เอกสารวชิ าการ
กลวยไมหางชาง
(Grammatophyllum speciosum)
โดย
นางสาวณชิ ชา แหลมเพ็ชร
ศูนยวจิ ยั พืชสวนชุมพร สถาบนั วจิ ยั พชื สวน
กรมวิชาการเกษตร
สารบญั หนา
บทที่ 1 บทนํา 1
7
กลวยไมสกุล Grammatophyllum ท่พี บในโลก 9
กลว ยไมห างชาง หรือวา นเพชรหงึ 9
บทที่ 2 ลักษณะทางพฤกษศาสตร 11
ราก 13
ลาํ ตน 16
ชอ ดอก 17
ดอก 17
ผล หรอื ฝก 22
บทท่ี 3 สายพนั ธแุ ละการจําแนกกลมุ พนั ธุ 24
สายพันธุ 26
การจดั จาํ แนกสายตนกลวยไมหางชาง 28
บทที่ 4 การขยายพันธุ 29
การขยายพันธุโ ดยการแยกหนอ 30
การขยายพันธโุ ดยการใชเ มล็ด 34
บทท่ี 5 การปลูกกลว ยไมห างชาง
ปรมิ าณแสง
วัสดปุ ลูกและภาชนะท่ีใชปลูก
การใหน าํ้ และปยุ
การปอ งกนั กําจัดโรคและแมลง
เอกสารอา งอิง
คาํ นํา
กลว ยไมสกลุ แกรมมาโตฟล ลม่ั (Grammatophyllum spp.) ทว่ั โลกพบ 13 ชนิด แตใน
ประเทศไทยพบเพียงชนิดเดียว คอื Grammatophyllum speciosum หรอื เรยี กวา กลวยไมหางชาง
หรือวา นเพชรหึง เปนกลวยไมท ่ีมีขนาดใหญท ี่สดุ ในโลก และเปน ราชินีกลวยไม เจรญิ เติบโตไดด ีในท่แี จง
หรอื กลางแดด เปนพชื อนรุ ักษบญั ชีแนบทายท่ี 2 ของอนสุ ญั ญาCITES หมายถึงเปนพชื ที่เหลอื อยู
คอนขางนอย แตยงั ไมใ กลสูญพันธุส ามารถทาํ การคา ได แตต องไมละเมิดกฎหมาย ปจจบุ ันมีผูน ิยมปลูก
เลยี้ งมากขึ้น เปน ผลใหม ีการลักลอบออกจากปา มากขึน้ สงผลใหประชากรพันธุลดลงอยางรวดเรว็ และ
เสยี่ งตอการสญู พนั ธุ ประกอบกับผปู ลกู เลีย้ งหรือผสู นใจปลูกกลว ยไมห างชางสวนใหญ ยงั มีพืน้
ฐานความรูกับพืชชนดิ น้นี อย การท่ผี ูเ ขียนไดทาํ การรวบรวมขอ มลู ตาง ๆ ไดแก ลกั ษณะทาง
พฤกษศาสตร พนั ธุ การปลูกกลว ยไมห างชา ง การขยายพันธุ ศตั รูกลวยไมหางชาง ตลอดจนปจ จยั ท่มี ีผล
ตอการเจริญเติบโตและการออกดอก เปน ตน ตลอดท้งั นาํ ขอมูลความรูท่ีไดม าจากประสบการณ
โดยตรงของผเู ขียนเองมาถา ยทอดให ผูเขยี นหวังเปน อยางย่ิงวา ขอ มลู วชิ าการตา ง ๆ ในเอกสารวชิ าการ
เลม นจี้ ะทําใหผูสนใจ ผูปลูกเลี้ยง และนกั วิจัยรจู ักกลว ยไมหางชา งดียิ่งขึน้ เพอ่ื ประโยชนในการ
ขยายพนั ธุ และพฒั นาพนั ธกุ ลวยไมหางชางในอนาคต การปลูกเลีย้ งกลวยไมห างชา งใหอ อกดอกไมใช
เร่ืองทท่ี ําไมได ทําไดแ นน อน แตผ ูป ลกู ตองมีความรแู ละรูเงื่อนไขของพืชชนดิ น้วี า จะออกดอกเม่ืออยูใน
สภาวะเชน ไร คอื ตน พรอ ม ไดร ับแสงเพยี งพอ ปรมิ าณนาํ้ พอเหมาะ แคน ้ี ทา นก็จะไดช่นื ชมดอก
กลวยไมหางชา งอยางแนนอน
ณิชชา แหลมเพช็ ร
2 มนี าคม 2559
1
บทท่ี 1
บทนํา
กลว ยไมส กุล Grammatophyllum ทพ่ี บในโลก
กลว ยไมสกลุ Grammatophyllum จัดอยูในวงศ Orchidaceae ในวงศยอย Epidendroideae ในเผา
Cymbidieae ในเผา ยอย Cyrtopodiinae ในประเทศไทยพบเพยี งชนดิ เดียว คอื Grammatophyllum
speciosum หรือ กลว ยไมหางชาง ซึ่งถูกตั้งช่อื โดย Carl Blume ในปค .ศ. 1825 กลว ยไมใ นสกลุ
Grammatophyllum ท่วั โลกพบวามี 13 ชนดิ ซึง่ มีลักษณะดอกทสี่ ืบคนได 10 ชนิด (ภาพท่ี 1 – 10) (วกิ พิ ิเดยี ,
2558 ; Wigipedia, 2558 และ Neptune Designs Inc, 2558) มรี ายละเอยี ดดงั นี้
1. Grammatophyllum martae (Philippines )
2. Grammatophyllum multiflorum (Philippines)
3. Grammatophyllum ravanii (Philippines)
4. Grammatophyllum wallisii (Philippines)
5. Grammatophyllum measuresianum (Philippines, Borneo)
6. Grammatophyllum elegans (Philippines and Fiji)
7. Grammatophyllum stapeliiflorum (Philippines to New Guinea and Malaysia)
8. Grammatophyllum scriptum : Bell Orchid (Malaysia to SW. Pacific)
9. Grammatophyllum rumphianum (Borneo, Maluku)
10.Grammatophyllum pantherinum (Borneo, Maluku,Philippines, New Guinea, Solomons,
Bismarcks)
11.Grammatophyllum kinabaluense (Sabah)
12.Grammatophyllum schmidtianum (Marianas)
13.Grammatophyllum speciosum : Giant Orchid, Tiger Orchid, Queen of Orchids (Indo-China
to Solomon Is.) - type species
ภาพที่ 1 : Grammatophyllum elegans Rchb. f. 1882
Flower Size 2 3/4" [7 cm]
ทมี่ า : http://www.orchidspecies.com/orphotdir/grammelgans.jpg (9 พ.ค. 2558)
2
ภาพที่ 2 : Grammatophyllum kinabaluense Ames & C.Schweinf.
Flower Size 2.619t2o02.8" [6.5 to 7 )cm]
ท่มี า : http://www.orchidspecies.com/orphotdir/grammkinabaluense.jpg (9 พ.ค.2558)
ภาพท่ี 3 : Grammatophyllum martae Quisumb. ex Valmayor & D. Tiu
Flower S1iz9e843" [7.5 cm]
ที่มา : http://www.orchidspecies.com/orphotdir/mart5578.jpg (9 พ.ค.2558)
3
ภาพท่ี 4 : Grammatophyllum measuresianum Weathers 1889
Flower Size 2" [5 cm]
ทม่ี า : http://www.orchidspecies.com/orphotdir/grammeasuresianum.jpg (9 พ.ค.2558)
ภาพท่ี 5 : Grammatophyllum multiflorum Lindl. 1838
Flower Size 2" [5 cm]
ท่ีมา : http://www.orchidspecies.com/orphotdir/mult4139.jpg (9 พ.ค.2558)
4
ภาพที่ 6 : Grammatophyllum pantherinum Rchb.f 1878
Flower Size 3.6" [9 cm]
ทม่ี า : http://www.orchidspecies.com/orphotdir/grampantherinum.jpg (9 พ.ค.2558)
ภาพที่ 7 : Grammatophyllum rumphianum Miq. 1869
ที่มา : http://www.orchidspecies.com/orphotdir/grammrhumphianum.jpg (9 พ.ค.2558)
5
ภาพที่ 8 : Grammatophyllum scriptum [Lindley]Blume 1849
Flower Size 1 3/4" [4.5 cm]
ที่มา : http://www.orchidspecies.com/orphotdir/grammatopscriptum.jpg (9 พ.ค.2558)
ภาพที่ 9 : Grammatophyllum stapeliiflorum J.J.Sm. 1905
Flower Size 2" [5 cm]
ที่มา : http://www.orchidspecies.com/orphotdir/grammstapeliifloru.jpg (9 พ.ค.2558)
6
ภาพที่ 10 : Grammatophyllum speciosum Blume 1825
Flower Size 5 to 8" [12.5 to 20 cm]
ท่มี า : http://www.orchidspecies.com/orphotdir/grammspeciosum.jpg (9 พ.ค.2558)
เน่ืองจากสกุล Grammatophyllum มีลกั ษณะใกลเ คียงกับสกลุ Cymbidium ทส่ี ามารถผสมขามได จึง
ไดมีการพฒั นาพนั ธไุ ดลกู ผสมพนั ธุใ หมท่ีมีคณุ สมบตั ดิ ีขึน้ เชน พันธุ Grammatocymbidium Lovely Melody
'Sweet' (ภาพที่ 11) เปนพันธุทใี่ หดอกแนน บานทน และมคี วามทนรอ น ซึ่งเปน ลูกผสมระหวา ง Cymbidium
ensifolium var. alba x Grammatophyllum scriptum var. alba, registered in 1998. (The Orchid
Source.com, 2558) นอกจากนย้ี ังมีลกู ผสมสายพันธใุ หม คือ สายพันธแุ กรมมาโต มาแตร(Gram.martae) x
หยวนนานไทเกอร Gram.Yuan Nan Tiger) (ภาพที่ 12) ทีไ่ ดจ ากการผสมพันธุระหวางแกรมมาโตมาแตร ซึ่งมี
ฟอรมดอกกลม สีเขมสวย (ออรค ดิ สยามดอทคอม, 2558)
ภาพที่ 11 : สายพนั ธุ Grammatocymbidium Lovely Melody 'Sweet'
ที่มา : http://forum.theorchidsource.com/gallery/58/thumbs/21023.jpg jpg (9 พ.ค.2558)
7
ภาพที่ 12 : สายพันธุแกรมมาโต มาแตร x หยวนนานไทเกอร
ที่มา : http://www.orchidsiam.com/th/components/com_hotproperty/img/std/1356_image1.jpg
(9 พ.ค.2558)
Grammatophyllum speciosum Blume หรือ กลว ยไมหางชา ง มชี ือ่ เดิมหลายชื่อ ไดแก
1. Grammatophyllum fastuosum Lindl. & Paxton 1851
2. Pattonia macrantha Wight 1852
3. Grammatophyllum macranthum Rchb.f. 1862
4. Grammatophyllum wallisii Rchb.f. 1877
5. Grammatophyllum giganteum Blume ex Rchb.f. 1877
