The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Best Practice ภาษาอังกฤษ1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by JIRAT C., 2022-09-25 14:33:33

Best Practice ภาษาอังกฤษ1

Best Practice ภาษาอังกฤษ1

คำนำ

รายงานผลการปฏิบัติที่ดี (Best Practice) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning)
โดยใชเ้ พลงเปน็ สอ่ื แบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ในการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics) เพ่ือพัฒนาการ
อ่านสะกดคาภาษาอังกฤษ โดยใช้ศาสตร์พระราชาเป็นฐานบูรณาการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดี
ประเภทด้านการเรียนการสอน เป็นการรายงานผลการดาเนินงานเป็นการจัดการเรียนรู้แบบ Active
learning กล่มุ สาระภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถอ่านออกเสียงและสะกดคา
ภาษาองั กฤษได้ดีข้นึ และแกไ้ ขปัญหาภาษาอังกฤษบกพร่อง (Dyslexia) ให้แก่ผู้เรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ผ้เู รียนในระดบั ประถมศกึ ษาทคี่ วรไดร้ บั การวางรากฐานทางภาษาท่ดี ี

ผู้พัฒนานวัตกรรมหวังเป็นอย่างย่ิงว่ารายงานผลการพัฒนานวัตกรรมเล่มน้ี จะเป็นแนวทาง
สาหรับการพัฒนานวัตกรรมด้านการเรียนการสอน สาหรับครูและผู้สนใจนาไปเป็นแนวทางในการใช้
สาหรับการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้ผู้เรียนมี
คุณลักษณะอันพึงประสงคแ์ ละคณุ ลกั ษณะในศตวรรษที่ 21 ทด่ี ียิง่ ข้นึ ไมม่ ากก็นอ้ ย

ท้ายนี้ขอขอบพระคุณนางนิตยา รอดเข็ม ผู้อานวยการโรงเรียนบ้านหนามแท่ง ที่อนุมัติให้
ดาเนนิ การจดั ทานวัตกรรม และนางวรวรรณ วัชรเสถียร ศึกษานิเทศก์ชานาญการพิเศษ สานักงานเขต
พืน้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต ๒ และใหค้ าแนะนา ชี้แนะแนวทางในการทาในการดาเนนิ งาน
ใหส้ าเร็จลลุ ่วงด้วยดี อีกทั้งขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิ คณะครูและบุคลากรทางการศึกษา
โรงเรียนบ้านหนามแท่ง นักเรียน ผู้ปกครองและชุมชนที่ให้ข้อมูลในการดาเนินการจัดทาจนเสร็จส้ิน
สมบูรณ์

นายจิรฎั ฐ์ ไชยบุบผา

| กแบบรายงานการวิจยั และนวตั กรรมการศกึ ษา ประเภทการจดั การเรยี นรู้

สำรบญั หนา้

คานา ก
สารบญั ข
ขอ้ มูลเบื้อต้นผู้สง่ ผลงาน 1
ความเป็นมาและความสาคัญของผลงาน 2
จุดประสงคแ์ ละเปา้ หมาย 6
ข้นั ตอนการดาเนนิ งาน 7
การวางแผนและกระบวนการออกแบบกจิ กรรม 8
ผลการดาเนนิ งาน 13
ประโยชน์ทีไ่ ด้รับ 15
ปจั จัยความสาเร็จ 16
บทเรียนท่ไี ด้รบั 17
การเผยแพรแ่ ละรางวลั ทไ่ี ดร้ ับ 18
รางวลั ทไ่ี ด้รับ 19
การรบั รองผลงาน 20
ภาคผนวก

| ขแบบรายงานการวิจัยและนวัตกรรมการศกึ ษา ประเภทการจดั การเรียนรู้

แบบรายงานผลการปฏบิ ตั ทิ ่ีดี (best practice)

ด้านกระบวนการจดั การเรียนการสอนดว้ ย active learning
เพ่ือพัฒนาทักษะในศตวรรษท่ี 21 ปีการศึกษา 2565

สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2

นายจริ ัฎฐ์ ไชยบบุ ผา

ตาแหนง่ ครูผชู้ ว่ ย

โรงเรยี นบา้ นหนามแทง่

สานกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต ๒
1. ชอื่ ผลงานนวตั กรรม

“การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้เชิงรกุ (Active learning) โดยใช้เพลงเปน็ ส่อื แบบตอบสนองดว้ ยทา่ ทาง(TPR)
ในการสอนแบบโฟนกิ ส์ (Phonics) เพือ่ พัฒนาการอา่ นสะกดคาภาษาองั กฤษ โดยใชศ้ าสตร์พระราชา
เป็นฐานบูรณาการเสริมสร้างความเปน็ พลเมอื งดี ”

2. ช่ือผูพ้ ฒั นาผลงานวจิ ยั /นวัตกรรม
ชอ่ื นายจริ ฎั ฐ์ ไชยบุบผา
ตาแหนง่ ครูผู้ชว่ ย
สงั กัด โรงเรยี นบา้ นหนามแท่ง อาเภอสว่างแดนดนิ จงั หวัดสกลนคร
ศนู ยเ์ ครอื ขา่ ยการศึกษาขน้ั พนื้ ฐานที่ 15
สานักงานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษา สกลนคร เขต ๒
โทรศพั ท์ : 08-0803-9686 Email : [email protected] Line ID : Themeening

3. แนวทางการคดิ ค้นประเภทผลงานวิจัย/นวตั กรรม
 แสวงหานวตั กรรม/แบบอย่างที่ดีจากแหล่งตา่ ง ๆ ทเ่ี คยมผี สู้ ร้างไว้ แลว้ นามาปรับปรงุ พฒั นาตอ่ ยอด
 การสรา้ งนวตั กรรมใหม่

4. กลุม่ สาระการเรยี นรู้ ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)

แบบรายงานผลการปฏบิ ตั ิทีด่ ี (Best Practice) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ | 1

กำรจัดกำรเรยี นรเู้ ชิงรุกโดยใช้เพลงเปน็ สอื่ แบบตอบสนองด้วยทำ่ ทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพอื่ พัฒนำกำรอำ่ นสะกดคำภำษำอังกฤษ

โดยใช้ศำสตรพ์ ระรำชำเป็นฐำนบรู ณำกำร

เสริมสรำ้ งควำมเป็นพลเมืองดี

2. ความเป็นมาและความสาคญั ของผลงาน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๖๐) ในมาตรา ๕๔ ที่

กาหนดเป้าหมายในการจัดการศึกษาท้ังปวงตองมุงพัฒนาผู้เรียนใหเปนคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถ
เชี่ยวชาญไดตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบตอครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ในการ
พฒั นาเยาวชนของชาตเิ พอ่ื เป็นทุนมนษุ ยท์ ่สี มบูรณแ์ ละเปน็ ทรัพยากรที่มีคุณค่าเพื่อขับเคล่ือนและพัฒนาประเทศ
ใหเ้ ปน็ ประเทศทพี่ ัฒนาแล้ว ตามวิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ให้เป็นประเทศท่ีพัฒนาแล้ว มีความม่ันคง
มั่งคั่งและยั่งยนื และสงั คมโลกในศตวรรษที่ ๒๑ ทกุ ประเทศตา่ งพยายามสรา้ งกระบวนทัศน์ การพัฒนาภายใต้ของ
การเปลย่ี นแปลงในทกุ ๆ มิตขิ องสงั คม ส่ิงท่ีปรากฏออกมาให้เหน็ อย่างเด่นชดั คือ จะทาอย่างไร หรือมีวิธีการใดท่ี
จะทาให้สภาพการณข์ องประเทศตนเอง “มคี วามเป็นเลศิ ” ในทกุ ด้าน ไมว่ า่ จะเปน็ ด้านการเมืองการปกครอง ด้าน
เศรษฐกิจ ด้านสังคม รวมทั้งด้านการศึกษาด้วย เพราะการจัดการศึกษาในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย
ความสลบั ซับซอ้ นของสังคมมมี ากข้นึ ตามลาดับองคค์ วามรู้ ลักษณะของสงั คมโลกในศตวรรษท่ี ๒๑ จึงเป็นสังคมท่ี
ไรข้ ดี จากดั ของขอ้ มลู ข่าวสาร เป็นยุคทมี่ กี ารเปล่ียนผา่ นและมีการแลกเปล่ียนข้อมูล ระหว่างกลุ่มคน อิทธิพลของ
การสือ่ สารที่กา้ วไกลทั้งระบบดาวเทยี ม ระบบดิจิดัล (ธงชยั สมบรู ณ์, ๒๕๔๙ : ๔๕)

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้ทรงพระราชทานพระบรมราโชบาย ด้าน
การศกึ ษาเพ่ือม่งุ สร้างพน้ื ฐานให้แกผ่ ู้เรยี น ให้ผู้เก่ยี วข้องได้น้อมนาไปปฏิบตั ใิ ห้บังเกดิ ผล ซ่งึ ประกอบด้วย แนวพระ
บรมราโชบาย 4 ประการ คือ 1.การมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง 2.การมีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง-มีคุณธรรม 3.
การมีงานทา-มีอาชีพ 4.การเป็นพลเมืองดี ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งหมายและหลักการของการจัดการศึกษาที่
บัญญัตไิ ว้ในพระราชบญั ญัติการศกึ ษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และทแี่ กไ้ ขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 ว่าการ
จัดการศึกษา ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนา คนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ สติปัญญา ความรู้และ
คุณธรรมมีจริยธรรมและวัฒนธรรม ในการดารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนอย่างมีความสุข และบัญญัติการ
เรียนร้เู กย่ี วกับสานึกของความเปน็ พลเมอื งไวใ้ น มาตรา 7 ความว่า “ในกระบวนการเรยี นรู้ต้องมงุ่ ปลูกฝงั จติ สานึก
ท่ถี กู ตอ้ งเกยี่ วกับการเมอื งการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษา
และส่งเสริมสิทธิ หน้าที่เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความ
ภาคภูมใิ จในความเปน็ ไทย รจู้ กั รกั ษาผลประโยชนส์ ว่ นรวมและของประเทศชาติ” และมีการนาไปสู่การปฏิบัติโดย
หลกั สูตรและการจัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อุดมศึกษา และท่ีเก่ียวข้องมาโดยลาดับ ทุกสังคมล้วน
ปรารถนาใหป้ ระชาชนเป็นพลเมอื งท่ีดมี ีคณุ ภาพ ทาแตส่ ่งิ ท่ีดี และมปี ระโยชน์ต่อสังคมด้วยกันท้ังสิ้น แต่การจะทา
ใหท้ กุ คนเปน็ พลเมืองที่ดีได้นั้นล้วนต้องอาศัยกระบวนการอบรมบ่มเพาะท่ีเหมาะสมตั้งแต่แรกเริ่มจากครอบครัว
และที่สาคัญไมแ่ พ้กันซึง่ ก็คือ “โรงเรยี น” ซ่งึ เป็นสถานที่อบรมบ่มเพาะเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ นอกจาก
ความรเู้ ร่อื งวิชาการแลว้ ยงั รวมถึงทกั ษะ ทัศนคติ ความเขา้ ใจตอ่ การแสดงออกทีเ่ หมาะสมในการอยู่รว่ มกันภายใน
สังคม โรงเรียนจึงเปรียบเสมือนสถานท่ีจาลองสังคมขนาดเล็กให้แกเ่ ด็กได้เรียนรแู้ ละปรับตวั ตอ่ สภาพแวดลอ้ ม

| 2แบบรายงานผลการปฏิบตั ทิ ่ดี ี (Best Practice) กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาต่างประเทศ

