กนกบรรณสาร (OMF Publishers) 86/122-4 ซ.ทาขาม 28/1 ถ.พระราม 2 เขตบางขุนเทียน กทม. 10150 โทร. 0 2417 2511-3 แฟกซ 0 2417 2510 E-mail: [email protected] www.kanokbannasan.org A Thai Christian Theology สาธนัญ บุญยเกียรติ เขียน กนกบรรณสาร เรียบเรียง
ข้อมูลห้องสมุด 230 สาธนัญ บุณยเกียรติ คริสต์ศาสนศาสตร์ใกล้ตัว : มุมมองใหม่ / สาธนัญ บุณยเกียรติ A Thai Christian Theology / Satanun Boonyakiat พิมพ์ครั้งที่ 1, กรุงเทพฯ : กนกบรรณสาร, 2017 1. ท�าความเข้าใจคริสต์ศาสนศาสตร์ในบริบทไทย I. ชื่อเรื่อง ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงในหนังสือเล่มน�้มาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์หลายฉบับ ตามที่ผู้เขียนได้ระบุไว้ ได้แก่ - พระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย - พระคริสตธรรมคัมภีร์ไทย ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย สงวนลิขสิทธิ์โดยองค์การอมตธรรม - พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับอ่านเข้าใจง่าย สงวนลิขสิทธิ์โดยศูนย์พระคัมภีร์นานาชาติ บรรณาธิการเล่ม ภัทรำ คะนึงไกวัล ปกและศิลปกรรม วัชรวีร์ สอนพรินทร์ จัดรูปเล่ม สกำวรัตน์ แก้วนพรัตน์ พิมพ์ที่ บริษัท โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์ (1987) จ�ำกัด จัดพิมพ์และจัดจ�าหน่ายโดย องค์กำรกนกบรรณสำร เลขที่ 8100/1 พิมพ์ครั้งที่ 1 กรกฎาคม 2017 ISBN 978-616-7860-33-6 Copyright © 2017 by Kanok Bannasan (OMF Publishers)
สารบัญ ค�ำน�ำ 5 บทน�ำ 9 บทที่ 1 คริสต์ศาสนศาสตร์เกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร? 13 ใครคือนัก (คริสต์) ศาสนศาสตร์? คริสต์ศาสนศาสตร์(ที่ดี) การสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดี คริสต์ศาสนศาสตร์ที่มีชีวิต บทที่ 2 เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ? 43 การทรงสร้าง (ธรรมชาติ) ในบริบทไทย ความจริงจากพระคัมภีร์เกี่ยวกับการทรงสร้าง หลักค�ำสอนของผู้เชื่อคนอื่นๆ เกี่ยวกับการทรงสร้าง คริสต์ศาสนศาสตร์เรื่องการทรงสร้างในบริบทไทย บทที่ 3 สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือ พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์? 63 ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และผลกระทบต่อความเชื่อในพระเจ้า ความจริงจากพระคัมภีร์เกี่ยวกับพระเจ้า หลักค�ำสอนของผู้เชื่อคนอื่นๆ เกี่ยวกับพระเจ้า คริสต์ศาสนศาสตร์เรื่องพระเจ้าในบริบทไทย บทที่ 4 พระเจ้าองค์ตรีเอกภาพ? 85 ข่าวลือเกี่ยวกับพระเจ้าองค์ตรีเอกภาพ ความจริงจากพระคัมภีร์เกี่ยวกับพระเจ้าองค์ตรีเอกภาพ หลักค�ำสอนของผู้เชื่อคนอื่นๆ เกี่ยวกับพระเจ้าองค์ตรีเอกภาพ พระเจ้าองค์ตรีเอกภาพกับชีวิตประจ�ำวันของชาวไทยในปัจจุบัน คริสต์ศาสนศาสตร์เรื่องพระเจ้าองค์ตรีเอกภาพในบริบทไทย
บทที่ 5 พระเยซูทรงเป็นผู้ใดและทรงช่วยฉันอย่างไร? 109 พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ใด? พระเยซูคริสต์ทรงช่วยเราอย่างไร? คริสต์ศาสนศาสตร์เรื่องพระเยซูคริสต์ในบริบทไทย บทที่ 6 พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้ใดและทรงช่วยฉันอย่างไร? 133 พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้ใด? พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงช่วยเราอย่างไร? เราควรจะตอบสนองต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างไร? พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราและสังคม คริสต์ศาสนศาสตร์เรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์ในบริบทไทย บทที่ 7 บุคคลส�ำคัญ? 153 ผลกระทบจากความเข้าใจที่สับสนเกี่ยวกับคุณค่าของมนุษย์ ความจริงของพระเจ้าเกี่ยวกับคุณค่าของมนุษย์ การตอบสนองความจริงของพระเจ้าเกี่ยวกับคุณค่าของมนุษย์ คริสต์ศาสนศาสตร์เรื่องมนุษย์ในบริบทไทย บทที่ 8 ฉันจะเผชิญความทุกข์อย่างไร? 175 ความจริงที่สลับซับซ้อนของความทุกข์ สาเหตุของความทุกข์ พระเจ้าทรงตอบสนองต่อความทุกข์อย่างไร? คริสตชนควรตอบสนองต่อความทุกข์อย่างไร? คริสต์ศาสนศาสตร์เรื่องความทุกข์ในบริบทไทย ภาคผนวก หลักข้อเชื่อของอัครธรรมทูตและ 201 หลักข้อเชื่อไนเซีย-คอนสแตนติโนเปิล บรรณานุกรม 203 เกี่ยวกับผู้เขียน 211
คริสต์ศาสนศาสตร์ใกล้ตัว : มุมมองใหม่ เขียนขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ในการเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปีวิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยพายัพ สังกัดสภาคริสตจักรใน ประเทศไทย) วิทยาลัยนี้เป็นสถาบันสร้างผู้น�ำคริสเตียนท้องถิ่นแห่งแรก ในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1889 (พ.ศ. 2432) โดยใช้ชื่อว่า “พระคริสตธรรมแมคกิลวารี” (McGilvary Theological Seminary) เพื่อเป็นเกียรติแด่ ศาสนาจารย์ ดร. ดาเนียล แมคกิลวารีมิชชันนารี อเมริกันเพรสไบทีเรียนคนแรกที่ได้น�ำความจริงของพระเจ้ามาสู่ชาวไทย ในภาคเหนือ ตั้งแต่ ค.ศ. 1868 (พ.ศ. 2411) ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเมตตาให้ผมได้รู้จักพระองค์ และทรงน�ำใน การเขียนหนังสือเล่มนี้ขณะเดียวกัน ผมขอแสดงความขอบคุณด้วยใจจริง ต่อผู้ที่มีส่วนสนับสนุนให้การจัดท�ำหนังสือส�ำเร็จด้วยดีดังต่อไปนี้ ขอบคุณมหาวิทยาลัยพายัพที่อนุญาตให้ผมลาเพื่อเขียนต�ำราเป็น เวลาหกเดือน ขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกท่านในวิทยาลัยพระคริสต์ธรรม แมคกิลวารีที่ได้รับภาระแทนผมในช่วงเวลานั้น และขอบคุณ Global Research Institute at Fuller Theological Seminary ประเทศ สหรัฐอเมริกา ที่ได้มอบทุนให้ผมไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมและเขียนหนังสือ เล่มนี้ ณ Fuller Theological Seminary รวมทั้งดูแลผมและภรรยา เป็นอย่างดี ขอบคุณ Langham Partnership (ในอดีตคือ John Stott Ministries) ที่ได้สนับสนุนทุนในการจัดพิมพ์หนังสือเล ่มนี้ และในอดีตได้มอบทุน การศึกษาให้ผมในการศึกษาระดับปริญญาเอก ณ Fuller Theological Seminary ด้วย ค�ำน�ำ
