The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดเก็บข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางทางวัฒนธรรม ถิ่นแม่กลอง ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของสภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม และเครือข่ายสภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงครามทุกระดับ ที่มีจุดมุ่งหมายและตระหนักถึงความสำคัญของการส่งต่อองค์ความรู้เกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในด้านต่าง ๆ โดยผ่านกระบวนการจัดเก็บข้อมูลทั้งด้านวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมของจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อให้ประชาชน เยาวชน นักเรียน นักศึกษา สามารถมีแหล่งสืบค้นข้อมูลในการศึกษาหรือนำไปเป็นองค์ความรู้ในการอนุรักษ์ สืบสาน รักษา และต่อยอดองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของจังหวัดสมุทรสงครามได้ในอนาคต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nantana, 2022-10-08 06:58:29

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ถิ่นแม่กลอง ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕

หนังสือเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดเก็บข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางทางวัฒนธรรม ถิ่นแม่กลอง ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของสภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม และเครือข่ายสภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงครามทุกระดับ ที่มีจุดมุ่งหมายและตระหนักถึงความสำคัญของการส่งต่อองค์ความรู้เกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในด้านต่าง ๆ โดยผ่านกระบวนการจัดเก็บข้อมูลทั้งด้านวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมของจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อให้ประชาชน เยาวชน นักเรียน นักศึกษา สามารถมีแหล่งสืบค้นข้อมูลในการศึกษาหรือนำไปเป็นองค์ความรู้ในการอนุรักษ์ สืบสาน รักษา และต่อยอดองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของจังหวัดสมุทรสงครามได้ในอนาคต

Keywords: มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม,จังหวัดสมุทรสงคราม

วั

มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑

คำนำ
โครงกำรจดั เกบ็ มรดกภูมิปญั ญำทำงวฒั นธรรม ถิน่ แมก่ ลอง

หนังสือเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดเก็บข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางทางวัฒนธรรม
ถิ่นแม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ที่เกิดข้นึ จากความร่วมมือร่วมใจของสภาวัฒนธรรมจังหวัด
สมทุ รสงคราม และเครือขา่ ยสภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงครามทกุ ระดบั ที่มีจุดมุ่งหมายและตระหนกั
ถึงความสาคญั ของการส่งต่อองค์ความรู้เกี่ยวกับมรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรมในด้านต่าง ๆ โดยผ่าน
กระบวนการจัดเก็บข้อมูลท้ังด้านวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมของ จังหวัด
สมุทรสงคราม เพ่ือให้ประชาชน เยาวชน นกั เรียน นักศึกษา สามารถมีแหล่งสืบคน้ ขอ้ มูลในการศึกษา
หรือนาไปเป็นองคค์ วามรู้ในการอนุรักษ์ สืบสาน รักษา และต่อยอดองคค์ วามรู้ทางด้านวัฒนธรรมของ
จังหวดั สมุทรสงครามได้ในอนาคต สภาวัฒนธรรมจงั หวดั สมทุ รสงคราม ต้องขอกราบขอบพระคณุ ท่าน
ชาย ณ นคร อธิบดีกรมส่งเสริมวฒั นธรรมที่ได้สนับสนุนงบประมาณในการดาเนินงานดงั กล่าวจนสาเรจ็
ลุล่วงไปได้ด้วยดี ขอขอบคุณ ดร.สามารถ จันทร์สูรย์ ผู้ช่วยอธิการสถาบันการเรียนรู้เพ่ือปวงชน
และคณะอาจารย์ทุกท่าน ที่ได้ในแนวทางการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ขอขอบคุณนายญาณทัธ
สิริวัฒน์ วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม ที่ได้ให้คาแนะนาการดาเนินโครงการ ขอขอบคุณทุกท่าน
ที่ให้การสมั ภาษณ์จดั เกบ็ ขอ้ มูลมรดกภูมิปัญญาในด้านต่าง ๆ และขอขอบคณุ เครือขา่ ยสภาวัฒนธรรม
ในทุกระดบั ที่ได้ส่งต่อขอ้ มูลองคค์ วามรู้ต่าง ๆ และร่วมดาเนินงานจนถึงจุดมุ่งหมาย

สภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านและ
จงั หวัดสมทุ รสงคราม ในด้านการศกึ ษา ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านอื่น ๆ และหากมีข้อผิดพลาด
ประการใด หรือขอ้ มูลบางส่วนเกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้อง ต้องกราบขออภยั มาที่นี้

สภาวัฒนธรรมจงั หวดั สมทุ รสงคราม

มรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม ถิ่นแมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒

สารบัญ หนา้

เรื่อง 5-9

จังหวัดสมุทรสงคราม 10-19
แมก่ ลอง เมืองสามนา สามนา สามศาสนา 20-25
ตานานหลวงพอ่ บา้ นแหลม วัดเพชรสมทุ รวรวิหาร 26-34
โบสถป์ รกโพธิค์ ่ายบางกุง้ 35-37
วิถีตลาดนา 38-42
ขนมจ่ามงกุฎ 43-47
ประเพณตี ักบาตรขนมครก นาตาลทราย 48-50
สวนยกรอ่ ง 51-55
ภูมิปญั ญาชาวทะเล ยอ้ มผ้าจากเปลอื กไม้ชายเลน 56-59
บรรณานกุ รม
คณะทางาน

มรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม ถิ่นแม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๔

 จงั หวดั สมทุ รสงคราม

แม่กลอง เมอื งสามนา สามนา สามศาสนา

สมุทรสงคราม มาจากคา 2 คา คือคาว่า สมุทร กับ สงคราม สมุทรเป็นคามาจากภาษา

สนั สกฤตว่า สมุทฺร ส่วนบาลีว่า สมุทฺท แปลว่า ทะเล ตรงกับภาษาอังกฤษว่า sea มีใช้ในวรรณคดี
โบราณมาแต่แรก ๆ เช่น คาสรวลสมุทร (รู้จักทั่วไปในชือ่ กาสรวจศรีปราชญ์) เขมรกใ็ ช้สมทุ รที่ตรงกับ
sea ในภาษาอังกฤษ คาว่า ทะเล ไทยขอยืมคาเขมรว่า ตอนเล (ton-le) แปลว่า แม่น้า มาให้
ความหมายใหมต่ รงกับคาอังกฤษวา่ sea สงครามแปลวา่ ต่อสู้ รบ มาจากคาในภาษาสันสกฤตวา่ สคฺ
ราม ในภาษาบาลีว่า สงคฺ ราม

จังหวัดสมุทรสงคราม มีชื่อที่รู้จักกันโดยท่ัวไปในอดีตว่า “เมืองแม่กลอง” เป็นเมืองเก่าแก่
ที่มีประวัติศาสตร์และความสาคญั มาแล้วตั้งแต่อดีต ทั้งการเปน็ “สวนนอก”หรือพ้ืนที่ทาสวนผลไม้
ที่มีความอุดมสมบูรณ์ การเป็นเมืองประมงที่เป็นอาชีพหลักของผู้คน รวมถึงการเป็นเมือง
ประวัติศาสตร์ท่มี ีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึน้ มากมาย เช่น การเป็นสมรภูมิสงครามเมื่อครั้งสมเดจ็ พระเจ้า
ตากสินมหาราชที่ค่ายบางกุ้ง การเป็นเมืองที่พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัยและพระญาติวงศ์ มีพระนิวาสสถานด้ังเดิมอยู่ที่แขวงบางช้าง ฯลฯปัจจุบัน “สมุทรสงคราม”
เป็นจังหวัดหนึ่งที่ตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย มีพ้ืนที่ราว 416.7 ตารางกิโลเมตรซึ่งถือว่า
มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศ ประกอบด้วย 3 อาเภอ คือ อาเภอสมุทรสงคราม อาเภออัมพวา
และอาเภอบางคนทีมีประชากรราว 200,000 คน เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ทาง
ทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างย่ิงการมีชายฝั่งทะเลติดอ่าวไทยยาวถึงประมาณ 23 กิโลเมตร

มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม ถิ่นแมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๕

ซึ่งการเป็นพ้ืนที่ปลายน้าของสมุทรสงคราม ทาให้คุณลักษณะของน้านั้นมีความผันแปรไปตาม
ธรรมชาติ กล่าวคอื เมื่อน้าทะเลลดลงจะเป็นน้าจืด เมื่อน้าทะเลเริ่มข้นึ น้าเค็มกับน้าทะเลจะผสมกัน
กลายเป็น น้ากร่อย และเมือ่ น้าทะเลหนุนเต็มที่กจ็ ะมีลักษณะเปน็ น้าเคม็ จนทาให้เมืองแห่งนถี้ ูกเรียก
ขานอีกชือ่ หนึ่งว่าเปน็ “เมือง 3 น้า”ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการประมง ซึ่ง
ถือเปน็ รายได้สาคัญของจังหวัด รวมถึงมอี ตุ สาหกรรมในพ้ืนที่บางส่วน นอกจากนสี้ มุทรสงครามยังมี
ส ถ า น ที่ ท่ อ ง เ ที่ ย ว ที่ ส า คั ญ แ ล ะ ส ว ย ง า ม อี ก จ า น ว น ม า ก จ น น า ม า ซึ่ ง ค า ข วั ญ ข อ ง จั ง ห วั ด ที่ ว่ า
“เมืองหอยหลอด ยอดลิน้ จี่ มีอทุ ยาน ร.2 แม่กลองไหลผ่าน นมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม”

ในขณะที่อตั ลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจงั หวัดสมุทรสงครามที่โดดเด่น คอื ความหลากหลาย
ของผู้คน ด้านเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม อันเกิดจากความแตกต่างทางศาสนา ความเชื่อ
และวิถีการดารงชีวิต โดยในพ้ืนที่มีท้ังผู้คนที่นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม
รวมถึงการนับถือเทพเจ้าของกลุ่มชาวจีน เห็นได้จากปรากฏศาสนสถานกระจายอยู่ในพ้ืนที่ ทั้งวัดใน
ศาสนาพุทธ โบสถ์ในศาสนาคริสต์ มัสยิดในศาสนาอิสลาม รวมถึงศาลเจ้าของชาวจีน ซึ่งผู้คนก็
สามารถดารงอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข มีสภาพความเป็นอยู่ที่สงบสุขร่มเย็นมาแต่อดีต
มีฐานะคอ่ นขา้ งดีและยดึ มนั่ ในขนบประเพณีและศาสนาของตนเอง

โดยสามารถสรุปลาดับวิวฒั นาการของเมืองได้ดังนี้
1. เมืองแม่กลองมีชื่อเป็นลายลักษณ์อักษรคร้ังแรกในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

(ครองราชย์ พ.ศ. 1991-2031) เจ้าเมืองมีชื่อตาแหน่งวา่ พระสมุทรสงคราม (ต่อไปข้างหน้าจะเปลีย่ น
ชือ่ เมืองแม่กลอง ตามนามบรรดาศกั ดิ์เจ้าเมืองวา่ เจ้าเมืองสมุทรสงคราม) เมืองแม่กลองตั้งอยปู่ ลาย
น้าแม่กลอง หรือทางลุ่มน้าแม่น้ากลองตอนล่าง ในคราวเดียวกันนี้มีชื่อเมืองอยู่ทางลุ่มน้าแม่กลอง
ตอนบนอีก 3 เมือง คอื เมืองกาญจนบรุ ี, เมืองไทรโยค และเมืองศรีสวัสดิ์ แสดงให้เห็นความสาคัญ
ของลาน้าแม่กลองตลอดสาย ท้ังด้านการสงครามและคมนาคมคา้ ขาย

2. ก่อนรัชกาลสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช (ครองราชย์ พ.ศ. 2133-2148) มอญบางพวกต้ัง
แหล่งพานักถาวรอยใู่ นบริเวณทีท่ ุกวันนคี้ อื อาเภอบ้านโป่ง จงั หวัดราชบุรี เช่น บ้านนครชุม บ้านม่วง
ฯลฯ นานเข้าก็กระจายลงไปทางปากน้าแม่กลอง แล้วต้ังหลักแหล่งเป็นคนแม่กลอง ดังปรากฏใน
เอกสารจากหอหลวงสมยั พระเจ้าอทุ ุมพรว่า “เรือมอญใหญ่ปากกว้าง 6-7 ศอก พวกมอญบรรทุก
มะพร้าวห้าว ไม้แสมทะเล และเกลือขาวมาจอดขาย” “เรือปากใต้ปากกวา้ ง 6 ศอก 3 ศอก ชาวบา้ นย่ี
สาร บ้านแหลม เมืองเพชรบุรี บ้านบางตะบูน และบ้านบางทะลุ บรรทกุ กะปิ น้าปลา ปูเค็ม ปลากเุ รา
ปลากะพง ปลาทู ปลากะเบนย่าง มาจอดเรือขาย ” คาว่า “ปากใต้” ในข้อความข้างต้นหมายถึง
บริเวณโดยรอบปากอ่าวไทย ซึ่งอยทู่ างใต้ของพระนครศรีอยธุ ยา ในพระราชพงศาวดารฉบับพนั จันทนุ
มาศ ว่าบริเวณปากใต้ มีเมืองนนทบุรี, เมืองนครชัยศรี, เมืองราชบุรี, เมืองสมุทรสงคราม, เมือง
สมทุ รสาคร และเมืองสมทุ รปราการ เป็นต้น

มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม ถิน่ แมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๖

3. หลัง พ.ศ. 2230 ปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ (ครองราชย์ พ.ศ. 2199-2231)
มีป้อมเมืองแม่กลอง เป็นป้อมขนาดเล็กเกิดข้ึนแล้ว แสดงให้เห็นถึงความสาคัญของเมืองแม่กลอง
ดังมีบันทึกของมองซิเออร์เซเบเรต์ ที่อยู่ในคณะทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่เดินทางมาเจริญ
สัมพันธไมตรีทางพระราชไมตรีกับกรงุ ศรีอยุธยา ในรชั กาลสมเดจ็ พระนารายณ์ บันทึกวา่
“ณ วันที่ 18 ธนั วาคม พ.ศ. 2230 ขา้ พเจ้าได้ออกจาก (เมือง) ท่าจีน เพ่อื ไป (เมือง) แม่กลอง ตามทาง
ระหว่างที่ท่าจีนกับแม่กลองนี้มีบางแห่งน้าตื้น ต้องใช้กระบือลากเรือเหมือนวันก่อน แต่ตอนที่ตื้น…
เมืองแม่กลองนี้เป็นเมืองที่ใหญ่กว่าเมืองท่าจีนและ ตั้งอยู่ริมแม่น้า ซึง่ เรียกกันวา่ แม่น้าแม่กลอง และ
อยหู่ ่างทะเลประมาณ 1 ไมล์ น้ารบั ประทานในเมืองนี้ เปน็ น้าที่ดี เมืองแม่กลองนี้หามีกาแพงไม่ แต่มี
ป้อมเล็ก ๆ สี่เหลี่ยมอยู่ 1ป้อม มุมป้อมนั้นมีหอรบอยู่ 4 แห่ง แต่เปน็ หอรบเล็กมากก่อด้วยอิฐ คูหาก็
หามีไม่ แต่น้าท่วมอยรู่ อบป้อม…”

4. พ.ศ. 2308 สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ โปรดให้ยกทพั เรือไปต้ังค่ายรับพม่า เรียก “ค่ายบาง
กุ้ง” (ปัจจบุ ันอยทู่ ีต่ าบลบางกุ้ง อาเภอบางคนที จังหวดั สมุทรสงคราม)

