เอกสารประกอบการศึกษา
กรรมวิธกี ารทาหัวโขนจาลอง
แผนกหัตถศลิ ป์ คณะศิลปะประจาชาติ
บทนา
เอกสารประกอบการศึกษาฉบับนี้จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นตาราคู่มือสาหรับนักศึกษาที่จะนาไป
เป็นประโยชน์ในการทางานหรือการประกอบอาชีพ เพราะได้รวบรวมกรรมวิธีและเทคนิคการ
ทางานของช่างในแขนงวิชาเครือ่ งรกั บางประการไว้ แม้ในงานบางประเภทจะนาเอาวัสดุหรือเทคนิค
กรรมวิธีสมยั ใหม่มาใช้ก็เพือ่ ความสะดวกเหมาะสมกับภาวะกาลปจั จบุ ัน
กรรมวิธีและเทคนิคต่าง ๆ ในเอกสารฉบับนี้ได้ผ่านการทดลองและปฏิบัติงาน
มาแล้วมิใช่เป็นหลักการทางทฤษฎีดังน้ัน จึงเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาและผู้สนใจจะ
ยึดถือเป็นแนวทางอย่างดี แต่ในการเขียนตารานี้มีปัญหาอันหนึ่งคือ กรรมวิธีของช่าง
บางประการลาบากแก่การทจ่ี ะบรรยายเป็นตัวอักษรได้ สิง่ นเี้ ป็นประการสาคัญที่วิชาชา่ ง
ไทยส่วนใหญ่ไม่มีใครเขียนขึ้นไว้เป็นตารา ดังนั้นผู้ที่เข้าใจในงานช่างได้ดีต้องเคยผ่าน
เคยเห็น และได้ทาอย่างที่เรียกว่าได้สัมผัสด้วยประสาททั้ง 5 เม่ือได้มีตาราคู่มือไว้อีกก็
จะสามารถทบทวนและทาความเข้าใจได้ดี
การทาหวั โขนจาลอง สาขาวชิ าหตั ถศลิ ป์ ผศ.สุรัฐ บุญทรง ๒
บทที่ 1
กรรมวิธีการทาหัวโขนจาลอง ( หัวโขนขนาดเลก็ )
หัวโขนเป็นงานช่างไทยประเภทงานปราณีตศิลป์ วตั ถุประสงค์กส็ ร้างข้ึนเพื่อใช้เป็นอปุ กรณ์
ในการแสดงโขน สาหรับสวมศีรษะผู้แสดงเพื่อบอกให้ผู้ดูรู้ว่าผู้เลน่ โขนนั้นเป็นตัวอะไร ตามประวัติ
ของการทาหวั โขนนั้นมีมาตั้งแต่ครั้งกรงุ ศรีอยธุ ยาเปน็ ราชธานีหรือเรียกว่ามีการทาพร้อมกับเมื่อเริ่มมี
การแสดงโขน การทาหัวโขนแต่เดิมน้ันทาเป็นขนาดใหญ่ใช้สวมศีรษะได้และสร้างขึ้นเพื่อใช้แสดง
เท่านั้น แต่ต่อมาความต้องการของสังคมในการที่จะนาไปเพื่อใช้เป็นงานประดับตกแต่งภายใน
อาคารบ้านเรือนของผู้มีรสนิยมในงานศิลป หรือเปน็ สินค้าทีร่ ะลกึ แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมมี าก
ขนึ้ หัวโขนก็ได้เปล่ียนความมุ่งหมายไปจากากรสร้างขึ้นเพื่อแสดงก็เป็นไปในด้านงานตกแต่งเพิ่ม
มากขึ้น แต่เนื่องจากความนิยมของบุคคลแตกต่างกัน บางคนเห็นว่าหัวโขนขนาดใหญ่เมื่อนาไป
ตกแต่งประดับบ้านแล้ว ดูน่ากลัว หรือสถานที่จากัด หรือหัวโขนขนาดใหญ่ราคาสูงเกินกว่าที่จะ
ซอื้ ได้ แต่เมื่อมีความต้องการช่างผู้ทาได้มีความคิดท่ีจะย่อสว่ นหัวโขนให้มีขนาดเล็กลง โดยมีแบบ
แผนตัวอย่างจากหวั หุ่นของเดมิ ที่ทาไว้เลน่ เรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งมีการจาลองหัวโขนให้เล็กลงตามสว่ น
เพือ่ ทาเป็นหุ่น
ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีช่างจานวนมากที่ผลติ หัวโขนขนาดเล็กขนึ้ มาเพื่อการจาหน่ายเป็นสนิ ค้า
ของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่มีความสนใจในงานประเภทนี้นาไปสะสม หรือประดับตกแต่ง
ภายในบ้านของตัว ฝีมือชา่ งแต่ละคนกแ็ ตกต่างกนั ไปตามความรู้และประสบการณ์การทางาน
กรรมวิธีการทาหัวโขนจาลองในฉบับนี้ เป็นกรรมวิธีที่นักศึกษาของแผนกหัตถศิลป์ ได้
ศึกษาเปน็ วิชาเอกในวิชาเคร่อื งรักน้าเกล้ียงของวิทยาเขตเพาะชา่ ง ซึ่งมรี ายละเอียดดังต่อไปนี้
การเตรยี มวัสดุ
1. ดนิ น้ามนั สาหรับปัน้ หุ่นหวั โขน
2. ปนู ปลาสเตอร์ สาหรับหลอ่ หุ่นหวั โขนและทาแม่พิมพ์
3. ยางพารา สาหรับทาแม่พิมพ์หวั โขน
4. กระดาษสา
5. กาวแป้งเปียก ทาจากแป้งหมี่ผสมชินสี
6. ลวดขนาดต่าง ๆ
7. กาวลาเท็กซ์ หรือกาวอีฟ๊อกซี่
8. รักน้าเกล้ียง
การทาหัวโขนจาลอง สาขาวชิ าหตั ถศลิ ป์ ผศ.สุรัฐ บุญทรง ๓
9. น้ามันยาง
10. ผงถ่านในตองแห้ง
11. ปนู แดง
12. สนี ้ามันใช้สาหรบั งานปิดทอง
13. ทองคาเปลบริสุทธิ์
14. สโี ปสเตอร์ , สฝี ุ่น สาหรบั เขยี นหน้าโขน
15. พลอยหรือเล่อื มสาหรับประดบั หัวโขน
16. แผ่นอะลมู เิ นียมชนิดบาง
17. หอยมุกสาหรับทาสว่ นทีเ่ ป็นตา เขยี้ ว และฟนั
18. ไมก้ ลึงยอดชฎาและขาต้ังหัวโขน
19. หินสบสู่ าหรบั แกะแม่พิมพ์ลวดลาย
20. ยางมะเดอ่ื สาหรับเขียนเสน้ ทองบนหัวโขน หรือจะให้ทาปิดบนลวดลายใน
กรณีงานเร่งด่วนก็ได้
21. แชลแลคสาหรับทารองพนื้ ลวดลายรกั
22. ทินเน่อร์
23. น้ามันสน
24. แอลกอฮอล์
25. แป้งฝุ่นสาหรับโรยแผ่นหินคลึงรกั
การเตรยี มอปุ กรณ์
1. มีดปลายแหลม
2. ไม้คลึงรัก ทาด้วยไม้เน้ือแข็งขนาดกว้าง 3” ยาว 6” หนา 1 ซ.ม. ตรงกลางแผ่นไม้
ทาด้ามจับ
3. ไม้เนียลใช้สาหรบั ตีลายรัก ใช้ไม้เนื้อแข็งเช่นไม้ชิงชัน ไม้เตง็ แก่นมะเกลอื มาเหลา
เปน็ แท่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซ.ม. หรือน้อยกว่านี้ก็ได้ตามความถนัดเวลา
