1
ก ค ำน ำ รายงานผลการอบรมเล่มนี้ จัดทำเพื่อสรุปองค์ความรู้ที่ได้รับจากการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ดำเนินการ คัดกรองผู้พิการทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต ๑ ระหว่างวันที่ ๑๖–๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ (รุ่นที่ ๓) ภายในเล่มมีใบงานเอกสารที่สรุปองค์ความรู้ตามหัวข้อการอบรมตั้งแต่องค์ ความรู้ที่ ๑–๗ ที่ข้าพเจ้าได้รับการอบรม และภาพประกอบการอบรมในแต่ละหัวข้อ ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต ๑ ที่ได้จัดอบรมที่มี ประโยชน์กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมุ่งหวังให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อความเท่าเทียม ทางการศึกษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ และขอขอบคุณท่านวิทยากรทุกท่านที่ได้ให้ความรู้ในการ อบรมครั้งนี้ ข้าพเจ้าจะนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมไปพัฒนาตนเองและใช้ในการจัดการเรียนให้กับนักเรียน ที่มีความต้องการพิเศษให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์การจัดการอบรมในครั้งนี้ นางสาวนพัชฌา เรืองสุข โรงเรียนวัดบ้านไร่
ข สำรบัญ หน้ำ ค ำน ำ ก สำรบัญ ข รำยกำรภำรกิจตำมกำรอบรมเชิงปฏิบัติกำรกำรคัดกรองผู้พิกำรทำงกำรศึกษำปี ๒๕๖๖ ๑ วิเครำะห์ข่ำว ภำพยนตร์ คลิปสั้นกรณีศึกษำ ๒ สรุปองค์ควำมรู้ ๓ องค์ความรู้ที่ ๑ กฎหมายและ พ.ร.บ ที่เกี่ยวข้องผู้พิการที่ต้องรู้(๑) ๓ องค์ความรู้ที่ ๒ กฎหมายและ พ.ร.บ ที่เกี่ยวข้องผู้พิการที่ต้องรู้(๒) ๖ องค์ความรู้ที่ ๓ การจัดการเรียนรวม และการคัดกรองผู้พิการทางการศึกษา ๙ ประเภท ๘ องค์ความรู้ที่ ๔ การใช้แบบคัดกรองสำหรับผู้พิการทางการศึกษา ๑๒ องค์ความรู้ที่ ๕ การเขียนแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลและการเขียนแผนการสอน ๑๖ องค์ความรู้ที่ ๖ การทำข้อมูลลงระบบบริหารจัดการข้อมมูลโรงเรียนเรียนรวม (SET) IEP Online (ขอรับคูปอง) ๑๘ องค์ความรู้ที่ ๗ การจัดการศึกษาเรียนรวมตามโครงสร้าง SEAT ๒๐ แผนกำรด ำเนินกำรจัดกำรเรียนรวมหลังกำรอบรม ๒๒ ภำคผนวก ๒๓
๑ รำยกำรภำรกิจตำมกำรอบรมเชิงปฏิบัติกำรกำรคัดกรองผู้พิกำรทำงกำรศึกษำ ปี ๒๕๖๖ รุ่นที่ ๓ สพป.พิจิตร เขต ๑ นำงสำวนพัชฌำ เรืองสุข โรงเรียนบ้ำนไร่ ค ำชี้แจง แบบตรวจสอบภารงานที่ปฏิบัติระหว่างการอบรม เพื่อขอวุฒิบัตรผู้คัดกรองคนพิการทางการศึกษา ที่ รำยกำร ภำรกิจที่ก ำหนด ภำรกิจเพิ่มเติม ปฏิบัติแล้ว ยังไม่ได้ปฏิบัติ ปฏิบัติแล้ว ยังไม่ได้ปฏิบัติ ๑ วิเคราะห์ข่าว ภาพยนตร์คลิปสั้นกรณีศึกษา ฯลฯ ๒ สรุปองค์ความรู้ที่ ๑ (ผอ.ธงชัย จันแย้) - - ๓ สรุปองค์ความรู้ที่ ๒ กฎหมาย พ.ร.บ. เกี่ยวกับคนพิการ - - ๔ สรุปองค์ความรู้ที่ ๓ ชุดความรู้ผู้พิการทางการศึกษา ๙ ประเภท - - ๕ สรุปองค์ความรู้ที่ ๔ การฝึกใช้แบบคัดกรอง ๑ กรณีศึกษา - - ๖ สรุปองค์ความรู้ที่ ๕ เขียนแผน IEP/IIP พร้อมทั้งวัดผล ประเมินผล - - ๗ สรุปองค์ความรู้ที่ ๖ การทำข้อมูลลงระบบ SET และ IEP Online - - ๘ สรุปองค์ความรู้ที่ ๗ การจัดการศึกษาเรียนรวมตาม โครงสร้าง SEAT ถามมา-ตอบไป พาคิดร่วมทำและการ นิเทศติดตามการจัดการเรียนรวม โดย ศน. พรรณพร ศรลัมพ์ - - ๙ ทำแบบทดสอบก่อนการอบรม (กิจกรรมที่ ๑) - - ๑๐ ทำแบบทดสอบหลังอบรม (กิจกรรมที่ ๒) - - ๑๑ ทำแบบประเมินความพึงพอใจ (กิจกรรมที่ ๓) - - ๑๒ แผนการดำเนินการเรียนรวมหลังจากการอบรม ๑ แผ่น ๑๓ บันทึกคลิป ถามมา - ตอบไป คนละ ๒ นาที ๑ คลิป ๑๔ รวมเล่มผลงานตนเองเป็น PDF e -book (ศน.จะพาทำ) รวมเป็นจำนวน ๑๐ ๔ รวมรายการภารกิจที่กำหนด (รับวุฒิบัตร) สรุปครบ ๗ องค์ควำมรู้๓ กิจกรรม รวมรายการภารกิจที่กำหนดและภารกิจเพิ่มเติม(รับวุฒิบัตร VIP) สรุปครบองค์ควำมรู้ ๓ กิจกรรม ๔ ภำรกิจเพิ่มเติม หมำยเหตุ - ภารกิจเพิ่มเติมต้องครบ ๔ รายการจึงจะได้รับ วุฒิบัตร VIP - หากมีข้อแนะนำให้แก้ไข ให้ทำให้จบภายในระยะเวลาที่กำหนดของรุ่นที่สมัคร ติดตามในไลน์กรุ๊ปเรียนรวม สพป.พิจิตร เขต ๑ (ปรับเปลี่ยนเวลาได้ตามความเหมาะสม แต่ไม่เกินกำหนดของ รุ่นถัดไป หากพ้นกำหนดส่งท่านจะไม่ได้รับวุฒิบัตร)
๒ วิเครำะห์ข่ำว ภำพยนตร์ คลิปสั้น เกี่ยวกับผู้ที่มีควำมต้องกำรจ ำเป็นพิเศษ ชื่อ-สกุล ผู้เข้ารับการอบรม นางสาวนพัชฌา เรืองสุข รุ่นที่ ๓ ค ำชี้แจง จงอธิบายและตอบคำถามต่อไปนี้ ๑. จากคลิปสั้นทั้ง ๒ คลิป จัดเป็นบุคคลพิการทางการศึกษา ประเภทใด (ใส่ชื่อเต็ม ตาม พรบ.การจัด การศึกษาฯ) ตอบ บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ ๒.ท่านคิดว่าบุคคลพิการทางการศึกษามีความยากลำบากด้านใดบ้างในการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ต่ำกว่า ๓ ข้อ ตอบ ๑. ด้านสื่ออำนวยความสะดวก บางคนไม่มีสื่ออำนวยความสะดวกที่จะช่วยในการเรียน ๒. ด้านความรู้และทักษะ เนื่องจากอุปสรรคในการเรียนรู้ ทำให้เด็กขาดความรู้และทักษะที่ควรได้รับ ตามวัย ๓. ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน เด็กมักถูกเพื่อนล้อเลียนในเรื่องการเรียน ทำให้อับอาย เสียความมั่นใจ หรือหันไปหาจุดเด่นในทางลบแทน เช่น แกล้งเพื่อน ชกต่อย ตีกัน ฯลฯ ทำให้ไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อน เพิ่มขึ้น เด็กอาจต้องใช้เวลาทำงานนานกว่าเพื่อน หรือเรียนซ่อมเสริมเพิ่มขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาพักเล่นกับเพื่อน ด้วย ๓.หากท่านมีบุคคลที่อยู่ในความดูแล (นักเรียน,ลูก,ญาติ) มีลักษณะเป็นประเภทความพิการตามคลิปที่ชม สิ่งที่ ท่านจะพัฒนาบุคคลนั้นที่ท่านดูแล ควรทำอย่างไรบ้าง ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมมาตอบได้ วัยเด็ก (คลิปที่ ๑) ตอบ สังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด ให้ข้อมูลที่เป็นจริงแก่ทีมสหวิชาชีพ มีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพ ใช้สื่อ การสอนให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการของเด็ก สอนบทเรียนให้เหมาะกับสภาพของชีวิตจริงและปฏิบัติได้ จริงคอยให้กำลังใจและอยู่เคียงข้าง วัยผู้ใหญ่ (คลิปที่ ๒) ตอบ ให้คำแนะนำเป็นที่ปรึกษาและคอยให้กำลังใจอยู่เคียงข้าง จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับ บุคคลนั้นที่จำเป็นต้องใช้ และสามารถใช้งานได้จริง คอยสอนสิ่งต่างๆ ให้บุคคลนั้นสามารถใช้ชีวิตได้เองโดยไม่ คิดว่าตนเป็นภาระ ๔.ข้อคิดที่ได้จากการชมคลิป/การนำไปประยุกต์ใช้ ตอบ ได้ความรู้เรื่องการแยกประเภทบุคคลพิการทางการศึกษา และรู้ถึงความยากลำบากของบุคคลพิการทาง การศึกษาในการใช้ชีวิตประจำวัน และนำไปใช้ในการพัฒนาบุคคลนั้นตามเป็นประเภทความพิการได้
