The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sumeth Penrang, 2022-01-13 21:20:55

คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

ตารางท่ี 2.4 การใชปุยกบั มนั สําปะหลงั ตามคา วิเคราะหดิน

รายการวิเคราะห คาวเิ คราะห ปริมาณธาตุอาหารทแี่ นะนํา

อนิ ทรียวัตถุ (OM, %) <0.60 16* กโิ ลกรัม N /ไร

0.60-1.00 16 กิโลกรมั N /ไร

1.00-2.00 8 กโิ ลกรมั N /ไร

>2.00 4 กิโลกรมั N /ไร

ฟอสฟอรสั (P, มิลลิกรมั /กิโลกรมั ) <5 8 กโิ ลกรมั P2O5 /ไร

5-30 4 กิโลกรมั P2O5 /ไร
>30 2 กโิ ลกรมั P2O5 /ไร

โพแทสเซยี ม (K, มลิ ลกิ รมั /กิโลกรมั ) <30 16 กโิ ลกรมั K2O /ไร

30-90 8 กิโลกรัม K2O /ไร
>90 4 กโิ ลกรัม K2O /ไร

หมายเหตุ คําแนะนําการใชปยุ กับมนั สําปะหลงั ตามคาวเิ คราะหด นิ เปน คําแนะนําสาํ หรบั ดนิ ไรทวั่ ไปทีม่ ี pH

ระหวา ง 4.5-7.5

* ควรปรับปรงุ ดินดว ยวัสดุอินทรยี จากไร- นา หรือปุยอินทรยี  อตั รา 500-1,000 กโิ ลกรมั นํา้ หนัก

แหง ตอไร

วธิ กี ารใสปยุ ใสปุย 1-2 ครั้ง เมอ่ื มันสําปะหลังอายุ 1-2 เดอื นหลงั ปลูก แลวแตกรณี

1) กรณอี ตั ราแนะนําปยุ ไนโตรเจนและโพแทช ไมเกิน 8 กโิ ลรัมตอไร ใหใสปุยไนโตรเจนปุย

ฟอสเฟต และปุยโพแทชคร้ังเดียวเม่ือมันสําปะหลังอายุ 1-2 เดือน และดินมีความชื้น

เหมาะสม โดยใสส องขางตน มันสําปะหลัง แลวกลบปยุ

2) กรณีอัตราแนะนําปุยไนโตรเจนและโพแทช มากกวา 8 กิโลรัมตอไร ใหแบงใสปุย

ไนโตรเจนและปุยโพแทชออกเปน 2 คร้ังที่อายุ 1 เดือน และ 2 เดือน สําหรับปุย

ฟอสเฟต ใหใ สค รั้งเดียวเมื่อมันสําปะหลังอายุ 1 เดือน และเม่ือดินมีความช้ืนเหมาะสม

โดยใสสองขางตน มนั สาํ ปะหลงั แลว กลบปยุ

5.2 การใชป ุยตามคา วิเคราะหดนิ โดยการผสมปุยใชเอง
การผสมปุยใชเอง สามารถทําไดโดยใชแมปุยที่มีธาตุอาหารหลักในปริมาณสูง เชน ยูเรีย (46-0-0)

ไดแอมโมเนยี มฟอสเฟต (18-46-0) และโพแทสเซียมคลอไรด (0-0-60) โดยไมจําเปนตองใสสารตัวเติมหรือ
ฟลเลอร (filler) ชว ยใหส ามารถใสป ุยในปรมิ าณทีต่ อ งการและประหยัดตนทุนจากการใชป ยุ (ตารางที่ 2.5)

46

ตารางท่ี 2.5 คําแนะนําการใชปยุ สําหรับมันสาํ ปะหลังตามคา วเิ คราะหด ินโดยการผสมปยุ ใชเ อง

อินทรียวตั ถุ ฟอสฟอรัสทเ่ี ปน โพแทสเซยี มท่ี ปรมิ าณธาตุอาหารแนะนํา ปริมาณปุยทต่ี อ งใช

(%) ประโยชน แลกเปลี่ยนได N P2O5 K2O 46-0-0 18-46-0 0-0-60
(มก./กก.) (มก./กก.)
(กก./ไร) (กก./ไร)

<0.6 <5 <30 16 8 16 28 17 27

<0.6 <5 30-90 16 8 8 28 17 13

<0.6 <5 >90 16 8 4 28 17 7

<0.6 5-30 <30 16 4 16 31 9 27

<0.6 5-30 30-90 16 4 8 31 9 13

<0.6 5-30 >90 16 4 4 31 9 7

<0.6 >30 <30 16 2 16 33 4 27

<0.6 >30 30-90 16 2 8 33 4 13

<0.6 >30 >90 16 2 4 33 4 7

0.6-1.0 <5 <30 16 8 16 28 17 27

0.6-1.0 <5 30-90 16 8 8 28 17 13

0.6-1.0 <5 >90 16 8 4 28 17 7

0.6-1.0 5-30 <30 16 4 16 31 9 27

0.6-1.0 5-30 30-90 16 4 8 31 9 13

0.6-1.0 5-30 >90 16 4 4 31 9 7

0.6-1.0 >30 <30 16 2 16 33 4 27

0.6-1.0 >30 30-90 16 2 8 33 4 13

0.6-1.0 >30 >90 16 2 4 33 4 7

1.0-2.0 <5 <30 8 8 16 11 17 27

1.0-2.0 <5 30-90 8 8 8 11 17 13

1.0-2.0 <5 >90 88 4 11 17 7

1.0-2.0 5-30 <30 8 4 16 14 9 27

1.0-2.0 5-30 30-90 8 4 8 14 9 13

1.0-2.0 5-30 >90 84 4 14 9 7

1.0-2.0 >30 <30 8 2 16 16 4 27

1.0-2.0 >30 30-90 8 2 8 16 4 13

1.0-2.0 >30 >90 82 4 16 4 7

>2.0 <5 <30 4 8 16 2 17 27

>2.0 <5 30-90 4 8 8 2 17 13

>2.0 <5 >90 4 8 4 2 17 7

>2.0 5-30 <30 4 4 16 5 9 27

>2.0 5-30 30-90 4 4 8 5 9 13

>2.0 5-30 >90 44 45 9 7

>2.0 >30 <30 4 2 16 7 4 27

>2.0 >30 30-90 4 2 8 7 4 13

>2.0 >30 >90 42 47 4 7

หมายเหตุ ใสส องขา งตนมันสําปะหลงั คร้งั เดยี วทอ่ี ายุ 1-2 เดอื นหลงั ปลูก แลว กลบปุย หรือหลงั กาํ จัดวัชพืชครั้งแรก เม่ือดินมี

ความชื้นพอเหมาะ

กรณีท่ีดนิ มีปริมาณอนิ ทรียวตั ถุนอยกวา 0.6 เปอรเ ซน็ ต ควรใสป ุยอนิ ทรียอตั รา 1,000 กิโลกรัมตอ ไร

47

5.3 การใชป ุย ตามคาวิเคราะหดนิ โดยการใชปยุ เชงิ ประกอบ
การใชปุยตามคาวเิ คราะหดนิ นอกจากใชแมป ยุ นํามาผสมใชเ องแลว เกษตรกรสามารถเลอื กใชป ยุ เกรด

อ่ืนๆ เชน ปุย 16-16-8 มาใชรว มกบั ปยุ ยูเรีย (46-0-0) และโพแทสเซียมคลอไรด (0-0-60) ไดอีกดวย ในกรณี
ใชปุย เชงิ ประกอบรว มกับปยุ ยูเรยี และปุยโพแทสเซยี มคลอไรด ในการคํานวณปรมิ าณปยุ เชงิ ประกอบทตี่ องใช
ใหเริ่มตนคํานวณจากปุยฟอสเฟต เพื่อใหไดปริมาณฟอสฟอรัสในอัตราแนะนํา จากนั้นจึงคํานวณปริมาณ

ไนโตรเจน และโพแทสเซียมทีไ่ ดจากการใสป ุยในอตั ราดงั กลาว หากไนโตรเจนและโพแทสเซียมยังต่าํ กวาอัตรา
แนะนาํ จงึ คาํ นวณปริมาณปุยยูเรยี และปุย โพแทสเซียมคลอไรดท ่จี ะตอ งใสเ พ่มิ เตมิ (ตารางที่ 2.6)

ตารางที่ 2.6 คาํ แนะนําการใชป ุยสําหรบั มันสาํ ปะหลงั ตามคาวเิ คราะหดินโดยการใชป ุยเชงิ ประกอบ

อนิ ทรียวัตถุ ฟอสฟอรสั ที่เปน โพแทสเซียมที่ ปรมิ าณธาตุอาหารแนะนาํ ปริมาณปยุ ทต่ี อ งใช

(%) ประโยชน แลกเปลย่ี นได N P2O5 K2O 16-16-8 46-0-0 0-0-60

(มก./กก.) (มก./กก.) (กก./ไร) (กก./ไร)

<0.6 <5 <30 16 8 16 50 17 20
50 17 7
<0.6 <5 30-90 16 8 8 50 17 0

<0.6 <5 >90 16 8 4 25 26 23
25 26 10
<0.6 5-30 <30 16 4 16 25 26 3

<0.6 5-30 30-90 16 4 8 13 30 25
13 30 12
<0.6 5-30 >90 16 4 4 13 30 5

<0.6 >30 <30 16 2 16 50 17 20
50 17 7
<0.6 >30 30-90 16 2 8 50 17 0

<0.6 >30 >90 16 2 4 25 26 23
25 26 10
0.6-1.0 <5 <30 16 8 16 25 26 3

0.6-1.0 <5 30-90 16 8 8 13 30 25
13 30 12
0.6-1.0 <5 >90 16 8 4 13 30 5

0.6-1.0 5-30 <30 16 4 16 50 0 20
50 0 7
0.6-1.0 5-30 30-90 16 4 8 50 0 0

0.6-1.0 5-30 >90 16 4 4 25 9 23
25 9 10
0.6-1.0 >30 <30 16 2 16 25 9 3

0.6-1.0 >30 30-90 16 2 8 13 13 25
13 13 12
0.6-1.0 >30 >90 16 2 4 13 13 5

1.0-2.0 <5 <30 8 8 16

1.0-2.0 <5 30-90 88 8

1.0-2.0 <5 >90 88 4

1.0-2.0 5-30 <30 8 4 16

1.0-2.0 5-30 30-90 84 8

1.0-2.0 5-30 >90 84 4

1.0-2.0 >30 <30 8 2 16

1.0-2.0 >30 30-90 82 8

1.0-2.0 >30 >90 82 4

48

ตารางท่ี 2.6 (ตอ) คาํ แนะนาํ การใชป ุย สําหรบั มนั สําปะหลังตามคา วิเคราะหด ินโดยการใชป ุยเชิงประกอบ

อินทรยี วัตถุ ฟอสฟอรัสทเี่ ปน โพแทสเซยี มท่ี ปริมาณธาตุอาหารแนะนาํ ปริมาณปยุ ท่ีตองใช

(%) ประโยชน แลกเปลี่ยนได N P2O5 K2O 16-16-8 46-0-0 0-0-60
(มก./กก.) (มก./กก.)
(กก./ไร) (กก./ไร)

>2.0 <5 <30 4 8 16 50 0 20

>2.0 <5 30-90 4 8 8 50 0 7

>2.0 <5 >90 48 4 50 0 0

>2.0 5-30 <30 4 4 16 25 0 23

>2.0 5-30 30-90 4 4 8 25 0 10

>2.0 5-30 >90 44 4 25 0 3

>2.0 >30 <30 4 2 16 13 4 25

>2.0 >30 30-90 4 2 8 13 4 12

>2.0 >30 >90 42 4 13 4 5

หมายเหตุ ครั้งที่ 1 ใสปุย 16-16-8 สองขางตนมันสําปะหลัง เมื่อมันสําปะหลังอายุ 1 เดือนหลังปลูก แลว

กลบปุย หรอื หลงั กาํ จัดวชั พืชครงั้ แรก เมอ่ื ดนิ มีความช้นื พอเหมาะ

ครั้งที่ 2 ใสปยุ 46-0-0 หรือ 0-0-60 สองขา งตน มนั สําปะหลงั เมื่อมันสาํ ปะหลังอายุ 2 เดือนหลัง

ปลกู แลว กลบปยุ หรือหลงั กําจัดวัชพชื ครัง้ แรก เมื่อดินมคี วามช้นื พอเหมาะ

ตัวอยา งการคํานวณ

หากดินมีปริมาณอินทรียวัตถุ 0.8% ฟอสฟอรัสที่เปนประโยชน 5 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม และ

โพแทสเซยี มท่แี ลกเปลี่ยนได 60 มิลลกิ รัมตอกิโลกรมั ดงั นั้นจะตอ งใสป ุย ใหไดป ริมาณธาตุอาหาร N P2O5 และ

K2O เทา กบั 16 4 8 กิโลกรมั ตอ ไร ตามลําดับ
การคํานวณขั้นที่ 1 คาํ นวณปรมิ าณปุย 16-16-8 ท่จี ะตอ งใส เพื่อใหไดฟ อสฟอรัส 4 กิโลกรัม P2O5 ตอ ไร
น่ันคือ ฟอสฟอรัส (P2O5) 16 กิโลกรมั ไดจากปุย 16-16-8 100 กิโลกรัม

ถา ตองการฟอสฟอรัส (P2O5) 4 กิโลกรัม ดังนัน้ จะตอ งใสป ยุ 16-16-8 100 x146
= 25 กิโลกรัม

ข้ันท่ี 2 ใหคาํ นวณวา ปุย 16-16-8 ที่จะตองใสใ นปรมิ าณ 25 กโิ ลกรัมตอ ไร จะได N และ K เทา ใด

หากยงั ไมไ ด N และ K ตามอัตราท่ีแนะนาํ จงึ จะใสป ยุ 46-0-0 และ 0-0-60 เพิ่มเตมิ

2.1) ปยุ 16-16-8 100 กิโลกรัม มี N 16 กิโลกรัม

ดังนั้น ถา ใสปุย 16-16-8 25 กิโลกรัม จะได N 16 x12050

= 4 กโิ ลกรมั

2.2) ปยุ 16-16-8 100 กิโลกรัม มี K 8 กิโลกรมั

ดงั นนั้ ถาใสป ยุ 16-16-8 25 กโิ ลกรัม จะได K 8 x12050

= 2 กิโลกรัม

จะเหน็ ไดวา จะตองใสปุย N เพ่มิ เตมิ เทากบั 16-4=12 กโิ ลกรัม โดยคาํ นวณจากปยุ 46-0-0

และ จะตองใสปยุ K เพ่มิ เตมิ เทา กบั 8-2=6กิโลกรมั โดยคาํ นวณจากปยุ 0-0-60

49

ข้ันท่ี 3 คํานวณปรมิ าณปยุ 46-0-0 ที่จะตองใส เพ่ือใหไ ดไ นโตรเจน 12 กิโลกรัม N ตอ ไร

นั่นคือ ไนโตรเจน 46 กโิ ลกรมั ไดจากปยุ 46-0-0 100 กโิ ลกรัม

ถา ตอ งการไนโตรเจน 12 กิโลกรัม ดังน้นั จะตอ งใสปุย 46-0-0 100 x 4162
= 26 กโิ ลกรัม

ขัน้ ท่ี 4 คํานวณปริมาณปุย 0-0-60 ทจ่ี ะตองใส เพ่อื ใหไดโ พแทสเซียม 6 กิโลกรัม K2O ตอ ไร
น่ันคอื โพแทสเซียม 60 กิโลกรัม ไดจากปยุ 0-0-06 100 กโิ ลกรมั

ถา ตองการโพแทสเซียม 6 กิโลกรัม ดังนั้นจะตอ งใสปยุ 0-0-60 100 x660
= 10 กโิ ลกรัม

5.4 การใชป ุย ตามเนอ้ื ดนิ

การใชปุย กบั พืช ในกรณที ไี่ มส ามารถทาํ การวิเคราะหด ินกอ นปลกู ได สามารถใชวธิ คี ํานวณปรมิ าณ
ปยุ ทเ่ี หมาะสมไดโดยพจิ ารณาจากเน้ือดนิ (ตารางท่ี 2.7)

การใสปุยสําหรับมันสําปะหลัง ในดินทรายหรือดินรวนปนทรายใสปุย 15-7-18 อัตรา 100

กิโลกรัมตอไร รวมกับปุย 0-0-60 อัตรา 10 กิโลกรัมตอไร หรือใสปุย 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมตอไร
รว มกบั ปยุ 46-0-0 อตั รา 18 กิโลกรมั ตอ ไร และปุย 0-0-60 อัตรา 28 กิโลกรัมตอไร ในดินรวนเหนียวใสปุย
15-7-18 อัตรา 50 กิโลกรัมตอไร สําหรับดินเหนียว ดินเหนียวปนกรวดหรือดินเหนียวที่เปนดินตื้น ใสปุย

15-7-18 หรือปุย 13-13-21 อัตรา 30-40 กโิ ลกรมั ตอ ไร โดยใสป ุย เพยี งคร้ังเดยี วหลังปลูก 1-3 เดือน หรอื หลัง
กําจัดวชั พืชคร้ังแรก เมอื่ ดินมคี วามชนื้ เหมาะสม โดยใสปุยสองขางตน มันสาํ ปะหลัง แลวพรวนดินกลบปยุ

ตารางท่ี 2.7 การใชป ยุ กบั มันสาํ ปะหลังตามลกั ษณะเนอื้ ดนิ

ลกั ษณะเน้ือดนิ ปรมิ าณธาตุอาหารแนะนํา 15-7-18 ปริมาณปุยทตี่ องใช (กโิ ลกรมั /ไร) 0-0-60
ดนิ ทราย, ดินรว นปนทราย (กโิ ลกรัม N- P2O5- K2O/ไร) 100 13-13-21 15-15-15 46-0-0 10

16-8-24 หรอื 28
50 18
ดนิ รวนเหนยี ว 8-4-8 50
30-40
ดินเหนียว 4-4-8 หรอื
ดินเหนยี วปนกรวด 30-40
ดินเหนยี วทเ่ี ปน ดินตน้ื

5.5 การใชป ยุ ชีวภาพสาํ หรบั มันสาํ ปะหลงั

การใชปุยชีวภาพสําหรับมันสําปะหลัง แนะนําใหใชปุยชีวภาพพีจีพีอาร-ทรี (มันสําปะหลัง) ซ่ึง
ประกอบดว ยแบคทีเรีย 2 ชนิด ไดแก Azospirillium brasilense และ Gluconacetobacter diazotrophicus
ไมน อยกวา 1 x 106 โคโลนตี อ กรมั โดยใชปุยชีวภาพอัตรา 1 กิโลกรัม ละลายนํ้า 20 ลิตร สําหรับพื้นท่ีปลูก

มันสาํ ปะหลงั 1 ไร แชทอนพนั ธนุ าน 30 นาทีกอ นปลกู หรือใชป ุยชวี ภาพพีจพี อี ารผสมปุยอินทรีย โดยควรใช
ควบคกู บั ปุยเคมีตามอตั ราแนะนํา ซงึ่ เมอื่ ใชรว มกับปุยเคมีสามารถลดการใชปยุ ไนโตรเจนและปยุ ฟอสเฟตลงได
20%

50

บทที่ 3
การใชปุยสาํ หรับขา วโพด

1. ขอมลู ทัว่ ไป
ขา วโพดเล้ียงสัตวเปนพืชเศรษฐกิจท่ีสําคัญของประเทศ มีพื้นที่ปลูก 6.93 ลานไร ปลูกมากในพ้ืนที่

จงั หวัดเพชรบูรณ นครราชสีมา นาน ตาก เลย เชียงราย นครสวรรค แพร ลพบุรี พิษณุโลก อุตรดิตถ และ
ลําปาง ผลผลติ รวมทง้ั ประเทศ 5.07 ลา นตนั ผลผลิตเฉลีย่ 735 กโิ ลกรัมตอ ไร (สาํ นกั งานเศรษฐกิจการเกษตร,
2563ข) โดยใชบริโภคภายในประเทศและเพื่ออุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว 90 เปอรเซ็นตของผลผลิต
และใชใ นอุตสาหกรรมแปง 10 เปอรเซน็ ต

ขาวโพดหวานสามารถปลูกไดตลอดทัง้ ป และปลูกไดท่ัวทุกภาคของประเทศไทย ในป พ.ศ. 2562 มี
พนื้ ทีป่ ลกู 240,629 ไร พื้นท่เี กบ็ เก่ยี วผลผลิต 237,854 ไร ไดผลผลิตรวม 501,242 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 2,083
กิโลกรัมตอไร แหลง ผลิตทส่ี าํ คัญอยใู นจังหวดั เชียงใหม เชียงราย กาญจนบุรี ลําปาง และสุโขทัย (สํานักงาน
เศรษฐกิจการเกษตร, 2563ก) ขาวโพดหวานมคี วามสําคัญตอการจาํ หนา ยฝก สด และอตุ สาหกรรมอาหาร เพ่ือ
นําไปแปรรูปเปนขาวโพดหวานบรรจุกระปอง เมล็ดขาวโพดหวานปรุงแตง ครีมขาวโพด และบรรจุฝกใน
ถุงพลาสติกสญุ ญากาศแบบแชแ ข็งทง้ั เมล็ดและท้ังฝก ในป พ.ศ. 2562 ประเทศไทยสง ออกขาวโพดหวานบรรจุ
กระปอ งในรปู แบบขาวโพดปรงุ แตงและขาวโพดหวานแชแ ขง็ คดิ เปนปริมาณ 233,528 ตัน มูลคา 6,762 ลาน
บาท โดยปริมาณสงออกลดลงจากป พ.ศ. 2561 ซึ่งสงออกได 251,240 ตัน คิดเปนมูลคา 7,693 ลานบาท
(สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย, 2563)

ขา วโพดขาวเหนยี ว และขาวโพดเทยี น ป พ.ศ. 2561 มีพ้ืนที่ปลูก 35,227 ไร ปลูกในภาคตะวันออก
เฉียงเหนือ ภาคตะวนั ตก และภาคกลาง 54 29 และ 7 เปอรเ ซน็ ต ตามลาํ ดับ และอีก 11 เปอรเซน็ ต กระจาย
อยูตามภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต ผลผลิตรวม 30,379 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,315 กิโลกรัมตอไร
(กรมสงเสริมการเกษตร, 2563) ขาวโพดขาวเหนียวและขาวโพดเทียนปลูกเพื่อการบริโภคฝกสดภายใน
ประเทศ

ขาวโพดฝก ออนเปน ผักอตุ สาหกรรมและสง ออกสาํ คญั ท่มี คี ุณภาพดเี ปนทย่ี อมรบั ของตลาดทั้งภายใน
และตา งประเทศ ในป พ.ศ. 2561 มีพ้นื ทีป่ ลูก 171,577 ไร พนื้ ทเี่ ก็บเกี่ยวผลผลติ 168,719 ไร ไดผลผลิตรวม
246,129 ตนั ผลผลติ เฉล่ยี 1,459 กิโลกรมั ตอไร แหลงผลติ ท่สี าํ คัญอยูในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม
และเชียงราย (สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2562ค) โดยผลผลิตขาวโพดฝกออนมีท้ังการแปรรูปบรรจุ
กระปอ ง การแชแขง็ และการบริโภคฝก สด

2. สภาพแวดลอ มท่ีเหมาะสมตอ การผลติ ขาวโพด
2.1 สภาพพื้นที่และสมบัติของดินท่ีเหมาะสม ขาวโพดสามารถเจริญเติบโตไดดีในดินรวน ดินรวน

เหนียว ดินรวนปนทราย และดินเหนียว มีการระบายน้ําดี มีคาความเปนกรด-ดางอยูในชวง 5.5-7.5
อินทรียวัตถุมากกวา 1 เปอรเซ็นต ฟอสฟอรัสท่ีเปนประโยชนมากกวา 10 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม และ
โพแทสเซียมที่แลกเปล่ียนไดม ากกวา 60 มลิ ลกิ รมั ตอ กโิ ลกรัม ดินลกึ มากกวา 75 เซนตเิ มตร ถา ดนิ มคี า ความ
เปน กรด-ดาง (pH) ตาํ่ กวา 5.0 จะเกดิ ความเปนพษิ ของอะลมู นิ มั แมงกานีส และเหลก็ แตถา ดินมคี า ความเปน
กรด-ดางสูงกวา 8.0 จะทําใหธาตุอาหารบางชนิดมีความเปนประโยชนลดลง เชน ฟอสฟอรัส สังกะสี และ
เหล็ก

