The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบความรู้ ที่ 3 นาฏศิลป์ไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by acroniss3435, 2021-11-19 01:38:05

ใบความรู้ ที่ 3 นาฏศิลป์ไทย

ใบความรู้ ที่ 3 นาฏศิลป์ไทย

ใบความรทู้ ่ี 3
เร่อื ง นาฏศลิ ปไ์ ทย

ทา่ รำต่างๆ
ท่ารำแม่บทเล็กและภาพประกอบ
ท่าออก

1. พระ หันข้างไปทางทิศขวา ก้าวเท้าซ้ายขว้ด้านหนา้ เท้าขวาวางหลังเปิดสน้ เท้า ทำท่าสอดสร้อยมาลา
โดยมือขวาตั้งวงบน มือซ้ายจีบหงายที่หัวเข็มขัด เอียงซ้าย ย่อเข่าเล็กน้อยนาง ปฏิบัติเหมือนตัวพระ แต่วงระดับ
ต่ำกว่า

2. พระ ยืดยุบวิ่งซอยเท้าหันไปด้านหน้า สอดจีบซ้ายขึ้นตั้งวง มือขวาจับจีบหงาย เปลี่ยนเอียงขวา(ท่า
สอดสร้อยมาลา) ซอยเทา้ อยกู่ บั ที่ ยืดยุบข้นึ ลงพร้อมกับเปลี่ยนมอื จีบ ทำทง้ั หมด 6 คร้งั
นาง ปฏบิ ตั เิ หมอื นตัวพระ

3. พระ ถอนเท้าขวาลงหลงั ประเทา้ ซา้ ย มอื ซา้ ยตง้ั วงด้านหนา้ มอื ขวาจีบควำ่ เอียงซา้ ย ย่อตวั ลงจากนั้น
ปล่อยจีบขวาออก พลิกมือขึ้นตัง้ วงบน มือซ้ายจีบส่งหลังแขนตึง เอียงขวา ก้าวเท้าซ้ายลงนัง่ คุกเข่ารวมมือจีบควำ่
ทห่ี น้าขา พลกิ หงายออกแลว้ วางฝา่ มือคว่ำ ทาบลงบนหน้าขา กระทบกน้ หน้าตรงนาง ปฏบิ ตั เิ หมือนตวั พระ

รูปท่ี 1 ท่าเทพนม
พระ นง่ั คกุ เข่า ส้นเทา้ ทง้ั สองชดิ กัน หัวเขา่ แยกห่างจากกนั ประมาณ 2 คบื มือทง้ั สองพนมอย่ทู ่ีระหว่าง
อกปลายมือเปิดออกเลก็ น้อย ดันหลัง หนา้ ตรง
นาง นงั่ คกุ เขา่ สน้ เทา้ ทั้งสองชดิ กัน หัวเข่าท้งั สองชดิ ติดกนั มือทง้ั สองพนมอยู่ทีห่ ว่างอก ปลายมือเิด
เล็กนอ้ ย ดนั หลัง หนา้ ตรง

รปู ที่ 2 ท่าปฐม

พระ กระทบก้นหนงึ่ ครั้ง แทงปลายมอื ลง พร้อมกบั เอยี งขวา ตงั้ มือขึน้ ไขวท้ บั กันระดับอก เอียงศรี ษะซ้าย
กระดกเสย้ี วซ้าย

นาง ปฏิบัตเิ หมือนตวั พระ แต่นางกระดกเทา้ ขวา และเอียงศรี ษะตรงข้ามกับตวั พระ (เอียงตวั ออกจากกัน)

รูปท่ี 3 ท่าพรหมสหี่ นา้
พระ กระทบก้นหนึ่งครงั้ จีบคว่ำทั้งสองมือ งอแขน สอดจีบขน้ึ ตัง้ วงบัวบานเสมอศีรษะ เอียงขวา กระดก
เสี้ยวเทา้ ขวา
นาง ปฏิบัตเิ หมือนตวั พระ แตน่ างกระดกเทา้ ซา้ ยและเอยี งศรี ษะซา้ ย (เอียงเข้าหากัน

รปู ท่ี 4 ท่าสอดสรอ้ ยมาลา
พระ ตั้งเข่าซ้ายขึ้น กันเข่าออก พลิกมือขวาขึ้นตั้งวงบน มือซ้ายจับจีบขึ้นหงายที่หัวเข็มขัด เอียงซ้าย
ลุกขึ้นยืนพร้อมกบั สอดจบี ซ้ายขึ้น เปลี่ยนเปน็ ตั้งวงบน มือขวาจับจบี หงายที่หัวเข็มขดั แทน เอียงขวาแตะจมูกเท้า
ขวาหนั หน้าเฉยี งไปด้านขวา ยืดยบุ วางสน้ และแตะเท้าวิ่งหมุนรอบตวั ไปทางขวา
นาง ปฏิบตั ิเหมอื นตัวพระ แต่ระดบั วงต่ำกว่า

รปู ที่5 ทา่ เฉิดฉนิ
พระ มือซ้ายจีบหงายระดับปาก มือขวาตั้งวงระดับเดียวกัน เอียงซ้าย ก้าวเท้าขวาไขว้หน้า ย่อตัวล ง
จากนน้ั ม้วนจีบซ้ายออกต้ังวงหนา้ ระดับปาก มอื ขวาพลิกข้ึนตง้ั วงหงาย เอยี งขวา กระดกเท้าซา้ ยหลัง
นาง ปฏิบตั ิเหมือนตัวพระ

รูปท่ี 6 ท่ากวางเดนิ ดง
พระ ถอนเทา้ ซา้ ยลงหลัง เอยี งซ้าย กา้ วเท้าขวาไขว้หนา้ ส่วนมอื ทัง้ 2 ขา้ งทำทา่ จบี มือกวาง โดยน้ิวช้ีและ
นิ้วกลางเหยยี ดตึง นว้ิ ทเี่ หลือทั้งสามเกบ็ มือ เอยี งขวา กา้ วเทา้ เดินตามจังหวะ 5 ก้าว หนั หน้าเฉียงไปด้านขวา

