอบท่ีมุ่งวัดผลสัมฤทธ์ิผู้เรียนเฉพาะกลุ่ม
ท่ีครสู อน เปน็ แบบทดสอบทีส่ ร้างข้ึนโดยทั่วไปในสถานศึกษา มีลักษณะเป็นแบบทดสอบข้อเขียน แบ่งเป็น 2
ชนิด คือ
1.1 แบบทดสอบอตั นยั เปน็ แบบทดสอบท่ีกาหนดคาถาม หรือปัญหาใหแ้ ล้วผู้ตอบเขียน
โดยแสดงความรู้ ความคิด เจตคติ ไดอ้ ย่างเต็มท่ี
1.2 แบบทดสอบปรนัย หรือแบบให้ตอบส้ันๆ เป็นแบบทดสอบที่กาหนดให้ผู้สอบเขียน
คาตอบส้ันๆ หรือมีคาตอบให้เลือกแบบจากัดคาตอบ ผู้ตอบไม่มีโอกาสแสดงความรู้ แบบทดสอบชนิดนี้แบ่ง
ออกเป็น 4 แบบ คือ แบบทดสอบถูก-ผิด แบบทดสอบเตมิ คา แบบทดสอบจบั คู่ และแบบทดสอบเลอื กตอบ
2 แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธ์ิของผู้เรียนทั่วๆ ไป ซ่ึง
สรา้ งโดยผเู้ ช่ียวชาญ มีการวิเคราะห์และปรบั ปรงุ อย่างดีจนมีคุณภาพ มีมาตรฐาน กล่าวคือ มีมาตรฐานในการ
ดาเนินการสอบ วธิ กี ารใหค้ ะแนนและแปลความหมายของคะแนน
สมบรู ณ์ ตันยะ (2545) ไดก้ ล่าวถงึ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ ดงั นี้
แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิ (achievement test) หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ ทักษะ
และสมรรถภาพด้านตา่ งๆ ท่ีนกั เรียนแตล่ ะคนได้เรียนรมู้ าแล้ว เป็นการวัดเพื่อให้ทราบว่านักเรียนเรียนรู้อะไร
ในอดีตมากนอ้ ยเพียงใด และสามารถนาความรู้มาใชไ้ ด้เพยี งใด แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิแบง่ ได้ 2 ชนิด คอื
1 แบบทดสอบที่ครสู รา้ งขน้ึ (teacher-made test) เป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เพื่อ
วดั ผลการเรียนการสอน หรือวดั ความสาเรจ็ ในการเรียนการสอนของนกั เรยี น
2 แบบทดสอบมาตรฐาน (standardized test) เป็นแบบทดสอบ ที่ผ่านการวิเคราะห์
เพอื่ หาคณุ ภาพของแบบทดสอบเพอื่ ใหม้ ีคุณภาพดีท้ังฉบับ เป็นมาตรฐานในการใช้ สามารถนาผลการทดสอบ
ไปเทียบกับเกณฑโ์ ดยส่วนรวมได้ มปี ระโยชนใ์ นด้านการเปรียบเทียบผลการเรียนของนักเรียนแต่ละกลุ่มแต่ละ
แห่ง
และยังไดก้ ลา่ วถึงประเภทของแบบทดสอบผลสมั ฤทธิ์ มีดงั น้ี
1 แบบทดสอบแบบอตั นัยหรอื แบบความเรยี ง (composition or subjective test)
2 แบบทดสอบถูกผิด (true-false test)
3 แบบทดสอบแบบเตมิ คา (completion test)
4 แบบทดสอบแบบจับคู่ (matching test)
5 แบบทดสอบแบบเลือกตอบ (multiple choice test)
เยาวดี วิบูลย์ศรี (2548) กล่าวไว้ว่า แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ท่ีสร้างข้ึน มักมีความมุ่งหมายท่ี
สาคัญ คือ เพ่ือใช้วัดผลการเรียนรู้ด้านเน้ือหาวิชาและทักษะต่างๆ ของแต่ละสาขาวิชาท่ีจัดสอนในระดับช้ัน
เรยี นต่างๆ ของแตล่ ะโรงเรียน ลักษณะแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิมีทั้งที่เป็นข้อเขียน (paper and pencil test)
และที่เป็นภาคปฏิบัติจริง แบบสอบผลสัมฤทธิ์ท่ีดีและมีคุณค่าจะต้องสร้างให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิง
