ประวัตโิ ขน และ กำเนดิ โขน
http://art.hcu.ac.th/khon/history3.html
โขนเปน็ นาฏกรรมท่มี ีศลิ ปะเปน็ แบบฉบบั ของตนเอง คาวา่ "โขน" ไม่ทราบแนช่ ดั วา่ มีมา
ตง้ั แต่สมยั ใด ซงึ่ ได้มกี ล่าวไว้ในลิลิตพระลอเลา่ ถึงงานมหรสพในงานพระศพของพระลอและพระเพื่อน
พระแพงวา่ "ขยายโรงโขนโรงรา ทาระทาราวเทยี น" คาวา่ "โขน" มีกลา่ วไวใ้ นหนังสือของชาว
ตา่ งประเทศ เปน็ การกลา่ วถงึ ศิลปะแห่งการเล่นของไทยในรชั สมยั สมเด็จพระนารายณม์ หาราช ซง่ึ
เปน็ ท่ีนิยมและยึดถือเปน็ แบบแผนกันมานาน มีขอ้ สนั นิษฐานว่าโขนน่าจะมาจากคาในภาษาตา่ ง ๆ
ดังน้ี
1. โขนในภาษาเบงคาลี ซึ่งมีคาว่า "โขละ หรือโขล" ซ่ึงเป็นชื่อของเคร่ืองดนตรีประเภทหนัง
ชนิดหนึ่งของฮินดู โดยตัวรูปร่างคล้ายมฤทังคะ (ตะโพน) ส่วนใหญ่เป็นเคร่ืองดนตรีท่ีพวกไวษณพ
นกิ ายในแคว้นแบงกอลนยิ มใช้ประกอบการเล่นชนดิ หน่งึ ทเี่ รียกว่า "ยาตรา" ซึ่งหมายถึง ละครเร่ และ
หากเครือ่ งดนตรีชนิดน้ีไดเ้ คยนาเข้ามาในดินแดนไทยแล้วนามาใช้ประกอบการเลน่ นาฏกรรมชนิดหนึ่ง
เราจึงเรยี กการแสดงชดุ น้ันว่า "โขล" ตามชื่อเครื่องดนตรี
2. โขนในภาษาทมิฬ เริ่มจากคาว่า โขล มีคาเพียงใกล้เคียงกับ "โกล หรือ โกลัม" ในภาษา
ทมิฬ ซึ่งหมายถึงเพศ หรือการแต่งตัวหรือการประดับตกแต่งตัวตามลักษณ ะของเพศ
3. โขนในภาษาอิหร่าน มาจากคาว่า "ษูรัต ควาน" (Surat khwan) ซ่ึงษูรัตแปลว่าตุ๊กตาหรือหุ่น ซ่ึง
ผู้อ่านหรือผู้ขับร้องแทนตุ๊กตาหรือหุ่นเรียกว่า "ควาน" หรือโขน (Khon) ซึ่งคล้าย ๆ กับผู้พากย์และผู้
เจรจาอยา่ งโขน
หากทม่ี าของโขนมาจากคาในภาษาเบงคาลี ภาษาทมิฬและภาษาอหิ ร่าน ก็คงจะมาจากพวก
พอ่ ค้าวาณิช และศาสนาจารย์ของชาวพ้ืนเมอื งประเทศนัน้ ๆ แพรม่ าสู่ดนิ แดนในหมเู่ กาะชวา มาลายู
และแหลมอินโดจีน
4. โขนในภาษาเขมร ในพจนานุกรมภาษาเขมร มีคาว่า "ละคร" แต่เขียนเป็นอักษรว่า "ละ
โขน" ซึ่งหมายถึงมหรสพอย่างหน่ึงเล่นเรื่องต่าง ๆ กับมีคาว่า "โขล" อธิบายไว้ในพจนานุกรมเขมรว่า
"โขล ละคอนชายเล่นเรือ่ งรามเกียรต"์ิ (ธนติ อย่โู พธ์ิ. 2511. : 23 - 29)
จากข้อสันนิษฐานต่างๆ ยังมิอาจสรุปได้แน่นอนว่า "โขน" เป็นคามาจากภาษาใด แต่เม่ือเปิด
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ซึ่งใช้กันในยุคสมัยน้ีก็จะพบว่า โขน หมายถึง การ
เล่นอย่างหน่ึงคล้ายละครรา แต่เล่นเฉพาะในเร่ืองรามเกียรติ์ โดยผู้แสดงสวมหัวจาลองต่าง ๆ ท่ี
เรียกว่า หัวโขน หรืออีกความหมายหนง่ึ หมายถึง ไม้ทต่ี อ่ เสริมหัวเรือท้ายเรือให้งอนเชิดขึน้ ไป เรียกว่า
"โขนเรือ" เรียกเรอื ชนิดหนงึ่ ท่ีมีโขนว่า เรือโขน เชน่ เรอื โขนขนาดใหญ่นอ้ ย เหลือหลาย (ลิลิตพยุหยา
ตรา) หรอื ส่วนสุดทั้ง 2 ขา้ งของรางระนาดหรอื ฆ้องวง ทงี่ อนข้ึนกเ็ รียกว่า "โขน"
อ้างองิ : http://art.hcu.ac.th/khon/history.html
อ้างอิง : http://art.hcu.ac.th/khon/history3.html
ประวตั คิ วำมเป็นมำ
โขนเปน็ นาฏกรรมทรี่ วบรวมเอาศิลปะที่สวยงามแขนงหนง่ึ ครบถ้วนตามขบวน “ระบา รา เต้น”
เข้าไว้ดว้ ยกนั โดยเนน้ หนักในเรื่อง “เต้น” เป็นเอกลกั ษณ์ กล่าวกันโดยติดปากว่า “เตน้ โขน”การเตน้ เป็นลลี า
อันสวยงามทีแ่ สดงออกถงึ พลังหรอื ความเขม้ แข็ง ประกอบกบั การราอาวุธทม่ี าแตโ่ บราณ คอื “กระบี่กระบอง”
อันเป็นยุทธศิลปท่เี น้นรูปแบบลลี าอันสวยงาม ใหเ้ ข้ากับจงั หวะของเคร่ืองดนตรหี รือ “ยุทธดรุ ยิ างค์” และยัง
รวมไว้ดว้ ยการละเล่นทีจ่ ดั ขน้ึ เปน็ พิธีหลวงทส่ี าคัญอย่างหน่ึง คือ “ชกั นาคดึกดาบรรพ์” อนั เป็นตอนหน่ึงของ
เรอ่ื งกาเนิดรามเกียรติ์ตอนกวนนา้ อมฤตจึงกล่าวไวว้ า่ โขน เป็นนาฏกรรมที่รวมเอาศิลปะอันงดงามครบ
กระบวน “ระบา ราเต้น”
โขน เป็นนาฏกรรมทีผ่ ู้แสดงต้องสวมหนา้ กาก ที่เรยี กวา่ “หัวโขน” ทาให้ผ้แู สดงไม่สามารถเปล่งเสียง
ร้องหรอื เจรจาได้ จงึ ต้องมผี ู้พากย์ ผรู้ ้อง และเจรจา ในการดาเนนิ เรื่องผแู้ สดงมหี นา้ ทแ่ี สดงทา่ ทางไปตามบท
ร้องและพากย์ ในสมยั โบราณการเลน่ โขนผ้เู ลน่ จะต้องสวม ผเู้ ลน่ ตวั พระ ตวั นางสวมแตเ่ พยี งชฏาหรอื มงกฏุ
เทา่ นั้น ปล่อยใหเ้ หน็ หน้าจริงของผเู้ ล่นแสดงสีหน้าอารมณไ์ ดต้ ามบท
การเล่นโขนในประเทศไทย จะมกี าเนดิ ข้ึนเมื่อใดนน้ั ไม่มีหลักฐานระบแุ นช่ ัด หากจะยกเอาหลักฐาน
ทางโบราณท่ีเกี่ยวขอ้ งมาพิจารณา จะพบว่า ปรากฏเร่ืองรามเกียรต์ิ อนั เป็นวรรณกรรมของมหากวิ ีภาลทิ าศ
ชาวอินเดยี โบราณที่ปราสาทหนิ พมิ ายปรากฏเรื่องรามเกียรต์อิ ยบู่ นทบั หลงั หนิ ทราย เป็นเร่อื งรามเกยี รตต์ิ อน
นาคบาศก์ ซ่ึงสร้างขึน้ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ แตม่ ไิ ด้กล่าวไวว้ า่ มกี ารเลน่ โขนกนั ในสมัยนน้ั เพราะไม่มี
หลักฐานอ่ืนใดมายืนยนั ได้
การพระราชพธิ อี ยา่ งหนึ่งในสมัยอยุธยาทีน่ า่ จะเปน็ ต้นกาเนิดของการเลน่ โขน คือ การเล่น “ชักนาค
ดึกดาบรรพ์” ซึง่ ปรากฏอยใู่ นกฏมณเฑยี รบาล สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึง่ เขยี นขึ้นในสมัย สมเดจ็ พระบรมไตร
โลกนาถคาวา่ “โขน” เพง่ิ จะมาปรากฏแน่ชัดในวรรณกรรมทแ่ี ตง่ ขน้ึ ในสมัยอยุธยาตอนต้น เรื่องลลิ ิตพระลอ
การเล่นโขนน้ัน เปน็ มหรสพที่เล่นกันเปน็ งานหลวง สาหรบั ต้อนรบั แขกเมืองกันมาอย่างน้อยกต็ ง้ั แตส่ มยั สมเด็จ
พระนารายณ์มหาราช ครน้ั ถึงสมยั รัตนโกสินทร์ ในรัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลก ในรัชกาล
นี้ได้ทรงโปรดให้หัดละครในเร่ืองรามเกียรต์ิ เร่ืองอุณรุธตามแบบอย่างครั้งกรุงเก่า นอกจากนี้มีเรื่องอิเหนาอีก
เร่ืองหน่ึงด้วย การเล่นโขนในรัชสมัยน้ีก็เร่ิมต้นกันอย่างจริงจัง มีการฝึกหัดโขนหลวงขึ้น จากลูกหลานเจ้านาย
พวกผู้ดีท่ีเป็นมหาดเล็ก โขนจึงกลายเป็นการเล่นของผู้ดีมีบรรดาศักดิ์ ในพระราชพิธีซ่ึงแต่เดิมเป็นของผู้ชาย
เล่นเท่านน้ั
หลกั ฐานสาคัญเกีย่ วกบั การเล่นโขนในรัชกาลที่ ๑ ซง่ึ นา่ สนใจมาก กล่าวไวว้ า่ ในพระราชพงศาวดาร
เก่ียวกบั โขนทเี่ ลน่ กลางแปลงในงานฉลองพระอฐั สิ มเดจ็ พระปฐมบรมชนกาธิราช เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙ ในรชั
สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา้ นภาลัย เปน็ ยคุ ทองของการมหรสพยคุ หนึง่ มบี ทละครหลายเรอื่ งปรากฏ
ขึน้ ใหม่ เช่น สังข์ศลิ ปไ์ ชย คาวี รามเกยี รตเ์ิ ป็นต้น ทง้ั ท่ีเจา้ นายทรงแตง่ ขนึ้ และเป็นพระราชนพิ นธ์ ปรากฏ
เจ้านายหลายพระองคแ์ ละขนุ นางหลายท่านได้หัดโขนข้นึ ไว้ในสานักของตน เชน่ โขนของกรมหมนื่ เจษฏา
บดินทร์ กรมหม่ืนพิพิธภเู บนทร์ เปน็ ตน้
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ไม่โปรดการเล่นโขน ทั้ง ๆ ที่เคยเป็นเจ้าของโรงโขน
