ตารางท่ี 2.4 การใชปุยกบั มนั สําปะหลงั ตามคา วิเคราะหดิน
รายการวิเคราะห คาวเิ คราะห ปริมาณธาตุอาหารทแี่ นะนํา
อนิ ทรียวัตถุ (OM, %) <0.60 16* กโิ ลกรัม N /ไร
0.60-1.00 16 กิโลกรมั N /ไร
1.00-2.00 8 กโิ ลกรมั N /ไร
>2.00 4 กิโลกรมั N /ไร
ฟอสฟอรสั (P, มิลลิกรมั /กิโลกรมั ) <5 8 กโิ ลกรมั P2O5 /ไร
5-30 4 กิโลกรมั P2O5 /ไร
>30 2 กโิ ลกรมั P2O5 /ไร
โพแทสเซยี ม (K, มลิ ลกิ รมั /กิโลกรมั ) <30 16 กโิ ลกรมั K2O /ไร
30-90 8 กิโลกรัม K2O /ไร
>90 4 กโิ ลกรัม K2O /ไร
หมายเหตุ คําแนะนําการใชปยุ กับมนั สําปะหลงั ตามคาวเิ คราะหด นิ เปน คําแนะนําสาํ หรบั ดนิ ไรทวั่ ไปทีม่ ี pH
ระหวา ง 4.5-7.5
* ควรปรับปรงุ ดินดว ยวัสดุอินทรยี จากไร- นา หรือปุยอินทรยี อตั รา 500-1,000 กโิ ลกรมั นํา้ หนัก
แหง ตอไร
วธิ กี ารใสปยุ ใสปุย 1-2 ครั้ง เมอ่ื มันสําปะหลังอายุ 1-2 เดอื นหลงั ปลูก แลวแตกรณี
1) กรณอี ตั ราแนะนําปยุ ไนโตรเจนและโพแทช ไมเกิน 8 กโิ ลรัมตอไร ใหใสปุยไนโตรเจนปุย
ฟอสเฟต และปุยโพแทชคร้ังเดียวเม่ือมันสําปะหลังอายุ 1-2 เดือน และดินมีความชื้น
เหมาะสม โดยใสส องขางตน มันสําปะหลัง แลวกลบปยุ
2) กรณีอัตราแนะนําปุยไนโตรเจนและโพแทช มากกวา 8 กิโลรัมตอไร ใหแบงใสปุย
ไนโตรเจนและปุยโพแทชออกเปน 2 คร้ังที่อายุ 1 เดือน และ 2 เดือน สําหรับปุย
ฟอสเฟต ใหใ สค รั้งเดียวเมื่อมันสําปะหลังอายุ 1 เดือน และเม่ือดินมีความช้ืนเหมาะสม
โดยใสสองขางตน มนั สาํ ปะหลงั แลว กลบปยุ
5.2 การใชป ุยตามคา วิเคราะหดนิ โดยการผสมปุยใชเอง
การผสมปุยใชเอง สามารถทําไดโดยใชแมปุยที่มีธาตุอาหารหลักในปริมาณสูง เชน ยูเรีย (46-0-0)
ไดแอมโมเนยี มฟอสเฟต (18-46-0) และโพแทสเซียมคลอไรด (0-0-60) โดยไมจําเปนตองใสสารตัวเติมหรือ
ฟลเลอร (filler) ชว ยใหส ามารถใสป ุยในปรมิ าณทีต่ อ งการและประหยัดตนทุนจากการใชป ยุ (ตารางที่ 2.5)
46
ตารางท่ี 2.5 คําแนะนําการใชปยุ สําหรับมันสาํ ปะหลังตามคา วเิ คราะหด ินโดยการผสมปยุ ใชเ อง
อินทรียวตั ถุ ฟอสฟอรัสทเ่ี ปน โพแทสเซยี มท่ี ปรมิ าณธาตุอาหารแนะนํา ปริมาณปุยทต่ี อ งใช
(%) ประโยชน แลกเปลี่ยนได N P2O5 K2O 46-0-0 18-46-0 0-0-60
(มก./กก.) (มก./กก.)
(กก./ไร) (กก./ไร)
<0.6 <5 <30 16 8 16 28 17 27
<0.6 <5 30-90 16 8 8 28 17 13
<0.6 <5 >90 16 8 4 28 17 7
<0.6 5-30 <30 16 4 16 31 9 27
<0.6 5-30 30-90 16 4 8 31 9 13
<0.6 5-30 >90 16 4 4 31 9 7
<0.6 >30 <30 16 2 16 33 4 27
<0.6 >30 30-90 16 2 8 33 4 13
<0.6 >30 >90 16 2 4 33 4 7
0.6-1.0 <5 <30 16 8 16 28 17 27
0.6-1.0 <5 30-90 16 8 8 28 17 13
0.6-1.0 <5 >90 16 8 4 28 17 7
0.6-1.0 5-30 <30 16 4 16 31 9 27
0.6-1.0 5-30 30-90 16 4 8 31 9 13
0.6-1.0 5-30 >90 16 4 4 31 9 7
0.6-1.0 >30 <30 16 2 16 33 4 27
0.6-1.0 >30 30-90 16 2 8 33 4 13
0.6-1.0 >30 >90 16 2 4 33 4 7
1.0-2.0 <5 <30 8 8 16 11 17 27
1.0-2.0 <5 30-90 8 8 8 11 17 13
1.0-2.0 <5 >90 88 4 11 17 7
1.0-2.0 5-30 <30 8 4 16 14 9 27
1.0-2.0 5-30 30-90 8 4 8 14 9 13
1.0-2.0 5-30 >90 84 4 14 9 7
1.0-2.0 >30 <30 8 2 16 16 4 27
1.0-2.0 >30 30-90 8 2 8 16 4 13
1.0-2.0 >30 >90 82 4 16 4 7
>2.0 <5 <30 4 8 16 2 17 27
>2.0 <5 30-90 4 8 8 2 17 13
>2.0 <5 >90 4 8 4 2 17 7
>2.0 5-30 <30 4 4 16 5 9 27
>2.0 5-30 30-90 4 4 8 5 9 13
>2.0 5-30 >90 44 45 9 7
>2.0 >30 <30 4 2 16 7 4 27
>2.0 >30 30-90 4 2 8 7 4 13
>2.0 >30 >90 42 47 4 7
หมายเหตุ ใสส องขา งตนมันสําปะหลงั คร้งั เดยี วทอ่ี ายุ 1-2 เดอื นหลงั ปลูก แลว กลบปุย หรือหลงั กาํ จัดวัชพืชครั้งแรก เม่ือดินมี
ความชื้นพอเหมาะ
กรณีท่ีดนิ มีปริมาณอนิ ทรียวตั ถุนอยกวา 0.6 เปอรเ ซน็ ต ควรใสป ุยอนิ ทรียอตั รา 1,000 กิโลกรัมตอ ไร
47
5.3 การใชป ุย ตามคาวิเคราะหดนิ โดยการใชปยุ เชงิ ประกอบ
การใชปุยตามคาวเิ คราะหดนิ นอกจากใชแมป ยุ นํามาผสมใชเ องแลว เกษตรกรสามารถเลอื กใชป ยุ เกรด
อ่ืนๆ เชน ปุย 16-16-8 มาใชรว มกบั ปยุ ยูเรีย (46-0-0) และโพแทสเซียมคลอไรด (0-0-60) ไดอีกดวย ในกรณี
ใชปุย เชงิ ประกอบรว มกับปยุ ยูเรยี และปุยโพแทสเซยี มคลอไรด ในการคํานวณปรมิ าณปยุ เชงิ ประกอบทตี่ องใช
ใหเริ่มตนคํานวณจากปุยฟอสเฟต เพื่อใหไดปริมาณฟอสฟอรัสในอัตราแนะนํา จากนั้นจึงคํานวณปริมาณ
ไนโตรเจน และโพแทสเซียมทีไ่ ดจากการใสป ุยในอตั ราดงั กลาว หากไนโตรเจนและโพแทสเซียมยังต่าํ กวาอัตรา
แนะนาํ จงึ คาํ นวณปริมาณปุยยูเรยี และปุย โพแทสเซียมคลอไรดท ่จี ะตอ งใสเ พ่มิ เตมิ (ตารางที่ 2.6)
ตารางที่ 2.6 คาํ แนะนําการใชป ุยสําหรบั มันสาํ ปะหลงั ตามคาวเิ คราะหดินโดยการใชป ุยเชงิ ประกอบ
อนิ ทรียวัตถุ ฟอสฟอรสั ที่เปน โพแทสเซียมที่ ปรมิ าณธาตุอาหารแนะนาํ ปริมาณปยุ ทต่ี อ งใช
(%) ประโยชน แลกเปลย่ี นได N P2O5 K2O 16-16-8 46-0-0 0-0-60
(มก./กก.) (มก./กก.) (กก./ไร) (กก./ไร)
<0.6 <5 <30 16 8 16 50 17 20
50 17 7
<0.6 <5 30-90 16 8 8 50 17 0
<0.6 <5 >90 16 8 4 25 26 23
25 26 10
<0.6 5-30 <30 16 4 16 25 26 3
<0.6 5-30 30-90 16 4 8 13 30 25
13 30 12
<0.6 5-30 >90 16 4 4 13 30 5
<0.6 >30 <30 16 2 16 50 17 20
50 17 7
<0.6 >30 30-90 16 2 8 50 17 0
<0.6 >30 >90 16 2 4 25 26 23
25 26 10
0.6-1.0 <5 <30 16 8 16 25 26 3
0.6-1.0 <5 30-90 16 8 8 13 30 25
13 30 12
0.6-1.0 <5 >90 16 8 4 13 30 5
0.6-1.0 5-30 <30 16 4 16 50 0 20
50 0 7
0.6-1.0 5-30 30-90 16 4 8 50 0 0
0.6-1.0 5-30 >90 16 4 4 25 9 23
25 9 10
0.6-1.0 >30 <30 16 2 16 25 9 3
0.6-1.0 >30 30-90 16 2 8 13 13 25
13 13 12
0.6-1.0 >30 >90 16 2 4 13 13 5
1.0-2.0 <5 <30 8 8 16
1.0-2.0 <5 30-90 88 8
1.0-2.0 <5 >90 88 4
1.0-2.0 5-30 <30 8 4 16
1.0-2.0 5-30 30-90 84 8
1.0-2.0 5-30 >90 84 4
1.0-2.0 >30 <30 8 2 16
1.0-2.0 >30 30-90 82 8
1.0-2.0 >30 >90 82 4
48
ตารางท่ี 2.6 (ตอ) คาํ แนะนาํ การใชป ุย สําหรบั มนั สําปะหลังตามคา วิเคราะหด ินโดยการใชป ุยเชิงประกอบ
อินทรยี วัตถุ ฟอสฟอรัสทเี่ ปน โพแทสเซยี มท่ี ปริมาณธาตุอาหารแนะนาํ ปริมาณปยุ ท่ีตองใช
(%) ประโยชน แลกเปลี่ยนได N P2O5 K2O 16-16-8 46-0-0 0-0-60
(มก./กก.) (มก./กก.)
(กก./ไร) (กก./ไร)
>2.0 <5 <30 4 8 16 50 0 20
>2.0 <5 30-90 4 8 8 50 0 7
>2.0 <5 >90 48 4 50 0 0
>2.0 5-30 <30 4 4 16 25 0 23
>2.0 5-30 30-90 4 4 8 25 0 10
>2.0 5-30 >90 44 4 25 0 3
>2.0 >30 <30 4 2 16 13 4 25
>2.0 >30 30-90 4 2 8 13 4 12
>2.0 >30 >90 42 4 13 4 5
หมายเหตุ ครั้งที่ 1 ใสปุย 16-16-8 สองขางตนมันสําปะหลัง เมื่อมันสําปะหลังอายุ 1 เดือนหลังปลูก แลว
กลบปุย หรอื หลงั กาํ จัดวชั พืชครงั้ แรก เมอ่ื ดนิ มีความช้นื พอเหมาะ
ครั้งที่ 2 ใสปยุ 46-0-0 หรือ 0-0-60 สองขา งตน มนั สําปะหลงั เมื่อมันสาํ ปะหลังอายุ 2 เดือนหลัง
ปลกู แลว กลบปยุ หรือหลงั กําจัดวัชพชื ครัง้ แรก เมื่อดินมคี วามช้นื พอเหมาะ
ตัวอยา งการคํานวณ
หากดินมีปริมาณอินทรียวัตถุ 0.8% ฟอสฟอรัสที่เปนประโยชน 5 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม และ
โพแทสเซยี มท่แี ลกเปลี่ยนได 60 มิลลกิ รัมตอกิโลกรมั ดงั นั้นจะตอ งใสป ุย ใหไดป ริมาณธาตุอาหาร N P2O5 และ
K2O เทา กบั 16 4 8 กิโลกรมั ตอ ไร ตามลําดับ
การคํานวณขั้นที่ 1 คาํ นวณปรมิ าณปุย 16-16-8 ท่จี ะตอ งใส เพื่อใหไดฟ อสฟอรัส 4 กิโลกรัม P2O5 ตอ ไร
น่ันคือ ฟอสฟอรัส (P2O5) 16 กิโลกรมั ไดจากปุย 16-16-8 100 กิโลกรัม
ถา ตองการฟอสฟอรัส (P2O5) 4 กิโลกรัม ดังนัน้ จะตอ งใสป ยุ 16-16-8 100 x146
= 25 กิโลกรัม
ข้ันท่ี 2 ใหคาํ นวณวา ปุย 16-16-8 ที่จะตองใสใ นปรมิ าณ 25 กโิ ลกรัมตอ ไร จะได N และ K เทา ใด
หากยงั ไมไ ด N และ K ตามอัตราท่ีแนะนาํ จงึ จะใสป ยุ 46-0-0 และ 0-0-60 เพิ่มเตมิ
2.1) ปยุ 16-16-8 100 กิโลกรัม มี N 16 กิโลกรัม
ดังนั้น ถา ใสปุย 16-16-8 25 กิโลกรัม จะได N 16 x12050
= 4 กโิ ลกรมั
2.2) ปยุ 16-16-8 100 กิโลกรัม มี K 8 กิโลกรมั
ดงั นนั้ ถาใสป ยุ 16-16-8 25 กโิ ลกรัม จะได K 8 x12050
= 2 กิโลกรัม
จะเหน็ ไดวา จะตองใสปุย N เพ่มิ เตมิ เทากบั 16-4=12 กโิ ลกรัม โดยคาํ นวณจากปยุ 46-0-0
และ จะตองใสปยุ K เพ่มิ เตมิ เทา กบั 8-2=6กิโลกรมั โดยคาํ นวณจากปยุ 0-0-60
49
ข้ันท่ี 3 คํานวณปรมิ าณปยุ 46-0-0 ที่จะตองใส เพ่ือใหไ ดไ นโตรเจน 12 กิโลกรัม N ตอ ไร
นั่นคือ ไนโตรเจน 46 กโิ ลกรมั ไดจากปยุ 46-0-0 100 กโิ ลกรัม
ถา ตอ งการไนโตรเจน 12 กิโลกรัม ดังน้นั จะตอ งใสปุย 46-0-0 100 x 4162
= 26 กโิ ลกรัม
ขัน้ ท่ี 4 คํานวณปริมาณปุย 0-0-60 ทจ่ี ะตองใส เพ่อื ใหไดโ พแทสเซียม 6 กิโลกรัม K2O ตอ ไร
น่ันคอื โพแทสเซียม 60 กิโลกรัม ไดจากปยุ 0-0-06 100 กโิ ลกรมั
ถา ตองการโพแทสเซียม 6 กิโลกรัม ดังนั้นจะตอ งใสปยุ 0-0-60 100 x660
= 10 กโิ ลกรัม
5.4 การใชป ุย ตามเนอ้ื ดนิ
การใชปุย กบั พืช ในกรณที ไี่ มส ามารถทาํ การวิเคราะหด ินกอ นปลกู ได สามารถใชวธิ คี ํานวณปรมิ าณ
ปยุ ทเ่ี หมาะสมไดโดยพจิ ารณาจากเน้ือดนิ (ตารางท่ี 2.7)
การใสปุยสําหรับมันสําปะหลัง ในดินทรายหรือดินรวนปนทรายใสปุย 15-7-18 อัตรา 100
กิโลกรัมตอไร รวมกับปุย 0-0-60 อัตรา 10 กิโลกรัมตอไร หรือใสปุย 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมตอไร
รว มกบั ปยุ 46-0-0 อตั รา 18 กิโลกรมั ตอ ไร และปุย 0-0-60 อัตรา 28 กิโลกรัมตอไร ในดินรวนเหนียวใสปุย
15-7-18 อัตรา 50 กิโลกรัมตอไร สําหรับดินเหนียว ดินเหนียวปนกรวดหรือดินเหนียวที่เปนดินตื้น ใสปุย
15-7-18 หรือปุย 13-13-21 อัตรา 30-40 กโิ ลกรมั ตอ ไร โดยใสป ุย เพยี งคร้ังเดยี วหลังปลูก 1-3 เดือน หรอื หลัง
กําจัดวชั พืชคร้ังแรก เมอื่ ดินมคี วามชนื้ เหมาะสม โดยใสปุยสองขางตน มันสาํ ปะหลัง แลวพรวนดินกลบปยุ
ตารางท่ี 2.7 การใชป ยุ กบั มันสาํ ปะหลังตามลกั ษณะเนอื้ ดนิ
ลกั ษณะเน้ือดนิ ปรมิ าณธาตุอาหารแนะนํา 15-7-18 ปริมาณปุยทตี่ องใช (กโิ ลกรมั /ไร) 0-0-60
ดนิ ทราย, ดินรว นปนทราย (กโิ ลกรัม N- P2O5- K2O/ไร) 100 13-13-21 15-15-15 46-0-0 10
16-8-24 หรอื 28
50 18
ดนิ รวนเหนยี ว 8-4-8 50
30-40
ดินเหนียว 4-4-8 หรอื
ดินเหนยี วปนกรวด 30-40
ดินเหนยี วทเ่ี ปน ดินตน้ื
5.5 การใชป ยุ ชีวภาพสาํ หรบั มันสาํ ปะหลงั
การใชปุยชีวภาพสําหรับมันสําปะหลัง แนะนําใหใชปุยชีวภาพพีจีพีอาร-ทรี (มันสําปะหลัง) ซ่ึง
ประกอบดว ยแบคทีเรีย 2 ชนิด ไดแก Azospirillium brasilense และ Gluconacetobacter diazotrophicus
ไมน อยกวา 1 x 106 โคโลนตี อ กรมั โดยใชปุยชีวภาพอัตรา 1 กิโลกรัม ละลายนํ้า 20 ลิตร สําหรับพื้นท่ีปลูก
มันสาํ ปะหลงั 1 ไร แชทอนพนั ธนุ าน 30 นาทีกอ นปลกู หรือใชป ุยชวี ภาพพีจพี อี ารผสมปุยอินทรีย โดยควรใช
ควบคกู บั ปุยเคมีตามอตั ราแนะนํา ซงึ่ เมอื่ ใชรว มกับปุยเคมีสามารถลดการใชปยุ ไนโตรเจนและปยุ ฟอสเฟตลงได
20%
50
บทที่ 3
การใชปุยสาํ หรับขา วโพด
1. ขอมลู ทัว่ ไป
ขา วโพดเล้ียงสัตวเปนพืชเศรษฐกิจท่ีสําคัญของประเทศ มีพื้นที่ปลูก 6.93 ลานไร ปลูกมากในพ้ืนที่
จงั หวัดเพชรบูรณ นครราชสีมา นาน ตาก เลย เชียงราย นครสวรรค แพร ลพบุรี พิษณุโลก อุตรดิตถ และ
ลําปาง ผลผลติ รวมทง้ั ประเทศ 5.07 ลา นตนั ผลผลิตเฉลีย่ 735 กโิ ลกรัมตอ ไร (สาํ นกั งานเศรษฐกิจการเกษตร,
2563ข) โดยใชบริโภคภายในประเทศและเพื่ออุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว 90 เปอรเซ็นตของผลผลิต
และใชใ นอุตสาหกรรมแปง 10 เปอรเซน็ ต
ขาวโพดหวานสามารถปลูกไดตลอดทัง้ ป และปลูกไดท่ัวทุกภาคของประเทศไทย ในป พ.ศ. 2562 มี
พนื้ ทีป่ ลกู 240,629 ไร พื้นท่เี กบ็ เก่ยี วผลผลิต 237,854 ไร ไดผลผลิตรวม 501,242 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 2,083
กิโลกรัมตอไร แหลง ผลิตทส่ี าํ คัญอยใู นจังหวดั เชียงใหม เชียงราย กาญจนบุรี ลําปาง และสุโขทัย (สํานักงาน
เศรษฐกิจการเกษตร, 2563ก) ขาวโพดหวานมคี วามสําคัญตอการจาํ หนา ยฝก สด และอตุ สาหกรรมอาหาร เพ่ือ
นําไปแปรรูปเปนขาวโพดหวานบรรจุกระปอง เมล็ดขาวโพดหวานปรุงแตง ครีมขาวโพด และบรรจุฝกใน
ถุงพลาสติกสญุ ญากาศแบบแชแ ข็งทง้ั เมล็ดและท้ังฝก ในป พ.ศ. 2562 ประเทศไทยสง ออกขาวโพดหวานบรรจุ
กระปอ งในรปู แบบขาวโพดปรงุ แตงและขาวโพดหวานแชแ ขง็ คดิ เปนปริมาณ 233,528 ตัน มูลคา 6,762 ลาน
บาท โดยปริมาณสงออกลดลงจากป พ.ศ. 2561 ซึ่งสงออกได 251,240 ตัน คิดเปนมูลคา 7,693 ลานบาท
(สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย, 2563)
ขา วโพดขาวเหนยี ว และขาวโพดเทยี น ป พ.ศ. 2561 มีพ้ืนที่ปลูก 35,227 ไร ปลูกในภาคตะวันออก
เฉียงเหนือ ภาคตะวนั ตก และภาคกลาง 54 29 และ 7 เปอรเ ซน็ ต ตามลาํ ดับ และอีก 11 เปอรเซน็ ต กระจาย
อยูตามภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต ผลผลิตรวม 30,379 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,315 กิโลกรัมตอไร
(กรมสงเสริมการเกษตร, 2563) ขาวโพดขาวเหนียวและขาวโพดเทียนปลูกเพื่อการบริโภคฝกสดภายใน
ประเทศ
ขาวโพดฝก ออนเปน ผักอตุ สาหกรรมและสง ออกสาํ คญั ท่มี คี ุณภาพดเี ปนทย่ี อมรบั ของตลาดทั้งภายใน
และตา งประเทศ ในป พ.ศ. 2561 มีพ้นื ทีป่ ลูก 171,577 ไร พนื้ ทเี่ ก็บเกี่ยวผลผลติ 168,719 ไร ไดผลผลิตรวม
246,129 ตนั ผลผลติ เฉล่ยี 1,459 กิโลกรมั ตอไร แหลงผลติ ท่สี าํ คัญอยูในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม
และเชียงราย (สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2562ค) โดยผลผลิตขาวโพดฝกออนมีท้ังการแปรรูปบรรจุ
กระปอ ง การแชแขง็ และการบริโภคฝก สด
2. สภาพแวดลอ มท่ีเหมาะสมตอ การผลติ ขาวโพด
2.1 สภาพพื้นที่และสมบัติของดินท่ีเหมาะสม ขาวโพดสามารถเจริญเติบโตไดดีในดินรวน ดินรวน
เหนียว ดินรวนปนทราย และดินเหนียว มีการระบายน้ําดี มีคาความเปนกรด-ดางอยูในชวง 5.5-7.5
อินทรียวัตถุมากกวา 1 เปอรเซ็นต ฟอสฟอรัสท่ีเปนประโยชนมากกวา 10 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม และ
โพแทสเซียมที่แลกเปล่ียนไดม ากกวา 60 มลิ ลกิ รมั ตอ กโิ ลกรัม ดินลกึ มากกวา 75 เซนตเิ มตร ถา ดนิ มคี า ความ
เปน กรด-ดาง (pH) ตาํ่ กวา 5.0 จะเกดิ ความเปนพษิ ของอะลมู นิ มั แมงกานีส และเหลก็ แตถา ดินมคี า ความเปน
กรด-ดางสูงกวา 8.0 จะทําใหธาตุอาหารบางชนิดมีความเปนประโยชนลดลง เชน ฟอสฟอรัส สังกะสี และ
เหล็ก
พ้นื ทปี่ ลกู ขาวโพดหวาน ขาวโพดขา วเหนยี ว และขา วโพดฝก ออน ควรอยูใกลแ หลงนํ้า
51