จบั ยาว 5 ซ.ม. ปลายข้างหนึง่ ตดั เฉียงประมาณ 30 องศาและฝนขอบให้มน
4. เหลก็ แหลมสาหรบั ใช้เจาะ
5. ภู่กนั , แปรงขนาดต่าง ๆ
6. กะบะรองผงทอง
7. ฆ้อน
8. คีมตัดลวด
9. เคร่อื งมือแกะแม่พิมพ์หินสบู่ ต้องทาเครอ่ื งมือใช้เองโดยใช้ตะไบขนาดเล็กทีใ่ ช้งานแล้วมา
เจียรตะไบเอง
การทาหัวโขนจาลอง สาขาวิชาหตั ถศลิ ป์ ผศ.สุรัฐ บุญทรง ๔
10. กรรไกรตัดโลหะ
11. เลอ่ื ยฉลุสาหรบั โกรกมกุ
12. ตะไบขนาดต่าง ๆ
13. มอเตอร์ไฟฟ้าสาหรับใช้ ขดั เจียรมุกหรือเคร่อื งมือ
14. แผ่นหินอ่อนขนาด 1 ตารางฟตุ ใช้คลงึ รกั
15. เครอ่ื งมือชา่ งอืน่ ๆ ตามความจาเป็นทีจ่ ะใช้ ฯลฯ
ส่วนประกอบที่สาคัญในการทาหัวโขน
ผู้ที่จะเป็นหัวโขนที่ดแี ละสมบูรณ์นั้น ต้องมีความชานาญในงานช่างหลายสาขาหรือเรียกว่า
เป็นช่างสิบหมู่เพราะหัวโขนแต่ละหัวน้ันเป็นที่รวบรวมของงานช่างของไทย เช่น ช่างปั้น ช่างรัก
ช่างปิดทอง ช่างแกะ ช่างเขียน ฯลฯ ซึ่งผู้ที่เป็นช่างทาหวั โขนต้องมีความชานาญในช่างแขนงต่างๆ
น้ันเปน็ อย่างดีดังน้ันตัวช่างเองเป็นส่วนประกอบที่สาคัญที่สุดจากน้ันก็คือการเตรียมวัสดุที่สาคัญใน
การทาหัวโขนคือ
1. หุ่นหัวโขน
2. ยอดมงกฎุ
3. แม่พิมพ์ลวดลาย
4. รกั ตีลาย
5. งานปิดทอง
1. หุน่ หัวโขน
หุ่นหัวโขนเป็นอุปกรณ์สาคัญมากเพราะเป็นต้นแบบที่จะนาไปทาแม่พิมพ์และสาหรับการ
หล่อออกมาเป็นหัวโขนต่อไป ก่อนอื่นผู้ทาต้องได้ทาการศึกษาถึงลักษณะของหน้าตา มงกุฎ สี
ของตวั โขนแตล่ ะตวั ให้ละเอียดเสยี ก่อนจากนั้นจึงมาข้ึนรูปปั้นโดยย่อส่วนให้มีขนาดเลก็ กว่าหัวโขนที่ใช้
แสดงไดจ้ ริงๆ ขนาดพองามที่จะนาไปใช้งานด้านตกแต่ง สว่ นละเอียดต่าง ๆ ก็พยายามคงตามรูป
เดิมไว้ ในบางส่วนที่ต้องนูนหรือยื่นออกจากใบหน้ามากเช่น หางคิ้ว ของไพลปาก ก็ควรจะปั้นให้
แบนแนบไปกับหน้าเผื่อไว้เวลาถอดพิมพ์จะไดถ้ อดพิมพ์ง่ายขนึ้ ตรงสว่ นที่เป็นมงกฎุ จะป้ันเป็นเพียง
ลักษณะแบบข้ันบันไดขึ้นไปมีท้ังหมด 5 ข้ัน สาหรับเป็นชั้นเชิงบาตรรองตัวมงกุฎอีกทีหนึ่ง ตัว
มงกฎุ นั้นจะทามาตดิ ภายหลงั
เมือ่ ปน้ั หุ่นเรียบร้อยแลว้ ด้วยดินน้ามันหรือดนิ เหนียว ก็นามาทาให้เป็นหุ่นถาวรโดยกลับให้
เปน็ หุ่นปูนปลาสเตอร์ตามกรรมวิธีการทาพิมพ์ - หล่อต่อไป เมือ่ ได้แบบหุ่นปูนที่ถาวรแลว้ กท็ าเป็น
แม่พิมพ์อีกครั้งสาหรับใช้หล่อต่อไป โดยจะใช้วิธีทาเป็นพิมพ์ชิ้นหรือทาเป็นแม่พิมพ์ยางก็ได้ ข้อ
แตกต่างระหว่างแม่พิมพ์ชิน้ กบั แม่พิมพ์ยางก็คือ แม่พิมพ์ชนิ้ ทนทานกว่าพิมพ์ยางมาก สว่ นแม่พิมพ์
ยางนั้นวิธีการต่าง ๆ สะดวกรวดเร็วกว่าแต่มีข้อเสียคือถ้าผู้หล่อไม่ชานาญพิมพ์มักจะเบี้ยว เวลา
การทาหวั โขนจาลอง สาขาวชิ าหตั ถศลิ ป์ ผศ.สุรัฐ บญุ ทรง ๕
ถอดต้องระมดั ระวังจะแตกงา่ ยเมื่อทาพิมพ์ทิ้งไว้นาน ๆ แม่พิมพ์ยางจะมีการหดตวั พิมพ์จะบิดเบี้ยว
และยากหมดสภาพขาดง่าย แต่ในปัจจุบันมีการนาเอาวัสดุวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นแม่พิมพ์คือ ยาง
ซิลิโคน มีคุณภาพดเี หมาะสมสาหรับงานทาแม่พิมพ์มาก ราคาค่อนข้างแพงมาก แต่เป็นแม่พิมพ์ที่
ดที ีส่ ดุ ทั้งนีส้ ุดแท้แต่วินิจฉยั ของช่างผู้ทาเอง
การหลอ่ หวั โขน เมื่อทาแม่พิมพ์เรยี บรอ้ ยกน็ ามาหลอ่ ดว้ ยปูนปลาสเตอร์ ถ้าเป็นแม่พิมพ์
ชิน้ ต้องหาแม่พิมพ์ด้วยวาสลินหรือนา้ สบู่ผสมน้ามนั มะพร้าวเสยี ก่อน เพื่อหลอ่ ล่นื ไม่ให้ปูนติดพิมพ์
สว่ นแม่พิมพ์ทีท่ าดว้ ยยางน้ันเทปูนลงไปหลอ่ ได้เลยไมต่ ้องหลอ่ ลน่ื ปนู ทีใ่ ช้เทหลอ่ หุ่นหัวโขนนั้นผสม
ให้พอดคี ือไมข่ ้นหรือเหลวเกินไป เทปูนลงไปในแม่พิมพ์เพียงครง่ึ ของแม่พิมพ์เท่านั้น แล้วค่อย ๆ
หมนุ พิมพ์ไปชา้ ๆ ให้ปนู เกาะตามผนังแม่พิมพ์ให้ทว่ั ถ้าปนู บางไปก็เพิม่ ได้ การทาพิมพ์นผี้ ู้ทาตอ้ งใช้
ความชานาญกะดูว่าปนู ต้องหนา บาง มากน้อยเพียงใดจึงจะดี ปลอ่ ยถอดแล้วกท็ ิ้งไว้ให้แห้งก็จะ
เป็นหุ่นหัวโจนทีส่ มบูรณ์รอทีป่ ิดกระดาษในขั้นต่อไป และต่อยอดมงกุฎตามลกั ษณะของหัวโขนต่อไป
2. ยอดมงกฎุ
ยอดมงกฎุ หรือยอดชฎาเปน็ ส่วนสาคญั ทีห่ วั โขนสว่ นใหญจ่ ะมี เพือ่ เป็นสัญญลักษณ์
บอกให้รู้ว่าหวั โขนหวั นน้ั เปน็ หัวของใครและทั้งยงั เป็นส่วนที่ทาให้หวั โขนเกิดความสวยงามสงา่ อีกด้วย
ยอดมงกุฎสาหรับหัวโขนขนาดเล็กนที้ าได้ท้ังการหล่อดว้ ยปูนปลาสเตอร์และกลึงด้วยไม้
ถ้าจะกลงึ ยอดด้วยไมย้ อดนั้นต้ังมลี ักษณะเปน็ ทรงกลมตลอดปลายเรียวแหลม แตถ่ ้าเปน็ ยอด
ลกั ษณะอื่นทีม่ ีส่วนยอดแบนหรอื ไมใ่ ช่ทรงกลมกต็ ้องป้ันทาแบบแลว้ หลอ่ เป็นแม่พิมพ์ออกมาใช้หลอ่
ไป การหลอ่ ยอดด้วยปนู นีต้ ้องหลอ่ ให้ตันจะได้มคี วามแขง็ แรงแลว้ ใส่แกนกลางดว้ ยลวดเอาไว้ด้วย
