The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติ เครื่องพัสตราภรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by surat boonthrong, 2021-11-08 01:36:16

ประวัติ เครื่องพัสตราภรณ์

ประวัติ เครื่องพัสตราภรณ์

ประวตั ิ เคร่ืองพสั ตราภรณ์

พสั ตราภรณ์ หมายถึง เส้ือผา้ เครื่องนุ่งห่ม ศิราภรณ์ หมายถึง เคร่ืองประดบั มาจากคาํ วา่ "ศิร" และ
"อาภรณ์" หมายความถึงเครื่องประดบั สําหรับใช้สวมใส่ ศีรษะ เช่น ชฎามงกุฎ ที่มีวิวฒั นาการมาจากการ
โพกผา้ ของพวกชฏิล12 ก.ค. 2562

[พอน] น. เคร่ืองประดบั บางทีก็ใชเ้ ป็นส่วนทา้ ยของคาํ สมาส เช่น พสั ตราภรณ์ = เครื่องประดบั คือ
เส้ือผา้ สิราภรณ์ = เคร่ืองประดบั ศีรษะ คชาภรณ์ = เคร่ืองประดบั ชา้ ง พิมพาภรณ์ = เครื่องประดบั ร่างกาย ใน
คาํ วา่ ถนิมพมิ พาภรณ์ ธรรมาภรณ์ = มีธรรมะเป็นเครื่องประดบั . (ป. ส.).

พสั ตราภรณ์
ชื่อที่มีคาํ ว่า พสั ตร์ หรือ พสั ตรา หรือ จะอ่านว่า ( พทั - ตรา ) หมายถึง เครื่องแต่งกาย เส้ือผา้ หรือ
เครื่องนุ่งห่ม ที่มีความงามและทรงคุณคา่

ภุมมาพสั ตราภรณ์ คือ ศิลปะของการนุ่งห่มผา้ อยา่ งวิจิตร งดงาม แบบโบราณ และยงั อนุรักษว์ ิธีการ
อบร่ําผา้ นุ่งผา้ ห่ม ใหม้ ีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเคร่ืองหอมไทยโบราณ จากหีบไมเ้ ก่าที่สืบทอดจากครูผเู้ ชี่ยวชาญ
การร่ําผา้ นุ่งของเจา้ สาว จะกระทาํ ข้ึนหลงั จากท่ีเจา้ สาวไดเ้ ลือกผา้ ที่เหมาะสมและสีผา้ ที่ตอ้ งการแลว้ ก่อนจะ
ถึงวนั งาน ทางภมุ มาพสั ตราภรณ์จะทาํ การ ซกั ลา้ งดว้ ยน้าํ ชะรูด เรียบร้อยแลว้ นาํ มาอบเทียน ก่อนท่ีจะจีบผา้
3 - 5 ยก ( ยก หมายถึง การยกฝาหีบข้ึนหลงั จากครวนในหีบจางลงแลว้ ) หลงั จากจีบผา้ เรียบร้อยแลว้ จะทาํ
การร่ําดว้ ยผงเคร่ืองหอม อีก 5 - 7 ยก ก่อนที่จะเปิ ดหีบใชง้ าน ก็จะอบดอกไมส้ ดอีก คร้ังเพ่ือความหอมสด
ช่ืนจากไดไ้ มส้ ด ภุมมาพสั ตราภรณ์ จึงมีเอกลกั ษณ์ตามแบบอย่างความเป็นไทยโบราณคือ งามดว้ ยเคร่ืองผา้
งามดว้ ยศิลปะของการนุ่งห่ม งามดว้ ยจริตของกล่ินหอมที่เยา้ ยวนใหช้ วนชมท่ีน่าหลงไหล

ประวตั ผิ ้าไทยในสมัยต่างๆ

จากหลกั ฐานทางโบราณคดีแสดงวา่ ดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบนั น้ีเคยมีการใชผ้ า้ และทอผา้ ไดต้ ้งั แตส่ มยั ก่อน

ประวตั ิศาตร์ เม่ือราว 2000-4000 ปี มาแลว้ โดยไดพ้ บเศษผา้ ติดอยกู่ บั คราบสนิมของกาํ ไลทองสาํ ริด และแวดินเผาซ่ึง

เป็นอปุ กรณ์ป่ันดา้ ยแบบงา่ ยๆ รวมท้งั ลกู กลิ้งแกะลายสาํ หรับใชท้ าํ ลวดลายบนผา้ เป็นจาํ นวนมาก อยทู่ ่ีบริเวณแหล่ง

วฒั นธรรมบา้ นเชียง อาํ เภอหนองหาน จงั หวดั อุดรธานี นบั เป็นหลกั ฐานเก่าแก่ท่ีสุดเก่ียวกบั การใชผ้ า้ และการทอผา้

ของไทยในอดีต ตอ่ มาในสมยั ทวารวดี ศรีวิชยั สุโขทยั อยธุ ยา และรัตนโกสินทร์ กม็ หี ลกั ฐานทางประวตั ิ

ศาตร์ซ่ึงพบในศิลาจารึกพงศาวดาร จดหมายเหตุและบนั ทึกของชาวตา่ งประเทศเกี่ยวกบั เร่ืองราวทางประวตั ิศาตร์แสดง

วา่ มีการใชป้ ระโยชนจ์ ากผา้ อยา่ งต่อเน่ือง ท้งั ที่เป็นเครื่องนุ่งห่มและเคร่ืองใชต้ า่ ง ๆ โดยมีท้งั ผา้ ที่ผลิตข้ึนเองในทอ้ งถ่นิ

และผา้ ที่นาํ เขา้ มาจากตา่ งประเทศ

1

ในที่น้ีจะกลา่ วถึงผา้ ต้งั แตส่ มยั สุโขทยั เร่ือยมาจนถึงสมยั รัตนโกสินทร์ ซ่ึงมีหลกั ฐานที่ระบไุ วค้ อ่ ยขา้ งชดั เจน

สมยั สุโขทัย (พ.ศ. 1792-1981)
จากบนั ทึกของจีนกลา่ ววา่ ในสมยั สุโขทยั มีการใชผ้ า้ ชนิดต่างๆ เป็นเคร่ืองนุ่งห่มมีคา่ สาํ หรับกษตั ริยแ์ ละชน