๓ สรุปองค์ควำมรู้ที่ ๑ ตอนที่ ๑ กฎหมำยและ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับผู้พิกำรที่ต้องรู้ ชื่อ-สกุล นางสาวนพัชฌา เรืองสุข โรงเรียน วัดบ้านไร่ รุ่นที่ ๓ ค ำชี้แจง ตอบค ำถำมจำกกำรฟังบรรยำย ๑๐ ข้อ ๑๐ คะแนน ๑. นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการข้อใด บ้างที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ทั้งในปี ๒๕๖๕ และปี ๒๕๖๖ จง อธิบาย ตอบ ๒๕๖๕ = ข้อที่ ๓ คือ การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัย โดยกล่าวว่า มุ่งแก้ปัญหาคนพิการในวัยเรียนที่ไม่ได้รับการศึกษาเข้าสู่ระบบการศึกษา ๒๕๖๖ = ข้อที่ ๓ คือ การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัย โดยกล่าวว่า พัฒนาข้อมูลและทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายพิเศษ ซึ่งนักเรียน กลุ่มเป้าหมายพิเศษ เช่น นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียน ความบกพร่องทางพัฒนาการ และความ บกพร่องประเภทอื่น ๆ ๒.ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการจัดการเรียนรวม ของโรงเรียน มีบุคคลใด/ภาคส่วนใดเกี่ยวข้องบ้าง ตอบ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน บุคลากรในโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ ผู้ปกครอง บุคลากรทางการแพทย์ และศูนย์การศึกษาพิเศษ ๓.เป้าหมายสูงสุด ของการจัดการศึกษาเรียนรวม คืออะไร ใครได้ประโยชน์สูงสุด ตอบ ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด รวมทั้งให้ ผู้เรียนทั่วไปได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างของบุคคลในสังคม และผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษกับผู้เรียนทั่วไป สามารถอยู่ในสังคมร่วมกันอย่างมีความสุข ๔.สิ่งใดช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ทางด้านการจัดการศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ในโรงเรียน เรียนรวม ตอบ การมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่จำเป็น เช่น สื่อที่ทันสมัย แหล่งเรียนรู้ที่จำเป็น รวมถึงการให้ ความสำคัญกันผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษให้เท่าเทียมกับผู้เรียนทั่วไปในห้องเรียน นักเรียนทุกคนมีสิทธิที่จะ เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ๕.ครูการศึกษาพิเศษที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร ตอบ ครูการศึกษาพิเศษที่ดี ควรมีความเข้าใจ มีความอดทน มีความพร้อม มีความเสียสละตน มีวิสัยทัศน์ ทุ่มเทให้กับนักเรียนแต่ละคนรวมถึงต้องมีเครื่องมือ เทคนิคการสอน สื่อการสอน เจนจัดฝึกฝนศิษย์ ดวงจิตใฝ่ คุณธรรม มีศรัทธาความเป็นครู รวมถึงรู้จักผู้เรียนเป็นอย่างดี
๔ ๖.การบริหารโรงเรียนเรียนรวมใช้วิธีการใด โครงสร้างใดที่ใช้โรงเรียนเป็นฐาน จงอธิบาย (โครงสร้าง SEAT) ตอบ S = Students (นักเรียน) คือ เตรียมความพร้อมของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางด้านการเรียนรู้ หรือพิการ โดยศึกษาข้อมูลว่านักเรียนที่มีความบกพร่อง ที่เข้ามาเรียนหรือจะรับเข้ามาเรียนรวม เขาต้องการ ความช่วยเหลือด้านใดบ้าง โรงเรียนสามารถตอบสนองความ ต้องการได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงเตรียมความ พร้อมเด็กให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรวม และเตรียมความพร้อมของนักเรียนทั่วไปให้เข้าใจเพื่อนที่มี ความบกพร่อง เพื่อให้อยู่ด้วยกันได้ E= Environment (สภาพแวดล้อม) คือ การจัดสภาพแวดล้อมให้นักเรียนได้เรียนอย่างมีความสุขทั้ง นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษและนักเรียนทั่วไปทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน จัดสภาพแวดล้อมที่จะ เติมเต็มให้ได้เรียนรู้ได้มากที่สุด A = Activities (กิจกรรมการเรียนการสอน) คือ การปรับหลักสูตร ทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะ บุคคล (IEP) และแผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) ใช้เทคนิคการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน การสอนเสริมในห้อง ทักษะทางวิชาการ ทักษะทางด้านวิชาชีพ ทักษะทางกิจวัตรประจำวันและทักษะทางนันทนาการ รวมถึงการ ประเมิน ติดตามศักยภาพของผู้เรียนให้เกิดความสมดุลให้มากที่สุด T = Tools (เครื่องมือ) คือ กำหนด นโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ แผนงานโครงการ ผู้รับผิดชอบ จัดหาสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการอื่นๆทางการศึกษา การที่โรงเรียนได้นำแนวทางของ การบริหารจัดการทั้งระบบโรงเรียนจะเป็นการพัฒนาวิธีการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของ ผู้ปกครอง ๗.เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษประเภทใดมีจำนวนมากที่สุด ตอบ เด็กออทิสติกและเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ๘.สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก ความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ตามบรรยายมีสิ่งใดบ้างจงยกตัวอย่าง อย่าง น้อย ๒ ข้อ ตอบ ๑. เครื่องช่วยฟัง เช่น หูฟังให้ผู้เรียนฟังได้ ฟังรู้เรื่อง ๒. โปรแกรมภาษามือ ๙. ใครเป็นประธานโครงการขับเคลื่อนการเรียนรวมของจังหวัดพิจิตร ตอบ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต ๑
๕ ๑๐.ข้อคิดที่ได้จากการฟังบรรยายพิเศษ/การนำไปประยุกต์ใช้ ตอบ ได้ความรู้เรื่องการเตรียมความพร้อมที่จะจัดการเรียนรวม โดยเป็นเรื่องพื้นฐานที่เราต้องรับรู้ก่อน และจะนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการเรียนการสอน ให้นักเรียนทุกคนทั้งเด็กที่มีความต้องการพิเศษและเด็ก ทั่วไปสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เข้าใจกันและสนับสนุนเด็กที่มีความต้องการพิเศษมากขึ้น