2.2 สภาพภมู อิ ากาศ ขาวโพดเจรญิ เติบโตไดดีที่อุณหภูมิเฉลี่ย 24-35 องศาเซลเซียส อุณหภูมิดินท่ี
เหมาะสมตอ การงอกของเมลด็ ควรอยูใ นชวง 26-30 องศาเซลเซยี ส หากอุณหภมู ิดนิ ตํา่ กวา 18 องศาเซลเซียส
จะทําใหระยะเวลาการงอกยาวนานขึ้น 2-4 วัน
2.3 ฤดูปลกู การปลกู ขาวโพดแบง เปน 3 ฤดูปลกู ดงั นี้
ตน ฤดฝู น ปลกู ในเดือนพฤษภาคม-มถิ นุ ายน การปลกู ในฤดูนเ้ี สยี่ งตอ ฝนทิ้งชวงในเดือนมิถุนายน-
กรกฎาคม ซ่งึ เปนระยะทข่ี าวโพดออกดอก ถาฝนไมทงิ้ ชวงขาวโพดจะใหผ ลผลติ สูงกวา การปลกู ในปลายฤดฝู น
เน่ืองจากมีความเขมของแสงมากกวา อยางไรก็ตามการเก็บเกี่ยวขาวโพดเลี้ยงสัตวในชวงเดือนสิงหาคม-
กันยายน เส่ยี งตอ การปนเปอ นของสารอะฟลาทอกซินในเมล็ดเนอ่ื งจากฝนตกชกุ
ปลายฤดูฝน ปลูกในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม มักประสบปญหาการเตรียมดิน ความงอกต่ํา
วชั พืชมาก และโรคระบาด เนือ่ งจากดนิ มีความช้นื สงู ควรทาํ รอ งระบายน้าํ การเก็บเกย่ี วผลผลิตจะอยูในชว งฤดู
แลง ทาํ ใหฝกและเมลด็ มีคณุ ภาพดี
ชวงฤดูแลง ปลูกในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม สวนใหญเปนการปลูกขาวโพดหลังนา ในเขต
ชลประทานควรหลีกเลี่ยงการปลูกขาวโพดลาชาถึงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ เน่ืองจากขาวโพดจะไดรับ
อุณหภมู สิ งู ในชว งออกดอก ซ่งึ สง ผลตอ การผสมเกสร ทาํ ใหไ มต ิดเมล็ด และไดผ ลผลิตต่ํา สวนขาวโพดฝกออน
สามารถปลกู ไดต ลอดท้ังปห ากมแี หลง นํ้าเพียงพอ
2.4 ความตองการนํ้า ขาวโพดเล้ียงสัตวที่ปลูกในเขตรอนชื้นมีความตองการใชน้ํา 600-900
มิลลิเมตรตอฤดูปลูก (Fageria et al., 1997) สวนขาวโพดหวาน ขาวโพดขาวเหนียวมีความตองการใชนํ้า
400-650 มลิ ลิเมตรตอฤดปู ลูก และขาวโพดฝกออ น มีความตองการใชนํ้า 276-304 มิลลิเมตรตอฤดูปลูก ซ่ึง
ปรมิ าณน้ําที่ขา วโพดใชจะแตกตา งกันข้ึนกบั ชว งวันปลกู สมบตั ทิ างกายภาพของดิน อณุ หภมู ิ ความชื้นสัมพัทธ
และพันธุ ปรมิ าณนํ้าท่ีขาวโพดตองการใชในแตละระยะของการเจริญเติบโตจะแตกตางกัน ขาวโพดมีความ
ตอ งการนํ้าสงู สดุ ในระยะออกดอกและระยะแรกของการสรางเมล็ด หากขาดน้ําในระยะการเจริญเติบโตทาง
ลําตนและใบ ผลผลติ จะลดลง 25 เปอรเซน็ ต หากขาดน้ําในระยะออกดอก จนถึงระยะเริ่มสรางเมล็ด ทําให
เมล็ดตดิ ไมเตม็ ฝกหรือไมติดเมล็ด ผลผลติ จะลดลง 50 เปอรเซ็นต และหากขาดนํ้าในระยะหลังการสรางเมล็ด
ผลผลติ จะลดลง 21 เปอรเซ็นต (Denmead and Shaw, 1960; Arnon, 1974; Grant et al., 1989; Huang
et al., 2006; Grudloyma et al., 2005) สําหรับขาวโพดหวาน ขาวโพดขาวเหนียว และขาวโพดฝกออน
การขาดนาํ้ ตลอดระยะการเจริญเติบโตมผี ลกระทบตอคณุ ภาพของผลผลติ
3. ความตอ งการธาตุอาหารและอาการขาดธาตุอาหารของขา วโพด
ไนโตรเจน (Nitrogen; N) มีบทบาทสําคัญตอขาวโพดตลอดอายุการเจริญเติบโต ตั้งแตระยะแรก
ของการเจริญเติบโตจนถงึ ระยะสรา งเมลด็ โดยเฉพาะอยางยิง่ ระยะออกดอก การใหไ นโตรเจนอยางเหมาะสม
แกข า วโพดหวานในระยะแรกของการเจรญิ เติบโต สงเสรมิ ใหเ มล็ดขาวโพดหวานมีความหวานเพ่ิมข้ึน ความ
เขม ขนของไนโตรเจนในใบของขาวโพดในระดับท่ีพอเพียงควรอยูในชวง 2.7-3.5 เปอรเซ็นต (ตารางที่ 3.1)
ไนโตรเจนสวนใหญสะสมอยใู นตนและใบเฉลยี่ 3.2 กิโลกรมั N ตอ ตันผลผลิต
ขา วโพดเลีย้ งสตั วม กี ารดูดใชไ นโตรเจนไปสะสมอยูในสวนของตน ใบ กาบฝก เมลด็ และซงั รวมเฉลี่ย
18 กิโลกรัม N ตอตันผลผลิตเมล็ด (ความชื้น 15 เปอรเซ็นต) ไนโตรเจนสวนใหญสะสมในเมล็ดเฉล่ีย 12.2
กิโลกรัม N ตอ ตันผลผลติ ในขณะท่ีซังขาวโพดมีปรมิ าณไนโตรเจนตา่ํ มาก เฉล่ยี 1.1 กโิ ลกรัม N ตอ ตันผลผลิต
ดังน้ันเม่ือนําเมล็ดและซังออกไปจากพ้ืนท่ีจะทําใหไนโตรเจนสูญหายออกไปเฉล่ีย 13.3 กิโลกรัม N ตอตัน
ผลผลิต (ตารางท่ี 3.2) ซึ่งเทียบเทากับปริมาณไนโตรเจนจากปุยยูเรีย (46-0-0) 28 กิโลกรัม สวนขาวโพด
52
หวานมปี รมิ าณการดูดใชไ นโตรเจนสะสมอยูในสวนของตน ใบ กาบฝก เมลด็ และซัง รวมเฉลีย่ 6.9 กิโลกรัม N
ตอตันผลผลิต (ตารางที่ 3.3) ดังนั้นเม่ือนําตน ใบ กาบฝก เมล็ด และซัง ออกไปจากพื้นที่ทําใหไนโตรเจน
สญู หายออกไปจากพ้นื ท่ีเทยี บเทา กบั ปริมาณไนโตรเจนจากปุยยูเรีย (46-0-0) 15 กโิ ลกรมั
อาการขาดธาตไุ นโตรเจน ในระยะตนออ นหากขาดไนโตรเจน ใบลางของขาวโพดจะเปน สเี หลืองคลาย
กับอาการขาดน้ํา แตไ มเห่ียว สง ผลใหก ารเจรญิ เตบิ โตชะงกั หากขาดไนโตรเจนในระยะที่ขาวโพดอยใู นชวงทม่ี ี
การเจริญเติบโตเต็มท่ีจะแสดงอาการชดั เจนมาก โดยใบแกหรอื ใบลางจะเปลี่ยนเปนสีเหลืองเปนรูปตัววี (V )
เริ่มจากปลายใบเขาสสู ว นแกนกลางของใบและลุกลามขึน้ สูใบบน (ภาพท่ี 3.1) หากการขาดไนโตรเจนมีความ
รุนแรงสวนทเ่ี ปนสเี หลืองจะแหง และใบจะรว งหลน จากลําตน ในขา วโพดหวานอาจพบสมี ว งที่โคนใบและกาบ
ใบ เน่ืองจากมกี ารสะสมของสารแอนโธไชยานินเกิดข้ึน ลําตนผอมสูง และอาจโคงงอ การติดเมล็ดบนฝกไม
สมบรู ณ สาเหตุการขาดไนโตรเจนมกั จะเกดิ จากสภาพแปลงปลกู ท่ีดินเสอ่ื มสภาพขาดความอุดมสมบูรณ การ
สลายตัวของอินทรยี วัตถุไมส มบรู ณ ดินชน้ื แฉะหลงั นาํ้ ทวมขงั การสูญเสียธาตุไนโตรเจนจากดินโดยถูกชะลาง
หรือโดยกระบวนการ denitrification และในพ้ืนทีท่ ่ีมีอุณหภมู ิดนิ ตาํ่ กวา 25 องศาเซลเซียส มักพบวามีโอกาส
ขาดไนโตรเจนได เนอ่ื งจากรากชะงักการเจริญเตบิ โต ทําใหก ารดดู ใชธ าตุอาหารจากดนิ ถูกจํากดั
การแกไขอาการขาดไนโตรเจน ใหฉีดพนปุยทางใบดวยปุยยูเรีย (46-0-0) ความเขมขน 2 เปอรเซ็นต
(400 กรมั ตอนาํ้ 20 ลิตร) ทุก 10-15 วัน
ภาพท่ี 3.1 ลักษณะอาการขาดไนโตรเจนของขา วโพด
แหลงที่มาภาพ: Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ฟอสฟอรสั (Phosphorus; P) เปน ธาตุอาหารทีส่ าํ คัญตอ การเจริญเตบิ โตของขา วโพดไมนอ ยไปกวา
ธาตไุ นโตรเจน จากการศึกษาพบวาขา วโพดตอบสนองตอ ปยุ ฟอสเฟตตลอดฤดปู ลกู เชน กนั แตมีความตองการ
ในระยะเริม่ แรกมากกวาในระยะอ่ืนๆ โดยฟอสฟอรัสมีบทบาทสาํ คญั ตอ การเจริญเติบโตของราก อยางไรกต็ าม
ในระยะทขี่ า วโพดออกดอกฟอสฟอรสั กม็ บี ทบาทสาํ คัญในการชวยเสรมิ สรางความอุดมสมบูรณใหกับตนและ
เมล็ดเชนกัน และพบอีกวาการดูดใชธาตุฟอสฟอรัสจากดินของรากขาวโพด จะเพิ่มข้ึนจนกระทั่งเม่ือราก
เจรญิ เตบิ โตเต็มท่ี ฉะนนั้ จงึ แนะนําใหใ สป ุยฟอสเฟตท้ังหมดตัง้ แตตอนปลูก ความเขมขนของฟอสฟอรัสในใบ
ของขา วโพดในระดับทพี่ อเพยี งอยใู นชว ง 0.2-0.4 เปอรเ ซ็นต (ตารางที่ 3.1)
53
ขา วโพดเลี้ยงสตั วม กี ารดูดใชฟ อสฟอรสั ไปสะสมอยูในสว นของตน ใบ กาบฝก เมลด็ และซัง รวมเฉลี่ย
3.6 กิโลกรมั P ตอ ตนั ผลผลติ สว นใหญสะสมอยูในเมลด็ เฉลี่ย 2.9 กิโลกรัม P ตอตันผลผลิต (ตารางที่ 3.2)
เทียบเทากับปริมาณฟอสเฟต 6.9 กิโลกรัม P2O5 ตอตันผลผลิต หรือเทียบเทาปุยทริปเปลซูเปอรฟอสเฟต
(0-46-0) 15 กโิ ลกรมั ตอตันผลผลิต สวนขาวโพดหวานมีการดูดใชฟอสฟอรัสไปสะสมในสวนของตนและใบ
เมล็ด ซัง และกาบฝก รวมเฉลี่ย 1.7 กิโลกรัม P ตอตันผลผลิต สวนใหญสะสมอยูในตนและใบ เฉล่ีย 0.9
กิโลกรัม P ตอตันผลผลิต ดังนั้นเมื่อนําตนและใบ เมล็ด ซัง และกาบฝกออกไปจากพื้นที่ทําใหฟอสฟอรัส
สูญหายออกไปเฉลีย่ 1.7 กิโลกรัม P ตอ ตันผลผลติ (ตารางท่ี 3.3) เทียบเทา กบั ปรมิ าณฟอสเฟต 3.9 กิโลกรัม
P2O5 ตอตันผลผลิต หรอื เทยี บเทา ปยุ ทริปเปลซเู ปอรฟ อสเฟต (0-46-0) 8.4 กิโลกรมั ตอ ตนั ผลผลติ
อาการขาดธาตุฟอสฟอรสั ในระยะตน กลา ใบลา งจะมสี มี ว งจากปลายใบและขอบใบ (ภาพท่ี 3.2) ตน
ขา วโพดเตบิ โตชา ตนเต้ยี และไมแข็งแรง รากไมเจริญหรอื ไมพฒั นา หากขาดธาตนุ ี้กอ นออกดอกจะทําใหออก
ดอกชากวาปกติ ลําตนและฝกโคงงอ เมล็ดบิดเบ้ียว การติดเมล็ดไมสมบูรณ หรือมีเมล็ดลีบมาก การขาด
ฟอสฟอรัสสวนใหญพบในพื้นท่ีดินทราย ดินกรดจัด ดินดางจัด ดินแหงหรือเปยกเกินไป หรืออากาศเย็น
อณุ หภมู ดิ นิ ตํา่ เกินไป ทาํ ใหก ารเคลื่อนยายฟอสฟอรสั จากรากสสู ว นตางๆ ของตนขา วโพดชา กวา ปกติ
การปองกนั การขาดฟอสฟอรสั ไมควรปลอยใหด ินแหงหรอื มนี ํา้ ขงั มากเกินไป ควรมีรอ งระบายนํ้าและ
หลกี เลย่ี งการปลกู ขา วโพดชวงท่มี อี ากาศหนาวเยน็
ข
กค
ภาพที่ 3.2 ลกั ษณะอาการขาดฟอสฟอรสั ของขา วโพด
แหลงท่ีมาภาพ : ก) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
โพแทสเซียม (Potassium; K) มคี วามสาํ คญั ในการสรา งความเจริญเตบิ โต ความแข็งแรงของลําตน
และการสรางเมลด็ สภาพดนิ ปลูกขา วโพดในประเทศไทยโดยท่วั ไปมโี พแทสเซยี มสูง จึงมกั ไมพ บปญ หาตอ การ
เจริญเตบิ โตของขา วโพด ความเขม ขนของโพแทสเซียมในใบของขาวโพดในระดับที่พอเพียงอยูในชวง 1.7-2.5
เปอรเซ็นต (ตารางที่ 3.1) ขา วโพดเลยี้ งสัตวม ีการดดู ใชโ พแทสเซียมไปสะสมอยูในสวนของตน ใบ กาบฝก เมล็ด
54
และซงั รวมเฉลี่ย 17 กิโลกรัม K ตอตันผลผลิต โดยอยูในเมล็ดและซัง เฉลี่ย 5.5 กิโลกรัม K ตอตันผลผลิต
(ตารางที่ 3.2) ดงั น้ันเมอื่ นาํ เมลด็ และซังออกไปจากพน้ื ที่ จงึ ทําใหโ พแทสเซียมสูญหายเทยี บเทากับปริมาณปุย
โพแทสเซยี มคลอไรด (0-0-60) 11.0 กโิ ลกรมั ตอ ตนั ผลผลติ สว นขาวโพดหวานมีการดูดใชโพแทสเซียมสะสม
อยใู นสว นของตน และใบ เมล็ด ซัง และกาบฝก รวมเฉล่ีย 8.3 กิโลกรัม K ตอตันผลผลิต ดังนั้นหากนําสวน
ของพืชออกไปจากพ้นื ที่ทง้ั หมดจะทําใหมีโพแทสเซยี มสูญหายออกไปเทียบเทา กบั ปริมาณปุย โพแทสเซยี มคลอ
ไรด (0-0-60) 16.6 กโิ ลกรัมตอ ตันผลผลิต
อาการขาดธาตุโพแทสเซียม ตนขาวโพดจะมีลักษณะเต้ีย แคระแกร็น ปลองสั้น เติบโตชา เพราะ
เน้ือเยือ่ ทีอ่ ยบู ริเวณปลอง (internode) ไมเ จรญิ เนือ้ เยือ่ ของผนงั เซลลไ มแขง็ แรง ลาํ ตน ออ นแอหกั ลม งา ย ใบแก
ขอบใบจะมีสีเหลืองซีดโดยเริ่มจากปลายใบลุกลามเขาสูเสนกลางใบ หากมีอาการรุนแรงขอบใบจะแหงมีสี
น้ําตาลไหมบริเวณปลายใบ ปลายฝกเรียว (ภาพท่ี 3.3) เมล็ดมีอาการเหี่ยวยนหรือบิดเบี้ยว การขาด
โพแทสเซียมมักพบในดินทราย ดินแนน ทบึ หรอื มีการใชป ยุ 16-20-0 อยางตอเน่อื งเปน ระยะเวลานาน
การแกไขอาการขาดโพแทสเซียม ทําไดโดยใสปุยอินทรีย ใสปุยตามคาวิเคราะหดิน ใชปุย
โพแทสเซยี มคลอไรด หรอื โพแทสเซียมซัลเฟตไปกับระบบนา้ํ
กข
ภาพท่ี 3.3 ลกั ษณะอาการขาดโพแทสเซียมของขาวโพด
แหลงทีม่ าภาพ: ก) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
แคลเซยี ม (Calcium; Ca) เปนองคประกอบในพชื ประมาณ 0.5-2.0 เปอรเ ซน็ ต แคลเซยี มสว นใหญ
สะสมอยูที่ใบ ใบพืชยงิ่ แกย ่งิ มีแคลเซียมมาก โดยอยูทผี่ นังเซลลเปนสว นใหญ รากพืชดดู แคลเซยี มจากดินในรปู
ของแคลเซียมไอออน (Ca2+) แคลเซียมมีบทบาทในการกระตุนการพัฒนาของรากและใบ ชวยสราง
สวนประกอบผนังเซลลทําใหพืชแข็งแรงไมลมงาย ชวยลดไนเตรทในพืช กระตุนหรือยับยั้งการทํางานของ
เอนไซมหลายชนดิ
การขาดธาตุแคลเซียม มักเกิดกับดินที่มีเนื้อหยาบหรือเปนทรายจัด โดยดินท่ีเปนกรดมีโอกาสท่ีจะ
ขาดแคลเซียมไดงา ย ลกั ษณะการขาดแคลเซียมจะแสดงอาการท่ีใบออน โดยมีลักษณะปลายใบติดกันคลาย
บนั ได (ladder like) (ภาพที่ 3.4) เม่ือตนขาวโพดมีอายุมากขึ้น โคนลําตนจะใหญ ตาท่ีอยูขางลําตนจะแตก
เปน หนอ การพฒั นาของระบบรากผดิ ปกติ
การแกไ ขอาการขาดแคลเซียม สามารถทําไดโดยปรับปรุงดินดวยหินปูน ปูนขาว หรือโดโลไมต ใน
อัตรา 100 กโิ ลกรมั ตอไร หรือฉีดพนแคลเซยี มซัลเฟตความเขมขน 2 เปอรเซ็นต โดยละลายแคลเซียมซัลเฟต
400 กรัมตอน้ํา 20 ลิตร
55
กข
ภาพท่ี 3.4 ลกั ษณะอาการขาดแคลเซยี มของขาวโพด
แหลง ทีม่ าภาพ: ก) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
แมกนีเซียม (Magnesium; Mg) พืชดดู ใชแ มกนีเซียมในรูปแมกนีเซียมไอออน (Mg2+) แมกนีเซียม
พบในพืชประมาณ 0.2-0.5 เปอรเซ็นต โดยเปนองคประกอบของคลอโรฟลล จําเปนตอกระบวนการ
สงั เคราะหแ สง การเคลอื่ นยายแปงภายในพชื และมสี วนในการชว ยสรา งโปรตีน ไขมัน และน้ํามัน นอกจากน้ี
แมกนีเซยี มยงั มีอิทธิพลตอ การดดู ใชฟ อสฟอรสั ชว ยในการเผาผลาญพลังงานของฟอสเฟต และการเคล่ือนยา ย
ฟอสฟอรัสภายในพืช การถา ยเทพลงั งาน การรกั ษาสมดุลของประจุไฟฟา (electrical balance)
อาการขาดธาตุแมกนีเซียม ในระยะตนกลาจะเกิดอาการแคระแกร็น ใบลางจะเกิดแถบสีขาวตาม
ความยาวใบ หากเกิดในระยะตนโตจะพบอาการสีเหลืองซีดระหวางเสนใบ หรือบางคร้ังมีสีแดงปน (ภาพที่
3.5) ถาอาการขาดรนุ แรงทาํ ใหใบสีเหลอื งซดี หรอื ขาว ปลายใบจะเปน สแี ดงปนมว ง แตเสนใบยงั คงเปนสีเขียว
และแหง ตายในทีส่ ดุ อาการดังกลาวคลายกับอาการขาดธาตุฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม มักพบอาการขาด
แมกนเี ซยี มในดนิ กรด ดนิ ทราย ดินที่มีปรมิ าณของโพแทสเซยี มและแคลเซียมสงู และในพ้ืนที่ที่มีฝนตกชุก ซ่ึง
จะเกดิ การชะลางธาตอุ าหารลงสูด นิ ช้นั ลาง
การแกไขอาการขาดแมกนีเซียม ในดินกรด ใหปรับปรุงดวยโดโลไมต 100 กิโลกรัมตอไร หรือใส
แมกนีเซียมซลั เฟตไปกับระบบนาํ้ ไมแ นะนาํ การฉดี พนทางใบ
56
ข
กค
ภาพที่ 3.5 ลกั ษณะอาการขาดแมกนเี ซียมของขา วโพด
แหลงท่ีมาภาพ: ก) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
กํามะถัน (Sulfur; S) มีในพืชประมาณ 0.1-0.5 เปอรเซ็นต พืชดูดใชในรูปซัลเฟตไอออน (SO42-)
กาํ มะถนั เปน องคประกอบที่สําคัญธาตุหน่งึ ของสารประกอบโปรตีน และกรดอะมิโนตางๆ ที่เกี่ยวของกับการ
สรางคลอโรฟลล ชวยในการสรา งเอนไซมเพอ่ื สรางโปรตีนของพชื ขาวโพดตองการดนิ ท่มี ีปริมาณกํามะถัน 20
มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ถาดินมีระดับกํามะถันตํ่ากวา 12 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ขาวโพดจะแสดงอาการขาด
กาํ มะถัน
ลักษณะอาการขาดธาตุกํามะถันจะแสดงอาการเร่ิมแรกที่ใบออน โดยใบจะเปล่ียนเปนสีเขียวออน
จนถึงสีเหลืองซีด กอนลุกลามสูใบลาง (ภาพท่ี 3.6) บางคร้ังจะพบวาขอบใบเปนสีเขียว สวนแผนใบเปนสี
เหลอื ง คลา ยอาการขาดไนโตรเจน ใบมขี นาดเล็ก ตนออนเตบิ โตชาและชะงกั เนื่องมาจากการขาดโปรตีน ลํา
ตน มกั จะแข็ง เรยี ว หรอื เลก็ การออกดอกไมแ นน อน สามารถพบอาการใบเหลืองไดจนถึงระยะกอนออกดอก
สาเหตเุ กดิ จากดินเปน กรด มีปริมาณอินทรียวัตถุตํ่า ดินทรายท่ีมีการชะลางพังทลายสูง ดินชนื้ ทีม่ อี ณุ หภูมติ ่ํา
การแกไขอาการขาดกาํ มะถนั สามารถทําไดโดยปรับปรุงดินดวยกํามะถันผง หรือใสปุยท่ีมีกํามะถัน
เชน แอมโมเนยี มซัลเฟต โพแทสเซียมซัลเฟต แคลเซียมซัลเฟต (ยิปซม่ั ) เปน ตน
57
ภาพท่ี 3.6 ลกั ษณะอาการขาดกาํ มะถันของขา วโพด
แหลง ท่มี าภาพ: Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
เหล็ก (Iron; Fe) พืชดูดใชธาตุเหล็กในรูปของเฟอริกไอออน (Fe3+) และเฟอรัสไอออน (Fe2+) แต
