วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 48 2. ระบบกล้ามเนื้อ ระบบกลา้มเน้ือเป็นระบบที่ทา หนา้ที่เกี่ยวกบัการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยจะอาศยัคุณสมบตัิการ หดตวัของใยกลา้มเน้ือ ทา ให้กระดูกและขอ้ต่อเกิดการเคลื่อนไหว นอกจากการเคลื่อนไหวของกระดูกและ ข้อต่อแล้ว ยงัมีการเคลื่อนไหวของอวยัวะภายในร่างกาย เช่น การเต้นของหัวใจ การบีบตัวของเส้น โลหิต การบีบตัวของกระเพาะอาหาร ล าไส้และการท างานของปอด เป็ นต้น โดยทวั่ ไปกล้ามเน้ือใน ร่างกายท้งัหมดมีน้า หนกัประมาณ 2/5ของน้า หนกั ตัว ส่วนประกอบของกลา้มเน้ือไดแ้ก่น้า 75% โปรตีน 20% (ส่วนใหญ่เป็น actin และ myosin)และ สารอื่นๆอีก 5% คือเกลือแร่ ไกลโคเจน และไขมนั 2.1 ชนิดของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อลาย(Skeletal Muscle) ทา หนา้ที่ส าคญัเกี่ยวกบัการเคลื่อนที่การหายใจการทรงตวัและ การรักษาอุณหภูมิของร่างกาย ในสิ่งมีชีวิต กล้ามเน้ือลาย เป็นส่วนประกอบที่มีมากที่สุดของร่างกาย คือ ราวๆ 44% ของน้า หนกัตวัเซลลก์ลา้มเน้ือน้ีมีลกษณะเป็ ันทรงกระบอกยาวแต่ละเซลล์มีหลายนิวเคลียสอยู่ ที่ขอบของเซลล์การทา งานของกลา้มเน้ือยึดกระดูกถูกควบคุมโดยระบบประสาทโซมาติกการทา งานของ กลา้มเน้ือชนิดน้ีร่างกายสามารถบงัคบัไดซ้่ึงถือวา่อยูใ่นอา นาจจิตใจ และพบวา่เซลล์กลา้มเน้ือจะไม่มีการ
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 49 เพิ่มและลดจา นวน แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงขนาดได้ เมื่อมีการใชง้านมากข้ึน เซลล์จะมีขนาดใหญ่ข้ึน แต่ หากไม่มีการใชง้าน เซลลจ์ะลดขนาดลง กล้ามเนื้อเรียบ(Smooth Muscle) เป็นกล้ามเน้ือที่พบอยู่ตามอวยัวะภายในทา หน้าที่ควบคุมการ ทา งานของอวยัวะยอ่ยอาหารและอวยัวะภายใน ต่างๆ เช่น ผนงักระเพาะอาหาร ผนังล าไส้ ผนังหลอดเลือด และม่านตา เป็นต้น กล้ามเน้ือเหล่าน้ีประกอบด้วยเซลล์ที่มีลักษณะยาว หัวท้ายแหลม แต่ละเซลล์มี1 นิวเคลียส ไม่มีลายพาดขวางการทา งานของกลา้มเน้ือเรียบถูกควบคุมโดยระบบประสาทอิสระ (Autonomie Nervous System) กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac Muscle) กลา้มเน้ือหัวใจประกอบเป็นกลา้มเน้ือหัวใจเพียงแห่งเดียวอยู่ นอกอ านาจจิตใจโดยควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติมีลักษณะเป็ นเซลล์รูปทรงกระบอกมีลายตามขวาง เป็นแถบสีทึบสลบักบัสีจางเซลล์กลา้มเน้ือตอนปลายของเซลล์มีการแตกแขนง ไปประสานกบัแขนงของ เซลลใ์กลเ้คียงเซลลท์ ้งัหมดจึงหดตวัพร้อมกนัและหดตวัเป็นจงัหวะตลอดชีวติ 2.2 กล้ามเนื้อส าคัญในส่วนต่างๆของร่างกาย 2.2.1 กล้ามเนื้อขา กลา้มเน้ือขาท่อนล่าง (ด้านหน้า) - Tibialis anterior ทา หนา้ที่งอหลงัเทา้เหยยีดนิ้วเทา้หมุนฝาเทา้เขา้ขา้งใน - Peroneus longus ท าหน้าที่ เหยียดเท้า กางและหมุนเท้าออกข้างนอก - Peroneus brevis ท าหน้าที่ เหยียดเท้า หมุนเท้าออกข้างนอก - Extensor digitorum longus ทา หนา้ที่งอเทา้เหยยีดนิ้วเทา้หนัเทา้ออกขา้งนอก กลา้มเน้ือขาท่อนล่าง (ด้านหลัง) - Gastrocnemius (กลา้มเน้ือน่อง) ท าหน้าที่ เหยียดข้อเท้า งอปลายขา - Soleus ท าหน้าที่ เหยียดข้อเท้า