กำรจัดกำรเรยี นรู้เชงิ รกุ โดยใชเ้ พลงเปน็ สือ่ แบบตอบสนองดว้ ยท่ำทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพอ่ื พัฒนำกำรอำ่ นสะกดคำภำษำองั กฤษ

โดยใช้ศำสตรพ์ ระรำชำเป็นฐำนบรู ณำกำร

เสริมสรำ้ งควำมเป็นพลเมอื งดี

ภายนอกบริเวณบ้าน และครอบครัวของตนเอง ช่วยหล่อหลอมให้เด็ก และเยาวชนได้เรียนรู้หน้าที่
บทบาทในสงั คมของตนเองอยา่ งเหมาะสมและสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับธรรมเนียมของสังคมที่ตนอาศัยอยู่
อีกด้วย การสร้างเยาวชนหรอื นักเรียนในโรงเรียนให้มีลักษณะของความเป็นพลเมืองดีได้อย่างมีประสิทธิภาพน้ัน
ควรเร่มิ ตน้ จากบทบาทครู และหอ้ งเรียน รวมท้ังวิธีการอบรมส่ังสอนของครูที่มีต่อนักเรียนหลากหลายรูปแบบไม่
ว่าจะเป็นวิธีการทางตรงหรือการสร้างอิทธิพลทางอ้อมก็ตาม โรงเรียนจึงมีอิทธิพลอย่างย่ิงต่อการสร้าง และบ่ม
เพาะพลเมืองดีสู่สังคม เมื่อนักเรียนเข้ามาในโรงเรียน ก็เปรียบเสมือนนักเรียนได้เรียนรู้การปรับตัว และการอยู่
รว่ มกับผอู้ น่ื ในสงั คมทก่ี ว้างกวา่ ครอบครวั ของตน ส่ิงท่ีนกั เรยี นไดเ้ รยี นรู้ และซึมซบั จากสิง่ แวดล้อมภายในโรงเรียน
จึงมีความสาคัญอยา่ งยงิ่ ตอ่ การดาเนนิ ชวี ติ ดังนนั้ บทบาทของครแู ละโรงเรียนจึงมสี ่วนสาคัญในการจัดบรรยากาศ
ของโรงเรยี น ห้องเรียน รวมทงั้ รูปแบบการเรียนรูท้ ่ีเออ้ื ใหเ้ กิดสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมในการสร้างนักเรียน และ
เยาวชนให้เป็นพลเมืองท่ีดี รับฟังและเคารพเสียงของทุกคนมากข้ึน มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันบนพ้ืนฐานของ
ความเคารพ และมีเหตุมีผล เด็กนักเรียนและเยาวชนทุกคนจะมีรากฐานของการเป็นพลเมืองที่ดี และสามารถ
ปรบั ตัวท่ีจะอยู่ร่วมกับผู้อน่ื ในสงั คมอนั กวา้ งใหญ่ข้ึนได้อยา่ งแนน่ อน (สมฤดี พละวฑุ โิ ฒทัย, 2561)

ในยคุ ปัจจุบนั ภาษาองั กฤษถอื เป็นภาษาท่ีมคี วามสาคัญ ซง่ึ ถกู บรรจุไว้ในตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กาหนดคณุ ภาพของผู้เรยี นเมอื่ จบชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 ในดา้ นการออกเสียงและ
ความรู้ทางคาศัพท์ คือ “ผู้เรียนสามารถ ระบุตัวอักษรและเสียง อ่านออกเสียง และสะกดคาง่ายๆ ถูกต้อง ตาม
หลักการอ่าน และเลือกภาพตรงตามความหมายของคาและ กลุ่มคา ที่ฟัง” ซึ่งในการเรียนรู้ภาษาน้ันเป็นส่ิงท่ีดี
และสาคญั ที่ จะฝึกให้ผู้เรยี นได้มกี ารเรียนร้ทู ีถ่ กู ต้องตั้งแต่เรมิ่ ตน้ เพ่ือเปน็ แนวทางให้เกิดการพัฒนาตนเองในภาย
ภาคหน้า อาทกิ ารออกเสียง คาศัพทแ์ ละท่ีสาคัญอีกประการหน่ึงคือ การเริ่มเรียนภาษาคือการรู้ ความหมายของ
คาศัพท์ในภาษานั้น ๆ การออกเสียงของแต่ละภาษา เป็นสิ่งสาคัญ ผู้เรียนจะต้องฝึกออกเสียงให้ถูกต้องเหมือน
เจ้าของภาษา จงึ ควรสรา้ งพ้ืนฐานและปลูกฝังลักษณะการออกเสียงให้ ถูกต้องมาต้งั แต่ต้น เพ่ือไม่ทา ให้เกิดปัญหา
ทแ่ี กย้ ากในภายหลัง และนอกจากการออกเสียงให้ถูกต้องแล้ว ควรสอนให้ผู้เรียนเข้าใจ ความหมายของคาศัพท์
เน่ืองจากคาศัพท์เป็นสิ่งท่ีสาคัญในการ เรียนรู้ทุกภาษา การรู้คาศัพท์เป็นจานวนมาก จะส่งผลให้ผู้เรียน น้ัน
สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาศัพท์จึงเป็นสิ่งสาคัญ ท่ีทุกคนต้องเรียนรู้และเพิ่มพูนอยู่เสมอ เพ่ือให้
ประสบความสาเรจ็ ในการสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ (Lewis,1997) และการรู้ ความหมายของคา ศัพท์จะทา
ให้เกดิ ความมน่ั ใจในการใชภ้ าษา สือ่ ความหมายในสถานการณ์ต่างๆ (Allen & Vallette, 1977) สาหรับเด็กไทย
มปี ญั หาอยา่ งมากในการออกเสยี งภาษาอังกฤษ เนอ่ื งจากระบบเสยี งของภาษาอังกฤษกบั ระบบเสียงของภาษาไทย
มีความแตกตา่ งกัน ประการแรกคือ เสียงท่ปี รากฏอยู่ในภาษา องั กฤษนน้ั ไมม่ ีในภาษาไทย เชน่ เสยี ง /v/,/z/ โดย
พณิ ทิพย์ ทวยเจริญ (2544) ได้กล่าวไปในทศิ ทางเดยี วกนั วา่ การออกเสยี ง ภาษาองั กฤษเป็นปัญหาที่สาคัญอย่าง
หนงึ่ ของนกั เรียนไทย ท้ังนี้ เนอื่ งจากความแตกตา่ งของระบบเสยี ง ในการเรยี นภาษาต่างประเทศ นัน้ การร้แู ต่เพียง
คาศพั ทแ์ ละโครงสร้างประโยคยังคงไม่เพียงพอ ถา้ ผสู้ ือ่ สารไมส่ ามารถเปล่งเสียงที่เจ้าของภาษาฟังและเข้าใจ ในส่ิง
ท่ผี ้พู ูดสอื่ ออกมาดว้ ย

| 3แบบรายงานผลการปฏิบตั ิที่ดี (Best Practice) กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ

กำรจัดกำรเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เพลงเปน็ ส่อื แบบตอบสนองด้วยทำ่ ทำง (TPR)

ในกำรเรียนกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพ่ือส่งเสริมและพฒั นำกำรอ่ำนออกเสียง

