รายงาน เรื่อง การสร้างเครื่องมือการวัดผลด้านทักษะพิสัย เสนอ ดร.รอง ปัญสังกา คณะผู้จัดทำ นางสาวเสาวภา ปัญญาสวัสดิ์ รหัสนักศึกษา 6620811101 นางสาวมณีรัตน์ พันลำภักดิ์ รหัสนักศึกษา 6620811102 นายพิชัย นักผูก รหัสนักศึกษา 6620811114 นางสาววาสนา โสดาวิชิต รหัสนักศึกษา 6620811116 นายศุภณัฐ โตสุข รหัสนักศึกษา 6620811132 รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียน วิชา ED509 หลักสูตรการสอน การวัด และประเมินผลการเรียนรู้ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การบริหารการศึกษา วิทยาลัยสันตพล
ก คำนำ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา วิชา ED509 หลักสูตรการสอน การวัด และประเมินผลการเรียนรู้ คณะผู้จัดทำได้ทำการศึกษาเรื่องการสร้างเครื่องมือการวัดผลด้านทักษะพิสัย โดยมีวัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อ ศึกษาการสร้างเครื่องมือการวัดผลด้านทักษะพิสัย และได้ศึกษาผ่านแหล่งความรู้ต่างๆ อาทิเช่น ตำรา หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสาร ห้องสมุด และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งรายงานนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างเครื่องมือการวัดผลด้านทักษะพิสัย เพื่อเพิ่มพูนความรู้และพัฒนา ทักษะในการสร้างเครื่องมือการวัดผลด้านทักษะพิสัยของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคณะผู้จัดทำได้ศึกษา ค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา คณะผู้จัดทำขอขอบพระคุณ ดร.รอง ปัญสังกา ผู้ให้ความรู้และแนวทางการจัดการศึกษา และคณะ ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะให้ความรู้และประโยชน์กับผู้อ่านทุกๆท่าน คณะผู้จัดทำ
ข สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข การสร้างเครื่องมือการวัดผลด้านทักษะพิสัย 1 ที่มาของการศึกษาพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย 1 จำแนกพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย 3 การวัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย 4 องค์ประกอบของการประเมินทักษะการปฏิบัติ 5 จุดมุ่งหมายของการวัดทักษะพิสัย 6 การสร้างเครื่องมือวัดพฤติกรรมทักษะพิสัย 7 แนวทางการวัดทักษะพิสัย 8 กระบวนการวัดทักษะปฏิบัติ 9 เกณฑ์การให้คะแนน (Rubric Scoring) 16 คุณภาพของการประเมินทักษะการปฏิบัติ 23บทสรุป 24 บรรณานุกรม 25
1 การสร้างเครื่องมือการวัดผลด้านทักษะพิสัย ที่มาของการศึกษาพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 6 กล่าวถึง ความมุ่งหมายหรือเป้าหมายของการจัดการศึกษาไว้ว่า “การจัดการศึกษาต้องเป็นไป เพื่อพัฒนาคน ไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการ ดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข” (สำนักงานปฏิรูปการศึกษา, 2545) จากความมุ่งหมาย ดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าเป้าหมายของการจัดการศึกษา มุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้สมบูรณ์พร้อมใน 3 ด้าน คือด้าน พุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย เป็นการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถทาง สมองและสติปัญญา พฤติกรรมด้านจิตพิสัย เป็นการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับความรู้สึก อารมณ์และเจตคติ และพฤติกรรมด้าน ทักษะพิสัย หมายถึง พฤติกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในการปฏิบัติหรือการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ทักษะทางการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ รวมทั้งการ ประสานงาน ของสมองและกล้ามเนื้อ หรือด้านประสาทและกล้ามเนื้อ (Bloom, 1956; อ้างถึงใน พิชิต ฤทธ์จิ รูญ, 2556) พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย เป็นพฤติกรรมที่สามารถวัดได้จากการแสดงออกทางด้านร่างกาย ซึ่ง ผู้เรียนต้องมีความรู้ ความเข้าใจหรือการทำงานของสมองและสติปัญญา นอกจากนั้นการที่ผู้เรียนจะมีทักษะ การปฏิบัติที่ชำนาญได้นั้น จำเป็นต้องการมีฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ความสัมพันธ์กับความรู้สึก อารมณ์และ เจตคติในการวัดและประเมินทักษะพิสัย ผู้สอนจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับลำดับขั้นของทักษะพิสัย เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของพัฒนาการด้านทักษะพิสัย จึงจะสามารถประเมิน ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวคิดเกี่ยวกับความหมายของทักษะพิสัย ลำดับขั้นของทักษะพิสัย แนวทางการวัดทักษะพิสัย ขอบเขตของการวัดและประเมินทักษะพิสัย ธรรมชาติของการวัดทักษะปฏิบัติ กระบวนการวัดทักษะปฏิบัติ พร้อมทั้งเสนอตัวอย่างของเครื่องมือวัด ทักษะพิสัยแบบต่างๆ ซึ่งจะเป็นแนวทาง สำหรับผู้สอนนำไปประยุกต์ใช้ในการประเมินผล การเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย พฤติกรรมด้านทักษะพิสัยของผู้เรียน เกี่ยวข้องกับความสามารถในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ ส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกายเป็นการประสานการทำงานของสมองและกล้ามเนื้อ เช่น การเล่นดนตรี การร้องเพลง การเต้น ประกอบจังหวะ การวาดภาพ เป็นต้น ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม Bloom’s Taxonomy กล่าวถึงการจำแนกการเรียนรู้ตามทฤษฎีของบลูม ซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย โดยในแต่ละด้านจะมีการจำแนกระดับความสามารถจาก ต่ำสุดไปถึงสูงสุด เช่น ด้านพุทธิพิสัย เริ่มจากความรู้ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมิน นอกจากนี้ยังนำเสนอระดับความสามารถที่มีการปรับปรุงใหม่ตามแนวคิดของ Anderson and Krathwohl (2001) เป็น การจำ(Remembering) การเข้าใจ(Understanding) การประยุกต์ใช้(Applying) การวิเคราะห์ (Analysing) การประเมินผล (Evaluating) และการสร้างสรรค์ (Creating) ด้านจิตพิสัย จำแนก เป็น การรับรู้, การตอบสนอง, การสร้างค่านิยม, การจัดระบบ และการสร้างคุณลักษณะจากค่านิยม ด้าน ทักษะพิสัย จำแนกเป็น ทักษะการเคลื่อนไหวของร่างกาย, ทักษะการเคลื่อนไหวอวัยวะสองส่วนหรือมากกว่า พร้อมๆกัน, ทักษะการสื่อสารโดยใช้ท่าทาง และทักษะการแสดงพฤติกรรมทางการพูด
2 การเรียนรู้ (Learning) คือ กระบวนการของประสบการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อย่างค่อนข้างถาวร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ไม่ได้มาจากภาวะชั่วคราว วุฒิภาวะ หรือสัญชาตญาณ (Klein 1991:2) การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร โดยเป็นผลจากการฝึกฝนเมื่อได้รับการ เสริมแรง มิใช่เป็นผลจากการตอบสนองตามธรรมชาติที่เรียกว่า ปฏิกิริยาสะท้อน (Kimble and Garmezy) การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อันเป็นผลจากการฝึกฝนและ ประสบการณ์ แต่มิใช่ผลจากการตอบสนองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (Hilgard and Bower) การเรียนรู้เป็นการ แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลง อันเป็นผลเนื่องมาจากประสบการณ์ที่แต่ละคนได้ประสบมา (Cronbach) การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่บุคคลได้พยายามปรับพฤติกรรมของตน เพื่อเข้ากับสภาพแวดล้อม ตามสถานการณ์ต่าง ๆ จนสามารถบรรลุถึงเป้าหมายตามที่แต่ละบุคคลได้ตั้งไว้ (Pressey, Robinson and Horrock, 1959) การจำแนกพฤติกรรมทางการศึกษา การจำแนกพฤติกรรมทางการศึกษา บลูม และคณะ (Benjamin S. Bloom and Other, 1971) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้ร่วมกันศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ แล้วจัดกลุ่ม พฤติกรรมได้ 3 หมวดหมู่ เรียกว่า จุดมุ่งหมายทางการศึกษา (Education Objectives) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญอย่างยิ่งในการจัดกิจกรรมเพื่อ การศึกษา เป็นสื่อให้นักพัฒนาหลักสูตร และครูผู้สอนมีความเข้าใจตรงกัน สามารถยึดถือเป็นแนวกำหนด จุดมุ่งหมายของการจัด การศึกษาได้อย่างสอดคล้องกันทุกระดับ ดังนี้ 1. ด้านพฤติกรรมพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) เป็นกลุ่มพฤติกรรมที่เกิดจาก การใช้สมองหรือ สติปัญญา 2. ด้านพฤติกรรมจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นกลุ่มพฤติกรรมที่เกิดจาก ความรู้สึกนึกคิด หรือความรู้สึกทางจิตใจ 3. ด้านพฤติกรรมทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เป็นกลุ่มพฤติกรรมที่ เกิดจากการใช้ กล้ามเนื้อและประสาทสัมพันธ์ หรือพฤติกรรมจากการได้ลงมือปฏิบัติจริง
