ค ว า ม ผิ ด
ฐาน
ฉ้ อ โ ก ง
ห นั ง สื อ อิ เ ล็ ก ท ร อ นิ ก ส์
อ า ร ย า ตุ้ ม สี คู ณ
คำ นำ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) เรื่อง ความผิดฐานฉ้อโกง เล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 0801221 กฎหมาย
อาญา 2 : ภาคความผิด จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้ในการประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาอาญา 2 ซึ่งผู้จัด
ทำได้รับมอบหมายจากอาจารย์ผู้สอนให้ไปศึกษาค้นคว้าจากหนังสือ อินเทอร์เน็ต และแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อฝึกการ
ค้นคว้า และนำสิ่งที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า มาสร้างเป็นชิ้นงานเก็บไว้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนของตนเอง นิสิต
นักศึกษาและอาจารย์ต่อไป
ทั้งนี้ ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) เล่มนี้ จะเป็นประโยชน์แก่นิสิต นักศึกษา ตลอดจน
ผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อย และหากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับความผิดพลาดนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว และจะนำ
ไปปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไป และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
ผู้จัดทำ
นางสาวอารยา ตุ้มสีคูณ
นิสิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
ส า ร บั ญ
หัวข้อ หน้า
ความผิดฐานฉ้อโกง 1
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 2
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 342 7
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 12
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 344 18
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 345 21
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 346 24
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 347 28
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 348 28
ความผิดฐานฉ้อโกงประกันวินาศภัย 29
ค ว า ม ผิ ด ฐ า น ฉ้ อ โ ก ง
offense of fraud
ความผิดฐานฉ้อโกง เป็นการหลอกลวงให้หลงเชื่อ โดยไม่มีการใช้
กำลังประทุษร้าย และแตกต่างจากความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะความผิด
ฐานฉ้อโกงนั้น เป็นการหลอกลวงผู้อื่นให้ได้มาซึ่ง
ทรัพย์เจ้าของหรือผู้ครอบ
ครองส่งมอบให้โดยเข้าใจผิด ไม่ได้เป็นการเอาไปโดยใช้กลฉ้อฉลเหมือนลัก
ทรัพย์
01 of 30
ค ว า ม ผิ ด ฐ า น ฉ้ อ โ ก ง
มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอัน
เป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดัง
กล่าวนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูก
หลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความ
ผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบของความผิดฐานฉ้อโกง มาตรา 341
1. ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริง
ซึ่งควรบอกให้แจ้ง
2. โดยการหลอกลวงดังว่านั้น
(1) ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สาม หรือ
(2) ทำให้ผู้ถูกหลองลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ
3. โดยทุจริต (เจตนาพิเศษ)
02 of 30
ความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ไม่ได้จำกัดว่าผู้ที่ถูกหลอกลวงจะต้องเป็นเจ้าของ
ทรัพย์ แม้ทรัพย์นั้นจะเป็นของผู้หลอกลวง ถ้าหากผู้หลอกลวงโดยทุจริตหลอกลวงผู้ถูก
หลอกลวงและโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงก็เป็นความผิดฐาน
ฉ้อโกง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2062/2558 ความผิดฐานฉ้อโกง
ตาม ป.อ. มาตรา 341 ไม่ได้จำกัดว่าผู้ที่ถูกหลอกลวงจะต้องเป็น
เจ้าของทรัพย์ แม้ทรัพย์นั้นจะเป็นของผู้หลอกลวง ถ้าหากผู้หลอก
ลวงโดยทุจริตหลอกลวงผู้ถูกหลอกลวงและโดยการหลอกลวงนั้น
ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงก็เป็นความผิดฐานฉ้อโก
03 of 30
ความผิด
ฐาน
โจทก์บรรยายฟ้องว่า ฉ้อ
ที่ดิจนำเเลลขยทีโ่ด3ย0เจ2ต7น7าแทุลจะริ3ตใ0ช้3อุ0บ1ายตหำลบอลกกุลดวพิงมใหา้นโจอทำกเ์ภส่งอมด่อานบขโุฉนนทดด โกง
จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่จำเลยอ้างว่าจะนำโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง
ไปดำเนินการยื่นคำร้องขอแบ่งแยกและโอนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์
ให้แก่โจทก์ โจทก์หลงเชื่อจึงได้มอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่
โจอำนเลกยรไรปมซึส่งิทเปธิ็์นใหค้แวกา่มคเ.ท็ซจึ่งคเกวี่ยามวจดรอิงงจเำป็เนลญยกาลตัิบทนางำกที่าดิรนสทัม้งรสสอกังบแจปำลเลงยไป
ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำ
ผปิ.ดอค. รมบาอตงรคา์ป3ร4ะ1กอแบล้คววฟา้อมงผิโดจฐทากน์ชฉ้ออบโดก้วงยที่ขปอ.วใิห.้อล.งมโทาตษรจาำเ1ล5ย8ต(า5ม)
สเืมืบ่อพจยำเาลนยหใลหั้กกฐาารนรัตบ่อสไาปรภตาาพมตปา.มวิ.ฟอ้อ. งมาศตารลาชั้1น7ต้6นวย่รอรมคพหิพนึ่างกไษด้าโดยไม่
04 of 30
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8013/2561
โจทก์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด
อันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นกฎหมายที่
ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ฟ้อง และเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลังด้วย ดังนั้น ข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยที่ฝ่าฝืน
ต่อกฎหมายเท่านั้นที่โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ได้
แต่ในส่วนที่เป็นต้นเงินกู้นั้นโจทก์ยังคงมีสิทธิที่จะบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้
เอกสารปลอมหลอกลวงโจทก์ จนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อยอมให้จำเลยที่ 2 กู้ยืมโดยมอบเงิน
ให้ไป การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
และโจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหาย
โดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2
ในความผิดฐานดังกล่าวนี้ด้วย
05 of 30
สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1 และ
ที่ 2 กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และ
โจทก์รู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 จะนำเงินไปปล่อยกู้และเรียกเอาผลประโยชน์
เป็นดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอันเป็นความผิดต่อพระ
ราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นกฎหมายที่
ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ฟ้อง แสดงให้เห็นว่าโจทก์เจตนาทุจริตมุ่ง
ประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย แม้จะไม่
ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 นำเงินที่กู้ยืมดังกล่าวไปปล่อยกู้โดย
เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ก็ตาม ถือว่าโจทก์
ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 ใน
06 of 30
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 342
บั ญ ญั ติ ว่ า
ถ้าในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ผู้กระทำ
(1) แสดงตนเป็นคนอื่น หรือ
(2) อาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูกหลอกลวง
ซึ่งเป็นเด็ก
หรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับ
ไม่เกินหนึ่งแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
07 of 30
ห ลั ก เ ก ณ ฑ์ ต า ม ข้ อ 1
การแสดงตนเป็นคนอื่ น นั้น ต้องเป็นการแสดงว่าตนเองเป็นบุคคล
อื่ น แม้จะไม่มีตัวตนอยู่จริง ก็เป็นความผิดตามมาตรานี้ และเมื่ อปรับ
บทความผิดตามมาตรา 342 แล้ว ก็ไม่ต้องปรับบทตามมาตรา 341 อีก
แต่ถ้าแสดงตนเองว่ามีฐานะใดฐานะหนึ่งอันเป็นเท็จ ก็ไม่ใช่การ
แสดงตนเองเป็นคนอื่ น ไม่ผิดมาตรา 342 เช่น แสดงตนว่าเป็นผู้จัดการ
บริษัท หรือแสดงตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ไม่ผิด 342 (1) แต่อาจผิด
341
08 of 30
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10552/2553 แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะ
บรรยายว่า จำเลยโดยเจตนาทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการ
แสดงข้อความอันเป็นเท็จและด้วยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่ น แต่
ตามทางพิจารณาที่ได้ความนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยหลอกลวง ส.
