การวเิ คราะห์และประมวลผลข้อมูลเชงิ แผนที่ทางภมู ิศาสตร์
Map Based Data Visualization
นางสาวรมยธ์ รี า สิตาธรรม
นายเจนณรงค์ ใจเกลยี้ ง
นางสาวณัฐวดี นิยมวงษ์
ปรญิ ญานพิ นธน์ เี้ ป็นสว่ นหนงึ่ ของการศกึ ษาตามหลกั สตู รวศิ วกรรมศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาเทคโนโลยวี ศิ วกรรมอุตสาหการและโลจสิ ติกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยพี ระจอมเกล้าพระนครเหนอื
ปีการศกึ ษา 2562
ลิขสิทธ์ขิ องมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลา้ พระนครเหนือ
การวเิ คราะห์และประมวลผลขอ้ มูลเชงิ แผนท่ีทางภูมิศาสตร์
นางสาวรมยธ์ ีรา สติ าธรรม
นายเจนณรงค์ ใจเกล้ยี ง
นางสาวณฐั วดี นยิ มวงษ์
ปริญญานิพนธน์ เ้ี ป็นส่วนหนงึ่ ของการศึกษาตามหลกั สตู รวิศวกรรมศาสตร์บัณฑติ
สาขาวชิ าเทคโนโลยวี ศิ วกรรมอุตสาหการและโลจิสติกส์
คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยพี ระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ปีการศกึ ษา 2562
ลิขสทิ ธ์ิของมหาวิทยาลยั เทคโนโลยพี ระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ใบรบั รองปริญญานพิ นธ์
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
เรอ่ื ง การวิเคราะหแ์ ละประมวลผลขอ้ มูลเชิงแผนท่ีทางภูมิศาสตร์
โดย นางสาวรมย์ธรี า สติ าธรรม
นายเจนณรงค์ ใจเกล้ยี ง
นางสาวณัฐวดี นิยมวงษ์
ไดร้ บั อนุมตั ใิ หน้ ับเปน็ สว่ นหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร
วิศวกรรมศาสตรบัณฑติ สาขาวิชาเทคโนโลยีวศิ วกรรมอุตสาหการและโลจิสตกิ ส์
ประธานสาขาวิชาเทคโนโลยีวศิ วกรรมอุตสาหการและโลจิสติกส์
(อาจารย์บพธิ ฉุยฉาย)
คณะกรรมการสอบปริญญานิพนธ์
ประธานกรรมการ
(อาจารย์สุดาวรรณ ล่ไี พทูรย์)
กรรมการ
(อาจารย์ภทั รวทิ ย์ ศรเี มอื ง)
กรรมการ
(อาจารย์บพธิ ฉุยฉาย)
Project Certificate
King Mongkut's University of Technology North Bangkok
Title Map Based Data Visualization
By Miss Romtira Sitatham
Mister Jannarong Jaikliang
Miss Natavadee Niyomwong
Accepted by the Faculty of Engineering and Technology, King Mongkut's
University of Technology North Bangkok in Partial Fulfillment of the Requirements for
the Bachelor Degree of Industrial and Logistics Engineering Technology
Head, Division of Industrial and Logistics Engineering Technology
(Bopit Chouychai)
Project Examination Committee
(Sudawan Leepaitoon) Chairperson
(Pattarawit Srimuang) Member
(Bopit Chouychai) Member
ชอ่ื : นางสาวรมยธ์ ีรา สิตาธรรม
นายเจนณรงค์ ใจเกลีย้ ง
นางสาวณัฐวดี นยิ มวงษ์
ชือ่ ปรญิ ญานิพนธ์ : การวิเคราะห์และประมวลผลข้อมลู เชงิ แผนที่ทางภมู ิศาสตร์
สาขาวชิ า : เทคโนโลยีวิศวกรรมอุตสาหการและโลจิสติกส์
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
อาจารยท์ ีป่ รึกษาปรญิ ญานพิ นธ์ : อาจารยบ์ พธิ ฉยุ ฉาย
ปีการศึกษา : 2562
บทคดั ย่อ
โรคไข้เลือดออกเปน็ โรคระบาดท่ีสร้างปัญหาใหแ้ ก่ประเทศไทยมายาวนานกวา่ 60 ปี แม้วา่ ทาง
กระทรวงสาธารณสุขจะมีมาตรการป้องกันและควบคุมโรค แต่ยอดผู้ป่วยและระดับความรุนแรงของ
โรคก็เพิ่มข้ึนในทุกปี ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงศึกษาและค้นคว้ารูปแบบการพยากรณ์ โดยการใช้โปรแกรม
ในการวิเคราะห์หาจำนวนผู้ป่วยล่วงหน้า เพื่อหารูปแบบการพยากรณ์ที่เหมาะสมที่สุด รวมท้ังศึกษา
การใช้โปรแกรมระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงพื้นท่ีในพิกัดตำแหน่งที่เกิดโรค
ระบาดของแต่ละตำบลของอำเภอเมืองระยอง จากการศึกษาได้ผลการทดสอบพบว่ารูปแบบการ
พยากรณ์ที่นำมาใช้งานเหมาะสมกับข้อมูลที่ได้จัดเตรียมไว้ โดยมีค่าคลาดเคลื่อนอยู่ในเกณฑ์ท่ี
สามารถยอมรับได้ ถึงแม้ว่าบางตำบลจะมีค่าคลาดเคลื่อนจากการพยากรณ์สูง เพราะมีปัจจัยที่ไม่
สามารถควบคมุ ได้เขา้ มาเกยี่ วข้อง ตัวอย่างเชน่ พิกัดตำแหน่งท่ีต้งั และสภาพภูมอิ ากาศท่ีแปรปรวนใน
แต่ละพ้ืนที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝน รวมทั้งความชื้นสัมพัทธ์มีค่าไม่แน่น อน ส่วนการประเมิน
ประสิทธิภาพการแสดงผลของโปรแกรมที่นำมาใช้งาน พบว่าการแสดงข้อมูลตลอดเวลาบน
คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ดี เข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ และสามารถแบ่งปันข้อมูลเข้าถึงกนั ได้
แ ต่ ก า ร พั ฒ น า แ ล ะ ก า ร อ อ ก แ บ บ ห น้ า จ อ แ ส ด งผ ล ข อ งข้ อ มู ล ยั งค งต้ อ ง อ า ศั ย บุ ค ค ล ที่ มี ค ว า ม รู้
มคี วามเข้าใจเบ้อื งตน้ ในการใชโ้ ปรแกรมแสดงผล
(ปรญิ ญานิพนธ์มีจำนวนทั้งส้ิน 142 หน้า)
คำสำคัญ : ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ ขอ้ มลู เชิงพื้นที่ โรคระบาด การพยากรณ์
อาจารย์ที่ปรกึ ษาปรญิ ญานพิ นธ์
ข
Name : Miss Romtira Sitatham
Mr. Jannarong Jaikliang
Project Title Miss Natavadee Niyomwong
Major Field
: Map Based Data Visualization
Project Advisor : Industrial and Logistics Engineering Technology
Academic Year
King Mongkut’s University of Technology North Bangkok
: Bopit Chuychai
: 2019
Abstract
Dengue fever is an epidemic that has created problems for Thailand for over
60 years. Although the Ministry of Public Health has preventive and controlling
measures, the number of patients and the severity of the disease increases every
year. Therefore, the research team studied and researched the prediction model by
using the program to analyze the number of patients in advance in order to find the
most suitable prediction model as well as studying the use of geographic information
system programs to study spatial data in the epidemic location of each sub-district in
Mueang Rayong District. The test results from the study found that the prediction
model used is appropriate for the data provided, with tolerances within acceptable
levels, even if some sub-districts have high tolerances from the forecast because
there are uncontrollable factors involved. For example, the coordinates of the
location and the climatic conditions in each area will cause the amount of rainfall
and relative humidity to be uncertain. The evaluation of the display efficiency of the
used programs found that the data that is displayed all the time on the computer
can work well, access the information in real time and can share the information to
access but the development and design of the display screen of the data still
requires people with basic knowledge to use the display program.
(This thesis consists of 142 pages)
Keywords : Geographic Information System, Spatial data, Epidemics, Forecasting
Advisor
ค
กิตตกิ รรมประกาศ
ปริญญานิพนธ์ฉบบั น้ีสำเร็จลลุ ่วงไปได้ด้วยความช่วยเหลอื และได้รบั ความกรุณาอย่างดียิ่งจาก
อาจารย์บพิธ ฉุยฉาย อาจารย์ท่ีปรึกษาปริญญานิพนธ์ท่ีได้ให้คำแนะนำ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ท้ังในด้าน
ความรู้ทางวิชาการ และความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ของการทำปริญญานิพนธ์มาโดยตลอด ขอขอบคุณ
โรงพยาบาลระยองที่ให้ความอนุเคราะห์ด้านข้อมูลผู้ป่วยโรคระบาด โรคไข้เลือดออกของอำเภอเมือง
ระยอง ในการจัดทำวิจัย และขอขอบคุณภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมอุตสาหการและโลจิสติกส์
คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขต
ระยอง ท่สี นบั สนนุ การทำปรญิ ญานิพนธค์ รงั้ นีม้ า ณ ที่น้ดี ว้ ย
ท้ายน้ีผู้จัดทำปริญญานิพนธ์ขอขอบคุณเพ่ือน ๆ ในสาขาท่ีคอยให้คำปรึกษาและคำแนะนำที่มี
ส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำปริญญานิพนธ์ฉบับนี้ ที่ขาดไม่ได้คือขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา
ซึ่งสนับสนุนในด้านการเงิน และให้กำลังใจแก่ผู้ทำปริญญานิพนธ์เสมอมาจนทำปริญญานิพนธ์เสร็จ
สมบรู ณ์
รมยธ์ รี า สิตาธรรม
เจนณรงค์ ใจเกลยี้ ง
ณฐั วดี นิยมวงษ์
ง
สารบัญ หนา้
ข
บทคดั ย่อภาษาไทย ค
บทคัดย่อภาษาองั กฤษ ง
กิตตกิ รรมประกาศ ช
สารบญั ตาราง ซ
สารบัญรปู ภาพ 1
บทที่ 1 บทนำ 1
4
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 4
1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 4
1.3 สมมติฐาน 4
1.4 ขอบเขตการศกึ ษา 5
1.5 คำศัพท์ท่ีสำคญั 5
1.6 ประโยชนท์ ีค่ าดว่าจะไดร้ ับ 7
1.7 แผนการดำเนนิ งานวจิ ยั 9
1.8 ขัน้ ตอนการวจิ ัย 9
บทที่ 2 ทฤษฎีทส่ี ำคญั และงานวจิ ัยที่เก่ยี วข้อง 26
2.1 ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ 28
2.2 ระบบพิกดั ในแผนที่ 36
2.3 ระบาดวทิ ยา 53
2.4 Data Visualization System (DVS) 58
2.5 ทฤษฎีท่ีเกย่ี วข้องกับการพยากรณ์ 64
2.6 งานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วขอ้ ง
บทท่ี 3 วิธดี ำเนินการศึกษา 64
3.1 การวเิ คราะห์และจดั เตรยี มขอ้ มลู ผปู้ ่วยโรคไข้เลือดออกที่ได้จาก 68
70
ทางโรงพยาบาลระยอง
3.2 การศกึ ษาและทำความเข้าใจเก่ียวกับการใช้โปรแกรมในการประมวลผล
3.3 การศึกษาและทำความเขา้ ใจเกยี่ วกับการพยากรณ์
จ
สารบัญ (ต่อ) หนา้
3.4 การศึกษาและทำความเขา้ ใจเกยี่ วกับการนำข้อมลู มาแสดงผล 77
ผ่านหนา้ จอ Dashboard 81
บทที่ 4 ผลการทดลอง 81
4.1 การจัดทำแผนที่แสดงระดับจำนวนผูป้ ่วย จากข้อมลู Shape File
และ Google Map 87
4.2 การพยากรณโ์ ดยวิธีการปรับเรียบแบบเอกซ์โพเนนเชียล 89
(Exponential Smoothing) 90
4.3 การพยากรณ์โดยวธิ ี Seasonal ARIMA (SARIMA) 95
4.4 การตรวจสอบหาคา่ ความคลาดเคลื่อน (Error) 95
96
บทท่ี 5 สรุปผล อภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ 97
5.1 สรุปผลการดำเนนิ งานวจิ ัย 101
5.2 อภิปรายผลการดำเนินงานวิจยั และข้อเสนอแนะ 109
114
บรรณานุกรม 119
ภาคผนวก ก 142
ภาคผนวก ข
ภาคผนวก ค
ภาคผนวก ง
ประวตั ผิ ้จู ดั ทำ
ฉ
สารบัญตาราง
ตารางท่ี หนา้
1-1 แผนการดำเนินงานวิจยั 6
2-1 ข้อมลู โรงเรยี น 14
ช
สารบัญรปู ภาพ
ภาพที่ หนา้
1-1 ความชุกโรคเบาหวานในประชากรไทยอายุ 15 ปีขน้ึ ไป จำแนกตามเพศ และกล่มุ อายุ 1
1-2 Spot Map แสดงตำแหน่งทอ่ี ยผู่ ู้ป่วย 2
1-3 Heat Map แสดงตำแหนง่ ความชุกของโรคไข้เลือดออก 2
1-4 Heart Disease Death Rates 3
1-5 ขั้นตอนการทำวิจัย 8
2-1 ลักษณะของข้อมูลเชิงพน้ื ทีแ่ บบจุด เส้น และรปู หลายเหลีย่ ม 10
2-2 การแทนข้อมลู ในพ้ืนทจ่ี รงิ โดยใชโ้ ครงสรา้ งข้อมูลแบบเวกเตอร์ 12
2-3 การแทนขอ้ มลู ในพ้ืนทจ่ี รงิ โดยใชโ้ ครงสร้างขอ้ มลู แบบแรสเตอร์ 13
2-4 ตวั อย่างฐานขอ้ มลู เชิงสมั พันธ์ 15
2-5 การคน้ หาโดยกำหนดเงอ่ื นไขตามข้อมลู ลกั ษณะสัมพันธ์ 16
2-6 การคน้ หาโดยกำหนดเงอ่ื นไขเชิงพ้นื ที่ 17
2-7 พน้ื ท่กี นั ชนของฟีเจอรป์ ระเภทจดุ และเส้น 18
2-8 พน้ื ทก่ี ันชนของฟีเจอร์ประเภทอาณาบรเิ วณ 18
2-9 การวเิ คราะหข์ อ้ มูลโดยการซ้อนทับข้อมูลเชงิ พื้นที่ 19
2-10 ผลจากการใช้ตัวดำเนนิ การแบบบูลนี 19
2-11 การวเิ คราะหโ์ ครงข่ายหาเส้นทางสน้ั ทส่ี ดุ และเส้นทางดีที่สดุ 20
2-12 การเดนิ ทางจากจุดหนึ่งไปยงั ทุกจุดทต่ี ้องการ และกลบั มาท่จี ดุ เรม่ิ ตน้ 21
2-13 แผนทแ่ี สดงพน้ื ท่ีทม่ี ีความเสี่ยงตอ่ การเกิดโรคพยาธใิ บไมต้ บั ในโค-กระบือ
ของจงั หวดั กาฬสนิ ธุ์ ประจำเดอื นกุมภาพันธ์ 23
2-14 แผนทแี่ สดงพื้นทที่ มี่ ีความเส่ียงต่อการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตบั ในโค-กระบือ
ของจังหวดั กาฬสินธุ์ ประจำเดือนพฤศจิกายน 23
2-15 แนวทางการวเิ คราะห์พืน้ ท่เี สี่ยงภยั แลง้ 25
2-16 แผนท่ีเสย่ี งภยั แลง้ 26
2-17 แสดงละติจูด และลองจจิ ดู ของพน้ื พภิ พ 27
2-18 Virtualization Technology 37
2-19 ประเภทของ Virtualization 39
ซ
สารบญั รูปภาพ (ต่อ) หนา้
40
ภาพท่ี 41
2-20 ส่วนประสมของแอลกอฮอลใ์ นเครอ่ื งด่ืมตา่ ง ๆ 41
2-21 การวิเคราะห์ Data Visualization ในรูปแบบกราฟ 42
2-22 การวเิ คราะห์ Data Visualization ในรูปแบบแผนภมู แิ ทง่ 42
2-23 กราฟแสดงการอพยพย้ายถ่นิ ของประชาชน 43
2-24 แผนท่แี สดงผลการเลือกตงั้ ในสหรฐั อเมริกา 43
2-25 การแสดงข้อมูลแนวโน้มในแตล่ ะอตุ สาหกรรม 44
2-26 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู จากรูปถ่าย 44
2-27 การแสดงข้อมูลเปรียบเทียบพฤตกิ รรมผใู้ ชง้ าน 45
2-28 กราฟข้อมลู แสดงถงึ การเดนิ ทางของวัฒนธรรมตา่ ง ๆ 47
2-29 การนำเสนอรูปแบบข้อมลู แบบสมุ่ 49
2-30 Tableau 50
2-31 ผลิตภณั ฑ์ของ Tableau 51
2-32 โปรมแกรม QlikView 52
2-33 โปรมแกรม Sisense 53
2-34 โปรมแกรมตา่ ง ๆ ของ Google Data Studio
2-35 โปรมแกรม Google Data Studio 65
3-1 ตวั อยา่ งตารางแสดงข้อมูลผ้ปู ่วยโรคไข้เลอื ดออก ปี พ.ศ. 2550 66
66
ท่ีไดจ้ ากโรงพยาบาลระยอง 67
3-2 จำนวนผู้ปว่ ยแยกชาย หญิง ของแตล่ ะตำบล ปี พ.ศ. 2550 67
3-3 จำนวนผู้ป่วยของแต่ละตำบล แยกเปน็ รายเดือน ปี พ.ศ. 2550
3-4 แสดงจำนวนผู้ปว่ ยระดับหมบู่ ้านของแตล่ ะตำบล 68
3-5 แสดงจำนวนผู้ป่วยระดับหมบู่ ้านของแต่ละตำบล
3-6 ตารางแสดงจำนวนผู้ปว่ ยเฉลยี่ ของแต่ละตำบล ในแตล่ ะเดือน ตงั้ แตช่ ว่ งปี 68
พ.ศ. 2550-2561
3-7 กราฟแสดงค่าเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคไข้เลอื ดออกในแตล่ ะตำบล
แบบรายเดือน ต้ังแตช่ ว่ งปี พ.ศ. 2550-2561
ฌ
สารบญั รปู ภาพ (ต่อ)
ภาพที่ หน้า
3-8 ตารางแสดงจำนวนผ้ปู ว่ ยโรคไขเ้ ลอื ดออกในปี พ.ศ. 2550-2561
69
และละติจูด ลองจิจดู ของแต่ละตำบลในอำเภอเมืองระยอง 70
3-9 แสดงจำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลอื ดออกแบบ Heat Map