5. พ.ศ. 2309 หลวงยกกระบัตร เมืองราชบรุ ี (นามเดิม ทองด้วง ภายหลงั ปราบดาภิเษกเป็น
รัชกาลที่ 1 ของกรุงรัตนโกสินทร์) แต่งงานกบั นาค ธิดาคหบดีมอญ ตาบลอัมพวา เมืองสมทุ รสงคราม
พ.ศ. 2310 มีบุตรชื่อฉิม (ต่อไปข้างหน้าคือรัชกาลที่ 2) เกิดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ตรงกบั ข้นึ 7 ค่า
เดือน 4 ปีกุน จ.ศ. 1129 ที่บางช้าง อัมพวา เมื่อรัชกาลที่ 2 ข้ึนครองราชย์ บรรดาพระญาติ ของ
สมเด็จพระราชชนนี (นาค) ก็เป็นราชนิกลุ ต้ังแต่นั้นมา เรียกกันวา่ “ราชนิกุลบางช้าง”

6. ปลาย พ.ศ. 2310 พระเจ้าตากสินมหาราช รวบรวมไพร่พลจากเมืองจันทบรุ ีขบั ไล่กองทัพ
พม่าพ้นจากพระราชอาณาเขตแล้ว ให้ไพร่พลชาวจีนจากหัวเมืองชายทะเลทางเมืองชลบุรี, ระยอง
กับเมืองอืน่ ๆ ในลาน้าแม่กลองมารวมอยรู่ ักษาคา่ ย จึงเรียกกนั วา่ คา่ ยจีนบางกุ้ง

7. พ.ศ. 2444 สมุทรสงครามเป็นจังหวัด แบ่งออกเป็น 3 อาเภอ ได้แก่ อาเภอเมือง
สมทุ รสงคราม, อาเภอบางคนที และอาเภออัมพวา

ประวตั ิอาเภอต่าง ๆ ของจังหวัดสมุทรสงคราม

1. อาเภอเมืองสมุทรสงคราม

อาเภอเมืองสมุทรสงคราม เป็นอาเภอที่ต้ังศาลากลางจงั หวัด ปรากฏหลกั ฐานว่าก่อนที่จะมี
ชื่อวา่ อาเภอเมือง ได้มีการโยกยา้ ยสถานที่ ตลอดจนเปลี่ยนชื่ออาเภอมาแล้วหลายชือ่ ตามปรากฏใน
หนังสือ "สมุดราชบุรี" และหนังสือราชการบ่งไว้ว่า ได้มีการต้ังชื่ออาเภอนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2440 มีชื่อ
อาเภอในครั้งแรกวา่ "อาเภอลมทวน" โดยอยทู่ ีป่ ากคลองลัดจวน (คาวา่ จวน หมายถึง บ้านพักของผู้ว่า
ราชการจงั หวดั ในสมยั ก่อน) ที่ใช้ชืล่ มทวน เห็นจะเป็นเพราะอาเภอต้ังอยบู่ ริเวณคุ้งของแม่น้าแม่กลอง
ที่มีลมทวนไม่เหมือนกับคงุ้ แม่น้าตอนอื่น ๆ ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. 2441 ได้เปลี่ยนชื่ออาเภอลมทวน เปน็
ชื่ออาเภอเมืองฯ จนถึงปี พ.ศ. 2444 ทางราชการจดั สร้างที่ว่าการอาเภอในที่ดินทีเ่ ป็นทีธ่ รณีสงฆว์ ัด

มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม ถิน่ แมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๗

ใหญ่ ริมแม่น้าแม่กลอง ระหว่างปากคลองแม่กลองกับคลองลดั จวน นับเป็นการสร้างทีว่ ่าการอาเภอ
เปน็ คร้ังแรก เพราะก่อนหน้าน้ันจะใช้บ้านพกั ของนายอาเภอ หรือบ้านพักของผู้ว่าราชการจังหวดั เป็น
ที่ทาการ ชื่ออาเภอจึงเปลี่ยนชื่อจากอาเภอเมืองเปน็ อาเภอบ้านปรก

ต่อมาในปี พ.ศ. 2465 กอง โรงเรียนพลทหารเรือที่ 1 ได้ยบุ เลิกโดยยกอาคารและที่ดินมอบให้
กระทรวงมหาดไทย สาหรับตั้งศาลากลางจังหวัด เพราะเดิมเป็นที่ธรณีสงฆ์และน้าเซาะพงั และได้
เปลี่ยนชื่ออาเภอบ้านปรกเป็น อาเภอแม่กลอง การตั้งชื่ออาเภอในสมัยน้ัน พอสันนิษฐานได้ว่า คง
ถือเอานามตาบลของที่ต้ังอาเภอเป็นหลักฐานในการตั้งชื่ออาเภอ ดังจะเห็นได้จาก เมื่อครั้งที่ว่าการ
อาเภออยู่ที่ตาบลลมทวน ก็เรียกชื่ออาเภอลมทวน เมื่อย้ายมาอยู่ที่ตาบลบ้านปรก เรียกอาเภอบ้าน
ปรก ย้ายไปอยู่ที่ตาบลแม่กลอง เรียกอาเภอแม่กลอง ต่อมาทางราชการได้พิจารณาเห็นว่า เพ่ือ
ประโยชน์และความสะดวกแก่ประชาชนและทางราชการ ประกอบกับเพอ่ื รักษาไว้ซึ่งประวัติศาสตร์
แห่งท้องถิ่น จึงได้ประกาศเปลี่ยนชื่ออาเภอเปน็ ที่ต้ังศาลากลางจังหวัดใหม่ทัว่ ราชอาณาจักร ให้เป็น
อาเภอเมืองของจังหวดั น้ัน ๆ ตามประกาศในพระราชกฤษฏีกา เปลี่ยนนามจังหวดั และอาเภอบางแห่ง
พุทธศกั ราช 2481 ดังนั้นอาเภอแม่กลอง จึงได้เปลีย่ นชือ่ มาเปน็ "อาเภอเมืองสมทุ รสงคราม" ต้ังแต่นั้น
เปน็ ต้นมา

2. อาเภออัมพวา

อาเภออัมพวา ก่อนสมยั กรงุ รตั นโกสินทร์ มีผู้คนมาต้ังถิ่นฐานอาศัยอยไู่ ม่มากนักต่อมาเมอื่
เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2310 ผู้คนอพยพมาอยู่กันมากข้ึน เพราะมีทาเลเหมาะแก่การ
เพาะปลูกและเป็นที่อยู่อาศัย ตามหลักฐานที่พอจะคน้ คว้าได้น้ัน ปรากฏว่า ทึว่ ่าการอาเภออัมพวาใน
อดีตได้อาศัยศาลาการเปรียญของวดั อัมพวนั เจติยาราม ต่อมาได้ยา้ ยข้ามคลองอมั พวาไปอยู่ทีศ่ าลา
การเปรียญวดั ท้ายตลาด ตาบลบางกะพอ้ ม ซึ่งอยหู่ ่างจากสถานทีเ่ ดิมไปประมาณ 400 เมตร และได้
ยา้ ยมาอยทู่ ี่ริมฝ่ังแม่น้าแม่กลองมาจนทกุ วันนี้ และคงใช้ชื่ออัมพวา เพราะบริเวณนี้เดิมเป็นเรือกสวน
มีต้นมะพร้าว และต้นมะม่วงอยเู่ ปน็ จานวนมาก ต้นมะพร้าวนั้นเป็นพืชหลักของสมุทรสงครามและมี
อยทู่ ่วั ไป ส่วนต้นมะม่วงมีการปลูกอยอู่ ยา่ งหนาแน่นที่บริเวณนี้ จึงใช้ชือ่ อัมพวามาตลอด

3. อาเภอบางคนที

ตาบลต่าง ๆ ในเขตอาเภอบางคนที ข้ึนตรงกับอาเภอดาเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
จนกระท่ัง พ.ศ. 2437 หม่อมเจ้าสฤษฏ์เดช สมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี ได้พิจารณาแบ่งเขตการ
ปกครอง ด้วยประชานในเขตนี้ร้องเรียนไปว่า การไปมาติดต่อราชการกับอาเภอดาเนินสะดวกไม่
สะดวกสมชือ่ เพราะระยะทางไกล จึงจดั ต้ังอาเภอข้นึ ใหม่ เรียกวา่ "อาเภอสี่หมืน่ " ต้ังอยตู่ รงปากคลอง
แพงพวย แต่ยังสังกัดอยู่กับจังหวัดราชบุรี ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. 2447 ทางราชการได้จัดระบบการ
ปกครองใหม่อีกคร้ัง จึงได้ย้ายอาเภออสี่หมื่น มาปลูกสร้างในที่ดินของวัดใหม่พิเนทร์ (วัดร้าง)
โดยปลกู เป็นอาคารช้ันเดียวหลังคามุงจาก อยใู่ ต้ปากคลองบางคนที คลองนเี้ ปน็ คลองทีอ่ ยู่ในย่าน

มรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรม ถิน่ แมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๘

กลางชุมชน มีผู้คนอาศัยอยู่มาก จึงเปลี่ยนชื่ออาเภอสี่หมื่นเป็น "อาเภอบางคนที" ตามชื่อ
คลองแล้วแยกจากจังหวัดราชบรุ ี มาข้ึนต่อจังหวดั สมทุ รสงคราม ซึ่งมีอยู่ 2 อาเภอ ประกาศต้ังเป็น
อาเภอบางคนทึ่ จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2454 ตามประกาศในราชกิจจา
นุเบกษา เล่ม 28 หน้า 489 ลงวันที่ 11 มิถุนายน ร.ศ.130

มรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม ถิ่นแม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๙



วดั เพชรสมุทรวรวิหาร หรือวดั บ้านแหลม ตั้งอยู่ที่บ้านแหลม ตาบลแม่กลอง อาเภอเมืองสมทุ รสงคราม
จงั หวัดสมทุ รสงคราม เดิมชื่อวา่ "วัดศรีจาปา" เปน็ วัดโบราณสร้างข้นึ ในสมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยธุ ยา
พ.ศ. ๒๓๐๙ กองทพั พม่าได้ยก เขา้ มาตีเมืองเพชรบรุ ี ชาวเพชรบรุ ีซึง่ อาศัยอยใู่ นเขตตาบลบ้านแหลมได้อพยพหนีภยั
สงครามเข้ามา ต้ังบ้านเรือนอยใู่ นตาบลแม่กลอง เหนือวัดศรีจาปาข้นึ ไปและเรียกหมู่บ้านของตนเองที่มาตั้งใหม่นี้
ตามชื่อหมู่บ้านเดิมว่า "บ้านแหลม" ในขณะน้ันวัดศรีจาปาอยู่ในสภาพชารุดทรุดโทรมมาก ชาวบ้านจึงได้ช่วยกัน
บูรณปฏสิ ังขรณ์วัดศรีจาปาข้นึ ใหม่และเรียกชื่อวา่ "วัดบา้ นแหลม” และได้รบั วิสงุ คามสีมา เมือ่ พ.ศ. ๒๔๐๐

จากหลกั ฐานปรากฏวา่ มีชาวบ้านแหลมเพชรบรุ ีกลุ่มหนึ่งหนีโจรภัยพม่าทีช่ อบเขา้ มาปล้นสะดมเมืองเพชร
เนืองๆ ชาวบ้านแหลมจึงได้พากันอพยพมาอยู่ที่ปากคลองแม่กลองเหนือ วัดศรีจาปา ชาวบ้านแหลมมีอาชีพ
ทาการประมง ออกทะเลจับปลา วนั หนึง่ ไปล้อมอวนจับปลาทีป่ ากอ่าวแมก่ ลอง ได้พระพุทธรปู ติดอวนข้ึนมา ๒ องค์
องค์หนึ่งเป็นพระยืนอุ้มบาตร แต่บาตรหายไปในทะเลแล้ว ภายหลงั สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช
ได้ประทานบาตรให้ใหม่เป็นบาตรแก้วสีน้าเงิน ส่วนอีกองค์หนึ่งเป็นพระนั่งปางมารวิชัย ชาวบ้านได้แบ่งให้ญาติ
ชาวบางตะบูนไป (บางตะบนู อยตู่ ิดกบั บ้านแหลม) นาไปประดิษฐานไวท้ ี่วัดเขาตะเครา อีกทั้ง อาจารย์ม.ร.ว.สุมนชาติ
สวัสดิกุล หวั หน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ ได้บรรยายให้ฟงั วา่ “เมื่อคร้ังกรงุ ศรีอยธุ ยาล่มสลายด้วยฝีมือของกองโจร
พม่า พ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น ประชาชนทุกข์ยากแสนสาหัสทุกคนพยายามหนี เอาตัวรอด แม้แต่พระพุทธรูปก็มี
น้าพระเนตรไหลออกมา อาทิ หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง ส่วนหลวงพ่อวัดบ้านแหลมนั้น เล่ากันว่ามีพระเนตรไหล
ออกมาเป็นสีเลือด และจากพุทธลักษณะที่งดงามของหลวงพ่อบ้านแหลมนั้น น่าจะมีฝีมือของช่างหลวง เจ้าฟ้า
เจ้าแผ่นดินหรือเจ้านายชั้นสูงเท่าน้ันทีจ่ ะทาได้

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ถิ่นแม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑๐

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑๑

จากหลักฐานปรากฏว่า มีชาวบ้านแหลมเพชรบุรีกลุ่มหนึ่งหนีโจรภัยพม่าที่ชอบเข้ามา
ปล้นสะดมเมืองเพชรเนืองๆ ชาวบ้านแหลมจึงได้พากันอพยพมาอยทู่ ี่ปากคลองแม่กลองเหนือ วัดศรี
จาปา ชาวบ้านแหลม มีอาชีพทาการประมง ออกทะเลจับปลา วันหนึง่ ไปล้อมอวนจับปลาที่ปากอ่าว
แม่กลอง ได้พระพทุ ธรูปติดอวนข้ึนมา ๒ องค์ องคห์ นึ่งเป็นพระยืนอุ้มบาตร แต่บาตรหายไปในทะเล
แล้ว ภายหลังสมเดจ็ เจ้าฟา้ กรมพระยาภานพุ ันธวุ งศ์วรเดช ได้ประทานบาตรให้ใหมเ่ ปน็ บาตรแก้วสีน้า
เงิน ส่วนอีกองค์หนึ่งเป็นพระน่ังปางมารวิชัย ชาวบ้านได้แบ่งให้ญาติชาวบางตะบูนไป (บางตะบนู อยู่
ติดกบั บ้านแหลม) นาไปประดิษฐานไวท้ ี่วัดเขาตะเครา มีความศักดิส์ ิทธิ์มากเช่นเดียวกัน ขนานนามว่า
“หลวงพ่อวัดเขาตะเครา” มาจนทุกวันนี้ อีกท้ัง อาจารย์ ม.ร.ว.สุมนชาติ สวัสดิกลุ หัวหน้าภาควิชา
ประวัติศาสตร์ ได้บรรยายให้ฟังวา่ “เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาล่มสลายด้วยฝีมือของกองโจรพม่า พ.ศ.
๒๓๑๐ ประชาชนทกุ ขย์ ากแสนสาหัสทุกคนพยายามหนีเอาตัวรอด แม้แต่พระพุทธรปู กม็ ีน้าพระเนตร
ไหลออกมา เช่นพระมงคลบพิตร หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง ส่วนหลวงพ่อ วดั บ้านแหลมน้ัน เล่ากนั วา่ มี
พระเนตรไหลออกมาเป็นสีเลือด และจากพทุ ธลักษณะที่งดงามของ หลวงพอ่ บ้านแหลมน้ัน น่าจะมี
ฝีมือของช่างหลวง เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน หรือเจ้านายช้ันสูงเท่าน้ัน ที่จะทาได้ และ พ.ศ. ๒๔๙๖ กรม
ศิลปากรได้นาอุโบสถวัดบ้านแหลมน้ันเข้าบัญชีเป็นโบราณสถานแห่งชาติ วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.
๒๔๙๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะวดั บ้านแหลมเปน็ พระอารามหลวง และพระราชทานนาม
วา่ “วัดเพชรสมุทรวรวิหำร”