จะช่วยให้ยอดไม่หักง่ายเมือ่ หลอ่ แล้วต้องตากให้แห้งสนิทจึงปิดดว้ ยกระดาษสาเหมือนปิดหุ่นหัวโขน
สว่ นยอดทเ่ี ปน็ ไม้กลึงไม่ต้องปิดกระดาษสา
3. แมพ่ มิ พล์ วดลาย
การทาแม่พิมพ์ลวดลายนิยมใช้หินสบมู่ าแกะเป็นแม่พิมพ์ หรือจะใช้หินลับมีดโกนก็ได้
แตเ่ นือ้ หินแขง็ กว่าหินสบู่ แม่พิมพ์นจี้ ะแกะเปน็ ลวดลายต่าง ๆ ทีใ่ ช้สาหรับตลี ายรักประดบั บน
หวั โขนตามสว่ นที่เปน็ มงกฎุ จอนหู เกยี้ วรกั ร้อย ลวดลายน้ันจะแกะเปน็ ร่องลกึ ลงไป ถ้าจะให้
สายมีความหนากต็ ้องแกะให้ลกึ ถ้าจะให้บายบางก็ต้องแกะให้ตนื้ ลายทีแ่ กะกจ็ ะเป็นลายประเภท
ลายกระจังตาอ้อย ลายใบเทศ ลายรักร้อย ลายดอกต่าง ๆ และเสน้ ลายต่าง ๆ ซึ่งลวดลาย
ทั้งหลายน้ันต้องยดึ ถือตามรปู แบบของโบราณเป็นพนื้ ฐานแล้วจะมาประดิษฐ์ให้ต่างออกไปก็ได้ข้นึ อยู่
กบั ความชานาญของช่าง
วิธแี กะลายในเบื้องต้นต้องหาหินสบขู่ นาดสีเ่ หลย่ี มผืนผ้า ขนาดตามแต่จะกาหนดว่า
จะใช้แกะลายอะไรปรับหน้าหินท้ังสองดา้ นให้แบนเรยี บ ความหนาของหินไมค่ วรบางมากเพราะจะ
แตกงา่ ย อย่างน้อยควรให้มคี วามหนาประมาณครึง่ นวิ้ เคร่อื งมือที่ใช้ช่างมักต้องประดษิ ฐข์ นึ้ ใช้เอง
การทาหัวโขนจาลอง สาขาวิชาหตั ถศลิ ป์ ผศ.สุรัฐ บญุ ทรง ๖
จึงจะถนดั กบั การใช้งาน โดยการใช้ตะไบขนาดเล็กที่ใช้แลว้ นามาทาเครอ่ื งมือแกะหิน ฝนตะไบสว่ น
ปลายให้แบนแล้วแตง่ หน้าตะไบให้มีลกั ษณะต่าง ๆ ตามแต่จะกาหนด จากนั้นก็ร่างแบบลวดลายที่
ต้องการจะแกะลงบนแผ่นหินดว้ ยเครื่องมือแกะหินขีดลงให้เปน็ รอย แล้วจึงทาการแกะลงไปในเนือ้
หินทีละนอ้ ย ใช้ปากเป่าผลหินให้ปลิวออกไป วิธีที่จะหใรู้ว่าลายทีแ่ กะนนั้ คมหรือจัดเจนเพียงไรน้ัน
ต้องใช้ดินน้ามันตอยกอทอสอบดูจนเปน็ ว่าใช้ไดแ้ ล้วก็หยุดแกะ การแกะพมิ พ์นเี้ ป็นขั้นตอนที่ยาก
พอควรผู้ที่จะแกะพมิ พ์หินได้ดีนั้นต้องอาศัยเวลาและความชานาญจงึ จะทาได้ดี ดังน้ันผู้ที่จะฝึกแกะ
พิมพ์หินให้ได้น้ันต้องใช้ความพยายามอย่าไดท้ ้อถอย
4. รักตีลาย
เป็นส่วนสาคัญที่จะทาให้หัวโขนเกิดความงาม เพราะเปน็ ส่วนที่ทาเป็นลวดลายประดับ
หัวโขน
“รกั ตึลาย” คือรกั ที่ผสมจากสว่ นผสมต่างมีคณุ สมบตั นิ ามาป้ันเป็นลวดลายได้และนามา
กดลง
ในแม่พิมพ์หินสบซู่ ึ่งแกะเปน็ ลวดลายได้ ตามศัพท์ช่างเรยี กการกดลายรกั นวี้ ่า “การตี
ลาย”
การทารักตลี าย
สว่ นผสมของการทารกั ตีลายมีดงั นี้
1. รักน้าเกล้ียง คือรักที่กรองเอาสว่ นทีห่ ยาบออกแลว้
2. ผงถ่านใบตองแห้ง ทาได้โดยการนาเอาใบตองแห้งมาเผาไฟต้องคอยควบคมุ
อย่าให้ไฟลุกไหม้จนมอดไปเองมิฉนั้นจะกลายเป็นขเี้ ถ้าหมด วิธีเผาคือเอาใบตองแห้งใสใ่ นปีบแล้ว
จดุ ไฟเผาให้ลกุ โพลงแลว้ ปิดฝาปีบเสยี วให้ไฟดับ ทิ้งไว้จนเย็นก็จะได้ผงถา่ นใบตองแห้ง นาไปบดให้
ละเอียดร่อนด้วยตะแกรงอีกครั้ง
3. น้ามันยาง
4. ปนู แดง
วิธีทา
เอาผงถ่านใบตองที่ร่อนละเอียดแล้วเทลงในภาชนะที่จะใช้เคี่ยวรัก จะเป็นหม้อหรือกะทะก็
ได้ตามแต่จะใช้เทรักลงผสมกับผงถ่านแล้วกวนให้เข้ากนั ประมาณดใู ห้มลี ักษณะคลา้ ยกบั พุทรา
กวนไม่ร่วนหรือเละเกินไป ท้ังนีต้ ้องอยู่ที่ความชานาญของผู้ทาซึ่งผ่านการทดลองมาก่อน จากนั้นก็
นามาตง้ั ไฟใช้ไฟอ่อน ๆ เคี่ยวเรื่อย ๆ ไปต้องใช้ไม้พายกวนตลอดเวลาเมื่อสงั เกตเหน็ รกั อ่อนตวั ลงก็
ใส่น้ามันยางลงไปประมาณครึ่งหนึง่ ของจานวนรกั ทีใ่ สไ่ ป
การเคีย่ วส่วนผสมท้ัง 3 อย่างนตี้ ้องใช้เวลาประมาณ 3 ชัว่ โมง โดยอาจจะแบ่งเวลาเคีย่ ว
ไปวันละชั่วโมงก็ได้ ต้องคอยสังเกตวุ ่าเมื่อทงิ้ ให้รกั เย็นแล้วบนผวิ หน้าของรกั นั้นเป็นมันหรือดา้ น ถ้า
เป็นมันแสดงว่าใส่น้ามนั ยางพอดแี ล้แต่ถา้ ผิวหน้าของรกั แห้งด้านแสดงว่านา้ มันยางนอ้ ยไปต้องตั้งไฟ
การทาหัวโขนจาลอง สาขาวิชาหัตถศิลป์ ผศ.สุรัฐ บญุ ทรง ๗
ใส่น้ามันยางลงไปอีก จนกระทง่ั ได้ที่ดีแลว้ กเ็ อาปนู แดงละลายน้าให้ขน้ กะประมาณ 1 ถ้วยชา เท
ลงผสมกับรักซึง่ กาลังตั้งไฟอยู่ คนให้เข้ากันดีแล้วเคี่ยวตอ่ ไปอีก 1 ช่ัวโมง กล็ องทดสอบดูว่ารักน้ัน
ใช้งานได้หรือยังโดยการเอาไมพ้ ายควกั เอารกั ออกมาพอควรแชล่ งในน้าเย็นสกั ครหู่ นึง่ เอามือจับ
ดถู ้ารกั อ่อนตวั เกินไปคือเหนียวตดิ มอื ก็ต้องเติมปนู แดงลงไปอีก ถ้าแขง็ มากไปกเ็ ตมิ น้ามันยางลง
ไปอีก ทดสอบดูดังนีจ้ นกว่ารักจะมีความอ่อนตวั พอดสี ามารถนามาใช้ปน้ั หรือตลี ายได้
กระบวนการของงานช่างไทยนีม้ กั จะไมม่ ีสูตรตายตัวสามารถพลิกแพลงเปลย่ี นแปลงได้ตาม
ความเหมาะสมดังนั้นผู้ทาตอ้ งผ่านการทดลองจนมีประสบการณ์ในการทางานมากขนึ้ ก็จะมีความ
เข้าใจและปฏิบตั ิงานได้สาเร็จไปดว้ ยดี