มารดาผู้เสียหายที่ 2 มิใช่หลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของ
เงินก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 2 เป็นเจ้าของเงินที่ให้กู้ และเป็นผู้ทำ
สัญญากู้ในฐานะผู้ให้กู้เงินที่จำเลยผู้กู้นำโฉนดที่ดินของบุคคลอื่ นมา
หลอกลวงดังกล่าว เพื่อให้ได้เงินที่กู้ยืมไป ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับความ
เสียหายเนื่ องจากการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว
จำเลยหลอกลวงด้วยการทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นบุคคลเดียวกับ ป. ผู้มีชื่อในโฉนด
ที่ดินที่จำเลยนำมาเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากผู้เสียหายที่ 2 จากการหลอกลวงดังกล่าว
ทำให้ได้ไปซึ่งเงินจากผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
09 of 30
ห ลั ก เ ก ณ ฑ์ ต า ม ข้ อ 2
อ า ศั ย ค ว า ม เ บ า ปั ญ ญ า ข อ ง ผู้ ถู ก ห ล อ ก ล ว ง ซึ่ ง เ ป็ น เ ด็ ก
ตามพจนานุกรม ได้ให้ความหมายของความเบาปัญญา คือ
การหย่อนความคิด หย่อนสติปัญญา หรือรู้ไม่เท่าทัน
เนื่ องจากเด็กคงมีวุ ฒิภาวะไม่เท่าผู้ใหญ่
ก ฎ ห ม า ย จึ ง มุ่ ง คุ้ ม ค ร อ ง เ ห ตุ ดั ง ก ล่ า ว
สำหรับการฉ้อโกง โดยอาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง
คือ บุคคลที่มีความนึกคิดอ่อนแอไม่เข้มแข็ง หรือป่วยทางจิต
ซึ่ ง อ า จ ถู ก ห ล อ ก ล ว ง ไ ด้ ง่ า ย
10 of 30
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3839/2526
โจทก์นอกจากจะได้กล่าวในฟ้องในตอนต้นและตอนท้ายว่า จำเลยหลอกลวง
โจทก์อาศัยความโง่เขลาเบาปัญญาและความอ่อนแอแห่งจิตของโจทก์แล้ว โจทก์ยัง
บรรยายข้อความที่จำเลยหลอกลวงโจทก์อีกว่า เหล็กไหลสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่
โจทก์กำลังเป็นอยู่นั้นให้หายขาดได้ ซึ่งพอเป็นที่เข้าใจได้ว่า ความอ่อนแอแห่งจิตของ
โจทก์เนื่ องมาจากความเจ็บป่วย และคำว่าโง่เขลาเบาปัญญาก็แสดงอยู่ว่าโจทก์นั้นถูก
หลอกลวงให้หลงเชื่อได้ง่ายกว่าคนมีจิตปกติ ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 342(2) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5)
แล้ว
11 of 30
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 บัญญัติว่า
ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็น
เท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำ
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ต้องด้วยลักษณะดัง
กล่าวในมาตรา 342 อนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดด้วย ผู้กระทำต้อง
ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาท
ถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
12 of 30
อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ
ค ว า ม ผิ ด ข อ ง
มาตรา 343
องค์ประกอบความผิดตามวรรคแรก
ถ้าการกระทำความผิดความผิดฐานฉ้อโกง
ได้กระทำ
1. ด้วยการแสดงข้อความ อันเป็นเท็จ
ต่อประชาชน หรือ
2. ด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้ง
แก่ประชาชน
3.โดยเจตนา
13 of 30
เลือกสุ่มโทรศัพท์ไปหลอกลวงประชาชน
อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อขอ
ข้อมูลเกี่ยวกับบัตรและบัญชีธนาคาร โดยการหลอก
ลวงนั้นได้ไปซึ่งเงินในบัญชีของประชาชน
อันมีลักษณะเป็นการหลอกลวงทั่วไป
มิได้มุ่งหมายเจาะจงหลอกลวงคนใดคนหนึ่งเป็น
พิเศษ ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกจะสุ่มได้
หมายเลขโทรศัพท์ของประชาชนคนใดที่ปรากฏข้อมูล
อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของจำเลย จึงเป็นการฉ้อโกง
ประชาชน
14 of 30
15 of 30
ในลักษณะอ้างตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารพาณิชย์และเป็นเจ้าหน้าที่ของ
รัฐ หลอกลวงผู้ได้รับการติดต่อว่าผู้นั้นเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือมียอดการใช้เงินในบัญชี
สูงผิดปกติ ให้ไปตรวจดูยอดเงินในบัญชี หรือให้ไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงรหัสข้อมูล
เกี่ยวกับบัญชีธนาคารที่ประชาชนผู้ถูกหลอกลวงใช้บริการหรือให้ไปดำเนินการใส่รหัส
ผ่าน หรือรหัสสั่งให้ระงับการทำรายการในบัญชีเงินฝาก บัตรเบิกถอนเงินสดเอทีเอ็ม
หรือรหัสระงับบัญชีธนาคาร หรือรหัสป้องกันมิให้ข้อมูลรั่วไหล โดยแจ้งว่าเพื่อเป็นการ
ป้องกันมิให้ผู้อื่นเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของประชาชนผู้ถูกหลอกลวงได้ ซึ่งเป็นการ
หลอกลวงเหมือนกัน อันมีลักษณะเป็นการหลอกลวงทั่วไป
มิได้มุ่งหมายเจาะจงหลอกลวงคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ
ขึ้นอยู่กับว่า จำเลยทั้งสี่กับพวก จะสุ่มได้หมายเลขโทรศัพท์
ของประชาชนคนใดที่ปรากฏข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์
ของจำเลยทั้งสี่กับพวกเพื่อทำการหลอกลวง
การกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้อง
จึงเป็นการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
16 of 30
คำพิพากษาฎีกาที่ 1663/2535
จำเลยมีเจตนาหลอกลวงบุคคลทั่วไป โดยไม่จำกัดตัวผู้ถูก
หลอกลวงว่าเป็นผู้ใด จำเลยมีเจตนาหลอกลวงทุกคนที่ทราบเรื่อง
แล้วสามารถสมัครงานกับจำเลยและพวกโดยมิได้มีเจตนาที่จะหลอก
ลวงเฉพาะผู้เสียหายบางคนที่จำเลยเป็นผู้ชักชวนให้ไปทำงานที่
ประเทศอังกฤษเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐาน
ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
ตัวอย่าง
นาย ก. นาย ข. และนาย ค. ได้ก่อตั้งบริษัท ต. ขึ้น และได้โฆษณาทางหนังสือพิมพ์ประกาศแพร่
ข่าวชักชวนประชาชนว่า บริษัท ต. เป็นบริษัทที่มั่นคงประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ
ต้องการรับสมัครพนักงานและบุคคลากรหลายตำแหน่ง และโฆษณาชักชวนให้ประชาชนทั่วไป
นำเงินมาลงทุนในธุรกิจ ซึ่งความจริงแล้วบริษัท ต. ไม่ได้ประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ เมื่อ
การลงข่าวประกาศทางหนังสือพิมพ์ เป็นความเท็จโดยทุจริตของบริษัท ต. เป็นเหตุให้นาย ง.
ที่ได้อ่านข่าวหลงเชื่อ จึงไปติดต่อและมอบเงินให้นาย ก นาย ข. และนาย ค. การกระทำของทั้ง
สามคนที่กระทำต่อนาย ง. จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
17 of 30
ค ว า ม ผิ ด ฐ า น ฉ้ อ โ ก ง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 344 บัญญัติว่า
ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้ประกอบการงานอย่าง
ใดๆ ให้แก่ตนหรือบุคคลที่สาม โดยจะไม่ใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างแก่บุคคลเหล่า
นั้น หรือโดยจะใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างแก่บุคคลเหล่านั้นตํ่ากว่าที่ตกลงกัน
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบความผิดของมาตรา 344
1. หลอกลวงบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้ประกอบการงานอย่างใดๆ ให้แก่ตนหรือให้แก่
บุคคลที่สาม
2. โดยจะไม่ใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างแก่บุคคลเหล่านั้น หรือโดยจะใช้ค่าแรงงานหรือค่า
จ้างแก่บุคคลเหล่านั้นตํ่ากว่าที่ตกลงกัน