จังหวะท่ี 1 คำว่า กวาง ก้าวเทา้ ขวา มือซา้ ยอยู่หน้า เอียงขวา
จงั หวะที่ 2 คำว่า เดนิ ดง กา้ วเท้าซา้ ย มือขวาอยหู่ น้า เอียงซ้าย
จงั หวะท่ี 3 คำวา่ เอย ก้าวเท้าขวา มอื ซา้ ยอยหู่ น้า เอียงขวา
จงั หวะที่ 4 คำวา่ เอ่อเออ ก้าวเทา้ ซ้าย มอื ขวาอยู่หนา้ เอยี งซา้ ย
จงั หวะท่ี 5 คำว่า เอย ก้าวเท้าขวา มือซา้ ยอยหู่ น้า เอียงขวา
นาง ปฏิบัติเหมือนตวั พระ

รปู ท่ี 7 ท่าหงสบ์ ิน
พระ ถอนเทา้ ขวาลงหลงั จีบหงาย 2 มือ เอยี งขวา แล้วส่งจบี ไปขา้ งหลังแขนตึง ยกเทา้ ซ้าย วาดจบี หลงั ขนึ้ มา
ตั้งวงบนท้ัง 2 ขา้ ง กลับเอียงซา้ ย ก้าวเท้าซ้ายลง วิ่งซอยเท้า หมนุ ตัวมาดา้ นซา้ ย
นาง ปฏิบัตเิ หมือนตวั พระ

รปู ที่ 8 ท่ากนิ รนิ

พระ ก้าวเท้าซา้ ยไปด้านข้าง จีบควำ่ 2 มอื เอียงซ้าย ยกเท้าขวา มอื ซ้ายจีบปรกข้าง มอื ขวาจีบหงาย
แขนตงึ ระดบั ไหล่ กลับเอียงขวา

นาง ปฏบิ ัตเิ หมือนตวั พระ แต่เดย่ี วเท้าขวา

รูปท่ี 9 ท่าเลียบถ้ำ
พระ ก้าวเท้าขวา หมุนตัวจากด้านซ้ายมาขวา เอียงขวา พร้อมกับม้วนมือจีบทั้ง 2 ข้างคลายออก มือซ้ายป้อง
หน้าสูงระดับศีรษะ มือขวาแทงวงลง หงายฝ่ามือเหยียดตึง ยกเท้าซ้าย เอียงซ้าย
นาง ปฏิบัตเิ หมือนตัวพระ

รปู ท่ี 10 ทา่ อำไพ
พระ วิง่ ซอยเท้าหมุนตัวมาดา้ นซ้าย พร้อมกับสา่ ยแขนขวาทีเ่ หยยี ดตงึ พลิกวงข้ึนลง จากน้นั ก้าวเท้าซา้ ยไขว้
หนา้ จีบหงายทั้ง 2 มือ ระดับอก
เอียงขวา กระทุ้งเท้าขวา ยกมือขวาขึ้นตั้งวงบน มือซ้ายตั้งวงเสมอไหล่แขนตึง เอียซ้าย นาง นาง ปฏิบัติ
เหมือนตัวพระ

รปู ที่ 11 ทา่ อีกชา้

พระ ถอนเท้าซา้ ยลงหลัง จบี คว่ำทัง้ 2 มอื ระดับหน้าทอ้ ง เอียงซา้ ย จากนัน้ ก้าวเทา้ ขวาไขว้หน้า คลายมอื
จบี ออก

มอื ขวาตัง้ วงเสมอไหลแ่ ขนตึง มือซ้ายตง้ั วงล่าง แลว้ หมุนตัวมาดา้ นซา้ ย เอียงขวา นาง ปฏิบัตเิ หมือนตัวพระ

รปู ที่ 12 ทา่ นางนอน
พระ ยกเทา้ ซา้ ย มือซ้ายหงายฝา่ มือแทง วงลงดา้ นข้าง งอศอก มือขวาต้งั วงล่าง เอียงซ้าย
นาง ปฏบิ ตั เิ หมอื นตวั พระ

รูปท่ี 13 ท่าภมรเคลา้
พระ ก้าวเทา้ ซ้ายไขวห้ นา้ เอยี งขวา แทงวงซา้ ยสูง พลิกมอื ขน้ึ ตั้งวงบน มือขวามว้ นจีบซ้อนกัน แตะ
เท้าแลว้ ซอยเท้าหันมาด้านหน้า เอียงซ้าย ก้าวเทา้ ขวาไปขา้ ง
ย้ายมือมาฝ่ังขวา กรายมือขวาขึ้นต้ังวงบน มือซ้ายมว้ นจีบเขา้ หาตัว จรดเท้าซ้าย เอียงขวา นาง ปฏิบตั ิ
เหมือนตวั พระ

รูปท่ี 14 ท่าแขกเตา้

พระ กา้ วเทา้ ขวาไปข้าง เอยี งขวา ช้อนมอื ขึ้นจีบต่อศอก โดยจบี ขวาอยู่บน ยกเท้าซ้าย เอยี ง
ซา้ ย นาง ปฏิบัติเหมือนตวั พระ

รปู ที่ 15 ทา่ ผาลา
พระ ถอนเท้าซ้ายลงหลัง มือซา้ ยม้วนจบี ออกตง้ั วงกลาง มือขวาจบี ปรกหนา้ เอียงซ้าย แล้วม้วนจีบ
ขวาออกตัง้ วงบน มือซา้ ยพลิกวงหงายฝา่ มือแทงวงลง ยกเท้าขวาก้าวไขว้หนา้
กลบั เอียงขวา นาง ปฏบิ ตั ิเหมอื นตัวพระ

