ISBN 978-974-436-969-7
เอกสารวิชาการ
เทคโนโลยีการจัดการแห้วหมูในพืชปลูก
สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช
กรมวิชาการเกษตร
ISBN 978-974-436-969-7
คำนำ
แ ห้ว ห มู ถู ก จั ด เ ป็ น วั ช พื ช ร้า ย แ ร ง ที่ สุ ด ช นิ ด ห นึ่ ง ข อ ง โ ล ก มี ก า ร
กระจายพันธุ์ทั้งเขตอบอุ่นและเขตร้อน ในประเทศไทยสามารถพบได้
ทั้งในที่ชื้นแฉะ จนถึงที่ดอนในทุกภาคของประเทศ เป็นวัชพืชที่มีผล
ต่อพืชปลูกหลายชนิดทั้ง พืชไร่ และพืชผัก ซึ่งการควบคุมกำจัด
ทำได้ยาก
สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชมีหน้าที่ ศึกษา ค้นคว้า วิจัย
ทดสอบและพัฒนาวิชาการเกษตรด้านอารักขาพืช ตามอำนาจหน้าที่
หลักข้อหนึ่งของกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้ได้ข้อมูลวิชาการด้านการ
ใช้และเทคนิคการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ถูกต้องและปลอดภัย
ต่อพืชปลูก ผู้ปลูก ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม หรือการใช้หลายวิธี
ผสมผสานในการป้องกันกำจัดเพื่ อเพิ่มปริมาณและคุณภาพของ
ผลิตผลให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งทำให้ผลผลิตมีมูลค่าสูงขึ้น
และตรงตามความต้องการของตลาด
สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช จึงได้จัดทำเอกสารวิชาการ
เรื่องเทคโนโลยีการจัดการแห้วหมูในพืชปลูก โดยรวบรวมทบทวน
และเพิ่มเติมข้อมูลทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะทำงาน
จัดทำเป็นองค์ความรู้ที่ถูกต้อง สามารถนำไปปฏิบัติได้ หวังเป็น
อย่างยิ่งว่าเอกสารวิชาการเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ สามารถนำไปใช้
จัดการแห้วหมูในพืชปลูกต่อไป
(นายศรุต สุทธิอารมณ์)
ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช
กันยายน 2565
สารบัญ
ชีววิทยาและนิเวศวิทยาของแห้วหมู หน้า
การจัดการแห้วหมูในนาข้าว 1
การจัดการแห้วหมูในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 10
การจัดการแห้วหมูในถั่วเขียว 17
การจัดการแห้วหมูในมันสำปะหลัง 21
การจัดการแห้วหมูในอ้อย 27
การจัดการแห้วหมูในคะน้า 31
การจัดการแห้วหมูในพริก 35
การจัดการแห้วหมูในหน่อไม้ฝรั่ง 38
การจัดการแห้วหมูในหอมแดง 42
การจัดการแห้วหมูในสนามหญ้า 47
บรรณานุกรม 53
ทำเนียบผู้ทรงความรู้และเชี่ยวชาญ
คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงาน 58
63
65
ชีววิทยาและ
นิเวศน์วิทยาแห้วหมู
แห้วหมู (Cyperus rotundus L.) จัดอยู่ในวงศ์ Cyperaceae เป็นวัชพืช
ประเภทกกที่กำจัดยาก เนื่องจากมีหัวและเหง้าอยู่ใต้ดิน พบขึ้นทั่วไปทั้งในและนอกพื้นที่
ปลูกพืช ทนน้ำท่วมขังและความแห้งแล้งได้ดี เป็นวัชพืชทั้งในนาข้าว พืชไร่ พืชผักและไม้
ผล โดยแห้วหมูสามารถแก่งแย่งปัจจัยจำเป็นในการเจริญเติบโตของพืช เช่น ธาตุอาหาร
น้ำ แสงแดด เป็นต้น ทำให้ผลผลิตของพืชปลูกลดลงทั้งปริมาณและคุณภาพหรือไม่เป็น
ที่ต้องการของตลาด ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีวัชพืชประเภทกกอีกชนิดที่มีลักษณะคล้ายกับแห้ว
หมูมาก คือแห้วหมูใบยาว (Cyperus mitis Steud) มีหัวและเหง้าอยู่ใต้ดินเช่น
เดียวกัน ระบาดในนาข้าว เจริญเติบโตร่วมกับข้าวในฤดูกาลเพาะปลูก และยังพบในพืช
ปลูกอื่นอีกหลายชนิด และมีแนวโน้มระบาดเพิ่มขึ้น
เนื่องจากวัชพืชทั้งสองชนิดนี้มีเหง้าและหัวใต้ดิน ที่สามารถขยายพันธุ์ได้ทำให้
กำจัดได้ยาก ต้องใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน และทำซ้ำหลายๆ ครั้ง ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาหลายปี
และทำอย่างต่อเนื่องจึงจะกำจัดให้หมดไปจากพื้นที่ การรู้จักชนิดของแห้วหมูที่ชัดเจน และ
ข้อมูลทางชีววิทยา เช่น การงอก การเจริญเติบโต ระยะเวลาแข่งขันกับพืชปลูกที่มีผลกระ
ทบต่อผลผลิตของพืช เป็นต้น จะช่วยเลือกวิธีและระยะเวลาการควบคุม กำจัดแห้วหมูได้
ถูกต้องและทันเวลาก่อนที่จะเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สารกำจัดวัชพืช
ซึ่งต้องทราบชนิดของสารกำจัดวัชพืช วิธีการใช้ ระยะเวลาที่ใช้ เช่น ต้องพ่นก่อนปลูกพืช
หรือพ่นหลังปลูกพืชขณะที่แห้วหมูยังไม่งอก หรือพืชปลูกและแห้วหมูงอกแล้ว เพื่อที่จะ
สามารถกำจัดแห้วหมูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1
แห้วหมู
1. แห้วหมู (Cyperus rotundus L.)
แห้วหมู มีชื่อไทยหลายชื่อ เช่น หญ้าแห้วหมู หญ้าขนหมู หญ้ามะนิ่วหมู และมีชื่อ
สามัญอังกฤษหลายชื่อ เช่น purple nutsedge, Nut grass, nutsedge, coco
grass, red nut sedge เป็นต้น แห้วหมูถูกจัดเป็นวัชพืชร้ายแรงหนึ่งในสิบของวัชพืช
ที่ร้ายแรงที่สุดของโลก เป็นวัชพืชข้ามปี พบในเขตร้อนและกึ่งร้อน สามารถอยู่รอดได้ใน
อุณหภูมิสูงและยังสามารถเจริญเติบโตได้ในดินทุกประเภท พบได้ในพื้นที่เพาะปลูก พื้นที่
รกร้าง ริมถนน ทุ่งหญ้า ริมฝั่ งแม่น้ำ ตลิ่งทราย คลองชลประทาน ชายฝั่ งแม่น้ำและ
ลำธาร และพื้นที่ธรรมชาติ มีรายงานว่าพบแพร่ระบาดในพืชปลูก 52 ชนิด ใน 92 ประเทศ
ทั่วโลก เช่น พืชผักต่างๆ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชไร่หลายชนิด รวมถึงสนามหญ้า สร้างความ
เสียหายให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก มีการระบุว่าแห้วหมูทำให้ผลผลิตอ้อยลดลง 40
เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตข้าวไร่ลดลง 15 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตคะน้าลดลง 60 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่
กับความหนาแน่นของแห้วหมูในพื้นที่นั้น เช่น เมื่อปลูกพืชในกระถางร่วมกับแห้วหมู
จำนวน 5, 10 และ 20 ต้นต่อกระถาง ทำให้ผลผลิตลดลง 8.8, 49.9 และ 76.3
เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ เป็นต้น เนื่องจากแห้วหมูเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วและทำความ
เสียหายอย่างมาก อีกทั้งทนทานต่อสารกำจัดวัชพืช สามารถสร้างหัวใต้ดินแพร่กระจายใน
พื้นที่ที่พบ สามารถงอกใหม่ขยายได้เรื่อยๆ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่
แตกต่างกันได้ดี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การควบคุมแห้วหมูทำได้ยากมาก ต้องใช้หลายวิธีร่วม
กันในการควบคุมแห้วหมู
2
1.1 ลักษณะพืช
เป็นวัชพืชประเภทกก อายุหลายปี สูง 10-60
เซนติเมตร สร้างไหล (stolon) และหัว (tuber)
ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า (rhizome) ลำต้นเหนือดิน
อาจสูงได้ถึง 60 เซนติเมตร ผิวเรียบ เมื่อตัดตาม
ขวางเป็นรูปสามเหลี่ยม แผ่นใบรูปแถบยาว ขอบใบ
เรียบ ปลายใบแหลม เส้นกลางใบเป็นร่องลึก เห็น
เป็นสันชัดเจน กว้าง 0.2-0.5 เซนติเมตร ยาว
5-20 เซนติเมตร ช่อดอกเกิดที่ปลายก้าน ช่อดอก
สีเขียว ยาว เป็นสันตามแนวยาว 3 สัน หรือรูป
สามเหลี่ยมเมื่อตัดขวาง ช่อดอกมีใบประดับรองรับ
2-3 ใบ (อาจถึง 5 ใบ) ใบประดับสีเขียว รูปแถบ
ขอบเรียบ ปลายแหลม เช่นเดียวกับใบ แต่มักมี
ความยาวสั้นกว่าหรือเท่ากับ ช่อดอก หรือยาวกว่า
เล็กน้อย 2 - 3.5 เซนติเมตร โคนกาบใบประดับสี
ม่วงแดง เหนือใบประดับมีก้านช่อดอกรอง 2-10
ก้าน ยาวไม่เท่ากัน แต่ละก้านมีช่อดอกย่อยสี
น้ำตาล-ม่วง รูปขอบขนาน แบนด้านข้าง ยาว 1-3
เซนติเมตร กว้าง 0.15-0.3 เซนติเมตร จำนวน 3-
10 อัน แต่ละช่อดอกย่อยมีดอกขนาดเล็กจำนวน
มากกว่าเรียงซ้อน สลับกันบนสองด้านของก้านช่อ
ดอกย่อย ไม่มีก้านดอก ดอกประกอบด้วยกาบดอก
ที่เป็นแผ่นแข็ง รูปไข่ หรือรี ปลายป้าน มีติ่ง หรือ
โค้ง เส้นสัน 5-7 เส้น สีน้ำตาลแกมแดง หรือม่วง
อ่อน โคนกาบดอกแคบ ใส สันสีเขียว เกสรเพศผู้ 3
และเพศเมียมีปลายแยกเป็น 3 แฉก ดอกเมื่อแก่ไม่
ร่วง มีเมล็ดภายในกาบดอก 1 เมล็ด
3
1.2 ลักษณะเมล็ด เมล็ดแห้วหมู
เมล็ดรูปไข่หรือไข่หัวกลับ 4
แคบ ฐานป้าน ตัดตรงบริเวณที่
ติดกับก้าน ปลายแหลม มีติ่งเป็น
สันตามความยาวของเมล็ด 3 สัน
ผิวเรียบ มีจุดโปร่งแสงเล็กๆ
กระจายไปทั่ว สีดำ-น้ำตาล กว้าง
0.4–0.8 มิลลิเมตร ยาว 1.0–1.8
มิลลิเมตร
หัวแห้วหมู
1.3 การกระจายของหัวแห้วหมูในดิน
จากการศึกษาการกระจายตัว
ของหัวแห้วหมูในดินปนทราย ที่ระดับ