3. โดยเจตนา
18 of 30
เ มื่ อ จำ เ ล ย มี เ จ ต น า จ ะ ไ ม่ ใ ช้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2556 คดีนี้ผู้เสียหายทั้งสิบ
ค่ า แ ร ง ง า น ห รื อ ค่ า จ้ า ง จ น ผู้ เ สี ย เ อ็ ด ค น ท ร า บ เ รื่ อ ง ค ว า ม ผิ ด แ ล ะ รู้ว่ า จำ เ ล ย เ ป็ น ผู้ ก ร ะ ทำ ค ว า ม
ห า ย ทั้ ง สิ บ เ อ็ ด ค น ห ล ง เ ชื่ อ แ ล ะ มี ผิดเมื่ อวันที่ 10 มิถุนายน 2547 ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดคนจึง
ก า ร ทำ ง า น ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง ไ ป บ า ง ส่ ว น เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนระหว่างวันที่ 27
กรกฎาคม 2547 ถึงวันที่ 1 กันยายน 2547 โดยผู้เสียหาย
แ ม้ ผู้ เ สี ย ห า ย ทั้ ง สิ บ เ อ็ ด ค น ยั ง แ ต่ ล ะ ค น ต่ า ง ใ ห้ ก า ร ใ น ร า ย ล ะ เ อี ย ด ก ล่ า ว ห า ว่ า จำ เ ล ย ก ร ะ ทำ
ทำ ง า น ไ ม่ แ ล้ ว เ ส ร็ จ แ ล ะ จำ เ ล ย ยั ง ไ ม่ ความผิดโดยมีเจตนาให้จำเลยได้รับโทษ ซึ่งพนักงานสอบสวน
ไ ด้ รั บ ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ จ า ก ก า ร ทำ ง า น บันทึกไว้ ลงวันเดือนปี และลายมือชื่ อพนักงานสอบสวนผู้
บันทึกกับลายมือชื่ อผู้เสียหายแต่ละคนในฐานะผู้ร้องทุกข์ จึง
นั้ น ก า ร ก ร ะ ทำ ข อ ง จำ เ ล ย ก็ ค ร บ เป็นคำร้องทุกข์ที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) และ 123
อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ค ว า ม ผิ ด ต า ม ป . อ . วรรคสาม และกรณีที่มีการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายหลาย
ค น ไ ม่ มี ก ฎ ห ม า ย บั ง คั บ ใ ห้ ผู้ เ สี ย ห า ย ทุ ก ค น ต้ อ ง ม า แ จ้ ง ค ว า ม ร้
ม า ต ร า 3 4 4 แ ล้ ว อ ง ทุ ก ข์ ต่ อ พ นั ก ง า น ส อ บ ส ว น พ ร้อ ม กั น
19 of 30
เพียงแต่ผู้เสียหายแต่ละคนต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้
เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเท่านั้น เมื่อคดีนี้ผู้เสียหาย
แต่ละคนร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้
เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด จึงฟังได้ว่า คดีนี้มีผู้เสียหาย
ตั้งแต่สิบคนขึ้นไปครบองค์ประกอบความผิดใน ป.อ. มาตรา 344 และ
การที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดคนให้ประกอบการงาน คือ
สร้างภาพยนตร์ให้จำเลย โดยเจตนาจะไม่ใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้าง จนผู้
เสียหายทั้งสิบเอ็ดคนหลงเชื่อและมีการทำงานที่เกี่ยวข้องไปบางส่วน
แม้ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดคนยังสร้างภาพยนตร์ไม่แล้วเสร็จและจำเลยยัง
ไม่ได้รับผลประโยชน์จากการสร้างภาพยนตร์นั้น การกระทำของจำเลย
ก็ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 344 แล้ว
20 of 30
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 345
บั ญ ญั ติ ว่ า
ผู้ใดสั่งซื้อและบริโภค
อาหารหรือเครื่องดื่ม
หรือเข้าอยู่ในโรงแรม
โดยรู้ว่าตนไม่สามารถชำระเงินค่าอาหาร
ค่าเครื่องดื่ม หรือค่าอยู่ในโรงแรมนั้น
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน
หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
21 o1f 30
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1077/2511
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 345 หมายความว่า การสั่งซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มมาบริโภคนั้น เป็นที่เข้าใจกันว่าจะ