ก่อนทีจ่ ะนาเอารกั ไปตีลายนั้นต้องนามาทุบดว้ ยฆ้อนเพือ่ ให้รกั รวมตวั เข้ากนั ดเี สียก่อน
มิฉะน้ันเมื่อจะคลงึ รกั ทาเสน้ รกั จะร่วนแตกหมด การทีน่ ารกั มาทบุ อีกท่นี ้ันก็เพอ่ื ให้รักมีความเหนี่ยว
ยิง่ ข้นึ สะดวกแก่การป้ันและตีลาย และเมื่อเวลาจะตดิ ลวดลายก็ใช้กาวเป็นตวั เชือ่ มโดยใช้รักตีลายนี้
เองทาเป็นกาว ตามศัพท์ช่างเรยี กกาวที่ทาจากรักนวี้ ่า “เทือก” โดยการนาเอารักตีลายแบ่งมา
ผสมกับน้ามนั ยางให้มจี านวนน้ามันยางมากสกั หน่อยกจ็ ะใช้เปน็ กาวสาหรบั ตดิ รักไดด้ ี แตบ่ างช่างจะ
ใช้กาวลาเทก็ ซ์ก็ไดต้ ามแต่จะเลอื กใช้
5. งานปิดทอง
งานข้ันนีเ้ ป็นงานสาคญั และช่างต้องมีความชานาญมาก แตโ่ บราณการปิดทองช่างจะใช้
รักทาแลว้ ปิดทอง แตใ่ นปจั จบุ นั มีวสั ดุอื่นทีใ่ ช้แทนกนั ได้และสะดวกกว่าคือสนี ้ามนั จากการทดลอง
ที่ได้ผลดคี ือเคลอื บมันตราอูฐและสเี ฟร็กตราทหาร สที ีใ่ ช้ควรเปน็ สเี หลอื งเพือ่ จะชว่ ยให้ปิดทองได้
ง่ายขนึ้ เพราะสเี หลอื งจะช่วยกลบรอ่ งรอยทีไ่ มเ่ รียบรอ้ ยของทองบางส่วนได้ ถ้าต้องการงานด่วนก็
อาจใช้ยางมะเดอ่ื ทาปิดทองกไ็ ดแ้ ตค่ วามสวยงามและความคงทนสู้ใช้สีน้ามนั ไมไ่ ด้
6. งานเขียนหนา้ โขน
ผู้ทเี ปน็ ช่างทาหวั โขนต้องศึกษาเรื่องของสีและลกั ษณะหวั โขนให้เข้าใจ จดจาได้อยา่ ง
แม่นยาและถูกต้อง โดยศึกษาจากหวั โขนของโบราณและตาราสีและลักษณะหวั โขนที่กรมศิลปากร
ได้เคยจัดพิมพ์ไว้ เมือ่ เวลาเขียนจะได้ไม่มกี ารผิดพลาดได้ เพราะสขี องหวั โขนเปน็ สญั ลักษณ์ที่จะ
บอกให้รู้ว่าหัวโขนน้ันชือ่ อะไร
ลาดับข้นั ของกรรมวิธีการทาหวั โขนขนาดเล็ก
เมือ่ เราได้ศึกษาสว่ นต่าง ๆ ที่สาคญั รวมทง้ั การเตรียมวสั ดุอุปกรณ์มาแลว้ กเ็ รม่ิ การทา
หัวโขนโดยมีลาดับขนั้ ตอนต่างๆ ดงั นี้
1. การปิดกระดาษบนหุ่นหวั โขน
การทาหวั โขนจาลอง สาขาวิชาหตั ถศิลป์ ผศ.สุรัฐ บุญทรง ๘
2. การต่อยอดมงกุฎสาหรับหัวที่มยี อด
3. การติดประดบั ลวดลาย
4. การปิดทอง
5. การประดบั พลอย
6. การระบายสแี ละเขียนหน้าโขน
1. การปิดกระดาษบนหุ่นหัวโขน
เมอื่ ได้ทาการหล่อหุ่นหวั โขนดว้ ยปูนปลาสเตอร์และตากไว้จนแห้งแลว้ ( ดูกรรมวิธีหลอ่
จากเรือ่ งหุ่นหวั โขน ) ก็นามาปิดดว้ ยกระดาษสาท้ังภายในและภายนอกโดยใช้กาวซึ่งทาจากแป้งหมี่
ผสมผงชินสี ( ชินสมี ีขายตามรา้ นขายยาแผนโบราณเปน็ ก้อนเหมือนสารส้มมสี นี ้าเงินเวลาใช้ต้องบให้
ละเอียดแล้วละลายน้าผสมกบั แป้งหมี่ ชินสนี ้าจะช่วยให้กระดาษสาแข็งทนทานขึ้น ) วิธิปิให้ฉกี
กระดาษสาออกเปน็ แผ่นเล็กทาแป้งเปียกแลว้ ปิดลงไปบนหุ่นหวั โขนให้นวิ้ มือกวด รีดกระดาษให้
เนียนสนิทกับหัวหุ่นและเข้าทกุ ซอกมุมของใบหน้า การปิดกระดาษควรให้หนาสกั 2 ช้ัน จะช่วย
ให้หัวโขนแขง็ แรงขนึ้ ไมแ่ ตกงา่ ย สว่ นยอดมงกุฎทีห่ ลอ่ ดว้ ยปนู กต็ ้องปิดกระดาษก่อนเหมือนกับหัว
เมื่อปิดเสรจ็ ก็ตากแดดให้แห้งแล้วนามาขดั ด้วยกระดาษทรายละเอียดให้กระดาษทีป่ ิดหุ่นเอาไว้นั้น
เรียบดี ถ้าขัดแล้วกระดาษเป็นขุย ก็ใช้แป้งเปียกลูบลงไปบนกระดาษรอยขยุ นนั้ ก็จะเรียบร้อย
สะดวกในการเขียนหน้าโขนในลาดับต่อไป
2. การต่อยอดมงกฎุ
ใช้มดี ปลายแหลมค่อย ๆ เจาะตรงกลางของส่วนที่สาหรับใช้ต่อยอดบนหัวโขน ขนาดของรูให้
พอดกี ับเดอื ยของยอดท่ที าไว้ แล้วใช้กาวลาเทก็ ซ์ทาทีเ่ ดอื ยสวมลงในช่องทีเ่ จาะไว้ จัดดใู ห้ยอดไดศ้ ูนย์
พอดไี มเ่ อนเอียงแล้วต้ังทิง้ ไว้ให้กาวแห้งเพือ่ นาไปติดลวดลายต่อไป
3. การตีรกั และติดประดบั ลวดลาย
สว่ นที่ต้องประดบั ลายได้แก่ส่วนที่เป็นมงกุฎและจอนหขู องหวั โขน ถ้าหวั โขนที่ไมม่ ียอด
จาพวกยกั ษ์โล้นหรือลงิ โลน้ กจ็ ะติดลายที่เกยี้ วรักร้อยสาหรับคาดศีรษะและจอนหเู ท่านนั้ การทา
ลวดลายทาได้โดยการเอารักตีลายที่ทาไว้แล้วมากดลงในแผ่นพิมพ์หิน แตก่ ่อนทีจ่ ะกดลายต้องทา
แม่พิมพ์ด้วยน้าผสมผงซักฟอกเสียก่อนเพื่อกันมิให้รกั ติดในร่องพิมพ์ เวลาจะกดลายหรือที่เรยี กว่าตี
ลายนั้นต้องเอารักมาตัดเป็นท่อนสั้น ๆ แล้วใช้ไม้คลงึ รกั คลงึ รีดรกั ออกเปน็ เสน้ ขนาดเล็ก ใหญ่
ตามแต่ลวดลายทีจ่ ะตี จากนั้นกใ็ ช้ไมเ้ นียลกดรกั ลงไปในร่องพิมพ์ลวดลายให้เต็มถ้ากดรักไม่เตม็ ลาย
ที่ได้ออกมาจะไมค่ มชัดเจนแล้วใช้ไม้เนยี ลปาดสว่ นทีล่ ้นเกินลายน้ันให้เรียบพอดกี ับขอบปลาย และใช้
รักน้ันแตะทีห่ ลงั ลายถอนรักออกจากร่องแม่พิมพ์นามาวางไว้รอการติดต่อไป
การทาหวั โขนจาลอง สาขาวชิ าหัตถศิลป์ ผศ.สุรัฐ บญุ ทรง ๙
ก่อนจะติดลายต้องทาเทือกลงบนส่วนทีจ่ ะติดลายเสยี ก่อน การทาต้องทาให้ท่ัวอย่าทาเทอื ก
ให้หนานกั เพราะเวลาติดลายแล้วจะจมเทือกหมด และกอ็ ย่าทาบางเกินไปจะทาให้รักติดไม่ทนทาน