6 ค�ำน�ำ ขอบคุณส�ำนักพิมพ์กนกบรรณสารที่จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้โดยเฉพาะ อย่างยิ่งบรรณาธิการและทีมงานทุกท่าน ที่ได้ร่วมกันปรับปรุงแก้ไขหนังสือ เล่มนี้ให้ดียิ่งขึ้น ขอบคุณภรรยาของผม สิริกันยา บุณยเกียรติที่อยู่เคียงข้าง รับใช้ พระเจ้าร่วมกัน และเสริมสร้างให้ผมเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่ดีขึ้นอยู่เสมอ ขอบคุณคุณพ่อ อาจารย์สมปรารถนา บุณยเกียรติผู้ซึ่งจากไป อยู ่กับพระเจ้าได้22 ปีแล้ว แต่ท่านยังคงเป็นแรงบันดาลใจของผม อยู่เสมอ คุณแม่ อาจารย์มณฑา บุณยเกียรติผู้ที่รัก ห่วงใย และช่วยเหลือ ผมอยู่เสมอ รวมทั้งพี่ๆ ของผม ผศ. ดร. ยิ่งมณีตระกูลพัว คุณวรท บุณยเกียรติคุณวีรัณยา พัฒนพิเชียร ผู้คอยให้ก�ำลังใจและช่วยเหลือ ผมกับภรรยามาโดยตลอด ขอบคุณพ่อตา คุณเกต สุจินดา ผู้ซึ่งพระเจ้ารับกลับไปอยู่กับ พระองค์แล้ว การที่ท่านได้มารู้จักพระเจ้าเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าพระเจ้าทรง ปรารถนาให้คนไทยทุกคนได้รู้จักพระองค์จริงๆ ขอบคุณแม่ยาย คุณจ�ำเนียร สุจินดา ที่คอยให้ก�ำลังใจและอธิษฐานเผื่อผมกับภรรยาอยู่เสมอ ขอบคุณ ดร. ชัยยัณ และอาจารย์มาร์กาเร็ต อุโฆษกุล ส�ำหรับ ความรัก ความห่วงใย คำ�แนะน�ำ และความช่วยเหลือที่ทั้งสองท่านมอบให้ ผมกับภรรยา รวมทั้งการที่ ดร. ชัยยัณ เป็นคนแรกที่เป็นแบบอย่างและ หนุนใจผมในการสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ที่เหมาะสมกับพี่น้องชาวไทย มากยิ่งขึ้น ขอบคุณ อาจารย์เข็มเพชร ยังทองหลาง อาจารย์ชัยราช กิจเกื้อกูล และ Dr. Thomas Havey พี่เลี้ยงและอาจารย์ที่ช่วยให้ผมรู้จักพระเจ้า มากขึ้น เติบโตมากขึ้น รวมทั้งเข้าใจพระคัมภีร์และคริสต์ศาสนศาสตร์ มากขึ้น หากไม่มีท่านเหล่านี้ผมคงไม่มีวันนี้
� � 7 ขอบคุณ Dr. William A. Dyrness และ Dr. Veli-Matti Kärkkäinen อาจารย์ที่ปรึกษาของผม ณ Fuller Theological Seminary ที่ช่วยให้ผม เข้าใจว่าคริสต์ศาสนศาสตร์ที่ลึกซึ้งและเหมาะสมกับบริบทของตนเองนั้น เป็นอย่างไร อีกทั้งช่วยให้ผมได้เห็นแบบอย่างของอาจารย์พระคริสตธรรม ที่เป็นพระพรแก่นักศึกษาอย่างแท้จริง ขอบคุณ ศาสตราจารย์ดร. สิทธิ์บุตรอินทร์และศาสตราจารย์ แสง จันทรงาม ที่ได้กรุณาแนะน�ำให้ผมมีความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เกี่ยวกับพุทธศาสนา ขอบคุณ ศาสนาจารย์วิลเลียม เจ. โยเดอร์ คณบดีเกียรติคุณ วิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี รวมทั้งคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และ นักศึกษาทุกๆ คน ที่ให้ก�ำลังใจและอธิษฐานเผื่อผมกับภรรยาอยู่เสมอ ขอบคุณ ศาสนาจารย์บุญญวัฒน์ มโนปัน ศิษยาภิบาลอาวุโส คริสตจักรที่หนึ่ง เชียงใหม่ รวมทั้งผู้รับใช้พระเจ้าเต็มเวลาและสมาชิกทุก ท่าน ที่ให้ผมกับภรรยามีส่วนร่วมรับใช้ อีกทั้งส่งเสริมและสนับสนุนเรา ด้วยดีเสมอมา นอกจากนั้น ผมขอบคุณอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม ณ ที่นี้ กำ�ลังใจ คำ�แนะน�ำ การช่วยเหลือ และการอธิษฐานเผื่อของท่านมีบทบาท ส�ำคัญที่ท�ำให้หนังสือเล่มนี้ส�ำเร็จด้วยดี ขอให้พระเจ้าได้รับเกียรติสูงสุด และขอให้พี่น้องชาวไทยได้รับ พระพรจากหนังสือเล่มนี้ สาธนัญ บุณยเกียรติ 19 เมษายน ค.ศ. 2017 (ตรงกับวันที่ ศาสนาจารย์ดร. ดาเนียล แมคกิลวารี ก่อตั้งคริสตจักรที่หนึ่ง เชียงใหม่ เมื่อ 149 ปีมาแล้ว)
เมื่อได้ยินค�ำว่า “คริสต์ศาสนศาสตร์” คนไทยมักคิดว่าเป็นสิ่งที่ ไม ่เกี่ยวข้องกับตนเอง ผู้ที่ไม ่ใช ่คริสเตียนเข้าใจว ่าเป็นเรื่องของผู้ที่ นับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น ส่วนคริสเตียนทั่วไปมองว่าเป็นการศึกษาของ นักวิชาการคริสเตียนโดยเฉพาะ นักศึกษาในสถาบันคริสต์ศาสนศาสตร์ ไม่ชอบเรียนวิชานี้เพราะรู้สึกว่ายากและน่าเบื่อ ทางด้านผู้น�ำคริสตจักร ก็ไม่ค่อยเน้นเรื่องนี้เพราะเห็นว่าเป็นทฤษฎีที่ห่างไกลจากชีวิตจริงของ สมาชิกในคริสตจักร ที่เป็นเช่นนี้เพราะเราเข้าใจผิดว่า คริสต์ศาสนศาสตร์เป็นเพียงหลัก ค�ำสอนของคริสต์ศาสนาที่สืบทอดมาจากนักคริสต์ศาสนศาสตร์ชาวตะวันตก ในอดีต เป็นสิ่งที่คริสเตียนไทยต้องพยายามท�ำความเข้าใจและน�ำไป ปรับใช้ในสังคมไทย (แต่บ่อยครั้งที่เราพบว่าค�ำสอนเหล่านั้นเข้าใจยาก และไม่เกี่ยวข้องกับคนไทย) ทว่า ในความเป็นจริง คริสต์ศาสนศาสตร์ คือ การที่ผู้เชื่อในแต่ละยุคสมัยและแต่ละท้องถิ่นแสวงหาความจริงของ พระเจ้าส�ำหรับผู้คนที่ด�ำเนินชีวิตอยู่ที่นั่นในช่วงเวลานั้น ดังนั้น คริสต์ ศาสนศาสตร์จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทยทุกคน อีกทั้งเป็นความรับผิดชอบ ของคริสเตียนไทยในการสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ที่เหมาะสมกับบริบทไทย อย่างแท้จริง คริสต์ศาสนศาสตร์ใกล้ตัว : มุมมองใหม่ จึงเป็นหนังสือที่เขียนขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคริสต์ศาสนศาสตร์ และ พบว่าคริสต์ศาสนศาสตร์หัวข้อต่างๆ นั้นเกี่ยวข้องกับคนไทยอย่างไรบ้าง ถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะมุ่งเน้นที่คริสเตียนไทยนิกายโปรเตสแตนต์แต่หวัง เป็นอย่างยิ่งว่า คริสตชนนิกายอื่นๆ และพี่น้องชาวไทยที่นับถือศาสนาต่างๆ บทน�ำ