ชำระราคาให้เมื่อได้บริโภคเสร็จแล้วในเวลาและในสถานการค้าของผู้ขาย จำเลยให้คนไปเอาสุราที่ร้านผู้เสียหาย โดยให้
บอกแก่ผู้เสียหายว่า จะนำเงินไปชำระให้ภายหลัง แล้วในวันรุ่งขึ้นได้ให้คนไปเอามาอีกซึ่งผู้เสียหายก็ยอมมอบให้มา เช่นนี้
เป็นเรื่องผู้เสียหายตกลงให้จำเลยซื้อของเชื่อ กรณีไม่เข้าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 345
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจสั่งซื้อสุรารวมราคา 302 บาทจากร้านนายจรูญผู้เสียหายไปโดยรู้ว่าไม่สามารถชำระราคา
ได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมาย มาตรา 345 และใช้ราคาเครื่องดื่มแก่ผู้เสียหายจำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความได้ความว่า
จำเลยได้ให้คนไปเอาสุราที่ร้านผู้เสียหาย โดยให้
บอกแก่ผู้เสียหายว่า จำเลยจะนำเงินไปชำระภาย
หลังและในวันรุ่งขึ้นจำเลยให้คนไปเอามาเพิ่มเติม
รวมเป็นสุราทั้งหมด 32 ขวด ทั้งนี้ โดยจำเลยรู้ว่า
ไม่สามารถชำระราคาได้ และตั้งใจไม่ชำระให้ด้วย
22 of 36
ค ว า ม ผิ ด ฐ า น ฉ้ อ โ ก ง
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า บทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญามาตรา 345 มุ่งหมายถึงมี
การสั่งซื้ อและบริโภคในระยะเวลาอันต่อเนื่ องกันซึ่งตามปกติย่อมบริโภคที่ร้านขายอาหาร
หรือเครื่องดื่ มนั่นเองข้อเท็จจริงที่ได้ความเป็นเรื่องผู้เสียหายยอมให้จำเลยซื้ อของเชื่ อ
กรณี เป็นผิดสัญญาทางแพ่งมากกว่าเทียบได้กับคำพิพากษาฎีกาที่1686/2505
พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา
345 หมายความว่าการสั่งซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มนั้น เป็นที่เข้าใจกันว่าผู้ซื้อจะชำระ
ราคาเมื่ อได้บริโภคเสร็จแล้วในเวลาและในสถานการค้าของผู้ขายข้อเท็จจริงที่ได้ความ
เป็นเรื่องผู้เสียหายตกลงให้จำเลยซื้อสุราโดยชำระราคาภายหลัง ซึ่งเท่ากับเป็นการซื้อ
ของเชื่อ หาใช่ชำระกันเมื่อเวลาสั่งซื้อและบริโภคแล้วไม่ พิพากษายืน
23 of 30
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 346
บั ญ ญั ติ ว่ า
ผู้ใด เพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่น
เป็นของตนหรือของบุคคลที่สาม
ชักจูงผู้หนึ่งผู้ใดให้จำหน่าย
โดยเสียเปรียบซึ่งทรัพย์สิน
โดยอาศัยเหตุที่ผู้ถูกชักจูงมีจิตอ่อนแอ
หรือเป็นเด็กเบาปัญญา
และไม่สามารถเข้าใจตามควร
ซึ่งสาระสำคัญแห่งการกระทำของตน
จนผู้ถูกชักจูงจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินนั้น
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี
หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
24 of 30
อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ค ว า ม ผิ ด
ของมาตรา 346
1. ผู้ใด
2. ชักจูงผู้หนึ่งผู้ใดให้จำหน่ายโดยเสียเปรียบซึ่งทรัพย์สิน
3. โดยอาศัยเหตุที่ผู้ถูกชักจูงมีจิตอ่อนแอ หรือเ
ป็นเด็กเบาปัญญา
และไม่สามารถเข้าใจตามควรซึ่งสาระสำคัญแห่งการกระทำของตน
4. ผู้ถูกชักจูงจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินนั้น
5. โดยเจตนา (เจตนาธรรมดา) (เจตนาพิเศษ)
25 of 30
26 of 30
ความผิด
ฐาน
ฉ้อ
โกง
27 of 30
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 347
บั ญ ญั ติ ว่ า
ผู้ใดเพื่ อให้ตนเองหรือผู้อื่ น
ได้รับประโยชน์จากการประกันวินาศภัย
แกล้งทำให้เกิดเสียหายแก่ทรัพย์สิน
อันเป็นวัตถุที่เอาประกันภัย
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี
หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 348