ลายจะหลุดง่าย
เมื่อทาเทอื กทว่ั แล้วนาลวดลายรักนั้นมาตดิ เรียงทีละตวั อย่างปราณีตเปน็ ระเบียบ การใช้
ลวดลายน้ันช่างต้องศึกษามาก่อนและหารปู แบบเปน็ ตัวอย่างไว้ ครน้ั เมื่อจดจาได้แม่นยกรหือมีความ
ชานาญแล้วกจ็ ะสามารถใช้ลายได้ถกู ต้องและสวยงาม เมื่อตดิ ส่วนที่เปน็ มงกฎุ แลว้ ข้ันต่อไปกต็ ิดลาย
ที่จอนหู ซึง่ ส่วนที่เป็นจอนหนู ีต้ ้องใช้แผ่นอาลูมเิ นียมอย่างบางมาตดั เป็นรูปจอนหูเสยี ก่อน แล้วนาไป
เย็บตดิ กับหัวโขนดว้ ยลวดลายให้แนน่ จะใช้กาวชว่ ยติดด้วยก็จะทาให้แข็งแรงยิ่งข้นึ ติดจอนหูแล้วกท็ า
เทือกบนแผ่นอลูมเิ นียม ให้ทวั่ แล้วตีลายจอนหู ซึ่งจะแกะพิมพ์เป็นรปู จอนทั้งแผ่นเลยหรือใช้ติดลายที
ละตัวกไ็ ด้ มาตดิ ลงบนแผ่นอะลูมเิ นียมน้ันกเ็ ป็นอนั สาเร็จการติดลวดลาย
4. การปิดทอง
ก่อนจะปิดทองต้องทิง้ ให้รักแห้งเสียก่อนราว 3 วนั จากน้ันเอาแชลเลคทารองพืน้ บนตัวลาย
ให้เปน็ เงาแลว้ ทิง้ ไว้จนแชลแลคแห้งสนิทก็ทาสปี ิดทองได้ การทาต้องทาให้ท่ัวทกุ ซอกทกุ มุมของลาย
อย่าทาให้หนาหรือบางเกินไป ต้องทาให้เสมอกัน สจี ะได้แห้งพร้อมกนั สนี ้ามันชนิดนี้ถ้าเนือ้ สขี ้น
เกินไปให้ใช้น้ามนั สนผสม ทาสแี ล้วรอให้สแี ห้งแต่ไม่ใช่แห้งสนิทพอให้มีความเหนียวพอหมาด ๆ
ปรกติใช้เวลาประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง ลองเอาหลงั มือแตะดกู ไ็ ด้ ถ้าไม่มคี วามเหนียวจนติดมือกป็ ิด
ทองได้ ทองทีใ่ ช้ปิดต้องใช้ทองคาเปลวแท้ ๆ ( มีขายตามรา้ นขายเครอ่ื งสังข์ภณั ฑ์แถวเสาชิงช้า ) โดย
การปิดทองทับไปบนตัวลายให้ทัว่ ต้องปิดทอง 2 ชั้น เพราะถ้าปิดขั้นเดยี วทองจะปิดไมเ่ ข้าตามซอ
กลาย ต่อจากนั้นใช้แปรงกระทุ้งทองให้ติดบนตวั ลายและขยฝี้ ุ่นทองให้เข้าตามซอกลายให้ทวั่ (ควรมี
กระบะรองผงทองเอาไว้เพราะจะต้องเอาผงทองมาใช้ขยตี้ ามซอกลายทองจึงจะปิดได้ทวั่ ถึงกัน) แล้ว
ใช้แปรงขนอ่อนปัดผงทองที่เหลอื ออกให้หมด ผงทองเกบ็ ไว้ใช้คราวต่อไป
5. การประดบั พลอย
การประดบั พลอยก็เพอ่ื ช่วยให้หวั โขนน้ันดูสวยงามมีคณุ ค่าขึน้ พลอยทีใ่ ช้เปน็ พลอยกระจก
หรือพลอยอดั มขี ายเปน็ ห่อนขนาดต่าง ๆ กนั มีขายตามรา้ นแขกข้างวดั สัมพนั ธ์วงศ์ (วัดเกาะ) สาเพง็
เลอื กใช้ตามขนาดของลวดลายที่ใช้ประดับหวั โขน วิธีติดพลอยใช้กาวทาเท็กซ์หยอดลงในร่องของตัว
ลายทีเ่ รียกว่าร่องพลอย (ลายที่ใช้ในหัวโขนเกือบทั้งหมดต้องทารอ่ งพลอย) แล้วใช้ข้ผี งึ้ คลึงแผ่นเป็น
แท่งเลก็ ๆ จิม้ พลอยติดลงไปในร่องพลอย ใช้นวิ้ มือช่วยกระทุ้งพลอยอีกเลก็ น้อยเพือ่ ชว่ ยให้พลอยติด
แนน่ ไมห่ ลุดง่าย การติดพลอยน้ันจะต้องติดให้ทัว่ ทุกลายเว้นลายบางประเภทที่ไมต่ ้องใช้พลอยเช่น
ลายเสน้ ต่าง ๆ
การทาหวั โขนจาลอง สาขาวชิ าหัตถศิลป์ ผศ.สุรัฐ บุญทรง ๑๐
6. การระบายสีและการเขียนหน้าโขน
ดังที่ได้กล่าวแลว้ ว้า ช่างทาหวั โขนทีด่ ีนั้นจาเป็นต้องศึกษาเรื่องสขี องหัวโขนให้เข้าใจเสยี ก่อน
หวั โขนน้ันจะสวยหรือไมก่ ข็ ้ึนอยู่กับการเขียนหน้า นเี้ ป็นประการสาคัญ
วิธีเขียนจะขอแบง่ เป็นข้นั ตอนดงั นี้
ขัน้ ที่หนึ่ง คอื การระยายสพี ืน้ หน้าโขน เช่น ทศกัณฐ์ก็ลงพืน้ สเี ขียว หนมุ านลงพนื้ สี
ขาว
ไมยราบลงพื้นสมี ่วง เปน็ ต้น สที ี่ใช้สามารถใช้ไดห้ ลายประเภททั้งสโี ปสเตอร์ สฝี ุ่น และสีพลาสติก
แตไ่ มใ่ ช้สีน้ามันลงเป็นอันขาด
ขน้ั ที่สอง เขียนสว่ นทีเ่ ปน็ คิ้ว ตา ขอบปาก และเครา ตามศพั ท์ช่างเรยี กว่า “เสน้ ไพล” โดย
จะเรียกว่าเสน้ ไพลคิว้ เสน้ ไพลปาก เป็นต้น สีทีใ่ ช้เขียนเสน้ ไพลนี้ช่างโบราณไดก้ าหนดให้ใช้สีเขียวทุก
หวั ยกเว้นหวั ทีม่ ีหน้าสีเขียวให้เขียนเสน้ ไพลเป็นสีฟ้าหรือสคี รามอ่อน เสน้ ไพลนจี้ ะมีความหนากว่า
เสน้ อืน่ ๆ จึงมกี ารเขียนตดั เสน้ ไพลดว้ ยคือจะตัดเสน้ ไพลส่วนลา่ งดว้ ยสดี าและเขียนเส้นดาเลก็ ๆ
ตามแนวขวางของเสน้ อีกด้วย สมมติเปน็ เสน้ ขน สว่ นด้านบนของเสน้ ไพลจะเขียนเสน้ ดว้ ยยางมะเด่อื
แล้วปิดทองคาเปลวและแต้มจุดสตี าเป็นแบบจดุ ไข่ปลาวางเป็นระยะ ๆ ไปทั้งเส้น
ข้ันทีส่ าม เขียนสว่ นทีเ่ ปน็ ดวงตา ริมฝีปากและฟัน ริมฝีปากนั้นใช้สเี ป็นสามระดบั คือ จาก
ขอบปากใช้สีชมพู ต่อลงมาเปน็ สีแดงด้านลา่ งชิดฟนั เป็นสีแดงตัด (สแี ดงผสมดา) โดยทาเปน็ ระยะ
จากสีอ่อนไปหาสเี ข้ม สว่ นตามและฟนั ก็ใช้สีขาว ลูกตานนั้ ใช้สีดาระบายเปน็ วงตาดา ขอบวงตาดา
ต้องระบายสีฟ้าอ่อนล้อมอีกชั้นหนึ่ง หวั ตาและหางตาจะต้องแลเสน้ สแี ดงอีกเลก็ น้อย สว่ นทีเ่ ป็นฟันก็
ใช้สีดาตัดเสน้ แบ่งฟนั ออกเป็นซี่ ๆ
สาหรบั การทาหัวโขนให้พิเศษขึ้นก็ใช้เปลอื กหอยมุกฉลเุ ป็นตา ฟันและเขยี้ ว ซึ่งต้องใช้ความ