10 บทน�ำ จะได้รับประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะผู้เขียนเชื่อมั่น ว่าพระเจ้าทรงเปี่ยมไปด้วยความรักเมตตาต่อคนไทยทุกคน โดยไม่ได้ แบ่งแยกศาสนา ชาติพันธุ์ หรือสถานภาพ อีกทั้งพระเจ้ามีพระประสงค์ ให้คนไทยทุกคนได้รู้จักพระองค์และได้รับพระพรที่ยิ่งใหญ่จากพระองค์ อย ่างไรก็ดี หนังสือเล ่มนี้ไม ่ได้ครอบคลุมคริสต์ศาสนศาสตร์ ในทุกหัวข้อ แต่จะกล่าวเฉพาะที่ส�ำคัญเพียงบางหัวข้อ และศึกษาหัวข้อ ดังกล ่าวในประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับสังคมไทยเท ่านั้น เนื้อหาของ หนังสือ คริสต์ศาสนศาสตร์ใกล้ตัว : มุมมองใหม่ มีดังต่อไปนี้ บทที่ 1 “คริสต์ศาสนศาสตร์เกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร?” บทนี้เป็น หัวใจส�ำคัญของหนังสือ เพราะจะช่วยให้ผู้อ ่านมีมุมมองใหม ่เกี่ยวกับ คริสต์ศาสนศาสตร์ โดยเข้าใจว ่าใครคือนักศาสนศาสตร์และนักคริสต์ ศาสนศาสตร์คริสต์ศาสนศาสตร์และคริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดีหมายความว่า อย่างไร เราจะสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดีได้อย่างไร และคริสต์ศาสนศาสตร์ ควรส่งผลอย่างไรต่อชีวิตส่วนตัว ครอบครัว ชุมชน และสังคมไทย ความเข้าใจเหล่านี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการสร้างคริสต์ ศาสนศาสตร์ที่อยู่บนพื้นฐานของพระคริสตธรรมคัมภีร์ที่เรียนรู้จากหลัก ค�ำสอนของผู้เชื่อคนอื่นๆ และที่เกี่ยวข้องกับบริบทปัจจุบัน) เป็นรากฐาน ให้แก่การสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ในบริบทไทย 7 หัวข้ออันปรากฏใน หนังสือเล่มนี้ บทที่ 2 “เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ?” บทนี้กล ่าวถึงคริสต์ ศาสนศาสตร์เรื่องการทรงสร้างในบริบทไทย โดยเริ่มต้นที่จุดยืนของคนไทย ส่วนใหญ่และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน จากนั้น เราจะศึกษาพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับการทรงสร้างของพระเจ้า รวมทั้ง ค�ำสอนของผู้เชื่อในอดีต เพื่อสรุปว่าคริสต์ศาสนศาสตร์เรื่องการทรงสร้าง ในบริบทไทยควรมีเนื้อหาสาระเช่นใด
� 11 บทที่ 3 “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์?” บทนี้ศึกษาว่า สังคมไทยซึ่งมีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และวิญญาณต่างๆ นั้นส่ง ผลกระทบอย่างไรต่อมุมมองและการตอบสนองของคนไทยต่อพระเจ้า รวมทั้งศึกษาหลักค�ำสอนเรื่องพระเจ้าจากพระคัมภีร์และผู้เชื่อคนอื่นๆ เพื่อสรุปว ่าคริสต์ศาสนศาสตร์เรื่องพระเจ้าในบริบทไทยควรมีใจความ ส�ำคัญว่าอย่างไร บทที่ 4 “พระเจ้าองค์ตรีเอกภาพ?” บทนี้ช่วยให้ชาวไทยเข้าใจ แจ่มแจ้งยิ่งขึ้นว่าหลักค�ำสอนเรื่องพระเจ้าองค์เดียวผู้มีสามพระภาค คือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ หมายความว่าอย่างไร และ ความจริงนี้มีความส�ำคัญอย่างไรบ้างส�ำหรับคนไทยในปัจจุบัน บทที่ 5 “พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ใดและทรงช่วยฉันอย่างไร?” ในขณะที่คนไทยมักเข้าใจว่าพระเยซูเป็นเพียงศาสดาของศาสนาคริสต์ หลักฐานจากพระคัมภีร์และค�ำอธิบายของนักศาสนศาสตร์ช่วยให้เรามั่นใจ ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าที่เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ความเข้าใจ ที่ถูกต้องจะเปิดโอกาสให้เราสามารถรับความช่วยเหลือจากพระเยซูได้ อย่างแท้จริง บทที่ 6 “พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้ใดและทรงช ่วยฉัน อย่างไร?” บทนี้กล ่าวถึงข ่าวดีเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้เสด็จมาอยู ่ เคียงข้างเพื่อช่วยเหลือชาวไทยให้หลุดพ้นจากความเหน็ดเหนื่อยจากการ พึ่งตนเองและการเบียดเบียนของวิญญาณที่ชั่วร้าย บทที่ 7 “บุคคลส�ำคัญ?” บทนี้ชี้ให้เห็นความแตกต ่างระหว ่าง การวัดคุณค่าของมนุษย์ที่ปรากฏในสังคมปัจจุบันกับที่ปรากฏในคริสต์ ศาสนศาสตร์เรื่องมนุษย์ นอกจากนั้น บทนี้ยังน�ำเสนอว่าคริสเตียนไทย ควรตอบสนองความจริงนี้อย่างไรในโลกที่เต็มไปด้วยการดูหมิ่นศักดิ์ศรี ของมนุษย์
12 บทน�ำ บทที่ 8 “ฉันจะเผชิญความทุกข์อย่างไร?” บทสุดท้ายนี้ช่วยให้ ผู้อ่านมีมุมมองใหม่เกี่ยวกับความทุกข์โดยเข้าใจว่าความทุกข์เป็นความจริง ที่สลับซับซ้อนอย่างไร สาเหตุพื้นฐานของความทุกข์คืออะไร พระเจ้าทรง ตอบสนองต่อความทุกข์อย่างไร และเราควรตอบสนองต่อความทุกข์อย่างไร ซึ่งผลที่ตามมาคือ เราจะสามารถเผชิญความทุกข์ได้อย่างสร้างสรรค์ เนื้อหาของคริสต์ศาสนศาสตร์หัวข้อต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้เป็น เพียงตัวอย่างโดยสังเขปของการสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ในบริบทไทย เท ่านั้น ในแต ่ละหัวข้อยังมีอีกหลายประเด็นที่ไม ่ได้กล ่าวถึง มีอีก หลายปัญหาที่รอคอยการแก้ไข และมีอีกหลายค�ำถามที่ต้องการค�ำตอบ ด้วยเหตุนี้ การสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ในบริบทไทยจ�ำเป็นต้องด�ำเนิน ต่อไป คริสเตียนไทยจึงต้องศึกษาพระวจนะของพระเจ้าอย่างสม�่ำเสมอ ท�ำความเข้าใจหลักค�ำสอนของผู้เชื่อคนอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์และฝึกฝน การเชื่อมโยงความรู้ความเข้าใจเหล่านั้นเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อพัฒนาคริสต์ศาสนศาสตร์ในบริบทไทยที่ครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อัน จะน�ำไปสู่ชีวิตคริสเตียนที่เติบโตขึ้น คริสตจักรที่เข้มแข็งขึ้น และสังคม ไทยที่ดีขึ้นต่อไป อนึ่ง หนังสือเล่มนี้อ้างอิงแหล่งข้อมูลต่างๆ โดยระบุตามรูปแบบ Turabian เนื่องจากเป็นรูปแบบหลักส�ำหรับสาขาวิชาคริสต์ศาสนศาสตร์ ส่วนการอ้างอิงข้อความพระคัมภีร์ หนังสือเล ่มนี้เลือกใช้ฉบับแปล ภาษาไทยหลายฉบับ โดยระบุไว้ท้ายข้อพระคัมภีร์ว ่ามาจากฉบับใด เนื่องจากพระคัมภีร์ต้นฉบับเขียนขึ้นโดยใช้ภาษาฮีบรูอาราเมค และกรีก พระคัมภีร์ฉบับแปลต่างๆ จึงไม่สมบูรณ์แบบ แต่การเปรียบเทียบพระคัมภีร์ ฉบับแปลต่างๆ จะช่วยให้เราเข้าใจความจริงของพระเจ้ากระจ่างขึ้น1 1 ริค วอร์เรน ได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่าเพราะเหตุใดท่านจึงใช้พระคัมภีร์ฉบับแปลภาษา อังกฤษหลายฉบับในหนังสือของท่าน ดูริชาร์ด วอร์เรน, ฉันอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร (ชีวิตที่ เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์ฉบับปรับปรุงใหม่) (กรุงเทพฯ : สถาบันคริสเตียนศึกษาและพัฒนา คริสตจักร, 2013), 381.