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 50 กลา้มเน้ือตน้ขาดา้นหนา้ ประกอบดว้ยกลา้มเน้ือมดัใหญ่ๆ ที่เรียกวา่ Quadriceps femoris มี4 มัด คือ Rectus femoris , Vastus lateralis, Vastus medialis, Vastus Intermedius ท าหน้าที่ เหยียดปลายขาและงอ ต้นขา กลา้มเน้ือตน้ขาดา้นหลงั ประกอบดว้ยกลา้มเน้ือกลุ่ม Hamstring muscles เป็ นพวก งอปลายขา ข้ึนมา มี3 มัด คือ - Biceps femoris ท าหน้าที่งอปลายขาเหยียดต้นขา - Semitendinosus , Semimembranosus ท าหน้าที่ งอปลายขา หมุนปลายขาเข้าข้างใน Hamstring muscles
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 51 2.2.2กล้ามเนื้อสะโพก - Gluteus maximus (กลา้มเน้ือกน้ ) ท าหน้าที่ เหยียดและกางต้นขา - Gluteus medius ท าหน้าที่ กางต้นขา - Gluteus minimus ท าหน้าที่ หมุนต้นขาเข้าข้างใน - Femeral artery เส้นเลือดแดงที่ส่งเลือดไปเล้ียงขาท้งัหมด ตา แหน่งเปิดประตูลม
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 52 2.2.3 กล้ามเนื้อแขน - Deltoid (กลา้มเน้ือไหล่) ท าหน้าที่ยกตน้แขนข้ึนมาขา้งบนใหไ้ดร้ะดบักบัไหล่เป็นมุมฉาก - Biceps brachii (ไบเซฟส์แบรคิไอ) ท าหน้าที่งอข้อศอกและหงายมือ - Triceps brachii (ไตรเซฟส์แบรคิไอ) ท าหน้าที่ เหยียดปลายแขนหรือข้อศอก - Brachioradialis ท าหน้าที่ งอปลายแขนและหงายมือ - Flexor carpi ทา หนา้ที่คว่า แขนท่อนล่าง งอและหุบมือ - Extensor carpi ท าหน้าที่ เหยียดและกางข้อมือ ตา แหน่งเปิดประตูลมแขนจะกดด้านล่างของกล้ามเน้ือ biceps brachii m. บริเวณเส้นเลือดแดงแขน (Brachial artery) ตา แหน่งเปิดประตูลม
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 53 2.2.4กล้ามเนื้อหลัง กลา้มเน้ือหลงัมีอยหู่ลายมดัอยทู่ ี่เบ้ืองหลงัของลา ตวัต้งัแต่หลงัคอลงไปจนถึงบ้นัเอว ที่ช้นัต้ืนมีกลา้มเน้ือมดั ใหญ่ๆ อยู่2 มดัและช้นัลึกที่สุดอีก1 มัด - Trapezius ทา หนา้ที่ร้ังสะบกัมาขา้งหลงัร้ังศีรษะไปขางหลัง ้ - Latissimus dorsi ท าหน้าที่ หุบแขนเขา้หาตวัหมุนแขนดา้นหวัแม่มือเขา้หาตวัและเหยยีดหวัไหล่ - Elector spinae ทา หนา้ที่ดึงกระดูกสันหลงัใหต้้งัตรง
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 54
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 55 การนวดไทยเชลยศักดิ์ หมายถึง การนวดแบบสามัญชน มีการสืบทอดฝึ กฝนแบบแผน การนวดตามวฒันธรรมทอ้งถิ่น ซ่ึง เหมาะส าหรับชาวบา้นจะนวดกนัเอง ใชส้องมือและอวยัวะส่วนอื่นโดยไม่ตอ้งใชย้า ในปัจจุบนัจึงเป็นที่รู้จกั และแพร่หลายในสังคมไทย ประโยชน์ของการนวด 1. การไหลเวียนโลหิตดีข้ึน : เน้ือเยื่อไดร้ับอาหารมากข้ึนและของเสียถูกขจดัออกไปเร็วข้ึน ช่วย ละลายหินปูนที่เกาะอยตู่ามขอ้หรือกระดูก 2. การไหลเวยีนของน้า เหลือง : การนวดช่วยใหก้ารไหลเวียนของน้า เหลืองตามผิวหนงัและเน้ือเยื่อใต้ ผิวหนังดีข้ึน ช่วยให้การดูดซึมของเสียดีข้ึน และใช้รักษาอาการบวมได้ด้วย แต่ในกรณีที่มีการ อกัเสบไม่ควรนวด เพราะอาจทา ใหบ้วมมากข้ึนได้ 3. การนวดต่อระบบกระดูกและกลา้มเน้ือ : การนวดจะช่วยให้กลา้มเน้ือคลายจากอาการลา้ไดเ้ร็วข้ึน และช่วยให้ความตึงตวัของกลา้มเน้ือเป็นปกติดีการนวดจะช่วยลดการเกิดพงัผืดและการหนาตวั ของเน้ือเยอื่ 4. การนวดมีผลให้อุณหภูมิบริเวณที่ถูกนวดเพิ่มข้ึน 2-3 องศาเซลเซียส ส่งผลให้มีการขบัเหงื่อ และ ไขมนัออกมากข้ึน หลังการ 5. การนวดมีผลกระตุ้นการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและล าไส้ท าให้การย่อยอาหารและการ ขบัถ่ายของเสียดีข้ึน ลดอาการท้องผูกและกระตุ้นความอยากรับประทานอาหาร