และสะกดคำภำษำอังกฤษ

Zimmerman(2007) ได้กล่าวไว้ว่า ในการส่ือสารน้ันคาศัพท์นับว่าเป็นองค์ประกอบสาคัญอย่างหน่ึง
และเปน็ ปัจจัยพืน้ ฐานทาใหม้ นษุ ย์สามารถ ส่อื สารกันได้อยา่ งเขา้ ใจ แต่เมื่อการสอ่ื สารมีความซบั ซ้อนมากขนึ้ การรู้
คาศัพท์จึงจาเป็นต้องเพิ่มข้ึนไปด้วย การพัฒนาความรู้เรื่องคาศัพท์นั้นถือเป็นองค์ประกอบสาคัญ เน่ืองจากการ
สอนคาศัพท์ท่ีถูกต้องให้กับผู้เรียนจะช่วยส่งเสริมและพัฒนา การอ่านเพ่ือความเข้าใจ แนวทางหนึ่งที่สามารถ
นามาใช้ในการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาเพ่ือพัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษได้ถูกต้อง
ชัดเจน และยังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายของคาศัพท์ที่ผู้เรียนออกเสียงน้ัน คือ วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ ซึ่ง
เป็นวธิ ีการเรยี นรคู้ วามสมั พนั ธ์ของตัวอักษรและเสียงของ ตัวอักษร เป็นการสอนการอ่านออกเสียงที่มักใช้ในการ
สอนระดับเบ้ืองต้น (Harris&Hodge,1995) อีกทั้งงานวิจัยของ Grant (2014) พบว่า การสอนแบบโฟนิกส์ทา
ใหน้ ักเรียนมผี ลสัมฤทธ์ิ ในการอ่านสูงกว่านักเรียนท่ีเรียนด้วยวิธีการเรียนการสอนแบบเดิม (Whole-language)
ทาให้ผ้เู รยี น มคี วามรู้เกยี่ วกบั ตัวอกั ษร รูปแบบการสะกดคา และการเรยี นรู้คาศพั ท์และมพี ฒั นาการท่ดี ขี ึน้ ในด้าน
การอ่านออกเสียง สามารถออกเสียงภาษาอังกฤษได้อยา่ งถกู ต้อง สภาพปัญหาดังกล่าวครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ
จึงควรให้ความสาคัญในการศึกษาค้นคว้าและ แสวงหาแนวทางและวิธีการท่ีเหมาะสม เพื่อกระตุ้นและจูงใจให้
ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ การศึกษาเกี่ยวกับวิธีการสอนคาศัพท์และสะกดคา พบว่า
วิธีการสอนทีส่ ง่ เสรมิ ความรดู้ ้านคาศัพท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพวธิ ีหน่งึ ในระดบั ประถมศกึ ษา คือ การนาเพลงมาใช้
ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เนื่องจากธรรมชาติของเด็กในวัยนี้ ช่ืนชอบในการร้องเพลง เพราะการร้อง
เพลง ทาให้ได้เปลี่ยนอิริยาบถ ทาให้บทเรียนไม่น่าเบื่อ มีชีวิตชีวามากข้ึน บทเพลงจึงเป็นกิจกรรมทใช้ส่งเสริม
ทักษะทางภาษาได้เป็นอย่างดี (บัณฑิต ฉัตรวิโรจน.2549: 127) ซึ่งการเรียนที่มีชีวิตชีวาและการที่ผู้เรียนได้มี
ส่วนรว่ ม (Active learning) มากเท่าใด กจ็ ะทาให้ความสามารถในการเรียนร้แู ละจดจาคาศัพท์เพ่ิมมากขึ้นเท่านั้น
(วัตซิน-โจนส. 2001: 1) เกรนฟั (Grenough. 2000: online) ไดก้ ลา่ วไวว้ า่ ดนตรสี ามารถเข้าถึงจิตใต้สานึกของ
เราไดอ้ ย่างรวดเร็วและลา้ ลึก และเพลงเป็นนสื่อที่มพี ลงั ในการนาเสนอความรใู้ หม่ ๆ และเสริมความเข้มแข็งให้กับ
โครงสร้างทไ่ี ด้เรียนไปแลว้ และยงั กล่าวอีกวา่ เพลงสามารถเข้าสูก่ ารรบั รู้ของสมองโดยวิธที แี่ ตกต่างและจะคงอยู่ใน
สมองของเราไดย้ าวนาน อกี ทง้ั เพลงสามารถกระตุน้ การรับร้ขู อง สมองท้งั ซกี ซา้ ยและซกี ขวาและยังเปน็ ส่อื เอกสาร
จรงิ ทม่ี เี สน่หส์ อดคล้องกับเมอรฟ่ี (Murphey. 1994: 6) ซง่ึ กลา่ ววา่ เป็นเรื่องปกติท่ีเราจะลมื เรือ่ งเกือบทุกเร่ืองใน
ภาษาอื่นยกเว้นเพลงซึ่งจะฝ่ังอยู่ในใจจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเราและสามารถนามาใช้ประโยชน์ในห้องเรียน
ภาษา นอกเหนือไปจากนั้นการจัดกิจกรรมการสอนด้วยวิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางร่วมกับเพลงเป็น
วธิ ีการสอนภาษาองั กฤษทม่ี ีศักยภาพ สามารถช่วยพัฒนาการเรยี นรขู้ องนักเรียนช้ันประถมศึกษา เพราะผู้เรียนใน
วัยน้ตี อ้ งการกิจกรรมทมี่ ีการเคลอ่ื นไหวทางดา้ นรา่ งกาย ผู้เรียนมคี วามสนกุ สนานและกระตือรอื รน้ ต่อกจิ กรรมที่ได้
เรียนรตู้ ามที่ Scott and Ytreberg (1990) ไดก้ ลา่ ววา่ ความเข้าใจในการเรียนรูข้ องผ้เู รยี นในวัยเด็กจะเกิดขึ้นได้
โดย ผู้เรียนได้ปฏิบัติและได้เคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลา ผ่านทางมือ ตา และหูของผู้เรียน (ศุภราภรณ์ วงศ์
ชัชวาลย์, 2559, น.4) การรู้คาศัพท์เป็นสิ่งสาคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อการเรียนภาษาอังกฤษให้ ประสบ
ความสาเรจ็ คือความสามารถดา้ นคาศพั ท์

| 4แบบรายงานผลการปฏบิ ัติทดี่ ี (Best Practice) กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ

กำรจัดกำรเรียนรู้เชิงรกุ โดยใชเ้ พลงเป็นส่อื แบบตอบสนองดว้ ยทำ่ ทำง (TPR)

ในกำรเรียนกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพ่ือสง่ เสริมและพฒั นำกำรอำ่ นออกเสียง

และสะกดคำภำษำองั กฤษ

การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (Total Physical Response: TPR) เพื่อพัฒนาความรู้ด้านคาศัพท์
ภาษาอังกฤษน้ัน ทาได้โดยการปฏิบัติหรือใช้กริยาอาการประกอบ ผู้เรียนจะจาได้ดีถ้าได้ปฏิบัติหรือแสดงการ
โต้ตอบ ผู้เรียนเริ่มต้นด้วยการฟังและเข้าใจความหมายของคาศัพท์หรือประโยคจากการแสดงท่าทางของผู้สอน
และส่อื ท่เี ป็นสิง่ ของหรือรปู ภาพ โดยปกตแิ ลว้ ถ้ากิจกรรมใดสนกุ ผู้เรียน ก็จะจาได้ และภาษาท่ใี ชใ้ นกิจกรรมน้ัน ๆ
กจ็ ะตดิ อยูในความทรงจาด้วย ผเู้ รยี นจะมคี วามรสู้ ึกภมู ิใจในความสาเร็จ ซง่ึ จะเกิดเป็นแรงจูงใจและเป็นเจตคติที่ดี
ตอ่ การเรยี นภาษาอังกฤษต่อไป

จากความสาคัญของภาษาอังกฤษท่ีได้กล่าวมาในข้างต้น ทาให้ผู้วิจัยมีความต้องการในการพัฒนาทักษะ
ภาษาอังกฤษในดา้ นต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ทกั ษะด้านการอ่านภาษาอังกฤษ และการฝึกสะกดคาภาษาอังกฤษ
ซ่ึงมีความสาคัญและเป็นพ้ืนฐานในการศึกษาหาความรู้ สาหรับผู้เรียน จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผ่านมา
พบว่า ผู้เรียนบางส่วนยังขาดทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ และมีความจาเป็นท่ีต้องได้รับการช่วยเหลือ ส่งเสริม
และเพิม่ เตมิ เพอื่ ให้เกิดการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคาภาษาอังกฤษของผู้เรียนให้ดีย่ิงขึ้นต่อไป ผู้วิจัยจึงได้หา
วิธีการที่จะดาเนินการเพ่ือช่วยเหลือ แก้ปัญหา และพัฒนาให้นักเรียนได้เกิดทักษะในด้านการอ่านสะกดคา
ภาษาองั กฤษให้เข้าใจมากยิง่ ข้นึ จากการสารวจสภาพปัญหาท่ีเกิดข้ึนในรายวิชาภาษาอังกฤษช้ันประถมศึกษาปีท่ี
4 โรงเรียนบ้านหนามแท่ง พบว่าปัญหาสาคัญที่เกิดข้ึนบ่อยและเป็นพื้นฐานอันนาไปสู่การพัฒนาทักษะทาง
ภาษาอังกฤษด้านต่าง ๆ คือ นักเรียนไม่สามารถอ่านและสะกดคาภาษาอังกฤษได้สังเกตได้ว่านักเรียนส่วนใหญ่
เขียนภาษาไทยกากับไว้ใต้คา ดังนั้นเมื่อนักเรียนอ่านคาใด ๆ จึงมักอ่านภาษาไทยแทนภาษาอังกฤษ ส่งผลให้
นกั เรยี นไมส่ ามารถอา่ นคาน้ัน ดว้ ยตนเองไดจ้ ริง ในทางกลับกัน นักเรียนที่อ่านคาได้อย่างถูกต้องด้วยความเข้าใจ
จะสามารถสะกดคาเปน็ ซึง่ นาไปส่กู ารอ่านและเขียนคาได้ตามลาดบั ดังนน้ั การสะกดคาจึงเปน็ พ้นื ฐานสาคัญและมี
ความจาเป็นอย่างย่ิงท่ี ผู้สอนจะต้องวางพื้นฐานการสะกดคาให้นักเรียนเข้าใจโดยแท้จริง รวมถึงสามารถนาไป
ประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง สาหรับนักเรียนท่ีไม่สามารถสะกดคาภาษาอังกฤษได้นั้นมีผลทาให้ทักษะการเรียน
ภาษาองั กฤษดา้ นอื่น ๆ ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ทางการศึกษาของโรงเรยี นดว้ ยเชน่ กัน

“การจดั กิจกรรมการเรียนรเู้ ชงิ รุก(Active learning) โดยใช้เพลงเปน็ สื่อแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR)
ในการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics) เพ่ือพัฒนาการอ่านสะกดคาภาษาอังกฤษ โดยใช้ศาสตร์พระราชาเป็นฐาน
บูรณาการเสริมสรา้ งความเป็นพลเมืองดี ” ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนบ้านหนามแท่ง เป็นการ
จดั การเรยี นรเู้ ชิงรกุ แบบ Active learning โดยใชเ้ พลงเป็นสื่อ ประกอบกับการตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) เพ่ือ
ส่งเสริมและพฒั นาการอ่านออกเสียงและสะกดคาภาษาอังกฤษ จัดทาข้ึนเป็นนวัตกรรมด้านกระบวนการจัดการ
เรียนการสอนเชิงรุก แบบ Active learning กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ
อ่านออกเสียงและสะกดคาภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น และแก้ไขปัญหาภาษาอังกฤษบกพร่อง (Dyslexia) ให้แก่ผู้เรียน
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ผ้เู รยี นในระดบั ประถมศกึ ษาท่ีควรได้รบั การวางรากฐานทางภาษาที่ดี

| 5แบบรายงานผลการปฏบิ ตั ิท่ีดี (Best Practice) กล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาต่างประเทศ

กำรจัดกำรเรียนร้เู ชงิ รุกโดยใชเ้ พลงเป็นสอ่ื แบบตอบสนองด้วยท่ำทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพือ่ พฒั นำกำรอ่ำนสะกดคำภำษำอังกฤษ
โดยใช้ศำสตร์พระรำชำเป็นฐำนบรู ณำกำร
เสรมิ สร้ำงควำมเป็นพลเมอื งดี

3. จุดประสงค/์ เปา้ หมาย
3.1 เพอื่ ใหน้ ักเรียนมีทกั ษะการอา่ นออกเสยี งและสะกดคาภาษาอังกฤษได้ถูกต้องตามหลกั โฟนกิ ส์
3.2 เพอ่ื ศกึ ษาการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้เชิงรุกแบบ Active learning โดยใช้เพลงเป็นส่ือประกอบการ