ชานาญเพิม่ ข้ึน การใช้หอยมุกมาประกอบหวั โขนนจี้ ะช่วยให้หวั โขนนั้นสวยงามและมคี ณุ ค่าย่ิงขนึ้
ขนั้ ที่สี่ คอื การเขียนเสน้ ฮ่อ อันเปน็ เสน้ ลายบนหน้าโขนโดยมีที่มาจากรอยย่นต่าง ๆ บน
ใบหน้าของคนตามธรรมชาติ การเขียนเสน้ ฮ่อนจี้ ะทาให้หัวโขนดมู ชี ีวิตชีวาสวยงามขึน้ และเปน็ การ
แสดงออกของอารมณข์ องตวั โขนได้สมบรู ณ์ ตามหลักของโบราณเสน้ ฮ่อจะใช้สีเปน็ 3 ระยะเหมือน
การเขียนริมฝีปากคือ ชมพู แดง แดงตัด ไล่สีอ่อนมาจากขอบดา้ นนอกสีเข้มอยู่ด้านใน ทั้งยงั มีเส้น
พิเศษคือ เสน้ ทองซึ่ง
เขียนดว้ ยยางมะเด่อื แล้วปิดทอง เขียนเหนือเสน้ สชี มพูอีกเสน้ หนึ่ง
การทาหัวโขนจาลอง สาขาวิชาหัตถศิลป์ ผศ.สุรัฐ บุญทรง ๑๑
เสน้ ฮ่อน้ีจะเขียนเลาะไปตามเสน้ ไพลต่าง ๆ การเขียนมีลกั ษณะเปน็ เสน้ ขาดเปน็ ช่วง ๆ ทั้งนี้
ต้องดุจากแบบหัวโขนจริงเป็นหลกั
ขัน้ ทีห่ ้า การเขียนลายผ้าปิดท้าทอยหัวโขน โบราณนยิ มเขียนเปน็ ลายกนกเปลว ลายก้านขด
หรือลายใบเทศ อาจจะใช้รกั ตีลายมาป้ันหรือตีลายมาประดบั แล้วปิดทองกไ็ ดส้ าหรับหวั พเิ ศษ เช่น
หวั ทศกัณฑ์
ซึ่งตามลกั ษณะจะมีหน้าถงึ 10 หน้า ต้องใช้รักตีลายพิมพ์แบบหน้ายักษ์เล็ก ๆ มาตดิ ตรงสว่ นท้าย
ทอย 3 หน้าและที่ยอดอีก 5 หน้า รวมหน้าพรหมที่ยอดบนสุด 1 หน้า และหน้าจริงอีก 1 หน้า รวม
เปน็ 10 หน้า หน้ายกั ษ์เลก็ ๆ นั้นระบายสคี ล้ายหน้าใหญแ่ ตล่ ดสว่ นละเอียดลงบ้าง
ขั้นสุดท้าย คอื การติดเขยี้ ว วสั ดุที่ใช้ทาเขยี้ วได้ เช่น หอยมุก งาชา้ ง กาไลพลาสติก ซึง่ ต้อง
ขดั แตง่ ด้วยตะไบให้มีลักษณะเหมือนเขีย้ วแลว้ นาไปตดิ ท่ปี ากหัวโขน กาวทีใ่ ช้ควรใช้กาวอีฟอกซีจ่ ะ
แขง็ แรงกว่ากาวชนิดอื่น แล้วใช้รักตีลายแผ่บาง ๆ มาหุ้มเปน็ ปลอกเขี้ยว แล้วปิดทอง สว่ นหวั ลิงใช้ปัน้
เปน็ เขีย้ วเล็ก ๆ เหมือนดอกมะลติ มู หรือใช้หอยมกุ ขัดแตง่ ให้เปน็ เขีย้ วตดิ ก็ได้ หวั ลิงจะมีเขยี้ ว 6 เขยี้ ว
การติดเขยี้ วน้ีเปน็ ข้ันปลีกย่อยทีจ่ ริงควรจะทาไว้เสยี ตั้งแต่ขนั้ ติดประดับลวดลาย
ทั้งหมดที่กลา่ วมาน้ี เป็นกรรมวิธีทาหวั โขนขนาดเลก็ ที่ค่อนข้างจะละเอียดสมบูรณ์พอสมควร
เหมาะสาหรับนักศึกษาทีเ่ คยผ่านการทางานในวิชาน้มี าแล้วจะมีความเข้าใจเป็นอยา่ งดี สว่ นผู้สนใจ
อืน่ ๆ ทีต่ ้องการนาไปประกอบการค้นคว้าประดบั ความรหู้ รือจะนาไปปฏิบัติ ควรจะไดศ้ ึกษาจากของ
จริงมากอ่ น มิฉะน้ันจะทาความเข้าใจไดย้ ากดังทีก่ ล่าวไว้แลว้ ในบทนา
สีและลักษณะหวั โขน
หัวโขนนัน้ แบง่ เปน็ ประเภทได้ 6 ประเภท คือ
1. หัวโขนที่เปน็ ศีรษะเทพเจ้า เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม
พระปรคนธรรพ์
2. หัวโขนที่เป็นศรีษะครู เช่น พระฤาษี พระพิราพ
3. หัวโขนฝ่ายมนุษย์ เช่น พระราม พระลกั ษณ์ซึง่ ปัจจุบันไม่นิยมสวมหน้าใช้
แตง่ หน้าตวั โขนแล้วสวมชฎาแทน
4. หวั โขนวานร ได้แก่ ลงิ ต่าง ๆ เช่น หนุมาน สคุ รีพ พวกสบิ แปดมงกฎุ
5. หัวโขนฝ่ายยักษ์ ได้แก่ ทศกัณฐ์ พิเภก และเสนายยกั ษ์ท้ังหลาย
6. หวั โขนที่เป็นสตั ว์ต่าง ๆ เช่น นก ช้าง สงิ ห์ ม้า กวาง ควาย ฯลฯ
ในการแสดงโขนมีคาเรียกกองทัพซึ่งเป็นคู่สงครามระหว่างกองทัพฝ่ายพระรามว่า
“ฝ่ายพลับพลา” และเรียกกองทัพฝ่ายยักษ์ของทศกณั ฐ์ และสัมพันธมิตรว่า “ฝ่ายลงกา” แต่ถ้า
การทาหัวโขนจาลอง สาขาวิชาหตั ถศลิ ป์ ผศ.สุรัฐ บุญทรง ๑๒
เป็นการแสดงโขนตอนหลงั เมื่อพระพรต พระสัตรดุ อนชุ าพระราม เป็นจอมทพั ออกไปทาสงคราม
กบั ท้าวจักรวรรด์ิ ผู้ครองกรงุ มลวิ ัน ก็อาจเรียกกองทพั ฝ่ายยกั ษ์ว่า “ฝ่ายกรงุ มลวิ นั ”
สว่ นพวกเทวดา นักพรต และอื่น ๆ ที่มีกลา่ วถึงในเรือ่ งรามเกียรติ์นั้น มิไดก้ าหนด
แนน่ อนว่าเปน็ ฝา่ ยใด สุดแตก่ ารปฏิบัตถิ ้าการแสดงเข้าเป็นฝ่ายใด ก็นบั เรียกเปน็ ฝ่ายน้ัน
กองทัพทีเ่ รียกกนั ว่า “ฝ่ายกรงุ ลงกา” เราจดั ลาดับช้ันไว้ในกองทัพดงั นี้
1. ยกั ษ์ใหญ่ เช่น ทศกณั ฐ์ ท้าวจักรวรรด์ิ สหสั เดชะ
2. ยกั ษ์น้อย เช่น กมุ ภกรรณ อินทรชิต พิเภก
3. ยกั ษ์ต่างเมือง เช่น ไมราพย์ แสงอาทิตย์ มงั กรกัณฐ์ สทั ธาสรู
4. ยักษ์เสนาบดี เช่น มโหธร เปาวนาสรู
5. เสนายกั ษ์ เช่น การุณราช กาลสรู ฯลฯ
6. เขนยักษ์ หรือพลยักษ์
ฝ่ายกองทพั พระราม เรียกว่า “ฝ่ายพลบั พลา” จัดลาดบั ไว้ดังนี้
1. พระใหญ่ เช่น พระราม ท้าวทศรศ ท้าวไกยเกษ
2. พระนอ้ ย เช่น พระลกั ษมณ์ พระพรต พระสตั รุด
3. พญาวานร เช่น สคุ รีพ หนุมาน พาลีองคต ชามพูวราช มพพู าน
ท้าวมหาชมพู นิลนนท์ นิลพทั มจั ฉานุ อสูรพัด
4. ลงิ สิบแปดมงกฎุ เช่น เกยรู มายรู เกสรทมาลา ไชยามพวาน นิลราช
5. เตียวเพช็ ร เช่น โชติมขุ ปิงคลา มากญั จวิก