ในขณะดารงพระยศเป็นกรมหม่ืนเจษฏาบดินทร์ เมื่อข้ึนครองราชย์ก็ให้ยกเลิกโรงโขนของพระองคเ์ สีย ยังคงมี
แต่ของเจ้านายพระองค์อ่ืน ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๔ ทรงเปล่ียนแปลง
ประเพณีแต่โบราณ ให้มีละครผู้หญิงได้ โปรดพระราชทานอนุญาตให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการใหญ่
นอ้ ยมลี ะครผหู้ ญงิ ได้
โขนทม่ี ีชื่อเสยี งมากในรัชกาลท่ี ๔ โขนของกรมพระพิทักษเ์ ทเวศน์ (ต้นสกลุ กุญชร) ทรงมีโขนตง้ั แตค่ ร้งั ยังดารง
พระยศเปน็ กรมหมน่ื ในรชั กาลที่ ๓
จากพระบรมราชานุญาตของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ น้ีเอง ทาให้มีผลกระทบกระเทือนอย่างมากต่อ
ความเป็นไปของศิลปะทางโขน ในสานักของเจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการและปรากฏว่าเจ้าสานักต่างๆ พากัน
เปล่ียนแปลงเพศศลิ ปินไปเป็นอันมาก ผู้ท่ีมีโขน และละครผู้ชายอยู่ แต่กอ่ นก็เปลี่ยนไปหัดละครผู้หญิงข้ึนใหม่
พวกละครผชู้ ายที่เคยเล่นกันมาแตพ่ วกผ้ชู ายล้วนๆ ก็เปล่ียนไปเล่นผสมโรงกับละครผหู้ ญิง ตลอดจนเจ้าสานัก
ที่มีมโหรีผู้หญิงมาแต่ก่อน ก็เปล่ียนแปลงให้หัดละครผู้หญิงกันด้วย เจ้าสานักท่ีเคยฝึกหัดทานุบารุงโขนไว้ก็
เปล่ียนแปลง หรือบางรายก็เลิกโขนเปลี่ยนเป็นฝึกละครผู้หญิงเสียเลยทีเดียวก็มี แต่ในบางสานักซ่ึงยังนิยม
ศลิ ปะแบบโขนทั้งยังมีครูบาอาจารย์ และศิลปินโขนอยกู่ ็รกั ษาไว้สืบต่อมา โขนในสานักของเจ้านายขนุ นางและ
เอกชน จึงตอ้ งมอี ันเปน็ ไป จะมีที่เปน็ หลกั อยกู่ เ็ ป็นแต่โขนหลวง ซ่งึ พระมหากษตั ริยท์ รงอุปถมั ภท์ านุบารงุ ไว้
ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว ได้โปรดให้เจา้ นายและขา้ ราชการช้ันผใู้ หญ่ชว่ ยดเู ร่อื ง
การโขนละครต่างพระเนตรพระกรรณ ได้ทรงต้ัง “กรมโขน” ข้นึ สาหรบั โขนหลวงและทรงตัง้ กรมอ่ืนๆ อีกเช่น
กรมหนุ่ กรมหกคะเนราโดม กรมปพ่ี าทยแ์ ละกรมมหรสพ
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น พระองค์ทรงคลุกคลีอยู่กับการมหรสพ มาต้ังแต่ยังดารง
พระอสิ ริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกฏุ ราชกุมาร ระยะทป่ี ระทับอยู่ ณ พระราชวังสราญรมย์ ได้
โปรดใหห้ ัดมหาดเล็กขึ้นเล่นโขนตามแบบแผนทีเ่ ป็นมาแต่โบราณ โดยโปรดให้ยืมครูโขนฝีมือดีมาจากบ้านทา่ น
เจ้าพระยาเทเวศร์วงศว์ วิ ัฒน์ เท่าท่ที ราบ ๒ คน (๑) ขุนระบาภาษา (ทองใบสุวรรณภารต) ซึ่งต่อมาในรัชกาลท่ี
๖ ได้เล่ือนบรรดาศักด์ิโดยลาดับจนเป็นพระยาพรหมาภิบาลเป็นครูยักษ์ (๒) ขุนนัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณ
ภารต) ซ่ึงภายหลังได้เป็นพระในราชทินนามน้ันเป็นครูลิง โขนที่โปรดให้ฝึกหัดข้ึนมาชื่อว่า “โขนสมัครเล่น”
เพราะผูท้ ่ีฝกึ หดั โขนคณะนี้ล้วนเป็นลูกเจ้านาย ขุนนาง และมหาดเล็กในสมเด็จพระบรมโอรสาธริ าช เข้าฝกึ หัด
กันด้วยสมัครใจตามเมื่อนามาแสดงจะได้ดีจนปรากฏชื่อเสียงว่าเล่นได้ดี และเคยนาออกแสดงงานสาคัญเมื่อ
ปลายรชั กาลท่ี ๕ น้นั อกี หลายครงั้
“โขนโรงน้ี เรียกนามว่า โขนสมคั รเลน่ มีความประสงค์แตจ่ ะให้ผู้ทคี่ นุ้ เคยชอบพอกนั และชั้นเดียวกันมีความรนื่
เรงิ และเพ่ือจะได้ไม่หลงลืมว่า ศลิ ปวทิ ยาการเลน่ เตน้ รา ไม่จาจะต้องเป็นของฝร่งั จงึ จะดไู ด้ ของโบราณของ
ไทยเรามีอยู่ ไม่ควรใหเ้ ส่อื มสญู ไปเสยี …...”
การโขนละครในสมัยรัชกาลที่ ๖ จงึ เป็นยุคเฟื่องฟู และนบั ว่าเจรญิ สงู สดุ ยอดหนงึ่ ของการมหรสพไทย เพราะ
พระมหากษัตริย์ได้ทรงเปน็ องคอ์ ปุ ถัมภ์ มกี ารปรบั ปรงุ เปล่ียนแปลงท้งั ตวั บุคคลระบบการดาเนนิ งาน และ
ตาแหนง่ ทผี่ ู้รบั ผิดชอบ และจัดต้ังเปน็ กรมมหรสพขึ้นเปน็ การรวบรวมโขนและละครเขา้ ไว้ดว้ ยกนั
เม่ือพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฏเกลา้ เจ้าอยู่หัวสวรรคต การมหรสพประเภทโขนละครกเ็ กือบจะพลอยดบั ตามไป
ด้วย ปรากฏว่า ศิลปะในตอนตน้ สมัยรัชกาลท่ี ๗ แตล่ ะกรมอยู่ในลักษณะ “บ้านแตกสาแหรกขาด” พวก
ข้าราชการท่ีอยู่ในกรมมหรสพสมยั น้นั แตล่ ะคนรู้สกึ เหมอื นหมดทพี่ ึ่ง หมดบิดาบงั เกิดเกลา้ ขา้ ราชการกรม
มหรสพหลายทา่ นลาออกจากราชการ
ถงึ แม้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะทรงเลง็ เหน็ ถงึ ความสาคัญของศิลปะดา้ นน้กี ็ตามแต่สภาวะความ
แตกต่างทางเศรษฐกจิ เป็นตัวบบี บังคับใหต้ ้องตดั สนิ พระทัยจากผลการประชุมเสนาบดปี รากฏว่าใหย้ กเลิกกรม
มหรสพเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ส่วนเคร่ืองโขนและละครสัมภาระท้ังปวงให้กรมมหรสพมอบให้แก่พิพธิ ภัณฑสถาน
ดงั น้นั เครอ่ื งโขนละครตัง้ แตส่ มยั รัชกาลท่ี ๒ เปน็ ตน้ มาถึงรัชกาลท่ี ๖ ส่วนหนึ่งจงึ ยงั คงเก็บรกั ษาไวใ้ น
พพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ พระนครด้วยเหตนุ ้ี อยา่ งไรกด็ ี ก็ยงั คงศิลปบางอย่างใหก้ รมมหรสพไว้ เปน็ แต่เพียง
ลดความฟุม่ เฟือยลงไปและในทีส่ ุดเมื่อมีความจาเปน็ เกดิ ขน้ึ ก็ไดบ้ รรจพุ ระยานฏั การนุรักษ์ ซงึ่ ได้ออกจาก
ราชการไปตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ กลบั เข้ารับราชการในกระทรวงวงั ในปลายปีเดียวกนั โดยใหม้ ีตาแหน่งราชการ
เปน็ ผู้กากับกรมปี่พาทยแ์ ละโขนหลวง และไดร้ วบรวมกลุ บุตรกุลธดิ าเข้าฝึกหัดศิลปะทางโขนและละครกันขึ้น
อกี ครั้งหน่งึ ซ่งึ สามารถออกร่วมแสดงตอ้ นรบั แขกเมือง และในงานสาคัญมีเกียรติ หลายคราว กรมมหรสพใน
สมยั รัชกาลท่ี ๖ จึงกลบั มีฐานะเป็นกองขึ้นอีกในสมยั รชั กาลท่ี ๗ และศิลปนิ ท่ีฝึกหัดกนั ขน้ึ ในสมยั กระทรวงวงั
คร้งั ตอ่ มาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้มกี ารปรับปรงุ กระทรวงวงั กันครั้งหน่งึ คณะกรรมการปรับปรุงกระทรวงวังได้
เสนอไปยงั รฐั บาล ให้โอนงานการชา่ งกองวงั และกองมหรสพไปอยู่ในสังกดั กรมศลิ ปากรเม่อื พ.ศ. ๒๔๗๘
ข้าราชการศิลปนิ ทางโขนละคร ดนตรี ป่ีพาทยแ์ ละการช่าง จึงย้ายสงั กดั มาอยูใ่ นกรมศิลปากรแต่บัดนั้น
โขนประเภทตา่ งๆ จากอดีตถึงปจั จบุ ัน จากหนังสอื เรื่อง “โขนภาคตน้ ฯ” ของธนิต อยโู่ พธิ์ มรี ายละเอียดดังน้ี
๑. โขนกลางแปลง คือ การเล่นโขนบนพื้นดิน กลางสนาม ไมต่ ้องสรา้ งโรงสนั นิษฐานว่าโขนกลางแปลงเดิมจะมี
แต่การยกทัพ และรบกันเปน็ พ้ืน เพลง ดนตรี ก็คงมีแต่หน้าพาทย์ บทก็คงมี แต่คาพากย์ กับคาเจรจา เป็น
แบบเล่นชกั นาคดึกดาบรรพ์ ในสมัยโบราณ
๒. โขนโรงนอก หรอโขนนงราว โขนโรงนอกนนั้ พระบาทสมเดจพระมงกฏเกลาเจาอยหัว ได
พระราชทานพระบรมราชาอธบายไววา “ในงานมหรสพหลวงอยางทเคยมในงานพระเมรหรองานฉลองวัด