6. Grammatophyllum pantherinum Rchb.f. 1878
7. Grammatophyllum cominsii Rolfe 1891
8. Grammatophyllum sanderianum Hort. 1893
9. Grammatophyllum papuanum J.J. Sm. 1911
ทม่ี า : Wanura (2558)
กลวยไมห างชา งมชี ื่อที่เรยี กแตกตางกันไปตามทองถ่นิ ทีพ่ บ เชน ทางภาคเหนอื เรยี ก ตน ตาล ภาคอสี าน
เรียก วานหางชาง ภาคใตเ รียก มอื ตบั แก กะดาํ พะนาย ตบั ตาล วา นหางชา ง กลวยกา วานงเู หลอื ม เอ้ืองพรา ว
8
เปนตน (เว็บไซท 108 พรรณไม, 2558) มีช่ือสามัญภาษาอังกฤษ หลายชอื่ ไดแ ก Tiger Orchid, Giant Orchid,
Sugar Cane Orchid, และ Queen of Orchids (Wanura, 2558 ; Wikipedia, 2558)
กลว ยไมห างชางเปนกลวยไมสกุลแกรมมาโตเพยี งชนดิ เดียวทีพ่ บในประเทศไทย ทมี่ ีขนาดใหญที่สดุ ในโลก
ลาํ ตนเปน ปลองคลายตน ออยและสงู ตั้งแต 1 – 2 เมตร ใบเรยี วยาวเปนมัน พน้ื ดอกสีเหลอื งมีจดุ สีนํา้ ตาลแดงทว่ั
ทง้ั ดอก ดอกกวาง 5 – 6 ซม. มีจาํ นวนดอก/ชอ มาก และบานทน (Bloggang, 2558) (ภาพท่ี 13) ไดร บั ความ
นยิ มมากและมรี าคาแพง หาดดู อกยาก เน่ืองจากขนาด รูปรา ง ท่มี ีลกั ษณะโดดเดนสะดดุ นอกจากน้กี ลวยไมห าง
ชาง ยังจัดเปน พชื สมนุ ไพรชนดิ หนงึ่ เน่ืองจากมีสรรพคณุ ทางยา และควรอนุรกั ษไวเพื่อใชป ระโยชนตอไป
(FRYNN.COM, 2558) ปจจบุ นั กลว ยไมหางชางยังเปน พืชอนุรกั ษบัญชี 2 ของอนุสัญญา CITES หมายถึง ชนิด
พนั ธทุ ม่ี แี นวโนม ใกลจ ะสูญพันธุ โดยอนุญาตใหคาขายได แตต อ งมกี ารควบคุมไมใหเสยี หาย หรือจํานวนประชากร
ลดลงอยา งรวดเร็วจนใกลจ ะสูญพันธุ และการคานน้ั ไมขัดตอกฎหมายในประเทศ ทงั้ นี้ประเทศทจี่ ะสง ออก จะตอง
ควบคุมไมใหก ระทบกระเทอื นตอการดํารงอยูของชนิดพันธนุ ั้นๆในธรรมชาติ (วิชา, 2558) จากการสํารวจกลว ยไม
หางชา ง มักพบวา อยูบ นคาคบไมขนาดใหญ หรือบนหินในปาดิบชน้ื ท่รี ะดบั ความสงู 0 – 1200 เมตร ในประเทศ
พมา ไทย ลาว อนิ โดนเี ซีย (Sumatera. Borneo, Java, Sulawesi and West Papua) ใน Moluccas ฟลปิ ปนส
Bismark Islands, Papua New Guinea และมาเลเซีย เปนกลวยไมที่มีถิ่นกําเนิดอยูในเขตรอนของทวีปเอเชยี
และในหมเู กาะทางตอนใตของมหาสมทุ รแปซิฟก สวนในประเทศไทย สามารถพบไดตามธรรมชาติในปาดิบชน้ื ทาง
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ภาคตะวนั ออกเฉียงใต และ ภาคใต (อบฉันท ไทยทอง, 2543) เชน จงั หวัดพษิ ณโุ ลก
ฉะเชงิ เทรา เลย ชลบรุ ี ชุมพร สุราษฎรธ านี ตรงั พังงา นครศรธี รรมราช และนราธิวาส
ภาพที่ 13 : กลวยไมหางชางกําลังออกดอกสะพรง่ั พรอมกนั ที่ศูนยวจิ ัยพชื สวนชุมพร
ชวงเดือน ก.ค. – พ.ย. ของทุกป
9
บทที่ 2
ลักษณะทางพฤกษศาสตร
กลว ยไมหางชางเปนกลว ยไมประเภทแตกกอ มรี ะบบรากเปน รากกงึ่ อากาศ ลาํ ตนสงู ลักษณะใบเปนใบ
เด่ยี วเรยี งสลบั กนั บนตน แทงชอ ดอกประมาณเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม โดยดอกจะทยอยบานตดิ ตอ กัน นาน
ถึง 5 เดอื น ข้ึนอยูกบั สภาพแวดลอม
ราก
กลว ยไมหางชา งมรี ะบบรากเปนรากกงึ่ อากาศ และมีราก 2 ชนดิ คอื รากชนิดแรก จะเปนรากท่ีช้ีขนึ้
ขา งบน หรือชี้ออกไปขา ง ๆ แทนที่จะหย่งั ลงขางลาง มีรากจาํ นวนมากมายเกาะกนั แนน และแตกแขนงทป่ี ลาย
รากเกิดท่โี คนตนเปน เสน แข็งและฟู ปลายรากแหลมมาก รากชนิดนจี้ ะใชปองกันส่ิงมีชีวติ อื่น ๆ เนอ่ื งจากกลว ยไม
หางชางเปนกลวยไมอิงอาศัย (epiphyte) รากชนดิ ทสี่ อง เปนรากท่ใี ชยึดเกาะตน ไม ดูดอาหาร นาํ้ และแรธ าตเุ ขา
ตน รากกลว ยไมองิ อาศัยสว นใหญจะมีชน้ั สีขาว หรือ ชนั้ สีเทาปกคลุม (ถาแหง จะเปน สเี ทา แตโ ดนนํ้าจะเปน สีเขยี ว
ซง่ึ สามารถสังเคราะหแสงได) เรยี กวา เวลาเมน (velamen) ถา พจิ ารณาจากภาพจะเห็นวา รากชนิดแรก จะอยู
ที่โคนตนเหนือวสั ดปุ ลูก สว นรากชนดิ ที่สอง จะอยูในวัสดปุ ลูกเพ่ือทําหนาที่ดังกลา วขางตน (ภาพท่ี 14)
ภาพที่ 14 : ลักษณะรากของกลวยไมห างชา ง มี 2 ชนดิ (รากชีข้ ึ้นขางบนกบั รากที่อยูในวัสดุปลกู )
ลาํ ตน หรอื ลาํ ลกู กลวย
ลําตนของกลวยไมหางชางมีขนาดใหญ สูงประมาณ 1-2 เมตร เปนกลวยไมท่ีโดดเดนและนาสนใจมาก
โดยเฉพาะเม่ือเลี้ยงเปนกอขนาดใหญ ลําตน หมายถึง สวนท่ีเปนขอ (node) และสวนขอยังเปนฐานของกานใบ
หรือกาบใบ หรือกาบของลําตนท่ีไมมีสวนของใบ สวนที่อยูระหวางขอ เรียกวา ปลอง (internode) ในกอหน่ึงน้ัน
จะประกอบไปดวยตน ยอ ย ๆ หลายตน ทําหนา ที่สะสมอาหาร ลําตนอยเู บยี ดชิดกัน ที่ตาํ แหนง โคนของลําตน จะมี
ตาท่ีสมบูรณ 2 – 3 ตา เม่ือลําตนเจริญจนสุดลําแลว ตาที่โคนตาหนึง่ จะแตกออกมาเปนลาํ ใหม (ภาพที่ 15) สวน
ตาท่ีเหลือ มักจะพักตัวอยู หรือ อาจจะแตกออกเปนลําใหมไดทั้ง 2 – 3 ตาพรอมกัน และการแตกตามักจะเกิด
สลับทิศกัน ลําทม่ี ีอายุมากกวา หรือ เกิดกอนเรียกวา ลําหลัง ลําที่มีอายุนอยกวา เรียกวา ลําหนา แตกลวยไมหาง
ชา งมีลําหนาสุดหลายลํา คือ มีการเจริญเติบโตหลายหนา เปนผลใหลักษณะทรงตนของกลวยไมหางชาง มีรูปราง
สวยงาม ลําใหมท่ีเกิดข้ึน เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีความยาวของลําใกลเคียงกัน การที่จะทราบวาลํากลวยไมหาง
ชางเจริญเติบโตเต็มท่ีแลวหรือยังน้ัน ใหสังเกตจากความยาวลําจะเร่ิมคงที่ หรือ มีความยาวเพิ่มข้ึนเพียงเล็กนอย
10
ระยะเวลาท่ีใชในการเจริญเติบโตต้ังแตเริ่มแตกหนอจนลําเจริญเติบโตเต็มที่ จะใชเวลาประมาณ 3 – 5 ป ลํา
ตนเมื่อเจริญเต็มท่ีจะเปลี่ยนจากสีเขียวแกมเหลืองเปนสีเหลือง เม่ือปลดใบหมดแลวมีลักษณะเปนปลองคลายตน
ออย (ภาพท่ี 16)
ภาพที่ 15 : ลักษณะการเรยี งตวั ของใบและการแตกหนอของกลวยไมห างชา ง
ภาพท่ี 16 : ลกั ษณะลาํ ตนที่ปลดใบหมดแลว ของกลวยไมหางชาง
11
ชอ ดอก (Inflorescence)
โดยปกตกิ ลว ยไมห างชา งจะแทงชอ ดอกทต่ี าขา งบริเวณโคนของลาํ ลูกกลว ย โดยจะออกดอกจากลาํ ลูก
กลวยท่ีเจรญิ เต็มท่ีแลว (ภาพท่ี 17 - 19 ) ซ่ึงลําลกู กลว ยทแี่ ทงตาดอกนัน้ จะมีใบ หรือไมมีใบก็ได ถากลวยไมหาง
ชา งสมบูรณม าก จะสามารถแทงตาดอกไดพรอมกนั ทง้ั 3 ตา ซ่งึ จะออกดอกปลายฤดูแลงตอ ตนฤดูฝน ( แทงชอ
ดอกชว งเดือน พ.ค. – ก.ค. ) หลงั แทงชอดอกประมาณ 1 เดือน ดอกกลวยไมหางชา งจะทยอยบานและติดฝกไป
เรอื่ ย ๆ จนหมดชอ ซึ่งจะใชเ วลา ประมาณ 3 – 5 เดอื น ข้ึนอยูก ับสภาพอากาศ หากมฝี นตกมาก จะทาํ ใหอายุ
ดอกสัน้ กวาปกติ สว นตําแหนงของดอก จะออกตั้งแตโคนชอไปจนถึงปลายชอ กลวยไมห างชา งจะมีดอกเปนชอ
ขนาดใหญท ี่ปลายชอ ถา ปลกู กลว ยไมห างชางกลางแจง หรอื แสง 100 % พบวา กลว ยไมห างชางมีความยาวชอ
ดอก 120 – 170 ซม. ความยาวชวงดอก 50 – 60 ซม. และมปี รมิ าณดอกจํานวน 80 – 100 ดอก / ชอ . ดอกท่ี
บานเต็มที่จะมีขนาดความกวา งและความยาวเฉลี่ย 8 – 10 ซม. สวนกานดอกยาวเฉล่ีย 8 – 10 ซม. นอกจากนี้
อาจพบกลวยไมหางชางมกี ารแทงชอดอกจากปลายยอดของลาํ ตน แตชอ ดอกที่ไดจ ะส้นั กวา ปกติ ไมแข็งแรง หัก
งาย และมีจํานวนดอกนอย ในขณะทีร่ ปู รา งและขนาดดอกยงั คงปกติเหมอื นเดมิ (ภาพที่ 20)
สวนดอกที่เกดิ ในตาํ แหนง โคนชอ ดอก หรือที่กานชอดอก จะมีประมาณ 8 – 10 ดอก / ชอ ซึ่งขนาดดอก
จะมขี นาดเทา ดอกปกติ เพยี งแตดอกจะมีลกั ษณะทีไ่ มสมบูรณ เชน ไมมีกลีบปาก หรอื มลี กั ษณะปากทผี่ ดิ ปกติ
หรอื มกี ลีบเลยี้ งแค 2 กลบี เปนตน (ภาพที่ 21) ดอกทไ่ี มส มบรู ณน ที้ าํ หนา ท่ปี ลอยสารเคมีทด่ี งึ ดูดแมลงใหม าชวย
ผสมเกสร (Wikipedia, 2558) โดยดอกท่อี ยูใ นตาํ แหนง น้ีจะอยูกันหาง ๆ จากโคนกา นชอดอกไปถึงชวงดอก แตล ะ
ดอกอยูหา งกนั 10 – 20 ซม.