ช้นั สูง ไดแ้ ก่ ผา้ ไหม ผา้ แพร ผา้ กาํ มะหยี่ และผา้ เบญจรงค์ (ผา้ ฝ้ายยอ้ มเป็นสีต่าง ๆ รวม 5 สี คอื สีดาํ สีขาว สีแดง สีเขียว
และสีเหลือง) นอกจากน้ีในหนงั สือไตรภูมิพระร่วง ยงั กล่าวถึงชื่อผา้ ชนิดตา่ งๆ ไดแ้ ก่ ผา้ สุกุลพสั ตร์ ผา้ เลก็ หลก ผา้ สาลี
ผา้ ชมพู โดยอธิบายว่า ผา้ สุกลุ พสั ตร์เป็นผา้ ขาวเน้ือดี ส่วนผา้ อ่ืนๆ ไมไ่ ดบ้ อกรายละเอียดไว้ ผา้ ท่ีใชใ้ นสมยั สุโขทยั ส่วน
หน่ึงคงเป็นผา้ พ้ืนเมืองที่ทอข้ึนใชเ้ อง อีกส่วนหน่ึงเป็นผา้ ท่ีนาํ มาจากจีนและอินเดีย โดยเป็นสินคา้ ทท่ีพอ่ คา้ จีน อินเดีย
เปอร์เซีย และอาหรับ นาํ เขา้ มาขาย หรือเป็นเครื่องบรรณาการตอบแทนทางการทูต ผา้ ท่ีนาํ มาจากจีนส่วนใหญเ่ ป็นผา้
แพรชนิดต่างๆ ส่วนผา้ ท่ีนาํ มาจากอินเดียท่ีสาํ คญั คอื ผา้ แบงกะลี หรือ เจตครี ซ่ึงคงต้งั ช่ือตามทอ้ งถ่ินในอินเดียที่ผลิตผา้
ชนิดน้ี นอกจากจะใชเ้ ป็นเครื่องนุ่งห่ม ยงั ใชผ้ า้ เป็นเครื่องปูลาดตกแตง่ บา้ นเรือน ทาํ หมอนนงั่ หมอนนอน ฟูก ธงทิว
สัปทน(ร่มทาํ ดว้ ยผา้ หรือแพรสีต่างๆ มีดา้ มยาว ใชเ้ ป็นเครื่องแสดงยศขนุ นางหรือใชใ้ นพิธีต่างๆ) ม่าน และของใชอ้ ่ืนๆ

สมัยอยุธยา (พ.ศ. 1893-2310)
จากหลกั ฐานจดหมายเหตุของชาวจีนและชาวยโุ รป และวรรณคดีบางเรื่อง กล่าวถึงผา้ ชนิดตา่ งๆ มากมาย ท้งั ท่ีทาํ ข้ึนใน
ประเทศไทยและที่นาํ มาจากตา่ งประเทศ ไดแ้ ก่ ผา้ ฝ้าย ผา้ ไหม ผา้ แพร ผา้ หนงั ไก่ (ผา้ แพรมีเน้ือผา้ หยนุ่ ๆ คลา้ ยหนงั ไก่)
ผา้ สมปัก (ผา้ ทอดว้ ยไหมเพลาะมีลวดลายและสีต่างๆ) ผา้ ปมู (ผา้ ไหมทอมีลวดฃายเป็นสีตา่ งๆ โดยลวดลายแลเห็นไม่
เด่นชดั นกั ) ผา้ จวน(ผา้ แพรเพลาะเน้ือบางน่ิม) ผา้ ปักไหม ผา้ ปักด้ินทอง และผา้ พิมพ์

ตาํ นานวงั เก่าในประชุมพงศาวดารภาคที่ 63 กลา่ วถึงแหล่งคา้ ผา้ ที่สาํ คญั หลายแห่งในกรุงศรีอยธุ ยา เช่น ยา่ นป่ าไหมขาย
ไหมครุย ไหมฟั่น ไหมเบญจพรรณ(ไหมยอ้ มเป็นสีตา่ งๆ) ยา่ นป่ าฟกู ขายฟกู และหมอน ยา่ นทุ่งหมาก ขายเส้ือ กางเกง
ลว่ ม(เคร่ืองสาํ หรับใส่หมาก พลู บุหรี่ หรือใส่ยา) ถงุ หมาก ถุงยาสูบ ซองพลู ยา่ นป่ าตอง ขายฝ้าย ยา่ นฉะไกรใหญ่ ขาย
ผา้ สุหรัดและผา้ ขาว ยา่ นวดั ขนุ พรหม เขียนผา้ พิมพ์ แสดงวา่ ผา้ พมิ พล์ ายน้นั นอกจากจะนาํ มาจากอินเดียแลว้ ยงั มีการ
ผลิตที่ยา่ นวดั ขนุ พรหมดว้ ย

จากจดหมายเหตขุ องชาวจีนที่เดินทางเขา้ มาใสมยั อยธุ ยา ทาํ ใหท้ ราบวา่ คนไทยท้งั ผชู้ ายและผหู้ ญิงไวผ้ มยาว รวบข้ึน
เป็นมวยและโพกศีรษะดว้ ยผา้ ฝ้าย สวมเส้ือยาว แขนยาวทาํ จากฝ้าย และนุ่งผา้ ส้ัน

สาํ หรับฉลองพระองคข์ องพระเจา้ แผน่ ดิน ทรงโพกพระเศียรดว้ ยผา้ สีขาว ทรงพระภษู าผา้ ไหมปักผา้ สี่เหลี่ยมมีรัตพสั ตร์
(ผา้ สีแดง) ทาํ ดว้ แพรตว่ น เวลาเสดจ็ ทาํ สงครามหรือเสด็จประพาสล่าสัตวจ์ ะทรงฉลองพระองคช์ ุดสีแดง เส้ือของทหาร
ท่ีตามเสด็จประพาสลา่ สตั วจ์ ะทรงฉลองพระองคช์ ุดสีแดง เส้ือของทหารที่ตามเสดจ็ ก็เยบ็ ดว้ ยผา้ มสั ลินยอ้ มสีแดงขนุ
นางที่มีความดีความชอบ เช่น รบศึกชนะ พระเจา้ แผน้ ดินจะพระราชทานบาํ ดชเหน็จรางวลั ให้ โดยของอยา่ งหน่ึงท่ีทรง
ใชป้ ูนบาํ เหน็จรางวลั คือ ผา้ นอกจากน้ี ขนุ นางจะไดร้ ับพระราชทานผา้ สมปักตามตาํ แหน่งสาํ หรับนุ่งเขา้ ฝ้า ซ่ึงมีหลาย
ชนิด เช่น เจา้ ปลดั กรมใชส้ มปักไหม หวั หม่ืนนายเวรใชส้ มปักลาย การนุ่งผา้ สมปักยงั ข้ึนอยกู่ บั โอกาสและพธิ ีการ
บางอยา่ งอีกดว้ ย

2

สมยั รัตนโกสินทร์(พ.ศ. 2325-ปัจจบุ ัน)
ในสมยั รัตนโกสินทร์ตอนตน้ การใชผ้ า้ เป็นไปตามฐานะและตาํ แหน่งหนา้ ที่การงานเช่นเดียวกบั ในสมยั

อยธุ ยา โดยในรัชกาลท่ี1 โปรดเกล่าฯ ใหอ้ อกพระราชบญั ญตั ิว่าดว้ ยการแตง่ กายของขนุ นางช้นั ผใู้ หญ่ ขนุ นางช้นั ผนู้ อ้ ย
และราษฎรทวั่ ไป มีลายละเอียดของเคร่ืองแตง่ กายและเคร่ืองประดบั ที่อนุญาตหรือไมอ่ นุญาตใหส้ วมใส่ เช่น ชุดขนุ นาง
ช้นั ผนู้ อ้ ยหา้ มนุ่งผา้ สมปัก ใส่เส้ือครุยกรองคอและกรองตน้ แขน คาดรัดประคดหนามขนุนและก้นั ร่มผา้ ซ่ึงส่ิงเหลา่ น้ี
ใชไ้ ดเ้ ฉพาะขนุ นางช้นั ผใู้ หญ่เทา่ น้นั นากจากน้ี ในกรณีของสามญั ชนยงั หา้ มใส่จ้ีเสมาภควจน่ั ประดบั เพชร ถมยา
ราชาวดีประดบั พลอย และใส่กาํ ไลเทา้ ทองคาํ