รูปท่ี 16 ทา่ เพยี งไหล่
พระวางเทา้ ซ้ายลงหลงั ยกเทา้ ขวาขน้ึ หมนุ ตวั มาด้านขวา วางเทา้ ขวาลงหลงั แตะเทา้ ซา้ ย จีบคว่ำ
ทั้ง 2 มอื เอียงขวา ซอยเทา้ ถ่ีๆมาด้านหนา้ กา้ วเท้าขวาไขวห้ น้า
กระดกเทา้ ซา้ ยหลัง หงายมือทัง้ 2 ข้างออก วงชล้ี ง งอศอก ยอ่ ตวั ลง หนา้ ตรง นาง ปฏิบัตเิ หมอื นตวั
พระ

รูปท่ี 17 ท่าเมขลา
พระ ก้าวเทา้ ซา้ ยข้าง จีบซา้ ยปรกข้างสูง มอื ขวาตั้งวงกลาง เอียงซ้าย จากนัน้ มว้ นจีบซ้ายออกตัง้ วง
บน มอื ขวาพลกิ ลงเปน็ จบี หงายล่อแก้ว หกั ข้อมือลง เอียงขวา กระดกเส้ียวเทา้ ขวา
ย่อตวั ลง นาง ปฏบิ ัติเหมอื นตัวพระ

รูปที่ 18 ท่าโยนแกว้ - แววไว
พระ หนั ตัวมาหนา้ ตรง กา้ วเท้าไปข้างหนา้ 2 กา้ ว เริม่ จากขวาแล้วซ้าย พร้อมกบั โยนมือขวาทีล่ ่อ
แก้วขนึ้ ด้านหน้า มือซ้ายจีบส่งหลัง กระดกเทา้ ขวาหลงั เอียงซา้ ย จากน้ันก้าวเทา้ ขวาไขว้หนา้ แล้วขยน่ั เท้า
พร้อมกับพลกิ มือล่อแก้วหงายออกขา้ ง เอียงขวา แล้วพลิกล่อแกว้ ขน้ึ ต้งั เอียงซา้ ย หยดุ ขย่นั เท้า หงายจีบ
ลอ่ แก้วออกอีกครงั้ แล้วพลิกข้ึนต้ังเหมือนเดิม
พร้อมกบั ลกั คอ ตรงคำว่า "แววไว" นาง ปฏบิ ัตเิ หมือนตวั พระ

รปู ท่ี 19 ท่ามยุเรศ
พระ ก้าวเทา้ ซ้ายไขว้หน้า จีบหงายระดับอกท้ัง 2 มอื คลายจบี ออกขึน้ ตั้งวงกลาง ศีรษะต้ังตรง
กระดกเทา้ ขวาหลัง นาง ปฏิบตั ิเหมอื นตัวพระ

รูปที่ 20 ทา่ ฟ้อนใน
พระ กา้ วเทา้ ขวาลงข้าง พรอ้ มกับหมุนตัวมาด้านขวา สอดมือขน้ึ ในท่าสอดสร้อย โดยมอื ขวาตงั้ วงบน
มือซา้ ยจีบหงายล่าง เอยี งซ้าย แลว้ สอดจบี ซ้ายขนึ้ ตั้งวงบน
มอื ขวาจับจีบควำ่ ขึ้น แลว้ ออกเป็นตัง้ วงกลาง กระดกเท้าซ้ายหลัง เอียงขวา นาง ปฏิบัติเหมอื นตวั พระ

รูปที่ 21 ทา่ อำพร
พระ แตะเทา้ ซา้ ย ซอยเท้ามาด้านซ้าย เอียงขวา จากน้ันก้าวเทา้ ซา้ ยไขว้หนา้ มอื ขวาจีบคว่ำ มือ
ซา้ ยหงายฝา่ มอื วงชลี้ ง งอศอก เอียงขวา สอดจีบขวาขน้ึ หงายออกเป็นวงบัวบาน
มอื ซา้ ยพลกิ วงขึ้นต้ังระดับไหล่แขนตงึ เอยี งซ้าย กระดกเท้าขวาหลงั นาง ปฏบิ ัติเหมือนตัวพระ

รูปที่ 22 ท่ายอดตองต้องลม
หมุนตวั มาดา้ นหน้า กา้ วเท้าซ้ายไขว้หน้า จีบซ้ายดา้ นหน้า มอื ขวาต้ังวงบน เอยี งขวา ตรงคำวา่ "ยอด
ตอง" จากน้นั ช้อนมือขวาเป็นจีบปรกหนา้ มอื ซ้ายส่งจบี ไปหลงั แขนตงึ
กระดกเทา้ ขวาหลัง เอยี งซา้ ย ตรงคำว่า "ตอ้ งลม" จากนน้ั สะบดั จีบออกตงั้ วง เอียงขวา แล้วสะบดั เขา้
มาจีบปรกหนา้ เหมือนเดิม เอียงซ้าย ทำ 4 จงั หวะ

รปู ท่ี 23 ท่าพรหมนิมติ
พระ กา้ วเท้าขวาไขว้หนา้ ชอ้ นมือขนึ้ ไหว้ พนมมอื ระหว่างอก ศรีษะตรง กระดกเท้าซา้ ยหลัง ปฏบิ ตั ิ
เหมอื นตวั พระ