บทที่ 1 นขณะที่คนไทยมักคิดว่าคริสต์ศาสนศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัว การตอบ ค�ำถามว่า “ใครคือนัก (คริสต์) ศาสนศาสตร์?” “คริสต์ศาสนศาสตร์ (ที่ดี) คืออะไร?” “เราจะสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดีได้อย่างไร?” และ “คริสต์ศาสนศาสตร์ที่มีชีวิตหมายความว ่าอย ่างไร?” จะช่วยให้เรามี มุมมองใหม่ว่าแท้จริงแล้วคริสต์ศาสนศาสตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตประจ�ำวัน ของเราอยู่เสมอ อีกทั้งช่วยให้เรามีแนวทางในการสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว คริสตจักร ชุมชน และสังคมอย่าง แท้จริง ใครคือนัก (คริสต์) ศาสนศาสตร์? ในขณะที่รถประจ�ำทางคันหนึ่งก�ำลังวิ่งไปบนหนทางที่คดเคี้ยวและ ลาดชัน ผู้โดยสารเริ่มสังเกตว่ามีบางอย่างผิดปกติในทันใดนั้น คนขับรถ ตะโกนว่า “รถเบรกแตก ทุกคนเกาะแน่นๆ!” ผู้โดยสารทุกคนต่างตกใจ และเตรียมตัวรับแรงกระแทกที่อาจจะเกิดขึ้น ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น คนขับรถพยายามตั้งสติบังคับรถ ให้เลี้ยวไปตามถนน ชะลอความเร็วโดยการใช้เกียร์ต�่ำ เนื่องจากถนนช่วงนั้น เริ่มเข้าสู่ทางราบและก�ำลังจะเปลี่ยนเป็นทางขึ้นเขา รถจึงค่อยๆ วิ่งช้าลง จนในที่สุดก็หยุดอยู่ข้างทางอย่างปลอดภัย ผู้โดยสารต่างรู้สึกโล่งอก ปรบมือ ด้วยความยินดี ในเวลานั้นเอง... นาย ก อธิษฐานขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกที่ ปกป้องคุ้มครอง นางสาว ข คิดในใจว่า “ดีนะ ที่ฉันท�ำบุญมาเยอะ” นาย ค คิดในใจว่า “นี่แหละ พระราชกิจการช่วยกู้ของพระเจ้า ผู้ทรงสัพพัญญูองค์เอลชัดดัย” ใ
คริสต์ศาสนศาสตร์เกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร? 15 นางสาว ง ขอบคุณพระเจ้าที่ปกป้องจากอันตราย และตั้งใจจะ เอาจริงเอาจังกับพระเจ้ามากขึ้น นาย จ เดินไปขอบคุณคนขับ แล้วบอกว่า “คุณขับรถเก่งมาก” จากการตอบสนองของแต่ละคน ท่านคิดว่า “ใครคือนักศาสนศาสตร์?” (ลองคิดดูสักครู่นะครับ) คนไทยส่วนใหญ่คงตอบว่า “นางสาว ข” เนื่องจากเธอมีแนวคิด ที่สอดคล้องกับค�ำสอนของพุทธศาสนา ส่วนคริสเตียนไทยคงคิดว่าเป็น “นาย ค” เพราะนักศาสนศาสตร์ในมุมมองของคริสเตียนมักหมายถึงผู้ที่ เข้าใจประเด็นยากๆ เกี่ยวกับพระเจ้า และชอบใช้ภาษาที่คนทั่วไปฟังแล้ว ไม่เข้าใจ (“พระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู” หมายถึงพระเจ้าผู้ทรงรู้ทุกสิ่ง ส่วน “เอลชัดดัย” เป็นพระนามของพระเจ้าในภาษาฮีบรู ซึ่งแปลว่า พระเจ้า ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด หรือ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์) นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาการตอบสนองของคนอื่นๆ ใน สถานการณ์นี้แล้ว ก็ไม่น่าจะมีใครที่ถือว่าเป็นนักศาสนศาสตร์ได้ เพราะ “นาย ก” ตอบสนองเหมือนคนไทยทั่วไป “นางสาว ง” ดูเหมือนคริสเตียน ธรรมดา ส่วน “นาย จ” ยกย่องความสามารถของมนุษย์โดยไม่สนใจ ศาสนาแม้แต่น้อย แท้จริงแล้ว เราจะตอบค�ำถามว่า “ใครคือนักศาสนศาสตร์?” ได้ ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจความหมายของค�ำว่า “ศาสนศาสตร์” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานระบุว่า ศาสนศาสตร์หมายถึง “วิชาว่าด้วยศาสนาต่างๆ”1 แต่คริสเตียนไทยใช้ค�ำนี้เพื่อแปลค�ำภาษา อังกฤษว่า Theology (ธีออลโลจี) ที่มาจากศัพท์ภาษากรีก 2 ค�ำ คือ θεος (เธ-ออส) และ λογος (ลอกอส) เธ-ออส หมายถึง “พระเจ้า 1พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2556), 1143.
16 บทที่ 1 หรือ เทพเจ้า” (ชาวกรีกเองเชื่อว่ามีเทพเจ้าหลายองค์) ส่วน ลอกอส มีหลากหลายความหมาย รวมถึง “ค�ำพูด หัวข้อสนทนา และการคิด หาเหตุผล”2 ดังนั้น “ศาสนศาสตร์” (Theology) จึงมีความหมายง่ายๆ ว่า “การคิดหาเหตุผลเกี่ยวกับพระเจ้า” อย่างไรก็ดี เนื่องจาก เธ-ออส ในภาษากรีกใช้หมายถึงเทพเจ้า องค์ใดก็ได้ การคิดหาเหตุผลเกี่ยวกับพระเจ้าในที่นี้จึงไม่ได้จ�ำกัดเฉพาะ พระเจ้าของคริสเตียนเท่านั้น แต่รวมถึงเทพเจ้าหรือความจริงสูงสุดที่มนุษย์ แต่ละคนยึดถือ ด้วยเหตุนี้ เราจึงสรุปได้ว่า “ศาสนศาสตร์” (Theology) มีความหมายกว้างๆ ว่า “การคิดหาเหตุผลเกี่ยวกับความจริงสูงสุด” ความจริงสูงสุดส�ำหรับแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แต่ทุกคนล้วนมีสิ่งที่ ตนเองยึดถือ เช่น คริสเตียนเชื่อในพระเจ้าองค์ตรีเอกภาพ (ตรีเอกานุภาพ) คือ พระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์3 ชาวยิวนมัสการพระยาห์เวห์ มุสลิมนับถืออัลลอฮ์ ชาวพุทธยกย่องธรรมะ ส่วนคนรุ่นใหม่ที่ไม่นับถือ ศาสนาใดๆ แท้จริงแล้วพวกเขายึดมั่นในตนเอง มนุษย์แต่ละคนจึงมีการ คิดหาเหตุผลเกี่ยวกับความจริงสูงสุด หรือมีศาสนศาสตร์ของตนเองอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้หากเรากลับไปพิจารณาเรื่องของผู้โดยสารรถประจ�ำทาง ที่กล่าวถึงในตอนต้น เราพบว่า นาย ก เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นางสาว ข ยึดมั่นในผลบุญ นาย ค และ นางสาว ง เชื่อในพระเจ้า ส่วน นาย จ ยกย่องความสามารถของมนุษย์ทุกคนล้วนมีสิ่งที่ตนเองนับถือ มีความจริง สูงสุด หรือมีศาสนศาสตร์ของตนเอง เราจึงสรุปได้ว ่า ทุกคนคือ นักศาสนศาสตร์! 2 William Arndt, F. Wilbur Gingrich, Frederick W. Danker and Walter Bauer, A GreekEnglish Lexicon of the New Testament and Other Early Christian Literature (Chicago: University of Chicago Press, 1996), 356, 477. 3 เราจะศึกษาเกี่ยวกับพระเจ้าองค์ตรีเอกภาพในบทที่ 4
คริสต์ศาสนศาสตร์เกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร? 17 นี่คือภาพสะท้อนของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เราแต่ละคนเป็นนักศาสนศาสตร์ที่สร้างศาสนศาสตร์เรื่องต่างๆ ในชีวิต ประจ�ำวันอยู่เสมอ สิ่งต่างๆ ที่เราคิด พูด ท�ำ หรือแม้แต่ทัศนคติที่เรา มีต่อสถานการณ์ต่างๆ ล้วนได้รับอิทธิพลจากความจริงสูงสุดที่เราเชื่อถือ ยึดมั่น และให้คุณค่า ศาสนศาสตร์จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส ่งผลต ่อการ ด�ำเนินชีวิตของเราในทุกด้าน4 ในขณะที่คนเรามีศาสนศาสตร์ที่หลากหลายตามความเชื่อต่างๆ เช่น การนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การยึดหลักปรัชญา หรือการพึ่งพาความ สามารถของตนเอง พระเจ้าทรงปรารถนาให้คริสเตียนไทยทุกคนเป็น “นักคริสต์ศาสนศาสตร์” คือเป็นผู้ที่มีศาสนศาสตร์อันตั้งอยู่บนรากฐาน ความเชื่อในพระเจ้าองค์ตรีเอกภาพ ซึ่งเป็นความเชื่อที่คริสตจักรสากล ยึดมั่นเสมอมา ดังนั้น แทนที่จะใช้ค�ำว่า “ศาสนศาสตร์” ซึ่งมีความหมายกว้าง มาก คริสเตียนไทยน ่าจะใช้ค�ำว่า “คริสต์ศาสนศาสตร์” ในการแปล ค�ำว่า Theology เนื่องจากการใช้ค�ำว่า “คริสต์” ขยายคำ�ว่า “ศาสนศาสตร์” ทำ� ให้เข้าใจชัดเจนขึ้นว่า ศาสนศาสตร์ที่กล่าวถึงนี้ไม่ได้หมายถึงวิชาว่าด้วย ศาสนาต่างๆ หรือการคิดหาเหตุผลเกี่ยวกับความจริงสูงสุดอะไรก็ได้ แต่ เป็นศาสนศาสตร์ที่อยู่บนรากฐานของคริสต์ศาสนา เป็นการคิดหาเหตุผล บนพื้นฐานความเชื่อในพระเจ้า5 4 ผมขอบคุณพระเจ้าส�ำหรับ ดร. แสตนลีย์เกรนซ์กับ ดร. โรเจอร์ออลซัน ที่ช่วยให้ผมเข้าใจ ความจริงนี้และท�ำให้ผมอยากแบ่งปันความจริงนี้แก่พี่น้องชาวไทย ดูเพิ่มเติมใน Stanley J. Grenz and Roger E. Olson, Who Needs Theology? An Invitation to the Study of God (Downers Grove, IL: InterVarsity Press, 1996). 