สอนแบบตอบสนองด้วยทา่ ทาง (TPR) ให้นักเรียนสามารถอ่านออกเสียง สะกดคา และจดจาคาศัพท์ภาษาอังกฤษ
3.3 เพ่ือบูรณาจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในเรื่อง Personality Adjective สร้างสานึกความเป็น

พลเมอื งดใี นระบอบประชาธิปไตยตามรอยพระยคุ ลบาทพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระ
เจา้ อยู่หวั รชั กาลท่ี 10

เป้าหมาย
นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5 จานวน 15 คน มีทักษะการอ่านออกเสียง สะกดคา และจดจาคาศัพท์
ภาษาองั กฤษ (Phonics) โดยใชเ้ พลงเป็นสื่อประกอบการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) เพมิ่ ขึน้
4. ข้นั ตอนการดาเนนิ งานกระบวนการจดั การเรยี นร้ดู ว้ ย Active learning
การจดั การเรียนการสอนแบบ Active Learning ในศตวรรษท่ี 21 ผู้เรยี นในปัจจบุ นั และอนาคตจะต้อง
เผชญิ กับปัญหาและความท้าทาย ในอัตราการเปลย่ี นแปลง ท่ีสูงขึ้น โลกมีการติดต่อสื่อสารและความเป็นพลวัต
สูงขึ้น ในขณะที่ปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเพิ่มข้ึน เป็นเงาตามตัวกับสังคมมนุษย์ฉะนั้น การกาหนด
คณุ ลกั ษณะผูเ้ รยี นจะต้องเพม่ิ คณุ ลกั ษณะอยา่ งน้อย 3 ประการ คอื ความสามารถในการคิดเพ่อื สร้างองค์ความรู้
ความสามารถในการสอ่ื สาร และความสามารถพรอ้ มเจตคติ ดังนน้ั ผูเ้ รียนในยุคศตวรรษท่ี 21 จึงตองมีทักษะสูง
ในการเรียนรู และปรับตัว การสร างทักษะการเรียนรู และนวัตกรรม การสื่อสารและความร วมมือ
(Communication and Collaboration) ความเจรญิ กาวหนาของเทคโนโลยีดิจิตอล และเทคโนโลยีการส่ือสาร
(digital and communication technology) ทาใหโลกศตวรรษท่ี 21 ตองการทักษะของการสื่อสารและ
ความรวมมือที่กวางขวาง คือ ทักษะการเรียนรู้และนวตั กรรม และทักษะสารสนเทศ สือ่ เทคโนโลยี

| 6แบบรายงานผลการปฏิบัติทด่ี ี (Best Practice) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

กำรจัดกำรเรยี นรเู้ ชิงรุกโดยใชเ้ พลงเป็นสอ่ื แบบตอบสนองดว้ ยท่ำทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพื่อพัฒนำกำรอำ่ นสะกดคำภำษำอังกฤษ
โดยใช้ศำสตร์พระรำชำเป็นฐำนบูรณำกำร
เสริมสร้ำงควำมเป็นพลเมอื งดี

องคป์ ระกอบท่ี ๑
ขน้ั ตอนการสรา้ งกระบวนการจัดการเรยี นรู้แบบ Active Learning

ดา้ นปัจจยั นาเขา้ ดา้ นกระบวนการ ด้านผลผลิต
(Input) (Process) (Product)

การเตรียมความพร้อม กระบวนการดาเนนิ งาน หลังการดาเนนิ งาน

หลกั สตู รสถานศกึ ษา พฒั นา/ปรับปรงุ หลกั สูตร - การเรียนการสอนแบบ ผลท่เี กดิ กบั ผู้เรยี น
สถานศกึ ษา หลกั สตู รทอ้ งถ่ิน โฟนกิ ส์ (Phonics) เพ่ือ - ผู้เรยี นมสี ามารถอ่านออก
ครแู ละบุคลากร ให้มคี วามเหมาะสมกบั สภาพผู้เรยี น สง่ เสริมและพฒั นาการอา่ น เสียงและสะกดคา
ทางการศกึ ษา ออกเสยี ง สะกดคาและ ภาษาอังกฤษได้ดขี ึ้น และ
พัฒนาครใู ห้มีความรู้ ความสามารถ จดจาคาศพั ท์ภาษาองั กฤษ สามารถแกไ้ ขปญั หา
ในการจัดการเรยี นรู้ท่ีเน้นผเู้ รียน - การจัดการเรยี นรูเ้ ชงิ รุก ภาษาองั กฤษบกพร่อง
แบบ Active learning (Dyslexia) ของผเู้ รยี นใน
เป็นศูนย์กลาง - การใชเ้ พลงเป็นส่ือ รายวชิ าภาษาอังกฤษใน
- การใช้รูปแบบการ สามารถอา่ นออกเสยี งและ
กิจกรรมสง่ เสรมิ ความเปน็ การอ่านออกเสยี ง สะกดคา ตอบสนองด้วยท่าทาง สะกดคาได้ดยี ่งิ ขึน้ เป็น
เลศิ ทางวชิ าการ/คุณธรรม และจดจาคาศพั ท์ภาษาอังกฤษ (TPR) พ้ืนฐานในการเรียนต่อไป

ในรปู แบบแบบ Phonics

ดา้ นผลลพั ธ์
(Impact)

ภาพกรวยแห่งการเรียนรู้ ที่มา: บทความ ACTIVE LEARNING ส่กู ารเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21, จิรายทุ ธ์ิ ออ่ นศรี, 2561

| 7แบบรายงานผลการปฏบิ ัตทิ ดี่ ี (Best Practice) กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาต่างประเทศ

กำรจดั กำรเรยี นรู้เชงิ รกุ โดยใช้เพลงเป็นส่อื แบบตอบสนองดว้ ยทำ่ ทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพอ่ื พฒั นำกำรอ่ำนสะกดคำภำษำองั กฤษ
โดยใช้ศำสตรพ์ ระรำชำเป็นฐำนบรู ณำกำร
เสรมิ สร้ำงควำมเป็นพลเมอื งดี

การวางแผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ดว้ ย Active Learning
ดว้ ยขั้นตอนการออกแบบตามหลักการวงจรคณุ ภาพ PDCA (Deming Cycle)

การวเิ คราะหส์ ภาพแวดล้อม การออกแบบนวตั กรรมการจดั การ
ของโรงเรยี น ค้นหาจุดแข็ง เรยี นการสอนให้สอดคล้องกับ
จุดอ่อน และสาเหตุของ
ปญั หา กาหนดปัญหาและ สภาพปัญหาของผู้เรยี นโดยใช้เพลง
วตั ถปุ ระสงค์ของนวัตกรรม เป็นส่ือแบบตอยสนองด้วยท่าทาง
กระบวนการจดั การเรียนการ (TPR) ในการเรยี นการสอนแบบ
สอนแบบ Active Learning โฟนิกส์ (Phonics) เพ่ือส่งเสริม
และพัฒนาการอ่านออกเสียง และ
สะกดคาภาษาอังกฤษ

การนาผลการประเมินมา การประเมินแผน รูปแบบ
พัฒนา วิเคราะห์ ปรบั ปรุง นวตั กรรม การนาไปใช้จริงในการ
แก้ไข และสังเคราะห์ จดั กิจกรรมการเรยี นการสอนใน
รูปแบบ และเขียนรายงาน
ผู้บริหารและเพ่ือเผยแพร่ คาบเรยี น ตามขั้นตอนของ
เป็นองคค์ วามรู้ กระบวนการนวตั กรรม โดย
ควบคุมใหเ้ ป็นไปตามข้อกาหนด

ของรูปแบบ

ปจั จยั นาเขา้ กระบวนการ ผลสัมฤทธิ์(Results)
(INPUT) (PROCESS)
ผลผลติ ผลลพั ธ์
 หลกั สูตรสถานศกึ ษา  การวางแผนและกาหนด (OUTPUT) (OUTCOME)
 นโยบายและ
วธิ กี าร (Planning)  นกั เรียน  ผลสมั ฤทธิท์ างการ
คณุ ธรรมอัตลกั ษณ์  การลงมือปฏิบัติ (Do) สามารถอา่ น เรียนสูงขึน้
โรงเรียนคณุ ธรรม  การตรวจสอบ (Check) ออกเสียง และ
 การปรับปรุง (Action) สะกดคา  ครูมีเทคนิคการสอน
ผ้อู านวยการโรงเรียน  Active Learning ภาษาอังกฤษ ที่เน้นผเู้ รยี นเป็น
 ข้าราชการครูและ  การใชเ้ พลงเป็นสื่อ ไดถ้ กู ต้องตาม สาคัญ (AL)
 การตอบสนองด้วยทา่ ทาง หลักโฟนิกส์
บคุ ลากรทางการศกึ ษา (Phonics)  นักเรยี นมพี น้ื
(TPR) ฐานความร้ทู ่ีสาคญั
ในการเรียน
ภาษาองั กฤษ

Feedback

| 8แบบรายงานผลการปฏบิ ัติท่ดี ี (Best Practice) กล่มุ สาระการเรียนร้ภู าษาตา่ งประเทศ

กำรจัดกำรเรยี นรเู้ ชิงรกุ โดยใชเ้ พลงเปน็ ส่อื แบบตอบสนองดว้ ยท่ำทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพอื่ พัฒนำกำรอ่ำนสะกดคำภำษำอังกฤษ
โดยใช้ศำสตร์พระรำชำเป็นฐำนบรู ณำกำร
เสรมิ สร้ำงควำมเป็นพลเมอื งดี

รูปแบบขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เพลงเป็นสื่อแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ในการ
เรียนการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพ่ือส่งเสริมและพัฒนาการอ่านออกเสียงและสะกดคาภาษาอังกฤษ มีการ
ดาเนินการตามลาดับข้นั ตอนแผนการจดั การเรียนรูแ้ บบ 2W3P ดังต่อไปน้ี

1. ขั้นกระตนุ้ ทบทวนและปพู น้ื ฐานความรู้ (Warm up)
2. ข้ันนาเสนอเน้ือหาสาระ (Presentation)
3. ขั้นฝึกฝนโดยยึดผเู้ รยี นเป็นศนู ย์กลาง (Practice)
4. ข้นั นาไปใชห้ รือการบรู ณาการความรู้ (Production)
5. ขน้ั สรปุ ความรทู้ ไ่ี ด้รับจากกระบวนการเรยี นรู้ (Wrap up)
ข้นั ตอนการสรา้ งและใช้กระบวนการจดั การเรียนการสอนด้วย Active learning ในการสอนแบบ Phonics