6. จังเกียง
7. เขนลงิ หรือพลลิง
คู่สงครามแต่ละฝ่ายต่างมีสมัครพรรคพวกมากด้วยกัน ตัวโขนที่ออกแสดงจึงมี
จานวนมาก และก็ต้องใส่หัวโขนต่างกันตามแต่บทบาทที่ได้รับ และประเภทเทพเจ้า เทพยดา ก็ใช้
สวมหัวโขนตามแบบโบราณ แต่ปัจจุบันนิยมสวมชฎาแทนการสวมหัวโขน แม้ตัวยักษ์ผู้หญิง เช่น
นางสามะนักขา นางกากนาสูร และนางผีเส้ือสมทุ ร กใ็ ช้สวมหัวโขน สว่ นตัวนางก็ให้สวมชฎานางมิ
ต้องสวมหัวโขน
จานวนกองทพั ฝ่ายพลับพลาซ่ึงมีวานรชั้นต่าง ๆ นั้น สามารถแยกประเภทออกได้
ตามชนิดของมงกฎุ ซึง่ แบ่งประเภทออกไดต้ ามชนิดของมงกุฎ
1. มงกุฎยอดบัด
1.1 พาลี สเี ขียว
1.2 สุครีพ สแี ดงชาด
2. มงกุฎยอดชัย
2.1 ชามพวู ราช สแี ดง
การทาหัวโขนจาลอง สาขาวิชาหตั ถศลิ ป์ ผศ.สุรัฐ บุญทรง ๑๓
2.2 ท้าวมหาชมพู สขี าว
2.3 ชมพูพาน สธี งชาติ
3. มงกุฎยอดสามกลบี
มีองคต สเี ขียวเพียงตัวเดยี ว พิเศษกว่าตวั อื่น คอื ปากหบุ
4. พวดกทาไม่มมี งกฎุ แตเ่ ปน็ พญาวานร
4.1 หนุมาน สขี าว
4.2 นิลพัท สนี ้ารัก
4.3 นิลนนท์ สหี งสบาท
4.4 มจั ฉานุ สขี าว
4.5 อสุรพดั สีเล่อื มประภสั สร หน้าเป็นลงิ ผมเปน็ ยักษ์
หวั โขนของลิงเหลา่ น้ไี ม่มมี งกฎุ ทาเปน็ เกีย้ วลายรกั ร้อยประดับรอบหัวโขน
5. พวกลงิ โล้นแตเ่ รียกมงกุฎ ได้แก่พวกวานรสบิ แปดมงกฎุ อนั ได้แก่
5.1 เกยูร สมี ่วงแก่ 5.2 โกมุท สบี วั โรย
5.3 ไชยามพวาน สเี ทา 5.4 มาลุนทเกสร สเี มฆ
5.5 พิมบพานร สดี าหมึก 5.6 ไวยบุตร สเี มฆหรือสมี อ
คราม
5.7 สตั พลี สขี าว 5.8 สุรกานต์ สเี หลอื งจาปา
5.9 สรุ เสน สแี สด 5.10 นิลขัน สหี งดิน
5.11 นิลปานนั สสี าริด 5.12 นิลปาสัน สเี ลอ่ื มเหลอื ง
5.13 นิลราช สนี ้าไหล 5.14 นิลเอก สที องแดง
5.15 วิสันตราวี สลี ้นิ จี่ 5.16 ทมุ ิตนั สที อง
5.17 เกสรทมาลา สเี หลอื งอ่อน 5.18 มายรู สมี ่วงอ่อน
6. พวกวานรเตียวเพชรและพวกจงั เกียง
เป็นเสนาวานรช้ันต่าลงมา หัวโขนไม่ติดลายเกี้ยวเหมือนพวกพวกพญาวานร
และสิบแปดมงกุฎ แต่มีมงคลเป็นผ้าทองตะบิดเกลียวคาดแทนเกยี้ วลาย พวกวานรนี้ได้แก่ ญาณ
รสคนธ์ ทวิพทั ปิงคลา มหทั วิกัน เปน็ ต้น
7. หัวโขนลงิ และหวั ตลกฝ่ายลงิ
หวั โขนก็ทาแบบหวั ลิงจริง ๆ ใช้ผ้าแดงโพกคาดหวั
บรรดาวานรประเภทที่ 4 , 5 , 6 คือ พญาวานรที่ไม่มีมงกุฎ และพวกสิบแปด
มงกุฎ กับพวกเตียวเพชรนั้น มักจะเรียกรวมกันว่า ลงิ โล้น ซึ่งมีอยู่ราว 30 ตัว ซึ่งกม็ ีลักษณะของ
การทาหัวโขนจาลอง สาขาวิชาหตั ถศลิ ป์ ผศ.สุรัฐ บุญทรง ๑๔
หวั เหมือนกนั ถึงแม้จะบญั ญตั ิให้มสี ตี ่างกันแล้ว ยงั มีบางตวั ที่สซี ้ากนั อีก เช่น ถ้าลิงขาวปากอ้าก็เป็น
หนุมาน ถ้าปากหุบกเ็ ปน็ สตั พลี หรือถ้าเปน็ ลงิ ปากอ้าสีดาก็เป็นนิลพทั ปากหบุ สดี าเป็นพิมลพานร
ในประเภทหัวโขนยักษ์ กม็ ีต่างกันร้อยกว่าหัว จึงต้องบญั ญัติให้มลี กั ษณะตา่ ง ๆ กัน
เป็นพวก ๆ ท้ัง สี มงกฎุ และหน้าตา ดงั จะจาแนกออกไว้เป็น 5 จาพวก คือ
1. ปากแสยะ ตาโพลง เช่น ทศกณั ฐ์ กมุ ภกรรณจักรวรรด์ิ ฯลฯ
2. ปากขบ ตาจระเข้ เช่น ไมยราพย์ มังกรกัณฐ์สัทธาสูร ฯลฯ
3. ปากขบ ตาโพลง เช่น สวาหุ มารศี
4. ปากขบ ตาโพลง จมูกเป็นมนุษย์ เช่น รามสรู อินทรชิต ปากขบ ตาโพลง จมูก
เปน็ ช้าง เช่น ทศคีรีวนั ทศคีรีธร
5. ปากแสยะ ตาจระเข้ เช่น พิเภก สามะนักขา นนทุกข์ พิราพ
มีพิเศษอยู่อีกหน้าหนึ่ง คือ นางกากนาสูร ทาเปน็ ยกั ษ์ตาจระเข้ ปากยาวแบบอีกา
นอกจากนี้ ท่านยังไดบ้ ัญญัติสีของหัวโขน และมงกุฎอันเป็นส่วนสาคัญทีแ่ สดงให้รู้
ว่า หัวโขนหัวน้ันเป็นใคร ถ้าบังเอิญเกิดมีสีซ้ากันก็ดูที่มงกุฎ หรือถ้าซ้ากันท้ังสองอย่างก็ดูจากการ
ปั้นตา หรือดจู ากอาวธุ ที่ถอื ได้อีกด้วย
ต่อไปน้ีขอนารายชื่อของยกั ษ์ และสีกายของแต่ละตัวและประเภทของมงกุฎ พร้อม
ทั้งประเภทของอาวุธ และพาหนะที่ตัวโขนตัวน้ันใช้มากล่าวไว้ เพื่อเปน็ แนวทางในการสร้างหัวโขนที่
ถกู ต้อง ดังนี้
1. มงกุฎยอดชัย
1.1 ทศกณั ฐ์ มงกุฎชยั 3 ช้ัน 10 หน้า สเี ขียว
12. สหัสเดชะ มงกฎุ ชยั 5 ช้ัน 1000 หนา้ สขี าว มีกระบองวิเศษเปน็ อาวุธ
1.3 อัศกรรณมาราสูร มงกฎุ ชัย 2 ช้ัน 7 หน้า สมี ่วงแก่
1.4 อศั ธาดา มงกุฎชยั มี 4 หน้า
1.5 ตรีเศียร มงกุฎชยั 3 ยอด 3 หน้า สขี าว
1.6 อสุรพักตร์ หรือ สรุ พรหม 4 หน้า สหี งสบาท
2. มงกฎุ ยอดนาค
2.1 มังกรกณั ฐ์ สเี ขียว ถอื ศร
2.2 วิรฬุ หก สขี าว มีเครือ่ งประดับกายลว้ นแตน่ าคอนั มีพิษ
3. มงกุฎกระหนก
3.1 กุเปรัน สมี ่วงอ่อน ถอื กระบอง
3.2 ตรีปักกนั สเี ขียว ถอื ศร
3.3 พญาทษู ณ์ สมี ่วงแก่ ถอื กระบอง
3.4 ไมยราพย์ สมี ่วงอ่อน ถอื กล้องเป่ายา
การทาหัวโขนจาลอง สาขาวชิ าหัตถศิลป์ ผศ.สุรัฐ บญุ ทรง ๑๕