๖ สรุปองค์ควำมรู้ที่ ๒ ตอนที่ ๒ กฎหมำย และ พรบ.ที่เกี่ยวข้องกับผู้พิกำรที่ต้องรู้ ชื่อ –สกุล (ผู้เข้ำรับกำรอบรม) นางสาวนพัชฌา เรืองสุข รุ่นที่ ๓ ค ำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้ ๑. บอกชื่อกฎหมายที่ตราขึ้นมาเพื่อรองรับเกี่ยวกับการศึกษาสำหรับคนพิการตามรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย ๒ ชื่อ (๑๐ คะแนน) ตอบ ๑. พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ.๒๕๕๑ และ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๖ ๒. พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ และ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๖ ๒. บอกสิทธิของคนพิการทางการศึกษา ตามกฎหมายใดก็ได้ โดยบอกชื่อกฎหมายและยกตัวอย่างสิทธิตาม กฎหมายนั้น (๒๐ คะแนน) ตอบ พระรำชบัญญัติกำรจัดกำรศึกษำส ำหรับคนพิกำร พ.ศ.๒๕๕๑ และ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๖ มำตรำ ๕ คนพิการมีสิทธิทางการศึกษาดังนี้ (๑) ได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการจนตลอดชีวิตพร้อมทั้งได้รับ เทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา (๒) เลือกบริการทางการศึกษาสถานศึกษา ระบบและรูปแบบการศึกษา โดยคำนึงถึงความสามารถ ความสนใจความถนัดและความต้องการจำเป็นพิเศษของบุคคลนั้น (๓) ได้รับการศึกษาที่มีมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการจัดหลักสูตรกระบวนการ เรียนรู้ การทดสอบทางการศึกษา ที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการแต่ละ ประเภทและบุคคล พระรำชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนำคุณภำพชีวิตคนพิกำร พ.ศ. ๒๕๕๐ และ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๖ มำตรำ ๒๐ คนพิการมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะตลอดจน สวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ ดังต่อไปนี้ (๑) ............. (๒) การศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษา แห่งชาติหรือแผนการศึกษาแห่งชาติตามความเหมาะสมในสถานศึกษาเฉพาะหรือในสถานศึกษาทั่วไป หรือ การศึกษาทางเลือก หรือการศึกษานอกระบบโดยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาสำหรับคนพิการให้การสนับสนุนตามความเหมาะสม
๗ ๓. ชี้แจงบทบาทหน้าที่ของตัวท่านและผู้เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการในหน่วยงานของตัวท่าน ตามกฎหมาย ๓.๑ ตัวท่าน (๑๐ คะแนน) ตอบ จัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล โดยให้สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการ และมีการปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กำหนดในประกาศกระทรวง จัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรม การเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ ละระดับและรูปแบบการศึกษา ใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อ และนำผลการ ประเมินผู้เรียนมาใช้ประกอบการพิจารณา ๓.๒ ผู้เกี่ยวข้อง (๑๐ คะแนน) ตอบ การจัดศึกษาต้องจัดให้มีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่ รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมี ความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการหรือ ทุพพลภาพหรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนองได้หรือไม่มีผู้ปกครองหรือด้อยโอกาส บิดา มารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลที่อยู่ในความดูแลได้รับการศึกษาภาคบังคับ ตามมาตรา ๑๗ และตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องตลอดจนให้ได้รับการศึกษานอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับ ตามความพร้อมของครอบครัว
๘ สรุปองค์ควำมรู้ที่ ๓ ตอนที่ ๓ กำรจัดกำรเรียนรวมและ กำรคัดกรองผู้พิกำรทำงกำรศึกษำ ๙ ประเภท ชื่อ-สกุล ผู้เข้ารับการอบรม นางสาวนพัชฌา เรืองสุข รุ่นที่ ๓ ค ำชี้แจง จงอธิบายและตอบคำถามต่อไปนี้ ๑.ลักษณะเด่นของเด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น มีอะไรบ้าง ตอบ ลักษณะเด่นของเด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น มีลักษณะดังนี้ ๑. เด็กขยี้ตาบ่อยเพราะรู้สึกคัน มีอาการคันตาเรื้อรัง น้ำตาไหลอยู่เสมอ หรือมีอาการตาแดงบ่อยๆ ๒. ตาแพ้แสงอย่างรุนแรง ๓. มองเห็นภาพซ้อน วิงเวียนศีรษะ ๔. โฟกัสการมองเห็นได้ไม่ดี ทำให้เด็กต้องเพ่งสายตาหรือกระพริบตาบ่อย ซึ่งบางครั้งเด็กอาจปิดตา ข้างที่ไม่ชัดเวลาดูโทรทัศน์หรืออ่านหนังสือ ๕. เวลามองวัตถุในระยะไกลๆต้องขยี้ตาหรือทำหน้าย่นขมวดคิ้ว ๖. ไม่สนใจดูภาพที่ติดตามฝาผนัง หรือข้อความที่เขียนบนกระดานดำ ๗. มักขยี้ตาบ่อยๆ ๘. ไม่ชอบทำงานที่ต้องใช้สายตา ๙. ตาแดงเรื้อรัง ตาเป็นหนอง มีขี้ตา น้ำตาไหล มีจุดสีขาว สีขาวอมเทา หรือสีเหลืองในตาดำ ๒.ท่านคิดว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญากับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้แตกต่างกันอย่างไร ตอบ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง เด็กที่ทำแบบประเมินเชาวน์ปัญญา หรือแบบทดสอบไอคิว แล้วได้ค่าไอคิวน้อยกว่า ๗๐ ร่วมไปกับการมีความบกพร่องในทักษะต่างๆ และการปรับตัวเข้าสังคมร่วมด้วย ส่วนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือ LD หมายถึง เด็กที่มีปัญหาในกระบวนการบางอย่างของสมองที่ เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นใน ๓ ด้านหลักคือ (๑) ด้านการอ่าน (๒) ด้านการเขียน และ (๓) ด้านการคำนวณ ในด้านแรกคือด้านการอ่าน เด็กจะมีปัญหาในอ่าน อาจจะอ่านไม่ได้เลยหรืออ่านติดๆ ขัดๆ รวมถึงมีความสับสนในการออกเสียงพยัญชนะที่รูปร่างคล้ายๆ กัน หรืออ่านทีละตัวได้แต่ไม่สามารถผสมคำได้ ทำให้เด็กเสียโอกาสในการเรียนรู้เพราะการอ่านถือเป็นวิธีการหลักในการนำข้อมูลใหม่ๆ จากการเรียนเข้าสู่ สมองของเด็กสำหรับในด้านที่สองคือด้านการเขียน เด็กจะมีปัญหาในการเขียนหนังสือ ในรายที่เป็นมาก อาจจะเขียนไม่ได้เลย แต่ที่พบได้บ่อยกว่าคือเขียนได้แต่ไม่ถูกต้อง เช่น เขียนตัวพยัญชนะสลับด้าน หรือสับสน เกี่ยวกับตำแหน่งหัวเข้าหัวออกในพยัญชนะบางตัว เช่น เขียน “ค” กับ “ด” สลับกันเป็นต้น และด้านสุดท้าย คือด้านการคำนวณ ความหมายก็เป็นตามชื่อเลยคือเด็กจะไม่เข้าใจสัญลักษณ์ตัวเลข รวมไปถึงไม่เข้าใจ เกี่ยวกับการบวก ลบ คูณ หาร หรือไม่เข้าใจการทด การยืมในการบวกลบเลข จึงทำให้เด็กมีปัญหาในการเรียน วิชาคณิตศาสตร์