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 56 ขั้นตอนการนวดไทยเชลยศักดิ์ 1. ไหว้: เพื่อขอขมาผู้ถูกนวด และ ระลึกถึงครูอาจารย์ 2. จับชีพจร: ดูลมเพื่อสูงและลมเบ้ืองต่า 3. ไขว้ปลายเท้า ซ้าย-ขวา : ยดืเหยยีดกลา้มเน้ือโดยการไขวป้ลายเทา้ท้งั2ขา้ง (ซ้ายทับขวา , ขวาทับซ้าย) 4. ดันปลายเท้า : ท้งั2ขา้งข้ึน 5.กดปลายเท้า : ท้งั2 ข้างลง 6. นวดคลึงหลังเท้า และดึงนิ้วเท้า (จากหวัแม่เทา้ไปจนถึงนิ้วกอ้ย) ท าทีละข้าง
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 57 7. หัวแม่มือนวดฝ่ าเท้า 3 แนว: ใช้นิ้วหวัแม่มือท้งั 2 ข้าง กดคลายฝ่ าเท้า 3 แนวถ่ายเทน้า หนกัซา้ย-ขวา แนวที่ 1 ใตน้ิ้วหวัแม่เทา้ แนวที่ 2 ใตน้ิ้วกลาง แนวที่ 3 ใตน้ิ้วกอ้ย ข. ขั้นตอนการนวดขาข้างซ้าย--ขวา ผู้ถูกนวด : นอนหงายงอเข่า ผู้นวด : คุกเข่ากน้ลอย 1. ท่าเลข4 :กดยดืกลา้มเน้ือขาท่อน-ด้านใน กดยืดค้างไว้ 5 วินาที 2. เปิดประตูลม 3. ท่าผีเสื้อนวดขาท่อนบน : เริ่มจากเหนือหวัเข่า-ขาหนีบ ทา ข้ึน-ลง
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 58 4. อุ้งมือเดียวนวดขาท่อนล่าง 5. ท่ายัน : ส้นเท้ายนัขาท่อนบนดา้นใน 6. สองมือโกยขาท่อนบน ทา ข้ึน-ลง 7. มือประสาน ส้นมือบีบขาท่อนบน : เริ่มจากเหนือ หวัเข่า-โคนต้นขา 8. ปลายนิ้วนวดน่อง :กดนวดกลา้มเน้ือน่อง 9. ท่าดันเข่าชิดอก : มือขวาจบัเข่า มือซา้ยกดหลงัขอ้เทา้ เริ่มจากขอ้พบัเข่า-เอ็นร้อยหวาย ลง โน้มตัวดันเข้าหาผู้ถูกนวด ค้างไว้ 5 วินาที
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 59 10. ท่าแขนสอดใต้เข่ากดนวด : เทน้า หนกัตวักดดัน 11. ท่าดัดปลายเท้า 12. ตั้งขาศอกกดนวดฝ่ าเท้า จากน้นัเปลี่ยนไปทา ขาขา้งขวาเช่นเดิม :โดยปรับการใชม้ือแต่ละขา้งใหส้อดคลอ้ง ค. ขั้นตอนการนวดแขนซ้าย-ขวา และหลังท่านอนตะแคง 1. เปิดประตูลมแขน : ผู้นวดใช้ส้นมือซ้ายกด 2. ส้นมือนวดกล้ามเนื้อแขนท่อนล่าง :ถึงเหนือข้อมือ บริเวณเส้นเลือดแดงแขน (Brachial artery) ประมาณ 15 วินาที
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 60 3. นิ้วหัวแม่มือนวดกล้ามเนื้อแขนท่อนบน 4. นิว้หัวแม่มือคู่นวดแขนท่อนล่าง 5. พับแขน-ส้นมือนวดท้องแขน 6. มือเดียวนวดทั่วแขน 7. นวดหลังมือ: นวดหลังมือ ร่องนิ้ว ดึงนิ้ว 8. ตั้งศอกนวดมือ: ต้งัศอกนวดคลายฝ่ามือรีดนิ้วมือ ประสานมือหมุนขอ้มือ ตามเขม็ -ทวนเข็ม-ผลัก-กด ประคองมือ ลงช้าๆ จากน้นัจดัใหผ้นู้วดนอนตะแคงไปทางขวา มือวางบนลา ตวั
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 61 9. สองมือบีบนวดทั่วแขน 10. นวดเนื้อชิดกระดูกสันหลัง (Elector spinae ) 11. นวดกล้ามเนื้อรอบสะบัก 12. หัวแม่มือนวดกล้ามเนื้อคอ จากน้นัเปลี่ยนไปนวดแขนขวาและหลงัขา้งขวาท่านอนตะแคง ง. ขั้นตอนการนวดท่านอนคว ่า 1. ส้นมือทั้งสองข้างนวดฝ่ าเท้า : 2. ฝ่ ามือกดโยกขา : กดกลา้มเน้ือขาท่อนล่างข้ึนไปจนถึง ใช้ส้นมือซ้าย-ขวากดโยกให้ทวั่ฝ่าเทา้ท่อนบน กดโยกตวัถ่ายเทน้า หนกั
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 62 3. พับขากดนวด (ซ้าย) : พับขาข้ึนปลายเท้าซ้ายทับขวา 4. พับขากดนวด (ขวา) : พับขาข้ึนปลายเท้าขวาทับซ้าย ส้นมือซา้ยกดนวดกลา้มเน้ือ Tibialis anterior ส้นมือซา้ยกดนวดกลา้มเน้ือ Tibialis anterior 5. ขัดขาพับเข่าซ้าย: ส้นมือกดนวดขาซา้ยท่อนบน 6. ขัดขาพับเข่าขวา : ฝ่ามือกดนวดขาขวาท่อนบน ด้านหลัง (hamstring) ด้านหลัง (hamstring) 7. ผีเสื้อหลัง : ทา มือรูปผเีส้ือ ส้นมือกดนวด 8. นิ้วหัวแม่มือคู่นวดหลัง :กดนวดกลา้มเน้ือชิดกระดูก กลา้มเน้ือชิดกระดูกส้นหลงั (Elector Spinae) ส้นหลัง (Elector Spinae)