ในรัชกาลที่ 2 ปรากฏวา่ มีผา้ เพม่ิ ข้ึนอีกชนิดหน่ึง เรีกกวา่ ผา้ โหมด หรือ ผา้ โหมดเทศ เป็นผา้ ทอจากอินเดีย ทาํ
ดว้ ยกระดาษเงินและกระดาษทองพนั เส้นไหมทอกบั ไหมสีต่างๆ เช่น สีมว่ ง สีน้าํ เงิน เป็นลายริ้วหรือเป็นลายดอก ผา้
ชนิดน้ีใชต้ ดั เส้ือ ตอนแรกๆใชส้ าํ หรับเจา้ นาย แต่ตอ่ มาสามญั ชนนาํ มาใชไ้ ด้ นอกจากน้ียงั เป็นผา้ พระราชทานแก่แมท่ พั
นายกองที่มีความชอบอีกดว้ ย

ในกรณีของเจา้ นายช้นั สูงมีผา้ ลายเขียนดว้ ยสีทอง เรียกวา่ ผา้ ลายเขยี นทอง ใชไ้ ดเ้ ฉพาะพระเจา้ แผน่ ดินพระมเหสีเจา้ ฟ้า
และพระองคเ์ จา้ เท่าน้นั ผา้ ชนิดน้ีนิยมใชเ้ ช่นเดียวกบั ผา้ ยก และมีลายที่น่าสนใจ เช่น ลายกา้ นแยง่ ครุฑทรงพุ่มขา้ วบิณฑ์
ลายกระหนกรูปครุฑคาบนาค

ในรัชกาลที่ 3 และรัชกาลท่ี 4 มีการกล่าวถึงการแตง่ กายของสามญั ชนบา้ ง ทาํ ใหท้ ราบวา่ ผา้ บางชนิดนิยมใช้
กบั คนบางกลุ่ม เช่น คนมีเงินนิยมใชแ้ พรจีนสีตา่ งๆ โดยห่มหรือเยบ็ ซอ้ นกนั 2 ช้นั ใชผ้ า้ สีนวลอยขู่ า้ งใน ริมผา้ ขลิบ
ลูกไมส้ ่วนมมุ ผา้ ติดพู่ ขา้ ราชการนิยมนุ่งผา้ ปูม แต่เวลาเขา้ เฝ้าจะนุ่งผา้ สมปัก ส่วนเจา้ นายทรงผา้ ลายเขียนทอง ผา้ ปักทอง
แล่ง(ทองแลง่ คือ ทางท่ีนาํ มารีดเป็นแผน่ บางๆ แลว้ ตดั เป็นเสน้ ๆ) ผา้ เขม้ ขาบ (ผา้ ทอควบกบั ทองแลง่ เป็นริ้วๆ ตามยาว)

ในรัชกาลท่ี 5 โปรดเกลา้ ฯ ใหข้ า้ ราชการท่ีเขา้ เฝ้าเลิกนุ่งผา้ สมปัก เปลี่ยนมานุ่งผา้ มว่ งสีน้าํ เงินแก่แทน และใส่เส้ือแพรสี
ตา่ งๆ ตามกระทรวง เช่น ขา้ ราชการกระทรวงกลาโหมใชส้ ีลกู หวา้ กระทรวงมหาดไทยใชส้ ีเขยี วแก่ กระทรวงการ
ต่างประเทศใชส้ ีน้าํ เงินแก่ อาลกั ษณ์และโหรใชส้ ีขาว

ผา้ ม่วงเป็นผา้ ไหมเน้ือละเอียด ส่งั ทาํ จากประเทศจีน มีสีต่างๆ เวลานุ่งจะนุ่งแบบโจงกระเบนมีผสู้ นั นิษฐานวา่
คาํ วา่ “มว่ ง” มาจากภาษาจีนออกเสียงว่า “หมว่ ง” เขา้ ใจวา่ คงเป็นช่ือเมืองหรือสถานที่ที่ผลิตผา้ ชนิดน้ีในประเทศจีน
ขณะน้นั

หากเป็นเจา้ นายช้นั สูง เวลามีพระราชพิธีใหญ่จะโปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระบรมวงศานุวงศแ์ ตง่ องคท์ รงผา้ ยกทอง
ผา้ ลายเขียนทอง และผา้ เก้ียว (ผา้ เก้ียว คือ ผา้ คาดเอว มีท้งั ผา้ พิมพล์ าย ผา้ หนามขนุนซ่ึงเป็นผา้ แพรมีปมเลก็ ๆ ยดื หยนุ่ ท้งั
ผืน) และผา้ ไหม สวมเส้ือเยยี รบบั (เยยี รบบั คือ ผา้ ซ่ึงทอดว้ ยทองแลง่ กบั ไหม แตม่ ไี หมนอ้ ยกวา่ ) ปิ ดรังดุมตลอดท้งั 7 เมด็
สวมเส้ือครุยช้นั นอก

3

ในดา้ นการแตง่ กายไวท้ กุ ขน์ ้นั เดิมทีเดียวใชผ้ า้ สไบสีนวลหรือสีขาว ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ชาววงั ใชผ้ า้ นุ่งเป็น
ผา้ ลายสีม่วงและห่มสไบสีนวล คนไทยนิยมแตง่ สีแบบยโุ รป คือ สีดาํ ลว้ นในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
รัชกาลที่ 7

การพฒั นาผา้ ไทยท่ีสําคญั อย่างหน่ึงในรัชกาลที่ 5 คอื ไดท้ รงสถาปนากรมช่างไหมข้นึ เมื่อ พ.ศ.2452 มีพระเจา้
บรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จาเพญ็ พฒั นพงศ์ กรมหม่ืนพไิ ชยมหินทโรดมเป็นอธิบดีกรม และโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ้งั โรงเรียนช่าง
ไหมข้นึ ท่ีวงั ใหม่สระปทุม โดยจา้ งชาวญี่ป่ นุ มาเป็นครูสอน ส่งผลใหม้ ีการจดั ทาํ เคร่ืองสาวไหมแบบญี่ป่ นุ ซ่ึงทาํ งานได้
รวดเร็วและเส้นไหมเรียบสม่าํ เสมอใชแ้ ทนเครื่องสาวไหมของไทยที่ใชก้ นั มาแต่เดิมรวมท้งั ไดแ้ จกจ่ายเคร่ืองสาวไหม
แบบใหม่น้ีไปใหแ้ ก่โรงเรียนช่างไหมที่ต้งั ข้นึ ในจงั หวดั นครราชสีมาและจงั หวดั บุรีรีมยด์ ว้ ย รวมท้งั หมดถึง 408 เครื่อง
เป็ นที่น่าเสียดายว่า เมื่อพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม สิ้นพระชนมแ์ ล้ว ไม่มีผูใ้ ดดาํ เนินงานต่อ
โรงเรียนช่างไหมจึงลม้ เลิกไป