ความลึก 7 เซนติเมตร มีหัวแห้วหมู
ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในระดับ
ความลึก 7-15 เซนติเมตร มีเพียง 3–5
เปอร์เซ็นต์ และมีรายงานว่า สามารถพบ
หัวแห้วหมูในระดับลึกถึง 90
เซนติเมตร
1.4 การขยายพันธุ์
แห้วหมูสามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งแบบ
อาศัยเพศโดยการสร้างเมล็ด และไม่อาศัย
เพศโดยสร้างหัว ซึ่งวิธีการขยายพันธุ์ที่ก่อให้
เกิดปัญหาต่อการควบคุม กำจัด คือการ
ขยายพันธุ์ด้วยหัว การสร้างส่วนขยายพันธุ์
ดังกล่าวนี้ แตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม
เช่น จากการศึกษาในสภาพเรือนทดลอง พบ
ว่า ต้นที่งอกจากหัว 1 หัว สามารถสร้างหัวเพิ่ม
เป็น 303 หัว ในเวลา 135 วัน บางรายงานพบ
ว่าเพียงหัวเดียวอาจจะกลาย เป็น 99 หัว ใน
เวลาเพียง 90 วัน ในสภาพไร่นาและสภาพที่
เหมาะสมเพียงหัวเดียวอาจงอกเป็นต้นได้ 75
– 80 ต้นในเวลา 56 วัน และสามารถเพิ่มเป็น
1,200 ต้น ในเวลา 140 วัน
ถ้าตัดหัวแห้วหมูออกตามยาวแบ่งออกเป็น 2 ซีกเท่ากัน แล้วนำไปปลูกพบว่า
แต่ละซีกจะเจริญเติบโตเท่ากัน หรืออาจแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อลองเอา
หัวมาปลูกแบบตั้งตรง จะทำให้งอกเฉพาะส่วนบนสุดของหัว (terminal bud) โดย
ทั่วไปหัวที่เกิดจากไหลจะยังไม่งอกจนกว่าไหลจะขาดออกจากกัน ถ้าไหลซึ่งมีหลายหัว
ติดกันแตกขาดออกจากกันเป็นคู่ แต่ละหัวซึ่งติดกันจะงอกได้ แต่ถ้าแตกออกเป็น 3
หัวติดกันหัวที่อยู่ข้างๆ จะงอก แต่หัวที่อยู่ตรงกลางจะไม่งอก
5
1.5 ปัจจัยที่เกี่ยวกับการงอกของหัวแห้วหมู
1
2ความแก่ของหัว หัวที่แก่เต็มที่แล้วมีความสามารถในการงอกเท่ากัน แม้ว่าจะต่างขนาดกัน
การเรียงตัวของหัวภายในดิน (tuber orientation) ไม่มีผลต่อเปอร์เซ็นต์ความงอก และไม่ว่าจะอยู่ใน
3ส่วนใดของดินก็สามารถงอกได้
ความลึกของการปลูก หัวสามารถจะงอกได้ลึกถึง 15 เซนติเมตร จากผิวดิน และพบว่าการงอกจะช้าออกไป
4ถ้าหัวอยู่ลึก
อุณหภูมิ หัวแห้วหมูสามารถงอกได้ที่อุณหภูมิประมาณ 10-45 องศาเซลเซียส แต่ช่วงที่เหมาะสมจะอยู่
ระหว่าง 30-35 องศาเซลเซียส โดยใช้เวลาประมาณ 2–9 วัน ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส จะต้องใช้
เวลาประมาณ 7-19 วัน และแห้วหมูจะไม่งอกเลยถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 0 หรือสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส หัวแห้ว
หมูจะตาย ถ้านำไปวางไว้ในที่อุณหภูมิสูงถึง 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 96 ชั่วโมง หรือนำไปไว้ในที่
5อุณหภูมิสูงถึง 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 1 ชั่วโมง หรือตากแดดประมาณ 2-4 วัน
ความชื้น หัวแห้วหมูยังคงงอกได้ดี แม้ความชื้นในดินต่ำประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ของความจุความชื้น
ของดิน ในดินที่มีน้ำท่วมจะทำให้หัวไม่งอก และหัวของแห้วหมูจะไม่งอกถ้าความชื้นในดินต่ำกว่า 15 เปอร์เซ็นต์
ของความจุความชื้นของดิน นั่นคือหัวของแห้วหมูมีระดับความชื้นวิกฤตประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ ของความจุ
6ความชื้นของดิน และหัวจะตายอย่างรวดเร็ว ถ้าไถพรวนดินในขณะดินแห้ง แล้วพลิกดินขึ้นมาตากแดดซึ่งจะ
เป็นการทำให้ลดจำนวนหัวลงได้อย่างมาก
แสงสว่าง หัวแห้วหมูมีการงอกในที่มีแสงเร็วกว่าในที่มืด นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลต่อการเกิดหัวใหม่ โดย
ถ้าลดความเข้มของแสงลงไปจะทำให้การเจริญเติบโตตลอดจนความสามารถในการแข่งขันลดลง ถ้าความเข้ม
ของแสงลดต่ำจะมีผลทำให้การเกิดหัวของแห้วหมูลดลงอย่างมาก จากรายงานการวิจัย พบว่า จำนวนหัวจะลด
ลง 35.97 เปอร์เซ็นต์ ถ้าความเข้มของแสงมีประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ของแสงแดดเต็มที่ และจะลดลงถึง
63.13 เปอร์เซ็นต์ เมื่ อมีแสงเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ แห้วหมูที่เติบโตในที่มีความเข้มของแสงสูงต้นจะเตี้ย และมี
การเจริญทางส่วนยอดมากกว่าแห้วหมูที่เติบโตในที่มืด นอกจากความเข้มของแสงที่มีผลต่อการเจริญเติบโต
แล้วยังพบช่วงความยาวของแสงยังมีอิทธิพลเช่นกัน โดยพบว่าการได้รับแสง 18 ชั่วโมงต่อวัน จะส่งเสริมการ
เจริญเติบโตทางส่วนยอดและใบ ยับยั้งการออกดอกและลดการสร้างหัว แต่กระตุ้นการเจริญของตาที่หัว ใน
ขณะที่การได้รับแสง 10 ชั่วโมงต่อวันทำให้เกิดดอกสร้างหัวและลดการเจริญทางใบ
6
แห้วหมูใบยาว
2. แห้วหมูใบยาว (Cyperus mitis Steud)
แห้วหมูใบยาว จัดอยู่ในวงศ์ Cyperaceae มีชื่อไทยเรียกหลายชื่อ เช่น กกแห้วหมู
แห้วหมูเทียม เป็นต้น พบเป็นพืชพื้นเมืองในจีนใต้ ตอนกลาง อินเดีย พม่า ศรีลังกา และ
ไทย ในประเทศไทยพบแห้วหมูใบยาวเจริญเติบโตได้ดีทั้งในสภาพที่ชื้น มีน้ำขัง และบนบก
พบระบาดในพืชปลูกหลายชนิด เช่น นาข้าว พืชไร่ มีลักษณะคล้ายแห้วหมู (Cyperus
rotundus L.) แต่ต้นสูงกว่า และใบประดับยาวกว่าช่อดอก ซึ่งแตกต่างจากแห้วหมูที่ใบ
ประดับส่วนใหญ่มักสั้นหรือเท่ากับความยาวช่อดอก หรือยาวกว่าเพียงเล็กน้อย
7
2.1 ลักษณะพืช 8
กกอายุหลายปีที่มีการสร้างหัวทรง
กลมที่ปลายไหล ลำต้นที่แท้จริงเป็นเหง้า
ลำต้นเหนือดินซึ่งเป็นส่วนที่สร้างช่อดอก
อาจสูง 50-80 เซนติเมตร เป็นสันตามยาว
3 สัน เป็นสามเหลี่ยม เมื่อตัดตามขวาง ใบ
รูปแถบยาว ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม เส้น
กลางใบเป็นร่องลึก เห็นเป็นสันชัดเจน กว้าง
0.1-0.3 เซนติเมตร อาจยาวถึง 80
เซนติเมตร กาบใบสีน้ำตาลอ่อน-น้ำตาลแดง
ยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร ช่อดอกเกิดที่ปลาย
ลำต้นเหนือดิน รองรับด้วยใบประดับสีเขียว
2-4 ใบ ซึ่งใบประดับที่ยาวที่จะตั้งตรงและ
ยาวกว่าช่อดอก ซึ่งอาจยาวถึง 23
เซนติเมตร ช่อดอกแตกแขนง 1-2 ชั้น
ประกอบด้วยช่อดอก 2-8 ช่อ ซึ่งยาว 2-6
เซนติเมตร ช่อดอกชั้นที่ 1 อาจมีมากถึง 6
อัน และยาวถึง 6 เซนติเมตร ส่วนก้านช่อ
ดอกชั้นที่ 2 ยาว 1-2 เซนติเมตร หรือช่อ
ดอกเกิดที่ปลาย ช่อดอกรูปไข่หัวกลับกว้าง
ยาว 1.5-3 เซนติเมตร แกนหรือก้านช่อดอก
ยาว 0.2-0.5 เซนติเมตร แต่ละช่อดอก
ประกอบด้วยช่อดอกย่อยจำนวน 3-8 ช่อ
ช่อดอกย่อยรูปแถบ หรือแถบขอบขนาน
แบน ยาว 7-30 มม. กว้าง 1-1.5 มิลลิเมตร
แกนตรง ดอกจำนวน 9 หรือมากกว่าบนช่อ
ดอกย่อยที่ยาวสุด รูปไข่แคบ หรือรี หรือขอบ
ขนาน ยาว 2.5-3 มิลลิเมตร กว้าง 1.2-1.4
มิลลิเมตร โค้งมน ด้านข้างเป็นแผ่นบาง มี
เส้น 3 เส้น สีน้ำตาลเหลือง ด้านล่างสีน้ำตาล
แดง โคนสีน้ำตาลอ่อน ใส สันสีเขียว เกสร
เพศผู้ 3 เกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 3 ผล
เปลือกแข็งเมล็ดเดี่ยว
2.2 ลักษณะเมล็ด เมล็ดแห้วหมูใบยาว
เมล็ดรูปไข่กลับ มี 3 สัน ฐานทู่ ปลาย
แหลม ผิวน้ำตาลอ่อน หรือสีดำ-น้ำตาล
กว้าง 0.4–0.6 มิลลิเมตร ยาว 1.0–1.2
มิลลิเมตร
หัวแห้วหมูใบยาว
2.3 การขยายพันธุ์
จากการสังเกตในแปลงพบว่า
แห้วหมูใบยาวสามารถขยายพันธุ์โดย
หัวได้เช่นเดียวกับแห้วหมู หัวที่เก็บจาก
แปลงนำมาวางไว้ในตะกร้าสามารถ
งอกได้แม้ไม่รดน้ำ และในนาหลังเกี่ยว
ข้าวแล้วมีการไถพรวนดินพลิกหัวแห้ว
หมูใบยาวขึ้นมาบนผิวดิน สภาพดิน
แห้งหัวแห้วหมูยังสามารถงอกได้เช่น
กัน ส่วนการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดยัง
ไม่มีข้อมูล
9
การจัดการแห้วหมูในนาข้าว
ข้าว (Oryza sativa L.) เป็น
อาหารหลักของคนไทยมาช้านาน การทำ
นาข้าวของประเทศไทยมี 4 แบบ คือ ทำ
นาดำ ทำนาหว่านน้ำตม ทำนาหว่านข้าว
แห้ง และปลูกแบบข้าวไร่ ในการทำนาข้าว
มีศัตรูพืชที่ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหาย
หลายชนิดไม่ว่าจะเป็น โรค แมลง วัชพืช
สัตว์ศัตรูพืช เป็นต้น วัชพืชในนาข้าวที่พบ
มากและเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกร
มีทั้งประเภทใบแคบ เช่น หญ้าข้าวนก และ
หญ้าดอกขาว วัชพืชใบกว้าง เช่น ผักปอด
นา และเทียนนา วัชพืชประเภทกก เช่น
หนวดปลาดุก กกขนาก กกทราย เป็นต้น
แห้วหมูที่ระบาดในนาข้าวของประเทศไทยมี
2 ชนิด คือ แห้วหมู (Cyperus rotudus
L.) พบใน การทำนาหว่านข้าวแห้ง ข้าวไร่ และ
แห้วหมูใบยาว (Cyperus mitis Steud.)