5 คริสตจักรโรมันคาทอลิกในประเทศไทยใช้ค�ำว่า “เทววิทยา” ในการแปลค�ำว่า Theology แม้ เป็นค�ำแปลที่ตรงตามความหมาย แต่เนื่องจากคนไทยโดยทั่วไปและคริสตจักรโปรเตสแตนต์ ไม่คุ้นเคยกับค�ำน ี้ การใช้ค�ำว่า “คริสต์ศาสนศาสตร์” จึงน่าจะเหมาะสมกับบริบทไทยมากกว่า กล่าวคือ คนไทยสามารถเข้าใจความหมายของค�ำนี้ได้ไม่ยากนักเพราะใกล้เคียงกับค�ำว่า “ศาสนศาสตร์” ที่คุ้นเคยกันดี
18 บทที่ 1 เนื่องจากคริสเตียนทุกคนเป็นนักคริสต์ศาสนศาสตร์ เราจึงควร เข้าใจให้กระจ่างแจ้งยิ่งขึ้นว่าคริสต์ศาสนศาสตร์หมายความว่าอย่างไร คริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดีมีลักษณะอย่างไร เราจะสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดี ได้อย่างไร และคริสต์ศาสนศาสตร์ควรส่งผลอย่างไรต่อชีวิตของเรา ตลอด จนถึงครอบครัว ชุมชน และสังคมของเรา คริสต์ศาสนศาสตร์ (ที่ดี) การเข้าใจว่าคริสต์ศาสนศาสตร์มีความหมายโดยสรุปคือ “การคิด หาเหตุผลเกี่ยวกับพระเจ้า” หรือ “การคิดหาเหตุผลบนพื้นฐานความเชื่อ ในพระเจ้า” นั้นไม่เพียงพอ หากเราปรารถนาจะได้รับประโยชน์จากคริสต์ ศาสนศาสตร์อย่างแท้จริง เราจ�ำเป็นต้องเรียนรู้ความหมายที่ครบถ้วน สมบูรณ์ขึ้นของ “คริสต์ศาสนศาสตร์” และ “คริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดี” แต่น่าเสียดายที่คริสเตียนมักเข้าใจความหมายของคริสต์ศาสนศาสตร์ เพียงบางแง่มุม เพราะยึดติดกับภาพของคริสต์ศาสนศาสตร์บางประเภท เท่านั้น นิยามที่พบบ่อยมีดังต่อไปนี้ คริสต์ศาสนศาสตร์คือ ... การสรุปค�ำสอนของพระคัมภีร์ออกมาเป็นหัวข้อ (แท้จริงแล้วเป็น นิยามของคริสต์ศาสนศาสตร์เชิงพระคัมภีร์ หรือ Biblical Theology เท่านั้น) การศึกษาหลักค�ำสอนของนักศาสนศาสตร์ในอดีต เช่น มาร์ติน ลูเธอร์และจอห์น คาลวิน (นิยามของคริสต์ศาสนศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์ หรือ Historical Theology) การศึกษาแนวคิดทางศาสนศาสตร์ในปัจจุบัน (นิยามของคริสต์ ศาสนศาสตร์ร่วมสมัย หรือ Contemporary Theology) การน�ำหลักค�ำสอนของพระคัมภีร์และนักศาสนศาสตร์ (ทั้งในอดีต และปัจจุบัน) มาจัดเรียงเป็นระบบภายใต้หัวข้อต่างๆ เช่น พระเจ้า พระคริสต์
คริสต์ศาสนศาสตร์เกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร? 19 มนุษย์ ฯลฯ (นิยามของคริสต์ศาสนศาสตร์เชิงระบบ หรือ Systematic Theology) ความเข้าใจเหล่านี้สะท้อนคริสต์ศาสนศาสตร์แต่ละประเภท แต่ ไม่ใช่ความหมายของคริสต์ศาสนศาสตร์ในภาพรวม อีกทั้งส่งผลให้ผู้คน มองว่าคริสต์ศาสนศาสตร์คือหลักค�ำสอนยากๆ ที่นักวิชาการสร้างขึ้น คริสเตียนทั่วไปมีหน้าที่เพียงท�ำความเข้าใจหลักการเหล่านั้นแล้วน�ำไป ปรับใช้ในชีวิตจริง ส่วนการน�ำเอาทฤษฎีทางคริสต์ศาสนศาสตร์ไปปรับใช้ ในการท�ำพันธกิจต่างๆ เช่น การเลี้ยงดูผู้เชื่อและการให้ค�ำปรึกษา ถือว่า เป็น “คริสต์ศาสนศาสตร์เชิงประยุกต์” (Applied Theology)6 อย่างไรก็ดีผู้รับใช้พระเจ้าหลายท่านช่วยให้เราเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว คริสต์ศาสนศาสตร์ในภาพรวมนั้นเป็น “คริสต์ศาสนศาสตร์เชิงปฏิบัติ” (Practical Theology) ที่ประกอบไปด้วยคริสต์ศาสนศาสตร์ประเภทต่างๆ ดอน บราวนิ่ง (ค.ศ. 1934-2010) อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยชิคาโก กล่าวว่า “คริสต์ศาสนศาสตร์เชิงปฏิบัติ[ซึ่งหมายถึงคริสต์ศาสนศาสตร์ ในภาพรวม] คือ การพิเคราะห์ไตร่ตรองสิ่งที่คริสตจักรได้เรียนรู้จาก แหล่งข้อมูลของคริสเตียนและแหล่งข้อมูลอื่นๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ กิจกรรมที่คริสตจักรกระท�ำนั้นน�ำการเปลี่ยนแปลงไปสู่บุคคลและสังคม”7 เรย์แอนเดอร์สัน (ค.ศ. 1925-2009) อดีตอาจารย์พระคริสตธรรม ฟูลเลอร์ อธิบายว่า คริสต์ศาสนศาสตร์เชิงปฏิบัติคือ กระบวนการ ไตร่ตรองตรวจสอบสิ่งที่คริสตจักรปฏิบัติเทียบกับเป้าหมายของพระเจ้า ส�ำหรับมนุษย์ กระบวนการนี้มีพระคัมภีร์เป็นพื้นฐานประกอบกับการ ศึกษาข้อมูลจากแหล่งความรู้อื่นๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ 6 ในอดีตคริสต์ศาสนศาสตร์ลักษณะนี้มักถูกเรียกว่า “คริสต์ศาสนศาสตร์เชิงปฏิบัติ” (Practical Theology) แต่ในปัจจุบันนักคริสต์ศาสนศาสตร์ชี้ให้เราเห็นว่า “คริสต์ศาสนศาสตร์เชิงปฏิบัติ” มีความหมายกว้างกว่าการน�ำเอาทฤษฎีทางคริสต์ศาสนศาสตร์มาปรับใช้ในสถานการณ์จริง7 Don S. Browning, A Fundamental Practical Theology: Descriptive and Strategic Proposals (Minneapolis: Fortress, 1991), 36.
20 บทที่ 1 คริสตจักรประกาศและกระท�ำนั้นสอดคล้องกับลักษณะและเป้าหมาย พันธกิจของพระเจ้าในโลกนี้ รวมทั้งตอบสนองต ่อบริบทของสังคมใน ปัจจุบันด้วย8 แสตนลีย์เกรนซ์และ จอห์น แฟรงกี้ช่วยให้เราเข้าใจความหมาย ของคริสต์ศาสนศาสตร์ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยอธิบายว่า คริสต์ศาสนศาสตร์คือ การศึกษาพัฒนาแนวคิดที่ด�ำเนินไปอย่าง ต่อเนื่องภายในบริบทที่เฉพาะเจาะจง ด้วยการพิเคราะห์ไตร่ตรอง อย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับความเชื่อ ชีวิต และการปฏิบัติของชุมชน ผู้เชื่อ ภารกิจของคริสต์ศาสนศาสตร์คือ การแสดงให้เห็นรูปแบบ ความเชื่อคริสเตียนที่มีพระคัมภีร์เป็นพื้นฐาน เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ และสัมพันธ์กับวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือชุมชนผู้เชื่อ ให้ด�ำเนินชีวิตที่สมกับเป็นประชากรของพระเจ้าในบริบททางสังคม และประวัติศาสตร์ที่พวกเขาอยู่9 บนพื้นฐานความเข้าใจเหล่านี้เรากล่าวได้ว่า คริสต์ศาสนศาสตร์ หมายถึง ความพยายามของผู้เชื่อในการแสวงหา หลักค�ำสอน การด�ำเนินชีวิต และการท�ำพันธกิจ ที่สอดคล้องกับความจริงของพระเจ้าและเหมาะสมกับบริบทของตนเอง หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังนี้ 8 Ray Anderson, The Shape of Practical Theology: Empowering Ministry with Theological Praxis (Downers Grove, IL: InterVarsity Press, 2001), 22. 9 Stanley J. Grenz and John R. Franke, Beyond Foundationalism: Shaping Theology in a Postmodern Context (Louisville, KY: Westminster John Knox Press, 2001), 16.