โดยทั่วไป พืชจะดูดใชเ ฟอรสั ไอออนไดม ากกวา เนือ่ งจากสามารถละลายน้ําไดดีกวาเฟอริกไอออน พืชมีความ
เขม ขนของธาตเุ หล็กประมาณ 50-100 มิลลกิ รัมตอ กโิ ลกรมั ธาตเุ หล็กมีความสําคัญตอการสรางคลอโรฟลล
คารโบไฮเดรต เปนตัวพาออกซิเจนในกระบวนการหายใจ มีผลตอการแบงเซลล การเจริญเติบโต และเปน
ตวั กระตุนปฏิกริ ยิ าของเอนไซมหลายชนดิ เน่อื งจากธาตเุ หลก็ ไมเ คลื่อนยายในพชื
ลกั ษณะอาการขาดธาตุเหลก็ จะพบอาการแผนใบเหลืองระหวางเสน ใบ มักพบในใบออน โดยทขี่ อบใบ
หรือเสน ใบยงั คงมสี ีเขยี ว ใบอาจเลก็ ผดิ ปกติ (ภาพที่ 3.7) ในกรณที ม่ี กี ารขาดธาตเุ หล็กรนุ แรงใบออ นจะมีสีขาว
ซดี สว นใบแกที่อยถู ดั ลงมาจะมสี ีเหลอื งระหวางเสนใบ แตเ สนใบยังมีสีเขียว ขอบใบและปลายใบแหง มักพบ
การขาดธาตุเหลก็ ของขาวโพดท่ปี ลูกในดินดา ง ดินมีน้ําขงั หรอื เมื่อดนิ ทม่ี ีอุณหภมู ติ าํ่
การแกไ ขอาการขาดธาตุเหล็ก สามารถทําไดโดยใชเหล็กซัลเฟตหรือเหล็กคลอไรดท่ีมีความเขมขน
0.5-1.0 เปอรเ ซ็นต (100-200 กรัมตอน้ํา 20 ลิตร) ฉดี พน ทางใบทุก 10-15 วนั
ภาพที่ 3.7 ลกั ษณะอาการขาดเหลก็ ของขาวโพด
แหลง ท่มี าภาพ: Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
58
แมงกานีส (Manganese; Mn) พชื ดูดใชแ มงกานีสในรูปของแมงกานีสไอออน (Mn2+) เพื่อกระตุน
การทํางานของเอนไซม และเปน ตัวเรงปฏกิ ริ ิยา ชวยแยกโมเลกุลของนํ้าในกระบวนการสังเคราะหแสง และ
กระบวนการเมตาโบลิซึมของคารโบไฮเดรต ชวยสงเสริมความเปนประโยชนของฟอสฟอรัสและแคลเซียม
ขาวโพดตองการแมงกานีสเล็กนอย เนื่องจากพืชสามารถนําแมงกานีสกลับมาใชใหมได โดยพบในขาวโพด
20-150 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม (ตารางที่ 3.1) ดังนั้นจึงไมคอยพบอาการขาดแมงกานีส แตถามีอาการขาด
แมงกานสี จะทําใหผ ลผลติ ลดลง ความเปน ประโยชนข องแมงกานสี จะขน้ึ กับความเปนกรด-ดางของดิน ถาดิน
มีความเปนกรด-ดา ง 6.5 หรอื ต่าํ กวา ทาํ ใหความเปนประโยชนข องแมงกานสี เพิม่ ขนึ้ แตท ค่ี วามเปนกรด-ดาง
ของดนิ ท่รี ะดบั 7 หรือมากกวา ความเปน ประโยชนของแมงกานสี จะลดลง พชื จะแสดงอาการขาดแมงกานีส
ลักษณะอาการขาดธาตุแมงกานสี จะเริม่ ที่ใบเกดิ ใหมม ีลายสีเขยี วสลบั เหลอื งหรอื ขาว โดยพนื้ ทรี่ ะหวา ง
เสนใบจะมีสีเหลือง สวนบริเวณท่ีติดกับเสนใบยังคงมีสีเขียว ปลายใบสีเขียว ทําใหตนเต้ีย แคระแกร็น ใบที่
ยอดอาจบดิ เบ้ียวหรอื มวนยน หากขาดธาตุแมงกานีสอยางรุนแรงใบจะแหง ตาย ลําตนผอมยาว มักเกดิ ในดินที่
มีอินทรยี วตั ถสุ งู ดินทรายที่มีความเปน ดางสงู (ภาพที่ 3.8)
การแกไขอาการขาดแมงกานีส สามารถทําไดโดย ฉีดพนแมงกานีสซัลเฟตความเขมขน 0.2-0.3
เปอรเซน็ ต (40-60 กรัมตอน้ํา 20 ลติ ร)
ภาพที่ 3.8 ลักษณะอาการขาดแมงกานสี ของขา วโพด
แหลง ท่มี าภาพ: Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
สงั กะสี (Zinc; Zn) มคี วามสําคญั ในการควบคมุ การเจรญิ เตบิ โต ชว ยยืดอายุการทํางานของออกซิน
เปน สวนประกอบของเอนไซมในพชื การสรา งคลอโรฟลล การสงั เคราะหโ ปรตีน คารโ บไฮเดรต การพัฒนาของ
ไหม การสรา งเมล็ด และมีผลตอนํ้าหนักและคุณคาทางอาหารของเมล็ด ในธรรมชาติพืชดูดใชสังกะสีในรูป
เดียว คือ สงั กะสไี อออน (Zn2+) โดยพบอยูในพชื ประมาณ 15-50 มลิ ลกิ รัมตอ กิโลกรัม สวนปริมาณสังกะสีใน
ดนิ โดยท่วั ไปพบวา มีในปริมาณท่ีเพยี งพอ
ลกั ษณะอาการขาดธาตุสังกะสี ในระยะตนออนใบออนที่ยอดจะมีสีขาว อาจทําใหตนขาวโพดตายได
ในใบแกมสี เี หลืองหรือขาวเปน ทางสลับเขยี ว ในขณะที่เสนกลางใบและขอบใบยังคงมสี ีเขยี ว (ภาพท่ี 3.9) และ
อาจจะมสี ีมว งแดงท่เี สนใบ อาการมักเกดิ จากปลายใบเขา สูโ คนใบ ในใบที่ 1-2 นบั จากยอด ขา วโพดทีข่ าดธาตุ
สังกะสจี ะมีตนเต้ีย ปลอ งสน้ั และพบจดุ สเี หลืองกระจายในใบแก จุดสเี หลอื งอาจเปลย่ี นเปน จุดสีน้าํ ตาลได ใบ
59
ยอดแคระแกรน็ การขาดธาตุสังกะสีมักพบในดินดาง ดินทรายท่ีถูกชะลาง ดินท่ีมีปริมาณธาตุฟอสฟอรัสสูง
หรือใสป ยุ ฟอสเฟตมากเกินไป และเมอ่ื ดนิ มอี ุณหภูมดิ ินตา่ํ
การแกไ ขอาการขาดสงั กะสี สามารถทําไดโ ดย ฉดี พน ซงิ คซลั เฟต (ZnSO4) ความเขมขน 0.5 เปอรเซ็นต
(100 กรมั ตอนาํ้ 20 ลติ ร)
ภาพท่ี 3.9 ลกั ษณะอาการขาดสงั กะสขี องขา วโพด
แหลงทม่ี าภาพ: Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
โบรอน (Boron; B) ชวยในการเจริญและพัฒนาของละอองเกสร การงอกของเกสรตัวผู การสราง
เมล็ด ผนังเซลล การเคลื่อนยายของน้ําตาลในขาวโพด โดยโบรอนจะรวมตัวกับโมเลกุลของนํ้าตาลเพื่อให
โมเลกลุ ของนาํ้ ตาลผา นเน้อื เย่อื เซลลได ชวยสงเสริมการออกดอก เพิ่มผลผลิตและคุณภาพ พืชดูดใชโบรอน
ในรูปของบอเรทไอออน (H3BO3-) พบในพืชประมาณ 10-50 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม โบรอนสูญเสียไดงาย
โดยเฉพาะในดนิ ทรายและดินท่มี ีอินทรียวตั ถุตาํ่
ลักษณะอาการขาดธาตุโบรอน ใบลายสีเขียวจาง ตนเต้ีย ขอหนา แผนใบหนา ใบยน เสนกลางใบ
เปราะหักงา ย ใบสญู เสยี คลอโรฟลล หรอื มีลกั ษณะโปรง แสง อาจพบอาการไหมห รอื เซลลตายที่สวนยอดออน
ทําใหยอดออนเจริญไมเปนปกติ ไมออกดอกหรือดอกพัฒนาชา ฝกบิดเบ้ียว ผสมไมติดหรือติดเมล็ดไมเต็ม
เมล็ดบนฝก ดานทต่ี ิดลําตน จะลีบ ชอ ดอกตวั ผูแหง รากแขนงหนา และปลายรากบวมพอง (ภาพที่ 3.10)
การแกไ ขอาการขาดโบรอน สามารถทําไดโดยฉีดพนทางใบดวยบอแรกซ กรดบอริก หรือโบรอนคีเลท
ความเขม ขน 0.3 เปอรเ ซ็นต (60 กรมั ตอ นํา้ 20 ลิตร) หลังงอก 30-35 วนั
60
ภาพท่ี 3.10 ลกั ษณะอาการขาดโบรอนของขาวโพด
แหลงที่มาภาพ: Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ตารางท่ี 3.1 ความเขมขนของธาตุอาหารในใบของขาวโพดระดับท่ีเพยี งพอ
ธาตุอาหารพชื ความเขมขน ของธาตอุ าหารในใบของขา วโพด
ไนโตรเจน (%) 2.7-3.5
ฟอสฟอรสั (%) 0.2-0.4
โพแทสเซียม (%) 1.7-2.5
แคลเซียม (%) 0.2-1.0
แมกนีเซียม (%) 0.2-0.6
กาํ มะถัน (%) 0.1-0.3
เหลก็ (มก./กก.) 21-250
แมงกานสี (มก./กก.) 20-150
ทองแดง (มก./กก.) 6-20
สงั กะสี (มก./กก.) 20-70
โบรอน (มก./กก.) 4-25
โมลบิ ดินัม (มก./กก.)
ท่มี า : ยงยทุ ธ (2548) 0.6-1.0
จากผลการศึกษาภายใตโ ครงการวิจัยเทคโนโลยีการผลิตขาวโพดเล้ียงสัตวท่ีเหมาะสมในสภาพแหง
แลง ระหวา งป 2554-2558 ชดุ ดินตางๆ ในเขตจังหวดั นครราชสีมา เลย และนครสวรรค พบวาขาวโพดเลี้ยง
สัตวพ ันธุนครสวรรค 3 มีการดูดใชไ นโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซยี ม แคลเซยี ม และแมกนีเซียม สะสมไวใน
สว นตางๆ ดงั ตารางท่ี 3.2 สาํ หรับขาวโพดหวานและขา วโพดฝกออน แสดงในตารางที่ 3.3 และ 3.4
61
ตารางท่ี 3.2 ปรมิ าณธาตุอาหารในสว นตางๆ ของขา วโพดลย้ี งสตั วพนั ธนุ ครสวรรค 3 ทป่ี ลกู ในชดุ ดนิ ตา งๆ
ชุดดิน/ ผลผลิต สว นของพชื ที่ ปริมาณธาตุอาหารที่สูญหาย (กก./ตนั ผลผลติ ) แหลง ขอมูล
เน้อื ดิน (กก./ไร) นําออกไปจากพื้นที่ สมควร และ
โชคชัย/ 1,119 N P K Ca Mg คณะ
ดนิ เหนยี ว เมล็ด (2558ค)
917 ซงั 11.3 3.5 5.1 0.1 0.7
วงั ไฮ/ สมควร และ
ดินรวน 992 รวม 2.5 0.3 3.6 0.0 0.0 คณะ
เหนยี ว (2558ค)
742 ตน 13.8 3.9 8.7 0.1 0.7
ลพบุรี/ ใบ ศภุ กาญจน
ดินเหนยี ว 664 กาบฝก 1.5 0.2 3.8 0.4 1.2 และคณะ
(2558ข)
วงั สะพงุ / รวม 2.7 0.3 3.1 0.3 0.1
ดินรว น ศุภกาญจน
เหนยี ว เมล็ด 0.8 0.7 1.0 0.1 0.1 และคณะ
ซัง (2558ค)
โคราช/ 5.0 1.2 7.9 0.8 1.4
ดนิ รวน รวม ศุภกาญจน
ปนทราย 12.9 4.1 5.2 4.1 5.2 และคณะ
ตน (2558ค)
ใบ 1.0 0.2 1.5 0.2 1.5
กาบฝก
13.9 4.3 6.6 4.3 6.6
รวม
1.5 0.3 11.4 0.3 0.8
เมลด็
ซัง 2.4 0.4 5.0 1.4 0.8
รวม 1.4 0.4 3.1 0.1 0.3
ตน 5.3 1.1 19.5 1.8 1.9
ใบ
กาบฝก 13.0 1.9 3.2 1.9 3.2
รวม 0.6 0.0 0.6 0.0 0.6
เมล็ด 13.5 2.0 3.8 2.0 3.8
ซงั
1.6 0.0 1.6 0.8 0.6
รวม
2.7 0.1 1.2 3.1 0.9
ตน
ใบ 0.6 0.0 0.8 0.2 0.2
กาบฝก
4.9 0.1 3.6 4.1 1.6
รวม
11.8 1.6 3.0 1.8 0.7
เมลด็
ซงั 0.6 0.0 1.1 0.1 0.0
รวม 12.4 1.6 4.1 1.9 0.7
ตน 1.0 0.0 4.4 0.3 0.3
ใบ
กาบฝก 2.7 0.1 12.4 1.7 0.7
รวม 0.6 0.0 1.3 0.3 0.2
4.3 0.1 18.1 2.3 1.2
12.1 3.2 3.5 - -
0.7 0.1 0.9 - -
12.8 3.2 4.4 - -
1.9 0.1 3.7 - -
2.9 0.5 2.7 - -
1.4 0.1 1.7 - -
6.2 0.7 8.1 - -
62
ตารางที่ 3.2 (ตอ ) ปรมิ าณธาตอุ าหารในสว นตา งๆ ของขา วโพดลย้ี งสัตวพ นั ธุนครสวรรค 3 ท่ีปลกู ในชดุ ดนิ ตางๆ
ชุดดิน/ ผลผลติ สว นของพืชที่ ปรมิ าณธาตุอาหารที่สูญหาย (กก./ตนั ผลผลติ ) แหลงขอมลู
เน้อื ดิน (กก./ไร) นําออกไปจากพื้นท่ี N P K Ca Mg
เฉลี่ย 887 เมล็ด 12.2 2.9 4.0 2.0 2.4
ซัง 1.1 0.1 1.5 0.1 0.5
รวม 13.3 3.0 5.5 2.1 3.0
ตน 1.5 0.1 5.0 0.5 0.7
ใบ 2.7 0.3 4.9 1.6 0.6
กาบฝก 1.0 0.2 1.6 0.2 0.2
รวม 5.2 0.6 11.5 2.3 1.5
ผลผลติ หมายถงึ นํา้ หนักเมล็ดที่ความช้ืน 15%
ตารางท่ี 3.3 ปริมาณธาตอุ าหารในสว นตางๆ ของขา วโพดหวาน พันธุไฮบรกิ ซ 3 ทป่ี ลกู ในชดุ ดินตา งๆ
ชดุ ดิน/ ผลผลิตฝกสด สวนของพืชท่ี ปรมิ าณธาตุอาหารทส่ี ะสมในสว นตา งๆ แหลง ขอมูล
เน้อื ดนิ (กก./ไร) นําออกไปจากพ้ืนท่ี (กก./ตนั ผลผลิต)
สมฤทยั และคณะ
กําแพงแสน/ 2,274 ตนและใบ NPK (2558ข)
4.1 0.8 6.9
ดนิ รวน เมล็ด 1.7 0.4 0.8 ปยะนันท และคณะ
0.5 0.1 0.4 (2559)
ซัง 1.4 0.4 1.6
กาบฝก 7.7 1.7 9.7
รวม 2.2 0.3 1.8
2.6 0.4 1.3
ทา มวง/ 3,232 ตนและใบ 0.7 0.2 0.8
0.4 0.1 0.5
ดินรว น เมล็ด 5.9 1.0 4.4
ปนทราย ซงั 3.2 0.9 4.3
2.2 0.4 1.5
กาบฝก 0.6 0.2 0.6
0.9 0.2 1.9
รวม
6.9 1.7 8.3
เฉลยี่ 2,753 ตนและใบ
เมล็ด
ซงั
กาบฝก
รวม
ผลผลติ หมายถึง น้ําหนักฝก สดทงั้ เปลอื ก
63
ตารางที่ 3.4 ปรมิ าณธาตอุ าหารในสวนตา งๆ ของขาวโพดฝกออ น พนั ธุ ซ.ี พี. B.468 ท่ีปลูกในชดุ ดินตางๆ
ชดุ ดนิ / ผลผลติ สว นของพืชท่ี ปริมาณธาตุอาหารทส่ี ะสมในสวนตางๆ แหลงขอมูล
เนื้อดนิ (กก./ไร) นําออกไปจากพื้นที่ (กก./ตันผลผลติ )
พีรพงษ และคณะ
รังสิต/ 1,903 ฝกออนและเปลอื ก NP K (2557)
ดินเหนยี ว-รว น ตนและใบ
1.6 0.4 0.3 บรรณพชิ ญ และ
เหนยี ว คณะ (2556)
7.0 0.9 6.4
ดนิ คลายชุดดิน
กําแพงแสน/ รวม 8.7 1.3 6.7
ดินรว นปนทราย 2,430 ฝก ออน 0.7 0.1 0.4
1.9 0.4 1.5
เปลอื ก 4.8 0.5 2.3
ตน และใบ
รวม 7.4 1.0 4.2
ผลผลิต หมายถงึ น้ําหนกั ฝก สดท้งั เปลอื ก
4. การจัดการดนิ
การเตรียมดินเพ่ือใหดินเหมาะสมตอการงอกของเมล็ดขาวโพด ชวยเก็บรักษาความช้ืน มีอากาศ
ถายเทสะดวก และทาํ ลายวชั พืชใหแหงตายหรอื ฝงกลบซากวัชพชื เดมิ การเตรียมดินสําหรับปลูกขาวโพด แบง
ได 2 วธิ ี
1) การเตรยี มดินแบบมกี ารไถพรวน ควรไถอยางนอย 2 คร้งั คือ
ไถดะ การไถดว ยผาลสามหรือผาลเจ็ดควรไถใหลึกประมาณ 30 เซนติเมตร การไถลึกทําใหดินเก็บนํ้า
ไดม ากข้นึ และกลบฝงเศษวัชพืชและศัตรพู ชื ในดนิ บางชนิด
ไถแปร ควรไถดว ยผาลเจด็ โดยไถขวางรอยเดมิ ของไถดะ เพอ่ื ยอ ยดินกอ นใหญใหแตก ดินรวนซยุ และ
โปรงมากข้ึน เปนการเพ่ิมผิวสัมผัสระหวางดินกับเมล็ด ทําใหเมล็ดพันธุดูดความช้ืนไดดีและงอกไดอยาง
สมาํ่ เสมอ ไมควรไถดินในขณะดนิ มคี วามช้นื สงู เพราะจะทําใหดนิ แนน และเกดิ ช้ันดาน ทําใหการระบายนํ้าไม
สะดวก
2) การเตรียมดินแบบไมไถพรวนดิน มักทําในพ้ืนที่ปลูกขาวโพดเลี้ยงสัตวท่ีมีความลาดชันสูง หรือ
พื้นที่ปลกู ขาวโพดในนาหลงั เก็บเก่ียวขา ว โดยการตัด ถาง เพ่ือกําจดั วชั พชื ท่อี ยผู วิ หนา ดินทเี่ ปน อปุ สรรคในการ
ปลกู และงอกของขา วโพด (วันชยั และคณะ, 2547)
5. คาํ แนะนําการใชป ุยสําหรบั ขา วโพด
ในป 2554-2558 กรมวชิ าการเกษตร ไดด ําเนินโครงการวิจัยเทคโนโลยีการผลิตขาวโพดเลี้ยงสัตวท่ี
เหมาะสมในสภาพแหง แลง และโครงการวิจยั และพฒั นาเพื่อเพิม่ ประสทิ ธภิ าพการผลติ ขาวโพดหวานในชุดดิน
ตา งๆ ในแหลง ปลกู ทีส่ าํ คัญ จากผลการศึกษาสามารถพัฒนาเปนคําแนะนําการใชปุยของขาวโพดเลี้ยงสัตว
(ตารางท่ี 3.5 3.7 3.9 และ 3.11) และขา วโพดฝก สด (ตารางที่ 3.6 3.8 3.10 และ 3.12) ท่ีมคี วามแมนยํามาก
ยิ่งขึ้น
สําหรบั การแบง เกณฑระดับความอดุ สมบรู ณข องดนิ ในการใหค ําแนะนาํ การใชป ุยสําหรบั ขาวโพดเลย้ี ง
สตั วมีคา วกิ ฤตขิ องอนิ ทรียวัตถุ ฟอสฟอรัสท่ีเปนประโยชน และโพแทสเซียมที่แลกเปล่ียนไดสําหรับขาวโพด
64
ดังน้ี คอื อินทรยี วัตถุ 1 เปอรเซ็นต ฟอสฟอรัสที่เปนประโยชน 10 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม และโพแทสเซียมที่
แลกเปลีย่ นได 60 มิลลิกรัมตอกิโลกรมั
ตารางท่ี 3.5 การใชป ยุ กบั ขาวโพดเลยี้ งสัตวต ามคา วเิ คราะหด ิน
รายการวิเคราะห คา ท่ีวิเคราะหได ปริมาณธาตุอาหารแนะนาํ
อินทรียวัตถุ <1 15 กิโลกรัม. N /ไร
(%) + ปยุ อินทรีย 500-1000 กิโลกรมั /ไร
1-2 10 กโิ ลกรัม N /ไร
> 2 5 กโิ ลกรมั N /ไร
ฟอสฟอรสั ทเี่ ปนประโยชน < 10 10 กโิ ลกรมั P2O5 /ไร
(มลิ ลกิ รัม/กโิ ลกรมั ) 10-15 5 กโิ ลกรัม P2O5 /ไร
> 15 2.5 กิโลกรมั P2O5 /ไร
โพแทสเซียมท่ีแลกเปลยี่ นได < 60 15 กิโลกรมั K2O /ไร
(มลิ ลิกรมั /กโิ ลกรมั ) 60-100 10 กโิ ลกรัม K2O /ไร
> 100 5 กิโลกรัม K2O /ไร
หมายเหตุ 1) ผลผลิตทีค่ าดหวงั 1,000 กิโลกรัมตอไร (ความช้ืนเมล็ด 14.5%) สําหรับดินที่มีความอุดมสมบูรณปานกลาง
และ 1,500 กิโลกรมั ตอ ไร เมือ่ ดนิ มีความอุดมสมบรู ณส งู ท้ังน้ีขึ้นอยูกับปริมาณนํ้าฝน ชวงวันปลูก พันธุท่ีใช
และสมบตั ติ างๆ ของดิน
2) หากปลูกขาวโพดปลายฤดูฝนหรือมกี ารใหนํา้ ควรใสป ยุ ไนโตรเจนเพ่ิมขนึ้ 1.5 เทา ของคําแนะนาํ
3) กรณีดินเปนดินทราย หรือรวนปนทราย หรือมีอินทรียวัตถุตํ่ากวา 1 เปอรเซ็นต ควรปรับปรุงดินดวยปุย
อินทรีย 500-1,000 กิโลกรมั ตอ ไร
4) กรณีดนิ มี pH ตาํ่ กวา 5.5 ควรปรับปรุงดินดว ยปนู เชน โดโลไมต หรอื หินปนู บด 100 กิโลกรัมตอไร
5) กรณีดินมี pH มากกวา 7.3 ควรใชป ยุ แอมโมเนยี มซัลเฟต (21-0-0 + 24%S) แทนการใชปุยยูเรีย แตใหเพ่ิม
อตั ราเปน 2 เทาจากอตั ราแนะนําการใชป ยุ ยูเรีย
6) พัฒนาคําแนะนําโดยปรบั ปรุงจาก กรมวิชาการเกษตร (2553) และศิวไิ ล (2558)
7) อินทรยี วัตถุในดนิ วิเคราะหโดยวธิ ี Walkley and Black
8) ฟอสฟอรัสทเี่ ปนประโยชน กรณที ดี่ นิ มี pH มากกวา 7.3 สกัดสารละลายดิน/สกัดดินโดยวิธี Olsen ถาดินมี
pH นอยกวา 7.3 สกดั สารละลายดิน/สกัดดนิ โดยวิธี Bray II
9) โพแทสเซยี มท่ีแลกเปล่ยี นได สกัดดินดว ย 1 นอรม ัล แอมโมเนียมอะซิเตท pH 7.0
65
ตารางท่ี 3.6 การใชป ยุ กบั ขาวโพดฝก สด (ขาวโพดหวาน ขา วโพดขา วเหนียว และขา วโพดฝก ออน) ตามคา
วิเคราะหด ิน
รายการวิเคราะห คา ทวี่ เิ คราะหไ ด ปริมาณธาตุอาหารแนะนาํ
อนิ ทรยี วัตถุ <1 30 (25*) กิโลกรมั N/ไร
(%) 1-2 20 กิโลกรัม N/ไร
>2 15 กิโลกรมั N/ไร