ภาพที่ 17 : ลกั ษณะดอกกลวยไมหางชางที่อยูในชว งกา นชอ ดอก จะ
อยู กันหา ง ๆ ประมาณ 10 – 20 ซม. / ดอก
12
ภาพที่ 18 : ตนกลวยไมหางชา งท่กี ําลงั ออกดอก ทแี่ ทงชอดอกออกจากโคนตนตามปกติ
ภาพที่ 19 : กลว ยไมหางชา งท่ีกําลงั แทงชอดอก (ซาย) และลกั ษณะปลายชอดอกท่ดี อกยังไมบาน
13
ภาพที่ 20 : ดอกกลว ยไมหางชา ง ท่ีแทงชอดอกทยี่ อด
ภาพท่ี 21 : ลักษณะดอกทผี่ ิดปกติ ที่อยดู า นลา งของกา นชอ ดอกของกลว ยไมหางชา ง
ภาพซาย ดอกไมม กี ลบี ปาก ภาพขวา ดอกมีกลบี ปากผิดปกติ
ดอก
ดอกกลวยไมเปน ดอกสมบรู ณเพศ (Hermaphroditic flower or Bisexual flower) คือ มเี กสรตัวผแู ละ
เกสรตวั เมยี อยูในดอกเดยี วกัน ลักษณะดอกกลวยไม เปนสว นสาํ คัญท่สี ุดทใี่ ชใ นการจาํ แนก หรือตรวจหาช่ือ
วิทยาศาสตรข องกลว ยไม กลวยไมแตล ะชนิดถึงแมวาจะมีความหลากหลายทงั้ ในดานสีสัน รูปราง ขนาด และกล่ิน
เปน ตน แตโครงสรา งทีเ่ ปน สว นประกอบหลักของดอกกลวยไมจะคลา ยคลงึ กัน
14
ดอกกลวยไมหางชางประกอบดว ยกลีบดอกวงนอก (sepal) ซ่ึงอยูชั้นนอกสดุ หรือดา นหลังสุด เรียกวา
กลบี เลยี้ ง มี 3 กลีบ ทําหนาทีห่ อ หมุ สวนประกอบตาง ๆ ของดอกไวใ นขณะทดี่ อกตมู ซึ่งกลีบเลี้ยงนจ้ี ะมีรูปราง
และสสี นั คลายคลงึ กัน ถัดมาจะเปน สว นของกลบี ดอกวงใน (petal) เรียกวา กลบี ดอก มี่ 3 กลีบ มีเพียง 2 กลบี ท่ีมี
รูปรา งและสสี นั คลายคลึงกนั แตมกี ลีบหนงึ่ เปล่ยี นรปู และสีสันแตกตา งออกไป เรียกวา กลีบปาก หรอื กลบี กระเปา
(lip, labellum) มกั พบกลุมเนอ้ื เยื่อทที่ ําหนาทส่ี รางสารใหกลน่ิ หรอื ผลติ น้าํ หวาน จะอยูทีส่ ว นฐานของกลีบน้ี
กลบี ปากนมี้ ปี ระโยชนสําหรับลอ แมลงเพอื่ ชว ยผสมพันธุ กลีบปากจะเล็กกวากลีบอื่นๆ และแผน กลีบจะแยกเปน
สามแฉก สวนกลางกลีบมีสนั นูน 3 สนั หกู ลีบเปนปากต้งั โคง ขึ้น ดอกกลว ยไมป ระกอบดว ย เกสรตวั ผู (stamen)
เกสรตวั เมีย (pistil) และยอดเกสรตวั เมยี (stigma) ซึง่ รวมกนั เปนอวยั วะเดยี วกันยน่ื ออกมาตรงใจกลางของดอก
โดยมีอับเกสรตวั ผูอ ยูท่ปี ลาย เรียกวา เสา เกสร (column) เกสรตวั ผปู ระกอบดวยกลุมเรณแู ละฝาครอบกลุมเรณู
(anter cap) อับเรณูและละอองเกสรตวั ผูหรือเรณู ละอองเรณเู กาะกันเปน กอนแข็งเปน กลุมเรณู เรยี กวา พอลลิ
เนยี (pollinia) ในกลวยไมหางชางมลี ะอองเรณู จาํ นวน 2 กอน สว นยอดเกสรตัวเมียจะอยูใ ตอ ับเรณู มลี กั ษณะ
เปนโพรงหรือแอง ตนื้ ๆ ภายในมีนํา้ เมือกเหนียว โดยนํ้าเมือกน้มี ีไวส ําหรับเพื่อชวยในการผสมพันธุ เพือ่ ยดึ เกสรตัว
ผูที่ตกลงไปในแอง สาํ หรับรงั ไขอยตู รงสว นของกานดอก ภายในรงั ไขจะยงั ไมมีการพัฒนาเปนไขออน จนกระทั่ง
เมือ่ มีการผสมเกสรเกิดข้นึ จึงจะเกิดไขออ นขึ้นมาภายในรังไข รงั ไขเพยี งชอเดียวแตมีเมล็ดเกาะทผ่ี นงั 3 แหง เม่ือ
ไขไดร ับการผสมจากเกสรตัวผู จะเจรญิ ไปเปน ผลและเมล็ดตอ ไป ซึ่งสวนประกอบตาง ๆ ของกลว ยไมหางชาง
ดงั กลาว มรี ูปรา งและขนาด (ภาพที่ 22 - 23)
ภาพท่ี 22 : สวนประกอบตาง ๆ ของดอกกลวยไมห างชาง
ทม่ี า : https://orchid.unibas.ch/phpMyHerbarium/80652/1/Grammatophyllum/speciosum/Blu
me_Carl_Ludwig_von/img/80652m.jpg (9 พ.ค. 2558)
15
a
b d e b
f a
a b(c)
ภาพที่ 23 : ลักษณะดอก และสว นประกอบตาง ๆ ของดอกกลว ยไมหางชาง a = กลบี
เล้ียง (sepal) b = กลบี ดอก (petal) b(c) = กลบี ดอก แตมีลกั ษณะรปู รางและสีสนั ท่ตี าง
ไป เรยี กวา กลีบปาก (lip) d = เสาเกสร (column) e = เกสรตัวผู (stamen) f = เกสร
ตวั เมยี (pistil)
ผล หรือ ฝก
เมอื่ ไขไ ดร บั การปฏสิ นธแิ ลว รังไขจ ะเจรญิ เปนผล ผลของกลว ยไมหางชางจะเรยี กวา ฝก (pods) ฝก
กลว ยไมห างชา งถาพิจารณาที่ผิวฝกโดยรอบจะพบวา มีตะเข็บอยู 3 แนวยาว ตามความยาวของฝก เมอ่ื ฝกแก แหง
ฝกจะแตกตามรอยตะเขบ็ ออกเปน 3 กลีบ ภายในฝกจะมีเมล็ดสดี าํ ขนาดเล็กอยูมากมาย เมื่อกลว ยไมหางชางออก
ดอก และดอกบานประมาณ 20 – 30 วนั ดอกก็จะเร่ิมติดฝก ฝก กลวยไมหางชา งทีส่ ามารถนาํ ไปขยายพันธุใ น
ธรรมชาตไิ ด เมื่อฝกมีอายตุ ้ังแต 5 เดือน เปน ตนไป ฝก แกม ากจนแหง จะใชเ วลา 7 – 9 เดือน ขนึ้ กบั ชนดิ และ
ความสมบูรณข องตน ลกั ษณะฝกของกลว ยไมห างชา งที่อยบู นตนจะหอยลงดา นลา ง นอกจากนจ้ี ากงานสํารวจ
และงานวิจัยกลว ยไมหางชา งพบวา ฝกของกลวยไมห างชา งจะมีรปู รา งแตกตา งกันไปตามสายตนของกลวยไมห าง
ชา ง (ภาพที่ 24 – 26)
ภาพท่ี 24 : ลักษณะฝก (ภาพซาย) และเมลด็ ภายในฝก (ภาพขวา) ของกลว ยไมห างชา ง
16
ภาพที่ 25 : ตน กลวยไมหางชางทกี่ ําลังตดิ ฝก และลกั ษณะฝกที่อยบู นตน จะหอ ยลงดา นลา ง
ภาพที่ 26 : ฝก กลว ยไมหางชา งที่มีรูปรา งแตกตางกัน
17
บทท่ี 3
สายพันธุและการจําแนกกลมุ พันธุ
โดยปกติดอกกลวยไมห างชางทพี่ บเห็นทวั่ ไป กลบี เลย้ี งและกลบี ดอกยกเวน กลบี ปาก มสี ีเหลอื ง หรือสี
เหลืองอมเขียว และมจี ุดประสีน้ําตาล หรือน้าํ ตาลแกมมวง กระจายอยทู ่วั กลบี ซ่ึงจดุ ประบางสว นจะเรยี งตัวเปน
แถวลายขวางเปนชว ง ๆ ระหวา งพนื้ สีเหลอื งบนกลบี ทาํ ใหเห็นมีลักษณะคลา ยลายของเสอื โครง เปน ผลใหม ชี อื่
สามญั วา Tiger orchid สวนดานหลังของกลีบจะมสี เี หลอื ง สว นกลีบปากจะเลก็ กวากลีบอนื่ ๆ แผน กลีบจะแยก
เปนสามแฉก กลางกลีบมีสันนนู 3 สัน หกู ลีบเปน ปากต้ังโคง ขึ้น ดอกมีเกสรตัวผู 3 อัน เกสรตัวเมีย 1 อนั และมี
รงั ไข 3 หอง จะออกดอกในชวงเดือนมิถนุ ายน – ตลุ าคม แตต น ตองมีอายุ 5 ป ขน้ึ ไป
สายพนั ธุ
ณชิ ชา และคณะ (2558) ไดท ําการสํารวจ และรวบรวมพันธุกลวยไมห างชางจากแหลงตา ง ๆ ในพ้นื ท่ี
ภาคใต มาปลกู รวบรวมไวท่ีศนู ยวิจัยพืชสวนชุมพร ตงั้ แตป 2548 - 2555 มที งั้ หมด 3 ชดุ ชุดที่ 1 มี 4 สายตน
(ไดมาจากรา นขายกลวยไมในจังหวดั ชมุ พร) ชดุ ท่ี 2 มี 23 สายตน จาก 7 แหลงไดแก จังหวดั ชุมพร 4 สายตน
จงั หวัดระนอง 12 สายตน จังหวดั สรุ าษฎรธ านี 1 สายตน จงั หวดั กระบ่ี 2 สายตน จังหวัดตรัง 2 สายตน จงั หวดั
พทั ลงุ 1 สายตน และจงั หวดั พังงา 1 สายตน สว นชดุ ที่ 3 มี 152 สายตน (ไดมาจากรา นขายกลว ยไมในจงั หวดั
ชมุ พร และบานของเกษตรกรท่ปี ลูกกลวยไมห างชา ง) ปจจุบนั กลวยไมห างชา งที่รวบรวมไวท่ศี นู ยวจิ ัยพชื สวน
ชุมพร มีทง้ั หมด 176 สายตน (หรือหมายเลข)