พบในนาหว่านน้ำตม นาดำ และนาหว่านข้าว
แห้ง
10
1. การจัดการแห้วหมูโดยไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช
1.1 การไถพรวน
การไถพรวนเพื่อกำจัด
แห้วหมูในนาข้าวมีการปฏิบัติ
ที่หลากหลายแตกต่างกัน
ตามวิธีการปลูกข้าว เช่น
การทำนาดำ นาหว่านน้ำตม
นาหว่านข้าวแห้งและการปลูก
แบบข้าวไร่ โดยวัตถุประสงค์
เพื่อกำจัดวัชพืชที่ขึ้นอยู่ก่อน
ที่จะปลูกข้าว
ในการทำนาดำและทำนาหว่านน้ำตม หลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วมักปล่อย
นาแห้งต่อไปอีกอย่างน้อย 1 สัปดาห์ จึงปล่อยน้ำเข้านาพอชื้นให้วัชพืชงอกแล้ว
จึงไถกลบและปล่อยแปลงอยู่ในสภาพแห้งอีก 1–2 สัปดาห์ เพื่อทำให้ต้นแห้วหมู
แห้งตาย จากนั้นจึงคราดทำเทือก และทำการดำกล้า หรือหว่านเมล็ดข้าวปลูกต่อ
ไป สำหรับการทำนาหว่านข้าวแห้ง และการปลูกข้าวไร่ ไถพรวนก่อนการปลูกและ
ปล่อยแปลงในสภาพแห้งอีก 1-2 สัปดาห์ เพื่อทำให้ต้นแห้วหมูแห้งตาย ในพื้นที่
ปลูกข้าวที่มีความถี่ในการไถพรวนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดปัญหาการระบาด
ของแห้วหมูได้ การทำนาปีละ 1 ครั้ง จะพบการระบาดของแห้วหมู มากกว่าพื้นที่
ทำนาปีละหลายครั้ง เนื่องจากหลังเกี่ยวข้าวแล้วเกษตรกรจะพักแปลงทำให้มี
ช่วงเวลาที่แห้วหมูสามารถงอก เจริญเติบโต ออกดอก ติดเมล็ดและขยายพันธุ์
ในพื้นที่นาต่อไปได้อีก ส่วนการทำนาหลายครั้งเกษตรกรมีการเตรียมดิน
มากกว่าการทำนาปี อีกทั้งพื้นที่นาปรังเกษตรกรมีการใช้สารกำจัดวัชพืชบ่อย
กว่า 11
1.2 การรักษาระดับน้ำ ระดับน้ำต่ำกว่า 10 ซม.
ระดับน้ำสูงกว่า 10 ซม.
น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการปลูกข้าวและมีส่วนช่วยให้เมล็ดหรือส่วนขยาย
พันธุ์ของวัชพืชงอกได้ วัชพืชแต่ละชนิดต้องการความชื้นในการงอกในระดับที่
แตกต่างกันออกไป แห้วหมูสามารถงอกได้ดีในน้ำลึก 2 – 6 เซนติเมตร เราจึง
อาจนำวิธีการจัดการน้ำมาใช้เพื่อลดปัญหาวัชพืช การทำนาดำซึ่งมีน้ำขังตั้งแต่
เริ่มปักดำ การใช้ข้อมูลการงอกของวัชพืชที่ระดับน้ำลึกต่างๆ ข้างต้นมาประยุกต์
ใช้ในการควบคุมวัชพืชจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องวัชพืช แห้วหมูนั้นงอกได้ยากใน
สภาพน้ำขังระดับสูงมากกว่า 10 เซนติเมตร ดังนั้นถ้าเอาน้ำเข้านาได้เร็ว ประมาณ
7 วันหลังปักดำข้าวและรักษาระดับน้ำให้มีความสูงมากกว่า 10 เซนติเมตร จะ
สามารถควบคุมแห้วหมูได้ดีขึ้น ซึ่งวิธีการรักษาระดับน้ำในการควบคุมแห้วหมูนั้น
จะใช้ได้ดีเฉพาะการทำนาดำเท่านั้น
12
1.3 การใช้อุปกรณ์ขุด
การขุดแห้วหมูออกด้วยอุปกรณ์ขุด เช่น เสียม หรือจอบ สามารถทำได้
ทั้งการปลูกข้าวแบบ นาดำ นาหว่านน้ำตม นาหว่านข้าวแห้ง และข้าวไร่ ซึ่ง
จำเป็นต้องขุดเอาต้นและส่วนหัวใต้ดินออกให้หมด นำออกจากแปลงและ
ทำลายทิ้งเพื่อไม่ให้ขยายพันธุ์ต่อไป หลังจากนั้นควรเดินสำรวจและเก็บแห้วหมู
ออกเป็นระยะเพื่อป้องกันไม่ให้แห้วหมูกลับมาระบาด หากยังมีแห้วหมูเหลืออยู่
แล้วหยุดกำจัดเมื่อไหร่ แห้วหมูจะเพิ่มปริมาณขึ้นมาอีก อย่างไรก็ตาม การ
ควบคุมโดยวิธีการนี้อาจทำได้ยากในพื้นที่ขนาดใหญ่และสิ้นเปลืองแรงงานมาก
13
2. การจัดการแห้วหมูโดย bentazone 48% SL
ใช้สารกำจัดวัชพืช halosulfuron-methyl 75% WG
การใช้สารกำจัดวัชพืชในการ
กำจัดแห้วหมูเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่มี
ประสิทธิภาพ อีกทั้งสารกำจัดวัชพืช
บางชนิดสามารถพ่นทับข้าวหลังวัชพืช
งอกได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อข้าวและมี
ประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดแห้ว
หมูได้ โดยปกติการใช้สารกำจัดวัชพืช
ในนาข้าวแบ่งตามช่วงเวลาการใช้ เป็น
2 ช่วงเวลา ได้แก่ พ่นช่วงเวลาก่อน
วัชพืชงอก (pre-emergence)
ประมาณ 0 - 4 วันหลังหว่านหรือปัก
ดำข้าว และพ่นช่วงเวลาหลังวัชพืชงอก
(post-emergence) ประมาณ 7-
15 วันหลังหว่านหรือปักดำ สารกำจัด
วัชพืชที่แนะนำสามารถใช้ได้ทั้งการทำ
นาดำ นาหว่านน้ำตม นาหว่านข้าวแห้ง
และข้าวไร่
ไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช
14
ตารางที่ 1 วิธีจัดการแห้วหมูในข้าว
วิธีการ การปฏิบัติ ข้อแนะนำเพิ่มเติม
การไถพรวน การไถพรวนเพื่อกำจัดแห้วหมูสามารถ 1. หากแห้วหมูมีหัวใต้ดินแล้วการไถ
ทำได้ พรวนอาจก่อให้เกิดการแพร่กระจายได้
การรักษาระดับน้ำ สูงมากกว่า 10 ดังนั้นหลังไถพรวนต้องคราดเก็บชิ้น
เซนติเมตร ส่วนของแห้วหมูออกจากแปลงนำไป
การใช้อุปกรณ์ขุด เช่น เสียม หรือ ทำลายทิ้ง
จอบ 2. การทำนาดำ นาหว่านน้ำตม หลังเก็บ
เกี่ยวข้าวแล้วปล่อยให้แห้งต่ออีกอย่าง
การใช้สารกำจัดวัชพืช น้อย 1 สัปดาห์ แล้วเอาน้ำเข้าแปลงพอ
การใช้วิธีผสมผสาน ชื้น เพื่อให้แห้วหมูงอกขึ้นมา จากนั้น
ไถกลบและปล่อยแปลงในสภาพแห้ง
อีก 1 - 2 สัปดาห์ เพื่อทำให้ต้นแห้วหมู
แห้งตาย
3. การทำนาหว่านข้าวแห้ง และข้าว
ไร่ ไถพรวนก่อนการปลูกและปล่อย
แปลงในสภาพแห้งอีก 1 - 2 สัปดาห์
เพื่อทำให้ต้นแห้วหมูแห้งตาย
วัชพืชประเภทกกส่วนใหญ่รวมทั้งแห้ว 1. ใช้ได้ดีเฉพาะการทำนาแบบนาดำ
หมูงอกได้ยากในสภาพน้ำขัง ถ้าเอาน้ำ 2. หากเอาน้ำเข้าช้าเกินไปแห้วหมูมี
เข้านาได้เร็วประมาณ 7 วันหลังหว่าน โอกาสงอกขึ้นมาได้ เมื่องอกได้แล้ว
ข้าว จะสามารถควบคุมแห้วหมูได้ สามารถเจริญเติบโตในสภาพน้ำขังต่อ
ไปได้
ถึงแม้ใช้อุปกรณ์ขุด เช่น เสียม หรือ 1. หากขุดแล้วต้องนำชิ้นส่วนแห้วหมู
จอบจะสามารถทำได้โดยง่ายแต่ไม่ ออกจากแปลง และทำลายทิ้ง ไม่เหมาะ
เหมาะในการกำจัดเนื่องจากแห้วหมูมี สำหรับพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่และหัว
ส่วนขยายพันธุ์ที่เป็นหัวอยู่ใต้ดิน ใต้ดินที่เหลืออยู่ยังงอกเป็นปัญหาต่อ
ไป
2. สามารถใช้ได้ทั้งการปลูกข้าวแบบ
นาดำ นาหว่านน้ำตม นาหว่านข้าวแห้ง
และข้าวไร่
สารกำจัดวัชพืชเป็นวิธีที่มี สารกำจัดวัชพืชที่ใช้ต้องไม่เป็นอันตราย
ประสิทธิภาพในการควบคุมแห้วหมูแต่ ต่อข้าว
ต้องเลือกสารที่มีคุณสมบัติดูดซึมได้
ในต้นพืชเพื่อที่จะสามารถกำจัดหัว
ใต้ดินได้
การใช้วิธีผสมผสานโดยใช้หลายๆ วิธี ใช้หลายวิธีร่วมกันตามความเหมาะสม
ร่วมกันตามความเหมาะสมของแต่ละ ของแต่ละพื้นที่
แปลงจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการ
ควบคุมแห้วหมู
15
ตารางที่ 2 คำแนะนำการใช้สารกำจัดวัชพืชเพื่อกำจัดแห้วหมูในข้าว
อัตราการใช้