เปน ตน คอื ที่เรยกตามปากตลาดวา “โขนนงราว” โขนนงราวน้ีจดแสดงบนโรง ไมมีเตยงสาหรบตวนาย
โรงนัง่ มี ราวขนาดตางๆ ตามสวนยาวของโรง ตรงหนาฉากออกมามชี องทางใหผแสดงเดนไดรอบราว ตว
โรงมกมหลงคา เมอตวั โขนแสดงบทของตนแลวกไปนงประจาทบนราวสมมตเปนเตยงหรอทน่ี งประจาตาแหน
ง ไมมขี ับรอง มี แตพากยกบเจรจา ปพาทยกบรรเลงแตเพลงหนาพาทย
การแสดงโขนโรงนอกหรอโขนน่งั ราวน ยงมวี ธิ เลนเพมเติมออกไป เรยกวา “โขนนอนโรง” ไดอกี
คือ ในเวลาบายกอนถงวนแสดงวนหนงกใหปพาทยทั้ง ๒ วง โหมโรง ในเวลาโหมโรงนนพวกโขนจะออกมา
กระทุง เสาตามจงหวะเพลงทกลางโรง จบโหมโรงแลวแสดงตอนพราพออกเทยวปาจบสตวกนเปนอาหาร
พระรามหลง เขาสวนพวาทองของพราพ เสรจแสดงตอนนแลวกหยดพกนอนคางคนเฝาโรงนอยคนื หนึ่ง รง
ขนจงแสดงตาม เรองทจ่ี ดไวตอไป ในตอนนแหละเรยกกนวา โขนนอนโรง
๓. โขนหนาจอ คอื โขนทเลนตรงหนาจอ ซงแตเดมมาเขาขงไวสาหรบเลนหนัง (ใหญ) ซงม
ขนาด ใหญมาก ตอมามการยกพนขน้ึ และมการปลอยตวโขนออกเลนบทแทนหนงบางแลวเชดหนงสลบ
ไปบาง เรยกวา “หนงตดตวโขน” ครนมาภายหลงกเ็ ลยปลอยตวโขนเลนไปแตเยนจนเลกในกลางคนื
สวนจอนนก็ตงไว
พอเปนพิธเทานัน้
เมอ่ื ความนิยมในเร่ืองหนงั ใหญ่หมดไป เวลาเล่นโขนกลางแจ้งในภายหลงั นก้ี ็เลยสรา้ งโรงสาหรบั เลน่
โขนเป็นแบบหนังใหญ่ไป ตอ่ มาในสมัยหลงั นเ้ี ป็นอันว่าได้แย่งเอาคาพากยค์ าเจรจาหน้าพากยด์ นตรีตลอดจน
จอของหนังไปหมดเลย เรยี กโขนที่เล่นหน้าจอหนงั อย่างน้วี ่า “โขนหน้าจอ”
๔. โขนโรงใน เปน็ การนาโขนมาผสมกบั ละคร การแสดงกม็ ีท้ังออกทา่ ราเตน้ และมีพากยเ์ จรจาตาม
แบบโขน กับนาเพลงขบั ร้องและเพลงประกอบกิริยาอาการของดนตรีแบบละครมาผสมกับการเลน่ โขนมา
ต้งั แต่สมัยเริม่ มีบทละครเรอื่ งรามเกียรติ์ ซ่ึงเป็นบทพระราชนิพนธ์ขิ องสมเด็จพระเจา้ กรุงธนบุรี พระราชนพิ นธ์
ในรชั กาลที่ ๑ และในรชั กาลที่ ๒ เปน็ ตน้
๕. โขนฉาก เข้าใจวา่ เกิดข้ึนเมอ่ื ราวรชั กาลที่ ๕ โดยมีผ้คู ดิ สร้างฉากประกอบการแสดง โขนบนเวทขี ้นึ
คลา้ ยกบั ละครดึกดาบรรพ์ ซ่งึ นา่ จะริเรม่ิ ขึน้ โดยสมเด็จฯ เจา้ ฟา้ กรมพระยานรศิ รานวุ ตั ติวงศ์ วิธีแสดงกแ็ บ่ง
ฉากเล่นแบบเดยี วกบั ละครดึกดาบรรพ์ แต่วธิ ีแสดงเป็นแบบโขนโรงในมีขบั ร้อง มีกระบวนรา มที า่ เตน้ มีหนา้
พาทย์ตามแบบละครใน และโขนโรงใน การประดิษฐ์สร้างฉากขน้ึ ประกอบก็ให้เขา้ กับเหตุการณ์และ
สถานการณซ์ ่ึงสมมติไวใ้ นท้องเรอื่ ง ด้วยเหตุนีจ้ ึงเรยี กศิลปการแสดงโขนชนิดวา่ “โขนฉาก”
ที่มำของหัวโขน
หวั โขนซง่ึ ใช้ในการเลน่ โขนน้ันสนั นษิ ฐานวา่ การแสดงโขนอย่างเช่นทมี่ อี ยู่ทุกวนั น้เี มื่อแรกน้นั จะยังไมม่ หี ัวโขน
แต่อาจใชก้ ารแตง่ หนา้ เขียนระบายสีลงบนหนา้ ผู้แสดงแต่ละคนตามลกั ษณะของบคุ คลในเร่ืองทีส่ มมตใิ ห้เล่น
ดังเช่นการแสดงกถกั กฬิของอินเดียซึ่งแสดงเรื่องรามเกยี รต์เิ ชน่ เดียวกับการแสดงโขนของไทยก็ยังใชว้ ธิ ีเขียน
ระบายใบหนา้ ผูแ้ สดงอยู่จนทุกวนั นี้ แต่การเลน่ โขนของไทยเรานั้นแบ่งพวกตัวแสดงออกเป็นขา้ งละมากตัว ใช้
คนแสดงจานวนมาก ตอ่ มาจึงมผี แู้ กข้ ้อขดั ข้องน้ี โดยสร้างหนา้ กากจาลองใบหน้าเป็นรปู ต่างๆ ใชส้ วมครอบ
ศรี ษะและหน้าผู้แสดงแทน ท้ังน้โี ดยสวมเทริดอยูบ่ นศรี ษะ ดงั เช่นทีป่ รากฏหลกั ฐานอยู่ในการเล่นชกั นาคดึกดา
บรรพใ์ นพระราชพิธีอินทราภเิ ษกคร้งั กรงุ ศรีอยธุ ยา ซึง่ ถือวา่ เปน็ ตน้ เค้าที่มาของการแสดงโขน
ตอ่ มาจงึ ปรบั ปรุงหน้ากากหรือหนา้ โขนใหย้ ดึ ตดิ กับเทรดิ แลว้ สวมครอบศีรษะปิดมดิ เพื่อความสะดวกในการ
แสดง เรยี กว่า “หวั โขน”
หวั โขน นับแตส่ มัยอยุธยาตอนปลายลงมาคงจะได้รบั การประดิษฐค์ ิดสรา้ งอย่างสมบรู ณ์สวยงามเป็นพเิ ศษ ราว
แผ่นดินพระเจา้ อยู่หัวบรมโกศลงมาจนถงึ สมยั รัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา้ นภาลัย
ซงึ่ เปน็ ระยะเวลาท่ีนาฏศิลป์และดนตรี รวมทัง้ งานศิลปะทุกสาขารงุ่ เรอื งถงึ ขีดสดุ หวั โขนที่สวยงามเปน็ เลศิ จงึ
มขี ้ึนในแผ่นดนิ นสี้ มยั หนึ่ง
ควำมหมำยของหัวโขน
หวั โขน หมายถึง รปู หน้าและศีรษะมนษุ ย์ ลงิ ยักษ์ ฤษี ฯลฯ สร้างเป็นเคร่ืองสวมหัวผู้แสดงนาฏกรรมไทยท่ี
เรียกวา่ “โขน” ตามท้องเร่ือง วรรณคดีไทยเรื่อง “รามเกียรติ์” และเปน็ สงิ่ เคารพบูชาเปรียบเสมอื นครูของ
บรรดานาฏศลิ ปะ
หวั โขน เปน็ ส่วนประกอบสาคัญยง่ิ ในการแสดงโขน เพราะตัวละครเกือบทกุ ตวั ในเร่ืองรามเกียรติต์ อ้ งสวม
หวั โขน เพื่อบง่ บอกให้ทราบว่า ตัวละครนัน้ ๆ เป็นตัวอะไร ซ่งึ จะดูไดจ้ ากหวั โขน ดังนั้นงานสร้างหัวโขนจงึ ถอื
กาเนดิ มาควบคกู่ บั การแสดงโขน เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยท่ีควรสืบทอดอนุรักษศ์ ลิ ปะการสร้างหัวโขนนี้ให้
คงอย่ตู ่อไป
ข้อมลู จาก : โครงการสร้างตน้ แบบเพ่ือจดั ทาองค์ความร้ดู ้านศลิ ปกรรม
ความรดู้ า้ นการสรา้ งหวั โขน แบบประยุกต์ สานักช่างสิบหมู่ กรมศลิ ปากร กระทรวงวัฒนธรรม
กำรทำหัวโขน
หัวโขนเปน็ งานชา่ งไทยประเภทงานปราณตี ศลิ ป์ วัตถุประสงคก์ ็สร้างข้ึนเพ่ือใช้เป็นอุปกรณใ์ นการ
แสดงโขน สาหรบั สวมศรี ษะผแู้ สดงเพ่ือบอกให้ผู้ดรู ้วู ่าผู้เล่นโขนนน้ั เป็นตัวอะไร ตามประวัตขิ องการทา
หัวโขนนั้นมีมาตงั้ แต่ครัง้ กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานหี รือเรียกวา่ มีการทาพรอ้ มกับเมอื่ เริ่มมีการแสดงโขน การ
ทาหวั โขนแตเ่ ดมิ นัน้ ทาเปน็ ขนาดใหญ่ใชส้ วมศรี ษะได้และสรา้ งขน้ึ เพื่อใชแ้ สดงเทา่ นัน้ แต่ตอ่ มาความตอ้ งการ
ของสงั คมในการทจี่ ะนาไปเพ่ือใชเ้ ปน็ งานประดับตกแต่งภายในอาคารบา้ นเรือนของผู้มีรสนยิ มในงานศิลป
หรือเป็นสนิ ค้าทร่ี ะลึกแกน่ ักท่องเทยี่ วชาวต่างชาติมีมากขึน้ หวั โขนกไ็ ดเ้ ปลีย่ นความมุ่งหมายไปจากากรส
ร้างข้นึ เพื่อแสดงกเ็ ป็นไปในด้านงานตกแต่งเพิ่มมากขน้ึ แตเ่ นอ่ื งจากความนยิ มของบคุ คลแตกต่างกนั บาง
คนเหน็ ว่าหัวโขนขนาดใหญเ่ มื่อนาไปตกแต่งประดบั บ้านแล้ว ดนู ่ากลวั หรือสถานที่จากดั หรอื หวั โขนขนาด
ใหญร่ าคาสูงเกินกว่าทจ่ี ะซ้ือได้ แตเ่ ม่อื มคี วามต้องการชา่ งผูท้ าได้มีความคิดทีจ่ ะยอ่ สว่ นหัวโขนใหม้ ีขนาดเลก็
ลง โดยมแี บบแผนตวั อย่างจากหวั หนุ่ ของเดมิ ท่ีทาไวเ้ ล่นเรื่องรามเกยี รติ์ ซึง่ มีการจาลองหวั โขนใหเ้ ล็กลง
ตามส่วนเพ่ือทาเปน็ หนุ่
ดังนน้ั ในปัจจุบนั จงึ มีชา่ งจานวนมากท่ีผลิตหวั โขนขนาดเล็กขึ้นมาเพื่อการจาหนา่ ยเปน็ สินคา้ ของที่
ระลกึ แกน่ ักท่องเทยี่ วหรอื ผูท้ ่ีมคี วามสนใจในงานประเภทนี้นาไปสะสม หรือประดับตกแตง่ ภายในบ้านของตวั
ฝีมือช่างแตล่ ะคนก็แตกต่างกันไปตามความรแู้ ละประสบการณก์ ารทางาน
กรรมวธิ ีการทาหวั โขนจาลองในฉบบั นี้ เปน็ กรรมวธิ ีทนี่ กั ศึกษาของแผนกหตั ถศิลป์ ได้ศึกษาเปน็