คริสต์ศาสนศาสตร์เกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร? 21 คริสต์ศาสนศาสตร์ คือ การที่ผู้เชื่อพยายามหาค�ำตอบว่า สิ่งที่ตนเองเชื่อ ท�ำ และรับใช้พระเจ้านั้น สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า และเหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเองเพียงใด จากนิยามนี้เราพบว่า ก) คริสต์ศาสนศาสตร์ไม่ใช่การคิดหาเหตุผลโดยปราศจาก ความเชื่อ แต่เป็นการท�ำความเข้าใจความจริงที่เราเชื่อให้แจ่มแจ้งขึ้น การกล่าวว่า “คริสต์ศาสนศาสตร์คือ ความพยายามของผู้เชื่อในการ แสวงหา...” ชี้ให้เห็นว่าคริสต์ศาสนศาสตร์ไม่ใช่กระบวนการที่ไม่มีความเชื่อ อีกทั้งไม่ใช่การท�ำความเข้าใจก่อนแล้วจึงเชื่อ ในทางตรงกันข้าม คริสต์ ศาสนศาสตร์เริ่มต้นด้วยความเชื่อ แล้วค่อยทำ�ความเข้าใจความจริงที่เราเชื่อ ให้แจ่มแจ้งขึ้น ดังที่แอนเซล์ม (ผู้รับใช้พระเจ้าในศตวรรษที่ 12) กล่าวถึง “ความเชื่อที่แสวงหาความเข้าใจ (Faith seeking understanding)” โดย ยืนยันว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้แสวงหาความเข้าใจเพื่อที่จะเชื่อ แต่ข้าพเจ้าเชื่อ เพื่อที่จะเข้าใจ”10 จุดยืนของแอนเซล์มสะท้อนค�ำกล่าวของออกัสติน (ผู้รับใช้พระเจ้า ในศตวรรษที่ 4) ที่ว่า “ความเข้าใจเป็นรางวัลของความเชื่อ ดังนั้นอย่า แสวงหาความเข้าใจเพื่อที่จะเชื่อ แต่จงเชื่อเพื่อที่จะเข้าใจ”11 ออกัสติน ไม่ได้ปฏิเสธการใช้เหตุผล แต่ท่านช่วยให้เราเห็นว่าสติปัญญาของมนุษย์ นั้นจ�ำกัด เราจึงต้องเริ่มต้นด้วยความเชื่อ แล้วความเชื่อนั้นเองจะน�ำเรา 10 Anselm: Basic Writings, ed. and trans. Thomas Williams (Indianapolis, IN: Hackett Publishing Company, 2007), 75, 81. 11 Augustine, Homilies on the Gospel According to St. John and His First Epistle, vol. 1 (Oxford: J.H. Parker, 1848), 440 (Homily XXIX on John 7:14-18, §6).
22 บทที่ 1 ไปสู่ความเข้าใจที่กระจ่างแจ้งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เรามีความเชื่อเพิ่มพูน ขึ้นต่อไป12 ด้วยเหตุนี้ คริสต์ศาสนศาสตร์จึงเป็นกระบวนการที่เริ่มต้นด้วย ความเชื่อ ด�ำเนินไปด้วยความเชื่อ และท�ำให้เรามีความเชื่อมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังปกป้องเราจากความเชื่อแบบงมงายหรือผิดเพี้ยนไปจาก พระประสงค์ของพระเจ้า ข) คริสต์ศาสนศาสตร์ไม่ได้เป็นเรื่องของวิชาการเท่านั้น แต่ เกี่ยวข้องกับชีวิตประจ�ำวันของเรา คริสต์ศาสนศาสตร์เรียกร้องให้ผู้เชื่อ แสวงหา “หลักค�ำสอน การด�ำเนินชีวิต และการท�ำพันธกิจที่สอดคล้อง กับความจริงของพระเจ้าและเหมาะสมกับบริบทของตนเอง” คริสต์ศาสนศาสตร์จึงไม่ได้จ�ำกัดอยู่ในโลกของวิชาการ แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง ผลลัพธ์ ของคริสต์ศาสนศาสตร์จึงไม่ได้เป็นเพียงความรู้ความเข้าใจ แต่เป็นการที่ คริสเตียนสามารถด�ำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับความจริงของพระเจ้าในบริบท ทางสังคมและประวัติศาสตร์ที่พวกเขาอยู่ ด้วยเหตุนี้ นอกจากคริสต์ศาสนศาสตร์หัวข้อต่างๆ ที่เราคุ้นเคย ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับหลักค�ำสอนแล้ว เราควรคิดถึงคริสต์ศาสนศาสตร์ หัวข้อใหม่ๆ ด้วย ซึ่งไม่จ�ำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ใหญ่โต แต่เป็นหัวข้ออะไร ก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจ�ำวันของเรา ตลอดจนถึงครอบครัว คริสตจักร ชุมชน และสังคมของเรา ยกตัวอย่างเช่น คริสต์ศาสนศาสตร์เรื่องการให้อภัยและการคืนดี คริสต์ศาสนศาสตร์เรื่องการเลี้ยงลูก คริสต์ศาสนศาสตร์เรื่องสื่อสังคมออนไลน์(Social Media) 12 The Works of Saint Augustine: A Translation for the 21st Century, Expositions of the Psalms (99-120) translation and notes by Maria Boulding, ed. Boniface Ramsey (Brooklyn, NY: New City Press, 1990), 426 (Exposition 18 of Psalm 118, §3).
คริสต์ศาสนศาสตร์เกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร? 23 คริสต์ศาสนศาสตร์เรื่องพันธกิจเกี่ยวกับผู้พิการ คริสต์ศาสนศาสตร์เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ค) คริสต์ศาสนศาสตร์ไม่ได้ให้ค�ำตอบส�ำหรับทุกคน แต่ตอบ ค�ำถามที่เฉพาะเจาะจง แม้ความจริงของพระเจ้าจะด�ำรงอยู่ถาวร แต่ สถานการณ์ของมนุษย์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและสถานที่ คริสต์ ศาสนศาสตร์จึงเป็นความพยายามของมนุษย์ที่ถูกจ�ำกัดด้วยเวลาและ สถานที่ ไม่มีคริสต์ศาสนศาสตร์ใดที่สมบูรณ์แบบ หรือเหมาะสมกับผู้เชื่อ ในทุกที่ทุกเวลา หลักค�ำสอนในอดีตอาจไม่เหมาะกับสังคมปัจจุบัน แนวทาง การท�ำพันธกิจในโลกตะวันตกอาจไม่เกิดผลในสังคมตะวันออก ผู้เชื่อ ในแต่ละยุคสมัยและแต่ละท้องถิ่นจึงต้องแสวงหาความจริงของพระเจ้า ส�ำหรับสถานการณ์ที่พวกเขาก�ำลังเผชิญอยู่ การสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ในหัวข้อต่างๆ จึงควรระบุบริบทให้ ชัดเจน ดังตัวอย่างที่พบในหนังสือเล่มนี้ซึ่งเป็นคริสต์ศาสนศาสตร์ใน บริบทไทย อย่างไรก็ดี “บริบทไทย” ที่กล ่าวถึงในหนังสือเล ่มนี้เป็น บริบทกว้างๆ ของสังคมไทยในปัจจุบันเท่านั้น คริสเตียนไทยที่อยู่ใน กลุ่มชาติพันธุ์และพื้นที่ต่างๆ จึงควรพัฒนาคริสต์ศาสนศาสตร์ที่เหมาะสม ยิ่งขึ้นส�ำหรับบริบทของตนเองต่อไปด้วย จากการศึกษาความหมายของคริสต์ศาสนศาสตร์ เราสรุปได้ว่า คริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดีไม่ได้หมายถึงผลงานของนักวิชาการที่ลึกซึ้งและ ไม่มีข้อบกพร่อง แต่คริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดีคือ คริสต์ศาสนศาสตร์ที่ช่วย ให้คริสเตียนมีหลักค�ำสอน การด�ำเนินชีวิต และการท�ำพันธกิจที่สอดคล้อง กับความจริงของพระเจ้า และตอบสนองต่อสถานการณ์รอบข้างได้อย่าง มีประสิทธิภาพ คริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดีป้องกันคริสเตียนจากกับดักของความเชื่อที่ ขาดการไตร่ตรอง และหลุมพรางของการไตร่ตรองโดยปราศจากความเชื่อ
24 บทที่ 1 เราจึงไม่เชื่อแบบงมงาย แต่ก็ไม่หลงไปตามแนวคิดที่บั่นทอนความเชื่อ ผลที่ตามมาคือการมีความเข้าใจที่แจ่มแจ้งขึ้นเกี่ยวกับความจริงที่เราเชื่อ และการมีความเชื่อที่เข้มแข็งลึกซึ้งขึ้นไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ เช่นใด ยิ่งกว ่านั้น คริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดีไม ่ใช ่คริสต์ศาสนศาสตร์ที่ สมบูรณ์แบบ แต่เป็นคริสต์ศาสนศาสตร์ที่ช่วยให้ผู้เชื่อในแต่ละยุคสมัย และแต่ละท้องถิ่นมีแนวทางส�ำหรับการด�ำเนินชีวิตในแต่ละด้าน และมี หลักในการท�ำพันธกิจต่างๆ ที่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าและ เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเองมากยิ่งขึ้น ดังนั้น คริสเตียนไทยควรเรียนรู้วิธีการสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดี ซึ่งจะน�ำพระพรที่ยิ่งใหญ่มาสู่ตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมไทย ของเรา การสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดี คริสเตียนทุกคนสามารถสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดีเกี่ยวกับ เรื่องต่างๆ ได้โดยอาศัยแหล่งข้อมูลส�ำคัญคือ พระคริสตธรรมคัมภีร์หลัก ค�ำสอนของผู้เชื่อคนอื่นๆ และบริบทปัจจุบัน13 1. พระคริสตธรรมคัมภีร์ พระคริสตธรรมคัมภีร์คือแหล่งข้อมูลหลัก และเป็นแหล่งข้อมูลที่ ส�ำคัญที่สุดในการสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดีเปาโลกล่าวว่า “พระคัมภีร์ ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสั่งสอน การ 13 แนวคิดนี้มาจากนิยามต่างๆ ของคริสต์ศาสนศาสตร์ที่กล่าวถึงข้างต้น และข้อสรุปของแสตนลีย์ เกรนซ์ที่ว่า แหล่งข้อมูลของคริสต์ศาสนศาสตร์ประกอบไปด้วยความจริงจากพระคัมภีร์มรดก ทางคริสต์ศาสนศาสตร์ของคริสตจักร และบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม Stanley J. Grenz, Theology for the Community of God (Grand Rapids, MI: Eerdmans, 2000), 16-20.