รูปท่ี 24 ท่าอีกท้งั - พิสมยั
พระ วางเท้าซา้ ยลงหลงั หนั ตวั เฉียงไปดา้ นขวา ประเทา้ ขวา มือท้ัง 2 ขา้ งต้ังวงล่าง เอยี งขวา
จากน้นั พลกิ มือทาบลงบนอกไขว้กัน (ท่ารัก)กา้ วเทา้ ขวาลงข้าง เอียงซา้ ย ตรงคำว่า "พิสมัย"
นาง วางเทา้ ซา้ ยลงหลัง หันตัวเฉียงไปดา้ นขวา ก้าวเทา้ ขวาไขว้หน้า มือทัง้ 2 ขา้ งต้ังวงล่าง เอียง
ขวา ชอ้ นวงขึ้น แลว้ พลิกมือทาบลงบนอกไขว้กัน (ทา่ รัก) ก้าวเทา้ ซา้ ยไขวห้ น้า เอยี งซ้าย

รปู ที่ 25 ทา่ เรียงหมอน
พระ วง่ิ หมุนรอบตัวมาด้านหน้า ก้าวเท้าขวาไขว้หน้า จบี หงาย 2 มอื ระดับอก เอยี งซ้าย แลว้
ปล่อยจีบออก มือซ้ายตั้งวงบน มอื ขวาตั้งมอื ระดับไหล่แขนตึง กระดกเท้าซ้าย เอยี งขวา
นาง ปฏบิ ตั เิ หมือนตัวพระ

รูปที่ 26 ย้ายท่า
พระ กา้ วเทา้ ขวาไปข้าง เอียงขวา มือขวาตง้ั วงบน มอื ซ้ายตั้งมอื ระดบั อก แล้วแทงวงไปด้านข้าง
หงายมอื แขนตงึ ก้าวเทา้ ซา้ ย เอยี งซา้ ย พร้อมกบั หมนุ ตวั ไปดา้ นซ้าย
นาง ปฏบิ ตั ิเหมือนตวั พระ

รปู ท่ี 27 ท่ามัจฉา
พระ กา้ วเทา้ ซา้ ยไปด้านขา้ ง เอยี งซ้าย มือซา้ ยหงายมอื งอศอก มือขวาจีบควำ่ แลว้ พลกิ มือซ้าย
ขึ้นตง้ั วงบน มือขวาจบี หงายแขนตึงระดับไหล่ ยกเท้าขวา เอยี งขวา

นาง ปฏบิ ตั ิเหมือนตัวพระ แตน่ างยืนเดีย่ วเทา้

รูปท่ี 28 ทา่ ชมสาคร
พระ กา้ วเทา้ ขวาลง เอียงขวา หมุนตวั มาด้านขวา ม้วนมือจบี ขวาออก แลว้ พลิกหงายมือ วงชี้
ลง งอศอก มือซา้ ยยกข้นึ ป้องหนา้ ยกเท้าซา้ ย เอยี งซา้ ย นาง ปฏบิ ัติเหมอื นตวั พระ

รปู ที่ 29 ทา่ พระสีก่ ร

พระ หนั มาหนา้ ตรง ก้าวเท้าซา้ ยไขวห้ น้า มือท้งั 2 ขา้ งจบี คว่ำล่อแก้ว จากนั้นหงายมือ งอศอก

พลิกจบี ลอ่ แก้วออกตง้ั ระดับวงกลาง กระดกหลงั เทา้ ขวา นาง ปฏิบตั เิ หมือนตัวพระ

รูปท่ี 30 ทา่ ขวา้ งจักร
พระ หันขวา วางเท้าขวาลง ก้าวเท้าซ้ายไปข้าง เอียงซ้าย พร้อมกับมือขวาแทงล่อแก้วข้ึนตงั้
ระดบั วงบน มือซา้ ยล่อแก้วระดับล่าง กลับเอียงขวา ยกเทา้ ขวา
จากน้ันกลับเอียงซ้าย แตะเทา้ ขวาว่งิ หมนุ ไปด้านขวา พรอ้ มกบั พลกิ มือจบี ลอ่ แกว้ ซา้ ย
หงาย นาง ปฏบิ ตั เิ หมอื นตวั พระ

รปู ที่ 31 ทา่ ฤทธิรงค์
พระ กา้ วเท้าขวาไปขา้ ง เอยี งขวา มือขวาหงายจีบลอ่ แกว้ มือซ้ายจีบคว่ำล่อแกว้ แล้วพลกิ มือ
จีบลอ่ แกว้ ซ้ายหงายสงู มอื ขวาต้ังมอื ล่อแกว้ ระดับลา่ ง ยกเทา้ ซ้าย เอยี งซา้ ย
นาง ปฏิบตั เิ หมอื นตวั พระ

รูปท่ี 32 ท่าโบก
พระ ประเท้าซ้าย จบี หงายมือซา้ ย มอื ขวาตง้ั วงล่าง (ท่ารวมมือ) เอยี งซ้าย ยืดตวั ข้นึ มอื ซา้ ย
ปล่อยจบี ออกตั้งวงบน มือขวาจีบส่งหลัง วางเทา้ ซา้ ยลงดว้ ยส้นเทา้ กลับเอียงขวา ยอ่ ตวั ลง
นาง ปฏบิ ัติเหมือนตวั พระ
รําวงมาตรฐาน 10 เพลงราํ วง ประวัตริ ําวงมาตรฐาน ประเภทของนาฏศลิ ป์ไทย การแต่งกายราํ วงมาตรฐาน