3 จำแนกพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย พฤติกรรมด้านทักษะพิสัยนี้ เป็นความสามารถของบุคคลในการใช้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงาน อย่างประสานสัมพันธ์กัน โดยจะมีขั้นตอนของการเกิดพฤติกรรมไปตามลำดับ ดังเช่น ซิมพ์สัน (Simpson, Elizabeth J.) ได้จัดจำแนกไว้ 7 ขั้นดังนี้ 1. การรับรู้ (Perception) เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดพฤติกรรม ด้านการรับ สัมผัสสิ่งเร้าผ่านทาง ประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น หู ตา จมูก ลิ้น ผิวกาย 2. การเตรียมความพร้อม (Set) คือการเตรียมตัวกระทำหรือการปรับตัวให้อยู่ ในสภาพพร้อมที่ กระทำ ซึ่งมี 3 ด้าน คือ ด้านสมองจะเตรียมความรู้ซึ่งมีมาก่อน ด้านร่างกาย จะเตรียมเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและ ด้านอารมณ์จะเตรียมความรู้สึกในการให้คุณค่าต่อสิ่งที่จะปฏิบัติ 3. การตอบสนองตามแนวชี้แนะ (Guided Response) เป็นการเริ่มพัฒนาทักษะ โดยการแสดง พฤติกรรมเลียนแบบตามผู้แนะนำหรือครู ในขั้นนี้จะเป็นขั้นลองผิดลองถูก 4. การปฏิบัติได้ด้วยตนเอง (Mechanism) คือการที่บุคคลสามารถปฏิบัติงานได้ ด้วยความเชื่อมั่นใน ตนเอง มีผลสัมฤทธิ์ที่น่าพอใจ 5. การตอบสนองที่ซับซ้อน (Complex overt Response) เป็นขั้นที่สามารถ กระทำหรือปฏิบัติงาน ที่ซับซ้อนได้ แม้จะต้องใช้ทักษะขั้นสูงก็สามารถทำได้อย่างชำนาญ หรือได้อย่างอัตโนมัติ 6. การดัดแปลง (Adaptation) หลังจากที่สามารถปฏิบัติได้อย่างชำนาญแล้วเมื่อบุคคลต้อง แก้ปัญหาบ่อยๆ ก็จะพัฒนาวิธีการเดิมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อลดขั้นตอน ลดเวลา หรือ เพิ่มคุณภาพ ผลงาน 7. การริเริ่ม (Origination) เป็นขั้นสูงสุดของการพัฒนาทักษะ ซึ่งบุคคลสามารถ สร้างสรรค์ผลงาน ใหม่ ด้วยวิธีการใหม่ที่ตนคิดขึ้นมา โดยใช้สติปัญญาร่วมกับประสบการณ์ด้านทักษะ ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เป็นพฤติกรรมทางการด้านการเคลื่อนไหว (Movement) เช่น การวิ่ง การกระโดด การเดิน การขับรถ การเต้นรำ การเปิดประตู เป็นต้น โดยฮาร์โรได้แบ่งระดับของ จุดมุ่งหมายทางด้านทักษะ โดยเรียงจาก ระดับต่ำสุดถึงระดับสูงสุด 6 ระดับ ดังนี้ระดับพฤติกรรมด้านทักษะ พิสัย มีรายละเอียดในแต่ละระดับ ดังต่อไปนี้ 1. การเคลื่อนไหวเชิงกิริยาสะท้อนกลับ (Reflex movements) ซึ่งได้แก่ 1.1 กิริยาสะท้อนที่สั่งจากประสาทไขสันหลังส่วนหนึ่ง (Segmental reflexes) เช่น การ เคลื่อนไหวของแขนหรือขา เป็นต้น 1.2 กิริยาสะท้อนที่สั่งจากประสาทไขสันหลัง มากกว่าหนึ่งส่วน (Intersegmental reflexes) เช่น การเคลื่อนไหวของแขน และขาในเวลาเดินหรือวิ่ง เป็นต้น 1.3 กิริยาสะท้อนที่สั่งจากประสาทไขสันหลัง และ สมองร่วมกัน (Segmental Reflexes) เช่น การทรงตัวของร่างกาย ให้อยู่ในสภาพ สมดุล ในขณะเคลื่อนไหว เป็นต้น 2. การเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน (Basic - fundamental Movements) ซึ่งได้แก่ 2.1 การเคลื่อนไหวจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง (Locomotor Movements) เช่น เดิน วิ่ง กระโดด เป็นต้น 2.2 การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ (Non - locomotor Movements) เช่น การเคลื่อนไหวของ นิ้วมือ นิ้วเท้า เป็นต้น 2.3 การเคลื่อนไหวเชิงบังคับ โดยกิริยาสะท้อนหลายอย่างร่วมกัน (Manipulative Movement) เช่น การเล่นเปียโน การพิมพ์ดีด เป็นต้น
4 3. ความสามารถในการรับรู้ (Perceptual abilities) ซึ่งได้แก่ 3.1 การรับรู้ความแตกต่างการเคลื่อนไหวของร่างกาย (Kinesthetic discrimination) เช่น การ รับรู้การกำมือ การงอเข่า การกระพริบตา เป็นต้น 3.2 การรับรู้ความแตกต่างด้วยการเห็น (Visual discrimination) เช่น ความสามารถในการเห็น ความแตกต่าง ของวัตถุที่สังเกตได้ เป็นต้น 3.3 การรับรู้ความแตกต่างด้วยการได้ยิน (Auditory discrimination)เช่น ความสามารถ ในการ จำแนกความแตกต่าง ของระดับเสียง หรือทิศทางของเสียงที่ได้ยิน เป็นต้น 3.4 การรับรู้ความแตกต่างด้วยการสัมผัส (Tactile discrimination) เช่น ความสามารถ ในการ บอกลักษณะของวัตถุที่สัมผัส ว่า หยาบเรียบ แข็ง หรืออ่อน เป็นต้น 3.5 ความสามารถในการใช้ประสาทรับรู้ร่วมกัน (Coordinated abilities) เช่น ความสามารถใน การใช้และประสาท ส่วนอื่น ๆ เพื่อร่วมมือกันในการเลือกหาวัตถุที่ต้องการ เป็นต้น 4. สมรรถภาพทางกาย (Physical abilities) ซึ่งได้แก่ 4.1 ความทนทาน (Endurance) เช่น ความทนทานของร่างกายในการวิ่งแข่งมาราธอน เป็นต้น 4.2 ความแข็งแรง (Strength) เช่น ความแข็งแรงของแขนในการยกน้ำหนัก เป็นต้น 4.3 ความยืดหยุ่น (Flexibility) เช่น ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อแขนขาในการเต้นรำ เป็นต้น 4.4 ความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว (Agility) เช่น ความฉับไวในการเปลี่ยนทิศทาง การ เคลื่อนไหว เป็นต้น 5. การเคลื่อนไหวที่ต้องอาศัยทักษะ (Skilled movements) ซึ่งได้แก่ 5.1 ทักษะการปรับตัวในการเคลื่อนไหว ที่ทำได้ง่าย (Simple adaptive skill) เช่น ทักษะการ เลื่อยไม้ เป็นต้น 5.2 ทักษะการปรับตัวในการเคลื่อนไหว ที่ทำไปพร้อม ๆ กัน (Compound adaptive skill) เช่น ทักษะในการตีแบดมินตัน เทนนิส เป็นต้น 5.3 ทักษะการปรับตัวในการเคลื่อนไหว ที่มีลักษณะซับซ้อนมาก (Complex adaptive skill ) เช่น ทักษะการเล่นยิมนาสติก เป็นต้น 6. การสื่อสารที่ต้องใช้ทักษะระดับสูงในการแสดงออก (Non-discursive Communication) ซึ่งได้แก่ 6.1 การเคลื่อนไหวในเชิงแสดงออก (Expressive movement) เช่น การแสดงออก ทางสีหน้า หรืออากัปกิริยาท่าทางต่าง ๆ 6.2 การเคลื่อนไหวในเชิงตีความ (Interpretative movement) เช่น การเคลื่อนไหวใน เชิง สุนทรียภาพ หรือการเคลื่อนไหวในเชิงสร้างสรรค์ การวัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ความหมาย เป็นการวัดที่ให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมการปฏิบัติให้ดู โดยใช้ความสามารถทางสมองหรือทางกาย หรือทั้งสองอย่างก็ได้ เพื่อให้ผู้สอนได้ตัดสินระดับความสามารถในการปฏิบัติของผู้เรียนว่า มีความถูกต้องใน กระบวนการปฏิบัติหรือไม่