1. Decoding
เริ่มแรกสุดในการเรียน Phonics คือการรู้จักเสียงของทุกตัวอักษร (letter sound) เป็นจุดท่ีสาคัญท่ีสุด
ของการเรยี นรู้ phonics กนั เลยทเี ดียว หาก step นีย้ ังไม่แข็งแรงห้ามปล่อยผ่านหรือเริ่ม step ถัดไปเด็ดขาดโดย
เราอาจสอนเด็ก ๆ ใหร้ ้จู กั letter sound ผ่านเพลง, กิจกรรม, หรือเกม วา่ แต่ละตัวอักษรออกเสียงอย่างไร และรู้
ว่าคาตา่ ง ๆ ท่ีได้ยนิ นัน้ ออกเสียงเรมิ่ ต้นด้วยตวั อะไร จุดประสงคใ์ นข้นั แรกน้กี ค็ อื พอเหน็ ตัวอกั ษรหน่ึงเด็กต้องออก
เสียงของตัวอักษรนั้น ๆ ได้ซ่ึงเรียกว่าการ “Decoding”และจะย่ิงดีมากขึ้น ถ้าเราสอนการเขียนหรือการสร้าง
ตวั อกั ษรนนั้ ๆ รวมถึงการนาตัวอกั ษรมารวมกนั ให้ได้เสยี งของตวั อักษรบางเสียงด้วย ซึ่งเราเรียกว่า “Encoding”
2. Blending Step
นีจ้ ะคอ่ นขา้ งยากและใช้เวลานิดนึง นกั เรียนจะต้องหดั รวมเสียงของตวั อักษรเพื่อสร้างออกมาเป็น คาเช่น
คาว่า “cat” แทนท่ีจะอ่านวา่ “เคอะ แอะ เทอะ” นกั เรียนก็จะต้องรวมออกมาเป็นคาใหไ้ ด้วา่ “แคท”
3. Decoding CVC-words
เร่ิมต้นหัดอ่าน CVC word ซึ่งก็คือ three letter word ท่ีเรียงแบบ consonant-vowel-consonant
เชน่ dog, cat, man, tap, sit

| 9แบบรายงานผลการปฏิบตั ทิ ่ีดี (Best Practice) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

กำรจัดกำรเรียนรเู้ ชงิ รุกโดยใช้เพลงเป็นสือ่ แบบตอบสนองดว้ ยท่ำทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพอ่ื พฒั นำกำรอำ่ นสะกดคำภำษำองั กฤษ

โดยใช้ศำสตรพ์ ระรำชำเป็นฐำนบูรณำกำร

เสรมิ สรำ้ งควำมเป็นพลเมืองดี

4. Decoding CCVC และ CVCC words
คือการเรียนรู้ consonant cluster (การที่นา consonant มาวางข้างกัน) โดยอาจวางไว้ต้นประโยค
(เชน่ stay, trap, frog) หรือ ท้ายประโยค (เชน่ fast, milk, jump)
ครูต้องควรระวังและเน้นย้านักเรียนในเร่ือง consonant cluster กับ consonant digraph จุดต่างคือ
consonant digraph คอื การที่ consonant 2 ตัวอกั ษรติดกันแล้วเกิดเสียงใหม่ แต่ consonant cluster เราจะ
ไดย้ นิ เสียงเดมิ ของแต่ละ consonant ทงั้ สองตวั อยู่
5. Vowel Digraph
หัดอ่านคาที่เป็น vowel digraph คือ คือการท่ีตัวอักษร 2 ตัว (อย่างน้อย 1 ตัวเป็น vowel) ท่ีวาง
ติดกัน แล้วเกิดเสียงใหม่ เช่น /ow/, /oa/, /oo/, /ee/, /ai/ โดยสร้างเป็นคาเช่น deer, hair, boat และ
นอกจากน้ี ให้ เร่ิมสอนเรื่อง 'magic e' (หรือเรียกว่า split digraphs) ด้วย ซึ่งก็คือการที่ digraph เช่น ae, ie,
oe, ee, ue ถูก แยก โดยมี consonant มาคั่น (a_e, i_e, o_e, e_e, u_e) เช่น Bite ออกเสียง /b/, /ie/, /t/
แต่ 't' มาคน่ั อยรู่ ะหวา่ ง 'i' กับ 'e' Rope ออกเสยี ง /r/, /oe/, /p/ แต่ 'p' มาค่นั อยู่ระหว่าง 'o' กับ 'e' Lake ออก
เสยี ง /l/, /ae/, /k/ แต่ 'k' มาคั่นอยู่ระหวา่ ง 'a' กับ 'e' ถ้านาเอา ‘magic e’ มาวางหลัง three-letter word จะ
เปล่ียนเสียงเดิมของ vowel ข้างหน้า และจะกลายเป็น long vowel sound แทนท่ีจะเป็น short vowel
sound เช่น rag-rage, hug-huge, pet-pete บางครั้ง ‘magic e’ จะถูกเรียกเป็น ‘silent e’ เพราะ ‘e’ ที่อยู่
ทา้ ยบางคาอาจไม่ออกเสยี ง เช่น come
6. Consonant Digraph
อยา่ งท่ีกล่าวไปข้างต้น consonant digraph คือการท่ี consonant 2 ตัวอักษรติดกันแล้วเกิดเสียงใหม่
ซึ่งก็คือ sh และ ch โดยข้ันนี้ให้หัด blending คาที่เป็น consonant digraph เช่น shop, chop, chain, shout
7 Trigraph
หัดอ่านคาท่ีสร้างจาก Trigraph ซึ่งก็คือ single sound ท่ีเกิดจาก 3 letters เช่น match, sigh, fair,
dear เป็นตน้
8. Tricky Word (common exception words หรอื sight words)
คาในภาษาอังกฤษมีหลายคาที่ไม่เป็นไปตาม phonic rules เช่น 'was' ท่ี ‘a’ ออกเสียง /o/ และ ‘s’
ออกเสยี ง /z/แต่จรงิ ๆแล้ว ‘a’ ออกเสียง /o/ ก็มีอกี หลายคา เช่น ‘what’, ‘want’, ‘swan’ และ ‘s’ ท่ีออกเสียง
/z/ ก็มหี ลายคา เช่น ‘his’, ‘has’ ครผู ู้สอนต้องจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ใหน้ ักเรียนเรียนรู้คาเหล่านี้ผ่านการหัดอ่าน
บอ่ ย ๆ
9. Spelling rules
เมอื่ นักเรียนมคี วามร้พู ืน้ ฐานในการอา่ นออกเสียงและสะกดคาพนื้ ฐานแลว้ กส็ ามารถท่ีจะเร่มิ จดั กจิ กรรมด
การเรียนรู้เร่ืองท่ียากขึ้น เช่น การเติม suffix ที่คาต่างๆ (เช่น -ed, -ing, -er, -est, -ful, -ly, -y, -s, -es, -ment,
-ness เปน็ ตน้

| 10แบบรายงานผลการปฏบิ ตั ทิ ด่ี ี (Best Practice) กลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ

กำรจดั กำรเรยี นร้เู ชงิ รกุ โดยใช้เพลงเปน็ สื่อแบบตอบสนองดว้ ยท่ำทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพอ่ื พัฒนำกำรอ่ำนสะกดคำภำษำอังกฤษ

โดยใช้ศำสตรพ์ ระรำชำเป็นฐำนบรู ณำกำร

เสรมิ สร้ำงควำมเป็นพลเมืองดี

การวดั และการประเมินผลนวัตกรรมกระบวนการการจดั การเรยี นรู้
เครอื่ งมอื ท่ใี ชใ้ นการวัดประเมินผลนวัตกรรมประกอบไปด้วย เคร่อื งมอื ทใ่ี ช้ ในการทดลองและเครื่องมือท่ี

ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซ่ึงเคร่ืองมือ ท้ังสองผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ มีค่า IOC อยู่ที่ 1.0 โดยมี
รายละเอียดดังนี้ 1. เคร่ืองมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาภาษาอังกฤษท่ีใช้วิธีการสอน
แบบ Active Learning ที่ปรับจากแบบเรยี นโฟรนิกส์ จอลลี โฟนกิ ส์ (Wernham&Lloyd,2010) จานวน 2 แผน
แต่ละแผน ใช้เวลา 2 คาบเรยี น คาบเรียนละ 60 นาที ซ่ึงมีข้นั การสอนอยู่ 5 ขั้นตอน คือ

1) ขั้นกระตุ้นทบทวนและปูพ้ืนฐานความรู้ (Warm-up) นาเข้าสู่บทเรียนเป็นขั้นตอนที่ปรับและเตรียม
ผู้เรยี นให้พร้อมที่จะเรยี นโดยใช้กิจกรรมท่สี นกุ สนานและเรา้ ความสนใจของผ้เู รยี นโดยใช้กิจกรรมเพลง และท่าทาง
ประกอบ เป็นต้น

2) ขั้นนาเสนอเน้ือหาสาระ (Presentation) เป็นการเรียนรู้เสียงของตัวอักษร การเรียนรู้เสียงของ
ตวั อักษรทง้ั 42 เสยี ง ซึ่งจาแนกเสียงออกเป็น 7 กลุ่ม ซ่ึงผู้เรียนจะได้เรียนเสียงแต่ละเสียงโดยเริ่มจากกลุ่มท่ี 1
จนถงึ กลมุ่ ที่ 7 ตามลาดับ ขน้ั ตอนน้ีผู้เรียนจะได้เรียนรู้เสียงอักษร ภาษาอังกฤษเสียงใหม่โดยผ่านข้อความสั้น ๆ
ทจ่ี ะมเี สยี งท่ีนกั เรยี นได้เรียนแฝงอยู่ดว้ ย ผา่ นเพลงที่ครูได้เตรียมไว้

3) ขน้ั ฝกึ ฝนโดยยึดผู้เรยี นเป็นศนู ยก์ ลาง (Practice) เปน็ การเรยี นรกู้ ารเขยี นตัวอกั ษรในขั้นตอนนี้ ผู้เรียน
จะไดเ้ รียนรู้เก่ยี วกบั วิธีการเขยี นตวั อักษรทน่ี ักเรยี นได้ฝกึ ออกเสียงไปน้ันว่ามีวิธีเขียนอย่างไร โดยที่ครูจะเขียนให้
นักเรยี น ดบู นกระดานรวมท้ังทาลกู ศรเพือ่ แสดงทศิ ทางในการเขีย นตวั อักษร น้ัน ๆ