ฟอสฟอรสั <10 10 กิโลกรมั P2O5/ไร
(มลิ ลิกรัม/กโิ ลกรมั ) 10-15 8 กิโลกรัม P2O5/ไร
>15 6 กโิ ลกรัม P2O5/ไร
โพแทสเซียม <60 20 กโิ ลกรัม K2O/ไร
(มลิ ลิกรัม/กโิ ลกรมั ) 60-100 15 กิโลกรัม K2O/ไร
>100 10 กโิ ลกรัม K2O/ไร
หมายเหตุ (*) อตั ราปยุ ไนโตรเจนกรณีดินมอี ินทรียวตั ถตุ า่ํ กวา 1% ควรใชปยุ เคมรี ว มกับการปรบั ปรงุ ดินดว ยปุยอนิ ทรยี
อตั รา 1,000 กโิ ลกรัมตอ ไร
5.1 การใชป ุย ตามคา วิเคราะหด ินโดยการผสมปุยใชเ องสําหรับขาวโพด
การใชป ุย ตามคาวเิ คราะหด นิ โดยผสมปุยใชเอง สามารถทําไดโดยใชแมปุยที่เปนแหลงไนโตรเจน
ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม นํามาผสมกัน และสามารถนําไปใชไดเลย โดยไมจําเปนตองใสสารตัวเติมหรือ
filler สําหรับแมปุยท่ีใชใ นการผสม ไดแก ปุยยเู รีย (46-0-0) ปุยแอมโมเนยี มซัลเฟต (21-0-0) เปนแมปุยที่ให
ธาตุไนโตรเจน ปุยทริปเปลซูเปอรฟอสเฟต (0-46-0) เปนแมปุยที่ใหธาตุฟอสฟอรัส ปุยไดแอมโมเนียม
ฟอสเฟต (DAP; 18-46-0) ปุยโมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต (MAP; 12-60-0) เปนแมปุยท่ีใหธาตุ 2 ธาตุ คือ
ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ปุย โพแทสเซียมคลอไรด (0-0-60) และปุย โพแทสเซยี มซัลเฟต (0-0-50) เปนแมปุย
ท่ีใหธ าตุโพแทสเซยี ม จากคําแนะนําในตารางที่ 3.5 หากตองการใชปุยตามคาวิเคราะหดินโดยผสมปุยใชเอง
สามารถทาํ ไดตามตวั อยา งในตารางที่ 3.7 และตารางที่ 3.8
66
5.1.1 การใชป ยุ ตามคาวเิ คราะหดนิ โดยการผสมปยุ ใชเ องสาํ หรับขาวโพดเลย้ี งสตั ว
ตารางที่ 3.7 การใชป ุย กับขาวโพดเล้ยี งสัตวต ามคา วเิ คราะหด ินโดยผสมปยุ ใชเ อง
อินทรยี วตั ถุ ฟอสฟอรสั ทเ่ี ปน โพแทสเซียม ปริมาณธาตุอาหารแนะนาํ ปรมิ าณปยุ ที่ตองใช
(%) ประโยชน ท่ีแลกเปลย่ี นได (กก./ไร) ใสป ยุ คร้ังที่ 1 (รองพนื้ ) ใสปยุ คร้ังท่ี 2
(มก./กก.) (มก./กก.) (กก./ไร) (กก./ไร)
N P2O5 K2O 46-0-0 18-46-0 0-0-60 46-0-0
< 1 < 10 < 60 15 10 15 8 22 25 16
<1 < 10 60-100 15 10 10 8 22 17 16
<1 < 10 > 100 15 10 5 8 22 8 16
< 1 10-15 < 60 15 5 15 12 11 25 16
<1 10-15 60-100 15 5 10 12 11 17 16
<1 10-15 > 100 15 5 5 12 11 8 16
< 1 > 15 < 60 15 2.5 15 14 5 25 16
<1 > 15 60-100 15 2.5 10 14 5 17 16
<1 > 15 > 100 15 2.5 5 14 5 8 16
1-2 < 10 < 60 10 10 15 2 22 25 11
1-2 < 10 60-100 10 10 10 2 22 17 11
1-2 < 10 > 100 10 10 5 2 22 8 11
1-2 10-15 < 60 10 5 15 7 11 25 11
1-2 10-15 60-100 10 5 10 7 11 17 11
1-2 10-15 > 100 10 5 5 7 11 8 11
1-2 > 15 < 60 10 2.5 15 9 5 25 11
1-2 > 15 60-100 10 2.5 10 9 5 17 11
1-2 > 15 > 100 10 2.5 5 9 58 11
> 2 < 10 < 60 5 10 15 - 22 25 5
>2 < 10 60-100 5 10 10 - 22 17 5
>2 < 10 > 100 5 10 5 - 22 8 5
> 2 10-15 < 60 5 5 15 1 11 25 5
>2 10-15 60-100 5 5 10 1 11 17 5
>2 10-15 > 100 55 5 1 11 8 5
> 2 > 15 < 60 5 2.5 15 3 5 25 5
>2 > 15 60-100 5 2.5 10 3 5 17 5
>2 > 15 > 100 5 2.5 5 3 58 5
หมายเหตุ ครง้ั ท่ี 1 ใสปุยรองพ้นื พรอ มปลกู โดยผสมปุย 18-46-0 ปยุ 46-0-0 และปุย 0-0-60 ตามนํ้าหนักที่กําหนด แลวใช
ใหหมดในครง้ั เดยี ว
คร้ังท่ี 2 ใสปยุ 46-0-0 เมอ่ื ขา วโพดอายุ 25-30 วนั หลงั ปลูก โดยวธิ ีโรยขางแถวแลวกลบ
กรณดี ินมีอนิ ทรียวตั ถตุ ่าํ กวา 1% ควรใสป ุยเคมีรวมกบั ปยุ อินทรีย โดยใสป ยุ อนิ ทรีย 500-1,000 กก./ไร
67
5.1.2 การใชป ยุ ตามคา วเิ คราะหดินโดยการผสมปุยใชเองสาํ หรับขา วโพดฝกสด
ตารางท่ี 3.8 การใชป ุยกบั ขาวโพดฝก สด (ขาวโพดหวาน ขา วโพดขา วเหนยี ว และขาวโพดฝกออน) ตามคา
วิเคราะหดนิ โดยการผสมปยุ ใชเอง
อินทรยี วตั ถุ ฟอสฟอรสั ท่ี โพแทสเซยี ม ปรมิ าณธาตอุ าหารแนะนํา ปรมิ าณปุย ที่ตอ งใช
(%) (กก./ไร)
เปนประโยชน ที่แลกเปลย่ี นได ใสปุย ครงั้ ที่ 1 (รองพนื้ ) ใสปุย คร้งั ท่ี 2
<1 (มก./กก.) (มก./กก.)
<1 (กก./ไร) (กก./ไร)
<1
<1 N P2O5 K2O 46-0-0 18-46-0 0-0-60 46-0-0
<1
<1 < 10 < 60 30 10 20 25 20 35 35
<1
<1 < 10 60-100 30 10 15 25 20 25 35
<1
1 -2 < 10 > 100 30 10 10 25 20 15 35
1 -2
1 -2 10-15 < 60 30 8 20 26 15 35 35
1 -2
1 -2 10-15 60-100 30 8 15 26 15 25 35
1 -2
1 -2 10-15 > 100 30 8 10 26 15 15 35
1 -2
1 -2 > 15 < 60 30 6 20 28 10 35 35
>2
>2 > 15 60-100 30 6 15 28 10 25 35
>2
>2 > 15 > 100 30 6 10 28 10 15 35
>2
>2 < 10 < 60 20 10 20 10 20 35 25
>2
>2 < 10 60-100 20 10 15 10 20 25 25
>2
< 10 > 100 20 10 10 10 20 15 25
หมายเหตุ
10-15 < 60 20 8 20 12 15 35 25
10-15 60-100 20 8 15 12 15 25 25
10-15 > 100 20 8 10 12 15 15 25
> 15 < 60 20 6 20 15 10 35 25
> 15 60-100 20 6 15 15 10 25 25
> 15 > 100 20 6 10 15 10 15 25
< 10 < 60 15 10 20 9 20 35 15
< 10 60-100 15 10 15 9 20 25 15
< 10 > 100 15 10 10 9 20 15 15
10-15 < 60 15 8 20 11 15 35 15
10-15 60-100 15 8 15 11 15 25 15
10-15 > 100 15 8 10 11 15 15 15
> 15 < 60 15 6 20 13 10 35 15
> 15 60-100 15 6 15 13 10 25 15
> 15 > 100 15 6 10 13 10 15 15
ครั้งที่ 1 ใสปุยรองพื้นพรอมปลูกโดยผสมปุย 18-46-0 ปุย 46-0-0 และปุย 0-0-60 ตามนํ้าหนักที่กําหนด
แลวใชใ หหมดในครัง้ เดยี ว
ครง้ั ท่ี 2 ใสป ยุ 46-0-0 เมอื่ ขาวโพดอายุ 25-30 วันหลังปลูก โดยวิธโี รยขา งแถวแลวกลบ
5.2 การใชปยุ ตามคาวเิ คราะหด นิ โดยการใชปุยเชิงประกอบสาํ หรบั ขา วโพด
กรณใี หคําแนะนําการใชป ุย แกเ กษตรกรที่งายตอ การนาํ ไปปฏบิ ัตินัน้ สามารถแนะนําใหเกษตรกร
ใชป ุย เชงิ ประกอบทีม่ ีธาตุอาหารครบถว นทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม โดยใสค รงั้ แรกเปน ปุย รอง
พ้นื พรอ มปลกู เชน ใชป ยุ 15-15-15, 16-16-8 หรอื 13-13-21 และคร้ังท่ี 2 เม่ือขาวโพดอายุได 25-30 วัน ให
ใสป ยุ ยูเรีย (46-0-0) หรือแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) หากโพแทสเซียมท่ีไดจากปุยรองพ้ืนยังไมเพียงพอ
สามารถใหเพิ่มเติมไดในการใชปุยครั้งท่ี 2 โดยใสปุยโพแทช เชน ปุยโพแทสเซียมคลอไรด (0-0-60) ตาม
ตัวอยา งในตารางที่ 3.9 และตารางท่ี 3.10 กรณีดินมีคา ความเปน กรด-ดา ง มากกวา 7 ควรใสปุยแอมโมเนียม
68
ซัลเฟต (21-0-0) แทนการใชปุยยูเรีย แตควรเพ่ิมปริมาณของปุยแอมโมเนียมซัลเฟตอีก 1 เทาของอัตราที่
แนะนาํ สาํ หรับการใชป ยุ ยูเรีย
5.2.1 การใชป ยุ ตามคาวเิ คราะหด นิ โดยเลอื กใชป ุยเชงิ ประกอบสําหรบั ขา วโพดเลี้ยงสัตว
ตารางที่ 3.9 การใชป ยุ กับขาวโพดเลี้ยงสัตวต ามคา วเิ คราะหดนิ โดยเลือกใชป ุย เชิงประกอบ
อนิ ทรียวัตถุ ฟอสฟอรัสที่ โพแทสเซยี ม ปรมิ าณธาตอุ าหารแนะนํา ปรมิ าณปุยที่ตอ งใช
(%) เปน ประโยชน ท่ีแลกเปล่ียนได (กก./ไร) ใสปยุ ครัง้ ท่ี 1 (รองพ้ืน) ใสปยุ ครั้งท่ี 2
(มก./กก.) (มก./กก.) (กก./ไร) (กก./ไร)
N P2O5 K2O 16-16-8 46-0-0 0-0-60
< 1 < 10 < 60 15 10 15 63 11 17
<1 < 10 60-100 15 10 10 63 11 8
< 1 < 10 > 100 15 10 5 63 11 0
< 1 10-15 < 60 15 5 15 31 22 21
<1 10-15 60-100 15 5 10 31 22 13
< 1 10-15 > 100 15 5 5 31 22 4
< 1 > 15 < 60 15 2.5 15 16 27 23
<1 > 15 60-100 15 2.5 10 16 27 15
< 1 > 15 > 100 15 2.5 5 16 27 6
1-2 < 10 < 60 10 10 15 63 0 17
1-2 < 10 60-100 10 10 10 63 08
1-2 < 10 > 100 10 10 5 63 00
1-2 10-15 < 60 10 5 15 31 11 21
1-2 10-15 60-100 10 5 10 31 11 13
1-2 10-15 > 100 10 5 5 31 11 4
1-2 > 15 < 60 10 2.5 15 16 16 23
1-2 > 15 60-100 10 2.5 10 16 16 15
1-2 > 15 > 100 10 2.5 5 16 16 6
> 2 < 10 < 60 5 10 15 63 0 17
>2 < 10 60-100 5 10 10 63 08
> 2 < 10 > 100 5 10 5 63 00
> 2 10-15 < 60 5 5 15 31 0 21
>2 10-15 60-100 5 5 10 31 0 13
> 2 10-15 > 100 5 5 5 31 04
> 2 > 15 < 60 5 2.5 15 16 5 23
>2 > 15 60-100 5 2.5 10 16 5 15
> 2 > 15 > 100 5 2.5 5 16 56
หมายเหตุ ครั้งท่ี 1 ใสปุยรองพ้ืนพรอมปลูก คร้ังท่ี 2 ใสปุย 46-0-0 เมื่อขาวโพดอายุ 25-30 วัน หลังปลูก โดยวิธีโรยขาง
แถวแลวกลบ
กรณีดนิ มอี นิ ทรียวัตถุตํ่ากวา 1% ควรใชป ุย เคมีรวมกบั ปุย อนิ ทรีย โดยใสปยุ อนิ ทรีย 500-1,000 กก./ไร
69
5.2.2 การใชปุย ตามคาวิเคราะหด ินโดยเลอื กใชปยุ เชิงประกอบสําหรบั ขาวโพดฝกสด
ตารางที่ 3.10 การใชปยุ กบั ขา วโพดฝก สด (ขา วโพดหวาน ขา วโพดขา วเหนยี ว และขา วโพดฝก ออ น) ตามคา
วิเคราะหดินโดยเลอื กใชปยุ เชงิ ประกอบ
อินทรยี วัตถุ ฟอสฟอรัสท่ี โพแทสเซยี ม ปรมิ าณธาตุอาหารแนะนาํ ปรมิ าณปุยที่ตองใช
(%) เปน ประโยชน ท่แี ลกเปลยี่ นได (กก./ไร) ใสป ยุ คร้งั ท่ี 1 (รองพืน้ ) ใสปยุ ครงั้ ที่ 2
(มก./กก.) (มก./กก.) (กก./ไร) (กก./ไร)
< 1 < 10 N P2O5 K2O 16-16-8 46-0-0 0-0-60
< 60 30 10 20 65 45 25
<1 < 10 60-100 30 10 15 65 45 20
< 1 < 10 > 100 30 10 10 65 45 10
< 1 10-15 < 60 30 8 20 50 50 25
<1 10-15 60-100 30 8 15 50 50 20
< 1 10-15 > 100 30 8 10 50 50 10
< 1 > 15 < 60 30 6 20 40 50 30
<1 > 15 60-100 30 6 15 40 50 20
< 1 > 15 > 100 30 6 10 40 50 10
1-2 < 10 < 60 20 10 20 65 20 25
1-2 < 10 60-100 20 10 15 65 20 20
1-2 < 10 > 100 20 10 10 65 20 10
1-2 10-15 < 60 20 8 20 50 25 25
1-2 10-15 60-100 20 8 15 50 25 20
1-2 10-15 > 100 20 8 10 50 25 10
1-2 > 15 < 60 20 6 20 40 30 30
1-2 > 15 60-100 20 6 15 40 30 20
1-2 > 15 > 100 20 6 10 40 30 10
> 2 < 10 < 60 15 10 20 65 10 25
>2 < 10 60-100 15 10 15 65 10 20
> 2 < 10 > 100 15 10 10 65 10 10
> 2 10-15 < 60 15 8 20 50 15 25
>2 10-15 60-100 15 8 15 50 15 20
> 2 10-15 > 100 15 8 10 50 15 10
> 2 > 15 < 60 15 6 20 40 20 30
>2 > 15 60-100 15 6 15 40 20 20
> 2 > 15 > 100 15 6 10 40 20 10
หมายเหตุ คร้ังท่ี 1 ใสปยุ 16-16-8 เปน ปยุ รองพ้ืนพรอ มปลูก
ครง้ั ท่ี 2 ใสป ุย ยเู รยี (46-0-0) และ 0-0-60 เม่อื ขา วโพดอายุได 25-30 วนั โดยวิธโี รยขางแถวแลว กลบ
70
5.3 การใชปยุ ตามลกั ษณะเน้อื ดนิ สําหรบั ขา วโพด
ในกรณีท่ีเกษตรกรไมส ะดวกที่จะสงตัวอยา งดินไปวิเคราะหท ห่ี องปฏิบัติการ สามารถประเมินการ
ใชปุยตามลกั ษณะเนือ้ ดินได โดยแบง กลุม ของเน้ือดินออกเปน 3 กลุม คือ กลุมดินรวนเหนียวสีดํา ซ่ึงมีความ
อดุ มสมบูรณสงู กลุม เนอ้ื ดินเหนยี วสีแดง และดินรวนเหนยี ว ซงึ่ มีความอดุ มสมบรู ณป านกลาง และกลุมเนอ้ื ดิน
รวนปนทราย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณคอนขางตํ่า โดยมีคําแนะนําการใชปุยตามตารางที่ 3.11 และตารางที่
3.12
5.3.1 การใชป ุยตามตามลกั ษณะเน้อื ดนิ สาํ หรบั ขาวโพดเล้ียงสัตว
ตารางที่ 3.11 การใชปยุ กับขา วโพดเลี้ยงสตั วตามลกั ษณะเน้ือดิน
เนื้อดนิ ใสปุยครง้ั ท่ี 1 ใสป ุยครง้ั ที่ 2
ดินเหนยี วสีดํา รองพืน้ พรอมปลกู เมื่อขาวโพดอายุ 25-30 วนั
ใสป ยุ 21-0-0 อตั รา 30 กิโลกรมั ตอ ไร
ใสปยุ 15-15-15 อตั รา 40 กิโลกรัมตอ ไร หรอื ใสป ยุ 46-0-0 อตั รา 15 กิโลกรมั ตอไร
ใสป ุย 46-0-0 อตั รา 15 กิโลกรมั ตอไร
ดินเหนียวสแี ดง ใสป ุย 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรมั ตอ ไร
ดนิ รว นเหนยี ว ใสป ยุ 46-0-0 อตั รา 20 กิโลกรมั ตอ ไร
ดนิ รวนปนทราย ใสปุย 15-15-15 อัตรา 60 กิโลกรัมตอ ไร
และปยุ อนิ ทรยี 500-1000 กก./ไร
5.3.2 การใชปุยตามตามลักษณะเนื้อดินสาํ หรบั ขาวโพดฝกสด
ตารางท่ี 3.12 การใชป ยุ กบั ขา วโพดฝก สด (ขา วโพดหวาน ขา วโพดขาวเหนียว และขา วโพดฝกออน) ตาม
ลักษณะเนื้อดนิ
เนื้อดนิ ใสปุยครง้ั ที่ 1 รองพน้ื พรอมปลกู ใสปยุ ครงั้ ท่ี 2 เมอ่ื ขาวโพดอายุ 25-30 วนั
ใสป ุย 16-8-8 อัตรา 50 กโิ ลกรัมตอไร ใสปยุ 46-0-0 อตั รา 45 กโิ ลกรมั ตอ ไร
ดนิ รว นเหนียว
ถึงดนิ เหนียว ใสป ยุ 15-15-15 หรือ 16-16-16 อตั รา 70 ใสป ยุ 46-0-0 อัตรา 45 กิโลกรัมตอ ไร
ดินรวนปนทราย กิโลกรัมตอ ไร
ถงึ ดินทราย
5.4 การใชปยุ ชีวภาพสาํ หรบั ขาวโพด
การใชป ุย ชีวภาพสาํ หรบั ขาวโพด ใชปยุ ชวี ภาพพีจพี ีอาร- วนั ซ่งึ ประกอบดว ยแบคทีเรยี บริเวณราก
3 ชนิด ไดแก Azospirillum brasilense Beijerinchkia mobilis และ Azotobacter sp. ไมนอยกวา 1 x 106
โคโลนีตอกรัม โดยใชปุยชีวภาพพีจีพีอาร-วัน คลุกเมล็ดขาวโพดกอนปลูกอัตรา 500 กรัม (1 ถุง) ตอเมล็ด
ขา วโพด 3-4 กิโลกรัม
71
บทท่ี 4
การใชปุยสาํ หรับพืชตระกูลถั่ว
1. ขอ มลู ท่ัวไป
1.1 ถ่วั เขยี ว
ในป พ.ศ. 2560 ประเทศไทยมีพื้นท่ีปลูกถ่ัวเขียวทั้งประเทศ 831,674 ไร และในป พ.ศ. 2561 พ้ืนที่
ปลูกลดลงเหลอื 813,847 ไร ขณะทผ่ี ลผลติ รวมลดลงจาก 109,935 ตัน เหลอื 96,443 ตัน โดยมผี ลผลิตเฉล่ยี
119-132 กิโลกรัมตอไร (สํานกั งานเศรษฐกิจการเกษตร, 2563ข) ถ่ัวเขียวสามารถแบงไดเปน 2 ชนิดคือ ถั่ว
เขียวผิวมันและถ่ัวเขียวผิวดํา ซ่ึงมีฤดูปลูกแตกตางกัน โดยถั่วเขียวผิวมันปลูกไดทั้งตนฤดูฝน ปลายฤดูฝน
และฤดูแลง ท่ัวทุกภาคของประเทศไทย แหลงปลูกท่ีสําคัญในภาคเหนือ ไดแก จังหวัดเพชรบูรณ สุโขทัย
นครสวรรค กําแพงเพชร อุทัยธานี นา น พิษณุโลก พิจิตร ตาก และอุตรดิตถ ภาคกลาง ไดแก จังหวัดลพบุรี
สระบุรี และชัยนาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไดแก จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ และขอนแกน สําหรับถั่ว
เขียวผวิ ดาํ สวนใหญจะปลกู ปละ 1 คร้ังในปลายฤดฝู น ลักษณะเดนของถ่ัวเขียวผิวดํา คือ มีความทนทานตอ
ความแหงแลงมากกวาถ่ัวเขียวผิวมัน แหลงปลูกท่ีสําคัญ ไดแก จังหวัดสุโขทัย เพชรบูรณ ตาก พิจิตร
พิษณุโลก กําแพงเพชร นาน และลพบุรี ความตองการใชถ่ัวเขียวภายในประเทศ พบวา มีการขยายตัวของ
อตุ สาหกรรมแปรรปู เปน ผลติ ภณั ฑต าง ๆ เพิ่มขึ้น ทําใหความตองการใชถ่ัวเขียวสูงข้ึนจาก 76,639 ตัน ในป
พ.ศ. 2555 เปน 114,420 ตนั ในป พ.ศ. 2559 สว นใหญใชในอุตสาหกรรมวุนเสน ซึ่งกากที่เหลือจากวุนเสน
จะนาํ ไปผสมเปนอาหารเล้ียงสตั วและปุยอนิ ทรยี สว นถ่ัวเขยี วผวิ ดํานําไปเพาะเปน ถ่ัวงอก นอกจากนี้ ยังนําไป
แปรรูปเปน แปง หรอื ใชบรโิ ภคในรูปแบบตา ง ๆ เชน ถว่ั ซีก และทาํ ขนม เปน ตน การสงออกถั่วเขียว สามารถ
สงออกในรูปเมล็ด ผลิตภัณฑวุนเสน แปงถั่วเขียว ถ่ัวซีก และถ่ัวงอกบรรจุกระปอง ซ่ึงปริมาณการสงออก
ขึ้นอยูกบั ปรมิ าณความตองการของประเทศผรู บั ซื้อ โดยการสง ออกถว่ั เขยี วของไทยในป พ.ศ. 2561 ลดลงเมื่อ
เทียบกบั ป พ.ศ. 2560 จาก 29,919 ตัน ลดลงเหลือ 24,791 ตนั คดิ เปนมูลคา 591 ลา นบาท ในป พ.ศ. 2561