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 63 9. นิ้วหัวแม่มือนวดคลายสะบักทีละข้าง : 10. นวดคลายกล้ามเนื้อคอตามแนวเส้นโค้งคอ นวดรอบสะบกัฝั่งไกลตวัและใกลต้วั จ. ขั้นตอนการนวดท่านอนหงาย 1. ปลายนิ้วทั้งสี่นวดคลายกล้ามเนื้อหลัง (Trapezius) : 2. นิ้วหัวแม่มือนวดคลายกล้ามเนื้อบ่า หงายมือปลายนิ้วท้งัสี่นวดคลายกลา้มเน้ือบ่าข้ึนมาพร้อมกนักดโยกซ้าย-ขวา 3. นิ้วหัวแม่มือนวดเส้นโค้งคอซ้าย-ขวา : 4. ไขว้มือยืดกล้ามเนื้อคอ ซ้าย-ขวา นิ้วหวัแม่มือซา้ย(หงายมือ)กดนวดกลา้มเน้ือข้ึน
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 64 5. นวดหน้าผากและศีรษะ (7 ท่า) 6. ปลายนิ้วทั้งสี่นวดฐานกะโหลกศีรษะ 7. นวดขยุ้มทั่วศีรษะ จ. ขั้นตอนการนวดท่านั่ง 1. ส้นมือโยกคลายกล้ามเนื้อบ่า :กดโยกซ้าย-ขวา 2. นิ้วหัวแม่คู่มือนวดกล้ามเนื้อบ่า ( 1 ) ( 2 ) ( 3 ) ( 4 ) ( 1 ) ( 2 ) ( 3 )
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 65 3. ท่าศอกนวด trapezius ขึ้น : ผนู้วดนงั่ท่าพรหมสี่หนา้ศอกขา้งหน่ึงกดนวด มืออีกขา้งจบัล็อคบริเวณหวัไหล่ 4. นั่งพรหมสี่หน้านวดแนวเส้นโค้งคอ ซ้าย-ขวา 5. กดจุดฐานกะโหลก3จุด (ขวา-ซ้าย-กลาง) 6. ท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อล าตัว: ยดืกลา้มเน้ือ Latissimus dorsi (ไม่ควรใช้ท่านีก้บัผู้สูงอายุผู้ทมี่ีประวตัิเกยี่วกบักระดูก สันกลงัหมอนรองกระดูกกล้ามเนื้อหลงับาดเจ็บ/อกัเสบ ฯลฯ) ท าข้างละ 1 คร้ัง
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 66 7. สับทั่วหลัง (จบ) และไหว้เพื่อเป็นการขอบคุณ
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 67 ท่ายืดเหยียด
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 68 เภสัชกรรมไทย ความหมายของสมุนไพร สมุนไพร (Medicinal Plant หรือ Herbs) หมายถึงสิ่งที่ไดจ้ากพืช สัตว์และแร่ธาตุส่วนในพระราชบญัญตัิ คุม้ครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทยแ์ผนไทย พ.ศ. 2542 สมุนไพรยังรวมถึงจุลชีพด้วย สมุนไพรส าหรับงาน สาธารณสุขมูลฐานส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร ส่วนยาสมุนไพรตามพระราชบญัญตัิยา พ.ศ. 2510 หมายความวา่ยาที่ไดจ้ากพฤกษชาติสัตว์หรือแร่ธาตุซ่ึง มิไดผ้ สมปรุงหรือแปรสภาพ ในพระราชบญัญตัิคุม้ครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทยแ์ผนไทย พ.ศ. 2542 ให้ หมายรวมถึงยาที่ไดจ้ากสมุนไพรที่มีการแปรสภาพดว้ย ดงัน้นัความหมายโดยรวมของยาสมุนไพรหมายถึงยาที่ได้ จากพืช สัตว์แร่ธาตุและจุลชีพ สาระส าคัญในสมุนไพร การที่สมุนไพรมีสรรพคุณต่างๆและสามารถรักษาโรคไดน้ ้นัเนื่องจากมีสารเคมีที่เป็นองคป์ระกอบใน สมุนไพรทา หนา้ที่ออกฤทธ์ิในการรักษาโรค ซ่ึงประกอบดว้ยสารเคมีหลายชนิดสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ หลายกลุ่มเช่น คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrates) เป็นสารอินทรียท์ ี่ประกอบดว้ยคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนเช่น แป้ง น้า ตาลกมั (gum) วุ้น (agar) น้า ผ้งึเพคติน เป็นตน้ ไขมัน (Lipids) พบได้ในพืชหลายชนิดเช่น น้า มนัละหุ่ง น้า มนัมะพร้าวเป็นตน้ น ้ามันหอมระเหย (Volatile oil หรือ Essential oil) เป็นสารที่มีลกัษณะเป็นน้า มนัมีกลิ่นและรสเฉพาะตวั ระเหยง่ายที่อุณหภูมิธรรมดา มีฤทธ์ิช่วยขบัลม ฆ่าเช้ือโรค พบไดใ้นพวกกระเทียม ขิงขมิ้น ไพล มะกรูด กานพลูเป็น ต้น เรซินและบาลซัม (Resins and Balsams) เรซินเป็นสารอินทรียห์รือสารประสมประเภทโพลีเมอร์มีรูปร่างไม่แน่นอน