ในรัชกาลที่ 6 การแต่งกายโดยทวั่ ไปยงั คงเป็นไปตามประเพณีเดิมอยู่ แตก่ ็มีเจา้ นายและประชาชนท่ีเป็นพวก
สมยั ใหม่บางกล่มุ เริ่มแต่งกายอยา่ งชาวตะวนั ตก เช่น ผหู้ ญิงเลิกนุ่งโจงกระเบนหรือผา้ จีบหนา้ นาง เปล่ียนมานุ่งผา้ ถงุ
สาํ เร็จ ส่วนสไบน้นั มิไดเ้ ลิกใชเ้ สียทีเดียว แต่ใส่เส้ือผา้ ลูกไมแ้ ขนยาว แลว้ ใชผ้ า้ สไบพาดทบั เส้ืออีกทีหน่ึง ผชู้ ายกน็ ิยมนุ่ง
กางเกงและสวมเส้ืออยา่ งชาวตะวนั ตก อยา่ งไรกต็ าม ผชู้ ายทว่ั ไปมกั นุ่งกางเกงแพร หรือนุ่งผา้ มว่ ง หรือผา้ พ้นื สวม
รองเทา้ บา้ งไม่สวมบา้ งส่วนผหู้ ญิงโดยทวั่ ไปนุ่งโจงกระเบน ยงั คงคาดผา้ แลบหรือสวมเส้ือ ผา้ สไบน้นั นิยมนอ้ ยลง

การแต่งกายของขา้ ราชการในรัชกาลที่ 6 สวมเส้ือราชปะแตร นุ่งผา้ ม่วง สวมรองเทา้ แต่ทหารหรือพลเรือนใน
กรณีพเิ ศษสวมกางเกงกม็ ี เส้ือราชปะแตน เป็นเส้ือนอกสีขาวคอปิ ด มีรังดุม 5 เมด็ อยา่ งเช่นเส้ือท่ีขา้ ราชการพลเรือนใช้
แต่งเป็ฯเคร่ืองแบบปกติขาวในปัจจุบนั คาํ ว่า “ราชปะแตน” น้ี

บญั ญตั ิข้ึนในรัชกาลท่ี 6 โดยนาํ เอาคาํ บาลีว่า “ราช” ผสมกบั คาํ วา่ “แพตเทิร์น” (pattern) ในภาษาองั กฤษและ
ออกเสียงเพ้ยี นไปเป็นราชปะแตน มีความหมายวา่ “แบบหลวง” (pattern=แบบ)

ในรัชกาลท่ี 7 และรัชกาลตอ่ ๆมา ความนิยมแต่งกายแบบตะวนั ตกมีมาข้ึนตามลาํ ดบั เช่น ใหข้ า้ ราชการเลิกนุ่ง
ผา้ ม่วง เปล่ียนมานุ่งกางเกงขายาวแทน เมื่อหลงั การเปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รวมท้งั การแตง่ กายของสตรี
ช้นั สูงกเ็ ปลี่ยนแปลงไปตามสมยั นิยมดว้ ย ส่งผลใหม้ กี ารซ้ือผา้ จากตา่ งประเทศมากข้ึน และมีผลกระทบตอ่ การผลิตผา้
พ้ืนเมืองภายในประเทศ ซ่ึงมกั ใชก้ นั เฉพาะในบางโอกาส หรือใชก้ นั ในระดบั ชาวบา้ น และชนพ้นื เมืองในบางทอ้ งถ่ิน
เทา่ ย้นั

ใน พ.ศ. 2478 มีการพฒั นาการทอผา้ โดยใชเ้ ครื่องจกั รข้ึนเป็นคร้ังแรก โดยกระทรวงกลาโหมไดจ้ ดั ต้งั โรงงาน
ทอผา้ สาํ หรับใชใ้ นราชการทหารข้ึน เรียกว่า “โรงงานฝ้ายสยาม” เพื่อผลิตผา้ และสาํ ลีใชใ้ นกิจการทหาร มีการสง่ั ซ้ือ
เคร่ืองจกั รทอผา้ และฝ้ายจากต่างประเทศเขา้ มาดาํ เนินงาน นบั เป็นการเริ่มตน้ อุตสาหกรรมทอผา้ ดว้ ยเคร่ืองจกั รแห่งแรก
ในประเทศไทย โดยผลิตผา้ สีขาวหรือสีพ้ืน ไม่มีลวดลายและสีสนั งดงามเหมือนผา้ พ้ืนเมือง

4

ระหว่างสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ประเทศไทยขาดแคลนสินคา้ อุตสาหกรรมตา่ งๆ จอมพล ป.พบิ ูลสงคราม
นายกรัฐมนตรีจึงจดั ต้งั กระทรวงอุตสาหกรรมข้ึนเมื่อ พ.ศ. 2485 และไดจ้ ดั ต้งั โรงงานผลิตสินคา้ ท่ีจาํ เป็นอื่นๆ รวมท้งั
โรงงานทอผา้ ของรัฐบาล แต่การผลิตมีอปุ สรรค เนื่องจากยงั ไมม่ ีโรงงานทาํ ฝ้ายใหเ้ ป็นดา้ ยเพียงพอกบั ความตอ้ งการ

หลงั สงครามโลกส้ินสุดลงแลว้ ไดม้ ีการพฒนาเศรษฐกิจของประเทศอยา่ งแขง็ ขนั ตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ ซ่ึงเร่ิมข้นึ ในรัฐบาลของ จอมพล สฤษด์ิ ธนะรัชต(์ พ.ศ. 2501-2506) มีการสนบั สนุนการจดั ต้งั
อุตสาหกรรมตา่ งๆ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ อตุ สาหกรรมสิ่งทอ ซ่ึงไดก้ ลายเป็นอุสาหกรรมช้นั นาํ อยา่ งหน่ึงของประเทศ มี
การลงทุนต้งั โรงงานทอผา้ ดว้ ยเครื่องจกั รของเอกชนจาํ นวนมาก ส่งผลใหผ้ า้ ที่ผลิตดว้ ยเคร่ืองจกั ร มีปริมาณมากกว่าผา้
พ้นื เมืองที่ทอดว้ ยเคร่ืองมือแบบก่ีหรือหูกอยา่ งเทียบกนั ไมไ่ ด้ การทอผา้ พ้นื เมืองจึงซบเซาลงอยา่ งรวดเร็ว

5

“ด้ิน” หมายถึงสิ่งท่ีใชป้ กั เคร่ืองประดับมลี ักษณะเป็นเสน้ ด้ายทมี่ ีส่วนประกอบของโลหะ โดยสว่ นท่ี
เปน็ โลหะจะเคลือบบนพลาสติกหรือเสน้ ด้ายแลว้ พันรอบด้วยโลหะ สมัยโบราณมกี ารนำทองคำหรือเงนิ บรสิ ุทธ์ิ
มาทำเป็นเสน้ ดา้ ยเพื่อการประดับตกแตง่ เรยี กวา่ ดิ้นทอง ดิ้นเงนิ แต่ปจั จุบนั ทำจากวัสดุหลายประเภทเช่น ด้าย
ไหมเป็นตน้