พฤตกิ รรม และการสรา้ งแบบสอบผลสมั ฤทธ์ิควรคานึงถึงข้อตกลงเบ้อื งต้น 3 ข้อ ดงั น้ี
1 เน้ือหาหรอื ทักษะ จะตอ้ งสามารถจากดั อยใู่ นรปู ของพฤติกรรม ซึง่ มคี วามเฉพาะเจาะจง
ในลกั ษณะท่ีจะส่อื สารไปยังบุคคลอน่ื ได้
2 ผลผลิตท่ีแบบทดสอบวัดนั้น จะต้องเป็นผลผลิตเฉพาะท่ีเกิดขึ้นจากการเรียนการสอน
ตามวตั ถปุ ระสงค์ทต่ี อ้ งการเท่านน้ั
3 ผลสมั ฤทธหิ์ รือความรู้ต่างๆ ท่ีแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์วัดได้น้ัน ถ้านาไปเปรียบเทียบกัน
แล้ว ผ้เู ข้าสอบทกุ คนจะต้องมโี อกาสไดเ้ รยี นรใู้ นเรื่องนัน้ ๆ อย่างเท่าเทียมกัน
นอกจากน้ียังได้กล่าวถึงการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ สามารถแบ่งได้เป็น 4 ข้ันตอน
ตอ่ ไปน้ี (เยาวดี วบิ ลู ยศ์ รี, 2548)
ขั้นท่ี 1 กาหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปของการสอบให้อยู่ในรูปของวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
โดยระบุเปน็ ข้อๆ ใหว้ ตั ถุประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมสอดคล้องกบั เนอื้ หาทง้ั หมดท่ีจะทดสอบ
ขัน้ ที่ 2 กาหนดโครงเรื่องของเนอ้ื หาสาระท่ีจะทาการทดสอบใหค้ รบถ้วน
ขัน้ ท่ี 3 เตรียมตารางเฉพาะหรอื ผังของแบบทดสอบ เพื่อแสดงน้าหนักของเน้ือหาวิชาแต่ละ
ส่วน และพฤติกรรมตา่ งๆ ทต่ี อ้ งการทดสอบให้เด่นชัด ส้นั กะทัดรดั และชัดเจน
ขั้นท่ี 4 สร้างข้อกระทงทั้งหมดทตี่ อ้ งการจะทดสอบให้เป็นไปตามสัดส่วนของน้าหนักท่ีระบุ
ไวใ้ นตาราง
และยังได้จาแนกแบบทดสอบผลสัมฤทธติ์ ามมิติต่างๆ ดังนี้ (เยาวดี วบิ ูลยศ์ ร,ี 2548)
มิติท่ี 1 จาแนกตามขอบข่ายของเน้ือหาวิชาท่ีวัด เช่น วัดเน้ือหาทางคณิตศาสตร์ วิชา
ประวตั ศิ าสตร์ หรือการสะกดคา
มติ ิที่ 2 จาแนกตามลักษณะทั่วไปของแบบทดสอบ โดยแบ่งแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิได้ 3
ลักษณะ คือ แบบทดสอบเพ่ือสารวจผลสัมฤทธ์ิ แบบทดสอบเพ่ือวินิจฉัยผลสัมฤทธิ์ และแบบทดสอบเพ่ือวัด
ความพร้อม
มิติท่ี 3 จาแนกตามมิติท่ใี ช้ ส่วนใหญ่เป็นแบบทดสอบประเภทข้อเขียน ได้แก่ แบบทดสอบ
ประเภทภาคปฏบิ ตั ิ (performance test)
สรุปได้ว่า แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสร้างขึ้นเพ่ือวัดพฤติกรรมหรือผลการเรียนรู้ ซ่ึง
อาจเป็นแบบทดสอบมาตรฐานท่ีผู้เช่ียวชาญได้สร้างไว้ หรือแบบทดสอบที่ผู้สอนจัดทาขึ้นเพื่อใช้เองเพื่อให้
สอดคลอ้ งกับจุดมุง่ หมายของพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด และก่อนที่จะสร้างแบบทดสอบจะต้องออกแบบการ
สร้างข้อสอบ วิเคราะห์หลักสูตร กาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ กาหนดชนิดของแบบสอบถาม ตรวจทาน
ทดลองใช้ วเิ คราะห์ขอ้ สอบ และนาไปใช้ทดสอบจริง นอกจากนั้นกาหนดสัดส่วนของเน้ือหาสาระในการออก
ขอ้ สอบใหช้ ัดเจน
6 ขัน้ ตอนการสร้างแบบทดสอบ