พ้นื ทปี่ ลกู ขาวโพดหวาน ขาวโพดขา วเหนยี ว และขา วโพดฝก ออน ควรอยูใกลแ หลงนํ้า

51

2.2 สภาพภมู อิ ากาศ ขาวโพดเจรญิ เติบโตไดดีที่อุณหภูมิเฉลี่ย 24-35 องศาเซลเซียส อุณหภูมิดินท่ี
เหมาะสมตอ การงอกของเมลด็ ควรอยูใ นชวง 26-30 องศาเซลเซยี ส หากอุณหภมู ิดนิ ตํา่ กวา 18 องศาเซลเซียส
จะทําใหระยะเวลาการงอกยาวนานขึ้น 2-4 วัน

2.3 ฤดูปลกู การปลกู ขาวโพดแบง เปน 3 ฤดูปลกู ดงั นี้
ตน ฤดฝู น ปลกู ในเดือนพฤษภาคม-มถิ นุ ายน การปลกู ในฤดูนเ้ี สยี่ งตอ ฝนทิ้งชวงในเดือนมิถุนายน-

กรกฎาคม ซ่งึ เปนระยะทข่ี าวโพดออกดอก ถาฝนไมทงิ้ ชวงขาวโพดจะใหผ ลผลติ สูงกวา การปลกู ในปลายฤดฝู น
เน่ืองจากมีความเขมของแสงมากกวา อยางไรก็ตามการเก็บเกี่ยวขาวโพดเลี้ยงสัตวในชวงเดือนสิงหาคม-
กันยายน เส่ยี งตอ การปนเปอ นของสารอะฟลาทอกซินในเมล็ดเนอ่ื งจากฝนตกชกุ

ปลายฤดูฝน ปลูกในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม มักประสบปญหาการเตรียมดิน ความงอกต่ํา
วชั พืชมาก และโรคระบาด เนือ่ งจากดนิ มีความช้นื สงู ควรทาํ รอ งระบายน้าํ การเก็บเกย่ี วผลผลิตจะอยูในชว งฤดู
แลง ทาํ ใหฝกและเมลด็ มีคณุ ภาพดี

ชวงฤดูแลง ปลูกในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม สวนใหญเปนการปลูกขาวโพดหลังนา ในเขต
ชลประทานควรหลีกเลี่ยงการปลูกขาวโพดลาชาถึงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ เน่ืองจากขาวโพดจะไดรับ
อุณหภมู สิ งู ในชว งออกดอก ซ่งึ สง ผลตอ การผสมเกสร ทาํ ใหไ มต ิดเมล็ด และไดผ ลผลิตต่ํา สวนขาวโพดฝกออน
สามารถปลกู ไดต ลอดท้ังปห ากมแี หลง นํ้าเพียงพอ

2.4 ความตองการนํ้า ขาวโพดเล้ียงสัตวที่ปลูกในเขตรอนชื้นมีความตองการใชน้ํา 600-900
มิลลิเมตรตอฤดูปลูก (Fageria et al., 1997) สวนขาวโพดหวาน ขาวโพดขาวเหนียวมีความตองการใชนํ้า
400-650 มลิ ลิเมตรตอฤดปู ลูก และขาวโพดฝกออ น มีความตองการใชนํ้า 276-304 มิลลิเมตรตอฤดูปลูก ซ่ึง
ปรมิ าณน้ําที่ขา วโพดใชจะแตกตา งกันข้ึนกบั ชว งวันปลกู สมบตั ทิ างกายภาพของดิน อณุ หภมู ิ ความชื้นสัมพัทธ
และพันธุ ปรมิ าณนํ้าท่ีขาวโพดตองการใชในแตละระยะของการเจริญเติบโตจะแตกตางกัน ขาวโพดมีความ
ตอ งการนํ้าสงู สดุ ในระยะออกดอกและระยะแรกของการสรางเมล็ด หากขาดน้ําในระยะการเจริญเติบโตทาง
ลําตนและใบ ผลผลติ จะลดลง 25 เปอรเซน็ ต หากขาดน้ําในระยะออกดอก จนถึงระยะเริ่มสรางเมล็ด ทําให
เมล็ดตดิ ไมเตม็ ฝกหรือไมติดเมล็ด ผลผลติ จะลดลง 50 เปอรเซ็นต และหากขาดนํ้าในระยะหลังการสรางเมล็ด
ผลผลติ จะลดลง 21 เปอรเซ็นต (Denmead and Shaw, 1960; Arnon, 1974; Grant et al., 1989; Huang
et al., 2006; Grudloyma et al., 2005) สําหรับขาวโพดหวาน ขาวโพดขาวเหนียว และขาวโพดฝกออน
การขาดนาํ้ ตลอดระยะการเจริญเติบโตมผี ลกระทบตอคณุ ภาพของผลผลติ

3. ความตอ งการธาตุอาหารและอาการขาดธาตุอาหารของขา วโพด
ไนโตรเจน (Nitrogen; N) มีบทบาทสําคัญตอขาวโพดตลอดอายุการเจริญเติบโต ตั้งแตระยะแรก

ของการเจริญเติบโตจนถงึ ระยะสรา งเมลด็ โดยเฉพาะอยางยิง่ ระยะออกดอก การใหไ นโตรเจนอยางเหมาะสม
แกข า วโพดหวานในระยะแรกของการเจรญิ เติบโต สงเสรมิ ใหเ มล็ดขาวโพดหวานมีความหวานเพ่ิมข้ึน ความ
เขม ขนของไนโตรเจนในใบของขาวโพดในระดับท่ีพอเพียงควรอยูในชวง 2.7-3.5 เปอรเซ็นต (ตารางที่ 3.1)
ไนโตรเจนสวนใหญสะสมอยใู นตนและใบเฉลยี่ 3.2 กิโลกรมั N ตอ ตันผลผลิต

ขา วโพดเลีย้ งสตั วม กี ารดูดใชไ นโตรเจนไปสะสมอยูในสวนของตน ใบ กาบฝก เมลด็ และซงั รวมเฉลี่ย
18 กิโลกรัม N ตอตันผลผลิตเมล็ด (ความชื้น 15 เปอรเซ็นต) ไนโตรเจนสวนใหญสะสมในเมล็ดเฉล่ีย 12.2
กิโลกรัม N ตอ ตันผลผลติ ในขณะท่ีซังขาวโพดมีปรมิ าณไนโตรเจนตา่ํ มาก เฉล่ยี 1.1 กโิ ลกรัม N ตอ ตันผลผลิต
ดังน้ันเม่ือนําเมล็ดและซังออกไปจากพ้ืนท่ีจะทําใหไนโตรเจนสูญหายออกไปเฉล่ีย 13.3 กิโลกรัม N ตอตัน
ผลผลิต (ตารางท่ี 3.2) ซึ่งเทียบเทากับปริมาณไนโตรเจนจากปุยยูเรีย (46-0-0) 28 กิโลกรัม สวนขาวโพด

52

หวานมปี รมิ าณการดูดใชไ นโตรเจนสะสมอยูในสวนของตน ใบ กาบฝก เมลด็ และซัง รวมเฉลีย่ 6.9 กิโลกรัม N
ตอตันผลผลิต (ตารางที่ 3.3) ดังนั้นเม่ือนําตน ใบ กาบฝก เมล็ด และซัง ออกไปจากพื้นที่ทําใหไนโตรเจน
สญู หายออกไปจากพ้นื ท่ีเทยี บเทา กบั ปริมาณไนโตรเจนจากปุยยูเรีย (46-0-0) 15 กโิ ลกรมั

อาการขาดธาตไุ นโตรเจน ในระยะตนออ นหากขาดไนโตรเจน ใบลางของขาวโพดจะเปน สเี หลืองคลาย
กับอาการขาดน้ํา แตไ มเห่ียว สง ผลใหก ารเจรญิ เตบิ โตชะงกั หากขาดไนโตรเจนในระยะที่ขาวโพดอยใู นชวงทม่ี ี
การเจริญเติบโตเต็มท่ีจะแสดงอาการชดั เจนมาก โดยใบแกหรอื ใบลางจะเปลี่ยนเปนสีเหลืองเปนรูปตัววี (V )
เริ่มจากปลายใบเขาสสู ว นแกนกลางของใบและลุกลามขึน้ สูใบบน (ภาพท่ี 3.1) หากการขาดไนโตรเจนมีความ
รุนแรงสวนทเ่ี ปนสเี หลืองจะแหง และใบจะรว งหลน จากลําตน ในขา วโพดหวานอาจพบสมี ว งที่โคนใบและกาบ
ใบ เน่ืองจากมกี ารสะสมของสารแอนโธไชยานินเกิดข้ึน ลําตนผอมสูง และอาจโคงงอ การติดเมล็ดบนฝกไม
สมบรู ณ สาเหตุการขาดไนโตรเจนมกั จะเกดิ จากสภาพแปลงปลกู ท่ีดินเสอ่ื มสภาพขาดความอุดมสมบูรณ การ
สลายตัวของอินทรยี วัตถุไมส มบรู ณ ดินชน้ื แฉะหลงั นาํ้ ทวมขงั การสูญเสียธาตุไนโตรเจนจากดินโดยถูกชะลาง
หรือโดยกระบวนการ denitrification และในพ้ืนทีท่ ่ีมีอุณหภมู ิดนิ ตาํ่ กวา 25 องศาเซลเซียส มักพบวามีโอกาส
ขาดไนโตรเจนได เนอ่ื งจากรากชะงักการเจริญเตบิ โต ทําใหก ารดดู ใชธ าตุอาหารจากดนิ ถูกจํากดั

การแกไขอาการขาดไนโตรเจน ใหฉีดพนปุยทางใบดวยปุยยูเรีย (46-0-0) ความเขมขน 2 เปอรเซ็นต
(400 กรมั ตอนาํ้ 20 ลิตร) ทุก 10-15 วัน

ภาพท่ี 3.1 ลักษณะอาการขาดไนโตรเจนของขา วโพด

แหลงที่มาภาพ: Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

ฟอสฟอรสั (Phosphorus; P) เปน ธาตุอาหารทีส่ าํ คัญตอ การเจริญเตบิ โตของขา วโพดไมนอ ยไปกวา
ธาตไุ นโตรเจน จากการศึกษาพบวาขา วโพดตอบสนองตอ ปยุ ฟอสเฟตตลอดฤดปู ลกู เชน กนั แตมีความตองการ
ในระยะเริม่ แรกมากกวาในระยะอ่ืนๆ โดยฟอสฟอรัสมีบทบาทสาํ คญั ตอ การเจริญเติบโตของราก อยางไรกต็ าม
ในระยะทขี่ า วโพดออกดอกฟอสฟอรสั กม็ บี ทบาทสาํ คัญในการชวยเสรมิ สรางความอุดมสมบูรณใหกับตนและ
เมล็ดเชนกัน และพบอีกวาการดูดใชธาตุฟอสฟอรัสจากดินของรากขาวโพด จะเพิ่มข้ึนจนกระทั่งเม่ือราก
เจรญิ เตบิ โตเต็มท่ี ฉะนนั้ จงึ แนะนําใหใ สป ุยฟอสเฟตท้ังหมดตัง้ แตตอนปลูก ความเขมขนของฟอสฟอรัสในใบ
ของขา วโพดในระดับทพี่ อเพยี งอยใู นชว ง 0.2-0.4 เปอรเ ซ็นต (ตารางที่ 3.1)

53

ขา วโพดเลี้ยงสตั วม กี ารดูดใชฟ อสฟอรสั ไปสะสมอยูในสว นของตน ใบ กาบฝก เมลด็ และซัง รวมเฉลี่ย
3.6 กิโลกรมั P ตอ ตนั ผลผลติ สว นใหญสะสมอยูในเมลด็ เฉลี่ย 2.9 กิโลกรัม P ตอตันผลผลิต (ตารางที่ 3.2)
เทียบเทากับปริมาณฟอสเฟต 6.9 กิโลกรัม P2O5 ตอตันผลผลิต หรือเทียบเทาปุยทริปเปลซูเปอรฟอสเฟต
(0-46-0) 15 กโิ ลกรมั ตอตันผลผลิต สวนขาวโพดหวานมีการดูดใชฟอสฟอรัสไปสะสมในสวนของตนและใบ
เมล็ด ซัง และกาบฝก รวมเฉลี่ย 1.7 กิโลกรัม P ตอตันผลผลิต สวนใหญสะสมอยูในตนและใบ เฉล่ีย 0.9
กิโลกรัม P ตอตันผลผลิต ดังนั้นเมื่อนําตนและใบ เมล็ด ซัง และกาบฝกออกไปจากพื้นที่ทําใหฟอสฟอรัส
สูญหายออกไปเฉลีย่ 1.7 กิโลกรัม P ตอ ตันผลผลติ (ตารางท่ี 3.3) เทียบเทา กบั ปรมิ าณฟอสเฟต 3.9 กิโลกรัม
P2O5 ตอตันผลผลิต หรอื เทยี บเทา ปยุ ทริปเปลซเู ปอรฟ อสเฟต (0-46-0) 8.4 กิโลกรมั ตอ ตนั ผลผลติ

อาการขาดธาตุฟอสฟอรสั ในระยะตน กลา ใบลา งจะมสี มี ว งจากปลายใบและขอบใบ (ภาพท่ี 3.2) ตน
ขา วโพดเตบิ โตชา ตนเต้ยี และไมแข็งแรง รากไมเจริญหรอื ไมพฒั นา หากขาดธาตนุ ี้กอ นออกดอกจะทําใหออก
ดอกชากวาปกติ ลําตนและฝกโคงงอ เมล็ดบิดเบ้ียว การติดเมล็ดไมสมบูรณ หรือมีเมล็ดลีบมาก การขาด
ฟอสฟอรัสสวนใหญพบในพื้นท่ีดินทราย ดินกรดจัด ดินดางจัด ดินแหงหรือเปยกเกินไป หรืออากาศเย็น
อณุ หภมู ดิ นิ ตํา่ เกินไป ทาํ ใหก ารเคลื่อนยายฟอสฟอรสั จากรากสสู ว นตางๆ ของตนขา วโพดชา กวา ปกติ

การปองกนั การขาดฟอสฟอรสั ไมควรปลอยใหด ินแหงหรอื มนี ํา้ ขงั มากเกินไป ควรมีรอ งระบายนํ้าและ
หลกี เลย่ี งการปลกู ขา วโพดชวงท่มี อี ากาศหนาวเยน็



กค
ภาพที่ 3.2 ลกั ษณะอาการขาดฟอสฟอรสั ของขา วโพด

แหลงท่ีมาภาพ : ก) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

โพแทสเซียม (Potassium; K) มคี วามสาํ คญั ในการสรา งความเจริญเตบิ โต ความแข็งแรงของลําตน
และการสรางเมลด็ สภาพดนิ ปลูกขา วโพดในประเทศไทยโดยท่วั ไปมโี พแทสเซยี มสูง จึงมกั ไมพ บปญ หาตอ การ
เจริญเตบิ โตของขา วโพด ความเขม ขนของโพแทสเซียมในใบของขาวโพดในระดับที่พอเพียงอยูในชวง 1.7-2.5
เปอรเซ็นต (ตารางที่ 3.1) ขา วโพดเลยี้ งสัตวม ีการดดู ใชโ พแทสเซียมไปสะสมอยูในสวนของตน ใบ กาบฝก เมล็ด

54

และซงั รวมเฉลี่ย 17 กิโลกรัม K ตอตันผลผลิต โดยอยูในเมล็ดและซัง เฉลี่ย 5.5 กิโลกรัม K ตอตันผลผลิต
(ตารางที่ 3.2) ดงั น้ันเมอื่ นาํ เมลด็ และซังออกไปจากพน้ื ที่ จงึ ทําใหโ พแทสเซียมสูญหายเทยี บเทากับปริมาณปุย
โพแทสเซยี มคลอไรด (0-0-60) 11.0 กโิ ลกรมั ตอ ตนั ผลผลติ สว นขาวโพดหวานมีการดูดใชโพแทสเซียมสะสม
อยใู นสว นของตน และใบ เมล็ด ซัง และกาบฝก รวมเฉล่ีย 8.3 กิโลกรัม K ตอตันผลผลิต ดังนั้นหากนําสวน
ของพืชออกไปจากพ้นื ที่ทง้ั หมดจะทําใหมีโพแทสเซยี มสูญหายออกไปเทียบเทา กบั ปริมาณปุย โพแทสเซยี มคลอ
ไรด (0-0-60) 16.6 กโิ ลกรัมตอ ตันผลผลิต

อาการขาดธาตุโพแทสเซียม ตนขาวโพดจะมีลักษณะเต้ีย แคระแกร็น ปลองสั้น เติบโตชา เพราะ
เน้ือเยือ่ ทีอ่ ยบู ริเวณปลอง (internode) ไมเ จรญิ เนือ้ เยือ่ ของผนงั เซลลไ มแขง็ แรง ลาํ ตน ออ นแอหกั ลม งา ย ใบแก
ขอบใบจะมีสีเหลืองซีดโดยเริ่มจากปลายใบลุกลามเขาสูเสนกลางใบ หากมีอาการรุนแรงขอบใบจะแหงมีสี
น้ําตาลไหมบริเวณปลายใบ ปลายฝกเรียว (ภาพท่ี 3.3) เมล็ดมีอาการเหี่ยวยนหรือบิดเบี้ยว การขาด
โพแทสเซียมมักพบในดินทราย ดินแนน ทบึ หรอื มีการใชป ยุ 16-20-0 อยางตอเน่อื งเปน ระยะเวลานาน

การแกไขอาการขาดโพแทสเซียม ทําไดโดยใสปุยอินทรีย ใสปุยตามคาวิเคราะหดิน ใชปุย
โพแทสเซยี มคลอไรด หรอื โพแทสเซียมซัลเฟตไปกับระบบนา้ํ

กข
ภาพท่ี 3.3 ลกั ษณะอาการขาดโพแทสเซียมของขาวโพด

แหลงทีม่ าภาพ: ก) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

แคลเซยี ม (Calcium; Ca) เปนองคประกอบในพชื ประมาณ 0.5-2.0 เปอรเ ซน็ ต แคลเซยี มสว นใหญ
สะสมอยูที่ใบ ใบพืชยงิ่ แกย ่งิ มีแคลเซียมมาก โดยอยูทผี่ นังเซลลเปนสว นใหญ รากพืชดดู แคลเซยี มจากดินในรปู
ของแคลเซียมไอออน (Ca2+) แคลเซียมมีบทบาทในการกระตุนการพัฒนาของรากและใบ ชวยสราง
สวนประกอบผนังเซลลทําใหพืชแข็งแรงไมลมงาย ชวยลดไนเตรทในพืช กระตุนหรือยับยั้งการทํางานของ
เอนไซมหลายชนดิ

การขาดธาตุแคลเซียม มักเกิดกับดินที่มีเนื้อหยาบหรือเปนทรายจัด โดยดินท่ีเปนกรดมีโอกาสท่ีจะ
ขาดแคลเซียมไดงา ย ลกั ษณะการขาดแคลเซียมจะแสดงอาการท่ีใบออน โดยมีลักษณะปลายใบติดกันคลาย
บนั ได (ladder like) (ภาพที่ 3.4) เม่ือตนขาวโพดมีอายุมากขึ้น โคนลําตนจะใหญ ตาท่ีอยูขางลําตนจะแตก
เปน หนอ การพฒั นาของระบบรากผดิ ปกติ

การแกไ ขอาการขาดแคลเซียม สามารถทําไดโดยปรับปรุงดินดวยหินปูน ปูนขาว หรือโดโลไมต ใน
อัตรา 100 กโิ ลกรมั ตอไร หรือฉีดพนแคลเซยี มซัลเฟตความเขมขน 2 เปอรเซ็นต โดยละลายแคลเซียมซัลเฟต
400 กรัมตอน้ํา 20 ลิตร

55

กข
ภาพท่ี 3.4 ลกั ษณะอาการขาดแคลเซยี มของขาวโพด

แหลง ทีม่ าภาพ: ก) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

แมกนีเซียม (Magnesium; Mg) พืชดดู ใชแ มกนีเซียมในรูปแมกนีเซียมไอออน (Mg2+) แมกนีเซียม
พบในพืชประมาณ 0.2-0.5 เปอรเซ็นต โดยเปนองคประกอบของคลอโรฟลล จําเปนตอกระบวนการ
สงั เคราะหแ สง การเคลอื่ นยายแปงภายในพชื และมสี วนในการชว ยสรา งโปรตีน ไขมัน และน้ํามัน นอกจากน้ี
แมกนีเซยี มยงั มีอิทธิพลตอ การดดู ใชฟ อสฟอรสั ชว ยในการเผาผลาญพลังงานของฟอสเฟต และการเคล่ือนยา ย
ฟอสฟอรัสภายในพืช การถา ยเทพลงั งาน การรกั ษาสมดุลของประจุไฟฟา (electrical balance)

อาการขาดธาตุแมกนีเซียม ในระยะตนกลาจะเกิดอาการแคระแกร็น ใบลางจะเกิดแถบสีขาวตาม
ความยาวใบ หากเกิดในระยะตนโตจะพบอาการสีเหลืองซีดระหวางเสนใบ หรือบางคร้ังมีสีแดงปน (ภาพที่
3.5) ถาอาการขาดรนุ แรงทาํ ใหใบสีเหลอื งซดี หรอื ขาว ปลายใบจะเปน สแี ดงปนมว ง แตเสนใบยงั คงเปนสีเขียว
และแหง ตายในทีส่ ดุ อาการดังกลาวคลายกับอาการขาดธาตุฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม มักพบอาการขาด
แมกนเี ซยี มในดนิ กรด ดนิ ทราย ดินที่มีปรมิ าณของโพแทสเซยี มและแคลเซียมสงู และในพ้ืนที่ที่มีฝนตกชุก ซ่ึง
จะเกดิ การชะลางธาตอุ าหารลงสูด นิ ช้นั ลาง

การแกไขอาการขาดแมกนีเซียม ในดินกรด ใหปรับปรุงดวยโดโลไมต 100 กิโลกรัมตอไร หรือใส
แมกนีเซียมซลั เฟตไปกับระบบนาํ้ ไมแ นะนาํ การฉดี พนทางใบ

56



กค
ภาพที่ 3.5 ลกั ษณะอาการขาดแมกนเี ซียมของขา วโพด

แหลงท่ีมาภาพ: ก) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

กํามะถัน (Sulfur; S) มีในพืชประมาณ 0.1-0.5 เปอรเซ็นต พืชดูดใชในรูปซัลเฟตไอออน (SO42-)
กาํ มะถนั เปน องคประกอบที่สําคัญธาตุหน่งึ ของสารประกอบโปรตีน และกรดอะมิโนตางๆ ที่เกี่ยวของกับการ
สรางคลอโรฟลล ชวยในการสรา งเอนไซมเพอ่ื สรางโปรตีนของพชื ขาวโพดตองการดนิ ท่มี ีปริมาณกํามะถัน 20
มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ถาดินมีระดับกํามะถันตํ่ากวา 12 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ขาวโพดจะแสดงอาการขาด
กาํ มะถัน

ลักษณะอาการขาดธาตุกํามะถันจะแสดงอาการเร่ิมแรกที่ใบออน โดยใบจะเปล่ียนเปนสีเขียวออน
จนถึงสีเหลืองซีด กอนลุกลามสูใบลาง (ภาพท่ี 3.6) บางคร้ังจะพบวาขอบใบเปนสีเขียว สวนแผนใบเปนสี
เหลอื ง คลา ยอาการขาดไนโตรเจน ใบมขี นาดเล็ก ตนออนเตบิ โตชาและชะงกั เนื่องมาจากการขาดโปรตีน ลํา
ตน มกั จะแข็ง เรยี ว หรอื เลก็ การออกดอกไมแ นน อน สามารถพบอาการใบเหลืองไดจนถึงระยะกอนออกดอก
สาเหตเุ กดิ จากดินเปน กรด มีปริมาณอินทรียวัตถุตํ่า ดินทรายท่ีมีการชะลางพังทลายสูง ดินชนื้ ทีม่ อี ณุ หภูมติ ่ํา