ส่วนใหญ่จะเปราะ แตกง่าย บาง ชนิดจะนิ่ม ไม่ละลายน้า ละลายไดใ้นตวัทา ละลายอินทรีย์เช่น ชนัสน เป็นตน้ บาลซัมเป็ นสารผสมที่ได้จากเรซินและกรดซินนามิก (Cinnamic acid) หรือ กรดเบนโซอิก (Benzoic acid) เช่น กา ยาน เป็นตน้ แอลคาลอยด์ (Alkaloids) เป็นสารอินทรียท์ ี่มีไนโตรเจนเป็นองคป์ระกอบ มกัพบในพืชช้นัสูง ส่วนใหญ่มีรส ขม มีฤทธ์ิเป็นด่าง มีประโยชน์ในการรักษาโรคอยา่งกวา้งขวาง เช่นใชเ้ป็นยาระงบั ปวด ยาชาเฉพาะที่ยาแกไ้อ แก้ หอบหืด เป็นตน้พบไดใ้นพืชหลายชนิดเช่น หมากลา โพง ดองดึง ระยอ่ม ยาสูบ ฝิ่น เป็นตน้ กลัยโคไซด์ (Glycosides) เป็นสารประกอบอินทรียท์ ี่เกิดจาก aglycone จบักบัส่วนที่เป็นน้า ตาล (glycone) ละลายน้า ไดด้ีโครงสร้างของ aglycone มีความแตกต่างกนัหลายแบบทา ใหป้ระเภทและสรรพคุณทางเภสัชวิทยาขอ งกลยัโคไซดม์ ีหลายชนิดเช่น
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 69 คาร์ดิแอ็กกลัยโคไซด์ (Cardiac glycosides) มีฤทธ์ิต่อกลา้มเน้ือหวัใจและระบบไหลเวียนโลหิต พบไดใ้นใบ ยี่โถ เป็ นต้น แอนทราควิโนนกลัยโคไซด์ (Anthraquinone glycosides) มีฤทธ์ิเป็นยาระบาย ยาฆ่าเช้ือรา พบไดใ้น ใบ มะขามแขกใบชุมเห็ดเทศใบข้ีเหล็กเป็นตน้ ซาโปนินกลัยโคไซด์ (Saponin glycoside) เป็นสารที่สามารถเกิดฟองไดเ้มื่อเขยา่กบัน้า เช่น ลูกประคา ดีควาย เป็ นต้น ไซยาโนเจนนีติกกลัยโคไซด์ (Cyanogenetic glycosides) สารกลุ่มน้ีเมื่อถูกยอ่ยจะไดส้ารพวกไซยาไนดเ์ช่น รากมันส าปะหลัง ผกัสะตอผกัหนาม ผกัเส้ียนผีกระเบาน้า เป็นตน้ ฟลาโวนอล กลัยโคไซด์ (Flavonol glycosides) เป็นสารสีที่พบในหลายส่วนของพืช เช่น สีแดง เหลือง ม่วง น้า เงิน เช่นดอกอญัชนัเป็นตน้ นอกจากน้ียังมีกลัยโคไซด์อีกหลายชนิดเช่น แอลกอลิค กลัยโคไซด์(Alcoholic glycosides), ฟิ นอลิค กลัยโคไซด์ (Phenolic glycosides), แอลดีไฮด์ กลัยโคไซด์ (Aldehyde glycosides) เป็ นต้น แทนนิน (Tannins) เป็นสารที่มีรสฝาด มีสถานะเป็นกรดอ่อนๆ แทนนินใชเ้ป็นยาฝาดสมาน ยาแกท้อ้งเสีย ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ และใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมฟอกหนงัพบในสมุนไพรพวกเปลือกทบัทิม เปลือกอบเชย ใบฝรั่ง ใบชา เป็นตน้ วธิีการเกบ็สมุนไพรเพื่อใช้เป็นยา สรรพคุณของสมุนไพรจะดีหรือไม่ข้ึนอยูก่บัสารส าคญั ในสมุนไพรซ่ึงจะมีการเปลี่ยนแปลงตามปัจจยัต่างๆ มากมาย ปัจจยัที่ส าคญัอย่างหน่ึงคือช่วงระยะเวลาการเก็บเกี่ยว ถ้าเก็บเกี่ยวในช่วงที่ไม่เหมาะสมอาจทา ให้ได้ สมุนไพรที่ไม่มีคุณภาพได้หลกัทวั่ ไปในการเก็บสมุนไพรมาใชเ้ป็นยามีดงัน้ี สมุนไพรประเภทรากหรือหัวควรเก็บช่วงที่หยุดการเจริญเติบโต ใบดอกร่วงหมด หรือช่วงตน้ฤดูหนาวถึง ฤดูร้อน เพราะช่วงน้ีรากและหวัมีการสะสมปริมาณตวัยาไวค้่อนขา้งสูง เช่น ขมิ้นชนักระทือข่า เป็นตน้ สมุนไพรประเภทใบหรือเกบ็ท้งัต้น ควรเก็บในช่วงที่พืชเจริญเติบโตมากที่สุด หรือบางชนิดระบุเวลาเก็บ เฉพาะเช่น เก็บใบไม่อ่อนหรือแก่เกินไป (ใบเพสลาด) เช่น ใบกะเพรา ใบชุมเห็ดเทศ ฟ้าทะลายโจรเป็นตน้ สมุนไพรประเภทเปลือกต้นและเปลือกราก เปลือกต้นต้นนิยมเก็บระหว่างช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ช่วงน้ี ปริมาณยาจะสูงและลอกง่ายการลอกไม่ควรลอกเปลือกรอบตน้เพราะจะทา ใหพ้ ืชตายได้ สมุนไพรประเภทดอก โดยทวั่ ไปเก็บในช่วงดอกเริ่มบาน แต่บางชนิดเก็บในช่วงดอกตูม เช่น กานพลูเก็บ ช่วงที่เปลี่ยนสีเขียวเป็นสีแดง เป็ นต้น สมุนไพรประเภทผลและเมล็ด โดยทวั่ ไปมกัจะเก็บตอนผลแก่เต็มที่แลว้เช่น ดีปลีมะแวง้ตน้มะแวง้เครือ ชุมเห็ดไทย เป็นตน้บางชนิดเก็บในช่วงที่ผลยงัไม่สุกเช่น ฝรั่งผลอ่อนใชแ้กท้อ้งร่วง