3.5 ประหัสต์ สมี ่วงแก่ ถอื กระบอง
3.6 ไวยตาล สคี รามอ่อน ถอื กระบองพลวิเศษ
3.7 แสงอาทิตย์ สแี ดงชาด มีแว่นแก้วสุรกานต์เป็นอาวุธ
3.8 หิรนั ตยกั ษ์ สที อง อสูรเทพบุตร
3.9 อนุราช สจี นั ทรอ์ ่อน
4. มงกุฎยอดจบี
4.1 กุมภณั ฑ์นรุ าช สแี ดงเสน ถอื คธา มีนาคเป็นสังวาลย์
4.2 พญาขร สเี ขียว ถอื ศรจักรพาฬพัง
4.3 ปทูตทันต์ สหี งดิน อสูรเทพบุตร
4.4 สัตลุง สหี งชาด ขัดคธา ถอื ศร
4.5 สัทธาสูร สหี งเสน ขดั คธา ถอื ศร
4.6 เหรันต์ทูต สมี ่วงอ่อน อสรู เทพบตุ ร
5. มงกฎุ ยอดหางไก่
5.1 จกั รวรรดิ มงกฎุ 2 ชั้น ส่หี น้า สขี าว
5.2 บรรลยั จักร สมี ่วงอ่อน ถอื ศรเหราพต
5.3 มหายมยกั ษ์ สแี ดงชาด
5.4 มารัน สที อง
5.5 วิรฬุ จาบงั สมี อหมึก ถอื หอกข่มี ้าวิเศษชอ่ื นิลพาหุ
6. มงกฎุ ยอดนา้ เต้า
6.1 กมุ ภกาศ สหี งดิน
6.2 ชิวหา สหี งชาด
6.3 พิเภก สเี ขียว
6.4 วายภุ กั ษ์ สเี ขียว ( น้าเตา้ มีกาบรับ บัวแวง )
7. มงกฎุ ยอดน้าเต้ากลม
7.1 กมุ พล สเี ขียว
7.2 กุเวรนุราช สขี าว ขัดคธา ถอื ศร
7.3 ตรีบุรัม สดี าหมึก ถอื กระบอง มงกฎุ น้าเตา้ กลมรูปทรงปลี
7.4 อากาศตะไลย สแี ดงเสน สหี น้า แปดมอื มงกฎุ น้าเตา้ 5 ยอด
7.5 นนยุพักตร์ สเี ขียว
7.6 ไพจิตราสูร สขี าว
7.7 เปาวนาสรู สขี าว
การทาหวั โขนจาลอง สาขาวิชาหัตถศิลป์ ผศ.สุรัฐ บญุ ทรง ๑๖
7.8 มโหทร สเี ขียว
8. มงกุฎน้าเตา้ เฟอื ง
8.1 บรรลัยกัลป์ สแี ดงหรือสแี สด ขัดคธา ถอื ศร
8.2 ลศั เตียน สขี าว 4 หน้า มงกฎุ น้าเตา้ เฟืองปลายบัด
8.3 ไวยวิก หรือวนั ยวุ ิก สมี ่วงแก่
9. มงกฎุ กาบไผ่
9.1 ทศคีรีวนั สเี ขียว จมกู เป็นงวงช้าง ถอื ศร
9.2 ทศคีรีธร
9.3 ปโรต สมี ่วงแก่ ถอื ศร อสูรเทพบุตร
9.4 รามสรู สเี ขียว ถอื ขวาน อสรู เทพบตุ ร
9.5 คนธรรพ์นุราช สเี ขียว ทรงชฏา โพกผ้าอย่างวิทยาธร
หรือยอดกาบไผ่
10. มงกฎุ ยอดบดั ยหรอื อดเดินหน
10.1 อินทรชิต สเี ขียว จอนหมู นษุ ย์ ถอื ศร
10.2 สุริยาภพ สแี ดง ถอื หอกเมฆทัพ
10.3 ไพนาสุริวงศ์ หรือทศพิน สเี ขียว ขีม่ า้ ผ่านแดง
10.4 วิรณุ พัท สเี ขียว
ข้อสังเกตหน้าตายกั ษ์ที่มีมงกฎุ เปน็ ยอดกาบไผแ่ ละยอดบัด นอกจากทศคีรีวัน ทศ
คีรีธรแล้ว ช่างโบราณมักจะปัน้ หน้าให้มจี มูกเปฯ็ มนุษยเ์ สยี สว่ นใหญ่ เช่น รามสรู อินทรชิต ฯลฯ
11. มงกุฎสามกลีบ
11.1 สวาฬุ สเี ขียวหรือหงดิน
11.2 มารศี สขี าว
11.3 ทพั นาสรู สหี งดิน
12. มงกฎุ ยอดหางไหล
มี ตรีเมฆ สหี งดินแก่ เพียงตัวเดยี ว
13. พวกทีไ่ ม่มีมงกฎุ แตเ่ ปน็ พญายักษ์
ประเภทนีเ้ ปน็ ยักษ์โลน้ ทาบนหัวเป็นขมวดก้นหอย ดังเช่น
13.1 กุมภกรรณ สเี ขียว
13.2 มูาลพลัม สเี ขียว หัวโขนทาเปน็ 4 หน้า
13.3 มหาบาลเทพาสรู สเี ขียว
13.4 นนทุกข์ สเี ขียว หัวล้านไมม่ ีขมวดก้นหอย เป็นอสรู เทพบตุ ร
การทาหัวโขนจาลอง สาขาวชิ าหตั ถศิลป์ ผศ.สุรัฐ บุญทรง ๑๗
13.5 นางสามะนักขา สเี ขียว ข้างบนหวั ทาผมแบบผมปีกของผู้หญงิ
13.6 นางผีเส้อื สมทุ ร สหี งดิน
และยงั มีหวั โขนพิเศษอีกหวั หนึง่ คือ หวั พิราพป่า สีม่วงแก่ ซึ่งชาวศิลปินนบั ถือเป็น
ครูที่แรงและกลัวเกรงกันท้ังส้ิน ซึ่งช่างโบราณได้ประดิษฐ์ขึ้นมาท้ังหัวโล้นและมียอดบัด เรียกว่า
พระพิราพทรงเครื่อง
14. พวกเสนายักษไ์ ม่มีมงกฎุ
ได้แก่กาลสูร โรมจักร สขุ าจาร อสุรกาปัน้ เป็นต้น
15. หัวโขนยกั ษแ์ ละตลกฝา่ ยยกั ษ์
ที่กล่าวมาแล้วท้ังหมดนโี้ บราณจารย์ท่านไดก้ ล่าวไว้ว่าเป็นทฤษฎีแบบแผน ทีช่ ่างรุ่น
หลังสมควรรักษาไว้ให้ถูกต้องตามแบบบัญญัตินั้น ก็เสมือนช่วยรักษาแบบแผนอันดีไว้มิให้เป็น
ช่องทางทีจ่ ะเลอะเลอื นไปสู่ความเสอ่ื ม เพราะในการแสดงน้ัน แม่สแี ละลกั ษณะจะซ้าหรือเหมือนกัน
ผู้ดกู ารแสดงโขนท้ัว ๆ ไปกย็ ่อมจะรแู้ ละเข้าใจในเรือ่ งราวได้ดี ท้ังตวั โขนทีส่ ีและลกั ษณะที่เหมือนกัน
นั้น ส่วนมากอยู่คนละชุดคนละตอน ในการเล่นการแสดง ชุดหนึ่งคราวหนึ่ง จึงไม่มีทางที่ตัวโขน
แตง่ ตวั แต่สีซา้ ลกั ษณะกัน มารวมเลน่ พร้อมกันในชุดเดยี วกัน ตอนเดยี วกันไดเ้ ลย
ดังจะเหน็ ได้ว่า สที ี่ใช้ในการเขียนหน้าโขนน้ันสว่ นโหญ่เปน็ สที ี่เรียกตามศพั ท์ช่าง
โบราณผู้ที่ไม่ไดเ้ ปน็ ช่างเขียนภาพไทยอาจจะไม่รู้จกั ว่าเปน็ สอี ย่างไร เช่น สหี งสบาท สเี ลอ่ื ม
ประภสั สรดงั น้ัน จะได้กล่าวถึงสีทีใ่ ช้ในการเขียนหน้าโขน และการผสมสีน้ัน ๆ พร้อมท้ังเทียบชอ่ื
เป็นภาษาองั กฤษ ตามตาราของท่านศาสตราจารย์ นิโกลาส์ เพือ่ ให้ผู้อ่านได้เข้าใจในลกั ษณะของสี
ยิง่ ข้นึ
การทาหัวโขนจาลอง สาขาวิชาหตั ถศิลป์ ผศ.สุรัฐ บุญทรง ๑๘
การทาหัวโขนจาลอง สาขาวชิ าหตั ถศลิ ป์ ผศ.สุรัฐ บุญทรง ๑๙