5 การวัดทักษะพิสัย เปนการวัดความสามารถในการทํางานหรือการทํากิจรรม อาจเรียกวา การวัด ภาคปฏิบัติ ซึ่งการวัดพฤติกรรมดังกลาวมักเปนการประสานสัมพันธระหวาง พุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษพิสัย ลักษณะสําคัญ ของการวัดทักษพิสัยคือ 1) สามารวัดไดทั้งรายบุคคลหรือเปนกลุม 2) ลักษณะงานที่แตกตางกันตองใชวิธีการวัดหรือ กระบวนการที่ตางกัน ตัวอยางเชน วัดทักษะ ดานดนตรีกีฬาตองใชวิธีการวัดตางกัน 3) สามารถแบงวัดเปน กระบวนงานหรือทักษะยอยๆ เชน การรักษาทางกายภาพบําบัด สามารถ วัด ขั้นการตรวจรางกาย การประมวลผล การสรุประเด็นปญหา และการใหการรักษา เปนตน 4) ลักษณะการวัดแยกไดเปน 3 ระดับ (1) ระดับพฤติกรรมโดย การสังเกตพฤติกรรมขณะปฏิบัติ (2) ระดับผลลัพธพิจารณาจากผลจากพฤติกรรมยอยที่ปรากฏซึ่งพิจารณาไดทั้งเชิง ปริมาณ และคุณภาพ (3) ระดับประสิทธิผล เปนการวัดผลงานเฉพาะที่เกี่ยวของกับวัตถุประสงคหรือเปาหมายการ วัดโดยตรง พฤติกรรมทางด้านทักษะพิสัย (Psychomotor domain) เป็นพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกายในการปฏิบัติหรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นการประสานการทำงานของสมองหรือสติปัญญาและ กล้ามเนื้อ ธรรมชาติของการประเมินทักษะการปฏิบัติ แนวคิดที่ 1 Psychomotor skill มองธรรมชาติของการประเมินภาคปฏิบัติว่าเป็นการวัดและประเมินพฤติกรรมหรือการแสดงออก ทางกาย โดยไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถทางสมอง -วัดโดยการทดสอบที่ไม่ใช้ภาษา เช่น การวัดการเคลื่อนไหวของร่างกาย แนวคิดที่ 2 Practical skill, Performance มองธรรมชาติของการประเมินภาคปฏิบัติว่าเป็นการวัดและประเมินพฤติกรรมหรือการแสดงออก ทางกาย ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับความสามารถทางสมองด้วย - วัดโดยการทดสอบที่ไม่ใช้ภาษาหรือการทดสอบที่ใช้ภาษาเช่น การวัดทักษะการพูด การแสดง ละคร ธรรมชาติของการวัดทักษะพิสัย 1. เป็นการวัดโดยใช้สถานการณ์เพื่อทดสอบการปฏิบัติงานของผู้เรียน 2. ลักษณะงานที่ให้ทำแตกต่างกัน วิธีการวัดย่อมแตกต่างกัน 3. เป็นการวัดกระบวนการในการปฏิบัติงาน (Process) และผลผลิต (Product) 4. การบริหารการสอบ ผู้สอนต้องมีโอกาสสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด องค์ประกอบของการประเมินทักษะการปฏิบัติ 1. จุดมุ่งหมาย (Purpose) 2. งานที่กำหนด (Task) 3. ผลการปฏิบัติ(Response) 4. วิธีการที่เป็นระบบสำหรับการให้คะแนน (Systematic methods of rating performance)
6 จุดมุ่งหมายของการวัดทักษะพิสัย 1. เพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาทางทฤษฎี 2. เพื่อตรวจสอบหรือประเมินกระบวนการปฏิบัติงาน 3. เพื่อประเมินผลผลิตหรือผลงานที่เกิดจากกระบวนการปฏิบัติ 4. เพื่อประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติที่ผู้เรียนแสดงออกในขณะปฏิบัติงาน คุณลักษณะที่ใช้วัดกระบวนการ 1. คุณภาพในขณะปฏิบัติงาน 2. เวลา 3. ทักษะการปรับปรุงการทำงาน 4. ความปลอดภัยในการทำงาน 5. ข้อบกพร่องจากการปฏิบัติ คุณลักษณะที่ใช้วัดผลงาน 1. คุณภาพของผลงาน 2. ปริมาณงาน 3. ทักษะการปรับปรุงผลงาน 4. ความปลอดภัยของผลงาน 5. ข้อบกพร่องจากการปฏิบัติ คุณลักษณะที่ใช้วัดพฤติกรรมการปฏิบัติงาน 1. ตั้งใจทำงาน 2. กระตือรือร้นในการทำงาน 3. ให้ความร่วมมือในการทำงานกลุ่ม 4. ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 5. ร่วมมือแก้ปัญหาการทำงานในกลุ่ม ฯลฯ กระบวนการวัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย 1. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ 2. กำหนดงานให้ผู้เรียนปฏิบัติ 3. กำหนดเงื่อนไขหรือสถานการณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน 4. วิเคราะห์งานเพื่อกำหนดคุณลักษณะที่ใช้ในการวัดทักษะ 5. กำหนดวิธีการวัดและเครื่องมือที่ใช้ในการวัด 6. กำหนดวิธีการประเมินผลและรายงานผล 7. สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวัด 8. ดำเนินการวัดผลและประเมินผล วิธีการที่ใช้ในการวัดด้านทักษะพิสัย 1. การสังเกต 2. การจัดอันดับคุณภาพ 3. การทดสอบ 4. การให้ผู้เรียนรายงานตนเอง 5. การสัมภาษณ์
7 การสร้างเครื่องมือวัดพฤติกรรมทักษะพิสัย วิธีการและเครื่องที่นิยมวัดทักษะพิสัยที่นิยมใชไดแก การทดสอบ แบบสังเกต แบบสํารวจรายการ และ มาตราสวนประมาณคา ซึ่งแตละประเภทมีความเหมาะสมแตกตางกัน ซึ่งการวัดหนึ่งๆ เพื่อความ เหมาะสมและเกิด ความชัดเจนในการวัดอาจประยุกตใชเครื่องมือหลายชนิดแตกตางกัน 1) การทดสอบ (testing) การทดสอบเปนวิธีที่นิยมใชมากในการวัดผลดานทักษะพิสัย สามารถใช ไดทั้งการทดสอบแบบปากเปลา หรือการสอบขอเขียน 1) การสอบขอเขียนนั้น เหมาะสําหรับเนื้อหาที่ เปนทฤษฎีผูสอบกลุมใหญ เปนการตรวจสอบ ความรูกอนปฏิบัติจริงเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหาย หากสอบปฏิบัติจริง 2) การสอบปากเปลา เปนการตรวจสอบความรูความสามารถรายบุคคล ซึ่งมีความหลากหลาย มี ข้อเสียของความไดเปรียบเสียบเปรียบโดยเฉพาะ ผูสอบทีหลังมีโอกาสในการเตรียมตัวไดมากกวา 3) การสังเกต เปนการสังเกตการปฏิบัติจริงของผูสอบ เครื่องมือที่ใชประกอบการสังเกตไดแก แบบ บันทึกขอมูล แบบสํารวจแบบ check list และมาตราสวนประมาณคา ซึ่งเปนวิธีที่ดีที่สุด ผูสอบมีโอกาส เห็น กระบวนการลําดับขั้นตอน ทํางานของผูเรียน เห็นพฤติกรรมตางๆในสภาพจริง เพื่อเปนการลดความกังวลผู ประเมินอาจมอบหมายใหผูเรียน อื่น หรือผูรวมสอนชวยประเมินก็ได 4) แบบสํารวจรายการ (checklist) มักใชเปนเครื่องมือในการตรวจสอบรายการกิจกรรม และ พฤติกรรมในการปฏิบัติงานวา มีรายการ และ หากมีมีมากนอยเพียงใร คุณภาพเปนอยางไร หรือขั้นตอนที่ผู สอบปฏิบัตินั้น ครบตามจุดประสงคของการประเมิน หรือไมขั้นตอนของการสรางและการตรวจสอบเครื่องมือ ก็ไมแตกตางจากเครื่องมือที่ใชวัดจิตพิสัย ดังที่ไดกลาว มาแลว กมลวรรณ ตังธนกานนท์ (2557) กล่าวว่า ลำดับขั้นของพฤติกรรมด้านทักษะพิสัยแบ่งได้ 5 ขั้น ได้แก่ การรับรู้และการปฏิบัติพื้นฐาน การเตรียมความพร้อมและการเลียนแบบ การฝึกปฏิบัติ การปฏิบัติด้วย ความชำนาญ และการปรับเปลี่ยนหรือสร้างปฏิบัติการ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. การรับรู้และการปฏิบัติพื้นฐาน หมายถึง ตอบสนองสิ่งเร้าโดยอัตโนมัติ การรับรู้ ใส่ใจต่อสิ่งเร้า หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ และการปฏิบัติอย่างง่าย ไม่ต้องอาศัยการเรียนรู้ 2. การเตรียมความพร้อมและการเลียนแบบ หมายถึง เตรียมพร้อมในการปฏิบัติ ตลอดจนการ ทำตาม ตัวแบบหรือคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติต่างๆ การปฏิบัติในขั้นตอนนี้จะยังไม่เป็นอัตโนมัติและยังไม่ ราบรื่นนัก 3. การฝึกปฏิบัติ หมายถึง การปฏิบัติอย่างช้าๆ การปฏิบัติในขั้นตอนนี้จะค่อยๆ เป็นอัตโนมัติ และ ราบรื่นมากขึ้น 4. การปฏิบัติด้วยความชำนาญ หมายถึง การปฏิบัติอย่างคล่องแคล่ว แม่นยำชำนาญการปฏิบัติใน ขั้นตอนนี้จะเป็นอัตโนมัติและราบรื่น 5. การปรับเปลี่ยนหรือสร้างปฏิบัติการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติการ หรือสร้าง ปฏิบัติการ ขึ้นใหม่
8 แนวทางการวัดทักษะพิสัย ดารณี ระงับทุกข์ (2558) กล่าวว่า แบบวัดภาคปฏิบัติ หมายถึง เครื่องมือที่สร้างขึ้น เพื่อใช้วัดความรู้ ความสามารถ ความคิด ทักษะของผู้เรียนในด้านการปฏิบัติที่แสดงออกด้วยการกระทำภายใต้สถานการณ์ที่ อาจจะอยู่ในรูปของขั้นเตรียมปฏิบัติ ขั้นกระบวนการปฏิบัติ และขั้นผลการปฏิบัติ ที่ได้จากการปฏิบัติกิจกรรม นั้นๆ สังวรณ์ งัดกระโทก (2557) กล่าวว่า การวัดทักษะพิสัยจะวัดจากการให้ผู้ที่ถูกวัดแสดงพฤติกรรม การปฏิบัติให้ดู เพื่อให้ผู้ทำการวัดสังเกตเห็น และตัดสินระดับความสามารถในการปฏิบัติว่าสามารถทำได้ เท่าใด ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ โดยผลการปฏิบัติของผู้ถูกวัดเป็นผลของความสามารถทางสมอง และ ความสามารถทางกายผสมกัน ก่อนการวัดทักษะพิสัย ผู้ทำการวัดต้องมีความเข้าใจประเด็น หรือมิติของทักษะ พิสัยที่ต้องการวัดเป็นอย่างดี จึงจะสามารถออกแบบการวัดให้เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ ผลการวัดมีความตรงและ นำไปใช้ได้อย่างเหมาะสม คุณลักษณะที่นิยมใช้วัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย มีดังนี้ 1. คุณลักษณะที่ใช้วัดกระบวนการ สามารถแบ่งเป็นลักษณะย่อยๆ ได้ดังนี้ 1.1 คุณภาพของการปฏิบัติงาน