คริสต์ศาสนศาสตร์เกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร? 25 ว่ากล่าวตักเตือน การแก้ไขข้อบกพร่อง และการฝึกฝนในความชอบธรรม เพื่อเตรียมคนของพระเจ้าให้พรักพร้อมส�ำหรับการดีทุกอย่าง” (2 ทิโมธี 3:16-17 อมตธรรมร่วมสมัย)14 พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจาก พระเจ้า พระคัมภีร์จึงไม่ได้เป็นเพียงหนังสือที่มนุษย์เขียนขึ้น แต่เป็น พระวจนะ (คำ� พูด) ของพระเจ้าที่ส�ำแดงความจริงของพระองค์แก่มนุษยชาติ ในที่นี้พระคัมภีร์เป็นพยานให้ตัวเองและเรียกร้องให้เราเชื่อ หากเรา ตอบสนองด้วยความเชื่อ เราจะได้รับความเข้าใจเป็นรางวัล นั่นคือเรา จะมีมุมมองใหม่เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เราจะได้พบความจริงของพระเจ้า ผ่านทางพระวจนะของพระองค์ ความจริงจากพระคัมภีร์จึงเป็นบรรทัดฐานของคริสต์ศาสนศาสตร์ หลักค�ำสอนใดจะถือเป็นคริสต์ศาสนศาสตร์ที่แท้จริงและเป็นคริสต์ ศาสนศาสตร์ที่ดีก็ต่อเมื่อหลักค�ำสอนนั้นสอดคล้องกับหลักฐานที่ปรากฏ ในพระคัมภีร์ และไม่ขัดแย้งกับประวัติศาสตร์แห่งความรอดที่พระคัมภีร์ บันทึกไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่พระเจ้าพระบิดาทรงส ่งพระบุตร (พระเยซูคริสต์) เข้ามาในโลกนี้เพื่อช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความบาป ความทุกข์ และได้คืนดีกับพระเจ้า รวมทั้งการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้เสด็จมาเพื่อท�ำพระราชกิจสืบต่อจากพระบุตร ดังที่ เรย์แอนเดอร์สัน กล่าวว่า “การไตร่ตรองในเรื่องคริสต์ศาสนศาสตร์ไม่ได้น�ำไปสู่การส�ำแดง ใหม่ เพราะพระเจ้าได้ตรัสเพียงครั้งเดียวผ่านการส�ำแดงทางพระเยซู คริสต์ และพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นความจริง เป็นบรรทัดฐานที่ไม่มี ข้อบกพร่องเกี่ยวกับการส�ำแดงนั้น”15 14 ข้อความในวงเล็บเป็นการระบุว่าข้อความที่คัดมาจากพระคัมภีร์นั้นมาจากพระธรรมเล่มใด บทที่เท่าไร ข้อที่เท่าไร และมาจากฉบับแปลใด ซึ่งในกรณีนี้คือ พระธรรม 2 ทิโมธีบทที่ 3 ข้อ 16-17 ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย15 Anderson, The Shape of Practical Theology, 55.
26 บทที่ 1 ในการสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์เรื่องต่างๆ บนพื้นฐานของพระคัมภีร์ เราจ�ำเป็นต้องรู้พระคัมภีร์อย ่างครบถ้วน และเข้าใจความหมายของ พระคัมภีร์อย่างถูกต้อง ก. รู้พระคัมภีร์อย่างครบถ้วน คริสต์ศาสนศาสตร์ในหัวข้อต ่างๆ ไม่ควรมาจากการเลือกใช้ พระคัมภีร์เพียงบางข้อหรือบางตอนเท่านั้น เพราะอาจท�ำให้ขาดข้อมูล ที่ส�ำคัญ และส่งผลให้เข้าใจความจริงของพระเจ้าคลาดเคลื่อนไป เมื่อจะ สร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ในหัวข้อใด เราจึงต้องรู้พระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับ หัวข้อนั้นอย่างครบถ้วน กล่าวคือ เราต้องระบุได้ว่ามีพระคัมภีร์ตอนใดบ้าง ที่สอนเรื่องนั้นอย่างเจาะจง หรือให้หลักการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ดังนั้น สิ่งส�ำคัญประการแรกที่ท�ำให้คริสเตียนแต่ละคนสามารถ สร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ในชีวิตประจ�ำวันของตนเองได้ก็คือการอ ่าน พระคัมภีร์อย่างต่อเนื่องและสม�่ำเสมอ ซึ่งจะท�ำให้เราคุ้นเคยกับเรื่องราว และค�ำสอนในพระคัมภีร์มากขึ้น เห็นภาพรวมของพระคัมภีร์ชัดเจนขึ้น และระบุได้ว่ามีพระคัมภีร์ตอนใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่เราสนใจ มิฉะนั้นแล้ว คริสเตียนไทยจะต้องคอยพึ่งนักวิชาการอยู่เรื่อยไป อีกทั้ง ไม ่สามารถบอกได้ว ่าสิ่งที่ได้ยินมานั้นเป็นความจริงที่ครบถ้วนตาม พระคัมภีร์หรือไม่ ผมยังจ�ำได้ว่าสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม หลังจากที่ตัดสินใจ เชื่อพระเจ้าได้ไม่นาน ผมได้รับค�ำแนะน�ำจากรุ่นพี่คริสเตียนท่านหนึ่ง ให้เริ่มต้นอ่านพระคัมภีร์อย่างสม�่ำเสมอ โดยเริ่มจากพระธรรมมาระโก (เพราะเป็นข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์เล่มที่สั้นที่สุด คือมีเพียง 16 บท) จากนั้นจึงเริ่มอ่านพระธรรมเล่มอื่นๆ ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ไปจนจบ แล้วให้ย้อนกลับไปอ่านภาคพันธสัญญาเดิม ตั้งแต่พระธรรม
คริสต์ศาสนศาสตร์เกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร? 27 ปฐมกาลจนถึงมาลาคี เมื่ออ่านจบหนึ่งรอบแล้วก็เริ่มต้นอ่านใหม่ ท�ำ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทีแรกผมไม่แน่ใจว่าจะอ่านพระคัมภีร์จนจบเล่มได้หรือไม่ (โดยเฉพาะ สมัยก่อนที่พระคัมภีร์ภาษาไทยหนาประมาณ 3-4 นิ้ว!) แต่เมื่อเริ่มต้น อ่านพระคัมภีร์ทุกวันไปเรื่อยๆ ก็พบว่าท�ำได้จริง มาถึงวันนี้ผมจ�ำไม่ได้ ว่าอ่านพระคัมภีร์จบไปกี่รอบแล้ว แต่สิ่งที่ผมรู้ก็คือการได้อ่านพระคัมภีร์ ทุกวันนั้นเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ เพราะท�ำให้ผมรู้จักพระเจ้า มากขึ้น ได้รับก�ำลังใจในการด�ำเนินชีวิต และเข้าใจความจริงของพระเจ้า เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ มากยิ่งขึ้น ข. เข้าใจความหมายของพระคัมภีร์อย่างถูกต้อง คริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดีในหัวข้อต่างๆ เกิดจากการเข้าใจความหมาย ของพระคัมภีร์อย่างถูกต้อง ในทางตรงกันข้าม การยึดความหมายของ พระคัมภีร์ตามตัวอักษร หรือการคาดเดาตามความคิดเห็นส่วนตัวมัก น�ำไปสู่คริสต์ศาสนศาสตร์ที่ไม่ดีซึ่งจะส่งผลในเชิงลบต่อชีวิตของตนเอง และผู้อื่น ดังนั้น คริสเตียนทุกคนควรศึกษาพระคัมภีร์ร่วมกับพี่น้องคริสเตียน คนอื่นๆ อย่างสม�่ ำเสมอ และควรพัฒนาทักษะในการศึกษาพระคัมภีร์ ด้วยตนเอง ซึ่งมีหัวใจส�ำคัญดังนี้16 1) ศึกษาพระคัมภีร์โดยพึ่งพาการทรงน�ำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ 2) ศึกษาบริบทในด้านเนื้อหา (ข้อความแวดล้อมของพระคัมภีร์ ข้อนั้นหรือตอนนั้น) โดยอ่านพระธรรมนั้นทั้งบท หรือทั้งเล่ม (การอ่านพระคัมภีร์ฉบับแปลหลายๆ ส�ำนวนเปรียบเทียบกัน หรืออ ่านพระคัมภีร์ในภาษาเดิมคือ ฮีบรู อาราเมค และ 16 สรุปจาก Gordon D. Fee, New Testament Exegesis: A Handbook for Students and Pastors (Louisville, KY: Westminster John Knox Press, 1993).