พิชิต ฤทธิจ์ รญู (2544) ได้กล่าวถงึ การสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนซ่ึงสามารถสรุป
ได้ดงั นี้
1 วเิ คราะห์หลักสตู รและสร้างตารางวิเคราะหห์ ลักสตู ร
การสร้างแบบทดสอบ ควรเร่ิมต้นด้วยการวิเคราะห์หลักสูตรและสร้างตารางวิเคราะห์
หลกั สตู ร เพื่อวเิ คราะหเ์ น้อื หาสาระและพฤตกิ รรมทต่ี ้องการจะวัด ตารางวิเคราะห์หลักสูตรจะใช้เป็นกรอบใน
การออกขอ้ สอบซ่ึงจะระบจุ านวนขอ้ สอบในแตล่ ะเรื่องและพฤติกรรมที่ต้องการวัดไว้
2 กาหนดจดุ ประสงค์การเรียนรู้
จุดประสงค์การเรยี นรู้ เป็นพฤติกรรมที่เป็นผลการเรียนรู้ท่ีผู้สอนมุ่งหวังจะให้เกิดข้ึนกับ
ผเู้ รียนซงึ่ ผสู้ อนจะต้องกาหนดไว้ลว่ งหนา้ สาหรับเปน็ แนวทางในการจัดการเรยี นการสอนและการสร้างข้อสอบ
วดั ผลสมั ฤทธิ์
3 กาหนดชนดิ ของข้อสอบและศึกษาวธิ สี ร้าง
โดยการศึกษาตารางวิเคราะห์หลักสูตรและจุดประสงค์การเรียนรู้ ผู้ออกข้อสอบต้อง
พิจารณาและตัดสินใจเลือกใช้ชนิดของข้อสอบที่จะใช้วัดว่าจะเป็นแบบใด โดยต้องเลือกให้สอดคล้องกับ
จดุ ประสงค์ของการเรยี นรูแ้ ละเหมาะสมกบั วัยของผู้เรียน แล้วศึกษาวิธีเขียนข้อสอบชนิดนั้นให้มีความรู้ความ
เขา้ ใจในหลกั และวธิ ีการเขยี นขอ้ สอบ
4 เขียนขอ้ สอบ
ผู้ออกข้อสอบลงมือเขยี นขอ้ สอบ ตามรายละเอยี ดทก่ี าหนดไวใ้ นตารางวเิ คราะห์หลักสูตร
และใหส้ อดคล้องกับจดุ ประสงค์การเรียนรู้
5 ตรวจทานขอ้ สอบ
เพื่อให้ข้อสอบที่เขียนไว้แล้วในข้ันท่ี 4 มีความถูกต้องตามหลักวิชาการมีความสมบูรณ์
ครบถว้ น ตามรายละเอียดที่กาหนดไวใ้ นตารางวิเคราะห์หลักสูตร ผู้ออกข้อสอบต้องพิจารณา ทบทวนอีกครั้ง
กอ่ นท่จี ะจัดพมิ พแ์ ละนาไปใชต้ ่อไป
6 จดั พมิ พข์ อ้ สอบฉบับทดลอง
เมื่อตรวจทานข้อสอบเสร็จแล้วให้พิมพ์ข้อสอบทั้งหมด จัดทาเป็นแบบทดสอบฉบับ
ทดลองโดยมคี าชีแ้ จงหรอื คาอธบิ ายวธิ ตี อบแบบทดสอบ และจัดวางรปู แบบการพิมพ์ใหเ้ หมาะสม
7 ทดลองสอบและวเิ คราะหข์ อ้ สอบ
การทดลองสอบและวิเคราะห์ข้อสอบ เป็นวิธีการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ
ก่อนนาไปใชจ้ ริง โดยนาแบบทดสอบไปทดลองสอบกับกลุ่มท่ีมีลกั ษณะคล้ายคลึงกบั กลุ่มท่ีต้องการทดสอบจริง
แลว้ นาผลการทดสอบมาวเิ คราะห์และปรบั ปรุงข้อสอบให้มีคุณภาพ โดยสภาพการปฏิบัติจริงของการทดสอบ
วดั ผลสัมฤทธ์ิในโรงเรียนมักไม่ค่อยมีการทดลองและวิเคราะห์ข้อสอบ ส่วนใหญ่นาแบบทดสอบไปใช้ทดสอบ
แลว้ จึงวเิ คราะห์ข้อสอบเพ่อื ปรับปรงุ ขอ้ สอบและนาไปใชใ้ นคร้ังตอ่ ๆ ไป
8 จัดทาแบบทดสอบจรงิ
จากผลการวเิ คราะห์ข้อสอบ หากพบว่าข้อสอบข้อใดไม่มีคุณภาพหรือมีคุณภาพไม่ดีพอ
อาจจะต้องตัดทิ้งหรือปรับปรุงแก้ไขข้อทดสอบให้มีคุณภาพดีข้ึน แล้วจึงจัดทาเป็นแบบทดสอบฉบับจริงที่จะ
นาไปทดสอบกับกลุ่มเปูาหมายต่อไป
เยาวดี วิบูลย์ศรี (อ้างถึงใน ณัฐพงศ์ มณีโรจน์, 2560) กล่าวถึงสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี น ซ่ึงสามารถสรุปได้ ดงั นี้