ซึ่งวัดจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติงาน ความ คล่องแคล่วว่องไวในการปฏิบัติ การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับงานที่ปฏิบัติ 1.2 เวลา วัดจากเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติงานน้อย 1.3 ทักษะการปรับปรุงงาน วัดจากการลดขั้นตอนการท างานให้สั้นลง 1.4 ความปลอดภัยในการทำงาน วัดจากความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือ จำนวน อุบัติเหตุที่ เกิดขึ้นขณะทำงาน 1.5 ความสิ้นเปลืองทรัพยากร อาจวัดจากจำนวนวัสดุที่ใช้เกิน 2. คุณลักษณะที่ใช้วัดผลงาน อาจแบ่งเป็นลักษณะย่อยๆ ได้ดังนี้ 2.1 คุณภาพของผลงาน วัดจากคุณภาพของงานตามความสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐาน จุดเด่น ของผลงาน ความเหมาะสมในการนำไปใช้ และลักษณะภายนอกที่ปรากฏ 2.2 ปริมาณงาน วัดจากปริมาณของผลผลิตที่ทำได้ภายในเวลาที่กำหนด 2.3 ทักษะการปรับปรุงงาน วัดจากพัฒนาการของผลงานในเชิงคุณภาพ และปริมาณ 2.4 ความปลอดภัยของผลงาน วัดจากกระดับความปลอดภัยของผลผลิตเมื่อนำไปใช้ 2.5 ความสิ้นเปลือง วัดจากจำนวนชิ้นงานที่ทำแล้วใช้ไม่ได้ หรือยอมรับไม่ได้ ขอบเขตของการวัดและประเมินทักษะพิสัย กมลวรรณ ตังธนกานนท์(2557; น. 7-9) กล่าวว่า การวัดและประเมินที่สามารถจัดกลุ่ม ว่าเป็นการ วัดและการประเมินด้านทักษะพิสัย มีรูปแบบที่สำคัญ 3 รูปแบบ ดังนี้ 1) สมรรถภาพทางกาย (physical fitness) ความหมายของสมรรถภาพทางกายมีการเปลี่ยนแปลง ไปตามยุคสมัย เช่น ในช่วงปี ค.ศ. 1990 นักวิชาการให้ความหมายของสมรรถภาพทางกายว่า หมายถึง ความสามารถของร่างกายในการประกอบกิจวัตรประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีพลัง ที่จะประกอบ กิจกรรมในเวลาว่าง รวมถึงการเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อนได้ สมรรถภาพทางกาย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ สมรรถภาพทางกายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และสมรรถภาพทางกาย ที่เกี่ยวข้องกับทักษะ แต่หลังจาก นั้นจนถึงปัจจุบัน สมรรถภาพทางกาย หมายถึง การมีชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดี สามารถปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ใน ชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป มีความเสี่ยงต่ำในการที่จะเกิดปัญหาที่ เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และสามารถคงไว้ซึ่งสมรรถภาพเช่นนี้ตลอดไป
9 2) ทักษะด้านกีฬา (sport skills) หรือทักษะด้านพลศึกษา (skills in physical Education) วิชาพล ศึกษา เป็นวิชาที่ช่วยพัฒนาความรู้ ทักษะ ความสมบูรณ์ของร่างกาย และเจตคติที่จำเป็นต่อการพัฒนา ให้มี สุขภาพที่แข็งแรง โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกมและกีฬา เป็น เครื่องมือในการพัฒนาโดยรวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา รวมทั้งสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ และกีฬา 3) ทักษะการปฏิบัติงาน (performance skills) เป็นความสามารถในการปฏิบัติงาน โดยงานที่ทำ จะเกี่ยวข้องกับความสามารถทางสมองหรือไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถทางสมองก็ได้ แต่จุดสำคัญ คือ ผู้เรียน จะต้องมีการปฏิบัติงานแล้วมีผลงานแสดงออกมาให้เห็น การวัดผลด้านทักษะปฏิบัติจึงเป็นการวัด กระบวนการหรือผลงาน หรือทั้งกระบวนการและผลงาน ธรรมชาติของการวัดทักษะปฏิบัติ สุวิมล ว่องวาณิช (2557) กล่าวว่า การวัดทักษะเป็นการวัดที่ใช้สถานการณ์เพื่อทดสอบ การ ปฏิบัติงานของบุคคล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทของการวัด เช่น การปฏิบัติงานเป็นรายบุคคล เป็นกลุ่ม ทั้งนี้ ผู้ถูกวัด จะได้รับมอบหมายให้ทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง โดยปกติแล้วการปฏิบัติงานจะเกี่ยวข้อง กับการแก้ปัญหาในงานที่ ต้องทำ ซึ่งจุดมุ่งหมายสุดท้าย คือ ได้ผลงาน การวัดภาคปฏิบัติจึงเป็นการวัด กระบวนการปฏิบัติงาน และการ วัดคุณภาพของงานที่ได้จากการปฏิบัติ ในการวัดภาคปฏิบัตินั้นถ้างานที่มอบหมายให้ทำนั้นเป็นงานกลุ่ม ผู้ เรียนจะได้ รับการประเมินผลตามกลุ่มทำงาน แต่ถ้างานนั้นสามารถแยกทำเป็นคนๆ ได้ ผู้เรียนควรจะได้รับ การประเมินเป็นรายบุคคล ตัวอย่างของทักษะ ที่ใช้ในการวัดภาคปฏิบัติ เช่น ทักษะทางภาษา ทักษะทางศิลปะ ทักษะทางดนตรี ทักษะทางนาฏศิลป์ ทักษะการออกแบบสิ่งประดิษฐ์ งานฝีมือ ทักษะการทดลองทาง วิทยาศาสตร์ ทักษะทางกีฬา ชนันธร หิรัญเชาว์ (2562) กล่าวว่า ทักษะนาฏศิลป์ คือ การแสดงออกท่าทางทุกส่วนของร่างกาย เพื่อเป็นการเลียนแบบธรรมชาติ เป็นการสื่อสาร โดยใช้กิริยา อาการ และความรู้สึกต่างๆ เพื่อสื่อความหมาย ให้เข้าใจตรงกันทั้งผู้แสดงและผู้ชม เมื่อพิจารณาธรรมชาติของการปฏิบัติงานแต่ละทักษะแล้ว จะเห็นว่าการทำงานใดก็ตามต้องมี ขั้นตอน หรือกระบวนการทำงานแล้วมีผลงานออกมา กระบวนการทำงานและผลงานมีความสัมพันธ์กันอย่าง มาก ผลงานที่ดี จึงมักมาจากทักษะในกระบวนการทำงานที่ดี การวัดภาคปฏิบัติที่ทำกันมักใช้การวัดผลงาน เพราะการวัดผลงานทำได้ง่ายกว่า เนื่องจากงานส่วนใหญ่ที่ทำมีผลงานสังเกตเห็นเป็นรูปธรรม ส่วน กระบวนการ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีการปฏิบัติเมื่อการปฏิบัติสิ้นสุด การสังเกตกระบวนการก็สิ้นสุด พฤติกรรมการปฏิบัติก็ไม่มีร่องรอย ดังนั้นผู้ที่วัดภาคปฏิบัติจึงจำเป็นต้องบันทึกข้อมูลจากการปฏิบัติ ให้ถูกต้อง ตรงและใกล้เคียงกับความสามารถของผู้ปฏิบัติให้มากที่สุด กระบวนการวัดทักษะปฏิบัติ กระบวนการวัดทักษะปฏิบัติ ต้องมีการจัดสภาพการณ์ให้ผู้เรียนได้มีการปฏิบัติจริง ผู้สอนต้องใช้ การสังเกตพฤติกรรมการทำงานของผู้เรียนในระหว่างการปฏิบัติงาน ดังนั้น การวัดทักษะการปฏิบัติ ส่วนหนึ่ง จึงขึ้นอยู่กับการเตรียมการเรื่องสถานที่ อุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน กระบวนการวัดผล ด้านทักษะปฏิบัติมี ขั้นตอนที่สำคัญดังนี้ (สุวิมล ว่องวาณิช, 2557) 1. การกำหนดงานให้ผู้เรียนปฏิบัติในขั้นนี้ผู้สอนต้องศึกษาจากจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ว่ามุ่งเน้นให้ ผู้เรียนทำกิจกรรมใด ต้องการให้บรรลุผลในเรื่องใด แล้วกำหนดงานให้สอดคล้องกับหลักสูตร รายวิชานั้น การ ใช้ข้อมูลที่ได้จากการวัดภาคปฏิบัติและการประเมินผลเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการเรียน การสอน ไม่
10 สามารถแยกออกจากกันได้ ทั้งนี้ เพราะกระบวนการเรียนการสอนเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียน อยากเรียนรู้ ผู้สอนจึงต้องทำการสอน อธิบายและประเมินผลว่าผู้เรียนบรรลุเป้าหมายที่ต้องการหรือไม่ การวัดภาคปฏิบัติที่ เป็นระบบจึงจำเป็นต้องวางแผนกับงานที่จะให้ผู้เรียนทำ ซึ่งมีความสัมพันธ์ กับการวางแผนเกี่ยวกับ สภาพแวดล้อมทางกายภาพสำหรับการปฏิบัติงานที่ผู้เรียนทำจะปรากฏ อยู่ในตัวชี้วัด วัตถุประสงค์เชิง พฤติกรรม พฤติกรรมและสถานการณ์ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนได้มีการปฏิบัติงานจริง ในวัตถุประสงค์ จึงต้องระบุ ลักษณะงานที่ให้ ผู้เรียนปฏิบัติ และสภาพการณ์ที่ผู้สอนต้องเตรียม เพื่อให้ผู้เรียนได้ทำงานนั้น ๆ ตัวอย่าง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติท่ารำได้อย่างถูกต้อง เมื่อครูกำหนดชื่อเพลงใส่กระดาษ แล้วให้นักเรียน จับสลากเพลงรำวงมาตรฐาน พฤติกรรม ปฏิบัติท่ารำ รำวงมาตรฐาน สถานการณ์ที่ครูต้องเตรียม เตรียมชื่อเพลงในกระดาษ สถานที่ ในห้องเรียนนาฏศิลป์ 2. การกำหนดสถานการณ์หรือเงื่อนไขที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ผู้สอนต้องกำหนดสภาพการณ์ หรือ เงื่อนไขในการปฏิบัติงานแก่ผู้เรียนให้ชัดเจนว่าจะให้มีลักษณะเช่นใด การวัดทักษะอาจเกิดขึ้น ในสภาพการณ์ จริงในสถานการณ์ที่มีการจำลองให้คล้ายคลึงกับสภาพการณ์จริง ในสถานการณ์ที่ผู้สอน ควบคุมเงื่อนไขต่างๆ ในการทำงานเพื่อการทดสอบกระบวนการปฏิบัติงานในครั้งนั้นๆ หรือไม่ให้มี การปฏิบัติงานแต่วัดโดยการ ทดสอบด้วยข้อสอบ การวัดการปฏิบัติที่จะให้ได้ผลดี ผู้สอนควรพยายามให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ปฏิบัติงานในสถานที่จริง การวัดในสภาพการณ์จริงให้ผลการวัดที่น่าเชื่อถือสูงรองลงมา คือ การวัดในสภาพการณ์จำลอง การวัดใน ห้องเรียน โดยการทดสอบด้วยข้อสอบข้อเขียนถือเป็นการวัดที่มีระดับความถูกต้องต่ำสุด อย่างไรก็ตาม การวัด ในสภาพการณ์จริงก็อาจเกิดปัญหาได้ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสภาพการณ์จริงนั้น อยู่นอกอำนาจการ ควบคุมของผู้ทำการวัด 3. การกำหนดคุณลักษณะที่วัดทักษะ การกำหนดคุณลักษณะที่วัดทักษะโดยเน้นให้เห็นว่า ในการ ปฏิบัติงานนั้น ให้ความสำคัญกับการวัด กระบวนการหรือผลงาน หรือทั้งสองส่วนและจะผ่านตัวบ่งชี้ อะไรบ้าง เนื่องจากการวัดภาคปฏิบัติเกี่ยวข้องกับการให้ผู้เรียนปฏิบัติงานที่ได้ รับมอบหมาย ก่อนการตัดสินใจเลือก วิธีการและเครื่องมือที่ใช้วัด ผู้วัดต้องวิเคราะห์คุณลักษณะที่ใช้วัดพฤติกรรม การทำงานของผู้เรียน ขั้นตอนนี้ นับว่ามีความสำคัญมากในกระบวนการวัดทักษะการปฏิบัติเนื่องจาก จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการกำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวัดทักษะ การวัดทักษะจะมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความครอบคลุมของ คุณลักษณะที่กำหนดขั้นตอนการกำหนดคุณลักษณะที่ใช้วัดทักษะปรากฏ ในเนื้อหาตอนต่อไป 4. การกำหนดวิธีการวัดภาคปฏิบัติวิธีการที่ใช้วัดภาคปฏิบัติ มีหลายประเภท เช่น การวัด โดยการให้ เขียนตอบ การวัดโดยสร้างสถานการณ์จำลอง การวัดโดยให้ปฏิบัติจริง 4.1 วัดโดยการให้เขียนตอบ การวัดแบบนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของงานที่ให้ทำ เช่น การคัดไทย การ วาดภาพ การสร้างข้อสอบ นอกจากนี้ ยังมีงานบางประเภทที่ต้องทำการวัดความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติ ด้วยการ สอบข้อเขียน ก่อนที่จะให้ผู้เรียนไปปฏิบัติจริง เพื่อตรวจสอบทักษะความสามารถในงานที่ทำ โดยเฉพาะงานที่ ทำแล้วมีความเสี่ยงอันตรายสูง เช่น การกระโดดร่ม การดำน้ำ 4.2 การวัดโดยการสร้างสถานการณ์จำลอง การกำหนดสภาพการณ์ที่จะวัดขึ้นอยู่กับ พฤติกรรม ที่จะวัด ผู้วัดอาจทำได้โดยการจัดเตรียมสถานการณ์จำลองที่มีความคล้ายคลึงกับสภาพการณ์ ที่เป็นจริง เช่น สนามฝึกหัดขับรถ โดยให้ผู้เรียนปฏิบัติให้ดู หรืออาจให้ผู้เรียนทำการปฏิบัติในสถานการณของการทำงานที่เป็น
11 จริง เช่น ในสำนักงาน การเลียนแบบโดยสร้างสถานการณ์จำลอง สามารถทำได้หลาย ระดับ โดยมีระดับของ ความเป็นจริงต่างกัน 4.3 การวัดโดยให้ปฏิบัติงานจริง การวัดตัวอย่างของงานที่ได้ จากการปฏิบัติจริง สำหรับการวัด ส่วนที่เป็นผลงานนั้น ส่วนใหญ่จะไม่วัดในสถานการณ์ที่มีการสอบ แต่มักจะพิจารณา จากชิ้นส่วนของงานที่ ผู้เรียนส่งจะอยู่ในรูปของการเขียนตอบแต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป เช่น การให้ผู้เรียน ส่งรายงานผลการทดลอง ตัวอย่างแบบคัดลายมือ บทประพันธ์ที่ให้แต่ง การให้อ่านทำนองเสนาะ 5. การกำหนดเครื่องมือที่ใช้ในการวัด ผู้วัด ช่วงเวลาที่วัด หลังจากที่ผู้สอนเลือกวิธีการ ที่ใช้ในการวัด ภาคปฏิบัติแล้ว ต้องมีการตัดสินใจเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ใช้วัดภาคปฏิบัติ นั่นคือ จะใช้วิธีการ ให้ ผู้เรียนเขียนตอบ ในสิ่งที่ปฏิบัติ หรือจะให้ ผู้เรียนสอบปฏิบัติภายในช่วงเวลาที่กำหนดขึ้น เวลาใดเวลาหนึ่ง หรือว่าจะวัด พฤติกรรมการปฏิบัติที่มีการเก็บข้อมูลเป็นช่วงที่ต่อเนื่อง การวัดภาคปฏิบัติ ที่ดีควรใช้วิธีการที่ผู้สอนมีโอกาส สังเกตการณ์ปฏิบัติงานของผู้เรียนเป็นเวลานาน ได้เห็นการปฏิบัติงานที่แท้จริง เห็นพัฒนาการของผู้เรียน นอกจากนี้ ผู้สอนยังต้องเตรียมหาเครื่องมือที่มีความเหมาะสมเพื่อใช้ในการวัด ภาคปฏิบัติซึ่งมีหลายประเภท เช่น แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบตรวจสอบรายการ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินพฤติกรรม แบบบันทึก พฤติกรรม 6. การกำหนดวิธีการประเมินผลและรายงานผลการวัด กระบวนการวัดทักษะการปฏิบัติ จะยังไม่ สิ้นสุดจนกว่าจะมีการประเมินผลและรายงานผลความสามารถในการทำงานของผู้เรียน วิธีการประเมินผลการ วัดทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้มีหลายแบบ คือ การประเมินผลแบบอิงเกณฑ์ การประเมินผลแบบอิง ความก้าวหน้าของผู้เรียน เนื่องจากพฤติกรรมที่แสดงถึงการปฏิบัติไม่ได้ปรากฏให้เห็นอย่างคงทนถาวรตลอดไป ผู้วัดจึงต้อง เตรียมเกณฑ์การวัดประเมินผลล่วงหน้า การวัดภาคปฏิบัติคล้ายๆ กับการตรวจข้อสอบอัตนัย คือ มีความเป็น ปรนัยน้อย ข้อมูลที่ได้จากการวัดภาคปฏิบัติต้องนำมาประเมินโดยการตัดสินคุณภาพ ของการปฏิบัติงาน การ ประเมินแบบอิงเกณฑ์เป็นการเปรียบเทียบความสามารถในการปฏิบัติงานของผู้เรียน โดยเทียบกับเกณฑ์ มาตรฐานที่กำหนด เหมาะกับการประเมินผลความก้าวหน้า ให้ข้อมูลที่ละเอียด ทำให้ทราบว่าผู้เรียนและ ผู้สอนควรปรับปรุงจุดบกพร่องที่ใดเป็นการประเมินที่ให้ข้อมูลป้อนกลับที่ดี จุดอ่อนของการประเมินแบบนี้ คือ เป็นการยากที่จะกำหนดจุดตัดหรือเกณฑ์มาตรฐานที่จะจัดจำแนก ผู้ที่มีทักษะกับไม่มีทักษะออกจากกันได้ อย่างเหมาะสม และมีความยากในการแปลความหมาย ของเกณฑ์ที่กำหนด การประเมินแบบอิงความก้าวหน้าของผู้เรียน เป็นการเปรียบเทียบความสามารถ ในการปฏิบัติงาน ของผู้เรียนกับทักษะความสามารถเดิมที่มีอยู่ ผลการประเมินขึ้นอยู่กับระดับ ของพัฒนาการในตัวผู้ถูกทดสอบ การประเมินทักษะการปฏิบัติงานโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน เป็นเรื่องที่ควรให้ ความสำคัญ เพราะ ช่วยกระตุ้นผู้เรียนให้ มีความตั้งใจปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น เกรดที่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของตนเอง ไม่เน้นการ แข่งขันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ตัวอย่าง การประเมินทักษะงานไม้ของนักเรียนช่างอาชีวศึกษา 1. จุดมุ่งหมาย เพื่อตัดสินความสามารถในการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์และคุณภาพของที่ผลิต 2. งานที่กำหนด สร้างสถานการณ์จำลอง ให้มีลูกค้ามาสั่งทำชุดโต๊ะเก้าอี้สำหรับอ่านหนังสือของเค้ก ประถม 3. ผลการปฏิบัติ ชุดโต๊ะเก้าอี้สำหรับอ่านหนังสือของเด็กประถมที่มีขนาคเหมาะสมและมีความ ประณีต สวยงาม 4. วิธีการที่เป็นระบบ
12 - พิจารณาความพร้อมในการจัดเตรียมหรับการให้คะแนน อุปกรณ์และเครื่องมือที่ต้องใช้ในการ ผลิต - พิจารณาลำคับขั้นตอนของกระบวนการผลิตโดยใช้วิธีการสังเกต และทำการประเมินโดยใช้ เกณฑ์การให้คะแนนที่ได้พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพไว้แล้ว ประเภทของการวัดและประเมินทักษะการปฏิบัติ 1. เน้นกระบวนการ 2. เน้นผลงาน 3. เน้นกระบวนการและผลงาน การวัดและประเมินทักษะการปฏิบัติที่เน้นกระบวนการ เป็นการวัดและประเมินคุณภาพของกระบวนการในขณะที่ปฏิบัติงานอยู่ นิยมใช้กับทักษะที่มีจุดเน้นที่ขั้นตอนของการปฏิบัติมากกว่าผลการปฏิบัติ การประเมินการพูดหรือทักษะการออกเสียง (oral assessment) การประเมินการแสดงออก(demonstration) การวัดและประเมินทักษะการปฏิบัติที่เน้นผลงาน เป็นการวัดและประเมินคุณภาพของผลการปฏิบัติ นิยมใช้กับทักษะที่ไม่ได้มีกระบวนการปฏิบัติงานเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องประเมิน นิยมใช้กับทักษะที่วัดผลงานได้ง่ายกว่าการวัดกระบวนการปฏิบัติงานเช่น การวาดภาพ การเขียน เรียงความ การวัดและประเมินทักษะการปฏิบัติที่เน้นทั้งกระบวนการและผลงาน เป็นการวัดและประเมินคุณภาพของกระบวนการในขณะที่ปฏิบัติงานและผลจากการปฏิบัติงาน นิยมใช้กับงานที่สามารถวัดกระบวนการและผลงานแยกออกจากกันอย่างชัดเจนเช่น ทักษะการ ทำอาหาร ทักษะการทคลองทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการออกแบบการวัดและประเมินทักษะการปฏิบัติ 1. กำหนดจุดมุ่งหมายของการวัดและประเมินทักษะการปฏิบัติ 2. กำหนดกรอบของการประเมิน 3. กำหนดน้ำหนักความสำคัญของคุณลักษณะและเครื่องมือที่ใช้ 4. กำหนดประเด็นที่ต้องการประเมิน 5. กำหนดงานและสถานการณ์ให้ผู้เรียนปฏิบัติ กำหนดจุดมุ่งหมายของการวัดและประเมินทักษะการปฏิบัติ กำหนดจุดมุ่งหมายและโครงสร้างของสิ่งที่ต้องการประเมิน การประเมินอาจครอบคลุมทั้งพุทธิพิสัย จิตพิสัยทักษะพิสัยไปพร้อมๆ กันโดยทั่วไปจุดมุ่งหมายของ การประเมินทักษะการปฏิบัติในชั้นเรียนมักครอบคลุมการตรวจลอบความลามารถของผู้เรียน ได้แก่ 1) ความรอบรู้ในเนื้อหาตามหลักสูตร 2) ความสามารถในด้านต่างๆ 3) ศักยภาพของผู้เรียนในด้านต่างๆ ในอนาคต