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 70 การแปรสภาพและเกบ็รักษาพืชสมุนไพร การใชส้มุนไพรรักษาโรคสามารถใช้ไดท้ ้งัแบบสดและแบบแห้ง ในกรณีที่ที่ใช้แบบสดก็สามารถใชไ้ดเ้ลย แต่ถา้ตอ้งการใชแ้บบแหง้จะตอ้งผา่นการแปรสภาพที่เหมาะสม โดยมีหลกัการทวั่ ไปดงัน้ี รากและส่วนที่อยู่ใต้ดิน ลา้งดินและสิ่งสกปรกออกให้หมด เอารากฝอยออกถา้หากเป็นพืชที่มีเน้ือแข็งแห้ง ยากตอ้งหนั่เป็นชิ้นที่เหมาะสมก่อน พืชที่ไม่แข็งนา มาทา ให้แห้งตามชนิดของพืชน้นัๆไดเ้ลย หรืออาจนา มาน่ึงก่อน ผา่นกรรมวธิีการทา ใหแ้หง้จะทา ใหแ้หง้ง่ายข้ึน และเป็นการหยดุการทา งานของเอนไซมใ์นหวัหรือราก เปลือก หนั่เป็นชิ้นขนาดพอดีตากใหแ้หง้ ใบและทั้งต้น ใบพืชบางอย่างมีน้า มนัหอมระเหย ควรผ่ึงไวใ้นที่ร่ม ไม่ควรตากแดด ส าหรับพืชที่ไม่มี น้า มนัหอมระเหยก็อบใหแ้หง้หรือตากแดดไดเ้ลย ดอก หลงัเก็บมาแลว้ตากแดดใหแ้หง้ควรรักษารูปดอกไวใ้หส้มบูรณ์ ผล เก็บแลว้ตากแดดใหแ้หง้ไดเ้ลย มีเพียงบางอยา่งเท่าน้นัที่ตอ้งหนั่เป็นชิ้นก่อน เมล็ด เก็บผลมาตากใหแ้หง้แลว้จึงเอาเปลือกออกเพื่อเอาเมล็ด หรือบางอยา่งเก็บผลแหง้เลยก็มี วธิีการเตรียมยาสมุนไพร การปรุงยาที่ประชาชนทวั่ ไปสามารถทา ไดม้ีหลายวธิีเช่น ยาชง เป็นการปรุงยาโดยใชน้ ้า เดือดใส่ลงในสมุนไพรโดยทวั่ ไปมกัใชส้มุนไพรตากแหง้แลว้บดเป็นผงหยาบ โดยใช้สมุนไพร 1 ส่วน เติมน้า เดือด 10 ส่วน หรือตามที่ระบุในตา รับยา สามารถใชว้ิธีน้ีไดก้บัสมุนไพรหลายชนิด เช่น ขิง มะตูม ชุมเห็ดเทศเป็นตน้ ยาต้ม เป็นการปรุงยาโดยใชส้มุนไพรแหง้หรือสดตม้รวมกบัน้า โดยใส่สมุนไพรลงไปในหมอ้แลว้เติมน้า ให้ สูงกวา่สมุนไพรเล็กนอ้ย หลงัจากน้นันา ไปต้งัไฟให้เดือดแลว้ตม้ต่อไปอีกประมาณ 10 นาทีวนัต่อไปเติมน้า แลว้ตม้ ต่อแบบเดียวกนัสามารถใชไ้ดป้ระมาณ 3-5 วนัจึงเปลี่ยนตวัยาใหม่หรืออาจใชว้ิธีตม้แบบ 3 เอา 1 คือใส่น้า สามส่วน แลว้ตม้เคี่ยวใหเ้หลือหน่ึงส่วนแลว้นา ไปแบ่งรับประทาน ส่วนกากทิ้งไป ยาดอง เป็ นวิธีการปรุงยาโดยใช้วิธีการสกดัโดยใชเ้หลา้หรือ น้า มะกรูด หรือ น้า ส้ม เป็นตน้แต่ที่นิยมใชค้ือ เหลา้มีข้นัตอนการทา โดยการบดสมุนไพรใหเ้ป็นผงหยาบแลว้ห่อผา้ขาวบางหลวมๆ ใส่ในภาชนะที่ทา ดว้ยกระเบ้ือง หรือแกว้แลว้เติมเหลา้ลงไปทิ้งไวป้ระมาณ 1 อาทิตย์โดยคนยาใหท้วั่วนัละคร้ัง ยาผง ท าไดโ้ดยการบดสมุนไพรแห้งให้เป็นผง แลว้นา ไปใช้ไดเ้ลย หรืออาจนา ไปปรุงยาในรูปแบบต่างๆ ต่อไปเช่น ยาลูกกลอน ยาเมด็ยาแคปซูลเป็นตน้ ยาลูกกลอน เป็นวธิีการผลิตยาโดยใชย้าผงผสมกบัน้า ผ้ึงในอตัราส่วน ผงสมุนไพร 1-2 ส่วน ต่อ น้า ผ้ึง1 ส่วน ข้ึนอยกู่บัลกัษณะของผงสมุนไพร
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 71 ข้อแนะน าส าหรับการใช้สมุนไพร การใช้สมุนไพรในรักษาอาการโรคถึงแมว้่าจะมีความปลอดภยัสูงก็ตาม แต่ถา้ใช้ไม่ถูกตอ้งอาจทา ให้เกิด โทษไดเ้ช่นเดียวกนัหรืออาจไม่ไดผ้ลตามที่ตอ้งการก็ได้ไม่ควรใชย้าสมุนไพรต่อเนื่องเป็นเวลานาน ให้หยุดใชย้าเมื่อ อาการหายไป แต่ถ้าอาการเจ็บป่วยยงัไม่หาย หรืออาการยงัไม่ดีข้ึนภายใน 2-3 วัน ควรไปปรึกษาแพทย์ การใช้ สมุนไพรรักษาอาการโรคจะไดผ้ลดีหรือไม่ข้ึนอยกู่บัหลายปัจจยัการใชส้มุนไพรที่ถูกตอ้งควรปฏิบตัิดงัน้ี 1. ใช้สมุนไพรให้ถูกต้น ชื่อที่ใช้เรียกตน้ ไมม้ีความแตกต่างกนั ไปตามแต่ละท้องถิ่น จึงจา