บั ญ ญั ติ ว่ า
ความผิดในหมวดนี้
นอกจากความผิดตามมาตรา 343
เป็นความผิดอันยอมความได้
28 of 30
ความผิดฐานฉ้อโกงประกันวินาศภัย
องค์ประกอบของความผิดความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต้องแกล้งทำให้เกิดเสียหาย หมายถึง
การจูงใจทำ ให้เกิด ความเสยีหายที่อาจคำนวณเป็นเงินได้อันเป็นภัยที่ผู้รับประกันภัยรับเสี่ยง
เพราะถ้าเป็นภัยอื่นนอกจากที่เอาประกันไว้ก็มิใช่การทำเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการประกันวินาศ
ภัย กรณีจะเป็นความผิดสำเร็จต่อเมื่อ มีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว การทำให้เสียหายนี้อาจทำให้
เสียหายโดยสิ้นเชิงหรือบางส่วนก็ได้เช่น เผาบ้านที่ประกันภัยไว้เพื่อเอาประกันภัย ถ้ามีชาวบ้าน
ช่วยกันดับทันก็พยายามฉ้อโกงตามมาตรานี้ แต่ถ้าทรัพย์นั้นถูกเผาไหม้ไปบางส่วน ซึ่งสามารถ
เรียกค่า ประกันได้แล้ว ก็เป็นความผิดสำเร็จ และหมายถึงเฉพาะทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเท่านั้น
เช่น การประกันภัยรถยนต์ ก็หมายถึง การแกล้งให้เกิดเสียหายแก่รถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินอันเป็น
วัตถุเอาประกันโดยมีเจตนาเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการประกันวินาศภัย โดยการ
แกล้งทำให้เกิดการเสียหายแก่ทรัพย์สินอันเป็นวัตถุที่เอาประกัน จะเป็นความผิดตามมาตรานี้ต้อง
เป็นการ กระทำโดยเจตนาพิเศษ คือ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการประกัน
วินาศภัยนั้น ถ้าเป็นเจตนาอย่างอื่นไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้ แม้การกระทำนั้นจะทำให้ผู้อื่นได้
รับประโยชน์จาก การประกันวินาศภัย โดยความผิดฐานนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 348
29 of 30
ความผิดในหมวด 3 ว่าด้วยเรื่องความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนใหญ่จะเป็น
ความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งสามารถตกลงยอมความกัน ระหว่างผู้เสียหาย
และผู้กระทำความผิดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 35 วรรคสอง เมื่อมีการยอมความกันแล้วจะมีผลให้สิทธิที่จะนำ
คดีอาญามาฟ้องระงับไปตามมาตรา 39(2) ยกเว้นแต่ความผิดฐาน
ฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 เป็นความผิด
อาญาแผ่นดิน ไม่อาจตกลงยอมกันเองระหว่างคู่กรณีไม่ได้ แม้จะมีการ
ตกลงกันคดีอาญาก็ไม่ระงับตามไปด้วย
30 of 30
บ ร ร ณ า นุ ก ร ม
นักเรียนกฎหมาย. (2561). การฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นหรืออาศัยความเบาปัญญา,
สืบค้นจาก https://www.xn--12ca3b1bb4cded8fvcua6a5l.com/2018/08/
blog-post_15.html
WICHIAN & PARTNER LAW. (2557). ความผิดฐานฉ้อโกง, สืบค้นจาก
https://wichianlaw.blogspot.com/2014/05/blog-post.html
WICHIAN & PARTNER LAW. (2560). ความผิดฐานฉ้อโกงแรงงาน, สืบค้นจาก
https://wichianlaw.blogspot.com/2017/07/blog-post_8.html
WICHIAN & PARTNER LAW. (2559). ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน, สืบค้นจาก
https://wichianlaw.blogspot.com/2016/10/blog-post_56.html
WICHIAN & PARTNER LAW. (2560). ความผิดตามมาตรา 346 (ชักจูงผู้หนึ่งผู้ใดให้
จำหน่ายโดยเสียเปรียบซึ่งทรัพย์สิน โดยอาศัยเหตุที่ผู้ถูกชักจูงมีจิตอ่อนแอ หรือเป็นเด็กเบา
ปัญญา), สืบค้นจาก https://wichianlaw.blogspot.com/2017/07/346.html
OFFENSE
OF
FRAUD
ELECTRONIC BOOK
ARAYA THUMSEEKHUN