สารกำจัดวัชพืช กรัมสารออก กรัม,มิลลิลิตร ระยะเวลาการใช้ ข้อแนะนำเพิ่มเติม
ฤทธิ์/ไร่ สาร
ผลิตภัณฑ์/ไร่
2,4-D-dimethylammonium 84% SL 280 330 15 วันหลังหว่าน เป็นพิษต่อข้าวเล็กน้อย
หรือปักดำข้าว หลังพ่น
halosulfuron-methyl 75% WG 9 12 15 วันหลังหว่าน
หรือปักดำข้าว
bentazone 48% SL 96 200 15 วันหลังหว่าน
หรือปักดำข้าว
bispyribac-sodium 10% SC 70 700 15 วันหลังหว่าน
หรือปักดำข้าว
carfentrazone 40% WG 5 12.5 8 วันหลังหว่าน
หรือปักดำข้าว
chlorimuron-ethyl+metsulfuron- 2 10 15 วันหลังหว่าน กำจัดแห้วหมูใบยาว
methyl 10%+10% WP หรือปักดำข้าว (Cyperus mitis
Steud.) ได้ดี แต่กำจัด
แห้วหมู (Cyperus
rotudus L.) ได้ปาน
กลาง
pyrazosulfuron 10% WP 70 700 8 วันหลังหว่าน
หรือปักดำข้าว
16
การจัดการแห้วหมู
ในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (Zea mays L.)เป็น
พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยสร้างราย
ได้ให้กับเกษตรกรและธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอด
จนห่วงโซ่การผลิต ในปี 2563 ประเทศไทยมี
พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 7.088 ล้านไร่
พื้นที่เก็บเกี่ยว 7.009 ล้านไร่ มีปริมาณ
ผลผลิต 4.995 ล้านตัน ปริมาณผลผลิตเฉลี่ย
713 กิโลกรัมต่อไร่ โดยมีแหล่งปลูกที่สำคัญอยู่
ในจังหวัดเพชรบูรณ์ นครราชสีมา น่าน ตาก
เลย นครสวรรค์ เชียงราย ลพบุรี พะเยา
เชียงใหม่ กำแพงเพชร แพร่ อุตรดิตถ์
พิษณุโลก อุทัยธานี ชัยภูมิ สระบุรี สระแก้ว
เป็นต้น
สำหรับการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ วัชพืช
เป็นศัตรูพืชที่สำคัญชนิดหนึ่งที่ส่งผลกระทบ
ต่อการเจริญเติบโตทำให้ผลผลิตและ
คุณภาพผลผลิตลดลง จากการทดลองปลูก
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในสภาพที่ไม่มีการกำจัด
วัชพืช ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีการแข่งขันกับ
วัชพืชอย่างรุนแรงสามารถลดผลผลิต
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้มากถึง 80 เปอร์เซ็นต์
17
ดังนั้น การจัดการวัชพืชอย่างมีประสิทธิภาพ
สามารถเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้สูงขึ้น การแข่งขันของวัชพืช
จะมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายอย่าง
เช่น อัตราการปลูก ชนิดและปริมาณของวัชพืช
สภาพภูมิอากาศ ฤดูปลูก ความอุดมสมบูรณ์ของ
ดิน การเขตกรรม เป็นต้น วัชพืชที่ขึ้นรบกวนช่วง
ข้าวโพดมีอายุ 2-6 สัปดาห์ สามารถลดปริมาณ
ผลผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้สูงสุดจึงควรมี
การควบคุมวัชพืชไม่ให้ขึ้นแข่งขันกับข้าวโพด
เลี้ยงสัตว์ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ซึ่งวัชพืชที่พบ
มากและเป็นปัญหาในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
มีทั้งวัชพืชอายุปีเดียวและวัชพืชข้ามปีที่งอกจาก
เมล็ดและส่วนขยายพันธุ์อื่นๆ
วัชพืชข้ามปีประเภทกกที่กำลังเป็นปัญหา
สำคัญในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของ
เกษตรกรในปัจจุบันคือแห้วหมู เนื่องจากขั้นตอน
การเตรียมแปลงปลูกไม่มีการลดปริมาณของ
แห้วหมูในพื้นที่และการใช้สารกำจัดวัชพืชที่ไม่
สามารถควบคุมแห้วหมูได้เมื่อวัชพืชชนิดอื่นถูก
กำจัดหรือลดปริมาณลงทำให้แห้วหมูมี
ประสิทธิภาพในการแข่งขันและเพิ่มปริมาณใน
แปลงปลูกอย่างต่อเนื่องจนสามารถแย่งพื้นที่
และกลายเป็นวัชพืชหลักของแปลงปลูก
18
1. การจัดการแห้วหมูโดยไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช
1.1 การไถพรวน 1.2 การทำรุ่น 1 - 2 ครั้งช่วง
ก่อนปลูก
ก า ร ไ ถ เ ต รีย ม แ ป ล ง ก่ อ น
ป ลูก ข้า ว โ พ ด เ ลี้ ย ง สัต ว์ด้ ว ย ผ า น 1) การใช้จอบดายระหว่างแถว
3 ที่ ร ะ ดั บ ค ว า ม ลึ ก ไ ม่น้ อ ย ก ว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำ 1-2 ครั้ง
1 5 เ ซ น ติ เ ม ต ร ค ร า ด เ ก็ บ ชิ้น ครั้งแรกเมื่ อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ส่ว น แ ห้ว ห มู อ อ ก จ า ก แ ป ล ง นำ ไ ป อายุ 2-3 สัปดาห์ และอาจทำครั้งที่
ทำ ล า ย ทิ้ ง แ ล ะ ต า ก ดิ น ไ ว้ 2 - 3 สองถ้ายังมีแห้วหมูปริมาณมาก
สัป ด า ห์ เ พื่ อ ใ ห้หัว แ ห้ว ห มู ที่ เมื่อข้าวโพดอายุ 4-5 สัปดาห์ แต่
เ ห ลื อ ถูก แ ด ด เ ผ า จ น แ ห้ง ต า ย ไ ป การดายต้องถากให้ลึก เพื่ อทำลาย
แ ล้ ว ไ ถ แ ป ร ห รือ พ ร ว น ดิ น อี ก ส่วนของหัวที่อยู่ใต้ดินและนำชิ้น
ค รั้ง ด้ ว ย ผ า น 7 เ พื่ อ กำ จัด ส่วนออกจากแปลงไปทำลายทิ้ง
วัช พืช ช นิ ด อื่ น ที่ ง อ ก ขึ้ น ม า ห ลั ง
จ า ก ก า ร ไ ถ ค รั้ง แ ร ก ก่ อ น ป ลูก 2 ) ก า ร ใ ช้ เ ค รื่ อ ง จั ก ร ก ล เ ช่ น
ข้า ว โ พ ด เ ลี้ ย ง สัต ว์
ไ ถ หั ว ห มู ค ร า ด ส ป ริง เ ป็ น ต้ น ไ ถ
1 - 2 ค รั้ง ไ ถ พ ร ว น ร ะ ห ว่ า ง แ ถ ว
ป ลู ก ข้ า ว โ พ ด เ ลี้ ย ง สั ต ว์
19
2. การจัดการแห้วหมูโดยใช้สารกำจัดวัชพืช
สารกำจัดวัชพืชที่แนะนำให้ใช้ในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อาจเลือกใช้
สารชนิดใดชนิดหนึ่งได้ตามสภาพการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามตารางที่ 3
ตารางที่ 3 คำแนะนำการใช้สารกำจัดวัชพืชเพื่อกำจัดแห้วหมูในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
อัตราการใช้
สารกำจัดวัชพืช กรัมสาร กรัม, ระยะเวลาการใช้ ข้อแนะนำเพิ่มเติม
glyphosate-isopropylammonium 48% SL ออกฤทธิ์/ มิลลิลิตรสาร
ไร่ ผลิตภัณฑ์/ไร่
384-480 800-1,000 พ่นก่อนไถ พ่นก่อนไถเตรียม
เตรียมแปลง แปลง 10-14 วัน
ปลูก
nicosulfuron 6% OD 12 200 พ่นทันทีหลัง ระมัดระวังพื้นที่น้ำขัง
S-metolachlor 96% EC ปลูกข้าวโพด
เลี้ยงสัตว์ ขณะ
192 200 ดินมีความชื้น
acetochlor 50% EC 275 550
dimethenamid-p 72% EC 180 250
2,4-D-dimethylammonium 84% SL 218.4 260 พ่นหลังปลูก พ่นระหว่างแถวปลูก
halosulfuron-methyl 75% WG 9
ข้าวโพดเลี้ยง ใส่หัวครอบป้องกัน
สัตว์ แห้วหมูมี ละอองสารฟุ้ง
จำนวนใบ 3-5
12 ใบ กระจาย
fluroxypyr 28.8% EC 86.4 300
bentazone 48% SL 153.6 320
glufosinate-ammonium 15% SL 105 700
glyphosate-isopropylammonium 48% SL 288 600
20
การจัดการแห้วหมูในถั่วเขียว
ถั่วเขียว (Vigna radiata (L.)