และในป พ.ศ. 2560 คิดเปนมูลคา 925 ลานบาท ตลาดสงออกถั่วเขียวผิวมันท่ีสําคัญ ไดแก ประเทศ
สหรัฐอเมริกา กัมพูชา ศรีลังกา ฮองกง ฟล ิปปน ส มาเลเซยี สิงคโปร อินเดีย และอนิ โดนเี ซีย และตลาดสง ออก
ถัว่ เขยี วผิวดํา ไดแก ประเทศแคนาดา และปากีสถาน (สํานักงานเศรษฐกจิ การเกษตร, 2563ข)
1.2 ถว่ั เหลือง
ในป พ.ศ. 2554 ประเทศไทยมีพืน้ ท่ีปลูกถ่ัวเหลืองท้งั ประเทศ 376,703 ไร มผี ลผลิตทงั้ หมด 96,153
ตนั หลังจากน้นั ในป พ.ศ. 2559 มีพ้ืนที่ปลกู ลดลงเหลอื 137,254 ไร และในป พ.ศ. 2561 มีพ้ืนที่ปลูกเพิ่มขึ้น
เปน 151,312 ไร ผลผลติ เฉลี่ย 272 กิโลกรมั ตอไร (สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2563ข) ถ่ัวเหลืองมีพื้นที่
ปลูกท้ังในสภาพนาหลังเก็บเกี่ยวขาว โดยใชนํ้าชลประทาน และในสภาพดินดอนใชน้ําฝน ปลูกมากใน
ภาคเหนือ ไดแก จังหวัดแมฮองสอน เชียงราย เชียงใหม แพร สุโขทัย และลําปาง รองลงมาเปนภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื ไดแก จังหวดั ขอนแกน และเลย ในภาคกลาง ไดแ ก จังหวัดกาญจนบุรี โดยความสําคัญ
ของถ่ัวเหลอื ง คือ สามารถนําเมล็ดไปใชประโยชนหลายรูปแบบ เชน การสกัดน้ํามัน ไดกากถั่วเหลืองซึ่งเปน
แหลงโปรตีนสําหรบั ทําเปนอาหารสัตว การแปรรูปเปน ผลติ ภัณฑอ าหาร เชน นํ้านมถ่วั เหลือง เตาหู เตาเจี้ยว
ซอี ิว๊ ฯลฯ และยังสามารถบรโิ ภคสดในรปู ของถวั่ เหลืองฝกสด
72
1.3 ถว่ั ลสิ ง
พืน้ ที่ปลูกและผลผลติ ถวั่ ลิสงมแี นวโนม ลดลงจาก 211,798 ไร ในป พ.ศ. 2550 เหลือ 99,972 ไร ใน
ป พ.ศ. 2561 ผลผลิตรวมลดลงจาก 53,559 ตนั เหลือ 33,831 ตัน ผลผลติ เฉลย่ี เพิม่ ขนึ้ จาก 253 กโิ ลกรัมตอ
ไร เปน 338 กโิ ลกรัมตอไร (สํานกั งานเศรษฐกิจการเกษตร, 2563ข) แหลงปลูกท่ีสําคัญของถ่ัวลิสงอยูในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ไดแ ก จังหวัดเลย กาฬสินธุ นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานี ลําปาง
นาน เชียงราย พะเยา เชียงใหม และแพร เปนตน (กรมสงเสริมการเกษตร, 2551) เปนการปลูกในฤดูฝน
58 เปอรเซ็นต และฤดูแลง 42 เปอรเซ็นต ถั่วลิสงเปนพืชที่ผลิตไดไมเพียงพอกับความตองการใช
ภายในประเทศป พ.ศ. 2561 สามารถผลิตถั่วลิสงท้ังเปลือกได 33,831 ตัน แตมีปริมาณท่ีตองการใชถึง
138,839 ตัน ทําใหตองมีการนําเขา 70,726 ตัน และมีการสงออกเพียง 1,280 ตัน ประเทศผูผลิตท่ีสําคัญ
ไดแก สหรัฐอเมรกิ า จนี และเซเนกัล ประเทศผูผ ลิตทสี่ าํ คญั ในอาเซยี น ไดแก มาเลเซีย กัมพูชา และจีน
2. สภาพแวดลอมทเี่ หมาะสมตอการผลิตพชื ตระกูลถวั่
2.1 ถว่ั เขยี ว
2.1.1 สภาพพ้ืนที่และสมบตั ขิ องดินท่ีเหมาะสม
ถวั่ เขยี วสามารถปลกู ไดต ลอดท้ังป ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือตอนลาง
และภาคกลางตอนบน และสามารถเจรญิ เตบิ โตไดดีในดินเกือบทุกชนิดที่มีการระบายน้ําและถายเทอากาศดี
หรือทลี่ มุ ไมมีนํ้าทวมขัง มีคา ความเปนกรด-ดาง 5.5-7.0 ความอุดมสมบูรณปานกลาง อินทรียวัตถุไมต่ํากวา
1 เปอรเซ็นต ฟอสฟอรัสทเี่ ปน ประโยชนไมต่ํากวา 8 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม และโพแทสเซียมท่ีแลกเปลี่ยนได
ไมต ํ่ากวา 40 มลิ ลกิ รมั ตอ กิโลกรมั (สถาบันวิจยั พืชไรแ ละพชื ทดแทนพลงั งาน, 2556ข)
2.1.2 สภาพภูมอิ ากาศ
อุณหภมู ิทเ่ี หมาะสมตอการเจรญิ เติบโตของถั่วเขียวอยรู ะหวาง 25-35 องศาเซลเซียส ควรหลีกเลี่ยง
การปลูกในชวงอณุ หภมู ทิ ี่ตํา่ กวา 15 องศาเซลเซียส เนื่องจากจะทําใหตนถั่วเขียวชะงักการเจริญเติบโตและ
ตนแคระแกรน็ อยา งไรกต็ าม กอ นปลกู ควรพจิ ารณาถึงชวงระยะเวลาการเก็บเก่ียว ใหเก็บเกี่ยวในชวงที่ไมมี
ฝนตกชุก
2.1.3 ฤดกู ารปลกู
โดยทั่วไป การปลูกในชวงตนฤดูฝนจะปลูกในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปลายฤดูฝนปลูกในเดือน
สงิ หาคม-กันยายน สวนฤดูแลงปลูกในเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ การปลูกในฤดูแลงควรปลูกทันทีหลังเก็บ
เกย่ี วขา วนาป เพ่ืออาศยั ความชื้นในดินชว ยในการงอกของเมล็ด
2.1.4 ความตอ งการนํา้
ถวั่ เขียวมคี วามตอ งการนํา้ ตลอดฤดปู ลูกประมาณ 200-250 มลิ ลเิ มตร หรือ 320-400 ลูกบาศกเมตร
ตอ ไร การปลกู ในฤดูแลง ควรมีนาํ้ ชลประทาน หรือมีน้ําอยางเพียงพอกับความตองการของถั่วเขียว (สมชาย,
2554)
73
2.1.5 การเตรียมดนิ
ไถดว ยผาลสาม 1 ครั้ง และตากดิน 7-10 วัน พรวนดวยผาลเจ็ด 1 คร้ัง แลวคราดเก็บเศษซาก ราก
เหงา หวั ไหล ของวัชพชื ออกจากแปลงใหห มด ปรับระดบั ดนิ ใหสม่ําเสมอ หรือมีความลาดเอียงเล็กนอยเพ่ือ
ปอ งกนั น้าํ ทว ม
การปลกู แบบหวา นในสภาพนา เปนการปลูกหลังเก็บเกี่ยวขาวโดยอาศัยความชื้นในดิน ใหไถพรวน
ในขณะท่ีดนิ ยงั มคี วามช้ืนเพยี งพอสําหรบั การงอกของเมล็ด ควรเตรียมดินใหละเอยี ด หวา นเมลด็ พนั ธใุ นอัตรา
5-6 กโิ ลกรัมตอ ไร แลว พรวนดนิ กลบทนั ที เพ่ือปดผิวหนาดินกันการระเหยของน้ําใตดิน ในกรณีดินเหนียวท่ี
แหง เกนิ ไป ความชืน้ ไมเพยี งพอสาํ หรับการงอก ควรปลอ ยใหดินแหงจนแตกระแหงแลว จงึ ปลอ ยนํ้าเขาใหทวม
และระบายออกทนั ที ทง้ิ ไวจ นดนิ หมาดหรือมคี วามชน้ื พอเหมาะ จงึ ไถพรวนและปลูกตามวธิ ที ี่กลาวมาขางตน
การปลูกเปนแถว ควรปลกู แบบแถวคูบนสันรอ ง ระยะระหวางแถว 50 เซนติเมตร ระยะระหวางตน
20 เซนติเมตร จาํ นวน 2 ตนตอหลุม จะไดจํานวนตน 32,000 ตนตอไร สวนการใชเครื่องปลูก ควรเตรียมดิน
ใหละเอยี ดและสมาํ่ เสมอกอนปลูก ระยะระหวางแถว 50 เซนติเมตร จํานวน 20-25 ตนตอแถวยาว 1 เมตร
ไดจํานวนตน 64,000-80,000 ตน ตอไร (สถาบันวจิ ัยพืชไรและพืชทดแทนพลงั งาน, 2556ข)
2.2 ถัว่ เหลือง
2.2.1 สภาพพื้นทแี่ ละสมบัติของดนิ ทีเ่ หมาะสม
ถัว่ เหลืองควรปลูกในพื้นที่ดอน หรือท่ีลุมไมมีน้ําทวมขัง มีความสูงจากระดับทะเลปานกลางไมเกิน
600 เมตร (กรมวิชาการเกษตร, 2545ก และ 2545ข) ดินท่ีเหมาะสมควรเปนดินรวน ดินรวนเหนียว ดิน
เหนยี ว หรอื ดินรว นเหนียวปนทราย มีการระบายนํา้ และถา ยเทอากาศดี ระดับหนา ดินลึก 20-25 เซนตเิ มตร มี
ความอดุ มสมบูรณของดนิ ปานกลาง อินทรียวตั ถไุ มตํา่ กวา 1.5 เปอรเ ซน็ ต ฟอสฟอรัสทเ่ี ปนประโยชนไมต ํ่ากวา
12 มิลลกิ รมั ตอ กิโลกรัม โพแทสเซยี มท่แี ลกเปลย่ี นไดไ มต าํ่ กวา 50 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม และคาความเปนกรด-
ดาง 5.5-7.0 สาํ หรบั ถ่ัวเหลอื ง และ 6.0-6.8 สําหรับถ่ัวเหลอื งฝกสด
2.2.2 สภาพภมู อิ ากาศ
อณุ หภูมิท่เี หมาะสมตอการเจริญเติบโตอยูระหวาง 15-35 องศาเซลเซียส มีแสงแดดจัด สําหรับถ่ัว
เหลือง และ 15-30 องศาเซลเซียส สําหรบั ถว่ั เหลอื งฝก สด ถาอณุ หภมู ิสูงกวา 30 องศาเซลเซียส ถ่วั เหลืองฝก สดจะ
มเี ปลอื กหนา ไมไ ดม าตรฐานการสง ออก
2.2.3 ฤดกู ารปลกู
การปลูกถ่ัวเหลืองในประเทศไทย แบงเปน 3 ชวง คือ ตนฤดูฝนต้ังแตเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน
ปลายฤดูฝนประมาณกลางเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคม และฤดูแลงตั้งแตกลางเดือนธันวาคมถึง
กลางเดือนมกราคม เปน การปลูกถั่วเหลืองในเขตชลประทาน โดยปลูกในนาหลังการเก่ียวขาวและอาศัยน้ํา
จากระบบชลประทาน
2.2.4 ความตอ งการนา้ํ
ถวั่ เหลอื งมีความตอ งการนํ้าตลอดฤดปู ลูกอยใู นชว ง 344-456 มิลลิเมตร (550-730 ลกู บาศกเมตรตอ
ไร) หรือคดิ เปน ปริมาณการใชนา้ํ 4.0-5.3 มลิ ลิเมตรตอ วัน (สมชาย และศุภชัย, 2543) สําหรับในแหลงอาศัย
น้ําฝนควรมปี รมิ าณนํ้าฝนกระจายสม่ําเสมอ 1,000-1,500 มิลลิเมตรตอป ถั่วเหลืองตองการนํ้ามากท่ีสุดใน
ระยะเรมิ่ ออกดอกถึงระยะพฒั นาฝก และเมล็ด (สถาบันวจิ ัยพืชไรและพชื ทดแทนพลังงาน, 2556ข)
74
2.2.5 การเตรยี มดิน
พนื้ ที่ปลูกในสภาพนาควรเรียบสมํ่าเสมอ ระบายนาํ้ ออกไดงา ย ควรตดั ตอซงั ขา วแลวท้ิงเศษฟางใหคง
อยใู นแปลง แลว ขดุ รองนาํ้ รอบและผา นแปลงนา ระยะระหวางรอ งน้ําประมาณ 3-5 เมตร เพื่อสะดวกตอการ
ใหน ํ้าและระบายน้ําออก จากนัน้ จงึ ปลอยนา้ํ ทวมแปลงประมาณครง่ึ วันแลว ระบายออก ตากดินไว 1-2 วัน ให
ดนิ หมาดไมมีนา้ํ ขัง จากนัน้ จึงหยอดเมล็ดพนั ธุถ ั่วเหลือง (สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน, 2556ข)
สําหรับในสภาพไร (อาศัยนาํ้ ฝน) ทําการไถผาลสาม ทง้ิ ไว 5-7 วัน แลว พรวนดวยไถผาลเจด็ หรือผาลพรวนอีก
1 ครัง้ จึงทําการปลูก
2.3 ถั่วลิสง
2.3.1 สภาพพ้ืนท่แี ละสมบัติของดินทเ่ี หมาะสม
ถ่วั ลสิ งสามารถปลกู ไดในดนิ ทุกชนิด แตดินท่ีเหมาะตอการปลูกและการเจริญเติบโตของถั่วลิสง คือ
ดินรว น มหี นาดนิ ลกึ ดนิ รว นซุย เมือ่ ดินแหงหนา ดนิ ตอ งไมแ นนหรือแขง็ เปน แผน โดยเฉพาะอยา งย่งิ ในชวงลง
เข็มเพือ่ สรา งฝกและชว งเกบ็ เกีย่ ว ดินมีการระบายนํ้าดี เพราะถ่ัวลิสงไมทนตอสภาพน้ําขังท่ีมีผลทําใหชะงัก
การเจรญิ เตบิ โต มผี ลทาํ ใหผ ลผลิตลดลง ความเปนกรด-ดางของดินที่เหมาะสมสําหรับถวั่ ลสิ งทปี่ ลกู ในดนิ ทราย
และดินรว นปนทราย อยูในชวง 5.5-6.0 ถาดินมีความเปนกรด-ดางนอยกวา 5.0 จะทําใหมีอะลูมินัมละลาย
ออกมาจนเปน พิษตอถัว่ ลิสง ทาํ ใหติดปมไดชากวา ปกติ พชื จะแสดงอาการขาดไนโตรเจน และฟอสฟอรัส หาก
ดินมีความเปนกรด-ดางมากกวา 7.0 มีผลทําใหถั่วลิสงขาดจุลธาตุ ไดแก เหล็ก แมงกานีส และสังกะสี
ความสามารถในการแลกเปลย่ี นประจบุ วกของดินควรมคี ามากกวา 10 เซนติโมลตอดิน 1 กิโลกรัม มีปริมาณ
อินทรียวัตถุไมตํ่ากวา 1.5 เปอรเซ็นต ฟอสฟอรัสท่ีเปนประโยชนไมต่ํากวา 10 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม
โพแทสเซียมที่แลกเปล่ียนไดไมต่ํากวา 80 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม แคลเซียมท่ีแลกเปลี่ยนไดไมตํ่ากวา 300
มิลลิกรัมตอกโิ ลกรมั และกํามะถนั ไมต ํ่ากวา 20 มิลลิกรัมตอกโิ ลกรมั (นอย และเสถยี ร, 2524; สุวพนั ธ, 2533;
ปย ะ และคณะ, 2542)
2.3.2 สภาพภมู อิ ากาศ
ถั่วลิสงเจรญิ เติบโตไดด ีในอากาศรอ นและมีความช้ืนเพยี งพอตลอดฤดปู ลูก หากอุณหภูมิตาํ่ จะมีผลตอ
ระยะเวลาในการงอก (ทกั ษิณา, 2532) จากการทดลองในประเทศเกาหลี พบวา ทีอ่ ุณหภมู ิ 15 องศาเซลเซยี ส
ถั่วลิสงใชเวลางอกนานถึง 25 วนั จงึ โผลพนผวิ ดนิ แตเมือ่ อุณหภูมเิ พมิ่ ข้ึนเปน 18.8 องศาเซลเซียส ถั่วลิสงใช
เวลางอกเพียง 13 วัน ถั่วลิสงมีประสิทธิภาพในการสังเคราะหแสงสูงสุดท่ีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เม่ือ
อุณหภูมิเพิ่มข้ึนเปน 40 องศาเซลเซียส อัตราการสังเคราะหแสงลดลงประมาณ 25 เปอรเซ็นต และเม่ือ
อุณหภูมิลดลงเปน 10 องศาเซลเซียส อัตราการสังเคราะหแสงลดลงมากกวา 65 เปอรเซ็นต อุณหภูมิ
กลางวนั /กลางคืนทเ่ี หมาะสมสาํ หรับการเจรญิ เติบโตของถั่วลิสงอยทู ่ีประมาณ 35/25 องศาเซลเซียส
2.3.3 ฤดกู ารปลูก
การปลูกถวั่ ลสิ งในฤดฝู น
การปลูกถั่วลสิ งในฤดฝู นโดยทั่วไป แบงเปน 2 ชวง คือ 1) ตนฤดูฝน ควรปลูกในเดือนพฤษภาคมถึง
กลางเดือนมิถุนายน การปลูกในเดือนพฤษภาคมจะใหผลผลิตสูงกวาการปลูกในเดือนมิถุนายน แมวาจะมี
ปญหาการตากผลผลิต เพราะขณะเก็บเกีย่ วยังไมห มดฝน แตด ินชืน้ ทาํ ใหง ายตอ การถอน 2) ปลายฤดูฝนปลูก
ในเดอื นกรกฎาคมถงึ เดอื นสิงหาคม ถา สภาพแวดลอมปกตจิ ะใหผ ลผลิตดี แตใ นบางปท่ีฝนหมดเร็วในชวงเก็บ
เก่ียว หนาดินจะแหงและแข็ง ทําใหผ ลผลิตลดต่ําลง นอกจากน้ี ยงั ทําใหก ารเตรยี มดนิ ไดคอนขา งยาก เพราะมี
วชั พืชหนาแนน (อารนั ต, 2524)
75
ภาคเหนอื สามารถปลูกถ่ัวลิสงบนที่สูงไดทั้งตนฤดูฝนและปลายฤดูฝน สําหรับตนฤดูฝนควรปลูกใน
เดือนมนี าคม หากปลกู หลังจากน้ีจะเกิดความเสยี หายจากโรคใบจดุ และราสนิม เน่ืองจากฝนตกชุกและอากาศ
มคี วามช้ืนสงู ในชวงกลางฤดปู ลกู (จกั รี, 2526) สวนการปลกู ปลายฤดูฝน ควรปลูกในเดอื นกรกฎาคม หากปลกู
หลังจากน้ี ถวั่ ลิสงอาจขาดน้าํ ในชว งปลายของการเจริญเตบิ โต (วีระชัย และทรงเชาว, 2532)
ทางภาคใตก ารปลกู ถว่ั ลิสงตน ฤดูฝนในเขตจังหวัดสงขลาและพัทลุง ควรปลูกในเดือนเมษายน และ
พฤษภาคม ถาปลูกลาชาจะประสบปญหาโรคใบจุดรุนแรง และเมล็ดงอกในฝก เพราะเก็บเก่ียวตรงกับชวง
ปลายฤดูฝน สวนการปลูกเพ่ือเก็บเก่ียวฝกสด สามารถปลกู ไดท้งั ตนฝนและปลายฝน คือ ต้ังแตเ ดอื นตุลาคมถึง
เดอื นธนั วาคม (ไพศาล, 2525; มณฑาทพิ ย, 2532; ธรี ะพงศ, 2533)
การปลูกถั่วลสิ งในฤดูแลง
จากการศึกษาฤดูปลกู ถ่ัวลิสงในฤดูแลงในเขตทรี่ าบลมุ ภาคเหนือ พบวา ควรปลูกระหวางกลางเดือน
มกราคมถงึ เดือนกุมภาพันธ ซง่ึ เปน ชวงที่อณุ หภูมิไมตํ่าจนเกินไปและสามารถเกบ็ เกย่ี วไดในชวงฤดรู อ น และยัง
หลกี เล่ียงการเขาทําลายของโรคใบจดุ (จักรี, 2526) การปลกู ถว่ั ลิสงในฤดูแลง แบง เปน 2 แบบ คอื
1) การปลกู โดยอาศยั นา้ํ ชลประทาน ควรปลูกในเดอื นธันวาคมถงึ มกราคม หากปลูกลาชาจะมีปญหา
ฝนตกในชว งเก็บเกี่ยว
2) การปลูกหลังนา โดยอาศยั ความชื้นทเ่ี หลอื ในดิน ตองเปนพน้ื ทีท่ ่มี ีนํ้าใตดินตื้น และมปี ริมาณน้ําซบั
ในดนิ สูงเพียงพอตอ การเจริญเติบโตตลอดฤดูปลกู ควรปลกู ใหเ รว็ ทส่ี ุดหลงั จากเกบ็ เกีย่ วขา ว (ทกั ษิณา, 2532)
2.3.4 ความตองการนาํ้
กา ร ป ลูก ถั่วลิส ง ใ น ฤ ดูฝ น จ ะ ใ หผ ล ผ ลิต สูง เ มื่อ มีฝ น ต ก ก ร ะ จ า ย ส มํ่า เ ส ม อ ต ล อ ด ฤ ดูป ลูก ใ น ชว ง
90-120 วัน ระหวาง 500-600 มลิ ลเิ มตร หากถ่วั ลิสงขาดนาํ้ ในชวงระยะการเจริญเติบโตทางลาํ ตน จะมผี ลตอ
ผลผลติ นอยกวาการขาดน้ําในระยะออกดอก-ติดฝก ระยะวิกฤตของการขาดน้ําอยูระหวาง 30-60 วัน หลัง
งอก ซึ่งเปน ระยะทถ่ี ัว่ ลสิ งอยใู นชวงการแทงเขม็ และสรางฝก การขาดนํ้าจะมีผลตอจํานวนฝกตอตนมากกวา
องคประกอบของผลผลติ อนื่ ๆ
2.3.5 การเตรียมดิน
การเตรียมดนิ ในการปลกู ถั่วลสิ ง นอกจากทําใหดินรว นซุยแลว ยังชวยกําจัดวชั พชื และเหมาะตอการ
งอกของเมล็ด และท่ีสําคญั คือใหเหมาะแกการลงเข็ม การปลูกถั่วลิสงในฤดูแลงโดยใหน้ําชลประทาน พบวา
การไถพรวนและการยกรอ งปลกู จะทาํ ใหโ ครงสรางของดินรวนซยุ ขึ้น และสะดวกตอ การใหน ้ํา ความกวางของ
สันรองข้ึนอยูกับเน้ือดิน ถาเน้ือดินแนน ควรใชสันรองแคบ ประมาณ 60-100 เซนติเมตร ปลูกถ่ัวลิสงได
2 แถว แตถา ดินมกี ารระบายนาํ้ ไดดี อาจขยายสันรองใหกวางขน้ึ เปน 150 เซนติเมตร สามารถปลูกถ่ัวลิสงได
3-4 แถว
ในพนื้ ท่ีที่มีวัชพืชขึ้นหนาแนน ควรไถตากดิน 1-2 คร้ัง เพื่อใหวัชพืชตาย แตถามีปริมาณวัชพืชนอย
สามารถทาํ การไถเปด รอ งแลว หยอดเมล็ดไดเลยโดยไมตองเตรียมดิน จะใหผลผลิตใกลเคียงกับการไถพรวน
ปกติ
76
3. ความตองการธาตอุ าหารของพืชตระกูลถว่ั
พชื ตระกูลถ่วั เปน พืชทมี่ คี วามตองการธาตุอาหารไนโตรเจนสงู ในการสรางผลผลิต 300 กโิ ลกรมั ตอ ไร