3-10 แสดงพิกัดตำแหนง่ ของหมบู่ ้านแต่ละตำบล โดยใชข้ ้อมูล Shape File 70
และ Google Map 71
3-11 แผนท่แี สดงระดบั จำนวนผปู้ ่วยโรคไขเ้ ลอื ดออกในระดับหมูบ่ ้านของแต่ละตำบล
72
จากขอ้ มลู ผู้ปว่ ยโรคไข้เลือดออกประจำเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2558 72
3-12 ตัวอย่างตารางแสดงเดอื นที่พบผ้ปู ว่ ย ในแต่ละตำบล อำเภอเมืองระยอง 73
ตั้งแตป่ ี พ.ศ. 2550-2559 73
3-13 ตัวอย่างวิธใี สเ่ ขตข้อมูล เพื่อการพยากรณ์ รายตำบล ตวั อย่างเป็น ตำบลสำนักทอง
3-14 ตวั อยา่ งการปรับค่าเพ่ือการพยากรณ์ 74
3-15 ตัวอยา่ งผลการพยากรณ์ ปี พ.ศ. 2560 จากขอ้ มลู ยอ้ นหลัง 10 ปี ด้วยวธิ ี
75
Exponential Smoothing ตำบลสำนกั ทอง 75
3-16 ตวั อยา่ งตารางแสดงเดือนท่ีพบผู้ปว่ ย ในแต่ละตำบล อำเภอเมืองระยอง 76
76
ต้ังแตป่ ี พ.ศ. 2555-2559
3-17 ตัวอยา่ งผลการพยากรณ์ ปี พ.ศ. 2560 จากขอ้ มลู ยอ้ นหลงั 5 ปี ด้วยวิธี 77
78
Exponential Smoothing ตำบลสำนักทอง 79
3-18 ตวั อย่างการดาวนโ์ หลดเคร่อื งมือพยากรณ์ด้วยวธิ ี ARIMA จาก Market Place
3-19 ตวั อย่างวธิ ใี ส่เขตข้อมูล เพ่อื การพยากรณ์ รายตำบล ยกตวั อย่างเปน็ ตำบลสำนักทอง 79
3-20 ตัวอยา่ งการปรบั ค่าเพ่อื การพยากรณ์
3-21 ตัวอยา่ งผลการพยากรณ์ ปี พ.ศ. 2560 ดว้ ยวธิ ี ARIMA จากขอ้ มูลย้อนหลัง 10 ปี
ตำบลสำนกั ทอง
3-22 ตัวอยา่ งแดชบอร์ด (Dashboard) ภาพรวมขอ้ มูลผู้ปว่ ยโรคไขเ้ ลือดออกย้อนหลัง
3-23 ตัวอย่างปฏกิ ิรยิ าเชิงโตต้ อบ (Interactive) การแสดงข้อมูลปี ค.ศ. 2017 (2560)
3-24 ตัวอย่างแดชบอรด์ (Dashboard) แสดงจำนวนผู้ป่วยปี ค.ศ. 2017 (2560)
เดอื นมนี าคม ตำบลเชงิ เนิน
ญ
สารบญั รปู ภาพ (ต่อ)
ภาพท่ี หน้า
3-25 ตวั อย่างแดชบอรด์ (Dashboard) ข้อมลู ผูป้ ่วยจากการพยากรณ์ ปี พ.ศ. 2560
ตำบลแกลง 80
4-1 ตัวอย่างแผนที่แสดงระดับจำนวนผู้ปว่ ยโรคไขเ้ ลอื ดออกในระดับหม่บู ้านของแต่ละตำบล
จากข้อมูลผู้ป่วยโรคไขเ้ ลือดออกประจำเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2558 81
4-2 ตัวอยา่ งแผนทแ่ี สดงระดับจำนวนผปู้ ่วยโรคไขเ้ ลือดออกในระดบั หมบู่ า้ นของแต่ละตำบล
จากข้อมูลผู้ป่วยโรคไขเ้ ลือดออกประจำเดือนกมุ ภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2558 82
4-3 ตวั อย่างแผนที่แสดงระดบั จำนวนผปู้ ่วยโรคไข้เลอื ดออกในระดบั หมบู่ า้ นของแตล่ ะตำบล
จากข้อมูลผู้ปว่ ยโรคไขเ้ ลือดออกประจำเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2558 82
4-4 ตัวอยา่ งแผนทแ่ี สดงระดบั จำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในระดบั หมู่บ้านของแต่ละตำบล
จากข้อมลู ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกประจำเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2558 83
4-5 ตัวอย่างแผนท่ีแสดงระดับจำนวนผปู้ ่วยโรคไข้เลอื ดออกในระดับหมู่บา้ นของแต่ละตำบล
จากข้อมูลผปู้ ว่ ยโรคไขเ้ ลือดออกประจำเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2558 83
4-6 ตัวอยา่ งแผนทแ่ี สดงระดับจำนวนผู้ปว่ ยโรคไข้เลือดออกในระดับหมู่บ้านของแตล่ ะตำบล
จากข้อมูลผู้ปว่ ยโรคไข้เลือดออกประจำเดือนมถิ นุ ายน ปี พ.ศ. 2558 84
4-7 ตวั อยา่ งแผนทีแ่ สดงระดับจำนวนผปู้ ว่ ยโรคไขเ้ ลอื ดออกในระดบั หมบู่ ้านของแตล่ ะตำบล
จากข้อมลู ผปู้ ่วยโรคไขเ้ ลือดออกประจำเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2558 84
4-8 ตัวอย่างแผนที่แสดงระดบั จำนวนผปู้ ่วยโรคไข้เลอื ดออกในระดับหมู่บ้านของแตล่ ะตำบล
จากข้อมลู ผปู้ ว่ ยโรคไข้เลือดออกประจำเดือนสงิ หาคม ปี พ.ศ. 2558 85
4-9 ตวั อยา่ งแผนทแ่ี สดงระดับจำนวนผปู้ ่วยโรคไข้เลือดออกในระดบั หม่บู า้ นของแต่ละตำบล
จากข้อมลู ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกประจำเดือนกนั ยายน ปี พ.ศ. 2558 85
4-10 ตวั อยา่ งแผนทแี่ สดงระดบั จำนวนผูป้ ่วยโรคไข้เลือดออกในระดบั หมู่บ้านของ
แตล่ ะตำบล จากข้อมูลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกประจำเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2558 86
4-11 ตวั อยา่ งแผนที่แสดงระดับจำนวนผูป้ ว่ ยโรคไข้เลอื ดออกในระดับหมบู่ ้านของ
แตล่ ะตำบล จากขอ้ มูลผู้ป่วยโรคไขเ้ ลือดออกประจำเดือนพฤศจกิ ายน ปี พ.ศ. 2558 86
4-12 ตัวอยา่ งแผนทแ่ี สดงระดับจำนวนผ้ปู ว่ ยโรคไขเ้ ลอื ดออกในระดับหมูบ่ า้ นของ
แตล่ ะตำบล จากข้อมลู ผ้ปู ่วยโรคไข้เลือดออกประจำเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2558 87
ฎ
สารบัญรปู ภาพ (ต่อ)
ภาพท่ี หน้า
4-13 ตัวอยา่ งกราฟการพยากรณ์จำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกของตำบลนำ้ คอก
จาการใช้ข้อมูลย้อนหลงั 5 ปี คือปี พ.ศ. 2555-2559 ในการทำการพยากรณ์ 88
4-14 ตัวอยา่ งกราฟการพยากรณ์จำนวนผู้ปว่ ยโรคไข้เลือดออกของตำบลน้ำคอก
จาการใชข้ ้อมูลย้อนหลัง 10 ปี คอื ปี พ.ศ. 2550-2559 ในการทำการพยากรณ์ 88
4-15 ตัวอย่างกราฟการพยากรณจ์ ำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกของตำบลนำ้ คอก
จาการใช้ข้อมลู ยอ้ นหลัง 5 ปี คอื ปี พ.ศ. 2555-2559 ในการทำการพยากรณ์ 89
4-16 ตวั อย่างกราฟการพยากรณจ์ ำนวนผ้ปู ว่ ยโรคไขเ้ ลือดออกของตำบลน้ำคอก
จากการใช้ข้อมลู ย้อนหลัง 10 ปี คือปี พ.ศ. 2550-2559 ในการทำการพยากรณ์ 90
4-17 ตวั อยา่ งตารางเปรยี บเทียบผลการพยากรณโ์ ดยวิธีการปรับเรียบแบบเอกซโ์ พเนนเชียล
(Exponential Smoothing) กบั จำนวนผ้ปู ว่ ยจริงในปี พ.ศ. 2560 ของตำบลน้ำคอก
จากขอ้ มลู ย้อนหลัง 5 ปี ในการทำการพยากรณ์
และตรวจสอบหาค่าความคลาดเคล่ือน 91
4-18 ตวั อยา่ งตารางเปรยี บเทียบผลการพยากรณ์โดยวธิ ีการปรบั เรยี บแบบเอกซ์โพเนนเชียล
(Exponential Smoothing) กบั จำนวนผูป้ ว่ ยจรงิ ในปี พ.ศ. 2560 ของตำบลน้ำคอก
จากขอ้ มลู ยอ้ นหลัง 10 ปี ในการทำการพยากรณ์
และตรวจสอบหาค่าความคลาดเคล่ือน 91
4-19 ตัวอยา่ งตารางเปรยี บเทยี บผลการพยากรณโ์ ดยวธิ ี Seasonal ARIMA (SARIMA)
กับจำนวนผู้ป่วยจรงิ ในปี พ.ศ. 2560 ของตำบลนำ้ คอก จากการใชข้ อ้ มูลยอ้ นหลงั 5 ปี
ในการทำการพยากรณ์ และตรวจสอบหาค่าความคลาดเคล่ือน 92
4-20 ตัวอย่างตารางเปรียบเทียบผลการพยากรณ์โดยวธิ ี Seasonal ARIMA (SARIMA)
กับจำนวนผ้ปู ว่ ยจรงิ ในปี พ.ศ. 2560 ของตำบลน้ำคอก จากการใชข้ ้อมลู ย้อนหลัง 10 ปี
ในการทำการพยากรณ์ และตรวจสอบหาค่าความคลาดเคลื่อน 92
4-21 ตารางเปรยี บเทยี บค่า Error ของการพยากรณ์ในช่วงปี พ.ศ. 2555-2559 93
4-22 ตารางเปรยี บเทยี บค่า Error ของการพยากรณ์ในช่วงปี พ.ศ. 2550-2559 94
ฏ
บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ในปัจจุบันภาพรวมแนวโน้มการกระจายตัวของความเส่ียงในการเกิดโรคภัยต่าง ๆ ยังไม่มกี าร
แสดงผลให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากนัก ซ่ึงข้อมูลผู้ป่วยท่ีโรงพยาบาลมีอยู่ อย่างเช่น ชื่อ ที่อยู่อาศัย
หรือโรคท่ีเป็น ได้ถูกนำมาแสดงผลเพียง จำนวนตวั เลขผู้ป่วยท้ังหมดในแต่ละโรค ความหนาแน่นของ
โรคในแต่ละช่วงอายุ ในรปู แบบแผนภมู กิ ราฟแท่ง หรอื แผนภูมิชนดิ ต่าง ๆ ดงั ภาพที่ 1-1
ภาพท่ี 1-1 ความชุกโรคเบาหวานในประชากรไทยอายุ 15 ปขี ึ้นไป จำแนกตามเพศ และกลุม่ อายุ
(ที่มา : การสำรวจสุขภาพประชาชนครัง้ ที่ 4 พ.ศ. 2551-2552
โดยสำนกั งานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย)
ซ่ึงข้อมูลที่โรงพยาบาลมีอยู่น้ัน เราสามารถนำมาแสดงผลให้เห็นภาพได้ในเชิงหลายมิติมากขึ้น
มองได้กว้าง และชัดเจนมากกว่าเดิม สามารถแสดงภาพการกระจายตัวของโรคนั้น ๆ ได้ ด้วยวิธีการ
แสดงผลข้อมูลบนแผนที่ทางภูมิศาสตร์ ในแต่ละพื้นท่ีท่ีเราต้องการ โดยในการศึกษาคร้ังน้ีเราจะ
ทำการศึกษาในพ้ืนที่จงั หวัดระยอง ซึ่งจากการศึกษางานวิจยั มีผู้ศกึ ษาเรื่องน้ีจงึ ขอยกตัวอย่างรูปแบบ
การกระจายตัวของโรคไข้เลือดออก ในรูปแบบของ Spot Map หรือ Heat Map ดังภาพท่ี 1-2
และภาพท่ี 1-3
2
ภาพที่ 1-2 Spot Map แสดงตำแหน่งที่อยผู่ ู้ป่วย (ทม่ี า : สำนกั งานสาธารณสุข
อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง)
ภาพท่ี 1-3 Heat Map แสดงตำแหนง่ ความชุกของโรคไขเ้ ลอื ดออก (ท่มี า : สำนักงานสาธารณสขุ
อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง)
3
เคร่ืองมือท่ีเราจะทำการศึกษา เป็นโปรแกรมที่เกี่ยวกับการนำข้อมูลมาประมวลผล
แลว้ แสดงผลเชิงพนื้ ที่ในรูปแบบของแผนท่ีทางภูมิศาสตร์โดยตรง สามารถแสดงให้เห็นถึงการกระจาย
ตัวของโรค พ้ืนท่ีเสี่ยงในการเกิดโรค ซ่ึงจะสามารถมองเห็นแนวโน้มของการเกิดโรคได้ว่ามีพ้ืนท่ีใด
เส่ียงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ได้บ้าง อย่างเช่น การนำข้อมูลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก มาวิเคราะห์แล้ว
ประมวลผลให้ออกมาในรูปแบบแผนท่ีทางภูมิศาสตร์ ซ่ึงสามารถทำให้เห็นถึงความหนาแน่นของ
การเกิดโรคในพื้นท่ีนั้นได้ว่ามีผู้ป่วยท่ีเป็นโรคไข้เลือดออกมากหรือน้อยเพียงใด แล้วเราก็จะสามารถ
ป้องกันไม่ให้มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกกระจายตัวไปยังพ้ืนท่ีบริเวณใกล้ ๆ ได้ จึงเป็นวิธีการป้องกัน
และควบคุมการเกิดโรคท่ีสามารถมองเห็นภาพการกระจายตัวของโรคได้ชัดเจน รูปแบบการแสดงผล
มคี วามใกลเ้ คียงกับ Heat Map หรือ Heart Disease Death Rates ดงั ภาพที่ 1-4
ภาพท่ี 1-4 Heart Disease Death Rates (ทมี่ า : Centers for Disease Control
and Prevention : CDC)
ด้วยเหตุนี้ Map Based Data Visualization จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้บุคคลากร
ทางการแพทย์ สามารถนำข้อมูลไปใช้ได้จริง อันจะนำไปสู่การนำเทคโนโลยีที่สามารถมองเห็นภาพ
แนวโน้มการกระจายตัวของความเสี่ยงในการเกิดโรคภัยต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ และสามารถทำการ
พยากรณ์แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยที่มีโอกาสท่ีจะเกิดขึ้นได้ ต่อหน่วยงานท่ีมีส่วนเก่ียวข้องในการป้องกัน
และควบคมุ โรค หรือโรงพยาบาลต่าง ๆ ระดบั จังหวัด จวบจนกระทงั่ ระดบั ประเทศ สืบเนือ่ งตอ่ ไป
4
1.2 วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
1.2.1 เพ่ือให้บุคคลากรทางการแพทย์ หรือ หน่วยงานที่มีส่วนเก่ียวข้องในการป้องกัน
และควบคมุ โรค นำข้อมูลทีไ่ ด้ไปใช้ในการวางแผนปอ้ งกนั และควบคุมโรค
1.2.2 เพื่อให้บุคคลากรทางการแพทย์ มองเห็นภาพแนวโน้มการกระจายตัวของความเสี่ยงใน
การเกิดโรคภัยตา่ ง ๆ
1.2.3 เพ่ือให้บุคคลากรทางการแพทย์ มีเครื่องมือท่ีช่วยพยากรณ์แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยท่ีมี
โอกาสทีจ่ ะเกดิ ขึ้น อนั จะนำไปสกู่ ารวางแผนการป้องกนั โรคได้
1.3 สมมติฐาน
สามารถเช่ือมโยงโปรแกรมทางภูมิศาสตร์ มาประยุกต์ใช้งานกับข้อมูลพื้นฐานของโรงพยาบาล
ได้ และสามารถแสดงผลไดอ้ ย่างมีประโยชนส์ ูงสุด
1.4 ขอบเขตการศึกษา
1.4.1 ข้อมูลผูป้ ว่ ยทม่ี ีประวัตใิ นโรงพยาบาลระยอง
1.4.2 ศกึ ษาโปรแกรม ArcGIS, QGIS, Power BI
1.5 คำศพั ทท์ ี่สำคญั
1.5.1 ขอ้ มูลเชงิ พื้นท่ี (Spacial Data)
เป็นข้อมูลท่ีระบุพกิ ัดทางภูมิศาสตร์ หรือระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ (Geocode) เช่น พกิ ัดรุ้ง
แวง (Latitude, Longitude) รหัสไปรษณีย์ เป็นต้น โดยข้อมูลเชิงตำแหน่งนี้ จะจำแนกออกได้เป็น
ข้อมูลจุด (Point Data) ข้อมูลพน้ื ที่ (Areal Data) และข้อมลู เส้น (Line Data)
1.5.2 ข้อมูลจดุ (Point Data)
หมายถึงขอ้ มูลที่จำแนกตามตำแหน่ง เช่น ครัวเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่ทำงานโดย
ข้อมูลจดุ น้ีจะเป็นขอ้ มลู เชิงตำแหน่งทมี่ คี วามใกล้เคยี งกับข้อมลู รายบุคคล
1.5.3 ขอ้ มูลเส้น (Line Data)
หมายถงึ ขอ้ มลู ท่เี รียงต่อเนือ่ งกนั เป็นความยาว เช่น ถนน แมน่ ำ้ เสน้ ทางการบนิ เป็นต้น
1.5.4 ข้อมูลตำแหนง่ (Areal Data)
หมายถงึ ข้อมูลทจ่ี ำแนกรายพนื้ ทหี่ รือขอบเขตการปกครอง เชน่ ตำบล อำเภอ เขต หรอื จงั หวัด
5
1.5.5 ระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร์ (Geographic Information System : GIS)
เป็นระบบสารสนเทศข้อมูลเชิงพ้ืนที่หรือข้อมูลท่ีมีพิกัดตำแหน่ง ซ่ึงเป็นการผสมผสาน
การทำงาน ระหว่างกระบวนวิธีการวิเคราะห์รว่ มกับระบบฐานข้อมลู ท่มี ีการอ้างองิ เชิงพิกัด
1.5.6 รโี มตเซนซิง (Remote Sensing)
การบันทึกหรือการได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับวัตถุพ้ืนที่เป้าหมายด้วยอุปกรณ์บันทึกข้อมูล
(Sensor) โดยปราศจากการสัมผัสกับวัตถุน้ัน ๆ ซ่ึงอาศัยคุณสมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นส่ือ
ในการได้มาของข้อมูลใน 3 ลักษ ณ ะ คือช่วงคลื่น (Spectral) รูป ทรงสัณ ฐาน (Spatial)
และการเปลี่ยนแปลงตามชว่ งเวลา (Temporal) ของส่งิ ตา่ ง ๆ บนพน้ื ผิวโลก
1.5.7 ระบบกำหนดตำแหนง่ บนโลก (Global Positioning System : GPS)
หลักการทำงานของ จีพีเอส มาจากดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลกส่งสัญญาณกลับมายังจุดรับ
สัญญาณต่าง ๆ ทีอ่ ยรู่ อบโลก สามารถบอกตำแหน่งพกิ ดั (X, Y, Z) ความเรว็ และเวลาได้
1.6 ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะไดร้ บั
1.6.1 สามารถนำข้อมูลผู้ป่วยของทางโรงพยาบาลระยอง มานำเสนอในรูปแบบแผนที่ทาง
ภูมศิ าสตร์
1.6.2 สามารถวิเคราะห์ความนา่ จะเป็นของความเส่ียงในการเกิดโรคภัยต่าง ๆ ในรูปแบบแผนท่ี
ทางภมู ิศาสตร์
1.6.3 สามารถพยากรณ์จำนวนผู้ป่วยท่ีมีโอกาสทีจ่ ะเกิดข้ึน เพือ่ นำไปเป็นข้อมูลเสริมในการวาง
แผนการปอ้ งกนั และควบคมุ โรคตา่ ง ๆ
1.7 แผนการดำเนินงานวิจัย
ในส่วนของแผนการดำเนินงานวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนิน
การศกึ ษา แสดงได้ดงั ตารางที่ 1-1
6
ตารางท่ี 1-1 แผนการดำเนินงานวจิ ยั
กจิ กรรม ปี พ.ศ. 2562 ปี พ.ศ. 2563
มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. ม.ี ค.