ราํ วงมาตรฐาน
ศิลปะทางการแสดงการร้อง การรำ ของชาวบา้ นชายและหญงิ นิยมร่ายรำกันเปน็ คๆู่ ในลักษณะของการ
รำเป็นวงกลม มีเคร่ืองดนตรีประกอบจังหวัดทมี่ ีจำนวนชิ้นไมม่ ากและเปน็ เคร่อื งดนตรที ี่สามารถหาไดใ้ นท้องถ่นิ มา
ใช้สำหรบั ให้เกิดเสียงเข้าจังหวะเพลงทรี่ ่ายรำ วัตถุประสงค์ของการรา่ ยรำ่ เพ่ือความสนุกสนาน สรา้ งความรืน่ เรงิ
ความสมคั รสามัคคีให้มีกิจกรรมรว่ มกันของชมุ ชุนในท้องถน่ิ นนั้ ๆ ซ่งึ ไม่มกี ารกำหนดรูปแบบหรอื แบบแผนที่ตายตวั
เรยี กศิลปะทางการแสดงนี้วา่ รำวงมาตรฐาน
เพลงรำวงมาตรฐาน
ลกั ษณะของเพลงรำวงมาตรฐาน มคี วามไพเราะในถ้อยคำและคำสัมผสั ของเนื้อเพลง เพลงมุ่งเน้นให้ความ
สนกุ สนาน จงั หวะค่อนขา้ งเร็วพร้อมขยบั และเคลอื่ นไหวร่างกาย เนื้อเพลงและดนตรีใหค้ วามคร้ืนเครงร่ืนเริงมาก
เปน็ พเิ ศษ สรา้ งความปลุกใจทำใหต้ อ้ งลกุ ข้นึ รา่ ยรำตามจงั หวะเพลง เชน่ เพลงใกลเ้ ข้าไปอกั นิด, เพลงหล่อจรงิ นะ
ดารา
ประวัตริ ำวงมาตรฐาน
รำวงมาตรฐาน พฒั นามาจาก การรำโทน เพราะตามประวตั ริ ำวงมาตรฐานแล้ว นำเคร่ืองดนตรที ่เี รยี กวา่
“โทน” หรือรจู้ กั กันอีกชอ่ื คือ “ตะโพน” เครอ่ื งดนตรีไทยประเภทตี นำมาประกอบการให้จังหวะ เนอ่ื งจากเสียง
ของการตโี ทนให้จังหวะท่ีค่อนข้างเรา้ ใจ ดนตรมี ีความสนุก
ในรฐั สมัยของนายกรัฐมนตรจี อมพล ป. พบิ ลู สงคราม ตรงกับในปีพทุ ธศักราช 2487 ได้นำศลิ ปะทางการ
แสดงรำโทนมาพฒั นาและปรับปรงุ ให้มคี วามสำคญั มากข้นึ และมอบหมายให้กรมศลิ ปากรเป็นผรู้ ับผิดชอบดูแลให้
มีมาตรฐาน จนกลายมาเปน็ ศิลปะทางการแสดงการร่ายรำและการขบั ร้องทม่ี เี อกลักษณ์ประจำชาติไทย สำหรบั
การจดั งานรนื่ เรงิ การสรรสรรค์ การเขา้ ค่าย การอบรม หรือการพกั เบรกตอนประชมุ เป็นต้น
รำวงมาตรฐาน 10 เพลง
พลงสำหรบั ใชใ้ นการรำวงมาตรฐาน 10 เพลง แบง่ เปน็ 2 ประเภทของนาฏศิลป์ไทย น้ันก็ คือ ท่านจมน่ื มานติ ย์
นเรศ (คณุ เฉลมิ เศวตนันท์) เจา้ หน้าทข่ี องกรมศลิ ปากรเป็นผปู้ ระพันธ์แต่งเนื้อร้อง จำนวน 4 เพลง และทา่ น
ผ้หู ญิงละเอยี ด พิบลู ย์สงคราม ประพนั ธแ์ ต่งเนื้อร้อง จำนวน 6 เพลง
ประพันธ์ในนามของทา่ นผูห้ ญิงละเอียด พิบูลยส์ งคราม คอื ?

1. เพลงดวงจันทร์วันเพญ็
2. เพลงดอกไม้ของชาติ
3. เพลงหญิงไทยใจงาม
4. เพลงดวงจนั ทร์ขวญั ฟ้า
5. เพลงยอดชายใจหาญ
6. เพลงบชู านกั รบ
การแตง่ กายรำวงมาตรฐาน
เม่อื การศลิ ปะการแสดงรำวงมาตรฐานเปน็ ศลิ ปะประจำชาตไิ ทยที่ส่วนงานสังคีต ของกรมศลิ ปากรเปน็
ผู้ดูแลทำให้เรอ่ื งของการแตง่ กายรำวงมาตรฐานต้องมีมาตรฐาน มกี ารแต่งกายทส่ี วยงามและการแตง่ กายที่มีความ
เหมาะสมมากยิง่ ขน้ึ แบง่ การแต่งกายท้งั หมด 4 ประเภท ด้วยกนั คอื

ประเภทท่ี 1 ลักษณะแบบชาวบา้ น
ผชู้ าย การแต่งกาย เสือ้ คอพวงมาลยั คาดผา้ ผูกเอวหอ้ ยชายปล่อยดา้ นหน้า นงุ่ โจงกระเบน
ผูห้ ญงิ การแตง่ กาย ห่มผา้ สไบ คาดเขม็ ขัดทีเ่ อว นุ่งโจงกระเบน ปล่อยผม บริเวณหูดา้ นซ้าย