การแกไขอาการขาดกาํ มะถนั สามารถทําไดโดยปรับปรุงดินดวยกํามะถันผง หรือใสปุยท่ีมีกํามะถัน
เชน แอมโมเนยี มซัลเฟต โพแทสเซียมซัลเฟต แคลเซียมซัลเฟต (ยิปซม่ั ) เปน ตน

57

ภาพท่ี 3.6 ลกั ษณะอาการขาดกาํ มะถันของขา วโพด

แหลง ท่มี าภาพ: Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

เหล็ก (Iron; Fe) พืชดูดใชธาตุเหล็กในรูปของเฟอริกไอออน (Fe3+) และเฟอรัสไอออน (Fe2+) แต
โดยทั่วไป พืชจะดูดใชเ ฟอรสั ไอออนไดม ากกวา เนือ่ งจากสามารถละลายน้ําไดดีกวาเฟอริกไอออน พืชมีความ
เขม ขนของธาตเุ หล็กประมาณ 50-100 มิลลกิ รัมตอ กโิ ลกรมั ธาตเุ หล็กมีความสําคัญตอการสรางคลอโรฟลล
คารโบไฮเดรต เปนตัวพาออกซิเจนในกระบวนการหายใจ มีผลตอการแบงเซลล การเจริญเติบโต และเปน
ตวั กระตุนปฏิกริ ยิ าของเอนไซมหลายชนดิ เน่อื งจากธาตเุ หลก็ ไมเ คลื่อนยายในพชื

ลกั ษณะอาการขาดธาตุเหลก็ จะพบอาการแผนใบเหลืองระหวางเสน ใบ มักพบในใบออน โดยทขี่ อบใบ
หรือเสน ใบยงั คงมสี ีเขยี ว ใบอาจเลก็ ผดิ ปกติ (ภาพที่ 3.7) ในกรณที ม่ี กี ารขาดธาตเุ หล็กรนุ แรงใบออ นจะมีสีขาว
ซดี สว นใบแกที่อยถู ดั ลงมาจะมสี ีเหลอื งระหวางเสนใบ แตเ สนใบยังมีสีเขียว ขอบใบและปลายใบแหง มักพบ
การขาดธาตุเหลก็ ของขาวโพดท่ปี ลูกในดินดา ง ดินมีน้ําขงั หรอื เมื่อดนิ ทม่ี ีอุณหภมู ติ าํ่

การแกไ ขอาการขาดธาตุเหล็ก สามารถทําไดโดยใชเหล็กซัลเฟตหรือเหล็กคลอไรดท่ีมีความเขมขน
0.5-1.0 เปอรเ ซ็นต (100-200 กรัมตอน้ํา 20 ลิตร) ฉดี พน ทางใบทุก 10-15 วนั

ภาพที่ 3.7 ลกั ษณะอาการขาดเหลก็ ของขาวโพด

แหลง ท่มี าภาพ: Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

58

แมงกานีส (Manganese; Mn) พชื ดูดใชแ มงกานีสในรูปของแมงกานีสไอออน (Mn2+) เพื่อกระตุน
การทํางานของเอนไซม และเปน ตัวเรงปฏกิ ริ ิยา ชวยแยกโมเลกุลของนํ้าในกระบวนการสังเคราะหแสง และ
กระบวนการเมตาโบลิซึมของคารโบไฮเดรต ชวยสงเสริมความเปนประโยชนของฟอสฟอรัสและแคลเซียม
ขาวโพดตองการแมงกานีสเล็กนอย เนื่องจากพืชสามารถนําแมงกานีสกลับมาใชใหมได โดยพบในขาวโพด
20-150 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม (ตารางที่ 3.1) ดังนั้นจึงไมคอยพบอาการขาดแมงกานีส แตถามีอาการขาด
แมงกานสี จะทําใหผ ลผลติ ลดลง ความเปน ประโยชนข องแมงกานสี จะขน้ึ กับความเปนกรด-ดางของดิน ถาดิน
มีความเปนกรด-ดา ง 6.5 หรอื ต่าํ กวา ทาํ ใหความเปนประโยชนข องแมงกานสี เพิม่ ขนึ้ แตท ค่ี วามเปนกรด-ดาง
ของดนิ ท่รี ะดบั 7 หรือมากกวา ความเปน ประโยชนของแมงกานสี จะลดลง พชื จะแสดงอาการขาดแมงกานีส

ลักษณะอาการขาดธาตุแมงกานสี จะเริม่ ที่ใบเกดิ ใหมม ีลายสีเขยี วสลบั เหลอื งหรอื ขาว โดยพนื้ ทรี่ ะหวา ง
เสนใบจะมีสีเหลือง สวนบริเวณท่ีติดกับเสนใบยังคงมีสีเขียว ปลายใบสีเขียว ทําใหตนเต้ีย แคระแกร็น ใบที่
ยอดอาจบดิ เบ้ียวหรอื มวนยน หากขาดธาตุแมงกานีสอยางรุนแรงใบจะแหง ตาย ลําตนผอมยาว มักเกดิ ในดินที่
มีอินทรยี วตั ถสุ งู ดินทรายที่มีความเปน ดางสงู (ภาพที่ 3.8)

การแกไขอาการขาดแมงกานีส สามารถทําไดโดย ฉีดพนแมงกานีสซัลเฟตความเขมขน 0.2-0.3
เปอรเซน็ ต (40-60 กรัมตอน้ํา 20 ลติ ร)

ภาพที่ 3.8 ลักษณะอาการขาดแมงกานสี ของขา วโพด

แหลง ท่มี าภาพ: Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

สงั กะสี (Zinc; Zn) มคี วามสําคญั ในการควบคมุ การเจรญิ เตบิ โต ชว ยยืดอายุการทํางานของออกซิน
เปน สวนประกอบของเอนไซมในพชื การสรา งคลอโรฟลล การสงั เคราะหโ ปรตีน คารโ บไฮเดรต การพัฒนาของ
ไหม การสรา งเมล็ด และมีผลตอนํ้าหนักและคุณคาทางอาหารของเมล็ด ในธรรมชาติพืชดูดใชสังกะสีในรูป
เดียว คือ สงั กะสไี อออน (Zn2+) โดยพบอยูในพชื ประมาณ 15-50 มลิ ลกิ รัมตอ กิโลกรัม สวนปริมาณสังกะสีใน
ดนิ โดยท่วั ไปพบวา มีในปริมาณท่ีเพยี งพอ

ลกั ษณะอาการขาดธาตุสังกะสี ในระยะตนออนใบออนที่ยอดจะมีสีขาว อาจทําใหตนขาวโพดตายได
ในใบแกมสี เี หลืองหรือขาวเปน ทางสลับเขยี ว ในขณะที่เสนกลางใบและขอบใบยังคงมสี ีเขยี ว (ภาพท่ี 3.9) และ
อาจจะมสี ีมว งแดงท่เี สนใบ อาการมักเกดิ จากปลายใบเขา สูโ คนใบ ในใบที่ 1-2 นบั จากยอด ขา วโพดทีข่ าดธาตุ
สังกะสจี ะมีตนเต้ีย ปลอ งสน้ั และพบจดุ สเี หลืองกระจายในใบแก จุดสเี หลอื งอาจเปลย่ี นเปน จุดสีน้าํ ตาลได ใบ

59

ยอดแคระแกรน็ การขาดธาตุสังกะสีมักพบในดินดาง ดินทรายท่ีถูกชะลาง ดินท่ีมีปริมาณธาตุฟอสฟอรัสสูง
หรือใสป ยุ ฟอสเฟตมากเกินไป และเมอ่ื ดนิ มอี ุณหภูมดิ ินตา่ํ

การแกไ ขอาการขาดสงั กะสี สามารถทําไดโ ดย ฉดี พน ซงิ คซลั เฟต (ZnSO4) ความเขมขน 0.5 เปอรเซ็นต
(100 กรมั ตอนาํ้ 20 ลติ ร)

ภาพท่ี 3.9 ลกั ษณะอาการขาดสงั กะสขี องขา วโพด

แหลงทม่ี าภาพ: Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

โบรอน (Boron; B) ชวยในการเจริญและพัฒนาของละอองเกสร การงอกของเกสรตัวผู การสราง
เมล็ด ผนังเซลล การเคลื่อนยายของน้ําตาลในขาวโพด โดยโบรอนจะรวมตัวกับโมเลกุลของนํ้าตาลเพื่อให
โมเลกลุ ของนาํ้ ตาลผา นเน้อื เย่อื เซลลได ชวยสงเสริมการออกดอก เพิ่มผลผลิตและคุณภาพ พืชดูดใชโบรอน
ในรูปของบอเรทไอออน (H3BO3-) พบในพืชประมาณ 10-50 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม โบรอนสูญเสียไดงาย
โดยเฉพาะในดนิ ทรายและดินท่มี ีอินทรียวตั ถุตาํ่

ลักษณะอาการขาดธาตุโบรอน ใบลายสีเขียวจาง ตนเต้ีย ขอหนา แผนใบหนา ใบยน เสนกลางใบ
เปราะหักงา ย ใบสญู เสยี คลอโรฟลล หรอื มีลกั ษณะโปรง แสง อาจพบอาการไหมห รอื เซลลตายที่สวนยอดออน
ทําใหยอดออนเจริญไมเปนปกติ ไมออกดอกหรือดอกพัฒนาชา ฝกบิดเบ้ียว ผสมไมติดหรือติดเมล็ดไมเต็ม
เมล็ดบนฝก ดานทต่ี ิดลําตน จะลีบ ชอ ดอกตวั ผูแหง รากแขนงหนา และปลายรากบวมพอง (ภาพที่ 3.10)

การแกไ ขอาการขาดโบรอน สามารถทําไดโดยฉีดพนทางใบดวยบอแรกซ กรดบอริก หรือโบรอนคีเลท
ความเขม ขน 0.3 เปอรเ ซ็นต (60 กรมั ตอ นํา้ 20 ลิตร) หลังงอก 30-35 วนั

60

ภาพท่ี 3.10 ลกั ษณะอาการขาดโบรอนของขาวโพด

แหลงที่มาภาพ: Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

ตารางท่ี 3.1 ความเขมขนของธาตุอาหารในใบของขาวโพดระดับท่ีเพยี งพอ

ธาตุอาหารพชื ความเขมขน ของธาตอุ าหารในใบของขา วโพด

ไนโตรเจน (%) 2.7-3.5
ฟอสฟอรสั (%) 0.2-0.4
โพแทสเซียม (%) 1.7-2.5
แคลเซียม (%) 0.2-1.0
แมกนีเซียม (%) 0.2-0.6
กาํ มะถัน (%) 0.1-0.3
เหลก็ (มก./กก.) 21-250
แมงกานสี (มก./กก.) 20-150
ทองแดง (มก./กก.) 6-20
สงั กะสี (มก./กก.) 20-70
โบรอน (มก./กก.) 4-25
โมลบิ ดินัม (มก./กก.)
ท่มี า : ยงยทุ ธ (2548) 0.6-1.0

จากผลการศึกษาภายใตโ ครงการวิจัยเทคโนโลยีการผลิตขาวโพดเล้ียงสัตวท่ีเหมาะสมในสภาพแหง

แลง ระหวา งป 2554-2558 ชดุ ดินตางๆ ในเขตจังหวดั นครราชสีมา เลย และนครสวรรค พบวาขาวโพดเลี้ยง
สัตวพ ันธุนครสวรรค 3 มีการดูดใชไ นโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซยี ม แคลเซยี ม และแมกนีเซียม สะสมไวใน
สว นตางๆ ดงั ตารางท่ี 3.2 สาํ หรับขาวโพดหวานและขา วโพดฝกออน แสดงในตารางที่ 3.3 และ 3.4

61

ตารางท่ี 3.2 ปรมิ าณธาตุอาหารในสว นตางๆ ของขา วโพดลย้ี งสตั วพนั ธนุ ครสวรรค 3 ทป่ี ลกู ในชดุ ดนิ ตา งๆ

ชุดดิน/ ผลผลิต สว นของพชื ที่ ปริมาณธาตุอาหารที่สูญหาย (กก./ตนั ผลผลติ ) แหลง ขอมูล
เน้อื ดิน (กก./ไร) นําออกไปจากพื้นที่ สมควร และ
โชคชัย/ 1,119 N P K Ca Mg คณะ
ดนิ เหนยี ว เมล็ด (2558ค)
917 ซงั 11.3 3.5 5.1 0.1 0.7
วงั ไฮ/ สมควร และ
ดินรวน 992 รวม 2.5 0.3 3.6 0.0 0.0 คณะ
เหนยี ว (2558ค)
742 ตน 13.8 3.9 8.7 0.1 0.7
ลพบุรี/ ใบ ศภุ กาญจน
ดินเหนยี ว 664 กาบฝก 1.5 0.2 3.8 0.4 1.2 และคณะ
(2558ข)
วงั สะพงุ / รวม 2.7 0.3 3.1 0.3 0.1
ดินรว น ศุภกาญจน
เหนยี ว เมล็ด 0.8 0.7 1.0 0.1 0.1 และคณะ
ซัง (2558ค)
โคราช/ 5.0 1.2 7.9 0.8 1.4
ดนิ รวน รวม ศุภกาญจน
ปนทราย 12.9 4.1 5.2 4.1 5.2 และคณะ
ตน (2558ค)
ใบ 1.0 0.2 1.5 0.2 1.5
กาบฝก
13.9 4.3 6.6 4.3 6.6
รวม
1.5 0.3 11.4 0.3 0.8
เมลด็
ซัง 2.4 0.4 5.0 1.4 0.8

รวม 1.4 0.4 3.1 0.1 0.3

ตน 5.3 1.1 19.5 1.8 1.9
ใบ
กาบฝก 13.0 1.9 3.2 1.9 3.2

รวม 0.6 0.0 0.6 0.0 0.6

เมล็ด 13.5 2.0 3.8 2.0 3.8
ซงั
1.6 0.0 1.6 0.8 0.6
รวม
2.7 0.1 1.2 3.1 0.9
ตน
ใบ 0.6 0.0 0.8 0.2 0.2
กาบฝก
4.9 0.1 3.6 4.1 1.6
รวม
11.8 1.6 3.0 1.8 0.7
เมลด็
ซงั 0.6 0.0 1.1 0.1 0.0

รวม 12.4 1.6 4.1 1.9 0.7

ตน 1.0 0.0 4.4 0.3 0.3
ใบ
กาบฝก 2.7 0.1 12.4 1.7 0.7

รวม 0.6 0.0 1.3 0.3 0.2

4.3 0.1 18.1 2.3 1.2

12.1 3.2 3.5 - -

0.7 0.1 0.9 - -

12.8 3.2 4.4 - -

1.9 0.1 3.7 - -

2.9 0.5 2.7 - -

1.4 0.1 1.7 - -

6.2 0.7 8.1 - -

62

ตารางที่ 3.2 (ตอ ) ปรมิ าณธาตอุ าหารในสว นตา งๆ ของขา วโพดลย้ี งสัตวพ นั ธุนครสวรรค 3 ท่ีปลกู ในชดุ ดนิ ตางๆ

ชุดดิน/ ผลผลติ สว นของพืชที่ ปรมิ าณธาตุอาหารที่สูญหาย (กก./ตนั ผลผลติ ) แหลงขอมลู

เน้อื ดิน (กก./ไร) นําออกไปจากพื้นท่ี N P K Ca Mg

เฉลี่ย 887 เมล็ด 12.2 2.9 4.0 2.0 2.4

ซัง 1.1 0.1 1.5 0.1 0.5

รวม 13.3 3.0 5.5 2.1 3.0

ตน 1.5 0.1 5.0 0.5 0.7

ใบ 2.7 0.3 4.9 1.6 0.6

กาบฝก 1.0 0.2 1.6 0.2 0.2

รวม 5.2 0.6 11.5 2.3 1.5

ผลผลติ หมายถงึ นํา้ หนักเมล็ดที่ความช้ืน 15%

ตารางท่ี 3.3 ปริมาณธาตอุ าหารในสว นตางๆ ของขา วโพดหวาน พันธุไฮบรกิ ซ 3 ทป่ี ลกู ในชดุ ดินตา งๆ

ชดุ ดิน/ ผลผลิตฝกสด สวนของพืชท่ี ปรมิ าณธาตุอาหารทส่ี ะสมในสว นตา งๆ แหลง ขอมูล
เน้อื ดนิ (กก./ไร) นําออกไปจากพ้ืนท่ี (กก./ตนั ผลผลิต)
สมฤทยั และคณะ
กําแพงแสน/ 2,274 ตนและใบ NPK (2558ข)
4.1 0.8 6.9
ดนิ รวน เมล็ด 1.7 0.4 0.8 ปยะนันท และคณะ
0.5 0.1 0.4 (2559)
ซัง 1.4 0.4 1.6

กาบฝก 7.7 1.7 9.7

รวม 2.2 0.3 1.8
2.6 0.4 1.3
ทา มวง/ 3,232 ตนและใบ 0.7 0.2 0.8
0.4 0.1 0.5
ดินรว น เมล็ด 5.9 1.0 4.4

ปนทราย ซงั 3.2 0.9 4.3
2.2 0.4 1.5
กาบฝก 0.6 0.2 0.6
0.9 0.2 1.9
รวม
6.9 1.7 8.3
เฉลยี่ 2,753 ตนและใบ

เมล็ด

ซงั

กาบฝก

รวม

ผลผลติ หมายถึง น้ําหนักฝก สดทงั้ เปลอื ก

63

ตารางที่ 3.4 ปรมิ าณธาตอุ าหารในสวนตา งๆ ของขาวโพดฝกออ น พนั ธุ ซ.ี พี. B.468 ท่ีปลูกในชดุ ดินตางๆ

ชดุ ดนิ / ผลผลติ สว นของพืชท่ี ปริมาณธาตุอาหารทส่ี ะสมในสวนตางๆ แหลงขอมูล
เนื้อดนิ (กก./ไร) นําออกไปจากพื้นที่ (กก./ตันผลผลติ )
พีรพงษ และคณะ
รังสิต/ 1,903 ฝกออนและเปลอื ก NP K (2557)
ดินเหนยี ว-รว น ตนและใบ
1.6 0.4 0.3 บรรณพชิ ญ และ
เหนยี ว คณะ (2556)
7.0 0.9 6.4
ดนิ คลายชุดดิน
กําแพงแสน/ รวม 8.7 1.3 6.7
ดินรว นปนทราย 2,430 ฝก ออน 0.7 0.1 0.4
1.9 0.4 1.5
เปลอื ก 4.8 0.5 2.3
ตน และใบ

รวม 7.4 1.0 4.2

ผลผลิต หมายถงึ น้ําหนกั ฝก สดท้งั เปลอื ก

4. การจัดการดนิ
การเตรียมดินเพ่ือใหดินเหมาะสมตอการงอกของเมล็ดขาวโพด ชวยเก็บรักษาความช้ืน มีอากาศ

ถายเทสะดวก และทาํ ลายวชั พืชใหแหงตายหรอื ฝงกลบซากวัชพชื เดมิ การเตรียมดินสําหรับปลูกขาวโพด แบง
ได 2 วธิ ี

1) การเตรยี มดินแบบมกี ารไถพรวน ควรไถอยางนอย 2 คร้งั คือ

ไถดะ การไถดว ยผาลสามหรือผาลเจ็ดควรไถใหลึกประมาณ 30 เซนติเมตร การไถลึกทําใหดินเก็บนํ้า
ไดม ากข้นึ และกลบฝงเศษวัชพืชและศัตรพู ชื ในดนิ บางชนิด

ไถแปร ควรไถดว ยผาลเจด็ โดยไถขวางรอยเดมิ ของไถดะ เพอ่ื ยอ ยดินกอ นใหญใหแตก ดินรวนซยุ และ

โปรงมากข้ึน เปนการเพ่ิมผิวสัมผัสระหวางดินกับเมล็ด ทําใหเมล็ดพันธุดูดความช้ืนไดดีและงอกไดอยาง
สมาํ่ เสมอ ไมควรไถดินในขณะดนิ มคี วามช้นื สงู เพราะจะทําใหดนิ แนน และเกดิ ช้ันดาน ทําใหการระบายนํ้าไม
สะดวก

2) การเตรียมดินแบบไมไถพรวนดิน มักทําในพ้ืนที่ปลูกขาวโพดเลี้ยงสัตวท่ีมีความลาดชันสูง หรือ
พื้นที่ปลกู ขาวโพดในนาหลงั เก็บเก่ียวขา ว โดยการตัด ถาง เพ่ือกําจดั วชั พชื ท่อี ยผู วิ หนา ดินทเี่ ปน อปุ สรรคในการ
ปลกู และงอกของขา วโพด (วันชยั และคณะ, 2547)

5. คาํ แนะนําการใชป ุยสําหรบั ขา วโพด
ในป 2554-2558 กรมวชิ าการเกษตร ไดด ําเนินโครงการวิจัยเทคโนโลยีการผลิตขาวโพดเลี้ยงสัตวท่ี

เหมาะสมในสภาพแหง แลง และโครงการวิจยั และพฒั นาเพื่อเพิม่ ประสทิ ธภิ าพการผลติ ขาวโพดหวานในชุดดิน
ตา งๆ ในแหลง ปลกู ทีส่ าํ คัญ จากผลการศึกษาสามารถพัฒนาเปนคําแนะนําการใชปุยของขาวโพดเลี้ยงสัตว
(ตารางท่ี 3.5 3.7 3.9 และ 3.11) และขา วโพดฝก สด (ตารางที่ 3.6 3.8 3.10 และ 3.12) ท่ีมคี วามแมนยํามาก
ยิ่งขึ้น

สําหรบั การแบง เกณฑระดับความอดุ สมบรู ณข องดนิ ในการใหค ําแนะนาํ การใชป ุยสําหรบั ขาวโพดเลย้ี ง
สตั วมีคา วกิ ฤตขิ องอนิ ทรียวัตถุ ฟอสฟอรัสท่ีเปนประโยชน และโพแทสเซียมที่แลกเปล่ียนไดสําหรับขาวโพด

64

ดังน้ี คอื อินทรยี วัตถุ 1 เปอรเซ็นต ฟอสฟอรัสที่เปนประโยชน 10 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม และโพแทสเซียมที่
แลกเปลีย่ นได 60 มิลลิกรัมตอกิโลกรมั

ตารางท่ี 3.5 การใชป ยุ กบั ขาวโพดเลยี้ งสัตวต ามคา วเิ คราะหด ิน

รายการวิเคราะห คา ท่ีวิเคราะหได ปริมาณธาตุอาหารแนะนาํ

อินทรียวัตถุ <1 15 กิโลกรัม. N /ไร

(%) + ปยุ อินทรีย 500-1000 กิโลกรมั /ไร

1-2 10 กโิ ลกรัม N /ไร

> 2 5 กโิ ลกรมั N /ไร

ฟอสฟอรสั ทเี่ ปนประโยชน < 10 10 กโิ ลกรมั P2O5 /ไร

(มลิ ลกิ รัม/กโิ ลกรมั ) 10-15 5 กโิ ลกรัม P2O5 /ไร

> 15 2.5 กิโลกรมั P2O5 /ไร

โพแทสเซียมท่ีแลกเปลยี่ นได < 60 15 กิโลกรมั K2O /ไร

(มลิ ลิกรมั /กโิ ลกรมั ) 60-100 10 กโิ ลกรัม K2O /ไร

> 100 5 กิโลกรัม K2O /ไร

หมายเหตุ 1) ผลผลิตทีค่ าดหวงั 1,000 กิโลกรัมตอไร (ความช้ืนเมล็ด 14.5%) สําหรับดินที่มีความอุดมสมบูรณปานกลาง

และ 1,500 กิโลกรมั ตอ ไร เมือ่ ดนิ มีความอุดมสมบรู ณส งู ท้ังน้ีขึ้นอยูกับปริมาณนํ้าฝน ชวงวันปลูก พันธุท่ีใช

และสมบตั ติ างๆ ของดิน

2) หากปลูกขาวโพดปลายฤดูฝนหรือมกี ารใหนํา้ ควรใสป ยุ ไนโตรเจนเพ่ิมขนึ้ 1.5 เทา ของคําแนะนาํ