1 กาหนดวัตถุประสงค์ท่ัวไปของการสอบให้อยู่ในรูปของวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม โดย
ระบเุ ปน็ ข้อๆ และให้วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมเหลา่ นน้ั สอดคล้องกบั เนอ้ื หาสาระทั้งหมดทีจ่ ะทาการทดสอบ
2 กาหนดโครงเรือ่ งของเนอ้ื หาสาระ ที่จะทาการทดสอบให้ครบถ้วน
3 เตรยี มตารางเฉพาะ หรือผังของแบบทดสอบ เพื่อแสดงถึงน้าหนักของเนื้อหาวิชาแต่ละ
สว่ น และพฤติกรรมตา่ งๆ ท่ีตอ้ งการทดสอบใหเ้ ด่นชัด ส้ันกะทดั รดั และมคี วามชัดเจน
4 สร้างข้อสอบท้ังหมดที่ต้องการจะทดสอบให้เป็นไปตามสัดส่วนของน้าหนักที่ระบุไว้ใน
ตารางเฉพาะ
สมนึก ภทั ทิยธนี (2546) ได้กล่าวถงึ การสรา้ งแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นไว้ ดงั นี้
1 เขียนตอนนาให้เป็นประโยคคาถามทีส่ มบูรณ์อาจจะใส่เครื่องหมายปรัศนีด้วย แต่ไม่ควร
สร้างตอนนาให้เป็นแบบอ่านต่อความ เพราะทาให้คาถามไม่กระชับเกิดปัญหาสองแง่หรือข้อความไม่ต่อกัน
หรอื เกดิ ความสบั สนในการคดิ หาคาตอบ
2 เน้นเรื่องท่ีจะถามให้ชัดเจนและตรงจุดไม่คลุมเครือเพ่ือว่าผู้อ่านจะไม่เข้าใจไขว้เขว
สามารถมงุ่ ความคิดในคาตอบไปถูกทาง
3 ควรถามในเรื่องทีม่ ีคณุ ค่าต่อการวดั หรือถามในสง่ิ ทด่ี ีงามมปี ระโยชน์
4 หลีกเล่ียงคาถามปฏเิ สธถา้ จาเปน็ ตอ้ งใช้ควรขดี เส้นใตค้ าปฏเิ สธ
5 อย่าใช้คาฟุมเฟือย ควรถามปัญหาโดยตรงสิ่งใดไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ได้ใช้เป็นเงื่อนไขใน
การคิด กไ็ ม่ตอ้ งนามาเขยี นไวใ้ นคาถาม
6 เขียนตัวเลือกให้เป็นเอกพจน์ หมายถึง เขียนตัวเลือกทุกตัวให้เป็นลักษณะใดลักษณะ
หนึง่ หรือมที ศิ ทางแบบเดยี วกันหรือมโี ครงสรา้ งสอดคล้องเปน็ ทานองเดยี วกนั
7 ควรเรียงลาดับตวั เลขในตวั เลือกตา่ งๆ
8 ใชต้ วั เลือกปลายเปดิ หรือปลายปดิ ให้เหมาะสม
9 ข้อเดียวต้องมคี าตอบเดียว
10 เขยี นทั้งตัวเลอื กทถ่ี ูกและตวั เลอื กท่ผี ิดใหถ้ กู ต้องตามหลกั วชิ า
11 เขียนตัวเลือกให้อิสระขาดจากกัน อย่าให้ตัวเลือกตัวใดตัวหน่ึงเป็นส่วนหนึ่งหรือ
สว่ นประกอบของตวั เลอื กอ่ืน
12 อย่าแนะคาตอบซงึ่ เป็นการแนะนา
สรุปได้ว่า ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบนั้น ครูผู้สอนต้องวิเคราะห์หลักสูตร กาหนด
จุดประสงค์การเรียนรู้ กาหนดชนิดของข้อสอบและศึกษาวิธีสร้าง เขียนข้อสอบ ตรวจทานข้อสอบ จัดพิมพ์
ข้อสอบฉบับทดลอง ทดลองและวเิ คราะห์ขอ้ สอบ และนาไปใช้ในการทดสอบจรงิ
7 คณุ ภาพของเครอ่ื งมอื วัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
พชิ ติ ฤทธิ์จรญู (2544) ไดก้ ลา่ วถงึ คุณภาพของเคร่อื งมือวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นไว้ดงั นี้
9 ความเที่ยง คือ ความสามารถของเคร่อื งมอื ในการวัดสง่ิ ท่ตี ้องการจะวัดได้ หรือวัดได้ตรง
ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย คะแนนที่ได้จากเคร่ืองมือท่ีมีความเที่ยงตรงสูง