13 กำหนดกรอบของการประเมิน 1. เป็นการระบุถึงเนื้อหา ทักษะ กระบวนการ องค์ประกอบหรือมิติอื่นๆ ของสิ่งที่ต้องการประเมิน 2. ก่อนจัดการเรียนการสอน ครูควรทราบว่าทักษะการปฏิบัติที่ต้องสอนและประเมินผู้เรียนมี อะไรบ้าง โดยทำการศึกษาหลักสูตร สาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ให้เข้าใจ 3. ครูควรวิเคราะห์ทักษะการปฏิบัติที่ต้องการวัดว่ามีลักษณะอย่างไร การประเมินควรจะครอบคลุม มิติหรือด้านใดบ้าง 4. ครูควรดำเนินการวิเคราะห์พฤติกรรมในการทำงานที่มีความชับซ้อน ผลการวิเคราะห์งานจะทำให้ ได้กิจกรรมที่นักเรียนต้องทำและลำดับขั้นของการทำงาน ซึ่งทำให้ครูสามารถกำหนดคุณลักษณะด้านทักษะและ ตัวบ่งชี้ของทักษะที่ต้องการวัดได้อย่างเหมาะสม 5. ครูต้องกำหนดลักษณะหรือด้านที่จะประเมินทักษะการปฏิบัติให้ครอบคลุมประเด็นต่างๆ และ เพียงพอที่จะทำให้ได้ผลการวัดที่สามารถนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของการวัดได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่าง กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาระที่ 3 นาฎศิลป์ มาตรฐาน ศ 3.9 เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ คุณค่านาฎศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิดอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กำหนดน้ำหนักความสำคัญของคุณลักษณะและเครื่องมือที่ใช้ 1. คุณลักษณะที่ต้องการประเมินในการปฏิบัติงานแต่ละคุณลักษณะ อาจมีความสำคัญไม่เท่ากัน 2. ครูควรพิจารณาว่าจะใช้ตัวชี้วัดใดในการจัดการเรียนการสอนจะกำหนดน้ำหนักความสำคัญของ คุณลักษณะแต่ละคุณลักษณะเท่าใด จะใช้เครื่องมือใดในการวัดและประเมินคุณลักษณะแต่ละด้าน 3. การกำหนดน้ำหนักความสำคัญอาจกำหนดเป็นร้อยละหรือคะแนนก็ได้
14 ตัวอย่าง การกำหนดน้ำหนักความสำคัญของคุณลักษณะและเครื่องมือการวัดและประเมินผลความสามารถ ด้านกีฬาวอลเล่ย์บอล กำหนดประเด็นที่ต้องการประเมิน กระบวนการปฏิบัติงาน (process) - คุณภาพขณะปฏิบัติงาน - เวลา ผลการปฏิบัติงาน/ผลงาน (product) - คุณภาพผลงาน - ปริมาณงาน กระบวนการปฏิบัติงาน (process) คุณภาพขณะปฏิบัติงาน - การเลือกใช้หรือการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ - การปฏิบัติงานตามลำดับขั้นตอน - ความคล่องแคล่วในการปฏิบัติ - ความตั้งใจในการทำงาน - การปฏิบัติตามกฎระเบียบความปลอดภัยในการ ทำงาน - ความสิ้นเปลืองของทรัพยากร เวลา - ความตรงต่อเวลาในการปฏิบัติงาน - ปริมาณเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติงาน
15 ตัวอย่าง ในการประเมินทักษะการเล่นวอลเล่ย์บอล กระบวนการปฏิบัติที่ควรพิจารณา ได้แก่ ความถูก ต้องการอันเคอร์ การส่ง (เซ็ท) การตบลูก การเสิร์ฟลูก การสกัดกั้น (ป้องกันการตบ)/ ความร่วมมือของเพื่อน ร่วมทีมขณะเล่น การรักษากติกาขณะเล่น ความตรงต่อเวลาในการฝึกซ้อม เป็นต้น ผลการปฏิบัติงาน/ผลงาน (product) คุณภาพผลงาน ปริมาณงาน - คุณลักษณะหรือรูปลักษณ์ที่ปรากฏ ของงาน (ช่น ความสวยงาม ความ กายในเวลาที่ กำหนด ปราณีต ความไพเราะ) - คุณสมบัติภายในของงาน (เช่น ความอร่อย ความ หอม ความสร้างสรรค์ ความเหมาะสมในการนำไปใช้) ปริมาณงาน - จำนวนผลงานเป็นไปตามที่กำหนด ตัวอย่าง ในการประเมินทักษะการยิงประตูในกีฬาฟุตบอล ผลการปฏิบัติงานหรือผลงานที่ควรพิจารณา คือ จำนวนลูกที่ยิ่งเข้าประตูกายในระยะเวลาที่กำหนค รวมถึงระยะการยิงเข้าประตูหรือในการประเมินทักษะการ เสิร์ฟวอลเล่ย์บอล ผลงานที่ควรพิจารณา คือ จำนวนลูกที่เสิร์ฟไค้คะแนนทั้งการเสิร์ฟลูกมือบนและมือล่าง เป็นต้น กำหนดงานและสถานการณ์ให้ผู้เรียนปฏิบัติ - การวางแผนว่าจะใช้สถานการณ์ใดในการประเมินทักษะการปฏิบัติเพื่อให้ผู้เรียนแสดงทักษะที่ ต้องการวัดออกมาได้ชัดเจนที่สุด - ครู/ผู้ประเมินต้องกำหนดงานหรือสถานการณ์ให้ผู้เรียนปฏิบัติเพื่อประเมินทักษะการปฏิบัติในมิติ หรือองค์ประกอบต่างๆที่ไค้วางแผนไว้ - สิ่งสำคัญก็คือ ครู/ผู้ประเมินต้องมีโอกาสได้สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด - Hart (1994) ได้เสนอรูปแบบของงานสำหรับการประเมินทักษะการปฏิบัติไว้ 3 รูปแบบ คือ 1) งานสำหรับประเมินอย่างสั้น (short assessment tasks) 2) งานที่เป็นเหตุการณ์ (event tasks) 3) งานสำหรับประเมินระยะยาว (long-term extended tasks) งานสำหรับประเมินอย่างสั้น - มักจะใช้ในการประเมินความรอบรู้ในหลักการพื้นฐานกระบวนการ ความสัมพันธ์ของขั้นตอนการ ปฏิบัติงานรวมถึงทักษะการคิดในเรื่องต่างๆ - เป็นงานที่ใช้เวลาทำไม่นาน - งานสำหรับประเมินอย่างสั้นอาจเป็นคำถามชนิดปลายเปิดคำถามชนิดเลือกตอบที่วัดความสามารถ ระดับสูง หรือแผนผังมโนทัศน์ก็ได้ - นิยมใช้กับการประเมินผู้เรียนรายบุคคล
16 งานที่เป็นเหตุการณ์ เป็นงานที่สามารถวัดความสามารถของผู้เรียนได้อย่างกว้างขวางเช่น ความคล่องแคล่วในการพูด ความคล่องแคล่วในการเขียนทักษะการประกอบวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ทักษะการแก้ปัญหา ลักษณะของงานที่เป็นเหตุการณ์ ต้องสามารถสะท้อนถึงทักษะและระดับความสามารถในการนำ ความรู้ที่ผู้เรียนมีไปประยุกต์ใช้ได้ ใช้เวลาในการปฏิบัติงานนานกว่ารูปแบบแรก นิยมใช้กับการประเมินการอ่าน การประเมิน การเขียน การประเมินกระบวนการทำงาน ต่างๆ งานที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์และการ แก้ปัญหา เป็นงานที่มีลักษณะเป็นโครงการที่มีเป้าหมายหลายประการ ใช้เวลาในการปฏิบัติงานนานกว่างาน 2 รูปแบบแรก ครูผู้สอนสามารถมอบหมายงานได้ ตั้งแต่ช่วงแรกหรือช่วงตันภาคการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้แสดง ความสามารถหรือทักษะด้านต่างๆ ที่มุ่งประเมิน เมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษา ให้ผู้เรียนจัดแสดงนิทรรศการนำเสนอ ผลการปฏิบัติงานต่อสาธารณะ มักเป็นโครงการระยะยาว เช่น โครงการวิจัยต่างๆ โครงงานวิทยาศาสตร์ เครื่องมือวัดด้านทักษะปฏิบัติ ทักษะพิสัย (Psychomotor domain) เป็นความสามารถของ ผู้เรียนในการใช้กล้ามเนื้อเพื่อการ เคลื่อนไหวต่างๆ ได้อย่าง คล่องแคล่ว ว่องไว การวัดทักษะพิสัยจะวัดใน 2 ส่วนดังนี้ 1. วัดกระบวนการทำงาน (process) 2. วัดผลผลิต (product) เกณฑ์การให้คะแนน (Rubric Scoring) เป็นแนวทางการให้คะแนนที่จะแยกแยะระดับต่างๆ ของความสำเร็จ ในการเรียน หรือการปฏิบัติ ของผู้เรียนได้อย่างชัดเจนจากดีมากไปจนถึง ต้องปรับปรุงแก้ไข เกณฑ์การให้คะแนนมี 2 วิธี คือ 1. เกณฑ์การให้คะแนนในภาพรวม (Holistic Scoring) คือ แนวทางการให้คะแนนโดยพิจารณา จากภาพรวมของชิ้นงาน โดยแบ่งตาม คุณภาพออกเป็นกองหรือกำหนดระดับความผิดพลาด ซึ่งจะมีคำอธิบาย ลักษะณะของงานในแต่ละระดับไว้อย่างชัดเจน ส่วนใหญ่ประกอบด้วย 3-6 ระดับ เป็นเกณฑ์ที่พิจารณาภาพรวมของสิ่งที่มุ่งประเมินว่ามีลักษณะเด่นหรือลักษณะที่จำเป็นอย่างไรบ้าง เกณฑ์การให้คะแนน จะบรรยายคุณภาพโคยรวมของสิ่งที่ประเมินลดหลั่นกันตามระดับคุณภาพจากสูงสุดถึง ต่ำสุดยึดหลักการพื้นฐานที่ว่า "การประเมินคุณภาพของสิ่งต่างๆควรต้องผิจารณาภาพรวมทั้งหมดของสิ่งนั้น จะ คิกว่าการพิจารณาเป็นมิติหรือองค์ประกอบแต่ละด้านของสิ่งที่วัด"เหมาะกับ 1) การประเมินผลขนาดใหญ่ (large scale assessment) ที่มีนักเรียนจำนวนมาก และ 2) การประเมินผลสรุปรวม (summative evaluation) ในการตัดสินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