1. ศึกษาหาข้อมูล
โปรแกรม และวางแผน
การดำเนนิ งาน
2. ทบทวนงานวิจยั เพอ่ื
เลอื กโปรแกรมทจี่ ะใช้
ประมวลผลขอ้ มูล และ
ทำการศึกษาทฤษฎีท่ี
เก่ียวข้อง
3. นำข้อมูลที่ได้จาก
โรงพยาบาลมาวิเคราะห์
ลงในโปรแกรม Power BI
แล้วประมวลผลออกมา
4. ทดสอบความแมน่ ยำดู
แนวโนม้ การกระจายตัว
ของข้อมูล
5. วเิ คราะหผ์ ลการวิจยั
และสรุปผล
6. จดั ทำรปู เล่มปรญิ ญา
นพิ นธ์
7
1.8 ขัน้ ตอนการทำวิจัย
ขั้นตอนการวิจัยเริ่มต้นตั้งแต่การศึกษาค้นคว้า และสอบถามหาความต้องการของผู้ใช้งานเพ่ือ
นำมาเป็นเป้าหมายในการทำการวิจัย โดยทำการค้นคว้าบทวิจัยต่าง ๆ ที่เก่ียวเนื่องกัน เพื่อศึกษา
เป็นแนวทางในการอ้างอิงงานท่ีทำการศึกษา จากนั้นค้นหาโปรแกรมท่ีจะนำมาใช้เพื่อตอบสนองต่อ
ความต้องการของผู้ใช้งานให้ได้มากที่สุด และทำความเข้าใจเก่ียวกับวิธีการใช้โปรแกรม ออกแบบ
รูปแบบการแสดงผลให้ง่ายต่อความเข้าใจของผู้ที่มาใช้งาน นำมูลเบ้ืองต้นมาทำการวิเคราะ ห์
และประมวลผลเชิงแผนท่ีทางภูมิศาสตร์ และทำการทดสอบโดยให้โปรแกรมวิเคราะห์ผล
เพื่ อ ต ร ว จ ส อ บ ใ ห้ แ น่ ชั ด ว่ า ข้ อ มู ล ไม่ มี ค ว า ม ผิ ด พ ล า ด ร ว ม ท้ั ง ก า ร แ ส ด ง ผ ล ต ร ง ต า ม ข้ อ มู ล
หากผลการตรวจสอบไม่เป็นไปตามที่วางไว้ต้องทำการตรวจสอบหาข้อผิดพลาดและแก้ไ ขให้ถูกต้อง
เมื่อข้อมูลถูกต้องแล้วจึงทำการทดสอบความแม่นยำของการกระจายตัว และทำการจัดทำรูปเล่ม
ปรญิ ญานิพนธเ์ ปน็ ขนั้ ตอนสดุ ทา้ ย ซงึ่ ข้ันตอนการวจิ ัยสามารถสรปุ ได้ดงั ภาพที่ 1-4
8
เรม่ิ ตน้
ทำการศึกษาค้นควา้ หาข้อมลู โปรแกรม และวางแผนการ
ดำเนนิ งาน
ทบทวนงานวิจยั เพื่อเลือกโปรแกรมที่จะใชป้ ระมวลผลข้อมูล และทำการศึกษาทฤษฎที ีเ่ กี่ยวขอ้ ง
นำข้อมูลทไี่ ด้มา ทำการวเิ คราะห์ลงในโปรแกรม Power BI
ทำการวเิ คราะห์
การกระจายตวั ของ
ทดสอบความแมน่ ยำดู ตรวจสอบขอ้ มลู ใหม่
แนวโนม้ การกระจายตัวของข้อมลู ไมผ่ า่ น
ผา่ น
วิเคราะหผ์ ล และสรุปผล
จดั ทำรปู เลม่ ปริญญานิพนธ์
สิน้ สุด
ภาพท่ี 1-5 ข้ันตอนการทำวิจัย
บทที่ 2
ทฤษฎที ส่ี ำคญั และงานวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง
2.1 ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ (Geographic Information System : GIS)
เป็นระบบสารสนเทศข้อมูลเชิงพื้นท่ี หรือข้อมูลที่มีพิกัดตำแหน่ง ซึ่งเป็นการผสมผสาน
การทำงานระหว่าง กระบวนวิธีวิเคราะห์ร่วมกับระบบฐานข้อมูลที่มีการอ้างอิงเชิงพิกัด
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จึงหมายรวมถึงทั้งระบบของการให้คำตอบเชิงพื้นที่ ซึ่งใช้เทคโนโลยี
เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่การรวบรวม และนำเข้าข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล
อย่างเป็นระบบ การกำหนดเงื่อนไขสำหรับเลือกใช้ข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ หรือสร้างแบบจำลอง
เชิงพนื้ ท่ี และในทา้ ยทีส่ ดุ จะทำการแสดงผลซ่งึ เปน็ การตอบคำถามเชิงพืน้ ให้แกผ่ ู้ใช้
2.1.1 ระบบฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Database System)
ฐานข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในระบบสารสนเทศทั่วไปรวมทั้งระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตร์ในระยะแรกฐานข้อมูลได้จัดเก็บโดยใช้โปรแกรมกระดาษคำนวณ (Spreadsheet)
และพัฒนาเป็นระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) และในปัจจุบันมีการพัฒนา
ระบบฐานข้อมลู เชิงวัตถุ (Object-oriented Database) ส่ิงทีเ่ ก็บอย่ใู นฐานข้อมูลประกอบด้วยข้อมูล
ตัวเลข และตัวอักษร ข้อมูลเพียง 2 รูปแบบนี้ไม่เพียงพอสำหรับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
ที่จำเป็นต้องมีการแทนลักษณะของสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่จริงเชิงพื้นที่ เช่น โรงเรียน แม่น้ำ แปลงพื้นที่
นาข้าว ดังนั้นระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จึงจำเป็นต้องใช้วัตถุเชิงนามธรรมเพื่อแทนสิ่งต่าง ๆ
ท่ีมีอยู่จริงวตั ถเุ ชิงนามธรรมเรียกว่า ฟีเจอร์ (Feature) ซ่ึงแบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท
1) จดุ (Point) เปน็ ลักษณะทีใ่ ชแ้ สดงตำแหนง่ ของพนื้ ทีน่ ัน้ ๆ เชน่ ท่ตี ั้งจังหวัด
2) เส้น (Line) เป็นลักษณะที่ใช้แสดงลักษณะเชื่อมต่อของพื้นที่โดยทั่วไปจะแสดงเป็นกลุ่ม
ของเสน้ (Polyline) เช่น ทางนำ้ ทางถนน เป็นตน้
3) รูปหลายเหลี่ยม (Polygon) เป็นลักษณะที่ใช้แสดงพื้นที่หรือขอบเขต เช่น พื้นที่จังหวัด
พ้นื ท่ีทะเลสาบ เปน็ ตน้
ดงั แสดงในภาพที่ 2-1
10
ภาพท่ี 2-1 ลักษณะของข้อมูลเชงิ พืน้ ท่แี บบจดุ เสน้ และรูปหลายเหล่ยี ม
(ทมี่ า : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิศาสตรส์ ารสนเทศ)
2.1.2 องคป์ ระกอบของระบบสารสนเทศภมู ิศาสตร์
การใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นท่ี ระบบต้องมีองค์ประกอบท้ัง
4 ประการครบถ้วน และสอดรบั กนั อนั ได้แก่ ข้อมูลเชงิ พ้นื ท่ี บคุ ลากร ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์
1) ข้อมูลเชิงพื้นที่ มักจะจัดสร้างโดยหลายหน่วยงาน ส่วนใหญ่จะแสดงในรูปของแผนที่
ภาพถ่ายดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศ ข้อมูลจาก Global Positioning System (GPS) ตลอดจน
ข้อมูลจากรายงานต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลตัวเลข ตัวอักษร หรือตาราง เนื่องจากข้อมูลมีที่มาจาก
หลายแหล่ง ทำให้มีรูปแบบการจัดเก็บที่หลากหลาย และข้อมูลอาจมีระบบพิกัดที่ใช้ในการอ้างอิง
แตกต่างกัน คุณลักษณะด้านความหลากหลายเช่นน้ี ส่งผลกระทบถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ของระบบ
สารสนเทศภมู ิศาสตรใ์ ห้ต้องมีสมรรถนะเพียงพอเพื่อให้สามารถดำเนนิ การกับข้อมูลเชงิ พนื้ ที่ได้
2) บุคลากร เนื่องจากงานด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ประกอบด้วยกระบวนการท่ี
ซับซ้อน ดงั น้นั ผู้ปฏบิ ตั งิ านจึงจำเป็นต้องมีความชำนาญเฉพาะทาง มีประสบการณ์ ตลอดจนมีความรู้
ในสาขาวิชาอื่น เพื่อการนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ โดยพื้นฐานแล้วบุคลากรด้านน้ี
ควรมีความรู้ด้านภูมิศาสตร์ การแผนท่ี สารสนเทศ และคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ควรมีประสบการณ์
ในการใช้ซอฟต์แวร์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ อีกทั้งมีความเข้าใจในข้อมูลเชิงพื้นที่
และมคี วามสามารถในการคดิ และผสมผสานกระบวนการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
3) ฮาร์ดแวร์ ข้อมูลในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มีปริมาณมากจึงต้องจัดเก็บแบบเชิงเลข
ดังนั้นฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์จึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกระบวนการทำงาน โดยฮาร์ดแวร์
ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์นำเข้าข้อมูล สื่อบันทึกข้อมูล และอุปกรณ์สำหรับแสดงผล
ฮาร์ดแวร์ทั้งหมดจะต้องมีสมรรถนะเพียงพอสำหรับการจัดเก็บ จัดการข้อมูลที่มีปริมาณมาก
และมีความเขา้ กันไดก้ ับอปุ กรณต์ ่อพว่ งอืน่ ๆ อีกทั้งยงั ตอ้ งสามารถรองรับการทำงานของซอฟตแ์ วร์ได้
11
4) ซอฟต์แวร์ ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตรต์ ้องมีความสามารถเชิงกราฟิกในการแสดงภาพ
รูปแบบต่าง ๆ และต้องมีความสามารถในการจัดการฐานข้อมูลหรือสามารถเชื่อมโยงไปยังโปรแกรม
ระบบการจัดการฐานข้อมูลอื่น นอกจากนี้ซอฟต์แวร์ยังต้องมีความสามารถในการนำเข้า แก้ไข
และแปลงรูปแบบข้อมูล มีกระบวนการจัดเก็บข้อมูลลงสื่อ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตามเงื่อนไขที่
กำหนด มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ในฟังก์ชันพื้นฐาน ได้แก่ การซ้อนทับข้อมูล
(Overlay) การสร้างพื้นที่กันชน (Buffers) การวิเคราะห์พื้นผิวอีกทั้งยังต้อง มีความสามารถ
ในการแปลงระบบพิกัดภูมิศาสตร์ และท้ายสุดต้องสามารถแสดงผลข้อมูลได้สอดคล้องกับ
ความตอ้ งการของผู้ใช้
2.1.3 โครงสร้างข้อมลู ในระบบสารสนเทศภมู ิศาสตร์
ข้อมูลเชิงพื้นที่มีอย่างน้อย 2 มิติ ดังเช่นแผนที่ซึ่งมีการอ้างอิงพิกัดตามแนวแกน X และ Y
การแทนรูปร่างเชิงพื้นที่ด้วยฟีเจอร์แบบจุด เส้น และอาณาบริเวณ ดังที่บรรยายก็จัดเป็นโครงสร้าง
ข้อมูลชนิดหน่ึง เรียกว่า เวคเตอร์ (Vector) นอกจากนี้ยังมีโครงสร้างข้อมลู อีกชนิดหนึ่งที่ แทนข้อมลู
พื้นที่ด้วยค่าตัวเลขที่เรียงต่อเนื่องกันทั้งแนวแกน X และ Y ในลักษณะของเมตริก โครงสร้างข้อมูล
แบบนี้ เรียกว่า แรสเตอร์ (Raster) ตัวอย่างภาพที่มีโครงสร้างแบบนี้ก็คือ ภาพบน จอโทรทัศน์
ในจอภาพประกอบด้วยจุดภาพ (Pixel) จำนวนมากเรียงต่อเนื่องกันทั้งในแนวราบ และแนวดิ่ง
แต่ละจุดภาพจะแสดงสไี ด้ 1 สี เมื่อจุดภาพทั้งหมดแสดงสี เราจึงเห็นภาพบนจอโทรทัศน์ ข้อมูลแบบ
เวคเตอร์ และแรสเตอร์ มกี ารจดั การโครงสร้างแตกต่างกันดงั นี้
2.1.3.1 โครงสรา้ งขอ้ มลู แบบเวคเตอร์
ในทางคณิตศาสตร์คุณสมบัติของเวคเตอร์ต้องประกอบด้วย จุดเริ่มต้น ขนาด
และทิศทาง ข้อมูลในระบบสารสนเทศภมู ิศาสตร์ที่มีโครงสร้างแบบเวคเตอร์ ได้แก่ ข้อมูลประเภทจุด
เส้น และอาณาบริเวณ โดยข้อมลู เหลา่ นี้มคี ณุ สมบตั ขิ องเวคเตอร์ ดังน้ี
1) จุด เป็นหน่วยย่อยที่สุดของเวคเตอร์ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นโดยขนาดและทิศทางมีค่า 0 จุดเป็น
เพียงตำแหน่งซ่งึ ไม่สามารถวัดพ้นื ท่ไี ด้
2) เสน้ ประกอบดว้ ยเวคเตอร์ซ่ึงมีลักษณะเป็นเสน้ ตรงเรียงต่อเน่ืองกันเปน็ ลำดับ เส้นมีเพียง
1 มิตคิ ือมีความยาวแต่ไม่มีความกวา้ ง
3) อาณาบริเวณ ประกอบด้วยเวคเตอรท์ เี่ รียงต่อเนื่องกนั เปน็ อนุกรม ซ่งึ มลี ักษณะเปน็ เส้นปิด
ดงั นน้ั ขอ้ มูลประเภทอาณาบรเิ วณจึงสามารถวัดพน้ื ที่ได้
การแทนขอ้ มลู ในพื้นทีจ่ รงิ โดยใช้โครงสร้างขอ้ มูลแบบเวคเตอร์ เชน่ การแทนตำแหน่งของบ้าน
ด้วยจดุ แม่น้ำแทนดว้ ยเส้น และพนื้ ท่ีปา่ แทนดว้ ยอาณาบริเวณ แสดงดงั ภาพท่ี 2-2
12
ภาพที่ 2-2 การแทนข้อมลู ในพ้นื ทีจ่ รงิ โดยใช้โครงสร้างข้อมลู แบบเวคเตอร์
(ท่มี า : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยอี วกาศและภูมิศาสตร์สารสนเทศ)
ตำแหน่งหรือรูปร่างของสิ่งที่ปรากฏบนพื้นโลกสามารถแทนด้วยฟีเจอร์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งจัดว่า
เป็นข้อมูลกราฟิก (Graphic Data) แต่ข้อมูลในพื้นที่จริงยังมีรายละเอียดบ่งบอกลักษณะต่าง ๆ
เช่น บ้านมีข้อมูลเลขที่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และชื่อของเจ้าบ้าน แม่น้ำมีข้อมูลชื่อแม่น้ำ ป่าไม้
มีข้อมูลชนิดป่า ข้อมูลเหล่านี้เรียกว่า ข้อมูลลักษณะสัมพันธ์ ซึ่งอาจเป็นข้อมูลตัวเลขหรือข้อมูล
ตัวอักษรก็ได้ ข้อมูลลักษณะสัมพันธ์มีการจัดเก็บในฐานข้อมูล และมีรหัสสำหรับเช่ือมโยงไปยงั ข้อมลู
กราฟิกได้อย่างเจาะจง ในปัจจุบันฐานข้อมูลลักษณะสัมพันธ์นิยมใช้โครงสร้างตามหลักการของ
ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) ซึ่งสามารถใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