สามารถบอกสภาพท่แี ทจ้ ริงได้อย่างถูกต้อง แมน่ ยา คะแนนท่ีได้จากเคร่ืองมือที่
มีความเทีย่ งตรงตา่ กวา่ ความเท่ียงแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ความ
เทย่ี งตรงเชงิ เนือ้ หา ความเทยี่ งตรงเชงิ โครงสร้าง และความเท่ียงตรงตามเกณฑ์
ท่ีเกีย่ วขอ้ ง
2 ความเช่ือมั่น เป็นคุณสมบัติของเครื่องมือท่ีแสดงความคงที่ของผลการวัด ไม่ว่าจะวัดก่ี
ครั้งก็ตามกับกลุ่มเดิม การตรวจสอบความเชื่อมั่นมีวิธีดังนี้ คือ การวัดความคงท่ี การวัดความสมมูลกัน และ
การวดั ความสอดคลอ้ งภายใน
3 ความเป็นปรนัย คือ ความชัดเจนของเครื่องมือซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับความเป็น
อตั นัย ซ่งึ หมายถงึ ความไม่ชดั เจน ยดึ ถือในความคิดเหน็ ความร้สู กึ และเหตผุ ลของแต่ละบุคคลเป็นสาคัญ การ
วิเคราะหค์ วามเปน็ ปรนยั จะพจิ ารณาความชัดเจนของคาถาม คาตอบและการตรวจให้คะแนน
4 อานาจจาแนก เป็นคุณสมบัติของเคร่ืองมือที่สามารถจาแนกบุคคลออกเป็น 2 กลุ่ม ที่มี
คุณลักษณะแตกต่างกันในเรื่องท่ีศึกษา เช่น ข้อสอบจาแนกคนท่ีมีความรู้ออกจากคนท่ีไม่มีความรู้ หรือเป็น
กลมุ่ เก่งกบั กลุ่มอ่อน ถา้ เปน็ ความคิดเห็นก็จาแนกเป็นความคิดเห็นต่างกัน ถ้าเป็นเจตคติก็จาแนกเป็นเจตคติ
ทางบวกกับเจตคตทิ างลบ เปน็ ต้น
5 ความยาก เป็นคณุ ลกั ษณะเฉพาะของเครือ่ งมือที่เปน็ แบบทดสอบทบี่ ่งบอกว่าข้อสอบนั้น
มคี นทาถูกมาก ข้อสอบนนั้ มีความยากน้อย หรอื ง่ายนน่ั เอง และถา้ ขอ้ สอบนัน้ มคี นทาถกู ปานกลาง ข้อสอบนั้น
ก็จะมีความยากปานกลาง
เยาวดี วิบูลย์ศรี อ้างถึงโดย สุดารัตน์ นนท์คลัง (2549) ได้กล่าวถึงคุณภาพของแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิท์ มี่ ลี ักษณะท่ดี ีมคี ณุ ภาพเพ่ือให้ขอ้ มูลเชื่อถือไดด้ ังนี้
9 ความเที่ยงตรง หมายถึง ความสามารถของเครอ่ื งมือทวี่ ดั ไดต้ รงกับสิง่ ที่ต้องการวัดได้ตรง
ตามคุณลักษณะที่ต้องการวัด ตรงตามวัตถุประสงค์และพฤติกรรม วัดได้
ครอบคลุม ครบถ้วนตามเน้ือหา ถูกต้องตามความเป็นจริง ความเท่ียงตรงนั้น
แบง่ เปน็ ความเท่ียงตรงตามเนอ้ื หา ความเท่ียงตรงเชิงเกณฑ์สัมพันธ์ และความ
เทย่ี งตรงตามทฤษฎี
2 ความเชือ่ มน่ั หมายถึง ความสามารถของเครอ่ื งมอื ในการวัดให้ผลการวัดของผู้เรียนกลุ่ม
เดียวท่ีคงท่ีแน่นอน หรือมีความคงเส้นคงวาของผลการวัดหลายๆ คร้ังของผู้เรียนในกลุ่มเดียวกัน ปัจจัยที่มี
อิทธิพลต่อความเชื่อม่ันของแบบทดสอบมีหลายประการ คือ ความยาวของแบบทดสอบ การกระจายของ
คะแนน ความยากของข้อสอบ ความเปน็ เอกพนั ธข์ องขอ้ สอบ ความเปน็ ปรนยั อิทธพิ ลจากการเดาคาตอบของ
ผสู้ อบ
3 ความยากงา่ ย หมายถึง สดั ส่วนระหว่างจานวนผูต้ อบข้อสอบขอ้ น้นั ถูกต่อจานวนผู้ท่ีตอบ
ข้อสอบน้นั ทัง้ หมด เปน็ ความสามารถของเคร่อื งมือทีบ่ อกใหท้ ราบวา่ ขอ้ คาถามขอ้ น้ันง่ายหรอื ยาก
4 อานาจจาแนก หมายถงึ ความสามารถของแบบทดสอบในการจาแนกผู้เรียนออกเป็น 2