4) ขั้นนาไปใช้หรือการบูรณาการความรู้ (Production) เป็นการเรียนการผสมเสียงตัวอักษรและเรียนรู้
ความหมาย ของคาศพั ทใ์ นข้นั ตอนน้ีผเู้ รียนจะไดเ้ รยี นรูแ้ ละฝกึ เก่ียวกับการผสม แตล่ ะเสียงให้ไปสู่การออกเสียงคา
ซง่ึ ถา้ ผู้เรียนสามารถออกเสียงได้แล้วน้ัน ผู้สอนก็จะนาเสนอเก่ียวกับความหมายของคาศัพท์ โดยใช้บัตรภาพแล้ว
ให้นักเรียนไดฝ้ ึกจบั คคู่ าศัพท์กับภาพ

5) ข้ันสรุปความร้ทู ไี่ ด้รับจากกระบวนการเรยี นรู้ (Wrap up) เปน็ การแยกแยะและแบ่งเสียงในคาในขั้นน้ี
ผู้สอนจะให้นักเรียนได้ทบทวน เสียงที่ได้เรียนไปแล้วว่า นักเรียนสามารถจา เสียงดังกล่าวได้หรือไม่ โดยการท่ี
ผู้สอนจะพูดเสียงทผ่ี เู้ รยี นไดเ้ รยี นไปน้ัน แล้วให้นักเรียน เขียนตัวอักษรท่ีตรงกับท่ีผู้สอนได้พูดลงในสมุด และการ
เรียนเสียงที่มีลักษณะพิเศษในขัน้ นี้ผู้เรยี นจะไดเ้ รียนเก่ียวกับคาศัพท์ท่ีมี การออกเสียงไม่เป็นไปตามหลักการสอน
ของโฟนิกส์ แต่เป็นคา ที่พบเห็นบ่อย ได้แก่ the, he, she, me, we, be, I, was, to, do, are, all ซึ่งผู้เรียนจะ
ได้ฝึกทั้งการออกเสียงและการเขียนคาศัพท์ เหล่าน้ี ในส่วนของคา ศัพท์ที่ใช้ในการสอนในคร้ังน้ีเป็นคาศัพท์ท่ี
เกีย่ วข้องกบั ตนเอง ครอบครัว โรงเรียน ส่ิงแวดลอ้ มใกล้ตวั อาหาร และ เครอ่ื งดม่ื
สื่อ/แหล่งการเรยี นรู้

1) แบบฝกึ Phonics
2) เพลง Phonics Song
3) บัตรภาพ บัตรคา แถบประโยค

| 11แบบรายงานผลการปฏบิ ัติทดี่ ี (Best Practice) กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ

กำรจัดกำรเรยี นรูเ้ ชิงรกุ โดยใช้เพลงเปน็ สอื่ แบบตอบสนองดว้ ยท่ำทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพ่ือพัฒนำกำรอ่ำนสะกดคำภำษำอังกฤษ
โดยใช้ศำสตร์พระรำชำเป็นฐำนบูรณำกำร
เสริมสร้ำงควำมเป็นพลเมอื งดี

แผนและขนั้ ตอนการดาเนนิ งาน

ลาดับท่ี ข้นั ตอนการดาเนินงาน ระยะเวลา ผรู้ บั ผดิ ชอบ/ตรวจสอบ
1 ศกึ ษาและจัดทาแผนการจัดกจิ กรรมการ เดอื นพฤษภาคม ครูผูส้ อน
เรียนรโู้ ดยเน้นผเู้ รยี นเป็นสาคัญ บรู ณา
2 การรายวชิ าภาษาองั กฤษกับกลมุ่ สาระ เดอื นพฤษภาคม ครผู ู้สอน
อืน่ เพอื่ เสรมิ สร้างความเปน็ พลเมือง
3 ตามแนวพระยคุ ลบาทพระบาทสมเด็จ เดอื นพฤษภาคม ฝา่ ยวิชาการ
4 พระเจ้าอยหู่ ัว เดอื นพฤษภาคม ผูอ้ านวยการโรงเรียน
5 เดอื นมถิ ุนายน ครผู สู้ อน
6 เสนอแผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ เดอื นกรกฎาคม ครูผ้สู อน
7 เดือนกรกฎาคม ครผู ู้สอน
8 - ขอความอนุเคราะห์ผู้เชยี่ วชาญใน เดือนสิงหาคม ครผู สู้ อน
โรงเรยี นประเมนิ ความคิดเหน็ ทีม่ ตี ่อ
แผนการจดั การเรียนรู้
ฝ่ายวชิ าการดาเนนิ การตรวจสอบ
แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรูเ้ สนอ
ผู้อานวยการ
อนมุ ตั ิแผนการจัดกิจกรรมการเรียนร้ใู ห้
สามารถใช้จดั กจิ กรรมการเรียนการสอน
ในชัน้ เรียนได้
จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตาม
แผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
บนั ทึกและสรปุ ผลการจัดกิจกรรม
เสนอผลการจดั กจิ กรรมการเรยี นร้ใู ห้
ผบู้ ริหารทราบ
นาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้/ปัญหา
อปุ สรรคทพี่ บจากการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู้มาศึกษาทาวิจัยในชนั้ เรียนเพ่อื
แก้ไขปัญหาและพัฒนาการจัดกจิ กรรม
การเรียนการสอนต่อไป

| 12แบบรายงานผลการปฏบิ ตั ิท่ดี ี (Best Practice) กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ

กำรจัดกำรเรียนรเู้ ชิงรุกโดยใชเ้ พลงเปน็ สือ่ แบบตอบสนองด้วยท่ำทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพือ่ พฒั นำกำรอำ่ นสะกดคำภำษำอังกฤษ

โดยใช้ศำสตรพ์ ระรำชำเป็นฐำนบรู ณำกำร

เสริมสรำ้ งควำมเป็นพลเมืองดี

การวัดและการประเมนิ ผล
1) การประเมินก่อนการเรียน
- ประเมนิ การทาแบบทดสอบ
2) การประเมินระหว่างการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
- ประเมินการทาแบบฝกึ หดั
- สังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ในช่วงการทากิจกรรม
3) การประเมินหลังการเรยี น
- ประเมนิ การทาแบบทดสอบ
- ประเมินคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
4) การประเมินชน้ิ งาน/ภาระงาน (รวบยอด)
- ประเมินการอ่านออกเสียง และสะกดคาศพั ท์ และเขยี นคาศัพท์ภาษาองั กฤษตามรปู แบบโฟนิกส์
- ประเมนิ ความสามารถในการรอ้ งเพลง และการแสดงออกดว้ ยท่าทางประกอบเพลง

ผลการดาเนินการ/ผลสัมฤทธ์ิ/คุณลักษณะที่พึงประสงค/์ ประโยชนท์ ไี่ ด้รับ
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) โดยใช้เพลงเป็นสื่อแบบตอบสนองด้วยท่าทาง

(TPR) ในการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics) เพ่ือพัฒนาการอ่านสะกดคาภาษาอังกฤษ โดยใช้ศาสตร์พระราชาเป็น
ฐานบูรณาการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดี เรื่อง Be a good citizen! โดยบูรณาการเน้ือหาวิชาภาษาอังกฤษ
พื้นฐาน รหัสวิชา อ15101 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง บุคลิกภาพของบุคคล (Personality Adjective) จัดทา
ชุดแบบฝึกโฟนิกส์ (Phonics) ฝึกอ่านออกเสียงและสะกดคาในเนื้อหาบทเรียนเร่ือง Adjectiveของวิชา
ภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 เพ่ือเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนเร่ือง คุณธรรม 3 ประการของการเป็น
พลเมอื งดี (Good Citizen) ได้แก่ ดา้ นคารวธรรม , ดา้ นสามคั คีธรรม และดา้ นปญั ญาธรรม เพอื่ เสริมสรา้ งความ
เป็นพลเมืองให้ผู้เรียนในระบอบประชาธิปไตยตามรอยพระยุคลบาทพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของ
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั ในหลวงรัชกาลที่ 10 น้นั

1. หลงั จากทน่ี ักเรยี นไดเ้ รยี นโดยใช้การจัดกจิ กรรมการเรียนรเู้ ชิงรุก (Active learning) โดยใช้เพลงเป็น
สอื่ แบบตอบสนองด้วยทา่ ทาง (TPR) ในการสอนแบบโฟนกิ ส์ (Phonics) เพื่อพฒั นาการอา่ นสะกดคาภาษาอังกฤษ
แล้วปรากฏว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนการออกเสียงภาษาอังกฤษ หลังการสอนแบบโฟนิกส์เท่ากับ 9.3 มีส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.8 คิดเป็นร้อยละ 93.5 มีระดับคุณภาพดีเย่ียม ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ที่กา หนดไว้ เมื่อ
พิจารณาค่าเฉล่ียของคะแนนหลังการสอน แต่ละแผนพบว่าผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ท่ีกาหนด และแต่ละแผน มี
ระดับคณุ ภาพดีเย่ียมเช่นเดยี วกัน ดังตารางที่ 1

| 13แบบรายงานผลการปฏิบตั ทิ ดี่ ี (Best Practice) กลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาต่างประเทศ

กำรจัดกำรเรยี นรเู้ ชิงรุกโดยใชเ้ พลงเป็นส่ือแบบตอบสนองด้วยท่ำทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพื่อพัฒนำกำรอ่ำนสะกดคำภำษำอังกฤษ
โดยใช้ศำสตรพ์ ระรำชำเป็นฐำนบรู ณำกำร
เสรมิ สรำ้ งควำมเป็นพลเมอื งดี

ตารางที่ 1 ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และระดับ คุณภาพของคะแนน การออกเสียง
ภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) โดยใช้เพลงเป็นสื่อแบบ
ตอบสนองดว้ ยทา่ ทาง (TPR) ในการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics) เพ่อื พฒั นาการอ่านสะกดคาภาษาองั กฤษ

การทดสอบครงั้ ท่ี คา่ เฉลย่ี (10) สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน คา่ รอ้ ยละ ระดบั คุณภาพ

1 10 0 100 ดเี ยย่ี ม

2 10 0 100 ดีเยี่ยม

3 10 0 100 ดเี ยี่ยม

4 8.5 1.3 85 ดเี ยีย่ ม

5 9.8 0.5 98 ดีเยย่ี ม

6 8.9 1.3 89 ดเี ยย่ี ม

7 8.3 1.5 83 ดเี ยีย่ ม

เฉลีย่ 9.3 0.8 93.5 ดเี ยย่ี ม

2. หลังจากทนี่ กั เรียนได้ผ่านการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้เชิงรุก (Active learning) โดยใช้เพลงเป็นสื่อแบบ
ตอบสนองดว้ ยทา่ ทาง (TPR) ในการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics) ผลปรากฏว่าค่าเฉล่ียของคะแนนความรู้คาศัพท์
ภาษาอังกฤษหลงั การสอนแบบโฟนกิ สเ์ ทา่ กับ 8.2 มสี ว่ นเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.9 คิดเปน็ ร้อยละ 82.20 มีระดับ
คุณภาพดีเย่ียม ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ที่กาหนดไว้ เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ย หลังการสอนแตล่ ะแผนพบว่า ผ่านเกณฑ์
รอ้ ยละ 60 มีระดบั คณุ ภาพดมี ากถงึ ดีเย่ยี ม ดังตารางท่ี 2