3) กรณีดินเปนดินทราย หรือรวนปนทราย หรือมีอินทรียวัตถุตํ่ากวา 1 เปอรเซ็นต ควรปรับปรุงดินดวยปุย

อินทรีย 500-1,000 กิโลกรมั ตอ ไร

4) กรณีดนิ มี pH ตาํ่ กวา 5.5 ควรปรับปรุงดินดว ยปนู เชน โดโลไมต หรอื หินปนู บด 100 กิโลกรัมตอไร

5) กรณีดินมี pH มากกวา 7.3 ควรใชป ยุ แอมโมเนยี มซัลเฟต (21-0-0 + 24%S) แทนการใชปุยยูเรีย แตใหเพ่ิม

อตั ราเปน 2 เทาจากอตั ราแนะนําการใชป ยุ ยูเรีย

6) พัฒนาคําแนะนําโดยปรบั ปรุงจาก กรมวิชาการเกษตร (2553) และศิวไิ ล (2558)

7) อินทรยี วัตถุในดนิ วิเคราะหโดยวธิ ี Walkley and Black

8) ฟอสฟอรัสทเี่ ปนประโยชน กรณที ดี่ นิ มี pH มากกวา 7.3 สกัดสารละลายดิน/สกัดดินโดยวิธี Olsen ถาดินมี

pH นอยกวา 7.3 สกดั สารละลายดิน/สกัดดนิ โดยวิธี Bray II

9) โพแทสเซยี มท่ีแลกเปล่ยี นได สกัดดินดว ย 1 นอรม ัล แอมโมเนียมอะซิเตท pH 7.0

65

ตารางท่ี 3.6 การใชป ยุ กบั ขาวโพดฝก สด (ขาวโพดหวาน ขา วโพดขา วเหนียว และขา วโพดฝก ออน) ตามคา
วิเคราะหด ิน

รายการวิเคราะห คา ทวี่ เิ คราะหไ ด ปริมาณธาตุอาหารแนะนาํ

อนิ ทรยี วัตถุ <1 30 (25*) กิโลกรมั N/ไร

(%) 1-2 20 กิโลกรัม N/ไร

>2 15 กิโลกรมั N/ไร

ฟอสฟอรสั <10 10 กิโลกรมั P2O5/ไร

(มลิ ลิกรัม/กโิ ลกรมั ) 10-15 8 กิโลกรัม P2O5/ไร

>15 6 กโิ ลกรัม P2O5/ไร

โพแทสเซียม <60 20 กโิ ลกรัม K2O/ไร

(มลิ ลิกรัม/กโิ ลกรมั ) 60-100 15 กิโลกรัม K2O/ไร

>100 10 กโิ ลกรัม K2O/ไร

หมายเหตุ (*) อตั ราปยุ ไนโตรเจนกรณีดินมอี ินทรียวตั ถตุ า่ํ กวา 1% ควรใชปยุ เคมรี ว มกับการปรบั ปรงุ ดินดว ยปุยอนิ ทรยี 

อตั รา 1,000 กโิ ลกรัมตอ ไร

5.1 การใชป ุย ตามคา วิเคราะหด ินโดยการผสมปุยใชเ องสําหรับขาวโพด

การใชป ุย ตามคาวเิ คราะหด นิ โดยผสมปุยใชเอง สามารถทําไดโดยใชแมปุยที่เปนแหลงไนโตรเจน
ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม นํามาผสมกัน และสามารถนําไปใชไดเลย โดยไมจําเปนตองใสสารตัวเติมหรือ
filler สําหรับแมปุยท่ีใชใ นการผสม ไดแก ปุยยเู รีย (46-0-0) ปุยแอมโมเนยี มซัลเฟต (21-0-0) เปนแมปุยที่ให
ธาตุไนโตรเจน ปุยทริปเปลซูเปอรฟอสเฟต (0-46-0) เปนแมปุยที่ใหธาตุฟอสฟอรัส ปุยไดแอมโมเนียม
ฟอสเฟต (DAP; 18-46-0) ปุยโมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต (MAP; 12-60-0) เปนแมปุยท่ีใหธาตุ 2 ธาตุ คือ
ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ปุย โพแทสเซียมคลอไรด (0-0-60) และปุย โพแทสเซยี มซัลเฟต (0-0-50) เปนแมปุย
ท่ีใหธ าตุโพแทสเซยี ม จากคําแนะนําในตารางที่ 3.5 หากตองการใชปุยตามคาวิเคราะหดินโดยผสมปุยใชเอง
สามารถทาํ ไดตามตวั อยา งในตารางที่ 3.7 และตารางที่ 3.8

66

5.1.1 การใชป ยุ ตามคาวเิ คราะหดนิ โดยการผสมปยุ ใชเ องสาํ หรับขาวโพดเลย้ี งสตั ว

ตารางที่ 3.7 การใชป ุย กับขาวโพดเล้ยี งสัตวต ามคา วเิ คราะหด ินโดยผสมปยุ ใชเ อง

อินทรยี วตั ถุ ฟอสฟอรสั ทเ่ี ปน โพแทสเซียม ปริมาณธาตุอาหารแนะนาํ ปรมิ าณปยุ ที่ตองใช

(%) ประโยชน ท่ีแลกเปลย่ี นได (กก./ไร) ใสป ยุ คร้ังที่ 1 (รองพนื้ ) ใสปยุ คร้ังท่ี 2
(มก./กก.) (มก./กก.) (กก./ไร) (กก./ไร)

N P2O5 K2O 46-0-0 18-46-0 0-0-60 46-0-0

< 1 < 10 < 60 15 10 15 8 22 25 16

<1 < 10 60-100 15 10 10 8 22 17 16

<1 < 10 > 100 15 10 5 8 22 8 16

< 1 10-15 < 60 15 5 15 12 11 25 16

<1 10-15 60-100 15 5 10 12 11 17 16

<1 10-15 > 100 15 5 5 12 11 8 16

< 1 > 15 < 60 15 2.5 15 14 5 25 16

<1 > 15 60-100 15 2.5 10 14 5 17 16

<1 > 15 > 100 15 2.5 5 14 5 8 16

1-2 < 10 < 60 10 10 15 2 22 25 11

1-2 < 10 60-100 10 10 10 2 22 17 11

1-2 < 10 > 100 10 10 5 2 22 8 11

1-2 10-15 < 60 10 5 15 7 11 25 11

1-2 10-15 60-100 10 5 10 7 11 17 11

1-2 10-15 > 100 10 5 5 7 11 8 11

1-2 > 15 < 60 10 2.5 15 9 5 25 11

1-2 > 15 60-100 10 2.5 10 9 5 17 11

1-2 > 15 > 100 10 2.5 5 9 58 11

> 2 < 10 < 60 5 10 15 - 22 25 5

>2 < 10 60-100 5 10 10 - 22 17 5

>2 < 10 > 100 5 10 5 - 22 8 5

> 2 10-15 < 60 5 5 15 1 11 25 5

>2 10-15 60-100 5 5 10 1 11 17 5

>2 10-15 > 100 55 5 1 11 8 5

> 2 > 15 < 60 5 2.5 15 3 5 25 5

>2 > 15 60-100 5 2.5 10 3 5 17 5

>2 > 15 > 100 5 2.5 5 3 58 5

หมายเหตุ ครง้ั ท่ี 1 ใสปุยรองพ้นื พรอ มปลกู โดยผสมปุย 18-46-0 ปยุ 46-0-0 และปุย 0-0-60 ตามนํ้าหนักที่กําหนด แลวใช

ใหหมดในครง้ั เดยี ว

คร้ังท่ี 2 ใสปยุ 46-0-0 เมอ่ื ขา วโพดอายุ 25-30 วนั หลงั ปลูก โดยวธิ ีโรยขางแถวแลวกลบ

กรณดี ินมีอนิ ทรียวตั ถตุ ่าํ กวา 1% ควรใสป ุยเคมีรวมกบั ปยุ อินทรีย โดยใสป ยุ อนิ ทรีย 500-1,000 กก./ไร

67

5.1.2 การใชป ยุ ตามคา วเิ คราะหดินโดยการผสมปุยใชเองสาํ หรับขา วโพดฝกสด

ตารางท่ี 3.8 การใชป ุยกบั ขาวโพดฝก สด (ขาวโพดหวาน ขา วโพดขา วเหนยี ว และขาวโพดฝกออน) ตามคา
วิเคราะหดนิ โดยการผสมปยุ ใชเอง

อินทรยี วตั ถุ ฟอสฟอรสั ท่ี โพแทสเซยี ม ปรมิ าณธาตอุ าหารแนะนํา ปรมิ าณปุย ที่ตอ งใช
(%) (กก./ไร)
เปนประโยชน ที่แลกเปลย่ี นได ใสปุย ครงั้ ที่ 1 (รองพนื้ ) ใสปุย คร้งั ท่ี 2
<1 (มก./กก.) (มก./กก.)
<1 (กก./ไร) (กก./ไร)
<1
<1 N P2O5 K2O 46-0-0 18-46-0 0-0-60 46-0-0
<1
<1 < 10 < 60 30 10 20 25 20 35 35
<1
<1 < 10 60-100 30 10 15 25 20 25 35
<1
1 -2 < 10 > 100 30 10 10 25 20 15 35
1 -2
1 -2 10-15 < 60 30 8 20 26 15 35 35
1 -2
1 -2 10-15 60-100 30 8 15 26 15 25 35
1 -2
1 -2 10-15 > 100 30 8 10 26 15 15 35
1 -2
1 -2 > 15 < 60 30 6 20 28 10 35 35
>2
>2 > 15 60-100 30 6 15 28 10 25 35
>2
>2 > 15 > 100 30 6 10 28 10 15 35
>2
>2 < 10 < 60 20 10 20 10 20 35 25
>2
>2 < 10 60-100 20 10 15 10 20 25 25
>2
< 10 > 100 20 10 10 10 20 15 25
หมายเหตุ
10-15 < 60 20 8 20 12 15 35 25

10-15 60-100 20 8 15 12 15 25 25

10-15 > 100 20 8 10 12 15 15 25

> 15 < 60 20 6 20 15 10 35 25

> 15 60-100 20 6 15 15 10 25 25

> 15 > 100 20 6 10 15 10 15 25

< 10 < 60 15 10 20 9 20 35 15

< 10 60-100 15 10 15 9 20 25 15

< 10 > 100 15 10 10 9 20 15 15

10-15 < 60 15 8 20 11 15 35 15

10-15 60-100 15 8 15 11 15 25 15

10-15 > 100 15 8 10 11 15 15 15

> 15 < 60 15 6 20 13 10 35 15

> 15 60-100 15 6 15 13 10 25 15

> 15 > 100 15 6 10 13 10 15 15

ครั้งที่ 1 ใสปุยรองพื้นพรอมปลูกโดยผสมปุย 18-46-0 ปุย 46-0-0 และปุย 0-0-60 ตามนํ้าหนักที่กําหนด

แลวใชใ หหมดในครัง้ เดยี ว

ครง้ั ท่ี 2 ใสป ยุ 46-0-0 เมอื่ ขาวโพดอายุ 25-30 วันหลังปลูก โดยวิธโี รยขา งแถวแลวกลบ

5.2 การใชปยุ ตามคาวเิ คราะหด นิ โดยการใชปุยเชิงประกอบสาํ หรบั ขา วโพด

กรณใี หคําแนะนําการใชป ุย แกเ กษตรกรที่งายตอ การนาํ ไปปฏบิ ัตินัน้ สามารถแนะนําใหเกษตรกร
ใชป ุย เชงิ ประกอบทีม่ ีธาตุอาหารครบถว นทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม โดยใสค รงั้ แรกเปน ปุย รอง
พ้นื พรอ มปลกู เชน ใชป ยุ 15-15-15, 16-16-8 หรอื 13-13-21 และคร้ังท่ี 2 เม่ือขาวโพดอายุได 25-30 วัน ให
ใสป ยุ ยูเรีย (46-0-0) หรือแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) หากโพแทสเซียมท่ีไดจากปุยรองพ้ืนยังไมเพียงพอ
สามารถใหเพิ่มเติมไดในการใชปุยครั้งท่ี 2 โดยใสปุยโพแทช เชน ปุยโพแทสเซียมคลอไรด (0-0-60) ตาม
ตัวอยา งในตารางที่ 3.9 และตารางท่ี 3.10 กรณีดินมีคา ความเปน กรด-ดา ง มากกวา 7 ควรใสปุยแอมโมเนียม

68

ซัลเฟต (21-0-0) แทนการใชปุยยูเรีย แตควรเพ่ิมปริมาณของปุยแอมโมเนียมซัลเฟตอีก 1 เทาของอัตราที่
แนะนาํ สาํ หรับการใชป ยุ ยูเรีย

5.2.1 การใชป ยุ ตามคาวเิ คราะหด นิ โดยเลอื กใชป ุยเชงิ ประกอบสําหรบั ขา วโพดเลี้ยงสัตว

ตารางที่ 3.9 การใชป ยุ กับขาวโพดเลี้ยงสัตวต ามคา วเิ คราะหดนิ โดยเลือกใชป ุย เชิงประกอบ

อนิ ทรียวัตถุ ฟอสฟอรัสที่ โพแทสเซยี ม ปรมิ าณธาตอุ าหารแนะนํา ปรมิ าณปุยที่ตอ งใช

(%) เปน ประโยชน ท่ีแลกเปล่ียนได (กก./ไร) ใสปยุ ครัง้ ท่ี 1 (รองพ้ืน) ใสปยุ ครั้งท่ี 2

(มก./กก.) (มก./กก.) (กก./ไร) (กก./ไร)

N P2O5 K2O 16-16-8 46-0-0 0-0-60

< 1 < 10 < 60 15 10 15 63 11 17

<1 < 10 60-100 15 10 10 63 11 8

< 1 < 10 > 100 15 10 5 63 11 0

< 1 10-15 < 60 15 5 15 31 22 21

<1 10-15 60-100 15 5 10 31 22 13

< 1 10-15 > 100 15 5 5 31 22 4

< 1 > 15 < 60 15 2.5 15 16 27 23

<1 > 15 60-100 15 2.5 10 16 27 15

< 1 > 15 > 100 15 2.5 5 16 27 6

1-2 < 10 < 60 10 10 15 63 0 17

1-2 < 10 60-100 10 10 10 63 08

1-2 < 10 > 100 10 10 5 63 00

1-2 10-15 < 60 10 5 15 31 11 21

1-2 10-15 60-100 10 5 10 31 11 13

1-2 10-15 > 100 10 5 5 31 11 4

1-2 > 15 < 60 10 2.5 15 16 16 23

1-2 > 15 60-100 10 2.5 10 16 16 15

1-2 > 15 > 100 10 2.5 5 16 16 6

> 2 < 10 < 60 5 10 15 63 0 17

>2 < 10 60-100 5 10 10 63 08

> 2 < 10 > 100 5 10 5 63 00

> 2 10-15 < 60 5 5 15 31 0 21

>2 10-15 60-100 5 5 10 31 0 13

> 2 10-15 > 100 5 5 5 31 04

> 2 > 15 < 60 5 2.5 15 16 5 23

>2 > 15 60-100 5 2.5 10 16 5 15

> 2 > 15 > 100 5 2.5 5 16 56

หมายเหตุ ครั้งท่ี 1 ใสปุยรองพ้ืนพรอมปลูก คร้ังท่ี 2 ใสปุย 46-0-0 เมื่อขาวโพดอายุ 25-30 วัน หลังปลูก โดยวิธีโรยขาง

แถวแลวกลบ

กรณีดนิ มอี นิ ทรียวัตถุตํ่ากวา 1% ควรใชป ุย เคมีรวมกบั ปุย อนิ ทรีย โดยใสปยุ อนิ ทรีย 500-1,000 กก./ไร

69

5.2.2 การใชปุย ตามคาวิเคราะหด ินโดยเลอื กใชปยุ เชิงประกอบสําหรบั ขาวโพดฝกสด

ตารางที่ 3.10 การใชปยุ กบั ขา วโพดฝก สด (ขา วโพดหวาน ขา วโพดขา วเหนยี ว และขา วโพดฝก ออ น) ตามคา
วิเคราะหดินโดยเลอื กใชปยุ เชงิ ประกอบ

อินทรยี วัตถุ ฟอสฟอรัสท่ี โพแทสเซยี ม ปรมิ าณธาตุอาหารแนะนาํ ปรมิ าณปุยที่ตองใช

(%) เปน ประโยชน ท่แี ลกเปลยี่ นได (กก./ไร) ใสป ยุ คร้งั ท่ี 1 (รองพืน้ ) ใสปยุ ครงั้ ที่ 2

(มก./กก.) (มก./กก.) (กก./ไร) (กก./ไร)

< 1 < 10 N P2O5 K2O 16-16-8 46-0-0 0-0-60
< 60 30 10 20 65 45 25

<1 < 10 60-100 30 10 15 65 45 20

< 1 < 10 > 100 30 10 10 65 45 10

< 1 10-15 < 60 30 8 20 50 50 25

<1 10-15 60-100 30 8 15 50 50 20

< 1 10-15 > 100 30 8 10 50 50 10

< 1 > 15 < 60 30 6 20 40 50 30

<1 > 15 60-100 30 6 15 40 50 20

< 1 > 15 > 100 30 6 10 40 50 10

1-2 < 10 < 60 20 10 20 65 20 25

1-2 < 10 60-100 20 10 15 65 20 20

1-2 < 10 > 100 20 10 10 65 20 10

1-2 10-15 < 60 20 8 20 50 25 25

1-2 10-15 60-100 20 8 15 50 25 20

1-2 10-15 > 100 20 8 10 50 25 10

1-2 > 15 < 60 20 6 20 40 30 30

1-2 > 15 60-100 20 6 15 40 30 20

1-2 > 15 > 100 20 6 10 40 30 10

> 2 < 10 < 60 15 10 20 65 10 25

>2 < 10 60-100 15 10 15 65 10 20

> 2 < 10 > 100 15 10 10 65 10 10

> 2 10-15 < 60 15 8 20 50 15 25

>2 10-15 60-100 15 8 15 50 15 20

> 2 10-15 > 100 15 8 10 50 15 10

> 2 > 15 < 60 15 6 20 40 20 30

>2 > 15 60-100 15 6 15 40 20 20

> 2 > 15 > 100 15 6 10 40 20 10

หมายเหตุ คร้ังท่ี 1 ใสปยุ 16-16-8 เปน ปยุ รองพ้ืนพรอ มปลูก

ครง้ั ท่ี 2 ใสป ุย ยเู รยี (46-0-0) และ 0-0-60 เม่อื ขา วโพดอายุได 25-30 วนั โดยวิธโี รยขางแถวแลว กลบ

70

5.3 การใชปยุ ตามลกั ษณะเน้อื ดนิ สําหรบั ขา วโพด

ในกรณีท่ีเกษตรกรไมส ะดวกที่จะสงตัวอยา งดินไปวิเคราะหท ห่ี องปฏิบัติการ สามารถประเมินการ

ใชปุยตามลกั ษณะเนือ้ ดินได โดยแบง กลุม ของเน้ือดินออกเปน 3 กลุม คือ กลุมดินรวนเหนียวสีดํา ซ่ึงมีความ
อดุ มสมบูรณสงู กลุม เนอ้ื ดินเหนยี วสีแดง และดินรวนเหนยี ว ซงึ่ มีความอดุ มสมบรู ณป านกลาง และกลุมเนอ้ื ดิน
รวนปนทราย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณคอนขางตํ่า โดยมีคําแนะนําการใชปุยตามตารางที่ 3.11 และตารางที่

3.12

5.3.1 การใชป ุยตามตามลกั ษณะเน้อื ดนิ สาํ หรบั ขาวโพดเล้ียงสัตว

ตารางที่ 3.11 การใชปยุ กับขา วโพดเลี้ยงสตั วตามลกั ษณะเน้ือดิน

เนื้อดนิ ใสปุยครง้ั ท่ี 1 ใสป ุยครง้ั ที่ 2
ดินเหนยี วสีดํา รองพืน้ พรอมปลกู เมื่อขาวโพดอายุ 25-30 วนั
ใสป ยุ 21-0-0 อตั รา 30 กิโลกรมั ตอ ไร
ใสปยุ 15-15-15 อตั รา 40 กิโลกรัมตอ ไร หรอื ใสป ยุ 46-0-0 อตั รา 15 กิโลกรมั ตอไร
ใสป ุย 46-0-0 อตั รา 15 กิโลกรมั ตอไร
ดินเหนียวสแี ดง ใสป ุย 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรมั ตอ ไร
ดนิ รว นเหนยี ว ใสป ยุ 46-0-0 อตั รา 20 กิโลกรมั ตอ ไร
ดนิ รวนปนทราย ใสปุย 15-15-15 อัตรา 60 กิโลกรัมตอ ไร
และปยุ อนิ ทรยี  500-1000 กก./ไร

5.3.2 การใชปุยตามตามลักษณะเนื้อดินสาํ หรบั ขาวโพดฝกสด

ตารางท่ี 3.12 การใชป ยุ กบั ขา วโพดฝก สด (ขา วโพดหวาน ขา วโพดขาวเหนียว และขา วโพดฝกออน) ตาม
ลักษณะเนื้อดนิ

เนื้อดนิ ใสปุยครง้ั ที่ 1 รองพน้ื พรอมปลกู ใสปยุ ครงั้ ท่ี 2 เมอ่ื ขาวโพดอายุ 25-30 วนั
ใสป ุย 16-8-8 อัตรา 50 กโิ ลกรัมตอไร ใสปยุ 46-0-0 อตั รา 45 กโิ ลกรมั ตอ ไร
ดนิ รว นเหนียว
ถึงดนิ เหนียว ใสป ยุ 15-15-15 หรือ 16-16-16 อตั รา 70 ใสป ยุ 46-0-0 อัตรา 45 กิโลกรัมตอ ไร
ดินรวนปนทราย กิโลกรัมตอ ไร
ถงึ ดินทราย

5.4 การใชปยุ ชีวภาพสาํ หรบั ขาวโพด
การใชป ุย ชีวภาพสาํ หรบั ขาวโพด ใชปยุ ชวี ภาพพีจพี ีอาร- วนั ซ่งึ ประกอบดว ยแบคทีเรยี บริเวณราก

3 ชนิด ไดแก Azospirillum brasilense Beijerinchkia mobilis และ Azotobacter sp. ไมนอยกวา 1 x 106
โคโลนีตอกรัม โดยใชปุยชีวภาพพีจีพีอาร-วัน คลุกเมล็ดขาวโพดกอนปลูกอัตรา 500 กรัม (1 ถุง) ตอเมล็ด
ขา วโพด 3-4 กิโลกรัม

71

บทท่ี 4
การใชปุยสาํ หรับพืชตระกูลถั่ว

1. ขอ มลู ท่ัวไป

1.1 ถ่วั เขยี ว
ในป พ.ศ. 2560 ประเทศไทยมีพื้นท่ีปลูกถ่ัวเขียวทั้งประเทศ 831,674 ไร และในป พ.ศ. 2561 พ้ืนที่