๙ สรุปได้ว่า เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้สิ่งที่ทำให้แตกต่างจาก บกพร่องทางสติปัญญาคือ ผล เชาว์ปัญญา คือ ต้องมีระดับเชาว์ปัญญา (IQ) ปกติ ๙๐ ขึ้นไป หรือ ต่ำกว่าเล็กน้อย แต่มีความสามารถทางการ เรียนรู้ ด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ หรือด้านใดด้านหนึ่ง ต่ำกว่าชั้นที่อยู่จริง สองช่วงชั้น ๓.ลักษณะเด่นของเด็กออทิสติกมีอะไรบ้าง ตอบ เด็กออทิสติกจะมีภาวะบกพร่องด้านการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ภาวะบกพร่องด้านการสื่อสาร และการ แสดงพฤติกรรมที่ซ้ำๆ ดังนี้ ภาวะบกพร่องด้านการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ส่วนใหญ่เด็กออทิสติกจะมีปัญหาด้านการปฏิสัมพันธ์ทาง สังคม โดยมีพฤติกรรมดังนี้ - ไม่สบตา - ตั้งใจฟังหรือดูคนอื่นน้อย หรือมีความบกพร่องในการตอบสนองกับบุคคลรอบข้างน้อย - ไม่รู้จักการแบ่งปันของเล่นหรือทำกิจกรรมอื่นร่วมกับบุคคลรอบข้าง - มีการตอบสนองที่ไม่ปกติต่ออารมณ์โกรธ ความเครียด หรือการแสดงความรักจากบุคคลอื่น เด็กออทิสติกบางคนสนใจดูปากเมื่อมีคนพูดกับพวกเขามากกว่าจะสบตา เด็กออทิสติกบาง คนมีภาวะบกพร่องด้านการเข้าใจคนอื่น เช่น เด็กทั่วไปจะเข้าใจข้อมูลที่บุคคลอื่นสื่อสาร รวมถึงความรู้สึก และเป้าหมายในการสื่อสารของบุคคลอื่น ในทางตรงกันข้ามเด็กออทิสติกจะไม่เข้าใจและไม่สามารถคาดคะเน การสื่อความหมายของบุคคลอื่นได้ ภาวะบกพร่องด้านการสื่อสาร โดยทั่วไปแล้ว เด็กในวัยเตาะแตะหรือเมื่อย่างเข้าขวบปีแรก จะเริ่มพูด ได้สองสามคำ และรู้จักหันมามองเมื่อถูกเรียกชื่อ หรือชี้ของเล่นที่ต้องการได้แต่สำหรับเด็กออทิสติกจะมี พฤติกรรม ดังนี้ - ไม่ตอบสนองหรือตอบสนองช้าเมื่อมีคนเรียกชื่อหรือเรียกให้สนใจ - ส่งเสียงและพูดอ้อแอ้ในช่วงปีแรก แต่หลังจากนั้นจะหยุดพฤติกรรมดังกล่าว - การพัฒนาด้านภาษาล่าช้า - เรียนรู้การสื่อสารโดยใช้รูปภาพหรือสัญลักษณ์ของตัวเอง - พูดเพียงคำเดียวหรือพูดซ้ำไปซ้ำมา ไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้ - พูดทวนคำที่ได้ยินซ้ำๆ - ใช้คำแปลกๆ สื่อความหมายแปลกๆ เฉพาะคนที่ใกล้ชิดกับเด็กจึงจะเข้าใจ การแสดงพฤติกรรมซ้ำๆ โดยทั่วไปเด็กออทิสติกมักแสดงพฤติกรรมที่ซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งบางคนอาจแสดง พฤติกรรมดังกล่าวอย่างรุนแรง ชัดเจน ในขณะที่บางคนอาจแสดงพฤติกรรมดังกล่าวเพียงเล็กน้อย เช่น เล่นนิ้ว มือ กระพือแขน เดินในท่าเฉพาะ ซ้ำๆ นอกจากนี้ ยังมีความสนใจจดจ่อกับบางสิ่งบางอย่างมากเป็นพิเศษ เช่น บางคนอาจชอบดูล้อรถที่หมุน ประภาคาร ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ เนื่องจากเด็กออทิสติกไม่รู้จักการยืดหยุ่น จึง มักจะยึดติดอะไรแบบเดิมๆ พวกเขาจะรับประทานอาหารแบบเดิมๆ เวลาเดิมๆ ทุกวัน หรือไปโรงเรียนก็จะ ชอบไปเส้นทางเดิมๆ เป็นต้น
๑๐ ๔.พี่เลี้ยงเด็กพิการ มีกี่ระดับ ตอบ พี่เลี้ยงเด็กพิการ มี ๒ ระดับ ดังนี้ ๑. ระดับต่ำ คือ กำหนดคุณสมบัติจบการศึกษาภาคบังคับ มีนิสัยสำคัญคือรักเด็ก เป็นคนใจเย็นทำ หน้าที่ดูแลช่วยเหลือเด็กพิการไม่ให้ได้รับอันตราย ช่วยเหลือเด็กในการเคลื่อนไหว ช่วยเหลือเด็กที่เกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน เช่น เข้าห้องน้ำ การรับประทานอาหาร การเดิน ทำกิจกรรมที่ไม่คล่องต่างๆ ช่วยเหลือเด็ก ช่วยครูประจำการ ๒. ระดับพื้นฐาน คือ กำหนดคุณสมบัติต้องมีวุฒิปริญญาตรีหรือถ้าจบเอกการศึกษาพิเศษ ปฏิบัติ หน้าที่เป็นครูในการสอน หรือช่วยเหลือครูในการสอนได้ ไม่ว่าจะเป็นการสอนซ่อมเสริม การผลิตสื่อ ควบคุม ชั้นเรียน ปฏิบัติกิจกรรมฟื้นฟูเด็กภายใต้คำแนะนำของครูผู้สอนหรือนักวิชาชีพโดยเฉพาะ ๕. พี่เลี้ยงเด็กพิการระดับพื้นฐานมีคุณสมบัติอย่างไร ตอบ พี่เลี้ยงเด็กพิการระดับพื้นฐานมีคุณสมบัติ ดังนี้ วุฒิการศึกษา : จบปริญญาตรีหรือถ้าจบเอกการศึกษาพิเศษโดยตรง ปฏิบัติหน้าที่ : เป็นครูในการสอน หรือช่วยเหลือครูในการสอนได้ ไม่ว่าจะเป็นการสอนซ่อมเสริม การ ผลิตสื่อ ควบคุมชั้นเรียน ปฏิบัติกิจกรรมฟื้นฟูเด็กภายใต้คำแนะนำของครูผู้สอนหรือนักวิชาชีพโดยเฉพาะ ๖.จงอธิบายแนวทางการมอบหมายหน้าที่พี่เลี้ยงเด็กพิการ ตอบ แนวทางการมอบหมายหน้าที่พี่เลี้ยงเด็กพิการ ได้แก่ ๑. จัดตารางเวลาเรียนให้ดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่พิการ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หรือมีความบกพร่อง ทางด้านร่างกายหรือการเคลื่อนไหว มีความยากลำบากในการดูแลตนเอง พี่เลี้ยงเด็กพิการต้องประกับกับ นักเรียนพิการขึ้นอยู่กับความบกพร่องของนักเรียนเป็นรายบุคคล ๒. การมอบหมายงาน แบ่งเด็กส่วนหนึ่งให้พี่เลี้ยงเด็กพิการ สอนเสริมในกรณีที่เป็นนักเรียนเรียนรวม ภายใต้คำแนะนำของครูประจำวิชานั้นๆ ในห้องสอนเสริมวิชาการหรือที่ที่โรงเรียนจัดไว้อาจจะเป็นห้องใดห้อง หนึ่งที่จะต้องใช้การจัดการเรียนการสอนโดยเฉพาะ พี่เลี้ยงเด็กพิการต้องประกบกับนักเรียนในชั้นเรียนรวม ครู ที่ทำการสอนในชั้นเรียนรวม รวมทั้งเด็กที่มีพฤติกรมที่ไม่เหมาะสม รบกวนเพื่อนในขณะที่ครูจัดการเรียนการ สอน พี่เลี้ยงเด็กพิการก็ต้องไปช่วยเหลือ ถ้ามีการทำใบงานพี่เลี้ยงเด็กพิการก็ต้องไปประกบดูแลเด็กให้ได้รับ การเรียนในชั้นเรียนรวมให้ได้มากที่สุดเต็มศักยภาพ ในงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาส่งเสริมกิจกรรม หรือนักเรียนพิการเรียนรวมบางทีอาจจะถนัดวิชาชีพ ก็ช่วยดูแลเป็นพิเศษ ๓. หลักเกณฑ์การมอบหมายงานต้องไม่ผิดกับวัตถุประสงค์ของงบประมาณ