สาเหตุที่หลวงพ่อวัดบ้านแหลมต้องมาจมน้าอยู่ที่ปากอ่าวแม่กลองนั้น มีข้อสันนิษฐานกัน
หลายอยา่ งแต่ทน่ี ่าจะพิจารณา มี ๒ ประการ คอื

๑. พ.ศ. ๒๓๐๘ หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย เจ้านายไทย หรือคนไทยนาหลวงพ่อบรรทุกเรือ
มาเพอ่ื นาไปซ่อนพม่า เมือ่ รู้ข่าวพม่ายกทพั มาตีเมืองไทย แล้วเรือได้ล่มลง

๒. หรืออาจจะเปน็ พระชยั นาทัพ ของแม่ทัพนายกองครั้งรบกบั พม่าทีเ่ มืองเพชรบรุ ี เพราะจาก
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทราบว่า พ.ศ. ๒๓๐๗ พม่ายกทัพมาทางใต้ เข้าตีถึงเมืองกระ เมือง
ระนอง จนถึงชุมพร ไชยา แล้วกลบั ข้นึ มาตีเมืองประทิว เมืองกาเนิดนพคณุ เมืองคลองวาน เมืองกุย
เมืองปราณ จนถึงเมืองเพชรบรุ ี (หากมาทางบกมกั เข้าทางด้านสิงขร ประจวบฯ) กรงุ ศรีอยุธยาทราบ
ขา่ วศึก ให้กองทัพพระยาพพิ ัฒน์โกษา และพระยาตากสินยกทัพไปทนั รักษาเมืองไว้ได้ เรือลาหนึง่ ลา
ใดที่นาท่านมาอาจจะล่มลง หลวงพ่อจมน้าอยู่ไม่นานจึงติดอวนชาวประมงข้ึนมาได้ หากจมอยู่นาน
๕๐ – ๑๐๐ ปี โคลนทรายคงจะกลบองค์ท่านจมดินลงไปแล้ว องค์หลวงพ่อบ้านแหลมน้ัน เป็น
พระพุทธรูปหล่อด้วยทองเหลือง ปางอุ้มบาตร ที่งดงามมาก ความสูงจากปลายนวิ้ พระบาทถึงยอด
พระเกศามาลา ๑๖๗ เซนติเมตร คือขนาดเท่าคนธรรมดา พุทธลักษณะผสมกลมกลืนกันระหว่าง
อยุธยาตอนต้นกับสุโขทัยตอนปลาย พระพักตร์งามเหมือนพักตร์เทพบุตร พระเกศามาลาเป็น

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ถิ่นแมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑๒

เปลวเพลิงแบบพระพุทธรูปสุโขทัย สังฆาฏิเส้นเล็กพาดยาวมาถึงพระชงฆ์จีวรทาแผ่เป็นแผ่นแผงอยู่
เบ้ืองหลังมีแฉกมุมแบบอยุธยา ทรวดทรงเหมาะเจาะกะทัดรัดงดงามประดุจหนุ่มน้อยเทพบุตร
และกรมศิลปากรได้จดทะเบียนไวเ้ ปน็ โบราณวัตถุแห่งชาติ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๒

ควำมศกั ดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อบ้ำนแหลม เปน็ ที่เลื่องลือไปไกล พระมหากษัตริย์ไทย

พระราชวงศ์สมเด็จพระสังฆราช บคุ คลสาคัญ ๆ ได้มานมัสการหลงพอ่ บ้านแหลมมาจนทุกวนั นี้ อาทิ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัวเสดจ็ ประพาสเมืองสมทุ รสงคราม

ครง้ั ที่ ๑ พ.ศ.๒๔๑๖ เสดจ็ โดยเรือยนต์มาทางทะเล เขา้ อ่าวแมก่ ลองไปยังเมอื งกาญจนบรุ ี
ครัง้ ที่ ๒ พ.ศ.๒๔๓๙ เสดจ็ ประพาสเมืองสมทุ รสงครามผ่านมาทางประตูน้าบางยาง
คร้ังที่ ๓ พ.ศ.๒๔๔๗ เสด็จประพาสเมืองสมุทรสงคราม แบบประพาสต้น เมื่อวันที่
๑๒ เดือนกรกฎาคม ๒๔๔๗
ครง้ั ที่ ๔ พ.ศ.๒๔๕๒ เสดจ็ ถึงเมอื งสมุทรสงคราม เมื่อวนั ที่ ๘ กันยายน ๒๔๕๒

จากหลักฐานคาดว่าได้เสด็จข้ึนนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลมคร้ังใด คร้ังหนึ่ง หรือมากกว่า
เพราะปรากฏหลักฐานจากพระราชหตั ถเลขาพระราชทานแก่พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยหู่ วั
คร้ังดารง พระยศเป็นมกุฎราชกุมาร ในบทพระราชนิพนธ์จดหมายเหตุ “พระราชหัตถเลขาเสด็จ
ประพาสมณฑลราชบุรี” ทรงรับสัง่ วา่ “วดั อมั พวันทรุดโทรมมากเพราะหาสมภารดี ๆ ไปอยูไ่ มไ่ ด้
ไม่เหมือน วัดบ้านแหลม และวัดพวงมาลัย ซึ่งมีประโยชน์ทางของขลัง ” ทรงหมายถึง
หลวงพ่อแก้ว วดั พวงมาลัย ซึง่ มีอาคมขลังเป็นที่เลื่องลือ ส่วนวัดบ้านแหลมมีหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์คน
นิยมนับถือกันมากและสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เสด็จเมือง
สมุทรสงคราม โดยเสด็จในกระบวนหลวงทรงเลือ่ มใสหลวงพ่อบ้านแหลม ให้คนนาเครือ่ งสักการะไป
ถวาย ได้รับส่ังว่าขอผลานิสงส์แห่งความเลื่อมใสจงดลบันดาลให้หายประชวร เมื่อเสด็จกลับถึง
กรุงเทพฯ ไม่นานก็หายประชวร ทรงระลึกได้ พระราชทานปัจจัยมูลค่า ๘๐๐ บาท เพ่ือช่วยในการ
ปฏิสังขรณ์วัดบ้านแหลม ข้อความนี้มีอยู่ในพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ ๖ ถึงเจ้าอาวาสวัดบ้าน
แหลม คือ พระมหาสิทธิการ (แดง) อีกท้ังพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช
ได้เสดจ็ มานมสั การ และถวายบาตรแก้วสีน้าเงินแทนบาตรทีห่ ายไปในทะเล

นอกจากนี้ยังมีบุคคลสาคัญๆที่เคยเสด็จทอดพระเนตร และนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม
ที่ควรกล่าวถึง คอื

๑. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จมาตรวจการคณะสงฆ์ เมือง
สมุทรสงคราม เสด็จมานมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๕๘ และ ทรง
ประทับแรมอยู่ ๔ คนื

๒. เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ และ พ.ศ. ๒๔๖๖ สมเด้จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี และสมเด็จเจ้าฟ้า
กรมพระยานครสวรรคว์ รพินิต ได้เสดจ็ มานมสั การหลวงพ่อบ้านแหลม และทรงทาบุญเลยี้ งพระด้วย

มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑๓

๓. วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๔ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ เสด็จ
ทอดพระเนตร และนมสั การหลวงพ่อบ้านแหลม

๔. พ.ศ. ๒๔๙๕ พระยารามราชภกั ดี ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มานมัสการหลวงพอ่ บ้าน
แหลม และถวายโคมไฟฟ้าไวใ้ นโบสถ์ด้วย

๕. วนั ที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๔๙๙ จอมพล ป.พบิ ูลสงคราม ได้มานมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม
เมื่อมาวางศิลาฤกษ์ศาลากลางจงั หวัด และเปิดถนนสายปากท่อ

๖. วนั ที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๐๔ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรชั ต์ ได้มานมัสการหลวงพอ่ บ้านแหลม เมื่อ
คร้ังมาประชมุ ชาวนาเกลือ

๗. วนั ที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๐๖ พลเอกประภาส จารเุ สถียร รฐั มนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ได้มานมสั การหลวงพ่อบ้านแหลม

๘. วันที่ ๑๗ มิถนุ ายน ๒๕๐๙ นาอภยั จนั ทวมิ ล ปลดั กระทรวงศึกษาธิการ ได้มานมัสการ
๙. วัน ที่ ๑ ๕ กุมภาพั นธ์ ๒๕๑๓ น าย สุกิจ นิ มมานเ หมิ นทร์ รั ฐมนตรี ว่าการ
กระทรวงศึกษาธิการและคณะได้มานมัสการ
๑๐. วนั ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓ พระองค์เจ้าหญิงสทุ ธศิริโสภา และพระองคเ์ จ้าหญิงจุไร
รตั น์สิริมาน ได้เสด็จมานมัสการ
๑๑. วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๑๔ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา
สงั ฆปรินายก วัดมกฏุ กษัตริยารามได้เสดจ็ มานมสั การ
๑๒. วนั ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๑๕ คุณหญิงน้อย รุจิวงศ์ ได้เสดจ็ มานมสั การ
๑๓. วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๑๖ สมเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ วัดพระเชตพุ นวิมลมงั คลาราม
เสด็จมานมัสการ
๑๔. วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๑๖ นายดารง สุนทรศารทูล อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และ
คณะได้มานมสั การสมยั เป็นอธิบดีกรมการปกครอง
๑๕. วนั ที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๗ สมเดจ็ พระมหาวีรวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ได้มานมัสการ
๑๖. วนั ที่ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๑๗ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และคณะ ได้มานมัสการ เมื่อครั้งมา
เปิดศาลหลักเมืองสมทุ รสงคราม
๑๗. วนั ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๗ ม.จ.หญงิ พูนพิสมัย ดิศกลุ ได้เสดจ็ มานมัสการ คร้ังทรงเปิด
ป้ายพุทธสมาคมจังหวดั สมทุ รสงคราม เป็นครั้งแรก และคร้ังที่สอง วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๒๐ เสดจ็
นมสั การหลวงพ่อบ้านแหลมแล้วทรงเย่ยี มพทุ ธสมาคมฯ
๑๘. วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๑๘ สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพฯ
ได้มานมสั การ
๑๙. วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๙ ฯพณฯ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล และท่านผู้หญิงดุษฎี
มาลากลุ ได้มานมัสการ

มรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม ถิ่นแม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑๔

๒๐. วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๐ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ สยาม
มกฎุ ราชกุมาร พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงค์เธอพระองคเ์ จ้าโสมสวลี พระวรชายา เสด็จมานมัสการ

๒๑.วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๑ สมเด็จพระอริวงศาคตาณ วัดราชบพิตร กรุงเทพฯ เสด็จมา
นมัสการ

๒๒. วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๒๕ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เสด็จพระราชดาเนินมากระทา
พธิ ียกช่อฟา้ พระอโุ บสถทีซ่ ่อมแซมปฏิสงั ขรณ์ใหม่ และนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม

๒๓. วนั ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๒๙ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้มานมัสการ
๒๔. วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๓๐ สมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เสด็จ
ประพาสเมืองสมุทรสงคราม ทอดพระเนตรอุทยาน ร.๒ และต้นลนิ้ จี่อายุ ๑๐๐ ปี ใกล้วัดบางเกาะ
เทพศกั ดิ์ แล้วเสดจ็ นมสั การหลวงพ่อบ้านแหลม
๒๕. สมเด็จพระญาณสงั วรสมเด็จพระสังวฆราช เสด็จมานมสั การหลวงพ่อบ้านแหลม เมื่อ
วันที่ ๕ กนั ยายน ๒๕๔๖

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ถิ่นแมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑๕

เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖ เกิดอหิวาตกโรคระบาดหนักทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมือง ผู้คนล้มตายกัน
มากโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ตามลาน้าแม่กลองก็เสียชีวติ ไม่น้อย บ้านเมืองเงียบเหงา เพราะผู้คนเชื่อกันว่า
“โรคห่า” ระบาด ต่างกแ็ สวงหาของดีกนั โรคห่า เช่น สวมแหวนทีท่ าจากกะลามะพร้าวกะทิกันโรคห่า
เป็นต้น คร้ังน้ันเจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม คือท่านเจ้าคณุ สนิทสมณคุณได้ฝนั ไปวา่ หลวงพอ่ มาเขา้ ฝัน
บอกคาถากันโรคห่าให้บทหนึง่ ให้ไปดทู ีพ่ ระหัตถ์ของหลวงพ่อในโบสถ์ จึงเขา้ ไปดทู ีพ่ ระหตั ถ์ของหลวง
พอ่ พบว่า ที่พระหตั ถ์ขวามีคาถา “นะ มะ ระ อะ” และคาถา “นะ เท วะ อะ” อยทู่ ี่พระหตั ถ์ซ้าย จึงจด
เอามาทาน้ามนต์ ให้ชาวบ้านนาไปอาบกินปรากฎวา่ ได้ผลดี อหิวาตกโรคก็สงบลงต้ังแต่นั้นมา ความ
ศักดิส์ ิทธิข์ องหลวงพ่อย่งิ เลื่องลือไปไกล

พระคาถา "นะ มะ ระ อะ นะ เท วะ อะ" ของหลวงพอ่ วดั บ้านแหลม อาจารยเ์ ทพ สนุ ทรศารทลู
ผู้บันทึกประวัติหลวงพ่อวัดบ้านแหลมและถวายเป็นลิขสิทธิ์ของวัดได้เคยกราบเรียนถามสมเด็จ
พระธีรญาณมุนี (สนิท เขมจารีมหาเถร ป.ธ.๙)วดั ปทุมคงคา แต่ท่านก็ไม่อาจจะวนิ ิจฉัยได้ว่าแปลว่า
อะไร จึงสันนิษฐานว่าพระคาถาดังกล่าวน่าจะย่อมาจากพุทธพจน์ "นะ มะ ระ อะ" แปลว่า
พระอรหันต์ไม่ตาย (นะ คือ ไม่, มะ ระ คือ มรณะ, อะ คือ อรหันต์) "นะ เท วะ อะ" แปลว่า
พระอรหนั ต์ไม่ใช่เทวดา

มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม ถิน่ แมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑๖

(นะ คอื ไม่, เท วะ คอื เทวดา, อะ คอื อรหันต์

องค์หลวงพ่อบ้ำนแหลม เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองเหลือง ปางอุ้มบาตร

มีความงดงามมาก ความสูงจากปลายน้ิว พระบาทถึงยอดพระเกศามาลา ๑๖๗
เซนตเิ มตร คือขนาดเท่าคนธรรมดา พุทธลักษณะผสมกลมกลืนกันระหว่างอยธุ ยาตอนต้น
กบั สโุ ขทัยตอนปลาย พระพักตร์งามเหมือนพักตร์เทพบุตร พระเกศามาลาเป็นเปลวเพลิง
แบบพระพุทธรปู สุโขทัย สงั ฆาฏิเสน้ เลก็ พาดยาวมาถึงพระชงฆ์ จีวรทาแผ่เปน็ แผ่นแผงอยู่
เบื้องหลังมีแฉกมุมแบบอยุธยา ทรวดทรงเหมาะเจาะกะทัดรัดงดงามประดุจหนุ่มน้อย
เทพบตุ ร