กลมุ่ ไดน้ ั่นคือกลุ่มเก่งและกลุม่ ออ่ น
5 ความเป็นปรนัย เป็นคุณสมบัติของแบบทดสอบพิจารณาได้จากคาช้ีแจงคาส่ังและข้อ
คาถามต้องมีความชัดเจน การใช้ภาษาทเ่ี หมาะสมกับวยั และระดบั ความรขู้ องผเู้ รยี นไมว่ ่าใครเป็นผู้ปฏิบัติ หรือ
ตอบคาถาม จะตอ้ งปฏบิ ัติหรือบอกไดต้ รงกันวา่ ขอ้ คาถามในเครือ่ งมอื แต่ละชนดิ ตอ้ งการอะไร อีกประการหนึ่ง
คือการตรวจใหค้ ะแนน การให้คะแนนไมว่ า่ ใครเป็นผ้ตู รวจในคาตอบเดยี วกนั ตอ้ งไดค้ ะแนนทีต่ รงกนั
6 ความมีประสิทธิภาพ แบบทดสอบท่ีมีประสิทธิภาพต้องถามให้ครอบคลุมเรื่องราวที่
ต้องการวัด เพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีต้องการเช่ือถือได้โดยลงทุนน้อยที่สุดแต่ให้ผลคุ้มค่า และมีคุณภาพมากท่ีสุด มี
การดาเนินการสอบสะดวกไม่ซับซ้อนและมีหลักการเดียวกันการตรวจให้คะแนนทาไ ด้ง่าย ไม่ต้องอาศัย
ผเู้ ชีย่ วชาญในการตรวจให้คะแนน การกาหนดระยะเวลาในการทาแบบทดสอบให้พอเหมาะ คือข้อสอบที่ดีควร
มีเวลาพอที่จะให้คนเข้าสอบร้อยละ 90 สามารถคิดคาตอบถงึ ข้อสดุ ทา้ ย
7 ความยุติธรรม แบบทดสอบที่ดีมีความยุติธรรม ต้องถามในเรื่องท่ีเรียนที่สอนหรือท่ี
กาหนดให้ หากเปน็ รายวิชาเดยี วกันมผี ูส้ อนหลายท่าน หลายห้อง หากใช้ข้อสอบเดียวกันต้องพิจารณาคาถาม
ในเร่อื งที่เรียนอย่างเดียวกนั ไมค่ วรเน้นเรือ่ งใดเรอ่ื งหนึ่งท่เี กิดข้อไดเ้ ปรียบเสยี เปรยี บ
8 ความลึก แบบทดสอบท่ีดีควรถามให้ครอบคลุมพฤติกรรมทั้ง 6 ขั้นท้ังความรู้ความจา
ความเข้าใจ การนาไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินค่า ไม่เน้นหรือถามเรื่องใดเรื่องหนึ่งท่ี
เปน็ การวัดความสามารถทางสมองขน้ั ต่า แตเ่ พียงอย่างเดยี ว
9 คาถามย่ัวยุ หมายถึง คาถามที่มีลักษณะยั่วยุให้ผู้เรียนอยากตอบไม่ซ้าซากจาเจน่าเบื่อ
หน่าย การเรียงลาดับคาถาม คาตอบมีความเหมาะสมยึดรูปแบบใดรูปแบบหน่ึงอาจจะยึดเน้ือหาจากง่ายไป
ยาก เป็นต้น
10 ความจาเพาะเจาะจง ผู้ตอบข้อสอบได้ต้องมีความรู้โดยศึกษาเล่าเรียนมาก่อน และ
คาถามที่ดี ไม่คลุมเครอื และกว้างเกินไป
สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (2557) ได้กล่าวถงึ คุณภาพของแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนทดี่ ี ซึ่งสามารถสรปุ ได้ ดงั นี้
9 ความตรง (validity) เป็นคุณภาพของแบบทดสอบที่สามารถวัดได้อย่างถูกต้องตรงกับ
วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ ไดแ้ ก่ ความตรงเชิงเน้อื หา ความตรงเชงิ โครงสร้าง และ
ความตรงเชงิ ทฤษฎี
2 ความเท่ียง (reliability) เป็นคุณสมบัติท่ีจะทาให้ผู้เรียนได้บรรลุวัตถุประสงค์ของ
แบบทดสอบทม่ี คี วามเท่ียงสงู คือแบบทดสอบท่ีสามารถทาหน้าท่ีวัดสิ่งท่ีต้องการวัดได้อย่างถูกต้องตามความ
มุ่งหมาย
3 ความเป็นปรนยั (objectivity) เปน็ คณุ สมบัตขิ องข้อสอบซึ่งต้องมีหลักเกณฑ์ถูกต้องตาม
หลกั วิชาและเปน็ ทีย่ อมรับซ่งึ ได้แก่ความชดั เจนของข้อคาถาม คาถามท่ีดีต้องอ่านแล้วเข้าใจตรงกัน การตรวจ