(Relational Database Management System : RDBMS) ทั่วไปเพื่อเป็นการจัดการฐานข้อมูล
เช่น Microsoft Access, Oracle และ Database
โครงสร้างข้อมูลแบบเวคเตอร์มีจุดเด่นในด้านไฟล์ข้อมูลมีขนาดเล็ก จึงใช้พื้นที่สำหรับ
การจัดเก็บน้อย และยังเหมาะสำหรับใช้แทนลักษณะของพื้นที่ซึ่งมีขอบเขตคดโค้งทำให้สามารถแบ่ง
ขอบเขตของพื้นทไี่ ดอ้ ยา่ งชัดเจน นอกจากนยี้ ังสามารถแทนขอ้ มูลไดอ้ ย่างมีความแมน่ ยำเชิงตำแหนง่
2.1.3.2 โครงสร้างข้อมลู แบบแรสเตอร์
ขอ้ มูลแบบแรสเตอร์มีโครงสร้างเป็นช่องสเี่ หลี่ยม เรียกวา่ จุดภาพ หรอื กริดเซลล์ (Grid Cell)
เรียงต่อเนอ่ื งกนั ในแนวราบและแนวดิ่ง ในแตล่ ะจดุ ภาพสามารถเก็บค่าได้ 1 ค่า โครงสร้าง ข้อมูลแบบ
แรสเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่โดยการแทนค่าข้อมูลจากพื้นที่จริงลงในจุดภาพซึ่งมีตำแหน่ง
ตามแนวแกน X และ Y ตรงกัน ค่าที่เก็บในแต่ละจุดภาพสามารถเป็นได้ทั้งข้อมูลลักษณะสัมพันธ์
หรือรหัสที่ใช้อ้างอิงถึงข้อมูลลักษณะสัมพันธ์ที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูลก็ได้ ตัวอย่างการแทนข้อมูล
โดยใชโ้ ครงสร้างแบบแรสเตอร์ ได้แสดงในภาพที่ 2-3
13
ภาพท่ี 2-3 การแทนข้อมลู ในพ้นื ทจี่ ริงโดยใช้โครงสรา้ งข้อมูลแบบแรสเตอร์
(ท่มี า : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยอี วกาศและภูมิศาสตร์สารสนเทศ)
ข้อมูลแบบแรสเตอร์มีจุดเด่นในด้านโครงสร้างซึ่งไม่ซับซ้อนทำให้การประมวลผลในระดับ
จุดภาพมีความสะดวกไม่ว่าจะเป็นการเปรียบระหว่างจุดภาพ หรือการซ้อนทับข้อมูลเชิงพื้นท่ี
ตลอดจนการนำข้อมูลไปใช้ร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียม หรือภาพถ่ายทางอากาศที่สแกนแล้วเก็บ
เป็นไฟล์เชิงเลขนอกจากนี้ข้อมูลแบบแรสเตอร์ยังมีความเหมาะสมกับการแทนลักษณะของพื้นผิว
(Surface) ที่มีความต่อเนื่องกันแต่ข้อมูลแรสเตอร์ก็มีจุดด้อย คือ ไฟล์มีขนาดใหญ่จึงใช้พื้นที่ในการ
จัดเก็บมาก และยังไม่มีความเหมาะสมในการแทนข้อมูลที่เป็นเส้นโค้งหรือแทนตำแหน่งของจุด
เพราะตอ้ งใช้ 1 จดุ ภาพสำหรบั แทนตำแหน่ง 1 ตำแหน่ง
2.1.4 การจดั การฐานข้อมูล
ทั้งขอ้ มูลแบบเวคเตอร์ และแรสเตอรส์ ามารถเชื่อมโยงไปยงั ข้อมลู ลักษณะสัมพันธไ์ ดโ้ ดยการใช้
รหัสที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างจาเพาะเจาะจงดังที่ได้แสดงในรูปที่ 3 และ 4 ข้อมูลลักษณะ
สัมพันธ์มีการจัดเก็บในรูปแบบตาราง หากข้อมูลมีปริมาณมากหรือมีผู้ใช้ข้อมูลหลายคน การเพิ่ม
ลบหรือแก้ไข ข้อมูลอาจทาให้ข้อมูล ขัดแย้งกัน และขาดความน่าเชื่อถือในที่สุด เช่น ข้อมูลโรงเรียน
ซึ่งประกอบด้วยชื่อ โรงเรียน ระดับการให้บริการการศึกษาจำนวนนักเรียน และจังหวัดซึ่งเป็นที่ต้ัง
ของโรงเรยี น ดังแสดงใน ตารางที่ 2-1
14
ตารางท่ี 2-1 ข้อมูลโรงเรยี น
ช่อื โรงเรียน ระดับการใหก้ ารศึกษา จำนวนนกั เรียน จังหวดั
อนบุ าล ประถมศกึ ษา
ทุ่งวารี ประถมศกึ ษา กรุงเทพ
ชมุ ชนบังเหนือ ประถมศกึ ษา 0 425 สกลนคร
สอ่ งดาววิทยา อนบุ าล, ประถม - 387 นครราชสมี า
ปทุมวาปี ประถมศึกษา 29 296 โคราช
วดั ไทร อนุบาลและประถม - 334 กรุงเทพมหานคร
เจ้าพระยา ประถมศึกษา 18 219 กทม.
วัดไผ่ อนุบาล 0 289 กรุงเทพฯ
ชุมพล ประถม 76 0 สกลนคร
วดั ดอน อนุบาลและประถม 0 634 สกลนคร
42 397
จากตารางที่ 2-1 พบว่าข้อมูลในสดมภ์ที่ 2 ระดับการให้บริการการศึกษา และสดมภ์ท่ี 4
จังหวัด เกิดความซ้ำซ้อน ขัดแย้ง และไม่น่าเชื่อถือมากที่สุด โดยขาดมาตรฐานของการกำหนดชื่อ
และรูปแบบการจัดเก็บข้อมูล ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดระบบข้อมูลตามหลักการ
ของฐานข้อมูล โดยกำหนดรหัสใหก้ ับข้อมูลท่ีเป็นหลักของเร่ือง คอื ชอ่ื โรงเรยี นและกำหนดรหัสให้กับ
ข้อมูลที่มีการอ้างถึงบ่อย ๆ ได้แก่ ระดับการศึกษา และจังหวัด เพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้สะดวก
ในการอ้างอิงซ้ำ ๆ ฐานข้อมูลโรงเรียนจึงประกอบด้วยตารางย่อย ๆ เชื่อมโยงกันโดยใช้รหัสตาม
หลักการ ของฐานข้อมูลเชงิ สมั พนั ธ์ ซง่ึ แสดงในภาพท่ี 2-4 หลักการออกแบบฐานข้อมูลสามารถศึกษา
เพ่ิมเตมิ ไดจ้ ากหนงั สือระบบจัดการฐานข้อมลู ทว่ั ไป
การแสดงที่ตั้งของโรงเรียนในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์สามารถแทนด้วยฟีเจอร์ประเภทจุด
และข้อมูลลักษณะสัมพันธ์สามารถเชื่อมโยงไปยังฟีเจอร์ประเภทจุดโดยการกำหนดรหัสโรงเรียนให้
ตรงกับรหสั ของจุด สำหรับข้อมูลในตารางจงั หวัดและการให้บริการสามารถร่วม (Join) เข้ากับตาราง
โรงเรียน ซง่ึ เป็นตารางข้อมลู หลกั เพือ่ ใชเ้ ชอ่ื มโยงกบั ฟีเจอร์ประเภทจุดได้ต่อไป ดงั แสดงในภาพที่ 2-4
15
ภาพท่ี 2-4 ตัวอย่างฐานขอ้ มูลเชงิ สมั พันธ์
2.1.4.1 การใช้ระบบฐานข้อมูลมขี ้อดีดังต่อไปน้ี
1) ปลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล การนำข้อมูลเรื่องเดียวกันมาจัดเก็บอย่างเป็นระบบใน
ฐานข้อมูลหนึ่ง และให้บริการแก่ผู้ใช้ซึ่งอาจมีได้มากกว่า 1 กลุ่ม เป็นการประหยัดทรัพยากร
และมีความสะดวกในการควบคุมคุณภาพของขอ้ มูล
2) เลีย่ งความขดั แย้งของข้อมูล ในการดำเนินการกับข้อมลู ไมว่ ่าจะเปน็ การเพิม่ ลบ หรือแก้ไข
ข้อมูลอาจทำใหเ้ กิดความขัดแยง้ ของข้อมูลได้ เชน่ กรงุ เทพมหานคร กรุงเทพฯ และ กทม. ในตารางท่ี
2-1 หมายถึงจังหวัดเดียวกันถึงแมจ้ ะพิมพ์ไมเ่ หมอื นกันเมื่อจัดเกบ็ ในฐานข้อมูล โดยใช้รหัสจังหวดั ใน
การอา้ งอิงดงั ภาพท่ี 2-4 สามารถหลีกเลี่ยงความขดั แยง้ ของขอ้ มูลได้
3) สามารถกำหนดสิทธิในการใช้ข้อมูลของผู้ใช้ได้ การเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลซึ่งเป็น
ศูนย์กลาง และจัดการบริการให้กับผู้ใช้หลายกลุ่ม ผู้จัดการฐานข้อมูลสามารถกำหนดสิทธิในการใช้
ข้อมลู ให้กบั ผใู้ ช้แต่ละกลุ่มไดต้ ามระดบั ความจำเปน็ ในการใช้งาน
4) สามารถควบคมุ มาตรฐาน ผู้บริหารฐานขอ้ มูลเปน็ ผู้ควบคมุ มาตรฐานดา้ นตา่ ง ๆ ของข้อมูล
การรวมขอ้ มลู ไวท้ ี่ศนู ย์กลางทำให้การบรหิ ารมาตรฐานดำเนินการได้สะดวก
16
5) สามารถควบคุมความปลอดภัยของฐานข้อมูล เนื่องจากผู้ใช้หลายกลุ่มถูกกำหนดมีสิทธิใน
การเข้าใช้ข้อมูลแตกต่างกันไป การกำหนดระดับของผู้ใช้จึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความ
ปลอดภัยของขอ้ มลู
6) สามารถควบคุมความคงสภาพ (Integrity) ของข้อมูลความคงสภาพของข้อมูล หมายถึง
การทข่ี อ้ มูลมีคุณสมบัตสิ อดคล้องกับความเป็นจรงิ เช่น ขอ้ มูลจำนวนนักเรียนต้องมีค่า ไม่น้อยกว่า 0
เปน็ ต้น ในกระบวนการจัดการฐานข้อมลู สามารถกำหนดกฎความคงสภาพของขอ้ มูลได้
ประโยชน์ของการใช้ฐานข้อมูลจะเด่นชัดข้ึนสำหรับระบบใหญ่ ๆ ซึ่งมีผู้ใช้หลายคน และข้อมูล
มปี ริมาณมาก ซอฟตแ์ วร์ระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร์โดยทัว่ ไปไมไ่ ด้เปน็ ระบบทม่ี ผี ูใ้ ชห้ ลายคน (Multi-
user) ดังน้นั การใช้ฐานขอ้ มลู จงึ มีจุดประสงค์เพ่ือจัดการข้อมูลปริมาณมาก ๆ เท่าน้ัน บทบาทของการ
จัดการฐานข้อมูลในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จะเด่นชัดขึ้น หากมีการใช้เรียกใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่
และทำการวิเคราะห์ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาขึ้นตามลำดับ
ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มีทั้งข้อมูลลักษณะสัมพันธ์ และข้อมูลกราฟิกซึ่งจัดเก็บในรูปแบบ
เวคเตอร์หรือแรสเตอร์ ดังนั้นในการค้นหาข้อมูลจึงสามารถใช้เงื่อนไขตามข้อมูลลักษณะสัมพันธ์
หรือใชเ้ งอื่ นไขเชิงพน้ื ทีก่ ไ็ ด้
การค้นหาโดยกำหนดเงื่อนไขตามข้อมูลลักษณะสัมพันธ์ การค้นหาข้อมูลวิธีนี้เป็นการกำหนด
เงื่อนไขตามข้อมูลซ่ึงเก็บอยู่ในตารางข้อมูล เชน่ ต้องการค้นหาแม่น้ำท่ีมนี ้ำไหลตลอดปีโดยใช้เง่ือนไข
ดังน้ี str_cl_t = “ทางน้ำมีน้ำตลอดปี” โดย str_cl_t เป็นชื่อของสดมภ์ในตารางข้อมูลซึ่งเก็บข้อมูล
ว่า ทางน้ำมีน้ำไหลตลอดปีหรือไม่ ตารางขอ้ มูล และผลจากการค้นหาขอ้ มลู ได้แสดงในภาพท่ี 2-5
แมน่ ำ้ แมน่ ำ้
เขตสุขาภิบาล แมน่ ำ้ ท่ไี หลผา่ นเขตสขุ าภบิ าล
เขตสุขาภิบาล
ภาพท่ี 2-5 การคน้ หาโดยกำหนดเงอ่ื นไขตามข้อมลู ลกั ษณะสมั พนั ธ์
(ทม่ี า : สำนกั งานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิศาสตรส์ ารสนเทศ)
17
การค้นหาโดยการกำหนดเง่ือนไงเชงิ พนื้ ท่ีเปน็ การค้นหาข้อมลู โดยอ้างองิ จากตำแหน่งของพ้ืนที่
ที่ใช้เป็นเงื่อนไข เช่น หาแม่น้ำที่ไหลผ่านเขตสุขาภิบาล โดยข้อมูลที่ใช้ในการพิจารณาประกอบด้วย
ขอ้ มูลแมน่ ำ้ และขอบเขตสขุ าภิบาล ผลของการค้นหาขอ้ มลู ดงั ภาพท่ี 2-6
Sheam Str_class Str_name_t
2000017 2 คลองหนองผกั หนาม
2000018 2 คลองกระเฉด
2000018 2 คลองกระเฉด
2000017 2 คลองหนองผักหนาม
2000018 2 คลองหนองหวา้
2000016 2 คลองหนองหว้า
2000016 2 คลองหนองหวา้
2000016 2 คลองหนองหว้า แหลง่ แมน่ ำ้
2000016 2 คลองหนองหวา้ แหลง่ แม่นำ้ ทีม่ กี ารไหลตลอดปี
2000016 2 คลองหนองหวา้
ภาพที่ 2-6 การค้นหาโดยกำหนดเง่อื นไขเชิงพื้นท่ี
(ทมี่ า : สำนกั งานพฒั นาเทคโนโลยีอวกาศและ
ภมู ศิ าสตร์สารสนเทศ)
ความสามารถในการค้นหาข้อมูลโดยใช้เงื่อนไขที่ซับซ้อนมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสมรรถนะ
ของ ซอฟต์แวร์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ นอกจากนี้ซอฟต์แวร์บางชนิดยังเปิดกว้างในการยอมรับ
ชดุ คำสั่งทผี่ ูใ้ ช้เขยี นเพ่มิ เติมลงไปอีกด้วย
2.1.5 การวิเคราะหข์ ้อมลู ระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร์
มีกระบวนวิธีในการวิเคราะห์ข้อมูลหลายรูปแบบ ซึ่งในเอกสารนี้จะ บรรยายถึงการวิเคราะห์
4 รปู แบบหลัก ๆ ดังนี้
2.1.5.1 พืน้ ที่กันชน
การสร้างแนวพื้นที่รอบสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นระยะทางตามที่กำหนดเรียกว่าการสร้างพื้นที่กันชน
สำหรับข้อมูลแบบเวคเตอร์ สามารถสร้างพื้นที่กันชนรอบจุด เส้น และอาณาบริเวณได้ ส่วนข้อมูล
แรสเตอร์ก็สามารถสร้างพื้นที่กันชนได้เช่นกัน แต่ด้วยลักษณะโครงสร้างข้อมูลซ่ึงเป็นกริดเซลล์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากริดเซลล์มีขนาดใหญ่ การสร้างพื้นที่กันชนก็จะยิ่งมีความคลาดเคลื่อนเชิง
ระยะทาง ดังนัน้ การสรา้ งพื้นท่ีกันชนจึงมกั จะใช้สำหรับข้อมูลแบบเวคเตอร์
18
สำหรับฟีเจอร์หนึ่ง ๆ สามารถสร้างพื้นที่กันชนได้หลายช่วงตามระยะทางที่กำหนด โดยพื้นที่
กันชน 1 ช้นั และ 2 ชนั้ ของฟีเจอรป์ ระเภทจดุ และพ้ืนม่กี ันชนของเส้น ไดแ้ สดงในภาพท่ี 2-7
ภาพท่ี 2-7 พ้ืนที่กนั ชนของฟีเจอรป์ ระเภทจดุ และเส้น
(ทมี่ า : สำนกั งานพัฒนาเทคโนโลยอี วกาศและ
ภูมศิ าสตรส์ ารสนเทศ)
สำหรับพื้นที่กันชนของอาณาบริเวณสามารถสร้างได้หลายลักษณะ โดยสร้างออกไปด้านนอก
ของอาณาบริเวณ และสร้างเข้ามาภายในอาณาบริเวณ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน
เช่น ฟเี จอรอ์ าณาบรเิ วณถกู ใชเ้ ปน็ สัญลักษณ์แทนหนองนำ้ แห่งหนึ่ง แหล่งท่อี ยูอ่ าศยั ของกวางต้องอยู่
หา่ งแหล่งน้ำไมเ่ กิน 1 กิโลเมตรดังน้นั ในการพจิ ารณาพนื้ ทที่ ี่กว้างอาจอาศยั อย่จู ะต้องสรา้ งพ้ืนที่กันชน