การจัดจาํ แนกกลมุ พนั ธุ
ดังทกี่ ลาวมาแลว กลวยไมห างชางทพ่ี บในประเทศไทยมีเพียงชนิดเดียว ผลจากการสาํ รวจ และรวบรวม
พนั ธุกลว ยไมหางชา งจากแหลงปลูกตาง ๆ พบวา กลวยไมหางชา งมสี ีดอกทแี่ ตกตางกัน ท้ัง ๆ ทลี่ ักษณะของลาํ
ตนไมแ ตกตา งกัน ซ่งึ ลกั ษณะสีดอกที่พบ ระดบั สีทแ่ี ตกตา งกันมีตง้ั แตตางกันเล็กนอ ยจนถงึ แตกตา งมาก อัคนียแ ละ
กนก (2556) รายงานวา สามารถจัดจาํ แนกลกั ษณะดอกของกลวยไมห างชางได 3 ลักษณะ คือ 1. กลว ยไมห างชา ง
ท่ีพบไดปกติทั่วไป โดยจะมีพื้นกลบี ดอกสเี หลือง และมจี ุดประสนี ้ําตาลอมแดงประอยูท่ัวทง้ั กลบี ดอก 2. กลวยไม
หางชา งสีแดง โดยมพี ้ืนของกลีบดอกจะมสี ีเหลืองอมนา้ํ ตาล มีจดุ ประสีน้ําตาลขนาดคอนขางใหญ 3. กลว ยไมหาง
ชา งท่ีมีสเี หลอื ง ไมมจี ดุ ประ ซงึ่ กลว ยไมห างชางในลกั ษณะน้ีจะถกู เรียกวา กลว ยไมวานเพชรหึงเผอื ก สาํ หรบั
ศนู ยวจิ ัยพืชสวนชุมพร ผลการจากการวเิ คราะหขอมลู ลกั ษณะดอกของกลว ยไมหางชาง ทไี่ ดจ ากการสาํ รวจและ
รวบรวม สามารถจัดจาํ แนกเปน กลมุ ใหญ ๆ ได 4 กลุม (ภาพท่ี 27 – 30) โดยการจดั กลมุ อาศยั ลักษณะสขี องกลีบ
ดอกท่ีแตกตางกัน สวนการประเมินสี ใชแ ผนเทยี บสี (The Royal Horticultural Society Colour Chart, Fifth
Edition) ในการตรวจวัด ซง่ึ การจําแนกกลมุ กลว ยไมหางชางตามลักษณะดอกดงั กลา ว เพ่ือตอ งการใหเกษตรกร
และผสู นใจ มีขอมูลลกั ษณะดอกของกลวยไมห างชา งทพ่ี บในประเทศไทยวามีกี่ลักษณะ เพือ่ ท่ีจะไดทําการคดั เลือก
ลักษณะดอกทนี่ าสนใจ ไปปลูกขยายเปนไมต ดั ดอกตามความตองการของผบู รโิ ภคไดอยางถูกตอง และไดร าคาดี
รวมทัง้ คดั เลือกตนพันธุท่ดี อกมีลกั ษณะดี ใชเ ปน พอ – แมพนั ธุ เพ่ือการปรับปรุงและพัฒนาพันธตุ อไป ดอก
กลว ยไมห างชา งท่ีพบในแตล ะกลุมมีหลายแบบ ซึง่ มรี ายละเอียดดงั ตอไปน้ี
กลมุ ที่ 1 : กลว ยไมห างชางท่ีมกี ลบี ดอกสเี หลอื ง
มคี าสพี นื้ ของกลีบดอก มีคาเทา กบั Y 13 – D หรือ Y 7 – D
กลมุ ที่ 2 : กลว ยไมห างชา งท่ีมกี ลีบดอกสเี หลอื งผสมสีเหลอื งอมเขียว
มีคาสพี ืน้ ของกลบี ดอก มีคาเทากบั Y 13 – D หรือ Y 7 – D ผสม GY 1 - C
กลมุ ท่ี 3 : กลวยไมห างชา งที่มีกลีบดอกสเี ขยี ว
มีคา สพี นื้ ของกลบี ดอก มีคาเทากับ GY 1 - C
กลมุ ที่ 4 : กลวยไมหางชางที่มีกลบี ดอกสเี หลืองผสมสเี หลอื งอมแดง
มคี า สีพ้นื ของกลีบดอก มีคาเทา กับ Y 13 – D หรือ Y 7 – D ผสม R 38 - D
18
ภาพท่ี 27 : ลกั ษณะดอกของกลวยไมห างชา งท่อี ยูในกลมุ ท่ี 1
19
ภาพท่ี 28 : ลกั ษณะดอกของกลวยไมห างชา งท่อี ยูในกลมุ ท่ี 2
20
ภาพท่ี 29 : ลกั ษณะดอกของกลวยไมห างชา งท่อี ยูในกลมุ ท่ี 3
21
ภาพท่ี 30 : ลกั ษณะดอกของกลวยไมห างชา งท่อี ยูในกลมุ ท่ี 4
22
บทที่ 4
การขยายพนั ธุ
การขยายพนั ธขุ องกลวยไมห างชา งท่ีนิยมปฏบิ ัติมีอยู 2 วธิ ี คือ การขยายพันธโุ ดยการแยกหนอ และการ
ขยายโดยใชเมลด็ ซงึ่ มีรายละเอียดดงั ตอไปน้ี
การขยายพนั ธโุ ดยการแยกหนอ
การแยกหนอ หมายถึง การเอาสวนใดสวนหนึ่งของกลวยไมที่ไมใชเมล็ดไปขยายพันธุเพ่ือเพิ่มปริมาณตน
เปนวิธีการท่ีสะดวกและงายกวาการเพาะเมล็ดมาก การเพิ่มตนดวยวิธีน้ีจะไดตนใหมที่ยังคงเหมือนเดิม เน่ืองจาก
กลวยไมหางชางเปนกลว ยไมท่ีมขี นาดใหญ ดังนั้น การขยายพันธุโดยวิธนี ี้ตองใชว ิธีผา กอเพ่อื แบงแยกลําตนนั่นเอง
และกลวยไมหางชางเปนกลวยไมท่ีมีการเจริญเติบโตแตกลําใหมไดทุกทิศทาง กอหางชางมีต้ังแตขนาดเล็กจนถึง
ขนาดใหญ ขึ้นอยูกับจํานวนลําตนตอกอ จากการศึกษาของ ณิชชา (2556) พบวา สามารถขยายพันธุกลวยไม
หางชางโดยการแบงแยกลําตนออกจากกอใหญ (จํานวนลําตนท่ีแยกออกมา โดยในหนึ่งกอมีลําตนจํานวน 2 ลํา/
กอ เปนอยางนอย และควรมีลําตนท่ีแกอยางนอย 1 ลํา ซึ่งลําแกอาจมีใบหรือไมมีใบก็ได เพราะลําแกเมื่อถูก
แยกออกจากกอ จะแตกหนอไดเร็วกวาลําออน) การแบงแยกลําตนทําไดโดยใชเลื่อย หรือมีดคม ๆ ผากอกลวยไม
หางชาง ระวัง อยาใหอุปกรณที่ใชผา ตัดถูกโคนของลําตน เพราะถาตัดโคนตนขาด ลําตนน้ันจะนําไปปลูกแบบ
ปกติ คือปลูกในวัสดุปลูกเลยไมได ตองนําไปปลูกชําใหมีหนอใหมเกิดข้ึนกอน ซ่ึงใชเวลานาน และโอกาสเกิดหนอ
ใหมมีเปอรเซ็นตการแตกหนอนอย ในขั้นตอนการแบงแยกกอ พยายามใหระบบรากกระทบกระเทือนนอยที่สุด
และทาแผลทีเ่ ปน รอยตัดดวยยาปองกันเชื้อรา ไดแก ปูนแดง เปนตน (ภาพท่ี 31) นาํ กอหางชางทไี่ ดไปปลูกในทอ
ซีเมนต ขนาดของทอซีเมนตที่ใช ข้ึนอยูกับความตองการของผูปลูก แตขนาดท่ีนิยมใชปลูก คือ ทอซีเมนตท่ีมี
เสนผาศูนยกลาง 80 ซม. และถาจะใหสวยงาม ดูดียิ่งข้ึน ควรใชทอซีเมนตวางซอนกันสองทอ โดยใชฝาทอที่มี
ขนาดเดยี วกนั คนั่ กลาง เพื่อประหยัดวัสดปุ ลูก ซ่งึ แทนทจ่ี ะใสวัสดุปลูกท้ังสองทอ กลบั ใสแคทอ เดียว) โดยใชเปลือก
มะพราวแหงวางช้ันลางประมาณครึ่งทอ แลววางกลวยไมหางชางตามดวยวัสดุปลูก ซึ่งวัสดุที่ใชปลูกไดแก ราก
มะพรา วผุ เปลือกมะพราวแหง ทะลายปาลม ตัวผู หรือ ผสมกันระหวางวัสดุท่ีกลาวมาแลว ซึ่งเปนวสั ดุที่หาไดงาย
ในทองถิ่น หรือ จะปลูกบนตอไมเลยก็ได หากตองการปลูกเปนไมประดับ ตอไมท่ีกลวยไมหางชางชอบหรือ
เจริญเติบโตไดดี ไดแก ไมรักษ ไมตําเสา (หรือไมกันเกรา) ไมเคี่ยม เปนตน ตอไมท่ีใชปลูกควรเปนตอไมเน้ือแข็ง
ในชวงแรกปลูก ซึ่งจํานวนลําตนตอกอจะมีเพียง 2 – 3 ลํา ถาผูปลูกมีความตองการใหมีปรมิ าณหนอเพิ่มขึ้นอยาง
รวดเร็ว ควรปลูกกลวยไมหางชางลงกลางวัสดุปลูก แลวปดทับโคนตนดวยวัสดุที่มีน้ําหนักเบา สามารถระบายน้ํา
และอากาศไดดี ไดแก ทะลายปาลมตัวผู หรือใบไผ (ใบเล็ก) เปนตน และใหน้ําพอประมาณ เพราะกลวยไมหาง
ชา งไมไดเปนกลวยไมท่ตี องการนา้ํ มาก หลงั จากที่มหี นอใหมเกิดข้ึนมากพอสมควร (สังเกตไดจาก กลวยไมหางชาง
มีทรงพุม กอกลวยไมหางชางสามารถเริ่มทรงตัวได ) และกอกลวยไมหางชางเริ่มมีระบบรากมากขึ้น ใหเปลี่ยน
ระดับกอกลวยไมหางชางมาไวที่ดานบนของวัสดุ พยายามวางกอหางชางใหอยูเหนือทอปูน เน่ืองจากหางชางเปน
พืชท่ีเจริญเติบโตออกทางดานขางทุกทิศทาง จะทําใหไดทรงตนท่ีสวย เปนพุม และสะดวกในการแบงแยกกอ(ถา
หากมีการแบงแยก) หลังจากน้ันใหใสปุยมูลวัวแหง อัตรา 2 - 3 กิโลกรัม / ทอปูน / 6 เดือน (ทอปูนมีเสนผาน
ศูนยกลาง 80 ซม.) การใสปยุ มูลวัว ใหโ รยปุยมูลวัวรอบ ๆโคนตน บนราก (ระวังอยาใหม ูลววั หลนไปบนยอดหนอ