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม ถิ่นแมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑๗

สิง่ สาคัญภายในวัดเพชรสมทุ รประกอบด้วย พระอุโบสถ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนใหญ่ หลังคา
เครือ่ งไม้มุงกระเบื้อง ลดชั้น ๒ ชั้น ซ้อนกนั ชั้นละ ๓ ตับ ช่อฟา้ หางหงส์ปนู ป้ันประดับกระจก หน้าบัน
ปูนปั้นประดับกระจกรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ด้านหน้ามีพาไลย่ืนออกมา ๑ ห้อง มีเสาปูนสี่เหลี่ยม
รองรับด้านข้าง มีคันทวยไม้แกะสลักรองรับหลังคาผนังสกัดด้านหน้าและต้านหลัง มีประตูทางเข้า
ด้านละ - ประตู บานประตูด้านหน้าเปน็ ไม้ลงรักปีดทอง ส่วนทางด้านหลงั ทางวดั ได้ซ่อมแซมใหม่เป็น
ประตูเหล็กยึด ผนังด้านข้างมีช่องหน้าต่างด้านละ ๗ บาน ซุ้มประตูและหน้าต่างประดับลวดลายปูน
ปั้นรปู ใบเทศภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปหินทรายแดงประทบั นงั่ ขดั สมาธิราบบนฐานบวั
แสดงปางสมาธิศิลปะสมยั อยธุ ยา ด้านหน้าประดิษฐานพระพุทธรูปยนื มีบัวรองรับแสดงปางอุ้มบาตร
เป็นพระพุทธรูปสาคัญองค์หนึ่งเรียกกันว่า "หลวงพ่อบ้านแหลม" ขนาดสูง ๒.๗๖ เมตร หล่อด้วย
ทองเหลืองปิดทอง

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑๘

ส่งิ สาคัญของวัดที่ควรชมและนมสั การ ได้แก่
๑. หลวงพ่อบ้านแหลมในอโุ บสถ
๒. พระบรมรปู พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว ๑ องค์ รชั กาลที่ ๕ ทรงถวายหลวง

พอ่ บ้านแหลม หลงั จากเสดจ็ มาทรงนมสั การแล้ว
๓. พระบรมสาทิสลกั ษณ์ สีน้ามนั ของพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัวทรงถวาย

หลวงพ่อบ้านแหลม
๔. สายสะพายปักดิ้น ๒ สาย สายหนึ่งจารึกพระปรมาภิไธย จ.ป.ร. อีกสายหนึ่งจารึกพระ

บรมฉายาลกั ษณ์ รัดเอวประคตเอวปกั ดนิ้ ๑ สาย เป็นของ ร.๕ ถวายหลวงพ่อบ้านแหลม
๕. ลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (ร.๖) ๑ ฉบับ ถึงเจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม

แจ้งถึงการนาส่งเงินจานวน ๘๐๐ บาท ของสมเด็จพระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๕ ถวายช่วยในการ
ปฏิสงั ขรณ์วัดบ้านแหลม

๖. บาตรแก้วเจียรนัย ๑ ลูก สีน้าเงินแก่ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศวรเดชทรง
ถวายหลวงพ่อบ้านแหลม

๗. พระไตรปิฎกฉบบั ภาษาพม่า ๑ ชุด รัฐบาลพม่ามอบให้วดั
๘. เจดีย์ด้านหลังพระอุโบสถ เมือ่ พ.ศ. ๒๔๘๘ ได้นาพระพุทธรูปจานวนมากบรรจไุ ว้
๙. แท่นพระพุทธบาทจาลอง ๑ แท่น
๑๐. ธรรมาสน์บุษบกลงรกั ปิดทอง ๑ ธรรมาสน์ ธรรมาสน์เทศน์ประดับมุก

มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม ถิน่ แมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑๙

 โบสถป์ รกโพธิ์ค่ำยบำงกุ้ง

"ค่ายบางกุ้ง" ตั้งอยู่บริเวณ วดั บางกุ้ง หมู่ที่ 4 ตาบลบางกุ้ง อาเภอบางคนที จังหวัด

สมุทรสงคราม ปัจจุบนั มีเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่เศษ เป็นค่ายทหารเรือที่มีชื่อปรากฏอยใู่ นพงศาวดาร
ชาติไทย เมื่อสมัยแผ่นดินสมเดจ็ พระที่นง่ั สุริยาอมั รินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์) เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่มี
ความสาคัญทางยุทธศาสตร์ เกิดวีรกรรมของชาวแม่กลอง ในช่วงตอนปลายสมัยกรงุ ศรีอยุทธยา–
กรุงธนบุรี ซึ่งมที หารไทย-จีน โดยการนาของสมเดจ็ พระเจ้าตากสินมการาช และพระมหามนตรี (บุญ
มา) อนุชาของพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราชแห่งราชวงศ์จักรี ร่วมรบขบั ไล่กองทพั
พม่าข้าศึกจนแตกพ่าย สร้างความเกรงขามแก่กองทัพพม่าเป็นอย่างย่ิง และเป็นการสร้างขวัญ
กาลังใจของคนไทยให้กลบั คืนมา ภายหลังจากที่ไทยต้องเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ให้แก่พม่า ในปี
พ.ศ. 2310 เนื่องจากเมืองแม่กลองเป็นเส้นทางที่กองทัพพม่าใช้เป็นเส้นทางในการเดินทัพทางหนึ่ง
ในการเข้าตีไทย พระเจ้าเอกทัศน์ ได้โปรดให้ยกกองทัพเรือมาต้ังค่ายที่ตาบลบางกุ้ง เรียกว่า
คา่ ยบางกุ้ง โดยสร้างกาแพงล้อมวดั บางกุ้งให้อยกู่ ลางคา่ ย เพ่ือเปน็ ทีย่ ึดเหนีย่ วจิตใจและเปน็ ที่เคารพ
บชู าของทหาร

มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม ถิน่ แมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒๐

พ.ศ. 2310 หลังจากทีพ่ ม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว คา่ ยบางกุ้งไม่มีทหารประจาการและรกั ษาคา่ ย
จนกระทั่งพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกู้เอกราชกลับคนื มาได้และทรงสถาปนากรุงธนบุรี ในปีเดียวกันนี้เอง
พระองคไ์ ด้โปรดให้คนจีนจาก ระยอง ชลบุรี กาญจนบรุ ี และราชบรุ ี รวบรวมผู้คนมา ตั้งเป็นกองทหารรกั ษา
คา่ ย จึงมชี ือ่ เรียกกนั อีกชื่อหนึ่งว่า ค่ายจีนบางกุ้ง ซึง่ ทหารจีนส่วนใหญ่จะเป็นลูกเรือสาเภาที่ได้มาถวายตัวรับ
ราชการกับสมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ทรงใช้ชื่อทหารเหล่านี้ว่า ทหารภกั ดีอาสาและแต่งต้ังให้
ไต้ก๋งเจียม เปน็ ออกหลวงเสนาสมุทร เปน็ หวั หน้า ทหารภักดีอาสา ดูแลคา่ ยจีนบางกุ้ง

ออกหลวงเสนาสมุทร ได้สร้างคา่ ยบางกุ้งให้มีความถาวรตามแบบฉบบั ตาราพชิ ัยสงครามของ ง่อกี้
โดยก่ออิฐเปน็ เชิงเทินหอรบ ขดุ คูป้องกันคา่ ย (ปัจจุบันเรียก คลองบ้านคา่ ย) สร้างคา่ ยตามแนวแม่น้าแม่กลอง
ถึงวัดแหลมเคย (ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของศาลเจ้า ไทเฟงอ๊วงกง มีวัดบางกุ้งอยกู่ ลางค่ายและขุดคลองบริเวณ
ใกล้วดั เพอ่ื ใช้น้าในการหุงหาอาหาร ปัจจบุ นั เรียกวา่ “คลองบางกุง้ ”

พ.ศ. 2311 พระเจ้ากรุงอังวะ กษัตริย์พม่าได้ให้แมงกมี้ ารหญ่า เจ้าเมืองทวายยกทัพมาสืบข่าวสภาพ
บ้านเมืองในกรุงธนบรุ ีว่าสงบราบคาบหรือจลาจล เพราะเปน็ ช่วงระยะเวลาที่ไทยกาลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่
เจ้าเมืองทวายได้ยกพลประมาณ 2 หมน่ื คนเศษ เดินทัพทางบกเขา้ มาทาง ไทรโยค เมืองกาญจนบุรี และให้ยก
ทัพเรือเข้ามาที่คา่ ยตอกะออมแล้วเดินทัพล้อมค่ายจีนบางกุ้งไว้ ทหารภกั ดีอาสาได้สู้รบเป็นสามารถ กองทัพ
พม่าโจมตีคา่ ยบางกุ้งอยู่หลายครั้ง แต่ไม่สามารถยดึ ค่ายได้ เมื่อสมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราชทรงทราบขา่ ว
การศึก ได้โปรดให้พระมหามนตรี(บุญมา) จดั ต้ังกองทัพเรือ 20 ลา แล้วพระองคท์ รงเรือพระทีน่ ั่งสวุ รรณพิชัย
นาวา เรือยาว 18 วา ปากเรือกว้าง 3 ศอกเศษ พลกรรเชียง 28 คน พร้อมศาสตราววุธ ยกทัพมาถึงค่าย
บางกุ้ง

มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒๑

ในเวลากลางคืนตอนพลบค่า จึงมีบัญชาการให้จอดเรือพักทัพที่ฝั่งตรงข้ามกับค่ายทหารภักดีอาสา
แต่ทหารพม่าไม่มีใครทราบเนื่องจากเป็นช่วงขา้ งแรมเดือนมืด (บริเวณที่จอดเรือพักทัพมีชือ่ วา่ บ้านพัก
ทพั ปัจจุบนั คอื บ้านบางพลับ ครั้งเวลายามสายได้ทรงนากาลงั ทหารเขา้ ตีพม่าด้านท้ายค่าย (ที่ตั้งของ
ศาลไท้เพง่ อ๊วงกงในปัจจุบัน) ตามพงศาวดารกรงุ ธนบุรี กล่าวว่า ในตอนเรียกประชุมนายทัพนาย กอง
เพ่อื ปลุกใจและบงการเขา้ ตีน้ัน สมเด็จพระเจ้าตากสินได้เน้นว่า ถา้ เข้าไปช้าอีกวันเดียวคา่ ยบางกุ้ง
จะแตก แล้วขวัญทหารไทยจะไม่มีวันฟื้นคืนได้ การรบทุกครังแพ้ชนะอยู่ที่ขวัญและกาลังใจ
ถ้าไทยแพ้อีกครงั พมา่ จะฮึกเหิม พวกไทยจะคร่ันคร้ามและกชู้ าติไม่สาเร็จการรกั ษาค่ายบางกุง้
ไวไ้ ด้ในครงั นีได้ชื่อว่า ท่านทงั หลายได้ชว่ ยขวญั ของไทยในการรบครังตอ่ ไป

จากชัยชนะในการรบที่ค่ายบางกุ้งมีผลดีต่อชาติไทยหลายประการ ที่สาคัญอย่างย่ิงคือ
ขวญั และกาลงั ใจของคนไทยท่ีเกือบจะสูญสนิ้ ไปกบั การเสียกรงุ ศรีอยุธยาให้แก่พม่าในปี พ.ศ. 2310
จึงทาให้การรบพม่าทีค่ ่ายบางกุ้งในปี พ.ศ. 2311 (เป็นสงครามคร้ังแรกทีไ่ ทยทาศึกกับพม่า ภายหลัง
จากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี) ทาให้“ขวัญกาลังใจของคนไทย
กลบั คนื มา”

พ.ศ. 2317 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ยกทัพไปรบพม่าที่ค่ายบางแก้ว เมืองราชบุรี
เสด็จโดยเรือพระที่นั่งกราบเรือยาว 13 วา ปากเรือกว้าง 3 ศอกเศษ พลพาย 40 คน ไพร่พลใน
กองทพั 8.863 ปืนใหญ่น้อย 277 กระบอกได้หยดุ กองทพั พักพลเสวยพระกระยาหารที่วัดกลางคา่ ย
บางกุ้งเม่อื วนั ที่ 28 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2317

มรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม ถิ่นแม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒๒

 วดั บางกุ้ง

มีเรือ่ งเล่าวา่ วดั ๓ วดั ในสมยั โบราณมคี วามเกีย่ วเนื่องกนั คอื วัดโบสถ์ วดั บางกุ้งใหญ่ และวดั บาง
กุ้งน้อย ต้ังอยเู่ รียงกันไป เจ้าของวัดเป็นเศรษฐี และภรรยาของเศรษฐี เศรษฐีชื่อ ทอง (ชื่อเดียวกบั บิดาของ
คุณนาก หรือสมเด็จพระอมรินทรามาตยพ์ ระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๑) เศรษฐีทองมีภรรยา ๒ คนพี่ชือ่ ใหญ่
คนน้องชื่อน้อย และเป็นภรรยาน้อย ต่อมาเศรษฐีทองมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงสร้างวัดข้ึนวัด
หนึ่งชื่อว่า วัดโบสถ์ ริมคลองแควอ้อม ส่วนภรรยาหลวงก็สร้างวัดข้ึนวัดหนึ่ง ชื่อ วัดบางกุ้ง
(บางกุ้ง เปน็ ชื่อของหมู่บา้ นโบราณเรียกกนั วา่ “บ้านบางกุ้ง” เพราะหมู่บ้านในยา่ นนมี้ ีกุ้งชกุ ชุมมาก ชาวบา้ น
ส่วนมากประกอบอาชีพ ดักกุ้ง รอกุ้ง ช้อนกุ้ง มาทากะปิขายอยู่ท่ัวไปจึงเรียกว่าบ้านบางกุ้ง)ตามชื่อของ
หมบู่ ้านนี้ น้องสาวซึง่ เป็นภรรยาน้อยกม็ ีศรทั ธาสร้างวัดเลก็ ๆ ข้นึ วัดหนึ่ง อยรู่ ะหวา่ งวดั โบสถ์กับวดั บางกุ้ง มี
อุโบสถหลังเล็ก ๆ เป็นโบสถ์มหาอุด ชาวบา้ นจึงเรียกกนั วา่ วัดบางกุ้งน้อย ส่วนวัดบางกุ้งของพส่ี าวกเ็ รียกวา่
วัดบางกุ้งใหญ่ วัดทั้งสองพ่ีน้องนี้มีผืนดินติดต่อกัน ภายหลังวัดบางกุ้งน้อยเป็นวัดร้างมาตั้งแต่สมัย
รัชกาลที่ ๑ เป็นป่ารก กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญก็ผุพังตามกาลเวลา ยังเหลืออุโบสถ์หลังน้อยกับ
หลวงพ่อนิลมณี (หลวงพอ่ ดา) ซึง่ มีรากไม้หลายชนิดชว่ ยกนั โอบอุม้ อโุ บสถ ไว้ให้คงสภาพอยไู่ ด้มาจน
ทกุ วันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่แลเห็นได้ชดั เจน คือ รากของต้นโพธิ์ จึงเรียกกันว่า อุโบสถปรกโพธิ์
อีกชือ่ หนึง่ อโุ บสถหลังนีม้ ีความสาคัญอยา่ งยิ่งในประวตั ิศาสตร์ของชาติไทย