๑๑ ๗.อัตราส่วนเด็กพิเศษ : พี่เลี้ยง แต่ละประเภท มีสัดส่วนเท่าใด ตอบ เกณฑ์การจัดสรรอัตราส่วนพี่เลี้ยงเด็กพิการ ๑. ดูข้อมูลในโปรแกรมระบบ SEAT จำนวนนักเรียนพิการเรียนรวมในโปรแกรม ๒. ดูเกณฑ์อัตราส่วนจำนวนนักเรียนพิการต่อพี่เลี้ยง ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนด ซึ่งกำหนดประเภทของความพิการไว้ ๙ ประเภท ดังนี้ (๑) บุคคลออทิสติก อัตราส่วนของนักเรียนพิการต่อพี่เลี้ยงเด็กพิการ คือ ๓ : ๑ (๒) บุคคลพิการซ้อน อัตราส่วนของนักเรียนพิการต่อพี่เลี้ยงเด็กพิการ คือ ๕ : ๑ (๓) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา อัตราส่วนของนักเรียนพิการต่อพี่เลี้ยงเด็กพิการ คือ ๕ : ๑ (๔) บุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ อัตราส่วนของนักเรียนพิการต่อพี่ เลี้ยงเด็กพิการ คือ ๑๐ : ๑ (๕) บุคคลที่มีบกพร่องทางการเห็น อัตราส่วนของนักเรียนพิการต่อพี่เลี้ยงเด็กพิการ คือ ๑๕ : ๑ (๖) บุคคลที่มีบกพร่องทางการได้ยิน อัตราส่วนของนักเรียนพิการต่อพี่เลี้ยงเด็กพิการ คือ ๑๕ : ๑ (๗) บุคคลที่มีบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ อัตราส่วนของนักเรียน พิการต่อพี่เลี้ยงเด็กพิการ คือ ๑๕ : ๑ (๘) บุคคลที่มีบกพร่องทางการพูดและภาษา อัตราส่วนของนักเรียนพิการต่อพี่เลี้ยงเด็กพิการ คือ ๓๕ : ๑ (๙) บุคคลที่มีบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) อัตราส่วนของนักเรียนพิการต่อพี่เลี้ยงเด็กพิการ คือ ๓๕ : ๑ ๘.ข้อคิดที่ได้จากการฟังบรรยายพิเศษ/การนำไปประยุกต์ใช้ ตอบ ได้รู้ระดับของพี่เลี้ยงเด็กพิการมีระดับใดบ้าง มีหน้าที่อย่างไร รู้ถึงแนวทางการมอบหมายหน้าที่พี่ เลี้ยงเด็กพิการ และเกณฑ์การจัดสรรอัตราส่วนพี่เลี้ยงเด็กพิการ สามารถนำไปปรับไปปรับใช้ในเรื่องของการ มอบหมายงานพี่เลี้ยงเด็กพิการว่า เขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้แค่ไหนที่จะไม่ผิดกับวัตถุประสงค์ของ งบประมาณ ในแต่ละระดับของพี่เลี้ยงเด็กพิการ
๑๒ สรุปองค์ควำมรู้ที่ ๔ ใบงำน : กรณีศึกษำ ชื่อ-สกุล ผู้เข้ารับการอบรม นางสาวนพัชฌา เรืองสุข รุ่นที่ ๓ กิจกรรมที่ปฏิบัติ : ให้ท่านศึกษาพฤติกรรมของเด็กต่อไปนี้ แล้วคัดกรองเด็ก โดยเลือกใช้แบบคัดกรองที่ตรง กับพฤติกรรม พร้อมระบุว่า เด็กหญิงรำนำ สีดา มีความบกพร่องประเภทใด เด็กหญิงรำนำ สีดา เกิดวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ พบว่ามีเป็นเด็กที่ไม่ชอบสบตา ไม่ค่อยพูดและ มักก้มศีรษะ มองสิ่งของ หนังสือ รูปภาพหรือนำเข้ามาดูใกล้ๆ ตา ขณะอ่านหนังสือมักจะอ่านซ้ำบรรทัดหรือ อ่านข้าม บรรทัด มักใช้มือเพื่อสำรวจ/หาสิ่งของ ควบคู่กับการใช้สายตา หรี่ตา กะพริบ ขยี้ตา กดตา เมื่อใช้ สายตามากๆ มักมีอาการ ปวดตา คันตา บ่อยๆ มองเห็นสิ่งของเคลื่อนไหวไปมา นอกจากนี้ในระหว่างเรียน ยังพบพฤติกรรมที่แสดงออกดังนี้ บอกสีเขียวกับสีฟ้าว่าเป็นสีเดียวกัน หรือ สี แดงกับสีส้มเป็นสีเดียวกัน เมื่อดูป้ายข้อความ รูปภาพ วัตถุสิ่งของต่างๆ ตามป้ายประกาศของโรงเรียนต้อง เข้าไปดู ใกล้ๆ ติดตา .................................................................. ตัวอย่ำงกำรค ำนวณอำยุ ปี เดือน วัน วันที่ประเมิน ๑ มกราคม ๒๕๖๕ = ๒๕๖๕ ๑ ๑ ยืม ๑ เดือน มา ๓๐ วัน ๓๐ ๒๕๖๕ ๑ ๓๑ ยืม ๑ ปี มา ๑๒ เดือน ๒๕๖๕ ๑๒ ๓๑ ๒๕๖๔ ๑๒ ๓๑ วันเกิด ๒ มกราคม ๒๕๕๗ = ๒๕๕๗ ๑ ๒ อายุที่ได้ = ๗ ๑๑ ๒๙ การกรอกข้อมูล แบบ ๑ = ๗ ๑๑ (๒๙) หรือ แบบ ๒ = ๗ ๑๑ หรือ แบบ ๓ = ๘ - ใส่วงเล็บ ไม่ใส่วัน ปัดเศษขึ้น
๑๓ ประเมินครั้งที่ ๑ แบบคัดกรองบุคคลที่มีควำมบกพร่องทำงกำรเห็น ชื่อ - นามสกุล (ด.ช./ด.ญ./นาย/นางสาว) เด็กหญิงรำนำ สีดา วัน เดือน ปี เกิด ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ อายุ ๙ ปี ๙ เดือน ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๓ วัน เดือน ปี ที่ประเมิน ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ค ำชี้แจง ๑. แบบคัดกรองฉบับนี้เป็นแบบคัดกรองเพื่อประโยชน์ในทางการจัดการศึกษาเท่านั้น ๒. วิเคราะห์ลักษณะ/พฤติกรรม ของเด็กซึ่งเป็นลักษณะหรือพฤติกรรม ที่เด็กแสดงออกบ่อยๆ โดยให้ทำ เครื่องหมาย /ลงในช่อง “ ใช่ ” หรือ “ไม่ใช่” ที่ตรงกับลักษณะหรือพฤติกรรมนั้นๆ ของเด็ก ๓. ผู้ทำการคัดกรองเบื้องต้นต้องผ่านการอบรมวิธีการใช้และการประเมิน ตามแบบคัดกรองนี้และควร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเด็กมากที่สุด เช่น ผู้ปกครองหรือครู เพื่อให้เกิดความชัดเจน ถูกต้อง ๔. ผู้คัดกรองควรจะมีอย่างน้อย ๒ คนขึ้นไป ที่ ลักษณะ / พฤติกรรม ผลกำรวิเครำะห์ ใช่ ไม่ใช่ ๑ มักก้มศีรษะมองสิ่งของ หนังสือ รูปภาพหรือ นำเข้ามาดูใกล้ๆ ตา ๒ เมื่อดูป้ายข้อความ รูปภาพ วัตถุสิ่งของต่างๆ ตามสาธารณะ ต้องเข้าไปดูใกล้ๆ ๓ ขณะอ่านหนังสือ มักจะอ่านซ้ำบรรทัดเดิม หรืออ่านข้ามบรรทัด ๔ มักใช้ประสาทสัมผัสส่วนอื่น เพื่อสำรวจ / หาสิ่งของ ควบคู่กับ การใช้สายตา ๕ บอกรายละเอียดของภาพหรือสิ่งของไม่ได้ ๖ เดินด้วยความระมัดระวังกว่าปกติ เดินไม่คล่องตัว มักชนและสะดุดวัตถุ ๗ หรี่ตา กระพริบตา ขยี้ตา กดตา เมื่อใช้สายตามากๆ ๘ เคลื่อนศีรษะไปมา เพื่อหาจุดที่มองเห็นชัดที่สุด ๙ มักมีอาการปวดศีรษะ ปวดตา ตาลาย คันตา มองเห็นสิ่งของเคลื่อนไหวไปมา ๑๐ บอกความแตกต่างของสีที่ใกล้เคียงกัน หรือสีทีไม่ตัดกันไม่ได้ เช่น สีเขียว กับสี ฟ้า สีแดงกับสีส้ม
๑๔ เกณฑ์กำรพิจำรณำ ถ้าตอบว่าใช่ ๕ ข้อขึ้นไป แสดงว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็นควรให้การ ช่วยเหลือตามความต้องการจำเป็นพิเศษทางการศึกษาของผู้เรียนและส่งต่อให้จักษุแพทย์ตรวจวินิจฉัยต่อไป ผลกำรคัดกรอง พบความบกพร่อง ไม่พบความบกพร่อง ควำมคิดเห็นเพิ่มเติม ลงชื่อ นพัชฌา ใบวุฒิบัตร เลขที่ (ผู้คัดกรอง) (นางสาวนพัชฌา เรืองสุข) ลงชื่อ เกวลี ใบวุฒิบัตร เลขที่ (ผู้คัดกรอง) (นางสาวเกวลี อ้นอินทร์) ค ำยินยอมของผู้ปกครอง ข้าพเจ้า (นาย / นาง / นางสาว) รำพึง สีดา เป็นผู้ปกครอง ของ (ด.ช. / ด.ญ./ นาย / นางสาว) รำนำ สีดา ยินยอม ไม่ยินยอม ให้ดําเนินการคัดกรอง (ด.ช./ด.ญ./ นาย / นางสาว) รำนำ สีดา ตามแบบคัดกรองนี้ เมื่อพบว่ามีแนวโน้มเป็นผู้ที่มีความบกพร่องตามแบบคัดกรองข้างต้น ยินดี ไม่ ยินดี ให้จัดบริการช่วยเหลือทางการศึกษาพิเศษต่อไป ลงชื่อ รำพึง (ผู้ปกครอง) (นางรำพึง สีดา)