“การปักด้นิ ทอง ด้ินเงนิ ”เป็นงานหัตถศลิ ป์อยา่ งหน่ึงของไทย เป็นการปักผ้าแบบโบราณท่ีพบไดบ้ น
เคร่อื งทรงของกษตั รยิ ์ ราชวงศช์ ้ันสูง และเครอ่ื งแต่งกายของนายทหารราชองครกั ษ์ระดบั ชัน้ นายพล ปักโดย
ชา่ งท่ีมีทักษะชำนาญเพราะต้องใช้ฝีมือและความละเอยี ด ดิ้นท่ใี ชส้ ว่ นใหญน่ ำเขา้ มาจากประเทศฝรง่ั เศส ซ่งึ มี
สว่ นผสมของทองคำแท้และเงินแท้จึงมรี าคาสูง ส่วนชดุ เคร่ืองแบบทหารรักษาพระองค์ท่เี ดินสวนสนามในงาน
พระราชพิธี หรืองานพิธตี ่างๆน้นั จะใช้วสั ดทุ คี่ ุณภาพรองลงมา และปัจจบุ นั ไดน้ ำเอาดิ้นทองมาใชใ้ นการทำบ่า
อินทรธนปู ระดบั ยศดว้ ย

ทง้ั นด้ี ิน้ ทองดนิ้ เงนิ ที่นยิ มใช้ในปัจจบุ ัน นำเข้ามาจาก 3 ประเทศซ่งึ มีจดุ เด่นจุดด้วยแตกต่างกันตาม
ลักษณะการใช้งานและวัสดทุ ี่นำมาทำ ได้แก่ ดน้ิ อินเดีย ดน้ิ ฝรัง่ เศส และดิน้ อิตาลี ดิ้นอินเดีย จะมขี นาดใหญ่
และนำ้ หนักมากกว่าดิ้นพลาสติกทว่ั ๆไป บางครง้ั ไมส่ ามารถเอาเข้าหวั เขม็ เคร่ืองจักรปักได้ จงึ ต้องใช้เทคนิคปัก
ด้วยมอื อย่างเดยี ว ราคาของด้นิ อินเดยี มีตั้งแตห่ ลักร้อย ไปจนถงึ หลักหมน่ื บาท แตกต่างกนั ไปตามขนาดและ
เปอรเ์ ซ็นตข์ องทองท่ีผสมอยู่ มีขายแบบเปน็ ไจ เป็นมดั ๆ หรือช่ังขายเป็นกิโล ข้อดว้ ยของด้นิ อนิ เดีย คือ มี
ส่วนผสมของทอง จงึ ทำให้มนี ้ำหนัก เป็นตัวนำไฟฟ้า และมีการหดตัวได้ตามสภาวะอากาศ มกี ารทำปฏิกิริยากับ
อากาศ และคราบเหง่ือ อาจทำใหด้ ำได้ นอกจากน้ีถ้าหกั หรือนงั่ ทับนานๆจะงอ แม้วา่ จะนำมารีดก็ไมส่ ามารถ
คืนรูปได้ อีกทั้งยังมีความคมมากๆ ถา้ ผู้ปักไมช่ ำนาญคมดิ้นจะบาดผ้าจนขาด และอาจจะบาดมือได้หากรดู
แรงๆ

ด้ินอติ าล่ี มีลักษณะคล้ายกบั ดิน้ อนิ เดีย แต่ความคงทนจะดีกว่า มีสสี ม่ำเสมอเหลอื งนวลสวยงาม
และมีคุณภาพดีกว่าดนิ้ อนิ เดยี ด้นิ ฝรงั่ เศส มลี ักษณะคลา้ ยกบั ดน้ิ อินเดยี และด้นิ อิตาลี่ แตจ่ ะแตกต่างกนั ใน
ส่วนผสม และเปอรเ์ ซน็ ตข์ องทองคำ ด้ินอนิ เดยี จะออกสเี หลอื งเข้ม ดิ้นอติ าลีจ่ ะออกสเี หลอื งนวล สว่ นดิ้น
ฝรง่ั เศสจะออกสเี หลืองทอง การทอลายดน้ิ ละเอยี ดประณีต มีความคงทน แวววาว และสวยงามมากทส่ี ุดใน
บรรดาด้นิ ทั้ง3ชนิด

6

7

https://www.pinterest.com/pin/530510031110268850/

8

งานช่างสนะ หนงึ่ ในงานประณีตศิลป์ ช่างสิบหมู่ คู่แผ่นดินไทย

ช่างสนะ คือ ช่างผมู้ ีความชานาญในงานฝีมือดา้ นผา้ กระดาษ และหนงั สร้างงานดว้ ยการ
เยบ็ ปัก ถกั ร้อย และปะชุน สร้างสรรคใ์ หเ้ กิดเป็นชิ้นงาน ประณีตดว้ ยกระบวนการตดั แบบ เยบ็ แบบ ปัก
แบบ และนามาเยบ็ ประกอบดว้ ยดา้ ยใหเ้ ป็นรูปร่าง เขา้ แบบ เขา้ ทรงเขา้ ชุด เป็นตาลปัตร พดั รอง ชุดโขน ชุด
ละคร เป็นตน้ งานช่างสนะ จึงมิใช่เป็นเพยี งงานสร้างชิ้นงานใหม่ข้ึนเทา่ น้นั หากแต่ยงั หมายรวมถึงงาน
ซ่อม หรือการปรับปรุงแกไ้ ขชิ้นงานเก่าดว้ ย ไม่วา่ จะเป็นงานผา้ งานหนงั หรืองานกระดาษ ที่มีกระบวนการ
เยบ็ ปัก ถกั ร้อย และปะชุน ดงั กลา่ ว

ช่างสนะปรากฏหลกั ฐานเอกสารมาต้งั แตส่ มยั อยธุ ยา ดงั ปรากฏในกฎหมายตราสามดวง กล่าวถึงช่าง
สนะไทย ในพระไอยการตาแหน่งนาพลเรือน ปรากฏทาเนียบนามช่าง ในกรมพระภูษา มีขนุ จิตร
ภรณ์ เจา้ กรม นา ๘๐๐ หม่ืนไชยาภรณ์ นา ๒๐๐ ช่างสนะไทย ๖ คน คือ หมื่นจิตรพตั รา นา ๒๐๐ หม่ืน ภูษา
สาร นา ๒๐๐ หมื่นโกษาพจิ ิตร นา ๒๐๐ หมื่นพพิ ทิ สาฏก นา ๒๐๐ หมื่นกาสิกพตั ร นา ๒๐๐ หมื่นรัตกา
พล นา ๒๐๐ และช่างสนะจีน ๓ คน หมื่นชานาญโกไสย นา ๘๐๐ หม่ืนพิมลภูษิต นา ๖๐๐ และหม่ืนชะระ
ภษู ิต นา ๖๐๐ เป็นตน้