วิชาเอกในวิชาเครือ่ งรักน้าเกลย้ี งของวทิ ยาเขตเพาะชา่ ง ซ่ึงมีรายละเอียดดงั ต่อไปน้ี
กำรเตรียมวสั ดุ
1. ดนิ นา้ มนั สาหรบั ปนั้ หนุ่ หวั โขน
2. ปูนปลาสเตอร์ สาหรับหล่อห่นุ หวั โขนและทาแมพ่ ิมพ์
3. ยางพารา สาหรับทาแม่พมิ พห์ ัวโขน
4. กระดาษสา
5. กาวแปง้ เปียก ทาจากแป้งหมีผ่ สมชินสี
6. ลวดขนาดต่าง ๆ
7. กาวลาเท็กซ์ หรอื กาวอีฟอ๊ กซี่
8. รกั น้าเกล้ยี ง
9. น้ามนั ยาง
10. ผงถ่านในตองแหง้
11. ปูนแดง
12. สีนา้ มนั ใช้สาหรบั งานปิดทอง
13. ทองคาเปลบรสิ ุทธ์ิ
14. สีโปสเตอร์ , สฝี ุ่น สาหรบั เขยี นหน้าโขน
15. พลอยหรือเลือ่ มสาหรบั ประดับหวั โขน
16. แผ่นอะลมู เิ นยี มชนิดบาง
17. หอยมกุ สาหรับทาสว่ นท่ีเปน็ ตา เขี้ยว และฟัน
18. ไมก้ ลงึ ยอดชฎาและขาตั้งหวั โขน
19. หนิ สบูส่ าหรับแกะแมพ่ ิมพ์ลวดลาย
20. ยางมะเดื่อสาหรับเขียนเส้นทองบนหวั โขน หรอื จะให้ทาปิดบนลวดลายในกรณี
งานเรง่ ด่วนก็ได้
21. แชลแลคสาหรบั ทารองพืน้ ลวดลายรัก
22. ทนิ เนอ่ ร์
23. นา้ มันสน
24. แอลกอฮอล์
25. แปง้ ฝุน่ สาหรับโรยแผ่นหนิ คลึงรกั
กำรเตรยี มอปุ กรณ์
1. มีดปลายแหลม
2. ไม้คลงึ รกั ทาด้วยไมเ้ นอ้ื แข็งขนาดกว้าง 3” ยาว 6” หนา 1 ซ.ม. ตรงกลางแผน่ ไมท้ าด้ามจบั
3. ไมเ้ นียลใชส้ าหรบั ตีลายรัก ใชไ้ มเ้ น้ือแข็งเช่นไม้ชงิ ชัน ไมเ้ ต็ง แก่นมะเกลือมาเหลาเปน็
แท่งขนาดเสน้ ผา่ ศูนย์กลาง 2 ซ.ม. หรอื นอ้ ยกวา่ นีก้ ็ไดต้ ามความถนัดเวลาจับ ยาว 5 ซ.ม. ปลาย
ข้างหนึ่งตดั เฉียงประมาณ 30 องศาและฝนขอบให้มน
4. เหล็กแหลมสาหรบั ใช้เจาะ
5. ภู่กัน , แปรงขนาดต่าง ๆ
6. กะบะรองผงทอง
7. ฆ้อน
8. คมี ตัดลวด
9. เครอ่ื งมอื แกะแม่พมิ พ์หนิ สบู่ ต้องทาเคร่ืองมือใช้เองโดยใชต้ ะไบขนาดเล็กท่ใี ชง้ านแล้วมา
เจยี รตะไบเอง
10. กรรไกรตัดโลหะ
11. เลอ่ื ยฉลสุ าหรบั โกรกมุก
12. ตะไบขนาดตา่ ง ๆ
13. มอเตอร์ไฟฟ้าสาหรับใช้ ขดั เจียรมกุ หรือเคร่ืองมือ
14. แผน่ หินออ่ นขนาด 1 ตารางฟตุ ใช้คลึงรัก
15. เคร่ืองมือช่างอ่นื ๆ ตามความจาเป็นท่ีจะใช้ ฯลฯ
ส่วนประกอบที่สำคญั ในกำรทำหัวโขน
ผู้ท่จี ะเป็นหัวโขนท่ดี ีและสมบูรณ์น้นั ตอ้ งมคี วามชานาญในงานชา่ งหลายสาขาหรือเรียกวา่ เปน็ ชา่ ง
สิบหมู่เพราะหัวโขนแต่ละหัวนั้นเปน็ ท่ีรวบรวมของงานช่างของไทย เชน่ ช่างปนั้ ช่างรัก ชา่ งปดิ ทอง ชา่ ง
แกะ ช่างเขยี น ฯลฯ ซงึ่ ผทู้ ีเ่ ป็นชา่ งทาหัวโขนตอ้ งมีความชานาญในชา่ งแขนงต่างๆ น้นั เป็นอย่างดดี ังน้นั ตัว
ชา่ งเองเปน็ ส่วนประกอบที่สาคัญท่สี ดุ จากนั้นก็คือการเตรียมวสั ดุทส่ี าคัญในการทาหวั โขนคือ
1. หุ่นหัวโขน
2. ยอดมงกฎุ
3. แม่พิมพ์ลวดลาย
4. รักตีลาย
5. งานปิดทอง
1. หนุ่ หัวโขน
หุ่นหวั โขนเปน็ อุปกรณ์สาคญั มากเพราะเป็นต้นแบบทจ่ี ะนาไปทาแม่พมิ พ์และสาหรับการหล่อ
ออกมาเปน็ หวั โขนต่อไป กอ่ นอ่นื ผ้ทู าต้องได้ทาการศกึ ษาถงึ ลกั ษณะของหน้าตา มงกุฎ สี ของตัวโขนแตล่ ะ
ตัวใหล้ ะเอียดเสยี กอ่ นจากน้ันจงึ มาข้ึนรปู ป้ันโดยยอ่ ส่วนให้มีขนาดเลก็ กวา่ หวั โขนทใี่ ชแ้ สดงได้จริงๆ ขนาดพอ
งามที่จะนาไปใช้งานดา้ นตกแต่ง ส่วนละเอยี ดต่าง ๆ ก็พยายามคงตามรูปเดมิ ไว้ ในบางสว่ นทีต่ ้องนูนหรือ
ยืน่ ออกจากใบหนา้ มากเช่น หางคว้ิ ของไพลปาก กค็ วรจะป้ันให้แบนแนบไปกบั หนา้ เผ่ือไวเ้ วลาถอดพิมพ์จะ
ไดถ้ อดพิมพ์ง่ายขน้ึ ตรงสว่ นทเ่ี ป็นมงกุฎจะปน้ั เป็นเพียงลกั ษณะแบบขน้ั บันไดขึ้นไปมีทัง้ หมด 5 ขนั้
สาหรับเปน็ ชัน้ เชงิ บาตรรองตัวมงกฎุ อีกทหี น่งึ ตวั มงกุฎน้ันจะทามาตดิ ภายหลงั
เมื่อปน้ั ห่นุ เรียบร้อยแล้วดว้ ยดินนา้ มนั หรอื ดินเหนยี ว ก็นามาทาใหเ้ ปน็ หุ่นถาวรโดยกลบั ใหเ้ ป็นห่นุ
ปนู ปลาสเตอรต์ ามกรรมวิธีการทาพิมพ์ - หลอ่ ต่อไป เมอื่ ได้แบบหนุ่ ปนู ที่ถาวรแลว้ ก็ทาเป็นแม่พิมพ์อีกคร้งั
สาหรบั ใชห้ ล่อต่อไป โดยจะใชว้ ิธีทาเป็นพิมพช์ นิ้ หรือทาเป็นแมพ่ ิมพย์ างก็ได้ ข้อแตกตา่ งระหวา่ งแม่พมิ พ์
ชิ้นกับแมพ่ ิมพย์ างก็คอื แม่พมิ พ์ชนิ้ ทนทานกวา่ พิมพย์ างมาก สว่ นแม่พมิ พย์ างน้ันวิธีการต่าง ๆ สะดวก
รวดเรว็ กวา่ แตม่ ขี อ้ เสียคือถ้าผ้หู ลอ่ ไมช่ านาญพิมพม์ ักจะเบี้ยว เวลาถอดตอ้ งระมดั ระวงั จะแตกง่ายเมื่อทาพิมพ์
ท้ิงไวน้ าน ๆ แม่พิมพย์ างจะมีการหดตวั พิมพ์จะบิดเบ้ียวและยากหมดสภาพขาดง่าย แต่ในปัจจบุ ันมกี าร
นาเอาวัสดุวทิ ยาศาสตร์มาใช้เปน็ แมพ่ ิมพ์คือ ยางซลิ โิ คน มคี ุณภาพดีเหมาะสมสาหรับงานทาแม่พิมพม์ าก
ราคาค่อนขา้ งแพงมาก แตเ่ ป็นแมพ่ ิมพ์ท่ีดที ส่ี ุด ทงั้ นสี้ ดุ แท้แตว่ นิ จิ ฉยั ของช่างผทู้ าเอง
การหลอ่ หัวโขน เมื่อทาแม่พิมพเ์ รียบร้อยกน็ ามาหลอ่ ดว้ ยปนู ปลาสเตอร์ ถา้ เปน็ แมพ่ มิ พช์ นิ้ ตอ้ ง
หาแม่พิมพด์ ว้ ยวาสลนิ หรอื น้าสบผู่ สมนา้ มนั มะพรา้ วเสียก่อน เพ่อื หล่อล่นื ไม่ใหป้ นู ตดิ พิมพ์ สว่ นแม่พิมพ์ท่ีทา
ด้วยยางน้ันเทปูนลงไปหล่อได้เลยไม่ตอ้ งหลอ่ ลืน่ ปนู ทใ่ี ชเ้ ทหลอ่ หุ่นหวั โขนน้ันผสมใหพ้ อดคี ือไม่ขน้ หรือเหลว
เกนิ ไป เทปนู ลงไปในแม่พิมพเ์ พียงคร่งึ ของแม่พมิ พ์เท่านั้น แลว้ คอ่ ย ๆ หมุนพิมพ์ไปช้า ๆ ให้ปูนเกาะตาม
ผนังแมพ่ ิมพใ์ ห้ทัว่ ถ้าปนู บางไปกเ็ พ่มิ ได้ การทาพมิ พ์นี้ผู้ทาต้องใช้ความชานาญกะดวู ่าปูนต้องหนา บาง
มากน้อยเพียงใดจงึ จะดี ปลอ่ ยถอดแลว้ ก็ท้ิงไวใ้ ห้แห้งก็จะเปน็ หุน่ หวั โจนทีส่ มบรู ณ์รอท่ีปดิ กระดาษในขัน้
ต่อไป และต่อยอดมงกุฎตามลกั ษณะของหวั โขนต่อไป
2. ยอดมงกฎุ
ยอดมงกุฎหรอื ยอดชฎาเป็นส่วนสาคัญท่ีหัวโขนสว่ นใหญจ่ ะมี เพ่ือเป็นสญั ญลักษณ์บอกใหร้ ูว้ ่า
หวั โขนหัวนนั้ เป็นหวั ของใครและทัง้ ยังเป็นสว่ นทท่ี าให้หัวโขนเกิดความสวยงามสง่าอีกดว้ ย
ยอดมงกฎุ สาหรบั หัวโขนขนาดเลก็ น้ีทาได้ทั้งการหล่อด้วยปนู ปลาสเตอร์และกลึงดว้ ยไม้ ถา้ จะ
กลงึ ยอดด้วยไมย้ อดนนั้ ตง้ั มลี ักษณะเป็นทรงกลมตลอดปลายเรียวแหลม แตถ่ า้ เป็นยอดลกั ษณะอื่นที่มสี ว่ น
ยอดแบนหรือไม่ใชท่ รงกลมก็ตอ้ งป้นั ทาแบบแลว้ หล่อเป็นแมพ่ ิมพ์ออกมาใช้หลอ่ ไป การหลอ่ ยอดดว้ ยปูนน้ี
ตอ้ งหล่อให้ตนั จะไดม้ ีความแขง็ แรงแลว้ ใสแ่ กนกลางดว้ ยลวดเอาไวด้ ว้ ยจะช่วยให้ยอดไม่หกั ง่ายเมื่อหลอ่ แลว้
ต้องตากให้แหง้ สนิทจึงปดิ ดว้ ยกระดาษสาเหมือนปดิ หนุ่ หัวโขนสว่ นยอดทเี่ ป็นไมก้ ลึงไมต่ ้องปดิ กระดาษสา
3. แม่พิมพ์ลวดลำย
การทาแม่พิมพล์ วดลายนิยมใช้หนิ สบู่มาแกะเปน็ แมพ่ ิมพ์ หรือจะใช้หินลับมีดโกนก็ได้แตเ่ น้ือหนิ
แขง็ กวา่ หินสบู่ แม่พมิ พ์นี้จะแกะเป็นลวดลายตา่ ง ๆ ท่ีใช้สาหรบั ตลี ายรกั ประดับบนหัวโขนตามส่วนทเี่ ปน็