17
18 2. เกณฑ์การให้คะแนนแบบแยกส่วน (Analytic Scoring) คือ แนวทางการให้คะแนนโดย พิจารณาจากแต่ละส่วนของงาน ซึ่งแต่ละส่วนจะต้องกำหนดแนวทางให้คะแนน โดยมีคำนิยามหรือคำอธิบาย ลักษณะของงานในส่วนนั้นๆ ใน แต่ระระดับไว้อย่างชัดเจน เป็นเกณฑ์ที่พิจารณาคุณภาพของสิ่งที่ประเมินแยกรายด้าน รายองค์ประกอบ หรือรายมิติ เกณฑ์การให้คะแนน จะบรรยายคุณภาพของสิ่งที่ประเมินแยกรายองค์ประกอบลดหลั่นกันตามระดับคุณภาพ จากสูงสุดถึงต่ำสุดถ้าองค์ประกอบ ด้านหรือมิติที่พิจารณามีความสำคัญไม่เท่ากันครูสามารถกำหนดน้ำหนัก ให้แก่เกณฑ์แต่สะด้านได้ตามความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับเหมาะกับการประเมินความก้าวหน้าหรือ กระบวนการ (formative evaluation) ที่ครูต้องให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อพัฒนาผู้เรียน ข้อจำกัด คือ การประเมินมักใช้เวลานานกว่าการให้คะแนนแบบองค์รวม เนื่องจากการต้องพิจารณ แยกแต่ละองค์ประกอบ
19 เครื่องมือวัดและประเมินผลทักษะปฏิบัติสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องมือ ประเภทที่ใช้การทดสอบ และเครื่องมือประเภทไม่ใช้การทดสอบ (กมลวรรณ ตังธนกานนท์, 2557) 1. ประเภทที่ใช้การทดสอบ - Paper & pencil test - Oral test 2. ประเภทที่ไม่ใช้การทดสอบ - Checklist - Rating scale - Scoring rubrlc เครื่องมือประเภทที่ใช้การทดสอบ 1. แบบสอบข้อเขียน สิ่งที่ทำการวัด แบ่งได้เป็น 2 ประเภทย่อย คือ 1) แบบสอบวัดความรู้ในเนื้อหาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหรือวัดความรู้เกี่ยวกับกฎหรือความรู้ทางทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ 2) แบบสอบที่ให้อธิบายกระบวนการทำงานหรือกระบวนการแก้ปัญหาครูควรใช้แบบสอบข้อเขียน ในการวัดก่อนที่จะทำการทดสอบในภาคปฏิบัติ - ข้อดีคือ สามารถบริหารการสอบได้เป็นกลุ่ม ทำให้สะดวกและประหยัดเวลา นอกจากนี้ ยังมี ความเป็นปรนัยค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการสอบด้วยปากเปล่า - ข้อจำกัด คือ อาจมีปัญหาเรื่องความตรงของเครื่องมือ เนื่องจากการใช้แบบสอบข้อเขียนกับ การวัดทักษะการปฏิบัติ เพราะผู้เรียนที่มีความรู้ภาคทฤษฎีอาจไม่สามารถปฏิบัติงานได้จริงเสมอไปควรใช้แบบ สอบเฉพาะการวัดทักษะการปฏิบัติที่มีอันตรายหรือมีความเสี่ยงในการปฏิบัติจริงเท่านั้น 2. แบบสอบปากเปล่า ควรใช้เมื่อต้องการวัดผู้เรียนเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะการวัดการมีส่วนร่วมในการทำงานกลุ่ม หรือ การตรวจสอบทักษะการปฏิบัติที่ผู้เรียนแต่ละคนปฏิบัติต่างกัน - ข้อดีคือ ครูสามารถปรับข้อคำถามได้ตามความเหมาะสม - ข้อจำกัด คือ เนื่องจากต้องทำการวัดผู้เรียนทีละคน จึงทำให้ใช้เวลามากกว่าการใช้แบบสอบ ข้อเขียน และเมื่อเทียบกับแบบสอบข้อเขียน แบบสอบปากเปล่าจะมีความเป็นปรนัย (objectivity) น้อยกว่า เพราะครูสามารถปรับเปลี่ยนข้อคำถามสำหรับผู้เรียนแต่ละคนได้ นอกจากนี้ ผู้เรียนที่มีลำดับการสอบท้ายๆ จะมีโอกาสเตรียมตัวสอบสูงกว่าผู้เรียนในสำคับแรกๆ และอาจจะรู้แนวคำถามจากผู้สอบก่อนหน้าได้ เครื่องมือประเภทที่ไม่ใช้การทดสอบ 1. แบบตรวจสอบรายการ มีลักษณะเป็นรายการที่ระบุพฤติกรรมหรือลักษณะที่บ่งชี้ทักษะสำคัญที่ต้องการวัด เพื่อให้ผู้ ประเมิน/ครูระบุว่าผู้เรียนเกิดพฤติกรรมหรือลักษณะนั้นๆ หรือไม่ - ข้อดีคือ สามารถสร้างได้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน - ข้อจำกัด คือ เหมาะกับทักษะที่ไม่มีรายละเอียดของพฤติกรรมหรือขั้นตอนมากนัก เพราะแบบ ตรวจสอบรายการจะไม่แสดงระดับของคุณภาพหรือความสมบูรณ์ของพฤติกรรมของทักษะการปฏิบัตินั้นเหมาะ ที่จะนำไปใช้กับนักเรียนระดับประถมศึกษา
20 2. แบบประเมินค่า มีลักษณะเป็นรายการที่ระบุพฤติกรรมหรือลักษณะที่บ่งชี้ทักษะสำคัญที่ต้องการวัด - ให้ผู้ประเมินระบุระดับคุณภาพหรือความสมบูรณ์ของพฤติกรรมที่มุ่งวัด ว่าผู้เรียนมีอยู่ในระดับใด ข้อดีคือ สร้างง่ายและใช้เวลาไม่นาน ข้อจำกัด คือ อาจทำให้เกิดปัญหาการขาคความเป็นปรนัย (objectivity) และขาคความเที่ยง ระหว่างผู้ประเมินได้ (inter-rater reliability) เนื่องจากระดับคุณภาพในแต่ละระดับของแบบประเมินนั้น ไม่มี การกำกับด้วยคำบรรยายพฤติกรรมหรือลักษณะของทักษะ
21 3. เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริคส์ มีลักษณะเป็นระดับที่แสดงลักษณะของการปฏิบัติงานหรือระดับที่แสดงความสำเร็จของผลงานของ ทักษะการปฏิบัตินั้นๆ จะต้องมีคำอธิบายพฤติกรรมหรือลักษณะที่สะท้อนถึงทักษะพิสัยที่ประเมินในแต่ละ ระดับผลการประเมินกำกับเอาไว้(ตั้งแต่ปรับปรุง จนถึง ดีมาก) เหมาะกับการประเมินทักษะที่มีความชับซ้อน และมีรายละเอียดมาก ข้อดีคือ ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องการประเมินที่ค่อนข้างมีความเป็นอัตนัย (subjectivity) ให้มีความ เป็นปรนัยได้ ซึ่งจะช่วยให้การให้คะแนนมีความเที่ยงเพิ่มมากขึ้นช่วยให้ผู้เรียนและผู้สอนเข้าใจได้ตรงกันว่าทักษะ การปฏิบัติที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับ และได้มาตรฐานเป็นอย่างไรช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียน เพราะผู้เรียน ได้ทราบขอบเขตของสิ่งที่ผู้สอนจะทำการประเมิน ทั้งการประเมินกระบวนการและผลงานของทักษะนั้นๆ เกณฑ์การให้คะแนน มีลักษณะเป็นระดับที่แสดงลักษณะหรือความสำเร็จของการปฏิบัติ หรือผลงาน ของทักษะที่ประเมิน ซึ่งเกณฑ์การให้คะแนนนี้จะมีคำอธิบายพฤติกรรมหรือลักษณะที่สะท้อน ถึงทักษะที่ ประเมินในแต่ละระดับผลการประเมินกำกับไว้ ตั้งแต่ระดับดีมากจนถึงระดับที่ต้องปรับปรุง เกณฑ์การให้ คะแนนจึงมีลักษณะละเอียด ช่วยให้ครูและผู้เรียนเข้าใจได้ตรงกันว่า ทักษะการปฏิบัติ ที่มีคุณภาพเป็นอย่างไร เป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ ตลอดจนทำให้ผู้เรียนได้ทราบถึงขอบเขต หรือสิ่งที่ครูจะประเมินทั้งการประเมิน กระบวนการและการปฏิบัติงาน และผลงานที่ได้จากทักษะการปฏิบัตินั้น เกณฑ์การให้คะแนนมี 2 ประเภท คือ เกณฑ์การให้คะแนนแบบองค์รวม (holistic scoring rubric) และเกณฑ์การให้คะแนนแบบแยก องค์ประกอบ (analytic scoring rubric) 1) เกณฑ์การให้คะแนนแบบองค์รวม เกณฑ์การให้คะแนนแบบองค์รวม เป็นเกณฑ์ที่พิจารณา ภาพรวมของสิ่งที่ประเมินว่า สิ่งที่ประเมินมีลักษณะอย่างไรบ้าง เกณฑ์การประเมินประเภทนี้ จะบรรยาย คุณภาพโดยรวมของสิ่งที่ประเมินลดหลั่นตามระดับคุณภาพจากสูงสุดถึงต่ำสุด เกณฑ์การให้คะแนน แบบองค์ รวมจึงเหมาะสำหรับการประเมินผลสรุปรวม ซึ่งใช้สำหรับตัดสินผลการเรียนรู้หรือทักษะพิสัยของผู้เรียน 2) การสร้างเกณฑ์การให้คะแนนแบบแยกองค์ประกอบ เกณฑ์การให้คะแนนแบบแยก องค์ประกอบ เป็นเกณฑ์การให้คะแนนสิ่งที่ประเมินโดยพิจารณาคุณภาพของสิ่งที่ประเมิน แยกราย องค์ประกอบ รายด้าน หรือรายมิติ เกณฑ์การประเมินประเภทนี้ จะบรรยายคุณภาของสิ่งที่ประเมินแยก องค์ประกอบลดหลั่นตามระดับคุณภาพตั้งแต่สูงสุดถึงต่ำสุด หากองค์ประกอบ ที่พิจารณามีความสำคัญไม่ เท่ากัน ครูสามารถกำหนดน้ำหนักให้ แก่เกณฑ์แต่ละด้านได้ ตามความเหมาะสม การสร้างเกณฑ์การให้คะแนน แบบแยกองค์ประกอบ แต่มีรายละเอียดเพิ่มเติม มากกว่าเกณฑ์การให้คะแนนแบบองค์รวม ตัวอย่าง การสร้างเกณฑ์การให้คะแนนแบบแยกองค์ประกอบ ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2.1) การวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดตามหลักสูตร และกำหนดจุดประสงค์ เชิง พฤติกรรม 2.2) กำหนดมิติหรือองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการปฏิบัติงาน หรือผลการปฏิบัติงาน 2.3) กำหนดจำนวนระดับคะแนนหรือระดับคุณภาพของลักษณะการปฏิบัติหรือผลการปฏิบัติ ทักษะพิสัยนั้นในแต่ละมิติ หรือองค์ประกอบที่ประเมิน ซึ่งสามารถกำหนดระดับคะแนนในลักษณะ เชิงปริมาณ หรือคุณภาพก็ได้ ตัวอย่างเช่น ในเชิงปริมาณ อาจกำหนดเป็นระดับคะแนน 4 3 2 และ 1 ตามลำดับ ส่วนในเชิง คุณภาพ อาจกำหนดเป็นระดับ ดีมาก ดี พอใช้ และปรับปรุงตามลำดับ 2.4) กำหนดคำอธิบายลักษณะการปฏิบัติ หรือผลการปฏิบัติของเกณฑ์แต่ละระดับ