เล็ก ๆ ที่เพ่ิงแตกออกมาใหม อาจทําใหหนอใหมเนาและตายได) ดังนั้น การขยายพันธุหางชางโดยเร่ิมตนจาก 2
ลาํ / กอ / ทอ และใชเปลือกมะพราวแหงและทะลายปาลมตวั ผูเปนวัสดุปลูก จะไดห นอใหมเกิดข้ึน 7 - 8 หนอ /
ทอ / ป สวนการใหนํ้าสําหรับกลวยไมหางชาง ชวงแรกของการขยายพันธุจําเปนตองใหนํ้าสมํ่าเสมอ แตหลงั จาก
ท่ีมีหนอใหมเกิดข้ึนในปริมาณมากพอ กลวยไมหางชางจะมีลักษณะเปนกอมากข้ึน การใหน้ําจะเปนการใหนํ้าตาม
ความจําเปนเทาน้ัน ถาไมไดอยูในชวงฤดูรอนหรือสภาพอากาศรอนผิดปกติ ไมมีความจําเปนที่จะตองใหนํ้า
กลวยไมหางชาง เน่ืองจากกลวยไมหางชางเปนกลวยไมท่ีทนทานตอความแหงแลงไดดี ถาสภาพอากาศแหงแลง
มาก กลวยไมห างชา งจะปรบั ตวั โดยการปลดใบ ซ่ึงจะปลดใบจากโคนไปสูปลายของลําตน
23
1
6
25
3 4
ภาพที่ 31 : การขยายพันธกุ ลวยไมห างชา งโดยการแบง แยกกอ
24
การขยายพนั ธโุ ดยใชเ มล็ด
การขยายพันธุโดยใชเมลด็ เปน การเพาะเมลด็ กลวยไมหางชางท่โี ดยใชเมลด็ ที่อยูภายในฝก กลวยไม การใช
วิธกี ารเพาะเลี้ยงเนื้อเย่ือ คือ การเพาะเมลด็ บนอาหารสังเคราะหในสภาพปลอดเชื้อ ในฝกกลวยไมหางชางฝก หนึง่
ๆ นัน้ มเี มลด็ จาํ นวนมากมาย (ภาพที่ 32 – 33) เมื่อนําเมล็ดไปเพาะกจ็ ะไดต นกลว ยไมจาํ นวนมากตามปริมาณท่ี
ตองการ อายุของฝกนบั ตงั้ แตผ สมเกสรจนถงึ วนั ที่เมล็ดแกเรว็ ตามธรรมชาติ จะมีระยะเวลาเรว็ หรอื ชาตางกันตาม
ชนดิ ของกลว ยไมและตามสภาพแวดลอ ม สาํ หรับกลวยไมหางชา งใชเวลา 5 – 6 เดอื น เมอ่ื ฝก แกผิวฝกเดมิ ซง่ึ เปนสี
เขยี วจะคอย ๆ เปลี่ยนเปน สีเหลอื ง แลว เปนสีนา้ํ ตาลในที่สุด แตการเกบ็ ฝกมาเพาะโดยวิธเี พาะเลย้ี งเน้ือเย่ือ ใน
ปจจบุ นั ไมนิยมปลอ ยท้งิ ไวจนแกจ ดั ซึ่งอายขุ องฝกทจ่ี ะนํามาเพาะไดดี ควรมอี ายุ 2 ใน 3 ของอายฝุ ก แก หรือ
ประมาณ 5 เดือน เปนตน ไป โดยสงั เกตจากฝกเปลยี่ นเปนสเี หลือง สําหรบั ฝกออนทต่ี ัดมานั้นถาเปน ไปได เม่ือตดั
มาแลว ควรเพาะทนั ที ถา จาํ เปน ตอ งเก็บไว ควรหอ ดวยกระดาษน่ิมแลว ใสถุงรดั ปากถงุ ใหแนน เกบ็ ไวในชองเกบ็ ผัก
ของตูเ ยน็ หากท้ิงไวในสภาพอากาศรอนเมล็ดออนภายในฝกอาจจะตายได
ภาพที่ 32 : เมลด็ ทีอ่ ยภู ายในฝกกลว ยไมหางชา้ ง
25
ภาพท่ี 33 : ภายในฝกของกลว ยไมหางชางท่ีประกอบดว ยรก (placenta) และ เมล็ดเล็ก ๆ มากมาย ซ่ึงมี
ขนาดเทากบั 1 มิลลิเมตร ดังภาพบนขวา
ทมี่ า : http://www.kew.org/discover/blogs/orchid-seeds--nature’s-tiny- treasures (9 พ.ค.2558)
26
บทที่ 5
การปลกู กลวยไมหางชาง
กลวยไมหางชางเปนพืชท่ีตองการแสงมาก ความยาวของลําตน ขึ้นอยูกับความสมบูรณของตน หรือ
ปริมาณแสงที่ไดรับ กลวยไมหางชางท่ีปลูกการแจง จะมีลําตนสั้นกวา เปนผลใหทรงตนสวยกวา และโอกาสการ
แทงตาดอกจะมีสูงกวาดวย ในชวงท่ีจะแทงตาดอก หากกลวยไมหางชางไดรับนํ้าในปริมาณที่มากเกินไป จะทําให
ตาดอกกลายมาเปนตาหนอ และจํานวนลําตน / กอ ไมมีผลตอการออกดอกของกลวยไมหางชา ง จํานวนตนตอ กอ
นอย กลวยไมหางชางยังสามารถออกดอกได (ภาพที่ 34) การออกดอกของกลวยไมหางชาง ข้ึนอยูกับลํากลวยไม
หางชางท่ีมีการเจริญเติบโตเต็มท่ีแลว และอยูในสภาวะแวดลอมท่ีมีแสง มีความเครียดพอดี ก็ทําใหมีการแทงตา
ดอกออกมา และพัฒนาเปนดอกตอไป แตถามีการใหน้ํามากเกิน จะทําใหตาดอกพัฒนาเปนตาหนอแทน แมวา
กลวยไมท่ีนํามาปลูกจะเปนพันธุดีแลวก็ตาม แตถาการปฏิบัติดูแลรักษาไมดี จะเล้ียงใหไดตนสวยงามเหมือน
พนั ธกุ รรมน้ันกเ็ ปนไปไดยากเชนกนั ฉะนั้นผูเ ลย้ี งกลว ยไมท่ีอยากใหก ลว ยไมข องตนงดงาม จําเปนตองมคี วามรตู า น
การดูแลรักษากลวยไมดีพอสมควร เพราะกลวยไมแตละชนิดมีความแตกตางกัน การปฏิบัติการดูแลรักษายอม
แตกตางกันไปบาง ส่ิงท่ีควรคํานึงถึงในการปลูกกลว ยไมหางชา ง ไดแก ปริมาณแสง วัสดุปลูกและภาชนะท่ีใชปลูก
การใหน้าํ /ใหป ุย การปอ งกันกําจดั โรคและแมลง เปน ตน
ภาพท่ี 34 : กลว ยไมหางชางท่ีมีปริมาณลาํ เพยี ง 3 ลาํ และเพ่งิ
แบงแยกออกมาจากกอแมเพยี ง 2 เดือน สามารถออกดอกได
ปรมิ าณแสง
กลวยไมหางชางเปนพืชท่ีตองการแสงมาก เปนกลวยไมที่ตองการปริมาณแสงแดดมาก หากเลี้ยงในที่รม
จะมีปญ หาเลี้ยงลําตนไมแ ข็งแรงและไมใหดอก แสงสวางเปน เครื่องชว ยใหนํา้ ที่อยูในใบกับกาซคารบ อนไดออกไซด
ที่ตนไมดูดจากอากาศ มีปฏิกิริยาตอกัน ประกอบกับวัตถุสีเขียวในใบท่ีเรียกวา คลอโรฟลล ทําใหเกิดเปนน้ําตาล
กลูโคสเก็บไว เม่ือกลวยไมหายใจเอากาซออกซิเจนเขาไป ก็จะเกิดปฏิกิริยากับนํ้าตาลกลูโคส ทําใหเกิดเปน
พลังงาน สรางความเจริญเติบโตใหกับกลวยไม นอกจากน้ีแสงสวางยังมีอิทธิพลตอการออกดอก และความสูงของ
กลวยไมอีกดวย ดังนั้นแสงสวางจึงเปนสิ่งแวดลอมที่ขาดไมไดในการดํารงชีวิตของกลวยไม กลวยไมแตละชนิดแต
ละสกุลตองการแสงสวางไมเหมือนกัน กลวยไมบางชนิดตองการแสงเต็มที่ แตบางชนิดตองการรมเงามาก ใน
บางคร้ังแสงถามมี ากเกินไปอาจเปน อนั ตรายตอ กลว ยไมได เชน ใบและลําตน ไหม เปน ตน แตในทางตรงกันขา ม ถา
กลว ยไมไดร ับแสงนอยเกินไป ใบจะมสี ีเขียวเขม ไมสดใส บางครง้ั ตน สงู ชะลดู ออนแอ เปราะหักงาย แตถ ากลวยไม
ไดรับแสงพอเหมาะ ใบจะมีสีเขียวอมเหลืองนิด ๆ และสดใส (ภาพท่ี 35) อยางไรก็ตาม ถาสภาพพื้นที่ท่ีปลูก
27
กลวยไมมีกระแสลมธรรมชาติพัดถายเทความรอนออกไปอยางสม่ําเสมอ จะพบวากลวยไมเจริญเติบโตแข็งแรง
และใหดอกไดดี
ภาพท่ี 35 : ลักษณะตนกลวยไมหางชา งทปี่ ลูกภายใตร ม เงาหรือมีการพรางแสง
(ซา ย) และลักษณะตน กลว ยไมหางชางทีป่ ลกู กลางแจง (ขวา)
วสั ดปุ ลูกและภาชนะทใ่ี ชป ลกู (ณิชชา, 2556)
ภาชนะทใี่ ชป ลกู
ภาชนะมีสวนสําคัญในการปลูกกลวยไมใหเจริญงอกงามดี เน่ืองจากการเจริญเติบโตของกลวยไมสัมพันธ
กับภาชนะปลูก ผูปลูกจึงควรเลือกภาชนะปลูกใหเหมาะสมกับกลวยไมในแตละประเภท สําหรับกลวยไมหางชาง
เน่ืองจากเปนกลวยไมที่มีขนาดใหญและเปนพืชท่ีมีอายุยาว การท่ีจะเลือกภาชนะปลูก ตองเปนภาชนะปลูกท่ีมี
ความคงทน และคําถึงความตองการหรือจุดประสงคของผูปลูกดวยวาตองการตนกลวยไมหางชางท่ีมีขนาดโตแค
ไหน ก็ใหเลือกภาชนะทใ่ี ชปลูกตามทตี่ องการ ภาชนะปลกู ท่นี ยิ มใชปลกู กลวยไมหางชาง มดี งั น้ี
1. ทอปูน หรือทอซีเมนต ขนาดเทาไหรขึ้นอยูกับความตองการของผูปลูก สวนมากที่นิยมใชท่ัวไป จะมี