ประดบั ด้วยดอกไม้
ประเภทที่ 2 ลักษณะแบบไทยพระราชนยิ ม

ผชู้ าย การแต่งกาย เสือ้ ราชปะแตน นุ่งโจงกระเบน สวมถุงเท้าสขี าว รองเทา้ หนังแบบสุภาพ
ผหู้ ญงิ การแต่งกาย เสอ้ื ลูกไม้ มีสไบพาดบา่ ผูกเปน็ ลักษณะโบบรเิ วณหวั ไหล่ ท้งิ ชายไว้ขา้ งๆลำตวั
ดา้ นซ้าย มักมีสเี ดยี วกบั โจงกระเบน คาดเข็มขัดที่เอวบท ใส่สรอ้ ยมกุ ประดบั
ประเภทท่ี 3 ลักษณะแบบสากลนิยม
ผู้ชาย การแตง่ กาย สวมสทู ผูกเนค็ ไทสีสภุ าพ ใส่กางเกงขายาว รองเท้าหนงั แบบสภุ าพ
ผหู้ ญิง การแตง่ กาย เสอ้ื คอกลมแขนทรงกระบอก ใส่กระโปรงป้ายข้าง ยาวกรอมเท้าคทั ชู
ประเภทท่ี 4 ลักษณะแบบราตรีสโมสร
ผชู้ าย การแต่งกาย สวมเส้ือพระราชทาน มผี ้าคาดเอวด้านหน้าลกั ษณะห้อยชาย ใส่กางเกง
ผูห้ ญิง การแตง่ กาย เสอ้ื จับเดรปมีชายผ้าห้อยจากบ่าจรดยาวไปทางด้านหลัง เปดิ บริเวณไหล่ขวา
ใสก่ ระโปรงยาวจีบหนา้ นาง เกล้าผมแบบสุภาพ
ลกั ษณะทา่ ทางของการรำวงมาตรฐาน 10 เพลง ท่ารำ ของผ้ชู ายและผหู้ ญงิ ทา่ นคณาจารย์ ผู้ทรงคณุ วุฒิ
ของกรมศิลปากร ได้ออกแบบคิดประดิษฐ์ท่ารำวงมาตรฐานใหม้ ลี ักษณะทีเ่ ป็นแบบแผนท่าทางเดียวกัน ในทิศทาง
ของการรำเป็นวงกลม จุดประสงคเ์ พ่ือนำเอกลักษณ์ทางนาฏศิลปข์ องไทยมาแสดงใหแ้ พร่หลายตอนสยามประเทศ
และทำให้ประชาชนได้นำเพลงท่ีมีท่ารำท่ีมีความอ่อนช้อยสวยงามมาใช้ในการละเล่น

เพลงงามแสงเดอื น ผชู้ ายและผหู้ ญิงท่าสอดสร้อยมาลา
เพลงชาวไทย ผชู้ ายและผหู้ ญิงท่าชกั แป้งผัดหนา้
เพลงรำซมิ ารำ ผู้ชายและผู้หญงิ ท่ารำส่าย
เพลงคนื เดือนหงาย ผชู้ ายและผู้หญงิ ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง
เพลงดวงจนั ทร์วันเพญ็ ผู้ชายและผู้หญิงท่าแขกเต้าเข้ารงั และท่าผาลาเพียงไหล่
เพลงดอกไม้ของชาติ ผู้ชายและผูห้ ญิงท่ารำยั่ว
เพลงหญงิ ไทยใจงาม ผู้ชายและผู้หญงิ ท่าพรหมส่ีหน้า และท่ายูงฟ้อนหาง
เพลงดวงจันทรข์ วญั ฟ้า ผชู้ ายและผหู้ ญงิ ท่าชา้ งประสานงา ชายทา่ จนั ทร์ทรงกลด
เพลงยอดชายใจหาญ ผชู้ ายท่าจ่อเพลิงกาล ผู้หญงิ ท่าชะนรี า่ ยไม้
เพลงบูชานกั รบ ผู้ชายทา่ จันทรท์ รงกลด และทา่ ขอแก้ว / ผหู้ ญิงท่าขัดจางนาง และท่าล่อแกว้

สำหรบั การรำวงมาตรฐาน นำท่าของการรำไทย ที่มคี วามอ่อนช้อย การจบั จีบ การตั้งวง มาใช้ประกอบ
เพลงรำวงมาตรฐาน 10 เพลง พรอ้ มท่ารำ ทำให้การรำมีท่ารำท่มี ีเอกลกั ษณป์ ระจำเพลง ยกตวั อยา่ งเชน่ ทา่ รำ
เพลงงามแสงเดือน คือท่าสอดสรอ้ ยมาลา มีส่วนทำให้ การรำวงเปน็ ระบำมาตรฐานมากย่ิงขึ้น ทำใหร้ ปู แบบการ
แสดงมคี วามนา่ สนใจ อย่างพอไดย้ นิ เพลงดอกไม้ของชาติ ทำให้คดิ ถึงท่ารำย่วั

นาฏศลิ ป์ไทย คอื ศลิ ปะการแสดงท่มี คี วามงดงาม ความอ่อนชอ้ ย ท่ีอยู่กนั ประเทศไทยมาหลายยุคหลาย
สมยั การทนี่ าฏศลิ ปม์ ีความวิจิตร เพราะการจัดองคป์ ระกอบของนาฏศิลป์ไทยต้องอาศัยผ้มู ากประสบการณ์ท่ี
บรรจงรังสรรคใ์ สใ่ จรายละเอียดของทกุ ขัน้ ตอน ให้การแสดงนาฏศลิ ป์ออกมาน่าชน่ื ชมแกผ่ ู้พบเห็นโดยทัว่ ไป

ตอ้ งจดั องคป์ ระกอบนาฏศิลป์ ดงั นี้

ท่าทางของลลี าร่ายรำ

เป็นลักษณะทา่ ทางหรอื ลีลาของการรำ สีหน้าและแววตา สามารถสื่อสารทางอารมณ์และการดำเนนิ

เร่อื งราวทมี่ แี บบแผน มีความสวยงาม เชน่ ชดุ รำวงมาตรฐานในแต่ละเพลงมีท่าทางการร่ายรำท่ไี ม่เหมือนกัน

จงั หวะท่ใี ชใ้ นการแสดงนาฏศิลป์

สำหรบั ผแู้ สดงตอ้ งใชท้ ักษะการฝึกซอ้ ม การเขา้ ใจในรายละเอียดของตัวแสดงเพือ่ ให้การร่ารำสอคลอ้ ง

กบั ดนตรี จังหวะท่ีใชใ้ นการแสดง

เคร่ืองและวงดนตรที ีใ่ ช้ประกอบการแสดงนาฏศิลป์

การเลอื กประเภทของเครื่องหรือวงดนตรี มคี วามสำคัญตอ่ การแสดง เนื่องจากวงดนตรีแตล่ ะชนดิ มีการ