Wilczek) เป็นพืชอายุสั้นเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
เมื่ออายุ 65–70 วัน สามารถเจริญเติบโตได้ในดิน
แทบทุกชนิดและสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี จึง
เป็นพืชที่นิยมปลูกโดยทั่วไปในประเทศไทย โดย
เกษตรกรนิยมปลูกเป็นพืชตามหลังการเก็บเกี่ยว
พืชหลัก เช่น หลังนาข้าวหรือพืชไร่ แหล่งปลูกถั่ว
เขียวที่สําคัญอยู่ในภาคเหนือ บางจังหวัดในภาค
กลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การใช้ถั่ว
เขียวเพื่อการบริโภคภายในประเทศจะใช้ในรูปของ
ถั่วงอก วัตถุดิบในการผลิตแป้งถั่วเขียว ทําวุ้น
เส้น ขนมหวาน และอื่นๆ การปลูก ถั่วเขียว ช่วง
ระยะวิกฤตของถั่วเขียวอยู่ในช่วง 2-4 สัปดาห์
หลังถั่วเขียวงอก ซึ่งเป็นระยะที่ควรมีการจัดการ
วัชพืชไม่ให้กระทบต่อการเจริญเติบโตและ
ผลผลิตโดย พบว่า วัชพืชที่ทำความเสียหายให้แก่
ถั่วเขียวมากที่สุด คือ แห้วหมู ซึ่งขึ้นแก่งแย่ง
ปัจจัยการเจริญเติบโต หากไม่มีการกำจัดจะทําให้
ผลผลิตถั่วเขียวลดลงถึง 30–80 เปอร์เซ็นต์
การจัดการแห้วหมูใน ถั่วเขียวอาจทำได้ทั้งวิธี
การเตรียมดินก่อนปลูก การใช้วัสดุคลุมดิน หรือ
การใช้สารกำจัดวัชพืช สำหรับการใช้แรงงาน
เกษตรกร ต้องสิ้นเปลืองแรงงานในการกำจัด
แห้วหมูเป็นอย่างมากซึ่งจัดเป็นต้นทุนการผลิตที่
ค่อนข้างสูง เกษตรกรจึงนิยมใช้สารกำจัดวัชพืช
เนื่องจากเป็นวิธีที่สะดวก ง่าย และรวดเร็ว
21
1. การจัดการแห้วหมูโดยไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช
1.1 การไถพรวน 1.2 การใช้เครื่องมือกล
ทำการไถพรวน 1 - 2 ครั้งก่อน แห้วหมูเป็นวัชพืชที่มีอายุข้ามปีและ
ปลูกถั่วเขียว โดยไถด้วยผาน 3 หรือ 5 มีส่วนหัวที่อยู่ใต้ดิน การใช้มือถอนจะ
และพลิกดินตากไว้ 1 - 2 สัปดาห์ เพื่อ ทำให้รากขาดและหัวยังคงอยู่ในดิน ดัง
พลิกหัวแห้วหมูขึ้นมาอยู่ส่วนด้านบน นั้น ถ้าทิ้งไว้หัวใต้ดินจะงอกขึ้นมาใหม่ จึง
ผิวดินและคราดเก็บส่วนของแห้วหมู ควรใช้จอบ หรือเสียม ขุดเพื่อกำจัดหัว
ออกนำไปทำลายนอกแปลงปลูกเพื่ อ แห้วหมู และหลังจากขุดแล้วต้องเก็บเอา
ทำลายความมีชีวิตของหัวแห้วหมู หาก ส่วนหัวหรือชิ้นส่วนอื่นๆ นำออกจาก
เกษตรกรมีเวลาควรไถและตากดินซ้ำ แปลงไปทำลายทิ้ง เพื่อป้องกันการ
อีก 2 ครั้ง เพื่อกำจัดหัวแห้วหมูที่อยู่ งอกในพื้นที่ซ้ำและหากยังมีแห้วหมูเหลือ
ส่วนลึกใต้ดิน อยู่ควรมีการขุดและกำจัดออกเป็นระยะ
เพื่อเป็นการกำจัดให้หมดไปจากแปลง
ปลูก โดยวิธีการนี้มีข้อจำกัดในเรื่องของ
แรงงานที่หาได้ยาก อีกทั้งถ้าพื้นที่ปลูกมี
ขนาดใหญ่การใช้แรงงานการขุดนั้นเป็น
ไปได้ยาก ดังนั้น เกษตรกรควรมีการ
สำรวจพื้นที่ปลูกก่อนเพื่อให้มีการจัดการ
แห้วหมูได้อย่างถูกต้องและมี
ประสิทธิภาพ
22
2. การจัดการแห้วหมูโดยใช้สารกำจัดวัชพืช
ปัจจุบันสารกําจัดวัชพืชได้รับความนิยมในการใช้ควบคุมกําจัดวัชพืช
ทดแทนการควบคุมวัชพืชโดยวิธีกล เช่น การไถ ใช้จอบ หรือถอนด้วยมือ
เนื่ องจากการขาดแรงงานประกอบกับการควบคุมโดยใช้สารเคมีให้ผลใน
การควบคุมที่ดี ประหยัด และสามารถลดค่าใช้จ่ายในการควบคุมวัชพืชได้ดี
กว่าวิธีอื่ นๆ ในการเลือกใช้สารกําจัดวัชพืชประเภทก่อนงอกหรือหลังงอก
เพื่อควบคุมแห้วหมู มีสิ่งที่ต้องพิจารณา คือ ความเป็นพิษต่อพืชปลูก
ประสิทธิภาพการควบคุมแห้วหมู และระยะเวลาในการใช้สารกำจัดวัชพืช
โดยการใช้สารกำจัดวัชพืชในถั่วเขียวอาจเลือกใช้สารกำจัดวัชพืชได้ 3 ช่วง
ระยะเวลา คือ
2.1 การใช้สารกำจัดวัชพืชพ่นก่อนการไถเตรียมดินปลูกถั่วเขียว
การจัดการแห้วหมูโดยการใช้สารกําจัดวัชพืช พ่นก่อนการไถเตรียมดินปลูก
ถั่วเขียว เพื่อกำจัดแห้วหมูที่ขึ้นอยู่ ขณะที่มีจำนวนใบ 3-5 ใบ โดยพ่นกำจัดด้วย
สารกำจัดวัชพืช glufosinate-ammonium 15% SL อัตรา 1,000-1,200
มิลลิลิตรต่อไร่ ทิ้งไว้ 2 สัปดาห์ จากนั้นใช้ผาน 7 ไถพรวนอีกครั้งก่อนเตรียมดิน
ปลูกถั่วเขียว
23
2.2 การใช้สารกำจัดวัชพืชพ่นหลัง
เตรียมดินปลูกถั่วเขียวก่อนวัชพืชงอก
พ่นสารกำจัดวัชพืชหลังจากการไถ
เตรียมดินโดยเป็นสารกำจัดวัชพืชประเภท
พ่นก่อนวัชพืชงอกที่ใช้ในถั่วเขียว โดยพ่น
สารกำจัดวัชพืชทันทีหลังปลูกถั่วเขียวและ
ก่อนแห้วหมูงอก ขณะดินมีความชื้น สาร
กำจัดวัชพืชที่ใช้ เช่น imazapic 24%
SL, imazethapyr 5.3% SL หรือ
imazapic 24% SL+ imazethapyr
5.3% SL
2 . 3 ก า ร ใ ช้ส า ร กำ จั ด วัช พื ช
ป ร ะ เ ภ ท พ่ น ห ลั ง วัช พื ช ง อ ก
พ่นสารกำจัดวัชพืช
halosulfuron-methyl 75%
WG และ chlorimuron-ethyl
10% WP หลังจากที่ถั่วเขียวงอก
แล้วและแห้วหมูงอก โดยพ่นสาร
กำจัดวัชพืชระหว่างแถวหลังปลูก
ถั่วเขียว 20 วัน หรือแห้วหมูมี
จำนวน 3-5 ใบ ขณะพ่นสารควรใช้
หัวครอบที่หัวพ่น เพื่อป้องกันไม่ให้
ละอองสารสัมผัสกับต้นถั่วเขียว
24
วิธีการจัดการแห้วหมู
ในถั่วเขียว
การไถพรวน การใช้
เครื่องมือกล
การไถพรวนเพื่อกำจัด
แห้วหมูสามารถทำได้
โดยการไถพรวนตากดิน
และเก็บหัวแห้วหมูออก เช่น ใช้จอบ หรือเสียม
จากพื้นที่เพื่อนำไป ขุดเพื่อกำจัดหัวแห้วหมู
และหลังจากขุดแล้วต้อง
ทำลาย เก็บเอาส่วนหัวหรือชิ้น
ส่วนอื่นๆ นำออกจาก
01
แปลงไปทำลายทิ้ง
การใช้สารกำจัด
วัชพืช 02
การใช้วิธี
ผสมผสาน
สารกำจัดวัชพืชเป็นวิธีที่มี
ประสิทธิภาพในการควบคุม การใช้วิธีผสมผสานตาม
แห้วหมู แต่ต้องเลือกสารที่ ความเหมาะสมของแต่ละ
มีคุณสมบัติเคลื่ อนย้ายได้ แปลงปลูกพืช จะเป็นวิธีที่
ในต้นพืชเพื่อที่จะสามารถ
กำจัดหัวใต้ดินได้ และต้อง มีประสิทธิภาพในการ
ควบคุมแห้วหมู
เป็นสารกำจัดวัชพืชที่ไม่
เป็นอันตรายต่อต้นถั่วเขียว 04
03 25
ตารางที่ 4 คำแนะนำการใช้สารกำจัดวัชพืชเพื่อกำจัดแห้วหมูใน
ถั่วเขียว
อัตราการใช้
สารกำจัดวัชพืช กรัมสารออก กรัม,มิลลิลิตร ระยะเวลาการใช้ ข้อแนะนำเพิ่มเติม
ฤทธิ์/ไร่ สาร
glufosinate-
ammonium 15% SL ผลิตภัณฑ์/ไร่
150 1,000 พ่นก่อนการไถเตรียม แห้วหมูมีจำนวน
ดินปลูกถั่วเขียว 2 ใบ 3-5 ใบ
สัปดาห์
imazapic 24% SL 19.20 พ่นทันทีหลังปลูกถั่ว
80 เขียว ขณะดินมี
ความชื้น
imazethapyr 5.3% SL 25.44 480 พ่นทันทีหลังปลูกถั่ว
เขียว ขณะดินมี
ความชื้น
imazapic 24% SL 14.4+19.96 60+375 พ่นทันทีหลังปลูกถั่ว
+ imazethapyr 5.3% SL เขียว ขณะดินมี
ความชื้น
พ่นระหว่างแถวหลัง ใส่หัวครอบเพื่อ
halosulfuron-methyl 10 ปลูกถั่วเขียว 20 วัน ป้องกันไม่ให้ละออง
75% WG 7.5 หรือวัชพืชมีจำนวน สารสัมผัสกับต้น
ใบ 3-5 ใบ ถั่วเขียว
พ่นระหว่างแถวหลัง ใส่หัวครอบเพื่อ
chlorimuron-ethyl 5 50 ปลูกถั่วเขียว 20 วัน ป้องกันไม่ให้ละออง
10% WP หรือวัชพืชมีจำนวน สารสัมผัสกับต้น
ใบ 3-5 ใบ ถั่วเขียว
26
การจัดการแห้วหมูใน
มันสำปะหลัง
มันสำปะหลัง (Manihot esculenta
(L.) Crantz) เป็นพืชที่เกษตรกรปลูกกันมาก
ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย เนื่ องจากเป็นพืช
ที่ปลูกง่าย มีความทนทานต่อความแห้งแล้ง
สามารถเจริญเติบโตได้แม้ในดินที่มีความอุ ดม
สมบูรณ์ต่ำ ในปี 2562 ประเทศไทยเป็นประเทศ
ที่มีการผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก
มีสัดส่วนการผลิต 10.2 เปอร์เซ็นต์ ของ
ผลผลิตทั่วโลก รองจากสหพันธ์สาธารณรัฐ
ไนจีเรีย (19.5 เปอร์เซ็นต์) และสาธารณรัฐ
คองโก (13.2 เปอร์เซ็นต์) มันสำปะหลังของ
ไทยนิยมนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่ อการส่ง
ออกเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ จึง
ถือได้ว่า มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิด
หนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศเป็น
จำนวนมาก ปัญหาศัตรูพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
วัชพืชข้ามปีอย่างแห้วหมูยังเป็นปัญหามาก
เนื่ องจากแห้วหมูเป็นวัชพืชร้ายแรง มีรายงาน
มากกว่า 90 ประเทศทั่วโลกว่าแห้วหมูสามารถ
เจริญเติบโตและทำความเสียหายให้กับพืชปลูก
อย่างน้อย 52 ชนิดทั่วโลก แห้วหมูจัดเป็นพืช
C4 จึงทำให้แห้วหมูสามารถเจริญเติบโต
แข่งขันกับมันสำปะหลังที่เป็นพืช C3 ได้ดีกว่า
เมื่ออุณหภูมิและความเข้มแสงมากขึ้น การ
ปล่อยให้มีแห้วหมูในแปลงมันสำปะหลังมากกว่า
60 ต้นต่อตารางเมตรจะส่งผลกระทบต่อ
จำนวนหัวและน้ำหนักผลผลิต และหากปล่อยไว้
ไม่มีการกำจัดก็จะทำผลผลิตเสียหาย
27
1. การจัดการแห้วหมูโดยไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช
ห ลั ง จ า ก ก า ร ไ ถ เ ต รีย ม ดิ น ก่ อ น
ปลูก ควรทำการเก็บหัวแห้วหมูที่
ถู ก พ ลิ ก ขึ้ น ม า จ า ก ใ ต้ ดิ น นำ ไ ป
ทำลายทิ้งนอกแปลง จะสามารถ
ช่ ว ย ล ด ป ริม า ณ ข อ ง แ ห้ ว ห มู ใ น
แปลงลงได้ ส่วนวิธีการใช้รถไถ
พรวนระหว่างร่องเพื่ อไถกลบแห้ว
หมูเป็นวิธีที่ไม่แนะนำ เพราะจะ
ทำ ใ ห้ แ ห้ ว ห มู ส า ม า ร ถ แ พ ร่ก ร ะ จ า ย
ได้รวดเร็ว เนื่ องจากเป็นการตัด
แบ่งส่วนขยายพันธุ์ และแต่ละ
ส่วนที่ถูกแบ่งออกสามารถเจริญ
เ ป็ น ต้ น แ ห้ ว ห มู ต้ น ใ ห ม่ แ ล ะ ข ย า ย
พันธุ์เพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น ส่วน
วิธีการใช้จอบถากส่วนที่อยู่เหนือ
ดิ น ไ ม่ ส า ม า ร ถ กำ จั ด แ ห้ ว ห มู ไ ด้
เ พ ร า ะ แ ห้ ว ห มู มี ส่ ว น ข ย า ย พั น ธุ์ อ ยู่
ใ ต้ ดิ น ห า ก ต้ อ ง ก า ร กำ จั ด โ ด ย ก า ร
ใช้แรงงานจำเป็นต้องขุด เก็บเอา
เ ห ง้ า แ ล ะ หั ว ใ ต้ ดิ น ทำ ล า ย ทิ้ ง น อ ก
แปลง
28
2. การจัดการแห้วหมูโดยใช้สารกำจัดวัชพืช
สามารถทำได้ทั้งก่อนการไถเตรียมแปลงปลูก และหลังปลูกมันสำปะหลัง
ดังนี้
2.1 การกำจัดแห้วหมูก่อน 2.2 การกำจัดแห้วหมูหลังปลูก
ปลูกมันสำปะหลัง มันสำปะหลัง
หลังจากเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ทำการพ่นกำจัดด้วยสารกำจัด
แล้ว หัวแห้วหมูจะยังคงอยู่ใน วัชพืช ไกลโฟเซต อัตรา 500-750
แปลง ทยอยงอกเมื่อได้ความชื้น
และขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้น การ มิลลิลิตรต่อไร่ โดยพ่นสารระหว่าง
กำจัดแห้วหมูก่อนปลูก สามารถ
ทำได้โดยการพ่นสารกำจัดวัชพืชไกล ร่องมันสำปะหลัง เมื่ อปลูกมัน
โฟเซต อัตรา 800 - 1,000 สำปะหลังได้ 2 เดือนขึ้นไป ขณะพ่น
มิลลิลิตรต่อไร่ เมื่อแห้วหมูมีจำนวน
ใบ 3 - 5 ใบ พ่นสารทิ้งไว้ 2 - 3 สารควรกดหัวพ่นให้ต่ำ ระวังไม่ให้
สัปดาห์ แห้วหมูในแปลงจะมีอาการ
ใบเหลือง เหี่ยวแห้งตายและหัว ละอองสารสัมผัสกับใบมันสำปะหลัง
ใต้ดินจะฝ่อไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อ
ได้ จึงทำการไถเตรียมแปลง เพราะจะทำให้เกิดความเป็นพิษต่อ
สำหรับปลูกมันสำปะหลัง สาเหตุที่
ต้องพ่นทิ้งไว้ 2 - 3 สัปดาห์ เนื่อง มันสำปะหลังได้ หลังพ่นสารควรทิ้ง
จากไกลโฟเซต เป็นสารกำจัดวัชพืช ให้แห้วหมูตายสนิท ใช้เวลาประมาณ
ประเภทดูดซึม หลังพ่นสารไกลโฟ 2-3 สัปดาห์ จึงทำการไถพรวน
เซตจะเคลื่ อนไปยังส่วนขยายอื่ นๆ
ทางท่ออาหาร (phloem) มีกลไก ระหว่างร่องเพื่ อใส่ปุ๋ย
การทำลายโดยเข้าไปขัดขวาง
กระบวนการสังเคราะห์กรดอะมิโน
(amino acid) ในพืช
29
ตารางที่ 5 คำแนะนำการใช้สารกำจัดวัชพืชเพื่อกำจัดแห้วหมูใน
มันสำปะหลัง
อัตราการใช้
สารกำจัดวัชพืช กรัมสาร กรัม, มิลลิลิตร ระยะเวลา ข้อแนะนำเพิ่มเติม
ออกฤทธิ์/ สาร การใช้
ไร่ ผลิตภัณฑ์/ไร่
glyphosate- 384 - 480 800 - 1,000 ใช้พ่นกำจัดแห้ว อัตราใช้ขึ้นอยู่กับปริมาณความ
isopropylammonium หมูก่อนปลูก หลัง หนาแน่นของแห้วหมูในแปลง
48% SL พ่นทิ้ง
ไว้ 2 สัปดาห์
ทำการไถเพื่อ
เตรียมแปลงปลูก
glyphosate- 240 - 360 500 - 750 พ่นระหว่างร่อง ระวังไม่ให้ละอองสารสัมผัสพืช
isopropylammonium มันสำปะหลัง ปลูก
48% SL อายุ 2 เดือนขึ้นไป
30
การจัดการแห้วหมูในอ้อย
แห้วหมู เป็นวัชพืชที่สร้างปัญหา
ใหญ่ในการปลูกอ้อย (Saccharum
officinarum L.) มีเหง้า และหัว
เจริญเติบโตได้รวดเร็วและต่อเนื่ อง
มีรายงานว่า แห้วหมูสามารถสร้างหัว
เพิ่มได้ 100 หัว ภายใน 90 วัน และ
กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของหัวทั้งหมดจะ
พบอยู่ที่ความลึกประมาณ 0–15
เซนติเมตร ปัจจุบันมีสารกำจัดวัชพืช
ห ล า ย ช นิ ด ที่ ใ ช้ ใ น อ้ อ ย แ ต่ ยั ง ไ ม่ ส า ม า ร ถ
ควบคุมแห้วหมูได้อย่างสมบูรณ์ในพื้ นที่
ที่ มี แ ห้ว ห มู ขึ้ น แ ข่ ง ขั น กั บ อ้ อ ย ม า ก ถึ ง
60–80 เปอร์เซ็นต์ จะส่งผลทำให้อ้อย
สูญเสียผลผลิต 20–30 เปอร์เซ็นต์
ถ้าไม่มีการกำจัดแห้วหมูในช่วง 8
สัปดาห์หลังปลูก
การจัดการแห้วหมูในอ้อยให้มี
ประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการจัดการ
โดยใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน เพื่อลดจำนวน
หัวของแห้วหมูที่อยู่ใต้ดิน โดยเริ่มจาก
การกำจัดแห้วหมูก่อนปลูกอ้อยและตาม
ด้วยการจัดการแห้วหมูหลังปลูกอ้อย
ซึ่งมีวิธีต่างๆ ดังนี้
31
1. การจัดการแห้วหมูโดยไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช
1.1 การไถพรวน อ้อยเป็นพืชอายุยาว มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 10–11
เดือน และปลูกต่อเนื่อง การกำจัดแห้วหมูจึงควรกำจัดโดยการไถเตรียมดิน 1–2
ครั้งก่อนปลูกและเก็บหัวแห้วหมูออกจากแปลงนำไปทำลายทิ้งทุกครั้ง เพื่อลดการ
ระบาดหลังการปลูกอ้อย
1.2 การใช้เครื่องมือกล ในพื้นที่ที่มีแห้วหมูขึ้น ขณะเตรียมพื้นที่ก่อน
ปลูก อาจมีการใช้สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนปลูก (pre-planting) เช่น
glyphosate-isopropylammonium 48% SL เข้าร่วมด้วย และดึงด้วย
มือ หรือขุดด้วยจอบ หากใช้จอบให้ขุดทั้งต้นโดยขุดลงไป 20-75 เซนติเมตร
และเก็บหัวแห้วหมูออกจากพื้นที่และไปทำลายทิ้ง
32
2. การใช้สารกำจัดวัชพืช 2.1 การใช้สารกำจัดวัชพืชประเภท
ก่อนงอก
แห้วหมูที่พ่นด้วยสาร halosulfuron
แห้วหมูที่พ่นด้วยสาร flazasulfuron การใช้สารกำจัดวัชพืชประเภท
ก่อนงอก เช่น diclosulam 84%
WG, imazapic 24%SL และ
imazapyr 12.3% SL จะช่วยลดการ
งอกของแห้วหมูได้อย่างมาก อีกทั้ง
ป้องกันไม่ให้ต้นอ่อนของแห้วหมูผลิต
หัวใหม่
2.2 การใช้สารกำจัดวัชพืชประเภทหลังงอก
การใช้สารกำจัดวัชพืชประเภทหลังงอกนี้โดยส่วนใหญ่จะคิดว่าไม่มี
ประสิทธิภาพ เนื่องจากอาการที่แสดงหลังจากที่แห้วหมูได้รับสารกำจัดวัชพืช
แล้วนั้นจะมีลักษณะค่อยๆ เหี่ยวและแห้งตาย โดยที่สารกำจัดวัชพืชจะเคลื่อน
ย้ายลงสู่หัว และเหง้า จึงใช้เวลานานในการที่จะทำให้ต้นแห้วหมูตาย เช่น
halosulfuron 75% WG, ethoxysulfuron 15% WG, 2,4-D-
dimethylammonium 84% SL และ flazasulfuron 25% WG (ใช้พ่น
เป็นจุดๆ บริเวณที่พบแห้วหมู)
33
ตารางที่ 6 คำแนะนำการใช้สารกำจัดวัชพืชเพื่อกำจัดแห้วหมูในอ้อย
อัตราการใช้
สารกำจัดวัชพืช กรัมสาร กรัม, มิลลิลิตร ระยะเวลาการใช้ ข้อแนะนำเพิ่มเติม
ออกฤทธิ์/ไร่ สารผลิตภัณฑ์/
ไร่
glyphosate- 384-480 800-1,000 เตรียมพื้นที่ปลูก แห้วหมูมีจำนวนใบ 3 – 5 ใบ
isopropylammonium
48% SL
diclosulam 84% WG 25.2 30 ก่อนวัชพืชงอก
imazapic 24% SL 24.0 100 ก่อนวัชพืชงอก
imazapyr 12.3% SL 61.5 500 ก่อนวัชพืชงอก
sulfentrazone 48% SC 115.2 240 ก่อนวัชพืชงอก