การทดสอบครงั้ ท่ี คา่ เฉล่ยี (10) ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน คา่ ร้อยละ ระดับคุณภาพ

1 8.2 1.5 82 ดเี ยยี่ ม

2 9.4 0.8 94 ดเี ย่ียม

3 8.3 1.4 83 ดีเยย่ี ม

4 7.6 1.6 76 ดมี าก

5 8.3 1.3 83 ดีเยย่ี ม

6 7.8 1.5 78 ดีมาก

7 7.9 1.6 79 ดีมาก

เฉลี่ย 8.2 0.9 82.2 ดเี ยีย่ ม

ดงั ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบบ่ยี งเบนมาตรฐาน ค่ารอ้ ยละและระดับคณุ ภาพของคะแนนความรู้คาศัพท์

ภาษาองั กฤษของนักเรยี นหลงั จากการจดั กิจกรรม

| 14แบบรายงานผลการปฏิบัตทิ ดี่ ี (Best Practice) กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ

กำรจัดกำรเรยี นรูเ้ ชงิ รกุ โดยใช้เพลงเปน็ สอื่ แบบตอบสนองดว้ ยทำ่ ทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพอ่ื พัฒนำกำรอ่ำนสะกดคำภำษำอังกฤษ

โดยใช้ศำสตร์พระรำชำเป็นฐำนบรู ณำกำร

เสริมสร้ำงควำมเป็นพลเมอื งดี

จากการดาเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) โดยใช้เพลงเป็นส่ือแบบตอบสนอง
ด้วยท่าทาง (TPR) ในการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics) เพ่ือพัฒนาการอ่านสะกดคาภาษาอังกฤษ โดยใช้ศาสตร์
พระราชาเป็นฐานบูรณาการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดี พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา
2564 จานวน 15 คน สามารถอา่ นคาศพั ทภ์ าษาอังกฤษและเข้าใจความหมายของคาศัพท์ภาษาอังกฤษในเร่ือง
ของ Personality Adjective ท่ใี ช้บรรยายบคุ ลิกภาพของบุคคล และมคี วามรพู้ นื้ ฐานและความเข้าใจในคุณสมบัติ
เบ้อื งตน้ และจิตสานึกท่ีดขี องการเป็นพลเมืองทีด่ ขี องชาติ ซง่ึ การเปน็ พลเมอื งดนี ้ัน สามารถเริ่มได้ท่ีตัวนักเรียนเอง
คือ มีความจงรักภักดี (Loyal) ต่อสถาบันหลักของชาติ คือ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถาบัน
พระมหากษตั ริย์เป็นประมขุ ตามระบอบการปกครองประชาธปิ ไตยของประเทศไทย มีความสุภาพเรียบร้อยต่อพ่อ
แม่คุณครูและผู้ใหญ่ (Polite) มีความเอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่มีน้าใจ (Thoughtful) เป็นมิตรเป็นกันเอง (Friendly) และ
ความเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกันกับเพื่อน ๆ (Respect) รวมถึงต้องต้ังศึกษาเล่าเรียนมีความอดทน (Patient)
และความขยันหม่ันเพียร (Diligent) และที่ขาดไม่ได้คือต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต (Honest) และมีเหตุมีผล
(Sensible) จะทาให้เราเป็นเยาวชนท่ีเป็นพลเมืองดีของชาติตามระบอบประชาธิปไตยได้อย่างมีคุณค่าและ
นา่ ช่นื ชม

ทง้ั นี้การวดั และประเมินผลงานและความรู้ความเข้าใจในเนอื้ หาวิชาและการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน
น้ัน ผู้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ดาเนินการสังเกตจากการอ่านออกเสียง ,ตรวจใบงาน ,สังเกตการร่วม
กิจกรรมในชั้นเรียน รวมถึงประเมินการพูดบทสนทนา ตามแนวทางของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนา
ทักษะการคดิ ระดบั ประถมศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
กระทรวงศกึ ษาธิการ (รายละเอยี ดปรากฎในภาคผนวก)
ประโยชนท์ ไ่ี ด้รับ

1) เกดิ ประโยชนต์ ่อผู้เรยี น
1.1 นักเรียนสามารถอ่านและบอกความหมายของคาศพั ทท์ ่ใี ชใ้ นการบรรยายบุคลกิ ภาพของ

บคุ คล (Personality Adjective) ได้ถกู ต้องตามหลักโฟนิกส์ (Phonics)
1.2 นักเรียนสามารถใชป้ ระโยคคาถาม What does he/she look like? เพ่ือบรรยาลักษณะ

ของบุคคลไดถ้ กู ตอ้ ง
1.3 นักเรียนตระหนกั และเห็นความสาคญั เกยี่ วกบั บุคลกิ ภาพของบคุ คล (Personality

Adjective) ทน่ี ักเรียนควรมี คอื การเปน็ พลเมอื งดีของประเทศชาติ (Good Citizen) ตามแนวทางพระบรมรา
โชบายดา้ นการศกึ ษาของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว รชั กาลท่ี 10

| 15แบบรายงานการวจิ ยั และนวตั กรรมการศกึ ษา ประเภทการจัดการเรยี นรู้

กำรจดั กำรเรียนรู้เชิงรกุ โดยใช้เพลงเปน็ สื่อแบบตอบสนองด้วยท่ำทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพ่อื พัฒนำกำรอำ่ นสะกดคำภำษำอังกฤษ

โดยใช้ศำสตร์พระรำชำเป็นฐำนบรู ณำกำร

เสรมิ สร้ำงควำมเป็นพลเมอื งดี

2) เกดิ ประโยชน์ตอ่ สถานศกึ ษาและผบู้ รหิ าร
นักเรียนมีองค์ความรู้ในการเรียนภาษาอังกฤษส่งผลให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในภาพรวมของ

โรงเรยี นสงู ข้นึ และมคี วามรเู้ รื่องบุคลิกภาพของบคุ คล (Personality Adjective) ในการเชื่อมโยงกับการเรียนการ
สอนเรอ่ื ง คณุ ธรรม 3 ประการของการเปน็ พลเมืองดี (Good Citizen) ได้แก่ ด้านคารวธรรม , ดา้ นสามัคคีธรรม
และดา้ นปญั ญาธรรม สง่ ผลให้นกั เรียนมอี งค์ความร้แู ละมีจิตสานกึ ทีด่ ี ในการเป็นเพ่ือนท่ีดีของเพื่อนร่วมชั้นเรียน
เป็นนักเรียนที่มีจิตอาสามีความเป็นพลเมืองดีในสังคมโรงเรียน ส่งผลให้เกิดการบริหารงานของผู้บริหารในการ
อานวยงานต่าง ๆ ไดง้ ่ายมากขน้ึ

3) เกดิ ประโยชนต์ ่อผ้ปู กครอง ชุมชน และผมู้ ีส่วนเก่ียวข้องในการจัดการเรยี นรู้
นักเรยี นทีม่ ีความรแู้ ละมีจิตสานึกที่ดีในการเป็นพลเมืองดีในสังคม ส่งผลให้สถาบันครอบครัวซึ่งเป็น

หนว่ ยยอ่ ยของสถาบนั ท่สี าคญั ในโครงสรา้ งทางสังคมมีองค์ความรู้ด้านภาษาองั กฤษและมีจิตสานึกที่ดีในครอบครัว
ซง่ึ สง่ ผลตอ่ เน่อื งให้สังคมในชุมชนมีความสงบเรียบร้อย มีเยาวชนท่ีเป็นสมาชิกหนึ่งในสังคมชุมชนมีความเป็นจิต
อาสาและความเปน็ พลเมืองทดี่ ีในสงั คมยบั ยงั้ การก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมในอนาคต

4) เกิดประโยชน์ต่อการศกึ ษาในภาพรวม
ส่งผลให้การพัฒนาคุณลักษณะพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตยตามแนวทางพระบรมราโชบายด้าน

การศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 10 ในฐานะท่ีผู้เรียนเป็นเยาวชนที่เป็นสมาชิกของสังคม
และเป็นแรงขับเคล่ือนสังคมประชาธิปไตยที่เริ่มต้นในโรงเรียน เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองตามวิถี
ประชาธปิ ไตยของประเทศให้เข้มแข็งมากข้ึน โดยมอี งคค์ วามรเู้ ช่ือมโยงกับวิชาภาษาอังกฤษซึ่งถือว่าเป็นภาษาที่มี
บทบาทสาคัญ มีผลกระทบต่อประชากรไทยในหลากหลายด้าน เพื่อเตรียมความพร้อม และให้ตัวนักเรียนได้มี
ความค้นุ เคยกบั ภาษาองั กฤษอันจะส่งผลใหผ้ เู้ รยี นมที ักษะท่จี าเปน็ พ้นื ฐานในศตวรรษที่ 21
ปจั จยั ความสาเร็จ

1. ผู้บรหิ ารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ มคี วามเป็นผนู้ าทางวิชาการ กลา่ วคอื มคี วามสามารถในการนา
ความรู้ ทักษะกระบวนการมาใช้ในการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาคุณภาพการศึกษา และให้ความช่วยเหลือ
คาปรกึ ษาในการคิดค้นนัวตกรรมและอนุมตั ิแผนงานเพอื่ แกไ้ ขปญั หาพฤตกิ รรมเพื่อสง่ เสรมิ และสรา้ งสรรค์คนดี

2. ครูเปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นไดแ้ สดงความคิดเหน็ และเปิดกวา้ งเพื่อสร้างให้เกิดการเรียนรู้แบบ Active
learning กับผูเ้ รยี น

3. นักเรียนโรงเรียนบ้านหนามแท่ง ให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active
learning) โดยใชเ้ พลงเปน็ ส่ือแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ในการสอนแบบโฟนกิ ส์ (Phonics) เพ่ือพัฒนาการ
อ่านสะกดคาภาษาอังกฤษ โดยใช้ศาสตร์พระราชาเป็นฐานบูรณาการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดี จนมีการ
พัฒนาและเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมเปน็ คนดี มีวนิ ยั มคี วามรบั ผดิ ชอบ มจี ิตอาสา