ใช้ประกอบการแสดงของประเภทนาฏศิลปไ์ ทยท่ีไมเ่ หมอื นกัน เช่นวงปี่พาทย์, วงมโหรี เป็นตน้

คำรอ้ งหรอื เน้ือร้อง

การถา่ ยทอดอารมณ์และความรสู้ ึกของตัวแสดงนาฏศิลป์ เพอ่ื ส่ือสารกบั คนดู มคี วามสำคัญ การใช้

เพลงท่มี เี น้ือร้องและไม่มีเนอ้ื ร้องมีความแตกตา่ งกนั

การแตง่ กายและการแตง่ หน้า

การแต่งหนา้ ตวั แสดง ตลอดจนเครื่องแต่งกาย เสอ้ื ผา้ ที่สวมใส่ เคร่อื งประดับ ทรงผม เปน็ รายละเอยี ด

ทีม่ คี วามวิจติ ร มคี วามประณีตบรรจง สามารถสรา้ งความมีเอกลกั ษณ์ทง่ี ดงามของนาฏศิลปไ์ ทย เนอ่ื งจากการแต่ง

กายและการแตง่ หน้าของผูแ้ สดงเป็นการบ่งบอกของบทบาทตวั ละคร

อุปกรณ์ใช้ประกอบการแสดง

รายละเอยี ดของฉาก หรอื อปุ กรณ์ทีใ่ ช้ในการแสดงให้เสมือนจริง เปน็ องค์ประกอบทผ่ี ู้จัดการแสดงทาง

นาฏศลิ ปต์ อ้ งใสใ่ จมาก อย่างเชน่ ระบำพัด ซ่งึ อปุ กรณ์ท่ีจะขาดไมไ่ ด้ คือพดั นน้ั เอง

เนือ้ เพลงรำวงมาตรฐาน

1. เนอื้ เพลงงามแสงเดือน

งามแสงเดือนมาเยือนสอ่ งหลา้ งามใบหนา้ เมื่ออยู่วงรำ

เราเล่นกนั เพ่ือสนกุ เปลอ้ื งทุกขว์ ายระกำ

ขอให้เล่นฟ้อนรำ เพ่ือสามคั คเี อย

2. เนือ้ เพลงชาวไทย

ชาวไทยเจ้าเอ๋ย ขออย่าละเลยในการทำหน้าที่

การที่เราได้เล่นสนกุ เปล้อื งทกุ ขส์ บายอยา่ งนี้

เพราะชาตเิ ราไดเ้ สรี มเี อกราชสมบูรณ์

เราจึงควรชว่ ยชชู าติ ให้เก่งกาจเจดิ จำรูญ
เพ่อื ความสขุ เพิ่มพนู ของชาวไทยเราเอย

เนอ้ื เพลงรำซมิ ารำ เริงระบำกนั ให้สนกุ
รำมาซมิ ารำ ไมล่ ะไมท่ ้ิงจะเกิดเข็ญขุก
ยามงานเราทำงานกันจริง ๆ ตามเชงิ เชน่ เพ่ือใหส้ ร่างทุกข์
ถึงยามวา่ งเราจงึ รำเลน่ เล่นสนุกอยา่ งวัฒนธรรม
ตามเย่ยี งอย่างตามยุค ให้งามให้เรียบจึงจะคมขำ
เลน่ อะไรให้มีระเบียบ มาเล่นระบำของไทยเราเอย
มาซิมาเจ้าเอย๋ มาฟ้อนรำ

เนอ้ื เพลงคนื เดือนหงาย เยน็ พระพายโบกพร้วิ ปลวิ มา
ยามกลางคนื เดอื นหงาย เท่าเย็นผูกมติ รไม่เบ่อื ระอา
เย็นอะไรก็ไม่เยน็ จิต เยน็ ยงิ่ นำ้ ฟ้ามาประพรมเอย
เย็นร่มธงไทยปกไปทัว่ หล้า

นาฏศลิ ปไ์ ทยมกี ปี่ ระเภท
สำหรับนาฏศลิ ป์ของไทยสามารถแบง่ ออกเปน็ ประเภทของนาฏศลิ ป์ท่ใี ช้ในรปู แบบของการแสดงได้

จำนวน 5 ประเภทใหญ่ๆ คือ รำ, ระบำ, โขน, ละคร, การแสดงพืน้ เมือง
รำ หมายถงึ ศลิ ปะทางการแสดงท่ีมงุ่ เนน้ ทางทา่ ของการร่ายรำ ความอ่อนชอ้ ย จะเป็นการรำในเพลงบรรเลง เพลง
ขบั รอ้ ง เพลงช้า เพลงเรว็ แบ่งเป็น 3 ชนดิ

– การรำเดี่ยว เชน่ การรำฉุยฮายพราหมณ์
– การรำคู่ เช่น รำเมขลาและการรำรามสูร, พระรามตามกวาง
– การรำหมู่ เชน่ ท่ารำวงมาตรฐาน, เพลงรำโทน

ระรำ หมายถงึ ศิลปะทางการแสดงท่ีมคี วามพร้อมเพรยี งกันของการรำหมู่คณะ ไม่การดำเนนิ เรื่องราว มี
ลีลาท่าทางทส่ี วยงาม ความงดงามของเครื่องแตง่ กาย เชน่ ระบำเทพบรรเลง ระบำกฤดาภินิหาร
โขน หมายถงึ ศลิ ปะทางการแสดงประเภทของนาฏศลิ ป์ชัน้ สงู ท่ีมเี อกลักษณ์เฉพาะของการสวมหวั โขน เป็นการรำ
ไทยท่ีมลี ลี าท่าทางไปตามบทพากยแ์ ละบทเจรจา มีความเฉพาะของชอื่ เครือ่ งดนตรีคือวงปีพ่ าทย์
นิยมนำโขนมาจัดการแสดงในงานพิธสี ำคัญตา่ งๆ