เป็นตองรู้จักชื่อเรียกที่ถูกต้องเพื่อจะใช้ ้ สมุนไพรตน้น้นัรักษาตรงตามอาการของโรค 2. ใช้ให้ถูกส่วน สารส าคญัที่ออกฤทธ์ิในแต่ละส่วนของสมุนไพรจะแตกต่างกนั ไปเช่น ผลอ่อนบางทีมีฤทธ์ิฝาดสมาน แต่ถา้ เป็นผลแก่มีฤทธ์ิเป็นยาระบายเป็นตน้ 3. ใช้ให้ถูกขนาด ถา้ใชส้มุนไพรนอ้ยเกินไปก็อาจรักษาไม่ไดผ้ลแต่ถา้ใชม้ากเกินไปอาจทา ใหเ้กิดพิษต่อร่างกายได้ 4. ใช้ให้ถูกวธิี สมุนไพรบางชนิดตอ้งใชส้ด บางชนิดตอ้งสกดัดว้ยเหลา้บางชนิดตอ้งใชต้ม้เป็นตน้ 5. ใช้ให้ถูกกบัโรค เช่น ทอ้งผกูแต่นา กลว้ยดิบมารับประทาน ซ่ึงกลว้ยดิบมีฤทธ์ิฝาดสมานจะทา ใหท้อ้งผกูมากข้ึน เป็ นต้น
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 72 ลูกประคบสมุนไพรแห้ง การท าลูกประคบสมุนไพร คือ การใช้สมุนไพรหลายๆอย่างมาห่อรวมกนัส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรที่มีน้า มนัหอม ระเหย โดยน าลูกประคบมานึ่งให้ร้อนแล้วใช้ประคบบริเวณที่ปวดหรือเคล็ดขัดยอก สามารถช่วย กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตได้ดี ประโยชน์ของการประคบสมุไพร 1. ช่วยเพิ่มการไหลเวยีนของโลหิต 2. บรรเทาอาการปวดเมื่อย 3. ช่วยลดอาการบวม อกัเสบของกลา้มเน้ือเอน็ขอ้ต่อหลงั 24-48 ชวั่ โมง 4. ลดอาการเกร็งของกลา้มเน้ือ 5. ลดการติดขดัของขอ้ต่อ 6. ลดอาการปวด 7. ช่วยใหเ้น้ือเยอื่พังผืด ยืดตัวออก การทา ลูกประคบสมุนไพร อุปกรณ์ 1. ผ้าดิบส าหรับห่อลูกประคบ ตดัเป็นผนืขนาด กวา้ง 35 x ยาว35 เซนติเมตร 2. เชือก 3. กรรไกร 4. ตัวยาหรือสมุนไพรที่ใช้ท าลูกประคบ 5. หม้อส าหรับนึ่งลูกประคบ
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 73 ส่วนประกอบ ส าหรับลูกประคบแห้ง 2 ลูก 1. ไพล 500 กรัม 2. ผิวมะกรูด 200 กรัม 3. ตะไคร้บ้าน 100 กรัม 4. ใบมะขาม 300 กรัม 5. ใบส้มป่ อย 100 กรัม 6. ขมิ้นชนั 100 กรัม 7. การบูร 2 ช้อนโต๊ะ 8. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ ตัวยาทนี่ิยมใช้ทา ลูกประคบ 1. ไพล แกป้วดเมื่อย ลดการอกัเสบ 2. ผิวมะกรูด ถา้ไม่มีใชใ้บแทนได้มีน้า มนัหอมระเหยแกล้มวงิเวยีน 3. ตะไคร้บ้าน แต่งกลิ่น 4. ใบมะขาม แกไ้ขอาการคนัตามร่างกาย ช่วยบา รุงผวิ 5. ใบส้มป่ อย ช่วยบา รุงผวิแกโ้รคผิวหนงั 6. ขมิ้นชนัช่วยลดอาการอกัเสบ แกโ้รคผวิหนงั 7. เกลือ ช่วยดูดความร้อนและช่วยพาตวัยาซึมผา่นผวิหนงัไดส้ะดวกข้ึน 8. การบูร แต่งกลิ่น บา รุงหวัใจ วธิีทา ลูกประคบ 1. หนั่ขมิ้นชนัขมิ้นออ้ยผวมะกรูด หัวไพล ตะไคร้ ต าพอหยาบ ิ 2. น าใบมะขาม ใบส้มป่ อยผสมรวมกบัสมุนไพรขอ้ 1 3. ใส่การบูร เกลือคลุกเคล้าใหเ้ป็นเน้ือเดียวกนั ระวังอยา่ ให้แฉะจนเกินไป 4. แบ่งตวัยาที่ได้จากข้อ 3 ใส่ผา้ดิบ ห่อเป็นลูกประคบประมาณลูกส้มโอรัดดว้ยเชือกใหแ้น่น วิธีการประคบ 1. น าลูกประคบที่ได้ไปนึ่งในหม้อนึ่ง ใช้เวลานึ่งประมาณ 15-20 นาที 2. จดัท่าคนไขใ้หเ้หมาะสม เช่น นอนหงาย นงั่นอนตะแครง ท้งัน้ีข้ึนอยกู่บัตา แหน่งที่จะทา การประคบ สมุนไพร 3. เมื่อครบเวลาน าลูกประคบมาประคบคนไข้บริเวณที่มีอาการต่างๆ ซ่ึงก่อนจะประคบ ต้องท าการทดสอบ ความร้อนของลูกประคบก่อน โดยการน าลูกประคบแตะที่ท้องแขนหรือหลังมือ