มงกฎุ จอนหู เกย้ี วรกั รอ้ ย ลวดลายนัน้ จะแกะเปน็ ร่องลึกลงไป ถา้ จะใหส้ ายมีความหนาก็ต้องแกะให้ลึก
ถ้าจะใหบ้ ายบางก็ต้องแกะให้ตื้น ลายทแี่ กะกจ็ ะเป็นลายประเภทลายกระจงั ตาอ้อย ลายใบเทศ ลายรกั รอ้ ย
ลายดอกต่าง ๆ และเส้นลายตา่ ง ๆ ซ่ึงลวดลายทั้งหลายนั้นตอ้ งยึดถือตามรปู แบบของโบราณเปน็ พืน้ ฐานแลว้
จะมาประดิษฐ์ใหต้ ่างออกไปก็ไดข้ ้นึ อยกู่ ับความชานาญของช่าง
วิธีแกะลายในเบอ้ื งตน้ ตอ้ งหาหนิ สบขู่ นาดสเ่ี หลีย่ มผืนผา้ ขนาดตามแตจ่ ะกาหนดว่าจะใช้แกะ
ลายอะไรปรบั หน้าหนิ ทงั้ สองด้านใหแ้ บนเรียบ ความหนาของหนิ ไมค่ วรบางมากเพราะจะแตกงา่ ย อยา่ งน้อย
ควรให้มีความหนาประมาณครง่ึ นิว้ เคร่อื งมอื ท่ีใช้ชา่ งมกั ตอ้ งประดิษฐข์ น้ึ ใชเ้ องจึงจะถนดั กบั การใชง้ าน โดย
การใชต้ ะไบขนาดเล็กท่ีใชแ้ ล้วนามาทาเคร่ืองมือแกะหนิ ฝนตะไบสว่ นปลายใหแ้ บนแล้วแตง่ หนา้ ตะไบใหม้ ี
ลกั ษณะตา่ ง ๆ ตามแต่จะกาหนด จากน้ันกร็ ่างแบบลวดลายที่ตอ้ งการจะแกะลงบนแผน่ หนิ ด้วยเคร่อื งมือ
แกะหินขดี ลงให้เปน็ รอย แลว้ จงึ ทาการแกะลงไปในเนื้อหินทีละน้อย ใช้ปากเป่าผลหินใหป้ ลิวออกไป วธิ ที ี่
จะหใรวู้ ่าลายทีแ่ กะนนั้ คมหรือจัดเจนเพยี งไรน้ันต้องใชด้ ินน้ามันตอยกอทอสอบดจู นเป็นว่าใช้ไดแ้ ล้วกห็ ยุดแกะ
การแกะพิมพ์นเี้ ปน็ ขั้นตอนท่ียากพอควรผู้ทจี่ ะแกะพิมพ์หินได้ดนี ้ันต้องอาศัยเวลาและความชานาญจึงจะทาได้
ดี ดงั นน้ั ผทู้ จี่ ะฝึกแกะพิมพ์หินให้ไดน้ ัน้ ต้องใช้ความพยายามอย่าได้ท้อถอย
4. รกั ตลี ำย
เป็นส่วนสาคญั ท่ีจะทาใหห้ ัวโขนเกดิ ความงาม เพราะเปน็ สว่ นท่ีทาเป็นลวดลายประดับหวั โขน
“รกั ตึลาย” คือรกั ทีผ่ สมจากส่วนผสมตา่ งมีคุณสมบัตินามาป้ันเป็นลวดลายได้และนามากดลง
ในแมพ่ มิ พห์ ินสบูซ่ ึ่งแกะเปน็ ลวดลายได้ ตามศัพท์ชา่ งเรยี กการกดลายรักน้ีว่า “การตลี าย”
กำรทำรักตลี ำย
สว่ นผสมของการทารักตีลายมีดังนี้
1. รักน้าเกลย้ี ง คือรักท่ีกรองเอาส่วนที่หยาบออกแล้ว
2. ผงถ่านใบตองแหง้ ทาได้โดยการนาเอาใบตองแห้งมาเผาไฟต้องคอยควบคมุ อย่าใหไ้ ฟลกุ
ไหม้จนมอดไปเองมิฉนั้นจะกลายเป็นข้เี ถ้าหมด วิธีเผาคอื เอาใบตองแห้งใสใ่ นปีบแล้วจุดไฟเผาใหล้ กุ โพลงแล้ว
ปดิ ฝาปบี เสียวให้ไฟดบั ทิ้งไว้จนเยน็ ก็จะได้ผงถ่านใบตองแหง้ นาไปบดใหล้ ะเอยี ดร่อนด้วยตะแกรงอกี คร้งั
3. น้ามนั ยาง
4. ปนู แดง
วิธีทำ
เอาผงถา่ นใบตองที่ร่อนละเอียดแลว้ เทลงในภาชนะท่จี ะใชเ้ คี่ยวรัก จะเปน็ หมอ้ หรอื กะทะกไ็ ด้
ตามแต่จะใช้เทรักลงผสมกบั ผงถ่านแล้วกวนให้เขา้ กัน ประมาณดูใหม้ ีลกั ษณะคลา้ ยกับพุทรากวนไม่ร่วนหรอื
เละเกินไป ท้งั นต้ี อ้ งอยู่ที่ความชานาญของผู้ทาซึ่งผ่านการทดลองมาก่อน จากนนั้ ก็นามาต้งั ไฟใช้ไฟอ่อน ๆ
เคีย่ วเรื่อย ๆ ไปต้องใชไ้ ม้พายกวนตลอดเวลาเม่ือสังเกตเห็นรกั อ่อนตัวลงก็ใส่น้ามนั ยางลงไปประมาณครง่ึ หนึง่
ของจานวนรกั ท่ใี สไ่ ป
การเค่ียวสว่ นผสมทั้ง 3 อย่างน้ตี ้องใช้เวลาประมาณ 3 ชว่ั โมง โดยอาจจะแบง่ เวลาเคยี่ วไปวันละ
ชั่วโมงกไ็ ด้ ตอ้ งคอยสังเกตวุ ่าเมอ่ื ทิ้งใหร้ ักเยน็ แลว้ บนผวิ หน้าของรักนน้ั เปน็ มันหรือด้าน ถ้าเปน็ มันแสดงว่าใส่
น้ามนั ยางพอดีแล้แต่ถา้ ผิวหน้าของรักแหง้ ดา้ นแสดงวา่ นา้ มันยางน้อยไปตอ้ งต้ังไฟใส่น้ามันยางลงไปอีก
จนกระทั่งไดท้ ่ีดีแลว้ กเ็ อาปนู แดงละลายนา้ ใหข้ ้น กะประมาณ 1 ถ้วยชา เทลงผสมกบั รักซ่งึ กาลงั ต้ังไฟอยู่
คนให้เขา้ กันดแี ล้วเคี่ยวตอ่ ไปอกี 1 ช่วั โมง ก็ลองทดสอบดวู ่ารกั นน้ั ใชง้ านได้หรอื ยังโดยการเอาไม้พายควกั
เอารักออกมาพอควรแช่ลงในน้าเย็นสกั ครู่หน่ึง เอามือจบั ดถู ้ารักอ่อนตวั เกนิ ไปคือเหนยี วตดิ มือกต็ ้องเติม
ปนู แดงลงไปอีก ถา้ แข็งมากไปกเ็ ติมน้ามนั ยางลงไปอกี ทดสอบดูดังน้ีจนกวา่ รักจะมีความอ่อนตัวพอดี
สามารถนามาใช้ปั้นหรอื ตลี ายได้
กระบวนการของงานชา่ งไทยนี้มักจะไม่มีสูตรตายตวั สามารถพลิกแพลงเปล่ียนแปลงได้ตามความ
เหมาะสมดังนนั้ ผ้ทู าต้องผ่านการทดลองจนมปี ระสบการณ์ในการทางานมากขนึ้ กจ็ ะมีความเขา้ ใจและ
ปฏิบตั งิ านไดส้ าเร็จไปดว้ ยดี
กอ่ นทจี่ ะนาเอารกั ไปตีลายนน้ั ตอ้ งนามาทุบด้วยฆ้อนเพื่อให้รกั รวมตวั เข้ากนั ดีเสียกอ่ น มิฉะนนั้ เม่ือ
จะคลึงรกั ทาเส้นรกั จะรว่ นแตกหมด การท่ีนารักมาทุบอีกท่ีนั้นก็เพื่อใหร้ กั มคี วามเหน่ียวยิ่งขึน้ สะดวกแกก่ าร
ปนั้ และตีลาย และเมื่อเวลาจะติดลวดลายก็ใช้กาวเป็นตัวเชือ่ มโดยใชร้ กั ตีลายนีเ้ องทาเปน็ กาว ตามศพั ท์
ช่างเรยี กกาวที่ทาจากรักน้ีวา่ “เทือก” โดยการนาเอารกั ตลี ายแบ่งมาผสมกับน้ามนั ยางใหม้ จี านวนน้ามันยาง
มากสักหน่อยก็จะใชเ้ ปน็ กาวสาหรับติดรกั ได้ดี แต่บางช่างจะใชก้ าวลาเท็กซก์ ็ได้ตามแต่จะเลอื กใช้
5. งำนปิดทอง
งานขนั้ น้ีเปน็ งานสาคญั และชา่ งต้องมคี วามชานาญมาก แต่โบราณการปิดทองชา่ งจะใชร้ กั ทา
แล้วปดิ ทอง แต่ในปัจจุบันมวี สั ดอุ น่ื ท่ีใช้แทนกนั ได้และสะดวกกวา่ คอื สนี ้ามนั จากการทดลองทไ่ี ดผ้ ลดคี อื
เคลือบมันตราอูฐและสเี ฟร็กตราทหาร สที ใี่ ช้ควรเป็นสเี หลอื งเพ่ือจะชว่ ยให้ปิดทองได้งา่ ยข้นึ เพราะสีเหลือง
จะชว่ ยกลบรอ่ งรอยท่ีไม่เรยี บรอ้ ยของทองบางสว่ นได้ ถา้ ตอ้ งการงานดว่ นก็อาจใช้ยางมะเดื่อทาปดิ ทองก็ได้
แต่ความสวยงามและความคงทนสใู้ ช้สนี า้ มนั ไม่ได้
6. งำนเขียนหนำ้ โขน
ผทู้ เี ป็นช่างทาหวั โขนตอ้ งศึกษาเรื่องของสีและลักษณะหวั โขนให้เข้าใจ จดจาไดอ้ ยา่ งแม่นยา
และถูกตอ้ ง โดยศึกษาจากหวั โขนของโบราณและตาราสีและลักษณะหวั โขนที่กรมศิลปากรไดเ้ คยจดั พิมพ์ไว้
เมื่อเวลาเขยี นจะได้ไม่มกี ารผิดพลาดได้ เพราะสขี องหวั โขนเปน็ สญั ลักษณ์ที่จะบอกใหร้ ู้ว่าหัวโขนน้นั ชอ่ื อะไร
ลำดับข้ันของกรรมวิธกี ำรทำหัวโขนขนำดเล็ก
เมื่อเราได้ศึกษาส่วนต่าง ๆ ที่สาคัญ รวมทั้งการเตรียมวสั ดุอปุ กรณม์ าแลว้ กเ็ ริ่มการทาหัวโขนโดยมี
ลาดบั ขัน้ ตอนต่างๆ ดงั นี้
1. การปิดกระดาษบนหุ่นหัวโขน
2. การตอ่ ยอดมงกุฎสาหรับหวั ท่มี ียอด
3. การตดิ ประดบั ลวดลาย
4. การปิดทอง
5. การประดับพลอย
6. การระบายสแี ละเขยี นหน้าโขน
1. กำรปิดกระดำษบนหนุ่ หัวโขน
เมือ่ ได้ทาการหล่อหุ่นหัวโขนดว้ ยปูนปลาสเตอรแ์ ละตากไวจ้ นแหง้ แล้ว ( ดูกรรมวธิ ีหล่อจากเรอ่ื ง
หนุ่ หัวโขน ) กน็ ามาปิดดว้ ยกระดาษสาทงั้ ภายในและภายนอกโดยใชก้ าวซึ่งทาจากแป้งหมผ่ี สมผงชนิ สี ( ชิน
สีมขี ายตามร้านขายยาแผนโบราณเป็นก้อนเหมือนสารส้มมีสีน้าเงินเวลาใช้ต้องบให้ละเอียดแลว้ ละลายน้าผสม
กบั แปง้ หมี่ ชินสนี า้ จะช่วยให้กระดาษสาแข็งทนทานข้ึน ) วิธปิ ใิ หฉ้ ีกกระดาษสาออกเป็นแผ่นเล็กทาแป้ง
เปยี กแลว้ ปดิ ลงไปบนห่นุ หัวโขนให้นิ้วมอื กวด รีดกระดาษให้เนียนสนิทกับหัวหนุ่ และเข้าทุกซอกมุมของ