ละคร หมายถงึ ศิลปะทางการแสดงการร่ายรำท่ีมีการดำเนินเรอื่ งราว มีววิ ัฒนาการมาจากการเลา่ นิทาน
มีเอกลักษณ์ของแต่ละบทละคร ทา่ ทางการรำ นำบทร้อง ทำนองเพลง วงดนตรมี าใช้ประกอบในการแสดงละคร
แบ่งเปน็ ละครใน เช่น อิเหนา พระสธุ น ละครนอก เช่น การแสดงโนราชาตรี
การแสดงพน้ื เมือง หมายถึง ศิลปะทางการแสดงในทอ้ งถ่นิ นั้นๆ มที างการร่ายรำ ระบำ การเล่นเครอื่ งดนตรี การ
ร้องและบรรเลง เชน่ การแสดงพื้นเมือง 4 ภูมภิ าค

– ภาคเหนอื เครอื่ งดนตรีพืน้ บา้ น เชน่ ซอ ซึง การแสดงร่ายรำ เชน่ การฟ้อนเล็บ ฟอ้ นเทยี น เปน็ ต้น
– ภาคกลาง เคร่ืองดนตรพี ืน้ บา้ น เชน่ กลองยาว กลองโทนหรือตะโพนซง่ึ ใชเ้ ปน็ เคร่อื งดนตรรี ำวง
มาตรฐาน เน่ืองจากตามประวัตคิ วามเปน็ มาของรำวงมาตรฐานแล้ว ท่ารำและเคร่ืองดนตรีรำวงมาตรฐานหลกั ๆที่
ใช้ในการแสดงร่ายรำคอื กลองโทนหรอื ตะโพนนั้นเอง และจึงนำศิลปะของการรำไทย มาประดษิ ฐ์ออกแบบให้มี
แบบแผนของรำวงมาตรฐาน 10 เพลง และท่ารำท่ีมีเอกลักษณ์ของการรำวงทแี่ ตกต่างจากตน้ แบบของเพลงรำโทน
ซง่ึ เปน็ การแสดงของพ้ืนเมืองภาคกลาง
– ภาคอีสาน เคร่ืองดนตรีพืน้ บา้ น เชน่ แคน พิณ การแสดงร่ายรำ เชน่ การแสดงโปงลาง หมอลำและ
เซิ้ง
– ภาคใต้ เครอ่ื งดนตรีพ้ืนบา้ น เชน่ ทับ แตระ การแสดงร่ายรำ เช่น การแสดงโนรา หนงั ตะลุง

ความสำคญั ของนาฏศิลปไ์ ทย
สำหรับประเทศไทยทีม่ ีความเจริญร่งุ เรอื งทางด้านศิลปะทุกแขนง มีความงดงามด้านทางภาษา การแต่งกาย

ดว้ ยชดุ ไทยโบราณทมี่ ีความสวยงามมาก มวี รรณคดไี ทยทส่ี ร้างสรรค์สอดแทรกวฒั นธรรมและความเปน็ อยู่ของ
ไทยทุกยคุ ทุกสมยั มีงานจติ กรรม งานสถาปัตยกรรมทม่ี ีความสวยงดงาม ซงึ่ เปน็ ลักษณะเฉพาะของชนชาติไทยท่ี
ไมเ่ คยมีทใ่ี ดในอารยประเทศของโลกใบนี้ ทำให้หลอมรวมเกิดเปน็ ความสำคญั การสร้างขวญั และกำลังใจใหก้ ับ
บา้ นเมืองกอ่ ให้เกิดความเจริญงดงามมากขึ้น

ซึ่งในเรอ่ื งของความสำคญั ของนาฏศลิ ปไ์ ทย เปน็ เครือ่ งเชิดชูและเป็นดจุ ด่ังการเปน็ หน้าเปน็ ตาของเร่อื ง
ความอ่อนชอ้ ย ความสง่างาม มีความเปน็ หน่งึ ในโลก ดั่งจะเหน็ ได้จากเมือ่ มีแขกมาเยย่ี มบ้านเมือง หรือมีงานพระ
ราชพิธีสำคัญตา่ งๆ การแสดงนาฏศิลปไ์ ทย จะถกู บรรจุอยใู่ นพิธีการนั้นอยู่เสมอๆ

จากประวตั ขิ องรำวงมาตรฐาน และประวตั เิ พลงรำวงมาตรฐาน เปน็ เครอื่ งแสดงถึงววิ ฒั นาการของ
ศิลปะการแสดงที่ควรอนรุ กั ษ์และรกั ษาไว้ เปน็ การแสดงทางนาฏศิลป์ทสี่ รา้ งความบนั เทิง สร้างความเรงิ ร่ืน และ
ความสนุกสนานของการรา่ ยรำ ไดถ้ กู ออกแบบใหอ้ ยู่ในระดับมาตรฐานทมี่ ีความสอดคล้องกับเนือ้ หาของบทเพลง

จงึ ไมแ่ ปลกใจเลยทีน่ ำการแสดงรำวงมาตรฐานมาสรา้ งความสันทนาการในกจิ กรรมตา่ งๆ และเป็นทีช่ ืน่
ชอบของผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะมนต์เสน่ห์ของรำวงมาตรฐาน คอื การแสดงออกถึง
รอยย้มิ เสียงหัวเราะ ความมีมารยาท ความความสามคั คี การกลา้ แสดงออกของกิจกรรมศิลปะรา่ ยรำวงมาตรฐาน
จงึ ควรสืบทอดศิลปะทางนาฏศลิ ปใ์ ห้คงอยคู่ ู่กับประเทศไทยตลอดไป


Click to View FlipBook Version