ออกไปด้านนอกของหนองน้ำเป็นระยะ 1 กิโลเมตร หรือพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำต้องอยู่ห่างจากตลิ่งไม่
เกิน 2 เมตร ดังนั้นต้องสร้างพื้นที่กันชนเข้ามาด้านในหนองน้ำเป็นระยะ 2 เมตร เป็นต้น
ตัวอย่างพื้นที่กันชนที่สร้างออกไปด้านนอก และเข้ามาด้านในของอาณาบริเวณ พื้นที่กันชนที่สร้าง
ออกไปด้านนอกของอาณาบริเวณ และพื้นที่กันชนที่สร้างเข้ามาด้านในของอาณาบริเวณ ได้แสดง
ตามลำดบั ในภาพท่ี 2-8
ภาพท่ี 2-8 พื้นทก่ี ันชนของฟีเจอรป์ ระเภทอาณาบรเิ วณ
(ที่มา : สำนกั งานพัฒนาเทคโนโลยอี วกาศและ
ภมู ิศาสตรส์ ารสนเทศ)
ผลการจากสร้างพื้นท่ีกันชนของฟเี จอรท์ ุกชนิดจะได้ฟีเจอร์ประเภทอาณาบริเวณ ซ่งึ ผู้วิเคราะห์
สามารถกำหนดข้อมูลลักษณะสัมพันธ์ของพื้นที่กันชน เช่น การกำหนดค่าคะแนนให้พื้นที่กันชนที่อยู่
19
ใกล้ฟีเจอร์มีคะแนนเป็น 10 ส่วนพื้นที่กันชนที่อยู่ไกลมีค่าคะแนนเป็น 5 ข้อมูลกราฟิกและข้อมูล
ลักษณะสัมพันธ์ของพื้นที่กนั ชนสามารถใชว้ ิเคราะหเ์ ชิงพ้ืนท่ไี ด้ต่อไป
2.1.5.2 การซ้อนทับข้อมลู เชิงพน้ื ท่ี
การซ้อนทบั ขอ้ มลู เชิงพ้ืนท่ีเป็นการวิเคราะหข์ ้อมลู หลายชน้ั ร่วมกันโดยข้อมลู เหลา่ นัน้ ต้องอยู่ใน
บริเวณเดียวกันและมีคุณลักษณะต่างกัน ผลจากการวิเคราะห์จะทำให้ได้ชั้นข้อมูลใหม่
เช่น การวิเคราะห์ความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต A โดยชั้นข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ร่วมกัน
ประกอบด้วยการกระจายของสิ่งมีชีวิตชนิด X, Y และ Z ซึ่งมีอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิต A ชั้นข้อมูล
ภูมิประเทศ ชั้นข้อมูลการใชป้ ระโยชน์ที่ดิน ชั้นข้อมูลการถือครองกรรมสิทธิ์ทีด่ ิน และชั้นข้อมูลพื้นที่
อนุรกั ษ์ แผนผงั การวิเคราะหข์ อ้ มูลไดแ้ สดงในภาพที่ 2-9
การกระจายของส่ิงมชี ีวติ X พืน้ ทเี่ สย่ี งตอ่ การสูญพันธ์ของส่งิ มีชีวติ A
การกระจายของสง่ิ มีชวี ติ Y
การกระจายของส่งิ มีชวี ิต Z
ภมู ปิ ระเทศประโยชนก์ ารใช้ท่ดี นิ
ภาพท่ี 2-9 การวิเคราะห์ขอ้ มลู โดยการซ้อนทบั ข้อมูลเชงิ พน้ื ท่ี
(ทีม่ า : สำนกั งานพัฒนาเทคโนโลยอี วกาศและภูมิศาสตร์สารสนเทศ)
การซ้อนทับข้อมูลมีกระบวนการในการคำนวณโดยใช้หลักพีชคณิตบูลีน (Boolean Algebra)
ซึ่งมีตัวดำเนินการ คือ NOT, AND, OR และ XOR โดยกำหนดให้มีพื้นที่ A และ B เมื่อใช้
ตัวดำเนนิ การแบบตา่ ง ๆ กระทำกับพื้นท่ี A และ B จะไดผ้ ลลพั ธด์ งั ภาพท่ี 2-10
NOT A AND
A
A OR A XOR
ภาพที่ 2-10 ผลBจากการใชต้ วั ดำเนินการแบบบลู ีน
(ท่ีมา : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยอี วกาศและ
ภมู ศิ าสตรส์ ารสนเทศ)
20
ซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่จะมีตัวดำเนินการเพียง NOT, AND และ OR ถ้าหากการวิเคราะห์
จำเป็นต้องใช้ XOR ก็สามารถผสมผสานตัวดำเนินการอื่น ๆ เข้าด้วยกันโดย A XOR B = (A OR B)
AND NOT (A AND B) ในการกำหนดตัวดำเนินการเพื่อซอ้ นทบั ข้อมลู ต้องเปน็ ไปตามเงื่อนไขของการ
วิเคราะห์ เช่น ในหนองน้ำแห่งหนึ่งกำหนดพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำต้องอยู่ห่างจากตลิ่งไม่เกิน 2 เมตร
และต้องมีความลึกไม่เกิน 1 เมตร ดังนั้นการหาพื้นที่ที่เหมาะสมต้องใช้ชั้นข้อมูล 2 ชั้นโดยชั้นข้อมูล
แรกเป็นพื้นที่กันชนทีส่ ร้างเข้าไปในหนองน้ำเปน็ ระยะ 2 เมตร ส่วนช้ันข้อมูลที่สองเป็นพื้นที่ในหนอง
น้ำที่มีความลึกไม่เกิน 1 เมตร ในการวิเคราะห์ต้องนำชั้นข้อมูลทั้งสองมาซ้อนทับกัน
โดยใชต้ ัวดำเนนิ การแบบ AND เป็นตน้
2.1.5.3 การวเิ คราะห์โครงข่าย (Network Analysis)
ในการวิเคราะห์โครงข่ายจะเป็นการวิเคราะห์ฟีเจอร์เส้นเท่านั้น ฟีเจอร์เส้นในระบบ
สารสนเทศภูมิศาสตร์ประกอบด้วยเส้นสมมติ เช่น เส้นรุ้ง เส้นแวง และเส้นขอบเขตการปกครอง
ส่วนเส้นอีกประเภทหนึ่งเป็นเส้นที่ปรากฏอยู่จริง เช่น เส้นถนน เส้นแม่น้ำ และเส้นทางสายไฟฟ้า
ในการวเิ คราะห์โครงข่ายจะวเิ คราะหเ์ ฉพาะข้อมลู เส้นทป่ี รากฏอยู่จรงิ
ส่วนใหญ่การวิเคราะห์โครงข่ายจะถูกนำไปประยุกต์ใช้กับเส้นทางคมนาคม เช่น การเดินทาง
จากบ้านไปที่ทำงานต้องใช้เส้นทางใดจึงจะเป็นระยะทางที่สั้นที่สุด ในบางกรณีการหาระยะทางที่ส้ัน
ท่ีสุดไมใ่ ชค่ ำตอบที่ผวู้ ิเคราะห์ต้องการ แตส่ ่งิ ทตี่ อ้ งการกค็ อื เส้นทางที่ดที ีส่ ดุ ในการเดินทางจากบ้านไป
ที่ทำงาน ในการหาคำตอบที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ผู้วิเคราะห์ต้องการนามาพิจารณาร่วมด้วย
เช่น ระยะทางต้องสั้นที่สุด และใช้เวลาเดินทางน้อยที่สุด และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด
ดังนั้นการหาเส้นทางจากบ้านไปยังที่ทำงานโดยใช้เงื่อนไขระยะทางสั้นที่สุด กับเส้นทางที่ดีที่สุดอาจ
ได้ผลจากการวิเคราะห์แตกตา่ งกนั ดังภาพท่ี 2-11
บ้าน บา้ น
ทีท่ ำงาน ทีท่ ำงาน
ภาพที่ 2-11 การวเิ คราะห์โครงขา่ ยหาเส้นทางส้นั ทส่ี ดุ และเสน้ ทางดีท่ีสุด
(ทีม่ า : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภมู ศิ าสตรส์ ารสนเทศ)
21
ในการวิเคราะห์หาเส้นทางจากบ้านไปยังที่ทำงานเป็นตัวอย่างการวิเคราะห์หาเส้นทางจากจดุ
หนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่การวิเคราะห์โครงข่ายยังมีวิธีการวิเคราะห์ในอีกรูปแบบหนึ่งก็คื อ
การเดินทางจากจุดหนึง่ ไปใหถ้ งึ ทัว่ ทุกจุดทตี่ ้องการและกลบั มายังจดุ เริ่มต้น เชน่ บุรษุ ไปรษณีย์ต้องส่ง
จดหมายให้กับบ้านแต่ละหลังในพื้นที่รับผิดชอบ และกลับมายังที่ทำการไปรษณีย์ ตัวอย่าง
การวเิ คราะห์โครงข่ายเชน่ น้ี ไดแ้ สดงในภาพที่ 2-12
บา้ น
ที่ทำการไปรษณีย์
ภาพที่ 2-12 การเดนิ ทางจากจุดหน่งึ ไปยงั ทกุ จดุ ที่ต้องการ และกลบั มาท่ีจดุ เริ่มต้น
(ท่ีมา : สำนักงานพฒั นาเทคโนโลยอี วกาศและภูมิศาสตร์สารสนเทศ)
ในการวิเคราะห์เส้นทางคมนาคมอย่างมีประสิทธภิ าพจำเปน็ ต้องมฐี านข้อมูลที่ทันสมัยไม่ว่าจะ
เป็นเส้นทางที่ตัดขึ้นมาใหม่ และสภาพการจราจร ตลอดจนการนำกฎจราจรเข้ามาร่วมพิจารณาใน
การวิเคราะห์ การวิเคราะห์ในรูปแบบนี้จึงต้องมีความละเอียดในการกำหนดปัจจัยเพื่อให้ได้ผลการ
วเิ คราะห์ทีถ่ กู ตอ้ ง และสามารถนำไปใช้ไดจ้ ริง
2.1.6 การประยุกต์ใชร้ ะบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์
ในการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จำเป็นต้องใช้องค์ประกอบของข้อมูลเชิงพื้นท่ี
บุคลากร ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ร่วมกัน ตัวอย่างที่นำมาบรรยายในเอกสารนี้เป็นการนำระบบ
สารสนเทศภูมิศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในหลายเรื่อง โดยแต่ละเรื่องมีความแตกต่างด้านข้อมูล
และกระบวนการวเิ คราะหอ์ ีกทง้ั ยังมพี น้ื ท่ศี ึกษาแตกตา่ งกันไป
2.1.6.1 การทำแบบจำลองเชิงพื้นที่สำหรับพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับ
โค-กระบือ ในการวิจัยนี้ใช้หลักการเชิงบูรณาการของปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องต่อการเกิดโรค
พยาธิใบไมต้ ับในโค-กระบือ เพ่อื นำมาสรา้ งแบบจำลองเชิงพื้นท่ี และกำหนดพ้นื ทเ่ี ส่ียงต่อการเกิดโรค
พยาธิ ใบไม้ตับของโค-กระบือ ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ โดยเลือกทำการศึกษาที่จังหวัด
กาฬสินธุ์ ซึ่งตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เนื่องจากเป็นจังหวัดท่ี มีความ
หลากหลายของระบบนิเวศวิทยาและมีรายงานการระบาดของโรคพยาธิใบไม้ตับในหลายพื้นท่ีของ
22
จังหวัด การสร้างแบบจำลองอาศัยกระบวนการซ้อนทับของชั้นข้อมูลปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการ
เกิดโรคพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลในภาคสนาม และรายงานจากกรมปศุสัตว์
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แหล่ง น้ำผิวดิน แม่น้ำ คลองชลประทาน ปริมาณ น้ำฝนโดยเฉลี่ยในแต่ละ
เดือน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยต่ำสุดในแต่ละเดือน พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่ลุ่ม ระดับความลาดชันของพื้นที่
และพื้นที่ทุ่งหญ้า โดยนำปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้มาจัดอันดับความสำคัญและกำหนดค่าพิสัย
เพื่อใช้ประเมินความเหมาะสมของพ้ืนทีเ่ สี่ยงต่อการเกดิ โรคพยาธใิ บไม้ตับโค-กระบือ แบบจำลองทาง
คณิตศาสตร์ที่ใช้ครั้งนี้อยู่ในรูปของการคูณค่าพิสัยของปัจจัยแต่ละตัวโดยให้ค่าพิสัยเท่ากับ 1
เมื่อปัจจัยนั้นทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับสูง และให้ค่าพิสัยเท่ากับ 0.8, 0.5 และ 0
เมื่อปัจจัยนั้นทำให้มีความเสี่ยงปานกลาง มีความเสี่ยงเล็กน้อย และไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
พยาธใิ บไม้ตบั เลยตามลำดับ
ผลการวิเคราะห์ที่ได้คือ แผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงในระดับอำเภอ และตำบลของแต่ละเดือน
ในปีนั้น ๆ และเพื่อให้ค่าที่ไดจ้ ากวิธีการที่พัฒนาขึน้ นี้มีความเชือ่ ถือได้จึงทำการตรวจสอบอีกครั้งโดย
นำผลที่ได้จากการศึกษามาเปรียบเทียบกับผลจากการออกสำรวจและผลจากการตรวจอุจาระ
โค-กระบือ ในห้องปฏิบัติการ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าอำเภอห้วยเม็กและอำเภอสหัสขันธ์
เป็นอำเภอท่ีมคี วามเส่ียงต่อการเกดิ โรคพยาธิใบไมต้ ับในโค-กระบือมากทสี่ ุด นอกจากน้ยี ังพบว่าเดือน
กุมภาพันธ์และเดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่มีโอกาสเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับในโค -กระบือมากที่สุด
ดังแสดงในภาพที่ 2-13 และภาพท่ี 2-14 ตามลำดับ
23
แผนที่แสดงพ้ืนท่ีทม่ี ีความเสี่ยงตอ่ การเกิดโรคพยาธิใบไมต้ ับในโค – กระบือของจงั หวัดกาฬสนิ ธ์ุ ประจำเดือนกุมภาพันธ์
คำอธบิ าย
เส้นแบง่ ขอบเขตการปกครองระดบั จังหวดั
เส้นแบง่ ขอบเขตการปกครองระดบั อำเภอ
เสน้ แบง่ ขอบเขตการปกครองระดับตำบล
ระดบั ความเสยี่ งของ
ความเสยี่ งสงู
ความเสีย่ งปานกลาง
ความเส่ยี งเล็กน้อย
ไมม่ ีความเส่ยี ง
สเฟียรอยด.์ ..................................เอ
เเกเเพขมวสรมิอต้นอิดพรรโ.4เ์ค.เ์์เ.รค8ม.ร.สเ.งอ่ื.ตท.แ..อ..์ผ....ร.น...์ ..ท.......่ี.............2....0...,..0.ท.0.ร.0.า.เ.น.ม..สต..เร..ว.อUTรM์
เมษายมนาต2ร5า4ส4ว่ นนำเขา้ 1 :
- แแผหนลทง่ ขภ่ี อ้มู มปิ ูลร5ะเ0ทศ,0ทก0ร0มแผนทท่ี หาร
- ภาพถ่ายดาวเทยี มจังหวัดกาฬสนิ ธุ์ ปี พ.ศ. 2541 และ 2542
- กรมอุตนุ ิยมวิทยา กระทรวงคมนาคม
ภาพที่ 2-13 แผนทแ่ี สดงพนื้ ทท่ี ี่มคี วามเสี่ยงต่อการเกิดโรคพยาธใิ บไมต้ ับในโค-กระบือ
ของจังหวัดกาฬสนิ ธ์ุ ประจำเดือนกุมภาพันธ์
(ท่ีมา : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิศาสตร์สารสนเทศ)
แผนทีแ่ สดงพืน้ ท่ีท่ีมคี วามเส่ยี งตอ่ การเกดิ โรคพยาธใิ บไมต้ บั ในโค – กระบอื ของจังหวัดกาฬสินธ์ุ ประจำเดือนพฤศจิกายน
คำอธิบาย
เส้นแบง่ ขอบเขตการปกครองระดับจงั หวดั
เสน้ แบง่ ขอบเขตการปกครองระดับอำเภอ
เสน้ แบง่ ขอบเขตการปกครองระดับตำบล
ระดบั ความเส่ียงของ
ความเสยี่ งสงู
ความเสยี่ งปานกลาง
ความเสีย่ งเลก็ นอ้ ย
ไมม่ ีความเสย่ี ง
สเฟียรอยด.์ ..................................