๑๕ ล ำดับ กำรพิจำรณำใช้แบบคัดกรอง ๑. ครูสังเกตเห็นปัญหาของนักเรียนที่ควรได้รับการช่วยเหลือให้เข้าถึงการศึกษาเป็นพิเศษ ๒. นำเสนอผู้บริหาร เพื่อพิจารณาดำเนินการใช้แบบคัดกรอง ๓. ผู้บริหารหรือผู้ได้รับมอบหมายพิจารณา ว่าควรได้รับการคัดกรอง ๔. ขอความร่วมมือกับครูผู้ผ่านการอบรมการคัดกรองเพื่อดำเนินการคัดกรอง ๕. ทำความเข้าใจกับผู้ปกครองและร่วมมือกับผู้ปกครองเพื่อช่วยเหลือนักเรียน ๖. ขออนุญาตทำการคัดกรองจากผู้ปกครอง โดยผู้ปกครองลงนามยินยอมให้คัดกรอง ในแบบคัดกรอง รวมทั้ง ยินดีให้ สถานศึกษาจัดบริการช่วยเหลือทางการศึกษาพิเศษเมื่อพบว่ามีแนวโน้มเป็นผู้ที่มีความบกพร่อง ตามแบบคัดกรอง ๗. เตรียมการคัดกรอง ๘. ดำเนินการคัดกรอง ควรมีผู้ดำเนินการคัดกรอง ๒ คน ๙. สรุปผลการคัดกรองตามเกณฑ์ ๑๐. รายงานผลผู้บริหารและผู้ปกครองทราบผลการคัดกรอง ๑๑. - กรณีไม่พบความบกพร่อง ให้จัดการเรียนการสอนโดยหาสาเหตุอื่นๆ เพิ่มเติม - กรณีพบความบกพร่อง มีแนวโน้มเป็นคนพิการและผู้ปกครองยินยอมให้บริการจัดการศึกษาพิเศษ ควรส่งแพทย์ตรวจวินิจฉัยออกใบรับรองความพิการหรือใบรับรองแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นคนพิการ - กรณีพบความบกพร่อง และผู้ปกครองไม่ยินยอมให้จัดบริการทางการศึกษาพิเศษ สถานศึกษาควรพิจารณาร่วมกับผู้ปกครองเพื่อหาแนวทางการจัดการศึกษาต่อไป ๑๒. เมื่อแพทย์วินิจฉัยและออกใบรับรอง สถานศึกษาต้องนำใบรับรองและข้อมูลจากการคัดกรองมาประกอบ การพิจารณาจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล และติดตามผลการจัดการเรียนการสอนตามแผน ๑๓. กรณีใช้แบบคัดกรองมากกว่า ๑ ประเภทและพบว่ามีแนวโน้มมีความบกพร่อง ๒ ประเภทขึ้นไป ให้สรุป เป็นบันทึกข้อความว่า มีความบกพร่องในลักษณะพิการซ้อน กำรเตรียมกำรคัดกรอง ๑. แบบคัดกรอง เลือกใช้แบบคัดกรองให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาศึกษาทบทวนเนื้อหา ๒. เตรียมสื่อ อุปกรณ์ ได้แก่ หนังสือเรียน รูปภาพ แผ่นภาพสี แบบทดสอบ ฯลฯ ๓. การสอบถามหรือการสัมภาษณ์ ข้อมูล จากผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ - ผู้ปกครอง - ครูประจำวิชา ครูประจำชั้น พยาบาลประจำโรงเรียน ข้อมูลสุขภาพ - เพื่อนนักเรียน ๔. การเตรียมสถานการณ์ เช่นข้อคำถามให้แสดงพฤติกรรม คำสั่งให้ปฏิบัติ ๕. การเตรียมสถานที่ เป็นการกำหนดสถานที่เพื่อสังเกตพฤติกรรม
๑๖ สรุปองค์ควำมรู้ที่ ๕ กำรเขียนแผนกำรจัดกำรศึกษำเฉพำะบุคคล ( Individualized Education Program : IEP / กำรเขียนแผนกำรสอน (Individual Implementation Plan : IIP) ชื่อ-สกุล นางสาวนพัชฌา เรืองสุข โรงเรียน วัดบ้านไร่ รุ่นที่ ๓ ค ำชี้แจง ตอบคำถามจากการฟังบรรยายและฝึกประสบการณ์การเขียนแผน IEP ๑. แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ( Individualized Education Program : IEP ) คือ อะไร (๒ คะแนน) ตอบ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ( Individualized Education Program : IEP ) คือ แผนการจัดการ ศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษซึ่งกำหนดแนวทางการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความ ต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการ ตลอดจนกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และ ความช่วยเหลือ อื่นใดทางการศึกษา “IEP” เป็นแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ที่เขียนขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับเด็ก ที่มีความต้องการพิเศษเป็นเฉพาะบุคคล และได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองของเด็ก โดยที่ครูเป็นเครื่องมือ ใน การจัดการกับกระบวนการสอนทั้งหมด ๒. แผนการสอน (Individual Implementation Plan : IIP) คือ อะไร (๒ คะแนน) ตอบ แผนการสอน (Individual Implementation Plan : IIP) คือ แผนการสอนจัดขึ้นเฉพาะเจาะจงสำหรับ นักเรียนคนนั้นเพื่อช่วยให้นักเรียนบรรลุจุดประสงค์ และเป้าหมายที่กำหนดไว้ใน IEP เป็นแผนการสอนแบบ รายเดือนอิงตามโครงสร้างแผนใหญ่ (IEP) ซึ่งจะลงรายละเอียดว่าจะสอนเนื้อหาเด็ก LD อย่างไร สอนด้วย เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือกิจกรรมอะไรบ้าง และมีการวัดประเมินพวกเขาอย่างไร และต้องบันทึกพัฒนาการ เรียนรู้ของพวกเขาเป็นรายวันไว้ด้วย หลักสำคัญของการสอนโดยใช้แผน IIP - อย่างแรก คือ กำหนดทักษะที่จะสอนซึ่งต้องดูเป็นรายบุคคลว่าเด็ก LD คนนี้ควรสนับสนุนทักษะ อะไรเพิ่มเติม - เมื่อเราทราบแล้วว่าเด็กคนนี้ขาดทักษะด้านไหน ว่าก็เริ่มวาง Plan เป็นภาพรวมไว้ว่าจะสอนเด็ก อย่างไรบ้าง - วางแผน IIP ว่าจะต้องใช้เนื้อหา กิจกรรม หรือสื่ออุปกรณ์ และวิธีการสอนแบบไหนบ้างมาวางแผน IIP ต่อไป ๓. องค์ประกอบ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ( Individualized Education Program : IEP) มี ๘ ข้อ อะไรบ้าง (๒ คะแนน) ตอบ องค์ประกอบ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ( Individualized Education Program : IEP) โดยมี องค์ประกอบ ดังต่อไปนี้ (๑) ข้อมูลทั่วไป เป็นข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยชื่อ-สกุล เลขประจำตัว ประชาชน การจดทะเบียนคนพิการ วันเดือนปีเกิด ประเภทความพิการ ชื่อ-สกุล บิดามารดา ชื่อ-สกุล ผู้ปกครองและที่อยู่ของผู้เรียนหรือผู้ปกครองที่ติดต่อได้