ใบหน้า การปิดกระดาษควรให้หนาสัก 2 ชน้ั จะชว่ ยใหห้ วั โขนแข็งแรงขน้ึ ไม่แตกง่าย สว่ นยอดมงกุฎท่ี
หลอ่ ด้วยปูนก็ตอ้ งปิดกระดาษก่อนเหมือนกับหัว เมือ่ ปิดเสร็จกต็ ากแดดใหแ้ หง้ แลว้ นามาขัดด้วยกระดาษ
ทรายละเอยี ดใหก้ ระดาษทปี่ ดิ หนุ่ เอาไว้นน้ั เรียบดี ถา้ ขดั แลว้ กระดาษเปน็ ขุย กใ็ ชแ้ ป้งเปียกลูบลงไปบน
กระดาษรอยขุยนน้ั ก็จะเรยี บร้อยสะดวกในการเขยี นหนา้ โขนในลาดบั ตอ่ ไป
2. กำรต่อยอดมงกุฎ
ใชม้ ีดปลายแหลมค่อย ๆ เจาะตรงกลางของส่วนที่สาหรบั ใชต้ ่อยอดบนหัวโขน ขนาดของรใู ห้พอดีกบั
เดอื ยของยอดท่ที าไว้ แล้วใชก้ าวลาเท็กซ์ทาที่เดือยสวมลงในชอ่ งทเ่ี จาะไว้ จัดดูให้ยอดไดศ้ นู ย์พอดไี ม่เอนเอียง
แลว้ ตง้ั ทิ้งไว้ใหก้ าวแหง้ เพ่ือนาไปติดลวดลายตอ่ ไป
3. กำรตรี ักและติดประดับลวดลำย
ส่วนท่ตี ้องประดับลายได้แก่ส่วนทเ่ี ป็นมงกฎุ และจอนหูของหวั โขน ถา้ หัวโขนที่ไมม่ ียอดจาพวกยักษ์
โลน้ หรือลิงโลน้ กจ็ ะตดิ ลายทเ่ี กย้ี วรกั ร้อยสาหรับคาดศีรษะและจอนหเู ท่าน้นั การทาลวดลายทาไดโ้ ดยการเอา
รักตีลายทที่ าไวแ้ ลว้ มากดลงในแผน่ พมิ พห์ นิ แตก่ อ่ นทจี่ ะกดลายตอ้ งทาแม่พิมพ์ด้วยนา้ ผสมผงซักฟอกเสยี ก่อน
เพ่อื กันมิให้รักติดในร่องพมิ พ์ เวลาจะกดลายหรือทีเ่ รยี กว่าตลี ายน้ันตอ้ งเอารกั มาตดั เป็นทอ่ นสน้ั ๆ แล้วใชไ้ ม้
คลึงรักคลึงรดี รักออกเป็นเสน้ ขนาดเลก็ ใหญ่ตามแต่ลวดลายที่จะตี จากนน้ั กใ็ ช้ไม้เนยี ลกดรกั ลงไปในรอ่ งพิมพ์
ลวดลายให้เตม็ ถา้ กดรักไม่เตม็ ลายทไี่ ด้ออกมาจะไม่คมชดั เจนแลว้ ใช้ไม้เนยี ลปาดสว่ นทลี่ ้นเกนิ ลายนัน้ ให้เรียบ
พอดีกบั ขอบปลาย และใชร้ ักนน้ั แตะที่หลงั ลายถอนรักออกจากรอ่ งแม่พิมพน์ ามาวางไวร้ อการติดต่อไป
ก่อนจะตดิ ลายต้องทาเทือกลงบนส่วนที่จะติดลายเสียก่อน การทาต้องทาใหท้ ั่วอยา่ ทาเทือกให้หนานัก
เพราะเวลาติดลายแล้วจะจมเทือกหมด และก็อย่าทาบางเกินไปจะทาใหร้ กั ติดไม่ทนทานลายจะหลุดง่าย
เมือ่ ทาเทอื กทวั่ แลว้ นาลวดลายรกั น้นั มาตดิ เรียงทลี ะตวั อย่างปราณตี เปน็ ระเบียบ การใชล้ วดลายน้นั
ช่างตอ้ งศึกษามาก่อนและหารปู แบบเปน็ ตัวอยา่ งไว้ คร้ันเมื่อจดจาได้แมน่ ยกรหือมคี วามชานาญแล้วก็จะ
สามารถใช้ลายได้ถูกต้องและสวยงาม เมื่อติดสว่ นท่เี ป็นมงกฎุ แลว้ ขัน้ ต่อไปกต็ ดิ ลายท่ีจอนหู ซึ่งสว่ นที่เป็น
จอนหนู ้ีต้องใช้แผน่ อาลมู เิ นยี มอยา่ งบางมาตัดเปน็ รูปจอนหเู สยี ก่อน แลว้ นาไปเยบ็ ติดกับหวั โขนดว้ ยลวดลาย
ให้แน่น จะใช้กาวช่วยติดด้วยกจ็ ะทาใหแ้ ข็งแรงย่งิ ขึน้ ติดจอนหแู ล้วกท็ าเทือกบนแผน่ อลมู ิเนียม ให้ทั่วแล้วตี
ลายจอนหู ซ่งึ จะแกะพิมพ์เป็นรูปจอนท้ังแผน่ เลยหรือใชต้ ิดลายทีละตวั ก็ได้ มาติดลงบนแผน่ อะลูมิเนียมนั้นก็
เปน็ อันสาเรจ็ การติดลวดลาย
4. กำรปิดทอง
กอ่ นจะปิดทองต้องท้ิงใหร้ กั แห้งเสียก่อนราว 3 วัน จากน้ันเอาแชลเลคทารองพ้นื บนตัวลายให้เปน็ เงา
แล้วทง้ิ ไว้จนแชลแลคแห้งสนิทกท็ าสีปิดทองได้ การทาต้องทาใหท้ ่วั ทุกซอกทุกมมุ ของลาย อย่าทาให้หนาหรือ
บางเกนิ ไป ต้องทาใหเ้ สมอกัน สจี ะไดแ้ หง้ พรอ้ มกนั สนี า้ มันชนดิ นถ้ี ้าเนือ้ สีขน้ เกนิ ไปให้ใช้นา้ มันสนผสม ทาสี
แลว้ รอให้สีแหง้ แต่ไมใ่ ช่แห้งสนิทพอใหม้ คี วามเหนียวพอหมาด ๆ ปรกติใชเ้ วลาประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง ลองเอา
หลังมอื แตะดกู ็ได้ ถา้ ไมม่ ีความเหนยี วจนติดมือก็ปดิ ทองได้ ทองทใ่ี ชป้ ิดต้องใช้ทองคาเปลวแท้ ๆ ( มขี ายตาม
รา้ นขายเครื่องสงั ขภ์ ณั ฑ์แถวเสาชงิ ช้า ) โดยการปดิ ทองทับไปบนตวั ลายให้ทวั่ ต้องปิดทอง 2 ชั้น เพราะถ้าปิด
ข้ันเดยี วทองจะปดิ ไม่เขา้ ตามซอกลาย ตอ่ จากนนั้ ใช้แปรงกระทุ้งทองใหต้ ิดบนตวั ลายและขยฝ้ี ุน่ ทองใหเ้ ข้าตาม
ซอกลายให้ทั่ว (ควรมีกระบะรองผงทองเอาไว้เพราะจะต้องเอาผงทองมาใช้ขยตี้ ามซอกลายทองจงึ จะปดิ ได้
ทวั่ ถงึ กัน) แลว้ ใช้แปรงขนอ่อนปดั ผงทองท่ีเหลอื ออกให้หมด ผงทองเก็บไวใ้ ชค้ ราวต่อไป
5. กำรประดับพลอย
การประดบั พลอยกเ็ พ่ือช่วยให้หวั โขนน้ันดูสวยงามมีคณุ ค่าขน้ึ พลอยทีใ่ ช้เปน็ พลอยกระจกหรือพลอย
อดั มขี ายเป็นหอ่ นขนาดตา่ ง ๆ กันมีขายตามรา้ นแขกข้างวัดสมั พนั ธว์ งศ์ (วดั เกาะ) สาเพง็ เลือกใช้ตามขนาด
ของลวดลายที่ใชป้ ระดบั หัวโขน วธิ ตี ดิ พลอยใช้กาวทาเทก็ ซ์หยอดลงในร่องของตัวลายที่เรยี กว่ารอ่ งพลอย
(ลายทีใ่ ชใ้ นหัวโขนเกือบท้งั หมดตอ้ งทาร่องพลอย) แลว้ ใช้ขผี้ งึ้ คลงึ แผ่นเป็นแทง่ เล็ก ๆ จิม้ พลอยติดลงไปในร่อง
พลอย ใช้น้วิ มือชว่ ยกระทุ้งพลอยอกี เล็กน้อยเพ่ือชว่ ยให้พลอยตดิ แน่นไมห่ ลุดง่าย การตดิ พลอยนัน้ จะต้องติด
ให้ท่วั ทกุ ลายเวน้ ลายบางประเภททไี่ ม่ต้องใช้พลอยเชน่ ลายเส้นต่าง ๆ
6. กำรระบำยสีและกำรเขยี นหนำ้ โขน
ดังทไ่ี ด้กลา่ วแล้ววา้ ชา่ งทาหัวโขนทด่ี นี นั้ จาเปน็ ตอ้ งศึกษาเรอ่ื งสขี องหวั โขนให้เขา้ ใจเสียก่อน หวั โขน
น้นั จะสวยหรือไม่กข็ ึ้นอยกู่ ับการเขียนหน้า นเ้ี ป็นประการสาคัญ
วธิ เี ขยี นจะขอแบง่ เป็นข้นั ตอนดังนี้
ขั้นที่หนงึ่ คอื การระยายสีพน้ื หนา้ โขน เชน่ ทศกณั ฐ์ก็ลงพ้นื สีเขียว หนมุ านลงพ้ืนสขี าว
ไมยราบลงพื้นสีม่วง เป็นตน้ สที ่ีใช้สามารถใช้ไดห้ ลายประเภททงั้ สีโปสเตอร์ สฝี ุ่น และสพี ลาสติก แต่ไม่ใช้สี
น้ามันลงเปน็ อันขาด
ขั้นทส่ี อง เขียนสว่ นทเ่ี ป็นควิ้ ตา ขอบปาก และเครา ตามศัพท์ชา่ งเรยี กว่า “เส้นไพล” โดยจะ
เรยี กว่าเส้นไพลค้วิ เสน้ ไพลปาก เปน็ ตน้ สที ่ใี ชเ้ ขยี นเส้นไพลนี้ช่างโบราณได้กาหนดให้ใช้สเี ขยี วทกุ หัว ยกเว้น
หัวท่มี หี น้าสเี ขียวใหเ้ ขียนเส้นไพลเป็นสฟี ้าหรือสีครามอ่อน เส้นไพลน้ีจะมคี วามหนากว่าเส้นอ่ืน ๆ จงึ มีการ
เขยี นตัดเสน้ ไพลด้วยคือจะตดั เส้นไพลส่วนลา่ งด้วยสดี าและเขยี นเส้นดาเล็ก ๆ ตามแนวขวางของเสน้ อีกด้วย
สมมตเิ ป็นเส้นขน สว่ นดา้ นบนของเสน้ ไพลจะเขียนเสน้ ด้วยยางมะเด่ือแลว้ ปิดทองคาเปลวและแตม้ จดุ สตี าเปน็
แบบจุดไข่ปลาวางเป็นระยะ ๆ ไปทั้งเสน้
ขั้นทสี่ ำม เขยี นส่วนท่ีเป็นดวงตา รมิ ฝีปากและฟนั รมิ ฝีปากนน้ั ใช้สีเปน็ สามระดับคือ จากขอบปากใช้
สีชมพู ตอ่ ลงมาเปน็ สแี ดงด้านล่างชดิ ฟนั เป็นสีแดงตัด (สีแดงผสมดา) โดยทาเปน็ ระยะจากสีออ่ นไปหาสีเขม้
ส่วนตามและฟนั กใ็ ชส้ ขี าว ลกู ตานัน้ ใชส้ ีดาระบายเป็นวงตาดา ขอบวงตาดาต้องระบายสีฟ้าอ่อนล้อมอีก
ช้ันหนง่ึ หวั ตาและหางตาจะต้องแลเสน้ สแี ดงอกี เล็กน้อย ส่วนท่เี ป็นฟนั ก็ใชส้ ดี าตัดเส้นแบ่งฟนั ออกเป็นซ่ี ๆ
สาหรับการทาหัวโขนใหพ้ เิ ศษขน้ึ ก็ใชเ้ ปลือกหอยมกุ ฉลเุ ป็นตา ฟนั และเขย้ี ว ซงึ่ ต้องใช้ความชานาญ