ใหค้ ะแนนตรงกันเฉลยตรงกนั และแปลความหมายของคะแนนตรงกนั
4 ความยากง่ายของข้อสอบ (difficulty) ข้อสอบในแต่ละข้อจะต้องไม่ยากหรือง่ายเกินไป
ข้อสอบที่มีความยากง่ายปานกลางเป็นขอ้ สอบท่ดี ี เพราะช่วยแปลความหมายของคะแนนไดด้ ี
5 อานาจจาแนก (discriminating) จะสามารถแยกเด็กออกเป็นประเภทได้ทุกระดับต้ังแต่
ออ่ นสุดถงึ เก่งสุดได้
6 ความยุติธรรม (fairness) เป็นแบบทดสอบที่ให้ความเสมอภาคเท่าเทียมกันท่ีผู้สอบจะ
ทาข้อสอบได้ตามความสามารถจริงของผู้เรียนในรายวิชาน้ันๆ ซึ่งลักษณะที่สาคัญคือต้องไม่มีความลาเอียง
เข้าขา้ งกลุ่มใดและไม่เปิดโอกาสให้คนเกง่ หรอื คนอ่อนเดาขอ้ สอบได้
7 ความลึก (searching) เป็นแบบทดสอบที่ให้ผู้สอบได้คิดค้นคาตอบด้านความสามารถใน
ระดับสติปัญญาท่ีอยู่ในข้ันสูง ไม่ควรถามแต่ความรู้ความจาเท่าน้ัน ควรถามเพ่ือวัดความเข้าใจกระบวนการ
และถามลกึ ถึงข้ันการนาไปใช้ การวิเคราะห์ การสงั เคราะห์ และการประเมนิ คา่
8 จาเพาะเจาะจง (definite) นกั เรยี นอ่านคาถามแลว้ ต้องเขา้ ใจชดั เจน ไมค่ ลมุ เครือ
9 คาถามย่ัวยุ (exemplary) เป็นข้อสอบท่ีมีลักษณะท้าทายชวนให้คิดต่อนักเรียน สอบ
แลว้ มคี วามอยากร้เู รือ่ งราวใหก้ ว้างขวางยงิ่ ขน้ึ
จากคุณภาพของเคร่ืองมือวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมาย
ของคุณภาพของเครื่องมือไว้ใกล้เคียงกันสามารถสรุปได้ดังนี้ คุณภาพของเคร่ืองมือสามารถทาได้โดยหาค่า
ความเท่ียงตรง ความเชื่อม่ัน ความยากง่าย อานาจจาแนก ความยุติธรรม เป็นต้น ซ่ึงจะทาให้แบบทดสอบมี
คุณภาพและมีความนา่ เช่อื ถือมากข้นึ
บรรณานกุ รม
ณฐั พงศ์ มณโี รจน์. (2560). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรูแ้ บบสบื เสาะหาความรตู้ ามแนวคิดสะเต็ม
ศึกษาช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 4. วทิ ยานพิ นธ์ปริญญาการศกึ ษามหาบณั ฑิต สาขาวิชาการสอน
วิทยาศาสตร์และคณติ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
นา้ เพชร สินทอง. (2541). การศึกษาเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นและความวิตกกังวลระหว่าง
การอบรมเล้ียงดูแบบเขม้ งวดกวดขัน แบบมีเหตุผลและแบบปล่อยปละละเลย ของ
นกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสวนกุหลาบวทิ ยาลัย นนทบรุ ี ปีการศึกษาปี
ท่ี 2541. วิทยานิพนธศ์ ึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง.
ปราณี กองจนิ ดา. (2549). การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นคณิตศาสตร์และทักษะการคิดเลข
ในใจของนักเรยี นทไ่ี ดร้ ับการสอนตามรูปแบบซิปปาโดยใชแ้ บบฝึกหดั ที่เนน้ ทกั ษะการคิด
เลขในใจกบั นกั เรยี นทไ่ี ด้รับการสอนโดยใชค้ ่มู ือครู. วิทยานพิ นธ์ ค.ม. (หลกั สูตรและการ
สอน). พระนครศรอี ยธุ ยา บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยุธยา.