กริด......................20,000 เมตร
เสน้ โครงแผนท.่ี .........ทรานสเวอร์
พมิ พเ์ ม่ือ..................................
มาตราสว่ นนำเขา้ 1
แหลง่ ขอ้ มลู
- แผนท่ภี มู ปิ :ระ5เท0ศท,0กร0มแ0ผนทท่ี หาร
- ภาพถา่ ยดาวเทยี มจังหวัดกาฬสนิ ธ์ุ ปี พ.ศ. 2541 และ 2542
- กรมอตุ นุ ิยมวิทยา กระทรวงคมนาคม
ภาพที่ 2-14 แผนที่แสดงพื้นทท่ี ม่ี ีความเส่ยี งต่อการเกิดโรคพยาธใิ บไม้ตับในโค-กระบือ
ของจังหวัดกาฬสนิ ธ์ุ ประจำเดือนพฤศจกิ ายน
(ทีม่ า : สำนักงานพฒั นาเทคโนโลยีอวกาศและภมู ิศาสตรส์ ารสนเทศ)
24
การศึกษาครั้งนี้สามารถพัฒนาเป็นแบบจำลองในการกำหนดพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคพยาธิ
ใบไม้ตับในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือได้และยังสามารถพัฒนาเป็นแผนที่แสดงความเสี่ยงต่อ
การเกิดโรคพยาธิใบไม้ตบั เพ่อื เป็นสญั ญาณบอกเหตุในการป้องกนั โรคได้อีกด้วย
2.1.6.2 ระบบสารสนเทศพ้ืนท่เี สยี่ งภัยแลง้
ความแห้งแล้งเป็นปัญหาหลักที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย ภัยแล้งที่เกิดขึ้นมีหลาย
สาเหตุด้วยกัน ทั้งปัญหาปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอ และการกระจายของฝนไม่ทั่วถึง พื้นที่ไม่มีแหล่ง
เก็บกักน้ำเพียงพอ และความสามารถท่ีจะอุ้มน้ำของดินต่ำ ตลอดจนแหล่งน้ำต่าง ๆ ที่มีอยู่ตื้นเขิน
ทำให้นำ้ ไหลบา่ ลงสู่แมน่ ้ำสายหลกั ตา่ ง ๆ และไหลลงทะเล สถานะภาพของภัยแลง้ เป็นปญั หาทีร่ ฐั บาล
ทกุ ยคุ ทกุ สมัยให้ความสำคัญมาเป็นลำดับ
ภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจทรัพยากร เป็นเครื่องมือชนิดหน่ึงทส่ี ามารถให้ข้อมลู เป็นบริเวณกว้าง
บ่งบอกสถานะของภัยแล้งได้ทั้งทางตรง และทางอ้อม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ที่จะกำหนด
ขอบเขตภัยแล้งสามารถจัดทำด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ซึ่งจะกำหนดความหนักเบาของพื้นที่
ทั้งนี้จะมีข้อมูลที่เป็นแหล่งในการวิเคราะห์หลายอย่างด้วยกัน เช่น ภาพถ่ายดาวเทียมแผนที่
ภูมิประเทศ ข้อมูลธรณีวิทยา เป็นต้น ข้อมูลที่เป็นองค์ประกอบเหล่านี้สามารถปรับแปลงแก้ไขได้
เมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนไปหรือมีการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ขึ้น ฐานข้อมูลที่ได้รับจะจัดเป็นชั้น ๆ
และเอื้อประโยชน์โดยตรง ในการเป็นฐานใช้วิเคราะห์เชิงผสมผสาน และหากปรับปรุงให้ทันต่อ
เหตุการณ์ก็จะสามารถใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้ด้วย ดังนั้นการทำโครงการพัฒนาระบบ
สารสนเทศพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดมาตรการ
วางแผนงานชว่ ยเหลือราษฎรไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพตามลำดบั ความสำคญั
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างข้อมูลเชิงพื้นที่ และพัฒนาระบบสารสนเทศพื้นที่เกี่ยวกับ
สถานะภาพพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และข้อมูลดาวเทียมสำรวจ
ทรพั ยากร
พื้นทศี่ กึ ษาครอบคลุม 19 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ การวเิ คราะห์พน้ื ท่ีเสี่ยงภัยแล้ง
ใช้การซ้อนทับเชิงเมตริก (Matrix Overlay) ของพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งเชิงอุตุนิยมวิทยา แผนที่เสี่ยงภัย
แลง้ เชงิ อุทกวิทยา และแผนทเี่ ส่ียงภัยแล้งเชงิ กายภาพ
แผนที่เสี่ยงภัยแล้งเชิงอุตุนิยมวิทยา ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลน้ำฝนเฉลี่ยรายปี 264 สถานี
และประมาณคา่ ด้วยวิธี Kriging และแบ่งระดับพื้นท่เี สี่ยงภยั แลง้ ดว้ ยวธิ ี Decile Range
25
แผนที่เสี่ยงภัยแล้งเชิงอุทกวิทยา ได้จากข้อมูลแหล่งน้ำผิวดิน ข้อมูลขอบเขตชลประทาน
โดยพิจารณาความเสี่ยงเป็นระยะทางด้วยการใช้การ สร้างพื้นที่กันชนห่างจากแหล่งน้ำ
และนำไปซอ้ นทับกบั แผนท่ซี ึง่ ได้จากการใช้ข้อมลู ความหนาแน่นของลำน้ำกับแหล่งนา้ ใต้ดนิ
แผนที่เสี่ยงภัยแล้งเชิงกายภาพ ได้จากการวิเคราะห์ซ้อนทับระหว่างภูมิสัณฐานกับสภาพการ
ระบายนำ้ ของดนิ รว่ มกบั สภาพการใช้ท่ีดินในกรณีของภูมิสัณฐาน ถอื วา่ พน้ื ทตี่ ่ำมีความชุ่มชื้นมากกว่า
พ้ืนทส่ี ูง สว่ นการระบายนำ้ เรว็ จะแห้งกว่าการระบายนำ้ ช้า การใช้ทีด่ ินจะเปน็ สิ่งทบี่ ง่ บอกถึงความชุ่ม
ชื้นหรือแห้งแลง้ ของดิน เชน่ ปา่ ไม่ผลดั ใบจะชน้ื กวา่ ป่าผลดั ใบ หรือนาขา้ วจะชื้นกว่าพชื ไร่ เปน็ ต้น
การที่จะกำหนดว่าพื้นที่ใดเสี่ยงภัยแล้งมากหรือน้อยได้ใช้การวิเคราะห์ร่วมโดยใช้แผนที่เสี่ยง
ภัยเชิงอุตุนิยมวิทยา เชิงอุทกวิทยา และเชิงกายภาพ นอกจากนี้ได้ประมวลผลหมู่บ้านที่มีปัญหา
เกี่ยวกบั ความแห้งแล้งเชิงเกษตรกรรม และหม่บู า้ นท่ีมปี ัญหาเกยี่ วกับนำ้ ด่ืมโดยแสดงการกระจายเชิง
พื้นท่ใี นระดับตา่ ง ๆ ทวั่ ภูมภิ าค การผสมผสานขอ้ มลู เพ่ือวเิ คราะห์พ้ืนที่เส่ียงภัยแลง้ ไดแ้ สดงในภาพท่ี
2-15
สภาพการระบายน้ำของดนิ สภาพการไหลป่าของน้ำ สภาพการใช้ประโยชน์ทีด่ นิ
จากภาพถ่ายดาวเทยี ม
ขอ้ มลู ปรมิ าณนำ้ ขอ้ มูลน้ำท้ิง
แผน่ ที่เสีย่ งภัยแล้ง
ป่าไม้และแหล่งน้ำ หมู่บา้ นที่ประสบปัญหา
สภาพภูมิประเทศ สภาพความลาดชัน ภูมิสณั ฐาน ขอ้ มูลอุทกธรณวี ิทยา
ภาพที่ 2-15 แนวทางการวิเคราะห์พนื้ ทเ่ี สี่ยงภัยแลง้
(ทม่ี า : สำนักงานพฒั นาเทคโนโลยอี วกาศและ
ภูมศิ าสตรส์ ารสนเทศ)
26
การสำรวจภาคสนามในเชงิ เศรษฐกิจ และสงั คม เกี่ยวกบั ปญั หาความแห้งแล้ง ได้ดำเนนิ การทำ
แบบสอบถาม จากกลุ่มหมู่บ้านที่ประสบภาวะภัยแล้งซ้ำซาก ร่วมกับข้อมูล กชช2ค ข้อมูลจาก
สำนกั งานปอ้ งกันจังหวัด ขอ้ มูลการสง่ เสริมการเกษตรของกรมสง่ เสรมิ การเกษตร
ผลการศึกษาในครั้งนี้ได้แสดงแผนที่ของข้อมูลองค์ประกอบการวิเคราะห์จำนวนทั้งสิ้น 19 ชั้น
ข้อมูลรวมทั้งแผนที่เสี่ยงภัยแล้งเชิงอุตุนิยมวิทยา เชิงอุทกวิทยา และเชิงกายภาพ ตลอดจนแผนท่ี
ภยั แล้งโดยรวมจากลกั ษณะความเสยี่ งแบบต่าง ๆ ดังท่แี สดงในภาพที่ 2-16
ภาพที่ 2-16 แผนท่เี ส่ยี งภัยแลง้
(ที่มา : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยอี วกาศและ
ภมู ศิ าสตร์สารสนเทศ)
2.2 ระบบพกิ ัดในแผนท่ี
เนื่องจากโลกเป็นทรงกลมเมื่อมีการกำหนดตำแหน่งต่าง ๆ บนโลก จึงต้องถ่ายทอดตำแหน่ง
จากพื้นที่จริงลงมาสู่แผนที่ด้วยระบบพิกัด โดยระบบพิกัดแผนท่ี คือ การอ้างอิงตำแหน่งของโลกท่ี
ถ่ายทอดลงมาสู่แผนที่ซึ่งมีลักษณะแบนราบ โดยกำหนดให้มีจุดกำเนิดของพิกัดอยู่บนผิวโลก
และมีลักษณะเป็นระบบพิกัดฉาก อันเกิดจากการตัดกันของแกนสมมติ ตั้งแต่ 2 แกนขึ้นไป
ระบบพิกัดแผนที่มีอยู่ด้วยกันสองชนิด คือ ระบบพิกัด 2 มิติ และระบบพิกัด 3 มิติ ซึ่งพิกัดเหล่านี้ได้
อ้างองิ กบั ตำแหนง่ บนโลกด้วยระบบพกิ ดั ทางภมู ิศาสตร์
2.2.1 ระบบพกิ ัดภมู ศิ าสตร์ (Geographic Coordinate Systems)
เป็นระบบพิกัดที่กำหนดตำแหน่งต่าง ๆ บนพื้นโลก ด้วยวิธีการอ้างอิงบอกตำแหน่งเป็นค่า
ระยะเชิงมุมของละติจูด (Latitude) และลองจิจูด (Longitude) ตามระยะเชิงมุมที่ห่างจากศูนย์
กำเนิดของละตจิ ูดและลองจิจูดที่กำหนดขึ้นสำหรับศูนย์กำเนดิ ของละตจิ ูด (Origin of Latitude) นั้น
กำหนดขึ้นจากแนวระดับที่ตัดผ่านศูนย์กลางของโลกและตั้งฉากกับแกนหมุน เรียกแนวระนาบศูนย์
27
กำเนิดนัน้ วา่ เสน้ ระนาบศนู ยส์ ูตรซงึ่ แบ่งโลกออกเป็นซีกโลกเหนอื และซกี โลกใต้ ฉะนนั้ ค่าระยะเชิงมุม
ของละติจูด จะเป็นค่าเชิงมุมที่เกิดจากมุมที่ศูนย์กลางของโลก กับแนวระดับฐานกำเนิดมุมที่เส้น
ระนาบศนู ยส์ ูตร โดยวดั คา่ ของมมุ ออกไปทางซีกโลกเหนือ และทางซกี โลกใต้ คา่ ของมุมจะสิ้นสุดที่ข้ัว
โลกเหนอื และข้ัวโลกใต้ มคี า่ เชิงมมุ 90 องศาพอดี ดังนั้นการใชค้ ่าระยะเชิงมมุ ของละตจิ ูดอ้างอิงบอก
ตำแหน่งต่าง ๆ นอกจากจะกำหนดเรียกค่าวัดเป็น องศา ลิปดา และพิลิปดา แล้ว จะกำกับด้วย
ตัวอักษรบอกทิศทางเหนือหรือใต้เสมอ เชน่ ละติจูดท่ี 30 องศา 20 ลิปดา 15 พิลปิ ดาเหนือ แสดงดัง
ภาพที่ 2-17
ภาพที่ 2-17 แสดงละติจูด และลองจจิ ดู ของพื้นพิภพ
(ที่มา : สำนกั งานพฒั นาเทคโนโลยีอวกาศและ
ภูมิศาสตร์สารสนเทศ)
ส่วนศูนย์กำเนิดของลองจิจูด (Origin of Longitude) นั้น กำหนดขึ้นจากแนวระนาบทางตั้งท่ี
ผ่านแกนหมุนของโลกตรงบริเวณตำแหน่งบนพื้นโลกที่ผ่านหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ เมืองกรีนิช
(Greenwich) ประเทศอังกฤษ เรียกศูนย์กำเนิดน้ีว่า เส้นเมริเดียนแรก (Prime Meridian) เป็นเส้นท่ี
แบง่ โลกออกเปน็ ซีกโลกตะวันตก และซีกโลกตะวนั ออก
ค่าระยะเชิงมุมของลองจิจูดเป็นค่าที่วัดมุมออกไปทางตะวันตก และตะวันออกของเส้นเม
ริเดียนแรกวัดจากศูนย์กลางของโลกตามแนวระนาบที่มีเส้นเมริเดียนแรกเป็นฐานกำเนิดมุม
ค่าของมุมจะสิ้นสุดที่เส้นเมริเดียนตรงข้ามกับเส้นเมริเดียนแรกซึ่งมีค่าของมุมซีกโลกละ 180 องศา
28
การใช้ค่าอ้างอิงบอกตำแหน่งใช้เรียกกำหนดเช่นเดียวกับละติจูด แต่ต่างกันที่ต้องบอกเป็นซีกโลก
ตะวันตกหรือซีกโลกตะวนั ออกแทน เช่น ลองจิจดู ท่ี 90 องศา 20 ลปิ ดา 45 พลิ ิปดาตะวันตก
2.2.2 ระบบพิกัดแผนที่ GLO (General Land Office Grid System)
เป็นระบบพิกัดแผนที่อีกชนิดหนึ่งท่ีใช้ในการแบ่งพ้ืนท่ีสำรวจเพ่ือจัดทำแผนที่ภูมิประเทศมักใช้
ในการอ่านและการทำแผนที่ธรณีวิทยา ระบบพิกัดนี้มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วน ๆ และให้
ความหมายในแต่ละสว่ นดงั น้ี
1) เส้นฐาน และเส้นเขตเมือง (Base Line and Township Line) ในบริเวณที่สำรวจเส้น
ละติจูดที่ใช้ในการอ้างอิง (จะเป็นเส้นใดก็ได้) เรียกว่าเส้นฐาน เส้นขนานเหนือ และใต้เส้นฐานใน
ระยะห่างกนั ทกุ 6 ไมล์ คือ เสน้ เขตเมือง
2) เส้นเมริเดียนหลัก และเส้นพิสัย (Principal Meridian and Range Line) เส้นลองจิจูดที่
ใช้อ้างอิงในการสำรวจ เรียกว่า เส้นเมริเดียนหลัก จุดที่ตัดกับเส้นฐานเรียกว่า จุดเริ่มต้น
(Initial Point) เส้นที่ลากขนานกับเส้นเมริเดียนหลัก ไปทางตะวันออกและตะวันตกในระยะห่างทุก
6 ไมล์ คือ เสน้ พสิ ยั
3) เขตเมือง คือ พื้นที่จัตุรัสกว้างด้านละ 6 ไมล์ ซึ่งล้อมรอบด้วยเส้นเขตเมือง และเส้นพิสัย
พื้นที่ 36 ตารางไมล์นี้ กำหนดได้โดยใช้ตำแหน่งซึ่งหา่ งจากเส้นฐาน และเส้นเมริเดียนหลกั เช่น 2N.,
R.1W. อยู่ในเส้นเขตเมอื ง ที่ 2 เหนอื จาก เสน้ ฐาน และเสน้ พสิ ัย ท่ี 1 ตะวันตกของเสน้ เมรเิ ดียนหลัก
4) ส่วนย่อย (Section) พื้นที่ 36 ตารางไมล์ ของเส้นเขตเมืองแบ่งออกเป็นรูปจัตุรัส 36 รูป
มพี นื้ ท่ีรูปละ 1 ตารางไมล์ พ้ืนที่ 1 ตารางไมลน์ ้ีเรยี กวา่ สว่ นยอ่ ย
5) แผนที่รูปสี่เหลี่ยม (Quadrangle) แผนที่ภูมิประเทศซึ่งแบ่งตามระบบนี้ โดยปกติเป็นรูป