อาจตอ งการใชไนโตรเจนสงู ถึง 20 กิโลกรัมตอไร แตพ ืชตระกลู ถัว่ โดยทัว่ ไปสามารถนําไนโตรเจนจากอากาศมา
ใชป ระโยชนไ ด โดยกระบวนการทางชวี เคมีท่มี จี ลุ ินทรยี ไ รโซเบยี มที่อาศยั อยูทป่ี มรากถวั่ การปลกู ถว่ั จงึ ควรคลกุ
เมล็ดดวยเช้ือไรโซเบยี มกอนปลกู อยางไรก็ตาม อาจใชปยุ เคมีไนโตรเจนรว มดว ยได แตไ มค วรเกิน 3 กิโลกรมั N
ตอ ไร โดยเฉพาะอยางยิ่งเม่ือปลูกในดนิ ทรายหรือรว นปนทราย เพื่อชว ยการเจรญิ เติบโตของถ่ัวในระยะแรกที่
จุลินทรียไรโซเบียมยงั ไมท าํ งาน การใชป ุยไนโตรเจนในอตั ราสูงจะมีผลทําใหกิจกรรมการตรึงไนโตรเจนของ
ไรโซเบยี มลดลงได (สวุ พันธ, 2542)
พชื ตระกูลถ่วั มคี วามตองการธาตอุ าหารทแ่ี ตกตา งกันดังตารางแสดงปรมิ าณธาตุอาหารทถ่ี ูกดูดใชแ ละ
สะสมในสว นตา ง ๆ ของถว่ั เขียว (ตารางท่ี 4.1) ถ่ัวเหลือง (ตารางท่ี 4.2) และถั่วลิสง (ตารางที่ 4.3) หากถ่ัว
เขียวใหผลผลิตน้ําหนักฝกแหง 270 กิโลกรัมตอไร จะมีปริมาณไนโตรเจนรวม คือ 4.30 กิโลกรัมตอ 100
กโิ ลกรัมผลผลิต โดยอยูในสว นของเมล็ดมากทสี่ ุด คือ 3.21 กโิ ลกรมั ตอ 100 กโิ ลกรมั ผลผลิต และในเปลือกฝก
0.05 กิโลกรัมตอ 100 กิโลกรัมผลผลิต ดังนั้น เม่ือเก็บเก่ียวผลผลิต ธาตุอาหารท่ีสูญหายไปกับผลผลิต
ประกอบดว ยไนโตรเจน 3.26 กโิ ลกรมั ตอ 100 กโิ ลกรมั ผลผลติ ฟอสฟอรัส 0.056 กิโลกรัมตอ 100 กิโลกรัม
ผลผลิต และโพแทสเซยี ม 1.34 กโิ ลกรมั ตอ 100 กโิ ลกรัมผลผลิต แตไนโตรเจนที่สะสมในสวนตางๆ ของพืช
ตระกูลถว่ั จะไดจ ากการตรงึ ไนโตรเจนจากบรรยากาศ และการดูดใชจากดนิ โดยพบวา ไรโซเบียมทอ่ี าศยั ทีป่ ม
รากถั่วเขยี วตรึงไนโตรเจนจากบรรยากาศได 10-55 กโิ ลกรมั ไนโตรเจนตอไรตอป ในขณะที่ไรโซเบียมท่ีอาศัย
ท่ีปมรากถ่ัวเหลืองตรึงไนโตรเจนได 10-27 กิโลกรัมตอไรตอป และไรโซเบียมท่ีอาศัยในปมรากถั่วลิสงตรึง
ไนโตรเจนได 12-20 กิโลกรมั ไนโตรเจนตอไรต อป (FAO, 1984) การใชเช้ือไรโซเบียมที่เหมาะสมกับพันธุถั่ว
สามารถทดแทนการใชป ยุ ไนโตรเจนได ยงั คงมเี ฉพาะฟอสฟอรสั ท่ีตอ งใสในอัตรา 9 กิโลกรัมตอไรหรือใสตาม
คา วเิ คราะหด ิน
ตารางท่ี 4.1 ปรมิ าณธาตุอาหารท่ีถั่วเขียวดดู ใชและกระจายไปสะสมยงั สวนตา ง ๆ
ผลผลติ สวนของพืช ธาตอุ าหาร (กก./100 กก. ผลผลิต)
(กก./ไร) ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรสั (P) โพแทสเซียม (K)
ตน
270 ใบ 0.33 0.02 1.53
เมลด็ 0.71 0.03 0.66
เปลอื กฝก 3.21 0.05 1.17
รวม
0.05 0.006 0.17
4.30 0.10 3.53
77
ตารางที่ 4.2 ปริมาณธาตอุ าหารท่ถี ั่วเหลอื งดูดใชแ ละกระจายไปสะสมยงั สวนตาง ๆ
ผลผลิต สวนของพชื ธาตอุ าหาร (กก./100 กก.ผลผลติ )
(กก./ไร) ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรสั (P) โพแทสเซยี ม (K)
300 เมลด็ 6.10 0.70 1.93
ตน + ใบ 1.93 0.27 1.23
ราก 0.97 0.13 0.70
รวม 9.00 1.10 3.86
ที่มา: นอ ย และนพชัย (2535); เสถยี ร และคณะ (2526); สมชาย และศุภชัย (2543)
ตารางที่ 4.3 ปริมาณธาตอุ าหารที่ถ่ัวลิสงดูดใชแ ละสะสมในสว นตา ง ๆ
ผลผลติ สว นของพืช ธาตอุ าหาร (กก./100 กก.ผลผลติ )
(กก./ไร) ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรสั (P) โพแทสเซียม (K)
300 เมลด็ 4.83 0.30 0.63
ตน +ใบ 2.33 0.13 2.37
เปลือกฝก 0.37 0.03 0.17
รวม 7.53 0.46 3.17
ทมี่ า: นอ ย และนพชัย (2535); เสถียร และคณะ (2526)
ตารางท่ี 4.4 ระดับความอดุ มสมบรู ณของดินและธาตอุ าหารทเ่ี หมาะสมสาํ หรบั ถ่ัวเหลอื งและถ่ัวลสิ ง
คณุ สมบัตทิ างเคมี ระดบั ขาด ระดบั เพยี งพอ ระดบั สงู
ถ่ัวเหลือง ถ่วั ลิสง ถว่ั เหลอื ง ถว่ั ลสิ ง ถว่ั เหลอื ง ถั่วลสิ ง
ความเปน กรด-ดา ง < 5.5 < 5.0 5.5 - 6.0 5.0 - 6.0 6.0 - 6.8 6.0 - 6.8
1 - 1.5 1 - 1.5 > 1.5 > 1.5
อนิ ทรียวัตถุ (%) <1 <1 8 - 12 5 - 10 > 12 > 10
50 - 100 40 - 80 > 100 > 80
ฟอสฟอรสั ท่เี ปนประโยชน (มก./กก.) <8 <5 100 - 140 80 - 120 > 140 > 120
20 - 30 10 - 20 > 30 > 20
โพแทสเซียมท่ีแลกเปลีย่ นได (มก./กก.) < 50 < 40 14 - 20 10 - 14 > 20 > 14
3 - 20 3 - 20 > 20 > 20
แคลเซียมท่แี ลกเปลยี่ นได (มก./กก.) < 100 < 80
-- --
แมกนเี ซียมท่ีแลกเปลยี่ นได (มก./กก.) < 20 < 10 0.13 - 0.20 0.13 - 0.20 > 0.20 > 0.20
กํามะถันทสี่ ามารถสกัดได (มก./กก.) < 14 < 10 -- --
-- --
เหล็กทส่ี ามารถสกัดได (มก./กก.) <3 <3
สังกะสที ส่ี ามารถสกัดได (มก./กก.) < 0.3 < 0.3
โบรอนที่สามารถสกดั ได (มก./กก.) < 0.13 < 0.13
โมลิบดินมั ทส่ี ามารถสกัดได (มก./กก.) (รว นทราย) < 0.12
(รว นเหนียว) < 0.4
ทีม่ า: สวุ พนั ธ และเพ่ิมพนู (2532); สมชาย และศุภชัย (2543)
78
ตารางที่ 4.5 ระดับความตองการธาตอุ าหารของถ่ัวลสิ งกอนการสรา งเมล็ด ประเมนิ จากระดับธาตอุ าหารในใบ
ออนที่คลี่เต็มทีแ่ ลว ของถ่ัวลิสง
ธาตอุ าหาร ระดบั ขาด ระดับเพียงพอ ระดบั สงู
ไนโตรเจน (%ของนาํ้ หนกั แหง) <3.8 3.8-4.5 >4.5
ฟอสฟอรัส (%ของน้าํ หนกั แหง) <0.23 0.23-0.40 >0.40
โพแทสเซียม (%ของนํ้าหนกั แหง) <1.3 1.4-2.5 >2.60
แคลเซียม (มก./กก.ของน้ําหนกั แหง ) <1.0 1.0-2.0
แมกนีเซียม (มก./กก.ของน้ําหนักแหง ) <0.25 0.25-0.80 -
กาํ มะถัน (%ของนํา้ หนกั แหง ) <0.20 0.21-0.30 -
เหลก็ (มก./กก.ของนํา้ หนักแหง) <35 35-300 >0.30
แมงกานสี (มก./กก.ของน้าํ หนกั แหง) <10 50-350 -
ทองแดง (มก./กก.ของนา้ํ หนกั แหง ) <1.7 1.8-5.0 600-800
สังกะสี (มก./กก.ของนา้ํ หนักแหง ) <18 18-50 >5.0
โบรอน (มก./กก.ของนํ้าหนักแหง ) <23 24-50 >200
โมลิบดนิ มั (มก./กก.ของนาํ้ หนักแหง ) <0.05 0.05-1.00 >50
ดดั แปลงจาก Reuter and Robinson (1997) >1.00
4. อาการขาดธาตอุ าหารของพืชตระกลู ถ่ัว
ไนโตรเจน (Nitrogen: N)
ไนโตรเจนเปนธาตุที่เคล่ือนยายได อาการขาดธาตุไนโตรเจนเริ่มจากใบแกจะกลายเปนสีเขียวออน
สม่ําเสมอ หากยังขาดธาตุอาหารตอเน่ือง ใบแกจะเปล่ียนเปนสีเหลือง ในขณะท่ีใบออนยังคงมีสีเขียวออน
(ภาพท่ี 4.1) ตนแคระแกร็น ระยะท่ีมีการขาดธาตุอาหารรุนแรง ใบแกจะเปล่ียนเปนสีเหลืองเขมและสีขาว
ตามลาํ ดบั จากน้ันใบจะเปลย่ี นเปน สนี าํ้ ตาลและลุกลามเขาสูกลางใบเปนรูปตัววี (V) ใบจะแหงและรวงกอน
กาํ หนด ทําใหเ กิดการเจริญเตบิ โตชา ลาํ ตน บางและยดื ยาว การแตกกิง่ และการออกดอกลดลงอยางเห็นไดชัด
การสรา งฝก และเมลด็ ลดลง สง ผลใหผลผลติ ตา่ํ และมโี ปรตีนในเมลด็ ลดลง
อาการขาดไนโตรเจนของพชื ตระกูลถ่ัวมักพบในดินที่มีอินทรียวัตถุต่ํา เชน ดินทรายท่ีถูกชะลางจาก
ฝนตกหนกั หรือการใหน ํ้าท่มี ากเกนิ ไป ดนิ ทีข่ าดความอุดมสมบูรณจากการปลูกพืชอยางตอเน่ือง สภาวะน้ํา
ทว มขงั และดนิ ทมี่ คี วามเปน กรด-ดาง ต่าํ กวา 6.0 หรือสงู กวา 8.0
พืชตระกูลถ่ัวตองการไนโตรเจนมากกวาธาตุอื่น ๆ แหลงไนโตรเจนมาจากดินและการตรึงกาซ
ไนโตรเจนจากบรรยากาศโดยการทาํ งานรว มกนั ของพชื ตระกลู ถ่วั และเช้อื แบคทีเรียไรโซเบียมจากการสรา งปม
ทร่ี าก ซ่ึงถา ทํางานไดส มบูรณสามารถผลิตไนโตรเจนไดพ อเพียงกับความตองการของถ่ัว การใสปุยไนโตรเจน
กับพชื ตระกูลถัว่ จงึ ไมค วรใสเ กิน 3 กิโลกรมั ไนโตรเจนตอ ไร หากใสปยุ ไนโตรเจนมากเกินไป กจิ กรรมการตรึง
ไนโตรเจนจากบรรยากาศของเชอ้ื ไรโซเบียมจะลดนอ ยลง ควรคลุกเชื้อไรโซเบียมกอนปลูกเพ่ือเพ่ิมไนโตรเจน
และความเปนประโยชนของปุย (เสถียร, 2542) พืชตระกูลถั่วมีความตองการไนโตรเจนเพียงเล็กนอยใน
ระยะแรกของการเจริญเติบโต เน่ืองจากปมท่ีรากถ่ัวมีการเจริญเติบโตอยางชาๆ ในชวงแรก เม่ือปม
เจริญเติบโตเต็มที่ สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศไดอยางมีประสิทธิภาพ จึงไมมีความจําเปนท่ีจะใช
79
ไนโตรเจนจากปุย ไนโตรเจน การขาดไนโตรเจนในพชื ตระกูลถวั่ มักมีสาเหตุจากการสรางปมไดไมดีในพ้ืนที่นํ้า
ขงั หรือขาดธาตุอาหารท่จี าํ เปน ตอ การสรา งปม เชน ธาตุฟอสฟอรัส และโมลิบดีนัม ทําใหการตรึงไนโตรเจน
ของเช้อื ไรโซเบยี มตา่ํ
การจัดการธาตไุ นโตรเจนสาํ หรับพชื ตระกูลถ่ัว สามารถทําไดโดย
1) วเิ คราะหป ริมาณไนโตรเจนในดินกอนปลกู
2) ใสปยุ ไนโตรเจนตามปริมาณทแ่ี นะนํา โดยใสปุยอินทรีย ปุยชีวภาพไรโซเบียม หรือปุยไนโตรเจน
เชน ยูเรีย
3) หากถัว่ แสดงอาการขาดไนโตรเจน สามารถฉดี พน ปุยไนโตรเจนทางใบ โดยใชป ุยยเู รีย 2% น้าํ หนัก
ตอ ปริมาตรสารละลาย (400 กรมั ตอนาํ้ 20 ลติ ร) ฉีดพนทุก 10-15 วัน
ภาพท่ี 4.1 อาการขาดธาตไุ นโตรเจนของ ก) ถ่ัวลสิ ง ข) ถ่วั เขียว และ ค) ถั่วเหลอื ง
แหลง ทม่ี าภาพ : ก) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ฟอสฟอรัส (Phosphorus: P)
การขาดธาตุฟอสฟอรัสในพืชตระกูลถั่วทําใหการสังเคราะหแสงและการตรึงไนโตรเจนลดลง การ
เจริญเติบโตชา ลําตนบางและสูงชะลูด ปลองสั้น ฟอสฟอรัสเปนธาตุท่ีเคล่ือนยายไดในพืช ดังน้ันจะแสดง
อาการขาดในใบลางกอน หลงั จากน้นั แสดงอาการขาดสว นยอด ตนจะแคระแกรน็ ใบเล็กผดิ ปกติ ปลายใบโคง
งอเปนรปู ถว ย (ภาพที่ 4.2) และลําตน อาจจะกลายเปน สีมว งหรือสีแดง หากยงั ขาดธาตฟุ อสฟอรัสตอเน่ือง ใบ
ท่ีมีสีเขียวเขม จะเปลี่ยนเปน สีมวงคลา้ํ โดยจะเกดิ ขึ้นท่ีใบลางกอนขึ้นไปที่ใบบน ใบแกจะเปลย่ี นเปน สีเหลือง สี
นํา้ ตาลและรวงกอนกาํ หนด มรี ากแกวสั้น รากฝอยไมเ จริญ หากขาดธาตฟุ อสฟอรสั รนุ แรง ลําตนอาจบิดเบี้ยว
ออกดอกชา แกช า การติดฝก และเมลด็ นอย เกิดเมล็ดลีบมาก อายุการเกบ็ เก่ียวลา ชา สง ผลใหผลผลิตตา่ํ
อาการขาดธาตุฟอสฟอรัสของพืชตระกูลถ่ัว มักพบในดินท่ีมีอินทรียวัตถุตํ่า ดินดางและดินเนื้อปูน
ดนิ ที่ขาดความอุดมสมบูรณจากการปลกู พืชอยางตอเน่อื ง ดินกรดและดินที่มีการใหนํ้ามากเกินไป ดินท่ีหนา
ดินถกู ชะลางไปจากการกัดเซาะ ดินที่มคี วามเปนกรด-ดาง ตา่ํ กวา 6.0 หรอื ระหวาง 7.5-8.5
80
การจดั การธาตฟุ อสฟอรสั สําหรับพชื ตระกลู ถ่ัว สามารถทําไดโดย
1) วเิ คราะหปริมาณฟอสฟอรสั ในดนิ กอ นปลูก
2) ใสปยุ ฟอสเฟตตามปรมิ าณท่ีแนะนําโดยใสปุยอินทรีย ใสหินฟอสเฟตรวมกับปุยชีวภาพจุลินทรีย
ละลายฟอสเฟต หรือปยุ ฟอสเฟต เชน ไดแอมโมเนยี มฟอสเฟต
ภาพท่ี 4.2 ลกั ษณะอาการขาดธาตฟุ อสฟอรสั ของถ่ัวเขียว (ก และ ข) และถัว่ เหลอื ง (ค)
แหลง ท่มี าภาพ : ก) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
โพแทสเซยี ม (Potassium: K)
โพแทสเซียมเปนธาตุทเ่ี คลอ่ื นทีไ่ ด จึงมักจะแสดงอาการขาดที่ใบแก ขณะที่ใบออนยังคงมีสีเขียวเขม
ปลายใบ ขอบใบ และเสนกลางใบจะมีสเี หลืองซดี (ภาพที่ 4.3) หากพชื ตระกูลถว่ั ขาดโพแทสเซียมอยา งรุนแรง
ขอบใบจะแหงเปลี่ยนเปนสีนํ้าตาลไหมแลวลุกลามสูเสนกลางใบ ใบแหงเกรียมและรวงกอนกําหนด แคระ
แกรน็ ปลองสน้ั การแตกแขนงลดลง เจรญิ เติบโตชา ลําตนออนแอหักลมงาย ฝกหรือเมล็ดมีอาการเหี่ยวยน
หรือบดิ เบยี้ ว
อาการขาดธาตโุ พแทสเซยี มมีแนวโนม ทจ่ี ะเกิดข้นึ ในดนิ ทม่ี ีอนิ ทรียวตั ถแุ ละปรมิ าณโพแทสเซยี มในดิน
ตาํ่ ดินทรายท่ีมกี ารชะลา งสูงหรือใหน้ํามากเกินไป และดินท่มี คี วามเปนกรด-ดาง ตา่ํ กวา 6.0
การจัดการธาตโุ พแทสเซยี มสาํ หรับพชื ตระกูลถัว่ สามารถทําไดโดย
1) วเิ คราะหปรมิ าณโพแทสเซยี มในดินกอ นปลูก
2) แกไขปญ หาดนิ กรด โดยหวา นปนู ขาวพรอมกบั การไถเตรยี มดนิ กอนปลูก 2 สัปดาห
3) ใสป ุย อนิ ทรยี ก อ นปลกู 500 กิโลกรมั ตอไร
4) ใสป ุยโพแทชตามคําแนะนาํ การใชปุยตามคาวเิ คราะหดนิ
81
ภาพท่ี 4.3 อาการขาดธาตโุ พแทสเซยี มของ ก) ถว่ั เหลือง ข) ถั่วลสิ ง และ ค) ถัว่ เขียว
แหลง ท่ีมาภาพ : ก) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
กาํ มะถนั (Sulfur: S)
กํามะถันเปนธาตุท่ีจําเปนตอการสรางโปรตีน เพ่ิมขนาดและน้ําหนักของเมล็ด ความยาวฝกและ
จาํ นวนฝกตอตน เปนองคป ระกอบของคลอโรฟลล กระตุนใหเกิดการเจริญเตบิ โตของตน กาํ มะถนั เปน ธาตทุ ไี่ ม
เคลอ่ื นท่ีภายในพืช อาการขาดธาตกุ าํ มะถนั จึงปรากฏที่ใบออ นหรือสว นท่ีกําลงั เจรญิ เตบิ โตกอ น ใบออนจะมีสี
จางลงเปนสีเขยี วออ น ขณะทใี่ บแกย ังคงมีสเี ขยี ว หากยังขาดธาตุอาหารอยางตอเน่ือง ใบออนจะกลายเปนสี
เหลืองหรือเหลืองซีด กอนจะลุกลามสูใบลาง ใบมีขนาดเล็กลง ขอบใบจะโคงงอ เกิดเน้ือเย่ือตาย ตนแคระ
แกรน็ ปลองส้นั ลาํ ตนมกั จะแขง็ เรียว หรือเลก็ การเจรญิ เติบโตชะงัก การออกดอกไมแ นนอน (ภาพที่ 4.4)
อาการขาดกาํ มะถันมแี นวโนม ท่จี ะเกดิ ข้นึ ในดินทม่ี ีอินทรยี วัตถตุ ่ํา ดนิ ทรายทม่ี ีการชะลางสงู หรือการ
ใหน้ําท่ีมากเกนิ ไป และดินที่มีความเปน กรด-ดาง ต่าํ กวา 6.0
การจัดการธาตกุ ํามะถันสําหรบั พชื ตระกลู ถวั่ สามารถทาํ ไดโดย
1) วิเคราะหปรมิ าณกาํ มะถนั ในดนิ กอ นปลูก
2) ใหปยุ ตามปรมิ าณกํามะถนั ท่แี นะนําใหใ ช เชน ยปิ ซัม โดยการผสมกับหนาดนิ กอ นหวา นเมลด็
3) ใหปยุ ในรูปของแอมโมเนยี มซัลเฟต แมกนเี ซียมซัลเฟต หรือโพแทสเซียมซัลเฟต
82
ภาพท่ี 4.4 อาการขาดธาตกุ าํ มะถนั ของ ก) ถั่วลสิ ง ข) ถ่ัวเหลอื ง และ ค) ถ่ัวเขยี ว
แหลง ทีม่ าภาพ : ก) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
แคลเซยี ม (Calcium: Ca)
แคลเซียมเปน ธาตุที่ชวยสงเสริมการดูดใชไนโตรเจน จําเปนมากในระยะออกดอกและระยะท่ีสราง
เมล็ด เพราะชวยในการเคล่อื นยายและเก็บรกั ษาคารโบไฮเดรตและโปรตนี ในพืช เพอ่ื นําไปใชในการสรางเมลด็
ควบคุมการดูดใชธ าตุโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ถาพืชดูดใชธาตุแคลเซียมมากเกินไปจะแสดงอาการขาด
ธาตุเหล็ก กํามะถัน และฟอสฟอรัสได พืชท่ีขาดธาตุแคลเซียมจะแสดงอาการบริเวณเนื้อเย่ือที่กําลัง
เจริญเตบิ โต เชน ปลายฝก ปลายราก ยอด ตา และชอ ดอก ใบออ นจะไมคลอ่ี อกจากกนั บิดเบย้ี ว เล็ก และมีสี
เขยี วเขมผิดปกติ ใบมลี ักษณะคลายถวยและยน ยอดออ นแหง ตาย และใบจะมีการมว นงอไปขางหนาและขาด
เปนริ้ว ๆ ซึ่งจะแสดงอาการที่ใบออนกอน ตาและดอกจะไมพัฒนาและรวงหลนเร็ว กานใบอาจแตก การ
พัฒนาของระบบรากผดิ ปกติ ลําตน ออ นแอ ถ่ัวลิสงดดู ใชธ าตแุ คลเซยี มในการสรา งเมลด็ ผานทางเปลือกของฝก
โดยตรงโดยซึมผานไปกับนํ้า ถ่ัวลิสงที่ขาดนํ้าจึงอาจมีอาการขาดธาตุแคลเซียมเชนกัน ถ่ัวลิสงท่ีขาดธาตุ
แคลเซียมอยางรุนแรงยอดออนจะแหงตาย รากส้นั หนาเปน กระจุก ออกดอกและติดฝกนอย เมล็ดจะไมเต็มฝก
(ภาพท่ี 4.5) หรอื เมล็ดลีบเล็กและเหีย่ วยนเปน สนี ํ้าตาล ในกรณีขาดไมรุนแรง เมล็ดอาจเจรญิ เต็มฝกแตจะเกดิ
การตายบริเวณยอดตนออนในเมล็ด (dark plumule) มอี าการยอดของตนออ นเนาดาํ มผี ลทาํ ใหคุณภาพของ
เมล็ดในดานความงอกและความแขง็ แรงของตนกลา ตาํ่
อาการขาดธาตแุ คลเซยี มมีแนวโนมท่จี ะเกดิ ข้นึ ในดินท่มี ีอินทรยี วัตถุตํ่า ดินที่มีความเปนกรด-ดาง ตํ่า
กวา 6.0 และดินท่ใี สป ยุ แอมโมเนยี มมากเกนิ ไป ทาํ ใหดนิ เปน กรดเพิ่มขึ้น