ในสมยั รัตนโกสินทร์ รัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ โปรด
เกลา้ ฯ ใหช้ าระกฏหมายตราสามดวงมีการจดั แบง่ พระไอยการตาแหน่งนาพลเรือนและไอยการตาแหน่งนา
ทหารหวั เมืองข้ึนใหม่ โดยจดั ระเบียบหมวดหมู่ช่าง แบ่งออกเป็นกรมตา่ งๆ เรียกวา่ “กรมช่างสิบ
หม่”ู ปรากฏช่างสนะ (ไทย) และช่างสนะ (จีน)

ในพระไอยการตาแหน่งนาพลเรือน รัชสมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั รัชกาล
ท่ี ๔ (พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓) ทรงจดั การงานช่างเป็นกรมต่างๆ ซ่ึงมี ช่างสนะไทย เป็นกรมหน่ึงดว้ ย ในรัช

9

สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รัชกาลที่ ๕ ทรงจดั ระเบียบราชการใหม่ บรรดาช่างหมู่
ตา่ งๆ ไดร้ ับการแตง่ ต้งั เป็นกรม ในฝ่ายขา้ ราชการพลเรือนโดยตรง ไม่เก่ียวกบั ทหารอยา่ งท่ีเป็นมาแต่โบราณ

ในจดหมายเหตุพระราชพธิ ีลงสรง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจา้ ฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยาม
มกฎุ ราชกุมาร ในรัชกาลที่ ๕ กล่าวถึงขนุ นางกรมต่างๆ ท่ีไดเ้ ขา้ มาร่วมกระบวนถืออาวุธกลบั ปลายลงลา่ ง
ตามประเพณี ใน พ.ศ. ๒๔๒๙ มีช่ือกรมช่างสนะ ไทย-จีน รวมอยดู่ ว้ ย และในรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รัชกาลท่ี ๖ (พ.ศ. ๒๔๕๓-๒๔๖๘) กรมช่างมหาดเลก็ ไดถ้ ูกยบุ เน่ืองจากภาวะเศรษฐกิจ
ตกต่า อนั เป็นผลมาจากสงครามโลกคร้ังท่ี ๑ (พ.ศ. ๒๔๕๗-๒๔๖๑) งานช่างสิบหมู่ไดไ้ ปรวมอยกู่ บั กรม
มหรสพ ตอ่ มาเมื่อต้งั กรมศิลปากรจึงไดไ้ ปรวมอยกู่ บั กรมศิลปากรในภายหลงั

ช่างสนะ เป็นช่างประเภทหน่ึงในกลุ่มช่างสิบหมู่ ซ่ึงเป็นช่างเคร่ืองผา้ ตา่ งๆ สนองพระราช
ประสงค์ เช่น เยบ็ ผา้ ปักผา้ ปะชุนผา้ นอกจากน้ี ยงั ทาเคร่ืองหนงั เช่น อานมา้ ปลอกมีด เขม็ ขดั หรือสาย
รัด ตดั เคร่ืองแบบชุดทหาร ช่างสนะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มช่างคนไทย เรียกวา่ “ช่างสนะไทย” กลมุ่
ช่างคนจีนเรียกวา่ “ช่างสนะจีน”

ช่างสนะมีท้งั ฝ่ายสร้างและฝ่ายซ่อม เพราะส่ิงของต่างๆ อาจมีการปรับปรุงแกไ้ ขรูปแบบเมื่อเก่าลงก็
มีการซ่อมแซม ตดั แตง่ ชุด กระเป๋ า รองเทา้ ท่ีทางานเกี่ยวกบั เคร่ืองผา้ เคร่ืองหนงั และกระดาษ ผทู้ างานตอ้ ง
มีความเขา้ ใจถึงกระบวนการทางาน รู้จกั วสั ดุที่ใชส้ ร้างงาน สามารถเลือกวสั ดุท่ีจะใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั การ
สร้างงานไม่วา่ จะเป็นสีของไหม รูปแบบของเล่ือม ลกั ษณะของด้ินแบบต่างๆ ช่างตอ้ งมีทกั ษะ เขา้ ใจ
เทคนิค สามารถแกป้ ัญหาในการปฏิบตั ิงาน ซ่ึงวธิ ีการปักแตล่ ะแบบ ของวสั ดุแต่ละชนิดมีวิธีการทางานท่ี
แตกตา่ งกนั ในการทาใหเ้ กิดเป็นลวดลาย ในการปักดิ้นไหม เล่ือม แล่ง ต่างๆ นามาเขา้ รูป เขา้ ทรง เป็น
ผา้ มา่ น ผา้ หนา้ โขนเรือพระราชพธิ ี เครื่องสูง ตาลปัตร พดั รอง รวมถึงเคร่ืองแต่งกาย โขนละคร และหุ่นไทย
ท่ีมีความประณีตสวยงาม

10

เน่ืองจากผลงานชงั่ สนะไม่มีแพร่หลายทวั่ ไป อีกท้งั การสืบทอดฝีมือกท็ าไดย้ ากเยน็ อยา่ งยงิ่ จึงทาให้
ในวนั น้ีช่างท่ีปฏิบตั ิงานดา้ นช่างสนะเร่ิมมีจานวนนอ้ ยลงและเลือนหายไป ทาใหก้ ารสืบทอดวิชาช่างอนั
สาคุญน้ีอยใู่ นภาวะท่ีน่าเป็นห่วงอยา่ งยง่ิ แลว้ ในปัจจุบนั

วิธีการผลิตงานช่างสนะโดยสงั เขป
๑. การตดั เยบ็ แบบ เขา้ รูปทรงเป็นชุด นาไปปักลวดลาย แลว้ นามาประกอบเขา้ เป็นชุด

ทหาร มหาดเลก็ หมวก ต่างๆ เป็นตน้
๒. กระบวนการสร้างลวดลายดว้ ยงาน ปักใหเ้ กิดลวดลายดว้ ยวสั ดุประเภท

ต่างๆ เช่น แลง่ เล่ือม ไหม ด้ินมนั ด้ินโป่ ง เป็นตน้ มีการปักหลายประเภท ดงั เช่น
การปัก คือ การนาไหม ด้ิน ลูกปัด เล่ือมชนิดตา่ งๆ ปักลงบนผา้ ใหเ้ กิดลวดลาย
การปักทึบ คอื การนาวสั ดุ เช่น ไหมปักลงบนผา้ ใหเ้ กิดลวดลายตามตอ้ งการมกั ปักลวดลายท่ีไม่กวา้ ง

มากนกั ถา้ ตอ้ งการใหล้ ายนูนสวยตอ้ งปักหนุนก่อน
การปักซอย คือ การปักคลา้ ยกบั การปักทึบ คอื ตอ้ งปักใหแ้ น่นเตม็ ลาย แตกต่างกนั ตรงที่การปักซอย

มกั จะเป็นลายใหญ่ ถา้ ใชว้ ิธีปักทึบจะดูไมเ่ รียบร้อย ก็จะใชก้ ารปักซอยแทน
การปักเล่ือม คือ การนาโลหะสีเงิน และสีทอง รูปทรงกลมมีรูตรงกลางใชป้ ักบนผา้ ใหเ้ กิดเป็น