ปรยิ ทพิ ย์ บญุ คง. (2546). การศกึ ษาปัจจยั บางประการทส่ี ัมพันธก์ ับผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนวชิ า
คณิตศาสตร์ของนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 1. ปริญญานพิ นธก์ ารศึกษามหาบณั ฑิต
สาขาวิชาการวจิ ัยและสถิติทางการศึกษา บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ.
พิชิต ฤทธ์ิจรญู . (2544). หลักการวดั และประเมนิ ผลการศกึ ษา. พระนครศรอี ยธุ ยา : คณะครุศาสตร์
สถาบนั ราชภฏั พระนคร.
_______. (2545). หลักการวดั และประเมนิ ผลการศึกษา. กรงุ เทพฯ : เฮาส์ ออฟ เดอรม์ ิส.
พมิ พนั ธ์ เดชะคปุ ต์ และพเยาว์ ยนิ ดสี ขุ . (2548). ทักษะ 5C เพ่อื การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้และการ
จัดการเรียนการสอนแบบบรู ณาการ. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั .
เยาวดี วิบลู ย์ศรี. (2548). การวัดผลและการสร้างแบบสอบผลสัมฤทธ.์ิ กรุงเทพฯ : โรงพิมพแ์ หง่
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
ศริ ิชัย กาญจนวาสี. (2544). ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดมิ . พิมพค์ รงั้ ท่ี 4. กรุงเทพฯ : คณะครศุ าสตร์
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
_______. (2552). ทฤษฎีทดสอบแบบด้ังเดิม Classical test theory. โรงพิมพแ์ หง่
จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย. กรุงเทพฯ.
สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2549). การวัดและประเมินผลวชิ าวทิ ยาศาสตร์.
กรุงเทพฯ : สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
_______. (2557). เอกสารจัดกจิ กรรมการเรียนรสู้ ะเตม็ ศึกษา. กรุงเทพฯ : สถาบันสง่ เสรมิ การสอน
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี.
สมนกึ ภัททิยธนี. (2546). การวัดผลการศึกษา. พมิ พ์ครงั้ ที่ 11. กาฬสนิ ธ์ุ : ประสานการพมิ พ์.
สมบูรณ์ ตันยะ. (2545). การประเมินทางการศึกษา. กรุงเทพฯ : สวุ รี ิยาสาส์น.
สมพร เชอ้ื พนั ธ.์ (2547). การเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นคณติ ศาสตร์ของนักเรียนชั้น
มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โดยใชว้ ธิ ีการจดั การเรยี นการสอนแบบสรา้ งองค์ความรู้ด้วยตนเองกับ
การจดั การเรยี นการสอนตามปกติ. วทิ ยานิพนธ์บัณฑิตวทิ ยาลยั สถาบันราชภฏั
พระนครศรอี ยุธยา.
สมศกั ดิ์ สนิ ธุระเวชญ.์ (2545). สรา้ งความเข้าใจ สู่การปฏิบตั ิจรงิ : การวัดและประเมินการเรยี นรู้.
กรุงเทพฯ : วฒั นาพานิช.
สริ ิสรณ์ สิทธริ นิ ทร์. (2554). ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ และแรงจูงใจในการแลกเปล่ยี น
ความรขู้ องนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปี ที่ 2 ทีเ่ รยี นโดยใชก้ จิ กรรมการจัดการความรู้.
วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาการศึกษามหาบัณฑติ สาขาวชิ าหลักสูตรและการสอน
มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่
สดุ ารตั น์ นนทค์ ลัง. (2549). การพัฒนาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนกลุ่มสาระการเรยี นรู้
วทิ ยาศาสตร์ ชว่ งชนั้ ท่ี 3 สงั กัดกลุ่มโรงเรียนเทศบาลเมืองอตุ รดิตถ์. วิทยานพิ นธป์ รญิ ญา
ครศุ าสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิจัยและประเมนิ ผลการศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อตุ รดิตถ.์
สุทธภา บุญแซม. (2553). การศึกษาความสามารถในการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณและผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียนวิชาฟสิ กิ ส์ หนว่ ยการเรียนรู้ เรอ่ื ง คลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ของนักเรยี นช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 โดยใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (7E). วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์
มหาบัณฑติ สาขาวชิ าหลกั สูตรและการสอน มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า.
อารยี ์ วชิรวราการ. (2542). การวัดและการประเมนิ ผลการเรียน. สถาบนั ราชภัฏธนบุรี. กรุงเทพฯ.