28 บทที่ 1 กรีก จะช่วยให้เราเข้าใจความหมายของพระคัมภีร์ตอนนั้น ได้กระจ่างแจ้งยิ่งขึ้น)17 3) ศึกษาบริบทในด้านประวัติศาสตร์ (เบื้องหลัง) โดยพยายาม เข้าใจเรื่องผู้เขียน ผู้รับสาร สถานการณ์ของผู้เขียนและ ผู้รับสาร รวมทั้งเป้าหมายหรือจุดเน้นของผู้เขียน 4) ศึกษาเนื้อหาของพระคัมภีร์ตอนนั้น โดยตระหนักถึงรูปแบบ การเขียน (เช่น เป็นบันทึกประวัติศาสตร์บทกวีจดหมายฝาก หรืออื่นๆ) วิเคราะห์โครงสร้างประโยค และท�ำความเข้าใจ ค�ำส�ำคัญต่างๆ 5) ศึกษาพระคัมภีร์ตอนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยตั้งค�ำถามว่า มี พระคัมภีร์ตอนใดบ้างที่ช่วยให้เข้าใจค�ำสอนของพระคัมภีร์ตอนนี้ ชัดแจ้งขึ้น? และค�ำสอนของพระคัมภีร์ตอนนี้เกี่ยวข้องกับ พระคัมภีร์ตอนอื่นๆ อย่างไรบ้าง? ในปัจจุบัน มีพระคัมภีร์ฉบับศึกษาและหนังสืออรรถาธิบาย พระคัมภีร์ที่เป็นภาษาไทยหลายเล ่ม ซึ่งจะช ่วยให้เราสามารถเข้าใจ ความหมายของพระคัมภีร์ตอนที่เราศึกษาได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังได้ตรวจสอบ ว ่าความเข้าใจของเรานั้นถูกต้องหรือไม ่ อย่างไรก็ตาม คู ่มือเหล ่านี้ ไม่สมบูรณ์แบบและได้รับอิทธิพลจากคริสต์ศาสนศาสตร์ของผู้เขียน เรา จึงควรเลือกศึกษาจากคู่มือที่มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับในวงกว้าง อีกทั้งควรไตร่ตรองว่าค�ำอธิบายที่อ่านนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ และควร 17 เราอาจมีพระคัมภีร์ฉบับแปลที่เราคุ้นเคยและชื่นชอบ (ไม่ว่าภาษาไทยหรือภาษาอื่นๆ) แต่เรา ต้องตระหนักว่าพระคัมภีร์ฉบับแปลล้วนไม่สมบูรณ์แบบและมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน การเปิดใจ อ่านพระคัมภีร์ฉบับแปลอื่นๆ จึงช่วยให้เราเข้าใจความหมายของพระคัมภีร์ได้ชัดแจ้งขึ้น ยิ่ง กว่านั้น หากเราได้เรียนรู้ภาษาดั้งเดิมของพระคัมภีร์เราจะสามารถเข้าใจความจริงของพระเจ้า ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
คริสต์ศาสนศาสตร์เกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร? 29 เปรียบเทียบค�ำอธิบายจากพระคัมภีร์ฉบับศึกษาหรือหนังสืออรรถาธิบาย พระคัมภีร์อย่างน้อย 2-3 เล่ม การรู้พระคัมภีร์อย่างครบถ้วนและเข้าใจความหมายของพระคัมภีร์ อย่างถูกต้องจะช่วยให้เราค้นพบความจริงจากพระคัมภีร์เกี่ยวกับหัวข้อ ที่เราก�ำลังศึกษา แต่นี่เป็นเพียงส ่วนหนึ่งของกระบวนการสร้าง คริสต์ศาสนศาสตร์ที่ดี เรายังไม่สามารถสรุปได้ว่าสิ่งที่เราค้นพบนั้นเป็น ความจริงที่ครบถ้วนสมบูรณ์และเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม คริสเตียนจ�ำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าข้อมูลที่พบ ในพระคัมภีร์นั้นเพียงพอแล้วส�ำหรับการน�ำไปใช้ในชีวิตประจ�ำวัน ไม่จำ� เป็น ต้องเรียนรู้จากผู้เชื่อคนอื่นๆ หรือจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ อีก ผลที่ได้จึงมัก เป็นข้อสรุปที่สะท้อนความจริงเพียงบางด้านจากพระคัมภีร์ เพราะไม่ได้ เรียนรู้จากค�ำอธิบายของผู้เชื่อคนอื่นๆ ทั้งยังเป็นความจริงที่ห ่างไกล จากชีวิตของผู้คนและไม ่สามารถตอบสนองต ่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ได้ดีเท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้ เราควรศึกษาต่อไปว่าหลักค�ำสอนของผู้เชื่อคนอื่นๆ และบริบทปัจจุบันมีบทบาทส�ำคัญอย ่างไรในกระบวนการสร้างคริสต์ ศาสนศาสตร์ที่ดี 2. หลักค�ำสอนของผู้เชื่อคนอื่นๆ หลักค�ำสอนของผู้เชื่อคนอื่นๆ ในที่นี้หมายถึง คริสต์ศาสนศาสตร์ ของผู้เชื่อตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นหลักข้อเชื่อของนิกาย คณะ หรือคริสตจักรต่างๆ ค�ำสอนของ คริสเตียน ธรรมเนียมปฏิบัติศาสนพิธีค�ำอธิษฐาน บทเพลง บทกวี ศิลปะ สถาปัตยกรรม หรือแม้แต่วิถีชีวิตของผู้เชื่อในแต่ละยุคสมัย
30 บทที่ 1 เราไม่ได้เป็นคริสเตียนเพียงคนเดียวที่พยายามเข้าใจความจริงของ พระเจ้าส�ำหรับผู้คนในท้องถิ่นและยุคสมัยของเรา ตลอดประวัติศาสตร์ ผู้เชื่อในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกได้สร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ในบริบทของ พวกเขา แล้วอธิบายหลักค�ำสอนเหล่านั้นออกมาในรูปแบบต่างๆ การ ศึกษาหลักค�ำสอนของผู้เชื่อคนอื่นๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบันจึงช่วยให้เรา เข้าใจความจริงจากพระคัมภีร์มากขึ้น และมีแนวทางที่ชัดเจนขึ้นในการ เชื่อมโยงความจริงเหล่านั้นเข้ากับบริบทปัจจุบัน ก. หลักค�ำสอนของผู้เชื่อในอดีต มรดกทางคริสต์ศาสนศาสตร์ที่สืบทอดมาจากผู้เชื่อในอดีตนั้น ไม่สมบูรณ์แบบ มีความส�ำคัญรองจากพระคัมภีร์ และต้องได้รับการ ตรวจสอบโดยถือพระคัมภีร์เป็นเกณฑ์18 อย่างไรก็ดี มรดกเหล่านี้ มีคุณค่าอย่างมากและขาดไม่ได้ในกระบวนการสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ ที่ดีเพราะช่วยให้เราเห็นตัวอย่างการสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ในอดีต เห็น ข้อผิดพลาดที่เราควรหลีกเลี่ยง เห็นว่าผู้เชื่อตลอดประวัติศาสตร์คริสตจักร มีความเข้าใจอย่างไรบ้างเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ และเห็นแนวทางที่เป็น ประโยชน์ส�ำหรับการสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ในปัจจุบัน19 แอนเซล์มได้เรียนรู้จากค�ำสอนของออกัสตินซึ่งมีชีวิตอยู่ก่อนหน้าท่าน ราว 800 ปีฉันใด ผู้เชื่อในทุกยุคสมัยก็สามารถสร้างคริสต์ศาสนศาสตร์ ที่ดีโดยเรียนรู้จากผู้เชื่อในอดีตฉันนั้น คาร์ล บาร์ท (ค.ศ. 1886-1968) บรรยายภาพกระบวนการที่เกิดขึ้นไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ 18 คริสตชนนิกายโปรเตสแตนต์เข้าใจว่าหลักข้อเชื่อของคณะนิกายและค�ำสอนของนักศาสนศาสตร์ ในอดีตมีความส�ำคัญรองจากพระคัมภีร์ แต่คริสตชนนิกายโรมันคาทอลิกถือว่าค�ำสอนของ พระศาสนจักรและหลักการที่สืบทอดจากบรรพชนแห่งความเชื่อ (ธรรมประเพณี) มีความส�ำคัญ เท่าเทียมกับพระคัมภีร์19 Stanley J. Grenz, Theology for the Community of God, 18.