เสนผาศูนยกลาง เทากับ 60 – 120 ซม. แตท ี่นิยมใชม าก คือทอ ท่ีมเี สนผาศูนยก ลาง 80 ซม. และนิยมใช
ชอนกัน 2 ทอ โดยใชฝาทอขนาดเดียวกันกั้นกลาง เพ่ือลดปริมาณวัสดุปลูก และใชทอปูน 2 ทอเรียงกัน
เพ่ือปอ งกันไมใหลํากลวยไมหางชา งหอ ยลงดิน นอกจากน้ี การใชทอ 2 ทอปลูกกลวยไมหางชา ง จะทําให
ไดก อหางชางทีด่ ูสงา และสวยงาม (ภาพท่ี 57)
2. กระถางดนิ เผา หรอื กระถางเคลือบ แตควรมขี นาดใหญ เพื่อท่ีจะไดไ มต อ งเสียเวลาในการเปลย่ี น
ภาชนะปลกู บอย ๆ
3. เขงพลาสติก เหมาะที่ใชเปนภาชนะปลูกในชวงแรก ๆ ท่ีจํานวนตน / กอ นอยอยู ใชภาชนะปลูก
ชนิดน้ีกับกลวยไมหางชางที่เพิ่งแยกกอ เพ่ือความสะดวกในการเคลื่อนยายกอหางชาง แตมขี อเสีย คือ ถา
ปลูกกลางแจง เขง จะถกู แดดเผา เปราะ และเสยี หายภายในระยะเวลาไมน าน
4. ตอไมเน้อื แขง็ ซง่ึ เหมาะกบั พืชทมี่ ีระบบรากแบบกงึ่ อากาศเชน กลว ยไมหางชา ง (ภาพที่ 36)
28
ภาพที่ 36 : กลวยไมหางชา งทป่ี ลูกโดยใชท อปูน 2 ทอ วางช้อนกนั (ซ้าย) และทป่ี ลกู
บนตอไมเ นื้อแข็ง (ขวา)
วสั ดุปลกู
วสั ดุปลกู หรอื เคร่ืองปลกู กลวยไม เปนที่เก็บอาหาร หรือปุยของกลวยไม เกบ็ ความช้ืน และเพอ่ื ใหรากของ
กลวยไมเกาะ ลําตนจะไดต้ังตรงอยูได เคร่ืองปลูกที่ดีจะทําใหกลวยไมเจริญงอกงามดี ถาเครื่องปลูกไมดี จะทําให
กลวยไมไมเจริญเติบโต ทําใหเกิดโรคและตายในที่สุด ระพี (2548) และครรชิต (2535) ไดอธิบายเครื่องปลูก
กลวยไมท่ีจดั วาเหมาะสมตอ การนาํ ไปใชป ลกู กลว ยไมไดดี ควรมีลกั ษณะดังนี้
- มีความทนทาน ไมผ ุ ไมเ ปอ ยหรือสลายตวั ไดงา ย
- สะอาด ปราศจากสารท่ีเปนพิษ อุมความช้ืนไดดีพอสมควร แตคงสภาพปกติไวโดยไมเปยกแฉะหรือ
แหง เรว็ เกนิ ไป รวมทัง้ ไมอมความรอ นดว ย
- ไมมีศัตรรู บกวน เชน ตะไครน้าํ หรอื ราขึ้นรบกวนเรว็ เกนิ ไป
- อยูใ นสภาพเออ้ื อํานวยใหอากาศถายเทไดส ะดวก
- หางาย ราคาถูก หรอื อาจเปน ของเหลือใชในทองถ่ิน
อยางไรก็ตาม เปนการยากที่จะหาเครื่องปลูกกลว ยไมที่มีคุณสมบัติครบถวน และดวยเหตุผลดังกลาว
ผปู ลกู กลว ยไมจ งึ นยิ มผสมเครื่องปลูกหลาย ๆ ชนดิ เขาดว ยกนั เพ่อื ใหมคี ุณสมบัติดขี ึ้น
สาํ หรับเคร่ืองปลูกท่ีใชป ลูกกลวยไมที่มรี ะบบรากแบบรากกง่ึ อากาศ เชนกลวยไมหางชางน้ัน จะตองมี
การถายเทอากาศและระบายนํ้าไดดี คือ เคร่ืองปลูกตองมีขนาดใหญและไมอุมนํ้ามากนัก เคร่ืองปลูกท่ีใชปลูกกับ
กลวยไมหางชาง มดี ังนี้
1. กาบมะพราว เปนเปลือกมะพราวที่แกจัดและแหงเปนสีน้ําตาลแลว และกาบมะพราวเปน
วัสดุปลกู ท่ีหาไดง า ย ราคาถกู
2. รากมะพรา ว ไดจ ากตอของตนมะพราวที่ถูกโคนตน นานหลายปแ ลว เหลือแตตอท่ถี ูกทิ้งไวจ น
ผุ สามารถนํามาปลกู กลวยไมห างชางไดด ี
3. ทะลายปาลม ถาเปนทะลายปาลมตัวผู สามารถนํามาใชไดเลย แตถาเปนทะลายปาลมตัวเมีย
ตอ งผา นการหมกั กอ นแลว ราดนาํ้ ชําระลา งสวนที่เปน กรดออนออกไปกอน
29
การใหนา้ํ และปุย
การใหน้ํา
กลว ยไมห างชางที่มีระบบรากแบบก่งึ อากาศ เปน พืชท่มี ีลักษณะใบหนา ผวิ ใบหยาบ มีลําลูกกลว ย
สามารถทนตอสภาพแหง แลง ไดดี เปน พืชทีไ่ มไดตองการน้าํ มากนัก ในชวงฤดูกาลปกติ ใหน ้ําอาทิตยล ะครัง้ ก็
เพียงพอแลว แตทัง้ น้ีตองคํานึงถงึ สภาพแวดลอมตาง ๆ ประกอบดว ย แตท ี่สําคัญ การใชการสังเกตวา กลวยไมห าง
ชางขาดนา้ํ หรอื ไม สามารถทาํ ไดโ ดยการสังเกตที่ลําลูกกลวย จะเหยี่ วลง และลาํ ตนเรมิ่ ปลดใบเพื่อรักษาความ
สมดุล หากปลอ ยใหก ลวยไมหางชา งขาดน้ําเปน เวลานาน โดยเฉพาะในชวงฤดูแลง จะมีผลกระทบมาก ถา ปริมาณ
แสงแดดมากเกนิ กลว ยไมห างชา งจะมีอาการใบไหม ลําลกู กลว ยเหมือนถูกนา้ํ รอนลวก และจะเนา ไปในท่สี ดุ สวน
หนอใหมท ีเ่ พ่ิงแตกออกมา อาจจะทนแสงแดดไมไหว และมีอาการเหมือนถูกนาํ้ รอนลวกและตายในเวลาตอมา
(ภาพที่ 37) ถา เกิดอาการที่ลาํ ลูกกลว ยดังกลาวแลว โรคเนาจะเร่ิมเขามาและลุกลามจนหมดกอ หากยังพอชวยได
ใหแ กป ญหาโดยการตัดลําตน ท่ีเนาออก แลวยายกอกลว ยไมห างชางไปไวทรี่ ม หรือท่ีมีการพรางแสงพอประมาณ
และคอย ๆ ใหน ้ํา อยา มากเกนิ ไป กลวยไมหางชางจะคอ ย ๆ ปรบั ตวั และคนื สภาพ เพราะการจดั การใหน ้ํา
กลว ยไมห างชา งไมไดเปน เร่ืองที่ยงุ ยาก ไมไดเปน พืชท่ีตอ งการนาํ้ มากมาก แคมีการใหนํ้าบาง และไมจาํ เปน ตองให
ทุกวนั เหมือนกลวยไมชนิดอน่ื ๆ และเนน หนักในชว งฤดแู ลง โดยเฉพาะถาปลูกกลวยไมห างชา งกลางแจง ตอ งใสใจ
เปนพเิ ศษเฉพาะในชว งฤดูกาลนี้เทานัน้
การใหน้าํ กลว ยไมหางชา งมีขอควรพึงระวงั ใหมาก 2 ขอ ดังตอไปน้ี
- อยา ใหน ้ํากับหางชางในเวลาท่ีกลวยไมหางชา งไดร ับความรอนมากและยาวนาน เชน ชว งสาย – บา ย
เพราะจะทาํ ใหล าํ ตนกลวยไมหางชา งมอี าการชอ็ ก ลาํ ตน ถูกลวกและเนา ในทีส่ ดุ ลาํ ตนท่ีเนา ถาตดั ออกชา
จะกลายเปนแหลง ใหเชื้อโรคเขา ไปทําลาย และลุกลามไปยังลาํ ตน อน่ื ๆ ในกอทัง้ หมด ถา หากเกิดกรณี
เชนนใ้ี หรบี ตดั ลําตนนั้นทง้ิ ไป แลวทาแผลลําตน ทีถ่ ูกตัดดว ยปนู แดง (หรือ ยาปองกันเช้ือรา )
- อยา รดน้าํ ใหถกู ยอดของลําตน จะทําใหยอดชา้ํ เพราะแรงน้ํา และเนาในที่สุด สวนมากจะเกิดขนึ้ กับการ
รดน้าํ โดยการใชส ายยางรด
2
13
ภาพที่ 37 : ลกั ษณะของตน กลวยไมห างชา งท่มี ีอาการขาดน้ําระดับรนุ แรงปานกลาง
( 1 และ 2 ) สวนภาพลางขวา ( 3 ) ลําลูกกลว ยเนาแลว
30
การใหป ยุ
กลวยไมหางชางท่ีผูปลูกเลี้ยงจะใหปุยนั้น จะตองอยูในสภาพที่พรอมจะรับปุยไปใชประโยชน คือ เปน
กลวยไมท ่ีอยูในระยะกําลังเจริญเติบโต ไมใชเปน กลวยไมทีก่ ําลังพักตัว หรือเพิง่ ปลูกใหม เพราะกลวยไมท ่ีกาํ ลงั พัก
ตัวจะไมดูดปุยไปใช เพราะรากไมทํางาน ถาใหปุยอาจทําใหรากเนาได กลวยไมท่ีเพิ่งปลูกใหมก็เชนกัน รากไดรับ
ความกระทบกระเทือนและยังหาอาหารไมได การใหปยุ ก็จะไมมีประโยชน และอาจทําใหร ากเนาไดเชน กัน สําหรับ
กลวยไมหางชาง ปุยที่ใชกับกลว ยไมหางชาง ยงั ไมมีการศึกษามากนกั โดยเฉพาะการใชปุยเคมี แตที่เกษตรกรนิยม
ใสปุยคอก ไดแก ปยุ มูลวัว เปนตน การใสปุยคอกเปน ผลใหก ลว ยไมหางชางมีการเจริญเติบโตงอกงามดี โดยเฉพาะ
จํานวนหนอที่เพ่ิมข้ึนตอกอ จะมีปริมาณสูงกวาท่ีไมใสปุยมูลวัว (ณิชชา, 2557) นอกจากน้ี HubPages (2558)
รายงานการใชปุยมลู ไกแหงและ มูลแพะแหงกับกลว ยไมหางชา ง สามารถทาํ ใหกลวยไมหางชางออกดอกได
การปอ งกนั กําจดั โรคและแมลง
โรค