ปลูกลดลงเหลอื 813,847 ไร ขณะทผ่ี ลผลติ รวมลดลงจาก 109,935 ตัน เหลอื 96,443 ตัน โดยมผี ลผลิตเฉล่ยี
119-132 กิโลกรัมตอไร (สํานกั งานเศรษฐกิจการเกษตร, 2563ข) ถ่ัวเขียวสามารถแบงไดเปน 2 ชนิดคือ ถั่ว
เขียวผิวมันและถ่ัวเขียวผิวดํา ซ่ึงมีฤดูปลูกแตกตางกัน โดยถั่วเขียวผิวมันปลูกไดทั้งตนฤดูฝน ปลายฤดูฝน
และฤดูแลง ท่ัวทุกภาคของประเทศไทย แหลงปลูกท่ีสําคัญในภาคเหนือ ไดแก จังหวัดเพชรบูรณ สุโขทัย
นครสวรรค กําแพงเพชร อุทัยธานี นา น พิษณุโลก พิจิตร ตาก และอุตรดิตถ ภาคกลาง ไดแก จังหวัดลพบุรี
สระบุรี และชัยนาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไดแก จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ และขอนแกน สําหรับถั่ว
เขียวผวิ ดาํ สวนใหญจะปลกู ปละ 1 คร้ังในปลายฤดฝู น ลักษณะเดนของถ่ัวเขียวผิวดํา คือ มีความทนทานตอ
ความแหงแลงมากกวาถ่ัวเขียวผิวมัน แหลงปลูกท่ีสําคัญ ไดแก จังหวัดสุโขทัย เพชรบูรณ ตาก พิจิตร
พิษณุโลก กําแพงเพชร นาน และลพบุรี ความตองการใชถ่ัวเขียวภายในประเทศ พบวา มีการขยายตัวของ
อตุ สาหกรรมแปรรปู เปน ผลติ ภณั ฑต าง ๆ เพิ่มขึ้น ทําใหความตองการใชถ่ัวเขียวสูงข้ึนจาก 76,639 ตัน ในป
พ.ศ. 2555 เปน 114,420 ตนั ในป พ.ศ. 2559 สว นใหญใชในอุตสาหกรรมวุนเสน ซึ่งกากที่เหลือจากวุนเสน
จะนาํ ไปผสมเปนอาหารเล้ียงสตั วและปุยอนิ ทรยี  สว นถ่ัวเขยี วผวิ ดํานําไปเพาะเปน ถ่ัวงอก นอกจากนี้ ยังนําไป
แปรรูปเปน แปง หรอื ใชบรโิ ภคในรูปแบบตา ง ๆ เชน ถว่ั ซีก และทาํ ขนม เปน ตน การสงออกถั่วเขียว สามารถ
สงออกในรูปเมล็ด ผลิตภัณฑวุนเสน แปงถั่วเขียว ถ่ัวซีก และถ่ัวงอกบรรจุกระปอง ซ่ึงปริมาณการสงออก
ขึ้นอยูกบั ปรมิ าณความตองการของประเทศผรู บั ซื้อ โดยการสง ออกถว่ั เขยี วของไทยในป พ.ศ. 2561 ลดลงเมื่อ
เทียบกบั ป พ.ศ. 2560 จาก 29,919 ตัน ลดลงเหลือ 24,791 ตนั คดิ เปนมูลคา 591 ลา นบาท ในป พ.ศ. 2561
และในป พ.ศ. 2560 คิดเปนมูลคา 925 ลานบาท ตลาดสงออกถั่วเขียวผิวมันท่ีสําคัญ ไดแก ประเทศ
สหรัฐอเมริกา กัมพูชา ศรีลังกา ฮองกง ฟล ิปปน ส มาเลเซยี สิงคโปร อินเดีย และอนิ โดนเี ซีย และตลาดสง ออก
ถัว่ เขยี วผิวดํา ไดแก ประเทศแคนาดา และปากีสถาน (สํานักงานเศรษฐกจิ การเกษตร, 2563ข)

1.2 ถว่ั เหลือง
ในป พ.ศ. 2554 ประเทศไทยมีพืน้ ท่ีปลูกถ่ัวเหลืองท้งั ประเทศ 376,703 ไร มผี ลผลิตทงั้ หมด 96,153

ตนั หลังจากน้นั ในป พ.ศ. 2559 มีพ้ืนที่ปลกู ลดลงเหลอื 137,254 ไร และในป พ.ศ. 2561 มีพ้ืนที่ปลูกเพิ่มขึ้น
เปน 151,312 ไร ผลผลติ เฉลี่ย 272 กิโลกรมั ตอไร (สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2563ข) ถ่ัวเหลืองมีพื้นที่
ปลูกท้ังในสภาพนาหลังเก็บเกี่ยวขาว โดยใชนํ้าชลประทาน และในสภาพดินดอนใชน้ําฝน ปลูกมากใน
ภาคเหนือ ไดแก จังหวัดแมฮองสอน เชียงราย เชียงใหม แพร สุโขทัย และลําปาง รองลงมาเปนภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื ไดแก จังหวดั ขอนแกน และเลย ในภาคกลาง ไดแ ก จังหวัดกาญจนบุรี โดยความสําคัญ
ของถ่ัวเหลอื ง คือ สามารถนําเมล็ดไปใชประโยชนหลายรูปแบบ เชน การสกัดน้ํามัน ไดกากถั่วเหลืองซึ่งเปน
แหลงโปรตีนสําหรบั ทําเปนอาหารสัตว การแปรรูปเปน ผลติ ภัณฑอ าหาร เชน นํ้านมถ่วั เหลือง เตาหู เตาเจี้ยว
ซอี ิว๊ ฯลฯ และยังสามารถบรโิ ภคสดในรปู ของถวั่ เหลืองฝกสด

72

1.3 ถว่ั ลสิ ง
พืน้ ที่ปลูกและผลผลติ ถวั่ ลิสงมแี นวโนม ลดลงจาก 211,798 ไร ในป พ.ศ. 2550 เหลือ 99,972 ไร ใน

ป พ.ศ. 2561 ผลผลิตรวมลดลงจาก 53,559 ตนั เหลือ 33,831 ตัน ผลผลติ เฉลย่ี เพิม่ ขนึ้ จาก 253 กโิ ลกรัมตอ
ไร เปน 338 กโิ ลกรัมตอไร (สํานกั งานเศรษฐกิจการเกษตร, 2563ข) แหลงปลูกท่ีสําคัญของถ่ัวลิสงอยูในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ไดแ ก จังหวัดเลย กาฬสินธุ นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานี ลําปาง
นาน เชียงราย พะเยา เชียงใหม และแพร เปนตน (กรมสงเสริมการเกษตร, 2551) เปนการปลูกในฤดูฝน
58 เปอรเซ็นต และฤดูแลง 42 เปอรเซ็นต ถั่วลิสงเปนพืชที่ผลิตไดไมเพียงพอกับความตองการใช
ภายในประเทศป พ.ศ. 2561 สามารถผลิตถั่วลิสงท้ังเปลือกได 33,831 ตัน แตมีปริมาณท่ีตองการใชถึง
138,839 ตัน ทําใหตองมีการนําเขา 70,726 ตัน และมีการสงออกเพียง 1,280 ตัน ประเทศผูผลิตท่ีสําคัญ
ไดแก สหรัฐอเมรกิ า จนี และเซเนกัล ประเทศผูผ ลิตทสี่ าํ คญั ในอาเซยี น ไดแก มาเลเซีย กัมพูชา และจีน

2. สภาพแวดลอมทเี่ หมาะสมตอการผลิตพชื ตระกูลถวั่

2.1 ถว่ั เขยี ว
2.1.1 สภาพพ้ืนที่และสมบตั ขิ องดินท่ีเหมาะสม
ถวั่ เขยี วสามารถปลกู ไดต ลอดท้ังป ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือตอนลาง

และภาคกลางตอนบน และสามารถเจรญิ เตบิ โตไดดีในดินเกือบทุกชนิดที่มีการระบายน้ําและถายเทอากาศดี
หรือทลี่ มุ ไมมีนํ้าทวมขัง มีคา ความเปนกรด-ดาง 5.5-7.0 ความอุดมสมบูรณปานกลาง อินทรียวัตถุไมต่ํากวา
1 เปอรเซ็นต ฟอสฟอรัสทเี่ ปน ประโยชนไมต่ํากวา 8 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม และโพแทสเซียมท่ีแลกเปลี่ยนได
ไมต ํ่ากวา 40 มลิ ลกิ รมั ตอ กิโลกรมั (สถาบันวิจยั พืชไรแ ละพชื ทดแทนพลงั งาน, 2556ข)

2.1.2 สภาพภูมอิ ากาศ
อุณหภมู ิทเ่ี หมาะสมตอการเจรญิ เติบโตของถั่วเขียวอยรู ะหวาง 25-35 องศาเซลเซียส ควรหลีกเลี่ยง
การปลูกในชวงอณุ หภมู ทิ ี่ตํา่ กวา 15 องศาเซลเซียส เนื่องจากจะทําใหตนถั่วเขียวชะงักการเจริญเติบโตและ
ตนแคระแกรน็ อยา งไรกต็ าม กอ นปลกู ควรพจิ ารณาถึงชวงระยะเวลาการเก็บเก่ียว ใหเก็บเกี่ยวในชวงที่ไมมี
ฝนตกชุก
2.1.3 ฤดกู ารปลกู
โดยทั่วไป การปลูกในชวงตนฤดูฝนจะปลูกในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปลายฤดูฝนปลูกในเดือน
สงิ หาคม-กันยายน สวนฤดูแลงปลูกในเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ การปลูกในฤดูแลงควรปลูกทันทีหลังเก็บ
เกย่ี วขา วนาป เพ่ืออาศยั ความชื้นในดินชว ยในการงอกของเมล็ด
2.1.4 ความตอ งการนํา้
ถวั่ เขียวมคี วามตอ งการนํา้ ตลอดฤดปู ลูกประมาณ 200-250 มลิ ลเิ มตร หรือ 320-400 ลูกบาศกเมตร
ตอ ไร การปลกู ในฤดูแลง ควรมีนาํ้ ชลประทาน หรือมีน้ําอยางเพียงพอกับความตองการของถั่วเขียว (สมชาย,
2554)

73

2.1.5 การเตรียมดนิ
ไถดว ยผาลสาม 1 ครั้ง และตากดิน 7-10 วัน พรวนดวยผาลเจ็ด 1 คร้ัง แลวคราดเก็บเศษซาก ราก
เหงา หวั ไหล ของวัชพชื ออกจากแปลงใหห มด ปรับระดบั ดนิ ใหสม่ําเสมอ หรือมีความลาดเอียงเล็กนอยเพ่ือ
ปอ งกนั น้าํ ทว ม
การปลกู แบบหวา นในสภาพนา เปนการปลูกหลังเก็บเกี่ยวขาวโดยอาศัยความชื้นในดิน ใหไถพรวน
ในขณะท่ีดนิ ยงั มคี วามช้ืนเพยี งพอสําหรบั การงอกของเมล็ด ควรเตรียมดินใหละเอยี ด หวา นเมลด็ พนั ธใุ นอัตรา
5-6 กโิ ลกรัมตอ ไร แลว พรวนดนิ กลบทนั ที เพ่ือปดผิวหนาดินกันการระเหยของน้ําใตดิน ในกรณีดินเหนียวท่ี
แหง เกนิ ไป ความชืน้ ไมเพยี งพอสาํ หรับการงอก ควรปลอ ยใหดินแหงจนแตกระแหงแลว จงึ ปลอ ยนํ้าเขาใหทวม
และระบายออกทนั ที ทง้ิ ไวจ นดนิ หมาดหรือมคี วามชน้ื พอเหมาะ จงึ ไถพรวนและปลูกตามวธิ ที ี่กลาวมาขางตน
การปลูกเปนแถว ควรปลกู แบบแถวคูบนสันรอ ง ระยะระหวางแถว 50 เซนติเมตร ระยะระหวางตน
20 เซนติเมตร จาํ นวน 2 ตนตอหลุม จะไดจํานวนตน 32,000 ตนตอไร สวนการใชเครื่องปลูก ควรเตรียมดิน
ใหละเอยี ดและสมาํ่ เสมอกอนปลูก ระยะระหวางแถว 50 เซนติเมตร จํานวน 20-25 ตนตอแถวยาว 1 เมตร
ไดจํานวนตน 64,000-80,000 ตน ตอไร (สถาบันวจิ ัยพืชไรและพืชทดแทนพลงั งาน, 2556ข)

2.2 ถัว่ เหลือง
2.2.1 สภาพพื้นทแี่ ละสมบัติของดนิ ทีเ่ หมาะสม
ถัว่ เหลืองควรปลูกในพื้นที่ดอน หรือท่ีลุมไมมีน้ําทวมขัง มีความสูงจากระดับทะเลปานกลางไมเกิน

600 เมตร (กรมวิชาการเกษตร, 2545ก และ 2545ข) ดินท่ีเหมาะสมควรเปนดินรวน ดินรวนเหนียว ดิน
เหนยี ว หรอื ดินรว นเหนียวปนทราย มีการระบายนํา้ และถา ยเทอากาศดี ระดับหนา ดินลึก 20-25 เซนตเิ มตร มี
ความอดุ มสมบูรณของดนิ ปานกลาง อินทรียวตั ถไุ มตํา่ กวา 1.5 เปอรเ ซน็ ต ฟอสฟอรัสทเ่ี ปนประโยชนไมต ํ่ากวา
12 มิลลกิ รมั ตอ กิโลกรัม โพแทสเซยี มท่แี ลกเปลย่ี นไดไ มต าํ่ กวา 50 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม และคาความเปนกรด-
ดาง 5.5-7.0 สาํ หรบั ถ่ัวเหลอื ง และ 6.0-6.8 สําหรับถ่ัวเหลอื งฝกสด

2.2.2 สภาพภมู อิ ากาศ
อณุ หภูมิท่เี หมาะสมตอการเจริญเติบโตอยูระหวาง 15-35 องศาเซลเซียส มีแสงแดดจัด สําหรับถ่ัว
เหลือง และ 15-30 องศาเซลเซียส สําหรบั ถว่ั เหลอื งฝก สด ถาอณุ หภมู ิสูงกวา 30 องศาเซลเซียส ถ่วั เหลืองฝก สดจะ
มเี ปลอื กหนา ไมไ ดม าตรฐานการสง ออก
2.2.3 ฤดกู ารปลกู
การปลูกถ่ัวเหลืองในประเทศไทย แบงเปน 3 ชวง คือ ตนฤดูฝนต้ังแตเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน
ปลายฤดูฝนประมาณกลางเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคม และฤดูแลงตั้งแตกลางเดือนธันวาคมถึง
กลางเดือนมกราคม เปน การปลูกถั่วเหลืองในเขตชลประทาน โดยปลูกในนาหลังการเก่ียวขาวและอาศัยน้ํา
จากระบบชลประทาน
2.2.4 ความตอ งการนา้ํ
ถวั่ เหลอื งมีความตอ งการนํ้าตลอดฤดปู ลูกอยใู นชว ง 344-456 มิลลิเมตร (550-730 ลกู บาศกเมตรตอ
ไร) หรือคดิ เปน ปริมาณการใชนา้ํ 4.0-5.3 มลิ ลิเมตรตอ วัน (สมชาย และศุภชัย, 2543) สําหรับในแหลงอาศัย
น้ําฝนควรมปี รมิ าณนํ้าฝนกระจายสม่ําเสมอ 1,000-1,500 มิลลิเมตรตอป ถั่วเหลืองตองการนํ้ามากท่ีสุดใน
ระยะเรมิ่ ออกดอกถึงระยะพฒั นาฝก และเมล็ด (สถาบันวจิ ัยพืชไรและพชื ทดแทนพลังงาน, 2556ข)

74

2.2.5 การเตรยี มดิน
พนื้ ที่ปลูกในสภาพนาควรเรียบสมํ่าเสมอ ระบายนาํ้ ออกไดงา ย ควรตดั ตอซงั ขา วแลวท้ิงเศษฟางใหคง
อยใู นแปลง แลว ขดุ รองนาํ้ รอบและผา นแปลงนา ระยะระหวางรอ งน้ําประมาณ 3-5 เมตร เพื่อสะดวกตอการ
ใหน ํ้าและระบายน้ําออก จากนัน้ จงึ ปลอยนา้ํ ทวมแปลงประมาณครง่ึ วันแลว ระบายออก ตากดินไว 1-2 วัน ให
ดนิ หมาดไมมีนา้ํ ขัง จากนัน้ จึงหยอดเมล็ดพนั ธุถ ั่วเหลือง (สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน, 2556ข)
สําหรับในสภาพไร (อาศัยนาํ้ ฝน) ทําการไถผาลสาม ทง้ิ ไว 5-7 วัน แลว พรวนดวยไถผาลเจด็ หรือผาลพรวนอีก
1 ครัง้ จึงทําการปลูก

2.3 ถั่วลิสง
2.3.1 สภาพพ้ืนท่แี ละสมบัติของดินทเ่ี หมาะสม
ถ่วั ลสิ งสามารถปลกู ไดในดนิ ทุกชนิด แตดินท่ีเหมาะตอการปลูกและการเจริญเติบโตของถั่วลิสง คือ

ดินรว น มหี นาดนิ ลกึ ดนิ รว นซุย เมือ่ ดินแหงหนา ดนิ ตอ งไมแ นนหรือแขง็ เปน แผน โดยเฉพาะอยา งย่งิ ในชวงลง
เข็มเพือ่ สรา งฝกและชว งเกบ็ เกีย่ ว ดินมีการระบายนํ้าดี เพราะถ่ัวลิสงไมทนตอสภาพน้ําขังท่ีมีผลทําใหชะงัก
การเจรญิ เตบิ โต มผี ลทาํ ใหผ ลผลิตลดลง ความเปนกรด-ดางของดินที่เหมาะสมสําหรับถวั่ ลสิ งทปี่ ลกู ในดนิ ทราย
และดินรว นปนทราย อยูในชวง 5.5-6.0 ถาดินมีความเปนกรด-ดางนอยกวา 5.0 จะทําใหมีอะลูมินัมละลาย
ออกมาจนเปน พิษตอถัว่ ลิสง ทาํ ใหติดปมไดชากวา ปกติ พชื จะแสดงอาการขาดไนโตรเจน และฟอสฟอรัส หาก
ดินมีความเปนกรด-ดางมากกวา 7.0 มีผลทําใหถั่วลิสงขาดจุลธาตุ ไดแก เหล็ก แมงกานีส และสังกะสี
ความสามารถในการแลกเปลย่ี นประจบุ วกของดินควรมคี ามากกวา 10 เซนติโมลตอดิน 1 กิโลกรัม มีปริมาณ
อินทรียวัตถุไมตํ่ากวา 1.5 เปอรเซ็นต ฟอสฟอรัสท่ีเปนประโยชนไมต่ํากวา 10 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม
โพแทสเซียมที่แลกเปล่ียนไดไมต่ํากวา 80 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม แคลเซียมท่ีแลกเปลี่ยนไดไมตํ่ากวา 300
มิลลิกรัมตอกโิ ลกรมั และกํามะถนั ไมต ํ่ากวา 20 มิลลิกรัมตอกโิ ลกรมั (นอย และเสถยี ร, 2524; สุวพนั ธ, 2533;
ปย ะ และคณะ, 2542)

2.3.2 สภาพภมู อิ ากาศ
ถั่วลิสงเจรญิ เติบโตไดด ีในอากาศรอ นและมีความช้ืนเพยี งพอตลอดฤดปู ลูก หากอุณหภูมิตาํ่ จะมีผลตอ
ระยะเวลาในการงอก (ทกั ษิณา, 2532) จากการทดลองในประเทศเกาหลี พบวา ทีอ่ ุณหภมู ิ 15 องศาเซลเซยี ส
ถั่วลิสงใชเวลางอกนานถึง 25 วนั จงึ โผลพนผวิ ดนิ แตเมือ่ อุณหภูมเิ พมิ่ ข้ึนเปน 18.8 องศาเซลเซียส ถั่วลิสงใช
เวลางอกเพียง 13 วัน ถั่วลิสงมีประสิทธิภาพในการสังเคราะหแสงสูงสุดท่ีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เม่ือ
อุณหภูมิเพิ่มข้ึนเปน 40 องศาเซลเซียส อัตราการสังเคราะหแสงลดลงประมาณ 25 เปอรเซ็นต และเม่ือ
อุณหภูมิลดลงเปน 10 องศาเซลเซียส อัตราการสังเคราะหแสงลดลงมากกวา 65 เปอรเซ็นต อุณหภูมิ
กลางวนั /กลางคืนทเ่ี หมาะสมสาํ หรับการเจรญิ เติบโตของถั่วลิสงอยทู ่ีประมาณ 35/25 องศาเซลเซียส
2.3.3 ฤดกู ารปลูก
การปลูกถวั่ ลสิ งในฤดฝู น
การปลูกถั่วลสิ งในฤดฝู นโดยทั่วไป แบงเปน 2 ชวง คือ 1) ตนฤดูฝน ควรปลูกในเดือนพฤษภาคมถึง
กลางเดือนมิถุนายน การปลูกในเดือนพฤษภาคมจะใหผลผลิตสูงกวาการปลูกในเดือนมิถุนายน แมวาจะมี
ปญหาการตากผลผลิต เพราะขณะเก็บเกีย่ วยังไมห มดฝน แตด ินชืน้ ทาํ ใหง ายตอ การถอน 2) ปลายฤดูฝนปลูก
ในเดอื นกรกฎาคมถงึ เดอื นสิงหาคม ถา สภาพแวดลอมปกตจิ ะใหผ ลผลิตดี แตใ นบางปท่ีฝนหมดเร็วในชวงเก็บ
เก่ียว หนาดินจะแหงและแข็ง ทําใหผ ลผลิตลดต่ําลง นอกจากน้ี ยงั ทําใหก ารเตรยี มดนิ ไดคอนขา งยาก เพราะมี
วชั พืชหนาแนน (อารนั ต, 2524)

75

ภาคเหนอื สามารถปลูกถ่ัวลิสงบนที่สูงไดทั้งตนฤดูฝนและปลายฤดูฝน สําหรับตนฤดูฝนควรปลูกใน
เดือนมนี าคม หากปลกู หลังจากน้ีจะเกิดความเสยี หายจากโรคใบจดุ และราสนิม เน่ืองจากฝนตกชุกและอากาศ
มคี วามช้ืนสงู ในชวงกลางฤดปู ลกู (จกั รี, 2526) สวนการปลกู ปลายฤดูฝน ควรปลูกในเดอื นกรกฎาคม หากปลกู
หลังจากน้ี ถวั่ ลิสงอาจขาดน้าํ ในชว งปลายของการเจริญเตบิ โต (วีระชัย และทรงเชาว, 2532)

ทางภาคใตก ารปลกู ถว่ั ลิสงตน ฤดูฝนในเขตจังหวัดสงขลาและพัทลุง ควรปลูกในเดือนเมษายน และ
พฤษภาคม ถาปลูกลาชาจะประสบปญหาโรคใบจุดรุนแรง และเมล็ดงอกในฝก เพราะเก็บเก่ียวตรงกับชวง
ปลายฤดูฝน สวนการปลูกเพ่ือเก็บเก่ียวฝกสด สามารถปลกู ไดท้งั ตนฝนและปลายฝน คือ ต้ังแตเ ดอื นตุลาคมถึง
เดอื นธนั วาคม (ไพศาล, 2525; มณฑาทพิ ย, 2532; ธรี ะพงศ, 2533)