สี่เหลี่ยมผืนผ้า เรียกว่า แผนที่รูปสี่เหลี่ยม พื้นที่ของแผนที่รูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบด้วยลองจิจูดทางทิศ
ตะวันออก และตะวันตก ละติจูดทางทิศเหนือ และใต้ ชื่อของแผนที่รูปสี่เหลี่ยมเรียกตามชื่อเมือง
สำคญั หรอื ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศทเ่ี ด่นในแผนท่ฉี บบั
2.3 ระบาดวิทยา (Epidemiology)
“Epidemiology” มาจากรากภาษากรีก 3 คำ คือ Epi = Upon, Demos = People
และ Logos = Study ระบาดวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการเกิด การกระจาย และปัจจัยท่ี
เกี่ยวข้องของโรคหรอื ภัยสุขภาพที่เกิดกับกลุ่มประชากร ผู้คนเข้าใจว่าเป็นศาสตรท์ ี่ว่าด้วยโรคระบาด
หรือโรคติดเชื้อ แต่แท้จริงแล้วระบาดวิทยาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของโรคระบาดและโรคติดเช้ือ
เพียงแต่ตอนก่อร่างสร้างตัวนั้นมาจากพื้นเพของโรคติดเชื้อ และโรคระบาดเท่านั้น ในปัจจุบันมีการ
29
ประยุกต์ศาสตร์ทางด้านนี้ไปในอีกหลายด้านทั้งโรคไม่ติดต่อ โรคจากการประกอบอาชีพ โรคจาก
สิ่งแวดลอ้ ม รวมถึงระบาดวิทยาคลนิ กิ เพอื่ ทำให้การดูแลรกั ษาพยาบาลมีประสิทธภิ าพ และได้ผลดี
2.3.1 จดุ มุ่งหมายของระบาดวิทยา
วิชาการแพทยเ์ นน้ การรักษาผู้ป่วยแตล่ ะรายให้หายและกลับมามชี วี ติ ที่เปน็ ปกติสุข แต่ระบาด
วิทยาเน้นการปกป้องให้กลุ่มประชากรมีสุขภาพดี มิให้เจ็บป่วย เมื่อมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นก็พยายาม
ป้องกันมิให้มีการแพร่ระบาดในวงกว้าง จัดการให้การระบาดสงบลงอย่างรวดเรว็ และเกิดผลกระทบ
ต่อการดำเนินชีวิต และความสงบสุขของสังคมให้น้อยที่สุด ดังนั้นระบาดวิทยาจึงกลายเป็นศาสตร์ที่
สำคญั สำหรับการดำเนนิ งานทางด้านสาธารณสุข
2.3.2 หลกั คิดสำคญั ทางระบาดวิทยา
เนื่องจากจุดมุ่งหมายของระบาดวิทยาก็เพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกัน และควบคุมโรคใน
ประชากร ดังนั้นจึงต้องรู้ถึงหลักคิดที่สำคัญเพื่อได้ข้อมูล และความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการเกดิ ขึ้น ตั้งอยู่
และดับไปของโรค หรือภัยที่คุกคามสุขภาพอย่างน้อยใน 3 ด้านคือ เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคภัย
สุขภาพ (Determinants), การกระจาย (Distribution) และ ธรรมชาติของโรค (Natural History of
Diseases) ดังน้ี
2.3.2.1 เหตปุ จั จัยที่ทำให้เกดิ โรคภยั สุขภาพ (Determinants)
โรคหรือปัญหาทางด้านสุขภาพไม่ได้เกิดด้วยความบังเอิญแต่เกิดจากการเสียสมดุลของเหตุ
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง (Determinants) ซึ่งทางระบาดวิทยามักจะแบ่งปัจจัยออกเป็น 3 กลุ่มคือปัจจัย
เกี่ยวข้องกับคน (Host) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตวั ก่อโรค (Agent) และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม
(Environment) เรยี กความสัมพนั ธ์ของทั้งสามปัจจัยนี้ว่า Epidemiologic Triad
2.3.2.1.1 ปัจจัยเกี่ยวข้องกับคน (Host) ปัจจัยท่ีเกี่ยวข้องกับคน
และเปน็ ตวั กำหนดว่าทำไมบางคนป่วย บางคนไม่ปว่ ย ประกอบดว้ ย
1) พันธุกรรม : คนบางคนมีพันธุกรรมที่จะเป็นโรคบางโรคได้ง่าย เช่น เบาหวาน มะเร็งลำไส้
ใหญ่ ฯลฯ เราแก้ไขพันธุกรรมไม่ได้ แต่ทำให้คนที่มีพันธุกรรมดูแลตัวเองให้มากขึ้น
หรอื เขา้ กระบวนการคดั กรองบางอยา่ งในช่วงท่ีเสี่ยงต่อการเกิดโรค จะไดแ้ ก้ไขทัน
2) เพศ : บางโรคมักเลือกเพศ เช่น นิ่วในถุงน้ำดี เป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เราไม่สามารถ
แกไ้ ขเพศไดจ้ งึ ตอ้ งระวงั ตัวใหม้ ากขน้ึ
3) อายุ : บางวยั เสีย่ งตอ่ บางปญั หามากกวา่ วยั อ่ืน ๆ เช่น คนแก่ มักจะมปี ญั หาโรคกระดกู พรุน
ทำให้เกิดกระดูกหักเวลาหกล้ม เราแก้ไขอายุไม่ได้ แต่ถ้ามีการเพิ่มการออกกำลังกาย ทานอาหาร ที่
มปี ระโยชน์ และออกแบบบา้ นหรอื ห้องน้ำให้ลดการลน่ื หกล้ม กจ็ ะลดความเสี่ยงได้
30
4) ภูมิต้านทานต่อโรค : คนที่เคยป่วย หากมีภูมิต้านทาน แล้วก็มักจะไม่เป็นอีก ดังนั้นหากมี
วคั ซนี ป้องกันโรคก็ควรต้องหามาฉีด เช่น วัคซนี ป้องกนั คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โรคหดั ตับอักเสบบี
ไข้หวดั ใหญ่ ฯลฯ การฉดี วัคซีนก็เหมือนนักมวยท่ีหมนั่ ฝึกซ้อมก่อนเจอคู่ชก ถา้ อ่อนซ้อมก็คาดคะเนได้
วา่ มีโอกาสโดนนอ็ คโดยโรคตา่ ง ๆ ไดง้ า่ ย
5) การศกึ ษา : คนท่ีมีการศึกษาดีมักจะดูแลสุขภาพดีกว่าผู้มีการศึกษาน้อยกว่า เช่น ผู้ติดเช้ือ
เอดส์ส่วนใหญ่มักมีการศึกษาน้อย ต้องใช้แรงงาน ขาดความรู้ความเข้าใจในการป้องกันโรค
ดังนั้นสังคมควรลงทุนให้ เด็ก ๆ มีการศึกษาอย่างน้อยในระดับมัธยม และการศึกษาก็ควรเป็น
การศึกษาเพ่อื ชวี ติ รู้จกั ดแู ลตนเองและสงั คม ไม่ใชเ่ พอื่ ทำงานเฉย ๆ
6) ความเชื่อทางศาสนา : บางความเชื่อทำให้เสี่ยงต่อการติดโรคต่าง ๆ เช่น ความเชื่อบาง
ลัทธิในอเมริกาห้ามฉีดวัคซีน ทำให้เกิดโรคระบาดที่ควรป้องกันได้ด้วยวัคซีน ดังนั้นจึงต้องหาทาง
พูดคุยกับผู้นำทางศาสนาหรือผนู้ ำลัทธคิ วามเช่อื ให้มีการอนโุ ลมผ่อนปรน
7) อาชีพ : บางอาชีพทำให้ต้องสัมผัสกับเชื้อโรคบางอย่างได้มากกว่าคนอาชีพอื่น ๆ
เช่น เกษตรกรเลี้ยงแพะเสี่ยงต่อโรคบลูเซลโลซิสมากกว่าชาวไร่ที่ปลูกผลไม้ เกษตรกรเหล่านี้ต้องรู้วา่
อาจมเี ชือ้ โรคในสงิ่ คดั หลั่ง ต่าง ๆ จากแพะ โดยเฉพาะเวลาทแ่ี พะแทง้ หรอื ป่วย
8) รายได้ : ผู้มีรายได้นอ้ ยมกั เจ็บป่วยมากกว่าผู้มีฐานะดี เชน่ เปน็ โรคขาดสารอาหาร โรคจาก
การประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยง หากเราสามารถทำให้ประชาชนมีรายได้ดีจนพ้นระดับยากจนได้
ก็ควรต้องรบี ทำ หากทำไม่ได้ก็ต้องมีระบบที่ปกป้องสขุ ภาพของผู้มีรายได้น้อยให้เท่าเทียมคนกลุ่มท่มี ี
ฐานะดี
9) การมีคู่ครอง : คนแก่ที่มีคู่ครองมักมีชีวิตยืนยาวกว่าคนที่อยู่ตัวคนเดียว สำหรับคนที่ไม่มี
คู่ครองก็ควรต้องให้อยกู่ บั ญาติเพ่ือชว่ ยดูแล
10) พฤติกรรม : หากมีพฤติกรรมเสยี่ งกจ็ ะทำให้เกดิ การเจ็บป่วยงา่ ย เชน่ ชอบสุบุหรี่ ด่ืมสุรา
เอาแต่เที่ยวก็จะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เป็นมะเร็ง ติดเอดส์ แต่หากมีพฤติกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพ
ก็จะทำใหก้ ารเจ็บป่วยนอ้ ยลง ตรงไปตรงมา
2.3.2.1.2 ปัจจัยทเี่ กีย่ วข้องกบั ตัวกอ่ โรค (Agent)
Agent ในสมยั ก่อนเรามักจะหมายถึงเชื้อโรค Infectious Agent เช้ือโรคแตล่ ะชนดิ ก็ทำให้เกิด
การป่วยที่แตกต่างกัน แม้แต่ในเชื้อเดียวกันแต่ต่างสายพันธ์ก็ทำให้เกิดความรุนแรงแตกต่างกันการ
ระบาดในวงกว้างมักจะเกิดจากเชื้อสายพันธ์ใหม่ ๆ ที่ประชาชนไม่ค่อยจะมีภูมิต้านทาน
เช่น เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ดังนั้นการศึกษาเรื่องเชื้อโรคจึงต้องดูว่าเป็นสายพันธ์อะไร
มีแบบแผนการดอื้ ตอ่ ยาอย่างไร เปลี่ยนแปลงไปหรอื ไม่ ฯลฯ
31
ในปัจจุบนั คำว่า Agent ไม่ไดห้ มายถึงเชอ้ื โรคเท่าน้นั แตย่ ังหมายถงึ
- Chemical Agent ไดแ้ ก่ สารเคมตี า่ ง ๆ เชน่ สารพิษในบุหร่ีทีเ่ ราสูบ ยาฆา่ แมลง สารโลหะ
หนกั ท่ีทำอันตรายต่อสขุ ภาพ เช่น พษิ จากสารตะกวั่ พษิ จากแคดเมียม
- Radioactive Agent กัมมันตภาพรังสีที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วย เช่น กรณีการป่วย การตาย
จากโคบอลท์ 60 ที่จังหวัดสมุทรปราการในไทย หรือโรงงานไฟฟ้าปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระเบิดที่เชอร์โน
บิลในประเทศรัสเซยี
- Energy Agent คอื พลังงานตา่ ง ๆ ที่ก่อใหเ้ กดิ การบาดเจบ็ เช่น รถชนคนตายได้เพราะว่ิงมา
เร็วมพี ลังงานสูงเมื่อชนคนก็ถ่ายพลังงานมาปะทะคนจนกระเด็นและบาดเจ็บตาย หากรถวิ่งมาช้ามาก
พลังงานก็น้อย ชนคนก็อาจเพียงแค่ล้มบาดหรือเจ็บถลอก ในกรณีที่คนเสียชีวิตจากปืน ก็เป็นผลรวม
ของพลังงานที่ขับเคลื่อนให้ลูกปืนทะลุทะลวงร่างกายทำอันตรายอวัยวะต่าง ๆ ในอเมริกาถึงกับมี
ระบาดวทิ ยาศกึ ษาวา่ จะลดการปว่ ย การตายจากปนื ได้อย่างไร
- สารเสพติดต่าง ๆ (Addict Agent) เชน่ เหลา้ ยาบ้า ฝ่นิ เฮโรอีน
- ยารักษาโรค (Pharmaceutical Agent) ก็สามารถทำอันตรายต่อร่างกายได้ จึงต้องมีการ
เฝ้าระวังผลข้างเคียงจากการใช้ยา ตัวอย่างเช่น การใช้ยา Thalidomide เพื่อรักษาอาการแพ้ท้องใน
หญงิ ต้ังครรภ์ จนทำให้เกิดความพิการในทารกจำนวนมากในชว่ งปลายทศวรรษ 1950 และในปี 1961
ไดม้ กี ารสัง่ ถอนตำรบั ยานี้ออกไป
เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี สังคมนั้น ๆ ต้องออกกฎหมาย กฎระเบียบ มาตรการทางภาษี
หรือแนวปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อควบคุมมิให้ Agent ที่เป็นอันตรายเพิ่มจำนวนและเข้าไปถึงประชาชนได้
ง่าย ๆ เช่น การออกกฎหมายควบคุมการโฆษณา การขายบหุ รแ่ี ละสรุ า การควบคมุ การปลอ่ ยสารเคมี
จากโรงงานสู่ธรรมชาติ การควบคุมอาวุธ การควบคุมการใช้ยาและสารเสพติด ฯลฯ การจะควบคุม
Agent ไดน้ น้ั มีส่วนเกยี่ วข้องกบั ส่งิ แวดล้อมและระบบทางสังคม
2.3.2.1.3 ปัจจัยท่เี กยี่ วข้องกบั สงิ่ แวดลอ้ ม (Environment)
หากเข้าข้างคนก็จะทำให้สุขภาพดี แต่หากเข้าข้าง Agents ก็จะทำให้มีภัยคุกคามสุขภาพมาก
ขึ้นเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศโซมาเลียในทวีปแอฟริกากำลังเกิดการอดอยากแสนสาหัส
เพราะฝนไม่ตกมาเป็นปี ๆ อาหารการกินและน้ำมีไม่พอ เด็ก ๆ ป่วยเป็นโรคขาดสารอาหารมากกว่า
รอ้ ยละ 50 แต่ละวนั มีคนเสียชีวติ มากกว่า 2 ต่อหมน่ื ประชากร ซึ่งนับวา่ สงู มากจนเป็นภาวะฉุกเฉินที่
ต้องรีบระดมความช่วยเหลือ นักวิชาการสาธารณสุขจึงต้องสนับสนุนให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ลดปัญหา
โลกร้อน และสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติ หากปล่อยให้มีสงครามกลางเมือง คนจะตายทั้งจาก
ความรนุ แรงและโรคภัยไขเ้ จ็บ
32
นอกจากสงิ่ แวดล้อมตามธรรมชาติหรือทางกายภาพแลว้ ระบบเศรษฐกิจสงั คมและการเมืองยัง
ถือเป็นส่วนหนึง่ ของสิง่ แวดล้อมมนษุ ย์ทีเ่ ราเรยี กวา่ Social Determinants นักวิชาการหลายคนแยก
Social Determinants ออกมาเพราะมีความสำคัญมากกว่าปัจจยั ตวั อืน่ ๆ เชน่ การควบคุมโรคเอดส์
ต้องประสบกบั ปัญหาการกีดกนั ผู้ติดเชื้อหรือผปู้ ่วย ขาดสิทธมิ นุษยชนขั้นพน้ื ฐาน หากไม่แก้ไขปัจจัยนี้
ก็ไม่อาจที่จะควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ เพราะผู้ติดเชือ้ หรอื ผู้ป่วยจะไม่ยอมเปิดเผยตัว เข้าไม่
ถึงบรกิ ารปอ้ งกนั ควบคุมโรค หรือการรกั ษาพยาบาล แต่ยงั คงแพรเ่ ช้อื ต่อไปเรื่อย ๆ
2.3.2.2 การกระจาย (Distribution)
ทางระบาดวิทยาจะพยามยามวิเคราะห์แบบแผนการกระจายตามเวลา (Time) สถานท่ี
(Place) และบุคคล (Person) ยกตัวอย่างเช่น โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อ Japanese Encephalitis