เพม่ิ ขน้ึ การใชห้ อยมุกมาประกอบหัวโขนนจี้ ะช่วยให้หวั โขนนั้นสวยงามและมีคุณค่ายงิ่ ขึ้น
ข้ันทสี่ ่ี คือการเขียนเส้นฮ่อ อันเปน็ เส้นลายบนหน้าโขนโดยมีท่ีมาจากรอยยน่ ต่าง ๆ บนใบหน้าของคน
ตามธรรมชาติ การเขยี นเส้นฮอ่ นีจ้ ะทาใหห้ ัวโขนดูมีชวี ิตชวี าสวยงามขน้ึ และเปน็ การแสดงออกของอารมณ์
ของตัวโขนไดส้ มบูรณ์ ตามหลักของโบราณเส้นฮ่อจะใชส้ ีเปน็ 3 ระยะเหมือนการเขยี นรมิ ฝปี ากคือ ชมพู แดง
แดงตดั ไล่สีอ่อนมาจากขอบด้านนอกสเี ข้มอยู่ด้านใน ทงั้ ยังมีเสน้ พิเศษคือ เส้นทองซึ่ง
เขียนด้วยยางมะเดือ่ แลว้ ปดิ ทอง เขียนเหนือเส้นสชี มพูอกี เสน้ หนึ่ง
เสน้ ฮ่อนจ้ี ะเขยี นเลาะไปตามเส้นไพลตา่ ง ๆ การเขยี นมลี ักษณะเปน็ เส้นขาดเป็นชว่ ง ๆ ทั้งนี้ตอ้ งดจุ าก
แบบหัวโขนจรงิ เป็นหลัก
ขัน้ ที่หำ้ การเขยี นลายผ้าปิดทา้ ทอยหัวโขน โบราณนยิ มเขียนเป็นลายกนกเปลว ลายกา้ นขด หรือลาย
ใบเทศ อาจจะใชร้ ักตลี ายมาปั้นหรือตีลายมาประดับแลว้ ปิดทองก็ได้สาหรับหวั พเิ ศษ เชน่ หัวทศกัณฑ์
ซึง่ ตามลกั ษณะจะมีหนา้ ถงึ 10 หนา้ ต้องใชร้ ักตีลายพิมพ์แบบหนา้ ยักษ์เล็ก ๆ มาติดตรงสว่ นท้ายทอย 3
หนา้ และที่ยอดอีก 5 หนา้ รวมหนา้ พรหมท่ยี อดบนสุด 1 หน้า และหนา้ จริงอกี 1 หน้า รวมเปน็ 10 หนา้
หน้ายกั ษ์เล็ก ๆ นั้นระบายสีคล้ายหนา้ ใหญแ่ ตล่ ดส่วนละเอียดลงบ้าง
ขั้นสดุ ท้ำย คือการตดิ เข้ียว วัสดทุ ่ีใช้ทาเขย้ี วได้ เชน่ หอยมกุ งาช้าง กาไลพลาสติก ซึง่ ตอ้ งขัดแต่ง
ด้วยตะไบให้มลี กั ษณะเหมอื นเข้ยี วแล้วนาไปติดที่ปากหัวโขน กาวที่ใชค้ วรใชก้ าวอีฟอกซ่จี ะแขง็ แรงกว่ากาว
ชนดิ อืน่ แล้วใชร้ ักตีลายแผบ่ าง ๆ มาห้มุ เป็นปลอกเข้ยี ว แล้วปดิ ทอง สว่ นหัวลงิ ใชป้ ้ันเป็นเขยี้ วเล็ก ๆ เหมือน
ดอกมะลิตมู หรอื ใชห้ อยมุกขัดแต่งให้เปน็ เขี้ยวตดิ ก็ได้ หัวลงิ จะมเี ขย้ี ว 6 เขยี้ ว การติดเขี้ยวนเี้ ป็นขน้ั ปลีกย่อย
ท่จี รงิ ควรจะทาไวเ้ สยี ต้งั แต่ข้ันตดิ ประดับลวดลาย
ทง้ั หมดท่ีกล่าวมานี้ เป็นกรรมวธิ ีทาหวั โขนขนาดเล็กท่ีค่อนขา้ งจะละเอียดสมบรู ณ์พอสมควร เหมาะ
สาหรับนกั ศึกษาทีเ่ คยผา่ นการทางานในวิชาน้ีมาแล้วจะมีความเขา้ ใจเป็นอยา่ งดี ส่วนผู้สนใจอ่นื ๆ ทตี่ อ้ งการ
นาไปประกอบการค้นคว้าประดับความรู้หรือจะนาไปปฏิบัติ ควรจะได้ศกึ ษาจากของจริงมาก่อน มิฉะน้นั จะทา
ความเขา้ ใจไดย้ ากดังท่ีกลา่ วไว้แลว้ ในบทนา
สีและลักษณะหวั โขน
หวั โขนน้ันแบ่งเปน็ ประเภทได้ 6 ประเภท คือ
1. หวั โขนท่เี ป็นศีรษะเทพเจา้ เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม พระ
ปรคนธรรพ์
2. หวั โขนท่ีเปน็ ศรีษะครู เช่น พระฤาษี พระพริ าพ
3. หวั โขนฝา่ ยมนษุ ย์ เชน่ พระราม พระลักษณ์ ซึ่งปัจจบุ ันไม่นยิ มสวมหนา้ ใช้
แตง่ หน้าตวั
โขนแล้วสวมชฎาแทน
4. หัวโขนวานร ได้แก่ ลงิ ต่าง ๆ เชน่ หนุมาน สุครีพ พวกสิบแปดมงกุฎ
5. หัวโขนฝ่ายยักษ์ ได้แก่ ทศกัณฐ์ พเิ ภก และเสนายยักษ์ท้งั หลาย
6. หวั โขนทเี่ ป็นสตั ว์ตา่ ง ๆ เช่น นก ช้าง สงิ ห์ มา้ กวาง ควาย ฯลฯ
ในการแสดงโขนมีคาเรียกกองทัพซึ่งเป็นคู่สงครามระหว่างกองทัพฝ่ายพระรามว่า “ฝ่าย
พลับพลา” และเรียกกองทัพฝ่ายยักษ์ของทศกัณฐ์ และสัมพันธมิตรว่า “ฝ่ายลงกา” แต่ถ้าเป็นการแสดง
โขนตอนหลัง เม่ือพระพรต พระสัตรุด อนุชาพระราม เป็นจอมทัพออกไปทาสงครามกับท้าวจักรวรรดิ์ ผู้
ครองกรงุ มลิวัน กอ็ าจเรียกกองทพั ฝ่ายยกั ษว์ า่ “ฝา่ ยกรุงมลิวัน”
ส่วนพวกเทวดา นักพรต และอ่ืน ๆ ท่ีมีกล่าวถึงในเร่ืองรามเกียรตน์ิ ั้น มิได้กาหนดแน่นอน
ว่าเปน็ ฝา่ ยใด สุดแต่การปฏบิ ตั ถิ ้าการแสดงเขา้ เป็นฝ่ายใด ก็นบั เรยี กเปน็ ฝ่ายนน้ั
กองทพั ท่เี รียกกนั ว่า “ฝ่ายกรุงลงกา” เราจัดลาดบั ชนั้ ไว้ในกองทัพดังนี้
1. ยกั ษ์ใหญ่ เช่น ทศกัณฐ์ ท้าวจักรวรรด์ิ สหสั เดชะ
2. ยกั ษ์น้อย เชน่ กุมภกรรณ อนิ ทรชติ พเิ ภก
3. ยกั ษ์ต่างเมอื ง เช่น ไมราพย์ แสงอาทติ ย์ มังกรกณั ฐ์ สัทธาสูร
4. ยกั ษเ์ สนาบดี เช่น มโหธร เปาวนาสูร
5. เสนายกั ษ์ เชน่ การณุ ราช กาลสรู ฯลฯ
6. เขนยกั ษ์ หรือพลยกั ษ์
ฝ่ายกองทัพพระราม เรยี กว่า “ฝ่ายพลบั พลา” จัดลาดบั ไว้ดังนี้
1. พระใหญ่ เช่น พระราม ทา้ วทศรศ ท้าวไกยเกษ
2. พระนอ้ ย เช่น พระลกั ษมณ์ พระพรต พระสัตรดุ
3. พญาวานร เชน่ สคุ รีพ หนมุ าน พาลีองคต ชามพวู ราช มพพู าน
ท้าวมหาชมพู นลิ นนท์ นลิ พัท มัจฉานุ อสรู พดั
4. ลงิ สบิ แปดมงกุฎ เชน่ เกยูร มายรู เกสรทมาลา ไชยามพวาน นลิ ราช
5. เตยี วเพช็ ร เชน่ โชตมิ ุข ปิงคลา มากัญจวิก
6. จังเกยี ง
7. เขนลิงหรือพลลิง
คู่สงครามแต่ละฝ่ายต่างมีสมัครพรรคพวกมากด้วยกัน ตัวโขนที่ออกแสดงจึงมีจานวนมาก
และก็ต้องใส่หัวโขนต่างกันตามแต่บทบาทที่ได้รับ และประเภทเทพเจ้า เทพยดา ก็ใช้สวมหัวโขนตามแบบ
โบราณ แต่ปัจจบุ ันนิยมสวมชฎาแทนการสวมหัวโขน แม้ตวั ยักษ์ผู้หญิง เชน่ นางสามะนักขา นางกากนาสูร
และนางผเี สอื้ สมุทร ก็ใชส้ วมหัวโขน สว่ นตวั นางกใ็ ห้สวมชฎานางมิตอ้ งสวมหัวโขน
จานวนกองทัพฝ่ายพลบั พลาซ่ึงมวี านรชน้ั ต่าง ๆ นน้ั สามารถแยกประเภทออกได้ตามชนดิ
ของมงกุฎ ซ่ึงแบ่งประเภทออกไดต้ ามชนดิ ของมงกุฎ
1. มงกุฎยอดบัด
1.1 พาลี สีเขียว
1.2 สคุ รีพ สแี ดงชาด
2. มงกฎุ ยอดชยั
2.1 ชามพวู ราช สีแดง
2.2 ท้าวมหาชมพู สขี าว
2.3 ชมพพู าน สธี งชาติ
3. มงกุฎยอดสามกลบี
มีองคต สเี ขยี วเพยี งตัวเดยี ว พิเศษกวา่ ตัวอื่น คือ ปากหุบ
4. พวดกทาไม่มีมงกฎุ แตเ่ ป็นพญาวานร
4.1 หนุมาน สขี าว
4.2 นิลพทั สนี า้ รกั
4.3 นิลนนท์ สหี งสบาท
4.4 มจั ฉานุ สีขาว
4.5 อสรุ พดั สีเลอื่ มประภสั สร หน้าเป็นลงิ ผมเป็นยกั ษ์
หัวโขนของลงิ เหล่านี้ไม่มมี งกุฎ ทาเป็นเกี้ยวลายรักรอ้ ยประดบั รอบหวั โขน
5. พวกลงิ โล้นแตเ่ รยี กมงกฎุ ได้แก่พวกวานรสิบแปดมงกุฎ อนั ได้แก่
5.1 เกยรู สมี ว่ งแก่ 5.2 โกมทุ สีบวั โรย
5.3 ไชยามพวาน สเี ทา 5.4 มาลนุ ทเกสร สีเมฆ
5.5 พิมบพานร สดี าหมกึ 5.6 ไวยบตุ ร สีเมฆหรอื สีมอคราม
5.7 สตั พลี สีขาว 5.8 สรุ กานต์ สีเหลอื งจาปา
5.9 สุรเสน สแี สด 5.10 นลิ ขนั สหี งดิน
5.11 นลิ ปานัน สสี ารดิ 5.12 นิลปาสนั สเี ล่ือมเหลือง
5.13 นิลราช สนี ้าไหล 5.14 นลิ เอก สีทองแดง
5.15 วสิ ันตราวี สลี น้ิ จ่ี 5.16 ทมุ ติ นั สีทอง
5.17 เกสรทมาลา สีเหลอื งอ่อน 5.18 มายรู สีมว่ งออ่ น
6. พวกวานรเตยี วเพชรและพวกจังเกยี ง
เป็นเสนาวานรชั้นต่าลงมา หัวโขนไม่ติดลายเกี้ยวเหมือนพวกพวกพญาวานร และสิบ
แปดมงกุฎ แตม่ ีมงคลเปน็ ผ้าทองตะบดิ เกลียวคาดแทนเกีย้ วลาย พวกวานรน้ีไดแ้ ก่ ญาณรสคนธ์ ทวพิ ัท ปิง
คลา มหัทวิกัน เป็นต้น
7. หัวโขนลงิ และหัวตลกฝ่ายลงิ