ส่วนวดั บางกุ้งใหญ่ หรือวดั บางกุ้งปัจจุบัน ไดร้ ับการพฒั นาดีขนึ้ มาก เพราะเป็นสถานทสี่ าคญั แหล่ง
ประวตั ิศาสตร์และการท่องเที่ยว

มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม ถิ่นแมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒๓

เมื่อแรกก่อสร้างต้ังวัดมีความเจริญรุ่งเรืองมาก เพราะได้เจ้าอาวาสที่มีความสามารถมา
ปกครอง อาทิ

หลวงปู่พระอุปัชฌาย์แย้ม (พ.ศ. ๒๓๙๘) มีความสามารถเรื่องแร่แปรธาตุ เป็นผู้สร้างตา
หรับฆา่ ปรอทได้สาเร็จ มรณภาพ พ.ศ. ๒๔๔๔

หลวงพ่อเพิ่ม (พ.ศ. ๒๔๔๔) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางศิลปะหลายสาขา เช่น การเขียน
ภาพเหมือน การวาดภาพวิจิตรต่างๆ ภาพฝาผนัง การป้ันรูปเหมือนต่างๆท้ังสัตว์ และผลไม้ มี
ความสามารถมากในการทาดอกไม้ไฟ และวิชาการช่าง ได้ย้ายกุฏิสงฆ์เข้าเป็นหมวดหมู่ มีระเบียบ
บริเวณสระน้าใกล้อโุ บสถ

หลวงพอ่ อธิการรอด (พ.ศ. ๒๔๖๐) หลวงพ่อรอดมีความรู้ทางแพทย์แผนไทย เชี่ยวชาญด้าน
เวชกรรมมาก หลวงพ่อรอดมีชื่อเสียงมาก เช่น ยาเขียว ยาหอม ยาธาตุโสฬส ยาธาตุบรรจบ ยา
สาหรับเด็ก เช่น ยามหานิลแท่งทอง ยาเทพมงคล ยากวาดเม็ดแดง ซึ่งกลายเปน็ ยาตาราหลวงในการ
ต่อมา นอกจากนี้ท่านยังช่วยกวาดยาเด็ก สูญฝี เป่ากระหม่อมเดก็ เป็นที่เคารพเลื่อมใสของสาธุชน
ทวั่ ไป มรณภาพ พ.ศ. ๒๔๗๐

หลงั พ.ศ. ๒๔๗๐ เปน็ ต้นมาวัดบางกุ้งเริม่ เสือ่ มลงจนกระทงั่ ไม่มีพระอยแู่ ละหาเจ้าอาวาสไม่
คอ่ ยได้

พ.ศ. ๒๔๘๕ ได้พระครูสังฆรักษ์สุธนมาเป็นเจ้าอาวาสได้ทาการย้ายกุฏิสงฆ์จากข้างโบสถ์
ออกมาอยใู่ กล้แม่น้า สภาพของวัดก็ยังไม่เจริญข้นึ มากนัก พ.ศ. ๒๕๐๑ ท่านได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาส
วดั ท่าราบ ราชบุรี

พ.ศ. ๒๕๐๑ พระครูสกลวิสุทธิ์ เจ้าคณะตาบลมารักษาการเจ้าอาวาส พระสมุทรสุธีเจ้า
อาวาสวัดกลางเหนือ พร้อมด้วยทายกทายิกาพากันไปนิมนต์ พระอาจารยเ์ ย่อื ฉตฺตโป จาพรรษาอยู่
วดั บางแคใหญอ่ ยกู่ บั หลวงปู่กอน โฆสโก (พระครโู ฆสิตสตุ คุณ) มาเปน็ เจ้าอาวาสในปี พ.ศ.๒๕๐๓

พระอาจารย์เย่อื ฉตตฺ โป (พ.ศ. ๒๕๐๓) พระอาจารย์เยอ่ื เมือ่ อยวู่ ัดบางแคใหญ่ มีชือ่ เสียงโด่ง
ดงั ในการเทศน์มหาชาติ เม่อื พระอาจารย์เยอ่ื มาเป็นเจ้าอาวาสวดั บางกุ้ง ท่านได้พฒั นาวัดให้ดีข้นึ

มรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒๔

ในปัจจุบันบริเวณค่ายบางกุ้งได้มีการการสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และ

ภูมิทัศน์โดยรอบ ตลอดจนสร้างแนวกาแพง จาลองค่ายบางกุ้งไว้เพือ่ เปน็ อนุสรณ์สถาน เป็นสิง่ เตือนใจให้ระลึก

ถึง วีรกรรมอันหาญกล้าของบรรพบรุ ุษนกั รบไทย ทีป่ รากฏ ณ คา่ ยบางกุ้ง นอกจากนี้ บริเวณค่ายบางกุ้งยัง

มีโบสถ์ท่สี ร้างสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยาเป็นราชธานี ที่ชาวบา้ นเรียกวา่ โบสถ์หลวงพ่อดา หรือ หลวงพอ่ นิลมณี ที่มี

ลกั ษณะพเิ ศษ คอื โบสถ์ทั้งหลังถกู ปรกคลุมได้ด้วยต้นไม้ถึง 4 ชนิดด้วยกัน คือ ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไกร ต้น

กรา่ ง แต่ชาวบา้ นเรียกกันในนาม โบสถ์ปรก และชาวบา้ นเชือ่ กนั วา่ หากโดนคุณไสย ดวงตก ดวงไมด่ ี หาก

ได้มากราบหลวงพ่อนิลมณีจะทาให้ แคล้วคลาด ปลอดภัย

ส่งิ สาคญั ภายในวดั ประกอบดว้ ย พระพุทธรปู ปางมารวชิ ยั พระประธานในอโุ บสถ ขอบสระน้าด้านใน

กรุด้วยอิฐถือปนู

อโุ บสถหลังเก่า ก่ออิฐถือปูน หลังคาเครือ่ งไม้มงุ กระเบ้ืองดินเผา หน้าบันประดับปูนป้ันลวดลายพันธุ์

พฤกษาตกแต่งด้วยเครือ่ งถ้วยท้ังสองด้าน ด้านหน้ามีประตทู างเขา้ ๑ ประตผู นังด้านหลงั ทึบ ผนงั ด้านขา้ งมีซุ้ม

หน้าต่างด้านละ ๔ ช่อง ภายในประดิษฐานพระพุทธรปู หินทรายแดงขนาดใหญ่ปางมารริวิชยั ศิลปะสมัยอยธุ ยา

ตอนปลาย มภี าพจิตรกรรมฝาผนงั ผนงั ด้านหน้าเปน็ ภาพพระพทุ ธรูปปางแสดงธรรม ผนงั ด้านขา้ งเป็นภาพพระ

อดีตพุทธเจ้าประทับน่ังในซุ้มเรือนแก้วแสดงปางมารวิชัย ด้านข้างซ้ายขวาเป็นภาพพระอัครสาวกนั่งพนมมือ

ด้านหลังพระอคั รสาวกมีฉัตร ๕ ชั้น โดยภาพจะเรียงต่อกนั เป็นแนวยาว สีท่ใี ช้ในการเขยี นภาพเป็นสีเอกรงค์ พ้นื

ภาพเปน็ สีแดงเลือดนก ใบเสมาหินทรายแดงศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลายปจั จุบันใบเสมาได้มีการเคลื่อนยา้ ยมา

ปกั ไวร้ อบศาลพระเจ้าตากสินมหาราช มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ถิ่นแมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒๕

สระนาโบราณ ลักษณะเปน็ สระน้ารูปสีเ่ หลี่ยมผืนผ้า ขอบสระมีกาแพงก่ออิฐถือปูนขนาดสงู ประมาณ

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒๖

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒๗

 วิถีตลาดนา ด้วยเหตุที่เป็นน้าเค็ม เป็นต้น โดยเฉพาะการทา
สวนผลไม้ ที่ทาให้ในอดีตมีการเรียกขานเรือกสวน
จงั หวัดสมทุ รสงครามหรือเมืองแม่กลอง ผลไม้แห่งนี้เปรียบเทียบกับการทาเรือกสวนผลไม้
ต้ังอยู่ริมฝ่ังทะเลด้านตะวันตกของประเทศไทย ของบางกอกวา่
โดยมีแม่น้าแม่กลองเป็นแม่น้าสายหลักไหลผ่าน " บ า ง ช้ า ง ส่ ว น น อ ก บ า ง ก อ ก ส ว น ใ น
จงั หวัดที่มีสภาพภมู ิประเทศเปน็ พ้ืนทีร่ าบลุ่มและ (สุรจิต ชิรเวทย์ 2547) เมื่อมีคลองเกิดข้ึน
ไหลออกสู่อ่าวไทยที่อาเภอเมืองสมุทรสงคราม มากมายทั้งคลองที่ใช้เป็นเส้นทางสัญจรหลักและ
อีกทั้งมีคลองสายต่างๆ จานวน 356 สาย คลองซอย ซึง่ ขุดเปน็ เส้นทางลดั การสัญจรไปมามี
สามารถเชื่อมต่อไปยังคลองต่าง ๆในจังหวัดได้ เพ่มิ มากข้นึ ก่อให้เกิดชุมชนและการคา้ ขายตามมา
ทาให้จังหวดั สมุทรสงครามมีชือ่ เรียกอีกอยา่ งว่า มีเรือแพบรรทุกสินค้ามาค้าขายกันคับคั่งไปท้ังลา
เมืองสามน้า คือ มีน้าจืด น้ากรอย และน้าเค็ม คลองสภาพความแออดั คับคั่งของบรรดาเรือแพนี้
ทาให้มีทรัพยากรธรรมชาติทีส่ อดคล้องกับระบบ เห็นได้จากนิราศพระแท่นดงรังของสุนทรภู่ ซึ่ง
นิเวศที่แตกต่างกัน เช่น บริเวณตอนบนของ เขียนไว้ในพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว
จังหวัดจะทาสวนผลไม้ สวนเตียน เนื่องจาก พ้นื ทีจ่ ังหวดั สมทุ รสงคราม จะเหน็ ได้ว่าพ้ืนทีต่ ลาด
การข้ึน-ลงของน้าเ ป็นน้า จืดส่วนบริเว ณ น้าจะสะท้อนถึงวิถีชีวิตความเป็นอยขู่ องชาวบา้ นที่
ตอนกลางจะทาสวนมะพร้าวผล และมะพร้าว มีความสอดคล้องกับอาชีพ วัฒนธรรมประเพณี ที่
น้าตาล เนื่องจากสามารถทนต่อสภาพของน้า มีความแตกต่างกัน อาทิ ตลาดน้าอัมพวา และ
กร่อย (ยา่ นอัมพวา บางคนที)และน้าเค็มบ้างบาง ตลาดน้าท่าคา เป็นต้น
ช่วงเวลาได้ ส่วนตอนล่างจะทานาเกลือ โกงกาง
เ ผ า ถ่ า น ท า น ากุ้ ง แ ล ะท า ป ร ะ ม ง ท ะ เ ล
(ยา่ นคลองโคน เขาย่สี าร)

มรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒๘

 ตลำดนำอัมพวำ

ชมุ ชนอัมพวาเป็นชุมชนริมน้าที่ยังคงเอกลักษณ์การตั้งถิ่นฐานริมฝ่ังน้าในอดีตพ้ืนทีบ่ ริเวณนี้

รวมถึงพ้ืนที่ตอนบนของจังหวัดสมุทรสงคราม ในเขตอัมพวาและบางส่วนของอาเภอบางคนที

เดิมเรียกวา่ "แขวงบางช้าง " รวมอยกู่ บั เมืองราชบุรี ในรัชสมัยพระ เจ้าปราสาททองแห่งกรงุ ศรีอยุธยา

(พ.ศ. 2137-2198) ปรากฎหลกั ฐานว่ามีชุมชนเรียกว่า "ตลาดบางช้าง" ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ในลุ่ม

น้าแม่กลอง เป็นชมุ ชนริมน้าที่ทาสวนไมผ้ ลและพชื ผักจนมีชื่อเสียง อัมพวาจึงเป็นที่รู้จกั เนือ่ งจากเป็น

พ้ืนที่ชมุ ชนคา้ ขายและแหล่งของชาวสวนมาตั้งแต่อดีตกาล ตลาดน้าอมั พวา เชื่อมกับแมน่ ้าแม่กลองที่

บริเวณปากคลองอัมพวาทางทิศใต้และผ่านคลองผีหลอกทางทิศตะวันออก เมื่อผลผลิตของชาวบา้ น

ในชุมชนผลิตออกมาชาวบ้านจะนาผลผลิตที่ได้ใส่เรือพายไปแลกเปลี่ยนซือ้ ขายกนั ที่ตลาดน้า ซึ่งเป็น

ตลาดนัดทางน้าที่เกิดข้ึนในชุมชนที่ผู้คนมีชีวิตสัมพันธ์อยู่กับท้องน้าและลาเรือในสมัยก่อนเรียกว่า

"ตลาดเรือ " ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็น "ตลาดน้า " สภาพทเ่ี หมาะแก่การเกิดตลาดน้าส่วนใหญ่มกั เป็นชมุ ชน

ทีม่ ีลาคลองหลายสายมาบรรจบกนั ลาคลองเหล่านั้นก็จะไหลลงไปสู่แม่น้าใหญ่

ในอดีตตลาดน้าอัมพวาเคยเป็นตลาดน้าขนาดใหญ่ ในลุ่มน้าแม่กลอง ต้ังแต่สมัยอยุธยา

ด่ังปรากฎใน "นิราศพระแท่นดงรัก" ที่แต่งโดย สามเณรกลั่น ได้กล่าวถึงชุมชนอมั พวาไวว้ ่า

"...ถึงคลองน้ำอมั พวำที่ค้ำขำย เหน็ เรือรำยเรือนเรียงเตียงขนำน

มีศำลำท่ำนำ้ น่ำสำ้ รำญ พวกชำวบำ้ นซอื ขำยคอนท้ำยเรือ

ริมชำยสวนล้วนมะพร้ำวหมูสีปลกู ทะลำยลกู ลำกดินน่ำกินเหลือ

กล้วยหักมุกสุกห่ำมอร่ำมเครือ พริกมะเขอื หลำยหลำกหมำกมะพร้ำว

ริมวำรีมีแพขำยแพรผ้ำ ทังขวำนพร้ำพร้อมเครือ่ งทองเหลืองขำว

เจ้ำของแพแลดูหำงหนยู ำว มีลูกสำวสิเป็นไทยถอนไรปลิว

ดชู ำวสวนล้วนขไี คลทังใหญ่เด็ก ส่วนเมียเจ๊กหวีผมระบมผิว

เหน็ เรือเคยี งเมยี งชม้ำยแต่ปลำยควิ แกล้งดีดนวิ นง่ั อวดทำ้ ทรวดทรง..."

มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม ถิ่นแมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒๙

จากนิราศดังกล่าว ทาให้สันนิษฐาน ทาให้ผู้มาตลาดน้าอมั พวาได้สัมผสั ธรรมชาติ
ได้ว่ารูปแบบชุมชนในช่วงสมัยอยุธยาคงเป็น ของชีวิตของชุมชนริมน้า แต่เมื่อความเจริญ
กลุ่มบ้านสวนริมน้า มีเรือแพค้าขายของชาว ก็เริ่มเปลี่ยนวัฒนธรรมตลาดน้าเพ่ือรองรับ
จีนอยู่บริเวณปากคลอง มีการค้าขายผล ผู้ที่จะมาเที่ยวมากข้ึน คือมีการตัดถนนให้
หมากรากไม้ เครื่องอุปโภคบริโภคไปจนถึง การสัญจรไปมาสะดวกมากย่ิงข้ึน ส่งผลให้
เครื่องประดับฟุ่มเฟือย ปากคลองอัมพวาจึง ร้านค้าย้ายไปอยู่ริมถนนกันเป็นจานวนมาก
เป็นแหล่งค้าขายทางน้าขนาดใหญ่ มีพ่อค้า แต่ชาวอัมพวาเดิมส่วนใหญ่ ก็ยังคงอนุรักษ์
แม่ค้าจากจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และ รูปแบบการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนไว้อย่าง
สมุทรสาคร ได้มาซื้อขายผลิตผลทางเรือกัน ค่อนข้างสมบูรณ์ จนได้รับรางวัลชุมชน
เป็นจานวนมาก (คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ อนุรักษ์ดีเด่นประจาปี ๒๕๔๕ ชื่อรางวัล
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549, น.3-28) อนุรักษ์ทางวัฒนธรรม ปี ๒0๐๘ จาก
องค์การยูเนสโกจากสมาคมสถาปนิก
ตลาดน้าอัมพวาจะเริ่มขาย ของ สยามในพระบรมราชปถมั ภ โดยโครงการ
ใ น เ ว ล า เ ย็ น เ รื่ อ ย ไ ป จ น ถึ ง เ ว ล า พ ล บ ค่ า สิง่ แวดล้อมศิลปกรรม พ้ืนที่ริมคลองอมั พวา
สมัยก่อนจะเรียกกันว่า ตลาดนายามเย็น ( ThailandCultural EnvironmentProject :
หากนักท่องเทีย่ วมาต้ังแต่เวลาเช้าก็จะไม่เห็น Amphawa Canal Community) ได้รับรางวัล
ความเป็นตลาดเต็มตัว ต้องรอเวลาประมาณ ชมเ ชย ( Honourable Mention) ด้ าน ก า ร
๑๕.๓o น. ชาวบ้านย่านน้ันทีเ่ ป็นพอ่ ค้าแม่ค้า อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมจากองค์การ
เริ่มจัดร้าน เตรียมอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ ยเู นสโกภาคพ้ืนทวีปเอเชียแปซิฟิก ประจาปี
ทีจ่ ะนามาขาย ในลาคลองก็จะเริ่มมีเรือพายที่ ๒ 0 0 ๘ ( UNESCO Asia-Pacific Heritage
ละลาสองลา จนเต็มคลองอัมพวาพร้อมนา Award)
สินค้าหลากหลายชนิดมาขาย อาทิ พืชผัก
สวนครวั อาหาร ผลไม้ เป็นต้น

มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม ถิ่นแม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓๐

ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างภาค เพ่ือส ร้ าง คว ามย น่ าส นใ จ แล ะดึ ง ดูด ค น
ราชการ ภาคเอกชนและชมุ ชน ในการอนรุ ักษ์ ให้มาเที่ยวมากย่ิงข้ึน เมื่อสภาพแวดล้อม
สถาปัตยกรรมและสิ่งแวดล้อม ศิลปกรรม ทางเศรษฐกิจและสังคมได้มีการเปลี่ยนแปลง
ของชุมชน โดยได้รบั การสนบั ทางการเงินจาก จ า ก เ ดิ ม อ า ชี พ แ ม่ ค้ า ต ล า ด น้ า ซึ่ ง ใ น ที่ นี้ ก็ คื อ
สานักงานให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ ชี วิ ต ก า ร ท า ง า น ข อ ง แ ม่ ค้ า ต ล า ด น้ า จึ ง ต้ อ ง
เดนมาร์ก (DANIDA) เทศบาลตาบลอัมพวา มี ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ต า ม ยุ ค ส มั ย
จงั หวดั สมทุ รสงคราม มีบุคคลภายนอก เข้ามาค้าขายในตลาดน้า
อัมพวามากย่ิงข้ึน ทาให้ความเป็นเอกลักษณ์
สานักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ร่วม ของตลาดน้าอัมพวาในบางส่วนได้เลือนลาง
เป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน หายไป หลังจากที่มีการสร้างถนนที่เป็น
ภายใต้ชื่อ "โครงการอมั พวา ชยั พัฒนานุรกั ษ์" จุดมุ่งหมายหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
เป็นโครงการที่สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สังคมแห่งชาติที่ต้องการพัฒนาโดยสร้า ง
สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดาริ ให้ สาธารณูปโภคช้ันพ้ืนฐานทาให้แม่น้า ลาคลอง
สานักงานมูลนิธิชัยพัฒนา นาที่ดินที่คุณ ลดความสาคัญลง สถานที่ซื้อขายแลกเปลี่ยน
ประยงค์ นาคะวะรังค์ ชาวอัมพวาได้น้อม สินค้าจากเดิมเป็นตลาดที่อยู่ในน้าก็ยกข้ึน
เ ก ล้ า ฯ ถ ว า ย ม า ด า เ นิ น ก า ร พั ฒ น า ใ ห้ เ กิ ด บนกลายเป็นตลาดสตริมถนน ปัจจุบันนั้นต้องมี
ประโยชน์แก่ชุมชนอัมพวา สภาพเปลี่ยนแปลงไปจากตลาดน้าแบบด้ังเดิม
เพอ่ื ความอยรู่ อด ชนิดของสินค้าที่ขาย จากเดิม
จุดเ ริ่มต้ นขอ งตล าดน้ าอัมพว า ที่เป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนตลาดน้า
เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านใน นั่นเ องมาเป็ นนัก ท่อง เที่ย วชาวไท ยแล ะ
ชุมชน ที่มีความต้องการจะพัฒนาชุมชนให้ ต่างประเทศ เรียกได้ว่าวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจ
เป็นที่รู้จักกับบุคคลภายนอกและสามารถ และสังคมของแม่ค้ามีการปรับให้เข้ากับสภาพ
สร้างรายได้ ให้กับคนในชุ มชน จึงเกิ ด เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นอยนู่ อกจากการสร้าง
การผลักดันคร้ังสาคัญ เมื่อเริ่มแรกน้ัน ถนนและความเป็นชุมชนเมืองซึ่งถือเป็นการ
ได้มีการจ้างเรือเข้ามาพายเรือขายในคลอง พัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานจากภาครัฐแต่ก็ส่ง
อัมพวา ด้วยค่าจ้าง ๓๐๐ บาทต่อหนึ่งลา ส่ ง ผ ล ต่ อ ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ต ล า ด น้ า อั ม พ ว า
เพอ่ื สร้างบรรยากาศและส่งเสริมภาพลักษณ์ ครั้งใหญ่ทาให้มองเห็นภาพรวมของตลาดน้า
ของชุมชนให้ชัดเจนข้ึน และได้รับความ อัมพวาว่ามีนักธุรกิจเข้ามาลงทุน เปิดร้าน
ร่วมมือจากชมรมหาบแร่แผงลอยท่ผี ลักดันให้ ค้าขายเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับในยุคที่มีโรค
แ ม่ ค้ า ใ น ช ม ร ม เ ข้ า ม า ข า ย ข อ ง ใ น อั ม พ ว า ระบาดทาให้ตลาดน้าอมั พวาไม่คึกคกั เท่าทีค่ วร
มีกิจกรรมจับรางวัลโดยมีผู้สนับสนุนเงิน
รางวัล ทองคา อุปกรณ์เครื่องใชไฟฟ้า จาก
ภาครัฐและภาคเอกชน

มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม ถิ่นแมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓๑

ตลาดนาท่าคา แรกเริ่มต้ังอยู่ที่ เพ่ือเป็นการตอบแทน ส่วนพืชชนิดอื่น ๆ ก็จะ
เก็บเกี่ยวตามฤดูกาล การทายาจืดจะทากันทุก
ทานบ ท่าคา ในสมัยที่ตาบลท่าคามีกานันชื่อ บ้าน เมื่อถึงงานประปีจาของวดั เทพประสิทธิ์จะ
นายลบ บุญปลอด อาศัยในละแวกหมู่บ้าน มีการประกวดยาจืดเพ่อื ชิงรางวัล สินคา้ อีกส่วน
คลองงมะขวิดหรือวัดวิหาร อาชีพแต่เดิมของ จะมีการนามาแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่นัดทานบ
ช า ว บ้ า น มี อ า ชี พ ท า ส ว น ป ลู ก ผั ก ห ล า ย ช นิ ด ท่าคา เปน็ ชื่อเรียกในสมยั น้ันที่อยู่ใต้ทานบลงไป
อาทิ หอม กระเทียม พริก รางจืด ถั่วเหลือง จะนาเอาน้าตาลมะพร้าว หรือของทะเลมาขาย
และในช่วงน้าหลากจะหนั ไปทานาเพราะพชื ผัก แลกเปลี่ยนกับชาวบา้ นทีอ่ ยเู่ หนือทานบท่าคาจะ
ไม่สามารถทาการเพาะปลูกได้ ชาวบ้านใน มีต้ังแต่ผักสด ผลไม้พริก หอม กระเทียมเป็น
ชมุ ชนมีการลงแขกตั้งแต่การเริ่มทาแปลง ตก ประจา การเดินทางไปตลาดทานบชาวบ้านทีอ่ ยู่
กล้า หว่านข้าว เมื่อกล้าโตพอทีจ่ ะนามาดานา ใต้ทานบจนถึงชาวแม่กลอง ริมทะเลจะพายเรือ
ในท้องร่อง ส่วนการถอนกล้าชาวบ้านที่อยู่ใน มาค้างคนื ทีน่ ัด บริเวณทานบจะมีแผงขายสินคา
ละแวกใกล้เคียงก็จะมาช่วยกัน ถอนกล้าเป็น ต้ังอยู่บนฝั่ง ส่วนเหนือทานบ จะออกเดินทาง
มัดๆแช่น้าไว้ในตอนคา่ พอรุ่งเช้าก็จะมีการลง ต้ังแต่เช้ามืดไปถึงนัดประมาณ ตี 5 เริ่มทาการ
แขกทาท้องคลองสาหรับดากล้าในตอนบ่ายจะ แลกเปลีย่ นหรือซอื้ สินค้า ใครหมดก็กลับก่อน
มีการลงแขกดากล้า ชาวบ้านจะช่วยกันโดยไม่
ต้องเสียค่าจ้าง ทาให้ชาวบ้านมีความสามัคคี
เมือ่ ขา้ วแก่จัดก็จะลงแขกเกี่ยวข้าวเจ้าบ้านกจ็ ะ
ทาอาหารคาวอาหารหวานเลีย้ ง

มรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓๒

เรือที่มาขายของมีเรือมาตามลาคลองท่าคาจนมาติดเป็นกลุ่มที่พันลาหรือคลองศาลาตลอด มีเรือมาขาย
สินค้าเป็นจานวนมากในทกุ วันนัดจนกลายเป็นตลาดน้าท่าคา ในปัจจบุ นั ไม่มีการทาสวนและทานาแล้วสาเหตุ
เพราะในหน้าแล้งน้าจะเค็มมาก ชาวบา้ นจึงมาปลูกมะพร้าวบนร่องสวนแทน บางส่วนจะปลกู ผลไม้ อาทิเช่น
ส้มโอ ลาไย ลิน้ จี้ ชมพู่แทนสาหรับมะพร้าวจะมีเป็นการขายมะพร้าวที่เป็นลูก และมะพร้าวทาน้าตาล เนื้อ
มะพร้าวตากแห้ง หรือผลิตผลจากมะพร้าวอื่นๆมาขายที่ตลาดน้าท่าคา และยังมีชาวบ้านจากนอกพ้ืนที่มา
เที่ยวชม และซื้อสินค้าอย่างสม่าเสมอการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนของตลาดน้าท่าคา ได้มีการบริหาร
จัดการในรูปแบบคณะกรรมการ บริหารตลาดน้า ที่ประกอบไปด้วยผู้นาชุมชนอย่างเป็นทางการภายใต้
คณะกรรมการบริหารตลาดนา้ ท่าคา โดยเริ่มก่อตังครังแรกในปี พ.ศ. 2545 ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกโดย
นายกองค์การบริหารส่วนตาบลท่าคาเป็นประธานคณะกรรมการบริหารตลาดน้าท่าคา มีกานันเป็นรอง
ประธานคณะกรรมการบริหารตลาดน้าท่าคา และมีผู้ใหญ่บ้าน ผู้อาวุโสของชุมชน เจ้าของที่ดิน ตลอดจน
ชาวบา้ นในชมุ ชนเป็นกรรมการและเลขานกุ าร ได้เข้ามาประชมุ เพอ่ื หาแนวทางในการพฒั นาตลาดน้าให้มีการ
ดาเนินไปในทิศทางเดียวกันการจดั การท่องเที่ยวโดนชุมชนทาให้ชาวบา้ นในชุมชนมีรายได้เพิ่มข้นึ จากแต่แรก
ที่ทาการขาย สินค้าหรือแลกเปลี่ยนระหวา่ งสินค้าด้วยกนั ภายในชุมชน ได้เริ่มพฒั นาเป็นซื้อขายสินคา้ กันใน
ชมุ ชน รายได้จึงหมุนเวยี นกนั แคใ่ นชุมชน เมือ่ มีการจัดการท่องเที่ยวโดนชมุ ชน ตลาดน้าเริ่มเป็นที่รู้จักของ คน
ภายนอก เริ่มมีคนต่างถิ่นเข้ามาซื้อสินค้ามากข้ึน มีการประชาสัมพันธ์ตลาดน้าให้แก่นกั ท่องเที่ยว ภายใต้ชื่อ

“ตลำดต้องชม ตลำดนำท่ำคำ” ย่ิงเปน็ การส่งเสริมและสนับสนนุ ให้ชาวบ้านมีโอกาสในการคา้ ขายมาก

ย่งิ ข้นึ

มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม ถิ่นแมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓๓

ปัจจุบัน ตลาดน้าท่าคาได้ย้ายมาตั้งอยู่บริเวณ ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพทั่วไปของ
คลองพนั ลา หมทู่ ี่ 2 ตาบลท่าคา อาเภออัมพวา ตลาดน้าท่าคาเมื่อเปรียบเทียบกับใบอดีต
จังหวัดสมุทรสงคราม โคยยังคงมีการซื้อขาย แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่ท้ังนี้
สินค้าของพ่อค้าแม่ค้าตลาคน้า ท่าคากับ ต ล า ด น้ า ท่ า ค า ก็ ยั ง ค ง ส าม า ร ถ รั ก ษ า
ชาวบ้านท้ังในและนอกชุมชนตาบลท่าคาในวัน เ อ ก ลั ก ษ ณ์ ข อ ง ต ล า ด น้ า ท่ า ค า ไ ว้ ไ ด้ เ มื่ อ
ขา้ งข้นึ และข้างแรมทุก ๒ ตา่ ๙ ค่า และ๑๒ คา่ เปรียบเทียบกับสภาพเคมิ ในอดีต ช่วงวันเวลา
ต้ังแต่เวลา0๖.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. โดยจานวนเรือ ที่ ม า ซื้ อ ข า ย ต ล า ด น้ า ท่ า ค า ยั ง รั ก ษ า เ ว ล า
ของพ่อค้าแม่ค้าตลาดน้าท่าคาที่มาขายได้ลด การซื้อขายของตนเหมือนอย่างเดิม คือ
จานวนลงจากหลักร้อยเหลือเพยี งหลักสิบ และ ในวันข้างข้ึนและข้างแรมทุก ๒ ต่า ๗ ค่า
เปิดตลาดทุกวันเสาร์อาทิตย์ ตั้งแต่เวล า และ ๑๒ ค่า และพบว่าพ่อค้าแม่ค้าตลาด
0๖.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. ซึ่งเกิดข้ึนตั้งแต่ปี น้าท่าคากลุ่มดั้งเดิมและกลุ่มใหม่ยังคงเน้น
พ.ศ.๒๕๕2 สาเหตุสาคัญที่ทาให้ขนาดของ การซื้อขายสินค้ากบั บนเรือมากกว่าที่จะขยับ
ตลาดน้าท่าคาลดลง และมีการเพ่ิมวันซื้อขาย ข้นึ ไปคา้ ขายบนบก และส่วนใหญ่พอ่ คา้ แม่ค้า
ทุกวันเสาร์ - อาทิตย์ เนื่องจากสาเหตุ คือ เป็นผู้สูงอายุในชุมชนที่ยังคงพายเรือมาขาย
ผลกระทบจากการพัฒนาระบบการคมนาคม ของเปน็ จานวนมาก
ทางบกและท่องเที่ยวเชิงอนรุ ักษ์

มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓๔

 งามจริงจ่ามงกฎุ ใส่ชอ่ื ดุจมงกุฎทอง

"จ่ ามง กุ ฎ" ๑ ใ น ๑ ๒ ข น มไ ท ย พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
ใน "กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวานและ ๒๕๕๔ ได้ให้ความหมาย จ่ามงกุฎ ไว้ว่า
งาน นั ก ขั ต ฤ กษ์ " มี ห ลั ก ฐาน ป ร าก ฎใ น น. ชื่อขนมชนิดหนึ่ง คล้ายกะละแมขาว
พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ มีไส้เป็นถั่วลิสงเม็ด ห่อด้วยใบตองอ่อน
หล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ซึ่งทรงพรรณา นาบ เช่น งามจริงจ่ามงกุฎ ใส่ชื่อดุจมงกุฎ
เกี่ยวกับอาหารคาวหวานในวัง โดยใช้ ทอง (เห่ชมเครื่องคาวหวาน).ขนมจ่ามงกุฎ
การบรรยายเนื้อหาแบบนิราศ คือการราพึง เป็นขนมไทยโบราณที่หารับประทานได้ยาก
ราพันถึงสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ใช้เวลาในการทานาน สมยั โบราณ จัดเป็นขนม
(ครั้งยังเป็นเจ้าฟ้าหญิงบุญรอด) โดยการ ในราชสานักเป็นเครื่องเสวยสาหรับถวายพระ
นาเอาชื่ออาหารลักษณะ ส่วนประกอบ หรือ เจ้าแผ่นดิน สมัยก่อนขนมจ่ามงกุฏนิยมทากัน
ความสัมพันธ์มาเชื่อมโยงกับความเศร้าโศกที่ ม า ก ใ น โ อ ก า ส ที่ ไ ด้ รั บ ก า ร เ ลื่ อ น ต า แ ห น่ ง
ต้องห่างไกลจากหญิงอันเป็นที่รัก ผู้มีฝีมือยอด เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ เนื่องจากจ่ามงกุฎมี
เยย่ี มในการปรุงอาหาร โดยบทพระราชนิพนธ์ ความหมายที่ดี เหมาะกับการอวยพรหัวหน้า
กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานในรัชกาลที่ 2 ห รื อ ยิ น ดี ใ น โ อ ก าส เ ป็ น เ จ้ าค น น าย ค น
กล่าวถึงขนมจ่ามงกุฎวา่ ตามความเชื่อสมยั โบราณ
งามจริงจ่ามงกุฎ ใส่ชือ่ ดจุ มงกฎุ ทอง
เรียมํร่าคานึงปอง สะอิง้ น้องนั้นเคยยล
(สถาบนั เทคโนโลยรี าชมงคล วิทยาเขตโชติเวช
, 2546)

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓๕

การทาขนมจ่ามงกฎุ จะเริม่ จากเทหวั กะทิ ขนมจ่ามงกุฎในพ้นื ทีจ่ งั หวดั สมทุ รสงครามนนั้
ค้ันสด ๆ ลงในกระทะทองเหลือง พร้อมกับ จะมีชื่อเรียกต่างกันอีกไป ในพ้ืนที่ของอาเภอ
น้าตาลทราย คนให้กะทิและน้าตาลเข้ากันดี จึง อัมพวามักจะเรียกว่า ขนมจ่ามงกุฎ ส่วนใน
ใส่แป้งที่ผสมน้าใบเตยลงไปกวน ตอนเทแป้งลง พ้ืนที่อาเภอบางคนทีมักจะเรียกว่า ขนมสัม
ไปกวนน้ันจะต้องใช้ไฟอ่อนกวนให้ครบ 2 ช่ัวโมง ปะนี และมีประวัติความเป็นมาของแต่ละ
ในระหว่างที่กวนนั้นต้องระวังไม่ให้ขนมไหม้ติด พ้ืนที่ที่แตกต่างกันไป แต่เมื่อลองศึกษาแล้ว
กระทะ ถ้าติดให้รีบนาส่วนที่ไหม้ออก เพราะถ้า จะค้นพบว่า ขนมจ่ามงกุฎในพ้ืนที่จังหวัด
ไม่เอาออกจะทาให้เนื้อขนมออกมา ไม่สวย และ สมุทรสงครามเป็นขนมที่ถือได้ว่าเป็นขนม
ขนมท้ังกระทะจะมีกลิ่นไหม้ไปด้วย จากน้ัน พ้ืนบ้าน ประกอบไปด้วยวตั ถุดิบทส่ี ามารถหา
นาแป้งมาห่อด้วยใบตอง โรยเมล็ดแตงโมคั่วแล้ว ได้จากท้องถิ่น อาทิ น้าตาลมะพร้าว กะทิ
ใช้ไม้กลัดปิดห่อให้เรียบร้อย และนาไปตากแดด ใบตองตานี ซึ่งครูภูมิปัญญาในจังหวัดได้สืบ
อีก 1 วัน แดดจะทาให้เนื้อขนมแห้ง กรอบนอก ทอดการทาขนมจ่ามงกุฎมาจนถึงปัจจบุ นั
นุ่มใน ไม่เหนียวติดใบตอง

มรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม ถิ่นแมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓๖

คณุ ปา้ อรพนิ ประชานยิ ม (ป้าเตะ๊ )
มรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม ถคิน่ รแมภู ่กูมลอปิ ง ปญั ระญจาปาีงเบรปอ่ื ระงมขาณน๒ม๕ไ๖ท๕ ยโบ๓๗ราณ

คณุ ปา้ สงวนศรี จติ ต์อนงค์
มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม ถคิ่นแรมภู ่กลูมอปิง ปญั ระญจาปาีงเบรปร่อื ะงมาขณน๒ม๕๖ไ๕ทยโบ๓๘ราณ

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓๙

 ประเพณีตักบำตรขนมครก นำตำลทรำย

ประเพณีตักบาตรขนมครก ของชุมชนคุณธรรมวัดแก่นจันทน์เจริญ (บ้านบางพลับ)
ตาบลบางพรม อาเภอบางคนที จังหวัดสมทุ รสงคราม ได้มีการนาวธิ ีการและแนวคิดมาจากประเพณี
การตกั บาตรขนมเบ้ือง เริ่มข้นึ ในปี พ.ศ.๒๔๔๙ หลวงปู่โห้ ภายหลังได้รับสมณศักดิเ์ ปน็ พระครูสนุ ทร
สตุ กิจ เป็นเจ้าอาวาสวัดแก่นจนั ทร์เจริญได้ชักชวนทายก ทายกิ าร่วมกัน ทาบุญตักบาตรขนมครก –
น้าตาลทราย ในวันข้ึน ๘ คํ่า เดือน ๑๐ เพ่ือเป็นการสืบทอดประเพณีทาบุญตักบาตรนับเนื่องแต่
พุทธกาล เมือ่ มีชาวบ้านมาทาบุญกันมากก็ ได้นาน้าตาลทรายจากการตักบาตรให้ทายกทายิกาได้
นามาทาตังเมมาแต่โบราณแจกจ่ายแก่คณะสงฆแ์ ละผู้มาช่วย ทั้งยงั ใช้ในการปรุงอาหารสาหรับผู้ทม่ี า
ทาบุญ เมือ่ ถึงคราวเขา้ พรรษาของพระสงฆ์ นอกจากนี้หลวงพอ่ โห้ได้นาปัจจัยที่ได้มาส่งเสริม คณะ
สงฆ์ที่อยู่ จาพรรษาพัฒนาฝึกฝนทั้งทางด้านจิตใจและความรู้ความสามารถ และพัฒนาปลูกสร้าง
ตกแต่งซ่อมแซมอาคารต่าง ๆ อีกท้ังยังได้นาปัจจัยไปบารุงการศึกษาทั้งทางสงฆ์และลูกหลานของ
ทายกทายกิ า

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม ถิ่นแมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๔๐

กำรสืบทอดประเพณตี กั บำตรขนมครก

พระครูวิมลสมุทรกิจ เจ้าอาวาสวัดแก่นจันทร์เจริญ ได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตาบลบางพรม
และชาวตาบลบางพรม ฟ้ืนฟูประเพณี “ตักบาตรขนมครก – น้าตาลทราย” ซึ่งมีอยู่แห่งเดียวใน
ประเทศไทย ที่สืบสานกนั มาช้านาน ตั้งแต่สมัยพระครูสมุทรสตุ กิจ (หลวงพอ่ โห้) เป็นเจ้าอาวาส เพ่ือ
เป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่ด้ังเดิม จึงกาหนดให้มีการทาบุญตักบาตรขนมครก –
น้าตาลทราย ข้นึ ทุกปี ในวันข้ึน ๘ คํ่า เดือน ๑๐ โดยจัดข้ึนในเดือนกนั ยายของทุกปี โดยในสมยั ก่อน
ญาติโยมจะซอื้ ขนมครก-น้าตาลทราย จากแม่คา้ ขายขนมครก ที่พายเรือมาจอดขายอยหู่ น้าวัด เพ่ือ
นามาทาบุญตักบาตรแก่พระสงฆ์ เงินที่แม่ค้าขายขนมครกได้ทั้งหมดจะนาไปถวายวัด แต่ปัจจุบันนี้
บรรดาแม่ค้าทีพ่ ายเรือขายขนมครกได้หายไปหมดแล้ว ทางญาติโยมจึงช่วยกนั ลงแรง ลงขนั บริจาค
เงินซือ้ ขา้ วสารนามาหมักค้างคนื ไว้ เช้าตรู่ของวันใหม่ พระอาทิตยย์ ังไม่เริ่มทอแสงประมาณ ตี ๔ ตี
๕ ชาวบ้านจะเดินทางสู่จุดหมายเดียวกนั คอื ศาลาวัดแก่นจันทร์เจริญ ช่วยกนั ซื้อเกลือ ซอื้ ถ่าน และ
โม่แป้ง บางคนกเ็ ก็บมะพร้าวจากสวน นามาคนั้ น้ากะทิ ซึง่ เปน็ ส่วนสาคัญของขนมครก หลังจากน้ันก็
ช่วยกันหยอดแป้งทาขนมครก และร่วมกนั ตักบาตรพระสงฆ์ มีการจดั กิจกรรมต่าง ๆ เช่น การแสดง
ศิลปวัฒนธรรมไทย และการละเล่นต่าง ๆ การแข่งขัน เพ่ือสร้างความสามัคคี และแสดงให้เห็นถึง
ความร่วมมือ ร่วมใจกนั ของชาวตาบล บางพรม

มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม ถิ่นแม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๔๑

โดยชาวบา้ นตาบลบางพรม อาเภอบางคนที จังหวัดสมทุ รสงคราม รวมท้ังพทุ ธศาสนิกชน
นักเรียน อาจารย์ ร่วมแรงร่วมใจกันสืบทอดประเพณีทีด่ ีงามด้วยความศรัทธาและความเชื่อที่หลาก
หลาย จนกระทงั่ ถึงปัจจบุ ันมีความเชื่อกนั วา่

“ขนม ค-ร-ก” หรือ “ขนม คน-รกั -กนั ” น้ัน เปน็ ขนมทีห่ อมหวานปรุงจากแป้งและกะทิ

บรรจงหยอดลงหลมุ พอสกุ ได้ท่กี แ็ คะจากหลมุ แล้วนามาวางควา่ หน้าซ้อนกัน เปน็ สัญลักษณ์วา่ จะได้
ครองรักอยคู่ กู่ นั ตลอดไป ส่วนคนที่ไม่มีคู่ก็จะทาให้พบเนอื้ คเู่ หมอื นขนมครกทีต่ ้องมี 2 ฝา และมีความ
รกั หวานมันนุ่มละมุนลิน้ เหมอื นรสชาติของขนมครก

มรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม ถิ่นแม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๔๒

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๔๓

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๔๔

 สวนยกรอ่ ง

จังหวัดสมุทรสงครามหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเมืองแม่กลอง ชาวบ้านประกอบอาชีพทาสวน
และการประมง โดยชุมชนที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยเป็นชาวประมง ชมุ ชนชาวสวนอยถู่ ัดเขา้ มา
บนผืนดินสามเหลี่ยมปากแม่น้าแม่กลองเป็นชาวสวนที่ทาสวนผสมผสานแบบยกร่อง ซึ่งเป็น
เทคโนโลยกี ารผลิตที่ชาวจีนและชาวบา้ นในท้องถิน่ พฒั นาข้นึ โดยการจดั การทรพั ยากรน้าและดนิ ดอน
สามเหลี่ยมปากแม่น้าแม่กลองทีม่ ีระบบน้าข้นึ น้าลงจากอิทธพิ ลของน้าทะเลและมีฤดนู ้าหลากท่วมทุก
ปี โดยอาจารยศ์ รีศกั ดิ์ วลั ลิโพธดิ ม ให้ข้อสันนิษฐานไวว้ า่ คนในยา่ นอาเภอบางคนที ส่วนใหญ่เปน็ คน
จีนที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยในช่วงพทุ ธศตวรรษที่ 21 คนจีนได้ใช้ภูมิปญั ญาในการทาสวนแบบยก
ร่อง เนื่องจากสภาพดินเป็นดินลักจืดลักเค็ม ส่วนใหญ่ปลูกพืชล้มลุก เช่นพริก หอม กระเทียม
และเริ่มกลับมาปลูกพืชไม้ยืนต้น ได้แก่ มะพร้าว ในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์มีการทาสวนแบบ
ยกร่องที่แท้จริงในรัชสมัย ร.5 (พ.ศ.2411-2453) มีการบันทึกไว้ในการทาสวนเตียนแบบยกร่อง
(ที่มา : หนังสือสมุดราชบุรี หอสมุดแห่งชาติ) ซึ่งเป็นสามเหลี่ยมปากแม่น้าใหม่ (young delta)
ทอี่ ยุธยา มีพัฒนาการข้นึ เปน็ เมืองศนู ยก์ ลางของสยามประเทศ เกิดจากการทับถมโคลนตะกอนที่

มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม ถิ่นแมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๔๕