4. ผู้ปกครองและชุมชน ให้ความช่วยเหลือในการสอดส่อง ดูแลพฤติกรรมของนักเรียนเพ่ือสร้าง
สภาพแวดลอ้ มให้เออื้ ตอ่ การสรา้ งคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคข์ องนกั เรียน

| 16แบบรายงานการวจิ ัยและนวัตกรรมการศกึ ษา ประเภทการจัดการเรยี นรู้

กำรจดั กำรเรยี นร้เู ชงิ รกุ โดยใชเ้ พลงเปน็ สื่อแบบตอบสนองดว้ ยทำ่ ทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพื่อพฒั นำกำรอำ่ นสะกดคำภำษำอังกฤษ

โดยใช้ศำสตรพ์ ระรำชำเป็นฐำนบูรณำกำร

เสรมิ สรำ้ งควำมเป็นพลเมอื งดี

บทเรยี นทไ่ี ด้รบั จากการดาเนินงาน
ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ (Active-learning) โดยได้บูรณาการกับ

นวัตกรรม ทส่ี ร้างขึน้ คอื การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) โดยใช้เพลงเป็นสื่อแบบตอบสนอง
ด้วยท่าทาง (TPR) ในการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics) เพ่ือพัฒนาการอ่านสะกดคาภาษาอังกฤษ โดยใช้ศาสตร์
พระราชาเป็นฐานบูรณาการเสริมสรา้ งความเป็นพลเมืองดี ท่เี นน้ ให้ผ้เู รยี นไดม้ ี การคดิ วิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้
ด้วยตนเองผ่านกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) จากการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวนาไปสู่การพัฒนา
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ของผเู้ รยี น ดงั ตอ่ ไปนี้

1. ผเู้ รยี นทุกคนมีผลงาน/ช้นิ งาน/ภาระงาน/ผลการปฏบิ ตั ิงานครบถว้ นตามทค่ี รกู าหนด
2. นักเรียนโรงเรียนบ้านหนามแท่ง มีความรู้พื้นฐานในการอ่านและสะกดคาศัพท์ภาษาอังกฤษแบบโฟ
นกิ ส์ (Phonics)
3. นักเรียนเป็นคนดี มีจิตสาธารณะ มีจิตอาสา ในการอยู่ร่วมกันในฐานะสมาชิกหน่ึงในสังคม และช่วย
สรา้ งสรรค์ความสัมพันธร์ ะหว่าง บา้ น วดั โรงเรยี น ให้เปน็ สังคมท่นี า่ อย่ยู งิ่ ขนึ้

การเผยแพร่ผลงานนวตั กรรม และการไดร้ ับการยอมรับ

รางวัลระดับภาค : รางวัลระดบั ดเี ยี่ยม การประกวดผลงานตามโครงการความเปน็ เลิศในการจดั การศึกษาของข้าราชการครู
ในพน้ื ทีค่ วามรบั ผดิ ชอบของสานกั งานศกึ ษาธกิ าร ภาค 11 (จังหวดั สกลนคร นครพนม มุกดาหาร)
รบั ประกาศเกียรตคิ ณุ บตั รจากท่าน ดร.สุภัทร จาปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ประกาศประกาศสานักงานศึกษาธิการภาค 11 เร่ือง รายช่ือผู้ได้รับรางวัล ผลงานความเป็นเลิศในการจัด
ผลงานตามโครงการความป็นเลิศในการจัดการศึกษา การศกึ ษาฯแนบทา้ ยประกาศสานกั งานศึกษาธกิ ารภาค
ข อ ง ข้ า ร า ช ก า ร ค รู ฯ ใ น พ้ื น ท่ี ค ว า ม รั บ ผิ ด ช อ บ ข อ ง 11 ลงวนั ที่ 8 เมษายน 2565
สานักงานศึกษาธกิ ารภาค 11 ประจาปี 2565

| 17แบบรายงานผลการปฏิบตั ิท่ีดี (Best Practice) กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาต่างประเทศ

กำรจดั กำรเรียนรู้เชงิ รกุ โดยใช้เพลงเป็นสอื่ แบบตอบสนองดว้ ยทำ่ ทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพ่ือพฒั นำกำรอำ่ นสะกดคำภำษำอังกฤษ
โดยใช้ศำสตร์พระรำชำเป็นฐำนบูรณำกำร
เสรมิ สร้ำงควำมเป็นพลเมอื งดี

รางวัลผวู้ จิ ยั และพัฒนานวัตกรรม ภายใตโ้ ครงการ Innovation For Thai Education (IFTF) นวัตกรรมการศึกษา
เพ่ือพัฒนาการศึกษา ปงี บประมาณ พ.ศ.2565 สานักงานศึกษาธกิ ารจังหวัดสกลนคร
ผู้วิจยั และพฒั นานวัตกรรมทีม่ ีผลการปฏิบัติทด่ี ี (Best Practice) ผลงานดีเดน่
ไดร้ ับคัดเลือกนาเสนอเผยแพร่ผลงานในเวบ็ ไซต์สานักงานศกึ ษาธกิ ารจงั หวัดสกลนคร

ประกาศสานกั งานศกึ ษาธกิ ารจังหวดั สกลนคร
เรอื่ ง ประกาศรายช่ือผู้วิจัยและพฒั นานวตั กรรม ภายใตโ้ ครงการ Innovation For Thai Education

(IFTF) นวตั กรรมการศกึ ษา เพ่ือพัฒนาการศึกษา ปงี บประมาณ พ.ศ.2565
สานกั งานศกึ ษาธิการจังหวดั สกลนคร

| 18แบบรายงานผลการปฏิบตั ทิ ด่ี ี (Best Practice) กลมุ่ สาระการเรียนรูภ้ าษาตา่ งประเทศ

กำรจัดกำรเรียนรู้เชงิ รุกโดยใช้เพลงเปน็ สือ่ แบบตอบสนองด้วยท่ำทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพ่ือพฒั นำกำรอำ่ นสะกดคำภำษำอังกฤษ
โดยใช้ศำสตรพ์ ระรำชำเป็นฐำนบรู ณำกำร
เสริมสร้ำงควำมเป็นพลเมอื งดี

รางวลั ตา่ ง ๆ ท่ีไดร้ บั
1. “รางวัลคนดีศรีสกลนคร” จงั หวดั สกลนคร ประจาปงี บประมาณ พ.ศ.2565

ด้านวนิ ยั พอเพียง สุจรติ จติ อาสา
2. ไดร้ ับคัดเลือกให้เปน็ บุคคลผ้สู ง่ เสริม สนับสนุนการใชแ้ ละแตง่ กายด้วยผ้าไทย ระดบั ดี

ของจงั หวัดสกลนคร ประจาปี พ.ศ.2565
3. ได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็น “10,000คุรุชน คนคุณธรรม” ประเภทครู

ลาดับท่ี 7 เป็นตัวแทนของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 โครงการ
โรงเรยี นคุณธรรม สพฐ. ประจาปีการศึกษา 2565 เขา้ ประกวดในระดับเขตตรวจราชการที่ 11
4. ผ่านการคดั เลือกรางวัลนวตั กรรมสรา้ งสรรคค์ นดี ประเภทการจัดการเรียนการสอน เป็นตัวแทนของ
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 โครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ.
ประจาปีการศึกษา 2565 เขา้ ประกวดในระดบั เขตตรวจราชการท่ี 11
5. คณะทางานโครงการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ Active Learning เพ่ือเสริมสร้างทักษะใน
ศตวรรษที่ 21 สานกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2
6. รางวัลครูผู้รับผิดชอบโครงการห้องสมุดระดับดีเยี่ยม ศูนย์เครือข่ายการศึกษาขั้นพ้ืนฐานที่ 15
สานกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2
7. ประกาศเกียรติคุณ “พิธีกร”อาเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร งานสักการะหลวงพ่อองค์ดาฯ ปี
2565 ระหวา่ งวันที่ 1–9 เมษายน 2565 มอบโดยอาเภอสว่างแดนดินและสภาวัฒนธรรมอาเภอ
สว่างแดนดิน
8. ประกาศเกียรติคุณ “พิธีกร” สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต 2 เนื่องในการ
ปฏบิ ตั ิหนา้ ทรี่ าชการ มอบโดยสานักงานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต 2

ทา่ นสามารถตรวจสอบเกยี รตบิ ตั รทไ่ี ดร้ บั เพม่ิ เตมิ
โดยสแกนควิ อาโค้ดนคี้ รบั

| 19แบบรายงานผลการปฏบิ ตั ิที่ดี (Best Practice) กล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ

กำรจัดกำรเรียนรูเ้ ชงิ รกุ โดยใชเ้ พลงเปน็ ส่อื แบบตอบสนองดว้ ยท่ำทำง (TPR)

ในกำรสอนแบบโฟนิกส์ (Phonic) เพื่อพัฒนำกำรอ่ำนสะกดคำภำษำอังกฤษ
โดยใช้ศำสตรพ์ ระรำชำเป็นฐำนบรู ณำกำร
เสริมสรำ้ งควำมเป็นพลเมืองดี

ทั้งน้ี ข้าพเจา้ ไดแ้ นบเอกสารทเี่ กีย่ วขอ้ งเพื่อประกอบการพิจารณาผลการปฏิบัติทีด่ ี (Best Practice)
ดา้ นกระบวนการจัดการเรียนการสอนไว้ ครบถ้วนแล้ว และขา้ พเจา้ ขอรบั รองวา่ รายงานการเสนอผลงานนม้ี ี
ความถกู ต้องและเปน็ จรงิ ทกุ ประการ

ลงชอ่ื .............................................................ผู้เสนอผลงาน
(นายจิรัฎฐ์ ไชยบุบผา)
ครูผู้ช่วย
โรงเรียนบ้านหนามแทง่

วันท่ี 22 เดือน กนั ยายน พ.ศ.2565

3. การรบั รองผลงาน
ข้าพเจา้ นางนติ ยา รอดเขม็ ตาแหน่ง ผู้อานวยการโรงเรยี นบ้านหนามแท่ง .

ขอรบั รองว่า ผลงานน้เี ป็นการปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี องผูเ้ สนอผลงานอย่างแทจ้ รงิ

ลงช่อื .............................................................ผูร้ ับรองผลงาน
(นางนิตยา รอดเข็ม)

ผู้อานวยการโรงเรยี นบา้ นหนามแท่ง
วันที่ 23 เดือน มีนาคม พ.ศ.2565

| 20แบบรายงานผลการปฏิบตั ทิ ีด่ ี (Best Practice) กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ


Click to View FlipBook Version