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 74 4. ในการวางลูกประคบบนผิวหนงัคนไขโ้ดยตรงในช่วงแรกๆ ตอ้งทา ด้วยความเร็วเนื่องจากลูกประคบมีความ ร้อนอาจท าให้คนไข้ได้รับบาดเจ็บได้ 5. เมื่อลูกประคบคลายความร้อนลงให้เปลี่ยนลูกประคบอีกลูกหนึ่งแทน และนา ลูกเดิมไปน่ึงต่อ ข้อควรระวงัในการประคบสมุนไพร 1. ไม่ควรใชลู้กประคบที่ร้อนเกินไป 2. ไม่ควรประคบสมุนไพรในกรณีที่มีอาการอกัเสบ บวม แดงร้อน ในช่วง 24 ชวั่ โมงแรก เพราะจะท าให้ อกัเสบบวมมากข้ึน 3. ผู้ป่ วยโรคเบาหวาน อัมพาต ในเด็กและผู้ สูงอายุ เพราะมักมีความรู้สึกในการรับรู้และตอบสนองช้า อาจท า ใหผ้วิหนงัไหมพ้องไดง้่าย 4. หลงัประคบสมุนไพรเสร็จไม่ควรอาบน้า ทนัทีเพราะจะลา้งตวัยาออกไปจากผิวหนงัและร่างกายยงัไม่ สามารถปรับตัวได้ทัน อาจท าให้เป็ นไข้ได้ การเก็บรักษา 1. ลูกประคบสมุนไพรที่ทา คร้ังหน่ึง สามารถเก็บไวใ้ชไ้ด้3-5 วัน 2. ควรเก็บลูกประคบไวใ้นตูเ้ยน็จะทา ใหเ้ก็บไวน้านข้ึน (ควนตรวจสอบตวัยาในห่อลูกประคบดว้ยถา้มีกลิ่น บูดไม่ควรเก็บไว)้ 3. ถา้ประคบแหง้ก่อนใชค้วรพรมดว้ยน้า หรือเหลา้ขาว 4. ถา้ลูกประคบที่ใชไ้ม่มีสีเหลืองหรือสีเหลืองอ่อนลงแสดงวา่ยาที่ใชจ้ืดแลว้ (คุณภาพลดลง) จะใชไ้ม่ไดผ้ล ควรเปลี่ยนลูกประคบใหม่
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี คู่มืออบรมการนวดไทย 75 บรรณานุกรม นนัทวนักลิ่นจา ปา (เอกวโรภาส). เครื่องหอมไทย ภูมิปัญญาไทย (พิมพค์ร้ังที่3). กรุงเทพฯ : บริษัท ส. เอเชียเพรส จา กดั, 2548 พรรณีลิ้มสวสัด์ิ.ยาธรรมชาติยาสมุนไพร.กรุงเทพฯ : โรงพิมพอ์งคก์ารสงเคราะห์ทหารผา่นศึก, 2537 เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ. การบริหารแบบไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพอ์งคก์ารขนส่งสินคา้และพสัดุภณัฑ์(ร.ส.พ.), 2544 เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ. การแพทย์แผนไทย การแพทย์แบบองค์รวม.กรุงเทพฯ : โรงพิมพอ์งคก์ารขนส่งสินคา้และ พัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.), 2544 มาโนช วามานนท์ และเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ. (บรรณาธิการ). ยาสมุนไพรส าหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน. พิมพค์ร้ังที่ 2. กรุงเทพฯ : โรงพิมพอ์งคก์ารสงเคราะห์ทหารผา่นศึก, 2540 วิพุธ พูลเจริญ. สุขภาพ : อุดมการณ์และยุทธศาสตร์ทางสังคม. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2546 สถาบันการแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยกบัการดูแลสุขภาพ.กรุงเทพฯ : โรงพิมพอ์งคก์ารขนส่งสินคา้และ พัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.), 2552 สถาบันการแพทย์แผนไทย คู่มือประชาชนในการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การ ขนส่งสินคา้และพสัดุภณัฑ์(ร.ส.พ.), 2552 ส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือผลติภัณฑ์ยาจากสมุนไพรเพื่อเศรษฐกจิชุมชน, 2543 อภิชาติ ลิมติยะโยธิน. ต าราผู้ช่วยแพทย์แผนไทย372 ชั่วโมง. สถาบันการแพทย์แผนไทย ส านักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุข. อรชร เอกภาพสากล. มหัศจรรย์น ้ามันหอมระเหย. กรุงเทพฯ : บริษทัพิมพด์ีจา กดั, 2547 Davis, Patricia. Aromatherapy AN A-Z. London : Raandom House UK Ltd., 2005 Keller-Peck, C. Vertebrate Histology, ZOOL 400. Boise State University., 2008 Marieb, E.N. Human Anatomy & Physiology, 4th ed. Menlo Park, California: Benjamin/Cummings Science Publishing., 1998 Netter, Frank H. Musculoskeletal system: anatomy, physiology, and metabolic disorders,Summit, New Jersey: Ciba-Geigy Corporation., 1987 World Health Organization. WHO monographs on selected medicinal plants vol.1. Malta: Interprint-6500, 1999.