๑๗ (๒) ข้อมูลด้านการแพทย์หรือด้านสุขภาพ เป็นข้อมูลของผู้เรียนซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยและการ รักษาประกอบด้วย โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา โรคภูมิแพ้ข้อจำกัดอื่น ๆ และผลการตรวจทางการแพทย์ ต่าง ๆ (๓) ข้อมูลด้านการศึกษา เป็นข้อมูลที่ผู้เรียนได้รับหรือไม่ได้รับการศึกษา บริการทางการศึกษา ประกอบด้วย การได้รับการศึกษาหรือบริการทางการศึกษาจาก ศูนย์การศึกษาพิเศษ โรงเรียนเฉพาะความ พิการโรงเรียนเรียนรวม การศึกษาด้านอาชีพ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และอื่น ๆ (๔) ข้อมูลอื่นๆที่จำเป็น เป็นข้อมูลความสามารถพิเศษ บุคลิกภาพเฉพาะบุคคลหรือข้อมูลบุคคลที่มี ส่วนเกี่ยวข้อง ตลอดจนพื้นฐานสถานภาพครอบครัว (๕) กำหนดแนวทางการศึกษา เป็นข้อมูลของผู้เรียนในการวางแผนการจัดการศึกษา ประกอบด้วย ระดับความสามารถในปัจจุบัน เป้าหมายระยะเวลา ๑ ปีจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (เป้าหมายระยะสั้น) เกณฑ์ และวิธีประเมินผล และผู้รับผิดชอบ (๖) ความต้องการด้านสิ่งอำนวยความสะดวกฯ เป็นการระบุรายการ รหัส สิ่งที่มีอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องการ จำนวนเงินที่ขออุดหนุนเหตุผลและความจำเป็น และผู้ประเมิน (๗) คณะกรรมการจัดทำแผน (ไม่น้อยกว่า ๓ คน) เป็นการระบุบุคคลในการจัดทำแผนการจัด การศึกษาเฉพาะบุคคลประกอบด้วย ผู้บริหาร บิดามารดาผู้ปกครอง ครูประจำชั้น หัวหน้างานวิชาการสห วิทยาการ (๘) ความเห็นของบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือผู้เรียน การลงความเห็นชอบในการจัดทำแผนการจัด การศึกษาเฉพาะบุคคล ๔. นักสหวิชาชีพ คือใครบ้าง จงยกตัวอย่าง (๒ คะแนน) ตอบ นักสหวิชาชีพ ได้แก่ (๑) บุคลากรซึ่งเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ ๗ สายงาน ได้แก่ นักรังสีการแพทย์ นักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยาคลินิก/นักจิตวิทยา นักเวชศาสตร์การสื่อความหมาย นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก นักฟิสิกส์ รังสี และนักการแพทย์แผนไทย (๒) บุคลากรอื่น มี ๗ สายงาน ได้แก่ นักวิชาการทันตสาธารณสุข นักโภชนาการ นักวิทยาศาสตร์ การแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ นักวิชาการศึกษาพิเศษ นักกายอุปกรณ์ นักวิชาการอาหารและยา ๕. การคัดกรองประเภทความพิการทางการศึกษามีกี่ประเภท ประเภทใดที่มีการแยกระดับชั้น และประเภทใด ไม่มีแบบ คัดกรอง (๒ คะแนน) ตอบ การคัดกรองประเภทความพิการทางการศึกษามี๙ ประเภท ประเภทที่มีการแยกระดับชั้น คือ แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ประเภทไม่มีแบบคัดกรอง คือ ประเภทบุคคลพิการซ้อน
๑๘ สรุปองค์ควำมรู้ที่ ๖ กำรท ำข้อมูลลงระบบบริหำรจัดกำรข้อมูลโรงเรียนเรียนรวม (SET) และ IEP Online (ขอรับคูปอง) ชื่อ-สกุล นางสาวนพัชฌา เรืองสุข โรงเรียน วัดบ้านไร่ รุ่นที่ ๓ ค ำชี้แจง ตอบคำถามจากการฟังบรรยายและฝึกประสบการณ์การเขียนแผน IEP ๑. ระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงเรียนเรียนรวม (SET) ระดับโรงเรียนมีผู้ดูแลระบบ (แอดมิน) กี่คน/โรงเรียน (๑ คะแนน) ตอบ ๓ คน/โรงเรียน ๒. หากต้องการลบแอดมินระดับโรงเรียนออก เนื่องจากย้าย/ เกษียณ ต้องแจ้งไปที่ใด (๑ คะแนน) ตอบ หากต้องการลบแอดมินระดับโรงเรียนออก เนื่องจากย้าย/ เกษียณ สามารถแจ้งได้ที่ ศึกษานิเทศก์ ๓. การตั้งชื่อผู้ใช้ (Username) สามารถตั้งเป็นภาษาไทยได้กี่ตัวอักษร จงอธิบายวิธีการ (๒ คะแนน) ตอบ การตั้งชื่อผู้ใช้ (Username) สามารถตั้งเป็นภาษาไทยได้ ๖-๑๕ ตัวอักษร วิธีการลงทะเบียนระบบ ๑. ชื่อผู้ใช้งานหรือ Username ให้กรอกชื่อ Username ได้เพียงตัวอักษร a – z และ ๐ – ๙ เท่านั้น และมีความยาวระหว่าง ๖ - ๑๕ ตัวอักษรหรือตัวเลข ๒. รหัสผ่าน ให้กรอกได้เพียงตัวอักษร a – z และ ๐ – ๙ เท่านั้น และมีความยาวระหว่าง ๖ - ๑๕ ตัวอักษรหรือตัวเลข ๓. ชื่อผู้จัดทำให้กรอกชื่อผู้จัดทำข้อมูล ๔. นามสกุลผู้จัดทำให้กรอกนามสกุลผู้จัดทำข้อมูล ๕. เลขบัตรประจำประชาชน ผู้จัดทำข้อมูล โดยไม่ต้องเว้นวรรค /ไม่ต้องใส่ - จากนั้นให้คลิก ปุ่ม “ลงทะเบียน” ๔. ข้อมูลนักเรียนที่ต้องนำมาลงในระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงเรียนเรียนรวม (SET) ต้องเตรียมข้อมูลส่วน ใดบ้าง จงอธิบาย (๒ คะแนน) ตอบ ข้อมูลนักเรียนที่ต้องนำมาลงในระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงเรียนเรียนรวม (SET) ต้องเตรียมข้อมูลส่วน ที่ ๖ การจัดการข้อมูลนักเรียน การจัดการข้อมูลนักเรียน ในโรงเรียน มีการแบ่งเป็น ๙ ส่วนดังนี้ ๑ ส่วนการ เพิ่ม/แก้ไขข้อมูลนักเรียน ๒ ส่วนการจัดการผลการเรียน ๓ ส่วนการจัดการน้ำหนัก-ส่วนสูง ๔ ส่วนการจัดการสถานะนักเรียน
๑๙ ๕ ส่วนการจัดการการเลื่อนชั้นนักเรียน ๖ ส่วนการอนุมัติการสำเร็จการศึกษา ๗ ส่วนแสดงข้อมูลนักเรียนที่ไม่ศึกษาแล้ว ๘ ส่วนการจัดการแผนจัดการศึกษาเฉพาะบุคลคล IEP ๙ ส่วนการจัดการแผนจัดการศึกษาเฉพาะบุคลคล IIP ๕. หากต้องการขอรับคูปองการศึกษา สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวกความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ต้อง ดำเนินการอย่างไร และใช้ระบบใด จงอธิบาย (๒ คะแนน) ตอบ หลักเกณฑ์การพิจารณาการขอรับ สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทาง การศึกษา สถานศึกษา ขอรับการอุดหนุนตามระบบคูปองการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนพิการเรียนร่วม/เรียนรวมได้ ไม่เกิน คนละ ๒,๐๐๐ บาท โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้ ๑.ขอรับเงินอุดหนุนเป็นรายการสื่อบัญชี ข ทั้ง ๒,๐๐๐ บาท ๒.ขอรับเงินอุดหนุนเป็นรายการสื่อบัญชี ค ไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท ที่เหลือเป็นรายการสื่อบัญชี ข ๖. หากท่านต้องการสอบถาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงเรียนเรียนรวม (SET) และ IEP Online สามารถสอบถาม/ศึกษาเพิ่มเติมทางช่องทางใดได้บ้าง จงอธิบาย (๒ คะแนน) ตอบ สามรถสามารถสอบถาม/ศึกษาเพิ่มเติมได้ในกลุ่มไลน์ รร.เรียนรวม สพป.พิจิตร เขต ๑ หรือติดต่อ ศึกษานิเทศก์โดยตรง