การปลูกถั่วลสิ งในฤดูแลง
จากการศึกษาฤดูปลกู ถ่ัวลิสงในฤดูแลงในเขตทรี่ าบลมุ ภาคเหนือ พบวา ควรปลูกระหวางกลางเดือน
มกราคมถงึ เดือนกุมภาพันธ ซง่ึ เปน ชวงที่อณุ หภูมิไมตํ่าจนเกินไปและสามารถเกบ็ เกย่ี วไดในชวงฤดรู อ น และยัง
หลกี เล่ียงการเขาทําลายของโรคใบจดุ (จักรี, 2526) การปลกู ถว่ั ลิสงในฤดูแลง แบง เปน 2 แบบ คอื
1) การปลกู โดยอาศยั นา้ํ ชลประทาน ควรปลูกในเดอื นธันวาคมถงึ มกราคม หากปลูกลาชาจะมีปญหา
ฝนตกในชว งเก็บเกี่ยว
2) การปลูกหลังนา โดยอาศยั ความชื้นทเ่ี หลอื ในดิน ตองเปนพน้ื ทีท่ ่มี ีนํ้าใตดินตื้น และมปี ริมาณน้ําซบั
ในดนิ สูงเพียงพอตอ การเจริญเติบโตตลอดฤดูปลกู ควรปลกู ใหเ รว็ ทส่ี ุดหลงั จากเกบ็ เกีย่ วขา ว (ทกั ษิณา, 2532)
2.3.4 ความตองการนาํ้
กา ร ป ลูก ถั่วลิส ง ใ น ฤ ดูฝ น จ ะ ใ หผ ล ผ ลิต สูง เ มื่อ มีฝ น ต ก ก ร ะ จ า ย ส มํ่า เ ส ม อ ต ล อ ด ฤ ดูป ลูก ใ น ชว ง
90-120 วัน ระหวาง 500-600 มลิ ลเิ มตร หากถ่วั ลิสงขาดนาํ้ ในชวงระยะการเจริญเติบโตทางลาํ ตน จะมผี ลตอ
ผลผลติ นอยกวาการขาดน้ําในระยะออกดอก-ติดฝก ระยะวิกฤตของการขาดน้ําอยูระหวาง 30-60 วัน หลัง
งอก ซึ่งเปน ระยะทถ่ี ัว่ ลสิ งอยใู นชวงการแทงเขม็ และสรางฝก การขาดนํ้าจะมีผลตอจํานวนฝกตอตนมากกวา
องคประกอบของผลผลติ อนื่ ๆ
2.3.5 การเตรียมดิน
การเตรียมดนิ ในการปลกู ถั่วลสิ ง นอกจากทําใหดินรว นซุยแลว ยังชวยกําจัดวชั พชื และเหมาะตอการ
งอกของเมล็ด และท่ีสําคญั คือใหเหมาะแกการลงเข็ม การปลูกถั่วลิสงในฤดูแลงโดยใหน้ําชลประทาน พบวา
การไถพรวนและการยกรอ งปลกู จะทาํ ใหโ ครงสรางของดินรวนซยุ ขึ้น และสะดวกตอ การใหน ้ํา ความกวางของ
สันรองข้ึนอยูกับเน้ือดิน ถาเน้ือดินแนน ควรใชสันรองแคบ ประมาณ 60-100 เซนติเมตร ปลูกถ่ัวลิสงได
2 แถว แตถา ดินมกี ารระบายนาํ้ ไดดี อาจขยายสันรองใหกวางขน้ึ เปน 150 เซนติเมตร สามารถปลูกถ่ัวลิสงได
3-4 แถว
ในพนื้ ท่ีที่มีวัชพืชขึ้นหนาแนน ควรไถตากดิน 1-2 คร้ัง เพื่อใหวัชพืชตาย แตถามีปริมาณวัชพืชนอย
สามารถทาํ การไถเปด รอ งแลว หยอดเมล็ดไดเลยโดยไมตองเตรียมดิน จะใหผลผลิตใกลเคียงกับการไถพรวน
ปกติ

76

3. ความตองการธาตอุ าหารของพืชตระกูลถว่ั
พชื ตระกูลถ่วั เปน พืชทมี่ คี วามตองการธาตุอาหารไนโตรเจนสงู ในการสรางผลผลิต 300 กโิ ลกรมั ตอ ไร

อาจตอ งการใชไนโตรเจนสงู ถึง 20 กิโลกรัมตอไร แตพ ืชตระกลู ถัว่ โดยทัว่ ไปสามารถนําไนโตรเจนจากอากาศมา
ใชป ระโยชนไ ด โดยกระบวนการทางชวี เคมีท่มี จี ลุ ินทรยี ไ รโซเบยี มที่อาศยั อยูทป่ี มรากถวั่ การปลกู ถว่ั จงึ ควรคลกุ
เมล็ดดวยเช้ือไรโซเบยี มกอนปลกู อยางไรก็ตาม อาจใชปยุ เคมีไนโตรเจนรว มดว ยได แตไ มค วรเกิน 3 กิโลกรมั N

ตอ ไร โดยเฉพาะอยางยิ่งเม่ือปลูกในดนิ ทรายหรือรว นปนทราย เพื่อชว ยการเจรญิ เติบโตของถ่ัวในระยะแรกที่
จุลินทรียไรโซเบียมยงั ไมท าํ งาน การใชป ุยไนโตรเจนในอตั ราสูงจะมีผลทําใหกิจกรรมการตรึงไนโตรเจนของ
ไรโซเบยี มลดลงได (สวุ พันธ, 2542)

พชื ตระกูลถ่วั มคี วามตองการธาตอุ าหารทแ่ี ตกตา งกันดังตารางแสดงปรมิ าณธาตุอาหารทถ่ี ูกดูดใชแ ละ
สะสมในสว นตา ง ๆ ของถว่ั เขียว (ตารางท่ี 4.1) ถ่ัวเหลือง (ตารางท่ี 4.2) และถั่วลิสง (ตารางที่ 4.3) หากถ่ัว
เขียวใหผลผลิตน้ําหนักฝกแหง 270 กิโลกรัมตอไร จะมีปริมาณไนโตรเจนรวม คือ 4.30 กิโลกรัมตอ 100

กโิ ลกรัมผลผลิต โดยอยูในสว นของเมล็ดมากทสี่ ุด คือ 3.21 กโิ ลกรมั ตอ 100 กโิ ลกรมั ผลผลิต และในเปลือกฝก
0.05 กิโลกรัมตอ 100 กิโลกรัมผลผลิต ดังนั้น เม่ือเก็บเก่ียวผลผลิต ธาตุอาหารท่ีสูญหายไปกับผลผลิต
ประกอบดว ยไนโตรเจน 3.26 กโิ ลกรมั ตอ 100 กโิ ลกรมั ผลผลติ ฟอสฟอรัส 0.056 กิโลกรัมตอ 100 กิโลกรัม

ผลผลิต และโพแทสเซยี ม 1.34 กโิ ลกรมั ตอ 100 กโิ ลกรัมผลผลิต แตไนโตรเจนที่สะสมในสวนตางๆ ของพืช
ตระกูลถว่ั จะไดจ ากการตรงึ ไนโตรเจนจากบรรยากาศ และการดูดใชจากดนิ โดยพบวา ไรโซเบียมทอ่ี าศยั ทีป่ ม
รากถั่วเขยี วตรึงไนโตรเจนจากบรรยากาศได 10-55 กโิ ลกรมั ไนโตรเจนตอไรตอป ในขณะที่ไรโซเบียมท่ีอาศัย

ท่ีปมรากถ่ัวเหลืองตรึงไนโตรเจนได 10-27 กิโลกรัมตอไรตอป และไรโซเบียมท่ีอาศัยในปมรากถั่วลิสงตรึง
ไนโตรเจนได 12-20 กิโลกรมั ไนโตรเจนตอไรต อป (FAO, 1984) การใชเช้ือไรโซเบียมที่เหมาะสมกับพันธุถั่ว
สามารถทดแทนการใชป ยุ ไนโตรเจนได ยงั คงมเี ฉพาะฟอสฟอรสั ท่ีตอ งใสในอัตรา 9 กิโลกรัมตอไรหรือใสตาม

คา วเิ คราะหด ิน

ตารางท่ี 4.1 ปรมิ าณธาตุอาหารท่ีถั่วเขียวดดู ใชและกระจายไปสะสมยงั สวนตา ง ๆ

ผลผลติ สวนของพืช ธาตอุ าหาร (กก./100 กก. ผลผลิต)
(กก./ไร) ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรสั (P) โพแทสเซียม (K)
ตน
270 ใบ 0.33 0.02 1.53
เมลด็ 0.71 0.03 0.66
เปลอื กฝก 3.21 0.05 1.17
รวม
0.05 0.006 0.17
4.30 0.10 3.53

77

ตารางที่ 4.2 ปริมาณธาตอุ าหารท่ถี ั่วเหลอื งดูดใชแ ละกระจายไปสะสมยงั สวนตาง ๆ

ผลผลิต สวนของพชื ธาตอุ าหาร (กก./100 กก.ผลผลติ )

(กก./ไร) ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรสั (P) โพแทสเซยี ม (K)

300 เมลด็ 6.10 0.70 1.93

ตน + ใบ 1.93 0.27 1.23

ราก 0.97 0.13 0.70

รวม 9.00 1.10 3.86

ที่มา: นอ ย และนพชัย (2535); เสถยี ร และคณะ (2526); สมชาย และศุภชัย (2543)

ตารางที่ 4.3 ปริมาณธาตอุ าหารที่ถ่ัวลิสงดูดใชแ ละสะสมในสว นตา ง ๆ

ผลผลติ สว นของพืช ธาตอุ าหาร (กก./100 กก.ผลผลติ )

(กก./ไร) ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรสั (P) โพแทสเซียม (K)

300 เมลด็ 4.83 0.30 0.63

ตน +ใบ 2.33 0.13 2.37

เปลือกฝก 0.37 0.03 0.17

รวม 7.53 0.46 3.17

ทมี่ า: นอ ย และนพชัย (2535); เสถียร และคณะ (2526)

ตารางท่ี 4.4 ระดับความอดุ มสมบรู ณของดินและธาตอุ าหารทเ่ี หมาะสมสาํ หรบั ถ่ัวเหลอื งและถ่ัวลสิ ง

คณุ สมบัตทิ างเคมี ระดบั ขาด ระดบั เพยี งพอ ระดบั สงู

ถ่ัวเหลือง ถ่วั ลิสง ถว่ั เหลอื ง ถว่ั ลสิ ง ถว่ั เหลอื ง ถั่วลสิ ง

ความเปน กรด-ดา ง < 5.5 < 5.0 5.5 - 6.0 5.0 - 6.0 6.0 - 6.8 6.0 - 6.8
1 - 1.5 1 - 1.5 > 1.5 > 1.5
อนิ ทรียวัตถุ (%) <1 <1 8 - 12 5 - 10 > 12 > 10
50 - 100 40 - 80 > 100 > 80
ฟอสฟอรสั ท่เี ปนประโยชน (มก./กก.) <8 <5 100 - 140 80 - 120 > 140 > 120
20 - 30 10 - 20 > 30 > 20
โพแทสเซียมท่ีแลกเปลีย่ นได (มก./กก.) < 50 < 40 14 - 20 10 - 14 > 20 > 14
3 - 20 3 - 20 > 20 > 20
แคลเซียมท่แี ลกเปลยี่ นได (มก./กก.) < 100 < 80
-- --
แมกนเี ซียมท่ีแลกเปลยี่ นได (มก./กก.) < 20 < 10 0.13 - 0.20 0.13 - 0.20 > 0.20 > 0.20

กํามะถันทสี่ ามารถสกัดได (มก./กก.) < 14 < 10 -- --
-- --
เหล็กทส่ี ามารถสกัดได (มก./กก.) <3 <3

สังกะสที ส่ี ามารถสกัดได (มก./กก.) < 0.3 < 0.3

โบรอนที่สามารถสกดั ได (มก./กก.) < 0.13 < 0.13

โมลิบดินมั ทส่ี ามารถสกัดได (มก./กก.) (รว นทราย) < 0.12

(รว นเหนียว) < 0.4

ทีม่ า: สวุ พนั ธ และเพ่ิมพนู (2532); สมชาย และศุภชัย (2543)

78

ตารางที่ 4.5 ระดับความตองการธาตอุ าหารของถ่ัวลสิ งกอนการสรา งเมล็ด ประเมนิ จากระดับธาตอุ าหารในใบ
ออนที่คลี่เต็มทีแ่ ลว ของถ่ัวลิสง

ธาตอุ าหาร ระดบั ขาด ระดับเพียงพอ ระดบั สงู
ไนโตรเจน (%ของนาํ้ หนกั แหง) <3.8 3.8-4.5 >4.5
ฟอสฟอรัส (%ของน้าํ หนกั แหง) <0.23 0.23-0.40 >0.40
โพแทสเซียม (%ของนํ้าหนกั แหง) <1.3 1.4-2.5 >2.60
แคลเซียม (มก./กก.ของน้ําหนกั แหง ) <1.0 1.0-2.0
แมกนีเซียม (มก./กก.ของน้ําหนักแหง ) <0.25 0.25-0.80 -
กาํ มะถัน (%ของนํา้ หนกั แหง ) <0.20 0.21-0.30 -
เหลก็ (มก./กก.ของนํา้ หนักแหง) <35 35-300 >0.30
แมงกานสี (มก./กก.ของน้าํ หนกั แหง) <10 50-350 -
ทองแดง (มก./กก.ของนา้ํ หนกั แหง ) <1.7 1.8-5.0 600-800
สังกะสี (มก./กก.ของนา้ํ หนักแหง ) <18 18-50 >5.0
โบรอน (มก./กก.ของนํ้าหนักแหง ) <23 24-50 >200
โมลิบดนิ มั (มก./กก.ของนาํ้ หนักแหง ) <0.05 0.05-1.00 >50
ดดั แปลงจาก Reuter and Robinson (1997) >1.00

4. อาการขาดธาตอุ าหารของพืชตระกลู ถ่ัว

ไนโตรเจน (Nitrogen: N)
ไนโตรเจนเปนธาตุที่เคล่ือนยายได อาการขาดธาตุไนโตรเจนเริ่มจากใบแกจะกลายเปนสีเขียวออน

สม่ําเสมอ หากยังขาดธาตุอาหารตอเน่ือง ใบแกจะเปล่ียนเปนสีเหลือง ในขณะท่ีใบออนยังคงมีสีเขียวออน
(ภาพท่ี 4.1) ตนแคระแกร็น ระยะท่ีมีการขาดธาตุอาหารรุนแรง ใบแกจะเปล่ียนเปนสีเหลืองเขมและสีขาว
ตามลาํ ดบั จากน้ันใบจะเปลย่ี นเปน สนี าํ้ ตาลและลุกลามเขาสูกลางใบเปนรูปตัววี (V) ใบจะแหงและรวงกอน
กาํ หนด ทําใหเ กิดการเจริญเตบิ โตชา ลาํ ตน บางและยดื ยาว การแตกกิง่ และการออกดอกลดลงอยางเห็นไดชัด
การสรา งฝก และเมลด็ ลดลง สง ผลใหผลผลติ ตา่ํ และมโี ปรตีนในเมลด็ ลดลง

อาการขาดไนโตรเจนของพชื ตระกูลถ่ัวมักพบในดินที่มีอินทรียวัตถุต่ํา เชน ดินทรายท่ีถูกชะลางจาก
ฝนตกหนกั หรือการใหน ํ้าท่มี ากเกนิ ไป ดนิ ทีข่ าดความอุดมสมบูรณจากการปลูกพืชอยางตอเน่ือง สภาวะน้ํา
ทว มขงั และดนิ ทมี่ คี วามเปน กรด-ดาง ต่าํ กวา 6.0 หรือสงู กวา 8.0

พืชตระกูลถ่ัวตองการไนโตรเจนมากกวาธาตุอื่น ๆ แหลงไนโตรเจนมาจากดินและการตรึงกาซ
ไนโตรเจนจากบรรยากาศโดยการทาํ งานรว มกนั ของพชื ตระกลู ถ่วั และเช้อื แบคทีเรียไรโซเบียมจากการสรา งปม
ทร่ี าก ซ่ึงถา ทํางานไดส มบูรณสามารถผลิตไนโตรเจนไดพ อเพียงกับความตองการของถ่ัว การใสปุยไนโตรเจน
กับพชื ตระกูลถัว่ จงึ ไมค วรใสเ กิน 3 กิโลกรมั ไนโตรเจนตอ ไร หากใสปยุ ไนโตรเจนมากเกินไป กจิ กรรมการตรึง
ไนโตรเจนจากบรรยากาศของเชอ้ื ไรโซเบียมจะลดนอ ยลง ควรคลุกเชื้อไรโซเบียมกอนปลูกเพ่ือเพ่ิมไนโตรเจน
และความเปนประโยชนของปุย (เสถียร, 2542) พืชตระกูลถั่วมีความตองการไนโตรเจนเพียงเล็กนอยใน
ระยะแรกของการเจริญเติบโต เน่ืองจากปมท่ีรากถ่ัวมีการเจริญเติบโตอยางชาๆ ในชวงแรก เม่ือปม
เจริญเติบโตเต็มที่ สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศไดอยางมีประสิทธิภาพ จึงไมมีความจําเปนท่ีจะใช

79

ไนโตรเจนจากปุย ไนโตรเจน การขาดไนโตรเจนในพชื ตระกูลถวั่ มักมีสาเหตุจากการสรางปมไดไมดีในพ้ืนที่นํ้า
ขงั หรือขาดธาตุอาหารท่จี าํ เปน ตอ การสรา งปม เชน ธาตุฟอสฟอรัส และโมลิบดีนัม ทําใหการตรึงไนโตรเจน
ของเช้อื ไรโซเบยี มตา่ํ

การจัดการธาตไุ นโตรเจนสาํ หรับพชื ตระกูลถ่ัว สามารถทําไดโดย
1) วเิ คราะหป ริมาณไนโตรเจนในดินกอนปลกู
2) ใสปยุ ไนโตรเจนตามปริมาณทแ่ี นะนํา โดยใสปุยอินทรีย ปุยชีวภาพไรโซเบียม หรือปุยไนโตรเจน
เชน ยูเรีย
3) หากถัว่ แสดงอาการขาดไนโตรเจน สามารถฉดี พน ปุยไนโตรเจนทางใบ โดยใชป ุยยเู รีย 2% น้าํ หนัก
ตอ ปริมาตรสารละลาย (400 กรมั ตอนาํ้ 20 ลติ ร) ฉีดพนทุก 10-15 วัน

ภาพท่ี 4.1 อาการขาดธาตไุ นโตรเจนของ ก) ถ่ัวลสิ ง ข) ถ่วั เขียว และ ค) ถั่วเหลอื ง

แหลง ทม่ี าภาพ : ก) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

ฟอสฟอรัส (Phosphorus: P)
การขาดธาตุฟอสฟอรัสในพืชตระกูลถั่วทําใหการสังเคราะหแสงและการตรึงไนโตรเจนลดลง การ

เจริญเติบโตชา ลําตนบางและสูงชะลูด ปลองสั้น ฟอสฟอรัสเปนธาตุท่ีเคล่ือนยายไดในพืช ดังน้ันจะแสดง
อาการขาดในใบลางกอน หลงั จากน้นั แสดงอาการขาดสว นยอด ตนจะแคระแกรน็ ใบเล็กผดิ ปกติ ปลายใบโคง
งอเปนรปู ถว ย (ภาพที่ 4.2) และลําตน อาจจะกลายเปน สีมว งหรือสีแดง หากยงั ขาดธาตฟุ อสฟอรัสตอเน่ือง ใบ
ท่ีมีสีเขียวเขม จะเปลี่ยนเปน สีมวงคลา้ํ โดยจะเกดิ ขึ้นท่ีใบลางกอนขึ้นไปที่ใบบน ใบแกจะเปลย่ี นเปน สีเหลือง สี
นํา้ ตาลและรวงกอนกาํ หนด มรี ากแกวสั้น รากฝอยไมเ จริญ หากขาดธาตฟุ อสฟอรสั รนุ แรง ลําตนอาจบิดเบี้ยว
ออกดอกชา แกช า การติดฝก และเมลด็ นอย เกิดเมล็ดลีบมาก อายุการเกบ็ เก่ียวลา ชา สง ผลใหผลผลิตตา่ํ

อาการขาดธาตุฟอสฟอรัสของพืชตระกูลถ่ัว มักพบในดินท่ีมีอินทรียวัตถุตํ่า ดินดางและดินเนื้อปูน
ดนิ ที่ขาดความอุดมสมบูรณจากการปลกู พืชอยางตอเน่อื ง ดินกรดและดินที่มีการใหนํ้ามากเกินไป ดินท่ีหนา
ดินถกู ชะลางไปจากการกัดเซาะ ดินที่มคี วามเปนกรด-ดาง ตา่ํ กวา 6.0 หรอื ระหวาง 7.5-8.5

80

การจดั การธาตฟุ อสฟอรสั สําหรับพชื ตระกลู ถ่ัว สามารถทําไดโดย
1) วเิ คราะหปริมาณฟอสฟอรสั ในดนิ กอ นปลูก
2) ใสปยุ ฟอสเฟตตามปรมิ าณท่ีแนะนําโดยใสปุยอินทรีย ใสหินฟอสเฟตรวมกับปุยชีวภาพจุลินทรีย
ละลายฟอสเฟต หรือปยุ ฟอสเฟต เชน ไดแอมโมเนยี มฟอสเฟต

ภาพท่ี 4.2 ลกั ษณะอาการขาดธาตฟุ อสฟอรสั ของถ่ัวเขียว (ก และ ข) และถัว่ เหลอื ง (ค)

แหลง ท่มี าภาพ : ก) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

โพแทสเซยี ม (Potassium: K)
โพแทสเซียมเปนธาตุทเ่ี คลอ่ื นทีไ่ ด จึงมักจะแสดงอาการขาดที่ใบแก ขณะที่ใบออนยังคงมีสีเขียวเขม

ปลายใบ ขอบใบ และเสนกลางใบจะมีสเี หลืองซดี (ภาพที่ 4.3) หากพชื ตระกูลถว่ั ขาดโพแทสเซียมอยา งรุนแรง
ขอบใบจะแหงเปลี่ยนเปนสีนํ้าตาลไหมแลวลุกลามสูเสนกลางใบ ใบแหงเกรียมและรวงกอนกําหนด แคระ
แกรน็ ปลองสน้ั การแตกแขนงลดลง เจรญิ เติบโตชา ลําตนออนแอหักลมงาย ฝกหรือเมล็ดมีอาการเหี่ยวยน
หรือบดิ เบยี้ ว

อาการขาดธาตโุ พแทสเซยี มมีแนวโนม ทจ่ี ะเกิดข้นึ ในดนิ ทม่ี ีอนิ ทรียวตั ถแุ ละปรมิ าณโพแทสเซยี มในดิน
ตาํ่ ดินทรายท่ีมกี ารชะลา งสูงหรือใหน้ํามากเกินไป และดินท่มี คี วามเปนกรด-ดาง ตา่ํ กวา 6.0

การจัดการธาตโุ พแทสเซยี มสาํ หรับพชื ตระกูลถัว่ สามารถทําไดโดย
1) วเิ คราะหปรมิ าณโพแทสเซยี มในดินกอ นปลูก
2) แกไขปญ หาดนิ กรด โดยหวา นปนู ขาวพรอมกบั การไถเตรยี มดนิ กอนปลูก 2 สัปดาห
3) ใสป ุย อนิ ทรยี ก อ นปลกู 500 กิโลกรมั ตอไร
4) ใสป ุยโพแทชตามคําแนะนาํ การใชปุยตามคาวเิ คราะหดนิ

81

ภาพท่ี 4.3 อาการขาดธาตโุ พแทสเซยี มของ ก) ถว่ั เหลือง ข) ถั่วลสิ ง และ ค) ถัว่ เขียว

แหลง ท่ีมาภาพ : ก) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

กาํ มะถนั (Sulfur: S)
กํามะถันเปนธาตุท่ีจําเปนตอการสรางโปรตีน เพ่ิมขนาดและน้ําหนักของเมล็ด ความยาวฝกและ

จาํ นวนฝกตอตน เปนองคป ระกอบของคลอโรฟลล กระตุนใหเกิดการเจริญเตบิ โตของตน กาํ มะถนั เปน ธาตทุ ไี่ ม
เคลอ่ื นท่ีภายในพืช อาการขาดธาตกุ าํ มะถนั จึงปรากฏที่ใบออ นหรือสว นท่ีกําลงั เจรญิ เตบิ โตกอ น ใบออนจะมีสี
จางลงเปนสีเขยี วออ น ขณะทใี่ บแกย ังคงมีสเี ขยี ว หากยังขาดธาตุอาหารอยางตอเน่ือง ใบออนจะกลายเปนสี
เหลืองหรือเหลืองซีด กอนจะลุกลามสูใบลาง ใบมีขนาดเล็กลง ขอบใบจะโคงงอ เกิดเน้ือเย่ือตาย ตนแคระ
แกรน็ ปลองส้นั ลาํ ตนมกั จะแขง็ เรียว หรือเลก็ การเจรญิ เติบโตชะงัก การออกดอกไมแ นนอน (ภาพที่ 4.4)

อาการขาดกาํ มะถันมแี นวโนม ท่จี ะเกดิ ข้นึ ในดินทม่ี ีอินทรยี วัตถตุ ่ํา ดนิ ทรายทม่ี ีการชะลางสงู หรือการ
ใหน้ําท่ีมากเกนิ ไป และดินที่มีความเปน กรด-ดาง ต่าํ กวา 6.0

การจัดการธาตกุ ํามะถันสําหรบั พชื ตระกลู ถวั่ สามารถทาํ ไดโดย
1) วิเคราะหปรมิ าณกาํ มะถนั ในดนิ กอ นปลูก
2) ใหปยุ ตามปรมิ าณกํามะถนั ท่แี นะนําใหใ ช เชน ยปิ ซัม โดยการผสมกับหนาดนิ กอ นหวา นเมลด็
3) ใหปยุ ในรูปของแอมโมเนยี มซัลเฟต แมกนเี ซียมซัลเฟต หรือโพแทสเซียมซัลเฟต