การจดั การธาตแุ คลเซียมในพืชตระกูลถัว่ สามารถทาํ ไดโดย
1) วเิ คราะหป ริมาณแคลเซยี มในดนิ กอ นปลกู
2) ใสส ารปรบั ปรงุ ดินที่เปน แหลง ใหธาตแุ คลเซยี ม หากดนิ มคี วามเปนกรด-ดาง ต่ํากวา 5.5 ใหใสปูน
ปรบั ปรงุ ดนิ เชน ปูนขาว หินปนู ปูนมารล และโดโลไมต อตั รา 100 กิโลกรัมตอ ไร โดยหวานกอ นการไถเตรียม
ดิน หรอื ใสยปิ ซัมชว งออกดอกในอัตรา 50 กโิ ลกรมั ตอไร
83
ภาพท่ี 4.5 อาการขาดธาตแุ คลเซียมและโบรอนของถัว่ ลสิ ง
แหลงที่มาภาพ : กองปฐพีวิทยา (2543)
แมกนเี ซยี ม (Magnesium: Mg)
แมกนีเซียมเปนธาตทุ ี่เคลือ่ นท่ีไดในพืช อาการขาดธาตุแมกนีเซียมปรากฏที่ใบลางกอน แลวคอย ๆ
ลามขน้ึ ขา งบน สงั เกตอาการไดในใบแก ก่งิ กานออนแอ เกิดโรคไดงา ย ขอบใบเหลอื งซดี แลวลามไปสูเ สนกลาง
ใบและอาจกอใหเกิดแผล (ภาพที่ 4.6) ในขณะท่ีกานใบหรือเสนใบยังคงมีสีเขียวเขม หากขาดแมกนีเซียม
รนุ แรง ใบจะแหง หรอื ตายไป
อาการขาดธาตุแมกนีเซยี มมีแนวโนมที่จะเกิดขึ้นในดินทรายท่ีเปนกรดและถูกชะลางหรือใหนํ้ามาก
เกินไป ดินมคี วามเปนกรด-ดา ง ตาํ่ กวา 6.0 หรือสงู กวา 8.5
การจัดการธาตแุ มกนเี ซยี มสําหรับพืชตระกูลถวั่ สามารถทาํ ไดโ ดย
1) วิเคราะหป รมิ าณแมกนีเซยี มในดนิ กอ นปลกู
2) ใสปุยที่ใหธาตุแมกนีเซียมในรูปเกลือท่ีละลายน้ําไดกอนปลูก เชน แมกนีเซียมซัลเฟต หรือ
แมกนีเซียมคลอไรด
3) กรณที ด่ี ินเปนกรด มคี า ความเปน กรด-ดา ง ต่าํ กวา 6.0 ใหปรับปรงุ ดนิ ดวยโดโลไมต 100 กิโลกรัม
ตอไร
ภาพท่ี 4.6 อาการขาดแมกนเี ซยี มในถว่ั ลสิ ง (ก และ ค) และถ่วั เหลอื ง (ข)
แหลงทมี่ าภาพ : ก) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
84
เหล็ก (Iron: Fe)
เหลก็ เปน ธาตุทเี่ คล่อื นที่ไมไ ดภ ายในพชื อาการขาดจะปรากฏท่ีใบออนกอน ใบออนจะมีสีเหลืองซีด
จนถงึ สีขาว แตเสน กลางใบยังคงสเี ขียวอยู หากขาดรุนแรงใบออนจะกลายเปน สขี าว เสน ใบจะมีสีจางลง เซลล
ใบตายเปนหยอม ๆ (necrotic spots) เปนจุดสีนํ้าตาลโดยเฉพาะอยางย่ิงที่ขอบใบ (ภาพที่ 4.7) มีปมราก
(nodules) นอยหรือปมรากไมพัฒนาและตรึงไนโตรเจนไดต่ํา ลําตนบาง แคระแกร็นและใบมีขนาดเล็ก มี
จาํ นวนฝก และขนาดของฝกลดลง ใหผ ลผลติ ต่าํ อายุการเก็บเก่ียวชา
อาการขาดธาตเุ หลก็ มีแนวโนมท่ีจะเกดิ ขึน้ ในดนิ ทราย ดินดางและดินเน้ือปูนที่มีธาตุเหล็กละลายอยู
นอ ยมาก ดนิ กรดท่ีมปี รมิ าณธาตสุ ังกะสี แมงกานีส ทองแดงละลายอยใู นปรมิ าณสูง ทําใหการดูดใชธาตุเหล็ก
นอยลง และดนิ ที่มคี วามเปนกรด-ดา งสงู กวา 7.5
การจัดการธาตเุ หล็กสามารถทําไดโ ดย
1) วิเคราะหปริมาณธาตเุ หล็กในดินกอ นปลกู
2) ใสปยุ อนิ ทรียกอ นปลูก
3) ใสเหล็กซัลเฟต (FeSO4) อัตรา 25 กิโลกรัมตอไร หรือเหล็กคีเลต 10 กิโลกรัมตอไร หรือฉีดพน
ทางใบดวยสารละลายเหล็กซัลเฟต หรือเหล็กคีเลต ความเขมขน 0.5 เปอรเซ็นต (100 กรัมตอน้ํา 20 ลิตร)
ควรพนซํ้าทกุ 10-15 วนั
ภาพที่ 4.7 อาการขาดธาตเุ หลก็ ของ ก) ถั่วเหลอื ง ข) ถ่วั ลิสง ค และ ง) ถัว่ เขยี ว
แหลง ทีม่ าภาพ : ก) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ข) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ค) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
ง) Dr. Prakash Kumar and Dr. Manoj Kumar Sharma (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
สงั กะสี (Zinc: Zn)
สังกะสีเปนธาตุท่ีเคลื่อนท่ีไมไดในพืช อาการขาดธาตุสังกะสีจะเกิดท่ีใบออนกอนไปสูใบแก ลําตน
แคระแกรน็ และแตกก่งิ ลดลง อาการขาดจะปรากฏเดนชัดในชวงระยะแรกของการเจริญเติบโตภายใน 2-3
สัปดาหหลังเมล็ดงอก เร่ิมจากใบแกมีสีเหลืองหรือขาวเปนทางสลับเขียว แถบสีเหลืองหรือขาวจะเร่ิมเกิด
บริเวณปลายใบแลวลุกลามสโู คนใบ และแพรไปยังใบลางตําแหนงใบที่ 2-3 จากยอด การสูญเสียสีเขียวของ
เน้ือเยื่อกลางใบคลายการฟอกสี เสน กลางใบยังมีสเี ขียว (ภาพท่ี 4.8) หากขาดรนุ แรง ใบทีม่ ีอาการจะมเี นื้อเยอ่ื
85
ตายเปน จุดสนี า้ํ ตาลบรเิ วณเสนใบ คลา ยเปนโรคราสนมิ (rust) ตาดอกและผลลดลง ใบทม่ี ีอาการเน้ือเยื่อตาย
จะเกิดเปนรู
อาการขาดธาตุสังกะสมี ีแนวโนม ที่จะเกิดขึ้นในดนิ ทราย สภาพอากาศเย็นและเปยกชื้น ดินท่ีมีการใช
ปยุ ฟอสเฟตมากเกนิ จะขัดขวางการดูดใชธ าตสุ งั กะสขี องพชื ดินทม่ี คี วามเปนกรด-ดาง ต่าํ กวา 5.0 หรือสงู กวา
7.5
การจดั การธาตสุ งั กะสีสามารถทาํ ไดโ ดย
1) วิเคราะหป ริมาณสงั กะสีในดินกอ นปลูก
2) ใสป ุยอนิ ทรียก อนปลกู
3) ใสซงิ คซัลเฟตอัตรา 0.8-4.8 กโิ ลกรมั ตอไร หรือสงั กะสีคีเลต 1.6 กโิ ลกรมั ตอ ไร ทุก 2 ปในบริเวณ
ที่ขาดธาตสุ งั กะสี ไมควรผสมธาตสุ ังกะสรี ว มกับปุยฟอสเฟต
ภาพท่ี 4.8 อาการขาดสงั กะสีของ ก) ถัว่ ลิสง และ ข) ถั่วเขียว
แหลงท่ีมาภาพ : ก) และ ข) Dr. Prakash Kumar (P. Kumar and M.K. Sharma, 2013)
โบรอน (Boron: B)
อาการขาดธาตุโบรอนเร่มิ แรกคือ ยอดและตายอดบิดงอ ใบออ นบางและโปรง ใสผดิ ปกติ เสน กลางใบ
หนากราน และตกกระ มสี ารเหนยี ว ๆ ออกมาตามเปลอื กของลําตน ก่ิงกานสั้นและแข็งกระดาง ฝกเล็กและ
แข็งผดิ ปกติ มีเปลอื กหนา ถว่ั ลิสงทข่ี าดโบรอนจะเกิดแผลปริแตกเปนทางยาวตามกิ่งและลําตน ออกดอกชา
และมีจาํ นวนนอย เมลด็ มีน้าํ หนักเบาเพราะเกดิ อาการเมล็ดกลวง (hollow heart) (ภาพท่ี 4.9) ทําใหผลผลิต
ลดลงและเปอรเซ็นตค วามงอกต่าํ
อาการขาดธาตโุ บรอนมีแนวโนม ท่ีจะเกิดข้ึนในพืชที่ไดรับผลกระทบจากสภาวะแลงหรือขาดนํ้ามาก
สง ผลใหอาการขาดโบรอนรนุ แรงยิ่งข้ึน ดินทราย ดินท่ีมีความเปนกรด-ดางสูงกวา 6.0 หรือดินที่มีการใสปูน
มากเกนิ ไป ถว่ั ลิสงทปี่ ลกู ในดนิ เนือ้ หยาบที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ําและมีการชะลางสูง ดินที่มีปริมาณแรดิน
เหนียวมาก ทําใหความเปนประโยชนของโบรอนในดินลดลง และมักเกิดขึ้นกับถั่วลิสงซ่ึงไวตอการขาดธาตุ
โบรอน
การจัดการธาตโุ บรอนสําหรับพืชตระกูลถั่ว สามารถทาํ ไดโ ดย
1) วิเคราะหป ริมาณโบรอนในดินกอ นปลูก
2) ใสป ุยอินทรียก อนปลูก
86
3) ใสปุยบอแรกซผสมนํ้าอัตรา 40-60 กรัมตอไร ฉีดพนทางใบในรูปปุยน้ํา หรือฉีดพนกรดบอริก
ความเขมขน 0.3 เปอรเ ซ็นต (60 กรมั ตอ นาํ้ 20 ลิตร) ในระยะออกดอกและระยะลงเขม็
ภาพที่ 4.9 อาการเมล็ดกลวง (hollow heart) ของถว่ั ลสิ งทขี่ าดธาตโุ บรอน
แหลงท่มี าภาพ : กองปฐพีวิทยา (2543)
โมลบิ ดีนมั (Molybdenum: Mo)
พชื ตระกลู ถวั่ ทีข่ าดโมลบิ ดนิ มั จะแสดงอาการที่ใบแกกอ นหรอื บางครัง้ อาจแสดงอาการท่ีใบกลางกอน
เพราะธาตนุ ้ีเคลอ่ื นยายไดปานกลางในตนพืช ใบจะแสดงอาการเหลืองสม่ําเสมอทั้งเน้ือใบและเสนใบคลาย
อาการขาดไนโตรเจนแตพืชที่ขาดโมลิบดนิ ัมรุนแรงจะเกดิ อาการตายของเนือ้ เย่ือตามขอบใบอยา งรวดเร็วขอบ
ใบไหม มวนลงเลก็ นอยคลา ยหลอด เพราะมีไนเทรตสะสมอยูในสว นตา ง ๆ ของตนในปริมาณสูงผิดปกติ
อาการขาดธาตโุ มลบิ ดีนมั มีแนวโนม ทจ่ี ะเกิดขนึ้ ในดินท่ีมีความเปน กรด-ดาง ต่ํากวา 4.0 ท่ีมีเหล็กและ
อะลมู ินัมออกไซดส งู ทําใหก ารดดู ยึดโมลิบเดท (MoO42-) บนผิวของอนภุ าคดินเกดิ ข้นึ มาก
การจดั การธาตุอาหารสามารถทําไดโดย
1) แกป ญ หาดนิ เปน กรด โดยหวา นปูนขาวพรอมไถเตรียมดิน 2 สัปดาหกอ นปลกู
2) ฉีดพนแอมโมเนียมโมลิบเดตความเขม ขน 0.01 - 0.05 เปอรเซ็นต (2-10 กรัมตอนํ้า 20 ลิตร) ทุก
ระยะ 10 วัน
5. การใชป ยุ ชีวภาพไรโซเบยี มสาํ หรบั พืชตระกูลถวั่
ปุยชีวภาพไรโซเบียม ประกอบดว ยแบคทีเรียตระกูลไรโซเบียม (Rhizobiaceae) ทีส่ ามารถเขา สรางปม
รากกับพืชตระกูลถ่ัวได และเจริญอยูภายในปมรากแบบพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกันและกัน (symbiosis) ไรโซเบียม
สามารถตรงึ ไนโตรเจน โดยใชเ อนไซมไนโตรจีเนส (nitrogenase) ควบคุมปฏิกริ ยิ าการเปล่ียนกา ซไนโตรเจนที่
มอี ยใู นบรรยากาศถงึ 78 เปอรเซ็นตโ ดยน้าํ หนักใหเปนสารประกอบไนโตรเจนเพอื่ ใหพ ชื ใชในการเจริญเติบโต
ได งานวิจัยการใชไรโซเบียมมีการศึกษาเปนเวลานานและประสบผลสําเร็จ สามารถสรุปไดวา การใชเช้ือ
ไรโซเบยี มทเี่ หมาะสมกับพชื ตระกูลถ่ัวไมมคี วามจาํ เปน ตอ งใชป ยุ ไนโตรเจน เชน ผลการทดลองในถั่วเหลืองท่ี
ปลูกในดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีระดับไนโตรเจนตํ่า พบวา การใชปุยชีวภาพไรโซเบียมคลุกเมล็ด
กอนปลูก ใหผลผลิตถ่ัวเหลืองสูงกวาการใชปุยเคมี อัตรา 24 กิโลกรัมไนโตรเจนตอไร หรือคิดเปนปุย
แอมโมเนียมซัลเฟต ประมาณ 120 กิโลกรัม (จิระศักดิ์, 2542) การใชปุยชีวภาพไรโซเบียมมีแนวโนมให
ผลผลิตถ่วั เหลอื งฝก สดสงู กวาการใชป ยุ ไนโตรเจน อัตรา 20 กิโลกรมั ตอ ไร และพบวาสามารถใชทดแทนปุย
ไนโตรเจนได 100 เปอรเซ็นต (ภาวนา และคณะ, 2554) การใชเชื้อไรโซเบียมอยางเดียวสามารถทดแทน
87
การใชป ยุ เคมีไนโตรเจนได และยงั ใหผ ลตอบแทนเหนอื ตนทนุ แปรผัน (variable cost) สูงกวา การใชไรโซเบียม
รว มกับปยุ เคมีและปุยหมัก (พรพรรณ และคณะ, 2554) สอดคลอ งกับงานวิจยั ของ มนตช ยั และคณะ (2558)
และจิตรา และคณะ (2558) ท่ีศึกษาผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตรข องถัว่ ลิสงและถ่ัวเหลืองฝกสด เมื่อมีการ
ใสปุยเคมีรวมกับปุยชีวภาพไรโซเบียม (ตารางท่ี 4.6) นอกจากนี้ Crews and Peoples (2004) พบวา
ไนโตรเจนทพ่ี ืชตระกูลถ่ัวไดรบั จากการตรงึ กา ซไนโตรเจนจากบรรยากาศโดยใชไรโซเบียมมีประสิทธิภาพและ
ยั่งยนื กวาการใชป ยุ เคมีไนโตรเจน
การท่พี ืชตระกลู ถวั่ จะไดรับประโยชนจากปยุ ชวี ภาพไรโซเบยี มไดสูงสุด จะตองทําใหไรโซเบียมคลุกติด
กับเมล็ดใหไดมากที่สุด เม่ือรากถ่ัวงอกออกมาไรโซเบียมที่ติดอยูกับเมล็ดก็จะเขาสูรากไดทันที การใชปุย
ชวี ภาพไรโซเบียมคลกุ เมล็ดควรใชในอัตรา 200 กรัมตอ เมลด็ ถัว่ เขียว 3–5 กิโลกรัม ถ่ัวเหลือง 10–12 กิโลกรัม
หรือถ่วั ลสิ ง 10–15 กิโลกรัม
วธิ ีการนําเมลด็ มาคลุกกบั ปยุ ชวี ภาพไรโซเบยี มกอนปลูกจึงจาํ เปนจะตอ งใชวิธพี รมดวยนํา้ เปลาเพ่ือชวย
ใหปุย ชวี ภาพไรโซเบยี มตดิ กบั เมล็ด ขัน้ ตอนการคลุกเชื้อไรโซเบยี มกับเมลด็ ถว่ั (ภาพท่ี 4.10) มีดังน้ี
1. นาํ เมล็ดถั่วที่ตอ งการปลกู ใสลงในภาชนะ
2. พรมดวยนาํ้ เปลา ใหพอเปยกทว่ั ทกุ เมล็ด
3. โรยปุยชีวภาพไรโซเบยี มสาํ หรับถัว่ ชนดิ น้ัน ๆ ลงบนเมลด็ ถ่ัวในอตั ราที่แนะนํา
4. คลกุ เคลาผงปุยชวี ภาพไรโซเบยี มใหต ดิ อยางสมํ่าเสมอทั่วทุกเมลด็ และนําไปปลกู ใหห มดทนั ที
(1) (2)
(3) (4)
ภาพท่ี 4.10 วิธีการคลกุ เมล็ดถั่วกับปยุ ชีวภาพไรโซเบียมกอนนําไปปลกู
88
ตารางที่ 4.6 ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตรของถ่ัวลิสงและถั่วเหลืองฝกสด เมื่อมีการใสปุยเคมีรวมกับปุย
ชีวภาพไรโซเบยี ม
วธิ กี ารใสปุย มูลคาปยุ ผลผลติ ผลผลติ ที่ รายได* * รายได มูลคาปุย ผลตอบ VCR
ทีใ่ ช* (กก.ตอ ไร) เพ่ิมขึ้น (บาท) เพม่ิ ขน้ึ ทใี่ ชเพิ่ม แทน
(กก.ตอ ไร) (บาท) (บาท)
ถัว่ ลิสงฝก สด
ปุย เคมี 0-9-6 566 647 - 22,645 - - - -
ปยุ เคมี 12-9-6 888 691 44 24,185 1,540 322 1,218 4.78
ปุยเคมี 0-9-6 + ปุยชีวภาพไรโซเบยี ม 591 764 117 26,740 4,095 25 4,070 163.80
ถั่วเหลอื งฝก สด
ปุยเคมี 0-9-6 566 562 - 11,240 - - - -
ปยุ เคมี 12-9-6 888 585 23 11,700 460 322 138 1.43
ปุยเคมี 0-9-6 + ปุยชีวภาพไรโซเบยี ม 591 842 280 16,840 5,600 25 5,575 224.00
ทม่ี า: มนตช ัย และคณะ (2558); จติ รา และคณะ (2558)
* ราคาปยุ เคมี ดังนี้ 46-0-0 กิโลกรัมละ 12.34 บาท
0-46-0 กิโลกรัมละ 21.00 บาท
0-0-60 กโิ ลกรัมละ 15.51 บาท
(ราคาขายปลกี ปยุ เคมีชวงเดอื น ม.ค. – ส.ค. 2562 สํานกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร (สาํ นักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2562ก))
ราคาปุย ชีวภาพไรโซเบียม ถงุ ละ 25 บาท (พ.ศ. 2562)
** ถัว่ ลสิ งฝก สดราคา 35 บาทตอ กโิ ลกรมั ถว่ั เหลอื งฝก สดราคา 20 บาทตอ กิโลกรัม
89
6. คําแนะนําการใชป ยุ สําหรบั พชื ตระกลู ถวั่
6.1 การใชป ยุ ตามคา วิเคราะหดนิ
การใชปุยตามคาวิเคราะหดินกับพืชตระกูลถ่ัว เปนแนวทางเพ่ิมประสิทธิภาพการใชปุยเคมี โดยใช
รว มกบั ปุยชีวภาพไรโซเบียม ทาํ ใหสามารถลดปริมาณปุยเคมีไนโตรเจน ชวยรักษาความอุดมสมบูรณของดิน
อยางย่ังยืนได ดังนั้นกอนปลูกพืช ควรเก็บตัวอยางดินที่ระดับความลึก 0-20 เซนติเมตร เพื่อวิเคราะหหา
ปรมิ าณธาตุอาหารพืชทสี่ าํ คัญ สาํ หรบั ประเมนิ การใชป ุย ตามคา วิเคราะหดินตอ ไป (ตารางที่ 4.7)
ตารางท่ี 4.7 การใชปยุ กบั พืชตระกลู ถั่วตามคา วเิ คราะหดิน
รายการวิเคราะห อัตราปุยเคมที ่ีใส (กโิ ลกรมั /ไร)
เมื่อใชป ยุ ชวี ภาพไรโซเบยี ม เม่ือไมใชป ยุ ชวี ภาพไรโซเบยี ม
1.อนิ ทรยี วตั ถุ (OM, %)
<1 0 กโิ ลกรมั N/ไร 3 กโิ ลกรัม N/ไร
>1 0 กโิ ลกรัม N/ไร 0 กิโลกรัม N/ไร
2. ฟอสฟอรัส (P, มิลลิกรมั /กโิ ลกรมั )
<8 9 กโิ ลกรมั P2O5/ไร 9 กโิ ลกรมั P2O5/ไร
8-12 6 กโิ ลกรมั P2O5/ไร 6 กิโลกรมั P2O5/ไร
3 กโิ ลกรมั P2O5/ไร 3 กิโลกรมั P2O5/ไร
>12
3. โพแทสเซยี ม (K, มิลลกิ รมั /กิโลกรัม)
< 40 6 กโิ ลกรมั K2O/ไร 6 กิโลกรมั K2O/ไร
> 40 3 กโิ ลกรัม K2O/ไร 3 กโิ ลกรัม K2O/ไร
ดัดแปลงจาก: กรมวชิ าการเกษตร (2553); สถาบนั วิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน (2556ข); สุริยนต และคณะ (2558)
หมายเหตุ: ดินท่ีเปนกรดจัด คาความเปนกรด-ดาง ตํ่ากวา 5.5 ควรลดความเปนกรดของดินดวยการใสปูน
อัตรา 100-200 กโิ ลกรัมตอไร โดยโรยทัว่ แปลง แลว ไถพรวน ทิ้งไวอยา งนอ ย 2 สปั ดาหกอนปลูก
สาํ หรับถั่วลิสง หากดนิ มีปริมาณแคลเซยี มทแ่ี ลกเปลย่ี นได นอ ยกวา 120 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ใหใส
ยปิ ซัมอตั รา 50 กิโลกรัมตอ ไร ในชว งออกดอกท่ีอายุประมาณ 35-45 วนั โดยหวา นบริเวณทรงพุม
90
6.2 การใชป ุยตามคา วิเคราะหด นิ โดยการผสมปุยใชเ อง
กรณีใหคําแนะนําการใชปุยแกเกษตรกร สามารถแนะนําใหเกษตรกรผสมปุยใชเองได เมื่อมีการคลุก
เมล็ดถ่ัวดวยปุยชีวภาพไรโซเบียม ใหผสมปุยทริปเปลซูเปอรฟอสเฟต (0-46-0) และปุยโพแทสเซียมคลอไรด
(0-0-60) ตามอัตราที่แนะนํา (ตารางที่ 4.8) รองกนหลุมกอนปลูก หากไมมีการใชปุยชีวภาพไรโซเบียม ใหใส
ปุยยูเรีย (46-0-0) ปุยทริปเปลซูเปอรฟอสเฟต (0-46-0) และปุยโพแทสเซียมคลอไรด (0-0-60) ตามอัตราที่
แนะนํา รองกน หลุมกอนปลกู
ตารางที่ 4.8 การใชปยุ ตามคาวเิ คราะหดนิ โดยผสมปุยใชเ อง
อนิ ทรยี วตั ถุ ฟอสฟอรัสท่ี โพแทสเซยี มที่ ปริมาณธาตุอาหาร ใชป ยุ ชวี ภาพ ไมใชปุยชีวภาพไรโซเบยี ม
เปนประโยชน แลกเปล่ียนได แนะนํา
(กก./ไร) ไรโซเบียม (กก./ไร)
(%) (มก./กก.) (มก./กก.)