ปกติกลวยไมหางชางไมคอยมีปญหาเรื่องโรคท่ีเขาทําลาย แตท่ีพบวาเกิดกับกลวยไมหางชางที่พบมาก มี
3 ชนิด คือ โรคเนา เละ โรคราเมลด็ ผักกาด และโรคที่เกดิ จากเชื่อไวรสั
โรคเนา เละ
สาเหตุ
เกดิ จากเชื้อแบคทีเรยี เปน โรคทเี่ กิดกบั กลว ยไมห ลายสกลุ มักจะเกิดในเรือนกลว ยไมทม่ี คี วามชน้ื สูง
ลกั ษณะอาการ
อาการเริ่มแรกจะเปนจุดช้ําน้ําขนาดเล็กบนใบหรอื บนหนอออน ทําใหเน้ือเย่ือมลี ักษณะเหมือนถูกน้ํารอน
ลวก คือ ใบจะพองเปนสีน้ําตาล ฉ่ําน้ํา ถาเอามือเตะ จะเละติดมือ มีกล่ินเหม็น และจะขยายลุกลามออกไปทั้งใบ
และหนอ อยางรวดเรว็ (ภาพท่ี 38) โดยเฉพาะในชวงฤดฝู น ทมี่ ีสภาพอากาศรอ นและความชน้ื สูง ในกลวยไมหาง
ชางจะพบวาเกิดโรคนี้ในชวงท่ีมีฝนตกเยอะติดตอกันเปนเวลานาน (และมักจะเกิดกับกอกลวยไมหางชางที่มี
จํานวนลําตนปริมาณมาก และลําตนอยูไขวกันจนแสงแดดสองไดไมถึงโคนตน) หรือเกิดชวงหนาแลงที่ลําตน
กลวยไมหางชางเริ่มมีอาการขาดนํ้าในระดับรุนแรง และลําตนถูกแดดเผา จากน้ันมีการใหน้ํา ลําตนกลวยไมซึ่งอยู
ในสภาพท่อี อนแออยแู ลว ทาํ ใหเ กิดโรคไดง า ย
การปอ งกนั และกาํ จดั
- ตดั หรอื แยกสวนที่เปนโรคออกไปเผาทาํ ลาย
- ไมค วรปลูกกลว ยไมห นาแนน เกินไป เพราะจะทําใหอากาศระหวางตน ไมถา ยเท เกิดความช้นื สงู และงาย
ตอ การเกดิ โรค
- การเรงกลวยไมใหเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว โดยการใหปุยไนโตรเจนมากเกินไปจะทําใหตนและใบ
กลวยไมอวบหนา ซง่ึ เหมาะแกก ารเปนโรคเนาเละนมี้ าก
- ใชยากาํ จัดเชอื้ แบคทเี รยี นิยมใชยาปฏิชีวนะพวกสเตรปโตรมัยซิน เชน แอกริมยั ซิน ไฟแซน 0 หรือ นา
ตรฟิ น
31
ภาพท่ี 38 : โรคเนาเละท่เี กิดกบั กลว ยไมหางชา ง
โรคราเมล็ดผกั กาด หรือโรคตน เนาแหง
สาเหตุ
เกิดจากเชอื้ รา Sclerotium rolfsii เปน โรคท่พี บตามแหลงปลูกกลวยไมท ว่ั โลก
ลักษณะอาการ
เชื้อราจะเขาทําลายกลวยไมบริเวณรากหรือโคนตน แลวลุกลามไปยังสวนของลําตนขึ้นไปสูสวนใบยอด
บรเิ วณท่ถี ูกทาํ ลายจะเปลี่ยนเปนสีเหลืองและน้ําตาลตามลําดับ เน้ือเยอ่ื จะผุเปอ ย ถา ความชืน้ สูงมาก จะพบเสนใย
สขี าวปกคลุมบรเิ วณโคนตน พรอ มกับมีเม็ดกลมขนาดเล็กสขี าว ตอมาเปลี่ยนเปนสีเหลือง และสีนาํ้ ตาลคลา ยเมล็ด
ผักกาด เกาะอยู เรียกเม็ด sclerotia ซึ่งเกิดจากกลุมเสนใยของเชื้อราอัดตัวแนน แลวสรางผนังมาหอหุมไว
บางคร้ังจะแสดงอาการทีใ่ บ ซง่ึ จะทําใหใบเนาเปนสีนํ้าตาล เม่อื อากาศแหง ใบจะเหย่ี วและรวง และตนกลวยไมจ ะ
ตายไปในทสี่ ุด (นิยมรฐั , 2542) (ภาพที่ 39)
การปองกนั และกาํ จัด
ใชวิธี ตัด หรือ แยกสวนที่เปนโรคออกไปเผาทําลาย เพราะเปนโรคท่ีไมไดระบาดรุนแรง ดังนั้น ไมตองมี
การปองกัน เพียงแตถาหากเปนโรคก็ทําตามท่ีแนะนาํ ขางตน
ภาพท่ี 39 : โรคราเมล็ดผกั กาด หรอื โรคตน เนาแหง
32
ลักษณะอาการ
โดยเชอ้ื ราจะเขา ทาํ ลายกลวยไมบรเิ วณรากหรือโคนตนแลว แพรไ ปยังสวนเหนอื โคนตนขึ้นไป บริเวณที่ถูก
ทําลายจะเปลี่ยนเปนสเี หลืองซงึ่ ตอ มาจะเปลี่ยนเปน สีน้ําตาล เน้อื เยื่อจะแหงและยยุ ถาอากาศช้ืนมากๆ จะเห็น
เสน ใยสีขาวแผบ รเิ วณโคนตน ลักษณะที่เหน็ ไดง า ยคือมเี มด็ กลมๆ ขนาดเล็กสีนํ้าตาลคลายเมล็ดผกั กาดเกาะอยู
ตามโคนตน ในกลว ยไมบ างชนดิ จะแสดงอาการท่ีใบโดยจะทําใหใบเนาเปนสีนํา้ ตาล เมือ่ อากาศแหง จะเห่ยี วและ
รวงตายไปในทส่ี ดุ โรคน้ีระบาดมากในฤดฝู น ซงึ่ เชอ่ื ราชนิดนจ้ี ะมีเมลด็ เปนสีนํา้ ตาลกลม ๆ ทนตอการทําลายของ
สารเคมี และสภาพแวดลอมตาง ๆ ทาํ ใหม ชี ีวติ อยูไดนาน
โรคทเ่ี กิดจากเชอื่ ไวรสั
สาเหตุ
เกิดจากเช้ือไวรสั
ลักษณะอาการ
เกดิ จดุ ดา งดําบนใบ และลาํ ตน (ภาพท่ี 40)
การปอ งกนั และกําจดั
เปนเชื้อไวรัสท่ีไมสามารถรักษาใหหายได จึงทําใหยังไมพบวิธีที่จะนํามารักษา หรือแกไขได มีอยูเพียงวิธี
เดียวคอื กําจัดพชื และกระถางปลูก (ปฐพีชล, 2547) สําหรบั โรคน้ีท่เี กิดกบั กลวยไมห างชา ง จะใชวิธี ตดั หรือ แยก
สวนที่เปน โรคออกไปเผาทาํ ลาย เปนวิธีทีด่ ที ี่สุด เพราะลกุ ลามหรือแพรระบาดไปยังตนอนื่ ไดงาย ตอ งใชวิธีกาํ จัด
อยางเดียว (อุปกรณในการแยกสวนที่มีการการของโรค หลังใชควรทําความสะอาดใหดี เพื่อปองกันการ
แพรกระจายของเชือ้ )
ภาพที่ 40 : อาการของโรคไวรัสทเี่ กิดกบั กลว ยไมหางชา ง
แมลงศตั รพู ืช
แมลงที่พบวามีปญหามากกับกลวยไมหางชางมีเพียงชนิดเดียว และมีในชวงออกดอก มันชอบเขากัดกิน
กานชอดอก หรือดอก ทําใหผูปลูกกลวยไมหางชางพลาดโอกาสที่จะไดเห็นดอกมาหลายรายแลว ดังนั้น ผูปลูก
กลวยไมหางชางควรมาทําความรูจักกับแมลงตัวนี้ เพ่ือจะไดรูวิธีที่จะจัดการปองกันหรือกําจัดไดอยางถูกตอง
แมลงตัวนถี้ ูกเรียกวา เตา กลวยไม มรี ายละเอยี ดดังนี้
33
เตากลวยไม หรอื ดว งกนิ ดอกกลวยไม
มีชื่อวิทยาศาสตรวา Lema pectoralis ตัวเตม็ วัยเปน แมลงปก แข็ง มลี ําตวั สีเหลืองสด หนวดและขาสี
ดาํ เปนมัน (ภาพท่ี 41) ขนาดลาํ ตัวยาวประมาณ 7 – 8 มิลลิเมตร ตัวเต็มวัยเพศเมยี จะวางไขเปนฟองเดี่ยว ๆ ตาม
กลบี ดอก กานดอก กานใบ และใบ ไขมีลักษณะยาวรี สเี หลอื ง ผิวเปนมนั มขี นาดประมาณ 1 x 1.5 – 2 มลิ ลเิ มตร
อายุไขประมาณ 3 วัน จึงฟกออกมาเปนตวั หนอน ตัวหนอนจะฝงตัวกินอยตู ามกลีบดอก หนอนเม่ือโตขึ้นสวนทาย
ของลําตัวจะมีลักษณะอวนปอ ม สวนอกเลก็ บนสันอกปลอ งแรกของตัวหนอน จะมจี ุดดํา 2 จุดพาดอยู ตวั หนอนมี
ลาํ ตัวสีเหลืองออน และจะกล่ันมูลสีเหมือนกับอาหารที่กินเขา ไปไวบนหลัง (ภาพที่ 41) มีการลอกคราบ 3 ครัง้ ใน
เวลา 7 วัน จงึ เขาระยะดกั แด โดยมันจะอยูตามกา นดอก ใบ ลําตน หรือโคนดอก โดยกล่นั สารเปน ฟองขาวเหมือน
สบูหุมตัวจนมิด ฟองเมื่อถูกอากาศภายนอกจะแหงคลายโฟม มีลักษณะคอนขางกลม ผิวดานนอกขรุขระ มีขนาด
เสนผาศูนยกลางประมาณ 6 – 17 มิลลิเมตร สวนดักแดจะมีลักษณะเหมือนดักแดของดวงปกแข็งทั่ว ๆ ไป มี
ขนาดกวาง 3 – 5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 4 – 8 มิลลิเมตร มีการเจริญในระยะดักแดประมาณ 10 วัน จึงเจริญ
เปน ตวั เต็มวยั และตวั เต็มวยั จะมชี ีวิตอยูไ ดประมาณ 2 – 4 เดอื น (ผองพรรณ, 2547) แมลงชนดิ นีเ้ ปน ศัตรูท่ีสําคัญ
ของผูปลูกเล้ียงกลวยไมโดยเฉพาะในเขตภาคใต จะพบวาเตากลวยไม สรางปญหาใหกับผูปลูกกลวยไมเปนอยาง