82

ภาพท่ี 4.4 อาการขาดธาตกุ าํ มะถนั ของ ก) ถั่วลสิ ง ข) ถ่ัวเหลอื ง และ ค) ถ่ัวเขยี ว

แหลง ทีม่ าภาพ : ก) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

แคลเซยี ม (Calcium: Ca)
แคลเซียมเปน ธาตุที่ชวยสงเสริมการดูดใชไนโตรเจน จําเปนมากในระยะออกดอกและระยะท่ีสราง

เมล็ด เพราะชวยในการเคล่อื นยายและเก็บรกั ษาคารโบไฮเดรตและโปรตนี ในพืช เพอ่ื นําไปใชในการสรางเมลด็
ควบคุมการดูดใชธ าตุโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ถาพืชดูดใชธาตุแคลเซียมมากเกินไปจะแสดงอาการขาด
ธาตุเหล็ก กํามะถัน และฟอสฟอรัสได พืชท่ีขาดธาตุแคลเซียมจะแสดงอาการบริเวณเนื้อเย่ือที่กําลัง
เจริญเตบิ โต เชน ปลายฝก ปลายราก ยอด ตา และชอ ดอก ใบออ นจะไมคลอ่ี อกจากกนั บิดเบย้ี ว เล็ก และมีสี
เขยี วเขมผิดปกติ ใบมลี ักษณะคลายถวยและยน ยอดออ นแหง ตาย และใบจะมีการมว นงอไปขางหนาและขาด
เปนริ้ว ๆ ซึ่งจะแสดงอาการที่ใบออนกอน ตาและดอกจะไมพัฒนาและรวงหลนเร็ว กานใบอาจแตก การ
พัฒนาของระบบรากผดิ ปกติ ลําตน ออ นแอ ถ่ัวลิสงดดู ใชธ าตแุ คลเซยี มในการสรา งเมลด็ ผานทางเปลือกของฝก
โดยตรงโดยซึมผานไปกับนํ้า ถ่ัวลิสงที่ขาดนํ้าจึงอาจมีอาการขาดธาตุแคลเซียมเชนกัน ถ่ัวลิสงท่ีขาดธาตุ
แคลเซียมอยางรุนแรงยอดออนจะแหงตาย รากส้นั หนาเปน กระจุก ออกดอกและติดฝกนอย เมล็ดจะไมเต็มฝก
(ภาพท่ี 4.5) หรอื เมล็ดลีบเล็กและเหีย่ วยนเปน สนี ํ้าตาล ในกรณีขาดไมรุนแรง เมล็ดอาจเจรญิ เต็มฝกแตจะเกดิ
การตายบริเวณยอดตนออนในเมล็ด (dark plumule) มอี าการยอดของตนออ นเนาดาํ มผี ลทาํ ใหคุณภาพของ
เมล็ดในดานความงอกและความแขง็ แรงของตนกลา ตาํ่

อาการขาดธาตแุ คลเซยี มมีแนวโนมท่จี ะเกดิ ข้นึ ในดินท่มี ีอินทรยี วัตถุตํ่า ดินที่มีความเปนกรด-ดาง ตํ่า
กวา 6.0 และดินท่ใี สป ยุ แอมโมเนยี มมากเกนิ ไป ทาํ ใหดนิ เปน กรดเพิ่มขึ้น

การจดั การธาตแุ คลเซียมในพืชตระกูลถัว่ สามารถทาํ ไดโดย
1) วเิ คราะหป ริมาณแคลเซยี มในดนิ กอ นปลกู
2) ใสส ารปรบั ปรงุ ดินที่เปน แหลง ใหธาตแุ คลเซยี ม หากดนิ มคี วามเปนกรด-ดาง ต่ํากวา 5.5 ใหใสปูน
ปรบั ปรงุ ดนิ เชน ปูนขาว หินปนู ปูนมารล และโดโลไมต อตั รา 100 กิโลกรัมตอ ไร โดยหวานกอ นการไถเตรียม
ดิน หรอื ใสยปิ ซัมชว งออกดอกในอัตรา 50 กโิ ลกรมั ตอไร

83

ภาพท่ี 4.5 อาการขาดธาตแุ คลเซียมและโบรอนของถัว่ ลสิ ง

แหลงที่มาภาพ : กองปฐพีวิทยา (2543)

แมกนเี ซยี ม (Magnesium: Mg)
แมกนีเซียมเปนธาตทุ ี่เคลือ่ นท่ีไดในพืช อาการขาดธาตุแมกนีเซียมปรากฏที่ใบลางกอน แลวคอย ๆ

ลามขน้ึ ขา งบน สงั เกตอาการไดในใบแก ก่งิ กานออนแอ เกิดโรคไดงา ย ขอบใบเหลอื งซดี แลวลามไปสูเ สนกลาง
ใบและอาจกอใหเกิดแผล (ภาพที่ 4.6) ในขณะท่ีกานใบหรือเสนใบยังคงมีสีเขียวเขม หากขาดแมกนีเซียม
รนุ แรง ใบจะแหง หรอื ตายไป

อาการขาดธาตุแมกนีเซยี มมีแนวโนมที่จะเกิดขึ้นในดินทรายท่ีเปนกรดและถูกชะลางหรือใหนํ้ามาก
เกินไป ดินมคี วามเปนกรด-ดา ง ตาํ่ กวา 6.0 หรือสงู กวา 8.5

การจัดการธาตแุ มกนเี ซยี มสําหรับพืชตระกูลถวั่ สามารถทาํ ไดโ ดย
1) วิเคราะหป รมิ าณแมกนีเซยี มในดนิ กอ นปลกู
2) ใสปุยที่ใหธาตุแมกนีเซียมในรูปเกลือท่ีละลายน้ําไดกอนปลูก เชน แมกนีเซียมซัลเฟต หรือ
แมกนีเซียมคลอไรด
3) กรณที ด่ี ินเปนกรด มคี า ความเปน กรด-ดา ง ต่าํ กวา 6.0 ใหปรับปรงุ ดนิ ดวยโดโลไมต 100 กิโลกรัม
ตอไร

ภาพท่ี 4.6 อาการขาดแมกนเี ซยี มในถว่ั ลสิ ง (ก และ ค) และถ่วั เหลอื ง (ข)

แหลงทมี่ าภาพ : ก) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
84

เหล็ก (Iron: Fe)
เหลก็ เปน ธาตุทเี่ คล่อื นที่ไมไ ดภ ายในพชื อาการขาดจะปรากฏท่ีใบออนกอน ใบออนจะมีสีเหลืองซีด

จนถงึ สีขาว แตเสน กลางใบยังคงสเี ขียวอยู หากขาดรุนแรงใบออนจะกลายเปน สขี าว เสน ใบจะมีสีจางลง เซลล
ใบตายเปนหยอม ๆ (necrotic spots) เปนจุดสีนํ้าตาลโดยเฉพาะอยางย่ิงที่ขอบใบ (ภาพที่ 4.7) มีปมราก
(nodules) นอยหรือปมรากไมพัฒนาและตรึงไนโตรเจนไดต่ํา ลําตนบาง แคระแกร็นและใบมีขนาดเล็ก มี
จาํ นวนฝก และขนาดของฝกลดลง ใหผ ลผลติ ต่าํ อายุการเก็บเก่ียวชา

อาการขาดธาตเุ หลก็ มีแนวโนมท่ีจะเกดิ ขึน้ ในดนิ ทราย ดินดางและดินเน้ือปูนที่มีธาตุเหล็กละลายอยู
นอ ยมาก ดนิ กรดท่ีมปี รมิ าณธาตสุ ังกะสี แมงกานีส ทองแดงละลายอยใู นปรมิ าณสูง ทําใหการดูดใชธาตุเหล็ก
นอยลง และดนิ ที่มคี วามเปนกรด-ดา งสงู กวา 7.5

การจัดการธาตเุ หล็กสามารถทําไดโ ดย
1) วิเคราะหปริมาณธาตเุ หล็กในดินกอ นปลกู
2) ใสปยุ อนิ ทรียกอ นปลูก
3) ใสเหล็กซัลเฟต (FeSO4) อัตรา 25 กิโลกรัมตอไร หรือเหล็กคีเลต 10 กิโลกรัมตอไร หรือฉีดพน
ทางใบดวยสารละลายเหล็กซัลเฟต หรือเหล็กคีเลต ความเขมขน 0.5 เปอรเซ็นต (100 กรัมตอน้ํา 20 ลิตร)
ควรพนซํ้าทกุ 10-15 วนั

ภาพที่ 4.7 อาการขาดธาตเุ หลก็ ของ ก) ถั่วเหลอื ง ข) ถ่วั ลิสง ค และ ง) ถัว่ เขยี ว

แหลง ทีม่ าภาพ : ก) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ง) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

สงั กะสี (Zinc: Zn)
สังกะสีเปนธาตุท่ีเคลื่อนท่ีไมไดในพืช อาการขาดธาตุสังกะสีจะเกิดท่ีใบออนกอนไปสูใบแก ลําตน

แคระแกรน็ และแตกก่งิ ลดลง อาการขาดจะปรากฏเดนชัดในชวงระยะแรกของการเจริญเติบโตภายใน 2-3
สัปดาหหลังเมล็ดงอก เร่ิมจากใบแกมีสีเหลืองหรือขาวเปนทางสลับเขียว แถบสีเหลืองหรือขาวจะเร่ิมเกิด
บริเวณปลายใบแลวลุกลามสโู คนใบ และแพรไปยังใบลางตําแหนงใบที่ 2-3 จากยอด การสูญเสียสีเขียวของ
เน้ือเยื่อกลางใบคลายการฟอกสี เสน กลางใบยังมีสเี ขียว (ภาพท่ี 4.8) หากขาดรนุ แรง ใบทีม่ ีอาการจะมเี นื้อเยอ่ื

85

ตายเปน จุดสนี า้ํ ตาลบรเิ วณเสนใบ คลา ยเปนโรคราสนมิ (rust) ตาดอกและผลลดลง ใบทม่ี ีอาการเน้ือเยื่อตาย
จะเกิดเปนรู

อาการขาดธาตุสังกะสมี ีแนวโนม ที่จะเกิดขึ้นในดนิ ทราย สภาพอากาศเย็นและเปยกชื้น ดินท่ีมีการใช
ปยุ ฟอสเฟตมากเกนิ จะขัดขวางการดูดใชธ าตสุ งั กะสขี องพชื ดินทม่ี คี วามเปนกรด-ดาง ต่าํ กวา 5.0 หรือสงู กวา
7.5

การจดั การธาตสุ งั กะสีสามารถทาํ ไดโ ดย
1) วิเคราะหป ริมาณสงั กะสีในดินกอ นปลูก
2) ใสป ุยอนิ ทรียก อนปลกู
3) ใสซงิ คซัลเฟตอัตรา 0.8-4.8 กโิ ลกรมั ตอไร หรือสงั กะสีคีเลต 1.6 กโิ ลกรมั ตอ ไร ทุก 2 ปในบริเวณ
ที่ขาดธาตสุ งั กะสี ไมควรผสมธาตสุ ังกะสรี ว มกับปุยฟอสเฟต

ภาพท่ี 4.8 อาการขาดสงั กะสีของ ก) ถัว่ ลิสง และ ข) ถั่วเขียว

แหลงท่ีมาภาพ : ก) และ ข) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)

โบรอน (Boron: B)
อาการขาดธาตุโบรอนเร่มิ แรกคือ ยอดและตายอดบิดงอ ใบออ นบางและโปรง ใสผดิ ปกติ เสน กลางใบ

หนากราน และตกกระ มสี ารเหนยี ว ๆ ออกมาตามเปลอื กของลําตน ก่ิงกานสั้นและแข็งกระดาง ฝกเล็กและ
แข็งผดิ ปกติ มีเปลอื กหนา ถว่ั ลิสงทข่ี าดโบรอนจะเกิดแผลปริแตกเปนทางยาวตามกิ่งและลําตน ออกดอกชา
และมีจาํ นวนนอย เมลด็ มีน้าํ หนักเบาเพราะเกดิ อาการเมล็ดกลวง (hollow heart) (ภาพท่ี 4.9) ทําใหผลผลิต
ลดลงและเปอรเซ็นตค วามงอกต่าํ

อาการขาดธาตโุ บรอนมีแนวโนม ท่ีจะเกิดข้ึนในพืชที่ไดรับผลกระทบจากสภาวะแลงหรือขาดนํ้ามาก
สง ผลใหอาการขาดโบรอนรนุ แรงยิ่งข้ึน ดินทราย ดินท่ีมีความเปนกรด-ดางสูงกวา 6.0 หรือดินที่มีการใสปูน
มากเกนิ ไป ถว่ั ลิสงทปี่ ลกู ในดนิ เนือ้ หยาบที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ําและมีการชะลางสูง ดินที่มีปริมาณแรดิน
เหนียวมาก ทําใหความเปนประโยชนของโบรอนในดินลดลง และมักเกิดขึ้นกับถั่วลิสงซ่ึงไวตอการขาดธาตุ
โบรอน

การจัดการธาตโุ บรอนสําหรับพืชตระกูลถั่ว สามารถทาํ ไดโ ดย
1) วิเคราะหป ริมาณโบรอนในดินกอ นปลูก
2) ใสป ุยอินทรียก อนปลูก

86

3) ใสปุยบอแรกซผสมนํ้าอัตรา 40-60 กรัมตอไร ฉีดพนทางใบในรูปปุยน้ํา หรือฉีดพนกรดบอริก
ความเขมขน 0.3 เปอรเ ซ็นต (60 กรมั ตอ นาํ้ 20 ลิตร) ในระยะออกดอกและระยะลงเขม็

ภาพที่ 4.9 อาการเมล็ดกลวง (hollow heart) ของถว่ั ลสิ งทขี่ าดธาตโุ บรอน

แหลงท่มี าภาพ : กองปฐพีวิทยา (2543)

โมลบิ ดีนมั (Molybdenum: Mo)
พชื ตระกลู ถวั่ ทีข่ าดโมลบิ ดนิ มั จะแสดงอาการที่ใบแกกอ นหรอื บางครัง้ อาจแสดงอาการท่ีใบกลางกอน

เพราะธาตนุ ้ีเคลอ่ื นยายไดปานกลางในตนพืช ใบจะแสดงอาการเหลืองสม่ําเสมอทั้งเน้ือใบและเสนใบคลาย
อาการขาดไนโตรเจนแตพืชที่ขาดโมลิบดนิ ัมรุนแรงจะเกดิ อาการตายของเนือ้ เย่ือตามขอบใบอยา งรวดเร็วขอบ
ใบไหม มวนลงเลก็ นอยคลา ยหลอด เพราะมีไนเทรตสะสมอยูในสว นตา ง ๆ ของตนในปริมาณสูงผิดปกติ

อาการขาดธาตโุ มลบิ ดีนมั มีแนวโนม ทจ่ี ะเกิดขนึ้ ในดินท่ีมีความเปน กรด-ดาง ต่ํากวา 4.0 ท่ีมีเหล็กและ
อะลมู ินัมออกไซดส งู ทําใหก ารดดู ยึดโมลิบเดท (MoO42-) บนผิวของอนภุ าคดินเกดิ ข้นึ มาก

การจดั การธาตุอาหารสามารถทําไดโดย
1) แกป ญ หาดนิ เปน กรด โดยหวา นปูนขาวพรอมไถเตรียมดิน 2 สัปดาหกอ นปลกู
2) ฉีดพนแอมโมเนียมโมลิบเดตความเขม ขน 0.01 - 0.05 เปอรเซ็นต (2-10 กรัมตอนํ้า 20 ลิตร) ทุก
ระยะ 10 วัน

5. การใชป ยุ ชีวภาพไรโซเบยี มสาํ หรบั พืชตระกูลถวั่
ปุยชีวภาพไรโซเบียม ประกอบดว ยแบคทีเรียตระกูลไรโซเบียม (Rhizobiaceae) ทีส่ ามารถเขา สรางปม

รากกับพืชตระกูลถ่ัวได และเจริญอยูภายในปมรากแบบพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกันและกัน (symbiosis) ไรโซเบียม
สามารถตรงึ ไนโตรเจน โดยใชเ อนไซมไนโตรจีเนส (nitrogenase) ควบคุมปฏิกริ ยิ าการเปล่ียนกา ซไนโตรเจนที่
มอี ยใู นบรรยากาศถงึ 78 เปอรเซ็นตโ ดยน้าํ หนักใหเปนสารประกอบไนโตรเจนเพอื่ ใหพ ชื ใชในการเจริญเติบโต
ได งานวิจัยการใชไรโซเบียมมีการศึกษาเปนเวลานานและประสบผลสําเร็จ สามารถสรุปไดวา การใชเช้ือ
ไรโซเบยี มทเี่ หมาะสมกับพชื ตระกูลถ่ัวไมมคี วามจาํ เปน ตอ งใชป ยุ ไนโตรเจน เชน ผลการทดลองในถั่วเหลืองท่ี
ปลูกในดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีระดับไนโตรเจนตํ่า พบวา การใชปุยชีวภาพไรโซเบียมคลุกเมล็ด
กอนปลูก ใหผลผลิตถ่ัวเหลืองสูงกวาการใชปุยเคมี อัตรา 24 กิโลกรัมไนโตรเจนตอไร หรือคิดเปนปุย
แอมโมเนียมซัลเฟต ประมาณ 120 กิโลกรัม (จิระศักดิ์, 2542) การใชปุยชีวภาพไรโซเบียมมีแนวโนมให
ผลผลิตถ่วั เหลอื งฝก สดสงู กวาการใชป ยุ ไนโตรเจน อัตรา 20 กิโลกรมั ตอ ไร และพบวาสามารถใชทดแทนปุย
ไนโตรเจนได 100 เปอรเซ็นต (ภาวนา และคณะ, 2554) การใชเชื้อไรโซเบียมอยางเดียวสามารถทดแทน

87

การใชป ยุ เคมีไนโตรเจนได และยงั ใหผ ลตอบแทนเหนอื ตนทนุ แปรผัน (variable cost) สูงกวา การใชไรโซเบียม
รว มกับปยุ เคมีและปุยหมัก (พรพรรณ และคณะ, 2554) สอดคลอ งกับงานวิจยั ของ มนตช ยั และคณะ (2558)
และจิตรา และคณะ (2558) ท่ีศึกษาผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตรข องถัว่ ลิสงและถ่ัวเหลืองฝกสด เมื่อมีการ
ใสปุยเคมีรวมกับปุยชีวภาพไรโซเบียม (ตารางท่ี 4.6) นอกจากนี้ Crews and Peoples (2004) พบวา
ไนโตรเจนทพ่ี ืชตระกูลถ่ัวไดรบั จากการตรงึ กา ซไนโตรเจนจากบรรยากาศโดยใชไรโซเบียมมีประสิทธิภาพและ
ยั่งยนื กวาการใชป ยุ เคมีไนโตรเจน

การท่พี ืชตระกลู ถวั่ จะไดรับประโยชนจากปยุ ชวี ภาพไรโซเบยี มไดสูงสุด จะตองทําใหไรโซเบียมคลุกติด
กับเมล็ดใหไดมากที่สุด เม่ือรากถ่ัวงอกออกมาไรโซเบียมที่ติดอยูกับเมล็ดก็จะเขาสูรากไดทันที การใชปุย
ชวี ภาพไรโซเบียมคลกุ เมล็ดควรใชในอัตรา 200 กรัมตอ เมลด็ ถัว่ เขียว 3–5 กิโลกรัม ถ่ัวเหลือง 10–12 กิโลกรัม
หรือถ่วั ลสิ ง 10–15 กิโลกรัม

วธิ ีการนําเมลด็ มาคลุกกบั ปยุ ชวี ภาพไรโซเบยี มกอนปลูกจึงจาํ เปนจะตอ งใชวิธพี รมดวยนํา้ เปลาเพ่ือชวย
ใหปุย ชวี ภาพไรโซเบยี มตดิ กบั เมล็ด ขัน้ ตอนการคลุกเชื้อไรโซเบยี มกับเมลด็ ถว่ั (ภาพท่ี 4.10) มีดังน้ี

1. นาํ เมล็ดถั่วที่ตอ งการปลกู ใสลงในภาชนะ
2. พรมดวยนาํ้ เปลา ใหพอเปยกทว่ั ทกุ เมล็ด
3. โรยปุยชีวภาพไรโซเบยี มสาํ หรับถัว่ ชนดิ น้ัน ๆ ลงบนเมลด็ ถ่ัวในอตั ราที่แนะนํา
4. คลกุ เคลาผงปุยชวี ภาพไรโซเบยี มใหต ดิ อยางสมํ่าเสมอทั่วทุกเมลด็ และนําไปปลกู ใหห มดทนั ที

(1) (2)

(3) (4)

ภาพท่ี 4.10 วิธีการคลกุ เมล็ดถั่วกับปยุ ชีวภาพไรโซเบียมกอนนําไปปลกู

88

ตารางที่ 4.6 ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตรของถ่ัวลิสงและถั่วเหลืองฝกสด เมื่อมีการใสปุยเคมีรวมกับปุย
ชีวภาพไรโซเบยี ม

วธิ กี ารใสปุย มูลคาปยุ ผลผลติ ผลผลติ ที่ รายได* * รายได มูลคาปุย ผลตอบ VCR

ทีใ่ ช* (กก.ตอ ไร) เพ่ิมขึ้น (บาท) เพม่ิ ขน้ึ ทใี่ ชเพิ่ม แทน

(กก.ตอ ไร) (บาท) (บาท)

ถัว่ ลิสงฝก สด

ปุย เคมี 0-9-6 566 647 - 22,645 - - - -

ปยุ เคมี 12-9-6 888 691 44 24,185 1,540 322 1,218 4.78

ปุยเคมี 0-9-6 + ปุยชีวภาพไรโซเบยี ม 591 764 117 26,740 4,095 25 4,070 163.80

ถั่วเหลอื งฝก สด

ปุยเคมี 0-9-6 566 562 - 11,240 - - - -

ปยุ เคมี 12-9-6 888 585 23 11,700 460 322 138 1.43

ปุยเคมี 0-9-6 + ปุยชีวภาพไรโซเบยี ม 591 842 280 16,840 5,600 25 5,575 224.00

ทม่ี า: มนตช ัย และคณะ (2558); จติ รา และคณะ (2558)

* ราคาปยุ เคมี ดังนี้ 46-0-0 กิโลกรัมละ 12.34 บาท

0-46-0 กิโลกรัมละ 21.00 บาท

0-0-60 กโิ ลกรัมละ 15.51 บาท

(ราคาขายปลกี ปยุ เคมีชวงเดอื น ม.ค. – ส.ค. 2562 สํานกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร (สาํ นักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2562ก))

ราคาปุย ชีวภาพไรโซเบียม ถงุ ละ 25 บาท (พ.ศ. 2562)

** ถัว่ ลสิ งฝก สดราคา 35 บาทตอ กโิ ลกรมั ถว่ั เหลอื งฝก สดราคา 20 บาทตอ กิโลกรัม

89

6. คําแนะนําการใชป ยุ สําหรบั พชื ตระกลู ถวั่

6.1 การใชป ยุ ตามคา วิเคราะหดนิ
การใชปุยตามคาวิเคราะหดินกับพืชตระกูลถ่ัว เปนแนวทางเพ่ิมประสิทธิภาพการใชปุยเคมี โดยใช

รว มกบั ปุยชีวภาพไรโซเบียม ทาํ ใหสามารถลดปริมาณปุยเคมีไนโตรเจน ชวยรักษาความอุดมสมบูรณของดิน
อยางย่ังยืนได ดังนั้นกอนปลูกพืช ควรเก็บตัวอยางดินที่ระดับความลึก 0-20 เซนติเมตร เพื่อวิเคราะหหา
ปรมิ าณธาตุอาหารพืชทสี่ าํ คัญ สาํ หรบั ประเมนิ การใชป ุย ตามคา วิเคราะหดินตอ ไป (ตารางที่ 4.7)

ตารางท่ี 4.7 การใชปยุ กบั พืชตระกลู ถั่วตามคา วเิ คราะหดิน

รายการวิเคราะห อัตราปุยเคมที ่ีใส (กโิ ลกรมั /ไร)