halosulfuron 75% WG 9 12 หลังวัชพืชงอก แห้วหมูมีจำนวนใบ 3 – 5 ใบ
3.24
ethoxysulfuron 21.6 หลังวัชพืชงอก แห้วหมูมีจำนวนใบ 3 – 5 ใบ
15% WG 218.4
260 หลังวัชพืชงอก แห้วหมูมีจำนวนใบ 3 – 5 ใบ
2,4-D-
dimethyammonium
84% SL
flazasulfuron 25% WG 8 32 หลังวัชพืชงอก แห้วหมูมีจำนวนใบ 3 – 5 ใบ
34
การจัดการแห้วหมูในคะน้า
คะน้า (Brassica oleracea
var. Albonglabra) มีถิ่นกำเนิดในทวีป
เอเชีย ปลูกกันมากในภูมิภาคเอเชียตะวัน
ออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยสามารถปลูก
ได้ทุกภาค คะน้าเป็นผักที่นิยมปลูกและ
บริโภคกันมาก โดยปลูกเพื่อบริโภคส่วน
ของใบและลำต้น อายุตั้งแต่หว่านหรือ
หยอดเมล็ดจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 45-
55 วัน คะน้าเป็นผักสวนครัวที่สามารถ
ปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่ปลูกได้
ผลดีที่สุดคือเดือนตุลาคมถึงเมษายน
เนื่ องจากการปลูกคะน้ามีการให้น้ำซึ่ง
แปลงชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นปัจจัยที่
ส่งเสริมให้แห้วหมูงอกและเจริญเติบโตได้
ดี โดยแห้วหมูเพียง 1 หัวสามารถจะแพร่
ขยายเป็นจำนวน 1,200 ต้น ภายในระยะ
เวลา 5 เดือน ถึงแม้ว่าแห้วหมูมีใบขนาด
เล็ก แต่มีความสามารถในการแข่งขันกับ
คะน้าได้ดี การแข่งขันกันระหว่างคะน้าและ
แห้วหมูจึงเริ่มตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว
ซึ่งผลผลิตจะลดลงมากกว่า 60
เปอร์เซ็นต์ หากปล่อยให้แห้วหมูขึ้นรบกวน
ในช่วง 15-30 วันหลังปลูก
35
1. การจัดการแห้วหมูโดยไม่ใช้สาร
กำจัดวัชพืช
1.1 การป้องกัน
การแพร่กระจายพันธุ์ 1.3 การขุด
ของแห้วหมู เกิดจากแทงเหง้า
ไปเกิดเป็นต้นใหม่หรือเป็นหัว หลังปลูกคะน้า อาจพบแห้วหมูขึ้นเป็นจุด
ใหม่การขยายพันธุ์โดยเมล็ดนั้น ซึ่งในระยะนี้จำเป็นต้องใช้การขุดโดยใช้จอบ หรือ
มีน้อยมาก ดังนั้นการป้องกันไม่ เสียม ขุดแล้วสางเอาชิ้นส่วนของแห้วหมู ได้แก่
ให้แห้วหมูระบาดไปยังที่ต่างๆ หัว เหง้า ไหล และต้น นำออกจากแปลงปลูกและ
ในแปลงคะน้าจำเป็นต้อง ทำลายทิ้ง หรืออาจใช้เหล็กแหลมงัดขึ้นมาทั้งต้น
ระมัดระวังหัวหรือต้นที่อาจติด และหัว ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นการลดความรุนแรงได้
ไปกับดิน เช่น ดินที่ติดไปกับ ในช่วงเวลาสั้นๆ เนื่องจากไม่สามารถทำลายหัว
แทรคเตอร์ เครื่องไถพรวน ได้ทั้งหมด และนับว่าเสียแรงงานมาก แต่เป็นวิธี
หรือเครื่องมืออื่ นๆ ที่นิยมใช้เพราะไม่มีวิธีไหนที่ดีกว่านี้ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในสภาพที่ปลูกคะน้าแล้วมักเป็นปัญหา
1.2 การไถเตรียมดินก่อนปลูก มากเพราะอาจกระทบกระเทือนระบบรากของพืช
ปลูกได้
ก่อนปลูกคะน้าควรมีการไถ
เตรียมดินก่อน โดยต้องไถลึกลงไป
15-18 เซนติเมตร เพื่อพลิกหัวแห้ว
หมูขึ้นมาอยู่ด้านบน จากนั้นทำการ
คราดเอาชิ้นส่วนของแห้วหมูออกจาก
แปลงนำไปทำลายทิ้ง ซึ่งในแปลงที่
พบแห้วหมูระบาดอาจต้องทำซ้ำ
หลายๆ ครั้ง และใช้ระยะเวลาหลายปี
จึงจะสามารถกำจัดแห้วหมูออกจาก
แปลงได้หมด
36
2. การจัดการแห้วหมูโดยใช้สารกำจัดวัชพืช
ปัจจุบันยังไม่มีสารกำจัดวัชพืชที่ใช้กำจัดแห้วหมูในการปลูกคะน้า เนื่องจากสาร
กำจัดวัชพืชที่ใช้กำจัดแห้วหมูได้นั้นมักเป็นพิษกับคะน้า ดังนั้น เกษตรกรจึงนิยมใช้วิธี
อื่นๆ ดังที่กล่าวไว้ในการจัดการแห้วหมูโดยไม่ใช้สารกำจัดวัชพืชแทน
แปลงคะน้าที่มีแห้วหมูขึ้นรอบแปลง
37
การจัดการแห้วหมูในพริก
พริก (Capsicum annuum L.) เป็น
พืชผักเศรษฐกิจที่มีการปลูกในหลายประเทศทั่ว
โลก สำหรับประเทศไทยพริกถือว่าเป็นพืชที่มี
ความสำคัญกับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่าง
ยาวนาน พริกเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหาร
ไทยที่มีรสชาติจัดจ้าน ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่
ปลูกพริก ทั้งหมดประมาณ 149,000 ไร่ โดย
แหล่งปลูกพริกที่สำคัญของประเทศ ได้แก่
จังหวัดศรีสะเกษ อุบลราชธานี เชียงใหม่
นครศรีธรรมราช ตาก เพชรบูรณ์ ชัยภูมิ
หนองคาย สุโขทัย แพร่ นครพนม พัทลุง และ
สงขลา
แปลงปลูกพริกต้องการความชื้นมากกว่า
พืชไร่ทั่วๆ ไป สภาพดังกล่าวเป็นปัจจัยส่งเสริมให้
เมล็ดวัชพืชหรือส่วนของวัชพืชบางชนิดงอกและ
เจริญเติบโตได้ดีและรวดเร็ว โดยเฉพาะวัชพืชที่
ขยายพันธุ์ด้วยเหง้าและหัว ตัวอย่างเช่น แห้วหมู
ซึ่งสามารถสร้างปัญหาให้กับพริกได้ทุกช่วงของ
การเจริญเติบโต ตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มปลูกจนถึง
ระยะเก็บเกี่ยว แห้วหมูจะมีการแก่งแย่งน้ำ ธาตุ
อาหาร และแสงแดด แล้วยังเป็นแหล่งอาศัยของ
โรคและแมลงได้อีกด้วย ทำให้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ
การใช้สารกำจัดศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้น ผลผลิตที่ได้
มีปริมาณและคุณภาพลดลง และได้ราคาต่ำ
38
การจัดการแห้วหมูในแปลงปลูกพริกสามารถทำได้หลายวิธี แต่ละวิธีอาจให้
ผลของการควบคุมได้มากน้อยต่างกันแล้วแต่ความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และ
ความพร้อมของผู้ปฏิบัติ ที่จะเลือกใช้วิธีการไหน หรืออาจนำเอาหลายๆ วิธีการ
มาประยุกต์ใช้ร่วมกันตามความเหมาะสม วิธีการควบคุมแห้วหมูอาจแยกได้เป็น 2
วิธีการ คือ
1. การจัดการแห้วหมูโดยไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช
1.1 การไถเตรียมดินก่อนปลูก
การไถเตรียมดินก่อนปลูกอาจทำการไถ 1-2 ครั้ง ครั้งแรกไถกลบ
กำจัดต้นแห้วหมูที่ขึ้นอยู่ ตากดินทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์ ทำการไถครั้งที่ 2 เพื่อกำจัด
หัวและเหง้าที่อยู่ใต้ดินที่ขึ้นมาจากการไถครั้งแรก ทำการคราดเก็บชิ้นส่วนต่างๆ
ของแห้วหมูนำออกจากแปลง และทำลายทิ้ง
1.2 การใช้วัสดุคลุมดิน
การใช้วัสดุคลุมดิน เช่น การคลุมดินด้วยแกลบดิบ จะช่วยล่อ
ให้แห้วหมูเจริญและขึ้นมาสร้างหัว และไหลในบริเวณชั้นแกลบมากขึ้น
ทำให้สามารถกำจัดออกได้ง่ายและรวดเร็ว หรือการคลุมดินด้วยพลาสติก
เทา-ดำ โดยคลุม 2 ชั้น สามารถป้องกันการงอกของแห้วหมูได้ดี โดยแห้ว
หมูที่อยู่ภายใต้พลาสติกเกิดการแห้งตายเนื่ องจากความร้อน
1.3 การใช้แรงงาน หรือเครื่องมือกล
การใช้แรงงาน หรือเครื่องมือกล การใช้มือถอน หรือจอบถาก อาจทำ
1-2 ครั้ง ในช่วงระยะแรกของการเจริญเติบโตของพริก ซึ่งควรเก็บหัวหรือเหง้า
ออกให้ได้มากที่สุด
การคลุมด้วยพลาสติกเทา - ดำ เพื่อควบคุม 39
แห้วหมูในแปลงปลูกพริก
2. การจัดการแห้วหมูโดยใช้สารกำจัดวัชพืช
2.1 การใช้สารกำจัดวัชพืชประเภทพ่นก่อนวัชพืชงอก
พ่นสารกำจัดวัชพืชในแปลงทิ้งไว้ 5-7 วัน จึงทำการย้ายกล้าพริกลง
ปลูก โดยสารกำจัดวัชพืชที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมแห้วหมูได้ดี เช่น
S-metolachlor 96% EC และ imazethapyr 5.3% SL
2.2 การใช้สารกำจัดวัชพืชประเภทพ่นหลังวัชพืชงอก
พ่นสารกำจัดวัชพืชหลังแห้วหมูงอกมีจำนวนใบ 3-5 ใบ ทิ้งไว้ 30
วัน จึงทำการย้ายกล้าพริกลงปลูก โดยสารกำจัดวัชพืชที่มีประสิทธิภาพใน
การควบคุมแห้วหมูได้ดี เช่น halosulfuron-methyl 75% WG,
sulfentrazone 48% SC และ imazapic 24% SL
พ่นสารกำจัดวัชพืชระหว่างแถวในแปลงปลูกพริก โดยสารกำจัดวัชพืชที่
มีประสิทธิภาพในการควบคุมแห้วหมูได้ดี เช่น halosulfuron-methyl 75%
WG, sulfentrazone 48% SC และ imazapic 24% SL ซึ่งขณะพ่นสาร
กำจัดวัชพืชต้องใส่หัวครอบหัวพ่น เพื่อป้องกันละอองสารปลิวไปสัมผัสกับต้น
พริกขณะพ่น
40