<1 <8 < 40 N P2O5 K2O (กก./ไร) รองกนหลุมกอนปลูก
<1 <8 > 40 39 6
< 1 8-12 < 40 39 0 รองกนหลุมกอนปลกู
< 1 8-12 > 40 36 6
< 1 > 12 < 40 36 0 0-46-0 0-0-60 46-0-0 0-46-0 0-0-60
< 1 > 12 > 40 33 6
>1 <8 < 40 33 0 20 10 7 20 10
>1 <8 > 40 09 6
> 1 8-12 < 40 09 0 20 5 7 20 5
> 1 8-12 > 40 06 6
> 1 > 12 < 40 06 0 20 10 7 20 10
> 1 > 12 > 40 03 6
03 0 20 5 7 20 5
20 10 7 20 10
20 5 7 20 5
0 10 0 0 10
0 5 005
0 10 0 0 10
0 5 005
0 10 0 0 10
0 5 005
6.3 การใชป ุยตามคา วิเคราะหดินโดยใชป ยุ เชงิ ประกอบรว มกับปยุ เชิงเดีย่ ว
กรณีใหคําแนะนําการใชปุย แกเ กษตรกร สามารถแนะนําใหเกษตรกรใชปยุ เชงิ ประกอบท่ีมธี าตุอาหาร
ครบถว นท้งั ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั และโพแทสเซยี ม คลุกเมลด็ ถว่ั ดว ยปุยชีวภาพไรโซเบียม และใสปุย 8-24-24
รองกนหลุมกอนปลูก
6.4 การใชปยุ ตามลักษณะเนือ้ ดนิ
การใสป ุยตามลกั ษณะเนื้อดิน (ตารางที่ 4.9) ทําโดยใสป ุย รองกน หลมุ กอนปลูก หรือโรยขางแถวแลว
พรวนกลบ เมื่อตนถ่ัวเหลืองและถ่ัวลิสงอายุประมาณ 20-25 วัน ถั่วเขียวอายุประมาณ 20 วัน สวนหิน
ฟอสเฟต ใสพ รอ มปลกู แลว พรวนกลบ
91
ตารางที่ 4.9 คาํ แนะนาํ การใชป ุย ตามลกั ษณะเนอื้ ดินสําหรบั พชื ตระกลู ถว่ั
ลกั ษณะเน้ือดนิ การใสป ุยเคมี
ดินรวนปนทราย ใสปยุ 12-24-12 อตั รา 30-40 กก./ไร
ดนิ เหนียวสแี ดง ใสปุย 12-24-12 อตั รา 20-30 กก./ไร
ดินเหนยี วสดี าํ ดินรว นเหนียวสีน้ําตาล ใสปยุ 18-46-0 อตั รา 15-20 กก./ไร
ท่ีมา : สุวพันธ (2542)
หมายเหตุ : ควรคลุกเมลด็ พชื ตระกลู ถ่วั ดวยปุยชวี ภาพไรโซเบียมทกุ คร้ัง
7. การใชปุย กบั ถ่วั เหลอื งฝกสด
7.1 พันธุสําหรับการสงออก เชน พันธุเชียงใหม 84-2 กอนปลูก ควรหวานปุยคอก อัตรา 300
กโิ ลกรัมตอ ไร หรือปุย หมกั อตั รา 1-2 ตนั ตอ ไร หากคาความเปน กรด-ดางของดินตํ่ากวา 5.5 ใหหวานปูนขาว
หรอื ปูนโดโลไมท 100-200 กโิ ลกรัมตอ ไร กอนปลกู 5-7 วนั ควรคลกุ เมลด็ ดว ยปุยชีวภาพไรโซเบียมกอนปลูก
ทุกคร้งั ไมวา จะใชปุย เคมชี ุดใดกต็ าม การใหปยุ เคมี ให 3 ครั้งดงั ตอไปนี้ (กรมวิชาการเกษตร, 2548ก)
ครั้งท่ี 1 รองกนหลุมกอนปลูกดวยปุย 0-46-0 อัตรา 20 กิโลกรัมตอไร และ 0-0-60 อัตรา 10
กิโลกรัมตอไร หรือ ปุย 15-15-15 อัตรา 30-50 กิโลกรัมตอไร (อยาใหเมล็ดสัมผัสกับปุยโดยตรง จะทําให
เมล็ดไมงอก)
ครงั้ ท่ี 2 หลังปลกู ประมาณ 25 วัน ใชปุย 13-13-21 อัตรา 25 กิโลกรัมตอไร โรยขางแถวแลวพรวน
ดินกลบ
ครั้งท่ี 3 หลงั ปลูกประมาณ 45 วนั ใชปยุ 46-0-0 อตั รา 25 กิโลกรัมตอไร โรยขางแถวแลวพรวนดิน
กลบ
7.2 พนั ธสุ าํ หรบั บรโิ ภคภายในประเทศ เชน พันธุเชียงใหม 1 ใหป ุย เคมี 2 คร้งั
ครง้ั ที่ 1 รองกน หลมุ กอ นปลูกดว ยปุย 15-15-15 อัตรา 30 กโิ ลกรัมตอไร
คร้ังที่ 2 หลงั ปลูกประมาณ 50 วัน ใชป ยุ 46-0-0 อตั รา 25 กิโลกรัมตอไร โรยขางแถวแลวพรวนดิน
กลบ (กรมวชิ าการเกษตร, 2545ข)
92
บทที่ 5
เอกสารอา งอิง
กรมวชิ าการเกษตร. 2545ก. เกษตรดที ี่เหมาะสมสาํ หรบั ถ่วั เหลอื ง. กรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตรและ
สหกรณ. 26 หนา.
กรมวชิ าการเกษตร. 2545ข. เกษตรดที ีเ่ หมาะสมสาํ หรับถั่วเหลืองฝก สด. กรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตร
และสหกรณ. 26 หนา.
กรมวชิ าการเกษตร. 2547. เอกสารวิชาการมนั สําปะหลงั . เอกสารวชิ าการลําดับท่ี 7/2547. ISBN 974-436-
359-2 กรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ. 124 หนา .
กรมวิชาการเกษตร. 2548ก. เทคโนโลยกี ารผลติ ถ่ัวเหลอื งฝก สดเพือ่ การสง ออก. กรมวิชาการเกษตร กระทรวง
เกษตรและสหกรณ. 15 หนา .
กรมวิชาการเกษตร. 2548ข. คําแนะนําการใชปุยกับพืชเศรษฐกิจ. เอกสารวิชาการลําดับที่ 8/2548. ISBN
974-436-434-3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ. 121 หนา.
กรมวชิ าการเกษตร. 2553. คําแนะนําการใชปุยกับพืชเศรษฐกิจ. กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและ
สหกรณ. 122 หนา.
กรมวิชาการเกษตร. 2559. Application รจู ริงเรอ่ื งพืชกบั กรมวชิ าการเกษตร ผา น Smart box ในพ้นื ที่ ศพก.
กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ.
กรมสงเสริมการเกษตร. 2551. ถ่ัวลิสง. บทความวิชาการสถิติการปลูก ป 44-51. (25 มิถุนายน 2554).
http://www.doae.doae.go.th/
กรมสงเสริมการเกษตร. 2563. ขอมูลภาวการณผลิตพืชป 2562 : ขาวโพดรับประทานฝกสด ป 2561.
http://www.agriinfo.doae.go.th/year62/plant/rortor/veget/15.pdf
กองปฐพีวทิ ยา. 2543. ลกั ษณะอาการขาดธาตอุ าหารของพืช. เอกสารวิชาการประกอบภาพ ISBN: 974-436-
037-2. กองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร. โรงพิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย
จาํ กัด. 119 หนา .
กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ ทกั ษิณา ศนั สยะวิชยั ศภุ กาญจน ลวนมณี ศรีสดุ า ทิพยรักษ เกษม ชูสอน จินดารัตน
ชื่นรุง และชยันต ภักดีไทย. 2555. ความตองการนํ้าและคาสัมประสิทธิ์การใชนํ้าของออยพันธุ
ขอนแกน 3. แกน เกษตร 40 ฉบบั พิเศษ 3: 103-114.
กอบเกยี รติ ไพศาลเจริญ ประดิษฐ บญุ อาํ พล ชมุ พล นาควิโรจน สุพิน สุวรรณ และ N. Matsumoto. 2547.
ผลของปยุ อนิ ทรยี ไนโตรเจนทม่ี ีตอ การเจรญิ เตบิ โตและผลผลิตของพชื ไร. รายงานการประชุมสัมมนา
วิชาการประจาํ เดือน มนี าคม 2547 ศนู ยว จิ ัยพชื ไรขอนแกน สํานกั วจิ ัยและพัฒนาการเกษตรเขตท่ี 3
กรมวชิ าการเกษตร.
กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ. 2554. การจัดการดินและปุยเพ่ือเพ่ิมผลผลิตมันสําปะหลัง. เอกสารประกอบการ
บรรยาย การจัดการดินนํ้าและปุยเพ่ือเพ่ิมผลผลิตมันสําปะหลัง ในโครงการทดสอบเทคโนโลยีมัน
สําปะหลงั สะอาด. วนั ที่ 12 กรกฎาคม 2554. ณ ศูนยวิจยั และพฒั นาการเกษตรนครราชสมี า. 10 หนา .
กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ. 2556. การเพ่ิมผลผลิตออยโรงงานเชิงบูรณาการเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจ
อาเซยี น. สถาบนั วจิ ัยพชื ไรแ ละพชื ทดแทนพลงั งาน กรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ.
78 หนา .
93
กอบเกยี รติ ไพศาลเจริญ. 2558. การวจิ ยั และพัฒนาดา นดิน นา้ํ และปยุ ออ ย. กรุงเทพมหานคร. กรมวิชาการ
เกษตร. 72 หนา .
จกั รี เสนทอง. 2526. งานคนควา วิจัยดา นการเขตกรรมของถ่ัวลิสง ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม ในฤดูปลูก ป
2525-2526. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. หนา 159-167.
จิตรา เกาะแกว มนตชัย มนัสสิลา กัลยกร โปรงจันทึก อํานาจ เอ่ียมวิจารณ ภัสชญภณ หมื่นแจง
ศิวกร เกียรติมณี และสุทัด ปนตาเสน. 2558. ผลการใชไคโตซานรวมกับปุยชีวภาพเพื่อลดการใช
ปยุ เคมีในการผลติ ถัว่ เหลืองฝกสด. รายงานผลงานวิจยั เร่อื งเต็ม ป 2558. กรมวชิ าการเกษตร.
จิระศักดิ์ อรุณศร.ี 2542. ชีววิทยาและการใชประโยชนของเช้ือไรโซเบียม: เอกสารวิชาการปุยชีวภาพ กลุม
งานวจิ ยั จุลนิ ทรียดนิ กองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร. หนา 24-62.
โชติ สทิ ธบิ ศุ ย. 2539. แนวทางพฒั นาระบบการใหคําแนะนําการใชป ุย กับพชื ไร กรมวิชาการเกษตร กระทรวง
เกษตรและสหกรณ ISBN 974-7465-15-9.
โชติ สิทธิบุศย วิชัย นพอมรบดี สนั่น รัตนานุกูล และชุมพล นาควิโรจน. 2522. อิทธิพลของการใสปุย
ไนโตรเจนและโปตัสเซยี มท่ีมีตอ ปริมาณแปง และผลผลิตมันสําปะหลัง. รายงานผลการทดลองและ
วจิ ัยประจาํ ป 2522. กรมวิชาการเกษตร หนา 57-60.
ทักษิณา ศันสยะวิชัย. 2532. งานวิจัยดานเขตกรรมถั่วลิสงในประเทศไทย. ใน รายงานการสัมมนาถ่ัวลิสง
แหงชาตคิ รัง้ ท่ี 6. หนา 181-194. คณะเกษตรศาสตร มหาวทิ ยาลัยขอนแกน , ขอนแกน.
ธวชั หะหมาน. 2559. คูมือวินิจฉัยโรคออย. สํานักงานคณะกรรมการออยและนํ้าตาลทราย. พิมพครั้งท่ี 2.
143 หนา.
ธีระพงศ จันทรนิยม. 2533. การวินิจฉัยปญหาการปลูกถ่ัวลิสงของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดพัทลุง. คณะ
เกษตรศาสตร มหาวิทยาลยั ขอนแกน , ขอนแกน. หนา 245-256.
นอ ย เธยี รนนั ท และนพชัย สวนมาล.ี 2535. การปรบั ปรงุ ดนิ เพือ่ เพ่ิมผลผลติ ถ่วั เหลือง. เอกสารประกอบการ
ฝกอบรมหลักสตู ร การใชป ยุ กบั พืชตางๆ รนุ ท่ี 1 เลมท่ี 2 ณ กองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร 25-
27 สงิ หาคม 2535.
นอย เธียรนันท และเสถียร พิมสาร. 2524. ดินและปุยถั่วลิสง.หนา 77-88. ใน: รายงานการสัมมนาเชิง
ปฏิบตั กิ ารเรื่องงานวจิ ัยถว่ั ลสิ งครง้ั ที่ 1 วันท่ี 28-30 ตุลาคม 2524. คณะเกษตรศาสตร มหาวิทยาลัย
ขอนแกน , ขอนแกน.
บรรณพิชญ สัมฤทธิ์ ชัชธนพร เกื้อหนุน สมควร คลองชาง และศุภกาญจน ลวนมณี. 2556. ศึกษาการ
ตอบสนองตอการใชป ยุ ของขา วโพดฝก ออนในพนื้ ที่ดนิ รวน-รวนปนทราย. ผลการปฏิบัติงานประจําป
งบประมาณ 2555 สาํ นักวิจยั พัฒนาปจจัยการผลิตทางการเกษตร เลม 2.168-179.
ประสงค วงศชนะภัย อุดม วงศชนะภัย วัลลีย อมรพล และกอบเกียรติ ไพศาลเจริญ. 2554. ศึกษาการ
ตอบสนองของมันสําปะหลังตอการจัดการธาตุอาหารในกลุมดินเหนียว : ชุดดินราชบุรี. รายงาน
ประจําป 2554 โครงการวิจยั และพัฒนาวิธกี ารเขตกรรมมันสําปะหลงั . น. 215 – 232
ปรชี า พราหมณีย. 2547. โปรแกรมคําแนะนําการใชปุยเคมีในออยตามคุณสมบัติดิน Canefert 1.0 (ไมระบุ
หนา ). ใน: รายงานผลโครงการวิจยั ออย สถาบนั วจิ ัยพืชไร กรมวชิ าการเกษตร. 25 หนา.
ปยะ ดวงพัตรา สุพจน เฟองฟูพงศ เพญ็ ขวญั ชมปรดี า จฑุ ามาศ รม แกว และจวงจันทร ดวงพัตรา. 2542. ดิน
และปุยถัว่ ลสิ ง. เอกสารเผยแพรท างวิชาการโครงการถา ยทอดเทคโนโลยีการปลูกถั่วลิสง พันธุเกษตร 1
และเกษตรศาสตร 50. ภาควชิ าพชื ไรนา คณะเกษตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. 41 หนา.
94
ปยะนันท วิวัฒนวิทยา สมฤทัย ตันเจริญ อนุสรณ เทียนศิริฤกษ ศิริขวัญ ภูนา และไพรสน รุจิคุณ. 2559.
ศึกษาการตอบสนองตอการใชปุยของขาวโพดหวานในดินรวน-รวนปนทราย : ชุดดินทามวง. เอกสาร
ประกอบการประชุมวิชาการ 2559 กองวิจัยพัฒนาปจจัยการผลิตทางการเกษตร วันท่ี 25-27
กรกฎาคม 2559 ณ โรงแรมบางแสน เฮอริเทจ จังหวดั ชลบรุ ี. น.21-31.
พรพรรณ สุทธิแยม อจั ฉรา นันทกจิ ศิรลิ ักษณ จิตรอักษร จติ ิมา ยถาภูธานนท และสมชาย ผะอบเหล็ก. 2554.
การใชเ ช้อื ไรโซเบยี มรว มกับปุยเคมแี ละปยุ อินทรยี เพอ่ื เพมิ่ ผลผลิตและโปรตนี ในถวั่ เหลอื ง. แกน เกษตร
39 ฉบบั พเิ ศษ3: น.113-122.
พรี พงษ เชาวนพงษ ศรสี ุดา รน่ื เจริญ รฐั กร สบื คาํ และศุภกาญจน ลว นมณ.ี 2557. ศกึ ษาการตอบสนองตอการ
ใชป ุยของขา วโพดฝก ออ นในพน้ื ท่ีดินเหนยี ว-รว นเหนยี ว. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ 2557.
สํานักวจิ ยั พัฒนาปจ จัยการผลติ ทางการเกษตร. วันท่ี 10-12 มิถนุ ายน 2557 ณ โรงแรมเดอะกรีนเนอร่ี
รสี อรท เขาใหญ อาํ เภอปากชอ ง จังหวัดนครราชสีมา.
ไพศาล เหลาสุวรรณ. 2525. การทดลองปลูกพืชไรบางชนิดที่สงขลา. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.
129 หนา .
ภาวนา ลิกขนานนท สปุ รานี มนั่ หมาย และวทิ ยา ธนานุสนธ.ิ์ 2554. การใชปุยอยางผสมผสานในการผลิตถั่ว
เหลืองฝก สด. รายงานผลการปฏิบัติงานประจําปงบประมาณ 2553. สาํ นกั วจิ ัยพัฒนาปจจัยการผลิต
ทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร. หนา 27-35.
มณฑาทิพย หิรัญสาลี. 2532. การศึกษาวันปลูกของถ่ัวลิสงที่พัทลุง. คณะเกษตรศาสตร มหาวิทยาลัย
ขอนแกน, ขอนแกน.
มนตชัย มนัสสิลา จิตรา เกาะแกว กัลปยกร โปรงจันทึก อํานาจ เอ่ียมวิจารณ ภัสชญภณ หม่ืนแจง ศิวกร
เกยี รตมิ ณี และสทุ ดั ปนตาเสน. 2558. ผลการใชไคโตซานรว มกบั ปยุ ชวี ภาพเพ่อื ลดปุยเคมใี นการผลติ
ถ่วั ลิสงฝก สด. รายงานผลงานวจิ ยั เรอื่ งเตม็ ป 2558. กรมวิชาการเกษตร.
ยงยทุ ธ โอสถสภา. 2548. ธาตอุ าหารพืช. สาํ นักพมิ พม หาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร พมิ พค ร้ังท่ี 4 กรุงเทพฯ.
รุงรวี บุญทงั่ วัลลีย อมรพล และกอบเกยี รติ ไพศาลเจริญ. 2554. ศึกษาการตอบสนองของมันสําปะหลังตอ
การจัดการธาตุอาหารในกลุมดินตื้น : ชุดดินคลองซาก. รายงานประจําป 2554 โครงการวิจัยและ
พฒั นาวิธกี ารเขตกรรมมันสําปะหลัง. น. 129-157.
วนั ชัย ถนอมทรัพย เสนห เครอื แกว และวไิ ลวรรณ พรหมคาํ . 2547. ขาวโพดฝกสด. สถาบันวิจัยพืชไร. (ระบบ
อ อ น ไ ล น ) ท่ี ม า :http://office.csc.ku.ac.th/moon/index.php?option=com_content
&view=article&id=156:2015-12-28-08-43-09&catid=57:administrator&Itemid=106
วัลลยี อมรพล. 2551. เอกสารวิชาการเรอื่ ง ธาตุอาหารพชื และการใชปุยกับมันสําปะหลังในภาคตะวันออก.
ศูนยว จิ ยั พืขไรระยอง สาํ นักวจิ ัยและพฒั นาการเกษตรเขตที่ 6 กรมวิชาการเกษตร. 74 หนา .
วัลลยี อมรพล กอบเกียรติ ไพศาลเจรญิ ยุทธจักร วงษว ัฒนะ รุง รวี บุญท่ัง และวิทูร อมรพล. 2555ก. ศึกษา
การตอบสนองของมันสําปะหลังตอการจัดการธาตุอาหารในกลุมดินรวน: ชุดดินชลบุรี. รายงาน
ประจาํ ป 2554 โครงการวิจยั และพัฒนาวธิ ีการเขตกรรมมนั สําปะหลงั . น. 93-111.
วัลลีย อมรพล กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ และรุงรวี บญุ ท่ัง. 2555ข. ศึกษาการตอบสนองของมันสําปะหลังตอ
การจัดการธาตุอาหารในกลุมดินทราย : ชุดดินสัตหีบ. รายงานประจําป 2554 โครงการวิจัยและ
พฒั นาวิธีการเขตกรรมมนั สาํ ปะหลัง. น. 7-25.
95