22 เกณฑ์การประเมินแบบแยกองค์ประกอบ การใช้ภาษาท่าและนาฏยศัพท์ในการสื่อความหมาย กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ สาระ นาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์ อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่า นาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน ตัวชี้ วัด ป.5/3 แสดงนาฏศิลป์ โดยเน้นภาษาท่าและนาฏยศัพท์ในการสื่อความหมายและการแสดงออก จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ผู้เรียนเข้าใจภาษาท่าและนาฏยศัพท์ และสามารถแสดงท่าทางได้
23 เกณฑ์การประเมินแบบแยกองค์ประกอบ การอ่านเขียน ร้องโน้ตสากล กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ สาระ ดนตรี ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 มาตรฐาน ศ 2.1 เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ คุณค่าดนตรี ถ่ายทอด ความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชมและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ตัวชี้ วัด ม.1/3 อ่าน เขียน ร้องโน้ตไทยและโน้ตสากล จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ผู้เรียนสามารถอ่าน เขียน และ ร้องโน้ตสากลได้ การตรวจสอบคุณภาพของเกณฑ์การประเมิน ผู้สอนอาจใช้วิธีตรวจสอบความเที่ยงหรือความเชื่อมั่น (Reliability) ระหว่างผู้ประเมิน โดยให้ผู้ประเมินอย่างน้อย 2 คน ทดลองใช้เกณฑ์การประเมิน ถ้าผู้ประเมินให้ คะแนนสอดคล้องกัน แสดงให้เห็นว่าแบบประเมินมีความเที่ยง หรือมีความเชื่อมั่น คุณภาพของการประเมินทักษะการปฏิบัติ 1. ความตรง (validity) โดยผู้ประเมินควรระมัดระวังไม่ให้เกิดความแปรปรวนจากการวัดและประเมิน 2 ลักษณะ คือ ความแปรปรวนจากการวัดและประเมิน สิ่งที่ไม่เป็นตัวแทนของสิ่งที่วัด ซึ่งเกิดจากการวัดและประเมินในประเด็นที่แคบเกินไป ไม่ ครอบคลุม เนื้อหาหรือองค์ประกอบของทักษะที่ต้องการประเมิน
24 สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่วัด ซึ่งเกิดจากการวัดและประเมินในประเด็นที่กว้างเกินไป ทำให้วัดและ ประเมินเนื้อหาหรือองค์ประกอบอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับทักษะที่ต้องการประเมินมาด้วย 2. ความเที่ยง (reliability) เนื่องจากในการวัดและประเมินทักษะการปฏิบัติ ซึ่งเครื่องมือส่วนใหญ่เป็นแบบสังเกต ที่ต้องใช้เวลา ในการวัดค่อนข้างนาน จึงต้องอาศัยผู้ประเมินหลายคนมาร่วมทำการวัดและประเมิน ดังนั้น จึงอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความเที่ยงระหว่างผู้ประเมินได้ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ผู้ประเมิน ต้องมีความเข้าใจถึงเกณฑ์การประเมินพฤติกรรมให้ตรงกัน และทำการตรวจสอบหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ ประเมินก่อนคำเนินการวัดและประเมินผลจริง นอกจากนี้ การให้ผู้เรียนกระทำหรือปฏิบัติงานในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งผู้เรียนอาจคุ้นเคยหรือไม่ คุ้นเคย ก็อาจส่งผลให้การประเมินขาดความเที่ยงได้เช่นกัน เพราะแม้ผู้เรียนจะมีทักษะในเรื่องนั้นดีแต่หากขาด ความคุ้นเคยกับเนื้อหาของงานหรือสถานการณ์ที่ครูกำหนด ก็อาจทำให้ปฏิบัติงานและมีผลการประเมินไม่ดี เท่าที่ควรเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ครูจึงควรเพิ่มงานและจำนวนครั้งในการประเมินทักษะที่ต้องการวัดให้มากขึ้น กว่าเดิมเล็กน้อย 3. ความเป็นปรนัย (objectivity) การที่ครูจะสร้างเครื่องมือวัดและประเมินทักษะการปฏิบัติให้มีความเป็นปรนัยนั้น ครูต้องสร้าง รายการพฤติกรรมในการสังเกตให้มีความเด่นชัด เป็นรูปธรรม ผู้ประเมินอ่านแล้วเข้าใจได้ตรงกัน ทั้งคำสั่ง คำ ชี้แจง พฤติกรรมที่สังเกต รวมถึงการให้คะแนนและการแปลผล บทสรุป ทักษะพิสัย เป็นความสามารถในการปฏิบัติหรือกระทำสิ่งต่างๆ โดยใช้อวัยวะหรือกล้ามเนื้อ ส่วน ต่างๆ ของร่างกายประสานกับจิตใจและสมอง การวัดทักษะพิสัยต้องมีการเตรียมสถานการณ์ ให้ผู้เรียนมีการ ปฏิบัติงาน และต้องมีการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของการสร้างเครื่องมือคือการได้มา ซึ่งเครื่องมือที่มีคุณภาพให้ผลการวัดที่น่าเชื่อถือได้ เครื่องมือที่มีคุณภาพ ต้องเป็นเครื่องมือที่วัดในสิ่งที่ต้องการ วัดได้จริง และให้ผลการวัดที่เที่ยงตรง เครื่องมือการวัดและประเมินพฤติกรรมด้านทักษะพิสัยมีหลายประเภท ได้แก่ การทดสอบ ภาคปฏิบัติ แบบสังเกต แบบตรวจสอบรายการ แบบมาตราส่วนประมาณค่า การประเมินตามภาพจริง และการ ประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน ซึ่งแต่ละประเภทต่างก็มีความเหมาะสมกับงาน แตกต่างกัน การจะเลือกใช้ เครื่องมือประเภทใดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของงานและวัตถุประสงค์ในครั้งนั้นๆ สำหรับวัตถุประสงค์หนึ่งๆ อาจ ใช้เครื่องมือหรือวิธีการวัดหลายๆ วิธีก็ได้ หากการวัดโดยเครื่องมือหรือวิธีการเดียวไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจน เพียงพอ
25 บรรณานุกรม กมลวรรณ ตังธนกานนท์. (2557). การวัดและประเมินทักษะการปฏิบัติ. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. กมลวรรณ ตังธนกานนท์. (2559). การวัดและประเมินทักษะการปฏิบัติ.(พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ชนันธร หิรัญเชาว์. (2562). การพัฒนาทักษะนาฏศิลป์ ไทยและความคิดสร้างสรรค์ ตามแนวคิดของเดวีส์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น. [วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต]. มหาวิทยาลัย ธุรกิจบัณฑิตย์ โชติกา ภาษีผล ณัฎฐภรณ์ หลาวทอง และ กผลวรรณ คังธนกานนท์. (2558).การวัดและประเงินผลการ เรียนรู้. กรุงเทพมหานคระโรงพิมพ์แห่งอุพาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณัฏฐกรณ์ หลาวทอง, (2551) เอกสารประกอบการสอนวิชาการวัดและประเบินผการศึกษา, กรุงเทพมหานคร คณะครูศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ดาราณี ระงับทุกข์. (2558). การสร้างแบบวัดภาคปฏิบัติรำวงมาตรฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1. [วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี. พิชิต ฤทธ์จิรูญ. (2556). หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 8. เฮ้าส์ ออฟ เคอร์มิสท์. สังวรณ์ งัดกระโทก. (2557). ลำดับขั้นของเจตพิสัยและทักษะพิสัย. ในเอกสารการสอนชุดวิชา การพัฒนา เครื่องมือวัดด้านเจตพิสัยและทักษะพิสัย. หน่วยที่ 2. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สุวิมล ว่องวาณิช. (2557). การพัฒนาแบบวัดทักษะปฏิบัติ. ในเอกสารการสอนชุดวิชา การพัฒนา เครื่องมือ วัดด้านเจตพิสัยและทักษะพิสัย. หน่วยที่ 12. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สำนักงานปฏิรูปการศึกษา. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. พริกหวาน กราฟฟิค.