๒๐ สรุปองค์ควำมรู้ที่ ๗ กำรจัดกำรศึกษำเรียนรวมตำมโครงสร้ำง SEAT ชื่อ-สกุล นางสาวนพัชฌา เรืองสุข โรงเรียน วัดบ้านไร่ รุ่นที่ ๓ ค ำชี้แจง ตอบคำถามจากการฟังบรรยาย ๕ ข้อ ๑๐ คะแนน ๑. การจัดการเรียนร่วม กับ การจัดการเรียนรวม ต่างกันอย่างไร (๒ คะแนน) ตอบ ความแตกต่างระหว่าง การจัดการเรียนร่วม กับ การจัดการเรียนรวม สรุปได้ดังตาราง กำรเรียนร่วม กำรเรียนรวม ๑. โรงเรียนหยิบยื่นโอกาสให้เด็ก ๒. โรงเรียนเลือกเด็ก ๓. เตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียน ๔. ฝ่ายบริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม โรงพยาบาลหรือการศึกษาพิเศษ - ส่งต่อเด็กไปโรงเรียนเรียนร่วม - ช่วยเหลือ แนะนำเทคนิคการสอน บริการ สอนเสริม จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวก อบรม ปรับทัศนคติบุคลากร ๑. สิทธิของเด็กที่จะเข้าเรียน ๒. เด็กเลือกโรงเรียน ๓. ไม่ต้องเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียน ๔. โรงเรียนรับผิดชอบจัดสภาพแวดล้อมให้ เหมาะสมตามความต้องการพิเศษของเด็กหรือ เชิญผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาพิเศษ - ช่วยเหลือ แนะนำเทคนิคการสอน บริการ สอนเสริม จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวก อบรม ปรับทัศนคติบุคลากร ๒.การเรียนร่วม คือ อะไร จงอธิบาย (๒ คะแนน) ตอบ การจัดการเรียนร่วม (Mainstreaming) คือ การจัดให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษเข้าไปในระบบ การศึกษาปกติ เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนและทำกิจกรรมร่วมกับเด็กทั่วไป ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน โดยมีครูประจำชั้นและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือและรับผิดชอบร่วมกัน ตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานและ พัฒนาศักยภาพของผู้เรียนเป็นเฉพาะบุคคลในหลากหลายรูปแบบ เช่น - จัดเป็นชั้นเรียนพิเศษเต็มเวลาในโรงเรียนทั่วไป - จัดให้ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษเข้าเรียนชั้นเรียนปกติเต็มเวลา หรือบางเวลา โดยมีครูสอนเสริม (Resource Teacher) หรือครูเดินสอน (Itinerant Teacher) ให้ความช่วยเหลือและสอนร่วมกับครูประจำชั้น ๓. การเรียนรวม คือ อะไร จงอธิบาย (๒ คะแนน) ตอบ การเรียนรวม (Inclusive Education) คือ การศึกษาสำหรับทุกคนโดยรับเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่ม เข้ารับการศึกษา และจัดให้มีบริการพิเศษ ตามความต้องการของแต่ละบุคคล เมื่อสถานศึกษารับเด็กเข้ามา เรียนรวมกับเด็กทั่วไป สถานศึกษาและครูจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบจัดสภาพแวดล้อม การจัดการเรียนการสอน หลักสูตร การประเมินผล เพื่อให้ครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามความต้องการของผู้เรียนเป็นเฉพาะ บุคคล ซึ่งจะทำให้เด็กสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ
๒๑ ๔. โครงสร้าง SEAT คืออะไร จงอธิบาย (๒ คะแนน) ตอบ โครงสร้าง SEAT คือ ระบบบริหารจัดการโรงเรียนเรียนร่วม เพื่อมุ่งจัดการศึกษาให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ โครงสร้าง SEAT ประกอบไปด้วย S = Students (นักเรียน) คือ เตรียมความพร้อมของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางด้านการ เรียนรู้หรือพิการ โดยศึกษาข้อมูลว่านักเรียนที่มีความบกพร่อง ที่เข้ามาเรียนหรือจะรับเข้ามาเรียนรวม เขา ต้องการ ความช่วยเหลือด้านใดบ้าง โรงเรียนสามารถตอบสนองความ ต้องการได้มากน้อยเพียงใด รวมถึง เตรียมความพร้อมเด็กให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรวม และเตรียมความพร้อมของนักเรียนทั่วไปให้เข้าใจ เพื่อนที่มีความบกพร่อง เพื่อให้อยู่ด้วยกันได้ E= Environment (สภาพแวดล้อม) คือ การจัดสภาพแวดล้อมให้นักเรียนได้เรียนอย่างมีความสุข ทั้งนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษและนักเรียนทั่วไปทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน จัดสภาพแวดล้อมที่จะ เติมเต็มให้ได้เรียนรู้ได้มากที่สุด A = Activities (กิจกรรมการเรียนการสอน) คือ การปรับหลักสูตร ทำแผนการจัดการศึกษา เฉพาะบุคคล (IEP) และแผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) ใช้เทคนิคการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน การสอนเสริม ในห้องทักษะทางวิชาการ ทักษะทางด้านวิชาชีพ ทักษะทางกิจวัตรประจำวันและทักษะทางนันทนาการ รวมถึงการประเมิน ติดตามศักยภาพของผู้เรียนให้เกิดความสมดุลให้มากที่สุด T = Tools (เครื่องมือ) คือ กำหนด นโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ แผนงานโครงการ ผู้รับผิดชอบ จัดหาสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการอื่นๆทางการศึกษา การที่โรงเรียนได้นำแนวทางของ การบริหารจัดการทั้งระบบโรงเรียนจะเป็นการพัฒนาวิธีการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของ ผู้ปกครอง ๕.พี่เลี้ยงเด็กพิการมีคุณสมบัติอย่างไร และปฏิบัติหน้าที่อะไร (๒ คะแนน) ตอบ พี่เลี้ยงเด็กพิการระดับต่ำมีคุณสมบัติ ดังนี้ วุฒิการศึกษา : จบการศึกษาภาคบังคับ อุปนิสัย : มีนิสัยสำคัญคือรักเด็ก เป็นคนใจเย็น ปฏิบัติหน้าที่ : ดูแลช่วยเหลือเด็กพิการไม่ให้ได้รับอันตราย ช่วยเหลือเด็กในการเคลื่อนไหว ช่วยเหลือเด็กที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน เช่น เข้าห้องน้ำ การรับประทานอาหาร การเดิน ทำ กิจกรรมที่ไม่คล่องต่างๆ ช่วยเหลือเด็ก ช่วยครูประจำการ พี่เลี้ยงเด็กพิการระดับพื้นฐานมีคุณสมบัติ ดังนี้ วุฒิการศึกษา : จบปริญญาตรีหรือถ้าจบเอกการศึกษาพิเศษโดยตรง ปฏิบัติหน้าที่ : เป็นครูในการสอน หรือช่วยเหลือครูในการสอนได้ ไม่ว่าจะเป็นการสอน ซ่อมเสริม การผลิตสื่อ ควบคุมชั้นเรียน ปฏิบัติกิจกรรมฟื้นฟูเด็กภายใต้คำแนะนำของครูผู้สอนหรือนักวิชาชีพ โดยเฉพาะ
๒๒๒๒
ภำคผนวก
๒๔ องค์ควำมรู้ที่ ๑ ตอนที่ ๑ กฎหมำยและ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับผู้พิกำรที่ต้องรู้
๒๕ องค์ควำมรู้ที่ ๒ ตอนที่ ๒ กฎหมำยและ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับผู้พิกำรที่ต้องรู้
๒๖ องค์ควำมรู้ที่ ๓ ตอนที่ ๓ กำรจัดกำรเรียนรวมและกำรคัดกรองผู้พิกำรทำง
๒๗ สรุปองค์ควำมรู้ที่ ๔ ใบงำน : กรณีศึกษำ
๒๘ องค์ควำมรู้ที่ ๕ กำรเขียนแผนกำรจัดกำรศึกษำพิเศษ (Individaulized Education Program : IEP) กำรเขียนแผนกำรสอน (Individaul Implementation Plan : IIP)
๒๙ องค์ควำมรู้ที่ ๖ กำรท ำข้อมูลลงระบบบริหำรจัดกำรข้อมมูลโรงเรียนรวม (SET) และ IEP Online (ขอรับคูปอง)
๓๐ สรุปองค์ควำมรู้ที่ ๗ กำรจัดกำรศึกษำเรียนรวมตำมโครงสร้ำง SEAT