แม่น้าลาคลองพัดพามาจากพ้นื ที่ราบและภูเขา ล้วนเป็นบริเวณที่ราบลุ่มต่าน้าท่วมถึง ทาให้
บรรดาแม่น้าทีไ่ หลลงสู่พืน้ ทีน่ ี้มีขนาดใหญ่ไหลช้าและคดเคยี้ ว จนเกิดสิง่ ที่เรียกวา่ กดุ น้า หรือ ox bow
lake มากมาย ส่งผลให้บริเวณสองฝั่งของแม่น้ามกั จะมีทส่ี ูง โดยเฉพาะบริเวณที่มี ox bow lake จะ มี
พ้ืนที่ดอนพอแก่การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนและทาเรือกสวนไร่นา อีกทั้งยงั สอดคล้องกบั การสัมภาษณ์
จากผู้สืบทอดการทาการเกษตร (สมพงษ์ จีนคง) กล่าวว่า เดิมอาเภอบางคนทีมีพ้ืนที่เป็นที่ลุ่ม มีคู
คลองเชือ่ มต่อกนั จานวนมาก พ้ืนที่ทาการเกษตร ได้แก่การปลกู ขา้ ว พืชล้มลุก เช่น พริก หอมแดง
กระเทียม และพชื หลากหลาย แต่ประสบปญั หาน้าท่วมในหน้าน้าหลากทกุ ปี ต่อมาจึงมีแนวคิดการทา
การเกษตรแบบยกร่องสวน เปน็ การบริหารจัดการน้าในพ้ืนที่เกษตรกรรมของเกษตรกร ซึง่ เปน็ พชื ที่
ทนต่อสภาพน้าท่วมขงั และทนต่อความเค็ม

ชาวสวนมีความรู้ในระบบนิเวศที่มีความสัมพันธ์กันระหวา่ งพ้ืนที่และเวลากล่าวคือ "ช่วงแรม
14-15 ค่า และข้ึน 1-2 ค่า น้าจะข้ึนสูง ชาวสวนต้องกักเก็บน้าไว้ในร่องสวนให้เพียงพอ พอถึงช่วง
8 ค่า น้าข้นึ มาไม่ถึงสวนจะได้มีน้ารดต้นไม้ชาวสวนสร้างคนั ดินและฝังท่อน้าเพอ่ื ควบคุมการไหลของ
น้าให้เข้าออกสวนตามความต้องการ โดยชาวสวนจะกกั เก็บน้าไวใ้ นร่องสวนให้อยใู่ นระดับต่ากวา่ หลัง
ร่องสวนประมาณ 1 เมตร เพอ่ื ไม่ให้น้าท่วมถึงรากไม้ผลที่หากินอาหาร ท้ังนี้ในช่วงฤดูแลังชาวสวน
ต้องรกั ษาน้าให้อยใู่ นระดับ 1 เมตร จากหลังร่องสวนพอดี ส่วนในฤดูฝนจะกกั เก็บน้าต่าลงเลก็ น้อย
เผื่อว่าเมื่อฝนตกลงมาน้าฝนจะเติมน้าในร่องสวนให้อยู่ในระดับ 1 เมตรจากหลังร่องสวนพอดี"
(Sonbut, 2011) ซึ่งความรู้เหล่านี้ ชาวสวนได้จากการสังเกตการข้ึนลงของน้าตัวยอิทธิพลของดวง
จนั ทร์ ทาให้จัดการน้าเพอ่ื การทาสวนได้อยา่ งเหมาะสม การจัดการดินในฤดูหนาวเจ้าของสวนจะจ้าง
แรงงานมาช่วยฟ้ืนดินหลังร่องสวนให้ร่วนซุยเพ่ือให้ดินได้ตากแดด เมื่อ "ดินสุก"ดีแล้ว ในเดือน 3-5
เจ้าของสวนจ้างแรงงานให้สาดเลนจากท้องร่องสวนไปใส่หลังร่องสวนทาให้ ดินอุดมสมบรู ณ์ข้ึน ซึ่ง
เปน็ การบารงุ ตันไม้ผลด้วยสารอาหารที่ทับถมอยกู่ ับดินตะกอน

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๔๖

 ภมู ิปญั ญำกำรลอกเลน

การลอกเลน คือ การเอาดินตะกอนที่มีลกั ษณะเป็นดินเหนียวสีเทาดาทีถ่ ูกพัดพามากับน้า
ที่มีป ริมาณ การส ะส มของแ ร่ธ าตุ อาหารค่อน ข้าง ดีต่ อคุ ณภาพมะพร้ าวน้ าห อมเป็ นจ าน วน มาก
เกษตรกรผู้ปลกู มะพร้าวน้าหอมแถบจงั หวดั สมุทรสงคราม และพ้ืนทีใ่ กล้เคียง จึงนิยมลอกเลนในช่วง
ฤดูแล้งปีละ 1 ครั้ง โดยนาดินในท้องร่องข้นึ มาใส่บนคันดินและบริเวณโคนมะพร้าว หรือด้านขา้ งของ
คันดิน ประโยชน์ของการลอกเลน เพ่ือป้องกันไม่ให้ท้องร่องตื้น สามารถกักเก็บน้าได้ดีและเพ่ือให้
มะพร้าว ได้รับธาตุอาหารที่เปน็ ประโยชน์ ส่งผลให้การติดผลของมะพร้าวดียิง่ ข้นึ

การยกร่องสวนเป็นเทคโนโลยีการผลิตที่จดั การทรัพยากรน้าให้ไหลเวียนเข้าไปถึงพ้นื ที่สวน
และเป็นการจัดการทรัพยากรดินให้มีคันดินทีน่ ้าท่วมไม่ถึงสามารถปลูกพืชได้ ด้วยทรพั ยากรดินและ
น้า ทีอ่ ดุ มสมบรู ณ์ ชาวสวนมกี ารเรียนรู้ระบบนิเวศและเรียนรู้ทาร่องสวนสาหรบั ปลูกพชื น้ัน สามารถ
เรียนรู้ระบบนิเวศของพ้ืนทีด่ ินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้าแม่กลองประกอบกบั ประสบการณ์ทีไ่ ด้สง่ั สม
ภูมิปัญญาที่สร้างข้ึนโดยนามาใช้ความรู้จัดการปรับปรุง จัดแปลงพ้ืนที่ให้เป็นสวนผสมแบบยกร่อง
ให้สามารถปลูกไม้ผลได้หลากหลายชนิด ผลผลิตมีรสชาติอร่อยเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น จนมี
ชือ่ เสียงเปน็ ทีน่ ิยมของผู้บริโภค เช่น ส้มโอขาวใหญอ่ มั พวา สนิ้ จีพ่ ันธ์ุค่อมของดีเมืองแม่กลอง มะพร้าว
เป็นต้น โดยการเรียนรู้ของชาวสวนใช้การสังเกต ระบบนิเวศในแต่ละช่วงเวลาจนเกิดความเข้าใจใน
กฎเกณฑ์ของธรรมชาติและสืบต่ออตั ลกั ษณ์การทาสวนแบบยกร่องมาถึงปจั จบุ ัน

มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม ถิน่ แมก่ ลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๔๗

 ภูมิปัญญำชำวทะเล ย้อมผำ้ จำกเปลือกไมช้ ำยเลน

ผ้าพ้ืนถิ่นสมุทรสงคราม เป็นภูมิปัญญาเกี่ยวเครื่องนุ่งห่มร่วมกันของพ้ืนที่ชายฝ่ังทะเลที่มี
มานาน ในภาคกลาง 3 จังหวัด สมทุ รสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ที่ได้มีการเรียกพ้ืนทีช่ ายทะเลใน
อ่าวตัว ก. ประกอบด้วยจงั หวัดในภาคกลาง 3 จังหวัด สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบรุ ี โดยการ
นาเปลือกไม้ชายทะเลในการย้อมผ้า เช่น เปลือกโปรงแดง โกงกาง ตะบูน โพธ์ิทะเล ซึ่งจะให้สีของผ้า
ยอ้ มต่างกันตามแต่ชนิดของเปลือกไม้ชนิดน้ัน ซึ่งถือเป็นภูมิปญั ญาที่มีร่วมกันของจงั หวัดชายทะเลที่มี
พืชเหล่านี้ จังหวัดสมุทรสงครามเองน้ันไม่มีการผลิตผ้าหรือทอผ้าเอง จึงมีเพียงแต่ภูมิปัญญาการ
ย้อมนี้ ที่สาคัญการย้อมประเภทนี้แต่เดิมจะใช้เสื้อที่ตัดเย็บจากผ้าดิบย้อมและตัดเป็นเย็บเป็นเสื้อ
ใช้ในการป้องกันแดดในขณะทางาน ที่เลือกใช้ผ้าดิบเพราะผ้าดิบมีความโปร่งสบาย และทีส่ าคัญคือ
ยางจากเปลือกไม้เหล่านี้มีรถฝาดในตาราแพทย์แผนไทยมีฤทธิ์สมานแผลและฆ่าเชื้อโรค จึงทาให้
ลดการขยายของเชื้อโรคจากการสะสมของเหงื่อไคลได้ ในสมทุ รสงครามบ้านเราแถบคลองโคนนิยม
ใชเ้ ปลือกโปรงแดงเยอะหน่อยและและโกงกางและตะบนู สีท่ไี ด้จะออกสีส้มเขม้ ในส่วนของผ้ามดั ยอ้ ม
ยส่ี ารจะใช้โกงกางเป็นหลัก และมีการพืชป่าชายเลนต่าง ๆ มาใช้ด้วย ลายผ้าจะไม่มีรูปแบบมากนัก
อาศัยความชานาญของผู้ทา และนามาพัฒนาต่อมาเพ่ือเป็นเสื้อผ้าในลักษณะแฟช่ัน ไม่เน้นเพ่ือ
ประโยชน์ในการใช้งานกลางแจ้ง เพราะผ้าที่ใช้จะมีความละเอียดแน่นหนาของเส้นใยมากข้นึ

มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม ถิ่นแม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๔๘

ผ้ำย้อมนำปะเตำ ทาโดยการนาผ้าดิบมาย้อมด้วยน้าที่ต้มจากเปลือกต้นไม้ในพ้ืนที่ป่า
ชายเลน เช่น โกงกาง โปรงแดง ตะบูน ซึ่งผ้าที่ได้จะมีสีสนั แตกต่างตามสีของเปลือกไม้ ถ้าย้อมด้วย
เปลือกโกงกางและโปรงแดงจะได้เป็นน้าตาลอ่อนออกสีส้ม แต่ถ้ายอ้ มด้วยเปลือกตะบนู จะได้สนี า้ ตาล
เสื้อที่ย้อมแล้วเมื่อนามาใส่จะรู้สึกเย็นสบายเพราะเป็นผ้าดิบที่มีการถักทอเส้นใยไม่ได้ชิดกันมาก
เกินไปนัก ทาให้อากาศถ่ายเทได้ง่ายไม่ร้อน อีกประการหนึ่งคือคุณสมบัติของยางจากเปลือกไม้ที่
นามาใช้ย้อมน้ันมรี สฝาด ตามคุณสมบัติของสมุนไพรไทยจะถือเป็นยาปฏิชีวนะอยา่ งหนึง่ คอื มีฤทธิ์ใน
การฆา่ เชือ้ โรค การสวมใส่ผ้ายอ้ มน้าปะเตาจึงลดการหมกั หมมของเชอื้ โรคท่เี กิดจากเหงื่อไคลที่สะสม
ในเนือ้ ผ้าได้ระดบั หนึ่ง เวลาใส่เสื้อยอ้ มน้าปะเตาจึงไม่ค่อยเกิดอาการคันหรือแพ้ อีดท้ังยางจากเปลือก
ไม้ยังช่วยให้เส้นใยผ้ามีความทนทาน เป็นสาเหตุที่ชาวบ้านในพ้ืนที่แถบชายทะเลสมุทรสงคราม
และเพชรบุรีนิยมใช้เสื้อยอ้ มจากน้าปะเตาใส่เพื่อทางานหรือประกอบอาชีพ ยกตวั อยา่ ง เช่น เวลาออก
ทะเลป้องเคยทากะปิ การตดั ไม้เผาถ่านเป็นต้น

มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๔๙

ผา้ มดั ยอ้ ม บ้านเขายี่สาร
“กลุ่มเปลือกไม้”บ้านเขาย่ีสาร เป็นกลุ่มย้อมผ้าด้วยวัสดุที่มาจากพืชพรรณธรรมชาติใน

ป่าชายเลน ก่อต้ังข้ึนเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2543 การจัดต้ังกลุ่มสืบเนื่องมาจากโครงการที่
พิพิธภัณฑ์บ้านเขาย่ีสารได้จัดให้มีการฝึกอบรมเรื่องการผลิตของที่ระลึกจากวัสดุ ท้องถิ่นให้กับ
ชาวบ้านเขาย่สี าร โดยพิพธิ ภัณฑ์ฯ ได้เชิญสถาบนั พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดสมุทรสงคราม มาเป็นผู้
ฝึกอบรม กิจกรรมหนึง่ ในโครงการนี้ คอื การฝึกการมัดยอ้ มด้วยสีเคมี แต่ในชุมชนบ้านเขายส่ี ารด้ังเดิม
ได้เคยใช้เปลือกไม้ในป่าชายเลนมายอ้ มเสอื้ ผ้าใส่ไปทางานและใช้ย้อมแห และอวนมาก่อน ชาวบา้ นจึง
ได้นาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้กบั การมัดยอ้ มที่ได้รับการฝึก ผลการฝึกอบรมปรากฏวา่ ชาวชมุ ชนส่วน
หนึง่ มคี วามสามารถในการมัดยอ้ มได้อยา่ งสวยงาม ประธานพพิ ธิ ภณั ฑ์ฯ คอื นางสิริอาภา รชั ตะหิรัญ
ผู้ดาเนินโครงการฯ จึงได้ชักชวนและรวมกลุ่มชาวบ้านตั้งเป็นกลุ่มย้อมผ้าด้วยวัสดุจากพืชพรรณป่า
ชายเลนข้ึนและทาหน้าที่เป็นประธานที่ปรึกษาของ กลุ่มฯ เพ่ือให้ชาวชมุ ชนได้ทากิจกรรมยอ้ มผ้าสืบ
ทอดภูมิปัญญาท้องถิน่ ของตนต่อไป การรวมกลุ่มในระยะแรก สมาชิกกลุ่มได้นาเงินมาลงทุนร่วมกัน
เพ่ือผลิตผ้าย้อมออกจาหน่ายในงานต่างๆ ท้ังระดับภูมิภาคและในกรุงเทพฯ ในขณะเดียวกันก็
พัฒนาการยอ้ มและรูปแบบของผลิตภัณฑ์ด้วย

ต่อมาได้เสนอโครงการพัฒนากลุ่มย้อมผ้า เพ่ือกู้เงินจาก อบต. ซึ่งเป็นเงินที่ให้หมู่บ้านกู้ยืม
เพ่อื การลงทุน จานวน100,000บาท ทาให้กลุ่มมีเงินหมนุ เวยี นและสามารถผลิตสินคา้ ได้มากข้ึน การ
ดาเนินกิจกรรมของกลุ่มเปลือกไม้ดงั กล่าวนี้ เปน็ การทาเพ่อื สืบสานภูมิปญั ญาท้องถิ่นและต้องการให้
ผ้ามัดย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติจากป่าชายเลนเป็นงานหัตถกรรมทีเ่ ป็นเอกลักษณ์หนึ่งของชุมชนบ้าน
เขาย่ีสาร มิได้มุ่งที่จะใช้เป็นอาชีพหลัก เนื่องจากชาวชุมชนที่เข้าร่วมกลุ่มต่างเป็นผู้ที่มีอาชีพประจา
ของตนเปน็ หลกั อยแู่ ล้ว การทากิจกรรมของกลุ่มจึงใช้เวลาเพยี งบางส่วนของแต่ละสปั ดาห์

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ถิน่ แม่กลอง ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๕๐


Click to View FlipBook Version