เมื่อใชป ยุ ชวี ภาพไรโซเบยี ม เม่ือไมใชป ยุ ชวี ภาพไรโซเบยี ม

1.อนิ ทรยี วตั ถุ (OM, %)

<1 0 กโิ ลกรมั N/ไร 3 กโิ ลกรัม N/ไร

>1 0 กโิ ลกรัม N/ไร 0 กิโลกรัม N/ไร

2. ฟอสฟอรัส (P, มิลลิกรมั /กโิ ลกรมั )

<8 9 กโิ ลกรมั P2O5/ไร 9 กโิ ลกรมั P2O5/ไร
8-12 6 กโิ ลกรมั P2O5/ไร 6 กิโลกรมั P2O5/ไร
3 กโิ ลกรมั P2O5/ไร 3 กิโลกรมั P2O5/ไร
>12

3. โพแทสเซยี ม (K, มิลลกิ รมั /กิโลกรัม)

< 40 6 กโิ ลกรมั K2O/ไร 6 กิโลกรมั K2O/ไร

> 40 3 กโิ ลกรัม K2O/ไร 3 กโิ ลกรัม K2O/ไร

ดัดแปลงจาก: กรมวชิ าการเกษตร (2553); สถาบนั วิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน (2556ข); สุริยนต และคณะ (2558)

หมายเหตุ: ดินท่ีเปนกรดจัด คาความเปนกรด-ดาง ตํ่ากวา 5.5 ควรลดความเปนกรดของดินดวยการใสปูน
อัตรา 100-200 กโิ ลกรัมตอไร โดยโรยทัว่ แปลง แลว ไถพรวน ทิ้งไวอยา งนอ ย 2 สปั ดาหกอนปลูก

สาํ หรับถั่วลิสง หากดนิ มีปริมาณแคลเซยี มทแ่ี ลกเปลย่ี นได นอ ยกวา 120 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ใหใส
ยปิ ซัมอตั รา 50 กิโลกรัมตอ ไร ในชว งออกดอกท่ีอายุประมาณ 35-45 วนั โดยหวา นบริเวณทรงพุม

90

6.2 การใชป ุยตามคา วิเคราะหด นิ โดยการผสมปุยใชเ อง
กรณีใหคําแนะนําการใชปุยแกเกษตรกร สามารถแนะนําใหเกษตรกรผสมปุยใชเองได เมื่อมีการคลุก

เมล็ดถ่ัวดวยปุยชีวภาพไรโซเบียม ใหผสมปุยทริปเปลซูเปอรฟอสเฟต (0-46-0) และปุยโพแทสเซียมคลอไรด
(0-0-60) ตามอัตราที่แนะนํา (ตารางที่ 4.8) รองกนหลุมกอนปลูก หากไมมีการใชปุยชีวภาพไรโซเบียม ใหใส
ปุยยูเรีย (46-0-0) ปุยทริปเปลซูเปอรฟอสเฟต (0-46-0) และปุยโพแทสเซียมคลอไรด (0-0-60) ตามอัตราที่

แนะนํา รองกน หลุมกอนปลกู

ตารางที่ 4.8 การใชปยุ ตามคาวเิ คราะหดนิ โดยผสมปุยใชเ อง

อนิ ทรยี วตั ถุ ฟอสฟอรัสท่ี โพแทสเซยี มที่ ปริมาณธาตุอาหาร ใชป ยุ ชวี ภาพ ไมใชปุยชีวภาพไรโซเบยี ม
เปนประโยชน แลกเปล่ียนได แนะนํา
(กก./ไร) ไรโซเบียม (กก./ไร)
(%) (มก./กก.) (มก./กก.)
<1 <8 < 40 N P2O5 K2O (กก./ไร) รองกนหลุมกอนปลูก
<1 <8 > 40 39 6
< 1 8-12 < 40 39 0 รองกนหลุมกอนปลกู
< 1 8-12 > 40 36 6
< 1 > 12 < 40 36 0 0-46-0 0-0-60 46-0-0 0-46-0 0-0-60
< 1 > 12 > 40 33 6
>1 <8 < 40 33 0 20 10 7 20 10
>1 <8 > 40 09 6
> 1 8-12 < 40 09 0 20 5 7 20 5
> 1 8-12 > 40 06 6
> 1 > 12 < 40 06 0 20 10 7 20 10
> 1 > 12 > 40 03 6
03 0 20 5 7 20 5

20 10 7 20 10

20 5 7 20 5

0 10 0 0 10

0 5 005

0 10 0 0 10

0 5 005

0 10 0 0 10

0 5 005

6.3 การใชป ุยตามคา วิเคราะหดินโดยใชป ยุ เชงิ ประกอบรว มกับปยุ เชิงเดีย่ ว

กรณีใหคําแนะนําการใชปุย แกเ กษตรกร สามารถแนะนําใหเกษตรกรใชปยุ เชงิ ประกอบท่ีมธี าตุอาหาร
ครบถว นท้งั ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั และโพแทสเซยี ม คลุกเมลด็ ถว่ั ดว ยปุยชีวภาพไรโซเบียม และใสปุย 8-24-24
รองกนหลุมกอนปลูก

6.4 การใชปยุ ตามลักษณะเนือ้ ดนิ
การใสป ุยตามลกั ษณะเนื้อดิน (ตารางที่ 4.9) ทําโดยใสป ุย รองกน หลมุ กอนปลูก หรือโรยขางแถวแลว

พรวนกลบ เมื่อตนถ่ัวเหลืองและถ่ัวลิสงอายุประมาณ 20-25 วัน ถั่วเขียวอายุประมาณ 20 วัน สวนหิน
ฟอสเฟต ใสพ รอ มปลกู แลว พรวนกลบ

91

ตารางที่ 4.9 คาํ แนะนาํ การใชป ุย ตามลกั ษณะเนอื้ ดินสําหรบั พชื ตระกลู ถว่ั

ลกั ษณะเน้ือดนิ การใสป ุยเคมี

ดินรวนปนทราย ใสปยุ 12-24-12 อตั รา 30-40 กก./ไร

ดนิ เหนียวสแี ดง ใสปุย 12-24-12 อตั รา 20-30 กก./ไร

ดินเหนยี วสดี าํ ดินรว นเหนียวสีน้ําตาล ใสปยุ 18-46-0 อตั รา 15-20 กก./ไร

ท่ีมา : สุวพันธ (2542)

หมายเหตุ : ควรคลุกเมลด็ พชื ตระกลู ถ่วั ดวยปุยชวี ภาพไรโซเบียมทกุ คร้ัง

7. การใชปุย กบั ถ่วั เหลอื งฝกสด
7.1 พันธุสําหรับการสงออก เชน พันธุเชียงใหม 84-2 กอนปลูก ควรหวานปุยคอก อัตรา 300

กโิ ลกรัมตอ ไร หรือปุย หมกั อตั รา 1-2 ตนั ตอ ไร หากคาความเปน กรด-ดางของดินตํ่ากวา 5.5 ใหหวานปูนขาว
หรอื ปูนโดโลไมท 100-200 กโิ ลกรัมตอ ไร กอนปลกู 5-7 วนั ควรคลกุ เมลด็ ดว ยปุยชีวภาพไรโซเบียมกอนปลูก
ทุกคร้งั ไมวา จะใชปุย เคมชี ุดใดกต็ าม การใหปยุ เคมี ให 3 ครั้งดงั ตอไปนี้ (กรมวิชาการเกษตร, 2548ก)

ครั้งท่ี 1 รองกนหลุมกอนปลูกดวยปุย 0-46-0 อัตรา 20 กิโลกรัมตอไร และ 0-0-60 อัตรา 10
กิโลกรัมตอไร หรือ ปุย 15-15-15 อัตรา 30-50 กิโลกรัมตอไร (อยาใหเมล็ดสัมผัสกับปุยโดยตรง จะทําให
เมล็ดไมงอก)

ครงั้ ท่ี 2 หลังปลกู ประมาณ 25 วัน ใชปุย 13-13-21 อัตรา 25 กิโลกรัมตอไร โรยขางแถวแลวพรวน
ดินกลบ

ครั้งท่ี 3 หลงั ปลูกประมาณ 45 วนั ใชปยุ 46-0-0 อตั รา 25 กิโลกรัมตอไร โรยขางแถวแลวพรวนดิน

กลบ

7.2 พนั ธสุ าํ หรบั บรโิ ภคภายในประเทศ เชน พันธุเชียงใหม 1 ใหป ุย เคมี 2 คร้งั

ครง้ั ที่ 1 รองกน หลมุ กอ นปลูกดว ยปุย 15-15-15 อัตรา 30 กโิ ลกรัมตอไร
คร้ังที่ 2 หลงั ปลูกประมาณ 50 วัน ใชป ยุ 46-0-0 อตั รา 25 กิโลกรัมตอไร โรยขางแถวแลวพรวนดิน
กลบ (กรมวชิ าการเกษตร, 2545ข)

92

บทที่ 5
เอกสารอา งอิง

กรมวชิ าการเกษตร. 2545ก. เกษตรดที ี่เหมาะสมสาํ หรบั ถ่วั เหลอื ง. กรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตรและ
สหกรณ. 26 หนา.

กรมวชิ าการเกษตร. 2545ข. เกษตรดที ีเ่ หมาะสมสาํ หรับถั่วเหลืองฝก สด. กรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตร
และสหกรณ. 26 หนา.

กรมวชิ าการเกษตร. 2547. เอกสารวิชาการมนั สําปะหลงั . เอกสารวชิ าการลําดับท่ี 7/2547. ISBN 974-436-
359-2 กรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ. 124 หนา .

กรมวิชาการเกษตร. 2548ก. เทคโนโลยกี ารผลติ ถ่ัวเหลอื งฝก สดเพือ่ การสง ออก. กรมวิชาการเกษตร กระทรวง
เกษตรและสหกรณ. 15 หนา .

กรมวิชาการเกษตร. 2548ข. คําแนะนําการใชปุยกับพืชเศรษฐกิจ. เอกสารวิชาการลําดับที่ 8/2548. ISBN
974-436-434-3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ. 121 หนา.

กรมวชิ าการเกษตร. 2553. คําแนะนําการใชปุยกับพืชเศรษฐกิจ. กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและ
สหกรณ. 122 หนา.

กรมวิชาการเกษตร. 2559. Application รจู ริงเรอ่ื งพืชกบั กรมวชิ าการเกษตร ผา น Smart box ในพ้นื ที่ ศพก.
กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ.

กรมสงเสริมการเกษตร. 2551. ถ่ัวลิสง. บทความวิชาการสถิติการปลูก ป 44-51. (25 มิถุนายน 2554).
http://www.doae.doae.go.th/

กรมสงเสริมการเกษตร. 2563. ขอมูลภาวการณผลิตพืชป 2562 : ขาวโพดรับประทานฝกสด ป 2561.
http://www.agriinfo.doae.go.th/year62/plant/rortor/veget/15.pdf

กองปฐพีวทิ ยา. 2543. ลกั ษณะอาการขาดธาตอุ าหารของพืช. เอกสารวิชาการประกอบภาพ ISBN: 974-436-
037-2. กองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร. โรงพิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย
จาํ กัด. 119 หนา .

กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ ทกั ษิณา ศนั สยะวิชยั ศภุ กาญจน ลวนมณี ศรีสดุ า ทิพยรักษ เกษม ชูสอน จินดารัตน
ชื่นรุง และชยันต ภักดีไทย. 2555. ความตองการนํ้าและคาสัมประสิทธิ์การใชนํ้าของออยพันธุ
ขอนแกน 3. แกน เกษตร 40 ฉบบั พิเศษ 3: 103-114.

กอบเกยี รติ ไพศาลเจริญ ประดิษฐ บญุ อาํ พล ชมุ พล นาควิโรจน สุพิน สุวรรณ และ N. Matsumoto. 2547.
ผลของปยุ อนิ ทรยี ไนโตรเจนทม่ี ีตอ การเจรญิ เตบิ โตและผลผลิตของพชื ไร. รายงานการประชุมสัมมนา
วิชาการประจาํ เดือน มนี าคม 2547 ศนู ยว จิ ัยพชื ไรขอนแกน สํานกั วจิ ัยและพัฒนาการเกษตรเขตท่ี 3
กรมวชิ าการเกษตร.

กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ. 2554. การจัดการดินและปุยเพ่ือเพ่ิมผลผลิตมันสําปะหลัง. เอกสารประกอบการ
บรรยาย การจัดการดินนํ้าและปุยเพ่ือเพ่ิมผลผลิตมันสําปะหลัง ในโครงการทดสอบเทคโนโลยีมัน
สําปะหลงั สะอาด. วนั ที่ 12 กรกฎาคม 2554. ณ ศูนยวิจยั และพฒั นาการเกษตรนครราชสมี า. 10 หนา .

กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ. 2556. การเพ่ิมผลผลิตออยโรงงานเชิงบูรณาการเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจ
อาเซยี น. สถาบนั วจิ ัยพชื ไรแ ละพชื ทดแทนพลงั งาน กรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ.
78 หนา .

93

กอบเกยี รติ ไพศาลเจริญ. 2558. การวจิ ยั และพัฒนาดา นดิน นา้ํ และปยุ ออ ย. กรุงเทพมหานคร. กรมวิชาการ
เกษตร. 72 หนา .

จกั รี เสนทอง. 2526. งานคนควา วิจัยดา นการเขตกรรมของถ่ัวลิสง ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม ในฤดูปลูก ป
2525-2526. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. หนา 159-167.

จิตรา เกาะแกว มนตชัย มนัสสิลา กัลยกร โปรงจันทึก อํานาจ เอ่ียมวิจารณ ภัสชญภณ หมื่นแจง
ศิวกร เกียรติมณี และสุทัด ปนตาเสน. 2558. ผลการใชไคโตซานรวมกับปุยชีวภาพเพื่อลดการใช
ปยุ เคมีในการผลติ ถัว่ เหลืองฝกสด. รายงานผลงานวิจยั เร่อื งเต็ม ป 2558. กรมวชิ าการเกษตร.

จิระศักดิ์ อรุณศร.ี 2542. ชีววิทยาและการใชประโยชนของเช้ือไรโซเบียม: เอกสารวิชาการปุยชีวภาพ กลุม
งานวจิ ยั จุลนิ ทรียดนิ กองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร. หนา 24-62.

โชติ สทิ ธบิ ศุ ย. 2539. แนวทางพฒั นาระบบการใหคําแนะนําการใชป ุย กับพชื ไร กรมวิชาการเกษตร กระทรวง
เกษตรและสหกรณ ISBN 974-7465-15-9.

โชติ สิทธิบุศย วิชัย นพอมรบดี สนั่น รัตนานุกูล และชุมพล นาควิโรจน. 2522. อิทธิพลของการใสปุย
ไนโตรเจนและโปตัสเซยี มท่ีมีตอ ปริมาณแปง และผลผลิตมันสําปะหลัง. รายงานผลการทดลองและ
วจิ ัยประจาํ ป 2522. กรมวิชาการเกษตร หนา 57-60.

ทักษิณา ศันสยะวิชัย. 2532. งานวิจัยดานเขตกรรมถั่วลิสงในประเทศไทย. ใน รายงานการสัมมนาถ่ัวลิสง
แหงชาตคิ รัง้ ท่ี 6. หนา 181-194. คณะเกษตรศาสตร มหาวทิ ยาลัยขอนแกน , ขอนแกน.

ธวชั หะหมาน. 2559. คูมือวินิจฉัยโรคออย. สํานักงานคณะกรรมการออยและนํ้าตาลทราย. พิมพครั้งท่ี 2.
143 หนา.

ธีระพงศ จันทรนิยม. 2533. การวินิจฉัยปญหาการปลูกถ่ัวลิสงของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดพัทลุง. คณะ
เกษตรศาสตร มหาวิทยาลยั ขอนแกน , ขอนแกน. หนา 245-256.

นอ ย เธยี รนนั ท และนพชัย สวนมาล.ี 2535. การปรบั ปรงุ ดนิ เพือ่ เพ่ิมผลผลติ ถ่วั เหลือง. เอกสารประกอบการ
ฝกอบรมหลักสตู ร การใชป ยุ กบั พืชตางๆ รนุ ท่ี 1 เลมท่ี 2 ณ กองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร 25-
27 สงิ หาคม 2535.

นอย เธียรนันท และเสถียร พิมสาร. 2524. ดินและปุยถั่วลิสง.หนา 77-88. ใน: รายงานการสัมมนาเชิง
ปฏิบตั กิ ารเรื่องงานวจิ ัยถว่ั ลสิ งครง้ั ที่ 1 วันท่ี 28-30 ตุลาคม 2524. คณะเกษตรศาสตร มหาวิทยาลัย
ขอนแกน , ขอนแกน.

บรรณพิชญ สัมฤทธิ์ ชัชธนพร เกื้อหนุน สมควร คลองชาง และศุภกาญจน ลวนมณี. 2556. ศึกษาการ
ตอบสนองตอการใชป ยุ ของขา วโพดฝก ออนในพนื้ ที่ดนิ รวน-รวนปนทราย. ผลการปฏิบัติงานประจําป
งบประมาณ 2555 สาํ นักวิจยั พัฒนาปจจัยการผลิตทางการเกษตร เลม 2.168-179.

ประสงค วงศชนะภัย อุดม วงศชนะภัย วัลลีย อมรพล และกอบเกียรติ ไพศาลเจริญ. 2554. ศึกษาการ
ตอบสนองของมันสําปะหลังตอการจัดการธาตุอาหารในกลุมดินเหนียว : ชุดดินราชบุรี. รายงาน
ประจําป 2554 โครงการวิจยั และพัฒนาวิธกี ารเขตกรรมมันสําปะหลงั . น. 215 – 232

ปรชี า พราหมณีย. 2547. โปรแกรมคําแนะนําการใชปุยเคมีในออยตามคุณสมบัติดิน Canefert 1.0 (ไมระบุ
หนา ). ใน: รายงานผลโครงการวิจยั ออย สถาบนั วจิ ัยพืชไร กรมวชิ าการเกษตร. 25 หนา.

ปยะ ดวงพัตรา สุพจน เฟองฟูพงศ เพญ็ ขวญั ชมปรดี า จฑุ ามาศ รม แกว และจวงจันทร ดวงพัตรา. 2542. ดิน
และปุยถัว่ ลสิ ง. เอกสารเผยแพรท างวิชาการโครงการถา ยทอดเทคโนโลยีการปลูกถั่วลิสง พันธุเกษตร 1
และเกษตรศาสตร 50. ภาควชิ าพชื ไรนา คณะเกษตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. 41 หนา.

94

ปยะนันท วิวัฒนวิทยา สมฤทัย ตันเจริญ อนุสรณ เทียนศิริฤกษ ศิริขวัญ ภูนา และไพรสน รุจิคุณ. 2559.
ศึกษาการตอบสนองตอการใชปุยของขาวโพดหวานในดินรวน-รวนปนทราย : ชุดดินทามวง. เอกสาร
ประกอบการประชุมวิชาการ 2559 กองวิจัยพัฒนาปจจัยการผลิตทางการเกษตร วันท่ี 25-27
กรกฎาคม 2559 ณ โรงแรมบางแสน เฮอริเทจ จังหวดั ชลบรุ ี. น.21-31.

พรพรรณ สุทธิแยม อจั ฉรา นันทกจิ ศิรลิ ักษณ จิตรอักษร จติ ิมา ยถาภูธานนท และสมชาย ผะอบเหล็ก. 2554.
การใชเ ช้อื ไรโซเบยี มรว มกับปุยเคมแี ละปยุ อินทรยี เพอ่ื เพมิ่ ผลผลิตและโปรตนี ในถวั่ เหลอื ง. แกน เกษตร
39 ฉบบั พเิ ศษ3: น.113-122.

พรี พงษ เชาวนพงษ ศรสี ุดา รน่ื เจริญ รฐั กร สบื คาํ และศุภกาญจน ลว นมณ.ี 2557. ศกึ ษาการตอบสนองตอการ
ใชป ุยของขา วโพดฝก ออ นในพน้ื ท่ีดินเหนยี ว-รว นเหนยี ว. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ 2557.
สํานักวจิ ยั พัฒนาปจ จัยการผลติ ทางการเกษตร. วันท่ี 10-12 มิถนุ ายน 2557 ณ โรงแรมเดอะกรีนเนอร่ี
รสี อรท เขาใหญ อาํ เภอปากชอ ง จังหวัดนครราชสีมา.

ไพศาล เหลาสุวรรณ. 2525. การทดลองปลูกพืชไรบางชนิดที่สงขลา. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.
129 หนา .

ภาวนา ลิกขนานนท สปุ รานี มนั่ หมาย และวทิ ยา ธนานุสนธ.ิ์ 2554. การใชปุยอยางผสมผสานในการผลิตถั่ว
เหลืองฝก สด. รายงานผลการปฏิบัติงานประจําปงบประมาณ 2553. สาํ นกั วจิ ัยพัฒนาปจจัยการผลิต
ทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร. หนา 27-35.

มณฑาทิพย หิรัญสาลี. 2532. การศึกษาวันปลูกของถ่ัวลิสงที่พัทลุง. คณะเกษตรศาสตร มหาวิทยาลัย
ขอนแกน, ขอนแกน.

มนตชัย มนัสสิลา จิตรา เกาะแกว กัลปยกร โปรงจันทึก อํานาจ เอ่ียมวิจารณ ภัสชญภณ หม่ืนแจง ศิวกร
เกยี รตมิ ณี และสทุ ดั ปนตาเสน. 2558. ผลการใชไคโตซานรว มกบั ปยุ ชวี ภาพเพ่อื ลดปุยเคมใี นการผลติ
ถ่วั ลิสงฝก สด. รายงานผลงานวจิ ยั เรอื่ งเตม็ ป 2558. กรมวิชาการเกษตร.

ยงยทุ ธ โอสถสภา. 2548. ธาตอุ าหารพืช. สาํ นักพมิ พม หาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร พมิ พค ร้ังท่ี 4 กรุงเทพฯ.
รุงรวี บุญทงั่ วัลลีย อมรพล และกอบเกยี รติ ไพศาลเจริญ. 2554. ศึกษาการตอบสนองของมันสําปะหลังตอ

การจัดการธาตุอาหารในกลุมดินตื้น : ชุดดินคลองซาก. รายงานประจําป 2554 โครงการวิจัยและ
พฒั นาวิธกี ารเขตกรรมมันสําปะหลัง. น. 129-157.
วนั ชัย ถนอมทรัพย เสนห  เครอื แกว และวไิ ลวรรณ พรหมคาํ . 2547. ขาวโพดฝกสด. สถาบันวิจัยพืชไร. (ระบบ
อ อ น ไ ล น ) ท่ี ม า :http://office.csc.ku.ac.th/moon/index.php?option=com_content
&view=article&id=156:2015-12-28-08-43-09&catid=57:administrator&Itemid=106
วัลลยี  อมรพล. 2551. เอกสารวิชาการเรอื่ ง ธาตุอาหารพชื และการใชปุยกับมันสําปะหลังในภาคตะวันออก.
ศูนยว จิ ยั พืขไรระยอง สาํ นักวจิ ัยและพฒั นาการเกษตรเขตที่ 6 กรมวิชาการเกษตร. 74 หนา .
วัลลยี  อมรพล กอบเกียรติ ไพศาลเจรญิ ยุทธจักร วงษว ัฒนะ รุง รวี บุญท่ัง และวิทูร อมรพล. 2555ก. ศึกษา
การตอบสนองของมันสําปะหลังตอการจัดการธาตุอาหารในกลุมดินรวน: ชุดดินชลบุรี. รายงาน
ประจาํ ป 2554 โครงการวิจยั และพัฒนาวธิ ีการเขตกรรมมนั สําปะหลงั . น. 93-111.
วัลลีย อมรพล กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ และรุงรวี บญุ ท่ัง. 2555ข. ศึกษาการตอบสนองของมันสําปะหลังตอ
การจัดการธาตุอาหารในกลุมดินทราย : ชุดดินสัตหีบ. รายงานประจําป 2554 โครงการวิจัยและ
พฒั นาวิธีการเขตกรรมมนั สาํ ปะหลัง. น. 7-25.

95


Click to View FlipBook Version