มักจะเกิดในช่วงฤดูฝนเพราะต้องอาศัยยุงรำคาญที่อยู่ในท้องนาเป็นตัวนำเชื้อจากสุกรมาปล่อยเข้าสู่
คนโดยการกดั โรคนเ้ี กดิ ในชนบท ผปู้ ว่ ยมกั เป็นเด็กในวัยเรยี น เพราะยังไมม่ ภี ูมติ ้านทานและเป็นวัยท่ี
วิ่งเล่นรอบบ้านโดนยุงกัดง่าย ไม่เลือกเพศเป็นทั้งชาย และหญิงไม่แตกต่างกัน ไม่เลือกศาสนาเป็น
หมดทง้ั พุทธ ครสิ ต์ อสิ ลาม
เมื่อคราวเกิดการระบาดของโรคนิปาห์ไวรัสในมาเลเซียตั้งแต่ตุลาคม 2541 ถึง 31 มีนาคม
2542 มีผู้ป่วย 208 ราย เสียชีวิต 71 ราย ในระยะแรกหน่วยงานสาธารณสุขของมาเลเซียเข้าใจว่า
เป็นไข้สมองอักเสบจากเชื้อ Japanese Encephalitis จึงได้ดำเนินการควบคุมโรคโดยพ่นทำลายยุง
และระดมฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ให้กับชาวบ้าน แต่ก็ควบคุมไม่ได้สักที เมื่อมีการวิเคราะห์แบบ
แผนการกระจายของโรคกพ็ บว่าแตกต่างจาก Japanese Encephalitis หลายด้าน ท่ีสำคญั คอื ผ้ปู ่วย
เกือบทั้งหมดเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้ชาย เป็นคนจีน ทั้ง ๆ ที่คนมาเลย์เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
ไม่ค่อยมีคนอิสลามเป็น ฯลฯ สุดท้ายแล้วพบว่าการระบาดของไข้สมองอักเสบที่ว่านี้เกิดจาก Virus
ตัวใหม่เรียกตามชื่อหมู่บ้านที่พบคนป่วยและแยกเชื้อได้ว่าเป็นไวรัส Nipah ไวรัสตัวนี้อยู่ในกระแส
เลือด และสารคัดหลั่งต่าง ๆ ของสุกร คนมาเลย์รังเกียจสุกร เกษตรกรที่เลี้ยงสุกรจึงเป็นคนเชื้อชาติ
จนี และเปน็ ผใู้ หญ่ที่เปน็ ผชู้ าย จึงเป็นกลุ่มทีต่ ดิ เชือ้ มาก และเสยี ชีวติ การเขา้ ใจแบบแผนการกระจาย
ของโรคต่าง ๆ จะช่วยในการวินิจฉัยโรค และสอบสวนโรค เหมือนการจับผู้ร้าย ผู้ร้ายแต่ละคนจะมี
แบบแผนการลงมือประกอบอาชญากรรมที่แตกต่างกนั
2.3.2.3 ธรรมชาติของโรค (Natural History of Diseases)
ปรากฏการณ์ทุกอย่างรวมถึงโรคภัยไข้เจ็บย่อมมีการเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และสิ้นสุด เราเรียกสิ่งน้ี
ว่าธรรมชาติของโรคซึ่งหมายถึงเหตุการณ์ของโรคนับตั้งแต่การเริ่มก่อเกิดในคนและเปลี่ยนแปลงไป
ตามกาลเวลา ความรู้เรื่องธรรมชาติของโรคเริ่มจากความเข้าใจในโรคติดเชื้อ แต่ต่อมาก็นำไปใช้ใน
33
เรื่องโรคไม่ติดเชื้อด้วย โดยทั่วไปหากเราดูเหตุการณ์การเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อในคนก็จะเห็น
เหตุการณ์ 4 ระยะคอื
1) ระยะเสี่ยง (Stage of Susceptibility) ระยะนี้ร่างกายยังเป็นปกติไม่ได้เกิดพยาธิสภาพ
อะไร แต่มีเงื่อนไขของความเสี่ยงที่จะสนับสนุนให้เชื้อโรค สารเคมี หรือภัยสุขภาพ ต่าง ๆ เข้าหาคน
ได้ง่าย และเกิดการเจ็บป่วยตามมา เช่น คนที่มีคู่ทางเพศสัมพันธ์หลายคนแม้ว่าจะยังไม่ติดเชื้อ
หรอื ป่วย แต่กถ็ ือวา่ อยใู่ นระยะเส่ยี งต่อโรคเอดส์ คนที่ไม่ยอมออกกำลงั กายถือว่าอย่ใู นระยะเส่ียงต่อ
โรคหัวใจ
2) ระยะก่อนมีอาการ (Preclinical Stage) ได้แก่ระยะที่ Agent เช่น เชื้อโรค หรือสิ่งที่เป็น
อันตรายได้เข้าสู่ร่างกายแล้ว แต่ยังไม่แสดงอาการ เช่น ได้รับเชื้อเอดส์แล้ว สามารถยืนยันได้ว่ามี
การติดเชื้อแน่นอน แม้จะยังไม่มีอาการแต่ก็สามารถแพร่เชื้อได้เรียก Asymptomatic Infection
ศัพท์ทางระบาดวิทยาที่ประมาณช่วงเวลาตั้งแต่รับเชื้อเข้าร่างกายจนสามารถแพร่เชื้อได้เรียกว่า
Latent Period (แตกตา่ งจาก Incubation)
3) ระยะแสดงอาการ (Clinical Stage) ระยะนี้ Agent ได้ทำให้เกิดพยาธิสภาพจนร่างกายไม่
สามารถทำงานได้ตามปกติ เกิดอาการแสดงของการเจ็บป่วยเริ่มต้น และค่อย ๆ มากขึ้นจนมีอาการ
เต็มขั้น กรณีของการติดเชื้อเอดส์ และมีอาการบางอย่างเรียกว่า HIV Related Diseases
หากมีอาการเต็มขั้นโดยมีการติดเชื้อฉวยโอกาส จึงเรียกว่า AIDS ระยะเวลาจากเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
จนถึงแสดงอาการชัดเจนนี้เรียกว่าระยะฟักตัว Incubation Period ในกรณีที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อแต่เกิด
จากการสัมผัสสารก่อโรค ระยะเวลาตั้งแต่การสัมผัสสารก่อโรคจนถึงมีอาการ มักใช้คำว่า
Latent Period เช่น ผู้สัมผัสสารกัมมันตภาพรังสีที่รุนแรงจะมี Latent Period ประมาณ 5 ปีก่อนที่
จะพบว่าป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดเปน็ ต้น (คำว่า Latent Period ในโรคติดต่อและในโรคไมต่ ิดตอ่ จงึ มี
ความหมายแตกต่างกัน)
4) ระยะสิ้นสุดของโรค (Diminish Stage) เมื่อเกิดโรคแล้ว บางคนหายโดยร่างกายกำจัดเชือ้
หรือสารก่อโรคได้เอง บางคนหายแต่มีความพิการ บางคนตายในเวลาไม่นาน บางคนอยู่รอดแต่ก็จะ
ไปเสยี ชีวติ ในอนาคต
ดังนั้นการศึกษาธรรมชาติของโรคจึงมีข้อมูลอย่างน้อย 2 ด้านที่เกี่ยวพันกันคือการดำเนินไป
ของโรคในช่วงเวลาต่าง ๆ และโอกาสที่จะเกิดผลลัพธ์ต่าง ๆ เมื่อการดำเนินของโรคไปถึงจุดสิ้นสุด
(Disease Progression and Outcomes) ยกตวั อย่างเชน่ ธรรมชาตขิ องโรคเอดส์นั้น ผูต้ ิดเช้ือทุกคน
จะป่วยและเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษา แต่กว่าจะมีอาการนั้นอาจใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ
8-10 ปี เมื่อปรากฏอาการแล้วไม่ได้รับการรักษาก็จะเสียชีวิตทุกรายโดยเฉลี่ยประมาณ 1 ถึง 2 ปี
34
สำหรบั การแพร่เช้ือน้ันสามารถแพร่เชื้อได้หลังติดเชื้อประมาณ 3 เดือนและแพร่เชื้อได้ตลอดจนวาระ
สุดท้าย
2.3.3 โรคหรือปญั หาทางสุขภาพของประชากรสามารถปอ้ งกนั และควบคุมได้
โดยหลักวิชาการเราสามารถที่จะกำหนดมาตรการที่จะนำมาป้องกัน และบรรเทาปัญหาของ
โรคภัยไขเ้ จบ็ ในแต่ละบุคคลไดโ้ ดยแบง่ เป็น 4 ระดบั ดังน้ี
1) Primordial Prevention หรอื การสง่ เสริมสุขภาพ (Health Promotion) เชน่ การสง่ เสริม
ใหป้ ระชาชนหม่นั ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคมุ นำ้ หนกั ลดอาหารหวาน มนั เคม็ เพือ่ จะได้ไม่เส่ียง
ตอ่ การเกดิ โรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ หลอดเลอื ด ในภาษาทางระบาดเราถือว่าเปน็ การป้องกันโดย
การลดความเส่ยี ง (Risk Reduction)
2) Primary Prevention ได้แก่ การใช้มาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเจ็บ หรือ การป่วยใน
นิยามทางระบาดวิทยาคือการลดการป่วยรายใหม่ (Incidence Reduction) ซึ่งมาตรการในระดับน้ี
อาจเปน็
ก) มาตรการป้องกันเฉพาะโรค (Specific Health Protection) เช่น การส่งเสริมให้ใส่
หมวกกนั น็อคขณะขับจกั รยานยนต์ การคาดเขม็ ขัดเวลาขับรถ การใชถ้ ุงยางอนามยั ขณะมีเพศสัมพันธ์
การฉดี วคั ซนี ป้องกันโรค
ข) การสรา้ งเสรมิ ภูมคิ ุม้ กันโรค (Immunization) เชน่ การใหว้ ัคซีนป้องกนั โรคหัด
ค) การทานยาป้องกันล่วงหน้า (Prophylaxis) การให้ยาต้านไวรัสในหญิงตั้งครรภ์ที่ติด
เช้ือเอดส์เพอ่ื ป้องกนั มใิ หล้ ูกติดเชอื้ เอดสจ์ ากแม่
3) Secondary Prevention คือการใช้มาตรการในคนที่ป่วยแล้วเพื่อป้องกันมิให้เกิดอาการ
รุนแรงหรือเสียชีวิต จุดมุ่งหมายอยู่ที่การค้นหาผู้ป่วยและตรวจให้พบในระยะแรก ๆ เพื่อจะได้รีบให้
คำแนะนำการปฏบิ ัตติ ัว และให้การรักษาจะได้ชะลอการปว่ ยออกไป ไม่ใหป้ ่วยมาก ลดระยะเวลาการ
ป่วย หรือลดการเสียชีวิต ในนิยามทางระบาดวิทยาคือการลดความชุกของการป่วย (Prevalence
Reduction) ความชุกคือผู้ที่ป่วยทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการป่วยที่เพิ่งเกิดหรือป่วยมานานแล้ว
เช่น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หากพบในระยะแรกก็สามารถทำการผ่าตัดออกได้ง่าย ยอด
รวมของผู้ป่วยก็จะลดลงไป การคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงและให้การดูแลที่เหมาะสมจะทำให้
ควบคุมระดบั ความดันได้ดี ไมเ่ กิดความเสียหายต่ออวยั วะต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลอื ดสมองตบี ตนั
4) Tertiary Prevention ในกรณีที่ป่วยจนเกิดความพิการและการสูญเสียคุณภาพชีวิต
ก็จะใช้มาตรการเพื่อฟื้นฟู (Rehabilitation) ให้มีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงของเดิม เช่น การใช้กาย
อุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงการฟื้นฟูทางด้านจิตใจ การดูแลรักษาผู้ป่วยติดยาเสพติดชนิดฉีด
35
ในบางประเทศก็ใช้มาตรการให้สาร Methadone ทดแทนตลอดทุกวันแทน ทางระบาดวิทยาอาจ
เรยี กว่าเป็นการลดความพิการ (Disability Reduction)
จริงอยู่ที่ว่าเราต้องดำเนินการป้องกันควบคุมโรคในทุกระดับแต่ในบรรดาการป้องกันมิให้เกิด
โรคในแต่ละปัจเจกบุคคลทั้ง 4 ระดับนั้น การลงทุนทำ Primordial และ Primary Prevention
จะได้ประโยชนม์ ากที่สดุ แตเ่ ป็นทนี่ า่ เสียดายเนื่องจากการปอ้ งกนั ในสองระดับนี้ยังทำกนั น้อย เราจึงมี
ผูป้ ว่ ยจำนวนมาก เลยต้องไปคลกุ อยู่กับการทำ Secondary หรอื Tertiary Prevention ซง่ึ ได้แก่การ
รักษาพยาบาลต่าง ๆ เป็นการลงทุนสูงและการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ไม่ทำก็ไม่ได้ ดังนั้นระบบ
สุขภาพท่ดี จี ึงตอ้ งทำท้งั หมดแต่ต้องพยายามทำการป้องกันใหม้ ากขนึ้ เรอ่ื ย ๆ
2.3.4 การประยกุ ต์ระบาดวิทยาเพื่อการควบคุมโรค (Disease Control) และการแก้ปัญหาทาง
สาธารณสุขอืน่ ๆ
หากเราประยุกต์ใช้แนวคดิ การป้องกนั ท้ัง 4 ระดบั เขา้ กบั โรคใดโรคหนึ่ง หรอื กลุม่ โรคอย่างเป็น
ระบบ และต่อเนื่องในกลุ่มประชากร หรือชุมชนแทนที่จะเป็นปัจเจกบุคคล เราเรียกการดำเนินงาน
แบบนี้ว่า การควบคุมโรค (Disease Control) ดังนั้นการควบคุมโรคในความหมายวงกว้างก็จะ
ครอบคลุมการป้องกันโรคด้วย ไม่ได้หมายถึงการดำเนินงานภายหลังเกิดโรคแล้ว แต่เป็นการ
ดำเนนิ งานต้งั แต่ลดความเส่ยี งในชุมชนลดการแพรร่ ะบาด ลดอัตราป่วย อัตราตาย และความเสียหาย
ทางเศรษฐกิจและสังคมจากโรคใดโรคหนง่ึ
ในการควบคุมโรค ในประชากรจำเป็นตอ้ งตอบคำถามท่ีสำคัญอย่างนอ้ ย 6 ขอ้ ดังน้ี
1) Magnitude หรือขนาดของปัญหา เพื่อให้ทราบว่า ณ ขณะใดขณะหนึ่งขนาดของปัญหา
ของโรคน้ัน ๆใหญโ่ ตเพยี งใด โดยดจู ากความถ่ี และความรนุ แรงของโรค นักระบาดวิทยาจึงจำเปน็ ต้อง
ใช้วิธกี ารวัดความถ่ี และความรุนแรงของโรคอยา่ งเป็นมาตรฐานเดียวกนั ซึ่งส่วนใหญ่จะวัดเป็นอัตรา
ต่อพันหรือต่อแสนประชากร โดยวัดเป็นรายใหม่ (Incidence) หรือทุกรายไม่สนใจว่าเก่าหรือไม่
(Prevalence) การทราบขนาดปัญหาจะสามารถทำให้ไปเปรียบเทียบกับโรคอื่น ๆ เพื่อจัดลำดับ
ความสำคัญ (Prioritization) ในกรณีที่มีขอ้ จำกัดทางด้านทรัพยากร
2) Distribution จำเป็นต้องทราบแบบแผนการกระจายของโรคว่าเกิดมากกับใคร ที่ไหน
เมอ่ื ไร เพ่อื นำมาตรการควบคุมโรคไปใชใ้ หเ้ หมาะกับเวลา สถานท่ี บคุ คล
3) Cause and Determinant จำเป็นต้องทราบว่าอะไรคือสาเหตุ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ
การเกดิ โรค เพือ่ คดิ ค้นมาตรการป้องกนั ควบคุมโรคตั้งแตท่ ตี่ ้นน้ำจนถงึ ปลายทาง