ลวดลาย

11

การปักดิ้นขอ้ ด้ินมนั และด้ินดา้ น มีลกั ษณะเป็นเส้นกลมๆขา้ งใน เป็นเส้นลวดเลก็ ความยดื หยนุ่ มีท้งั
สีทอง และสีเงิน นามาปักเป็นลวดลาย เมื่อปักตดั เป็นท่อนๆ ใหย้ าวพอเหมาะกบั ลายใชเ้ ขม็ ร้อยดา้ ยเขา้ ใน
ดิ้นขอ้ ดิ้นมนั และด้ินดา้ น แลว้ ปักเขม็ ลงในทิศตรงขา้ มเป็นการยดึ ตรึงลาย ในส่วนท่ีใชด้ ้ินขอ้ เป็น
ตวั กาหนดลายใหใ้ ชด้ า้ ยยดึ ตรึงดิ้นเป็นระยะตามแบบลวดลายใหไ้ ดร้ ะยะท่ีเหมาะสม

การปักด้ินโปร่ง ดิ้นโปร่งเป็นเส้นส่ีเหล่ียม นูนและโปร่ง ยดื หยนุ่ เชื่อมติดตอ่ กนั มีท้งั ด้ินโปร่ง
เงิน และโปร่งทอง นามาปักเป็นลวดลาย อาจมีการหนุนดว้ ยดา้ ย หรือดิ้นขอ้ ดา้ นลา่ ง เมื่อจะปักตดั เป็น
ทอ่ นๆ ใหย้ าวกวา่ ลายเลก็ นอ้ ยให้พอเหมาะกบั ลาย อาจมีการหนุนดว้ ยดา้ ยดา้ นลา่ ง ใชเ้ ขม็ ร้อยดา้ ยเขา้ ในด้ิน
โปร่ง เยบ็ ปักเขม็ ลงในทิศตรงขา้ มจนเตม็ ตามแบบลวดลาย

การปักแลง่ แล่ง คือ แผน่ โลหะทอง เงิน ที่รีดเป็นเส้นแบนเลก็ ๆ นามาประกอบการเยบ็ ปักชนิด
ต่างๆ เพอื่ ใหด้ ูแวววาวสวยงาม มีทงั่ แล่งเงิน และแล่งทอง เลือกใชต้ ามความเหมาะสมของงาน

การปักหกั ทองขวาง คือ การใชด้ า้ ยยดึ ตรึงเสน้ ดา้ ยไหมทองหวั ทา้ ยลายหกั ทบไปมาในลกั ษณะขวาง
ตวั ลายจนเกิดเป็นลวดลาย อาจมีการหนุนลายดว้ ยดา้ ย โดยไมป่ ักเสน้ ดา้ ยไหมทองสอดลงไปในผา้ แตต่ รึง
ไวด้ ว้ ยดา้ ยในส่วนหวั และส่วนทา้ ยเทา่ น้นั เช่นเครื่องสูง ฉัตร ฉตั รชุมสาย บงั แทรก ทาดว้ ยผา้ ปักหกั ทอง
ขวาง ใชใ้ นกระบวนแห่เสดจ็ พระราชดาเนิน

การถกั กรองทอง หรือ ถกั ตาชุน ผา้ ตาชุน เป็นการถกั ข้นึ ดว้ ยไหมสีเงิน หรือทองเสน้ ท่ีมีลกั ษณะ
โปร่งเป็นตาขา่ ยเลก็ ๆ แลว้ นามาปักดิ้น เลื่อม แบบต่างๆ เป็นลวดลาย เช่น ผา้ ทรงสะพกั หรือฉลองพระองค์
ครุยเป็ นตน้

12

ผา้ ลายทองแผล่ วด คือ การท่ีผมู้ ีความชานาญในงานฝีมือหลายแขนงมารวมตวั กนั สร้างสรรคง์ าน
ศิลปกรรมที่มีข้นั ตอนกระบวนการสร้างงาน ต้งั แต่การออกแบบลวดลาย นามาตอกฉลุ มาแผเ่ ป็นผืน
ใหญ่ นาไปปิ ดดว้ ยทองคาเปลว และประดบั กระจก แลว้ ทาการเยบ็ ตรึง ลวดลาย โดยใชด้ า้ ยเส้นใหญ
เดินเส้นไปตามแบบตวั ลาย และใชด้ า้ ยเส้นเลก็ เยบ็ ตรึงลวดลายใหต้ ิดแน่นบนผืนผา้ เพ่ือใชป้ ระกอบในงาน
ศิลปกรรมต่างๆ เช่น ผา้ ม่าน หลงั คาเรือพระราชพธิ ี ฉตั รเคร่ืองสูงต่างๆ ธงงอนราชรถ ผา้ ดาดหลงั คาพระศีวิ
กากาญจน์ เป็นตน้

ปัจจุบนั มีหน่วยงานท่ีดาเนินการเกี่ยวเน่ืองกบั งานช่างสนะที่ยงั คงสืบทอดส่งตอ่ งานท่ีกาลงั จะสูญ
หายใหค้ งอยตู่ ่อไปในสังคมปัจจุบนั อยเู่ พยี งไมก่ ่ีแห่ง อาทิ

สถาบนั สิริกิต์ิ เป็นสถาบนั กลางที่สมเด็จพระนางเจา้ สิริกิต์ิพระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรด
เกลา้ ฯ ใหเ้ ปิ ด โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา ใหเ้ ป็นศูนยก์ ลางในการฝึกอบรมศิลปาชีพแก่นกั เรียนศิลปาชีพ
ที่ทรงรับมาจากครอบครัวชาวนา ชาวไร่ ผยู้ ากจน ท่ีมีฝีมือดา้ นงานช่าง ทรงไดพ้ ระราชทานโอกาสให้
ฝึกปรือเพิ่มพูนฝีมือ และพระราชทานกาลงั ใจแก่บคุ คลเหลา่ น้นั ใหส้ ามารถสร้างสรรคง์ านฝีมือ
ตา่ งๆ ข้นึ โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา ไดพ้ ฒั นาการดาเนินงานใหก้ า้ วหนา้ ผลงานที่สร้างสรรคข์ ้นึ ลว้ น
เป็นประณีตศิลป์ ช้นั สูง มีความวิจิตรงดงาม และหน่ึงในน้นั ช่างปักผา้ เป็นงานที่ทรงคุณค่ายงิ่ แสดงถึง
เอกลกั ษณ์ เกียรติศกั ด์ิและเกียรติภมู ิของงานประณีตศิลป์ ไทย ซ่ึงงานชนิดน้ีกค็ อื งานช่างสนะ แต่โบราณ
น้นั เอง

สานกั ช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ในปัจจุบนั ไดท้ าการร้ือฟ้ื นกระบวนการงานผา้ ลายทองแผล่ วด ซ่ึง
เป็นหน่ึงงานท่ีมีความสืบเนื่องกนั กบั งานช่างสนะ การใชว้ สั ดุผา้ กบั กระดาษ หรือหนงั ในการทางานช่าง
ดา้ นเครื่องผา้ ที่นามาเยบ็ ปักใหเ้ กิดเป็นลวดลาย ดงั เช่น งานผา้ ทองลายฉลุ ผา้ ลายทองแผล่ วด การปักดิ้น ปัก
ไหม เลื่อม แลง่ ตา่ งๆ การเขา้ รูป เขา้ ทรง ผา้ ม่าน ผา้ หนา้ โขน เรือพระราชพธิ ี เครื่องสูง ตาลปัตร พดั
รอง รวมถึงเคร่ืองแตง่ กายโขน ละคร และหุ่นไทย เป็นตน้