หัวโขนกท็ าแบบหัวลิงจริง ๆ ใชผ้ ้าแดงโพกคาดหวั
บรรดาวานรประเภทที่ 4 , 5 , 6 คือ พญาวานรที่ไม่มีมงกุฎ และพวกสิบแปดมงกุฎ กับ
พวกเตียวเพชรนนั้ มักจะเรียกรวมกนั ว่า ลงิ โล้น ซ่งึ มีอยรู่ าว 30 ตวั ซึ่งก็มีลักษณะของหวั เหมือนกัน ถึงแม้
จะบัญญัติให้มีสีตา่ งกันแล้ว ยังมบี างตัวท่ีสีซ้ากันอีก เช่น ถ้าลิงขาวปากอ้าก็เปน็ หนุมาน ถ้าปากหุบก็เป็นสัต
พลี หรือถา้ เปน็ ลงิ ปากอา้ สีดาก็เปน็ นลิ พัท ปากหบุ สดี าเปน็ พิมลพานร
ในประเภทหัวโขนยักษ์ ก็มีต่างกันร้อยกว่าหัว จึงต้องบัญญัติให้มีลักษณะต่าง ๆ กันเป็น
พวก ๆ ท้งั สี มงกุฎ และหนา้ ตา ดังจะจาแนกออกไว้เปน็ 5 จาพวก คอื
1. ปากแสยะ ตาโพลง เช่น ทศกัณฐ์ กุมภกรรณจกั รวรรด์ิ ฯลฯ
2. ปากขบ ตาจระเข้ เชน่ ไมยราพย์ มงั กรกณั ฐ์สัทธาสรู ฯลฯ
3. ปากขบ ตาโพลง เชน่ สวาหุ มารศี
4. ปากขบ ตาโพลง จมกู เป็นมนษุ ย์ เช่น รามสรู อนิ ทรชิต ปากขบ ตาโพลง จมูก
เป็นชา้ ง เชน่ ทศคีรวี ัน ทศครี ธี ร
5. ปากแสยะ ตาจระเข้ เช่น พเิ ภก สามะนักขา นนทุกข์ พริ าพ
มพี เิ ศษอยู่อีกหน้าหนึง่ คือ นางกากนาสูร ทาเปน็ ยักษต์ าจระเข้ ปากยาวแบบอีกา
นอกจากนี้ ท่านยังได้บัญญัติสีของหัวโขน และมงกุฎอันเป็นส่วนสาคัญที่แสดงให้รู้ว่า
หัวโขนหัวน้ันเป็นใคร ถ้าบังเอิญเกิดมีสีซ้ากันก็ดูที่มงกุฎ หรือถ้าซ้ากันท้ังสองอย่างก็ดูจากการป้ันตา หรือดู
จากอาวุธทถี่ อื ไดอ้ ีกดว้ ย
ต่อไปน้ีขอนารายช่ือของยักษ์ และสีกายของแต่ละตัวและประเภทของมงกุฎ พร้อมทั้ง
ประเภทของอาวุธ และพาหนะที่ตัวโขนตัวนั้นใช้มากล่าวไว้ เพ่ือเป็นแนวทางในการสร้างหัวโขนท่ีถูกต้อง
ดังน้ี
1. มงกุฎยอดชัย
1.1 ทศกัณฐ์ มงกุฎชยั 3 ชั้น 10 หน้า สเี ขียว
12. สหสั เดชะ มงกฎุ ชยั 5 ชน้ั 1000 หน้า สีขาว มีกระบองวิเศษเปน็ อาวุธ
1.3 อศั กรรณมาราสูร มงกุฎชยั 2 ช้นั 7 หนา้ สีมว่ งแก่
1.4 อศั ธาดา มงกฎุ ชัย มี 4 หน้า
1.5 ตรีเศยี ร มงกฎุ ชัย 3 ยอด 3 หนา้ สขี าว
1.6 อสรุ พักตร์ หรือ สรุ พรหม 4 หนา้ สหี งสบาท
2. มงกุฎยอดนำค
2.1 มงั กรกัณฐ์ สีเขียว ถอื ศร
2.2 วริ ฬุ หก สีขาว มีเครือ่ งประดับกายล้วนแตน่ าคอนั มีพิษ
3. มงกฎุ กระหนก
3.1 กุเปรนั สมี ว่ งออ่ น ถือกระบอง
3.2 ตรปี กั กัน สีเขียว ถือศร
3.3 พญาทูษณ์ สมี ่วงแก่ถอื กระบอง
3.4 ไมยราพย์ สีมว่ งอ่อน ถือกล้องเปา่ ยา
3.5 ประหัสต์ สมี ว่ งแก่ถือกระบอง
3.6 ไวยตาล สคี รามอ่อน ถือกระบองพลวเิ ศษ
3.7 แสงอาทติ ย์ สีแดงชาด มีแวน่ แก้วสรุ กานตเ์ ป็นอาวุธ
3.8 หริ ันตยกั ษ์ สที อง อสูรเทพบุตร
3.9 อนรุ าช สจี ันทรอ์ อ่ น
4. มงกุฎยอดจบี
4.1 กมุ ภณั ฑน์ รุ าช สแี ดงเสน ถอื คธา มนี าคเป็นสังวาลย์
4.2 พญาขร สีเขยี ว ถือศรจักรพาฬพัง
4.3 ปทูตทนั ต์ สหี งดิน อสูรเทพบุตร
4.4 สัตลุง สหี งชาดขัดคธา ถือศร
4.5 สัทธาสรู สหี งเสน ขดั คธา ถือศร
4.6 เหรนั ตท์ ตู สมี ว่ งอ่อน อสรู เทพบุตร
5. มงกฎุ ยอดหำงไก่
5.1 จกั รวรรดิ มงกุฎ 2 ชัน้ ส่ีหน้า สขี าว
5.2 บรรลยั จกั ร สมี ่วงออ่ น ถอื ศรเหราพต
5.3 มหายมยักษ์ สีแดงชาด
5.4 มารนั สีทอง
5.5 วิรุฬจาบัง สมี อหมึก ถอื หอกขี่ม้าวเิ ศษช่ือนลิ พาหุ
6. มงกฎุ ยอดนำ้ เต้ำ
6.1 กมุ ภกาศ สีหงดิน
6.2 ชวิ หา สีหงชาด
6.3 พเิ ภก สีเขยี ว
6.4 วายภุ กั ษ์ สเี ขยี ว ( น้าเต้ามีกาบรบั บวั แวง )
7. มงกุฎยอดนำ้ เต้ำกลม ขัดคธา ถือศร
ถือกระบอง มงกุฎน้าเตา้ กลมรูปทรงปลี
7.1 กุมพล สเี ขียว
7.2 กเุ วรนุราช สขี าว
7.3 ตรีบรุ มั สีดาหมกึ
7.4 อากาศตะไลย สีแดงเสน สหี นา้ แปดมอื มงกุฎน้าเต้า 5 ยอด
7.5 นนยพุ กั ตร์ สเี ขยี ว
7.6 ไพจิตราสูร สีขาว
7.7 เปาวนาสรู สีขาว
7.8 มโหทร สเี ขียว
8. มงกุฎนำ้ เต้ำเฟอื ง
8.1 บรรลัยกลั ป์ สแี ดงหรือสีแสด ขัดคธา ถือศร
8.2 ลัศเตียน สขี าว 4 หนา้ มงกุฎนา้ เต้าเฟืองปลายบดั
8.3 ไวยวิก หรือวันยุวกิ สีม่วงแก่
9. มงกุฎกำบไผ่
9.1 ทศคีรวี นั สเี ขยี ว จมกู เปน็ งวงช้าง ถือศร
9.2 ทศครี ีธร
9.3 ปโรต สีม่วงแก่ ถอื ศร อสรู เทพบุตร
9.4 รามสูร สีเขยี ว ถือขวาน อสูรเทพบุตร
9.5 คนธรรพ์นรุ าช สีเขียว ทรงชฏา โพกผา้ อย่างวิทยาธร หรือยอดกาบไผ่
10. มงกฎุ ยอดบัดยหรืออดเดนิ หน
10.1 อนิ ทรชิต สีเขียว จอนหมู นษุ ย์ ถือศร
10.2 สุรยิ าภพ สีแดง ถอื หอกเมฆทัพ
10.3 ไพนาสุรวิ งศ์ หรอื ทศพิน สเี ขียว ขี่มา้ ผา่ นแดง
10.4 วริ ุณพัท สีเขียว
ขอ้ สังเกตหนา้ ตายักษ์ที่มมี งกุฎเปน็ ยอดกาบไผ่และยอดบัด นอกจากทศครี วี ัน ทศครี ธี รแลว้
ชา่ งโบราณมักจะปน้ั หนา้ ให้มีจมกู เปฯ็ มนุษยเ์ สียส่วนใหญ่ เช่น รามสรู อนิ ทรชิต ฯลฯ
11. มงกุฎสำมกลีบ
11.1 สวาฬุ สีเขียวหรือหงดิน
11.2 มารศี สีขาว
11.3 ทัพนาสรู สหี งดนิ
12. มงกฎุ ยอดหำงไหล
มี ตรีเมฆ สีหงดนิ แก่ เพียงตวั เดยี ว
13. พวกทีไ่ ม่มีมงกฎุ แตเ่ ป็นพญำยกั ษ์
ประเภทน้เี ปน็ ยกั ษ์โล้น ทาบนหัวเป็นขมวดกน้ หอย ดงั เช่น
13.1 กุมภกรรณ สีเขียว
13.2 มูาลพลัม สเี ขียว หัวโขนทาเปน็ 4 หน้า
13.3 มหาบาลเทพาสรู สเี ขยี ว
13.4 นนทุกข์ สเี ขียว หัวล้านไมม่ ขี มวดก้นหอย เป็นอสูรเทพบุตร
13.5 นางสามะนกั ขา สีเขยี ว ขา้ งบนหัวทาผมแบบผมปกี ของผหู้ ญิง
13.6 นางผเี ส้อื สมุทร สหี งดนิ
และยังมีหัวโขนพิเศษอีกหัวหนึ่ง คือ หัวพิราพป่า สีม่วงแก่ ซึ่งชาวศิลปินนับถือเป็นครูท่ี
แรงและกลัวเกรงกันท้ังส้ิน ซ่ึงช่างโบราณได้ประดิษฐ์ข้ึนมาท้ังหัวโล้นและมียอดบัด เรียกว่าพระพิราพ
ทรงเครอื่ ง
14. พวกเสนำยักษไ์ ม่มีมงกุฎ
ได้แก่กาลสูร โรมจักร สขุ าจาร อสุรกาปนั้ เป็นตน้
15. หัวโขนยักษ์และตลกฝ่ำยยักษ์
ท่ีกล่าวมาแล้วท้ังหมดนี้โบราณจารย์ท่านได้กล่าวไว้ว่าเป็นทฤษฎีแบบแผน ท่ีช่างรุ่นหลัง
สมควรรักษาไว้ให้ถูกต้องตามแบบบัญญัตินั้น ก็เสมือนช่วยรักษาแบบแผนอันดีไว้มิให้เป็นช่องทางที่จะเลอะ
เลือนไปสู่ความเสอ่ื ม เพราะในการแสดงน้ัน แม่สแี ละลักษณะจะซ้าหรือเหมอื นกัน ผูด้ ูการแสดงโขนท้ัว ๆ ไป
ก็ย่อมจะรู้และเข้าใจในเรื่องราวได้ดี ท้ังตัวโขนท่ีสีและลักษณะท่ีเหมือนกันนั้น ส่วนมากอยู่คนละชุดคนละ
ตอน ในการเล่นการแสดง ชุดหน่ึงคราวหนึ่ง จึงไม่มีทางที่ตัวโขนแต่งตัวแต่สีซ้าลักษณะกัน มารวมเล่น
พร้อมกนั ในชดุ เดียวกัน ตอนเดียวกนั ไดเ้ ลย
ดงั จะเห็นไดว้ ่า สที ีใ่ ช้ในการเขยี นหนา้ โขนน้ันสว่ นโหญเ่ ปน็ สที ี่เรยี กตามศพั ท์ช่างโบราณผู้ท่ี
ไมไ่ ด้เป็นช่างเขยี นภาพไทยอาจจะไม่รจู้ ักว่าเป็นสีอยา่ งไร เชน่ สีหงสบาท สเี ลือ่ มประภัสสรดงั นนั้ จะได้
กล่าวถึงสีทใ่ี ชใ้ นการเขยี นหน้าโขน และการผสมสีนั้น ๆ พรอ้ มท้ังเทียบชอื่ เป็นภาษาอังกฤษ ตามตาราของ
ทา่ นศาสตราจารย์ นิโกลาส์ เพือ่ ใหผ้ ู้อ่านไดเ้ ขา้ ใจในลักษณะของสยี ิง่ ขนึ้