มาก หากไมรูจ ักวิธีปองกันแทบจะไมมีโอกาสไดชมดอกกลวยไมกันเลย เนื่องจากเตากลวยไมจะเขาไปทําลายกาน
ชอ ดอก หรือดอกในชวงท่ียงั เปนดอกตูม เปน ผลใหด อกไมส ามารถมพี ฒั นาการตอไปได
ลกั ษณะการเขาทาํ ลาย
ตัวเต็มวัยจะกัดกินกลีบดอกกลวยไมทั้งท่ีเปนดอกตูมและดอกบาน ตัวออนชอบกัดกินกลีบดอก บางคร้ัง
จะกัดกินกานดอก ทําใหดอกรวงหลน ดอกกลวยไมประเภทกลีบดอกหนาและผิวฉํ่าจะถูกทําลายมากกวาดอก
กลว ยไมที่มกี ลีบบาง และผิวกรานแข็ง แตสําหรับดอกกลวยไมห างชาง เตากลวยไมจะเร่ิมเขา ทําลายโดยการกัดกิน
กานชอดอกตั้งแตเพ่ิงแทงชอดอกไดไมนาน และเขาทําลายไดทุกชวง ตั้งแตเร่ิมแทงชอดอกจนกระทั่งดอกบานจน
หมด หากไมมีการจัดการปองกัน โอกาสท่ีจะไดเห็นดอกกลวยไมหางชางมีนอยมาก หรือถาไดเห็นก็จะเปนดอกท่ี
อยูในสภาพไมสมบูรณ ไมสวยงาม และเปนผลใหดอกกลว ยไมหางชา งมีอายุไมยาวนานเทาที่ควรจะเปน (โดยปกติ
ดอกกลวยไมหางชางมีอายุประมาณ 3 – 5 เดอื น )
การปอ งกันและกาํ จดั
ถา พบไข หนอน ดกั แด หรอื ตัวเต็มวัย ใหเ ก็บไปทาํ ลายเสีย แตถาจําเปน ตองใชสารฆา แมลง ใหฉดี พนดวย
คารบาริล หรอื ไดอะซินอน ประมาณ 5 – 7 วนั / ครัง้ ในระยะที่มีการระบาด ซ่ึงกค็ ือ ระยะที่กําลังแทงชอดอก –
ดอกบาน น่ันเอง สําหรับกลวยไมหางชางท่ีไดทําการปองกันและประสบผลสําเร็จในการจัดการปองกันแมลงตัวนี้
คือ หลังจากที่กลวยไมห างชางแทงชอ ดอกไดกานชอ ดอกยาวประมาณ 20 ซม. ใหเ ริ่มฉดี พนกานชอ ดอกดว ยน้ําสม
ควันไม สลับกับการใชสารคารบ ารลิ อาทิตยละคร้ัง จนกระท่ังดอกเห่ียว เพราะเตากลวยไมระบาดไดตลอดเวลาที่
มีดอกใหม ันกัดกนิ
34
ภาพท่ี 41 : ลักษณะตัวเต็มวัยของเตา กลว ยไม หรอื Lema pectoralis
ภ าพ ที่ 42 : ลักษ ณ ะตัวห น อน ขอ งเตากลวยไม ห รือ Lema
35
เอกสารอ้างอิง
ครรชิต ธรรมศิริ. 2535. การปลูกเลี้ยงกลวยไม ตอนท่ี 3 วัสดุปลูกและภาชนะปลูกกลวยไม. ชัยพฤกษ
วิทยาศาสตร. 39(260) : น. 18-19.
ชยพร แอคะรจั น . 2558. สบื คน จาก : https://www.gotoknow.org/posts/200190 (9 พ.ค. 2558)
ชวลติ ดาบแก้ว. 2542. การปลกู เลีย้ งกล้วยไม้ สําหรับผ้แู รกเริ่ม. สํานกั พิมพ์โอเดียนสโตร์, กรุงเทพฯ, 139
หน้า
ณิชชา แหลมเพช็ ร์ . 2556. 3 พืช สร้างรายได้ (กล้วยไม้หางช้าง). จดหมายขา่ ว ผลิใบ. ปี ที่ 16 ฉบบั ท่ี 11.
น. 2 -3.
ณิชชา แหลมเพช็ ร์. 2557. มารู้จกั กล้วยไม้หางช้างกนั เถอะ. น.ส.พ. กสกิ ร ปี ท่ี 87 ฉบบั ท่ี 2. น. 12 -17.
ณิชชา แหลมเพช็ ร์, วภิ าดา ทองทกั ษิณ สรุ พล ตรุยานนท์ และบญุ เกือ้ ทองแท้. 2558. การสํารวจ รวบรวม
และคดั เลือกพนั ธ์กุ ล้วยไม้หางช้างและกล้วยไม้ดนิ ที่เหมาะสมจะเป็นพนั ธ์ุการค้า. รายงานผลงานวิจยั
ประจําปี 2551 – 2553. สถาบนั วิจยั พืชสวน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. น.336 –
344.
นยิ มรัฐ ไตรศรี. 2542. โรคของกล้วยไม้และการป้ องกนั กําจดั . กลมุ่ งานวจิ ยั โรคพืชผกั ไม้ดอกและไม้ประดบั
กองโรคพืชและจลุ ชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร, กรุงเทพฯ. 50 หน้า
ปฐพีชล วายอุ คั คี. 2547. คมู่ ือกล้วยไม้. โรงพมิ พ์เทพพทิ กั ษ์, กรุงเทพฯ. 237 หน้า
ผอ่ งพรรณ สร้อยอบุ ล. 2547. กล้วยไม้. อกั ษรสยามการพิมพ์, กรุงเทพฯ. 96 หน้า
มาลนิ ี อนพุ นั ธ์สกลุ . 2542. คมู่ ือการปลกู กล้วยไม้. สํานกั พิมพ์เกษตรบ๊คุ . กรุงเทพฯ.120 หน้า
ระพี สาคริก. 2548. กลวยไมสําหรับผูเริ่มตน. โครงการสงเสริมคุณธรรมและการศึกษา. บริษัท วศิระ จํากัด,
กรงุ เทพฯ, 222 หนา
วิกพิ เิ ดีย สารานกุ รมเสรี . 2558. วานเพชรหึง. สืบคน จาก : http://th.wikipedia.org/wiki/สกุลเพชรหงึ (9 พ.ค.
2558)
วชิ า ธิตปิ ระเสรฐิ . 2558. การอนุรกั ษและการคาพืชของประเทศไทย พชื ตามบญั ชแี นบทายอนสุ ัญญาไซเตส.
สืบคน จาก : http://chm-thai.onep.go.th/chm/Meeting/2006/8Aug06/Doc/GSPC[Cites].pdf (24
ม.ค. 2559)
เวบ็ ไซท 108 พรรณไมไทย. 2558. วานเพชรหึง. สบื คน จาก :
http://www.panmai.com/Warn/Warn_ORCHID_01.shtml (9 พ.ค. 2558)
อคั นีย สองแสง และ กนก เลิศพานิช. 2556. การทํานายลักษณะของสีดอกกลว ยไมวา นเพชรหงึ . น. 292 – 299.
ใน :การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร คร้งั ท่ี 51 5 – 7 กุมภาพันธ 2556 .
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร, กรุงเทพฯ.
อบฉนั ท ไทยทอง. 2543. กลว ยไมเ มืองไทย. สํานกั พิมพบานและสวน, กรุงเทพฯ. 461 หนา
ออรคิดสยามดอทคอม. กลวยไม – กลว ยไมไทย สกลุ ชาง แคทลยี า รองเทานารีพนั ธุแท แวนดา สงิ โต 2558.
สบื คนจาก :
http://www.orchidsiam.com/th/index.php?option=com_hotproperty&task=view&id=1356&Item
id=34 (9 พ.ค. 2558)
36
Bloggang. 2558. Grammatophyllum speciosum – วา นหางชา งหรอื วา นเพชรหึงษ. สืบคนจาก :
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=psk-dzym&month=21-08-
2009&group=13&gblog=2 (9 พ.ค. 2558)
FRYNN.COM. 2558. เพชรหงึ สรรพคณุ และประโยชนของวา นเพชรหึง 8 ขอ (กลว ยไมเ พชรหึง). สืบคน จาก :
http://frynn.com/วา่ นเพชรหงึ (9 พ.ค. 2558)
HubPages. 2558. How I Got Tiger Orchid or Grammatophyllum Speciosum Plant To Bloom.
สบื คน จาก : http://greatstuff.hubpages.com/hub/Tiger-Orchid (21 July 2015)
Neptune Designs Inc. 2558. Welcome to the Internet Orchid Species Photo Encyclopedia.
สืบคนจาก : http://www.orchidspecies.com/indexfghijkl.htm (9 พ.ค. 2588)
The Orchid Source.com. 2558. The Orchid Source - Orchid Forum. สบื คนจาก :
http://forum.theorchidsource.com/ubbthreads.php/galleries/277592/Grammatocymbidium_Lo
vely_Melod.html (9 พ.ค. 2558)
Wannura. 2558. Grammatophyllum Speciosum. สืบคนจาก :
https://wannura.wordpress.com/2010/06/22/grammatophyllum-speciosum-anggerik-harimau-
hutan/#more-4402 (9 พ.ค. 2558)
Wikipedia. 2558. Grammatophyllum. สืบคน จาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Grammatophyllum
(9 พ.ค. 2558)
Wikipedia. 2558. สบื คน จาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Grammatophyllum_speciosum#Ecology (9
พ.ค. 2558)