13

สานกั การสงั คตี กลมุ่ นาฏศิลป์ งานพสั ตราภรณ์และเครื่องโรง กรมศิลปากร กระทรวง
วฒั นธรรม เป็นอีกหน่วยงานหน่ึงที่ยงั คงสืบทอดศิลปะ งานช่างสนะ โดยพยายามศึกษา ทดลอง
ปฏิบตั ิงาน ดา้ นการปักผา้ เครื่องแตง่ กายโขน-ละครนอกไปจากการแสดงโขน ซ่ึงมีความสืบเนื่องในงานช่าง
สนะ สานกั การสังคตี กลุม่ นาฏศิลป์ เปิ ดอบรมช่างปัก งานปักผา้ ปักสะดึงกลึงไหมลายไทยท้งั ลายเลื่อม และ
ลายหนุนเคร่ืองแตง่ กายโขน-ละคร, ระบา, รา, ฟ้อน, ปักหนา้ หมอนฯ เป็นการถา่ ยทอดองคค์ วามรู้และสร้าง
เครือข่ายช่างในการปฏิบตั ิงานต่อไป

วิทยาลยั ในวงั หรือ โรงเรียนช่างฝีมือในวงั ฝึกอบรมวชิ าชีพ ช่างปักสะดึง ซ่ึงเป็นหน่ึงในวิชาช่าง
สนะ วิทยาลยั ในวงั เป็นอีกหน่วยงานหน่ึงที่ยงั คงใหค้ วามรู้ในกระบวนงานดา้ น ช่างสะดึง ซ่ึงใช้
กระบวนการปักในรูปแบบต่างๆ เพอ่ื เป็นการสร้างบคุ ลากรท่ีปฏิบตั ิงานในสาขาน้ีให้เพิ่มข้นึ เป็นการสืบ
ทอดกระบวนการงานช่างให้คงอยตู่ ่อไป

และท้งั หมดที่กล่าวถึงขา้ งตน้ น้นั นนั่ กค็ ือ หน่วยงานต่างๆ ที่ช่วยกนั สืบสาน ธารงรักษาไวซ้ ่ึง งาน
ช่างสนะ อนั มีช่ือมาแลว้ แต่โบราณ หากแตป่ ัจจุบนั มีการปรับเปล่ียนการทางาน ทาใหช้ ื่องานช่างสนะ ถูก
หลอมรวมไปกบั ช่ืองานต่างๆ ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของ งานช่างสนะ ท้งั หมด ทาใหค้ าๆ น้ี ซ่ึงเป็นหน่ึงในงาน
ประณีตศิลป์ ช้นั ยอดของชาติ คือ งานช่างสิบหมู่ ซ่ึงอดีตพระบรมมหากษตั ราธิราชเจา้ ไดท้ รงอุตสาหะฟ้ื นฟู
ข้ึนจากการสงครามคราวเสียกรุงศรีอยธุ ยา ตอ้ งพลอยเลือนหายไปกบั ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอีก
คร้ังหรือไม่อยา่ งไร เรื่องน้ีนบั เป็นเร่ืองท่ีทกุ ภาคส่วนของสังคมไทยจะตอ้ งหนั มาช่วยกนั คดิ พิจารณากนั
อยา่ งรอบคอบต่อไป

14

เอกสารอา้ งอิง
ราชบณั ฑิตยสถาน. พจนานุกรมศพั ทศ์ ิลปกรรม อกั ษร ก-
ช ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : ราชบณั ฑิตยสถาน, ๒๕๕๐
กรมศิลปากร. งานช่างหลวง. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๔
ราชบณั ฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : ราชบณั ฑิตยสถาน
, ๒๕๒๕
กรมศิลปากร. การศึกษาและการพฒั นาการองคค์ วามรู้เกี่ยวกบั การแต่งกายยนื เคร่ืองโขน-ละคร
ราํ . กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๐
เอกสารมาตรฐานกาํ หนดตาํ แหน่งนายช่างศิลปกรรม. ช่างสนะไทย

http://article.culture.go.th/index.php/layouts-modules-positions/3-column-layout-3/248-2021-
04-21-07-20-45

เทคนิคการหกั ทองขวางมีตน้ กาํ เนิดในอารยธรรมอินเดียและเปอร์เซีย สันนิษฐานว่าเขา้ มาสู่ราชสาํ นักสยามต้งั แต่สมยั อยธุ ยา ในช่วงตน้
กรุงรัตนโกสินทร์ใชก้ ารหกั ทองขวางในงานราชูปโภค วสั ดุท่ีใชค้ ือไหมทองปักลงบนผา้ กาํ มะหยี่สีแดงเขียว ทาํ เป็นของใชเ้ ช่นฝาครอบเตียบ หีบ
หมาก ผา้ สุจหน่ี เคร่ืองพสั ตราภรณ์ เครื่องสูงและอน่ื ๆอกี มากมาย

อ้างองิ

https://www.youtube.com/watch?v=xm1yTZSwAfc
https://www.youtube.com/watch?v=cCVVJ8cM4OM
https://memornis.wordpress.com/2016/10/28/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%
b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0
%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9d%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%
e0%b9%83%e0%b8%99-8/
chrome-extension://oemmndcbldboiebfnladdacbdfmadadm/https://so05.tci-
thaijo.org/index.php/sujthai/article/download/183419/129409/

15

วิธีการปักหนุนลายก่อนปักดิ้น
https://www.youtube.com/watch?v=X5MVlDlISXQ
พ้นื ฐานการปักลูกปัด 5 แบบ
https://www.youtube.com/watch?v=TITxfLScpIk
งานปักสะดึงกลึงไหม อ.นิธิมา ธิมากูล
https://www.youtube.com/watch?v=Jyqb_pyHfB8
ขึงสะดึงแบบโบราณ
https://www.youtube.com/watch?v=ysCjCOtNZjI
การปักดอกพิกลุ จากลูกปัด
https://www.youtube.com/watch?v=lyH7lTl7hyU
การปักดิ้นทอง
https://www.youtube.com/watch?v=EBncaPP7_sI
การปักเกลียวด้ินโปร่งบนเชือก แบบโบราณ
https://www.youtube.com/watch?v=E0ru3EHhFSA
ปักสะพกั ตามอยา่ งโบราณ
https://www.youtube.com/watch?v=HURv1exi7_Q
งานจีน
https://www.pinterest.com/pin/4785143346478850/
วิธีลงดิ้นโปร่ง
https://www.youtube.com/watch?v=wzUUekjUIdc
https://www.youtube.com/watch?v=slz-WYalB2I

16

https://www.grada-shirt.com/page/id/1569228980023100
17


Click to View FlipBook Version