ตารางที่ 7 คำแนะนำการใช้สารกำจัดวัชพืชเพื่อกำจัดแห้วหมูในพริก
อัตราการใช้
สารกำจัดวัชพืช กรัมสารออก กรัม, มิลลิลิตร ระยะเวลาการใช้ ข้อแนะนำเพิ่มเติม
S-metolachlor 96%EC ฤทธิ์/ไร่ สารผลิตภัณฑ์/ไร่
พ่นคลุมดิน ก่อนย้ายกล้า ควรพ่นสารกำจัดวัชพืช
พริกลงปลูกที่ ขณะดินมีความชื้น
192 200 ระยะ 5 - 7 วันหลังพ่น
สารกำจัดวัชพืช
imazethapyr 5.3%SL 19.08 พ่นคลุมดิน ก่อนย้าย ควรพ่นสารกำจัดวัชพืช
360 ปลูกพริกที่ระยะ 5 - 7 วัน ขณะดินมีความชื้น
หลังพ่นสารกำจัดวัชพืช
พ่นหลังแห้วหมูงอกแล้ว
มีจำนวนใบ 3 -5 ใบ และ
halosulfuron-methyl 9
75% WG ย้ายปลูกพริกที่
ระยะ 30 วันหลังพ่นสาร
กำจัดวัชพืช
12
พ่นระหว่างแถวปลูกพริก ขณะพ่นสารต้องใส่หัว
หลังแห้วหมูงอกแล้ว มี ครอบ เพื่อป้องกัน
จำนวนใบ 3 - 5 ใบ ละอองปลิวไปสัมผัสต้น
และใบพริก
พ่นหลังแห้วหมูงอกแล้ว
มีจำนวนใบ 3-5 ใบ และ
sulfentrazone 115.2
48% SC ย้ายปลูกพริกที่
ระยะ 30 วันหลังพ่นสาร
กำจัดวัชพืช
240
พ่นระหว่างแถวปลูกพริก ขณะพ่นสารต้องใส่หัว
หลังแห้วหมูงอกแล้ว มี ครอบ เพื่อป้องกัน
จำนวนใบ 3 - 5 ใบ ละอองปลิวไปสัมผัสต้น
และใบพริก
พ่นหลังแห้วหมูงอกแล้ว
มีจำนวนใบ 3-5 ใบและ
imazapic 24% SL 19.2
ย้ายปลูกพริกที่
ระยะ 30 วันหลังพ่นสาร
กำจัดวัชพืช
80
พ่นระหว่างแถวปลูกพริก ขณะพ่นสารต้องใส่หัว
หลังแห้วหมูงอกแล้ว มี ครอบ เพื่อป้องกัน
จำนวนใบ 3 - 5 ใบ ละอองปลิวไปสัมผัสต้น
และใบพริก
41
การจัดการแห้วหมูใน
หน่อไม้ฝรั่ง
6. หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus officinalis L.) เป็นพืชข้ามปีสามารถขึ้นได้ใน
สภาพดินเกือบทุกชนิด แหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี
ประจวบคีรีขันธ์ ลพบุรี เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ เลย ขอนแก่น
กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ และนครราชสีมา ในปี 2563 มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 10,686 ไร่
เป็นพื้นที่ที่ให้ผลผลิต 10,388 ไร่ มีผลผลิตรวม 11,325 ตัน และมีผลผลิต
เฉลี่ย 1,090 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแหล่งผลิต 5 อันดับแรกของประเทศ ได้แก่
จังหวัดเพชรบูรณ์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และนครปฐม
ส่วนปริมาณการส่งออกมีทั้งสิ้น 2,229 ตัน คิดเป็นมูลค่า 139,972,178 บาท
สำหรับการส่งออกหน่อไม้ฝรั่งไปต่างประเทศ ตลาดที่สำคัญ คือ ญี่ปุ่น รองลง
มาคือ ประเทศในยุโรป และเอเชีย ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย
การปลูกหน่อไม้ฝรั่งของเกษตรกรไทย นิยมปลูก 2 แบบ คือ การปลูกแบบ
หน่อเขียวสำหรับใช้บริโภคหรือแช่แข็ง เพื่อการส่งออกไปจำหน่ายยังตลาด
ต่างประเทศ การปลูกแบบนี้ผู้ปลูกต้องควบคุมคุณภาพของหน่อไม้ฝรั่งให้ได้
มาตรฐานที่กำหนด และราคาจะสูงกว่า ส่วนการปลูกแบบหน่อขาว สำหรับใช้
แปรรูป โดยการใช้ดินหรืออินทรียวัตถุกลบหรือคลุมโคนต้น เพื่อไม่ให้หน่อ
อ่อนถูกแสงแดด จึงทำให้หน่อที่ได้เมื่อถอนออกมามีสีขาว ซึ่งหน่อขาวไม่
จำเป็นต้องรักษาคุณภาพ ในเรื่องรูปร่างและขนาดมากเหมือนกับหน่อเขียว
เนื่องจากหน่อขาวจะต้องนำมาลอกเปลือกหรือตัดส่วนที่มีตำหนิออกก่อนที่จะ
นำไปแปรรูป เช่น การบรรจุลงในกระป๋อง
42
6. หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชปลูกอายุยาว 3-10 ปี แปลงปลูกต้องการความชื้น
มากกว่าพืชไร่ทั่วๆ ไป สภาพดังกล่าวเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เมล็ดวัชพืชหรือส่วน
ของวัชพืชบางชนิดงอกและเจริญเติบโตได้ดีและรวดเร็ว โดยเฉพาะวัชพืชที่
ขยายพันธุ์ด้วยเหง้าและหัว ตัวอย่างเช่น แห้วหมู ซึ่งสามารถสร้างปัญหาให้กับ
หน่อไม้ฝรั่งได้ทุกช่วงของการเจริญเติบโต ตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มปลูกหน่อไม้ฝรั่ง
จากต้นเล็กให้ได้ต้นแม่ที่สมบูรณ์แข็งแรง ช่วงที่สองเป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวผลผลิต
ช่วงที่สามคือช่วงพักตัว แห้วหมูจะมีการเบียดเบียนน้ำ ธาตุอาหาร และแสงแดด
แล้วยังเป็นแหล่งอาศัยของโรคและแมลงได้อีกด้วย ซึ่งการจัดการแห้วหมูใน
แปลงหน่อไม้ฝรั่งสามารถทำได้หลายวิธีแต่ละวิธีอาจให้ผลของการควบคุมได้
มากน้อยต่างกัน แล้วแต่ความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และความพร้อมของผู้
ปฏิบัติที่จะเลือกใช้วิธีการไหน หรืออาจนำเอาหลายๆ วิธีการมาประยุกต์ใช้ร่วม
กันตามความเหมาะสม
43
1. การจัดการแห้วหมูโดยไม่ใช้ การใช้แกลบดิบคลุมดิน
สารกำจัดวัชพืช เพื่อควบคุมแห้วหมูใน
แปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่ง
1.1 การไถเตรียมดินก่อนปลูก
การไถเตรียมดินก่อนปลูกอาจ
ทำการไถ 1-2 ครั้ง ครั้งแรกไถกลบ
กำจัดต้นแห้วหมูที่ขึ้นอยู่ ตากดินทิ้งไว้
1-2 สัปดาห์ ทำการไถครั้งที่ 2 เพื่อ
กำจัดหัวและเหง้าที่อยู่ใต้ดินที่ขึ้นมา
จากการไถครั้งแรก ทำการคราดเก็บ
ชิ้นส่วนต่างๆ ของแห้วหมูนำออกจาก
แปลง และทำลายทิ้ง
1.2 การใช้วัสดุคลุมดิน
การใช้วัสดุคลุมดิน เช่น การคลุมดิน
ด้วยแกลบดิบ จะช่วยล่อให้แห้วหมูขึ้นมา
สร้างหัว และไหลในบริเวณชั้นแกลบมากขึ้น
ทำให้สามารถกำจัดออกได้ง่ายและรวดเร็ว
หรือการคลุมดินด้วยพลาสติกเทา-ดำ 2 ชั้น
สามารถป้องกันการงอกของแห้วหมูได้ดี
โดยแห้วหมูที่อยู่ภายใต้พลาสติกเกิดการ
แห้งตายเนื่องจากความร้อน หรือการคลุม
ด้วยแผ่นชีวมวล สามารถป้องกันการงอก
และรบกวนของแห้วหมูได้ดี แต่ต้องระวัง
การย่อยสลายตัว โดยใช้วัสดุอื่นช่วยยึดติด
กับดินแทนการใช้ดินทับ
44
1.3 การใช้แรงงาน หรือเครื่องมือกล
การถอนและการขุดเป็นการกำจัดแห้วหมูออกจากแปลงได้มากที่สุดแต่
สิ้นเปลืองแรงงาน นอกจากนี้การใช้จอบถากทำให้ต้นแห้วหมูขาดจากโคนต้น แต่
ไม่ได้ทำลายจุดเจริญจึงทำให้แห้วหมูสามารถเจริญเติบโตได้เป็นปกติ แต่สามารถ
ทำลายอิทธิพลของตายอดบนหัวทำให้มีต้นอ่อนงอกจากหัวแห้วหมูจำนวนมาก
และการกำจัดออกโดยการถากอีกในครั้งถัดไป ส่งผลให้จำนวนต้นแห้วหมูลดลง
อย่างต่อเนื่องตามลำดับ เนื่องจากการถากที่บ่อยครั้ง แห้วหมูไม่มีเวลาในการ
เจริญเติบโต และสะสมอาหาร จึงสามารถช่วยลดจำนวนต้นของแห้งหมูลงได้
45
2. การจัดการแห้วหมูโดยใช้สารกำจัดวัชพืช
พ่นสารกําจัดวัชพืชทันทีหลังดึงต้นหน่อไม้ฝรั่งออกแล้วใช้ดินกลบ
โคนกอ สารกำจัดวัชพืชที่ให้ผลดีในการควบคุมแห้วหมู เช่น
glufosinate – ammonium 15% SL และ glufosinate-
ammonium 15% SL + 2,4-D amine 82.1% SL โดยสารกำจัด
วัชพืช glufosinate - ammonium 15% SL ให้ผลในการควบคุม
แห้วหมูได้รวดเร็วกว่า แต่แห้วหมูที่ยังไม่ตายจะฟื้ นตัวได้เร็วกว่าเช่นกัน
สำหรับวิธีการใช้สารกำจัดวัชพืชแบบพ่นทำได้สะดวก และรวดเร็ว แต่
ต้องระวังไม่ให้ละอองสารสัมผัสกับต้นหน่อไม้ฝรั่ง
ตารางที่ 8 คำแนะนำการใช้สารกำจัดวัชพืชเพื่อกำจัดแห้วหมูในหน่อไม้ฝรั่ง
สารกำจัดวัชพืช อัตราการใช้ ระยะเวลาการใช้ ข้อแนะนำเพิ่มเติม
กรัมสารออกฤทธิ์/ไร่ กรัม, มิลลิลิตร
สารผลิตภัณฑ์/ไร่
glufosinate- 150 1,000 พ่นทันทีระหว่างร่อง ขณะพ่นสารกำจัด
ammonium หรือแถวปลูกหน่อไม้ วัชพืชต้องใส่หัวครอบ
ฝรั่ง หลังดึงต้นหน่อ
15% SL ไม้ฝรั่งออกแล้วใช้ดิน เพื่อป้องกันละออง
สารปลิวไปสัมผัสต้น
กลบโคนกอ หน่อไม้ฝรั่งและพืช
ปลูกข้างเคียง
glufosinate- 120-150 + 205.25 800-1,000 + 250 พ่นทันทีระหว่างร่อง
ammonium หรือแถวปลูกหน่อไม้
15% SL + 2,4-D ฝรั่ง หลังดึงต้นหน่อ
amine 82.1% SL ไม้ฝรั่งออกแล้วใช้ดิน
กลบโคนกอ
46